พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เพิกเฉยต่อปัญหาความขัดแย้ง ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ปิดกั้นเสรีภาพสื่อ และยื้ออำนาจ จนก่อให้เกิดความมืดมนทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมเสนอทางออกด้วยการเปิดพื้นที่ร่วมกันอย่างสันติ ตั้งนายกฯ จากเสียงข้างมากในสภา ยกเลิกอำนาจวุฒิสภาในการเลือกนายกฯ และเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มส่วนร่วมของประชาชน พร้อมนำเสนอโรดแมปการเมืองที่รวมการยุบสภา การเลือกตั้งร่วมระหว่าง ส.ส. และ ส.ส.ร. และการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผยเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและป้องกันวิกฤติที่อาจลุกลามต่อไป
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ต้องขอบคุณพรรคร่วมฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ได้ร่วมกันทำให้ เกิดการประชุมสภาสมัยวิสามัญขึ้นได้ แม้โดยส่วนตัวจะรู้สึกว่ามันค่อนข้างจะช้า ไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ก็หวังว่าจะไม่สายเกินไป ที่ผ่านมาผมย้ำกับที่ประชุมสภาแห่งนี้ หลายครั้งว่ารัฐสภาของเรามีความสำคัญในการเป็นกลไกแก้ปัญหาความขัดแย้ง หาทางออก ให้กับบ้านเมืองอย่างสันติ แต่ก็น่าอึดอัดใจครับว่าที่ผ่านมาพวกเราในฐานะตัวแทนประชาชน ดูจะไม่ค่อยเป็นความหวังให้กับพวกเขาสักเท่าไรนัก ผมจึงหวังด้วยความบริสุทธิ์ใจนะครับว่า การอภิปรายครั้งนี้จะมีขึ้นเพื่อหาทางออกของประเทศ มิใช่การหาทางออกของรัฐบาล ไม่ใช่การมาใส่ร้ายป้ายสีกัน หรือกล่าวโทษโดยไม่มีทางออก ถ้าหากเป็นเช่นนั้นความขัดแย้ง ที่ควรจะจบในสภาก็จะลุกลามบานปลายบนท้องถนนอีกครั้ง อันที่จริงแล้วก่อนที่สถานการณ์ บ้านเมืองจะตึงเครียดขนาดนี้ พวกผมเคยพยายามเตือนรัฐบาล เคยพยายามเสนอทางออก เพื่อให้วิกฤติครั้งนี้คลี่คลายลง แต่เหมือนว่าท่านไม่ได้รับข้อเสนอของพวกผมเลยแม้แต่น้อย ท่านประธานครับเมื่อเกือบ ๔ เดือนที่แล้ว กรกฎาคม ผมได้อภิปรายว่ามันถึงเวลาแล้ว ที่เราควรจะหยุดแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งที่เราไม่อยากเห็น ทำเป็นไม่ได้ยินในสิ่งที่เรา ไม่อยากได้ยิน ผมได้เตือนให้สังคมไทยต้องมีวุฒิภาวะที่จะรับมือกับอินคอนวิเดนต์ ทรูท (Inconvident Truth) หรือความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนใจ รับมือกับความรู้สึก แห่งยุคสมัย ซึ่งเป็นผลผลิตของปัญหาที่พวกเราล้วนมีส่วนร่วมสร้างขึ้นมาและหมักหมม เอาไว้ให้ลูกหลาน ผมยังได้เชิญชวนพวกเราตั้งสติใหม่ เปิดใจ ปรับมุมมองแล้วลงมือหาทาง ออกของประเทศไปด้วยกัน ไม่มองอนาคตของชาติเป็นภัยต่อความมั่นคง ไม่มองอนาคต ของชาติเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อเกือบ ๒ เดือนที่แล้ว เดือนกันยายน ผมได้อภิปรายถึงความมืดมนของประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสังคม ซึ่งปัจจัยสำคัญที่หน่วงรั้งไม่ให้ประเทศขับเคลื่อนไป ข้างหน้าก็คือวิกฤติภาวะผู้นำ ซึ่ง ๖ ปีที่ผ่านมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มันชัดเจนแล้วว่าท่านเป็นผู้นำที่ไม่มีความสามารถที่จะนำพาประเทศออกจากความมืดนี้ได้ แล้วถ้าท่านไม่ยอมถอย ท่านจะพาพวกเราทั้งหมดลงเหวไปด้วยกัน เมื่อเดือน ที่แล้วปลายกันยายนเป็นช่วงที่พวกเราน่าจะลดอุณหภูมิทางการเมืองบนท้องถิ่นได้ แต่รัฐสภาของเรากลับโยนโอกาสนั้นทิ้งไปและตัดสินใจยื้อเวลา ยื้ออำนาจให้กับผู้นำประเทศ และระบอบการเมืองที่ล้มเหลวและหมดความชอบธรรม แทนที่เราจะพาประเทศไทย เดินไปข้างหน้าต่อได้ กลับกลายเป็นฉุดประเทศให้ถอยหลัง ท่านเลือกที่จะกอดอดีตของท่าน เอาไว้อย่างหนาแน่น แทนที่จะปล่อยมือประเทศไทยไปสู่อนาคตเสียทีหนึ่ง มาถึงวันนี้ เดือนตุลาคมไม่กี่สัปดาห์จากวันนั้น สิ่งที่พวกผมได้เตือนไป ภาพนั้นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ท่านประธานครับ ๔ เดือนที่ผ่านมาไม่ว่าผมจะเตือนอะไรกับ พลเอก ประยุทธ์ ไม่เพียงแต่ ท่านจะไม่ฟัง ท่านกลับทำตรงกันข้ามหมด สุมฟืนเข้ากองไฟในทุกโอกาสที่เป็นไปได้ เมื่อเดือนกรกฎาคม เยาวชนเพิ่งออกมาชุมนุม มีข้อเรียกร้องคือหยุดคุกคามประชาชน ยุบสภา แก้ไขรัฐธรรมนูญ พลเอก ประยุทธ์ก็ออกมากล่าวหาว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง ไล่ปราบปราม ไล่คุกคาม จับกุมแกนนำ เมื่อเดือนกันยายนการลงมติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นกุญแจสำคัญและเป็นโอกาสทองของรัฐสภาที่จะคลี่คลายความขัดแย้ง แต่รัฐบาลกับ ส.ว. ก็ยื้อเวลาออกไปไม่ลงมติ พอมาถึงเดือนตุลาคมครับท่านประธาน นักเรียน นิสิต นักศึกษาออกมาชุมนุมอย่างสันติ พลเอก ประยุทธ์และรัฐบาลก็กล่าวหาว่าพวกเขาขัดขวาง ขบวนเสด็จและประทุษร้ายต่อพระราชินี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ยกกำลังตำรวจ ทหารเข้ากรุงเทพมหานครสลายการชุมนุมโดยไม่เป็นไปตามหลักสากล มุ่งจับกุม ปราบปรามนักเรียน นักศึกษา ประชาชน มองเขาเหมือนเป็นปีศาล มองเขาเหมือน เป็นอริราชศัตรู นอกจากนี้ท่านยังปิดหูปิดตาประชาชนด้วยความพยายามปิดสื่อมวลชน พวกเขาตั้งใจที่จะเสนอข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบ พยายามปิดช่องทางการสื่อสาร ของประชาชน เส้นทางคมนาคมของประชาชน ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ท่านยังพยายามสร้าง สถานการณ์ให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกในหมู่ประชาชน รัฐบาล และรัฐมนตรีบางคน ข้างท่าน พยายามใช้กลไกรัฐปลุกม็อบ (Mob) ชนม็อบ (Mob) เกณฑ์ข้าราชการ มาเดินขบวนต่อต้านนักเรียน นักศึกษาในเวลาที่ควรจะบริการประชาชน ท่านประธานครับ ผมเคารพถ้าประชาชนจะแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่สิ่งที่พวกผม คัดค้านคือการใช้กลไกรัฐไปสุมไฟความเกลียดชัง ปลุกระดมให้เพื่อนร่วมชาติทำร้ายกันเอง พลเอก ประยุทธ์ท่านเรียนผูกไม่เรียนแก้ นอกจากจะผูกมัดรัฐธรรมนูญไว้เพื่อสืบทอดอำนาจ ของตนเองและพวกพ้องแล้ว พลเอก ประยุทธ์ยังพยายามผูกตนเองไว้กับสถาบันเพื่อรักษา อำนาจของตนเองด้วย รัฐบาลในราชอาณาจักรที่ดีต้องมีบทบาทเป็นเกราะกำบังให้แก่ สถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องมียุทธศาสตร์ ต้องมีกุศโลบายเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันกับประชาชน รัฐบาลต้องทำให้ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นของประชาชนทุกคน ไม่ว่าประชาชนแต่ละคนจะมีความเห็น ต่อสถาบันแตกต่างกันอย่างไร แต่ พลเอก ประยุทธ์กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกลับนำสถาบัน พระมหากษัตริย์มาเป็นเกราะกำบังให้แก่ตนเอง การกระทำเช่นนี้สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ ความขัดแย้งหยั่งลึกลงไป ดังนั้นประตูบานแรกที่จะช่วยถอนฟืนออกจากกองไฟคือ พลเอก ประยุทธ์ต้องลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ของโลกและของไทย ประวัติศาสตร์ของโลกและของไทยคือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ ประชาธิปไตย โดยประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้ผู้นำประเทศที่มา จากการรัฐประหาร เป็นไปไม่ได้ที่ประชาธิปไตยจะยอมรับได้จากผู้นำที่มาจากรัฐประหาร ไม่มีในโลกครับ แต่ถ้า พลเอก ประยุทธ์ยังดึงดันในอำนาจหวงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเส้นทาง ข้างหน้าของท่านคือทรราชคนต่อไป ผมเชื่อว่าพวกเราผู้แทนราษฎรโดยเฉพาะพรรคร่วม รัฐบาลน่าจะเห็นร่วมกันแล้วว่าระบอบประยุทธ์ไปต่อไม่ได้ พวกเราอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตย พวกเราอยากมีระบบการเมืองที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ ต่อปัญหาของพี่น้องประชาชน แต่เชื่อผมเถอะครับว่าถ้าหาก พลเอก ประยุทธ์ยังอยู่ใน สมการการแก้ไขรัฐธรรมนูญในแบบที่เราต้องการจะไม่เกิดขึ้น พวกท่านรู้ดีว่าสัญญาณ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องถูกเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่ามาจากที่ไหน ผมจึงอยากขอร้อง ให้เพื่อน ๆ จากพรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวออกจากการสนับสนุน พลเอก ประยุทธ์ อย่าปิดหูปิดตา ไม่เห็น ไม่ได้ยินในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศของเรา ถ้าพวกท่านไม่ช่วย ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเส้นทางข้างหน้าหากเกิดอะไรที่ไม่คาดฝัน ไม่ใช่ พลเอก ประยุทธ์คนเดียว ที่ต้องรับผิดชอบ แต่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคที่ต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกัน เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ลาออกแล้ว
๑. เรามาเริ่มกันใหม่ครับ ใช้สภาผ่านไปสู่ประชาธิปไตยด้วยการเลือก นายกรัฐมนตรีคนใหม่จากบัญชีของพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็น พรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอื่น หากพรรคใดได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. มากที่สุด พวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้จะไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็ยอมยกมือให้รายชื่อจากบัญชีของพรรคนั้นที่ท่านได้สัญญา กับประชาชนไว้จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เพื่อไม่ต้องใช้เสียงของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งควรงดออกเสียง พรรคก้าวไกลของผมถึงแม้จะไม่ได้ร่วมรัฐบาลชุดใหม่ ไม่มีบัญชีรายชื่อ เสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี เรายืนยันว่าจะยอมยกมือให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มาจาก เสียงข้างมากของ ส.ส. เพื่อให้มีการสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาโดยไม่ต้องใช้เสียงของ ส.ว. และไม่ต้องมีนายกรัฐมนตรีคนนอก
ข้อ ๒ เมื่อเราได้รัฐบาลชุดใหม่ที่ชอบธรรมมากขึ้นแล้วรัฐสภาก็เดินหน้าแก้ไข รัฐธรรมนูญโดยเร็ว ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนทั้งหมด เคารพอำนาจ สถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนให้สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทุกหมวด ภายใต้กรอบที่ไม่ไปเปลี่ยนรูปของรัฐและระบอบการปกครองตามมาตรา ๒๕๕ พร้อมกันนั้น ก็แก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราที่ไม่จำเป็น ที่จำเป็นไปด้วย โดยเฉพาะการยกเลิกอำนาจ ของวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นต้น ถ้าเราแก้ปัญหาการเมืองด่านแรกไปได้แล้ว การเมืองจะมีเสถียรภาพมากขึ้น เพื่อสามารถจัดการปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ที่หนักหน่วงได้ตามมา
ข้อ ๓ ข้อสุดท้ายหลังจากที่แก้รัฐธรรมนูญให้มี ส.ส.ร. รวมทั้งปิดสวิตช์ (Switch) ส.ว. หรือแก้ระบบเลือกตั้งได้แล้วรัฐบาลชุดใหม่ก็ควรยุบสภา ซึ่งเราสามารถที่จะ จัดการเลือกตั้ง ส.ส. พร้อมไปกับการเลือก ส.ส.ร. พร้อมกันได้ นี่คือโรดแมป (Road map) นี่คือข้อเสนอทางการเมืองเฉพาะหน้าของผมและพรรคก้าวไกล ก่อนที่จะอภิปรายถึงปัญหา ที่ใหญ่และลึกซึ้งกว่า ซึ่งหากเราไม่พูดกันอย่างมีวุฒิภาวะ ซึ่งเราไม่พูดกันอย่างประณีต ผมเกรงว่าสถานการณ์จะสายเกินการณ์ นั่นก็คือประเด็นสำคัญหนึ่งที่รัฐสภาควรจะเป็น แบบอย่างในการพูดคุยกันอย่างมีเหตุมีผล มีวุฒิภาวะซึ่งอยู่ในข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา อยู่ในญัตติที่รัฐบาลเขียนถึง และมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายถึงแล้ว นั่นก็คือการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ แน่นอนครับ ประเทศไทยของเราต้องการปฏิรูปครั้งใหญ่อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปองค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรม ระบบกฎหมาย สถาบันตุลาการ ปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูปเพื่อทำลายการผูกขาด ปฏิรูปภาษี ปฏิรูปสวัสดิการ ปฏิรูปสาธารณสุข ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูประบบราชการ ยกเลิกระบบราชการรวมศูนย์ คืนอำนาจให้แก่ท้องถิ่น ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปสิ่งแวดล้อม ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเกษตร ปฏิรูปวัฒนธรรม หากแต่ว่า วันนี้เราไม่เป็นต้นแบบในการพูดคุยในเรื่องปฏิรูปสถาบัน แต่เลือกที่จะปิดหู ปิดตา ปิดปาก ในประเด็นนี้ ทั้งที่ประชาชนข้างนอกสภากำลังขัดแย้งกันอย่างกว้างขวาง ผมเกรงว่า สถานการณ์ของประเทศจะสายเกินการณ์ ต่อประเด็นนี้ผมขอย้ำว่าพวกเราต้องเริ่มต้นจาก ความเข้าใจสภาพของความเป็นจริงให้ถูกต้องตรงกันเสียก่อน หากท่าน หากเราติดกระดุม เม็ดแรกผิดเสียแล้ว หากยังเข้าใจว่าสิ่งที่นักเรียน นิสิต นักศึกษา กำลังเรียกร้อง กำลัง แสดงออกอยู่นั้น เป็นผลมาจากการล้างสมอง การบงการ หรือการชักใยของพรรคก้าวไกล หรืออดีตพรรคอนาคตใหม่ ไปถึงศัตรูต่างชาติ ผมกังวลว่ากระดุมเม็ดต่อ ๆ ไปจะกลายเป็น โศกนาฏกรรม พวกเราต้องเข้าใจและยอมรับเสียก่อนว่าตอนนี้สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว โลกใบเก่าที่หลายคนคุ้นเคย ที่หลายคนโหยหานั้นไม่มีอยู่อีกต่อไป เรากำลังเผชิญกับ นิวนอร์มัล (New Normal) หรือความปกติใหม่ทางการเมือง การเคลื่อนไหวเรียกร้อง ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่เคยเจอมาก่อน เป็นประสบการณ์ใหม่ เป็นข้อเท็จจริงใหม่ เป็นพลัง และความรู้สึกแห่งยุคสมัยใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากปัญหา และความล้มเหลวทางการเมืองที่พวกเรามีส่วนร่วมก่อขึ้น ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับ ข้อเท็จจริงว่าปัญหาทางการเมืองครั้งนี้เป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ รัฐประหารปี ๒๕๔๙ รัฐประหารปี ๒๕๕๗ ซึ่งมีผู้นำกองทัพบางคนและบุคคลบางฝ่าย กระทำการ ทำให้ประชาชนเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ด้วย ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของรัชสมัย เมื่อสภาพความเป็นจริงและรากฐานของ สังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว สังคมจำเป็นต้องแสวงหาฉันทามติใหม่ หากยังปิดหู ปิดตาแล้วกอด โลกใบเก่าเอาไว้เราจะไม่ได้จับมือกันเผชิญหน้ากับโลกใบใหม่ แต่กลับจะสร้างโศกนาฏกรรม บทใหม่ขึ้นมาแทน สำหรับข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของเยาวชน คนรุ่นใหม่ เรามีทางเลือกอยู่ ๒ ทางเลือกด้วยกันครับ ทางเลือกแรก