ไชยา พรหมา หารือถึงวิกฤติการเมืองที่เกิดจากความไม่เป็นประชาธิปไตยของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลรับฟังข้อเรียกร้องของประชาชน ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน และย้ำถึงความเสียหายจากการรัฐประหารและพฤติกรรมฉีกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการกบฏและสวมฉลากประชาธิปไตยเพื่อปกปิดเผด็จการ พร้อมเสนอทางออกด้วยการให้นายกรัฐมนตรีลาออกเพื่อเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่และยุติวงจรการยึดอำนาจ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การขอเปิดอภิปรายทั่วไปที่รัฐบาลได้ขอ ปรึกษาหารือและรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกรัฐสภาในครั้งนี้ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร ราชการแผ่นดิน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๕ ในวันนี้ ถ้าหากรัฐบาล มีความจริงใจที่จะรับฟังปัญหาอย่างบริสุทธิ์ใจแล้ว ไม่มีเจตนาเคลือบแฝงใด ๆ ผมคิดว่า การรับฟังอย่างมีเหตุผลจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งกับรัฐบาล ดังนั้นสิ่งที่กระผม จะอภิปรายต่อไปนี้อยู่บนพื้นฐานของความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองที่อยากจะให้การหา ทางออกให้กับประเทศนี้ ก่อนอื่นนั้นผมอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้เปิดใจ กว้างยอมรับความคิดเห็นที่อาจจะแตกต่างให้ได้ ทั้งนี้เพื่อร่วมกันหาทางออกให้กับบ้านเมือง ที่กำลังเกิดวิกฤติในขณะนี้ตามกลไกของระบบรัฐสภาในวิถีทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เมื่อวานนี้สมาชิกของรัฐสภาหลายท่านได้เสนอทางออกให้กับประเทศนี้ด้วยการเสนอให้ ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นลาออก การเสนอให้ลาออกนั้นไม่ใช่เพราะเหตุมีการชุมนุมจึงต้อง เรียกร้องให้ลาออก แต่การลาออกนั้นเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้ เราต้องยอมรับความจริง ให้ได้ว่าปัญหาข้อเรียกร้อง และปัญหาความวุ่นวายของประเทศที่เกิดขึ้นในขณะนี้จนถึงขั้น ที่จะบานปลาย เกิดมาจากปัญหาของความที่มีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่ เริ่มต้น และเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมดทั้งมวลของประเทศนี้ที่ถูกสะสมมาเป็นเวลานาน จนในที่สุดนั้นความสุกงอมของปัญหาได้เวลาที่จะปะทุขึ้นอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ ข้อเรียกร้อง ของผู้ที่เป็นเยาวชนคนหนุ่มสาว นิสิต นักศึกษา แม้กระทั่งวันนี้ไปถึงเด็กนักเรียนมัธยม และนักเรียนประถมไปแล้วครับ ได้ขยายวงกว้างในลักษณะของดาวกระจายทั่วประเทศ เกิด ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ล้วนเกิดจากข้อเรียกร้องว่าถึงเวลาแล้ว ที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์นั้นไม่สามารถที่จะบริหารประเทศได้อีกต่อไป ไม่สามารถที่จะทน ปัญหากับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์ทางด้านการเมือง วิกฤตการณ์ ทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดจากการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดภายใต้การนำของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กระผมมีความเห็นว่าการแก้ไขสถานการณ์เพื่อที่จะให้คลี่คลาย ลงไปได้นั้น รัฐบาลควรที่จะรับฟัง นั่นก็คือการยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่า เป็นต้นตอของปัญหา เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องที่ผู้ชุมนุม และหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่าง ทันท่วงทีแล้วจะเกิดปัญหาตามมาในอนาคต อีกทั้งการเรียกร้องของผู้ชุมนุมให้มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นสอดรับกับการเสนอญัตติเพื่อขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างการพิจารณา ในสภาแห่งนี้อยู่เช่นกัน นับว่าเป็นแรงผลักอย่างหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องรับฟังข้อเรียกร้อง ของผู้ชุมนุมดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเหตุผลของการเรียกร้องให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาใหม่นั้น ก็เพราะว่าคนส่วนใหญ่เขาเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีเนื้อหาสาระ ที่ไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมทางการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งผมขอ สรุปเป็นประเด็น ๆ ดังต่อไปนี้
ประการที่ ๑ ก็คือการเข้าสู่อำนาจของผู้ปกครองที่ไม่ชอบธรรม ระยะเวลา ที่ผ่านมา ๖ ปีแล้วครับ ตั้งแต่การทำรัฐประหารครั้งล่าสุดนั้น ต้องถือว่าการยึดอำนาจ และการทำรัฐประหารนั้นถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่ก่อการกบฏเกิดขึ้นภายใน ราชอาณาจักร เป็นความผิดร้ายแรง แต่สุดท้ายแล้วความผิดดังกล่าวนี้ถูกนิรโทษกรรม ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ ไปแล้ว ต้องยอมรับครับว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นไปตามกลไกรัฐธรรมนูญ และวิถีทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หลังจากนั้นการเข้าสู่อำนาจของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากนั้นท่านยังเป็นหัวหน้าคณะ คสช. มีการออกคำสั่ง มีการออกประกาศของคำสั่ง คสช. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจำกัดสิทธิเสรีภาพและลิดรอนสิทธิประชาชนมากมาย ถึงแม้นว่าเหตุผลในครั้งนั้นท่านจะกล่าวอ้างว่าเป็นความจำเป็นของการเข้ามาเพื่อแก้ไข สถานการณ์และยับยั้งสถานการณ์การเผชิญหน้า ความขัดแย้งของผู้คนในขณะนั้นก็คือ การชุมนุมของคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดง และเพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปมากกว่านี้ ดูเหมือนว่าสถานการณ์วันนั้นจะเอื้อประโยชน์และเปิดโอกาสให้ท่านนั้นได้ใช้อำนาจ แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่พอมาถึงวันนี้ท่านประธานครับ การเผชิญหน้าในลักษณะดังกล่าวนั้นกำลังจะเกิดขึ้นอีก กำลังจะซ้ำรอยเดิม ผมเชื่อว่า ในฐานะที่ท่านนายกรัฐมนตรีมีประสบการณ์ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ ท่านต้อง ตระหนักแล้วครับว่าการเผชิญหน้าดังกล่าวของผู้คนที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมืองนั้น และถ้าเกิดว่ามีความขัดแย้งอย่างรุนแรงเกิดขึ้นแล้วจะนำมาซึ่งความเสียหายให้กับประเทศ อย่างใหญ่หลวงประเมินค่ามิได้ สถานการณ์อย่างนี้ผมคิดว่าท่านย่อมรู้ดีว่าจะนำความสูญเสีย มาสู่ประเทศชาติอย่างไร สถานการณ์ของการชุมนุมและการเผชิญหน้าทั้ง ๒ ฝ่ายนั้น ผมไม่อยากจะมองไปว่านี่คือการสร้างสถานการณ์ของผู้ที่ไม่หวังดีต่อระบอบประชาธิปไตย ผมอาจจะคิดไกลไป ผมอาจจะตระหนกเกินไป แต่ว่าผมก็มีสิทธิที่จะคิดว่าการสร้างสถานการณ์ ดังกล่าวนี้ของผู้ที่ไม่หวังดีนั้น หรือกำลังที่จะหาความชอบธรรมในการที่จะเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย หรืออาจจะคิดทำการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมก็มีสิทธิที่จะคิดและหากว่าความคิดนี้ยังมีอยู่นี่ ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่า ขอเตือนไปยังคนที่กำลังจะคิดว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นไม่ใช่ทางออกของประเทศ และจะนำมาซึ่งความขัดแย้งและการต่อต้านจากประชาชนอย่างมากมาย แม้ว่าในขณะ ที่ผ่านมานั้นรัฐบาลจะใช้การประกาศภาวะในสถานการณ์ฉุกเฉินอันร้ายแรงเกิดขึ้นก็ตาม เห็นไหมครับว่ายังไม่สามารถต้านพลังมวลชนในการแสดงพลังอันบริสุทธิ์ ยังมีการชุมนุม กันทั่วประเทศแบบดาวกระจาย ไร้ผู้นำม็อบ (Mob) และการสลายการชุมนุมในเวลา อันรวดเร็ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอะไรครับ เพราะเขาต้องการแสดงพลังให้เห็นว่า ภายใต้คำสั่งตามพระราชกำหนดแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างร้ายแรงนั้น แม้เจ้าหน้าที่จะมี อำนาจ แม้กฎหมายจะให้อำนาจในการแก้ไข ในการปราบปราม ให้อำนาจในการควบคุม จับกุมคุมขังก็ตาม แต่ผู้บริสุทธิ์ ผู้ชุมนุมนั้นหาเกรงกลัวต่อคำสั่งที่ออกมาไม่มีความชอบธรรมไม่ การชุมนุมนั้นเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ที่ได้รับการคุ้มครองตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง และถ้าหากว่าวันนี้มีใครที่คิดจะเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยจะเกิดการต่อต้านครั้งใหญ่อย่างไม่เกรงกลัวเหมือนกับ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ว่าแม้ภายใต้พระราชกำหนดแก้ไขในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น คนก็ยังไม่กลัว
เหตุสุดท้ายครับท่านประธานครับ ถ้าเกิดการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง หนีไม่พ้นว่าทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจนั้นจะต้องมีการฉีกรัฐธรรมนูญ มีคำถามว่าทำไมทุกครั้ง ที่การทำรัฐประหารนั้นต้องฉีกรัฐธรรมนูญ ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญนั้นไม่อนุญาตครับ รัฐธรรมนูญ ไม่อนุญาตให้ใช้รถถัง ไม่ให้ใช้กองทัพ ไม่ให้ใช้กองกำลังทหารในการเปลี่ยนแปลง การปกครองซึ่งถือว่าไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตย และถือว่าเป็นการก่อการกบฏเกิดขึ้น ในราชอาณาจักร การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมโลกและไม่เป็น ไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ดังนั้นการที่ฉีกรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญไม่ดีนะครับ ก็เพราะว่าเขาต้องการอำนาจจึงจำเป็นที่จะต้องเอาอำนาจมาอยู่ในมือด้วยการฉีก รัฐธรรมนูญ ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งครับท่านประธานครับว่าถ้ามีใครคิดจะทำเรื่องนี้ขอให้ยุติ ความคิดและอย่าเลือกใช้วิธีนี้ นอกจากนั้นครับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารนั้นก็มักจะอ้างว่า มาจากการเลือกตั้งตามกลไกของรัฐธรรมนูญ หลังจากยึดอำนาจแล้วก็มีการเขียน รัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่
๕๔/๑ เราได้เห็นมาแล้วตลอดระยะเวลา ๖ ปีที่ผ่านมาว่า นี่คือการอาศัยเสื้อคลุมประชาธิปไตย หรือระบบทหารที่อำพรางตัวภายใต้การเลือกตั้งมาปิดบังคราบเงาของความเป็นเผด็จการ อำพรางตัวเองเท่านั้น สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่สิ่งที่ดีเกิดขึ้นในยุคสมัยปัจจุบันนี้ และมันใช้ไม่ได้ ในโลกปัจจุบันนี้
ข้อเรียกร้องอีกประการหนึ่งครับ ที่ผมคิดว่ามีความแหลมคมอย่างมาก ที่สังคมจะต้องรับฟังและรัฐสภานี้ก็ควรที่จะรับฟังเช่นกันว่าต่อไปนี้กระบวนการยุติธรรม ทั้งหลายจะต้องไม่ให้การรับรองการฉีกรัฐธรรมนูญอีกแล้ว ด้วยการยกข้ออ้างคำพิพากษา ของศาลฎีกาในอดีตที่บอกว่า ทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจและใครสามารถควบคุมสถานการณ์ ได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว นั่นถือว่าเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ สิ่งเหล่านี้เราจะยอมให้เกิดขึ้นอีกไม่ได้ จากนี้ไป เพราะตราบใดที่ยังยอมรับการทำรัฐประหารว่านี่คือการที่เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์แล้ว จะทำให้เกิดการย่ามใจไม่เกรงกลัวว่าการฉีกรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่มีความชอบธรรม เพราะจะทำให้วงจรการเมืองที่เรียกว่าวงจรอุบาทว์นั้นที่เกิดขึ้นกับประเทศนี้จะวนเวียน อย่างนี้อีกต่อไป และรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารก็ไม่มีสังคมใดในโลกนี้ให้การยอมรับ ผมคิดว่าที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา ๖ ปีที่ผ่านมานั้นน่าจะเพียงพอแล้วสำหรับเหตุการณ์ อย่างนี้สำหรับประเทศไทย
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นได้สร้างกลไก ของการสืบทอดอำนาจ ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญของปี ๒๕๖๐ นั้นได้ออกแบบโครงสร้าง ของการเลือกตั้งในระบบพิสดาร ตลอดจนการสร้างฐานอำนาจของกระบวนการสรรหา นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คน ที่ยังมีสิทธิร่วมเลือก ในการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นการสร้างระบบการบริหารราชการแผ่นดินแบบรับราชการ แทนการบริหารประเทศแบบเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางในการบริหาร ตลอดจนการสร้าง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่ไม่สอดคล้องกับกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก ในปัจจุบันนี้ และเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการสร้างนโยบายใหม่ ๆ ของรัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งในอนาคต สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัญหาและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และอนาคตของคนส่วนใหญ่เขาได้มองเห็น แม้กระทั่งเยาวชน คนหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่นั้น เขามองเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นทำให้อนาคตและโอกาสของ ความสดใสในอนาคตของเขานั้นตีบตัน จะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมทั้งหลายนั้น มีการเรียกร้องให้มีการปิดสวิตช์ (Switch) ส.ว. เป็นข้อเรียกร้องหนึ่งที่ถือว่าทรงพลัง สามารถสร้างการมีส่วนร่วมให้ผู้คนได้เข้าร่วมการชุมนุมอย่างมากมายเช่นกัน เราต้องยอมรับ ความจริงประการหนึ่งครับว่าเมื่อมาดูโครงสร้างของการเมืองที่เกิดขึ้นจากตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้เราเห็นกลไกต่าง ๆ เราเห็นการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารแล้ว โดยเฉพาะที่มาของการที่นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นที่จะต้องมาจากการเลือกตั้ง และการให้ ส.ว. มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นกลไกหนึ่งที่คนส่วนใหญ่นั้นมีความเห็นว่า นี่คือการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร นอกจากนั้นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีเช่นกันครับ เรามาดูโครงสร้างที่ถูกออกแบบไว้ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรี มีประธานหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรม มีนายธนาคาร มีนักธุรกิจมากมาย คณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ของรัฐบาล มีบทบาทสำคัญในการควบคุมรัฐบาลในอนาคต รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตามต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินี้ แต่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องดำเนินนโยบายภายใต้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งถือว่าทำให้ เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าคณะกรรมการชุดนี้ได้ออกนโยบายหลายเรื่องครับ ประกาศออกมาแล้ว กลับเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัด ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นแผนยุทธศาสตร์ชาติจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือหนึ่ง ในการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหาอุปสรรคอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไข ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนี้คนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญที่เป็น รัฐธรรมนูญที่มาจากการยึดอำนาจเมื่อ ๖ ปีที่ผ่านมานั้น ได้ถูกจับกุม ได้ถูกการต่อต้าน และเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เรากำลังจะเรียกร้อง ว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องคืนอำนาจให้ประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศนั้นได้เป็น ผู้ทำรัฐธรรมนูญด้วยตัวของเขาเอง มอบโอกาสและมอบหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามสิ่งที่ทางรัฐสภานี้กำลังมีการพิจารณาและมีการคั่งค้างอยู่ในขณะนี้ ถึงเวลาแล้วว่าจะเป็น บทพิสูจน์อันสำคัญที่รัฐบาลจะมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหานี้หรือไม่ ในการคืนอำนาจ ในการกำหนดนโยบาย ในการยกร่างรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติมาตรา ๒๕๖ ที่กำลังจะมี การพิจารณากันในขณะนี้
สุดท้ายท่านประธานครับ ทางออกของบ้านเมืองนั้นมีอยู่ไม่กี่ทาง และทุกครั้ง เราบอกว่าเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้เป็นสถานการณ์ ที่ตึงเครียด ทางออกที่ดีที่สุดอย่างที่ผมกราบเรียนแล้วนั่นก็คือการลาออกของ ท่านนายกรัฐมนตรี การลาออกนั้นเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้ และเป็นการแสดง ความรับผิดชอบทางการเมืองที่เห็นว่าท่านไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ ท่านประธานครับ เรื่องที่ผ่านมานั้นมันได้ผ่านมาแล้วและเกิดขึ้นไปแล้ว ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีคิดว่าการกระทำ ที่ผ่านมามีความผิดพลาด เมื่อผิดพลาดแล้วยอมที่จะแก้ไขยังไม่สายเกินไปที่ท่านจะใช้ โอกาสนี้ในการที่จะปรับปรุงแก้ไข และแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตนั้นให้มันเป็นสิ่งที่ยอมรับ ของผู้คนในบ้านเมืองในขณะนี้ ผมขอเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ลาออกเพื่อเปิดโอกาส ให้กับพี่น้องประชาชนได้มีโอกาสเลือกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งใหม่ครับ ขอบคุณครับ