สุณัฐชา ชี้ทางออกชุมนุมสันติ ย้ำไม่ใช้ความรุนแรง ต้องคืนอำนาจประชาชน

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓

สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ หารือประเด็นความขัดแย้งทางสังคมและสถาบันที่เกิดจากการชุมนุม ย้ำความสำคัญของการแก้ปัญหาด้วยวิธีสันติ ยึดมั่นนิติรัฐและนิติธรรม พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลระมัดระวังการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน โดยเฉพาะการจับกุมผู้ชุมนุม เพื่อไม่ให้ยั่วยุหรือขยายความขัดแย้ง ขณะเดียวกันเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะมาตรา 256 โดยตั้ง ส.ส.ร. จากการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาทุกประเด็นอย่างรอบคอบ รวมถึงการจัดการกับบทบาทของวุฒิสภา และมองว่าการยุบสภาในช่วงนี้ไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม แต่ควรรักษาเสถียรภาพของรัฐสภาไว้พร้อมตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อหาทางออกร่วมกันภายใต้กรอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เพื่อนสมาชิกทุกท่านคงทราบกันดีค่ะ ว่าขณะนี้ประชาชนจำนวนมากออกมารวมตัวกันและยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล โดยมีเป้าประสงค์ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน อาจจะเป็นเพราะช่วงเวลานี้เป็นจุดเปลี่ยนผ่านของ ยุคสมัย อาจจะเป็นเพราะคนต่างวัยจึงเป็นที่มาของการเผชิญหน้าทางความคิดและอุดมการณ์ ซึ่งเหล่านี้เองฟังดูแล้วเป็นเรื่องปกติที่อาจจะเกิดขึ้นในสังคมที่มีคนจำนวนมากดังเช่น สังคมไทยในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามเรื่องที่ฟังดูปกติก็อาจจะกลับกลายเป็นความผิดปกติ เมื่อการเผชิญหน้าทางด้านความคิดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะชนวนเหตุที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ทางการเมืองและคำนิยามของคำว่าประชาธิปไตยเท่านั้น แต่กลับเป็นความขัดแย้งที่เกี่ยวข้อง กับสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของคนไทยมาช้านาน ถึงจะฟังดูเป็นเรื่องไม่ปกติแต่ดิฉันก็ไม่แปลกใจ ที่การแสดงออกของคนกลุ่มหนึ่งโดยการทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ และมีพฤติกรรมที่ส่อ ไปในทางขัดขวางขบวนเสด็จเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคมที่ผ่านมาจะเป็นการทำร้ายจิตใจของคน อีกกลุ่มหนึ่งจนต้องออกมาตอบโต้ ซึ่งตลอดเวลา ๑ เดือนที่ผ่านมาดิฉันเชื่อว่าเราทุกคน รับทราบและสัมผัสได้ถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เมื่อมีความเห็นต่างของภาคประชาชน ๒ วันนี้จึงเป็นสัญญาณที่ดีค่ะที่สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ทำให้ภาคส่วนการเมืองตัวแทนของ พี่น้องประชาชนจากทุกพื้นที่ได้มานั่งพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเพื่อแสวงหาจุดร่วม และสงวนจุดต่างหาทางออกให้กับประเทศ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม ๓ ข้อด้วยกัน ถึงแม้วันนี้สภาแห่งนี้จะนำเรื่องเข้าสภา ๓ ข้อ แต่อย่างไรก็ตามดิฉันคิดว่า เนื้อหากลับไม่สอดคล้องกัน ดิฉันคิดว่าประเด็นที่เรากำลังถกเถียงกันอยู่นั้นยังไม่ตอบโจทย์ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้เท่าที่ควร -------------------------------------------–––––––– คำถามที่เกิดขึ้นคือเรากำลังทำเรื่องง่ายให้กลับกลายเป็นเรื่องยากหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดวันนี้ ควรมีการหยิบยกประเด็นข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้นที่สามารถพูดคุยกันได้เข้ามาพิจารณาก่อน ดิฉันในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตัวแทนของพ่อแม่พี่น้องประชาชน จึงขอเสนอ ๓ จุดยืนและ ๑ ทางออกที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมต่อไปนี้ค่ะ

ประการแรก เมื่อมีการชุมนุมที่เกิดขึ้นโดยสงบ ดิฉันไม่สนับสนุนการใช้ ความรุนแรงทุกประเภทจากทุกฝ่าย ซึ่งเห็นได้จากประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มีการใช้ ความรุนแรงแก้ไขปัญหามาหลายครั้ง และทุกครั้งก็ได้สร้างบาดแผลให้กับสังคม และพิสูจน์ แล้วว่ามันไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง จากบทเรียนในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่มีการล้อมปราบนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยชนวนเหตุที่มีการสร้าง ความเกลียดชังของผู้เห็นต่างจนนำไปสู่การสูญเสีย เหตุการณ์ครั้งนั้นดิฉันเชื่อว่า ยังคงเป็นเครื่องเตือนสติให้กับทุกฝ่ายว่าเราไม่ควรสร้างเงื่อนไขให้สังคมกลับไปสู่จุดนั้นอีก เพราะฉะนั้นการชุมนุมที่เกิดขึ้นจะต้องไม่มีผู้สูญเสีย

ประการที่ ๒ ทุกฝ่ายต้องเคารพกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ต้องเป็นธรรม เพราะประเทศไทยเราเองปกครองด้วยหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมซึ่งเป็นสิ่ง สำคัญมิใช่เป็นเพียงเพราะบัญญัติลงในรัฐธรรมนูญ แต่มันเป็นหัวใจหลักในการใช้บริหาร บ้านเมืองดังที่ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ได้เคยกล่าวไว้ขณะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ว่าถึงแม้ท่านไม่สามารถทำให้ทุกคนรวยเท่ากันได้ แต่ท่านเองสามารถทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้ กฎหมายเดียวกันได้ และนี่ละค่ะคือสิ่งที่ผู้นำทุกคนต้องปฏิบัติตาม

ท่านประธานที่เคารพคะ การประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินก่อนหน้านี้ ดิฉันเข้าใจดี ว่าท่านนายกรัฐมนตรีทำไปบนพื้นฐานของเหตุและผล แต่อย่างไรก็ตามบนความเห็น ที่ไม่ตรงกันในช่วงเวลานั้น ท่านนายกรัฐมนตรีก็ควรจะระมัดระวังให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะ ในเรื่องของการเข้าจับกุมและการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ทราบมาว่า มากกว่า ๔๐ ราย ที่ผ่านมาดิฉันเองก็คิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็คงจะเห็นปรากฏการณ์ จับสิบเกิดแสนเพื่อถ่มแทนผู้ถูกจับมาแล้ว ซึ่งดิฉันเองก็ไม่อยากจะเห็นภาพเช่นนั้นค่ะ

ประการสุดท้ายคงหนีไม่พ้นในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นจุดยืน ของพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด เพราะดิฉันคิดว่าการเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๒๕๖ นั้น สามารถลดความตึงเครียดในภาวะเช่นนี้ได้ หลังจากนั้น ก็ควรจะมีการตั้ง ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง เข้ามาทำหน้าที่พิจารณาประเด็นต่าง ๆ ส่วนจะปิดสวิตช์ (Switch) ส.ว. หรือไม่นั้น ก็ต้องมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของ ส.ส.ร. ผู้มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนเป็นผู้ไปพิจารณา และเมื่อ ส.ส.ร. พิจารณาเสร็จสิ้น หากกลุ่มผู้ชุมนุมจะเรียกร้องให้มีการยุบสภาในตอนนั้น ดิฉันคิดว่าฟังดูแล้วก็คงจะมีน้ำหนัก แต่การที่ผู้ชุมนุมจะมาเรียกร้องให้มีการยุบสภา หรือให้ท่านนายกรัฐมนตรีลาออกในตอนนี้ แลดูจะไม่ใช่ทางแก้ ทุกฝ่ายรู้ดีว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นความขัดแย้งระหว่าง ผู้ชุมนุมกับรัฐบาล มันไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลในสภาที่จะส่งผล ให้สภาแห่งนี้เดินหน้าต่อไปไม่ได้ และท้ายที่สุดต้องคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ

ดิฉันจึงเห็นว่าการขอให้การขอให้มีการยุบสภาและการขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ลาออกในตอนนี้ ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย จึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ดังที่ท่านประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้านเอง ขออนุญาตเอ่ยนามนะคะ ท่านสุทิน คลังแสง เคยให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าการยุบสภามิใช่ทางออกของปัญหา อีกทั้งยังได้ ให้สัมภาษณ์ว่าฝ่ายค้านเองจะพยายามทำงานร่วมกับรัฐบาลและ ส.ว. เพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของสังคมมากที่สุด และนี่ค่ะเป็นเครื่องยืนยันว่าชั่วโมงนี้ สภาแห่งนี้ยังคง เดินหน้าต่อไปได้ ก่อนที่การเผชิญหน้าทางด้านความคิดและอุดมการณ์จะหนักกว่านี้ ก่อนที่ อะไร ๆ จะเกินเลย และก่อนที่จะสายเกินไปค่ะ ถึงเวลาแล้วที่สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ควรจะ มีการตั้งคณะทำงานเพื่อหาทางออกประเทศขึ้นมาอย่างจริงจัง รับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย อย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ดังที่ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเอาไว้ เมื่อวานตอนต้น ขอขอบพระคุณค่ะ