สุชาติ ชี้เศรษฐกิจฟื้น แรงงานตกงานกลับเข้าระบบ ๑

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓

สุชาติ ชมกลิ่น รายงานสถิติการจ้างงานล่าสุดว่าผู้ประกันตนที่เคยตกงานในช่วงโควิดได้กลับเข้าสู่ระบบการจ้างงานเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ราย และชี้ให้เห็นแนวโน้มที่ดีจากการลดลงของมาตรการรักษาการจ้างงานตามมาตรากฎหมาย ๗๕ จากหลายแสนรายเหลือเพียงหลักหมื่น ซึ่งสะท้อนว่าสถานการณ์การผลิตและเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ สืบเนื่องจากที่ผ่านมา มีเพื่อนสมาชิกที่ทรงเกียรติได้พูดกล่าวถึงในเรื่องของภาคแรงงานนะครับ แล้วก็ในเรื่องของ การจ้างงาน แล้วก็การตกงานนะครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่เริ่มต้นเป็นตัวจักรของระบบเศรษฐกิจ ผมเองนั้นอยากจะกล่าวตัวเลขกับสถิติให้กับเพื่อนสมาชิก เพื่อให้สร้างความมั่นใจในระบบ เศรษฐกิจ ซึ่งการจ้างงานนั้นตัวเลขที่ผมจะนำมาเรียนก็คืออัปเดต (Update) ถึงวันที่ ๑๕ ตุลาคมนี้นะครับ ก่อนหน้านี้ช่วงที่เราเกิดโควิด (COVID) ช่วงที่เราเกิดสถานการณ์รุนแรงนั้น มีการเลิกจ้างงาน ตกงานนั้นเป็นจำนวนมหาศาลที่ทุกท่านได้ทราบนะครับ แต่ว่าผมจะเรียน อย่างนี้ว่า ณ วันนี้นะครับ บุคคลที่ผู้ประกันตนที่ได้ตกงานช่วงที่เกิดโควิด (COVID) นั้น ๘๑๔,๐๐๐ กว่ารายนั้นนะครับ คือบุคคลเหล่านี้จะมีตัวเลข ๑๓ หลักอยู่ในระบบ ประกันสังคม แต่คนกลุ่มนี้ได้กลับเข้ามาสู่ระบบการจ้างงานใหม่ ณ วันนี้ ๙๔,๒๔๖ คน แปลว่า คือคนที่ตกงานช่วงโควิด (COVID) นั้นได้กลับเข้าสู่ระบบการจ้างงานเข้ามาเพิ่มอีกเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ รายนะครับ แต่ที่มีตัวเลขที่น่าสังเกตแล้วก็เป็นตัวเลขที่ต้องมานั่งวิเคราะห์กัน คือตัวเลขผู้ประกันตนรายใหม่ซึ่งไม่เคยมีรายชื่ออยู่ในระบบประกันสังคม ช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ๖ เดือนนี้นะครับมีตัวเลขอยู่ที่ ๔๗๙,๘๒๙ ราย คือกลุ่มที่มาทำงาน แรงงานผู้ประกันตนกลุ่มนี้คือกลุ่มใหม่ ซึ่งไม่เคยทำงานและไม่เคยอยู่ใน ระบบประกันสังคม แต่เป็นคนใหม่ ๆ ที่เข้ามาสู่ในระบบการจ้างงาน นี่คือสิ่งหนึ่งที่กำลัง จะบอกว่าระบบเศรษฐกิจกำลังสวนทางกันอยู่ในการจ้างงาน และอีกส่วนหนึ่งที่ทุกท่าน หรือจะเป็นการวิเคราะห์ของภาคธุรกิจต่าง ๆ ที่เป็นห่วงที่สุดคือการใช้มาตรา ๗๕ ที่ชะลอ การจ้างงานที่จ่าย ๗๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ ช่วงที่พีก (Peak) สุด ๆ ช่วงที่เกิดจากความจำเป็น ที่ลูกค้าต้องยกเลิกออร์เดอร์ (Order) การขาดแคลนวัตถุดิบ แล้วก็ในสิ่งที่น่านฟ้าสนามบิน ปิดต่าง ๆ นั้นไม่สามารถนำวัตถุดิบมาผลิตได้ ช่วงนั้นจะมีการที่ใช้มาตรา ๗๕ นั้นอยู่ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ คนนะครับ รวมแล้วก็ประมาณหลาย ๆ พันแห่ง แต่ ณ วันนี้ เดือนตุลาคม เหลือที่ยังคงค้างไว้ในการที่รักษาการจ่ายเงิน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ รักษาการจ้างงาน อยู่แค่ ๒๔,๔๑๙ ราย ตัวนี้ก็คือเป็นตัวบ่งชี้นะครับว่าสถานการณ์การผลิตต่าง ๆ ได้เข้าสู่ ภาวะปกติเกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้วนะครับ

อีกส่วนหนึ่งนะครับ ที่ผมเอาตัวเลขมาประยุกต์แล้วก็มาเปรียบเทียบกับ ตัวเลขที่ผ่านมาก็คือตัวเลขของการว่างงาน โดยการลาออกหรือจะเลิกจ้างต่าง ๆ ช่วงที่เกิด โควิด (COVID) ช่วงเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคมจะอยู่ที่ประมาณ ๑๒๘,๐๐๐ กว่าราย แล้วก็ช่วงเดือนมิถุนายนประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าราย เดือนกรกฎาคมประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ รายนิด ๆ พอมาช่วงเดือนสิงหาคมอยู่แค่ ๕๑,๐๐๐ ราย แล้วพอมาเดือน กันยายนเมื่อเดือนที่แล้วมีการเลิกจ้าง ลาออกอยู่แค่ ๒๓,๐๐๐ ราย ตรงนี้เป็นตัวเลขที่บ่งชี้ว่า เราสามารถห้ามเลือดในการเลิกจ้าง หรือการที่ธุรกิจต่าง ๆ นั้น การค้าการขายนั้นไม่ได้มี ผลกระทบมากจากที่ผ่านมา เลยมีตัวเลขการจ้างงานลดลงเหลือแค่ ๒๐,๐๐๐ กว่ารายนะครับ แล้วผมก็ได้ไปถาม ผมได้ไปที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้พบกับท่านประธานสภาอุตสาหกรรม เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ตัวเลขที่น่าสังเกตนะครับ แล้วก็เป็นตัวเลขที่น่าจะยินดี เป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึง ภาคธุรกิจที่ฟื้นตัว ข้อมูลจากอุตสาหกรรมยานยนต์ เฉพาะรถยนต์ก่อนนะครับ ช่วงปี ๒๕๖๒ เดือนกันยายนนั้นมีจำนวนออร์เดอร์ (Order) อยู่ประมาณ ๑๖๙,๐๐๐ คัน ปี ๒๕๖๓ ปีนี้ เดือนกันยายนอยู่ที่ ๑๕๐,๓๔๕ คัน ก็ถือว่าไม่ได้ต่างกันมากนะครับ และผมเองก็มี กลุ่มผู้ใช้แรงงานหรือผู้ประกันตนที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ก็ได้พูดคุยกัน ก็ได้บอกถึง การทำงานในวันนี้ว่ามีการจ้างโอที (OT) มีการใช้แรงงานในภาคปกติอยู่ในวันนี้นะครับ ในส่วนเรื่องข้อมูลของภาคยานยนต์ของรถจักรยานยนต์ เดือนกันยายนช่วงปี ๒๕๖๒ มีจำนวน ๑๖๘,๕๖๗ คัน เดือนกันยายนปี ๒๕๖๓ เมื่อเทียบกับปี ๒๕๖๒ กลับมีจำนวน การจองหรือการส่งมอบได้สูง สูงกว่าปีที่แล้วด้วยนะครับ จำนวน ๑๗๔,๖๔๕ คัน ตัวนี้เป็น ตัวบ่งชี้นะครับว่าภาคอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัว แต่ก็หนีไม่พ้นนะครับ เพราะว่า ภาคอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบก็คือภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ตรงนี้ ต้องยอมรับนะครับว่าตัวเลขยังไม่สามารถที่จะกระเตื้องได้ แต่ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ นั้น ได้ฟื้นกลับมาเป็นตัวเลขที่ปกติ และผลจากการที่ผมได้จัดงานจ็อบเอกซ์โป (Job Expo) ที่ผ่านไปนะครับ ผมจะเรียนให้เพื่อนสมาชิกได้ทราบถึงผลลัพธ์นิดหนึ่งนะครับว่า ช่วงประมาณที่ผมจัดไปเมื่อวันที่ ๒๖ เดือนที่แล้ว ระยะเวลา ๑ เดือนที่ผมได้ติดตามงาน ตอนนี้มีการแมตชิง (Matching) งานอยู่แล้ว ๑๓๔,๒๑๔ อัตรา ความหมายก็คือว่า ๑๓๔,๒๑๔ นี้คือจำนวนผู้สมัครงานกับบริษัทนั้นมีคุณสมบัติตรงกัน ในการที่วันนี้เรา คาดการณ์นะครับ ที่มีการบรรจุแล้วที่ชัดเจนจากงานประมาณ ๑๕,๘๙๘ ราย ผมคิดตัวเลข ใช้สมการ ๑๓๔,๐๐๐ รายที่แมตชิง (Matching) ตรงกันอยู่ อยู่ในขั้นตอนของการสอบสัมภาษณ์แล้วก็บรรจุงาน ถ้ามีการบรรจุงาน ๑๐๐,๐๐๐ คน เอเวอเรจ (Average) ที่ผลต่างก็คือเงินเดือนที่อาจจะมากหรือต่ำลงมา ผมตีที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ตรงกลางนะครับ ๑๒ เดือน ก็ประมาณ ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทที่จะหมุนเวียน แต่ในทางเศรษฐกิจนั้น ตัวเลข ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทนั้นในทางเศรษฐกิจการหมุนเวียนของตัวเลขจะอยู่ที่ประมาณ ๕.๕ ถึง ๖ เท่า ก็ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในช่วงต้น แต่การที่ผมเองนั้นได้ทำในเรื่อง ของงานจ็อบเอกซ์โป (Job Expo) นั้น เรามีการติดตามนะครับ แล้วเราเองก็ได้ให้กับ กรมการจัดหางานในการติดตามแล้วก็ดูในเรื่องของบริษัทต่าง ๆ ว่าติดขัดอะไรเราอำนวยความสะดวก และให้เป้าไป ตรงนี้ผมจะมีนำเรียนเข้าสู่ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านได้เป็นประธานนะครับ ผมจะมีการรายงานตัวเลขตัวนี้เข้าไปทุกครั้ง ในส่วนการจัดงาน จ็อบเอกซ์โป (Job Expo) ที่ผ่านมาจะสังเกตว่ามีงานเป็นล้านอัตรา แต่เวลาคนมาสมัครงานนั้น มีประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน สิ่งหนึ่งที่ทำให้กระทรวงแรงงานจะต้องพัฒนาและเป็น กระทรวงเศรษฐกิจอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้มอบหมายให้ไปศึกษานะครับ คือการดีมานด์ (Demand) ก็คือจำนวนงานบริษัทที่ต้องการนั้นอยู่ในภาคผลิต ภาคสิ่งทอ ออกแบบเป็นจำนวนมากที่ต้องการแรงงานในกลุ่มนี้ แต่การซัพพลาย (Supply) ในการที่ คนจะมาสมัครงานนั้นนะครับส่วนมากจะเป็นพวกการตลาด ธุรการ และผู้จัดการ ซึ่งตรงนี้ เราได้ทำการคุยกันแล้วก็ทำสัญญาเอ็มโอยู (MOU) กับทางกระทรวงศึกษาธิการในการที่เรา จะต้องให้การเรียนการสอนให้ตรงกับภาคแรงงานที่ขาด ตรงนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ทางกระทรวง แรงงานได้กำชับแล้วก็ได้พัฒนาตรงนี้อยู่นะครับ สิ่งหนึ่งที่ผมนำมาเปรียบเทียบจากตัวเลข สถิติ การเลิกจ้างช่วงที่ผ่านมาช่วงที่เกิดโควิด (COVID) นั้น ในช่วงของบริษัทที่อยู่ใน กทม. ในกรุงเทพมหานครนั้นมีการเลิกจ้างไป ๒๓๑,๘๗๘ ราย แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือเป็น คนกรุงเทพมหานครจริง ๆ แค่ ๙๖,๙๑๔ ราย อีกส่วนหนึ่งแสนรายนิด ๆ ตรงส่วนนี้คือเป็น ส่วนของคนงานภาคแรงงานที่กลับไปสู่ภูมิภาคหรือกลับคืนถิ่น ตรงส่วนนี้เราเองนั้น ทางกระทรวงแรงงานก็ทำงานเชิงรุก โดยการทำเอ็มโอยู (MOU) กับทางธนาคารที่ดิน ในการที่จะจัดหาที่ดิน หรือการพัฒนาเรียนรู้หรือการรีสกิล (Reskill) อัปสกิล (Upskill) การฝึกทักษะให้กับคนที่กลับไปสู่พื้นบ้านชนบท หรือกลับไปคืนถิ่นตัวเอง คือให้มีการเรียนรู้ แล้วก็มีการพัฒนาฝีมือเพื่อจะทำงานอาชีพส่วนตัวหรือการทำเกษตรนะครับ ตรงนี้เรากำลัง เอารายชื่อผู้ที่กลับไป แล้วเรากำลังประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาในการที่ คนงานได้กลับเข้าคืนถิ่นอยู่นะครับ ในส่วนหนึ่งที่ผ่านมากระทรวงแรงงานได้ทำงานเชิงรุก ก็คือในส่วนที่มีการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม ผมเองนั้นก็ได้ประสานงานกับทางกลุ่มสหภาพ หรือกลุ่มหัวหน้าแรงงานที่มีการเลิกจ้าง อย่างเช่นที่นครสวรรค์กับที่โคราช ผมก็นำรายชื่อ ทั้ง ๒ จังหวัด แล้วก็ให้ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและกรมการจัดหางาน ได้ทำงานในเชิงบูรณาการร่วมกัน ในการที่จะโทรศัพท์ไปพบกับผู้ที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมว่า ต้องการงานในส่วนของงานภาครัฐ ซึ่งทางรัฐบาลนั้นได้มีการว่าจ้างงานภาครัฐไว้หลายแสน ตำแหน่ง ตอนนี้ก็มีการแสดงความจำนงมา ก็ได้ประสานงานไปแล้วหลายร้อยคน นี่คือสิ่งที่ ผมเองนั้นขออนุญาตได้ใช้เวทีแห่งนี้ในการพูดถึงภาพรวมของกระทรวงแรงงานที่มี เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงเมื่อวานนี้แล้วก็วันนี้ ซึ่งต้องขอขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ให้ความสนใจแล้วก็ เป็นห่วง ตัวเลขที่ผมได้นำเรียนนั้นก็เป็นตัวเลขเบื้องต้นแล้วก็เป็นตัวเลขสถิติ ซึ่งผมจะต้อง นำไปรายงานเข้าสู่ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธาน สืบเนื่องต่อไปครับ ขอบคุณครับ