ตวง อันทะไชย หารือการปฏิรูปการศึกษาจากข้อเรียกร้องของนักเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ การเรียนที่เน้นท่องจำ และภาระวิชาเรียน พร้อมเสนอการปรับหลักสูตร การกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา และการผลิตครูอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังเสนอให้ตั้งกรรมาธิการร่วมจากทุกฝ่ายเพื่อร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามความต้องการของประชาชน
รัฐบาลควรจะต้องนำ ประเด็นเหล่านี้ไปสู่การปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้เกิดผลในระยะสั้น แปลว่าท่านยอมรับ ความเห็นของผู้ชุมนุม หรือประการที่ ๒ ในระยะยาว เพื่อแก้ปัญหาที่เราพูดถึงว่าวันนี้เรามี คนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาสนใจการเมือง สนใจประเทศ ให้เขาได้เรียนรู้ตามข้อเรียกร้องของเขา ซึ่งมีดังต่อไปนี้ ท่านประธานจำได้ไหมครับ เรื่องแรกที่เป็นที่ถกเถียงกันก็คือเรื่องละเมิดสิทธิ ของผู้เรียน เขาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทรงผม เสื้อผ้า หน้า ผม ละเมิดสิทธิของผู้เรียน เป็นเรื่องใหญ่ที่มีเกือบทุกเวที เรื่องที่ ๒ เขาเรียกร้องให้มีการยกเลิกวิชาบำเพ็ญประโยชน์ ที่สร้างทุกข์มากกว่าสร้างสุข ทั้ง ๆ ที่โดยปรัชญาของวิชาบำเพ็ญประโยชน์นั้นคือการเสียสละ คือการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส คือการเอื้ออาทรของผู้คน ฝึกอยู่ในสังคม เขาเรียกร้องให้ ยกเลิกวิชาไอเอส (IS) ท่านประธานครับ วิชาไอเอส (IS) คือวิชาในการสร้างความรู้โดยผู้เรียน แต่เขาบอกว่ามันยาก เขาบอกว่ามันไม่มีประโยชน์ สร้างความทุกข์ยาก ข้อเสนอของผู้ชุมนุม ให้ยกเลิกวิชาการอ่าน ท่านประธานครับ นี่ทำการบ้านทั่วประเทศให้ท่านหมดเลย ท่านทราบไหมการอ่านมันคืออะไร การอ่านคือกุญแจสำคัญนำไปสู่คุณภาพการศึกษาทั่วโลก เป็นอย่างนี้หมด เขาเรียกร้องไม่ให้มีการเรียนพิเศษหรือติวกับผู้เรียน ผมเอาเพียงประเด็น เหล่านี้ของผู้เรียกร้องมาทั้งหมด ซึ่งถ้ามองในแง่ที่เป็นประโยชน์กับประเทศ ประเด็นเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นอย่างนี้ครับท่านประธาน นักการศึกษาพวกผมมีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับ ระบบการศึกษา มันเกิดปัญหาเรื่องของการรวบอำนาจมาไว้ส่วนกลาง ที่เราพูดกันมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ พูดตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ที่มี พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ว่าเราต้องกระจายอำนาจ ๔ งานไปยังสถานศึกษา ปัจจุบันนี้ยังไม่กระจายเลย เรามีปัญหาเรื่องการควบคุม สั่งการ มากกว่าการสนับสนุน ส่งเสริม เราจะสอนหนังสือ เราต้องมาเงี่ยหูฟังกระทรวง เราจะ ออกแบบทรงผม เสื้อผ้าให้เหมาะกับภูมิสังคม ภูมิภาค ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง แตกต่างกันไปเราก็ต้องมาคอยกฎกระทรวงอันเดียว ข้อเสนอของผมต่อสภาวันนี้ก็คือ ๑. เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้กระบวนการเรียนรู้ ซึ่งผู้เสนอโดยเฉพาะ ผู้ชุมนุมนั้นไม่ผิดนะครับ นั่นคือหัวใจสำคัญที่มันสะท้อนว่าเขาเป็นผู้เรียนนั้นมันทำไม่ได้ ต้องปฏิรูปหลักสูตรและการเรียนการสอน การวัดผล ประเมินผลใหม่ ของประเทศทั้งหมด การเรียนการสอนที่ให้ท่องจำ นี่ท่านประธานเห็นไหมว่ามันไม่สอดคล้องข้อเสนอของเขา การเรียนการสอนที่ไม่ได้วัดผลประเมินผลที่เขาจะต้องบรรลุสมรรถนะตามหลักสูตร ต้องปฏิรูปการบริหารจัดการโดยการกระจายอำนาจ ถ้าให้อำนาจไปที่สถานศึกษาเขาจะ สามารถออกแบบอัตลักษณ์ของสถานศึกษาแต่ละแห่ง ท่านประธานเคยเห็นไหม โรงเรียน แต่ละแห่งจะมีทรงผมไม่เหมือนกัน โรงเรียนแต่ละแห่งจะมีเสื้อผ้าไม่เหมือนกัน ถ้าให้อำนาจ เขาสามารถทำได้ ประการสุดท้ายที่จะแก้ปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิของผู้เรียนต้องปฏิรูป ระบบการผลิตและพัฒนาครูใหม่ ครูรุ่นพวกผม ครูปัจจุบันเป็นครูหน้าห้อง ท่านประธานครับ เราถูกฝึก เราเรียนครูมามาสอนหน้าห้อง แต่ครูรุ่นใหม่เป็นครูสอนหน้าจอคอมพิวเตอร์ครับ เป็นครูที่ไม่ใช่เป็นเพียง ขออภัยที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ ไม่เป็นเพียงทีชเชอร์ (Teacher) แต่เป็นครูที่เป็นฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) เป็นเมเนเจอร์ (Manager) เป็นคอมเมนเตเตอร์ (Commentator) ให้กับผู้เรียนต้องมีการปฏิรูป ๓ ส่วนนี้จะแก้ปัญหานั้น เงื่อนไขสำคัญ ท่านประธานครับ ถ้าย้อนไปดูปี ๒๕๔๒ บทเรียนในการปฏิรูปคราวนั้นหัวใจที่นำไปสู่ การปฏิรูปประสบความสำเร็จก็คือมี พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติปี ๒๕๔๒ เป็นเครื่องมือยุบ ๘๐๐ อำเภอ ๗๖ จังหวัด ๑๔ กรม ๒ สำนักงาน ๑ ทบวงมหาวิทยาลัยเป็น ๒๘๕ เขต คราวนี้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติไม่มีท่านประธานครับ ท่านประธานนิดเดียวครับ ท่านนำ ประเด็นเหล่านี้ประเด็นที่ผู้ชุมนุมเขาเรียกร้องไอเอส (IS) วิชาบำเพ็ญประโยชน์ การเรียนลูกเสือ การเรียนประวัติศาสตร์ วิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม กลับไปสู่กระบวนการเรียนรู้ที่เป็น แอคทีฟ เลิร์นนิง (Active learning) ให้หน่อย
สุดท้ายผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านสมาชิกหลายท่านว่าไหน ๆ เราก็จะ ทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ผมหวัง ผมวิงวอนผ่านไปยังท่านประธานนะครับ ผมวิงวอน พี่น้องเพื่อนสมาชิก ส.ส. ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา ได้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน จะมีชื่อเป็นกรรมการ เป็นกรรมาธิการผมไม่ติดใจ ผมเห็นบทเรียนเมื่อปีที่อดีตท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เอ่ยชื่อไม่เสียหาย ท่านตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์คราวนั้นขึ้นมา เอาผู้คนที่ เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งผู้ชุมนุมและความขัดแย้งมาอยู่ด้วยกันได้คุยกันหาทางออก ได้ติดตาม ประเด็นต่าง ๆ ที่เขาชุมนุมผมว่าเป็นประโยชน์ครับ ผมหวังว่าเส้นทางแบบนี้น่าจะเป็น คำตอบสำหรับประเทศของเรา เป็นเวทีสำหรับจะได้พูดคุยกัน เป็นเวทีจะได้ถามสุขถามทุกข์ กัน เป็นเวทีจะได้ช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ เกิดขึ้นกับความต้องการของประชาชน ขอบพระคุณครับ