ออน สนับสนุนเปิดประชุมร่วมรัฐสภา ยันแก้รัฐธรรมนูญตามกระบวนการ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓

ออน กาจกระโทก เห็นด้วยกับการเปิดประชุมร่วมรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ และสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ภายใต้กระบวนการกฎหมาย โดยย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ การคุ้มครองผู้เห็นต่าง และการจัดเวทีพูดคุยอย่างเป็นธรรม เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างสันติ พร้อมสนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีบริหารประเทศต่อไปอย่างมีกฎหมายและชอบธรรม โดยเน้นการตัดสินใจด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ รวมถึงคัดค้านการปฏิรูปสถาบัน ชี้ให้เห็นถึงความจงรักภักดีของประชาชน และเสนอให้เน้นการสร้างสามัคคี พร้อมปฏิรูปการศึกษาเพื่อปลูกฝังคุณค่าความเป็นไทย ความสำนึกในรากเหง้า และทักษะชีวิตสำหรับยุคปัจจุบัน

นายออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาครับ ผม ครูออน กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นด้วยกับ การเปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะผมเชื่อมั่นในระบบของรัฐสภาที่ผมคิดว่าจะสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ของประชาชน คนในชาติได้ แล้วผมก็ยังมีความรู้สึกว่าผมยังอยู่ในประเทศที่ปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวผมยังอยู่ ในประเทศที่ปกครองในระบบเผด็จการเหมือนใครหลายคนคิด ดังนั้นทุกคนที่เป็นคนไทย ต้องร่วมไม้ร่วมมือกันที่จะต้องพัฒนาประเทศ ไม่เฉพาะแต่เราที่อยู่ในสภา พี่น้องที่อยู่ นอกสภา พี่น้องที่อยู่บนถนนที่เรียกว่า ม็อบ (Mob) เขาคือคนไทย ดังนั้นสิ่งที่เราสามารถ จะพูดคุยกันที่นำไปสู่ความพัฒนาการเจริญรุ่งเรืองของประเทศเราทำร่วมกัน ผมอยากจะ พูดถึงในญัตติในเรื่องที่ ๒ แล้วก็เรื่องที่ ๓ เกี่ยวกับเรื่องของการเรียกร้องของกลุ่มต่าง ๆ ที่จะ หาทางออกของประเทศ

ในประเด็นที่ ๑ ขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ผมเห็นด้วยครับในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ผมว่าพวกเราทุกคนที่นี่เห็นด้วยหมดครับ เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของนิสิต นักศึกษา ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญต้องได้รับการแก้ไข ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ก็ให้ข้อมูลไประดับหนึ่งรวมถึงท่านประธานด้วย ผมก็สบายใจครับ ผมว่าพี่น้องที่นี้ สบายใจกันทุกคน ก็คิดว่าเรื่องนี้ผมคงไม่ต้องสาธยายอะไรมาก

ส่วนในประเด็นที่ ๒ ให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชน ผมเห็นด้วยครับ เพราะประเทศของเรา เราปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ให้สิทธิในการชุมนุม ตามมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ อย่าไปทำร้ายเขาครับ ให้เขาได้แสดงความคิดเห็นลูกหลานไทยทุกคน แต่ใครที่ทำผิดกฎหมายครับท่านประธาน ต้องถูกลงโทษครับ ต้องไม่ได้รับการยกเว้น ถ้าไม่เช่นนั้นประเทศเราไม่มีความมั่นคง ถ้าประเทศไม่มีความมั่นคงประเทศจะอยู่อย่างไรครับ ความล่มสลายของหลายประเทศ ของหลายชาติ เกิดมาในอดีตที่ไม่มีความมั่นคง สูญสิ้นประเทศครับ สูญสิ้นชาติครับ ดังนั้น ตรงนี้เราต้องยึดถือ แต่ทางออกของประเทศอย่างหนึ่งคือการจัดให้คนที่เห็นต่าง ได้มีเวทีที่แสดงความคิดเห็นเป็นเวทีอย่างถูกกฎหมาย เป็นเวทีที่ทุกฝ่ายยอมรับ สิ่งนี้ เราควรจัดให้ครับ

ในประเด็นที่ ๒ นายกรัฐมนตรีต้องลาออก เราก็ต้องถามว่านายกรัฐมนตรี มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรต่อการพัฒนาประเทศหรือต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ชาวไทย ก็ต้องมาดูครับ เช่น นายกรัฐมนตรีเผด็จการ ถามว่าวันที่ท่านตัดสินใจรัฐประหาร วันนั้นเกิดอะไรขึ้นก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับท่าน ประชาชนจะฆ่ากันตายแล้วมีคนมาห้าม คนห้ามเลยเป็นคนผิดอย่างนั้นหรือครับ คงไม่ใช่ และเป็นนายกรัฐมนตรีปัจจุบันท่านมาถูกตามกระบวนการทางกฎหมายไหม ก็ถูกต้อง เรามา มองว่าบริหารผิดพลาดไหม ก็ต้องไปดู ทำให้ประชาชนเดือดร้อนไหม โควิด (COVID) เป็นอย่างไร ประชาชนล้มตายกันระเนระนาดไหม ก็เปล่า ประเทศไทยเราเป็นเซฟเฮ้าส์ (Safe house) ใครก็อยากมาอยู่เพราะปลอดภัยจากโควิด ใส่ใจในการพัฒนาประเทศ ดูแลประชาชนไหม คอร์รัปชันโกงกินไหม ไปโกงจำนำข้าว ไปโกงยาง ไปโกงแป้ง มันสำปะหลังมีไหม ถ้ามี มีเหตุมีผล แต่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมยังมองไม่เห็น ท่านประธาน เมื่อหาเหตุไม่ได้แล้วเราจะมาบอกว่าไม่ชอบหน้ากันเลยไม่อยากให้เป็น นายกรัฐมนตรีต่อ พูดอย่างนี้มันก็คงไม่ใช่ ถ้าต่อไปใครขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีเสร็จแล้วก็มี เดินขบวนไล่กันอยู่อย่างนี้ สุดท้ายคนเป็นนายกรัฐมนตรีทุกคนก็ไม่มีใครอยู่ได้ครับ บ้านเมือง มันต้องอาศัยหลักเกณฑ์ อาศัยกฎหมาย อาศัยความชอบธรรม ท่านครับฝากไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ คนโคราชบ้านผมฝากบอกผมมาว่านายกรัฐมนตรีอย่าลาออก เขาบอกว่านายกรัฐมนตรีอยู่ต่อ อยู่ต่อยาว ๆ ครับท่านนายกรัฐมนตรี จนกว่าจะมีคนที่ดี มีความซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดีเหมือนท่านนายกรัฐมนตรีหรือดีกว่านายกรัฐมนตรี แล้วเมื่อนั้นนายกรัฐมนตรีค่อยไป ผมคิดว่าอยากฝากถึงนายกรัฐมนตรีครับ เรื่องของ ความเกรงใจจะเสียการ ความสงสารจะเป็นทุกข์ ถ้าอยากเป็นสุขให้ประชาชนเป็นสุข นายกรัฐมนตรีต้องเข้มแข็ง อย่าลาออกครับ

ประเด็นที่ ๓ การปฏิรูปสถาบันครับ ผมก็ยังไม่มีเหตุผลที่ว่าสถาบัน สร้างความเดือดร้อนอะไรให้กับประชาชนตรงไหน มีแต่ความเมตตา มีแต่ความกรุณา เดี๋ยวนี้ประชาชนทั้งประเทศนับล้าน ๆ คน เขาออกมาแสดงความจงรักภักดี แล้วเขาถือธง นำหน้า เขาถือป้ายนำหน้าแสดงความจงรักภักดีมันผิดตรงไหนครับ มันเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ดีงาม ประชาชนนับล้าน ๆ คนทั่วประเทศเขากินข้าวครับ ไม่ได้กินแกลบ เขารู้ข้อมูลข่าวสารหมดครับ ดังนั้นใครที่คิดล้มล้างสถาบันแค่คิดก็ผิดแล้วครับ แล้วกรรมจะตามสนอง ผมต่ออีก ๑ นาทีท่านประธานครับ ทางออกของประเทศครับ ผมเสนอทางออกของประเทศ

๑. ต้องหันหน้าเข้าหากันครับ ผมเห็นด้วยที่จะต้องถอยคนละก้าว สร้างความสมดุล ระหว่างกลุ่ม ระหว่างวัยให้ได้ ในเวทีของการพูดคุยอาจจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการ ของทุกฝ่ายได้ใน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่มันจะได้มาซึ่งความพึงพอใจ ได้มาซึ่งความสุข ของคนในชาติ รีบทำอันนี้ครับ

แล้วทางออกที่ ๒ ต้องปฏิรูปการศึกษาครับท่านประธาน การศึกษา มันพัฒนาไปไกลแล้วครับ ทำอย่างไรจะให้คนในชาติ เด็กในชาติมีทักษะในการดำรงชีวิต ในโลกยุคศตวรรษที่ ๒๑ ตอนนี้ไอที (IT) โซเชียล (Social) เอไอ (AI) ไปไกลแล้วครับ เราจัดให้ลูกหลานของเราเรียนรู้ได้แค่ไหน ต้องสอนให้เขาฉลาด แล้วก็เฉลียวด้วยครับ เดี๋ยวนี้เราสอนให้เขาฉลาดอย่างเดียวแต่เขาไม่เฉลียว เขาจึงรู้ไม่เท่าทันคนครับ แล้วอย่างที่ ๒ ที่ต้องรีบเป็นทางออกของประเทศ คือจัดการศึกษาให้เด็กให้รู้สึกถึงความสำนึกของ ความเป็นไทย เป็นคนไทย ความดีงามในด้านวัฒนธรรม ในสถาบันครอบครัว ในความกตัญญู สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นคุณค่าที่ดีงามของคนไทย ดังนั้นหลักสูตรในการจัดการศึกษาต้องเอาวิชาประวัติศาสตร์ให้เขารู้รากเหง้าของเขา ชาติตระกูลของเขาว่าเป็นมาอย่างไร ต้องเอาหน้าที่ศีลธรรมต้องมาจัดการเรียนการสอน แล้วครับท่านประธาน ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองเราจะทำให้เกิดความล้าหลังไปกว่านี้ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ