ตวง ชี้วิกฤตแตะสถาบัน ยันเจรจา-แก้รัฐธรรมนูญด้วยกติกา

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓

ตวง อันทะไชย หารือสถานการณ์วิกฤติทางการเมืองที่ขยายตัวจนกระทบสถาบันหลักของชาติ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งแทนการเผชิญหน้า พร้อมเสนอให้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบภายใต้กรอบของประชาชนผู้เป็นแหล่งอำนาจสูงสุด และอาจใช้ประชามติเป็นกลไกตัดสินใจ ขณะเดียวกันเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลและผู้ชุมนุมแสดงความอดทน รักษาความสามัคคีของชาติ และเร่งดำเนินการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจังตามเสียงเรียกร้องจากนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เบื้องต้นพวกเราต้อง กราบขอบพระคุณรัฐบาลที่ได้ใช้เวทีรัฐสภาในการรับฟังความคิดเห็นประเทศในยามวิกฤติ ประชาชนเขาก็คาดหวังที่จะได้รับเส้นทางในการที่จะแก้ไขปัญหาในยามวิกฤติ ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่าวิกฤตินี่มันวิกฤติจริง ๆ ท่านประธานก็อยู่ในแวดวงการเมืองมาไม่น้อยไปกว่าผม เราจะพบว่าในอดีตเวลาชุมนุมทางการเมืองเราจะพูดเฉพาะนักการเมือง พรรคการเมือง ขั้วทางการเมือง ฝ่ายทางการเมืองเท่านั้น แต่คราวนี้มันวิกฤติเลยไปจนถึงเอาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นการเดิมพันกัน แต่ที่สุดท่านประธานคงจะเห็นไม่ต่างจาก ผมว่าเรา ผู้ชุมนุม นักการเมือง พรรคการเมือง ต่างมาและจากไป แต่สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์นั้นจะดำรงอยู่ตราบนิรันดร์ เส้นทางที่วิกฤติที่ผมได้กราบเรียนต่อ ท่านประธานนั้นวันนี้เรามีทางเลือกเพียง ๒ ทาง ทางหนึ่งก็คือหันหน้ามาเจรจากัน เพื่อที่จะช่วยกันกอบกู้ฟื้นฟูบ้านเมืองของเรา เส้นทางที่ ๒ ก็คือต่อสู่กันให้แพ้ชนะไปข้างใดข้างหนึ่ง แต่เมื่อวานรัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศต่อสาธารณะและต่อสภาแห่งนี้ว่าท่านจะลุกขึ้นมาเป็นเจ้าภาพในการแก้ไข รัฐธรรมนูญตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ซึ่งผมคิดว่าเป็นทางเลือกที่ดีและเป็นทางออก ที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ผมมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๖๕ ความดังต่อไปนี้ท่านประธาน ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในกรณีที่รัฐบาลได้ประกาศจะเป็น เจ้าภาพในการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ กำหนดเวลาเสร็จสรรพไปแล้ว ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าแม้ผมจะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่น แก้ไขเป็นรายมาตรานั้นทำได้ อยู่แล้ว และแก้ไขว่าด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างที่ร่างของฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลเสนอต่อสภานั้น แต่ผมเรียนเป็นข้อกังวลและข้อห่วงใยจากพวกผม ไปยังรัฐบาลว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น รัฏฐาธิปัตย์ที่สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือประชาชนที่มาจากประชามติ ประชาชนเป็นคนสถาปนาอำนาจที่เป็นรัฐธรรมนูญขึ้นมา แล้วให้อำนาจกับรัฐบาล ให้อำนาจกับรัฐสภา ส.ส. ส.ว. เป็นคนใช้อำนาจจากรัฏฐาธิปัตย์ ในทางทฤษฎีนั้นไม่อาจที่จะมาแก้ไขอำนาจจากประชาชนได้ มีคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๕ เป็นบรรทัดฐาน ท่านประธานคงจำได้ว่าเราแก้ไขคราวนั้น มาตรา ๒๙๑

ประการที่ ๒ ที่เป็นข้อห่วงใยที่ฝากไปยังท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลก็คือ ท่านอาสาที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลได้โปรดพึงระลึกเสมอว่าขณะที่เรากำลังจะแก้ไข รัฐธรรมนูญตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม รวมทั้งกลุ่มต่าง ๆ นั้น ยังมีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่น กลุ่มไทยภักดี ๑๓๐,๐๐๐ คน เขาไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ท่านจะทำอย่างไร ท่านจะหาข้อยุติอย่างไรในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เพื่อให้เป็น ที่ยอมรับของคน ๒ กลุ่ม ท่านประธานจำได้ไหมครับ การประชุมคราวที่แล้วข้อเสนอของ พวกเราเห็นว่าถ้าเราจะทำประชามติเพื่อถามประชาชนว่ารัฐสภานี้จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนสถาปนาขึ้นมานั้นประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่ ผมคิดว่าถ้าทำประชามติ ไม่ว่าจะกลุ่มเห็นด้วยหรือกลุ่มคัดค้านต้องยอมรับในประชามติของประชาชน เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่ผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อจะได้บันทึกไว้ในสภา

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่ผ่านไปยังผู้ชุมนุมและรัฐบาล ผมเห็นต่างบ้างบางอย่าง ที่ผมคิดว่าถ้าเป็นการชุมนุมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ผมคิดว่าผู้ชุมนุมสามารถทำได้ และรัฐบาลก็จะสามารถอำนวยความสะดวกได้ แต่ถ้าเป็นการชุมนุมที่เลยไปถึงสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ ไม่มีท่านประธาน ท่านประธาน กับผมก็วิ่งหนีลูกระเบิด วิ่งหนีแก๊สน้ำตามาด้วยกัน ปีนกำแพงมาด้วยกัน ไม่มี เรามีเพียงสี แต่คราวนี้เราเลยไปจนถึงสถาบัน ท่านประธานยังถามผมว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเกิด ความขัดแย้งของผู้คนในชาติขึ้นมานาทีนี้ อันประกอบไปด้วยกลุ่มหนึ่งท่านก็ทราบ ผมไม่เอ่ย และกลุ่มหนึ่งที่ประกาศตัวออกไมโครโฟน ใส่เสื้อสีออกมาทั่วประเทศ ๔ ภูมิภาคเรียบร้อยแล้ว มีแกนนำแล้ว ข้อห่วงใยของเราที่เสนอต่อรัฐบาลและผู้ชุมนุมก็คือเราเกรงว่าจะเกิดการปะทะกัน อย่างไม่คาดฝันเกิดขึ้น เพราะเป็นการเล่นกับความศรัทธาและจิตวิญญาณของผู้คน ท่านประธานจะเห็นความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีนักวาดรูปการ์ตูนไปวาดรูปผู้นำศาสนาเขา เป็นความขัดแย้งฆ่ากัน ท่านประธานจะเห็นมีคนหนึ่งไปทุบศาลและเดินไม่ได้ พอผ่านสี่แยก โดนทำร้ายและเสียชีวิต การมุ่งไปสู่ความศรัทธาและความเชื่อมั่นของคนนั้นมีโอกาสนำไปสู่ความแตกร้าวของผู้คนในชาติ ท่านประธานจำได้ไหมครับ สงครามรวันดาเมื่อปี ๒๕๓๗ โหดมาก เป็นสงครามกลางเมือง ของคนในประเทศนี้ที่มีวัฒนธรรม วิถีชีวิต ศาสนาเดียวกัน แต่สู้กันเพราะความเกลียดชังกัน โดยใช้สื่อเป็นเครื่องมือ สงครามกลางเมืองที่ศรีลังกาไม่ต่างกันครับ ผมฝากเอาไว้เพื่อจะได้ บันทึกว่าอย่างน้อยสภาได้เตือนต่อทั้งรัฐบาลและผู้ชุมนุมว่าทำอย่างไรเราจะอดทน อดกลั้น ยึดเป้าหมายทิศทางของประเทศเป็นตัวตั้ง นี่เป็นเรื่องที่ ๒

เรื่องที่ ๓ ที่พวกผมก็ทำการบ้านแล้วก็คุยกันมา ไม่มีคนพูด เรื่องนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องสำคัญและเป็นความจำเป็น ผมเห็นด้วยกับท่านอดีตรัฐมนตรีวีระกรที่พูดถึงว่า ขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่เสียหาย ว่าความเป็นจริงถ้าท่านประธานไปดูผู้ชุมนุม ผมเคยชุมนุม มาก่อนแล้วผมก็ไปดูมาก่อน เกือบจะทั่วประเทศที่รายงานตรงกันว่าเกินครึ่งนั้น นิสิต นักศึกษาพูดถึงเรื่องประเด็นใหญ่ ผมจะให้ท่านประธานได้เห็นว่าเป็นประเด็นที่รัฐบาลจะต้อง รีบนำกลับไปทำ คือประเด็นว่าด้วยการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาทุกเวที แม้แต่เมื่อวาน ที่ไปยื่นหนังสือต่อสถานทูตเยอรมนีก็พูดถึงเรื่องปฏิรูปการศึกษาครับท่านประธาน ข้อเสนอ ของเราก็คือว่ารัฐบาลไม่ควรละเลยเรื่องนี้ ผมได้ ๑๓ นาทีครับท่านประธาน หมดเลยครับ ท่านสมาชิกให้ผมพูดหมดครับ