อาคม แจงเศรษฐกิจปี 62 ต่ำสุดอาเซียน ชี้ผลกระทบโควิด-19 และงบล่าช้า

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงถึงสาเหตุที่เศรษฐกิจไทยในปี 2562 เติบโตต่ำสุดในอาเซียน อันเนื่องมาจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้า ค่าเงินบาทที่แข็งค่า และผลกระทบจากโควิด-19 ที่ทำให้การส่งออกติดลบและการเข้าถึงทุนของเอสเอ็มอียากขึ้น พร้อมอธิบายถึงมาตรการเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งการเยียวยา ฟื้นฟู และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายเงินกู้ การท็อปอัปบัตรสวัสดิการ การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม และโครงการคนละครึ่ง รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมจากท่านรองนายกรัฐมนตรี ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจนะครับ ซึ่งก็ได้มีการอภิปรายมาตั้งแต่เมื่อวาน มีหลาย ประเด็นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเศรษฐกิจของเรานั้นอาจจะอยู่ในช่วงตกต่ำ เรื่องของ หนี้ครัวเรือน เรื่องของหนี้สาธารณะ เรื่องของการย้ายฐานการลงทุน เรื่องของบัณฑิตตกงาน บัณฑิตใหม่ตกงาน หรือแม้กระทั่งในเรื่องของเอสเอ็มอี (SME) นั้นเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน หลาย ๆ ประเด็นนั้นก็มีความเกี่ยวโยงกันนะครับ เมื่อสักครู่นั้นในเรื่องของท่านสมาชิก รัฐสภาก็ได้พูดถึงในเรื่องของปี ๒๕๖๒ ว่าเศรษฐกิจของเรานั้นขยายตัวต่ำสุด ๒ เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) จริง ๆ แล้วในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) นั้นก็เจอปัญหา คล้าย ๆ กันทั้งหมด ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจในปี ๒๕๖๒ นั้นมีหลายปัจจัยด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ในเรื่องของปัจจัยภายนอกหรือเศรษฐกิจโลก อย่างที่เราเห็นกันก็คือเรื่องของ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนนั้นก็เริ่มคุกรุ่นมาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๖๒ ซึ่งก็มีส่วน ทำให้กระทบในเรื่องของซัพพลายเชน (Supply Chain) มาถึงประเทศที่กำลังพัฒนาเกือบทุกประเทศ เพราะแหล่งผลิตวัตถุดิบให้กับสินค้าสำเร็จรูป โดยเฉพาะในกลุ่มของอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic) นั้น มีแหล่งผลิตอยู่ที่จีน แต่ว่าตัวซัพพลาย (Supply) ตัววัตถุดิบนั้นก็มาจากประเทศต่าง ๆ นะครับ นอกจากนั้นในเรื่องของเบรกซิต (Brexit) นั้นก็มีผลเช่นเดียวกันนะครับ มีผลในเรื่องของ ไดเวิร์ต (Divert) ในการเปลี่ยนทิศทางของการค้าในโลกของเรา

ส่วนประเด็นที่ ๒ นั้นก็ทำให้ในส่วนของการส่งออกของเรานั้นชัดเจนว่า ติดลบไป ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นที่ ๒ นั้นก็คงจะมีในเรื่องของค่าเงินบาทที่มีการแข่งเป็น ช่วงระยะสั้น ๆ ในหลาย ๆ ช่วงด้วยกัน

ส่วนประเด็นที่ ๓ นั้น อันนี้ต้องขออนุญาตว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ เช่นเดียวกัน ซึ่งงบประมาณปี ๒๕๖๓ นั้นก็ออกมาล่าช้าไปประมาณเกือบ ๖ เดือน อย่างไรก็ตามแม้ว่างบประมาณที่จะออกช้าไปนั้นก็มีส่วนทำให้โครงการหรือแผนการลงทุน ของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการใหม่ ๆ นั้นก็มีความช้าออกไปประมาณ ๕ เดือน อย่างไรก็ตาม ในส่วนรายจ่ายของภาครัฐนั้นก็ยังเป็นตัวเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องของการที่ให้ส่วนราชการต่าง ๆ นั้นได้สามารถที่จะใช้จ่ายในส่วนหนึ่ง ครึ่งหนึ่งของงบประมาณประจำ ก็ทำให้มีเม็ดเงินออกไปสู่ในระบบเศรษฐกิจ ต่อมาในช่วงปี ๒๕๖๓ จริง ๆ แล้วในช่วงต้นปีนั้นเราก็เริ่มเห็นแววในเรื่องของการแพร่ระบาดของโควิด (COVID) มาบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เรียกว่าทุกประเทศทั่วโลกนั้นประสบเหมือนกันหมดก็คือการแพร่ระบาด ค่อนข้างที่จะรุนแรง ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไหนจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดนั้น ได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตามในไตรมาส ๒ นั้นทุกประเทศผมคิดว่าจากตัวเลขเราติดลบ กันทั้งหมด ในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) นั้นอาจจะเว้นของประเทศอินโดนีเซีย แต่อินโดนีเซียนั้น ในเรื่องของการควบคุมการแพร่ระบาดนั้นไม่เข้มข้นเหมือนของเรา ซึ่งเราก็ได้รับคำชมนะครับ อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ ๒ นั้นก็เป็นที่ชัดเจนว่าเราติดลบประมาณ ๑๒.๒ เปอร์เซ็นต์ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ออกมาชี้ว่าดัชนีเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจนั้นก็มีการค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น ผมขออนุญาตเรียนว่าดัชนีชี้วัดตัวหนึ่งที่สำคัญก็คือเรื่องของโรงงานต่าง ๆ การใช้ไฟฟ้า ณ เดือนกันยายนนั้นก็มีการปรับตัวดีขึ้น หมายความว่ามีการใช้พลังงานไฟฟ้า ในกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมพลาสติกก็ปรับขึ้นมาสู่ในระดับปี ๒๕๖๒ แล้วก็มีแนวโน้มในการที่จะปรับตัว ดีขึ้นต่อไปนะครับ ส่วนที่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นนั้นเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน เป็นต้นมาก็จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ก็จะมีการปรับตัว มีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น อันนั้นก็เป็นดัชนีชี้วัดตัวหนึ่งนะครับ อย่างไรก็ตามนั้นในไตรมาส ๓ เราก็คาดการณ์ว่าด้วยมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐเอง ของรัฐบาล ก็จะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจนั้นปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ ๓ ไตรมาสที่ ๔ ซึ่งในมาตรการนั้นผมก็ขออนุญาตเรียนว่าตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมานั้นรัฐบาลก็ได้ ดำเนินการในเรื่องของการควบคุมการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส (Coronavirus) นั้น อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งถ้าหากเราจะแบ่งในเรื่องของการวางแผน แล้วก็การแก้ปัญหาตรงนี้ ก็อาจจะเป็น ๓ ระยะด้วยกัน ระยะที่ ๑ นั้นก็เป็นช่วงที่เราดูแลแล้วก็รับมือกับ การแพร่ระบาดของไวรัส (Virus) ตรงนี้ ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าผลกระทบของไวรัส (Virus) นั้น ก็กระทบไปอย่างกว้างขวาง สิ่งที่เราต้องดูแลก็คือในเรื่องของประชาชนก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนกับในเรื่องของผู้ประกอบการ ซึ่งรัฐบาลเองก็ได้มีมาตรการทางด้านการเงิน ด้านภาษี เรื่องการเสริมสภาพคล่อง เพื่อแบ่งเบาภาระต้นทุนของธุรกิจ สิ่งที่เราได้ดำเนินการก็คือว่า ในช่วงเริ่มต้นนั้นการผลิตในเรื่องของหน้ากากอนามัยหรือแมสก์ (Mask) ของเรานั้นมีวัตถุดิบ แล้วก็มีภาษีที่ซ่อนอยู่ในนั้น เราก็ได้ยกเลิกให้เพื่อให้สามารถที่จะผลิตในเรื่องของแมสก์ (Mask) ได้ในราคาที่ถูก ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีการจำหน่ายกันอย่างทั่วถึงนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่องของในระยะที่ ๑ นั้นก็คือมาตรการในเรื่องของ การให้สินเชื่อเพื่อรักษาระดับการจ้างงานในตลาดแรงงาน ซึ่งในภาคธุรกิจเองนั้นเมื่อเจอ มาตรการในเรื่องของล็อกดาวน์ (Lockdown) ซึ่งทุกประเทศก็ทำกันนะครับ เพียงแต่ว่า เราคุมกันอย่างใกล้ชิดหรือไม่ ก็ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจตรงนั้นหยุดชะงักไปชั่วขณะ ซึ่งก็จะไปกระทบในเรื่องของ สภาพคล่องของภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตามนั้นสิ่งที่เราจะเข้าไปช่วยก็คือในเรื่องของการให้ ผู้ประกอบการนั้นยังคงรักษาการจ้างงานไว้ จากประสบการณ์ที่ได้ลงไปในพื้นที่นะครับ ในหลายกิจการผู้ประกอบการขนาดเอสเอ็มอี (SMEs) นั้นก็ได้บอกผมว่าจริง ๆ แล้วเขา ไม่อยากโละคนงานเลย เขาก็พยายามที่จะใช้แคชโฟล์ (Cash Flow) ที่เขามีอยู่ในขณะนั้น เพื่อพยุงการจ้างงานในอัตราเงินเดือนเท่าเดิม แต่เมื่อเหตุการณ์ในเรื่องของมาตรการ ล็อกดาวน์ (Lockdown) นั้นยังไม่ได้คลี่คลาย เขาก็อาจจะมีการลดอัตราเงินเดือนลงไปบ้าง ส่วนที่เขาทำเพิ่มเติมนั้นก็มีครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจ้างนักศึกษาเข้ามาทำงานในพาร์ตไทม์ (Part Time) ก็มีการจ่ายค่าแรงเป็นรายชั่วโมง ก็ช่วยบรรเทาในเรื่องของการรักษาระดับ การจ้างงานในภาคธุรกิจนะครับ สำหรับในภาคประชาชนนั้นก็ได้ให้ความสำคัญต่อวิถีชีวิต ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งมาตรการในเรื่องของลดค่าน้ำ ค่าไฟ มาตรการการลดเลื่อนค่าธรรมเนียมการให้บริการของส่วนราชการ แม้กระทั่งในเรื่อง ของการยืดเวลาชำระภาษีรายได้ส่วนบุคคลก็ยืดออกไปจนถึงเดือนสิงหาคมสำหรับปีภาษี ๒๕๖๒ เพื่อที่จะให้ประชาชนนั้นมีเงินสดอยู่ในมือสามารถที่จะใช้จ่ายได้ ส่วนในระยะที่ ๒ นั้นก็เป็นมาตรการเยียวยา ซึ่งผลจากการแพร่ระบาดนั้นก็ได้มีการปิดกิจกรรมการเดินทาง เพราะว่าในเรื่องของไวรัส (Virus) ตรงนี้เป็นการแพร่ระบาดจากคนสู่คน เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องการที่จะให้ประชาชนนั้นไปอยู่ด้วยกันในระยะใกล้ชิด มีมาตรการในเรื่องโซเซียล ดิสแทนซิง (Social Distancing) อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งนะครับ ซึ่งก็ทำให้กิจกรรมประจำวันนั้น ก็มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในมาตรการตรงนี้นั้นก็ได้มีการเสริมเข้าไปให้สำหรับกิจกรรม ที่หยุดชะงักไปชั่วขณะนั้นก็โดยการเติมเงินให้กับประชาชน มีทั้งประชาชนทั่วไป แล้วก็ ในภาคเกษตร แล้วก็ในภาคสังคม ซึ่งกระทรวงที่ดูแลนั้นก็มีกระทรวงการคลัง กระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน แล้วก็กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลในเรื่องของการจ่ายเงิน ๕,๐๐๐ บาทต่อเดือนไม่เกิน ๓ เดือน นี่ก็เป็นมาตรการที่เรียกว่า โครงการเราไม่ทิ้งกัน ก็มีผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือทั้งสิ้น ๑๕.๓ ล้านคน ในมาตรการการเงิน ในช่วงระยะที่ ๒ นั้นเป็นช่วงที่เราเยียวยา ก็จะเน้นไปในเรื่องของการเสริมสภาพคล่อง แล้วก็ เรื่องของการลงทุนเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงที่ได้รับผลกระทบ อันนี้ก็เป็นเรื่องของ การให้สินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อพิเศษเพิ่มเติม สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ สำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำและผู้ประกอบการรายย่อย ส่วนมาตรการภาษีในช่วงระยะที่ ๒ นั้น ก็ได้ตั้งเป้าหมายที่จะช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลให้มี สภาพคล่อง โดยเลื่อนระยะเวลาการชำระภาษีออกไป อันนี้ผมได้กราบเรียนไว้สักครู่นี้ แล้วนะครับ ทั้ง ๒ ส่วน ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้วก็ภาษีเงินได้นิติบุคคล มาถึง ในส่วนระยะที่ ๓ ก็เป็นส่วนที่เราคลายมาตรการล็อกดาวน์ (Lockdown) ก็เป็นช่วงที่เรา จะต้องมีการฟื้นฟูเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นกลับมาดำเนินได้ตามปกติ ในส่วนนี้ที่มี ความสำคัญก็คือในเรื่องของการออกกฎหมายด้านการเงิน ๓ ฉบับด้วยกัน ก็คือฉบับที่ ๑ เรียกว่าเป็นพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็น พ.ร.ก. กู้เงิน กรอบวงเงินนั้น ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งก็จะประกอบไปด้วยในเรื่องของให้ความช่วยเหลือ แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบหรือเรียกว่าเป็น พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) ส่วนนี้เราแบ่งมา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ส่วนที่ ๒ นั้นก็เป็นในเรื่องของ ขอโทษนะครับ เรื่อง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทคือซอฟต์โลน (Soft Loan) นั้นเรียกว่าเป็นพระราชกำหนด ให้ความช่วยเหลือทางการเงิน หรือเรียกว่าเป็น พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) ก็มีวงเงินอยู่ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ส่วนที่ ๓ นั้นก็เพื่อให้ความมั่นใจกับภาคธุรกิจ ซึ่งในช่วงที่วิกฤติโควิด (COVID) นั้นการระดมทุนหรือการออกหุ้นกู้เพื่อการลงทุนใหม่ ทางความเชื่อมั่นของผู้ซื้อหน่วยลงทุนนั้นก็อาจจะไม่มีความเชื่อมั่น เพราะฉะนั้นอันนี้เราก็ได้ ออกพระราชกำหนดออกมาอีกฉบับหนึ่งเรียกว่าเป็นพระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพ ของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือที่เราเรียกว่าเป็นคอร์พอเรต บอนด์ ลิควิดิตี สเตบิลิเซชัน ฟันด์ (Corporate Bond Liquidity Stabilization Fund) ซึ่งอันนี้ ถ้าในกรณีเอกชนออกหุ้นกู้แล้วแล้วไม่มีใครซื้อนั้นกองทุนตรงนี้ก็สามารถที่จะเข้าไปซื้อหุ้น หรือซื้อกองทุนของภาคเอกชนได้ ก็จะทำให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจในการที่จะขยายกิจการ หรือลงทุนใหม่ นั่นก็เป็น พ.ร.ก. ๓ ฉบับที่เราได้ออกมาในช่วงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผมขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมว่าในกรอบวงเงิน พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทนั้น ในช่วงเร่งด่วนนั้นก็ได้มีการช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ ก็มีวงเงินให้ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อการวิจัยและพัฒนาการผลิตวัคซีนป้องกันเชื้อโรคโคโรนาไวรัส (Corona virus) แล้วก็เรื่องของการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือพัฒนาห้องปฏิบัติการ และใช้สำหรับ เป็นค่าใช้จ่ายในการกักตัวผู้ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือสเทต ควอรันทีน (State Quarantine) อันนี้ก็เป็นอยู่ในวงเงิน ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้ให้ความเห็นชอบ โครงการไปแล้วทั้งหมด ๕ โครงการด้วยกัน ก็วงเงินประมาณ ๒,๕๕๕ ล้านบาท

ส่วนแผนงานที่ ๒ นั้นก็เป็นเรื่องของการชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ จากการระบาด ซึ่งได้แก่ แรงงาน ลูกจ้าง ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ถือบัตรสวัสดิการ เราไม่ลืมนะครับ เราไม่ลืมบัตรสวัสดิการก็มีการท็อปอัป (Top Up) ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการ ผู้ประกันตน ผู้พิการ คนชรา เด็กแรกเกิด แผนงานนี้ก็มี กรอบวงเงินอยู่ ๕๕๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ได้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนไปแล้ว กว่า ๓๐ ล้านคน วงเงินที่ใช้ไปแล้วก็ ๓๖๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๓

ส่วนแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นก็อยู่ในช่วง ของการพิจารณา ซึ่งก็มักจะเป็นข่าวอยู่เสมอว่ามีเงินอยู่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าใช้ไปได้ เพียงแสนเดียว อันนี้ทางหน่วยงานก็กำลังพิจารณาในเรื่องของการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถที่จะนำเงินตรงนี้มาใช้ได้มากขึ้นนะครับ ก็ขออนุญาตเรียนว่าการออก พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้ก็เพื่อที่จะต้องดูว่าผลกระทบมีวัตถุประสงค์ของการใช้นั้นไปถึงประชาชนรากหญ้า อย่างแท้จริง อันนี้ไม่ใช่เป็นงบประมาณเพื่อเอาไปสร้างอาคารต่าง ๆ ให้กับส่วนราชการ เพราะฉะนั้น เป้าหมายของเราก็คือว่าโครงการต่าง ๆ ที่เสนอมานั้นต้องตกถึงมือประชาชน อันนี้ก็เป็น หลักการที่สำคัญนะครับ

นอกจากนั้นก็ได้มีการอนุมัติเรื่องของแผนงานโครงการสำหรับในเรื่องของ การจ้างงานใหม่ ซึ่งก็จะมี ๒ กระทรวงด้วยกัน กระทรวงแรงงานก็เป็น ๑ กระทรวง กระทรวงอุดมศึกษาก็เป็นอีก ๑ กระทรวงที่มีโครงการรับบัณฑิตจบใหม่ ก็ได้รับอนุมัติจาก คณะกรรมการ ศบศ. ไปเรียบร้อยแล้ว อันนี้ก็เป็นข้อมูลนะครับ

ส่วนในเรื่องของซอฟต์โลน (Soft Loan) ก็ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ได้เรียนไปแล้วว่าหลักของเราก็คือในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) และผู้ประกอบการรายย่อย ประเด็นก็อยู่ตรงที่ว่าในระบบสถาบันการเงินของเรานั้น มี ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ เป็นธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินของเอกชน ซึ่งก็เป็น ธนาคารใหญ่ ๆ ส่วนที่ ๒ นั้นก็เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ อันนี้ก็จะเป็นธนาคาร ที่อยู่ในกำกับของกระทรวงการคลัง ส่วนที่ ๓ นั้นก็จะเป็นส่วนที่เป็นสถาบันที่ไม่ใช่ สถาบันการเงินหรือเราเรียกว่าเป็นน็อนแบงก์ (Non-Bank) ซึ่งส่วนนี้ไม่มากเท่าไร อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนั้นเราก็ปฏิบัติตาม พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft Loan) ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในเรื่องของการให้กู้ยืม ซึ่งอันนี้ทางมาตรการก็จะสิ้นสุดในวันที่ ๒๒ เป็นมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ยืนยันว่าจะไม่ต่อ ในเรื่องของอายุของตัวการพักชำระหนี้แล้วก็การเติมในเรื่องของซอฟต์โลน (Soft Loan) แต่การพักชำระหนี้นั้นก็มีเงื่อนไขอยู่ว่าไม่ต่ออายุให้ พักชำระหนี้แล้วก็ปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ต่ออายุให้ แต่ว่าให้ธนาคารพาณิชย์นั้นพิจารณาเป็นราย ๆ ไปนะครับ แล้วก็ดูว่าเซกเตอร์ (Sector) ไหนหรือสาขาไหนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งแน่นอนที่สุด ก็คงไม่พ้นในเรื่องของภาคการท่องเที่ยวกับบริการ อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนไว้นะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อประกอบด้วย ๓ ส่วนในเรื่องของระบบธนาคารนั้นแบงก์ชาติไม่ได้ต่ออายุให้ ตรงนี้ ก็มาดูในส่วนที่กระทรวงการคลังได้รับผิดชอบก็คือสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งก็ได้มอบหมายไปแล้ว แล้วในแต่ละธนาคาร ยกตัวอย่างนะครับ ธนาคารออมสิน ธนาคาร อาคารสงเคราะห์ ธนาคารเอสเอ็มอี (SME) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคาร เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ต่าง ๆ นั้น ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของธนาคารเหล่านี้นั้น ก็สามารถที่จะยืดเวลาการพักชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ออกไปได้นะครับ ซึ่งมาตรการ ตรงนี้ในส่วนที่ช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) นั้นแล้วแต่ธนาคารนะครับ บางธนาคารก็ยืดไปถึง เดือนธันวาคม บางธนาคารก็ถึงเดือนมีนาคม บางธนาคารก็ถึงเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๔ นอกจากนั้นในส่วนของ ธ.ก.ส. เองก็มาตรการของการยืดหรือพักชำระหนี้นั้นก็มีกรอบเวลา ๑ ปี หมายความว่าเกษตรกรนั้นสามารถเมื่อเข้ามายื่นขอในเรื่องของการพักชำระหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้นั้นเขาก็จะมีเวลาประมาณ ๑ ปี แต่ละคนก็จะมีเวลาประมาณ ๑ ปี ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ดำเนินการอยู่แล้ว ก็ได้กำชับไปว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนั้น ต้องเป็นเครื่องมือในการที่จะเข้ามาช่วยในเรื่องของภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตามในส่วนของ เอสเอ็มอี (SMEs) นั้น ภาระความรับผิดชอบในการเสริมสภาพคล่องให้นั้นอยู่กับระบบ ธนาคาร ในแง่จำนวนลูกค้าอยู่กับธนาคารพาณิชย์นั้นก็ประมาณคนละครึ่ง ส่วนหนึ่ง ก็ไปอยู่ในระบบธนาคารพาณิชย์ทั่วไป กับอีกส่วนหนึ่งก็อยู่กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพราะฉะนั้นในส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ทางกระทรวงการคลังก็รับที่จะดูแล อย่างต่อเนื่องนะครับ ก็ให้ความมั่นใจว่าแม้ว่าจะในเรื่องของการยืดเวลาให้การพักชำระหนี้ แล้วก็เสริมสภาพคล่องให้เขาไปให้กับผู้ประกอบการแล้วนั้น อาจจะมีคำถามว่าแล้วในส่วน ความมั่นคงของธนาคาร สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐนั้นจะเป็นอย่างไร ขออนุญาต เรียนว่าก็มีเกณฑ์การกันสำรองของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งก็ได้กำกับในเรื่องของเกณฑ์ ตรงนี้ไว้ ขออนุญาตเรียนว่าทุกธนาคารก็มีแกนการกันสำรองหรือบีไอเอส (BIS) นั้นเกินกว่า มาตรฐานที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดไว้ ก็ขออนุญาตเรียนว่าในระบบธนาคาร ของรัฐนั้นก็ยังมีความมั่นคง

ประเด็นต่อไปที่อยากจะกราบเรียนก็คือเมื่อเราเห็นว่าเศรษฐกิจของเรานั้น อาจจะมีปัญหาในช่วงระยะสั้น ๆ แต่อาจจะมีคำถามว่าแล้วความมั่นคงในเรื่องฐานะของ ประเทศนั้นเป็นอย่างไร ก็ขออนุญาตเรียนว่ามี ๒ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ ก็คือในเรื่องของทุนสำรองระหว่างประเทศก็มีความมั่นคง เพียงพอ เรียกว่ารีเสิร์ฟ (Reserve) ของเรานั้นมีมาก ทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ ชี้แจงไปแล้วนะครับ

ส่วนที่ ๒ นั้นก็คือในเรื่องของเนื่องจากในระยะของการแก้ไขปัญหาหรือว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงโควิด (COVID) นั้นเราต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะกระทบ ในเรื่องของฐานะการคลัง รายจ่ายเรามีมาก อันนี้ยอมรับว่าในช่วงนี้ทุกประเทศก็เป็น เหมือนกันหมด แต่ว่าทางด้านรายได้ของเรานั้นในปีนี้ก็คิดว่าเรายังคงเป้าหมายเดิมไว้ เพราะฉะนั้นโยงไปถึงในเรื่องฐานะการคลังของเรา ก็ขออนุญาตเรียนว่าตัวเลขในเรื่องฐานะ การคลังของเรายังมีความมั่นคง มีความมั่นคงนะครับ เพราะฉะนั้นความมั่นคงตรงนี้ไม่ได้ หมายความว่ามีเท่าไรเราก็จะเอาออกมาใช้ แต่ว่าเราก็ต้องดูในเรื่องของความมั่นคง และเสถียรภาพทางการคลังด้วย ก็ขออนุญาตเรียนประมาณนี้นะครับ

ประเด็นสุดท้าย ก็คือว่าในช่วงของวิกฤติการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ตรงนี้แล้ว รัฐบาลก็ยังดำเนินการในเรื่องของแผนการพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งในหลายประเทศนั้นบอกว่าในช่วงที่เราบริหารความสมดุลกันระหว่างสุขภาพกับ เศรษฐกิจ เศรษฐกิจนั้นมีทั้งระยะสั้น ระยะยาว ระยะสั้นนี่ก็มุ่งแก้ในเรื่องของการสร้างกำลังซื้อ แล้วก็ สร้างขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการรายย่อย โครงการที่เราออกมาใหม่นี่เมื่อสัปดาห์ ที่แล้วก็คือโครงการช้อปดีมีคืนนะครับ อันนี้ก็เพื่อเสริมกำลังซื้อให้กับประชาชนโดยการนำ ค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนในปีภาษีต่อไปนะครับ ปีภาษี ๒๕๖๓ ได้ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อคน ก็เป็นมาตรการหนึ่ง

ส่วนอีกมาตรการหนึ่งก็เป็นมาตรการในเรื่องของเราเที่ยวด้วยกัน อันนี้ ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็เข้าไปช่วยในเรื่องของภาคการท่องเที่ยวและบริการ

ส่วนอีกอันหนึ่งก็คือโครงการคนละครึ่ง ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ได้รับการตอบสนอง จากทั้งร้านค้าแล้วก็ประชาชน ประชาชนลงทะเบียนไปเกือบ ๑๐ ล้านคน ณ วันนี้นะครับ ส่วนในเรื่องของร้านค้านั้นก็อยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ เกือบ ๔๐๐,๐๐๐ ร้านค้าแล้วนะครับ อันนั้นก็เป็นมาตรการที่ช่วยทั้งในเรื่องของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งรวมไปถึงหาบเร่แผงลอย ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องเสริมกำลังซื้อให้กับประชาชนนะครับ ในส่วนระยะสั้นนั้นก็มีค่าใช้จ่ายอย่างนี้ แต่ว่าในระยะต่อไปนั้นเราคงจะต้องดูในเรื่องของการพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศด้วยนะครับ โครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการไว้ในช่วง ที่ผ่านมาด้วยวิสัยทัศน์ แล้วก็เรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีนั้น ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้มอบหมายในเรื่องของการจัดทำแผนงานโครงการต่าง ๆ ต่อเนื่องจากยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ซึ่งสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเราก็คือในเรื่องของ คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานของเรา ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้นแม้กระทั่งในช่วงนี้นะครับ สิ่งที่สำคัญมากก็คงเป็นในเรื่องของการเดินทางหรือการพัฒนาในเรื่องของถนนหนทางต่าง ๆ เรื่องของการพัฒนาระบบรางของเรา การพัฒนาในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน สนามบิน ท่าอากาศยานต่าง ๆ ซึ่งก็จะอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว เมื่อเวลาที่ นักท่องเที่ยวเริ่มไหลเข้ามาในประเทศของเรานั้นคาพาซิตี (Capacity) ตรงนี้ก็จะถูกใช้ อย่างมีคุณภาพ เพราะฉะนั้นในช่วงนี้นั้นก็เป็นช่วงที่มีการปรับปรุงอะไรต่าง ๆ นะครับ โครงการต่าง ๆ นี้ก็เป็นโครงการที่ลงทุนใหม่เพื่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตนะครับ ก็อยากจะฝากว่าจริง ๆ แล้วก็มีทั้ง ๒ ประเด็น ประเด็นในระยะสั้น แล้วก็ประเด็นที่เราจะต้อง เดินหน้าในเรื่องของการลงทุนต่อไปเพื่อสร้างเศรษฐกิจของเรานะครับ ก็ขออนุญาต กราบเรียนเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ