พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ชี้แจงภายหลังการอภิปรายของ ส.ส. วิโรจน์ โดยเห็นด้วยกับการเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพต่างความเห็นในสังคมประชาธิปไตย ยืนยันว่าการดำเนินคดีกับเนื้อหาออนไลน์กว่าสามแสนยูอาร์แอลไม่ใช่การข่มขู่ แต่เป็นไปตามกฎหมายเพื่อคัดกรองเนื้อหารุนแรงและปลุกปั่นที่คุกคามสถาบันและสังคม ส่วนการปิดกั้นสื่อออนไลน์ทำตามกฎหมายและคำสั่งศาล เพื่อสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและสะอาดอย่างเป็นธรรม โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติและยึดหลักกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด
ขออนุญาตใช้เวลาของรัฐสภาสั้น ๆ ในการที่จะชี้แจงประเด็นซึ่งจริง ๆ ก็คงไม่ได้มากนักนะครับ ของท่าน ส.ส. วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ซึ่งท่านได้มีการพูดพาดพิง แล้วก็ผมเข้าใจว่าอาจจะทำให้สังคมได้เข้าใจผิดมานานนะครับ
ผมกราบเรียนว่าในประเด็นแรกท่านได้พูดถึงเรื่องของการใช้กฎหมาย ที่ไม่เป็นธรรม การใช้กฎหมายในการปิดกั้นการแสดงออกของพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะ ผ่านสื่อต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งสื่อโซเชียล มีเดีย (Social media) ต่าง ๆ ผมกราบเรียนครับว่า สิ่งที่ท่านได้นำพูดมาในตอนต้นผมได้จดไว้ทั้งหมด แล้วก็ได้ชื่นชมท่านมากนะครับว่า ถ้าเกิดท่านได้ยืนยันแล้วก็มีเจตนาแบบนั้นจริง ๆ ในเรื่องของเราต้องอยู่ร่วมกันต่อไป เราต้อง เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เห็นต่าง ไม่เคยมีใครที่เห็นต่างหรือมาไล่ เราก็มีการเห็นต่าง แล้วอยู่ร่วมกันได้ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนทุกรุ่น การมองเห็นเจตนาที่ดี แล้วก็ความชัดเจนที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าสิ่งที่ท่าน ส.ส. วิโรจน์ได้กรุณานำเรียนนั้นเป็นสิ่งที่ ควรจะยึดมั่นอย่างมาก
แต่ประเด็นถัดไปที่ท่านได้กรุณาอภิปรายในเรื่องของการใช้ตัวเลขในการข่มขู่ พี่น้องประชาชน ๓๐๐,๐๐๐ ชิ้น ๓๐๐,๐๐๐ ยูอาร์แอล (URL) ที่ได้ทำผิดกฎหมาย ผมเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า ผมเชื่อว่าวันนี้ในสภาแห่งนี้ไม่ได้เป็นที่ที่จะ มาแสดงความรู้สึกของคนใดคนหนึ่งส่วนตัว ผมคิดว่าสภาแห่งนี้ทุก ๆ คนสะท้อนความรู้สึก ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ท่านต้องมองในอีกมิติหนึ่งด้วยครับ ในโซเชียล มีเดีย (Social media) เป็นสิ่งที่ดีรวดเร็ว ทันสมัย ท่านได้พูดถึงการมองผู้ชุมนุมในมุมที่อีกด้านหนึ่ง ท่านบอกไปทำลาย ไปปิดกั้น จริง ๆ ผมตั้งใจนะครับเรียนท่านประธานที่เคารพ จริง ๆ ก็ตั้งใจว่าอยากจะทำมาเสนอในอีกด้านหนึ่งว่าในฐานะที่เป็นภาครัฐเรามีความจำเป็น ที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ผมถามว่าวันนี้พี่น้องประชาชนที่ท่องโลก โซเชียล มีเดีย (Social media) หรือว่าท่องโลกออนไลน์ (Online) อยู่วันนี้ ท่านเห็นไหม ครับว่าวันนี้มันมีรูปแบบต่าง ๆ กัน แล้วมีความคิดเห็นของคนที่หลากหลายมากจริง ๆ แต่สิ่งที่ ผมจะเรียนก็คือเนื้อหากับสิ่งที่แสดงออกมาในสังคมออนไลน์ (Online) วันนี้มันรุนแรงมาก ถ้าเราไม่ใช้กฎหมาย ถ้าเราไม่บังคับบ้าง ขนาดวันนี้เมื่อสักครู่ท่าน ส.ส. ชัยวุฒิบอกว่า แพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ อยู่ต่างประเทศ แต่เราก็มีกฎหมายไทยครับ ถ้าเราปล่อยให้ ละเลยไปเลยแล้วสิ่งที่ท่าน ส.ส. วิโรจน์พูดมาในตอนต้นจะเกิดได้อย่างไร อารมณ์ความรู้สึก ในการที่อภิปราย ในการที่แสดงออกในโซเชียล มีเดีย (Social media) ต่าง ๆ ไม่ได้เป็น อย่างที่ท่านพูดเลยครับ ทั้งยุยง ปลุกปั่น ทำร้าย ทำลายสถาบันหลักของประเทศด้วยคำ หยาบคาย ด้วยการแสดงออกที่เรียกว่าไม่ได้น่ารักแบบที่ท่านได้พูดไว้ครับ ส่วนบุคคลอื่น ที่จะแสดงออกใช้โซเชียล มีเดีย (Social media) ในการสะท้อนความรู้สึกให้อยู่ภายใต้ กฎหมายก็ไม่เป็นไรนี่ครับ วันนี้ผมยังถูกต่อว่าด้วยซ้ำว่าทำน้อยไป เพราะสังคมคนไทย ทั้งประเทศเขาเห็นแล้วเขาก็รับไม่ได้ เราก็ทำในกรอบของคนที่เราคิดว่าเข้าข้อกฎหมาย แล้วมีความผิดจริง ๆ ส่วนบุคคลอื่น ๆ ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ผมคิดว่าทุกคนใช้หมด ผมก็ไม่ได้ไป ล่วงเกินสิทธิอะไรของท่านเลยครับ ถ้าเราไปกำหนด หรือไปกำกับสิทธิของท่าน หรือไปละเมิด สิทธิของท่านมากกว่านี้ถามว่าวันนี้ท่านจะใช้สื่อโซเชียล มีเดีย (Social media) ได้เป็นอิสระ อย่างทุกวันนี้ได้อย่างไรครับ แล้วผมเรียนว่าทั้ง ๓๐๐,๐๐๐ กว่ายูอาร์แอล (URL) ที่ท่านบอกว่า เป็นตัวเลข เป็นตัวเลขจริง ๆ ที่เราติดตามได้จริง ๆ ครับ แต่ถามว่าวันนี้เราดำเนินคดีไป ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าราย เพราะอะไรครับ เพราะเราดูคนที่มีความตั้งใจและมีความจำเป็น ที่จะต้องดำเนินคดีตามข้อกฎหมายจริง ๆ เราก็เลือกในสิ่งที่จำเป็นและทำตามกฎหมายโดยที่ ไม่ละเว้นครับ แต่ผมถามว่า ๓๐๐,๐๐๐ กว่าก็มันเป็นข้อกฎหมายที่มันเข้า อย่างเช่น มีการแชร์ต่อเอาข้อมูลของคนเอง อาจจะไม่ได้เขียนเองคนแรก แล้วก็เริ่มทำจากคนที่ นำข้อมูลผิด ๆ ข้อมูลที่ผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบคนแรกเราก็ดำเนินคดีครับ วันนี้เกือบ ๓,๐๐๐ คดี ก็อยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งนี่เป็นความจริงที่ผมต้องกราบเรียนว่าเราไม่ได้นิ่งเฉย แล้วเรามีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
เรื่องที่ ๒ ในเรื่องของการปิดกั้นสื่อ ผมกราบเรียนเพื่อชี้แจงเพื่อให้ทุกคน ได้สบายใจว่า สื่อต่าง ๆ หลาย ๆ สื่อก็มีเจตนาครับ ก็เสียดายอีกวันนี้ก็เตรียมมาว่า มีสื่ออะไรบ้างที่ได้เผยแพร่ภาพข่าวที่ทำร้ายจิตใจและคนละมิติกับสิ่งที่ท่าน ส.ส. วิโรจน์ ได้กรุณาอภิปรายแล้วเมื่อสักครู่ มีความตั้งใจที่จะจาบจ้วง ใช้คำพูด ใช้การอภิปราย ใช้การปราศรัยต่าง ๆ ถ่ายทอดออกไปไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับประเทศเลย ไม่ได้เปิดพื้นที่ ปลอดภัยให้กับคนใดคนหนึ่งเลยครับ ถามว่าแบบนี้ท่านยอมได้ไหมครับ ผมไม่ทำท่านยอมได้ ไหมครับ ผมไม่ต้องพูดว่าคนเสื้อสีอะไร เราเป็นคนไทยด้วยกันครับ ถ้ามีกฎหมาย ถ้าอยู่ใน ทำนองคลองธรรมไปทิศทางเดียวกันผมเชื่อว่าสิ่งที่เราพูดเราไปได้แต่เรามีกฎหมายครับ ไม่ว่าเขาจะอยู่บริษัทอยู่ต่างประเทศอย่างไร เมื่อทำผิดก็ต้องเคารพกฎหมายไทยแล้วเรา ก็ต้องทำภายใต้กฎหมายไทย แล้วผมเรียนนะครับทั้งหมดที่ดำเนินคดี รวมไปถึงสื่อที่มี การเสนอให้กับศาลเราไม่ได้ใช้ความรู้สึกนึกคิดของตัวเราเองหรือรัฐบาลเลยครับ เราอาศัย กระบวนการยุติธรรม เราขอคำสั่งศาลขออำนาจศาล เมื่อศาลท่านสั่งปิดเราก็เอาคำสั่งศาลนั้นมาปฏิบัติ ไม่ได้ใช้ ความรู้สึกของรัฐมนตรี ไม่ได้ใช้ความรู้สึกของเจ้าหน้าที่คนใดเลย รวบรวมข้อมูลหลักฐาน ผมเรียนว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ พี่น้องประชาชนส่งมาให้ครับ แล้วเรามาตรวจสอบ เมื่อเห็นว่า มีหลักฐานมีจริงเราก็รวบรวมส่งศาลท่านภายใน ๔๘ ชั่วโมง เมื่อศาลมีคำสั่ง เราก็แนบ คำสั่งศาลส่งไปให้กับแพลตฟอร์ม (Platform) ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูป (YouTube) และอื่น ๆ ให้เขาปฏิบัติ เพราะเราต้องการจะทำให้สังคม โซเชียล มีเดีย (Social media) ของคนไทยสะอาด และเป็นพื้นที่ปลอดภัยเหมือนท่าน ส.ส. ได้กรุณานำเรียนเมื่อสักครู่อย่างไรครับ ผมเชื่อว่าภายใต้ความรู้สึกลึก ๆ ของทุกคนเข้าใจ ในสิ่งที่ผมพูดดีว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมโซเชียล มีเดีย (Social media) ในประเทศไทย เราก็ ทำดี ทำเต็มที่เท่าที่เราจะทำได้ เพราะด้วยกระบวนการทางเทคนิคและสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อน หน้านี้เราทำได้ตามกฎหมายเท่านี้จริง ๆ ครับ แล้วก็จะทำต่อไป แล้วผมก็เรียนยืนยันว่าถ้ามี ความผิดและเข้าข้อกฎหมายเราก็มีความจำเป็นต้องทำต่อไป แล้วก็ไม่ได้เลือกปฏิบัติ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าสื่อต่าง ๆ ที่ท่านบอกว่าไปปิดกั้นสื่อ ไม่จริงหรอกครับ วันนี้สื่อ ทุกแขนงก็ยังเสนอข่าวได้อย่างเต็มที่ เพียงแต่เราเตือนเขาไปเท่านั้นเองว่าขอให้อยู่ในกรอบ ของกฎหมาย ถ้ามีเนื้อหา ถ้อยคำ สาระอะไรที่ผิดกฎหมายก็ขอให้ดำเนินการลบออกถ้าไม่ได้ ตั้งใจ แต่ถ้าเกิดยังไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ เราก็มีความจำเป็นต้องดำเนินการตาม กฎหมายเท่านั้นเองจริง ๆ ครับ เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าสาระสำคัญทั้งหมด ที่ท่าน ส.ส. ได้กรุณาอภิปรายมานั้น ผมเรียนว่าเราทำภายใต้กฎหมายและทำอย่างจริงจัง และผมเชื่อว่าเรามีความคิดตรงกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือเราต้องการจะทำให้สังคมการสื่อสาร ของทั้งปัจจุบันและของเยาวชน โดยเฉพาะทางสื่อออนไลน์ (Online) โซเชียล มีเดีย (Social media) ต่าง ๆ ได้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย สะอาด และใช้ในที่ที่เป็นประโยชน์ในการสื่อสาร รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทุกรุ่นทุกวัยครับ แต่เน้นอีกครั้งหนึ่งว่า ต้องไม่หยาบคาย ต้องไม่ผิดกฎหมาย และต้องอยู่บนสิ่งที่พวกเรายึดมั่นยึดถือในมาตรฐาน เดียวกัน ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกครับ ขอบพระคุณครับ