ภราดร ปริศนานันทกุล เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้เวทีรัฐสภาเพื่อร่วมกันหาทางออกอย่างสันติและสร้างสรรค์ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการอภิปรายเพื่อแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของประชาชน พร้อมสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะมาตรา 256 และมาตรา 272 เพื่อเปิดทางสู่การตั้ง ส.ส.ร. จากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ทั้งยังเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง ย้ำการเคารพเสรีภาพการแสดงออกและสื่อ พร้อมผลักดันให้รัฐบาลเปิดโต๊ะเจรจากับผู้ชุมนุมอย่างเปิดเผย เพื่อป้องกันการยกระดับความขัดแย้งและรักษาความเป็นหนึ่งเดียวกันของสังคม โดยเน้นให้เวทีนี้เป็นพื้นที่แห่งเหตุผลและการเคารพซึ่งกันและกันภายใต้จิตสำนึกของความเป็นอารยชน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในโอกาสแรกผมต้องขอบคุณ ทุกฝ่ายที่เห็นตรงกันว่าเราจะใช้เวทีรัฐสภาในการที่จะช่วยกันแสวงหาทางออกให้กับประเทศ เราจะเห็นว่าพรรคการเมืองจากทุกพรรคได้เข้าหารือกับท่านประธานสภาเพื่อที่จะให้มี การเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อให้สภานั้นเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาให้กับสังคม พร้อม ๆ กันท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ต้องกราบขอบพระคุณที่ท่านเห็นทางออก เช่นเดียวกันว่าอยากจะให้รัฐสภานั้นเป็นทางออกของการแก้ไขปัญหา ท่านจึงเสนอให้มี การเปิดอภิปรายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ เพื่อขอความเห็นจากรัฐสภา ผมต้องขอบคุณ ทุกฝ่าย และผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะให้การประชุม ๒ วันนี้เป็นก้าวแรกของการเดิน ร่วมกันแสวงหาทางออกของประเทศ แต่จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยครับ ถ้าหากว่าทุกฝ่าย ใช้เวทีนี้ด้วยความไม่จริงใจ ทุกฝ่ายใช้เวทีนี้เพื่อที่จะด่าทอฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายที่เรา ไม่เห็นด้วย เราจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยครับกับการประชุมทั้ง ๒ วัน เพราะฉะนั้น อยากจะเรียกร้องทุกฝ่ายให้ใช้เวทีนี้ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ผมใช้โอกาสนี้พูดถึงข้อเรียกร้อง ทั้ง ๓ ข้อของผู้ชุมนุมในขณะนี้
ข้อแรกผู้ชุมนุมได้เรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออก ผมก็ต้องบอกกับ ท่านประธานครับว่าการลาออกของท่านนายกรัฐมนตรีในขณะนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แน่นอนครับตามรัฐธรรมนูญหลังจากที่นายกรัฐมนตรีลาออกก็จะเป็นหน้าที่ของรัฐสภา ที่จะต้องสรรหาตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๒ ก็กำหนดเอาไว้ ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากรายชื่อของพรรคการเมืองซึ่งขณะนี้มีอยู่ด้วยกัน ๕ รายชื่อ จากพรรคเพื่อไทย ๓ ชื่อ จากพรรคประชาธิปัตย์ ๑ ชื่อ และจากพรรคภูมิใจไทย ๑ ชื่อ รวมทั้งหมดนายกรัฐมนตรีจากรัฐสภาจะมีได้เพียงแค่ ๕ ชื่อนี้เท่านั้น ผมจึงต้องถาม ครับว่าถ้าหากว่าเป็น ๕ ชื่อนี้ทางผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอยู่ในขณะนี้สามารถที่จะยอมรับกับ ๕ ชื่อนี้ ได้หรือไม่ ถ้าหากว่ายอมรับได้เอาละการลาออกของนายกรัฐมนตรีตามข้อเรียกร้องก็สามารถ ที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาได้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าหากว่ารับไม่ได้กับ ๕ ชื่อนี้มันไม่มีประโยชน์ครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะลาออกเพราะรับไม่ได้กับ ๕ ชื่อที่อยู่ในลิสต์ (List)
ข้อที่ ๒ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มีการพูดคุยกันมา ยาวนานมาก และผมเชื่อว่าหลังจากที่มีการฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายตั้งแต่เมื่อวาน เราเห็นว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันแม้กระทั่งท่านนายกรัฐมนตรีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้ เราต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นธรรม หลายฝ่ายบอกว่า รัฐธรรมนูญไม่มีความเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้มาซึ่งตัวนายกรัฐมนตรีซึ่งมาจาก ส่วนหนึ่ง ส.ว. สามารถที่จะลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เพราะฉะนั้นอันนี้จึงเป็นอีกอันหนึ่ง อีกเงื่อนไขหนึ่งที่นำมาซึ่งปัญหาในขณะนี้ ผมจึงยินดีที่วันนี้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันที่จะเดินหน้า สู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๕๖ ซึ่งเป็นมาตราหมวดของการแก้ไข รัฐธรรมนูญและนำมาซึ่งการตั้ง ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ผมสนับสนุนแนวทางนี้ และหวังว่ารัฐสภาก็จะสนับสนุนแนวทางนี้เช่นเดียวกัน เรื่องการปฏิรูปผมยังไม่พูดถึง ผมขอเสนอข้อเสนอ ๓ ต้อง และ ๓ หยุด ต่อทุกฝ่ายครับ
ข้อเสนอแรก ต้องแรก ต้องที่ ๑ ก็คือต้องพยายามไม่ปิดกั้นเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชนคนไทยในการที่จะแสดงออกทางความคิดเห็นอย่างเสรี นี่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ถ้าหากว่ามีการปิดกั้นการแสดงออกของพี่น้องประชาชน แน่นอนสิ่งที่ ตามมาก็คือสิ่งที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เราพยายามใช้กฎหมายไปปิดปาก เราพยายาม ใช้กฎหมายไปจับกุมผู้ชุมนุม นั่นเป็นอีกชนวนหนึ่งซึ่งสร้างความเดือดแค้นให้กับผู้ชุมนุม มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการปิดกั้นเรื่องสิทธิเสรีภาพจะกระทำมิได้ ต้องไม่ปิดกั้น เสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพของสื่อมวลชนจะเป็นสิ่งที่ปิดกั้นไม่ได้ ต้องปล่อยให้สื่อมวลชนทำหน้าที่ของเขาอย่างตรงไปตรงมา เราปฏิเสธไม่ได้ ท่านประธานครับ สายธารของข้อมูลข่าวสารวันนี้บนโลกยุคดิจิทัล (Digital) มันไม่สามารถ ที่จะปิดกั้นกันได้อีกต่อไปแล้ว เราปิดกั้นสื่อ ผู้ชุมนุมทุกคนวันนี้กลายเป็นสื่อ โลกดิจิทัล (Digital) มันไม่สามารถที่จะปิดบังข้อมูลข่าวสารได้ เพราะฉะนั้นเรื่องการปิดกั้นเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควร
เรื่องที่ ๒ ผมอยากจะเห็นการเจรจากันอย่างตรงไปตรงมา ผมอยากจะเห็น ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีเปิดโต๊ะเจรจาให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสร่วมกันแสวงหา ทางออก อะไรได้ อะไรที่ข้อเรียกร้องสามารถที่จะทำได้ แล้วอะไรที่ข้อเรียกร้องไม่สามารถ ที่จะทำได้ เพราะอะไร ต้องมาพูดคุยกันบนโต๊ะอย่างเปิดเผย อย่างตรงไปตรงมา และทุกฝ่าย ต้องมาแสดงเหตุผลร่วมกัน ถ้าหากว่าไม่มีการเปิดโต๊ะเจรจา แน่นอนครับ เราจะเห็นภาพ การยกระดับเพิ่มขึ้นของการชุมนุม ที่ผ่านมาเราเห็นแล้ว การชุมนุมเบื้องแรกมี ๓ ข้อ เรียกร้อง คือ หยุดคุกคามประชาชน แก้รัฐธรรมนูญ และยุบสภา วันนี้ข้อเรียกร้องยกระดับ มากยิ่งขึ้น และถ้าหากว่ายังไม่มีการเจรจาพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา แน่นอนที่สุด ผมไม่อยากเห็นเหตุการณ์การยกระดับการชุมนุมมากไปกว่านี้อีกแล้ว
ต้องที่ ๓ ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ผมได้พูดไปแล้วผมไม่พูดซ้ำ เพียงแต่เป็น ต้องที่ ๓ ที่ผมอยากจะเสนอคือแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๒๕๖ เปิดช่อง ให้มี ส.ส.ร. แล้ว ส.ส.ร. มาจากพี่น้องประชาชน ให้มีการเขียนกติกากันใหม่เป็นที่ยอมรับของ สังคมร่วมกัน ๓ ไม่ครับท่านประธาน ๓ หยุดครับท่านประธาน
หยุดที่ ๑ คือเราต้องหยุดใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ เราเห็นแล้วว่าการใช้ ไม้แข็งมันไม่สามารถที่จะคลี่คลายสถานการณ์หรือแก้ไขปัญหาสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันได้เลย การประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง ถามว่าประกาศแล้วสามารถบังคับ ใช้ได้หรือไม่ คำตอบออกแล้วครับ เห็นชัดเจนว่าไม่สามารถที่จะใช้ได้เพราะประชาชนเขา ไม่กลัว เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปใช้ไม้แข็ง มันรังแต่จะไปสร้าง มันรังแต่จะไป ลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายของประเทศนี้ มันจะนำพาไปสู่เฟลด์สเตต (Failed state) หรือรัฐที่ล้มเหลว เพราะผู้ปกครองรัฐไม่สามารถที่จะใช้กฎหมาย ไม่สามารถที่จะ บังคับใช้กฎหมายได้ เพราะฉะนั้นการใช้ไม้แข็ง การใช้ความรุนแรงของทุกฝ่ายของภาครัฐเอง หรือของผู้ชุมนุมเอง จึงไม่ใช่ทางออกของปัญหาในขณะนี้
หยุดที่ ๒ ไม่ว่าสถานการณ์อะไรจะเกิดขึ้นในประเทศนี้ เราต้องหยุดคิดว่า การใช้อำนาจพิเศษหรือการปฏิวัติ การรัฐประหารจะเป็นทางออกของการแก้ไขปัญหา ทุกครั้งที่ผ่านมาในอดีตเราเห็นแล้วครับ การปฏิวัติรัฐประหารอาจจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไขไปเลย เราเพียงเอาขยะซุกใต้พรมเท่านั้น เมื่อปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไข เมื่อขยะเพียงถูกซุกใต้พรมมันจึงมีปัญหาต่อเนื่องและยาวนานมาจนถึงวันนี้ เพราะฉะนั้น ผมเรียกร้องสังคมทั้งสังคม เรียกร้องนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจสูงสุดในขณะนี้ เราต้องปฏิเสธ เราต้องหยุดอำนาจพิเศษ การรัฐประหาร การปฏิวัติจะต้องไม่เกิดขึ้น รัฐบาลแห่งชาติ ที่มีหลายคนคิดจะต้องไม่เกิดขึ้น
หยุดที่ ๓ ครับท่านประธาน หยุดนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผมอยากให้ทุกฝ่าย หยุดเสียดสี หยุดด่าทอ หยุดการแสดงความไม่เคารพ และหยุดการไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ขณะนี้ผู้ชุมนุมกำลังเรียกร้องถึงการปฏิรูป แต่ผมไม่แน่ใจนักครับว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นในช่วง ที่ผ่านมานี้มันจะเรียกได้ว่าการปฏิรูปหรือไม่ มีการด่าทอ มีการเสียดสี มีการแสดง ความไม่เคารพและไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกันเลย ในสังคมไทยสังคมนี้ประชาชนส่วนใหญ่ ในประเทศนี้อยู่คู่กับสถาบันมาเป็นเวลาช้านานครับ ความผูกผันกับสถาบัน ความรัก ความจงรักและภักดีต่อสถาบันมีมาก การที่ใครก็ตามไปจาบจ้วงหรือไปล่วงละเมิด แน่นอนครับ มันสร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายที่เขาเทิดทูน เขาจงรัก และเขาภักดี อันนี้มันจะยิ่งสร้าง ความแตกแยกและสร้างรอยร้าวให้มากขึ้นในสังคมจนไม่อาจที่จะแก้ไขได้ เพราะฉะนั้นหยุดนี้ เป็นหยุดที่สำคัญที่ผมอยากจะเรียกสติจากทุกฝ่ายให้หยุดเสียดสี ด่าทอ และแสดง ความไม่เคารพ แสดงความไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน นี่คือข้อเสนอต่าง ๆ ที่ผมพยายามที่จะ รวบรวม แล้วก็เป็นจุดยืนของทางพรรคภูมิใจไทยที่ได้นำเสนอต่อสังคม และต่อสภาแห่งนี้ มาโดยตลอด ผมหวังอีกครั้งครับ ฝากท่านประธานอีกครั้งครับว่าผมอยากจะเห็นการใช้เวที รัฐสภาแห่งนี้เป็นเวทีในการที่จะร่วมกันแสวงหาทางออกให้กับประเทศ ผมเชื่อว่าทุกสงคราม ไม่มีสงครามไหนจบที่สนามรบหรอกครับ ทุกสงครามจบลงที่โต๊ะเจรจา ผมอยากให้ทุกฝ่าย หันหน้าเข้าหากันแล้วพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล พูดคุยกันด้วยความเป็นอารยชน ผมเชื่อว่า ทุกปัญหาสามารถที่จะแก้ไขได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกฝ่ายจะร่วมมือแสวงหาทางออก เพื่อนำพาประเทศให้เดินไปข้างหน้าเหมือนกับเจตนารมณ์ของทุกฝ่ายที่ตั้งเอาไว้ ต้องถือ โอกาสตรงนี้ขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ