ถวิล ชี้วิกฤตซ้อนทับ วอนรัฐบาลหาจุดสมดุลบริหารประเทศ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓

ถวิล เปลี่ยนศรี แสดงความเห็นต่อสถานการณ์วิกฤตของประเทศที่เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างการระบาดของโควิด-19 ปัญหาเศรษฐกิจ และการชุมนุมทางการเมือง พร้อมเสนอให้รัฐบาลหาจุดสมดุลในการบริหารทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และความมั่นคง โดยเน้นย้ำความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะเสาหลักของชาติ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันฝ่าวิกฤตแทนการขัดแย้ง พร้อมสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างสร้างสรรค์ตามกรอบกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนและสังคมโดยรวม

นายถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ก่อนอื่นผมต้อง ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณคณะรัฐมนตรี ที่ให้เกียรติแก่สภาแห่งนี้ได้เป็นเวทีที่จะ ปรึกษาหารือเรื่องที่สำคัญของบ้านเมือง ผมคิดว่าเป็นความสวยงามของระบอบ ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเราอย่างหนึ่ง เพราะเวที หรือสถานที่แห่งนี้เป็นเวทีที่ผู้แทนของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญที่ล้วนแต่มีวุฒิภาวะ มีเกียรติที่จะได้มาพูดจากันปัญหาสำคัญ ๆ ของบ้านเมืองแทนผู้คนทั้งประเทศ บนพื้นฐาน ของการรักษาผลประโยชน์ของชาติและบ้านเมือง แม้ว่าสถานที่แห่งนี้บางครั้งบางคราว บางยุคบางสมัยอาจจะถูกใช้เป็นเวทีของเสียงข้างมากกระทำการตามอำเภอใจเพื่อตอบสนอง ต่อผลประโยชน์ของนายทุนที่บงการอยู่ข้างหลัง ปิดปากฝ่ายค้าน ปิดปากผู้ที่ไม่เห็นด้วย ผ่านเรื่องราวที่สวนทางกับความรู้สึก ความนึกคิดของประชาชนมาบ้างก็ตาม แต่นั่นก็เป็นแค่ ประวัติด่างพร้อยที่เป็นส่วนน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่สภาแห่งนี้ยังเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อยู่ และด้วยเหตุที่สภาแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่กระทำลุแก่อำนาจ กระทำการด้วย ความหยาบช้าและไม่ละอายแก่ใจเช่นนั้นต่างก็ได้รับบทเรียนอันเจ็บแสบจากประชาชน ทั้งประเทศมาแล้วอย่างที่พวกเราเห็น ๆ กันอยู่ ผมจึงดีใจนะครับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ เกียรติสภาแห่งนี้ได้ร่วมหารือในปัญหาที่สำคัญ ผมคงใช้เวทีแห่งนี้พูดเรื่องสำคัญวันนี้ ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ประเด็นแรก ก็คือเรื่องอะไรบ้างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ขอหารือ สภาแห่งนี้ ประเด็นที่ ๒ ผมขออนุญาตที่จะวิเคราะห์แล้วก็เชื่อมโยงประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านได้ หารือ แล้วก็สุดท้าย ผมมีข้อเสนอที่เป็นทางออก

ประเด็นแรก เรื่องอะไรบ้างที่ท่านนายกรัฐมนตรีหารือต่อสภาแห่งนี้ ผมแกะ จากหนังสือที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีไปถึงประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๓ ก็เห็นว่ามีอยู่ ๓ เรื่องเท่านั้น เรื่องแรก ก็คือเรื่องของโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ท่านให้ข้อมูลว่ามันยังระบาดอยู่ทั่วโลก ยังไม่มีทีท่าที่จะสงบลง ประเทศเราแม้จะควบคุมได้ดี แต่ก็ยังพบผู้ที่ติดเชื้อเดินทางเข้ามา เป็นระยะ ๆ แล้วขณะนี้รัฐบาลกำลังผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ เพื่อที่จะฟื้นฟูทางด้าน เศรษฐกิจ แต่การชุมนุมและหน้าฝนที่เป็นอยู่ก็อาจจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

ปัญหาที่ ๒ ที่ท่านหารือเข้ามาในสภาแห่งนี้คือปัญหาเรื่องการชุมนุม ทางการเมือง แล้วก็มีผู้ชุมนุมไปขัดขวางขบวนเสด็จนะครับ

เรื่องที่ ๓ เรื่องที่ท่านหารือก็คือเรื่องการเรียกร้องทางการเมืองจากการชุมนุม หลายเรื่องด้วยกัน เช่น ให้นายกรัฐมนตรีลาออก ให้มีการยุบสภา ให้มีการปล่อยผู้ต้องหา ที่กระทำความผิดในการชุมนุม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปสถาบัน เป็นต้น ผมคิดว่าทั้ง ๓ เรื่องนี้มีความเชื่อมโยงและเกี่ยวพันกันนะครับ

ประเด็นแรก ผมอยากจะเรียนว่าประเทศไทยเราเจอกับปัญหาเรื่อง โรคระบาดไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) นี้มาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๓ และต้องถือว่าปัญหานี้ เป็นปัญหาที่มีความรุนแรงและกระทบในวงกว้างอย่างที่เราไม่เคยเจอมาก่อน

ประการแรก เพราะว่าเป็นปัญหาที่เราไม่คาดคิด ไม่คาดฝัน อยู่ ๆ ก็เกิดขึ้น แล้วก็มีผลกระทบรุนแรงทันที

ประเด็นที่ ๒ เป็นปัญหาที่กระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในประเทศนี้แทบทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ด้านสาธารณสุข และเป็นเหตุที่มีมาอย่างรุนแรง เหมือนฟ้าร้อง ฟ้าแลบนะครับ นับ ๑ ๒ ๓ ไม่ทันอุดหูฟ้าก็ผ่าลงมาทันที ผู้คนเจ็บป่วย กิจกรรม ทางเศรษฐกิจ การเดินทาง การท่องเที่ยวต่าง ๆ หยุดชะงักลงทันที ผู้คนก็ตกงานขาดรายได้ ทุกอย่างนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วแล้วก็ป้องกันยาก

ประการที่สำคัญก็คือเรื่องนี้เป็นไปทั้งโลก ไม่มีใครช่วยใครได้ ทุกคนต้องช่วย ตัวเอง และไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามครับต้องถือว่าเราโชคดีมาก ๆ ที่ทางการสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคนี้ได้เป็นอย่างดีและรวดเร็วไม่ใช่ดี แบบธรรมดานะครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดแล้วว่าดีติดอันดับต้น ๆ ของโลกอย่างน่า ภาคภูมิใจด้วยซ้ำไป ในขณะที่ทั้งโลกขณะนี้ยังควบคุมไม่ได้คนติดเชื้อ ๔๐ กว่าล้านคนไปแล้ว ผู้ที่เสียชีวิตก็เกินกว่า ๑ ล้านคนไปแล้วและยังไม่มีทีว่าจะหยุดลง แต่บ้านเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตามครับ พร้อม ๆ กับความสำเร็จที่ได้มีมาอย่างมากมายนั้นต้นทุนที่เราต้องจ่าย ออกไปก็คือสภาพทางเศรษฐกิจที่ทรุดโทรม หยุดชะงักลงในทุกภาคทุกสาขาของอาชีพ การฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะที่ชะงักงันไปทุกสาขาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องดำเนินการ ให้เกิดความสมดุลระหว่างการรักษาและควบคุมดูแลเรื่องโรคระบาดกับการเปิดกิจกรรม ทางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ งานอย่างนี้ต้องอาศัยมือชั้นเซียนที่จะต้องรักษา สมดุลให้ได้อยู่ตลอดเวลา เผลอไม่ได้มันเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งนะครับ ในระยะที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้ดำเนินการในหลายเรื่องด้วยกัน ผมคิดว่าแค่การสร้างความสมดุลระหว่าง การควบคุมดูแลเรื่องโรคระบาด การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินไปพร้อมกันนั้นก็เป็นภาระ ที่หนักมากอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอเอาการชุมนุมทางการเมืองที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ทำให้โจทย์เหล่านี้ มีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะการชุมนุมของคนจำนวนมากนั้นแม้ว่าจะมีการป้องกันที่ดี อย่างไรก็ตาม แต่โอกาสที่จะเกิดการติดต่อของโรคนั้นมีอยู่มากและทำให้การควบคุมนี้ทำได้ ยากยิ่งขึ้น อีกทั้งบ้านเมืองที่ตกอยู่ในสภาพที่วุ่นวายมีการชุมนุมอยู่ตลอดเวลานั้น การค้า การผลิต การลงทุนก็ย่อมจะขาดความเชื่อมั่นไปด้วย แค่นี้ก็เป็นโจทย์ที่ยากมากอยู่แล้ว ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคระบาด ท่ามกลางที่จะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ว่าการชุมนุม ทางการเมืองนั้นยังปรากฏประเด็นของการล่วงเกิน ล่วงละเมิดสถาบันแทรกเข้ามาอีกก็ทำให้ ประเด็นนี้ยิ่งยุ่งยากซับซ้อนเพิ่มขึ้นทวีคูณไปอีก เพราะอย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าสถาบัน พระมหากษัตริย์ของไทยนั้นเป็นสถาบันที่สำคัญของประเทศ เป็นที่เคารพสักการะของคนไทย ทั้งประเทศ การจุดประเด็นความขัดแย้งในเรื่องพวกนี้ขึ้นมาจึงเป็นเรื่องที่ล่อแหลม แล้วก็ อ่อนไหวและพร้อมที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง แตกแยกที่รุนแรง ไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคง ของประเทศแต่ประการใด ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าทั้ง ๓ เรื่องที่นายกรัฐมนตรี ได้หารือต่อรัฐสภาแห่งนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกัน ผมขออนุญาตใช้เวลาต่อไปนี้เสนอ ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหานะครับ

เรื่องแรก เรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชน ดังที่ผมได้เรียนแล้วนะครับว่าปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด ของไวรัสโคโรนา ๑๙ (Virus Corona 19) นั้นรุนแรงหนักหนาอย่างไร สำนักวิจัยและพยากรณ์ ทางเศรษฐกิจบางสำนักคาดว่าวิกฤติครั้งนี้จะทำให้เราถอยหลังไป ๒-๓ ปี นั่นหมายความว่า จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๒-๓ ปีเพื่อให้เรากลับไปมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศได้เท่ากับ ในช่วงที่ผ่านมานะครับ ลำพังการที่จะประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมา เดินไปได้โดยไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด (Virus COVID) ขึ้นมาอีกนั้น ผมก็เชื่อว่าทุกท่านคงเห็นแล้วว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ไต่เส้นลวดที่ปากเหวโดยแท้นะครับ แล้วยังมีการชุมนุมทางการเมืองแทบทุกวันอย่างนี้ สถานการณ์อย่างนี้รัฐบาลก็เปรียบเสมือน นักกายกรรมที่ไต่เส้นลวดอยู่บนปากเหว แล้วข้างล่างก็มีคนตะโกนแช่งด่า แล้วก็แช่ง ให้ตกลงมาแทบทุกวัน ดีไม่ดีเขย่าแล้วเอาหินปาด้วย อย่างนี้ก็คงจะแก้ไขปัญหาได้ยากนะครับ ต่อประเด็นนี้ผมถึงเสนอว่าพวกเราทุกคนควรจะถอยเพื่อให้รัฐบาลได้มีสมาธิในการที่จะ ไต่ปากเหวพาพวกเราข้ามปัญหาที่สำคัญนี้ไป โดยถือว่าปัญหานี้เป็นปัญหาของพวกเราทุกคน ถ้าเรารอดเราก็รอดด้วยกัน ถ้าเราตายเราก็ตายด้วยกัน ถ้าเราจะทิ้งโอกาสผมคิดว่าเรื่องนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับหลาย ๆ ประเทศเรามีโอกาสที่ดีกว่าหลายประเทศเพราะเราควบคุมโรคได้ดี แต่ถ้าเราจะทิ้งโอกาสนี้เพื่อที่จะเอาชนะคะคานกันเท่านั้นก็เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นข้อเสนอประการที่ ๑ นะครับ

ส่วนเรื่องชุมนุมทางการเมืองที่บานปลายไปสู่เรื่องของการขัดขวาง ขบวนเสด็จนั้น ผมคิดว่าประเด็นนี้ผมอยากจะเตือนลูก ๆ หลาน ๆ น้อง ๆ ที่กำลังเคลื่อนไหว อยู่ว่าขอให้ท่านได้ทบทวนสักเล็กน้อยนะครับ ถือว่าเป็นคำเตือนจากคนแก่ ๆ คนหนึ่งก็ได้นะครับ

ประการแรก ผมเข้าใจดีว่าเด็กหนุ่มคนรุ่นใหม่นั้นเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญ ที่จะรับภาระบ้านเมืองต่อจากคนรุ่นเราต่อ ๆ ไป แต่ว่าเสียงของพวกเขานั้นควรอย่างยิ่ง จะได้รับการรับฟัง อย่างไรก็ตามการแสดงออกของพวกเขานั้นควรจะต้องเป็นไปตาม กาลเทศะ แล้วก็ให้เกียรติแก่คนรุ่นก่อนด้วย ควรจะดูว่าอะไรเหมาะ หรืออะไรไม่ควรนะครับ ต้องเรียนรู้จากคนรุ่นก่อน ๆ

ประการที่ ๒ ผมขอเรียนว่าในฐานะที่ทำงานด้านความมั่นคงมาตลอดชีวิต ผ่านเหตุการณ์ด้านความมั่นคงมามากมาย ผมขอเรียนว่าสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น สำหรับประเทศไทยเราแล้วเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เป็นสถาบันที่เป็นเสาหลักที่ค้ำยัน และประกันความมั่นคงและความเป็นปึกแผ่นของประเทศนี้มาตลอด ท่านจะนับถือเลื่อมใส ในสถาบันนี้หรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่ผมอยากจะเตือนท่านก็คือว่าท่านรื้อ หรือทำลายเสาหลัก ของบ้านเมืองนี้ลงไม่ได้นะครับ ย้ำนะครับว่าท่านรื้อหรือทำลายเสาหลักของบ้านเมืองนี้ ลงไม่ได้ อันตรายต่อชาติบ้านเมืองถึงขั้นสูงสุดทีเดียว

ประการที่ ๓ ผมอยากจะเรียนว่าศัตรูของพวกคนรุ่นใหม่อย่างพวกท่านนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ท่านต่อต้านอยู่หรอกครับ บ้านเมืองที่มีปัญหามากมาย ทั้งการโกงกิน ล้าหลัง ในประการต่าง ๆ นั้นไม่ใช่เพราะสถาบันหรอกครับ แต่เป็นเพราะนักการเมือง นักการเมือง นะครับ ผมย้ำนักการเมืองที่ไม่ดี ข้าราชการที่ทุจริต นายทุนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยขาดจิตสำนึก นั่นคือศัตรูที่แท้จริงของประเทศนี้ และเป็นศัตรูของพวกท่านด้วย สิ่งที่ น่าเสียใจในวันนี้ก็คือว่านอกจากท่านไม่รู้ ท่านไม่เอาใจใส่ ท่านไม่รู้ว่าศัตรูของท่านเหล่านั้น เป็นอย่างไรแล้ว ท่านยังไม่ทราบว่าคนไม่ดีเหล่านี้กำลังเกาะหลังท่าน ปลุกปั่น บงการท่านอยู่ อย่างขี้ขลาด พวกเขาผลักหลังของพวกท่านเข้าสู่คุกตะราง แล้วคอยตักตวงผลประโยชน์ จากน้ำพักน้ำแรงของพวกท่านแบบจับปลาตอนน้ำขุ่นอย่างไม่มีความรับผิดชอบหรือสำนึก ชั่วดีใด ๆ เลย เรื่องนี้อาจจะแสลงใจน้อง ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ ที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าจำเป็นต้องพูดครับ

ประการที่ ๔ การปฏิรูปสถาบันเป็นคำที่ท่านใช้อยู่นั้น ผมขอเรียนว่า การจะปฏิรูปอะไรสักอย่างหนึ่งนั้นนี่ ถ้าท่านทำด้วยความเกลียด ความโกรธแค้น ความชิงชัง ท่านทำไม่ได้หรอกครับ การปฏิรูปสิ่งใดสิ่งหนึ่งต้องเริ่มด้วยความรัก ความอยากจะเห็นสิ่งนั้น ดีขึ้นจึงจะทำได้ แต่ว่าถ้าท่านเริ่มด้วยความเกลียดชังอย่างที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้ ผมคิดว่า ท่านทำไม่ได้หรอกครับ

สุดท้ายผมขอประณามนะครับ ผู้ที่มีพฤติการณ์เป็นไอ้โม่ง หรืออีแอบ ที่เอาความคิด ความเกลียดชังสถาบันปลูกฝังใส่ลงไปในความคิดของเด็ก ๆ ที่เป็นอนาคตของ ประเทศนี้เพียงเพื่อสนองความต้องการมักใหญ่ใฝ่สูง หรืออุดมการณ์ ความคิด ความเกลียด ส่วนตัวของท่านอย่างไม่รับผิดชอบใด ๆ ผมเห็นมามากแล้วว่าคนที่กระทำการเยี่ยงนี้เขาต้อง พบกับอนาคตที่เลวร้ายอย่างไร นี่ไม่ได้เป็นคำแช่งนะครับ เพียงแต่ว่าผมอยากจะเตือน ท่านนะครับ

ส่วนเรื่องข้อเรียกร้องทางการเมืองนั้นผมคิดว่าหลายเรื่องทีเดียวนะครับ เรื่องให้นายกรัฐมนตรีลาออกก็ดี เรื่องที่จะยุบสภาก็ดี ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับ ทาง ส.ว. สักเท่าไร แล้วก็มีอยู่ชัดเจนในรัฐธรรมนูญแล้วว่ามันมีช่องทางอยู่ท่านก็ไปใช้ ช่องทางของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถ้าท่านทำได้ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ต้องพ้น ตำแหน่งไป ถ้าท่านทำไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีเกิดเห็นว่าเป็นปัญหาของสภาท่านก็ยุบสภา ไปนะครับ แต่ถ้าจะให้คนอย่างผมซึ่งเป็นวงนอกของเรื่องนี้ให้ความเห็นเรื่องนี้สักเล็กน้อย ผมก็อยากจะเรียนว่าเท่าที่ดูการบริหารงานของรัฐบาล ดูการทำงานของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนี้มา ๖ ปีเศษ ๆ นั้น ผมคิดว่าท่านก็ยังไม่ได้ทำความผิดพลาดอะไรรุนแรงถึงขั้นที่จะไล่กัน เหมือนเมื่อครั้งหนึ่งที่เราเคยไล่นายกรัฐมนตรีกันทั้งประเทศมาแล้วนะครับ เท่าที่ผมเห็น และติดตามมาตลอดระยะเวลาที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีท่านก็สามารถนำพาบ้านเมือง ให้ผ่านวิกฤติและแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศที่คั่งค้างมาได้หลายเรื่อง แล้วก็ยังสามารถ ประคับประคองบ้านเมืองให้อยู่ได้มาถึงทุกวันนี้ ที่สำคัญผมยังไม่เห็นเรื่องของการทุจริต คดโกงอะไรเลยนะครับ ตลอดเวลา ๖ ปีกว่าที่ท่านได้ทำหน้าที่ในฐานะของนายกรัฐมนตรี มานะครับ

สำหรับเรื่องประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ผมเห็นว่าเรื่องนี้สมาชิก หลายท่านเห็นว่าเป็นเรื่องของศูนย์กลางหรือเป็นเรื่องหลักของความขัดแย้ง ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคิดว่าถ้ามันเป็นเรื่องหลักของความขัดแย้งในขณะนี้ เรื่องนี้ก็มีคำตอบอยู่แล้วในสภา ถึงแม้ว่าเรื่องนี้ในสภาจะยังไม่ได้รับหลักการในวาระแรก แล้วก็ไปตั้งคณะกรรมาธิการ เพื่อที่จะศึกษาในรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามีข้อขัดข้องประการใดบ้าง ผมก็คิดว่า เมื่อเปิดสมัยประชุมในเดือนพฤศจิกายนนี้ เรื่องนี้ก็คงจะเข้ามาสู่การพิจารณาได้นะครับ รวมทั้งร่างของประชาชนด้วยนะครับ ซึ่งท่านประธานรัฐสภาก็เรียนแล้วว่าอยู่ระหว่าง การดำเนินการของทางรัฐสภาเพื่อตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ ให้เรียบร้อย แล้วก็คงจะนำเข้ามา พิจารณาได้ต่อไป เรื่องนี้ก็เดินต่อไปได้นะครับ ถ้ามันเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งเรื่องนี้ ก็มีแนวทางที่จะแก้ไขในเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ก็อยากจะให้ดำเนินการต่อไป แต่ถ้าถามว่าเรื่องนี้ เกี่ยวข้องกับวุฒิสภาอย่างไรบ้าง ผมเรียนนะครับ ผมอาจจะพูดแทนท่านสมาชิกวุฒิสภา ทั้งหมดไม่ได้ก็ตาม แต่ผมเรียนแทนทุกท่านที่เป็นส่วนใหญ่ได้นะครับว่าเราไม่ได้มี ความขัดข้องอะไรเลย เราไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรเลยที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราทำหน้าที่ เราทำเรื่องภารกิจต่าง ๆ ของเราโดยยึดถือผลประโยชน์ส่วนรวม ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งเท่านั้น หลายท่านมองเห็นว่าถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องอาศัย เสียงของวุฒิสภา ๑ ใน ๓ ก็คือ ๘๔ เสียง เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ให้ได้ต้องไม่กระทบ ต่อผลประโยชน์ ต้องไม่กระทบต่อสิ่งที่เป็นอำนาจของวุฒิสภา ผมเรียนว่าท่านเข้าใจสมาชิก วุฒิสภาชุดนี้ผิดอย่างมหันต์ทีเดียวนะครับ เราไม่เคยหวงอำนาจ เราไม่เคยหวงสิ่งที่ท่าน เข้าใจว่าเป็นผลประโยชน์ของเรา เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญท่านก็สามารถ ดำเนินการได้ต่อไปเลย ท่านจะทำอะไรก็ตามไม่จำเป็นต้องมาคำนึงถึงวุฒิสภา เราพร้อมที่จะ สนับสนุนในส่วนนั้นให้กับท่านอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ขอแต่เพียงว่าขอให้ท่านดำเนินการในเรื่อง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นให้เป็นไปโดยชอบธรรม เป็นไปโดยถูกต้องตามเจตนารมณ์ ของกฎหมาย ตามบทบัญญัติที่กำหนดไว้ แล้วก็ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน เรื่องพวกนี้พวกเราไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปขัดข้องท่านได้เลยนะครับ ผมก็ ขออนุญาตสรุปตรงนี้สั้น ๆ นะครับว่า

เรื่องแรก เรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ขอให้พวกเราคำนึงถึงว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องของเราทุกคน เรากำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจที่ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นควรจะ ยุติความขัดแย้ง ให้เวลารัฐบาลที่จะมีสมาธิในการแก้ไขปัญหานะครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเรียนรายละเอียด แล้วว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ท่านอย่าเอาประเด็นพวกนี้ขึ้นมา เรื่องของการปฏิรูปสถาบัน อย่างที่ท่านแสดงอยู่ขณะนี้ทำไม่ได้หรอกครับ ท่ามกลางความเกลียดชัง ความคับแค้น อย่างนั้นทำไม่ได้ หาวิธีอื่นค่อย ๆ พูดจากันผมคิดว่าน่าจะดีกว่า

สุดท้าย เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีช่องทาง มีแนวทาง มีการดำเนินการ อยู่แล้ว ก็ขอให้ดำเนินการไปตามนั้น ผมเกรงเหลือเกินครับ สุดท้ายว่าถึงแม้จะแก้ไข รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ความขัดแย้งต่าง ๆ ผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถยุติลงได้ ขอบคุณ ท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ