รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๓

ระวี มาศฉมาดล หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ทำประชามติเพื่อลดข้อขัดแย้งในสังคมไทย และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามมาตรา ๑๖๕ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว

นายระวี มาศฉมาดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จากข้อเรียกร้อง ๓ ข้อหลัก ของผู้ชุมนุมก็คือนายกรัฐมนตรีลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญตามร่างของประชาชนและปฏิรูป สถาบัน ซึ่งปรากฏว่าต่อมาก็ได้มีการนำเสนอมาชัดเจนว่าเขาได้มองข้ามประเด็น นายกรัฐมนตรีไปแล้ว ประเด็นหลักอยู่ที่ปัญหาข้อเสนอในการปฏิรูปสถาบัน ดังนั้นขณะนี้ข้อขัดแย้งหลักในสังคมไทยก็คือความขัดแย้งระหว่างฝ่ายปกป้องสถาบันกับฝ่าย ที่อ้างว่าปฏิรูปสถาบัน ซึ่งเกี่ยวพันไปถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตรง ถ้ารัฐสภา เปิดประชุมในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาในเดือนหน้า ไม่ว่าเราจะมีมติออกมาอย่างไรก็ตาม จะมีฝ่ายหนึ่งพอใจ อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่พอใจ เช่นถ้าเรามีมติไม่ให้แก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ ฝ่ายปกป้องสถาบันก็จะพอใจ แต่ฝ่ายปฏิรูปสถาบันก็จะไม่พอใจ ดังนั้นผมคิดว่าแนวทางที่จะ ลดข้อขัดแย้งในสังคม รัฐสภาเราต้องร่วมกันหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำประชามติ ถามคนไทยทั่วประเทศก่อนว่า

๑. คนไทยจะให้แก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือไม่

๒. ถ้าให้แก้ จะแก้รายมาตราก็พอ หรือจะให้แก้มาตรา ๒๕๖ และตั้ง ส.ส.ร. มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่

๓. ถ้าให้แก้ จะให้แก้หมวด ๑ หมวด ๒ หรือไม่ ซึ่งถ้ามีการทำประชามติก่อน แล้วมีผลออกมารัฐสภาค่อยดำเนินการตามนั้น วิธีการนี้จะลดข้อขัดแย้งลงไปได้ระดับหนึ่ง เพราะไม่ว่าผลประชามติจะออกมาในรูปแบบใดก็ตาม ทุกฝ่ายต้องยอมรับตามระบอบ ประชาธิปไตย แต่ถ้าสภาเรายังยืนยันที่จะรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญร่างใดไปก่อนก็จะต้องสร้าง ความขัดแย้งขึ้นจากฝ่ายที่ไม่พอใจ และถึงวันนั้นอาจจะมีคนร้องศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า รัฐสภามีความผิดที่ไปลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยังไม่ได้ทำประชามติขอความเห็นของ ประชาชนก่อนตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๕ และถ้าสภาเดินหน้าแก้ไข รัฐธรรมนูญจนจบวาระที่สามแล้วค่อยนำไปทำประชามติ ถ้าผลประชามติออกมา แล้วประชาชนไม่เห็นด้วยกับที่รัฐสภาตัดสินใจก็ต้องกลับมาทำใหม่หมด ก็ต้องเริ่มต้น ใหม่หมด อาจจะทำให้เสียเวลามากขึ้น ดังนั้นในประเด็นนี้ในส่วนตัวผม ผมขอสรุปว่า ถ้ารัฐสภาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านถามประชาชน ๑๖ ล้านคนหรือยัง

ประการต่อไปนะครับ ผมมีโอกาสร่วมการชุมนุมใหญ่ทุกการชุมนุมตั้งแต่ ๑๔ ตุลา ๑๖ กระทั่ง กปปส. ปี ๒๕๕๗ ผมไม่เคยพบว่ามีรัฐบาลใดจะยอมรับความคิดเห็น ของม็อบ (Mob) ง่าย ๆ เลย ประชาชนจะมามากแค่ไหน ประชาชนจะตาย ประชาชน จะบาดเจ็บไปกี่คน รัฐบาลไม่เคยสนใจที่จะถอยง่าย ๆ เลย ผมไม่ใช่คนที่อวยนายกรัฐมนตรี จุดยืนผมต่อสู้กับเผด็จการทหารและเผด็จการรัฐสภามาโดยตลอด แต่ครั้งนี้ผมต้องเข้ามา เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพราะสมาชิกพรรคพลังธรรมใหม่ทั่วประเทศต้องการให้พรรคเรา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมปกป้องสถาบัน

ในประเด็นท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ท่านได้เริ่มถอยบ้างแล้วในข้อขัดแย้ง ครั้งนี้ ถอยที่ ๑ ของท่านก็คือหลังจากกลุ่ม ๗ พรรคเล็กแถลงข่าวเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ทบทวนเรื่อง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน วันต่อมาท่านนายกรัฐมนตรีก็ประกาศท่าทีแล้วว่ากำลัง พิจารณา วันถัดไปท่านก็ประกาศยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินทันที เหลือเชื่อครับ

ก้าวที่ ๒ ๗ พรรคเล็กเราได้เสนอให้รัฐบาลใช้หลักรัฐศาสตร์แทนหลัก นิติศาสตร์ ให้ถือว่าผู้ชุมนุมเป็นลูกหลาน ให้อำนวยความสะดวกกับม็อบ (Mob) ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า รถไฟฟ้า วันถัดไปรัฐบาลก็ปรับแนวทางการจัดการกับผู้ชุมนุมทันที

ถอยครั้งที่ ๓ ของท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อสภามีข้อเสนอในการจะเปิดประชุม วิสามัญรัฐสภาเพื่อแก้ไขปัญหา แต่จะสะดวกและรวดเร็วต้องให้รัฐบาลใช้มาตรา ๑๖๕ ดำเนินการ เพราะเสียงฝ่ายค้านไม่พอที่จะเปิดสมัยประชุมวิสามัญ ปรากฏว่าหนังสือจากสภา ยังไปไม่ถึงมือ ท่านนายกรัฐมนตรีก็แถลงเห็นชอบแล้วที่จะเป็นฝ่ายเสนอรัฐสภาประชุม วิสามัญเพื่อให้เวทีรัฐสภาในการแก้ไขปัญหา นี่เป็นการเริ่มถอยของท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว หลังจากวันนี้ไปคงเป็นหน้าที่ของฝ่ายผู้ร่วมชุมนุมละครับว่าเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ต่อเศรษฐกิจของประเทศในยุคโควิด (COVID) ที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังยากลำบาก อย่างแสนสาหัส พวกน้อง ๆ จะถอยอย่างไร อย่างไรก็ตามครับ การที่น้อง ๆ ไม่ได้มาชุมนุมปิดล้อมรัฐสภา ในวันนี้เพื่อกดดันรัฐสภา แสดงถึงการที่น้อง ๆ ส่งสัญญาณมาแล้วว่าน้อง ๆ ก็ได้เริ่มถอย เพื่อประชาชนแล้วเช่นกันครับ ขอบพระคุณครับ