สุทิน คลังแสง หารือถึงวิกฤตเศรษฐกิจไทยที่รุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง โดยชี้ว่ารัฐบาลมุ่งเน้นแก้ปัญหาสุขภาพแต่ละเลยผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมเสนอแนวทางแก้ไข ๘ ทางออกเพื่อประกอบการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี และยกตัวอย่างข้อมูลสถิติการลดลงของการจดทะเบียนธุรกิจใหม่อย่างชัดเจน
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สุทิน คลังแสง สมาชิกรัฐสภาจากจังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ครับ ความจริงแล้วผมเข้าใจว่าของผมเหลือ ๓๐ นาที แล้วก็ขอท่านวิรัชเพิ่มอีกเป็น ๔๕ นาที เข้าใจอย่างนั้นนะครับ แต่ว่าเมื่อเป็น ๓๐ นาที อย่างไรก็จะขอความกรุณาว่าเดิมแล้วในอดีต ผมใช้ไม่ครบผมก็หยุดอยู่แล้ว ถ้ามันเกินแล้วมันจำเป็นบ้างนิดหน่อยก็จะพยายามรักษาเวลา เต็มที่ครับท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนตรง ๆ ว่า ความเป็นนักการเมือง ความเป็นคนไทยช่วงนี้ยอมรับว่าเครียดทำหน้าที่ด้วยความกังวล เป็นที่สุด กังวลแรก เห็นสถานการณ์บ้านเมืองแล้วถ้าสภาเรายังนิ่งดูดายไม่ทำอะไรผมคิดว่า เราบกพร่อง ก็เลยได้ประสานท่านประธานขอเปิดร่วมกับหลายท่านก็ได้เปิด เมื่อเปิดแล้ว ก็กังวลต่อว่าความคาดหวังของสังคมเขาคาดหวังว่าเราประชุม ๒ วันนี้จะเป็นทางออกจริง ๆ ผมก็กังวลว่าถ้าเขาผิดหวังแล้วเราก็จะบกพร่องอีกนั่นแหละ ความกังวลนี้ก็ยิ่งมาเห็นญัตติ ในวันที่จะประชุมกันตอนนั้น พอเห็นญัตติปั๊บก็ยิ่งกังวลหนักเข้าไปใหญ่ นี่ต้องเรียนตรง ๆ ว่า มันไม่ได้ตอบโจทย์ แต่ว่ามันเป็นอีกทางหนึ่ง แต่ก็โชคดีครับท่านประธานสภา ท่านชวน หลีกภัย ท่านได้กรุณาเคร่งครัดแล้วปรับทิศปรับทางของพวกเราตะล่อมให้พวกเรา ไปในทิศทาง ให้พวกเราได้พูดได้คุยกันบ้าง แม้จะไม่ใช่ทางออกเสียทีเดียวแต่ก็คิดว่า ได้ประโยชน์ไม่น้อย แล้วก็เชื่อว่าท่านประธานซึ่งท่านนั่งอยู่นี้ก็คงจะดำเนินไปอย่างนั้น ท่านประธานครับ ไปดูในญัตติที่จริงผมสรุปไว้เยอะ วันนี้ทางออกไม่ทางออกมันอยู่ที่ ท่านนายกรัฐมนตรี สภาวันนี้มาตรา ๑๖๕ ไม่ได้มีมติว่าจะให้ออกหรือไม่ออก เราเพียงพูด ให้คำแนะนำไป ท่านรับปฏิบัติก็ใช่ เป็นทางออก ท่านไม่รับไม่ปฏิบัติ มันก็ไม่ใช่ทางออก เราทำได้แค่นี้ เพราะฉะนั้นทางบ้านก็จะได้เข้าใจว่าสภาวันนี้ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ ผมจะทำได้มากที่สุดก็คือรวบรวมประเด็นที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ที่สุดประกอบการตัดสินใจ ของท่านนายกรัฐมนตรีให้ท่านได้เข้าใจ สิ่งที่ผมจะรวมประเด็นวันนี้ก็กราบเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ มี ๘ ทางออก มี ๓ ประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนจะไปถึงทางออก และที่สำคัญที่สุดวันนี้ก็คงต้องพูดถึงญัตติแหละ ก็ท่านเขียนมา ๓ ข้อ ข้อแรกก็โควิด (COVID) ก็พูดกันทั้งวัน ชื่นชมว่าโควิด (COVID) เราแก้ได้เก่ง เราเป็นเลิศ จริง ๆ ก็ใช่ครับ สภาแห่งนี้พูดโควิด (COVID) มาเยอะ แต่เสียดายว่ามันห่างจากทางออกของประเทศ ห่างจากวิกฤติวันนี้ไปหน่อย ผมเองก็เคยชมรัฐบาลเรื่องโควิด (COVID) ชมว่าปราบดี แก้ดี มาตรการได้ ได้ผล แต่วันนั้นถ้าไม่ลืม ผมบอกว่าโควิด (COVID) มันมาเราต้องเผชิญอยู่ ๓ แนวรบ ผลกระทบ มี ๓ ทาง ท่านอย่าไปหลงอยู่ทางเดียว ทางแรกคือทางสุขภาพ ทำอย่างไรจะไม่เจ็บไม่ป่วย ก็อันนี้สำเร็จ ชื่นชมแนวรบด้านสุขภาพ แต่แนวรบอีกด้านหนึ่งซึ่งโควิด (COVID) มันทำลาย หนักมากก็คือเศรษฐกิจ ผมบอกว่าต้องระวังแนวรบนี้ดี ๆ สุขภาพดีแต่เศรษฐกิจไม่มีกิน ตาย นี่ก็คือผลกระทบทางงาน และผลกระทบทางสังคม ผมพูดไว้วันนั้นไม่ผิด วันนี้เจอครบแล้วครับ ผมเปรียบเทียบให้เสร็จสรรพวันนั้นว่าโควิด (COVID) ถ้าเปรียบเหมือนคนเป็นโรคเบาหวาน มาหาหมอประยุทธ์ หมอก็ทุ่มรักษาเบาหวานเสียเสร็จ เบาหวานดีขึ้นจริง ๆ ทุ่มไปทุกขนาน ยาอัดลงไปเบาหวานดีขึ้น แต่ไปแพ้ที่ไต ไตก็เสื่อมลง ๆ ในที่สุดตายด้วยโรคไตวาย ไตที่ว่านั้น ก็คือเศรษฐกิจ เมื่อวานนี้ตอนกลางวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน วันนี้พบกัน อีกแล้ว ท่านบอกว่าตัวเลขเศรษฐกิจดี ๆ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็บอกดี ท่านครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (The Wall Street Journal) พูดไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (The Wall Street Journal) เป็นยักษ์ใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา เขาบอกว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เขาบอกว่า เศรษฐกิจของไทยในปีนี้มีสิทธิวูบหนักที่สุดหลังมีต้มยำกุ้ง จะหนักที่สุดหลังจากต้มยำกุ้ง แล้วนิคเคอิเอเชีย (NIKKEI Asia) ของญี่ปุ่น พูดไว้คล้ายกันเลยบอกว่าจะหนักกว่าต้มยำกุ้ง แบงก์ชาติที่ท่านแย้งกับคุณจิราพรนี่ละ แบงก์ชาติเขาก็บอกว่าเศรษฐกิจปีนี้มีสิทธิติดลบ ๗-๘ บางสำนักบอกว่าอาจจะถึง ๑๐ ตัวเลขอยู่ระหว่างนี้ ๒ ท่านไม่ผิดหรอก แต่วันนี้ สด ๆ ร้อน ๒๗ วันนี้ คุณทศพร ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า วันนี้นะครับ ท่านประธาน แถลงชัดเลย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงาน จะได้ดูว่าตัวเลขการขอจดจัดตั้งธุรกิจใหม่ ขอเปิดบริษัท ห้างร้าน ห้างหุ้นส่วนจำกัด ขอเปิด เดือนนี้ต่ำกว่าเดือนที่แล้ว ๑๙ เปอร์เซ็นต์ เดือนนี้ของปี ๒๕๖๓ คือปีนี้ กับเดือนนี้ของปีที่แล้วลดลง ๕๕ เปอร์เซ็นต์ เอาแค่นี้ย่อม ๆ นี่ไม่นับรวมข่าวร้าย แต่ละวันว่าท่านจะกู้เพิ่ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่บอกว่าจะกู้เพิ่มเท่านั้น กู้เพิ่มเท่านี้ อันนี้คือโรคไตเสื่อม ไตวายกำลังเสื่อม แล้ววันนี้ไอ้ตัวเศรษฐกิจนี่ละครับ คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาสังคมวันนี้ ประเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง จะอธิบายให้ชัดว่า คนออกมาชุมนุมเขาวิตกอะไร โลกวันนี้มันไปล้างสมองกันไม่ได้ คลิก (Click) เดียวเลย มันรู้ว่าประเทศเป็นหนี้สาธารณะเท่าไร คลิก (Click) ปั๊บหนี้ครัวเรือนเท่าไร เด็กมันคลิก (Click) ปั๊บหนี้ กยศ. เท่าไร คลิก (Click) ปั๊บหมายศาลจะมาถึงเขาเท่าไร วันนี้เหล่านี้ มันเป็นเหตุผลหนึ่ง ย้ำว่าเหตุผลหนึ่ง ผมถึงบอกว่าโควิด (COVID) แนวรบด้านสุขภาพ ท่านชนะ แต่แนวรบทางด้านเศรษฐกิจนี่แพ้ ด้านสังคมมาถึงแล้ววันนี้ เอาเถอะ นั่นข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ ในญัตติเรื่องขบวนเสด็จ วันนั้นประชุม ๔ ฝ่ายท่านอยู่นี่ ผมถึงหลุด คำนี้ออกเลย ถ้าท่านชวนอยู่ท่านจะรู้ ผมบอกว่านี่ไร้วุฒิภาวะ เขียนได้อย่างไร เอาเข้ามา ทำไม คนจะทะเลาะกัน แล้วบอกว่าไปเส้นทางนี้ทำไม คนหนึ่งบอกว่าก็อัธยาศัย แล้วใคร เถียงได้ ใครหาข้อสรุป แล้วมันกระทบไปที่ไหนล่ะ นี่ผมเตือน แต่เอาเถอะ ประเด็นนี้ก็ได้ พูดกันทั้ง ๒ วัน หลายท่านก็แสดงออกถึงความจงรักภักดี อันนี้ถูกต้อง ชื่นชมนะครับ กล้าแสดงออกเลยละ เพราะผมก็จงรักภักดี แต่ที่กังวลกันมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ในญัตติเราไปพูดถึงปลายเหตุ วันนี้มีการล่วงล้ำก้ำเกินพูดถึงเรื่องการปฏิรูปสถาบัน บางเคส (Case) นี่ท่านครับ ผมตะลึง แล้วช็อกด้วย พอช็อกเสร็จกลับมาคิดได้ว่า นี่โลกมันเปลี่ยน สังคมมันเปลี่ยน การเรียนรู้มันเปลี่ยน เราจำเป็นต้องรับฟัง ยอมรับ การเปลี่ยนแปลง แต่จะแก้อย่างไรล่ะ ผมก็มานั่งคิดไปคิดมา เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เมื่อมันเกิดแล้วมันต้องแก้ ห้ามคนคิดห้ามไม่ได้ แต่เราเป็นผู้ใหญ่นี่ เราเป็นส่วนหนึ่งของ การบริหารประเทศ เป็น ส.ส. จะแก้ปัญหานี้อย่างไรไม่ให้เกิด ไม่ให้มี ก็คิดไปคิดมา คิดไป ไปเห็นท่านหนึ่งท่านประธานที่เคารพครับ เป็นผู้ใหญ่ของประเทศ ท่านเสนอทางออกเรื่องนี้ไว้ดีมาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ท่านบอกว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ท่านก็แนะนำรัฐบาลแนะนำ นายกรัฐมนตรีมาเป็นข้อ ๆ พอถึงเรื่องสถาบันนี่ ปัญหาสถาบันวันนี้ที่เกิดกับสถาบันวันนี้