รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๑๔ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันอังคารที่ ๑๕ และวันพุธที่ ๑๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
ณ ตึกรัฐสภา
ก่อนที่จะเปิดประชุมนะครับ ผมจะอนุญาตให้มีการหารือในปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนนะครับ ท่านละ ๒ นาที ผมจะเริ่มที่ท่านสัมพันธ์ก่อนนะครับ เชิญครับ แล้วต่อด้วยท่านเกียรติ์อุดมนะครับ แล้วก็ ท่านสุรเดชครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอหารือต่อความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดสุโขทัย เกี่ยวกับเรื่องของกรมทรัพยากรน้ํา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ําหลายแห่งใน จังหวัดสุโขทัยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีโครงการที่เข้าไปแล้ว มีการสั่งการ มีหนังสือแจ้ง โครงการให้ปฏิบัติงานได้แล้ว ซึ่งทางกรมนั้นก็ได้มีการประกวดราคา สอบราคา หาผู้รับจ้าง แต่กรมนั้นกลับไม่ส่งใบงวดหรือว่างบประมาณเพื่อที่จะดําเนินการครับ เพราะว่าในช่วงนี้ ครับท่านประธาน ในภาคเหนือตอนล่างนั้นฝนก็ไม่มี แล้วก็สามารถที่จะขุดได้ ผู้รับเหมาเขา จะได้ดําเนินการ ไม่ทราบว่าไปตั้งแง่ในเรื่องอะไรต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับทางกรมทรัพยากรน้ํา ก็ฝากถึงทางกระทรวงให้ช่วยตรวจสอบดูแลนะครับ ในหลายพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องแหล่งน้ําคลองหร่ายหมาตาย บ้านห้วยน้ําใส หมู่ที่ ๑ ตําบลสามพวง อําเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย แหล่งน้ําคลองนาทุ่ง ตําบลบ้านกล้วย อําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย แหล่งน้ํา หนองไอ้ข้อง บ้านทุ่งมะโกเขียว หมู่ที่ ๑๐ ตําบลบ้านซ่าน อําเภอศรีสําโรง จังหวัดสุโขทัย ครับท่านประธาน ก็ฝากต่อท่านประธานครับว่าในโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ได้มีการแจ้ง ให้ดําเนินการตามโครงการแล้วแต่ว่ากลับไม่ส่งเงินงบประมาณหรือเงินงวดไปครับ ก็ฝากถึง กรมทรัพยากรน้ําครับ ขอบคุณครับ
ท่านเกียรติ์อุดมครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๖ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความทุกข์ยากของ พี่น้องประชาชนหน้านี้นะครับ ซึ่งจะเข้าใกล้ฤดูหน้าหนาวแล้วนะครับ แต่ว่าเรื่องถนนหนทาง ก็ยังเดือดร้อนอยู่ พออีกสักครู่ก็จะเปิดหีบอ้อยนะครับท่านประธาน อยากจะขอฝาก ท่านประธานไปยังกรมทางหลวงชนบทหรือกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยไปทําถนน จากบ้านหนองเม็ก อําเภอหนองหาน ไปยังอําเภอไชยวาน แล้วก็ทะลุไปยังอําเภอส่องดาว นะครับ ส.ส. วัฒนา สัพพะโส นะครับ ช่วยฝากมาให้หารือให้ด้วยว่าพี่น้องชาวส่องดาว บ้านท่าศาลานะครับ ขณะที่ผมได้หารือไปแล้วตั้งแต่เป็นผู้แทนราษฎรใหม่ ๆ ขณะนี้ก็ยังไม่มี การไปดูแลให้กับพี่น้องชาวบ้านท่าศาลา อําเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เพราะว่าถนนตรงนี้ เป็นถนนที่พี่น้องประชาชนหลายจังหวัด ไม่ว่าจังหวัดสกลนคร จังหวัดกาฬสินธุ์ ก็ยังได้มา ถนนเส้นนี้นะครับ จากบ้านหนองเม็กนะครับท่านประธาน
ประเด็นสุดท้าย ก็อยากจะให้ไปแก้ไขปัญหาน้ําที่ตําบลผาสุก อําเภอวังสามหมอ นี่ละครับ เจาะน้ําบาดาลไม่ได้นะครับท่านประธาน ก็อยากจะให้รัฐบาลได้ไปดูแล เรื่องการขยายลําห้วย ขยายหนองลําพันชาด ซึ่งกรมชลประทานได้เข้าไปดูแลลําพันชาดอยู่ แต่ว่าน้ํายังไม่ได้สามารถเอาใช้ได้ เพราะว่าไม่มีคลองซอยนะครับท่านประธาน ฝากท่าน ประธานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านสุรเดช แล้วต่อด้วย ท่านวัชระนะครับ
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอหารือความเดือดร้อนเรื่องอุทกภัย ในจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ก็สืบเนื่องมาจากว่าเราทราบกันดีว่าฝนตก เป็นจํานวนมาก จนทําให้คันกั้นน้ําแตกหลายจุด ทําให้น้ําท่วมไหลบ่า ซึ่งอันนี้ท่วมทั้ง จังหวัดสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี รวมทั้งถึงจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งเป็นจังหวัดของ ท่านประธานด้วยนะครับ โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรี มีครัวเรือนที่เสียหายเดือดร้อนถึง ๔๐,๐๐๐ ครัวเรือน มีไร่นาเสียหาย ๑๙๐,๐๐๐ ไร่ เฉพาะทุ่งจันตคาม เป็นอําเภอผม เสียหายถึง ๖๐,๐๐๐ ไร่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้น้ําท่วมมา ๑๐ กว่าวันแล้ว คิดว่าข้าว คงจะเสียหายทั้งหมดนะครับ ดังนั้นเองนะครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกทานน้ําใจ ที่ช่วยเหลือนะครับ จะเป็นภาครัฐก็ดี ภาคเอกชนก็ดีที่ช่วยเหลือกัน ถือว่าคนไทยไม่ทิ้งกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงขอเริ่มมาตรการเยียวยาของรัฐบาลนะครับ จะมีมาตรการเยียวยา ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างไร ทั้งภาคครัวเรือนและภาคไร่นานะครับ ซึ่งผมฟังข่าวเมื่อวานนี้ก็ไม่สบายใจนะครับ เพราะว่าทางท่านนายกรัฐมนตรีเหมือนกับว่า จะมีการเยียวยาเป็นกรณีปกติ ทั้ง ๆ ที่การท่วมปี ๒๕๕๔ ใช้กรณีพิเศษ ไม่ทราบว่า จะใช้หลักเกณฑ์ในการเยียวยาน้ําท่วมปี ๒๕๕๖ ครั้งนี้กับปี ๒๕๕๔ เหมือนกันหรือไม่อย่างไร ก็ขอฝากให้ท่านช่วยพิจารณาด้วยนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องการจัดการน้ํา ส่วนหนึ่งของการที่น้ําท่วมเพราะว่า การจัดการน้ําไม่ดีพอ ดังนั้นเองงบบริหารจัดการน้ํา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ดูนะครับ ยังไม่ภาคตะวันออกและจังหวัดปราจีนบุรี ก็ขอให้ทบทวนเรื่องบริหารการจัดการน้ําด้วยว่า เราจะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนอย่างไร
แล้วสุดท้ายนี้ จังหวัดปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่ไม่ใช่ว่าน้ําท่วมอย่างเดียวครับ ที่ไม่ท่วมก็มีครับ โดยเฉพาะเขตนิคมอุตสาหกรรม สาย ๓๐๔ นิคมกบินทร์บุรี นิคมสหพัฒน์ หรือแม้กระทั่งนิคมโรจนะที่ย้ายมาจากพระนครศรีอยุธยาน้ําไม่ท่วมนะครับ แต่ที่ท่วม ท่วมเฉพาะพื้นที่ราบลุ่ม ดังนั้นเองอย่าตื่นตระหนกว่าน้ําท่วมจังหวัดปราจีนบุรีทั้งหมด ท่วมเฉพาะส่วนที่ท่วม แต่ที่ไม่ท่วมก็สามารถดําเนินการต่อไปได้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านวัชระ เพชรทอง ต่อด้วยท่านสุนทรีครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
ท่านประธานครับ เรื่องแรกได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ชาวกรุงเทพมหานคร สืบเนื่องจากประกาศของศูนย์อํานวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอรส. ซึ่งนําโดย พลตํารวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ประกาศปิดถนน ๑๔ สาย แล้วต่อมาลดเหลือ ๑๐ สาย ทําให้การจราจรติดขัด เนื่องจากตํารวจปิดถนน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ขอได้โปรดสั่งการไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ได้โปรดยกเลิกการปิดกั้น การจราจรโดยด่วน เพื่ออํานวยความสะดวกการจราจรให้กับพี่น้องประชาชน ชาวกรุงเทพมหานคร ท่านประธานครับ ในมือผมนี้มีเงินอยู่ ๕,๐๐๐ บาทครับ พี่น้องประชาชนในเขตหนองแขมฝากมาให้กับบรรดานักศึกษาและกลุ่มผู้ชุมนุมที่แยกอุรุพงษ์ ท่านประธานครับ เขาฝากมากับผม ผมจะให้กับท่านประธานก็เกรงว่าจะไม่ถึงกลุ่มผู้ชุมนุม ผมจึงจะนําไปให้ด้วยตนเองในเย็นวันนี้ เพื่อมอบให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นเงินจากพี่น้อง ประชาชนชาวหนองแขม สนับสนุนการชุมนุมของเพื่อนนักศึกษาและพี่น้องประชาชนในการ ประท้วงรัฐบาลที่สี่แยกอุรุพงษ์ จํานวน ๕,๐๐๐ บาท ขอให้ท่านประธานเป็นพยานว่าครบ ๕,๐๐๐ บาท
ท่านประธานครับ เรื่องถัดมาได้รับการร้องเรียนจากข้าราชการ ประทานโทษครับ ผู้ที่สอบบรรจุเข้ารับราชการในสังกัดรัฐสภา ได้ส่งหนังสือร้องเรียนผมพร้อมเอกสาร ๑ ปึกครับ เขาได้รับการสอบขึ้นบัญชีในตําแหน่งวิทยากรปฏิบัติการ และปรากฏว่าได้รับความไม่เป็นธรรม เนื่องจากว่าท่านสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย ได้ไปรับบุตรชายของตนเองเข้ามาเป็นข้าราชการ และในนี้เขาเขียนบอกว่าการกระทําของท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย ที่นั่งยิ้มอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ไม่เป็นธรรม แก่พวกข้าพเจ้า ทําให้พวกข้าพเจ้าขาดโอกาสในการเข้ารับบรรจุเป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญ ในตําแหน่งวิทยากรปฏิบัติการ หนังสือนี้จะมอบให้กับท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และให้กับท่านประธานรัฐสภาเพื่อดําเนินการต่อไป
สุดท้ายท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่ผมได้กราบหารือในที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ก็คือกรณีนายหวัง หงปิน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของประธานรัฐสภา คือนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ท่านประธานครับ ได้บังอาจทําตรารัฐสภาปลอม เรื่องนี้ท่านประธานครับ เสียหายระหว่างประเทศ และผมกราบเรียนท่านประธานว่าเขาเขียนบอกว่า ฝ่ายกิจการจีน ของประธานรัฐสภาประเทศไทย ท่านประธานครับ เรื่องนี้เสียหายมาก แม้กระทั่งกระทรวง การต่างประเทศยังได้ทําหนังสือสอบถามมาที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และได้ตอบ กลับไปว่า เป็นเท็จ
เดี๋ยวๆ คุณจิรายุมีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภาครับ ความจริงไม่อยากประท้วง พี่วัชระครับ แต่ว่าอารมณ์แกขุ่นมัวแต่เช้า เกรงว่าเดี๋ยวแกจะเครียดทั้งวัน จริง ๆ เรื่องแบบนี้ มันเป็นการกล่าวหากัน ท่านประธานครับ มันไม่ใช่การหารือครับ เพราะฉะนั้นผมว่าอย่างนี้ พี่วัชระน่าจะไปตั้งกระทู้ถามทั่วไป หรือกระทู้ถามสดน่าจะเหมาะกว่า และที่สําคัญคือกิน เวลาเพื่อนครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
โอเคครับ ท่านวัชระครับ จบได้แล้วครับ จบนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมว่าอะไรท่านจิรายุครับ เพราะว่าทําตามสั่ง ท่านประธานครับ นี่คือ ตรายางรัฐสภาปลอมครับ และผมกราบเรียนท่านประธานว่า นี่ครับ
ท่านวัชระครับ ด้วยความเคารพนะครับ ถ้าท่านจะยกภาพนี้ขึ้นมา ความจริงต้องขออนุญาตผมก่อน พอแล้ว นะครับ
ท่านประธานครับ นี่คือบัตรครับ บัตรของนายหวัง หงปิน ที่ออกโดยประธานกิตติมศักดิ์
ท่านวัชระพอแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้คือเรื่องจริง แล้วกระทรวง การต่างประเทศก็ทําหนังสือมา
เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วงครับ เพราะท่านใช้เวลา ๑. เกินด้วย ๒. ท่านเอาภาพขึ้นมา ท่านไม่ได้ขออนุญาตผมเลย เชิญท่านจิรายุครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับข้อ ๕ นะครับ ในการประชุมร่วมรัฐสภา ๑. พี่วัชระมาบอกผมสั่งได้ ไม่มีใครสั่งหรอกครับ แต่ว่าพี่วัชระไม่รู้ใครสั่งก็เรื่องของเขา แต่ว่า การประท้วงผมอยู่ในขอบเขตตามข้อบังคับ ๕ ท่านประธานครับ ๑. เป็นการหารือ นี่ท่าน กล่าวหาไปทั่วเลยอย่างนี้ มันก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ๒. ได้เอา เอกสารมาโชว์ (Show) แบบนี้ ได้ขออนุญาตท่านประธานหรือยัง ถ้าท่านประธานไม่บังคับ ผมว่าวันนี้ตลอดทั้งวันพี่เขาจะเครียดทั้งวันนะครับท่านประธาน
เอาละครับ อย่างนี้ครับ คือความจริงเราอนุญาตให้หารือก่อนประชุมนะครับ นี่ยังไม่ประชุมเลยนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านวัชระท่านใช้วิธีอื่น ก็คือไปตั้งกระทู้หรือว่ายื่นญัตติก็แล้วแต่นะครับ แต่ว่าการหารือนั้น ท่านพอแล้วครับ ท่านเกินเวลาไปเยอะแล้ว ท่านนั่งลงครับ
กราบเรียนท่านประธาน สั้น ๆ ครับ ก็คือว่าท่านประธานต้องให้สิทธิผมตามที่คุณจิรายุ ได้ประท้วงผม ท่านจิรายุบอกว่าให้ตั้งกรรมการสอบสวน ผมสนับสนุนข้อเสนอของ ท่านจิรายุครับ
เอาละ พอแล้ว ๆ พอแล้ว
ท่านประธานครับ เมื่อพาดพิงถึงผม ผมต้องมีสิทธิ
เอาอย่างนี้นะครับ ท่านวัชระ เพราะท่านไปพูดสิ่งที่เอกสารและภาพนั้นท่านยังไม่ขออนุญาตผม และเลยเวลา หารือไป ๒ นาที เกินไป ๑ นาที ๒๘ วินาทีแล้วนะครับท่านวัชระ มันเกินจริง ๆ นะครับ เอาอย่างนี้ท่านพูดให้จบภายในอีก ๒ วินาทีได้ไหมครับ
ได้ครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ จึงสรุปว่านายหวัง หงปิน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของประธานรัฐสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นี้ได้กระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ผมจึงขอให้ตั้ง กรรมการสอบสวนตามข้อเสนอของท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ขอขอบคุณท่านจิรายุเป็นอย่างยิ่ง
เกินไป ๑ นาที ๔๒ วินาที ไม่เป็นไรครับ ท่านสุนทรีครับ ท่านสุนทรีแล้วต่อด้วยท่านเรวัตนะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบขอบคุณท่าน ที่วันนี้ให้โอกาสในการหารือค่ะ
เรื่องแรกที่อยากจะขอหารือนะคะ ก็คือดิฉันเองได้รับการร้องเรียนมาจาก ท่านกํานันตําบลส้มป่อยค่ะว่าตอนนี้น้ําที่เข้าท่วมที่ตําบลส้มป่อย ก็แน่นอนค่ะว่าท่วมมา ๑ เดือนก็ต้องลดแล้วนะคะท่านประธาน แต่ว่าตอนนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือมีถนนหนทาง ในหลายหมู่บ้านในตําบลส้มป่อยทั้ง ๑๔ หมู่บ้านได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก และที่สําคัญค่ะคันดินที่กั้นตลิ่งริมน้ําชี แล้วก็ลําน้ําห้วยส้มป่อยมีการทรุดตัวลง ซึ่งคันดิน ตรงนี้ค่ะท่านประธาน ชาวบ้านที่เป็นพี่น้องประชาชนต้องใช้สัญจรไปมาค่ะ ปัจจุบันนี้ มีการทรุดตัวพังลงไปต่ํากว่าระดับเดิมเกือบ ๆ ๒ เมตรค่ะ ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไป ยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คือกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ช่วยดูแลแก้ไขเรื่องตลิ่ง คันดินที่ทรุดตัว แล้วก็เรื่องถนนหนทางที่ได้รับความเสียหายด้วยค่ะ เนื่องจากพี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อนมาก ๆ นะคะ
เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานนะคะ ดิฉันเองได้รับการ บอกกล่าวจากพี่น้องชาวบ้านหนองแขม ตําบลตาเนิน จากการที่ดิฉันได้มีโอกาสลงไป เยี่ยมเยียนในช่วงที่น้ําท่วมนะคะ เขาร้องเรียนกับดิฉันมาว่า ถามดิฉันเลยนะคะท่านประธาน ว่าเห็นน้ําที่ท่วมอยู่หรือเปล่า ดิฉันก็บอกว่าเห็น พี่น้องเขาบอกว่าตรงนี้น่าเสียดายมาก เนื่องจากว่าแหล่งน้ําที่อยู่ในบ้านหนองแขมที่ตําบลตาเนิน อําเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ นี้ค่ะท่านประธาน มีแหล่งน้ําขนาดใหญ่ในหมู่บ้าน มีเนื้อที่ประมาณ ๑๘๐ ไร่ค่ะ แต่ปัจจุบันนี้ ไม่สามารถที่จะเรียกว่ากักเก็บน้ําได้ค่ะ เนื่องจากว่ามีความตื้นเขิน น้ํามาก็เข้าท่วมบ้านเรือน ประชาชนทั้งหมด ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กรมชลประทานหรือว่าจะเป็นกรมทรัพยากรน้ํานะคะ ให้ช่วยดูแลในการแก้ไขปัญหา ให้พี่น้องประชาชน โดยการจัดสรรงบประมาณในการขุดลอกแหล่งน้ําขนาดใหญ่ประจําบ้าน หนองแขม ตําบลตาเนิน อําเภอเนินสง่า ให้กับพี่น้องด้วยค่ะ เนื่องจากว่าเขาจะได้ใช้กักเก็บ น้ําได้ในหน้าน้ํา แล้วก็จะได้มีน้ําไว้ใช้ในหน้าที่ต้องทําการเกษตรค่ะ ก็รบกวนท่านประธาน ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านเรวัตครับ ต่อด้วย ท่านสหรัฐนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมหารืออยู่ ๒ เรื่องครับ
เรื่องแรก สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือขณะนี้จังหวัดภูเก็ตได้มีนายทุนเข้ามาบุกรุก ที่ดินของรัฐ เช่น ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินอุทยานแห่งชาติ และที่ดินที่เป็นพื้นที่ ของป่าโกงกาง ทั้ง ๓ ที่ดินที่เป็นของรัฐ โดยนายทุนเหล่านี้จะให้พี่น้องประชาชนเข้ามาอยู่ ในพื้นที่ แล้วหลังจากนั้นก็ใช้วิธีขายต่อ และในบางครั้งถึงไม่มีพี่น้องประชาชน เข้ามาอยู่ก็ตัวเองก็ไปเอา ส.ค. ๑ บิน เข้ามาออกในที่ดินของรัฐ ผมเองจึงให้ท่านประธาน ทําหนังสือถึงผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วนนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องน้ําท่วมซ้ําซากที่ป่าตอง เหตุผลที่น้ําท่วมซ้ําซากก็เพราะว่า ๑. อาจจะมีผู้ถมที่คลอง มีผู้บุกรุกในที่ลําราง แล้วก็ ๒. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคน ไปเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนที่มาสร้างอาคารโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่ลําคลองนะครับ ทําให้ป่าตองน้ําท่วมซ้ําซากครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสหรัฐครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้รับ การร้องเรียนจากประชาชนตําบลปากน้ํา ตําบลเดิมบาง ตําบลเขาพระ และตําบลยางนอน อําเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ร้องเรียนมาว่าในขณะนี้เขายังไม่ได้เงิน เขาขาย ข้าวไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ท่านประธานครับ ยังไม่ได้เงินที่จะไปลงทุนในสมัยหน้า เกี่ยวกับการ ปลูกข้าว ท่านประธานครับ เขาขายไปเขาก็ติดตามมาตลอด แต่ปรากฏว่าได้รับคําตอบว่า ยังไม่มีเงินมาให้ จึงฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้ช่วยแก้ไขปัญหา เรื่องการยังไม่ได้รับเงินการขายข้าวด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเช้าได้คุยกับท่าน ส.ส. หลายท่าน จะเป็น ส.ส. วันชัย ส.ส. ธนิก ส.ส. ดอกเตอร์สุรสาล แล้วก็ตัวกระผมเองก็คุยกันว่าในชั่วโมง เร่งด่วนของกรุงเทพมหานคร รถไฟ ท่านประธานครับ รถไฟนี่เป็นปัญหามาก พวกเรา จะเดินทางไปไหนมาไหน ประชาชนก็บอกว่าชั่วโมงเร่งด่วน รถไฟอย่าเพิ่งเข้ากรุงเทพฯ ได้ ไหม ก่อนจะเข้ากรุงเทพฯ ประมาณสักหกโมงเช้าหรือ ๓ โมงไปแล้ว ค่อยเข้ามาได้ไหม เพราะว่ารถไฟนี้มีปัญหาที่สุด เพราะฉะนั้นฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานของการ รถไฟให้แก้ไขปรับการเดินขบวนรถไฟได้ไหมครับ นี่เรื่องที่ ๒
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมใช้ถนนสายพหลโยธิน ก่อนจะถึงตลาดไท บริเวณก่อนจะถึงตลาดไท ท่านประธานครับ บริเวณแถวนั้นจะมีถนนคู่ขนาน เส้นสายหลัก ท่านประธานครับ จะมีสายหลัก เขาห้ามสายหลักออก แต่ปรากฏว่าสายหลักออกมาคู่ขนาน และชนกันเป็นประจําก่อนจะถึงตลาดไท เพราะฉะนั้นฝากไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้ช่วย กวดขันเรื่องรถออกจากถนนสายหลักเข้าสู่สายคู่ขนานให้แก้ไขและจับกุมด้วยครับ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวผมให้ทาง ส.ส. ร่วมรัฐบาล ๓ ท่านนะครับ แล้วไปที่ท่านจุฤทธิ์ เพราะว่าเขาเหลือ ๑๔ คน ทางนี้เหลือ ๒ คน ได้ไหมครับ ไม่ต้องสลับแล้วครับ ไม่เป็นไร อย่างนั้นเดี๋ยวพอเสร็จท่านสหรัฐแล้วก็ท่านจุฤทธิ์เลย แล้วก็ท่านก็กลับมาที่ท่านมนพรนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ จากจังหวัดพังงา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องที่อยากหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ
เรื่องแรกก็คือว่า เรื่องที่กระผมใคร่จะหารือแล้วก็เรื่องต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิก ได้หารือไปแล้ว อยากให้ท่านประธานทําหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรีครับ ในฐานะหัวหน้า ฝ่ายบริหาร เพราะมิฉะนั้นเรื่องที่พวกเราหารือทั้งหมดนี้ครับ จะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ เพราะหลายเรื่องผมเกรงว่าท่านประธานจะส่งเรื่องไปยังท้องถิ่นในจังหวัดอีก เช่น เรื่องที่ กระผมหารือต่อไปนี้ คือเรื่องการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ถ้าท่านส่งเรื่องไปยังป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพังงาก็ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติอีก เพราะว่าผมได้ทําเรื่อง ดังกล่าวไปยังป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหลายครั้งแล้ว เลยอยากให้ท่านทําเรื่องไปยัง นายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ เมื่อเดือนสิงหาคมได้เกิดอุทกภัยที่จังหวัดพังงา ที่ตําบล ลําแก่น มีผู้เสียชีวิต ๑ คน แล้วก็ราษฎรได้รับความเดือดร้อนหลายท่านหลายครอบครัว ประเด็นก็คือมีดินสไลด์ (Slide) จากภูเขาลงมา ทําให้พืชสวนการเกษตรเสียหายหลายไร่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงบัดนี้ ปรากฏว่าไม่มีหน่วยงานของรัฐเข้าไปดูแลเลย มีการนําเรื่อง จากชาวบ้านเข้าไปสู่อําเภอ จังหวัด ๒ รอบแล้วครับ ไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ได้รับเงินเยียวยา เลยแม้แต่บาทเดียว มีเฉพาะเงินของส่วนของท้องถิ่นครับ คือเทศบาลตําบลลําแก่น ให้ไป รายละ ๕,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นเลยอยากให้ท่านประธานส่งเรื่องไปยังนายกรัฐมนตรี ให้สั่งการเป็นการด่วน เพราะว่าจนบัดนี้นอกจากไม่ได้เงินค่าดินสไลด์ที่ทําลายพืชผล การเกษตรแล้ว วันนี้เรื่องลงทะเบียน เรื่องยางพารา ที่จะต้องได้รายละไร่ละ ๒,๕๒๐ บาท ก็ปรากฏว่าไม่ได้รับเงินอีก เพราะว่าพื้นที่การเกษตรได้เสียหายไปแล้ว ทําให้เสียสิทธิ ทั้ง ๒ ส่วน เลยอยากกราบเรียนท่านประธานสภาให้ส่งเรื่องไปยังท่านนายกรัฐมนตรี โดยเร่งด่วนเพื่อให้แก้ไขปัญหาดังกล่าว ขอบพระคุณครับ
ท่านมนพรครับ เสร็จแล้ว ท่านวิรัตน์นะครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ในเขตพื้นที่อําเภอโพนสวรรค์ ในเรื่องของการใช้เส้นทางสัญจรไปมาในเส้นทาง ๒๐๓๒ และเส้นทาง ๒๐๓๔ เนื่องจากช่วงขณะนี้เป็นฤดูที่พี่น้องประชาชนจะต้องเก็บเกี่ยว ถนนเส้นทางดังกล่าว ทางหลวงชนบทอ้างว่าก่อนสิ้นปีงบประมาณไม่มีงบประมาณที่จะไปซื้อ หินคลุกหรือว่าลูกรังมาซ่อมแซมแต่ขณะนี้ถนนชํารุดมาก ฉะนั้นจึงกราบเรียนท่านประธาน ไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดการ แล้วก็ซ่อมแซมให้พี่น้องประชาชนต่อไปค่ะ
เรื่องที่ ๒ จากการที่รัฐบาลได้ดําเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรสวนยาง ในการลงทะเบียน แต่ขณะนี้เนื่องจากได้มีคําสั่งให้ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลได้เป็น ประธานในการตรวจสอบแปลงยาง ดิฉันเห็นว่าการที่จะแต่งตั้งปลัดองค์การบริหาร ส่วนตําบล ซึ่งเขามีหน้าที่ประจําที่ต้องอยู่แล้ว ถ้าในทางที่ดีก็ควรจะใช้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นหรือไม่ก็กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้ามาร่วมกันตรวจสอบแปลงยาง ขณะนี้จะมี การตรวจสอบแปลงยางไปอีก ๑๕ วัน ถึงจะมีการจ่ายเงินค่ะท่านประธาน เดี๋ยวจะเกรงว่า พี่น้องประชาชนจะเข้าใจผิด เมื่อตรวจสอบแปลงยางแล้วรัฐบาลถึงจะโอนเงินเข้าบัญชีให้กับ เกษตรกรสวนยางพารา เกษตรกรสวนยางพาราชาวอีสานพึ่งพอใจที่รัฐบาลได้ช่วยเหลือ เกษตรกรในราคาไร่ละ ๒,๕๒๐ บาท เป็นอย่างยิ่งค่ะ
เรื่องที่ ๓ เนื่องจากจังหวัดนครพนมจะมีงานประเพณีไหลเรือไฟตั้งแต่ วันที่ ๑๒ ถึงวันที่ ๒๐ นี้ดิฉันจึงเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยไปเที่ยวจังหวัดนครพนม ในงานประเพณีไหลเรือไฟอันยิ่งใหญ่ โดยในวันที่ ๑๙ พี่น้องชาวจังหวัดนครพนมได้มี ความพึงพอใจที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ให้เกียรติกับพี่น้องคนนครพนม ในการที่จะไปเป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีไหลเรือไฟ แล้วก็ประชุมกลุ่มยุทธศาสตร์ ในกลุ่มอีสานเหนือ ตอนบน ดิฉันต้องขอบคุณค่ะท่านประธาน
ท่านวิรัตน์ เชิญครับ ต่อด้วย ท่านลีลาวดีนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
เรื่องที่ ๑ วันนี้ผมมีเรื่องที่จะแจ้งต่อท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงนะครับ อยากให้ได้สํารวจออกแบบโครงการก่อสร้างถนนพระร่วง ที่เป็นถนนประวัติศาสตร์เชื่อมโยงอุทยานประวัติศาสตร์จังหวัดกําแพงเพชร เชื่อมโยงมาที่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย แล้วต่อไปที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ซึ่งถนนดังกล่าวนี้ ได้มีการหารือต่อท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมทางหลวง มาหลายครั้งแล้ว ก็ทราบว่าจะดําเนินการ ผมได้ดูในการจัดสรรงบประมาณยังไม่มี ก็อยากจะติดตามในเรื่องนี้ เนื่องจากว่าโครงการพัฒนาการคมนาคมของทางรัฐบาลเองก็จะ มีรถไฟความเร็วสูงผ่านไปยังอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเช่นกันนะครับ
เรื่องที่ ๒ ขอติดตามเรื่องการก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ บริเวณสามแยกบ้านวังวน หมู่ที่ ๗ ตําบลเมืองเก่า อําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ซึ่งผมได้หารือ ต่อสภาผู้แทนราษฎรมาครั้งหนึ่งเช่นกันนะครับ ก็ผ่านไปยังกระทรวงวัฒนธรรม ทราบว่าได้ ตั้งงบประมาณแล้ว พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสุโขทัยรออยู่ เนื่องจากโครงการนี้สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้กรุณาได้ไปวางศิลาฤกษ์ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ จนบัดนี้ยังไม่มีการก่อสร้าง ทราบว่าที่จะดําเนินการในเร็ว ๆ นี้ก็ขอติดตามเรื่องนี้ด้วยนะครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ท่านลีลาวดีครับ ผมอนุญาต ให้ใช้ภาพประกอบนะครับ แล้วก็ต่อด้วยท่านไพบูลย์ ซําศิริพงษ์
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดุสิต-ราชเทวี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉัน ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสดิฉันได้หารือถึงเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชน
เรื่องแรก ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนในเขตดุสิต ท่านรุ่งทิพย์ นิศานต์ ได้แจ้งมาบอกว่าอยู่ในชุมชนซอยสามเสน ๑๗ ขออนุญาตนําเสนอภาพให้ดูด้วย นะคะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการฉายคลิปภาพ)
บอกว่าในซอยนี้ในตอนกลางคืนเปลี่ยวมาก เพราะว่าไฟฟ้าแสงจันทร์มีน้อยจุด แล้วก็บางจุด ที่มีในตัวไฟก็จะมีแมลงเข้าไปอยู่ทําให้ตอนกลางคืนนั้นเดินเข้ามาในซอยจะเปลี่ยว แล้วก็ ทําให้มีเหตุฉกชิงวิ่งลาวกันบริเวณในซอยหลายครั้ง แล้วก็อีก ๑ ท่านก็แจงมาบอกว่าอยู่ตรง ป้ายรถเมล์ซอยระนอง ๒ ในเขตดุสิตเหมือนกัน ทั้ง ๒ ฝั่งเลยนั้นหลัง ๒ ทุ่มไปแล้วจะเปลี่ยว นะคะ
เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากคุณสุมิตรา วุฒิวารี ท่านเป็นประธาน ชุมชนริมทางรถไฟมักกะสัน แจ้งมาบอกว่าบริเวณทางเข้าออกของชุมชน ซึ่งอยู่บริเวณนิคม รถไฟมักกะสันซึ่งเป็นพื้นที่ของการรถไฟนี้นะคะ ถนนที่เข้าออกนั้นชํารุดทรุดโทรมมาก เวลาฝนตกก็เป็นแอ่งน้ํา แล้วการเดินไปมาก็ลําบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาพระมาบิณฑบาต ตอนเช้า ๆ ก็จะเดินย่ําน้ํา ดิฉันไปดูแล้วก็พบว่าเป็นจริงอย่างที่เห็นในภาพนะคะ จึงอยากจะ ฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โปรดประสานหางบประมาณมาช่วยดูแลด้วย นะคะ
อีก ๑ เรื่องนะคะ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากคุณบุญช่วง วิเศษลา ท่านแจ้งมา บอกว่ากองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน ท่านนั้นได้ส่งเงินสมทบทุนไปทุกเดือน ตั้งแต่ เดือนมกราคมปีนี้จนถึงเดือนมิถุนายน แต่ปรากฏว่ามีหนังสือแจ้งยอดมาบอกว่าส่งเพียงแค่ ๒ เดือนเท่านั้นเอง เมื่อโทรศัพท์ไปสอบถามก็พบว่าได้รับการแจ้งว่าจํานวนของผู้ที่เป็น ข้าราชการที่ดูแลเรื่องนี้มีน้อย ทําให้เกิดข้อบกพร่องได้ ซึ่งตอนที่จะให้ส่งนั้นก็เร่งรัดบอกให้ รีบส่ง แต่พอส่งไปแล้วก็พบว่าเกิดเหตุขัดข้องดังกล่าว ก็ทําให้เพื่อน ๆ ครูที่ส่งเงิน ในสงเคราะห์ครูเอกชนนั้น มีความกังวลว่าเงินที่ส่งไปนั้นจะได้ครบหรือไม่ อย่างไร ก็อยากจะ ฝากท่านประธานไปถึงหน่วยงานนี้ได้โปรดช่วยลงมาตรวจสอบด้วยว่าระบบการเงิน หรือเจ้าหน้าที่นั้นมีเพียงพอหรือไม่อย่างไร ขอบคุณมากค่ะ
ท่านไพบูลย์ ซําศิริพงษ์ และท่านอาจารย์อนุรักษ์ บุญศล เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพบูลย์ ซําศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปทุมธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องชาวนามากมายครับ บอกว่า การลงทะเบียนปลูกข้าวในรอบนี้ ซึ่งทางหน่วยงานของรัฐระบุว่าจะต้องกรอกใบสมัครในการ ลงทะเบียน โดยลงเลขที่โฉนดในการที่จะปลูกข้าวนั้นด้วย แต่ผู้เช่า ชาวนาที่เป็นผู้เช่าที่ทํากินนั้น เวลาไปขอจากผู้ให้เช่าคือเจ้าของที่นั้น ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของที่มักจะไม่ยอมให้เลขที่โฉนด เพราะไม่ทราบว่าผู้เช่าคือชาวนาจะเอาไปทําอะไร จึงทําให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้อง เกษตรกรชาวนาในฐานะผู้เช่า ไม่สามารถที่จะได้เลขโฉนดมากรอกในการลงทะเบียนชาวนา ขึ้นทะเบียนชาวนาได้ โดยส่วนใหญ่แล้วเจ้าของที่มักจะไม่อยากจะยุ่งด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การให้โฉนดหรือถ่ายเอกสารโฉนดให้ จึงเป็นผลให้พี่น้องเกษตรกรชาวนาขึ้นทะเบียน ไม่สําเร็จ ก็ได้ร้องเรียนมาเป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นกระผมอยากจะกราบเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าพอจะมีหนทางใดหรือหาวิธีใดที่จะแก้ไขในเรื่อง ของเลขที่โฉนดนี้ โดยใช้วิธีอื่นได้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่ออํานวยความสะดวกให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวนา จะได้ขึ้นทะเบียนการปลูกข้าวได้สําเร็จ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านอนุรักษ์ บุญศล แล้วก็ ท่านเกียรติศักดิ์ต่อเลยครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึง อธิบดีกรมทรัพยากรน้ําบาดาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ขอให้ขุดเจาะบ่อบาดาลเพื่อการเกษตรนอกเขตชลประทาน ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับ เรื่องร้องเรียนจากนายสุนทร ลีลาศ ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองชาดทรายทอง หมู่ที่ ๒๓ ตําบลสว่างแดนดิน อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ถึงความเดือดร้อนของราษฎรที่เป็น เกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวนชาวไร่ที่ทําการเกษตร ราษฎรที่ได้ยื่นรายชื่อต่อดิฉัน ทั้งหมดนี้ ซึ่งนอกจากรายชื่อแล้ว มีสําเนาทะเบียนบ้าน มีสําเนาบัตรประชาชน และสําเนา โฉนดที่ดินที่ทํากิน เพื่อที่จะยื่นให้กับท่านประธานต่อไป นี่คือสิ่งที่เขาพอจะมีอยู่ที่จะแสดง ต่อท่านประธานผ่านไปถึงอธิบดีกรมทรัพยากรน้ําบาดาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงการแสดงเจตนารมณ์ที่ต้องการบ่อบาดาล เพื่อการเกษตร ๓๓ ครัวเรือนค่ะท่านประธาน ๓๓ ครัวเรือน แล้วก็มีทั้งหมด ทั้งสําเนาบัตร ประชาชน สําเนาทะเบียนบ้าน สําเนาโฉนดที่ดิน นั่นคือความต้องการค่ะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ ต้องบอกว่าอําเภอสว่างแดนดิน โดยเฉพาะบ้านหนองชาดทรายทองนี้ หมู่ที่ ๒๓ นั้น ต้องบอกว่าแล้งมาก และจะแล้งต่อไปอีก ๗ เดือน นั่นคือภาคอีสานนะคะ นอกเขต ชลประทานทั้งหมดนั้น ต้องการน้ําบาดาลเพื่อการเกษตร ที่จะปลูกพืชระยะสั้นในช่วงฤดูแล้งนี้ พอที่จะเลี้ยงดูครอบครัว ขอให้ขุดเจาะบ่อบาดาลเพื่อการเกษตรเป็นพิเศษเพื่อคนพิเศษ คือเกษตรกร ขอบพระคุณค่ะ
ท่านเกียติศักดิ์ ส่องแสง ต่อด้วยท่านเทียบจุฑานะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้ง ที่ ๕ อําเภอลําลูกกา จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ วันนี้ผมมีเรื่องที่จะมาหารือท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องไฟส่องสว่าง ตามถนนเส้นทางต่าง ๆ ในจังหวัดปทุมธานี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอําเภอลําลูกกานะครับ เส้นทางหลัก ๆ ที่มีปัญหาเรื่องไฟส่องสว่างในตอนกลางคืนนั้น ก็คือถนนพหลโยธิน ถนนหมายเลข ๑ บริเวณหน้าตลาดสี่มุมเมือง หน้าเซียร์รังสิตนะครับ และเส้นทางที่ ๒ ก็คือบนถนนพระองค์เจ้าสาย คลอง ๔ อันนั้นเป็นของทางหลวงชนบท ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ไฟส่องสว่างในพื้นที่อําเภอลําลูกกาและบนถนนเส้นทางต่าง ๆ เหล่านี้ มีปัญหาหลังจากถูกน้ําท่วมใหญ่ ปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมานั้น ผมได้แจ้งไปยังทางหลวงชนบท แล้วก็กรมทางหลวงแผ่นดินให้ไปตรวจสอบแล้วก็ดูแลไฟส่องสว่าง เมื่อไปตรวจสอบ และไปดูแลแล้วก็ได้ส่งช่างไปนะครับ ๒-๓ วันมาไฟทั้งหมดก็ดับอีกนะครับ จนตราบเท่า ทุกวันนี้บนเส้นทางดังกล่าวนั้นไฟก็ยังดับมืดสนิทนะครับ พี่น้องชาวอําเภอลําลูกกานั้น ก็ใช้ชีวิตเหมือนกับพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครนะครับ นั่นก็คือไปทํางานบริษัท ทํางาน ห้างสรรพสินค้า ๓ ทุ่ม สี่ทุ่มครึ่ง เลิกงานกลับมานี้ผู้คนจะพลุกพล่านมากครับท่าน ประธานสภาที่เคารพ เพราะนั่นจึงกราบเรียนหารือมายังทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดปทุมธานี ได้ไปตรวจสอบแล้วก็ตั้งงบประมาณดูแลไฟฟ้าทั้ง ระบบ เนื่องจากว่าอาจจะต้องมีปัญหาใหญ่นะครับ ตั้งแต่น้ําท่วมมาแล้วจะต้องตรวจเช็ก (Check) ให้ละเอียดครับท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ จึงขอหารือมาด้วยความเคารพ ขอ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านเทียบจุฑา แล้วต่อด้วย ท่านนิยม วรปัญญา นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเทียบจุฑา ขาวขํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานีในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันขอหารือกับท่านประธาน เกี่ยวกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนะคะ เรื่องขอให้ออกเอกสารสิทธิในที่ทํากิน กับราษฎร ท่านประธานคะ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากราษฎรบ้านน้ําโสม ตําบลน้ําโสม แล้วก็บ้านโสมเยี่ยม ตําบลโสมเยี่ยม บ้านม่วง ตําบลโสมเยี่ยม อําเภอน้ําโสม ราษฎรในกลุ่มนี้ เขาร้องเรียนดิฉันมาว่าไม่ได้รับเอกสารสิทธิ เนื่องจากเขาตั้งบ้านเรือนแล้วก็ทํามาหากิน ในสถานที่แห่งนี้มานานแล้ว สมัยตั้งแต่คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายแล้วนะคะ ผู้ที่ร้องเรียน กับดิฉันมานี้ก็เป็นรุ่นลูกรุ่นหลานก็ยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิเลยนะคะท่านประธาน ท่านประธานคะ ถ้าเขาได้รับเอกสารสิทธิเขาก็สามารถไปทําประโยชน์ได้ เขาก็สามารถ สร้าง แปลงสินทรัพย์เป็นทุนได้นะคะ เอกสารสิทธิอันนี้เป็นประโยชน์กับเขามาก สามารถ เอาเอกสารสิทธิอันนี้ไปหาแหล่งเงินทุน เงินกู้ดอกเบี้ยต่ําเพื่อมาสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับครอบครัว ดิฉันคิดว่าเป็นการแก้ปัญหา เป็นการสร้างคุณภาพชีวิต ในครอบครัวให้ดีขึ้นนะคะ ฉะนั้นดิฉันก็ขอฝากกับท่านประธานประสานหรือผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ดิฉันต้องขอให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยเข้าไปดูแลในเรื่องของการออกเอกสารสิทธิอย่างเร่งด่วนด้วยค่ะ ท่านประธาน กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านสมาชิกครับ ผมปิดรับ การหารือนะครับ ผมจะเคลียร์ (Clear) ในอีก ๑๐ คนนี้ให้หมดนะครับ ขอเคลียร์ให้หมด ท่านนิยม เสร็จแล้วท่านชูวิทย์นะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายนิยม วรปัญญา ส.ส. จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย
ข้อ ๑ ผมได้รับการร้องเรียนจากราษฎรจํานวนมากครับ ท่านประธานครับ ขอให้หารือความเดือดร้อนให้ท่านประธานช่วยสงเคราะห์ผ่านไปยังรัฐบาล แล้วก็มีหนังสือ ด้วยครับ จะได้มอบให้กับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่อําเภอชัยบาดาล จังหวัด ลพบุรี แล้วก็อําเภอในจังหวัดลพบุรีทั้งหมด ๑๑ อําเภอนี้ถูกภัยพิบัติน้ําท่วมทุกอําเภอครับ ท่านประธาน ก็จะขอความช่วยเหลือในเรื่องถนนชํารุด อ่างเก็บน้ําชํารุด แล้วก็ฝาย แล้วก็ พืชผลที่เสียหายนะครับ ขอให้เร่งสํารวจ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสํารวจเพื่อช่วยเหลือต่อไป
ข้อ ๒ ถนนของกรมทางหลวงมีอยู่ ๓๐ แห่งที่ถูกน้ําท่วม แล้วก็ไหล่ถนนชํารุด แล้วก็น้ําท่วมจนไม่สามารถผ่านได้เลยในฤดูน้ําท่วม มีทั้งหมด ๓๐ แห่งครับ ของกรมทางหลวง นี่ก็มีแขวงการทางที่ ๑ และแขวงการทางที่ ๒ ของจังหวัดลพบุรีครับ
ข้อ ๓ ทางหลวงชนบท ๓๐ แห่งครับท่านประธาน ก็เช่นเดียวกันจะต้อง มีการสํารวจ บางแห่งก็ต้องยกให้พ้นน้ําเพื่อใช้การได้ถาวรต่อไปครับ
ข้อ ๔ ขอให้ทางหลวงของ อบต. อบจ. แล้วก็เมื่อก่อนมันมีของกรมโยธาธิการด้วย รพช. เดิมอีกจํานวน ๕๐ แห่ง ก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสํารวจออกแบบ ตอนนี้ถนน ของ อบต. ที่รับมอบมาจากทางหลวง รพช. นั้น รู้สึกจะไม่มีงบประมาณเลยครับ แล้วก็ไม่มี ผู้ชํานาญการเลย
ข้อ ๕ ขอให้ขุดลอกแม่น้ําลําคลอง จํานวน ๙ แห่งครับ อันนี้ก็ขอให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ํา และก็กรมทางหลวงแผ่นดิน
ข้อ ๖ ไฟฟ้าที่ทําจาก
พี่นิยมครับ พอก่อนไหมครับ
ครับ ขอส่งเป็น หนังสือนะครับท่านประธาน
ครับ
ไฟฟ้านี้ ทําจากพวกโซล่าเซลล์ (Solar Cell)
เชิญครับ เชิญจบให้เร็ว ๆ ครับ
และมูลสัตว์ และพลังน้ํา พลังลมนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
แล้วก็อีกข้อหนึ่งก็คือ เรื่องที่ดินที่ราษฎรครอบครองทําประโยชน์มาก่อนนี้ ยังไม่ได้ออกโฉนดอีกจํานวนนับเป็นหมื่นรายที่จังหวัดลพบุรี ขอให้ช่วยตั้งสนามเดินสํารวจ ให้ด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ครับ ท่านชูวิทย์ แล้วก็ ท่านธีรรัตน์นะครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๗ อุบลราชธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้มีเรื่องที่จะปรึกษาหารือท่านประธานอยู่ ๒-๓ เรื่องนะครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือกรมทางหลวง ซึ่งขณะนี้พายุดีเปรสชั่นก็ผ่านไป ลูกใหม่กําลังมา ถนนสายอุบลราชธานี-ตระการ ซึ่งเป็นหลุมเยอะมากเกิดปัญหาจราจร แล้วก็สายตระการ-ศรีเมืองใหม่ สายศรีเมืองใหม่-โขงเจียม สายศรีเมืองใหม่-นาโพธิ์กลาง ช่วงบ้านไร่ ซึ่งถนนพัง แต่ช่วง สายศรีเมืองใหม่-โขงเจียมนี้ ช่วงบ้านแก้งกอกถึงบ้านดอนใหญ่ ขณะนี้แขวงการทางก็ได้ไปอุดรู จากหลุมขนมครกที่กําลังจะขยายเป็นกะละมัง ได้อุดเรียบร้อยแล้ว แล้วก็เป็นการแก้ปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชนนะครับ
เรื่องที่ ๒ การพัฒนาด่านช่องเม็ก ซึ่งขณะนี้ประเทศลาวได้พัฒนาด่านช่องเม็ก บริเวณวังเต่านี้เป็นงบประมาณหลายร้อยล้านบาท แต่ในขณะเดียวกันช่องเม็ก เขตจังหวัด อุบลราชธานีเรายังมีปัญหาอีกหลายด้านในการย้ายด่านศุลกากรหรือปรับปรุงพื้นที่ อยากจะ ให้รัฐบาลมีแนวนโยบายทําเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ พร้อมรับอาเซียนนะครับ
เรื่องสุดท้ายครับ ในขณะนี้ที่รัฐบาลได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้กับ เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา วันนี้มีพี่น้องหลายคนมาถามผมว่าทําไมต้องให้สําหรับ ผู้ที่กรีดยางได้ ผมก็เลยถามยายว่ายายอายุเท่าไร ยายบอกว่าอายุ ๕๙ ปี ๑๑ เดือน ผมก็ถาม ว่ายายได้รับเงินผู้สูงอายุหรือยัง ยายก็บอกว่ายังไม่ได้ นี่ละเหมือนกัน ใครที่ ๖๐ ปีก็จะได้รับ เงินผู้สูงอายุ ใครที่กรีดยางได้แล้วก็จะได้รับเงินค่ากรีดยาง แต่ใครที่ยังไม่ได้กรีดยาง รัฐบาล ก็ยังไม่ได้ช่วย แต่ว่าอยากจะฝากถึงรัฐบาลครับว่าวันนี้ผู้ที่ปลูกยางพาราที่มีเอกสารสิทธิ ให้ เขาเถอะครับ แต่เหลืออีกครับมีน้องเราที่ไม่มีเอกสารสิทธิ มี ภบ.ท. ๕ มี ส.ป.ก. มีที่ที่ปลูก ตามป่า ที่บุกรุกป่าเสื่อมโทรม ก็อยากจะให้รัฐบาลได้ดูแลพี่น้องประชาชนที่ปลูกยางพารา ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ให้เขาได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลด้วย ไร่ละ ๒,๕๒๐ บาทเหมือนกับ พี่ ๆ ที่มีเอกสารสิทธิ ขอบพระคุณครับ
ดอกเตอร์ธีรรัตน์ เสร็จแล้ว ไปดอกเตอร์ประกอบนะครับ แล้วก็กลับมาที่ท่านพิษณุ แล้วก็ท่านสนธยานะครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการหารือปัญหา ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน
ในเรื่องแรกนี้ดิฉันขอประสานไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์นะคะ ได้โปรดร่วมมือกับทางการเคหะแห่งชาติได้ร่วมเข้าไปพัฒนาพื้นที่ บ้านเอื้ออาทรในเคหะร่มเกล้าลาดกระบัง รวมถึงบ้านเอื้ออาทรลาดกระบัง แล้วก็ บ้านเอื้ออาทรทับยาว ซึ่งทั้ง ๓ บ้านเอื้ออาทรนี้อยู่ในเขตลาดกระบังค่ะ แล้วในนั้น มีพี่น้องประชาชนเป็นจํานวนมากอาศัยอยู่ โดยสิ่งที่ดิฉันอยากที่จะให้เข้าไปพัฒนา นั่นก็คือ ในเรื่องของศูนย์เด็กเล็ก ตอนนี้มีประชากรเกิดขึ้นมากมายนะคะ แล้วก็มีเด็ก ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ เพียงแต่ว่ายังไม่มีศูนย์ที่จะไปรองรับการดูแลที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องไปทํางาน เด็กพวกนี้ อาจจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่สมบูรณ์ ดิฉันจึงอยากที่จะให้กระทรวงได้เข้าไปวางแผน สร้างศูนย์เด็กเล็กที่มีมาตรฐานเพื่อที่จะให้เด็ก ๆ เหล่านั้นเกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ดีค่ะ
อีกเรื่องหนึ่ง ยังอยู่ในเคหะร่มเกล้าบ้านเอื้ออาทรอยู่ เนื่องจากเรามีตึกสูง มากมาย แต่ว่าพื้นที่เรามีจํากัด ฉะนั้นแล้วปัญหาเรื่องของการจอดรถที่ไม่พอเพียง ดิฉันขอยกตัวอย่าง เช่น บ้านเอื้ออาทรเคหะร่มเกล้าลาดกระบัง ในนั้นมีรถจํานวนมาก แต่ว่าที่จอดรถไม่เพียงพอ ดิฉันได้ลงพื้นที่ไปพบปะพี่น้อง พี่น้องก็ได้เสนอความคิดเห็นมาว่า มันยังมีพื้นที่ว่างอยู่ เพียงแต่ว่าจะต้องออกนอกพื้นที่เคหะ นั่นก็คือบ้านเอื้ออาทร ตรงพื้นที่ ปลายนา ถ้าหากว่าทางการเคหะแห่งชาติได้ลงไปสํารวจพื้นที่ ดิฉันคิดว่าปัญหาเหล่านี้ จะได้รับการดูแล แล้วก็จะนําคุณภาพชีวิตที่ดีมาสู่พี่น้องประชาชนด้วยค่ะ
อีกเรื่องหนึ่งนะคะท่านประธานคะ นั่นก็คือการจัดระเบียบศูนย์คลังสินค้า ไอซีดี (ICD) หรือสถานีบรรจุแยกสินค้า ซึ่งเป็นการดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทย ดิฉันก็ ขอประสานไปยังกระทรวงคมนาคมได้โปรดลงพื้นที่มาดูแล เพราะว่าในบริเวณนั้น มีพี่น้องประชาชนอาศัยอยู่ด้วย แต่ว่าการจราจรยังเป็นไปด้วยความไม่เรียบร้อย ถ้าหากว่ามี ทางผู้ที่เกี่ยวข้องมาดูแล ดิฉันคิดว่าน่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างมาก ขอขอบพระคุณท่านประธานค่ะ
ดอกเตอร์ประกอบครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประกอบ จิรกิติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผม
ในการนําปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนํามาเรียนผ่านท่าน ประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการแก้ไขต่อไปจากการลงพบปะพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ กระผมได้รับฟังการสอบถามความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอยู่โดยสม่ําเสมอว่า เหตุใดประเทศไทยเราซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้รับ เกียรติจากประเทศต่าง ๆ ในการเป็นเจ้าภาพจัดงานในวันสําคัญของพระพุทธศาสนาโดย สม่ําเสมอ แต่เหตุใดประเทศไทยเราจึงไม่มีกฎหมายในการส่งเสริมและอุปถัมภ์ พระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับศาสนาอื่น ๆ กระผมและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคอื่น ๆ จึงได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติอุปถัมภ์และ ส่งเสริมพระพุทธศาสนา พ.ศ. .... ขึ้นมา โดยมีหลักการในการที่จะดึงการมีส่วนร่วมของพี่ น้องประชาชนเข้ามาเป็นส่วนสําคัญในการอุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา โดยได้ยื่น ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อสภาตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๔ และท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาเห็นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวเนื่องกับการเงิน จึงได้ส่งให้กับรัฐบาลเพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งรัฐบาล โดยสํานักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๔ ชี้แจงว่าได้ส่งให้กับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป จากการติดตามความคืบหน้าโดยในครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสํานักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติและสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้ามาชี้แจงในคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม หน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้าร่วมประชุมในวันนั้นก็ได้ตอบชี้แจงยืนยันกันว่า ไม่มีข้อขัดข้องสําหรับการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว กระผมจึงขออนุญาตนําเรียน ผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรี นิวัฒน์ธํารง ซึ่งกํากับดูแลอยู่ ได้โปรดเร่งรัดกรุณาดําเนินการให้มีการรับรองร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อพิจารณาเป็นกฎหมายต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านพิษณุครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดหนองบัวลําภู ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตหารือผ่านท่านประธานไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ครับ
หน่วยงานแรก ของกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงครับ อยากให้ขยาย ปรับปรุงถนนในย่านชุมชนกุดดู่ ตําบลกุดดู่ อําเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลําภู ซึ่งเป็น ชุมชนใหญ่นะครับ แต่ว่าถนนแคบแล้วก็มีความคดโค้ง อยากให้ขยายเป็น ๔ ช่องจราจร พร้อมฟุตปาธและไฟส่องสว่าง
เรื่องต่อไปครับ ชาวบ้านอยากได้ให้กระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาค ได้โปรดเพิ่มโครงการการขยายไฟฟ้าเพื่อการเกษตรไปยังบริเวณไร่นา ของพี่น้องประชาชน ซึ่งปัจจุบันพี่น้องประชาชนได้เปลี่ยนพฤติกรรมในการอยู่อาศัย เนื่องจากในหมู่บ้านมีความแออัด จึงได้ดําเนินการย้ายออกไปอยู่นอกหมู่บ้าน ซึ่งเป็นบริเวณ เขตไร่เขตนา แต่ไม่มีไฟฟ้า ดังนั้นถ้าหากว่าทางกระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคจะขยายไฟฟ้าเพื่อการเกษตรออกไป ก็จะส่งเสริมให้เกษตรกรเหล่านั้นมีอาชีพ ที่ครบวงจรยิ่งขึ้น
เรื่องต่อไปท่านประธานครับ ช่วงนี้เข้าฤดูการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเข้าสู่ หน้าหนาวแล้ว ในจังหวัดหนองบัวลําภูมีแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญหลายแหล่ง และต้องการ ที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความเจริญยิ่งขึ้น อยากจะประสานไปยัง กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ขอเครื่องเล่นออกกําลังกายกลางแจ้ง เพื่อให้เป็นสถานที่ พักผ่อนหย่อนใจ เป็นศูนย์รวมของเด็ก ผู้ปกครอง แล้วก็เยาวชนด้วย
อีกเรื่องหนึ่งครับอยากให้ประสานที่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเหมือนกัน ครับ เรื่องของการก่อสร้างสนามกีฬาตําบล ซึ่งมีพื้นที่หลายตําบลที่ขอมา ไม่ว่าจะเป็นตําบล หัวนา ตําบลบ้านขาม ตําบลป่าไม้งาม อําเภอเมือง หรือที่ตําบลโนนสัง ตําบลบ้านค้อ อําเภอ โนนสัง จังหวัดหนองบัวลําภู ฝากท่านประธานประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสนธยา ต่อด้วย ท่านชมภู นะครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเรียนหารือผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล และ พลตํารวจโท เรืองศักดิ์ จริตเอก ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ได้รับมอบหมายให้กํากับดูแล งานจราจรใน ๓ ประเด็นครับ
ในประการที่ ๑ ขอความกรุณาท่านได้บริหารและก็บูรณาการกวดขัน ระเบียบวินัยในการขับรถยนต์ จักรยานยนต์ ซึ่งบางคนได้ขับโดยประมาทหวาดเสียว อันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน และยานพาหนะของผู้อื่นได้
ประการที่ ๒ รถยนต์ส่วนบุคคลครับ ที่เห็นส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นรถปิกอัพ ได้ติดไฟวาบวับบนหลังคานะครับ แล้วก็ไม่ได้แสดงสังกัดด้วยนะครับ ดังนั้นจึงขอ ความร่วมมือท่านได้มีหนังสือไปยังหน่วยงานนะครับ ขอความร่วมมือ ถ้าจะติดก็ขอให้ได้รับ อนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้มีอํานาจหน้าที่ด้วย ท่านประธานครับ ในส่วนของ รถจักรยานยนต์นั้น กระผมเองมีภูมิลําเนาอยู่ในเขตสะพานสูง แถว ๆ บางกะปิ ได้ใช้เส้นทาง ถนนรามคําแหงตลอดมา ได้มีจักรยานยนต์ครับ ได้ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรโดยข้ามสะพาน นะครับ ผมเห็นว่าน่าจะเป็นอันตรายแก่ตนเอง จึงขอความกรุณาทางเจ้าหน้าที่งานจราจร ได้กรุณากวดขันด้วยครับ เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เสียชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง นะครับ
ในท้ายที่สุดกระผมในฐานะที่เป็นกรรมาธิการการยุติธรรม คณะกรรมาธิการ การตํารวจ วุฒิสภา ขอเรียนให้กําลังใจข้าราชการตํารวจที่ปฏิบัติงานในหน้าที่จราจรและงาน อื่น ๆ ด้วยโดยผ่านท่านประธานครับ ขออนุญาตกราบขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาให้ กระผมได้หารือในกรณีดังกล่าว ก็หวังว่าเจ้าหน้าที่จะได้มีหนังสือประสานโดยเร่งด่วนนะครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ
ท่านชมภู จันทาทอง และต่อด้วย หม่อมหลวงปรียพรรณครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด หนองคาย พรรคเพื่อไทย เขต ๓ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาคะ วันนี้ดิฉัน ขอนําความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่นํามาหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่องค่ะ
เรื่องแรกนั้น ดิฉันได้รับการหารือและประสานงานกับเจ้าหน้าที่ปกครอง หรือลูกจ้างชั่วคราวค่ะท่านประธาน เขาจบปริญญา ไม่มีงานทํามาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ สมัยท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร รับเป็นเจ้าหน้าที่ปกครอง ลูกจ้างชั่วคราว ไม่ว่าลูกจ้างชั่วคราวของจังหวัดหนองคายหรือทั่วประเทศนะคะ เป็นเวลาติดต่อกัน ๘ ปีเศษแล้ว ทําสัญญาจ้างทุกปี เงินเดือนเหมาจ่ายแค่ ๖,๙๐๐ บาท เขาฝาก ท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทยว่า ขอยกฐานะเป็นพนักงานราชการคราวละ ๔ ปี ได้หรือไม่ เพราะเขาทํางานมาหลายปีค่ะท่านประธาน เขาทําประโยชน์ให้แก่ พี่น้องประชาชนไม่น้อย รู้ทุกข์รู้สุขของพี่น้องประชาชนในพื้นที่พอ ๆ กับตําแหน่งปลัดอําเภอ ค่ะท่านประธาน ดิฉันในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน ขอฝากท่านประธานรัฐสภา ผ่านไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อปลอบขวัญแก่ลูกจ้างชั่วคราวดังกล่าวด้วยค่ะท่านประธาน
เรื่องที่ ๒ นั้นดิฉันขอได้รับการประสานงานกับพี่น้องอําเภอศรีเชียงใหม่ และอําเภอใกล้เคียง อยากได้ไฟฟ้าแสงสว่างของทางหลวงหมายเลข ๒๑๑ ตอนควบคุมที่ ๐๑๐๑ ตอนหนองสองห้อง อําเภอศรีเชียงใหม่ ระหว่าง กม. ๓๙ +๐๐๐ ถึง กม. ที่ ๔๐ ถึง ๘๔๙ (RT) เขตตําบลพานพร้าว อําเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย พี่น้องลําบากมากค่ะ ท่านประธาน มืดและได้รับอุบัติเหตุ ดิฉันขอฝากท่านประธานไปยังกรมทางหลวงแผ่นดิน กระทรวงคมนาคม ได้ดูโครงการของทางหลวงแผ่นดินหนองคาย ซึ่งเสนอผ่านไปไว้แล้ว นะคะ หยิบมาบรรจุในงบประมาณ ปี ๒๕๕๗ เพื่อแก้ไขปัญหาพี่น้องด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
หม่อมหลวงปรียพรรณ และผมเหลืออีก ๕ ราย วันนี้ให้หมดเลยนะครับ มีคุณมาลินี คุณครูมานิตย์ คุณวันชัย คุณพันธุ์ศักดิ์ และคุณจิรายุแล้ว หมดแล้วครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขอหารือผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลในเรื่องที่อาจจะเป็นวิกฤติของชาติได้ ในอนาคตก็คือ เรื่องการค้ามนุษย์ค่ะ เนื่องจากแต่เดิมปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์เราจะมี ในเรื่องของเด็กและสตรี ปัจจุบันในเรื่องการค้ามนุษย์ได้แพร่ขยายไปถึงในเรื่องของลูกเรือประมง นะคะ มีลูกเรือประมงเป็นจํานวนมากที่ถูกใช้งานเยี่ยงทาส และก็เป็นปัญหาของประเทศ เนื่องจากว่าถึงแม้เราจะมี พ.ร.บ. เรื่องการค้ามนุษย์ที่ได้เคยลงปฏิญญาสากลเอาไว้ เราก็มี พ.ร.บ. นั้นในอีกหลาย ๆ ปีต่อมา แต่ปรากฏว่าจากการให้ถ้อยคําโดยผู้ใช้กฎหมายก็ได้แจ้งว่า เนื่องจากถ้าองค์ประกอบไม่ครบเขาก็ไม่สามารถส่งฟ้องได้ แล้วก็ทําให้บางทีการจับมาถึง ๓๐๐ คน ก็ต้องปล่อยหมดทั้ง ๓๐๐ คน นะคะ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคืออะไร ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือว่าเขาจัดอันดับเป็น วอท์ช ลิสต์ (Watch List) เอาไว้ เป็น เฟิร์ส เทียร์วอท์ช ลิสต์ (First Tier Watch List) ก็คืออยู่ในสภาพการณ์ที่ปลอดภัย ถ้าเป็น เซคคันด์คั่น เทียร์วอท์ช ลิสต์ (Second Tier Watch List) หรือระดับที่ ๒ ก็คืออยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงนะคะ ปัจจุบันของเราตกมาเป็น ๒.๕ กําลังจะหล่นเป็นที่ ๓ ถ้าเป็น เทิร์ด เทียร์วอท์ช ลิสต์ (Third Tier Watch List) เราจะไม่สามารถส่งสินค้าประมงไปขายในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศยุโรปบางประเทศได้ จึงเป็นปัญหาที่เป็นวิกฤติ เพราะถ้าหากว่าตอนนี้เราอยู่ที่ ๒.๕ ถ้าเราหล่นมาเป็น ๓ ในปีหน้าก็จะไม่สามารถจะส่งสินค้าประมงทั้งหมดไปขายได้นะคะ อันนี้จะทําให้จีดีพี (GDP) เรากระเทือน แล้วก็มันจะทําให้ตัวเลขเปลี่ยนแปลง ดิฉันก็ขอฝาก ไปยังรัฐบาลได้หารือแก้ไขปัญหานี้เป็นการด่วน เนื่องจากว่า พ.ร.บ. ที่มีอยู่นั้นถูกกล่าวหาว่า องค์ประกอบไม่ครบไม่สามารถส่งฟ้องได้ เพราะฉะนั้นก็จําเป็นจะต้องหาทางแก้ไขในส่วน ของ พ.ร.บ. หรือว่าในส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้แก้ปัญหานี้ให้หมดไป ถ้าหากว่าสิ่งนี้เกิดขึ้น มันจะ กระทบกับผู้ประกอบการในเรื่องของสินค้าประมงทั้งหมด ซึ่งดิฉันก็เชื่อว่าทางรัฐบาลก็ ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น จึงขอฝากเรื่องนี้ไปให้รัฐบาลได้ดําเนินการแก้ไขเป็นการด่วนด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านมาลินีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวมาลินี อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉัน จะปรึกษาหารือท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องสุขอนามัยของพี่น้องประชาชน วันนี้ขอหารือ เรื่องของตลาดสดเทศบาล เนื่องจากว่าในตลาดสดเทศบาลบางแห่งสกปรกมากเลยนะคะ ครั้งหนึ่งที่ดิฉันได้เคยกราบเรียนท่านรัฐมนตรีท่านสรวงศ์ เทียนทอง ไปท่านก็มีบัญชาให้ทาง สสจ. จังหวัดไปดูแลเรียบร้อยแล้วแห่งนั้น ขอบคุณมาก ทีนี้ดิฉันห่วงใยในตลาดสดแห่งอื่น ๆ ก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึงทางกระทรวงให้มีนโยบายให้ทาง สสจ. แต่ละจังหวัด ได้ออกไปดูแต่ละพื้นที่ให้ครบให้ถ้วนเพื่อสุขอนามัยของพี่น้องประชาชนค่ะ
เรื่องต่อมาค่ะ ดิฉันได้ไปเยี่ยมราษฎรในเขตน้ําท่วม ที่อําเภอบางน้ําเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็ไปเจอช่วงเย็น ช่วงหัวค่ํา ยุงเยอะมาก ๆ นะคะดิฉันเชื่อว่าทุกแห่งที่น้ําท่วม ตอนนี้มีปัญหาเรื่องของยุงเยอะ ผู้ใหญ่ดิฉันไม่สงสาร สงสารเด็กเล็ก ๆ ที่ไม่มีโอกาสจะไล่ยุงไป ได้อย่างไร ก็ฝากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ช่วยไปดูแลด้วยว่าจะจํากัดช่วยเหลือประชาชนอย่างไร กางมุ้ง ๒ ชั้นยังไม่รอดเลยนะคะ
อีกเรื่องหนึ่งค่ะ ได้รับการร้องจากผู้ประกอบการในจังหวัดที่เกิดน้ําท่วม อย่างเช่นบางส่วนที่น้ําไม่ท่วม เขาขาดแคลนรายได้มากเลย เพราะสื่อประชาสัมพันธ์แต่ว่า น้ําท่วม ๆ อย่างเช่นสนามกอล์ฟบางแห่งเขาก็ไม่มีลูกค้าเลย เพราะคิดว่าทั้งอําเภอน้ําท่วม อย่างอําเภอบางคล้า น้ําไม่ท่วมนะคะในส่วนสนามกอล์ฟ
และเรื่องที่เกาะเสม็ดค่ะ เรื่องของน้ํามันรั่ว ตอนนี้ดีแล้วนะคะ ก็อยาก เชิญชวนพี่น้องประชาชนให้ไปเที่ยวที่เกาะเสม็ด ตอนนี้ผู้ประกอบการรวมตัวกันแล้วค่ะ จากต่างชาติที่เคย ณ เดือนนี้ เวลานี้ ลูกค้าจะมาเยอะแล้ว ต่างชาติยังไม่มีจองเข้ามาเลย เดือดร้อนอย่างหนัก ก็อยากเชิญชวนคนไทย พี่น้องชาวไทยไปเที่ยวเกาะเสม็ดกันค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธานคะ
ต่อด้วยท่านวันชัย บุษบา ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวันชัย บุษบา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอนําปัญหาความเดือดร้อน ของเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ปลูกข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ปลูกอ้อยและมันสําปะหลังในพื้นที่ จังหวัดเลย หารือท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรต่อไป ปัญหามีอยู่ว่าขณะนี้พื้นที่ทําการเกษตรของจังหวัดเลย ทั้งหมด ๒.๘ แสนล้านไร่ ซึ่ง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ทําให้เกษตรกรใน พื้นที่จังหวัดเลยขาดโอกาสและไม่ได้รับโอกาสที่ดี ๆ จากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ แทรกแซงราคาผู้ปลูกข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ปลูกยางพารา และโครงการรับจํานําข้าว และมัน สําปะหลังจากรัฐบาล สืบเนื่องจากว่าราษฎรที่ทําการเกษตรไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน จึงขอ ฝากท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สํารวจและออกเอกสิทธิให้กับพี่น้องในพื้นที่ จังหวัดเลย
ส่วนเรื่องที่ ๒ ผมได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย โดยเฉพาะ ท่านจตุพร เจริญเชื้อ ได้ฝากมาว่าขอให้คณะกรรมการอ้อยและน้ําตาลแห่งประเทศไทยได้เร่ง ประกาศรับซื้ออ้อยให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยครับ
ส่วนเรื่องสุดท้ายนะครับ พื้นที่ที่ปลูกข้าวโพดในเขตอําเภอด่านซ้าย อําเภอนา แห้ว และอําเภอปากชม อําเภอนาด้วงนะครับ ไม่มีเอกสิทธิและขณะนี้ราคาข้าวโพดอยู่ที่ ๓.๕๐ บาท ถึง ๔.๕๐ บาท นะครับ อยากฝากกระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปดูแลแล้วก็ให้ความ เป็นธรรมกับพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ด้วยครับผม ขอบคุณมากครับ
ท่านพันธุ์ศักดิ์ อยู่ไหมครับ ไม่อยู่ ท่านจิรายุครับ
ท่านประธาน ครับ ผม นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา ครับ
โทษทีครับ ผมเขียนไปผิด ท่านพันธุ์ศักดิ์ครับ อยู่ไหมครับ
ท่านพันธุ์ศักดิ์อยู่ข้างหลัง
อยู่ครับ
อยู่ โอเค เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๕ จังหวัดชลบุรี พรรคพลังชล วันนี้ผมต้องขอหารือผ่านท่านประธานไปยังผู้เกี่ยวข้อง เนื่องจากผมได้รับคําร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้าน ศุภชัย เริงสมุทร แล้วก็กลุ่มประมงแพหอย ที่บริเวณหมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๙ ตําบลบางพระ อําเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื่องด้วยต่อเนื่องกันตั้งแต่ปลายเดือนแล้วครับ เดือนกันยายน ต่อเนื่องกับเดือนตุลาคมที่ ผ่านมานี้ได้เกิดอุทกภัยเกิดขึ้น แล้วก็มีการระบายน้ําจากหลายแห่งลงมาที่แม่น้ําบางปะกง ลงสู่ทะเลทําให้น้ําได้ไหลย้อนมาสู่ที่จังหวัดชลบุรี แล้วก็อําเภอศรีราชา ทําให้ผู้ประกอบการ แพหอยหลาย ๆ แห่งได้เกิดความเสียหาย หอยตายทั้งหมด ซึ่งทราบว่าจริง ๆ แล้ว ผู้ประกอบการเหล่านี้ กรมประมงนั้นได้ขึ้นทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้วนะครับ แต่ยังไม่ได้ ประกาศเป็นเขตอนุญาต ผมจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกรมประมงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ได้ประกาศเป็นเขตอนุญาต เพื่อที่เมื่อเกิดความเสียหายแล้วเกษตรกรทั้งหลายนั้นก็จะได้รับ การเยียวยาจากรัฐ ในขณะนี้ความเสียหายเป็นล้านบาทนี้นะครับ กรมประมงยังไม่ได้ขึ้น บัญชีอย่างถูกต้อง เขาจึงไม่ได้รับการเยียวยา ขอความกรุณาท่านประธานได้แจ้งไปยัง กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศเป็นพื้นที่อนุญาต เพื่อที่จะได้ขึ้น ทะเบียนอย่างถูกต้องต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ท่านจิรายุครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ
หารือเรื่องของความเดือดร้อนของพี่น้องในกรุงเทพมหานครครับ เรื่องของ โรงพยาบาลชุมชนนครกรุงเทพ เป็นองค์การมหาชนนะครับ ขณะนี้ประชาชนถามมาบอกว่า มีความคืบหน้ามากน้อยขนาดไหนเนื่องจากผลโพลล์ล่าสุดบอกว่าโรงพยาบาลชุมชนนคร กรุงเทพ หรือการรักษาพยาบาลของคนกรุงเทพมหานครนั้นมีค่าต่ํามาก การดูแลไม่ทั่วถึง อยากจะให้ไปตั้งตามห้างสรรพสินค้า หรือว่าตามสถานีรถไฟฟ้า หรือตามปั๊มน้ํามัน ตามแนวคิดของโรงพยาบาลชุมชนนครกรุงเทพครับ ฝากถามไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุขได้โปรดพิจารณาติดตามตรวจสอบด้วย
เรื่องที่ ๒ ชาวบ้านเขตหนองจากและคลองสามวาบ้านผมถามมาบอกว่า เมื่อไรสนามกีฬาฟุตซอล (Futsal) ของท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจะสร้างเสร็จ ขับรถ ผ่านทุกวันยังสร้างอยู่ เลิกแข่งขันมาปีกว่าแล้ว ท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผ่านกระทรวงมหาดไทยช่วยตอบด้วย
เรื่องที่ ๓ ตํารวจรอบ ๆ รัฐสภา และตํารวจที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ในกรุงเทพมหานครฝากไปยังกรุงเทพมหานครครับ ช่วยนํารถสุขาไปอํานวยความสะดวก ให้กับตํารวจ เหมือนที่นําเครื่องปั่นไฟแล้วก็รถสุขาไปบริการม็อบที่อุรุพงษ์ด้วย โปรดอย่า ๒ มาตรฐานเด็ดขาด
เรื่องสุดท้ายครับ ชาวบ้านที่บริเวณแยกอุรุพงษ์ร้องมาครับ บอกว่าผู้ชุมนุม ส่งเสริมประชาธิปไตยสามารถชุมนุมได้ แต่แนะนําบอกว่าให้ไปชุมนุมที่สวนลุมพินี ซึ่งน่าจะมี สถานที่กว้างขวางมากกว่า และเงินที่ท่านวัชระ เพชรทอง จะไปมอบให้ ๕,๐๐๐ บาทนั้น ตกลงเป็นเงินของท่านวัชระเองหรือเป็นเงินของประชาชนตามที่อ้าง ก็ขอให้ผู้บัญชาการ ตํารวจจราจรและผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติไปช่วยเจราจาให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมได้ขยับขยาย ไปที่บริเวณสวนลุมพินีหรือว่าช่วยเจราจาให้กลุ่มผู้ชุมนุมไปที่บริเวณสนามหลวงด้วย จะเป็น พระคุณยิ่ง ขอบพระคุณครับ
ท่านจิรายุครับ เอาแล้ว กระมัง ไม่ต้อง เวลาท่านหารือท่านอย่าไปกล่าวถึงบุคคลอื่น ท่านวัชระมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตามที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้พาดพิงถึงผมนั้น ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน และพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศละครับว่า เงินจํานวน ๕,๐๐๐ บาท ที่พี่น้องประชาชนชาวหนองแขม ฝากผมมาให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่สี่แยกอุรุพงษ์นั้นเป็นเงินของพี่น้องประชาชน ครับ และอยากให้นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ทักษิณได้โปรดฟังไว้ด้วย ขอขอบคุณ
พอแล้ว ไม่เอาแล้วครบแล้ว ครบถ้วนทุกท่านแล้ว ผมขอเปิดประชุมนะครับ พอแล้วครับ ท่านจิรายุนั่งเถอะครับ นั่งเลย ครับ พอแล้วครับ ถ้าท่านพูดไปเดี๋ยวก็โต้กันอีก ไม่ครับ ไม่เป็นไรครับ อย่างนี้ครับ ด้วยความ กรุณา ท่านวัชระคําพูดอย่างนี้ท่านถอนเถอะ อย่าไปนั้นเลยครับ ท่านถอนคําพูดไปเสีย ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ยุติสิที ผมจะอนุญาตให้ท่านจิรายุก่อน
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ และก็ไม่ได้ตอบโต้พี่วัชระครับ เพราะว่าชีวิตแกวนเวียนอยู่ กับคุณทักษิณตลอดทั้งชาติอยู่แล้ว คืออะไรแกก็ลงท่านทักษิณ แต่ที่ผมประท้วงก็คือคําว่า จิรายุ ห่วงทรัพย์ ทักษิณ นี่นะครับ ผมไม่ว่าอะไรครับ เพราะว่ามันเป็นความคิดแบบอคติ อะไร ๆ โทษใครไม่ได้ก็ลงทักษิณ เพราะฉะนั้นน้อมรับโดยสดุดี ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เอาละครับไม่ต้องแล้ว พอแล้วพอ นะครับผมขอปิดการหารือนะครับ
จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๑๒ คน
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้ มีสมาชิกมาลงชื่อ ๔๑๘ คน ครบองค์ประชุมไปตั้งนานแล้วครับ ผมขอเปิดการประชุม ร่วมกันของรัฐสภานะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
รับทราบเรื่อง การถ่ายทอดการประชุมทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์
ด้วยในการประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ในวาระที่สอง วันนี้ นอกจากจะมี การถ่ายทอดทางสถานีวิทยุกระจายแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายรัฐสภาตามปกติ แล้ว ผมได้อนุญาตให้มีการถ่ายทอดการประชุมทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง ๑๑ กรมประชาสัมพันธ์จนเสร็จสิ้นการประชุม และในวันนี้ในเวลา ๒๐.๐๐ นาฬิกา จนถึง ๒๐.๓๐ นาฬิกา จะงดการถ่ายทอดการประชุมชั่วคราว เพื่อเสนอข่าวในพระราชสํานักและ เหตุการณ์สําคัญที่ประชาชนควรรับรู้ในกรณีเร่งด่วน จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ
(ที่ประชุมรับทราบ)
เรื่องแจ้งที่ ๒ ด้วยประธาน คณะกรรมการได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งผมได้ พิจารณาแล้วว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงได้อนุญาตให้ผู้เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๓ วรรคสอง ประกอบด้วย
๑. นายนิพนธ์ ฮะกีมี
๒. นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง
๓. นายไกรรวี ศิริกุล
๔. นางสาววัชรี อิทธิอาวัชกุล
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐)
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
และเชิญที่ผมได้อนุญาต เมื่อสักครู่นี้ได้เข้าประจําที่ด้วยครับ ท่านบุญยอดมีอะไรเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ท่านประธานแจ้ง เรื่องการถ่ายทอดสดทางช่อง ๑๑ นะครับ เมื่อสักครู่ก็เพิ่งเข้ามา ตอนแรกจะทักท้วงว่าดู เหมือนเขายังไม่ได้ถ่ายทอด แต่ว่าเมื่อสักครู่หนึ่งก็ตรวจสอบแล้ว เมื่อสักครู่ก็เพิ่งเข้ามา ตอนแรกจะทักท้วงว่าดูเหมือนเขายังไม่ได้ถ่ายทอด แต่ว่าสักครู่หนึ่งครับก็ได้ตรวจสอบแล้ว ก็มีการถ่ายทอดแล้ว ขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งที่ได้เปิดให้ประชาชนได้รับรู้ รับทราบในประเด็นในวันนี้ เพราะว่าเป็นประเด็นสําคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ ซึ่งเป็นเรื่องสนธิสัญญาระหว่างประเทศครับ ผมต้องกราบเรียนถามท่านประธานถึงความ เป็นกลางของท่านก่อนนะครับ เพราะว่าจะได้ทําความเข้าใจต่อสมาชิกได้ตรงกัน ประเด็น ปัญหาก็คือว่าท่านประธานคงจะจําได้ว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในฉบับที่ก่อนหน้านี้คือ เรื่องที่มา ส.ว. มันก็มีประเด็นที่ต้องถามท่านประธาน โดยเฉพาะท่านโดยตรงนะครับ เพราะว่าท่านเองได้ลงนามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในร่างนี้ คือร่างมาตรา ๑๙๐ รวมทั้ง ร่างของมาตรา ๖๘ ด้วย ในครั้งนั้นท่านบอกว่าในร่างของ ส.ว. ท่านไม่ได้ลงนาม ท่านจึงจะ ทําหน้าที่ประธานอย่างเป็นกลาง แล้วก็ให้ดูการพิสูจน์โดยการกระทําของท่าน ที่ผ่านมา ในการประชุมกัน ๑๒ วัน ๑๒ คืน ก็ปรากฏนะครับว่าท่านเองก็มีการวินิจฉัยที่ไม่ตรงกับ ประธานรัฐสภา คือท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ จนนําไปสู่การที่ทางสมาชิกทางฝั่งผมนั้น จะต้องยื่นถอดถอนท่านอยู่นะครับ กราบเรียนถามท่านอีกครั้งในวันนี้เพื่อให้ชัดเจนว่า ๑. ท่านจะทําหน้าที่อย่างเป็นกลางใช่หรือไม่ ๒. วิธีการในการอภิปรายกันในวันนี้ จะดําเนินการตามข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัด นั่นก็คือไม่มีการปิดปากสมาชิกหรือว่า กรรมาธิการที่สงวนความเห็นใช่หรือไม่ครับ ขอบพระคุณครับ
ผมขอเรียนชี้แจงนะครับ ในวันนี้เป็นการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เป็นมาตราที่เกี่ยวกับเรื่องของ การที่จะต้องอนุญาตรัฐสภาเรื่องกรอบการเจรจานะครับ ผมลงชื่อในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะว่าสมาชิกรัฐสภานั้นร่วมกับ ส.ส. ถึงจะสามารถที่จะ แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญได้นะครับ ผมก็ได้ลงในเรื่องนี้ และได้ชี้แจงหลายครั้งนะครับว่าที่ลงนั้น เพราะว่าเห็นว่า ๖ ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญนั้น เรื่องที่ค้างพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของกรอบการเจรจานั้นค้างอยู่เยอะ แล้วก็จนทุกกระทรวงไม่กล้าที่จะไปทําโดยพลการ นะครับ ต้องถามที่กระทรวงการต่างประเทศ แล้วกระทรวงการต่างประเทศก็จะส่งเรื่องให้ เข้าที่ประชุม เรื่องก็ค้างอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นผมก็ยังยืนยันนะครับที่จะทํา โดยยึดหลัก ข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัดนะครับ เมื่อกรรมาธิการพร้อมนะครับ วันนี้ผมจะเรียน ให้ท่านทราบนะครับ ท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนถามท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ท่านประธาน มีสิทธิที่จะอนุญาตให้มีผู้ที่เข้ามาร่วมชี้แจงในที่ประชุมนะครับ ผมไม่ทราบว่าผู้ที่เข้ามาชี้แจง ทําหน้าที่เกี่ยวข้องอะไรกับการประชุมในวันนี้ ขอความกรุณาท่านประธานช่วยโปรดกรุณา ชี้แจงว่าผู้ที่ท่านประธานได้อนุญาตให้ขึ้นมานี้นะครับ ชื่ออะไร แต่ละท่านอีกครั้งนะครับ แล้วก็ทําหน้าที่อะไร ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ขอโทษ เมื่อสักครู่ผมลืมอ่านตําแหน่งนะครับ ท่านแรกก็คือท่านนิพนธ์ เป็นรองเลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของการพิจารณากฎหมายนะครับ ท่านที่ ๒ คือ ท่านธนาวัฒน์ ก็เป็นผู้อํานวยการสํานักหลักนิติบัญญัติ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ท่านที่ ๓ ก็คือท่านไกรรวี รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงเลยนะครับ ท่านที่ ๔ คือท่านวัชรี เป็นนักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ทั้ง ๔ เป็นข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของมาตรา ๑๙๐ นะครับ
ท่านสมาชิกครับ วันนี้จะเป็นการพิจารณาในวาระที่สอง ซึ่งตามข้อบังคับ การประชุมแล้วในข้อ ๙๙ ผมจะเริ่มจากชื่อร่าง คําปรารภ แล้วก็ต่อด้วยการพิจารณา เรียงลําดับรายมาตรา ตั้งแต่มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ วันนี้มีเพียงแค่ ๔ มาตรานะครับ และท่านสมาชิกจะอภิปรายได้ก็คือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ที่ท่านสงวนความเห็นไว้ ท่านสมาชิกที่สงวนคําแปรญัตติ และกรณีที่กรรมาธิการได้มีการแก้ไข ท่านสมาชิกก็มีสิทธิ ที่จะอภิปรายในประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไขนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอความร่วมมือนะครับ ความจริงแล้วผมอยากจะถือเล่มของกรรมาธิการสีขาวนั้นเป็นหลัก แต่เพื่อให้มีการ ยืดหยุ่นได้นะครับ ท่านกรุณาส่งรายชื่อนะครับ เริ่มจากที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยก่อน แล้ว ต่อด้วยกรรมาธิการที่ขอแปรญัตติ และนอกจากนั้นก็คือถ้ากรรมาธิการมีการแก้ไข ท่านก็ส่ง รายชื่อมาให้ผม ขอให้เป็นอย่างนี้นะครับ ก็จะให้ท่านกรรมาธิการได้แถลงผลการพิจารณา ก่อนนะครับ ก่อนที่ท่านเลขาธิการจะได้เริ่มในการที่จะอ่านชื่อร่างนะครับ เชิญท่าน กรรมาธิการได้แถลงครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายกฤช อาทิตย์แก้ว ประธานคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดังนี้
ตามที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๔ (สมัยนิติบัญญัติ) วันจันทร์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๖ ถึง วันพฤหัสบดีที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖ได้พิจารณาและลงมติรับหลักการ แห่งร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช.... แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐ ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จํานวน ๓๑๔ คน เป็นผู้เสนอ และตั้งกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา กําหนดการแปรญัตติ ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันถัดจากวันที่รัฐสภารับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับดังกล่าว
ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๙๖ นั้น ในการพิจารณาร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ดังกล่าวของกรรมาธิการ ซึ่งมีการประชุม พิจารณารวมทั้งสิ้น ๑๘ ครั้ง เพื่อให้การพิจารณาของคณะกรรมาธิการเป็นไปด้วย ความละเอียดรอบคอบ คณะกรรมาธิการจึงได้เชิญบุคคลซึ่งเป็นนักวิชาการ ผู้มีความรู้ และประสบการณ์ในการเจรจาระหว่างประเทศ และผู้แทนหน่วยราชการมาร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูล ข้อเสนอแนะ ตลอดจนชี้แจงและแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ประกอบด้วยสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา สํานักงานอัยการสูงสุด กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น ในการประชุมคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐ ได้มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น จํานวน ๑๕ ท่าน และสมาชิกรัฐสภา เสนอคําแปรญัตติทั้งสิ้น จํานวน ๑๗๘ ท่าน ในจํานวนนี้มีสมาชิกรัฐสภาขอสงวนคําแปรญัตติ ทั้งสิ้น จํานวน ๑๗๕ ท่าน รายละเอียดปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการ
อนึ่งเพื่อให้การชี้แจงรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการเป็นไป ด้วยความเรียบร้อย พร้อมมีข้อมูลการนําเสนอต่อรัฐสภาอย่างละเอียด และมีความสมบูรณ์ ยิ่งขึ้น คณะกรรมาธิการจึงขออนุญาตให้บุคคลที่มิใช่สมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม รัฐสภา ประกอบด้วย
(๑) นายนิพนธ์ ฮะกีมี รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
(๒) นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง ผู้อํานวยการสํานักหลักนิติบัญญัติ สํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา
(๓) นายไกรรวี ศิริกุล รองอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวง การต่างประเทศ
(๔) นางสาววัชรี อิทธิอาวัชกุล นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมเจรจา การค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
บัดนี้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเสร็จแล้ว จึงกราบเรียนมาเพื่อได้โปรดนําเสนอที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา เพื่อพิจารณาต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ
เชิญครับท่าน
ขอกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมต้อง ขออนุญาตเรียนถามต่อประธานกรรมาธิการก่อนนะครับ ประเด็นสําคัญก็คือเรื่องของ การแปรญัตติของสมาชิก ได้ทราบว่ามีสมาชิก ๒ ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม คือ ท่านชวน หลีกภัย และท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ซึ่งได้แปรญัตติเข้าไป แต่กรรมาธิการได้ ผมไม่ทราบว่า ท่านใช้อํานาจอะไรหรือว่าวิธีการวินิจฉัยอย่างไรนะครับ ว่าการแปรญัตตินั้น ไม่ได้เข้ามา ตามระยะเวลานะครับ ผมเชื่อว่าการแปรญัตติของสมาชิกนั้นได้ถือเอาวันของการลงมติ สุดท้าย ซึ่งต้องถือว่ากระบวนการรับหลักการนั้นยังไม่สิ้นสุด ในการรับหลักการไปในวันแรก ผมเข้าใจว่าไปลงมติกันวันสุดท้ายในวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๖ หลังจากนั้นเขาก็แปรญัตติกัน อยู่ในรอบ ๑๕ วัน ที่มีการลงมติไปแล้ว แต่สุดท้ายก็คือ ๒ ท่านที่กล่าวชื่อไปนั้นไม่ได้มีการได้ แปรญัตติเข้าไปด้วย จึงต้องเรียนถามประเด็นที่ ๑ คือใครเป็นคนที่ตัดสินเรื่องนี้ และ ๒. การตัดสินว่าไม่ให้แปรญัตตินั้นใช้หลักเกณฑ์ หลักการหรือข้อกฎหมายข้อใดมาใช้บังคับครับ
เชิญประธานกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร ในฐานะประธานกรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านผู้สอบถาม คือ ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ได้กรุณาสอบถามนะครับ ผมและคณะได้พิจารณา ด้วยความเคารพท่านอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย และอดีตรัฐมนตรีนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ด้วยความเคารพว่าเราดีใจที่ท่านได้แปรญัตติเข้ามา เป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อคณะกรรมาธิการ เราอยากจะเอาญัตติที่ท่านแปรญัตติเข้ามานี้ นําเข้ามาใส่ในโอกาสที่ท่านจะได้เข้ามาร่วมในการเสนอญัตติ แต่เนื่องจากได้ตรวจสอบแล้ว พบว่าข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๔ ข้อ ๙๖ ข้อ ๙๖ นะครับท่าน ให้เสนอคําแปร ญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานกรรมาธิการภายในกําหนดสิบห้าวัน นับแต่วันถัดจาก วันที่รัฐสภารับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่รัฐสภาจะมีกําหนดเวลา แปรญัตติสําหรับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไว้เป็นอย่างอื่น แล้วในกรณีที่รัฐสภาได้ลงมติ รับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญนี้ เมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖ ดังนั้นการกําหนดการ แปรญัตติจะครบในวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๖ ไม่ว่าต่อมาท่านประธานรัฐสภาจะนัดประชุม รัฐสภาเพื่อกําหนดจํานวนวันแปรญัตติอีกครั้งหนึ่ง ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๖ ก็ไม่เป็นผลให้วันที่ครบกําหนดการแปรญัตติดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป อนึ่งขอกราบเรียนว่า ในการเสนอคําแปรญัตติของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีความอาวุโสมาก ๆ คือท่าน นายกรัฐมนตรีชวน และท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ซึ่งผมได้กราบเรียนแล้วว่าเรามีความยินดี แต่บังเอิญท่านได้เสนอญัตติเข้ามาเมื่อวันที่ ๒๙ สําหรับของท่านนายกรัฐมนตรีชวนนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ได้เสนอคําแปรญัตติมาในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๖ แล้วก็ ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ได้เสนอคําแปรญัตติมาในวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ซึ่งเป็น วันที่เกินกําหนดระยะเวลาการแปรญัตตินั้น คณะกรรมาธิการจึงได้มีหนังสือแจ้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๒ ท่าน ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ ๔๒๗๘/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๖ และตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ ๔๒๘๘/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ตามลําดับ ขอกราบเรียนด้วยความเคารพครับ
เชิญท่านชวนครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิก รัฐสภา เมื่อท่านประธานกรุณาปรารภถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ถือโอกาสเรียนเพื่อพวกเราจะได้เข้าใจ ที่จริงแล้วเป็นความเห็นที่ต่างกันในเรื่องความหมายของคําว่า รับหลักการจบวันไหน ประธานกรรมาธิการถือว่าจบวันที่ลงมติรับหลักการ แต่ที่จริงวันนั้นกระบวนการรับหลักการ ในวาระที่หนึ่งยังไม่จบนะครับ กล่าวคือ ในขั้นกําหนดวันแปรญัตตินั้นมีความเห็นไม่ตรงกัน จึงต้องลงมติว่าให้แปรญัตติภายในกี่วัน แต่ปรากฏว่าก่อนที่จะมีการลงมติ องค์ประชุมไม่ครบ ครับ ซึ่งหมายความว่ากระบวนการว่าจะแปรญัตติในกี่วันนั้นยังไม่จบ ประธานรัฐสภาวันนั้น ท่านก็วินิจฉัยว่าถือว่าเป็นไปตามข้อบังคับ คือ ๑๕ วัน ความจริงแล้วยังไม่จบครับ ดังนั้นผม เข้าใจว่าต่อมาท่านคงนึกออกว่ากระบวนการมันไม่ค่อยถูกต้อง จึงต้องนัดประชุมใหม่ครับ แล้วการประชุมครั้งหลัง ถึงนี้ได้ลงมติว่ารับหลักการในกี่วัน ด้วยความเคารพท่านประธาน การวินิจฉัยว่ากระบวนการรับหลักการในวาระที่หนึ่ง เราจะนับตอนที่ลงมติรับหลักการ ในคืนนั้น หรือเรานับตอนที่กระบวนการลงมติว่าแปรญัตติในกี่วันจบ อันนี้ต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่ากระผมยังไม่ได้เปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องนี้เลย แต่เคารพดุลย พินิจของท่านประธานกรรมาธิการเมื่อท่านแจ้งมาว่าคําแปรญัตติของกระผมกับท่านนิพิฏฐ์ เลยเวลาไปแล้ว ด้วยการนับเวลาคืนวันที่รับหลักการ กระผมยกตัวอย่างเรื่องนี้กับท่าน ประธานว่าสมมุติว่าเรารับหลักการตอน ๕ ทุ่มครึ่ง กระบวนการตั้งกรรมาธิการแล้วบอกว่า ลงมติ แปรญัตติในกี่วัน เสร็จตอนตีหนึ่งเรานับวันไหนครับ สมมุติรับหลักการ ลงมติในที่ ประชุมว่ารับหลักการ สมมุติวันที่ ๑ ๕ ทุ่มครึ่ง แต่เนื่องจากกระบวนการรับหลักการใน วาระที่หนึ่งนั้นต้องจบต่อเมื่อมีการตั้งกรรมาธิการและมีมติว่าแปรญัตติในกี่วัน บังเอิญว่าลง มติจบว่าแปรญัตติภายใน ๓๐ วันหรือ ๑๕ วัน จบเอาตอนตีหนึ่งของวันต่อมา เราจะถือวัน รับหลักการเสร็จวันไหน กระผมเชื่อว่าเรื่องนี้เท่าที่คุยกับเพื่อนนักกฎหมาย ไม่มีปัญหาสับสนเลย ชัดเจนว่ากระบวนการวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการนั้นคือกระบวนการที่จบตอนไหนก็ถือวันนั้น ไม่ใช่หมายความว่าลงมติตอน ๕ ทุ่มครึ่งว่ารับหลักการ แต่กระบวนการยังไม่จบ ไปจบเอา ตอนตีหนึ่ง เราจะถือว่าเป็นวันที่ ๑ ไม่ใช่วันที่ ๒ อย่างนี้เท่าที่คุย แล้วก็ความคิดของกระผมก็ ยังยืนยันว่าเราต้องนับวันที่กระบวนการรับหลักการวาระที่หนึ่งจบ คือกระบวนการครับ ไม่ใช่คําว่า รับหลักการ จบครับ หมายถึงกระบวนการจบ กระบวนการเรื่องนี้ผมคิดว่าจบเอา วันที่ท่านประธานนัดในสัปดาห์ต่อมา ผมเชื่อว่าที่ท่านนัดสัปดาห์ต่อมาท่านรู้ว่ากระบวนการ มันไม่เรียบร้อย คําว่าไม่เรียบร้อยหมายถึงว่าไม่ถูกต้อง ฉะนั้นก็กราบเรียนท่านประธานไว้อีก ครั้งหนึ่งว่าท่านนิพิฏฐ์และกระผมนี้ก็ยังมีความเห็นเหมือนกัน เหมือนเดิมครับ แต่เมื่อท่านลง มติไปอย่างนั้น ก็ถือว่าเป็นอํานาจของกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตามกระผมคิดว่า กระบวนการพิจารณานี้ไม่ชอบ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ เชิญครับ
กราบ เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมและก็ท่านชวน ขออภัยเอ่ยนาม ได้ยื่นคําแปรญัตติไว้ นะครับ แต่ว่าท่านประธานก็ได้กรุณามีหนังสือแจ้งมาว่าผมได้ยื่นคําแปรญัตติเกินระยะเวลา คือ ๑๕ วันนับแต่รับหลักการ กระผมมีความเห็นเช่นเดียวกับท่านชวนนะครับ ถึงแม้ว่า สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ มีกระผมและท่านชวนเพียง ๒ ท่านเท่านั้นที่มีความเห็นอย่างนี้ แต่ว่า ผมก็ได้พยายามสอบถามนักกฎหมายแล้วผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าท่านมีความเห็นในเรื่อง ของการนับระยะเวลาการแปรญัตติอย่างไร เรื่องนี้ความจริงไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่ท่านชวน ได้กรุณาอภิปรายไปนะครับ ท่านอภิปรายสมบูรณ์แล้ว ความเห็นผมก็เหมือนความเห็น ของท่าน มันต้องนับครั้งหลังครับ มันเป็นกระบวนการรับหลักการ กระบวนการรับหลักการ เมื่อรับหลักการแล้วก็มีการตั้งกรรมาธิการครับ มันต้องเป็นกระบวนการทั้งกระบวนการ จะไปนับจุดหนึ่งจุดใดไม่ได้เลยครับ ท่านพยายามทําใจให้ว่างท่านประธานครับ ทําใจให้ว่างแล้วท่านจะรู้ว่าเราควรจะ นับวันไหน นับแต่แปรญัตติว่ามันควรจะนับวันไหนครั้งแรกหรือครั้งหลัง ถ้าการแปรญัตติ ครั้งแรก การนับครั้งแรกนั้นมันถูกต้องแล้ว ท่านประธานจะเรียกประชุมทําไมละครับ ท่านเรียกประชุมเพื่อลงมติทําไมอีกครับ ขั้นตอนนี้ท่านเรียกประชุมอีกอันนั้นเขาเรียกอะไร ครับ เรียกว่าการบลงมติเพื่อกําหนดวันแปรญัตติหรือเปล่าครับ ถ้าวันที่ท่านนับครั้งหลัง เป็นการเรียกเพื่อลงมติ กําหนดวัน ระยะเวลาในการแปรญัตติ มันก็ต้องนับจากนั้นละครับ มันไม่มีทางเลย แต่ว่าทําไมสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดเราไม่คิดอย่างนั้นละครับ นักกฎหมาย ไม่ต้องจบปี ๔ ปี ๕ หรอกครับ นักกฎหมายปี ๑ เขาก็นับอย่างนี้ทั้งนั้นครับ และผู้ที่ ร่างกฎหมายเขานับอย่างนั้น ผมถามคนที่เขาร่างรัฐธรรมนูญครับว่าเรื่องนี้นับอย่างไร ผมไม่อยากเอ่ยนามท่าน แต่ว่าเอ่ยนามเสียก็ได้ครับ เผื่อท่านประธานจะได้ไปถามท่านต่อ ท่านอาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ ท่านเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมถามท่านว่านับอย่างไร ครับอาจารย์ ที่ท่านร่างขึ้นมานี้ ท่านก็บอกว่านับครั้งหลังนั่นละที่ท่านประธานเรียก ครั้งหลังนี้ละ นับ ๑๕ วันหลังจากนั้นไป แต่ว่ามันมีข้อจํากัดตรงที่ว่าข้อบังคับการประชุม รัฐสภานั้น เขาให้รัฐสภาเป็นคนตีความ ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับตีความ ความจริงเรื่องนี้ เราก็ส่งไปแล้วครับ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า การตีความข้อบังคับนั้นสภาเท่านั้น เป็นคนตีความ ศาลรัฐธรรมนูญตีความไม่ได้ แต่ว่าเมื่อเราเสียงส่วนใหญ่เราบอกว่า นับครั้งแรกมันก็จบครับ และมันมีเหตุผลตรงไหนละครับ มันไม่มีเหตุผลเลย ท่านทําอย่างนี้ ทําไมครับประธาน ผมไม่เข้าใจเลย ทําไมต้องมาเรียกประชุมตั้ง ๒ ครั้งว่าการนับระยะเวลา ในการแปรญัตติมันควรจะนับตั้งแต่วันไหน เราลงมติกัน ๒ ครั้ง มันเกิดอะไรขึ้นละครับ ปัญญาอ่อนกันหรือเปล่าครับ แค่นี้คิดไม่ได้หรือครับ ท่านประธานรัฐสภาทําเรื่องนี้เหลวไหล มากครับ ผมตั้งใจจะไม่อภิปรายเลยนะครับเรื่องนี้ เพราะผมเป็นเสียงข้างน้อย แล้วเสียงข้าง น้อยมาก ๆ ด้วยครับ เราเหลวไหลมากครับทําเรื่องนี้ แต่บังเอิญผมไม่มีช่องทางที่จะส่งไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความ
ท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านประสิทธิ์ครับ ให้ท่านพูดไปให้จบก่อน ท่านอย่าเพิ่งนะครับ เชิญครับ ท่านนิพิฏฐ์ครับ
ท่านประธานครับ แต่ว่ามันไม่มีทางที่เราจะส่งไปตีความเท่านั้นเองครับ และผมยังเชื่ออยู่ว่า ถ้าส่งไปตีความที่ศาลรัฐธรรมนูญ หรือมีองค์กรที่ตีความ จะตีความแตกต่างกับสมาชิกรัฐสภา ที่นี่ครับ เรามีอคติมากครับ เราเร่งรีบมาก เราต้องการผ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ได้ จนลืมหลักของความยุติธรรมไป หลักกฎหมายไป ผมเลยบอกว่าไม่ต้องบังคับผมให้ถอน หรอกครับ เราเหลวไหลจริง ๆ ครับ เป็นครั้งแรกในชีวิตผมที่ผมอยู่ในสภานี้มานาน ที่เห็น ความเหลวแหลกของรัฐสภา เห็นความเหลวแหลกของท่านประธาน เห็นความเหลวแหลก ของท่านประธานประธานกรรมาธิการด้วยครับ ท่านต้องการอะไรกับบ้านเมืองนี้ครับ ท่านต้องการอะไร การแปรญัตติ เรียกประชุม ๒ ครั้ง แล้วยืนยันว่าครั้งแรกมันถูกต้องแล้ว ถ้าครั้งแรกถูกต้องแล้วเรียกประชุมทําไมละครับ คิดไม่ออกหรือครับ ตอบแบบภาษาชาวบ้าน ให้ผมหน่อยสิครับ ถ้าครั้งแรกถูกต้องแล้ว เรียกประชุมใหม่ทําไมครับ ท่านเอาสมองส่วนไหน มาคิดละครับ ผมเลยบอกว่าเหลวไหลมากครับ ผมเลยไม่ค่อยเชื่อมั่นท่านประธาน และท่านประธานกรรมาธิการครับ จริง ๆ ผมไม่อยากจะพูดนะครับ เพราะท่านมีอคติมาก สําหรับเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหลวไหลมาครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
บันทึกไว้ให้เป็นความเห็น ท่านประสิทธิ์ท่านมีอะไรครับ คือถ้าจะประท้วงเรื่องอะไรบอกก่อนนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายเมื่อกี้ ที่ลุกขึ้นมาพูดกล่าวหาท่านประธานว่าปัญญาอ่อนและเหลวไหล ซึ่งผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แล้วยังพูดถึงว่าใช้สมองส่วนไหนมาคิด ตรงนี้เสียหายครับ
เอาอย่างนี้ เอาอย่างนี้ ไม่เป็นไรครับ ท่านจ่าประสิทธิ์ ไม่ได้เสียหายครับ ผมยังไม่ว่าเลยนะครับ ไม่ต้องหรอกครับ นั่งนะครับ
มันไม่ได้ท่านประธาน เพราะอย่างนี้มันเสียหายท่านประธานครับ
ไม่เป็นไรครับ เพราะคนฟัง คนดูเขาจะรู้เองนะครับ ท่านไม่ต้องนะครับ นั่งเถอะ
ผมเคารพคําวินิจฉัยของท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
เอาท่านนิพิฏฐ์ก่อนครับ เชิญครับ
ผมไม่ต่อล้อต่อเถียงนะครับ แต่ว่าท่านประธานไม่ตอบท่านประธานจะเสียหาย จ่าประสิทธิ์ ถามว่าท่านประธานใช้สมองส่วนไหนคิด ตอบสิครับ
เอาอย่างนี้ท่านนิพิฏฐ์
ท่านประธานคณะกรรมาธิการด้วย ตอบสิครับว่าท่านใช้สมองส่วนไหนคิดครับ
เอาอย่างนี้ท่านนิพิฏฐ์ครับ เป็นผู้ใหญ่กันแล้วนะครับ ไม่ต้องหรอกครับ แล้วคนทํางานมาจนป่านนี้แล้ว ท่านไม่ต้องบอก ส่วนไหนคิดครับ นั่งลงครับ ท่านจ่าประสิทธิ์ไม่เป็นไรครับ เขาว่าผมผมก็ยังไม่โกรธนะครับ
ผมเสียหายครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมไช้สิทธิพาดพิงครับ
เสียหายอย่างไรบอกมา สิครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องใช้สิทธิ เพราะการที่คุณนิพิฏฐ์ลุกมาพูดกล่าวหาว่าผมนี้กล่าวหาท่านประธานว่าใช้สมองส่วนไหนนี้ ผมไม่ได้ว่าท่านประธาน ผมนั่นละกล่าวหาเขา ที่เขาลุกขึ้นมาพูดผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เขากล่าวหาท่านประธาน ผมพูดเรื่องนี้ เขาใช้สมองส่วนไหนคิดครับ
เอาละครับ ท่านประสิทธิ์ครับ ได้ความแล้ว ได้เรื่องแล้ว ท่านนั่งลงครับ ท่านนั่งลงได้แล้วนะครับ
เขาต่างหากที่ใช้สมองส่วนไหนคิดครับ ขอบคุณครับ
เชิญนั่งลงนะครับ ไม่เป็นไรครับ ท่านบุญยอดครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ
ประเด็นที่ ๑ ผมยังไม่ได้คําตอบที่ชัดเจนจากประธานคณะกรรมาธิการ นะครับว่า กรณีที่ท่านวินิจฉัยว่าผู้ที่แปรญัตติ ๒ ท่าน แปรญัตติไม่เข้าตามเวลา เงื่อนไข ของเวลานั้นเป็นคําตัดสินของใคร คําวินิจฉัยของใคร ระหว่างประธานกรรมาธิการ หรือกรรมาธิการทั้งคณะเป็นผู้วินิจฉัยเรื่องนี้
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ถ้าเราขยับตัวเลขกันนิดหน่อยเราจะเห็น ความสําคัญของเรื่องนี้ ผมสมมุติว่าในวันที่ ๑๘ เมษายน มีการลงมติว่าให้แปรญัตติได้ ๒๐ วันขึ้นมา ถ้าตัวเลขต่างกันเราจะเข้าใจครับ ถ้า ๒๐ วัน ท่านจะนับวันไหนวันแรกครับ นับวันที่ ๔ เมษายน หรือนับวันที่ ๑๘ เมษายน แล้วเดินไปข้างหน้าล่ะครับ ถ้ามีการลงมติ ในวันที่ ๑๘ เป็นอย่างอื่นขึ้นมา ท่านนับวันไหนครับ ท่านจะย้อนกลับไปนับวันแรกที่รับหลักการ อย่างนั้นหรือครับ เรื่องนี้ผมว่าต้องอธิบายให้เป็นมาตรฐานของที่ประชุมสภาแห่งนี้นะครับ เพราะหลายคนไปเรียกร้องข้างนอกครับท่านประธานว่า เรื่องในสภาควรจะมาพูดคุยกันในสภา ไม่ควรจะให้อํานาจอื่นมาตัดสิน ถ้าเราไม่พูดคุยกันที่นี่ ผมเชื่อว่าที่นี่ก็ไม่ใช่รัฐสภา ที่เป็นประชาธิปไตยครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องใจเย็นนะครับ แล้วให้ประธาน กรรมาธิการอธิบายเรื่องต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาในกระบวนการพิจารณาในชั้นของกรรมาธิการ ให้สมาชิกได้เข้าใจตรงกันนะครับ ผมขออนุญาตให้ท่านประธานได้ลุกขึ้นอธิบายอีกครั้งว่า ๑. คืออํานาจใครในการตัดสินใจเรื่องนั้น และ ๒. ถ้าเกิดวันที่ลงมติในวันที่ ๑๘ เป็นอย่างอื่น ท่านจะนับวันไหนครับ
ตกลงกรรมาธิการจะชี้แจง ไหมครับ เชิญท่านประธานกรรมาธิการก่อนครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการ ผมเข้าใจว่าผมตอบครบถ้วนแล้วนะครับ โดยเฉพาะผมมีเอกสารส่งไปที่ หมายเลขด่วนที่สุด ที่ ๔๒๘๗/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ถึง ฯพณฯ ชวน หลีกภัย และเอกสารด่วนที่สุด ที่ ๔๒๘๘/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เรียนท่านรัฐมนตรี นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผมคิดว่าท่านตรวจสอบเอกสารที่ผมได้ส่งไปนี้ก็จะพบคําตอบชัดเจน ถูกต้อง ขอบคุณครับ
เอานะครับ พอแล้ว กระมังครับ เดี๋ยวให้ท่านชวนสักนิด เชิญท่านชวนครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมกราบเรียนว่าได้รับเอกสารของท่านที่ส่งไปครับ แต่ว่าเอกสารนั้นมันเป็น การอธิบาย ซึ่งผมกราบเรียนแล้วว่าไม่ถูกต้องครับ ขอเรียนยืนยันนะครับว่าเรื่องนี้ในทาง ข้อกฎหมายนี้ไม่มีอะไรสับสนเลยครับ เป็นการตีความ โดยไปยึดคําว่าวันรับหลักการ แต่ที่จริงแล้วกระบวนการรับหลักการคือวาระที่หนึ่งนั้นมันต้องจบกระบวนการครับ ไม่ใช่ว่า สภาลงมติรับหลักการปุ๊บอย่างที่ผมกราบเรียนแล้ว แต่ว่ากระบวนการยังไม่จบ ยังไม่ ตั้งกรรมาธิการ ยังไม่ได้กําหนดวันแปรญัตติในกี่วัน ฉะนั้นกระบวนการเหล่านี้ต้องจบครับ จึงขอยืนยันว่าความเห็นของท่านนิพิฏฐ์และกระผมก็ตรงกัน ก็คือเห็นว่าวันวินิจฉัยนั้น ควรเป็นอย่างไร กระผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกในสภานี้ กระผมเชื่อนะครับว่าถ้าได้ศึกษา เรื่องนี้โดยถ่องแท้แล้วท่านจะไม่สับสนเลย ที่กราบเรียนท่านประธานไปทั้งหมดนี้เพราะว่า ได้มีผู้หยิบยกขึ้นมาแล้วท่านประธานกรรมาธิการได้ชี้แจ งผมก็ถือโอกาสได้กราบเรียน ให้ทราบว่าที่ไปที่มานี้มันเป็นอย่างไรครับ
เดี๋ยว ๆ ท่าน เอาคุณหมอ ชลน่านก่อนครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตท่านประธานในประเด็นที่ได้ปรึกษาหารือกันอยู่ก่อนที่จะเข้าสู่การพิจารณา รายมาตรา ในประเด็นนี้ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมเอง ตกเป็นจําเลยที่ในที่ประชุม เพราะเป็นผู้เสนอแนวทางให้รัฐสภาได้วินิจฉัยต่อกรณีนี้ ในประเด็นที่มีเพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตตินะครับ ขอให้กําหนดวันแปรญัตติเป็น ๖๐ วัน แต่สภาแห่งนี้พิจารณาดูแล้ว ญัตติเสนอ ๖๐ วันเราไม่รับ วิธีการไม่รับนะครับก็ทําได้ ๒ กรณี ก่อนที่ผมจะลงรายละเอียด ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วถ้าสภาเราจะมีข้อวินิจฉัยและมีข้อตัดสินเหมือนที่ท่านผู้อาวุโสได้กรุณา แนะนําไว้เป็นบรรทัดฐานก็จะเป็นเรื่องดี จริงอยู่ครับการที่จะบอกว่าข้อบังคับเขียนไว้ชัดเจน ว่านับแต่วันถัดจากวันรับหลักการ การแปลความอาจจะต้องหมายถึงกระบวนการก็ได้ แต่ว่า การที่จะแปลความอย่างนั้นรัฐสภาควรจะมีข้อวินิจฉัยไปตามข้อบังคับ เพราะเป็นอํานาจของ รัฐสภาเรา ถ้าวันนั้นถ้ามีการลงมติในวันที่ ๑๘ เมษายน เมื่อลงแล้วท่านสมาชิกจะตระหนัก แล้วก็เสนอให้สภาวินิจฉัยในการเริ่มนับเป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๙๖ หรือไม่ ผมว่าปัญหา เรื่องนี้จะจบไปนะครับ ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่ามันเป็นความเห็นต่าง ที่ต่างฝ่าย ต่างมีมุมมอง แต่ว่าสิ่งที่จะตัดสินเราไม่ได้อาศัยอํานาจของสภา เราก็ไปมองตามข้อบังคับ หรือมองตามกระบวนการหรือมองตามลายลักษณ์อักษรไป เพราะฉะนั้นถ้าจะมีข้อวินิจฉัย เรื่องนี้ครั้งต่อไปถ้ามีกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นสภาควรใช้อํานาจวินิจฉัยในข้อบังคับข้อนี้ ถ้ามันขัด และแย้งกันก็เป็นอํานาจสภาอยู่แล้ว จะได้ไม่มีข้อถกเถียงกัน อันนั้นเป็นข้อเสนอท่าน ประธานครับ ประเด็นที่ท่านประธานรัฐสภาต้องเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติอีกครั้งหนึ่งก็ เป็นข้องกังวลที่ถูกทักท้วงจากเพื่อนสมาชิกว่าการที่เราไม่รับญัตติเขาโดยการที่ไม่มีองค์ ประชุมนะครับ มันอาจจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญอาจจะมีการตีความได้ ท่านก็เลยตัดสินใจที่ จะเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้กระบวนการในการที่จะกําหนดวันแปรญัตติให้ครบ โดยอาศัย เสียงของสภา โดยข้อเท็จจริงท่านประธานครับ ข้อบังคับเขียนไว้อย่างไร เมื่อญัตติอื่น ไม่เป็นผลแล้วก็ต้องถือปฏิบัติตามข้อบังคับ อันนั้นยังเป็นความเห็นของผมอยู่ตลอดเวลา เราเคยเสนอญัตติในที่ประชุมแห่งนี้หลายเรื่องครับ แม้กระทั่งเรื่องที่รุนแรงที่สุดที่เสนอด้วย ปากเปล่านะครับ ผมเองเป็นผู้เสนอช่วงที่มีการชุมนุม สภาแห่งนี้ไม่เป็นองค์ประชุมให้ผม ก็ คือปฏิเสธการรับญัตติผมด้วยปากเปล่า เมื่อองค์ประชุมไม่ครบผมเสนอญัตติไม่ได้ ที่ประชุมก็ มีข้อสรุปว่าญัตตินี้ไม่ได้รับการนําเสนอ บันทึกไว้ในที่ประชุมครับ เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก กําลังจะชุมนุมกําลังจะปะทะกัน ผมก็เสนอด้วยปากเปล่าในสภาแห่งนี้ ซึ่งสามารถกระทําได้ สภาบอกไม่รับไม่ใช่ไม่รับด้วยการโหวต (Vote) ลงคะแนนนะครับ ไม่รับโดยการที่ไม่มีองค์ ประชุมให้มันก็เป็นวิธีการที่รัฐสภาได้ดําเนินการมาตลอดในลักษณะทํานองนี้ ผมเลยกราบ เรียนด้วยความเคารพ แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นด้วยครับที่จะต้องอาศัยอํานาจของรัฐสภาเรา ได้ช่วยวินิจฉัยกรณีมีข้อขัดแย้งต่าง ๆ ตามข้อบังคับ เพราะเป็นอํานาจของเรา กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ
อย่างนี้ครับ คือท่านสมาชิก ครับผมว่าเป็นประเด็นที่เราเพิ่งจะเกิดในเรื่องของการนับวันเวลาอะไรของการแปรญัตติ นะครับ กรณีที่มีข้อขัดแย้งนี้ คือวันนี้เราต้องเคารพในคําตัดสินของกรรมาธิการ แล้วเรื่องนี้ มันก็ผ่านมา ๑ ฉบับแล้วที่เราเถียงเรื่องนี้กันมา เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าต่อไปถ้ามีประเด็น อย่างนี้ต้องอาศัยข้อบังคับน่าจะเป็นข้อบังคับที่ ๑๑๖ ผมจําไม่ได้นะครับ อาจจะต้องขอ นะครับ เดี๋ยวใครก่อนนะครับจะได้จบนะครับ ท่านนิพิฏฐ์ จะได้จบนะครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานครับ เสียเวลานิดเดียวเพื่อเรื่องนี้จะได้จบสิ้นกระบวนความนะครับแล้วจะได้ไม่ มีปัญหาในครั้งต่อไปนะครับ ท่านครับ คุณหมอชลน่านได้กรุณา ความจริงผมไม่ตั้งใจจะ อภิปรายแล้วแต่เมื่อคุณหมอชลน่านได้กรุณาอภิปรายเมื่อสักครู่ มันก็เป็นคําถามที่จะต้อง ตอบต่อไปอีกครับ มันก็เป็นปัญหาอีกครับ คุณหมอชลน่านได้กรุณา ขออภัยเอ่ยนามท่านนะ ครับ ท่านได้บอกว่าที่ท่านประธานได้กรุณาเรียกประชุมอีกครั้งหนึ่งเพื่อลงมตินั้น เพราะว่า ท่านประธานกังวลว่าการดําเนินการในวันนั้นองค์ประชุมไม่ครบ เอาอย่างนี้นะครับ ผมเลย บอกท่านประธานว่าท่านประธานต้องให้เหตุผลว่าท่านเรียกประชุมครั้งหลังนี้เป็นเพราะอะไร ถ้าท่านประธานเรียกประชุมครั้งหลังเพราะเหตุผลของคุณหมอชลน่านที่บอกว่าองค์ประชุม ไม่ครบ แล้วที่เราทํามาทั้งหมดมันเกิดขึ้นจากองค์ประชุมไม่ครบนะครับถ้าอย่างนั้น ถ้าการ ประชุมต่อหลังจากนั้นเกิดจากองค์ประชุมไม่ครบ การตั้งกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการ วิสามัญได้ประชุมไปแล้วท่านครับ มีการเรียกประชุมคณะกรรมาธิการในวันรุ่งขึ้น ตั้งประธาน ตั้งเลขานุการ ตั้งอะไรหมดแล้วครับ แล้วการประชุมในเรื่องเนื้อหาของ รัฐธรรมนูญได้เดินไปแล้ว แสดงว่าเราได้ดําเนินการต่อมาหลังจากองค์ประชุมไม่ครบ เมื่อเรา ดําเนินการต่อมาเกิดขึ้นจากองค์ประชุมไม่ครบ แต่สิ่งที่เราทําหลังจากองค์ประชุมไม่ครบมัน คืออะไรท่านประธานครับ มันเป็นโมฆะและสูญเปล่าทั้งหมด ที่ผมต้องเรียนท่านประธาน อย่างนี้เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญเองเคยวินิจฉัยว่าการกระทําที่เกิดขึ้นหลังจากองค์ประชุมไม่ ครบนั้นจะสูญเปล่าและเป็นโมฆะ ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความให้กฎหมายหลายฉบับของ รัฐสภาเป็นโมฆะ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ แต่ว่ามันเป็นช่องว่างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ครับ การพิจารณารัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากองค์ประชุมไม่ครบ การพิจารณารัฐธรรมนูญที่ เกิดขึ้นไม่ครบถ้วนจากข้อบังคับ ไม่ชอบด้วยข้อบังคับมันตีความไม่ได้ มันไม่มีช่องที่จะส่งไป ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ถ้า พ.ร.บ. หรือ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากองค์ ประชุมไม่ครบ ส่งไปตีความได้ แต่ถ้ารัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากการประชุมที่องค์ประชุมไม่ครบ มันส่งไปตีความไม่ได้ มันไม่มีช่องทางที่จะส่งไปตีความว่ารัฐธรรมนูญที่เรากําลังพิจารณา เหล่านี้มันไม่ชอบ เนื่องจากเกิดจากการประชุมที่ต่อเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ มันเป็น ช่องว่างมโหฬารเลยครับ แต่ท่านประธานครับ ถ้าขนาด พ.ร.บ. หรือ พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากองค์ประชุมไม่ครบ มันเป็นโมฆะ แล้วตัวรัฐธรรมนูญที่มันใหญ่กว่านั้น มันชอบหรือครับที่เราประชุมโดยองค์ประชุมไม่ครบ มันไม่ควรจะตีความอย่างนั้นเลย ผมเลยสงสัยครับว่าเราทําเรื่องนี้ทําไม เมื่อท่านประธานเห็นว่าองค์ประชุมไม่ครบแล้วเรียก ประชุมใหม่ ท่านประธานครับตามผมทันไหมครับ ถ้าองค์ประชุมไม่ครบวันรุ่งขึ้นเราเรียก ประชุมคณะกรรมาธิการแล้วครับ วันรุ่งขึ้นผมยังไปประชุมเลยครับ และผมติงตั้งแต่วันนั้นว่า วันนี้เราประชุมไม่ได้ เพราะเราสืบเนื่องการประชุมต่อจากองค์ประชุมไม่ครบ ซึ่งมันเป็น โมฆะ แต่เราก็ทําต่อ แต่เมื่อถูกทักท้วงมากขึ้นท่านประธานก็เลยเรียกประชุมใหม่บอกว่า ที่ผ่านมานั้นเกรงว่าองค์ประชุมไม่ครบ มาเรียกประชุมเพื่อลงมติกันใหม่ ถ้าเรียกประชุม เพื่อลงมติใหม่ต้องเริ่มต้นนับ ๑ ใหม่ครับ ไม่ใช่นับมาตั้งแต่วันแรก เพราะมันเป็นโมฆะ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานแล้ว มันไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเลยครับ ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน เรื่องง่าย ๆ ทั้งนั้นครับ แต่ว่าเราทําเรื่องนี้ทําไมครับ เราทําทําไมผมไม่เข้าใจท่านประธานครับ
เอาละครับ ท่านอธิบาย ให้ฟังนะครับ
เราปล่อยสิ่งซึ่งมันไม่มีเหตุผล ให้เกิดขึ้นทําไมครับ ท่านต้องการอะไรครับ จริง ๆ แล้วต้องการอะไร ขอบพระคุณครับ
ท่านนิพิฏฐ์ครับ คุณหมอชลน่านครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว เพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ขอใช้สิทธิพาดพิง นิดเดียวครับท่านประธาน สั้น ๆ ถ้าผมไม่ได้ชี้แจงเดี๋ยวจะเสียหายครับ ประเด็นเรื่อง องค์ประชุมไม่ครบที่ได้ยกเป็นประเด็น ที่จะไปร้องศาลรัฐธรรมนูญผมเข้าใจครับ ประเด็น เรื่ององค์ประชุมไม่ครบที่ได้ยกเป็นประเด็น ที่จะไปร้องเอาศาลรัฐธรรมนูญผมเข้าใจว่า สุดท้ายก็แปลความไม่ได้ เพราะมันแปลความตามข้อบังคับ ท่านประธานครับ ประเด็น ที่บอกว่าองค์ประชุมไม่ครบกับการพิจารณาเรื่องกรรมาธิการต้องแยกกัน คือกระบวนการ การพิจารณาในชั้นรับหลักการจบ ตั้งกรรมาธิการ ขานชื่อกรรมาธิการจบหมดเรียบร้อย แล้วประธานก็มาถามเรื่องการที่จะกําหนดวันแปรญัตติ ซึ่งผ่านกระบวนการของการ รับหลักการตั้งกรรมาธิการเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยไปหมดแล้ว กําหนดกรรมาธิการรายชื่อ จบหมดนะครับ เหลือขั้นตอนเดียวครับญัตติที่มีเสนอเข้ามา ซึ่งไม่ใช่ญัตติในเรื่องรัฐธรรมนูญ เลยนะครับ คือญัตติจะเอาคําแปรญัตติกี่วันเท่านั้นเอง จะเอากี่วันเท่านั้นเอง ถ้าไม่มี ใครเสนออะไรเลยก็คือ ๑๕ วันตามข้อบังคับ เพราะเขียนไว้ในข้อบังคับอยู่แล้ว แต่เพื่อน สมาชิกเองบอกว่าเอา ๖๐ วัน มันก็เลยบอกว่าเราจะพิจารณาตามญัตตินี้หรือไม่ เพราะฉะนั้นการที่ว่าองค์ประชุมไม่ครบเฉพาะเอาเรื่องการลงมติไม่รับคําแปรญัตติ ๖๐ วัน เท่านั้นเองครับ กระบวนการอย่างอื่นดําเนินการผ่านการพิจารณาเรียบร้อย มีการขานชื่อ กรรมาธิการเรียบร้อยหมด นั่นคือบันทึกรายงานการประชุม จึงขออนุญาตชี้แจงเท่านั้นเองครับ
เดี๋ยวไม่อย่างนั้นก็จะ ท่านนิพิฏฐ์นิดเดียวนะครับ ท่านนิพิฏฐ์จบภายใน ๑ นาทีนะครับ
ท่านประธานครับ ผมตั้งใจจะไม่ อภิปรายแล้ว แต่ว่าคุณหมอชลน่านได้อภิปรายมามันยิ่งไปใหญ่เลยครับ มันยิ่งสับสนกันใหญ่ เลยนะครับ ผมเรียนอย่างนี้นะครับ ที่ผมเรียนว่าการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการหลังจากลง มติในครั้งแรกมันไม่ชอบ เพราะอะไรครับ คุณหมอชลน่านครับ ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ท่านไปดูนะครับ มาตรา ๒๙๑ (๒) ผมขออนุญาตอ่าน ท่านประธานครับ ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมต้องเสนอเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และให้ รัฐสภาพิจารณาเป็น ๓ วาระ คําว่า ให้รัฐสภาพิจารณาเป็น ๓ วาระ หมายความว่าอย่างไร นอกจากนั้นท่านประธานครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายต่อ ท่านประธานดูข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ปี ๒๕๕๓ นะครับ เขาเขียนล้อมาตรารัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ (๒) ข้อบังคับ ข้อ ๙๒ บอกว่า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้กระทําเป็น ๓ วาระตามลําดับ รัฐธรรมนูญบอกว่าให้พิจารณา ๓ วาระ ข้อบังคับบอกว่าให้พิจารณาเป็น ๓ วาระตามลําดับ คําว่า พิจารณา ๓ วาระตามลําดับ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าจะข้ามขั้นตอน ไม่ได้ อย่างที่ท่านชวนได้กรุณาอภิปรายไปครับ มันต้องจบวาระหนึ่งก่อนถึงจะพิจารณา วาระที่สองได้ ถ้ายังไม่หลุดจากวาระที่หนึ่ง ท่านจะไปพิจารณาในวาระที่สองไม่ได้ ท่านประธานครับ มีผู้บอกว่าท่านประธานเกรงว่าองค์ประชุมไม่ครบ ท่านฟังให้ดีนะครับ องค์ประชุมไม่ครบ เลยเรียกประชุมใหม่เพื่อลงมติใหม่ แต่ก่อนที่จะลงมติในครั้งหลังนี้ คณะกรรมาธิการได้เริ่มกระบวนการพิจารณาไปแล้ว แสดงว่าอย่างไรครับ แสดงว่าเราเริ่ม พิจารณารัฐธรรมนูญในวาระที่สองขั้นแปรญัตติก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญจะหลุดจากวาระที่หนึ่ง ท่านประธานตามทันหรือเปล่าครับ ท่านสมาชิกตามผมทันไหมครับ เรียกประชุมครั้ง ๒ บอกว่าองค์ประชุมไม่ครบเลยเรียกประชุมใหม่ แต่ครั้ง ๑ กับครั้ง ๒ เวลาเราลงมติเราใช้ ระยะเวลาต่างกันประมาณ ๑๓ วัน แต่ว่าใน ๑๓ วันนั้นคณะกรรมาธิการได้เริ่มพิจารณา กระบวนการแปรญัตติไปแล้ว แล้วพิจารณาในเนื้อของรัฐธรรมนูญไปแล้ว แสดงว่าเราข้ามขั้น การพิจารณา เราพิจารณาวาระที่สอง ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญจะหลุดจากวาระที่หนึ่ง ท่านตามทันไหมครับ มันไม่ยากเลย ท่านประธานอย่าเอามือไปเท้าคางอย่างนั้นนะครับ ตามผมทันหรือเปล่าครับ
นี่ท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านจะ อภิปรายอภิปรายไป ผมจะตัดท่านนะครับ ท่านไม่ต้องห่วงครับ ท่านนิพิฏฐ์ฟังก่อนนะครับ ถ้าท่านอ่าน ข้อ ๙๖ ท่านก็จะไม่ต้องไปตีความอะไรสักอย่างเลยนะครับ ผมฟังท่าน ท่านก็จะ ดึงไปไหนไม่ทราบนะครับ ที่ผมท้าวคางนั่นคือผมเริ่มอาการเบื่อครับ
ผมประเทืองปัญญาท่านนะครับ ท่านอย่าเพิ่งเบื่อสิ่งเหล่านี้ครับ เผื่อท่านจะได้มีแนวทางที่ดีขึ้นครับ ท่านเห็นว่าผมอภิปรายไร้ สาระไหมครับ เรียกประชุม ๒ ครั้งทําไมครับ การเรียกประชุม ๒ ครั้งนั่นละครับไร้สาระ
มีผู้ประท้วงท่านแล้วนะครับ เชิญท่านขจิตรครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๕ นะครับ ท่านพูดมานาน แล้วผมก็เป็นผู้เสียหาย ผมก็นั่งฟังมานานครับ ถ้าท่านไปอ่านข้อ ๙๖ การรับหลักการก็คือรับหลักการไปเรียบร้อยแล้ว การจะดําเนินการต่อ บังเอิญไปตกอยู่ที่ว่า แปรญัตติภายในกี่วัน เสร็จแล้วที่ประชุมวันนั้นก็จบสมบูรณ์ไปแล้ว ผมเป็นคนหนึ่ง ที่นั่งประชุมกรรมาธิการ ผมเสียหาย ผมนั่งฟังตั้งนาน ไม่ต้องเอาอะไรมากหรอก สําหรับผู้ที่ อภิปรายอยู่ ท่านอ่านข้อ ๑๑๗ เข้าใจไหม ว่าข้อบังคับนี้เขาให้วุฒิภาวะของรัฐสภา แล้วท่าน ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญทําไม ท่านอ่านไม่ออกหรือ ข้อ ๑๑๗ ดูสิว่าท่านอ่านกฎหมายอย่างไร ชัด ๆ อย่างนี้ละ แล้วยังมาพูดว่าตัวเองถูกต้องหมด เสียงส่วนน้อยไม่ยอมรับเสียงส่วนมาก ก็บอกว่าเสียงส่วนมากไม่ฟัง ท่านประธานครับ อภิปรายกันชัด ๆ รับหลักการมันผ่านไปแล้ว แล้วก็จบไปแล้ว แล้วการแปรญัตติ ๑๕ วันมันก็จบไปแล้วในวันประชุมวันแรก เพราะว่า คนที่เสนอเปลี่ยน เสียงไม่ครบ มันก็เปลี่ยนไม่ได้ มันก็ ๑๕ วันก็ถูกแล้ว เสร็จแล้วเขาก็ ประชุมกรรมาธิการก็ถูก ที่ท่านลุกขึ้นพูดหลายรอบเพราะท่านคิดว่าไม่ถูก แล้วท่านจะถูก ได้อย่างไร อ่านข้อ ๑๑๗ ท่านยังไม่เข้าใจเลย ว่าวุฒิภาวะอํานาจของรัฐสภานี้ให้ดูแลตัวเอง ไม่ใช่เอะอะก็ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ เขาก็บอกไม่ใช่มันหน้าที่ของศาล
พอแล้วครับ พอนะครับ ท่านนิพิฏฐ์ท่านก็จบได้นะครับ ถ้าท่านไม่จบ ผมก็จะเริ่มการประชุมต่อไปเลยนะครับ ผมจะ ไม่อนุญาตให้ใครอีกแล้วนะครับ เพราะว่าเหตุการณ์อย่างนี้มันผ่านมาเสียจน แล้วก็ผมว่า ทุกคนอ่านแล้วเข้าใจ แล้วก็เป็นเรื่องที่ประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ได้ลงมติแล้วก็ผ่านมา เดี๋ยวท่านนิพิฏฐ์รีบจบนะครับ
ท่านประธานครับ ผมอยากจะยุติ การอภิปรายแล้ว แต่ท่านขจิตรได้กรุณาขึ้นมาแสดงความเห็น แต่ท่านไม่ได้ตอบคําถามที่ผม สงสัยเลยนะครับ ที่ผมสงสัยก็คือเมื่อรัฐธรรมนูญบอกว่าการพิจารณาต้องทําเป็น ๓ วาระ แล้วข้อบังคับบอกว่าต้องทําเป็น ๓ วาระตามลําดับ ท่านไมได้ตอบผมเลยนะครับว่าเรารับหลักการ ในคืนนี้ แล้ววันรุ่งขึ้น
เดี๋ยวท่านนิพิฏฐ์ ท่านศิริโชค ประท้วงท่านครับ
ท่านประธานครับ ผม ศิริโชค โสภา ในฐานะกรรมาธิการ เมื่อสักครู่ท่านประธานบอกว่าพอท่านนิพิฏฐ์พูดจบ ก็จะเข้าสู่วาระการประชุม ผมเกรงว่าอาจจะมีการเข้าใจผิดนะครับ ฉะนั้นผมขอความกรุณา ว่าหลังจากท่านนิพิฏฐ์พูดเสร็จ ขอผมได้ชี้แจงในส่วนประเด็นของกรรมาธิการ ซึ่งมีการ พาดพิงโดยท่านประธานครับ
เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านจะจบเร็วนะครับ
ท่านประธานครับ ผมคิดว่าถ้าได้มี การตอบข้อสงสัยที่ท่านชวน ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้ตั้งคําถามเป็นข้อสงสัยไว้ แล้วก็ตอบ คําถามที่ผมสงสัยมันก็จบ แต่ไม่มีใครตอบนะครับ ท่านขจิตรก็ไม่ตอบ หาว่าเราอ่านกฎหมาย ไม่เป็นส่งไปตีความ ที่ส่งไปตีความเพราะว่ารัฐธรรมนูญบอกว่าให้ทําเป็น ๓ วาระ แล้วผม บอกว่าเราไม่ทํา ๓ วาระตามลําดับ ผมบอกว่าวันรุ่งขึ้นที่คณะกรรมาธิการพิจารณานั้น มันเป็นวาระที่สอง ผมว่าไม่ยากนะครับ เราพิจารณาวันรุ่งขึ้นหลังจากลงมติในครั้งแรก นั่นคือพิจารณาในวาระที่สอง แล้วหลังจากนั้นอีก ๑๓ วันมาลงมติอีกครั้งหนึ่ง ว่าแปรญัตติ ภายใน ๑๕ วัน แล้วครั้งหลังนี้เป็นวาระอะไรละครับ ท่านประธานครับ ตอบคําถามผมสิครับ ครั้งหลังนี้เป็นวาระที่หนึ่งหรือวาระที่สอง
เอาละท่านจบ เดี๋ยวกรรมาธิการจะชี้แจงครับ กรรมาธิการชี้แจงเสียก่อน
ถ้าครั้งหลังมันเป็นวาระที่หนึ่ง แสดงว่าเราพิจารณาวาระที่สองก่อนวาระที่หนึ่งครับ ไม่ได้ทําตามลําดับ ผมเลยบอกว่า มันไม่ชอบครับ แต่ว่าไม่มีช่องที่จะไปตีความเท่านั้นเอง แต่เราทําสิ่งซึ่งมันไม่มีเหตุผลเลย และผมไม่เข้าใจว่าเราเสี่ยงทําเรื่องนี้ทําไม ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวเชิญให้กรรมาธิการ ชี้แจงก่อนนะครับ เดี๋ยวกรรมาธิการชี้แจงก่อน เดี๋ยวครับ หลายกรรมาธิการ เอากรรมาธิการ ศิริโชคก่อนครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาครับ
เดี๋ยวครับ ท่านศิริโชค มีผู้ประท้วงครับ ประท้วงศิริโชคหรือครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานนั่นละครับ ตามข้อ ๔๓ ผมไม่อยากให้คนที่เป็น ประธานในที่ประชุมที่มีเกียรติแบบนี้แสดงอาการแล้วก็คําพูดแบบที่ท่านประธานทําเมื่อกี้ นะครับ ที่ท่านบอกว่าในขณะที่ท่านนิพิฏฐ์พูดอภิปรายนี้ท่านเบื่อ ท่านแสดงอาการเบื่อ อันนี้เป็นการเสียดสีเป็นการไม่ให้เกียรติสมาชิกนะครับ ฉะนั้นผมยอมไม่ได้ครับ ให้ท่านประธานต้องถอนคําพูดคํานี้ ผมถือว่าเป็นการไม่เกียรติต่อสมาชิก ไม่เหมาะที่จะ เป็นประธานครับ
ท่านคุณหมอสุกิจครับ คือการที่เท้าคางมันเป็นลักษณะของผม แต่ว่าท่านผู้อภิปรายท่านบอกว่าผมเท้าคาง ท่านอย่านะ ถ้าเกิดผมจะแคะขี้มูก ท่านกรุณานะครับ คืออย่างนี้ครับ คือผมไม่ถอน หรอกนะครับ เชิญท่านศิริโชคครับ เชิญท่านนั่งลงครับ ไม่ครับ ท่านต้องดูที่เหตุครับ ท่านอย่าดูที่ผล ถ้าดูที่เหตุคุณหมอจะรู้คุณหมอเป็นชาวพุทธก็จะรู้เหตุและรู้ผล ถูกไหมครับ เชิญท่านศิริโชคครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ศิริโชค โสภา กรรมาธิการนะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับ อาจจะมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น เนื่องจากประธานกรรมาธิการพยายามบอกว่ากรณีของการนับว่าควรจะนับเมื่อไร เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ประธานวินิจฉัยเอง โดยที่กรรมาธิการไม่ได้รับทราบเลยนะครับ ผมเพิ่งมา รับทราบวันนี้ครับว่าท่านประธานได้ทําเรื่องไปถึงนายชวน หลีกภัย แล้วก็ไปถึงท่านนิพิฏฐ์ เพราะฉะนั้นการที่ท่านประธานกรรมาธิการอ้างว่าคณะกรรมาธิการที่เห็นด้วยนี้ ไม่จริงครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านประธานกรรมาธิการช่วยชี้แจงตรงนี้หน่อยนะครับ เพราะพวกผมไม่ได้เคยหารือ เรื่องนี้เคยหารือครั้งเดียวตอนที่มีการกําหนดการประชุม ครั้งแรก แล้วก็ในรายงานการประชุมก็บอกว่าคณะกรรมาธิการก็อาจมีหนังสือหารือ ประธานรัฐสภาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยต่อไป แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีการนําเอาเรื่องนี้เข้ามา หารือในคณะกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นการที่ท่านประธานบอกว่ากรรมาธิการมีความเห็น อย่างนั้น ไม่จริงครับ แล้วก็ไม่ใช่ครับ เป็นความเห็นของประธานกรรมาธิการคนเดียวครับ ก็เลยอยากจะขอให้บันทึกไว้ในที่ประชุมด้วยครับ
เดี๋ยว ๆ ท่านอย่าเพิ่ง ๆ นะครับ ท่านอย่าเพิ่งประท้วง เดี๋ยวผมให้อีกสักคนนะ เดี๋ยวนะครับ ท่านประธานวิปเดี๋ยว เชิญ ๆ ต่อเนื่องเลยครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะลุกขึ้นอธิบายให้ท่านที่ท้วงว่าผมไม่ได้บอก ท่านประธานครับให้ท่านผู้สงสัยนี่ดูข้อบังคับ ข้อ ๙๔ เขารับหลักการแล้ว ในข้อ ๙๔ พอข้อ ๙๔ รับหลักการ เขาบอกต่อไปว่า ให้พิจารณา ในวาระสอง ขั้นแปรญัตติ แล้วไปดูข้อ ๙๕ ช้อ ๙๖
คืออย่างนี้ เดี๋ยวครับ คือถ้าท่านขึ้นมาอภิปรายอย่างนี้มันก็เป็นการเถียงในแง่ประเด็นของข้อบังคับในเรื่องแง่ กฎหมายมันก็ไม่จบสักที เดี๋ยว ๆ ครับ เดี๋ยวท่านจะประท้วงผมหรือประท้วงท่านก็ว่ามา ในข้อบังคับข้ออะไรนะครับ ท่านอย่าอภิปรายเลยนะครับ เชิญ
ผมลุกขึ้นในสิทธิ พาดพิง เพราะครั้งแรกผมว่าไปเขาบอกว่าผมไม่ได้อธิบาย
ใช้สิทธิพาดพิงเรื่องอะไร เชิญครับ
ในวาระที่หนึ่ง ผมก็เลยบอกว่า ข้อ ๙๔ มันเข้าวาระที่หนึ่งไปแล้ว แปรญัตติมันอยู่ในวาระที่สอง ผมเลย อธิบายท่านคือมันเริ่มจากข้อ ๙๔ แล้วก็เท่านั้นเองครับ
ท่านจุรินทร์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ขอใช้เวลากับท่านประธานไม่ยาวนัก นะครับ เพราะว่าไม่ได้มีความประสงค์ใด ๆ ที่ต้องการที่จะให้มันยืดเยื้อออกไป แต่ว่าสิ่งที่ กระผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนกับท่านประธานก็เพื่อสนับสนุนความเห็นของท่านชวน หลีกภัย และท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในการที่จะทําหน้าที่ของพวกเรา ต่อไปในรัฐสภาในอนาคต ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่า ความจริงข้อบังคับ เขียนไว้ชัดเจนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในข้อ ๙๒ ระบุไว้อย่างที่ท่านนิพิฏฐ์ได้พูดไปเมื่อสักครู่ ว่าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ให้กระทําเป็น ๓ วาระ ตามลําดับ ข้อนี้เป็น ข้อหลัก และมีนัยสําคัญ ๒ ประการ ประการที่ ๑ ก็คือทําให้เป็นวาระ ประการที่ ๒ ไม่ใช่ ๓ วาระธรรมดา ต้องเป็นไปตามลําดับด้วย นั่นแปลว่าจะต้องพิจารณาวาระที่หนึ่งให้จบ แล้วจึงจะไปเริ่มต้นวาระที่สอง จบวาระที่สอง แล้วจึงไปเริ่มต้นวาระที่สาม จะนับหนึ่งจาก การลงมติให้ความเห็นชอบวาระที่สาม แล้วค่อยพิจารณาวาระที่หนึ่งไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้น การพิจารณาในข้อ ๙๒ ระบุไว้ชัดในหลัก ๒ ประการนี้ ก็เป็นสิ่งที่กระผมขออนุญาต กราบเรียนเพิ่มเติมกับประธานในรายละเอียดต่อไปว่า คําว่า ๓ วาระ หมายความว่าอย่างไร ข้อบังคับเขียนไว้ชัดว่าวาระที่หนึ่ง ก็คือขั้นรับหลักการ วาระที่สอง ก็คือขั้นกรรมาธิการ และ วาระที่สาม ก็คือขั้นของการลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ชอบ อย่างไรก็ตามในแต่ละ วาระนั้นก็มีรายละเอียดในทางปฏิบัติของมันที่ข้อบังคับระบุไว้เช่นเดียวกัน นั่นก็คือว่า ในวาระที่หนึ่ง คําว่า ขั้นรับหลักการ ไม่ได้แปลว่าแค่ลงมติรับหลักการเท่านั้น แต่กิจกรรม ของการดําเนินการพิจารณากฎหมายขั้นรับหลักการในวาระที่หนึ่งจะต้องดําเนินการ ด้วยการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเสนอเสร็จก็จะต้องมีการพิจารณาอภิปราย พิจารณา เสร็จท่านก็ต้องมีการลงมติ
ท่านจุรินทร์ครับ มีประท้วง พาดพิงนะครับ เดี๋ยวก่อนครับ ให้ท่านจุรินทร์ว่าไปก่อน เชิญครับ ท่านจุรินทร์ว่าไปก่อนครับ
เมื่อมีการลงมติแล้วไม่ได้แปลว่าจบขั้นรับหลักการแล้วนะครับ หลังจากลงมติแล้วก็จะต้อง มีการตั้งกรรมาธิการ ว่าจะตั้งกรรมาธิการจํานวนเท่าใด มีผู้ใดเป็นกรรมาธิการบ้าง เมื่อตั้งกรรมาธิการเสร็จแล้วก็จะต้องพิจารณาอีกว่าจะใช้ร่างใดเป็นหลัก ถ้ามีหลายร่าง เมื่อได้มติว่าจะใช้ร่างใดเป็นหลักแล้วก็จะต้องพิจารณาต่อไปว่า จะแปรญัตติในกี่วัน ถ้ามี ความเห็นไม่ตรงกัน ท่านหนึ่งเสนอ ๑๕ วัน อีกท่านหนึ่งเสนอ ๖๐ วัน เหมือนการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่เราพิจารณาอยู่นี้ที่เป็นปัญหานั่น ละครับก็จะต้องมีการลงมติว่าจะแปรญัตติใน ๑๕ วัน หรือ ๖๐ วัน คําว่า แปรญัตติ แปลว่า สมาชิกสามารถที่จะไปยื่นเรื่องเพื่อขอแก้ไขถ้อยคําแตกต่างไปจากร่างที่รับหลักการมาว่า อย่างใดบ้าง เพื่อให้ที่ประชุมกรรมาธิการในวาระที่สองได้พิจารณา และนํากลับมาให้ ที่ประชุมในรัฐสภาใหญ่ได้ตัดสินใจ ถ้ากรรมาธิการเขาไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นขั้นตอน กระบวนการของวาระที่หนึ่งในขั้นรับหลักการจึงประกอบด้วย ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ จนกระทั่ง ไปจบที่การลงมติว่าจะแปรญัตติในกี่วัน จึงจะถือว่าจบวาระที่หนึ่ง
วาระที่สอง คืออะไรครับ วาระที่สอง คือขั้นกรรมาธิการ เริ่มต้นด้วยอะไร เริ่มต้นด้วย ๑. เริ่มประชุมกรรมาธิการ เลือกตําแหน่งประธาน เลือกตําแหน่งเลขานุการ เลือกตําแหน่งโฆษก เลือกตําแหน่ง ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ไปจนกระทั่งพิจารณาในขั้นกรรมาธิการ จนเสร็จ
เดี๋ยวครับท่านจุรินทร์ ท่านประสิทธิ์ท่านไม่ต้องครับ ปล่อยให้ท่านอธิบายให้ฟังก่อนครับ เชิญนั่งลงก่อนครับ เชิญครับ
และเมื่อเสร็จแล้วไม่ใช่จบขั้นกรรมาธิการนะครับ จะต้องนํากลับเข้ามาสู่ที่ประชุมร่วมกันของ รัฐสภา ก็คือเหมือนกับที่ท่านทําอยู่นาทีนี้ครับ นี่ก็คือส่วนหนึ่งของวาระที่สอง ขั้นพิจารณา ของกรรมาธิการ เมื่อในส่วนของการพิจารณาหลังจากนําเข้ามาสู่สภาใหญ่แล้ว ก็จะต้อง เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๑ ระบุว่าจะต้องมีการพิจารณาเรียงลําดับมาตรา ฉบับนี้มี ๔ มาตรา ก็จะต้องเริ่มต้นตั้งแต่มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ มาตรา ๔ ไล่ไปเรื่อย ๆ จนถึง มาตราสุดท้าย และในการลงมติแต่ละมาตรานั้นจะต้องถือเอาเสียงข้างมากเป็นหลัก อันนี้ ข้อบังคับระบุไว้ชัดเจนครับ เสร็จแล้วไม่ใช่จบวาระที่สองนะครับ ข้อบังคับยังระบุไว้อีกครับ ในข้อ ๑๐๒ ว่า เมื่อพิจารณาเรียงลําดับมาตราเสร็จแล้ว จะต้องมีการพิจารณารวมทั้งร่าง อีกครั้งหนึ่งเป็นการสรุป จึงจะถือว่าจบขั้นตอนในวาระที่สอง ขั้นกรรมาธิการ แล้วก็จะมา วาระที่สาม ขั้นลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งข้อบังคับ ข้อ ๑๐๔ ก็ระบุไว้ชัดว่า วาระที่สาม จะไม่มีการอภิปราย และต้องลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ วิธีการลงมติ คือใช้วิธีขานชื่อ ต้องลงมติโดยเปิดเผย และถ้าถือว่าที่ประชุมให้ความเห็นชอบต้องมีเสียง เกินกว่ากึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นกระบวนการของแต่ละวาระมันมีรายละเอียดของมัน วาระที่หนึ่ง ที่เราถกเถียงกันก็เหมือนกัน ไม่ใช่แค่ลงมติรับหลักการแล้วก็จบ จะต้องไปจบที่ การลงมติว่าจะแปรญัตติในกี่วัน แต่ร่างฉบับนี้มีปัญหา มีปัญหา ๒ ข้อครับ ข้อ ๑ ก็คือขณะที่ ยังไม่จบวาระที่หนึ่ง เราไปนับ ๑ พิจารณาวาระที่สอง นั่นก็คือไม่ได้พิจารณาเรียงตามวาระ ตามลําดับที่ข้อบังคับระบุไว้ พิจารณาวาระที่สอง ก่อนจบวาระที่หนึ่งอย่างไรครับ เพราะวาระที่หนึ่งเราพิจารณากันในวันที่ ๔ เมษายน วันนั้นเป็นเวลาประมาณตีหนึ่ง ตีสอง ปรากฏว่ากําลังจะลงมติว่าจะแปรญัตติใน ๑๕ วัน หรือ ๖๐ วัน องค์ประชุมไม่ครบเสียก่อน จึงลงมติไม่ได้ เมื่อลงมติไม่ได้ถือว่าการพิจารณาในวาระที่หนึ่งยังไม่จบ เมื่อยังไม่จบ ประธาน รัฐสภาจึงนัดประชุมใหม่วันที่ ๑๘ เมษายน ให้ลงมติว่าจะแปรญัตติในกี่วัน เพื่อให้ วาระที่หนึ่งเพื่อให้วาระที่หนึ่งมันจบอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นวาระที่หนึ่ง มันจบวันที่ ๑๘ แต่ปรากฏว่าประธานรัฐสภาไปสั่งให้นัดประชุมกรรมาธิการตั้งแต่วันที่ ๔ เมษายน ขณะที่ วาระที่หนึ่งยังไม่จบ วาระที่สองก็เลยเริ่มต้นขึ้น นี่ละครับที่บอกว่าขัดข้อบังคับ ขัด รัฐธรรมนูญ ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ก็คือว่ามีผลกระทบต่อผู้ที่ต้องการที่จะแปรญัตติ อย่างน้อย ท่านชวน ท่านนิพิฏฐ์ ๒ ท่าน แทนที่ท่านจะนับว่าวาระที่หนึ่งจบวันที่ ๑๘ และเปิดเวลาให้ สมาชิกสามารถเสนอคําแปรญัตติได้ ๑๕ วันนับจากวันถัดไปตามข้อบังคับ คือวันที่ ๑๙ วันที่ ๒๐ วันที่ ๒๑ นับไปวันสุดท้ายวันที่ ๑๕ คือวันที่ ๓ พฤษภาคม ซึ่งท่านชวน กับท่านนิพิฏฐ์ก็ได้ไปยื่นตามเวลาที่กําหนด
ท่าน โอเคครับ
แต่ท่านประธานครับจะจบแล้วครับ ผมจะได้ครบถ้อยกระทงความ แต่ปรากฏว่า ท่านประธานกรรมาธิการไม่รับ กลับไปอ้างว่าการนับ ๑ ๑๕ วันนับ ๑ จากวันที่ ๔ ที่ถือว่า จบวาระที่หนึ่ง ซึ่งผมกราบเรียนแล้วมันไม่ใช่จบวาระที่หนึ่ง วันที่ ๔ แล้วท่านก็ไปนับวันที่ ๕ และกําหนดวันที่ ๑๕ สุดท้ายคือวันที่ ๑๙ เมษายน ท่านชวนกับท่านนิพิฏฐ์ไปยื่นหลังวันที่ ๑๙ เมษายน ท่านก็เลยไม่รับ ทั้งที่จริง ๆ ๑๕ วันต้องนับจากวันที่ ๑๙ เมษายน ไปถึงวันที่ ๓ พฤษภาคม ซึ่งทั้ง ๒ ท่านยื่นตามกรอบเวลาที่ว่าไว้ และในการตัดสินทั้งหมดนี้ว่าไม่รับ เป็นการตัดสินของประธานกรรมาธิการ ไม่ใช่ที่ประชุมกรรมาธิการ นี่ก็จะเป็นปัญหาอีก ประการหนึ่ง เพราะฉะนั้นด้วยสภาพปัญหาทั้งไม่ได้พิจารณาเรียง ๓ วาระตามลําดับ และกรณีของการพิจารณาไม่รับการยื่นคําแปรญัตติของท่านชวนและท่านนิพิฏฐ์ ซึ่งเขาทํา ถูกต้องตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญทุกประการ กระผมจึงกราบเรียนว่ากระบวนการอย่างนี้ ถือว่าการดําเนินการไม่ชอบโดยรัฐธรรมนูญสําหรับการพิจารณานี้ และผมคิดว่าถ้าเราจะได้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ รับสิ่งที่กระผม ท่านชวน ท่านนิพิฏฐ์ได้กราบเรียนด้วยเหตุด้วยผล ตามข้อบังคับรัฐธรรมนูญจริง ๆ ก็จะเป็นประโยชน์ที่จะนําไปใช้ได้ในอนาคต ไม่เช่นนั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะเป็นตราบาปเรื่องความไม่ชอบโดยกระบวนการพิจารณา ท่านก็นับ ๑ ต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ครับ เอาพาดพิงครับ คุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาต ท่านประธานใช้สิทธิพาดพิงในฐานะที่เป็นสมาชิกเสียงข้างมากที่ปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ และถูกกล่าวหาว่าไปฝ่าฝืนข้อบังคับ นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ผมได้นําเรียนแต่แรกนะครับ ว่าผมเองมีส่วนเป็นผู้นําเสนอ ในขณะนั้น สิ่งที่ต้องกราบเรียนประธาน ชี้แจงให้บันทึกในสภาแห่งนี้นะครับ ถ้าผมไม่ชี้แจง เป็นการเสียหายมาก โดยเฉพาะเป็นข้อกล่าวหาของท่านประธานวิปฝ่ายค้านนี้นะครับ ท่านประธานครับ ความเข้าใจ ความเห็นต่างของเพื่อนสมาชิกเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ความเห็นต่างนั้นต้องตัดสินด้วยกติกา กติกาคือข้อบังคับที่พวกเราช่วยกันร่างขึ้น ถ้าท่านประธานจะดูนะครับ ขณะนี้เรามีความสับสนกันว่าวาระที่หนึ่งจบเมื่อไร วาระที่สอง เริ่มเมื่อไร ท่านเปิดไปหน้า ๓๔ ข้อบังคับประชุมรัฐสภาครับ ชัดเจนว่าวาระที่หนึ่งจบ เมื่อรับหลักการ จบเมื่อรับหลักการ ท่านดูข้อบังคับเขียนไว้นะครับ ข้อ ๙๔ ในกรณีที่ประชุม
คุณหมอชลน่านครับ เดี๋ยวครับ เดี๋ยวมีคุณบุญยอด ประท้วงเรื่องอะไรครับ ท่านบอกผมเลยนะครับ
ท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ฟังจากท่านจุรินทร์นะครับ ท่านกล่าวถึงประธานรัฐสภาและส่วนของกรรมาธิการ และประธานกรรมาธิการ ท่านไม่ได้ กล่าวหาสมาชิกในที่นี้เลยนะครับ กระบวนการที่ท่านจุรินทร์อธิบายนี้ ไม่ได้พูดถึงการประชุม รัฐสภา โดยสมาชิกนะครับ แต่ท่านพูดถึงประธานรัฐสภา ซึ่งมีการวินิจฉัยไปตั้งกรรมาธิการ กรรมาธิการเดินหน้าต่อไป ในขณะที่วาระที่หนึ่งยังไม่จบ ท่านประธานต้องฟังและไม่เปิด โอกาสให้สมาชิกท่านใด ๆ ลุกขึ้นมาตอบโต้แทนหรืออธิบายแทนครับ ท่านไม่ได้ถูกกล่าวหา หรือพาดพิงถึงครับ
ครับ อย่างนี้นะ คุณหมอชลน่าน วันนั้นเป็นคนเสนอเรื่องนี้นะครับ มันพาดพิงเขานะ ให้เขาได้อธิบายหน่อยนะครับ เชิญคุณหมอชลน่านต่อนะครับ
ท่านประธานครับ ผมต้องใช้สิทธิพาดพิง เพราะว่าท่านพูดถึงวาระที่หนึ่งด้วย วาระที่หนึ่งเสียหายมากถ้าผม ไม่ชี้แจง เพราะว่าในมุมของสมาชิกส่วนใหญ่นะครับ รัฐสภาแห่งนี้ตีความตามข้อบังคับว่า วาระที่หนึ่งนะครับ ข้อ ๙๔ ในกรณีที่ประชุมรัฐสภามีมติในวาระที่หนึ่งรับหลักการ แห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ให้พิจารณาในลําดับต่อไปเป็นวาระสอง จบแล้วครับ วาระที่สองเริ่มเมื่อไรครับ ก็หน้า ๓๔ ข้อ ๙๕ เขียนชัดเจนครับ วาระที่สองตั้งกรรมาธิการ กระบวนการวาระสองต้องเริ่มจากสภามีมติตั้งกรรมาธิการครับ จะไปเริ่มนับตั้งแต่ กรรมาธิการประชุมไม่ได้ครับ จบแล้วประธานตั้ง สภาแห่งนี้ตั้งกรรมาธิการขึ้นไป เริ่มตั้งแต่ ตั้งกรรมาธิการ นั่นคือกระบวนการในวาระที่สอง เพราะฉะนั้นถ้าไม่เป็นอย่างนั้น เจตนา ในการเขียนข้อบังคับนี้ รัฐสภารับข้อบังคับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาผิดหมดครับ การแปรญัตติเขียน ในข้อ ๙๖ ว่าด้วยการตั้งกรรมการทําในงานในกรรมาธิการแล้ว ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ท่านประธานครับ ถ้าสภามีมติว่าแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน เกิดประชุม เข้าไปเลยนะครับ รับคําแปรญัตติไม่ทัน เกิดกรรมาธิการบอกว่าขยายวันแปรญัตติไปเป็น ๓๐ วันได้หรือไม่ กรรมาธิการไม่มีสิทธิตัดสินนะครับ ต้องมาขอสภาแห่งนี้ สภาแห่งนี้ จะเรียกประชุมว่าเอาแล้วเพิ่มให้อีก ๓๐ วันหรือเปล่า ทําได้ครับ ไม่เกี่ยวกับวาระที่หนึ่ง มันเป็นอํานาจของสภา ชัดเจนครับท่านประธาน ในการแปลความนี้ ต้องแปลความ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ๓ วาระ ทําตามลําดับ เขียนไว้ชัดเจนครับ ถ้าเราทํา นอกเหนือจากนี้ขัดรัฐธรรมนูญ ขัดข้อบังคับ ในความเห็นของผมและเสียงข้างมาก ส่วนท่าน จะแปรญัตติอย่างไรนี้ก็เป็นสิทธิของท่านที่จะบันทึกไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ ท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ เราทําตามข้อบังคับ เขียนไว้ชัดเจนว่าเริ่มอย่างไร ไปอย่างไร มาอย่างไร ต้องประทานอภัยครับ ผมได้ตีความตามข้อบังคับ ด้วยความเคารพท่านประธาน จริง ๆ ครับ ผมไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย เพราะไม่ได้เรียนกฎหมายมา เรียนแพทย์มา แต่ว่าข้อบังคับเขียนอย่างนี้ ต้องแปลเป็นอื่นไม่ได้ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
กรรมาธิการเดี๋ยวชี้แจงอีกที นะครับ ผมจะได้สรุปแล้วจะเดินหน้าต่อนะครับ เชิญกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ เพื่อให้เรื่องมันชัดเจน เนื่องจากผมเข้าใจว่าหลายท่านอาจจะลืม ๆ ไปบ้าง เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นนะครับ ก็ขอย้อนกลับไปดูว่าจริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องคําวินิจฉัย ของคณะกรรมาธิการ แต่เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการได้รับแจ้งจากเลขาธิการรัฐสภาถึงวัน ลงมติรับหลักการ พวกเราคงจํากันได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญก็ได้มีการประชุมเพื่อลงมติ รับหลักการเสร็จไปตั้งแต่วันที่ ๔ เมษายนแล้ว ลงมติผ่านไปแล้วนะครับ ตั้งคณะกรรมาธิการ ก็เสร็จไปแล้ว สุดท้ายก็มาถามกันว่าจะแปรญัตติกันกี่วัน ตรงนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ฉะนั้น การลงมติมันจบไปแล้ว เมื่อจบไปแล้วถามว่าวันไหนวันรับหลักการ ก็คือวันที่ ๔ นับ ๑๕ วัน จากไหน ก็จากวันที่ ๕ เป็นต้นไป ครบ ๑๕ วันก็คือวันที่ ๑๙ เมษายน ฉะนั้นผมเข้าใจว่า เรื่องเป็นมาอย่างนี้ ส่วนการมาประชุมตอนหลังก็เพื่อมาลงมติว่าตกลงจะเอา ๑๕ วัน หรือ ๖๐ วันใช่ไหมครับ ก็เป็นเรื่องอีกประเด็นหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องการรับหลักการแล้ว ฉะนั้นจะมา ย้อนกันว่านับตั้งแต่วันที่ตกลงว่าจะเอา ๑๕ วันคงไม่ใช่ ท่านลองดูข้อบังคับการประชุมของ สภาผู้แทนราษฎร เรื่องนี้เขาก็แบ่งอย่างนี้เป็น ๓ วาระ วาระที่หนึ่งคืออะไร รับหลักการ วาระที่สองก็ตั้งกรรมาธิการ ข้อต่อไปก็บอกแปรญัตติ เวลาจะแปรญัตติให้ยื่นต่อ คณะกรรมาธิการ ยื่นกี่วัน ก็ยื่นตามข้อบังคับ มันอยู่ในวาระที่สอง ไม่ใช่วาระที่หนึ่ง ของรัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าท่านดูวาระที่หนึ่งรับหลักการ วาระที่สอง ตั้งคณะกรรมาธิการ ข้อต่อไปข้อ ๙๖ บอกว่าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนั้นผู้ใดเห็นควรแก้ เพิ่มเติมก็ให้เสนอคําแปรญัตติเป็นหนังสือต่อประธานภายในสิบห้าวัน ก็มันอยู่ในขั้นตอนของ วาระที่สอง ไม่ใช่วาระที่หนึ่ง ก็เข้าใจกันอย่างนี้ ผมก็จําได้ว่าตอนที่ลงมติเมื่อวันที่ ๑๘ ตกลง รับหลักการเอาวันไหน เพราะวันที่ ๑๕ ๑๕ วัน ที่สมาชิกกําหนดต้องนับให้ถูก ผมนี่จําได้ว่า เริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๔ คือวันรับหลักการ วันที่ครบก็คือวันที่ ๑๙ ก็เข้าใจกันอย่างนั้น พอเข้าใจ กันอย่างนี้ท่านประธาน ผมมาดูนะครับ ท่านทั้งหลายที่ยื่นคําแปรญัตติวันที่ ๕ ขออภัยที่ เอ่ยชื่อคุณสุรสาลครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรยื่นวันที่ ๙ หลายท่านก็ยื่นไป วันที่ ๑๐ วันที่ ๑๑ ไปวันที่ ๑๘ เยอะหน่อย เพราะรู้มันใกล้แล้ว เยอะครับวันที่ ๑๘ ๒ หน้า ๓ หน้า เยอะครับวันที่ ๑๙ ท่านที่ ๑๔๗ มายื่นวันที่ ๑๙ ไปถึงท่านที่ ๑๗๓ ก็เป็นอันว่า สมาชิกส่วนใหญ่ทั้งหมดเข้าใจว่าวันสุดท้ายคือวันที่ ๑๙ ท่านสุรสาลก็เป็นอย่างนี้ เหลืออีก ๒ ท่านมายื่นหลังจากนั้น ผมก็เข้าใจว่าคงจะเป็นความเข้าใจผิดของท่านเอง กรรมาธิการ ก็ได้รับหนังสือจากสํานักงานเลขาธิการบอกว่า ตามหนังสือที่อ้างถึงแจ้งว่าที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาได้พิจารณาลงมติรับหลักการ แล้วตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา กําหนดแปรญัตติภายใน ๑๕ วัน ตามข้อบังคับนั้น ในคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๕ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๖ ที่ประชุมได้พิจารณาและลงมติ กําหนดวันแปรญัตติภายใน ๑๕ วันนับจากวันรับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไข เพิ่มเติมนี้ พวกผมก็ได้รับแจ้งอย่างนี้ แล้วก็เอาวันที่ ๑๙ เป็นวันสุดท้าย ผมถึงยืนยันว่า สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ๙๐ คนครับ ได้ยื่นภายในกําหนดครับ ท่านประธานครับ ก็เป็นอันว่าพวกเราเข้าใจกันอย่างนั้น ผมก็เลยคิดว่ามันไม่มีเหตุผลที่จะไปบอกว่าต้อง นับตั้งแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม คงไม่ใช่หรอกครับ ท่านประธานครับ
เอาละครับ ผมว่าได้ชี้แจง กันพอสมควร พอแล้วครับ คืออย่างนี้ครับ คือผมให้ท่านชวนอีกท่านเดียว ท่านชวนเชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ เนื่องจากกรรมาธิการบอกว่าเป็นความเข้าใจผิดของพวกผมเอง ต้องกราบเรียน อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ กระผมจําได้ว่าวันนั้นเมื่อมีมติรับหลักการ ๓๖๗ เสียง ไม่รับ ๒๐๔ เสียง ตั้งกรรมาธิการ ๔๕ คนจบแล้ว ซึ่งตอนที่เสนอแปรญัตติในกี่วัน สมาชิกของ ฝ่ายรัฐบาลก็เสนอคําแปรญัตติตามข้อบังคับ ฝ่ายค้าน คุณอรรถพรเสนอแปรญัตติ ๖๐ วัน ประธานก็ดําเนินการไปโดยลําดับ แต่บังเอิญว่าก่อนลงมติว่ากี่วันนี่ครับ องค์ประชุมไม่ครบ จึงต้องเลิกประชุม ความจริงท่านประธานก็พูดว่า โดยอัตโนมัติถือว่าเป็นไปตามข้อบังคับ ๑๕ วัน แต่ว่ากระผมเข้าใจว่าท่านประธานก็รู้ว่าการวินิจฉัยนั้นน่าจะมีอะไรที่ขาดตก บกพร่องอยู่ ๒ สัปดาห์ต่อมาจึงได้ประชุมใหม่เพื่อขอลงมติในเรื่องแปรญัตติในกี่วัน ประเด็น ไปตามที่กระผมกราบเรียนตั้งแต่ต้นว่าเราตีความคําว่ารับหลักการอย่างไร ได้ฟัง ๒ ท่านนี้ ชัดแล้วครับ ชัดก็คือว่าท่านเห็นว่า คําว่ารับหลักการ ก็คือเมื่อลงมติรับหลักการ จบวาระ ที่หนึ่งแล้ว ส่วนการตั้งกรรมาธิการและแปรญัตติในกี่วัน วาระที่สอง ถ้าเป็นอย่างนี้สิ่งที่ท่าน ทํามาก็เป็นไปตามที่ท่านมีความเห็นแล้ว อันนี้ชัดเจนแล้วครับว่าความเห็นเราต่างกัน แล้วครับ ต่างกันชัดเจนเรื่องนี้ ในส่วนของกระผมนั้นวินิจฉัยความเห็นเรื่องคําว่า รับหลักการ ว่าหมายถึงกระบวนการรับหลักการ การพิจารณากฎหมาย ๓ วาระ กระบวนการ รับหลักการก็คือกระบวนการที่ ๑ รับหลักการ คําว่า รับหลักการ มิใช่หมายความว่าลงมติ รับหลักการกี่เสียง จบ ไม่ใช่ ต้องตั้งกรรมาธิการก่อน แล้วยุติด้วยมติว่า แปรญัตติในกี่วัน ถือว่ากระบวนการในวาระที่หนึ่งจบ วาระที่สองคือกรรมาธิการไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ของเขาเอง นั่นคือการเริ่มวาระที่สอง แต่วาระที่สองเริ่มไม่ได้จนกว่าวาระที่หนึ่งจะจบ กระผมคิดว่าคําอธิบายของสมาชิก ๒ ท่านหลังนี้ชัดเจนว่าท่านตีความว่าคําว่า รับหลักการ หมายถึงคําว่ารับหลักการจบ ส่วนวาระตั้งกรรมาธิการและแปรญัตตินั้นเป็นวาระที่สองแล้ว ถ้าคําวินิจฉัยอย่างนี้ก็ถือเป็นความเห็นที่ต่างชัดเจน แล้วก็ถือว่าท่านทําไปตามที่ท่าน มีความเห็น ส่วนกระผมไม่ได้เข้าใจผิดครับ กระผมเข้าใจตามความเห็นกระผมว่าเท่าที่เรา ปฏิบัติมา อย่างที่กระผมกราบเรียนแล้วว่ารับหลักการตอน ๕ ทุ่มครึ่ง ตั้งกรรมาธิการกว่าจะ เสร็จ มีมติแปรญัตติในวันรุ่งขึ้น ตีหนึ่ง เราถือวันที่ ๑ คือวันที่รับหลักการจบ เราทํามาอย่างนี้ ตลอดครับ แต่ว่าเมื่อท่านมีความเห็นอย่างนั้นก็เป็นสิทธิของท่านครับ กระผมไม่ได้เข้าใจผิด อะไรครับ กระผมเข้าใจอย่างนี้มาตลอด กระผมอาจจะเข้าใจผิดมาตลอดก็ได้ถ้าหากว่า เป็นอย่างที่ท่านเข้าใจ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
บันทึกความเห็นไว้นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องมันเลยมานะครับ เป็นความเห็นที่ผมว่าต่อไปคงจะต้องใช้ที่ประชุมแห่งนี้ ในการวินิจฉัย เพราะว่าท่านสมาชิกหลายท่านก็ดูตามข้อบังคับ ข้อ ๑๖ วรรคหนึ่ง ก็เข้าใจ ว่ารับ แต่ว่ารับหลักการ แต่เมื่อท่านมีความเห็นว่ากระบวนการยังไม่จบสิ้น ก็เป็นความเห็นที่ ต้องบันทึกแล้วต้องหาข้อสรุปต่อไป ฉะนั้นผมเรียนอย่างนี้ครับ ท่านสมาชิกครับ เพื่อไม่ให้ เสียเวลา ผมขอดําเนินการประชุมต่อ ท่านนิพิฏฐ์ไม่แล้วครับ เพราะว่าทุกอย่างได้บันทึกไว้ หมดแล้วนะครับ เชิญท่านเลขาธิการอ่านตั้งแต่ชื่อร่างนะครับ เชิญครับ
ชื่อร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีการแก้ไข คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ ไม่มี การแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติค่ะ
มีผู้สงวนคําแปรญัตติ ๒ กลุ่มนะครับ กลุ่มหนึ่งให้ตัดออกทั้งหมด ๖ ท่าน อีกกลุ่มหนึ่งก็คือท่านวัชระขอเพิ่มเติม นะครับ เพราะฉะนั้นทางพรรคส่งมา ท่านวัชระอภิปรายก่อนคนแรก เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่จริงถ้าท่านประธานจะอนุญาตให้ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ได้อภิปรายก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
ท่านก่อน ท่านว่าไปเลยครับ ผมเข้าสู่กระบวนการพิจารณากฎหมายแล้วครับ
ก็เป็น เพราะว่าท่านประธานได้ตัดบท ไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปราย อย่างนี้ก็ต้องไปที่อุรุพงษ์ ท่านประธานครับ หรือไม่ก็ต้องไปที่สวนลุมพินี ท่านประธานที่เคารพ ผมได้แปรญัตติเอาไว้ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่พวกท่านร่าง และกําลังจะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า อํานาจของพวกท่านที่ท่านคิดว่ามีอํานาจที่จะเขียนกฎหมาย บังคับใช้กับประชาชนอย่างไรก็ได้นั้น ได้ถามพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศแล้วหรือยัง ท่านไม่ได้เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้มีส่วนร่วมในการลงประชามติ หรือไม่ฟังความคิดเห็นของของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ท่านประธานครับ ผมจึงได้ สงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๑ มาตรา ๑ ที่พวกท่านจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๙๐ แล้วท่านอ้างว่าเป็นไปด้วยความล่าช้าเกิดความเสียหายแก่ ประเทศ จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติม ท่านประธานครับ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีทั้งสิ้น ๓๐๙ มาตรา มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ มาตราสุดท้าย มาตรา ๓๐๙ และมาตราที่ท่านกําลังจะแก้ไข คือมาตรา ๑๙๐ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้แต่ปรากฏว่า ในขณะนี้นั้น มีบางคนข่มขู่พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศครับ บอกว่า ถ้าคุณไม่ให้อภัย คุณไม่สามารถเป็นประเทศเดียวกันได้อีกต่อไป ผมพูดให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศฟังผ่าน วิทยุ ผ่านโทรทัศน์ ท่านประธานครับ คนที่บอกว่า คุณไม่สามารถเป็นประเทศเดียวกันได้ อีกต่อไป คนผู้นั้นคือ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ท่านประธานที่เคารพ ประท้วงตามใบสั่ง ขึ้นมาเป็นแถบ ๆ
เดี๋ยวครับท่านวัชระ ท่านขอแปรญัตติเพิ่มข้อความนะครับ แต่ท่านอภิปราย
ก็ต้องเริ่ม จากมาตรา ๑ ครับ นอกประเด็น
เดี๋ยวมีผู้ประท้วงท่านแล้วครับ เดี๋ยวประท้วงทีละคน บอกข้อประท้วงมาด้วยนะครับ ผมจะได้วินิจฉัย ท่านเกียรติ์อุดม แล้วท่านจ่าประสิทธิ์นะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ขอประท้วงผู้กําลังอภิปราย ในข้อ ๔๓ อภิปรายไม่ได้อยู่ ในประเด็น และวรรคสอง ใช้กิริยาวาจาอันไม่สุภาพ กล่าวร้ายเสียดสีคนที่ไม่ได้อยู่ในสภานะ ครับ ไม่มีโอกาสที่จะได้มาชี้แจง เพราะฉะนั้นการอภิปราย การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ไม่มีใครที่ จะไปแยกดินแดนครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัยว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ รัฐบาลชุดที่แล้วก็ขอแก้ไขนะครับท่านประธาน ไม่มีใครอภิปรายแบบนี้นะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วย ขอบพระคุณครับ
เดี๋ยวผมวินิจฉัยครับ ท่านประสิทธิ์อีกครั้งหนึ่ง เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยพร้อมกันเลยนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงผู้อภิปราย ตามข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็น ใส่ร้ายผู้อื่น และที่สําคัญที่สุด การทําหน้าที่ของผมกรณีที่ประท้วงนี้ ผมประท้วงตามข้อบังคับ แล้วกล่าวหาว่าผมประท้วงตามใบสั่ง อย่างนี้ต้องถอนครับ
เอาอย่างนี้ ผมวินิจฉัย นะครับ ท่านนั่งลงได้แล้วครับ
ต้องถอนครับ ไม่ถอนไม่ได้ เพราะผมทําหน้าที่แทนพี่น้องประชาชนครับ
เดี๋ยวผมวินิจฉัยก่อนนะครับ ท่านวัชระครับ ท่านขอแปรญัตติเอาไว้นะครับ ในมาตรา ๑ โดยการเพิ่มข้อความว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามตินะครับ เพราะฉะนั้นตามข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ประกอบ ข้อ ๔๓ ท่านกรุณานะครับ อยู่ในประเด็น อยู่ในประเด็นที่ท่านขอแปรญัตตินะครับ ท่านขอแปรญัตติอย่างไรท่านพูดในประเด็นนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นเชิญท่านอภิปรายให้อยู่ ในประเด็นนะครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ
เดี๋ยวครับ มีท่านยุคล ประท้วงท่านวัชระนะครับ
มิได้ครับ เขาประท้วงท่านประธานนั่นละครับ
ประท้วงผมหรือครับ ผมวินิจฉัยถูกต้องเป๊ะเลยนะครับ เชิญท่านยุคลครับ ประท้วงอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัด จันทบุรี ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๔๓ ครับ ว่าผู้ที่ประท้วงเมื่อสักครู่นี้ ท่านจ่าสิบตํารวจประสิทธิ์ที่ประท้วงท่านวัชระ เพชรทอง นะครับ ผมเรียนบอกกับ ท่านประธานว่า ท่านจ่าสิบตํารวจประสิทธิ์นี่พูดจาไม่สุภาพเสียดสีนะครับ ที่คําว่า จรกา จรกา นี่พูดแล้วผมว่าเป็นภาษาที่ฟังแล้ว ท่านประธาน ฟังแล้วท่านมีความรู้สึกอย่างไร
เมื่อกี้ผมตัดไมโครโฟน ไปก่อนแล้ว ผมไม่ได้ยินนะครับ ผมตัดไมโครโฟนไป ไมโครโฟนไม่ได้เสียงไปไหนนะครับ
ผมอยากจะให้ท่านประธานบอกกับจ่าประสิทธิ์ว่าถอนคําพูดด่วนที่สุด ถ้าอย่างนั้น มันไม่เหมาะที่จะเป็นสภาผู้แทนราษฎรหรือเป็นรัฐสภาแห่งนี้ครับ
นี่ครับ คือผมจะให้เขาถอน ได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้ผ่านไมค์ ไม่มีการบันทึกไว้ในรายงานการประชุมหรือชวเลขนะครับ ผมว่าเรื่องนี้ท่านประสิทธิ์ครับ กรุณานะครับ ท่านอย่าได้พูดอะไรที่มันเกินเลย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพอปิดไมโครโฟนท่านตะโกน ท่านพูดอะไร นี่อย่านะครับ เวลาพูดปั๊บต้องพูดกับ ประธาน ต้องพูดผ่านไมโครโฟนนะครับ เมื่อกี้ผมกดไมค์ไปแล้ว ผมก็วินิจฉัยเรียบร้อยว่า ให้ท่านวัชระได้อภิปรายในประเด็นตรงประเด็นที่ท่านขอเพิ่มเติมคําว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้ผ่านประชามติ ท่านก็อภิปรายในประเด็นของท่านนะครับ แล้วท่านจะใช้เหตุผลท่านจะ ออกไปข้างนอกบ้างผมก็ไม่ว่าอะไร แต่อย่าออกไปไกลเกินนะครับ ท่านอย่าไปไกลเกินเสียจน ไปถึงบุคคที่สาม ท่านอย่านะครับ ขอความกรุณานะครับ เพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความ เรียบร้อยครับ เชิญท่านจ่าประสิทธิ์ครับ ท่านยุคลนั่งนะครับ เชิญท่านวัชระครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผมขอขอบคุณท่านยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา ส.ส. ตลอดกาลจากจังหวัดจันทบุรี ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วท่านประธานก็ควรที่จะควบคุมการประชุม และท่านประธาน ก็วินิจฉัยได้ว่าใครจะพูดอะไร อย่างไร ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พูดจริง ทําจริง พูดคําไหนคํานั้น และไม่เคยโกหกพี่น้องประชาชน ไม่เคยแอบอ้างว่าตนเองนั้นเป็นคนที่ นําสายการบินไปที่จังหวัดของตัวเอง ท่านประธานครับ ผมรู้ดีว่าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ รู้ว่าใครมีพฤติกรรม พฤติการณ์อย่างไร เพราะใครกินข้าวของใครก็ต้องรับใช้คนนั้น แต่ผม กินข้าวของประชาชน ต้องรับใช้ประชาชน ไม่อาจรับใช้ทรราชได้ ท่านประธานครับ ที่ผม ได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๑ และผมได้อภิปรายไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ
(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านประธานไม่ควรเปิดโอกาสให้เขาประท้วงโดยที่ไม่ได้พาดพิงถึงเขาเลย
ท่านประสิทธิ์ท่านนั่งนะครับ ท่านนั่งครับ ไม่เสียหายเลยครับ เชิญท่านวัชระต่อไปครับ
ขอขอบคุณ ท่านประธาน
ท่านนั่งลงครับ เชิญท่าน วัชระครับ
คําวินิจฉัย ของท่านประธานถึงเป็นที่สุดนะครับ ถ้าไม่นั่ง เชิญเรียกตํารวจสภาเพื่อมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน
ไม่ต้องแนะผม ท่านอภิปราย ของท่านไปนะครับ เพราะท่านกําลังเข้าประเด็น ท่านประสิทธิ์นั่งลง อดทนนิดหนึ่งนะครับ ท่านกําลังเข้าประเด็นแล้วครับ เหตุผล เชิญครับ
ท่านประธาน ได้ฟังโดยตลอดนะครับ ผมไม่ได้พาดพิงถึงเขาเลย ท่านประธานครับ ถ้าเขายังไม่นั่ง ท่านประธานก็ควรทําตามข้อบังคับอย่างเท่าเทียม ท่านประธานที่เคารพครับ ในบรรดา ประธานรัฐสภานี่มี ๒ ท่าน ท่านหนึ่งผมเคารพ อีกท่านหนึ่งผมไม่อาจที่จะเคารพได้ แล้วผม กราบเรียนท่านประธานว่าที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ในมาตรานี้ ท่านประธานครับ ผมได้
เดี๋ยวครับท่านวัชระ ให้เขา ทําไมท่านไม่ยอมนั่ง สั่งให้นั่งแล้วทําไมไม่นั่ง
ท่านเชิญ ตํารวจสภาเลยครับ
เดี๋ยวครับ ท่านประสิทธิ์ครับ ขอนะครับ ขอให้ท่านวัชระได้อภิปรายไปก่อนนะครับ ท่านอย่าเพิ่ง เพราะผมดูแล้วยังไม่ได้ กล่าวพาดพิงอะไรนะครับ
ไม่เลยครับ
ท่านนั่งลงก่อนนะครับ ไม่ต้องแล้วครับ เพราะฉะนั้นท่านว่าไปครับ
ท่านประธานครับ แล้วอย่างนี้จะบินตามนกแอร์ (Nok Air) ได้อย่างไร ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน ผมได้แปรญัตติเอาไว้ในมาตรา ๑ ซึ่งชัดเจนว่าผม แปรญัตติว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ผมเพิ่มคําว่า โดยไม่ผ่าน ประชามติจากประชาชน แล้วตามด้วยร่างของกรรมาธิการคือ (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ท่านประธานครับ เหตุใดผมถึงยกเอาคําว่า โดยไม่ผ่านประชามติจากประชาชน ขึ้นมา บัญญัติไว้เป็นชื่อร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นั่นเพราะว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น คือกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศครับ และอาจารย์ผู้สอนกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ มหาวิทยาลัยรามคําแหงในอดีต ปัจจุบันก็มาเป็นกรรมาธิการและตอบคําถาม ซึ่งตอบคําถาม ในวันนี้ผมคิดว่าท่านอาจารย์สอบตกรัฐธรรมนูญไปแล้ว ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านชวน หลีกภัย และท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ที่ได้ติงไว้ ในที่ประชุมแห่งนี้ว่ากระบวนการพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นมิชอบ เป็นเหตุอันควร รับฟังได้ เพราะอะไรครับท่านประธาน ก็เพราะว่าท่านชวน หลีกภัย ท่านเป็นถึงเนติบัณฑิต ครับ ถ้าท่านไม่มาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ป่านนี้ท่านก็คงเป็นอดีตผู้พิพากษาอาวุโส ในศาลฎีกา หรือท่านนิพิฏฐ์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ป่านนี้ก็คง เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลไปแล้ว ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นคําอภิปรายของทั้ง ๒ ท่าน จึงเป็นคําอภิปรายที่มีน้ําหนักและจะส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตกไปในอนาคตเมื่อถึง ศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามผมก็จะอภิปรายถึงเหตุผลของผมที่อยากจะเชิญชวน พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย ท่านประธานครับ พี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศนั่งดูท่านประธานอยู่ที่บ้าน ฟังวิทยุ ดูอินเทอร์เน็ต (Internet) หรือ สื่อสารมวลชนอื่น ๆ ท่านประธานก็ทราบว่ามีความพยายามในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นไปตามใบสั่งของใคร เมื่อมีใบสั่งก็มีผู้ปฏิบัติการและนํามาซึ่งการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญในขณะนี้ และฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๒ ท่านประธานครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ผมไม่ได้ เอ่ยถึงจ่าประสิทธิ์เลยนะครับท่านประธาน
อย่าพูดถึงครับ ท่านไม่ต้องครับ
ไม่ได้พูดถึง เลยครับ แล้วจะลุกขึ้นประท้วงได้อย่างไรครับ ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัย ผมขอประท้วง ท่านประธาน
ท่านกําลังไปสวย ๆ นะครับ ผมก็ว่าดีท่านกําลังพูดเข้าหลักเข้าเกณฑ์นะครับ แต่ท่านอย่าได้พาดพิงไปถึง บุคคลอื่นนะครับท่านวัชระครับ ท่านอย่าพูดอะไรที่มันมีนัยหรือว่ามันเสียดสีหรือว่าจ่อจงใจ ว่าจะกระทบกระทั่งคนอื่นนะครับ ท่านกรุณานะครับ ท่านประสิทธิ์ยังไม่ต้องนะครับ ผมได้ วินิจฉัยแล้วก็ให้ท่านวัชระ ไม่เป็นไรครับ เราทนได้ครับ เชิญท่านวัชระต่อไปครับ
ขอขอบคุณ ท่านประธานที่ได้เว้นวรรคให้ผมได้ดื่มน้ํา ท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมนั้นได้เน้นคําว่า ประชามติจากประชาชน ผมต้องการ ให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศผู้ซึ่งเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยได้มีสิทธิมีส่วนในการแสดง ความคิดเห็น และผมเห็นว่าการที่สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนหนึ่งนั้น ที่กําลังจะแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เรากําลังจะให้อํานาจฝ่ายบริหารคือรัฐบาล ไปเซ็นอะไรกับต่างประเทศก็ได้อย่างนั้นหรือ ทําไมถึงจะไม่มาผ่านที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎร หรือที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่เรียก รวมกันว่า ที่ประชุมรัฐสภาก่อน ท่านประธานครับ ท่านประธานลองนึกภาพและพี่น้อง ประชาชนลองนึกย้อนไปครับ ภาพถ่ายระหว่างโอบามา กับนายกรัฐมนตรี แค่ภาพถ่ายนั้น ภาพถ่ายเดียว ท่านประธานครับ ถ้ากฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ แก้ไขไป แค่ภาพนั้น ภาพเดียว มองไปที่สายตาของท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เราเสียเมืองขึ้น ทันที
ท่านอย่าได้ไปกล่าวถึง บุคคลอื่นนะครับ
ท่านประธานครับ ไม่ใช่บุคคลภายนอกเลย
ท่านว่าถึงเรื่องของการที่ ประชามติ เพราะท่านบอกว่า ประชามติ ท่านอย่าได้กล่าวถึง ถ้าท่านยังไม่หยุดผมจะไม่ให้ ท่านอภิปรายอีกแล้วนะครับ เชิญท่านวัชระ ขอความกรุณานะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ถ้าท่านประธานจะไม่เอ่ยถึงผู้นําฝ่ายบริหารเลยได้อย่างไรครับ เพราะจะแก้ กฎหมายเพื่อให้อํานาจฝ่ายบริหาร หัวหน้าของฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ชื่อ ท่านทราบอยู่แล้ว
ท่านวัชระครับ เพราะท่าน แก้ว่า ประชามติ ท่านจะขอประชามติจากประชาชนก่อนนั้นนะครับ
ถูกครับท่าน ประธาน เพราะฉะนั้นท่านประธานก็ต้องฟังเหตุผลประกอบของผมสิครับ
เชิญ ๆ ครับ
ท่านประธานเราไม่ใช่อาณานิคมนะครับ เราไม่ใช่อาณานิคม ชาติไทยเป็นอิสระครับ และผม ไม่ต้องการเป็นอาณานิคมของใคร ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานลองคิดดู ถ้าแก้ไข กฎหมายตามเสียงข้างมาก โดยไม่ฟังเสียงของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ อะไรจะเกิดขึ้น คนทั้งประเทศ มี ๖๔ ล้านคน ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานเพื่อแสดงภาพ เพียงภาพเดียวก็คือสัดส่วนของพี่น้องประชาชนที่ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ คือรัฐธรรมนูญที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานอนุญาต ขอบคุณท่านประธานที่อนุญาต
ยัง ผมยังไม่อนุญาตนะครับ
ท่านประธาน นี่แค่แสดงว่าใครโหวตเท่าไร ทําไมท่านประธานไม่อนุญาตผมไม่เข้าใจ
เดี๋ยว ท่านวัชระ ท่านฟังผม ก่อนนะครับ ท่านอย่าเล่นมุกนี้กับผมนะ ความจริงแล้วผมทําเฉย ๆ นะครับ เวลาผมจะ อนุญาตท่าน แต่ท่านอย่าพูดว่าผมอนุญาตแล้วนะครับ ผมยังไม่อนุญาตเลยนะครับ แต่ท่าน จะใช้เห็นว่าเป็นประโยชน์ เพียงแค่ท่านจะบอกว่าสัดส่วนของผู้ที่ประชามติเท่าไรนั้น ผมจะอนุญาตท่าน แต่ท่านอย่าได้พูดอะไรที่มันพูดเอาคําตอบเองนะครับ ท่านอย่านะครับ
ท่านประธานที่เคารพ นี่ละครับท่านประธาน ท่านประธานยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่ได้คํานึงถึง เหตุแล้วท่านก็มาพูดถึงผล ท่านบอกสมาชิกเมื่อสักครู่ว่าให้ดูที่เหตุก่อน เหตุของผม คือต้องการแสดงภาพเพียงภาพเดียวว่าสัดส่วนประชาชนทั้งประเทศเขาลงประชามติกัน เป็นเท่าไร แล้วท่านประธานก็ใช้อํานาจท่านประธานบอกว่าท่านประธานไม่อนุญาต และสุดท้ายท่านประธานอนุญาต ท่านประธานขัดทําไมให้เสียเวลา อํานาจท่านประธานมีอยู่ แต่ใช้ให้ชอบเถอะครับ ท่านประธานครับ ขอให้กล้องโทรทัศน์ได้โปรดขยายภาพนี้ให้ใหญ่ ๆ ท่านประธานจะเห็นว่านี่คือวงกลมนะครับท่านประธาน ไม่ใช่สี่เหลี่ยมนะครับ เพราะผม ไม่ชอบสี่เหลี่ยมอยู่แล้ว ท่านประธานครับ วงกลม กรุณาแช่ที่วงกลมไว้ครับ ท่านจะเห็นว่า สัดส่วนของประชาชนที่ลงประชามติเห็นชอบนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งประเทศนี่ เห็นชอบ ๕๗.๘๑ เปอร์เซ็นต์ และไม่เห็นชอบ ๔๒.๑๙ เปอร์เซ็นต์ ขอขอบคุณสํานักวิชาการ ของสภาผู้แทนราษฎรนะครับที่ทําภาพนี้มาให้ ท่านประธานครับ แล้วทําไมละครับ เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติมา เมื่อท่านจะแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทําไมท่านไม่กลับไปที่ประชาชนครับ ไม่ถามประชาชนที่นั่งฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ หรือที่อยู่ทางบ้านทั่วทั้งประเทศทุกภูมิภาค เราทําไมไม่ฟังพี่น้องประชาชน ท่านประธาน บางท่านบอกว่าทั้งหลายทั้งปวงในสภาแห่งนี้ ต้องยึดโยงกับประชาชน จะแก้ไขกฎหมายให้ ส.ว. ภรรยา ส.ว. เป็น ส.ส. ได้ ให้บิดามารดา ส.ว. เป็นส.ส. ได้ ยึดโยงกับประชาชน คําก็ยึดโยงกับประชาชน สองคําก็ยึดโยงกับประชาชน แล้วทําไมการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้และที่กําลังจะเป็นไป และในอนาคตอันใกล้อีก เช่นเดียวกัน ทําไมไม่กลับไปถามประชาชนครับ เพราะเรื่องใหญ่อย่างนี้เป็นเรื่องที่ ส่งผลกระทบโดยตรงถึงประชาชน ส่งผลกระทบอย่างไรครับท่านประธาน การทําสัญญา เอฟซีเอ (FCA) ตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อนเป็นอย่างไรครับ พี่น้องภาคเหนือที่ปลูกกระเทียม สบายดีไหมครับ ราคาดีไหมครับ พี่น้องประชาชนที่ปลูกหอมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ราคาดีไหมครับ แล้วหอม กระเทียม ที่มาจากประเทศจีนมาตีตลาดประเทศไทย ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความทุกข์ยาก ได้รับความไม่เป็นธรรม จําหน่ายกระเทียม หอม ในราคาที่ไม่ได้ราคา ไม่ยุติธรรมกับเกษตรกรไทย นี่คือตัวอย่างหนึ่ง ท่านประธานครับ แล้ว ถ้าเรายกอํานาจทั้งหมดให้รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารไปดําเนินการ ไปเซ็นอะไรก็ได้กับ ต่างประเทศ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นครับ ท่านเชื่อได้ไหมครับ ขนาดข้อมูลในประเทศ เห็นชัด ๆ ว่าของแพง รัฐบาลบอกว่าอย่างไรครับ รู้สึกกันไปเอง ของแพงไหมครับพี่น้องประชาชน ท่านนั่งอยู่ทางบ้าน ท่านอยู่ในภูมิภาค แม่บ้านที่ต้องไปจ่ายกับข้าวทุกวันของแพงไหมครับ ท่านประธานครับ นี่คือข้อมูล ขนาดข้อมูลภายในประเทศยังพูดไม่ตรงกับความจริง ในปัจจุบัน หรือแม้แต่การทุจริตโครงการจํานําข้าวที่รัฐบาลต้องเสียหายไป ๖๐๐,๐๐๐- ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่ารัฐบาลจะยอมรับว่าเจ๊งไปกี่แสนล้านบาทครับ ขนาดข้อมูล ภายในประเทศยังไม่กล้าเปิดเผยกับพี่น้องประชาชนอย่างตรงไปตรงมา แล้วนี่จะให้ไปเซ็น อะไรกับต่างประเทศก็ได้อย่างนั้นหรือ ทําไมไม่ถามประชาชนดูก่อนครับท่านประธาน ทําไม ไม่ถามประชาชนดูก่อนว่าควรจะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในลักษณะอย่างนี้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพ หรือแม้แต่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย โดยท่านศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ก็ยังได้ส่งจดหมายเป็นหนังสือที่ คปก. ๐๑/ว. ๑๐๐๔ ลงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ ถึงประธานรัฐสภา และได้ให้ข้อสังเกตและติติงการที่จะ แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรถึง ๑๙ หน้า ซึ่งผมจะไม่อ่าน ในรายละเอียดให้เสียเวลาในที่ประชุม แต่ต้องกราบเรียนพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ว่าถ้าท่านอยากฟัง ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าพี่น้องประชาชนอยากจะอ่านก็ต้องเปิดไปดู เว็บไซต์ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งมีท่านอาจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธาน และ ได้ส่งมายังประธานรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านประธานครับ การที่จะแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญผมก็ไม่เข้าใจว่าทําไมพวกท่านถึงไม่ฟังในสิ่งที่คนที่พวกท่านเคยฟัง ที่เคยได้พูดไว้ ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยการถ่ายทอดทางต่างประเทศมายัง ประเทศไทย แล้วบอกว่าให้มีการทําประชามติก่อนในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทําไมท่านไม่ปฏิบัติตาม ท่านประธานครับและถ้าแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญไปแล้ว ก็เป็นที่ น่าสงสัยครับว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยที่ ๖-๗/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ ในกรณีที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านหนึ่งได้ไปลง นามในคําแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชา ท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญได้ วินิจฉัยชี้ขาดว่า คําแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ เป็น หนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ ทั้งยังมีผลกระทบต่อความ มั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางอีกด้วย ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ท่านประธานครับ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็จะกลายเป็นโมฆะไป เมื่อท่านได้แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ท่านประธาน ครับ แล้วถ้าเป็นอย่างนี้บุคคลที่ลงมติเห็นชอบว่าต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ ก็ เท่ากับว่าทําให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนให้กับประเทศกัมพูชาในทันทีในวันนี้ ท่าน ประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้นเป็นเรื่องใหญ่ และมีผลให้ไทยต้องสูญเสียอาณาเขตหรือเสียดินแดนได้ ก็เคารพท่าน ประธานครับ เห็นท่านประธานปาดเหงื่อ ก็ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงอภิปรายเพื่อที่จะกราบเรียนท่านประธานและให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภา รวมทั้งพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศให้ได้ทราบว่าถ้าผ่านการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ แน่นอน ครับพี่น้องที่อยู่ทางภาคอีสาน ดินเดนส่วนหนึ่งของเราก็จะกลายเป็นของกัมพูชาในวันนี้ทันที ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลักการ เหตุผลที่ร่างมา รวมทั้งข้อความที่จะแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญโดยเขียนในลักษณะที่ ท่านประธานครับ ใช้มือกฎหมายที่ไม่ได้รับใช้ประเทศชาติ และประชาชน แต่ใช้มือกฎหมายที่เขียนเพื่อรัฐบาล ท่านประธานครับ เพราะกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แก้ไขในมาตรานี้มาครั้งหนึ่งแล้ว ไม่มีความจําเป็นอันใดเลยครับที่จะ แก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงไปนอกจากนี้ และท่านประธานครับ ท่านประธานจะบอกกับ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศอย่างไร จะยืนยันกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศอย่างไรว่า ถ้าแก้ไขไปตามนี้แล้ว ประเทศไทยจะไม่เสียดินแดนให้กับกัมพูชาแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ท่านประธานกล้ายืนยันตรงนี้ไหมครับ ท่านประธานกล้ายืนยันในเวลานี้ไหมครับ ท่านประธานกล้า ยืนยันกับพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศทั้ง ๖๔ ล้านคนไหมครับ หรือแม้แต่ประธาน กรรมาธิการ ซึ่งบัดนี้ก็ไม่ทราบไปไหน ท่านประธานครับ ประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการ ทุกคน กล้ายืนยันไหมครับ กล้าลุกขึ้นมายืนยันหรือไม่ว่า ถ้าแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๙๐ ไปแล้ว เราจะไม่เสียดินแดนให้กับประเทศกัมพูชาเลยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ถ้าท่านผู้ใดกล้ายืนยัน ให้ลุกขึ้นยืนยันว่าจะไม่เสียดินแดนเลยถ้าแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศครับว่า นักการเมืองเวลาเลือกตั้งก็ไปยกมือไหว้ ไปบอกพี่น้อง ประชาชน ไปสัญญาสารพัด และเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับท่านประธาน การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมันไม่ใช่เรื่องเฉพาะ สมาชิกรัฐสภาเท่านั้นแต่เป็นเรื่องของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ทั้ง ๖๔ ล้านคน ควรจะมี ส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในการลงประชามติว่าเห็นชอบด้วยหรือไม่ เหมือนกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ท่านประธานได้เป็นคนหนึ่งในการลงมติมาแล้ว ท่านประธานครับ จังหวัด ฉะเชิงเทราของท่านประธาน เขาลงประชามติเห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบ กรุงเทพมหานคร ลงมติเห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบ แน่นอนครับท่านประธานครับ การลงประชามติคือ การฟังเสียงพี่น้องประชาชนโดยตรง พี่น้องประชาชนมีสิทธิในฐานะที่เป็นประชาชนพลเมือง ในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทย ย่อมมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นเช่นเดียวกับพวกเราที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ การเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้มีอภิสิทธิ์เหนือพี่น้องประชาชนทั้งประเทศแต่ประการใด เพราะฉะนั้นการที่ผมได้แปรญัตติเพื่อที่จะให้สภาแห่งนี้ได้เห็นชอบกับข้อเสนอในการ แปรญัตติของกระผม เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าท่านกําลังจะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยไม่ผ่านประชามติของประชาชน ผมจึงเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ท่านนั้นโดยไม่ผ่านประชามติจากประชาชน ท่านประธานครับ เพราะอะไรครับ เราต้องเขียน ความจริงไว้ในกฎหมาย และเราต้องบอกพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่าเสียงข้างมากในสภา คือรัฐบาลกําลังจะทําอย่างนี้ แล้วพี่น้องประชาชนทั้งประเทศเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าพี่น้อง ประชาชนส่วนข้างมากทั้งประเทศเห็นด้วย แน่นอนครับ นั่นคือประชามติที่เราจะต้องปฏิบัติ ตามและรับฟัง เพราะเป็นเสียงประชามติจากประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ กราบเรียนท่านประธาน
อย่างนี้ท่านประสิทธิ์ครับ ไม่ต้อง ท่านใกล้จะจบแล้วครับ เดี๋ยวเขาจะจบแล้วครับ เดี๋ยวผมจะบอกว่าท่านวัชระ กรุณาได้สรุปได้แล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานก็ควรจะควบคุมการประชุมให้ดี เพราะไม่เช่นนั้น แล้วนี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในการที่จะลุกขึ้นมาพยายามประท้วง ท่านประธานครับ เพราะอะไรครับภาพพจน์ของรัฐสภาถึงตกต่ํา นั่นคือสิ่งที่ท่านต้องคิดและสมาชิกก็ต้องคิด เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะพ้นจากความตกต่ําไปได้ ก็ต้องมีศีลธรรมครับ ต้องมี ศีลธรรมและต้องฟังประชามติจากประชาชน การที่ผมเสนอชื่อร่างกฎหมาย ให้ท่านฟัง ประชามติจากประชาชนก่อน และบอกความจริงกับพี่น้องประชาชนว่าท่านกําลังจะแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญโดยไม่ผ่านประชามติจากประชาชนนั้นเป็นเรื่องจริง และเป็นเรื่องจริงที่ ท่านกําลังกระทํา ท่านประธานครับ ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าคนที่มีเสียงข้างมากจะเขียน กฎหมายบังคับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศอย่างไรก็ได้ ไม่สามารถที่จะบังคับพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศได้อย่างแน่นอนครับ เพราะอะไรครับท่านประธานครับ เพราะ ประชาชนเป็นเสียงสวรรค์ ประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย และสิ่งที่ผมกราบเรียนท่าน ประธานในตอนต้น ในมาตรา ๑ นั้น และผมยืนยันทุกประการกับท่านประธานว่าสิ่งที่ผมได้ พูดในมาตรา ๑ ของรัฐธรรมนูญว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรเป็นอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และมีคนพูดว่าจะแบ่งแยกประเทศไทยนั้น เป็นเรื่องจริงเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ
ท่านวัชระสรุปได้แล้วครับ ท่านสรุปได้แล้วครับ
ผมขอบคุณ ท่านประธานที่ได้ให้ผมได้อภิปรายเพื่อสื่อความจริงไปยังพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ผ่านท่านประธาน พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเขาเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศย่อมมีสิทธิในการที่จะลงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ท่านกําลังจะเสนอ เข้ามาแก้ไข และผมไม่เชื่อว่าอํานาจที่เสียงข้างมากมีอยู่นั้นจะสามารถเอารัดเอาเปรียบ ประชาชนหรือเอารัดเอาเปรียบประเทศชาติอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่ครับ เพราะประชาชน ทั้งประเทศจับตาดูอยู่ และถ้าท่านประธานรวบรัดตัดตอนไม่ให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกัน ในรัฐสภา แล้วท่านประธานจะให้ไปอภิปรายที่ไหน ที่สี่แยกอุรุพงษ์หรือที่สวนลุม
คืออย่างนี้ครับ ท่านวัชระ ด้วยความเคารพกันนะครับ รู้จักกันมานาน ท่านกรุณาสรุปได้แล้วครับ ท่านใช้เวลาไป จะครึ่งชั่วโมงแล้วนะครับ ท่านสรุปเถอะนะครับ เพราะว่าประเด็นของท่านนิดเดียวครับ ท่านเขียนในมาตรา ๑ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ผ่านประชามติจากประชาชน ท่านเขียน เพิ่มเติมแค่นี้ ท่านอธิบายไปเสียยาว สรุปได้แล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมก็ขอสรุปตามที่ท่านประธานได้กรุณาบอกผม และขอให้ท่านประธาน ได้กรุณาควบคุมการประชุมในวันนี้ครับ อย่างที่ท่านประธานได้ควบคุมอยู่ ถูกต้องแล้วครับ มีคนพยายามลุกขึ้นอภิปรายเพื่อลุกขึ้นประท้วง ท่านประธานไม่ให้ประท้วง ถูกต้องแล้วครับ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีวิธีการอย่างนี้สําหรับเพื่อนสมาชิกท่านต่อไปที่จะอภิปราย ก็จะมีคน ลุกขึ้นมาขัดมาประท้วงในทุกครั้งที่มีสมาชิกฝ่ายค้านหรือฝ่ายวุฒิสภาที่ไม่ยอมสยบให้กับ เผด็จการลุกขึ้นมาอภิปราย เพราะฉะนั้นจึงขอให้ท่านประธานได้โปรดควบคุมการประชุม และผมยังยืนยันว่าที่ผมได้แปรญัตติเพื่อที่จะใช้ข้อความว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย แก้ไขเพิ่มเติม โดยไม่ผ่านประชามติจากประชาชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นั้น เป็นสิทธิของ กระผม และกระผมขอยืนยัน อยากให้เพื่อสมาชิกทั้งสภา ทั้งวุฒิสภา และสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรได้กรุณาโหวตเห็นด้วยกับสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน เพราะผมถือว่าในมาตรานี้ เราควรที่จะเคารพประชาชน ประชามติจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศมีความหมาย และ เสียงจากพี่น้องประชาชนที่นั่งอยู่ทางบ้านทุกท่านทั่วทุกภูมิภาคมีความหมาย ที่รัฐสภาแห่งนี้ ต้องรับฟัง และสภานี้ไม่อาจที่จะเดินต่อไปได้ข้างหน้าถ้าไม่รับเสียงของพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ ผมขอให้กําลังใจพี่น้องประชาชนที่กําลังชุมนุมอยู่ในขณะนี้ ขอขอบคุณ
ท่านวิชาญจะชี้แจง กรรมาธิการชี้แจงนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับ เพราะว่า เพื่อนสมาชิกที่ได้พูดกล่าวมาถึงกรรมาธิการ ถ้าไม่ได้ชี้แจงแล้วก็คงจะเสียหายนะครับ
ประการแรก เพื่อนสมาชิกได้มีการแปรญัตติเพิ่มเติมข้อความ ท่านได้เพิ่มเติม ข้อความไปเพียงแต่ว่า โดยไม่ผ่านประชามติจากประชาชน ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานเองกับกรรมาธิการได้พิจารณากันอย่างรอบคอบ แล้วก็มีการดูในรายละเอียด แต่ส่วนหนึ่งในเรื่องของการที่อ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มี การแก้ไขเพิ่มเติมไปแล้ว ที่กําลังเสนอเข้ามา ไม่ใช่เป็นครั้งแรกครับ มีการแก้ไขไปแล้ว ในสมัยอดีตท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ เมื่อปี ๒๕๕๔ แล้วก็มีเนื้อหาซึ่งเสนอในขณะนั้น ก็มีการยกร่างในข้อกฎหมาย แล้วก็มาประกาศใช้ในขณะนี้ ซึ่งใช้มาแล้วก็มีปัญหา เมื่อมีปัญหาก็มีการแก้ไขเป็นเรื่องปกติ
ประการที่ ๒ ก็คือในเรื่องของประชามติ ผมกราบเรียนครับว่าในการทํา ประชามติที่ผ่านมา ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในสมัยอดีตท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ นั้นก็ไม่ได้มีการทําประชามติเช่นเดียวกัน
ส่วนกรณีต่อไปครับ ที่ท่านอ้างว่า หนังสือจากศาสตราจารย์ คณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่ส่งเข้ามาได้มีการนํามาพิจารณาในกรรมาธิการหรือเปล่า ขออนุญาตกราบเรียนครับว่ากรรมาธิการได้มีการพิจารณาทุกแง่ทุกมุมในแต่ละส่วน และ โดยเฉพาะได้เชิญผู้ที่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าวเข้ามาเสนอ แล้วก็มีการพูดคุยกัน แม้กระทั่งตัว ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ก็คืออดีตนายกรัฐมนตรีก็เข้ามา ท่านอภิสิทธิ์ก็เข้ามาเป็นผู้หนึ่งที่ให้ ความเห็นต่าง แต่กราบเรียนครับว่าในขณะที่มีการเสนอนั้น หนังสือที่ท่านได้อ้างถึง เมื่อ ศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ได้ส่งมา ส่งมาถึงนะครับ ด่วนที่สุด เลขที่ คปก. ๐๑/ว. ๑๐๐๔ ลงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ ขออนุญาตกราบเรียนครับว่าหนังสือฉบับนี้มาถึงก็ไม่มี ประโยชน์ครับ เพราะว่าหนังสือนี้อาจจะมีประโยชน์ในการที่จะนํามาพิจารณาให้กับเพื่อน สมาชิกในขณะนี้ แต่ขออนุญาตกราบเรียนว่าทางคณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาไปแล้ว แล้วก็สิ้นสุดในการพิจารณานําเสนอต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๖ แสดงว่าหนังสือ ที่นําส่งมาโดยความเห็นตรงนั้นยังมาไม่ถึงคณะกรรมาธิการ ก็ขออนุญาตเรียนชี้แจงให้เพื่อน สมาชิกได้ทราบนะครับในประเด็นต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้มีความเห็นครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านมีอะไรครับ ท่านวัชระ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ผมได้อภิปรายถึงหนังสือ ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายโดยท่านศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ผมไม่ได้อภิปราย อย่างที่ท่านกรรมาธิการวิชาญ มีนชัยนันท์ ได้อภิปรายไป ท่านประธานครับ ผมได้อภิปรายว่า ท่านอาจารย์คณิต ณ นคร ได้ส่งหนังสือของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย รวมแล้ว ๑๙ หน้า มาให้กับรัฐสภา ซึ่งผมไม่ได้เปิดเผยในรายละเอียดทั้งหมด เพราะมันมาก ต้องการ ให้พี่น้องประชาชนที่สนใจสามารถไปเปิดอินเทอร์เน็ตดูได้จากเว็บไซต์ของสํานักงาน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งตรงนี้จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ แต่อย่างไรก็ตามผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ เพียงแค่ ๕ บรรทัด ในหนังสือ ฉบับนี้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยังพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศด้วย และไปยังกรรมาธิการ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจึงเห็นว่า หากฝ่ายบริหารไปดําเนินการทําสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มิใช่เพื่อความร่วมมือทางวิชาการหรือเพื่อทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อการเงิน การคลังของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ อาจจําเป็น ขีดเส้นใต้นะครับ ๒ ครั้ง อาจจําเป็นต้องมี การตรวจสอบถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยด้วย เพื่อความโปร่งใส รอบคอบ และเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศชาติ ตรงนี้ผมก็ไม่ทราบว่าท่านกรรมาธิการ วิชาญได้อ่านหรือยัง ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนทั้งประเทศก็คงได้ยิน พร้อม ๆ กับท่านประธานว่าคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายยังเห็นความสําคัญของฝ่าย นิติบัญญัติ คือรัฐสภาแห่งนี้ต้องพิจารณาในการที่ท่านจะไปเซ็นเรื่องใด ๆ กับต่างประเทศ ท่านประธานครับ อันนี้เป็นประการแรก และเรื่องที่ ๒ ครับ
ท่านวัชระครับ ขออภัย นะครับ ผมขอ เรื่องนี้อยู่ในมาตรา ๓ ครับ ท่านค่อยว่าตรงนั้นนะครับ ที่มาตรา ๑
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ผมไม่อภิปรายในมาตรา ๓ เลย
พอแล้วครับ เพราะท่าน บอกว่าถ้าประชาชนสนใจ ๑๙ หน้าไปเปิดเว็บไซต์ของสํานักงานคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมาย
ใช่ครับ
ถูกต้องแล้วครับ เอาแค่นั้น จบครับ ท่านจุฤทธิ์ครับ
ท่านประธานครับ แล้วอีกเรื่องหนึ่ง ครับ
ไม่ต้องแล้วครับ พอแล้วครับ
ท่านประธานครับ ท่านวิชาญ ได้พาดพิง ท่านก็กรุณาให้ผมได้พูดสักเล็กน้อย ท่านประธานครับ ท่านประธานพาดพิง
ไม่ใช่ ท่านวิชาญเขาเป็น กรรมาธิการเขาชี้แจงท่านวัชระนะครับ เขาชี้แจงให้ทราบ ในเมื่อสักครู่ท่านบอกว่า ท่านวิชาญพูดเรื่องของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนี้ไม่ครบถ้วนไม่ถูกต้อง ผมก็อนุญาตให้ ท่านได้อภิปรายแล้วท่านก็บอกว่ามันมี ๑๙ หน้า มันยาวนะครับ ท่านขอบอกให้ประชาชนเปิด เว็บไซต์ แต่ท่านขออ่าน ๕ บรรทัด นี่ท่านเกิน ๕ บรรทัดไปแล้วนะครับ พอแล้วท่านครับ ท่านจุฤทธิ์ครับ
ท่านประธานครับ นี่เป็นประการหนึ่ง มี ๒ ประการครับ ประการที่ ๒ สั้น ๆ
สั้น ๆ นะครับ
สั้น ๆ เองครับ ท่านประธาน
เชิญครับ
ผมเอาเพียง แค่ ๓๐ วินาที เพียงพอท่านประธาน
๓๐ วินาทีนะครับ เชิญครับ
ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ไปถึงท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ ที่ท่านอ้างว่าในสมัยรัฐบาล ที่แล้วในการแก้รัฐธรรมนูญก็ไม่มีการทําประชามติ ก็มันเรื่องจริงครับ ไม่มีการทําประชามติ แต่ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญและจําเป็นอย่างยิ่งที่ผมเห็นควรว่าต้องมีการทํา ประชามติ เพื่อฟังเสียงจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศก่อน ขอขอบคุณท่านประธาน
ท่านจุฤทธิ์ครับ ท่านตัด มาตรา ๑ ออกทั้งมาตรานะครับ เชิญเลย อธิบายเหตุผลเลยครับ เชิญ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ตัดมาตรา ๑ ออกทั้งมาตรา เหตุเพราะว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในครั้งนี้ เหตุที่ไม่เห็นด้วยเพราะว่ามีเหตุผลอย่างน้อย ๓ ประการ
เหตุผลเรื่องที่ ๑ ก็คือว่า สมาชิกส่วนหนึ่งได้เสนอเรื่องเข้ามา เพื่อขอแก้ไข พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๐๙) กล่าวคือ ในเหตุผลท่านประธานครับ มีเหตุผลว่าในการแก้ มาตรา ๑๙๐ ครั้งนี้ เหตุเพราะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติของฝ่ายบริหาร แสดงว่าอะไรครับ ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลชุดนี้มีปัญหาในการปฏิบัติตนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ จึงเสนอมาเพื่อขอทําการแก้ไข ไม่ใช่เป็นปัญหาของประชาชนเลย และไม่ได้เป็นปัญหา ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสมาชิกด้วย แต่เป็นปัญหาของทางรัฐบาลฝ่ายเดียว ซึ่งได้เขียนไว้ในเหตุผลในการขอแก้ไขดังกล่าว ท่านประธานครับ ปรากฏว่าฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายบริหารยังกล่าวอีกว่า และเป็นผลให้กระบวนการในการทําความตกลง ระหว่างประเทศล่าช้า เมื่อมาถึงประโยคดังกล่าวครับ เรื่องกระบวนการในการ ทําความตกลงระหว่างประเทศล่าช้า ผมขอเรียนถามท่านกรรมาธิการครับ ท่านได้สอบถาม ฝ่ายบริหารหรือไม่ ว่าที่ล่าช้าคือเรื่องอะไรบ้าง และรัฐบาลยังบอกอีกว่า ก่อให้เกิด ความเสียหายแก่ประเทศทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม อันนี้เรื่องใหญ่ครับ กรรมาธิการ ได้ซักถามหรือเปล่าว่าเกิดความเสียหายแก่ประเทศในด้านเศรษฐกิจเรื่องอะไรบ้าง และในทางสังคมเรื่องอะไรบ้าง เศรษฐกิจที่บอกเสียหายเพราะว่ามีมาตรา ๑๙๐ เสียหาย เท่าไร อย่างไร เสียหายกับคู่ค้าประเทศอะไรบ้าง กรรมาธิการได้ซักถามหรือเปล่า ถ้ากรรมาธิการไม่ได้ซักถาม ผมก็ตั้งธงไว้เลยว่านี่คือเหตุว่าทําไมผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ในครั้งนี้ เพราะผมไม่เชื่อว่ากรรมาธิการจะทํางานอย่างตรงไปตรงมา ผมจึงขอเรียนถาม และขอคําตอบด้วยนะครับ มีเรื่องอะไรบ้าง กี่ประเทศ ประเทศอะไรบ้าง เสียหายอย่างไร เท่าไร สังคมเสียหายประเมินด้วยตัวเลขอย่างไร ประเมินด้วยฐานอะไร อันนี้ขอคําตอบนะ ครับ แล้วก็เสียหายแค่ไหน ท่านประธานครับ กรณีอ้างว่าการทําความตกลงระหว่างประเทศ ล่าช้าอันนี้ผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะอะไรครับ เพราะว่าอย่างน้อย ๆ เหตุการณ์เมื่อ ๒ สัปดาห์ ที่ผ่านมา ถ้าท่านประธานยังไม่ได้ลืม กรณีกรอบเจรจาการค้าระหว่างประเทศไทย และประเทศชิลี รัฐบาลจะต้องไปลงนามกับประเทศชิลี วันที่ ๔ ตุลาคม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลเอากรอบการเจรจาการตกลงการค้าระหว่างไทยกับชิลีเข้าสภาวันที่ ๒ ครับ ท่านต้อง ไปลงนามวันที่ ๔ ท่านเอาเข้าสภา วันที่ ๒ ฝ่ายค้านที่ท่านอ้างว่าค้านตลอดนะครับ เห็นชอบครับ เห็นด้วยครับ สนับสนุนครับ ไม่ได้ค้านทุกเรื่องครับ เพราะฉะนั้นที่จะมาอ้างว่า ทําให้เกิดความล่าช้า วันนั้นอภิปรายกี่ชั่วโมง สภาเปิดบ่ายโมงครับ ๔-๕ โมงเย็นจบแล้ว ๕-๖ ชั่วโมงเองครับ และถ้าอย่างนั้นที่อ้างว่ามาตรา ๑๙๐ ทําให้กรอบเจรจาการค้าล่าช้านี่มันจะ ล่าช้าได้อย่างไร ในเมื่อเราพิจารณากัน ๖-๗ ชั่วโมง ฝ่ายค้านหรือสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดก็ให้ ความเห็นชอบกับฝ่ายรัฐบาลในการไปทํากรอบเจรจาการค้าระหว่างไทยกับชิลีได้ นั่นคือ ตัวอย่างที่ ๑ ตัวอย่างที่ ๒ ท่านประธานครับ ตัวอย่างที่ ๒ กรณีเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม คือเมื่อ วันศุกร์ที่แล้วครับ ไทย-จีน ผมไม่พูดถึงประเทศอื่นนะครับ เพราะว่านายกรัฐมนตรีจีนมาที่ ประเทศไทย มาเยี่ยมในห้องประชุมรัฐสภานี้ ปรากฏว่าท่านประธานให้อภิปรายเรื่องการตั้ง ด่านในเส้นทางที่จะมีการเปิดเส้นทางการค้าใหม่ ระหว่างไทย-ลาว และจีน ปรากฏว่าท่าน ประธานรัฐสภาเรียกประชุมตอนบ่ายโมง บ่ายสามโมงท่านถึงให้ปิดอภิปราย ให้พักการปิด อภิปรายชั่วคราวก่อน ผมเป็น ๑ ในนั้นยังไม่ได้อภิปราย ท่านบอกว่าหลังท่านนายกรัฐมนตรี จีนกลับไปจะให้อภิปรายต่อ แต่ที่สุดท่านประธานเองที่นั่งอยู่ข้างบนบัลลังก์ตอนนี้ท่านมาขอ ความร่วมมือจากกระผม บอกว่าไม่ต้องอภิปรายได้ไหม นายกรัฐมนตรีจีนกลับไปแล้ว เรามา ขอความร่วมมือ แสดงความร่วมมือโชว์ศักยภาพประธานสภาให้จีนเห็นหน่อยได้ไหม พวกผม เห็นด้วย ผมลงมติเห็นด้วยด้วยซ้ําครับ เพราะฉะนั้นที่บอกว่ามาตรา ๑๙๐ จะทําให้ กระบวนการการทําความตกลงระหว่างประเทศล่าช้า มันล่าช้าอย่างไรครับ เรื่องใหญ่นะครับ ผ่านไทย-กัมพูชา ไทย-ลาว-จีน ๓ ประเทศ เราอภิปราย ๒ ชั่วโมงจบครับ ท่านประธาน ขอพวกผมให้ครับ แล้วเราจะมาแก้มาตรา ๑๙๐ เพื่ออะไรครับ นี่คือเหตุว่าผมทําไมตัด มาตรา ๑ ทิ้งทั้งมาตรา เพราะผมไม่เห็นความจําเป็นในการที่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ ท่านประธานครับ นั่นคือเรื่องที่ ๑ เหตุผลที่ ๑ ที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้
เรื่องที่ ๒ ก็คือนอกจากฝ่ายบริหารจะมีปัญหากับมาตรา ๑๙๐ ดังกล่าวแล้ว ฝ่ายบริหารกลับเจตนาตั้งใจมาลดอํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายรัฐสภาโดยตรง ลดอํานาจอย่างไร ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๙๐ ที่ท่านจะทําการแก้ไขอยู่ตอนนี้ ที่จะมีการลงมติต่อไปว่าจะแก้ไขตามที่ท่านตั้งใจแก้ไขหรือเปล่า เดิมครับ เดิมมาตรา ๑๙๐ เขียนไว้ว่าผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญา กับนานาประเทศ คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจะต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือ สัญญานั้น กล่าวคือรัฐบาลจะไปทําเรื่องใด ๆ ก็แล้วแต่จะต้องมาแจ้งต่อรัฐสภาก่อน ฝ่ายบริหารจะไม่มีอํานาจในการวินิจฉัยเองว่าเรื่องใดควรเข้ารัฐสภาหรือเรื่องใดไม่ควร เข้ารัฐสภา อํานาจดังกล่าวเป็นอํานาจของรัฐสภาครับ ไม่ใช่อํานาจฝ่ายบริหาร แต่วันนี้ ฝ่ายบริหารอ้างว่าอํานาจดังกล่าวทําให้ฝ่ายบริหารมีปัญหา ดังเหตุผลในข้อแรกที่ผม ได้เรียนไป อ้างว่าล่าช้า ทําให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ซึ่งเดี๋ยว กรรมาธิการต้องตอบผมแล้วครับว่าเสียหายอย่างใหญ่หลวง เสียหายอย่างไรบ้าง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และในเรื่องที่คิดว่าทําให้เกิดความเสียหาย ท่านประธานครับ สิ่งที่พวก เราเป็นห่วงก็คือว่าถ้าหลังจากนี้ฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีไม่ต้องให้ข้อมูลและชี้แจงต่อ รัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ถ้าสมมุติว่าฝ่ายรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารหรือรัฐมนตรี บางคน หรือผู้อยู่เบื้องหลังรัฐมนตรีบางคนมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือเกี่ยวดองกับ การลงนามสัญญานั้น ๆ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ รัฐสภาจะตรวจสอบได้ อย่างไรครับท่านประธานครับ พวกเราจะทราบได้อย่างไรครับ ทรัพยากรของประเทศไทย หรือประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศอื่น ๆ ที่เราจะไปเป็นคู่ค้าสัญญาด้วย ที่สุดแล้วมีผลกระทบต่อคนไทย ใครจะเป็นคนตรวจสอบครับ เดิมก่อนมีการแก้ไขนี้ เป็นอํานาจของรัฐสภา อย่างน้อยก็มีตัวแทนประชาชนในการทําหน้าที่ตรวจสอบ แต่เมื่อใด ที่ท่านแก้ไขแล้ว จะไม่มีหน่วยงานไหนมาตรวจสอบได้ เพราะอะไรครับ เพราะที่สุดแล้ว คณะรัฐมนตรีสามารถแอบอนุมัติกันได้ ท่านอ้างว่ามีมาตรา ๑๕๔ (๑) (๒) ที่ว่าเราสามารถ ไปคัดค้านได้ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาตัดสินภายใน ๑๕ วัน แต่ท่านประธานครับ สมมุติ ครม. อนุมัติบางเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศ แล้ว ครม. หรือคณะรัฐมนตรีไม่แถลงข่าว ถ้าท่านไม่แถลงข่าวพวกผมจะ ทราบได้อย่างไรว่าท่านเตรียมทําการอะไรบ้าง หรือท่านไม่ได้ประกาศลงในข่าวของมติ ครม. ของแต่ละครั้ง แต่ละฉบับ ประเด็นก็คือถ้าท่านไม่ลงไว้ในข่าว พวกผมไม่ทราบ ท่านไปเซ็น เสร็จแล้วอํานาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ (๑) (๒) ไม่มีเลยครับ ทําอะไรไม่ได้เลยครับ นี่คือเหตุที่ผมบอกว่าอย่างนี้รัฐสภาไม่สามารถตรวจสอบได้ พวกกระผมในฐานะสมาชิก รัฐสภาไม่สามารถตรวจสอบได้ นั่นคือเรื่องที่ ๒ ที่ผมบอกว่าเป็นข้อสังเกต
เรื่องที่ ๓ ก็คือว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ในส่วนของมาตรา ๑๙๐ ในเรื่องที่ ๓ ก็คือท่านไปลดอํานาจของประชาชน ลดอย่างไร ท่านประธานครับ ในร่างเดิมเขียนไว้ว่า ในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสมและเป็นธรรม ประเด็นก็คือในมาตรา ๑๙๐ เดิม ก่อนมีการแก้ไข บังคับไว้เลยครับว่ารัฐบาลจะต้องเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว เหมาะสมและเป็นธรรม นี่คืออํานาจของประชาชนที่ประชาชนควรจะได้ตามร่างเดิม เขียนเอาไว้ แต่เมื่อมีการแก้ไขนะครับ กรรมาธิการชุดนี้บอกว่าไม่ต้องใส่ไว้ในมาตรา ๑๙๐ ให้ไปออกกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบมาตรา ๑๙๐ ข้อนี้แทน ปัญหาก็คือว่าผมไม่เชื่อว่า หลังจากมาตรา ๑๙๐ ผ่านแล้วรัฐบาลจะทําตามที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะอะไรครับ เพราะเดิมเราแก้ไขมาตรา ๑๙๐ แล้ว รัฐธรรมนูญเดิมกําหนดให้ทําแค่ ๓ เรื่อง เรื่องอะไรบ้าง เรื่องให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภทกรอบเจรจา ขั้นตอน และวิธีการจัดทํา ๑. หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง อันนี้มาตรา ๑๙๐ เดิมกําหนดให้ทํา รัฐบาลยังไม่ทําจนบัดนี้ เรื่องที่ ๒ หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันทางการค้าและการลงทุนหรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เดิมกําหนดให้ทําแต่รัฐบาลไม่ทํา เรื่องที่ ๓ การแก้ไขหรือเยียวยาให้รีบทํากฎหมายลูกออกมาอย่างเร่งด่วน รัฐบาลก็ยังไม่ทําจนบัดนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ ณ วันนี้ที่เราจะลงมติกันผมจึงไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะทําครับ เพราะตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ผ่านมา ๒ ปีแล้วครับ รัฐบาลยังไม่ได้ทําอะไรเลย ผมจึงไม่เชื่อว่าแม้ว่าจะมีการแก้ไขแล้วรัฐบาลก็จะปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ อย่างที่กรรมาธิการแก้ไขและเสนอแก่สภา ณ ตอนนี้ ท่านประธานครับ กรรมาธิการแก้ไขแค่ ๓ เรื่องนี้ไม่พอครับ กรรมาธิการชุดนี้เพิ่มมาอีก ๒ เรื่อง ซึ่งเป็นอันตรายมาก เรื่องอะไรครับ เรื่องการให้ทํากฎหมายลูกและมีเรื่องสําคัญ ๒ เรื่องที่ เพิ่มเข้ามาและบอกให้ไปทําเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งมันไม่ควรทํา ควรจะอยู่ ในมาตรา ๑๙๐ เลย ๒ เรื่องคืออะไรครับ ๒ เรื่องก็คือ ๑. หนังสือสัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง ผมถามว่า เรื่องเขต อาณาเขตประชาธิปไตยทําไมต้องไปทํากฎหมายลูกมาประกอบครับ ทําไมเราไม่ยึด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ไว้เลย ใส่ไว้เลยครับ ในวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรสาม วรรคสี่ ก็ได้ ทําไมต้องบังคับให้ไปทํากฎหมายลูกประกอบ ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วย
อีกเรื่องครับ เรื่องนี้สําคัญที่สุดครับ คือ หนังสือสัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย ทําไมต้องออกกฎหมายลูกประกอบครับ ทําไมต้องมีกฎหมายประกอบครับ ทําไมเราไม่สามารถกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญได้เลยหรือครับ ในมาตรา ๑๙๐ ว่าอาณาเขต ประเทศไทยคืออะไร ทําไมต้องมีกฎหมายลูกประกอบ ท่านเพิ่มมาอีก ๒ เรื่องครับ คือเรื่องดังกล่าวที่ผมได้เรียนไปตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าในมาตรา ๑๙๐ นี้ เราไม่จําเป็นต้องมีการแก้ไขครับ สิ่งที่รัฐบาลต้องทํา สิ่งที่ฝ่ายบริหารต้องทํา ก็คือ ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ๓ เรื่องที่เราได้มีการแก้ไขไว้แล้วเมื่อปี ๒๕๕๔ แค่นั้น ก็น่าจะเพียงพอสําหรับการแก้ไขปัญหาเรื่องฝ่ายบริหาร ให้ฝ่ายบริหารสามารถทํางานได้ เพราะฉะนั้นผมสรุปอีกครั้งหนึ่งว่า ผมขอคําตอบครับท่านประธาน ขอคําตอบว่า ที่ขอให้มีการแก้ไข แล้วอ้างว่ากระบวนการในการทําความตกลงระหว่างประเทศล่าช้า มีเรื่องอะไรบ้าง กรรมาธิการได้สอบถามหรือไม่ และทําให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม มีเรื่องอะไรบ้าง เสียหายไปเท่าไร มีตัวอย่างหรือเปล่าว่า ประเทศไทยจะทําหนังสือสัญญาการค้ากับประเทศใด แล้วเสียหาย ทําไม่ทัน เข้าสภาไม่ทัน มีหรือเปล่า กรรมาธิการได้สอบถามหรือเปล่า หรือไม่มี เป็นการแค่ยกเมฆมาต้องการ แก้รัฐธรรมนูญเฉย ๆ ก็เอาเข้าสู่สภา และกรรมาธิการก็บกพร่อง ไม่ได้สอบถามเลย ในเรื่องดังกล่าว ขอคําตอบด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ในมาตรานี้สมาชิก ๖ ท่าน ขอตัดออก มีท่านจุฤทธิ์ท่านเดียวนะครับ ที่จะขออภิปราย ไม่มีผู้อภิปรายนะครับ ผมปิดอภิปราย เชิญกรรมาธิการได้ชี้แจงครับ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร ในฐานะประธานกรรมาธิการ ผมได้รับฟัง ท่านจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่ได้นําเสนอเพื่อจะให้ชี้แจงอยู่ ๒-๓ ประเด็น ที่ผมจดทัน ก็อยากจะนําเรียนอย่างนี้นะครับ ในกรรมาธิการเรานี้ได้เรียนเชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของกระบวนการต่าง ๆ ที่มีความล่าช้า เราได้เชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจงเรื่องความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็คาดว่าจะก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติงาน ของทางราชการ หมายถึงการทําสนธิสัญญาอยู่ ชี้แจงเราจนกระทั่งวันสุดท้าย แล้วสิ่งที่ผม อยากจะนําเรียนที่ประชุมก็คือว่าในรายละเอียดนั้นระยะเวลาสั้น ๆ กรรมาธิการคงยังหา เอกสารที่จะตอบให้ชัดเจนไม่ได้นะครับ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ได้ไหมครับ อยากจะขอเวลา นิดหนึ่ง เพื่อจะให้เจ้าหน้าที่มาเป็นที่ปรึกษาเรา เป็นกรรมาธิการร่วมกับเราได้นําเรื่องขึ้นมา เสนอชี้แจงจะได้ความละเอียดมากกว่าที่จะให้ผมชี้แจงนะครับ ขออนุญาตท่านประธานให้ ผู้เชี่ยวชาญได้กรุณาขึ้นมาชี้แจงตามที่ท่านจุฤทธิ์ได้กรุณาตั้งเป็นคําถาม
จากกระทรวงที่ขออนุญาต ไว้ใช่ไหมครับ
ครับ ก็เรียนเชิญ ทางกฤษฎีกา
เชิญ ที่ผมอนุญาตไว้ ๔ ราย นะครับ เชิญครับ ได้ชี้แจง
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ใครชี้แจงครับ เชิญนะครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ กราบเรียนทางท่านสมาชิกรัฐสภาที่สอบถามคําถามเมื่อสักครู่ ในเรื่องเกี่ยวกับในกรณีที่การแก้อันนี้ ที่ทําไมที่ผ่านมาในมาตรา ๑๙๐ นั้น บอกให้มีการออก กฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ แล้ว ยังไม่มีกฎหมายฉบับนี้ออกมา กระผม นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง ผู้อํานวยการสํานักหลักนิติบัญญัติ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่กรรมาธิการ ขอให้ขึ้นมาช่วยชี้แจงนะครับ เรียนอย่างนี้ครับ ที่เกิดปัญหาขึ้นในเรื่องของการตรากฎหมาย ในมาตรา ๑๙๐ นั้นที่ผ่านมา อันเนื่องจากในมาตรา ๑๙๐ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ได้เขียนในสาระสําคัญเกี่ยวกับการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับมาตรานี้ไว้ในหลายเรื่อง เช่น กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมอย่างกว้างขวางหรือกระทบต่องบประมาณอย่างนัยสําคัญนั้น พอ มีการเขียนลักษณะนี้ออกมานั้น แล้วก็โดยให้มีการไปออกกฎหมายเรื่องดังกล่าว เพื่อจะให้ เกิดความชัดเจนเกิดขึ้น ก็เกิดปัญหาว่าในที่เขียนไว้นั้นในเรื่องของคําว่า อย่างกว้างขวาง กับ คําว่า มีนัยสําคัญ นั้น ในข้อเท็จจริงหรือในรายละเอียดในการพิจารณาก็ยังมิอาจทราบได้ว่า ขอบเขตในการพิจารณาหรือขอบเขตในการที่จะกําหนดในเรื่องดังกล่าวที่บอกว่า มีการกระทบอย่างกว้างขวาง หรือมีการกระทบอย่างเป็นนัยสําคัญนั้น มีขอบเขตหรือมี สาระสําคัญเพียงใดหรืออย่างไรนะครับ เพื่อเกิดกรณีดังกล่าวนั้นเกิดขึ้น ในการเขียน กฎหมายนั้นขอบเขตที่เกิดขึ้นก็บังเกิดเป็นความไม่ชัดเจนแล้ว ในการพิจารณาก็เชิญทาง ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าสํานักงบประมาณ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม หรือหน่วยงานอื่น ๆ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับในเรื่อง นี้ที่จะต้องมีการออกกฎหมายฉบับดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ ก็ไม่อาจให้ความชัดเจนในขอบเขตที่จะเขียนกฎหมายในมาตรา ๑๙๐ ว่าในการกระทบมีผล อย่างกว้างขวางหรือกระทบอย่างมีนัยสําคัญนั้นสามารถที่จะกําหนดได้อย่างไรหรือมีขอบเขต เพียงใด ต่อมามีการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ อีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๕๔ ในรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) ก็พยายามแก้ไขในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน อันเนื่องมาจากปัญหาทําให้เกิดกรณีที่ว่า ในการเสนอหนังสือสัญญาเข้าสู่สภานั้น ในเรื่องดังกล่าวนี้มีความหมายแค่ไหน เพียงไร หรือ จะต้องเสนอหนังสือสัญญาในเรื่องอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องในมาตรา ๑๙๐ นี้ ก็มีการพยายาม ปรับปรุงแก้ไขในวรรคดังกล่าวในเรื่องของการมีกฎหมาย โดยกําหนดในเรื่องเพิ่มเติมเข้าไป ในเรื่องของการกําหนดให้มีกรอบและประเภทของหนังสือสัญญาในเรื่องดังกล่าวเอาไว้ด้วย แต่ก็ยังคงสาระสําคัญในเรื่องของกรณีเรื่องของอาจจะมีกระทบอย่างกว้างขวางหรือเรื่องของ ผลกระทบต่อนัยสําคัญต่องบประมาณอะไรทํานองนี้นะครับ ที่เขียนไว้ก็ยังไม่เกิด ความชัดเจนหรือยังมีปัญหาในเรื่องการกําหนดขอบเขตที่ชัดเจนในเรื่องดังกล่าวในการที่จะ เขียนกฎหมาย ก็มีการพยายามร่างเกิดขึ้นโดยเอาเรื่องต่าง ๆ หรือพยายามดูในกฎหมายอื่น ในกฎหมายต่างประเทศเอง ไม่ว่าประเทศต่าง ๆ จะเขียนในลักษณะใดก็ยังเกิดปัญหาอยู่ว่า ความชัดเจนหรือขอบเขตที่แน่นอนนั้น ที่จะทําให้เห็นชัดหรือสามารถกําหนดลงไปได้ว่า จะเป็นอย่างไรนั้น ก็ยังไม่สามารถที่จะหาข้อยุติได้ ในกระทรวงการต่างประเทศเอง กรมสนธิสัญญาและกกฎหมาย หรือกระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงอุตสาหกรรม สํานัก งบประมาณเองก็ยังไม่อาจที่จะยืนยันได้ว่าลักษณะนั้นถือเป็นการเข้าอยู่ในลักษณะของ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ดังกล่าว เพราะฉะนั้นเองมันก็เลยเกิดปัญหาในเรื่อง ของการที่จะกําหนดกฎหมายออกมา เพราะเมื่อกําหนดกฎหมายออกมาแล้วมันก็จะเป็นบท บังคับ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามลักษณะนั้นทันที แต่เมื่อยังเป็นประเด็นปัญหาเรื่องขอบเขต หรือความชัดเจนอยู่ ในการเขียนกฎหมายลักษณะดังกล่าวก็ยังไม่ได้ตราออกมาเพื่อบังคับใช้ นะครับ เพราะฉะนั้นแล้วที่ผ่านก็เลยเป็นลักษณะนี้ แต่อย่างไรก็ตามก็อาศัยโดยที่ว่า ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่ผ่านมานั้นก็มีกําหนดกรอบไว้ในเบื้องต้นเท่านั้น แล้วก็ถ้ามี ประเด็นปัญหาก็ยังมีในเรื่องของวรรคต่อไปที่จะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ก็เป็นเรื่องที่ ดําเนินการมาในทางบริหาร แล้วก็ดูในขอบเขตที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ กําหนด ก็เลยดําเนินการมาในลักษณะที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามก็เข้าใจว่าที่ปัญหานี้เกิดขึ้น อย่างน้อยก็ยังมีรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้ในปัจจุบันเป็นแนวทางในการดําเนินการอยู่ ส่วนรายละเอียดต่าง ๆ ที่ในเรื่องนี้ ทางกระทรวงการต่างประเทศ กรมสนธิสัญญา อาจจะให้ รายละเอียดเพิ่มเติมได้นะครับ
มีใครจะให้ข้อมูลเพิ่มเติม ไหมครับ เชิญท่านกฤช ประธานกรรมาธิการ เชิญครับ
กราบท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร ในฐานะประธาน กรรมาธิการ คือผมอยากจะอธิบายความนิดเดียวนะครับเพื่อจะได้ไม่เสียเวลาว่าในหลักการ และเหตุผลในการแก้ไข ที่จริงแล้วผมขออนุญาตเรียนว่าก็คล้ายคลึงกับที่เราได้เคยแก้ไขกันไว้ เมื่อปี ๒๕๕๔ ถ้าผมจําไม่ผิดนะครับ ผมขออนุญาตอ่านหลักการและเหตุผลปี ๒๕๕๔ ซึ่งคล้ายคลึงกันเพื่อจะได้เป็นความเข้าใจนะครับ เหตุผลในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับนี้ คือบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย ที่กําหนดให้หนังสือสัญญารัฐบาลทํากับนานาประเทศหรือองค์กรระหว่าง ประเทศในเรื่องที่มีผลกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่าง กว้างขวางหรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมี นัยสําคัญยังมีความเข้าใจที่แตกต่างกัน เนื่องจากไม่มีความชัดเจนเพียงพอ จึงเป็นอุปสรรค ในการดําเนินการนโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐ จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมให้มีความ ชัดเจนในการนําไปปฏิบัติอย่างถูกต้องไปได้ โดยให้มีการตรากฎหมายกําหนดรายละเอียด เกี่ยวกับประเภทของหนังสือสัญญาที่จะต้องมีลักษณะใดจึงจะนําเสนอให้รัฐสภาเห็นชอบ จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญนี้ กราบเรียนด้วยความเคารพว่าจะหาความชัดเจนในทุกเรื่อง ทุกสิ่งคงไม่ได้ เพียงแต่ว่าเราพบสิ่งที่มีปัญหาเหมือนกับปี ๒๕๕๔ ซึ่งผมได้มีโอกาสร่วมแก้ กฎหมายมาตรานี้ด้วย ก็ได้รับการอธิบายจากกรรมาธิการคล้ายคลึงกันอย่างนี้ แล้วก็สิ่งนี้ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ที่ผมได้อ่านไปนี้นะครับ เล่มที่ ๑๒๘ ตอนที่ ๑๓ ก วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔ หน้า ๗ และหน้า ๙ ด้วยความเคารพท่านประธาน ขอบคุณครับ
ท่านจุฤทธิ์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความจริง ประเด็นที่ผมถามแล้วต้องการคําตอบไม่ได้ซับซ้อนอะไรครับ ผมอยากทราบว่าเหตุที่เราต้อง แก้ในวันนี้ที่ท่านอ้างว่าเกิดความเสียหายแก่ประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เกิดความ เสียหายไปแล้วเท่าไร กี่ประเทศ ที่ท่านบอกว่าถ้าไม่แก้แล้วไม่ได้ครับ ประเทศไทยเดินหน้า ไม่ได้ ทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศไม่ได้ ทําอะไรไม่ได้แล้ว กี่ประเทศครับ กรรมาธิการ ได้สอบถามหรือเปล่า อย่างน้อย ๆ ก่อนโหวตในมาตรา ๑ พวกผมจะได้มีหลักอย่างไรครับ ว่าท่านไม่ได้ถามเลย ท่านยกเมฆขึ้นมาเฉย ๆ ว่าจะทําให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจ และสังคม สําคัญที่สุดไม่มีกรณีตัวอย่างเลยว่าเสียหายไปแล้วเท่าไร เสียหายอย่างไร กับประเทศอะไรบ้าง ไม่มีครับ นี่คือเหตุอย่างไรว่าผมตัดมาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ มาตรา ๔ ตัดทิ้งทุกมาตรา เพราะว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ไม่ได้เป็นปัญหากับประเทศ ไทย แต่เป็นปัญหากับนายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรี กับรัฐบาลชุดนี้เท่านั้น นี่คือเหตุครับ ถ้า ท่านกรรมาธิการตอบได้ ผมอยากได้รับคําตอบด้วยความสุจริตใจครับ อยากทราบจริง ๆ ครับว่าเสียหายไปแล้วเท่าไร สภานี้หรือเปล่าเป็นตัวสร้างปัญหา การกําหนดวาระการประชุม ของสภาหรือเปล่าเป็นปัญหากับรัฐบาลชุดนี้ เพราะว่าเรามีการแก้ไขที่มาของวุฒิสมาชิก เสียเวลาไปครึ่งเดือนครับ รัฐบาลจะเอาข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศเข้าสภา แล้วเข้า ไม่ได้หรือเปล่าเพราะมัวแต่แก้รัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. อยู่หรือเปล่า นี่คือคําตอบที่ผม ต้องการครับว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน เราจะได้แก้ให้ถูกจุดครับ
อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ เมื่อสักครู่นี้ครับ ผมอภิปรายไปแล้วว่าสมัยปี ๒๕๕๔ ที่เราแก้ไขครับ เราต้องการกฎหมาย ประกอบแค่ ๓ เรื่อง แต่วันนี้เรามาแก้ไขว่าต้องออกกฎหมายประกอบเป็น ๕ เรื่อง ประเด็น ปัญหาของผมก็คือว่าแค่ ๓ เรื่องรัฐบาลยังทําไม่ได้ แล้ววันนี้มาเพิ่มอีก ๒ เรื่องเป็น ๕ เรื่อง รัฐบาลจะทําหรือเปล่า หรือที่สุดแล้ว ผ่านไปอีก ๑ ปี ท่านบอกต้องแก้มาตรา ๑๙๐ ใหม่อีก เพราะ ๕ เรื่องนั้นท่านทําไม่ได้ วันนี้แก้แบบขอไปทีครับ แก้ไปเพื่อไปทําบางเรื่องบางอย่าง ให้ประสบผลสําเร็จ เป็นให้สมประโยชน์กับฝ่ายที่รัฐบาลต้องการเสร็จ หลังจากนั้นแก้ใหม่อีก ก็ไม่ว่า ตรงนี้หรือเปล่าครับ หรือมีบางคดีที่อยู่ในชั้นขั้นพิพากษาของศาลปกครอง คดีอาญา นักการเมืองหรือเปล่า คดีสิ้นสุดแล้วแก้เป็นอย่างไรก็ได้หรือเปล่า อันนั้นจะมีสมาชิกอภิปราย ต่อไป อันนี้เป็นข้อสังเกตของกระผมครับ ท่านประธานครับ ถ้ากรรมาธิการตอบได้อยากให้ ท่านตอบให้ชัดเจนอีกครับหนึ่งครับว่าความเสียหายเกิดขึ้นเท่าไร อย่างไร ประเทศไหนบ้าง และปัญหามันอยู่ตรงไหนครับ อยู่ที่สภาหรือฝ่ายบริหาร หรือเป็นปัญหาของฝ่ายกรรมาธิการ เองที่คิดไปเอง ขอบคุณครับ
กรรมาธิการจะตอบไหมครับ เชิญกรรมาธิการครับ ผมเชื่อว่าผู้ฟังที่อยู่ในห้องประชุมนี้คงจะได้ เชิญกรรมาธิการชี้แจง
ท่านประธานที่เคารพ ครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร กรรมาธิการ ผมกราบเรียน ด้วยความเคารพนะครับ ว่าในคําถามของท่านจุฤทธิ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็คงไม่มีใครตอบได้ ครบทุกเรื่อง ทุกข้อความที่เป็นปัญหานะครับ ในการแก้ไขพระราชบัญญัตินี้ รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ มาตรานี้ ได้แก้ไขกันมา ๑ รอบแล้ว ก็เพราะว่าในรอบแรกก็มีปัญหา จึงได้ดําเนินการ แก้ไข เมื่อแก้ไขมาแล้ว รอบนี้ก็ยังพบว่ามีปัญหาอยู่นะครับ ทั้งทางเรื่องเศรษฐกิจและสังคม ตอนนี้ผมได้เรียนเชิญคุณวัชรี อิทธิอาวัชกุล ซึ่งเป็นนักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ ซึ่งมาทํา หน้าที่กับเราอยู่ตลอดเวลา ในระหว่างที่ท่านได้มาพบปะ มาชี้แจง มาให้ข้อสังเกตในที่ประชุม กรรมาธิการ ท่านก็ได้ยกตัวอย่างขึ้นมา จึงขออนุญาตท่านประธานว่าคงไม่ได้ทุกเรื่องนะครับ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะตอบทุกเรื่อง เพียงแต่ว่าอยากจะขอความกรุณาท่านประธานอนุญาตให้ คุณวัชรีได้ชี้แจงในบางเรื่องที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้นําเสนอ ขอบพระคุณครับ
เชิญคุณวัชรีครับ ได้ชี้แจง เพิ่มเติมครับ เดี๋ยว ๆ คุณวัชระ ของคุณวัชระมีคําถามหรือครับ คําถามว่าประชามติ ตอบสิ ครับ ตอบเสียจะได้ไม่ต้องถามนะครับ ตอบเลยครับ เชิญครับ ผมให้ประธานกรรมาธิการ ตอบคุณวัชระก่อนครับ ผมรู้ว่าคุณวัชระยังไม่ได้คําตอบใช่ไหมครับ เรื่องประชามติครับ ว่า ทําไมถึงไม่ผ่านประชามติอะไรอย่างนี้ครับ เชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ก็ด้วยความเคารพนะครับ ท่านวัชระ เพชรทอง ปกติแล้วก็ทักทาย ยกมือไหว้กันทุกครั้งที่พบ เพราะท่านก็ตอบเองแล้วว่าคราวที่แล้วก็ไม่ได้มีประชามตินะครับ ผมก็ตอบได้เท่านี้ ขอบคุณครับ
ครับ คุณวัชระมีอะไรครับ ท่านวัชระครับคืออย่างนี้ คือตอบไปตอบมาข้างล่าง ผมเชื่อว่าทุกคนฟังแล้วว่าจะลงมติ อย่างไรนะครับ เชิญอีกทีครับ
ท่านประธานครับ ไมโครโฟนฝ่ายค้านนี่ไม่ค่อยดังจริง ๆ ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ถามคําถามไปยังท่านประธานกรรมาธิการ แล้วท่านประธานกรรมาธิการก็ยังไม่ได้ตอบ แล้วท่านประธานกรรมาธิการก็ลุกขึ้นมาบอกว่า ปกติก็พบกันยกมือไหว้กัน ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นคําตอบอะไร แต่ผมกราบเรียนท่านประธาน และกราบเรียนพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศที่ฟังอยู่ในขณะนี้ ผมได้ถามคําถาม หลายครั้งถึงกรรมาธิการ ว่าท่านกล้ายืนยัน กล้าลุกขึ้นยืนยันหรือไม่ ถ้าแก้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้แล้ว ประเทศไทยจะไม่เสียดินแดนให้กับประเทศกัมพูชา เพราะผมได้อภิปรายไปแล้วชี้ให้เห็นว่าเรากําลังจะเสียดินแดนจากการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรานี้ ท่านกล้ายืนยันไหมครับว่าเราจะไม่เสียดินแดนให้กับเขมร ถ้ากล้ายืนยืนโปรดลุกขึ้นยืนยัน
เอาละ คําถามได้แล้ว นะครับ คําถามท่านนั่งได้แล้ว
ใช่ครับเป็น คําถามที่ผมถาม และได้โปรดยืนยันกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ขอขอบคุณ
เดี๋ยวหมอสุรวิทย์ จะตอบท่าน นั่งลงครับไม่ต้องประท้วงครับ เชิญ ๆ นั่งลงได้แล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และเป็นคณะกรรมาธิการด้วย ผมกราบเรียนว่าต้องขอบคุณ ที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้สอบถามเพื่อให้เกิดความชัดเจน ผมอยากจะเรียนว่า คณะกรรมาธิการได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม หรือว่ามีหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาให้ข้อมูล
ประเด็นแรกที่ผมอยากจะนําเรียนเพื่อให้ชัดเจนว่า ที่ท่านได้เรียนถามว่ามี การทําประชามติ ทําไมไม่มีการทําประชามติ ในกรณีนี้ผมกราบเรียนว่าคณะกรรมาธิการ ตลอดถึงในส่วนของรัฐบาลนั้นก็คงจะได้ดูแล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้มีปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากว่าในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นมีความไม่ชัดเจนในการที่จะตัดสินว่ามีกรณีใด ข้อตกลงใด สัญญาใด ที่จะนําเข้าสู่การพิจารณาในมาตรา ๑๙๐ เพราะข้อความเดิมนั้น ไม่ชัดเจนนะครับ ก็ทําให้มีการแก้ไขดังที่ท่านก็แก้ไขมาแล้วในช่วงรัฐบาลของท่าน ท่านอดีต นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็แก้ไข แต่ก็ไม่สามารถที่จะทําให้ข้อกังวล ข้อที่ไม่ชัดเจน ในหน่วยงานต่าง ๆ สามารถที่จะตัดสินใจได้ ทําให้การไปเจรจา การไปทําสัญญากับ ต่างประเทศของเราล่าช้า ในขณะที่หลายประเทศลงนาม แต่เราบอกว่าต้องเอากลับไปก่อน ประชุมกันจบเป็นอาทิตย์ ประชุมกันเสร็จแล้วประเทศอื่นลงนามได้ แต่ของเราบอกว่าขอก ลับเอาไปปรึกษาหารือไปผ่านมาตรา ๑๙๐ ของเราก่อน ซึ่งลักษณะเช่นนี้เป็นการสูญเสีย ในส่วนของโอกาส ทําให้เสียเวลา เสียโอกาส มีผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมต่าง ๆ ที่กราบเรียนว่ามาตรา ๒๙๑ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็กําหนดชัดเจนว่า เราได้ดําเนินการ ตามนั้นชัดเจน ซึ่งไม่จําเป็นต้องมีการทําประชามติในช่วงนี้ ซึ่งก็กราบเรียนว่าในส่วนของการ แก้ไขมาตรา ๑๙๐ นั้นเป็นไปตามมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญในเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ซึ่งการทําประชามตินั้นไม่ได้กําหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑ และการแก้ไขเป็นไป เพื่อที่จะพยายามรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ทําให้การดําเนินการต่าง ๆ ของเรา ในด้านการทําสนธิสัญญาความตกลงต่าง ๆ แล้วก็ยืนยันอีกครับว่าในเรื่องที่ถามว่า จะทําให้ ประเทศไทยเสียดินแดนให้กัมพูชาหรือไม่ ผมคิดว่าพวกเราทุกคนจะแก้หรือไม่แก้เราก็ไม่เสีย อยู่แล้ว ไม่มีใครยอมให้เสียหรอกครับ เพราะว่าถึงไม่แก้ก็ไม่เสีย แก้ก็ไม่เสีย เพราะว่าเรายอม ไม่ได้เด็ดขาดอยู่แล้วเรื่องการเสียดินแดน การแก้กฎหมายฉบับนี้ไม่ทําให้เสียดินแดนแน่นอน และถึงไม่แก้ก็ไม่เสีย เพราะเราไม่ยอมแน่นอนครับ ผมยืนยันแบบนี้ครับ
เอาละครับ ผมขอมติดีกว่าครับ
(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
เดี๋ยวมีมาตราอื่นอีกนะครับ จะได้ชี้แจง ผมขอมติ ท่านสมาชิกครับ เพราะอันนี้เป็นแค่มาตรา ๑ แค่ชื่อร่างเท่านั้นเอง นะครับ เดี๋ยวรายละเอียดท่านไปดูในมาตรา ๓ นะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม นะครับ
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
คือท่านบุญยอดนั่งลง นะครับ ท่านไม่ได้เป็นผู้แปรญัตติ ท่านนั่งลงนะครับ ไม่ต้องหรอกครับ ท่านจะประท้วงอะไร เพราะผมกําลังจะขอมตินะครับ ท่านนั่งลงครับ เดี๋ยวท่านจุฤทธิ์จะให้เขาชี้แจงใช่ไหมครับ กระทรวงพาณิชย์ท่านวัชรีชี้แจงใช่ไหมครับ ท่านยืนขึ้นสิครับ ท่านยืนขึ้นนะครับ
ขออนุญาตท่านประธานนะคะ ดิฉัน วัชรี อิทธิอาวัชกุล นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาต ท่านประธานที่ให้เกียรติได้มีโอกาสได้มาเข้าร่วมประชุมนะคะ แล้วก็ที่ผ่านมาทางกรม ก็มอบหมายให้มาร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการที่พิจารณาแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐ นี้มาโดยตลอด จากบรรยากาศของ การประชุมกรรมาธิการจนถึงวันนี้ ท่านก็ได้รับรายงานแล้วว่ามีการแก้ไขประเด็นใดบ้าง ถ้าถามความรู้สึกของตัวเอง ขณะนี้การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ มันก็ยังไม่สามารถ แก้ไขได้หมดทุกอย่าง ในสิ่งที่กรมกําลังเผชิญปัญหาอยู่ในทุกวันนี้ อย่างน้อยก็ช่วยปลอดล็อก (Lock) ไปได้ในระดับหนึ่ง จากที่หลาย ๆ ท่านได้เรียนว่า ปัญหาที่ว่าเริ่มต้นมันเหมือน ติดกระดุมเม็ดแรก เมื่อติดกระดุมเม็ดแรกผิดแล้ว โอกาสที่จะไปติดเม็ดอื่น ๆ ก็ไม่สามารถ ที่จะติดได้ในตัวเสื้อ เพราะฉะนั้นที่ท่านผู้แทนราษฎร ได้พูดถึงว่าไหนบอกว่ามีกฎหมายลูก ภายใน ๖ ปี จนป่านนี้ก็ยังไม่สามารถทําได้ ก็เพราะอย่างนี้ค่ะ เพราะว่าตัวร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเราไม่เหมือนชาวบ้านเขาในนานาประเทศสากล ถ้าเราไม่ต้องไปเทียบกับต่างประเทศ ยุโรปหรือสหรัฐที่เขาพัฒนากว่าเรา เราเทียบเท่าในอาเซียนด้วยกันแล้วกัน ทุกวันนี้เราไป ประชุมก็รู้สึกอับอายขายหน้าเหมือนกันในแง่ที่ว่าเวลาเราทําอะไร ในครั้งหนึ่งที่เรามี นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตเรียนว่า ความจริงแล้วไม่อยากกล่าวชื่อนะคะ เราเคยมีความ ภาคภูมิใจกับนโยบายรัฐบาลที่ว่า อาเซียนเฟิร์สโพลิซี (Asean First Policy) คือเรารู้อยู่แล้ว ว่า ณ ตอนนี้อาเซียนเป็นเรื่องสําคัญและมีผลต่อการไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแค่ไหน และที่ผ่านมาเรายึดนโยบายอาเซียนเฟิร์สโพลิซี เราสามารถที่จะไปร่วมทําสัญญาต่าง ๆ ความตกลงอย่างสง่าผ่าเผย แต่หลังจากที่มีมาตรา ๑๙๐ ขึ้นมาจะด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ อาจจะเป็นกระแส คือขออนุญาตพูดตามตรงนะคะว่ากระแสของประชาสังคมที่ต้องการ เท่าที่ทราบก็คือเกิดจากเอฟทีเอ อาเซียนญี่ปุ่นอะไร แล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นของการมี มาตรา ๑๙๐ แต่นี่ท่านต้องการที่จะจับทุกอย่าง จับทุกประเด็นลงมาอยู่ในที่เดียวกัน พยายามจะมองผู้ไปเจรจาเป็นผู้ร้ายแต่เริ่มต้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างท่านก็ใส่ไว้ใน
คุณวัชรีครับหยุดนิดหนึ่ง มีผู้ประท้วงครับ บุญยอดประท้วงว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องลุกขึ้นประท้วง ผู้ที่กําลังอภิปรายอยู่ในขณะนี้ คําถามถามง่ายมากครับว่า เศรษฐกิจอะไร ประเทศอะไร มูลค่าเท่าไร ที่จะเป็นตัวอย่างของความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงนําไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๙๐ ซึ่งผมเข้าใจว่าประธานกรรมาธิการก็มอบหมายให้ท่านอธิบายตัวอย่าง ไม่ได้ อธิบายบางส่วน ก็เรียนเชิญอธิบายไม่ต้องไปอารัมภบทในเรื่องอื่น ๆ ซึ่งมันไม่เกี่ยวข้อง ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของคําถามที่จะเกิดขึ้น และไม่เกี่ยวกับประเด็นที่เรากําลังพิจารณา อยู่ในขณะนี้ ผมคิดว่าถ้าท่านจะมีความคับข้องใจอะไรก็ไปปรึกษารัฐบาลของท่านเถอะครับ ว่าทําไมไม่มีความสามารถครับ
เชิญคุณวัชรีครับ ท่านต้องใจเย็นครับ ไม่ต้องนั่น ตอบเถอะครับ
คือถ้าเราไม่พูดที่มาที่ไป มันก็จะไม่สามารถมีคําตอบ ได้ เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องอดทนฟังนิดหนึ่งว่ามันมีสาเหตุอย่างไร เพราะว่าท่านพูดกว้าง ๆ ว่าผลกระทบเศรษฐกิจและสังคมกว้างขวาง ก็ในเมื่อร่างฉบับที่แล้วตราไว้ว่าทําสัญญาใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมอย่างกว้างขวางและมีนัยสําคัญอะไรต่าง ๆ จะต้องเอามา เสนอผ่านรัฐสภา โดยที่ท่านไม่ได้ดูสาเหตุของเรื่องที่ว่ามันควรจะเอาเรื่องใดเข้ามา นี่คือที่มา ของการที่มีเรื่องมากมายเข้ามาสู่ในรัฐสภา ท่านก็ไม่ฟังแล้วจะพูดถึง
ท่านสุรศักดิ์ครับ เชิญครับ ท่านสุรศักดิ์ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงผู้ที่ชี้แจงครับ ไม่ตรงกับข้อมูลที่สํานักงานคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายได้แจกในที่ประชุมนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานได้กรุณาให้ผู้ชี้แจง ชี้แจงตอบให้ตรงประเด็นเท่านั้นครับ ห้ามอภิปรายเรื่องอื่นครับ ขอบคุณครับ
ได้ครับ เดี๋ยวท่านวรชัย เดี๋ยวเอาท่านบุญยอดให้จบ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านผู้อภิปรายได้ลุก ขึ้นพูดในทํานองให้ผมเสียหายนะครับ ว่าพวกผมไม่ฟัง พวกผมฟังอย่างไรครับ จึงเป็นประเด็นคําถามอย่างไรครับ สิ่งที่ฟังก็คือว่าท่านจะแก้ มาตรา ๑๙๐ เพราะมีปัญหา ทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมอย่างกว้าง ทางท่านจุฤทธิ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็เลยถามว่า ขอให้ยกตัวอย่างครับ อะไรคือปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศอะไร มูลค่าเท่าไร คําถามมันง่าย มากครับ ก็ตอบให้ตรงคําถาม ท่านก็ไปตีเรื่องอื่น ๆ มา พวกผมก็เลยคิดว่ามันไม่เข้าประเด็น ขอให้ตอบตรงประเด็นเพราะพวกเราตั้งใจฟังอย่างไรครับ เพราะนี่คือการพิจารณาร่วมกัน ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าท่านผู้อภิปรายยังไม่เข้าใจคําถามที่พวกเราต้องการ คําตอบนี่ ท่านต้องไปทําความเข้าใจตัวเองก่อน
เอาละครับ เข้าใจแล้วครับ
ว่าที่ประชุมนี้ต้องการอะไร ท่าน ส.ว. อีกท่านหนึ่งก็ลุกขึ้นมาพูดอย่างเดียว คล้าย ๆ กับผม ครับว่าตอบให้ตรงคําถามเท่านั้นเอง
นั่งได้แล้วครับ เข้าใจ แล้วครับ ท่านวัชรีครับ
ท่านประธานเข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าคําตอบไม่ตรงอีกท่านจะให้อภิปรายไม่ได้นะครับ
ไม่เป็นไรครับ เพราะว่า คําตอบตรงไม่ตรงนะครับ ผมเชื่อว่าทุกท่านที่อยู่นี่ ๔๐๐ กว่าท่านนั้นฟังแล้วรู้นะครับ ว่าอะไรเกิดขึ้น
นี่ท่านประธานรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะโหวตว่าอะไร ท่านประธานรู้ได้อย่างไรครับ
เดี๋ยวเขาจะโหวต ท่านบุญยอดนั่งลงครับ ท่านนั่งลงได้แล้วครับ ผมจะบอกให้ท่านวัชรีได้ตอบนะครับ ท่านนั่งลงครับ ผมกําลังจะให้เขาชี้แจงตามที่ท่านถามนะครับ ท่านนั่งลง จะให้ชี้แจงนะครับ ท่านวัชรีเอาตรง ๆ นะครับ ถึงแม้จะเป็นคําถามที่ยาก ยากมากนะครับ มันเป็นคําถามที่ยาก แต่ว่าผมเชื่อว่าข้าราชการอย่างพวกเราตอบคําถามยากให้เป็นง่ายได้ เชิญท่านตอบครับ
ขออนุญาตนะคะ
ให้เขาชี้แจงก่อนครับ ท่านประเสริฐประท้วงผมเรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตประท้วงการปฏิบัติ หน้าที่ของท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าท่านประธานอย่าไปแก้ต่าง ให้ผู้ชี้แจง ท่านประธานต้องฟังครับ สมาชิกต้องการ ก ไก่ ก็ให้เขาตอบ ก ไก่ จะได้จบง่าย ๆ ทีนี้ท่านประธานไปปกป้องผู้ชี้แจง สมาชิกทั้งฝ่าย ส.ส. และฝ่ายวุฒิสภาก็บอกแล้วว่า ตอบไม่ตรงประเด็น ขอให้ตอบให้ตรงประเด็น แล้วท่านประธานดูสิครับ ผู้ที่เข้ามาชี้แจง นะครับ ติดบัตรยังไม่มีเลย ท่านประธานให้เข้ามาได้อย่างไรครับ ให้ไปปฏิบัติให้เป็นไปตาม ระเบียบสิครับ แล้วก็ผู้ชี้แจงไม่มีสิทธิเหนือกรรมาธิการนะครับ อย่าทําตัวเหนือกรรมาธิการ อย่าทําตัวเสมือนตัวเองเป็นกรรมาธิการครับ ปฏิบัติอยู่ในระเบียบครับ พวกผมวันนี้ไม่ได้เกเร อะไร ทําหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติครับ
ไม่ต้องประท้วง ให้ท่าน ชี้แจงก่อนนะครับ เดี๋ยวให้เขาชี้แจงนิดหนึ่งเถอะนะครับ คุณวัชรีพอจะรู้บรรยากาศ คือการชี้แจงในที่สภานี้ไม่เหมือนชี้แจงที่กระทรวงนะครับ ถึงแม้จะเป็นคําถามที่ยาก แต่ว่า ผมเชื่อว่าท่านตอบได้นะครับ เชิญครับ
คือ ณ ตอนนี้ถ้าท่านเอาตอบตรงประเด็น ความจริง แล้วจะบอกว่ามันมีหลายเรื่องมากเลย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของกรมเจรจาการค้าระหว่าง ประเทศอย่างเดียว แต่จะขอตอบเฉพาะของกรมเจรจาการค้าก็แล้วกันนะคะ ในเรื่องของ ที่เราเสียหายไปแล้ว สมัยหนึ่งเมื่อปี ๒๕๕๒-๒๕๕๓ เรามีเรื่องการเจรจาอาเซียน-เกาหลีแล้ว ก็ท่านก็ทราบดีนะคะว่าอาเซียนเขาไปเร็วกันขนาดไหน เวลาเขาตกลง ความตกลงมันจะมี หลาย ๆ เรื่อง ทั้งด้านการค้าสินค้า บริการ การลงทุน เป็นแพ็คเกจ (Package) เลยนะคะ แต่สุดท้ายแล้วนี่เราเป็นประเทศไทยประเทศเดียวในกลุ่มอาเซียนที่เราไม่สามารถที่ลงนาม ความตกลงกับเขาได้ เพราะเราจะต้องกลับมาผ่านกระบวนการภายในประเทศ เพราะฉะนั้น เมื่อเราไม่สามารถเข้ากระบวนการนั้น คนอื่นเขาลงนามไปแล้ว เขาก็อิมพลีเมนท์ (Implement) ไปแล้ว เขาก็ผลประโยชน์ไปแล้ว เพราะฉะนั้นผลกระทบความเสียหาย ทางด้านเศรษฐกิจมันก็เกิดขึ้นทันที ที่เราไม่สามารถไปเข้าตลาดในเรื่องของด้านต่าง ๆ นี้ โอกาสของสินค้า การค้าไทย-เกาหลี ที่เรามีอยู่ ตอนนี้พอดีไม่ได้เตรียมข้อมูลตรงนี้มา รายละเอียด แต่ถ้าพูดถึงภาพ คือความตกลงนี้นะคะ มันเป็นอาเซียน-เกาหลี นะคะ คือถ้า ต้องการตัวเลขนะคะ เดี๋ยวขอเป็นการ
เดี๋ยวคุณวัชรีครับ เดี๋ยวนะ เดี๋ยวหยุดก่อนนะครับ มีผู้ประท้วงนะครับ ท่านหยุดก่อนนะครับ เอาท่านเดียวพอนะ ท่านเกียรตินะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ขอพูดในฐานะกรรมาธิการนะครับ แล้วเป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย แต่ประเด็นที่ท่านกําลังชี้แจงอยู่นี้ ผมจะเล่าให้ฟังว่า เราตั้งคําถามใน กรรมาธิการ ถามทุกหน่วยงานด้วยครับ รวมทั้งคุณวัชรีที่เข้าไปประชุมกับเราด้วย แล้วท่าน ตอบเหมือนกับที่ท่านตอบเมื่อสักครู่ครับ ท่านไม่มีความชัดเจนครับ แล้วในกรณีตัวอย่าง ประเทศเกาหลี ประเทศเกาหลีที่พูดมา ท่านก็ไม่สามารถบอกได้ว่าความล่าช้าที่เกิดขึ้น มันเป็นส่วนไหน มันไม่ใช่เป็นความล่าช้าที่เกิดขึ้นต้องการเข้าสภาเพื่อผ่านมาตรา ๑๙๐ ไม่ใช่ครับ เป็นกระบวนการการเจรจาที่เกิดขึ้น การที่ประเทศไทยลงนามเป็นประเทศสุดท้าย ไม่ได้หมายความว่าเพราะมีมาตรา ๑๙๐ ไม่ใช่ครับ แต่ความเข้าใจของท่านเป็นอย่างนั้น ตลอดในการชี้แจงในกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการถามว่าเราตั้งคําถามไหมว่ามีกรณี ที่เสียหายจากทุกหน่วยงานที่เข้ามาให้ข้อมูลกับกรรมาธิการ เราถามครับ แต่คําตอบที่ได้ก็ใน ลักษณะที่ท่านสมาชิกได้ยินเดี๋ยวนี้ครับ ซึ่งมันไม่มีความชัดเจนครับ แล้วก็ไม่สามารถ แยกแยะได้ด้วยว่าความล่าช้าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะการทํางานของแต่ละกระทรวงหรือของ แต่ละหน่วยงาน หรือเป็นของสภา หรือเป็นของรัฐบาลเอง อันนี้เพื่อความเข้าใจกับสมาชิก นะครับ เพราะสมาชิกตั้งคําถามผมเชื่อว่าในกรรมาธิการถามครับ แต่ตอบไม่ได้กัน ไม่สามารถฟันธงได้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วกระบวนการของมาตรา ๑๙๐ ถ้าท่านมอง ย้อนกลับไปปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ มีการผ่านไป ๖๐ กว่าฉบับ แล้วถามว่ามันมีความล่าช้า ในบางกรณีไหม ล่าช้า แต่ไม่ใช่เพราะมาตรา ๑๙๐ ครับ ทุกครั้งที่เข้าสภานี้ ผ่านภายใน ๒๔ ชั่วโมง อันนี้ขอทําความเข้าใจนะครับ แต่ข้าราชการบางส่วนบางองค์กรมีความเป็นกังวลว่า บางเรื่องต้องเข้าหรือไม่ ก็มีการตั้งคําถามไปที่กฤษฎีกาบ้าง ถามไปกรมสนธิสัญญาระหว่าง ประเทศบ้าง ทั้งกฤษฎีกาและกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศต่างมีความเป็นกังวลว่าจะไป ฟันธงในการตีความรัฐธรรมนูญนั้นทําได้หรือไม่ นั่นคือที่มาครับ อันนี้เพื่อความเข้าใจนะครับ จะได้ชัดเจนสําหรับท่านสมาชิกทุกท่านครับ
ขอบคุณครับ ท่านจุฤทธิ์ครับ คําถามสุดท้าย ผมจะได้ดําเนินการต่อไปนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความจริงคําถาม ของผมไม่ได้ซับซ้อนอะไรนะครับ ถ้าจะว่ายากก็เพราะว่ากรรมาธิการไม่ทําความเข้าใจ อย่างถ่องแท้ ประเด็นก็คือว่าวันนี้เรากําลังแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ เราไม่ได้แก้กฎหมาย เล็ก ๆ นะครับ เรากําลังแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่สําคัญที่สุดในการปกครอง ประเทศไทย กรรมาธิการชุดนี้เข้าไปทํางานตั้งแต่เดือนเมษายน เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน นี่เดือนที่ ๗ เดือนตุลาคมครับ ท่านยังไม่ทราบเลยว่าเราแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร วันนี้จะมาขอมติ จากสภาให้เห็นชอบตามที่ท่านแก้ไขมา ท่านประธานครับ สิ่งที่เมื่อสักครู่เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจง ผมถามไปว่า ที่เรามาแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพราะมีความเสียหายแก่ประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคม ผมถามว่าเสียหายกับประเทศอะไรบ้าง เรื่องอะไรบ้าง เสียหายเท่าไร อย่างไร มีความสําคัญแค่ไหนถึงต้องมาแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อสักครู่เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า เมื่อปี ๒๕๕๒ อาเซียนกับประเทศเกาหลีจะทําสัญญากัน ประเทศไทยอายเขา ปี ๒๕๕๒ ท่านประธานครับ ตอนนั้นก่อนสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เดี๋ยวท่านจุฤทธิ์ครับ คือท่านอย่าประท้วงได้ไหมครับ ถ้าประท้วงผมก็ต้องให้สิทธิท่านปวีณก่อนสิครับ ท่านปวีณนั่งอยู่ข้างหลัง คือจะให้เขาถามแล้วผมก็จะบอกว่าให้ทางนี้ตอบ ความจริงแล้ว มันตอบไม่ยาก ดูเหมือนยาก แต่ว่าจริง ๆ ไม่ยาก ท่านปวีณเอาเรื่องนี้นะครับ ไม่ใช่เรื่องอื่น นะครับ ท่านประวีณก่อน เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๘ ผมประท้วงท่านประธานก่อน ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ การบังคับและ การอํานวยการการประชุมเป็นอํานาจของท่าน ภายใต้ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ขณะนี้เรากําลัง ทําอะไร เรากําลังพิจารณาแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่มันเกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ไม่ใช่วาระที่หนึ่ง ขณะนี้วาระที่สอง ท่านผู้แปรญัตติท่านจะ แปรญัตติข้อความว่าอย่างไรท่านก็แปรญัตติไปสิครับ ท่านก็ต้องพูดกับสมาชิก ไม่ใช่ไปบังคับ ให้กรรมาธิการตอบ เขามีความเห็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของกรรมาธิการแต่ละท่าน การที่จะ ลงมติเห็นชอบกับท่านหรือไม่ เป็นที่ประชุมสภาแห่งนี้ต่างหาก เพราะฉะนั้นสาระไม่มี มีเพียงว่าท่านจะแก้อย่างไร จะเพิ่มเติมอย่างไร พวกผมนั่งฟังท่านพูดตั้งแต่ ๔ โมงเช้าจนถึง ตอนนี้ ก็มีบางท่านพูดออกไป เราก็ยอมรับที่จะรับฟัง แต่จะทําให้มันเยิ่นเย้อออกไปอีก สาระมันไม่มี ท่านจะแก้อย่างไรท่านก็อภิปรายสิ เราจะเห็นด้วยหรือไม่แค่นั้นเอง ข้อบังคับ ข้อ ๙๙ ประธานจะต้องอํานวยการการประชุมตามข้อนี้ แล้วจะดําเนินการต่อไปได้ครับ
ผมกําลังจะดําเนินการ คืออยู่ในช่วงขั้นสุดท้ายคือให้ผู้ที่เขาแปรญัตติเขาถาม แล้วก็มีคําตอบจากทางข้างบนว่ากรรมาธิการ จะตอบอย่างไร เพราะฉะนั้นท่านจุฤทธิ์ครับ เดี๋ยวให้กรรมาธิการเขาตอบและถือว่าคําตอบถูกใจ ไม่ถูกใจ หรือไม่ครบถ้วน เดี๋ยวก็จะเป็นเวทีของท่านในการที่จะลงมติครับ เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ
ขอบคุณท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงว่า เมื่อปี ๒๕๕๒ ประเทศไทยอายเขาครับ ในการลงนามความตกลง ระหว่างอาเซียนกับเกาหลี เรื่องอะไรสักเรื่องหนึ่ง ซึ่งเขาชี้แจงมาไม่ชัด ประเด็นของผม ก็คือว่าเมื่อปี ๒๕๕๒ มีปัญหานั่นใช่ครับ แต่ปี ๒๕๕๔ เรามีการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ แล้วครับ แล้วก็รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ก็หมดวาระไปเสียก่อน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลปัจจุบันที่นําโดย นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ที่จะต้องออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ ทั้งหมด ๓ เรื่อง ซึ่งผมได้อภิปรายไปแล้ว เรื่องอะไรบ้างครับ หนังสือสัญญาที่กระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมและประเทศอย่างกว้างขวาง ซึ่งคําว่า กว้างขวาง ผมว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะกฤษฎีกาชุดนี้เองครับที่ได้ให้ความเห็นไว้กับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เอาละ ๓ ข้อของท่าน เดี๋ยวให้เขาตอบ ท่านอย่าซ้ําคําถามอีกนะครับ ผมจะให้กรรมาธิการตอบแล้วครับ
นิดเดียวครับท่านประธาน ท่านไม่ต้องขัดหรอกครับ นิดเดียวครับ เรื่องที่ ๒ สัญญาการค้า ที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์บอกว่า ให้ไปทําเรื่องนี้ต่อ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะต้องทําครับ แต่ท่านไม่ได้ทํา
เรื่องที่ ๓ ครับ การแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐบาลนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์จะต้องทํา แต่ท่านไม่ทําอีก ท่านจึงมาแก้ไขมาตรา ๑๙๐ วันนี้ครับ นี่คือเหตุว่าผม ตัดทิ้งทั้งมาตราเพราะผมไม่เห็นด้วย ผมคิดว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ อยู่ที่ผู้ปฏิบัติครับ อยู่ที่รัฐบาลชุดนี้ครับ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการ ผมขอติงอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านไม่เข้าใจ อย่างถ่องแท้ถ้าประธานกรรมาธิการเข้าใจอย่างถ่องแท้ หรือกรรมาธิการทั้งคณะเข้าใจอย่าง ถ่องแท้ ท่านต้องตอบเองได้ครับ ไม่ต้องมาอาศัยเจ้าหน้าที่หรือผู้ชี้แจงมาช่วยเหมือน กรรมาธิการชุดอื่นหรอกครับ ชุดอื่นผมไม่เห็นมีเลยครับ ที่มาวุฒิสมาชิกอภิปรายกัน ๑๒ วัน กรรมาธิการชี้แจงได้ตลอด ทําไมวันนี้ต้องมีเจ้าหน้าที่อื่นมาช่วยชี้แจงครับ เพราะท่านไม่ เข้าใจจริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ
เชิญประธานกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ กฤช อาทิตย์แก้ว ประธานกรรมาธิการครับ ผมขออนุญาตตอบคําถามก่อนที่จะมอบให้ ท่านดอกเตอร์จารุพรรณตอบในรายละเอียดนะครับ คือกราบเรียนด้วยความเคารพว่า คําถามของท่าน จริง ๆ แล้วถ้าตอบเป็นภาพรวมตอบได้แต่คงไม่ถูกใจท่าน ก็เลยจะให้ เจ้าหน้าที่ที่เขาทํา ท่านบอกว่าขอปริมาณ ขอจํานวน เราคงตอบไม่ได้ แต่ในภาพรวม ความเข้าใจ ผมคิดว่าทุกคนกรรมาธิการเราเข้าใจอยู่แล้วนะครับ ก็จะพยายามเอาใจท่าน โดยการให้เจ้าหน้าที่มาตอบ เพราะเราตอบเดี๋ยวจะไม่ถูกใจ ก็ต้องขออภัยถ้าหากว่าไม่ถูกใจ ท่านอีกนะครับ ก็กราบเรียนว่าคนที่จะตอบคนต่อไปก็คงไม่ใช่ประธานกรรมาธิการ ก็ขออนุญาตมอบให้ดอกเตอร์จารุพรรณได้กรุณาตอบ ขอบพระคุณครับ
ดอกเตอร์จารุพรรณครับ ตอบนะครับ แล้วผมจะได้ดําเนินการต่อไปนะครับ ท่านสุดท้ายนะครับ เชิญครับ เดี๋ญวตอบ แล้วจะลงมติแล้วครับ ท่านอย่าเพิ่ง เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก ในฐานะ กรรมาธิการนะคะ เท่าที่นั่งฟังเพื่อนสมาชิก แล้วก็ข้อกังวลนั้นนะคะ เรื่องมูลค่า แล้วก็สิ่งนี้ทําไมไม่ไปทําประชามติ ก็เป็น ๒ เรื่องนะคะ มูลค่าในการที่เราจะเสียหายขนาดไหน กับ ๒. ก็คือว่าทําไมเราไม่ไปทําประชามติก่อนนะคะ ทีนี้ประเด็นนี้เราอาจจะสับสนเรื่อง ประเด็นกันนิดหนึ่ง ในที่ประชุมกรรมาธิการเราได้มีการพูดกันมาโดยตลอดว่าทุก ๆ ฝ่ายนี้ มีความห่วงใยในข้อถกเถียง ในข้อกังวล ความกังวลในเรื่องเกี่ยวกับอธิปไตย แล้วก็อํานาจรัฐ จึงเป็นที่มา เป็นประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญมาเรื่อย ๆ จนเป็นมาตรา ๑๙๐ ที่เราเห็นอยู่ปัจจุบัน แล้วก็จะต้องมีการแก้ไขกันต่อไป ก็ด้วยความห่วงใยกังวลในเรื่อง อธิปไตยของประเทศนั่นเอง แต่ในเรื่องอธิปไตยนั้นเมื่อมีความห่วงใยกังวลมากจนเกินไป บางครั้งความห่วงใย ความกังวลนั้นก็เป็นการทําลายอธิปไตยเสียเอง ดังนั้นวันนี้เรามาพูด ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญค่ะ ในหลาย ๆ ประเทศ นานาอารยประเทศนั้น การทํา สนธิสัญญานั้น ระบุในรัฐธรรมนูญสั้นมาก แล้วก็มีกฎหมายอีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า กฎหมายลูก ที่ระบุรายละเอียดไว้ ดังนั้นในที่ประชุมกรรมาธิการเราพูดอยู่ในประเด็นนี้ค่ะว่าเนื้อหาใน กฎหมายแม่จะมีสัดส่วนอย่างไร แล้วก็กฎหมายลูกจะมีรายละเอียดอย่างไร พูดกันเรื่องนี้อยู่ แค่ประเด็นนี้ค่ะ ดังนั้นการที่เราจะให้กฎหมายลูกมีรายละเอียดมากขึ้น แล้วไปพูดในประเด็น ที่เป็นหนังสือสัญญานั้น ก็ไม่ได้หายไปไหนค่ะ แต่ว่าจะอยู่ในมาตรา ๓ ดังนั้นเราขอไปพูดกัน ในมาตรา ๓ ค่ะว่าสัดส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไร แต่ว่าขอให้ทุกท่านวางใจว่ากรรมาธิการทั้ง เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยก็ได้เห็นพ้องต้องกันเป็นร่างนี้ว่า เรื่องอธิปไตยนั้นเราห่วงใย แน่นอน จึงเป็นที่มาของการพูดคุยในมาตราต่อ ๆ ไปค่ะ ดังนั้นก็ขอให้ในเรื่องการทํา สนธิสัญญาและรายละเอียดนั้นไปพูดกันในมาตรา ๓ ค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ
ท่านสมาชิกครับ อย่างนี้ครับ ท่านสมาชิก ถ้าผมให้อนุญาตให้ทุกท่านขึ้นอภิปรายมันไม่ได้ คือผมกําลังให้คนที่ แปรญัตติ ทั้งหมด ๗ ท่านนะครับ ซึ่งวันนี้ขอใช้สิทธิเพียงแค่ ๒ แล้วผมก็ปิดการอภิปราย ไปแล้ว ในเมื่อก็มีคําถามนะครับ แล้วก็ทางข้างบนท่านกรรมาธิการก็ตอบไป เพราะฉะนั้น เมื่อตอบไปแล้ว ถ้าท่านกรรมาธิการตอบไม่ถูกใจหรือตอบแล้วยังไม่เข้าใจนะครับ ก็เป็นสิทธิ ของท่านสมาชิกที่จะใช้ดุลยพินิจในการที่จะลงมตินะครับ เพราะฉะนั้นผมจะไม่ให้ท่าน ประท้วงอีกแล้วครับ ผมจะขอมติแล้วครับ ไม่แล้วครับ
(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
เชิญสมาชิกได้ แสดงตนครับ เพราะว่าอย่างนี้ก็โต้กันไม่หยุดนะครับ เพียงแค่ชื่อร่างกฎหมายนะครับ ท่านยัง ประท้วงกันไปประท้วงกันมาครับ เชิญท่านแสดงตนครับ แสดงตนก่อนครับ
(นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงได้แต่ว่าผม ไม่อนุญาตนะครับ ก็เพราะว่า คือขณะนี้คือผมจะขอมติอยู่แล้วนะครับ เมื่อเป็นการโต้ตอบ ระหว่างกรรมาธิการกับผู้แปรญัตติ เชิญแสดงตนครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ผมให้คนเดียวนะครับ จะเอาใคร ถ้าผมให้ทางนี้ก็ประท้วงอีก ด้านนี้ผมไม่ให้สิทธิประท้วงแล้วนะครับ เมื่อสักครู่นี้ หลายคนที่ยืนขึ้นมานะครับ ใช้สิทธิประท้วงห้ามอภิปรายนะครับ ท่านอลงกรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเรียนท่านประธาน เพราะว่าการชี้แจงของกรรมาธิการ มีความผิดพลาดในข้อเท็จจริงครับ ขอเวลาสั้นนิดเดียวครับ นาทีเดียว ผมคิดว่าท่านประธาน ต้องใช้ดุลยพินิจเวลาที่จะให้เจ้าหน้าที่มาชี้แจงเรื่องที่สําคัญ โดยเฉพาะในเรื่องของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ต้องเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสระดับสูงครับ ผู้ชี้แจงอาวุโสจริง แต่ว่า ยังขาดความเข้าใจและชี้แจงไม่ตรงข้อเท็จจริง ผมเองเป็นผู้ที่กํากับดูแลการเจรจา อาเซียน-เกาหลีครับ เดือนกุมภาพันธ์ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ประเทศไทยได้เข้าสู่การเป็นพิธีสารภาคีความตกลงในความตกลง ว่าด้วยสินค้าและสินค้า บริการในการประชุมสุดยอดอาเซียนชะอํา-หัวหิน ซึ่งปี ๒๕๕๒ นั้นเราเป็นประธานอาเซียน หลังจากนั้นเดือนมิถุนายนและเดือนพฤศจิกายนจึงได้เข้าสู่ความตกลงในเรื่องของ การลงทุน ไม่ได้เป็นปัญหาเรื่องมาตรา ๑๙๐ ทั้งที่ความจริงความตกลงระหว่าง อาเซียน-เกาหลี น่าจะยุติในเดือนเมษายนที่พัทยา ซึ่งเป็นการประชุมอาเซียนบวก ๓ บวก ๖ แต่ก็เกิดเหตุการณ์อย่างที่เราทราบกัน มีการล้มประชุมการประชุมสุดยอดอาเซียน และอาเซียนบวก ๖ ผู้นําเกาหลีอยู่ที่พัทยา กินผัดไทยอยู่ครับ ยืนยันได้ ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ก็ยืนยันได้ แต่เพราะว่าเรามีปัญหาการเมืองและความรุนแรงล้มการประชุมอาเซียน แต่ว่าอย่างไรก็ตามรัฐบาลขณะนั้นก็ได้ดําเนินการอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งรัฐสภาเกาหลี นะครับ เขาจะต้องให้สัตยาบัน
ท่านอลงกรณ์ครับ ท่านสรุป เลยครับ
สรุปแล้วครับ สรุปเพื่อที่จะเรียนว่าในปัญหาที่ยกตัวอย่างว่ามีปัญหาอาเซียน-เกาหลีมันไม่ ตรงข้อเท็จจริงอย่างไรครับ เราได้ดําเนินการในปี ๒๕๕๒ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ปี ๒๕๕๓ เพราะฉะนั้นประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาอยากทราบก็คือการยกตัวอย่างที่ ชัดเจนและถูกต้อง ดังนั้นก็คิดว่าตรงนี้จะเป็นตัวอย่างสําหรับการชี้แจงในมาตราต่อไปที่จะ เข้าสู่ประเด็นสําคัญ ๆ ครับ
ขอบคุณครับ ผมวินิจฉัย นะครับ คือถ้าต่อไปแล้วชี้แจงมันไม่สามารถที่จะตอบคําถามของที่ประชุมนี้ได้ ผมจะ ไม่อนุญาตนะครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาต ขออภัยทุกท่านนะครับที่ท่านประท้วงแล้วผม ไม่อนุญาตนะครับ ผมขอมติในมาตรานี้นะครับ เชิญท่านได้แสดงตนนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านแสดงตนเรียบร้อย นะครับ ส่งผลแสดงตนครับ สมาชิกแสดงตน ๔๐๓ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติในมาตรา ๑ ซึ่งไม่มีการแก้ไข แต่มีผู้ที่แปรญัตติและสงวน คําแปรญัตติไว้นะครับ ผมจะถามท่านสมาชิกนะครับ ถ้าท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับร่าง ของกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขให้ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับ ผู้แปรญัตติท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านสมาชิกท่านใดงดออกเสียงท่านกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านลงมติเรียบร้อย นะครับ ลงมติเรียบร้อยแล้ว ผมปิดการลงมติ ส่งผลครับ สมาชิก ๔๙๙ ท่านนะครับ เห็นด้วย กับกรรมาธิการ ๓๔๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๓๓ งดออกเสียง ๒๐ ไม่ลงคะแนน ๑ นะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมผ่านมาตรา ๑ นะครับ
ต่อไปมาตรา ๒ เชิญเลขาธิการครับ
มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติครับ
มีผู้จะอภิปรายหรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกอภิปราย)
ไม่มีผมขอมติเลยนะครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
เชิญสมาชิกกลับเข้าห้อง เพื่อลงมติครับ ในมาตรา ๒ ครับ เชิญทุกท่านเลยครับ ท่านสมาชิกครับ ก่อนลงคะแนน ขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ เชิญทุกท่านใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ แสดงตนได้เลย นะครับ เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เรียบร้อยนะครับ เรียบร้อย ส่งผลได้เลยครับ ผู้เข้าประชุม ๔๐๖ ท่าน ครบองค์ประชุม
ผมขอมติเลยนะครับ มติครับ เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ เห็นด้วยหรือไม่ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ใช้สิทธิเรียบร้อยนะครับ มีใครยังไม่ใช้สิทธิ ไม่มีนะครับ ปิดการลงคะแนน ส่งผลได้เลยครับ มตินะครับ เห็นด้วย ๓๔๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๓๒ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก
ต่อไปเชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๑๙๐ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและมีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติครับ
เชิญท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช สมาชิกรัฐสภา กระผมได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๓ ซึ่งเป็นร่างแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ในฐานะของคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ก็ขออนุญาตที่จะใช้เวลาสักระยะหนึ่งเพื่ออธิบาย เหตุผลในการแปรญัตติ ในการสงวนความเห็น ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่กว้างขวางพอสมควร เนื่องจากว่าในมาตรา ๓ นี้ต้องถือว่าเป็นหัวใจสําคัญของมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย กราบเรียนกับท่านประธานว่า
ท่านอภิชาตครับ ด้วยความ เคารพนะครับ ก็อย่างที่เราเข้าใจกัน นี่อยู่ในวาระที่สอง เพราะฉะนั้นถ้าจะเกริ่นนําก็คงใช้ เวลาสักนาที ๒ นาทีแล้วก็เข้าประเด็นที่ท่านสงวนความเห็นไว้เลย ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็น การอภิปรายเป็นวาระที่หนึ่งไป เดี๋ยวก็จะมีผู้ประท้วงนะครับ ก็จะทําให้ท่านไม่สะดวกในการ ที่จะอภิปราย เพราะมีคนประท้วงขัดจังหวะ ก็ไม่อยากให้มีการขัดจังหวะแล้วท่านจะได้ อภิปรายอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นถ้าจะนําร่องสักนาที ๒ นาทีแล้วเข้าสู่กรอบที่ท่านสงวน เอาไว้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ขอความกรุณาครับ เชิญท่านเลยครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ เข้าใจว่าคนที่จะขัดจังหวะก็คือท่านประธานนี่ละครับ เพราะว่าผมเข้าใจดีว่าการแปรญัตติ แล้วก็การอภิปรายในวาระที่สองนั้นจะต้องเป็นอย่างไร ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้มีส่วนร่วมในการทําร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตลอดช่วงที่มีการประชุม และได้แสดง ความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสาระสําคัญมาโดยตลอด กราบเรียนกับท่านประธานว่า ในร่างที่คณะกรรมาธิการได้ให้ความเห็นชอบไปนั้นยังมีหลายประเด็นที่จะต้องเติมเต็ม เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ เห็นชอบไปนั้นยังมีหลายประเด็นที่จะต้องเติมเต็มเพื่อให้เกิดความ สมบูรณ์ เรียนกับท่านประธานว่ามาตรา ๑๙๐ เดิมนั้น เป็นเรื่องที่ว่าด้วยหนังสือสัญญาที่ ประเทศไทยจะต้องไปทํากับต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ในมาตรา ๑๙๐ ที่เรา ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้มีเรื่องที่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน ก่อนจะไปทํา สัญญานั้น ๕ เรื่อง ๕ เรื่องที่ว่านั้นก็คือ ๑. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือ สัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ นี่เป็นประเภทที่ ๑ ประเภทที่ ๒ หนังสือสัญญา ที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา ประเภทที่ ๓ คือหนังสือ สัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ประเภทที่ ๔ หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันทางด้านการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่างมี นัยสําคัญ และ ๕. หนังสือสัญญาทีมีผลผูกพันงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ทั้ง ๕ ประเภทนี้ละครับ ที่หลายคนบอกว่าเป็นปัญหากลายมาเป็นภาระของทั้งฝ่ายบริหารและ ฝ่ายนิติบัญญัติในการให้ความเห็นชอบ แต่แท้จริงแล้วหนังสือสัญญาทั้ง ๕ ประเภทที่จะต้อง ให้ความเป็นชอบผ่านรัฐสภานั้น มีเพียงประเภทที่ ๓ ประเภทที่ ๔ ประเภทที่ ๕ เท่านั้นครับ ที่ยากในการตีความ แล้วก็เป็นปัญหาในทางปฏิบัติที่ผ่านมา หลายครั้งที่หน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้องกับการทําหนังสือสัญญานั้น จะต้องนําทุกเรื่องมาเข้าที่ประชุมรัฐสภาไว้ก่อน เพื่อป้องกันความผิดพลาดในอนาคต ไม่ให้เกิดความผิดพลาดเหมือนกับเมื่อครั้งที่อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเราเคยพลาดท่าไปลงนามในแถลงการณ์ ความร่วมมือระหว่างประเทศ แล้วก็มีผลให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องตีความ แล้วก็ต้องตกเก้าอี้ไป วันนี้เมื่อมาแก้ไขในมาตรา ๑๙๐ จึงมุ่งที่จะปลดล็อคเงื่อนไขนี้ ในร่างที่วุฒิสภาและเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนหนึ่งยื่นเข้ามาเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้น ได้จํากัดเงื่อนไขในการนําเข้าสู่รัฐสภาไว้เพียง ๒ เรื่องเท่านั้น ก็คือตัดเรื่องที่ ๓ เรื่องที่ ๔ เรื่องที่ ๕ ออกไป เหลือเพียงหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย หรือเขตพื้นที่ที่อยู่นอกอาณาเขตประเทศไทยที่มีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือ สัญญาหรือกฎหมายระหว่างประเทศ กับ ๒. คือหนังสือสัญญานั้น มีผลต้องออก พระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา นี่ในชั้นยกร่างที่ผ่านวาระที่หนึ่ง เสนอขีดกรอบมา เหลือ ๒ เรื่อง แต่เมื่อเข้าสู่ชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ได้ต่อสู้กันอย่างกว้างขวาง จนในที่สุดคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่าเรื่องที่จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภานั้น ให้เพิ่มเป็น ๓ เรื่อง คือเพิ่มเรื่องของหนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีทางด้านการค้า การลงทุนเพิ่ม เข้ามา ที่เรียนกับท่านประธานนี้ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า ความเป็นมาและลําดับของการที่จะ มีเรื่องใดเข้าสภานั้น มันมีลําดับความเป็นมาในแต่ละชั้นเป็นอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ต้องเรียนกับท่านประธานว่า มาตรา ๑๙๐ นั้นเป็นพระราชอํานาจ เช่นเดียวกับพระราชอํานาจ ที่ระบุไว้อย่างเด่นชัด ในมาตรา ๑๘๗ มาตรา ๑๘๘ และ มาตรา ๑๘๙ ที่ขึ้นต้นบอกว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจ และก็เหมือนกับมาตรา ๑๙๑ มาตรา ๑๙๒ มาตรา ๑๙๓ หมวดกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเรื่องของพระราชอํานาจ พระราชอํานาจที่จะทรงใช้ ในมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตราดังกล่าวนี้ใช้อย่างไรครับ พระมหากษัตริย์ทรงใช้ผ่านทาง รัฐสภา ผ่านทางศาล ผ่านทางฝ่ายบริหาร คือคณะรัฐมนตรี วันนี้ในมาตรา ๑๙๐ นั้น พระราชอํานาจที่ระบุถึงก็คือพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบสุข และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ เพียงแต่เรามามอง มาตรา ๑๙๐ เพียงเรื่องของสัญญาอื่นเท่านั้น และเราก็มาให้คําจํากัดความว่าสัญญาอื่นที่พูดถึงนี่มันควรจะ เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรบ้าง ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วท่านประธานต้องกลับไปอ่าน มาตรา ๑๘๙ ให้ดีนะครับว่า มาตรา ๑๘๙ นั้นเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับพระราชอํานาจในการประกาศ สงครามเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา จึงเป็นที่มาของ มาตรา ๑๙๐ ว่า เมื่อมีการ ประกาศสงครามโดยความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว การจะทําสัญญาสงบศึก การจะทํา สัญญาสันติภาพ หรือการทําสัญญาอื่นต้องมาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วย ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีเพื่อนกรรมาธิการบางท่านและผู้มาชี้แจงบางท่านพยายามจะบอกว่า มาตรา ๑๙๐ นั้นเป็นปัญหา เป็นอุปสรรคในการทํางานของฝ่ายบริหาร แต่ถ้าท่านประธาน ได้ดูลําดับของความสําคัญของการใช้พระราชอํานาจในมาตราต่าง ๆ ๖-๗ มาตรา ที่กระผม ได้นําเรียนมาแล้ว ก็จะเห็นว่าอํานาจนั้นพระมหากษัตริย์จะต้องทรงใช้ผ่านทั้ง ๒ ส่วน นั่นก็คือว่าในการทําสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศนั้น ฝ่ายบริหาร จะต้องเป็นเจ้าภาพในการเสนอเรื่อง และฝ่ายนิติบัญญัติก็คือรัฐสภาต้องพิจารณาให้ ความเห็นชอบ อํานาจทั้งสองนี้จะต้องเดินควบคู่กันไป ไม่ใช่เป็นอํานาจเด็ดขาดของฝ่าย บริหารเพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่ให้อํานาจกับฝ่ายบริหารไปทําสัญญากับใครก็ได้ แล้วถือว่านี่เป็น เรื่องของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติไม่จําเป็นต้องรับรู้ อันนี้ไม่ใช่ ท่านประธานครับ เมื่อฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องทํางานร่วมกันเช่นนี้แล้ว เราจําเป็นที่จะต้อง ให้เกียรติกัน เมื่อฝ่ายบริหารบอกว่ามีปัญหา มีอุปสรรค จําเป็นที่จะต้องมาแก้ไข ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายรัฐสภาก็เข้าใจในจุดนี้ แต่ขณะเดียวกันฝ่ายรัฐสภาก็ต้องยืนยันในอํานาจของ ฝ่ายรัฐสภาเองด้วย เพราะฝ่ายรัฐสภาก็คือผู้แทนของปวงชน ผู้แทนที่จะต้องมารับรู้ว่าสิ่งที่ ฝ่ายบริหารจะต้องไปทําสนธิสัญญาต่าง ๆ นี้เขาไปทําอะไร กระทบกับผลประโยชน์ของ ประเทศชาติมากน้อยแค่ไหน และประชาชนจะเสียหายหรือว่าได้รับผลกระทบอะไรบ้าง นี่จึงเป็นเรื่องของฝ่ายรัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องเข้าไปให้ความเห็นชอบ ท่านประธานครับ บ่อยครั้งที่เราก็จะเห็นว่าเมื่อเราจะไปทําสัญญาใด ๆ กับนานา อารยประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ เราติดขัดอยู่ที่เรื่องนั้นยังไม่ผ่านความ เห็นชอบของรัฐสภา บางคนบอกว่านี่คืออุปสรรค แต่ท่านประธานครับ หลายประเทศทั่วโลก เขาใช้ข้ออ้าง การที่เรื่องยังคงค้างอยู่ในความเห็นชอบของรัฐสภานั้น เป็นข้ออ้างและเป็น แต้มต่อในการเจรจากับต่างประเทศ เพื่อที่จะไม่ต้องลงนามในสัญญาที่เห็นว่าเรายังไม่ได้ ประโยชน์ เพื่อที่จะต้องไม่ถูกบีบรัดจากประเทศคู่ค้า คู่แข่ง หรือประเทศที่เราจะไปทําสัญญา ด้วยว่าเรายังไม่สามารถไปเจรจาตกลงใด ๆ ได้ เพราะเรายังจะต้องผ่านความเห็นชอบจาก รัฐสภาเสียก่อน ท่านประธานครับ ตรงนี้ละเราถึงบอกว่ารัฐสภานี่ก็คือหลังพิงของฝ่ายบริหาร ที่จะไปเจรจาต่อรอง ที่จะไม่ทําให้เราต้องเสียประโยชน์ ที่จะไม่ทําให้เราต้องบีบรัด ต้องเร่งรัดในการที่จะไปตกลงกับต่างประเทศ เพราะหลายเรื่องหรอกครับที่เราถูกต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศมหาอํานาจทั้งหลายที่ต้องการที่จะบีบรัดเราให้จะต้องรีบในการลงนาม ในสนธิสัญญาต่าง ๆ แต่ถ้าเรามีหลังพิงที่เป็นรัฐสภาที่ยังไม่ให้ความเห็นชอบที่ยังต้องใช้เวลา ในการพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นเครื่องมือในการต่อรอง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกนะครับที่หลายท่าน แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเองที่สักครู่นี้ ที่ลุกขึ้นมาชี้แจงก็กลายเป็นมองว่ารัฐสภานั้นเป็นเรื่องที่รุงรัง น่ารําคาญ และเป็นอุปสรรค ในการทํางานของฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ ที่มีการแก้ไขในวรรคสองนี้ คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไปแก้ไข แล้วก็เพิ่มเติมในหลายบท ตามร่างเดิมบอกว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจรัฐ หรือจะต้องออก พระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา เขียนไว้ สั้น ๆ แค่นี้มี ๒ ประเด็นเท่านี้ เมื่อชั้นกรรมาธิการมาเพิ่มบอกว่า หนังสือสัญญาใด มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออก พระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือ การลงทุนต้องได้รับการความเห็นชอบของรัฐสภา คือมี ๓ เรื่องดังที่ผมได้นําเรียนในตอนต้น คําแปรญัตติของผมก็คือว่าเท่านั้นไม่พอ ได้ขอให้คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเข้าไปอีก ๑ ประเภท ก็คือบอกว่า หนังสือสัญญานั้นมีบทเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองหรือ การจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มิใช่ความร่วมมือทางวิชาการ เข้าไป ด้วยเป็นประเภทที่ ๔ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา กระผมมีเหตุผลดังนี้นะครับ เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นปัจจุบันนี้เป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวและมี ความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศมากมายมหาศาล และกระทบกับพี่น้อง ประชาชนจํานวนมาก และในอนาคตความร่วมมือ ความตกลงระหว่างประเทศที่จะเกี่ยวข้อง กับทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่านประธานก็ทราบนะครับ ทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่เรื่องของป่าไม้แต่เพียงอย่างเดียว มันมีเรื่องของแร่ธาตุ มีเรื่องของ หิน มีเรื่องของน้ําใต้ดิน มีเรื่องของเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีการแย่งชิง แสวงหากันอยู่ทั่วโลกเพื่อมาตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ความตกลงใด ๆ ที่จะไป กระทบกับทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้น ผมคิดว่าประเทศเราจําเป็นจะต้องให้ความรอบคอบ ในการไปเจรจาตกลง และคนที่จะช่วยถ่วงดุลความรอบคอบนั้นได้ก็คือรัฐสภา ถ้ารัฐบาลไป เจรจา ไปตกลง ไปทําสัญญากันในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติแล้วไม่บอกกับสภา ไม่บอกประชาชน ถ้าผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ เมื่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชนมากมายกว้างขวางมหาศาลในวันข้างหน้าใครจะรับผิดชอบ ผมคิดว่านี่เป็น ประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ การแสวงหาแหล่งพลังงาน การแก้ไข ปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติหรือการบริหารจัดการแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องผูกพันกับ ต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เอาง่าย ๆ นี่ครับท่านประธาน องค์การยูเนสโก (UNESCO) เมื่อเราจะมีการประกาศพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติเป็นมรดกโลก ยูเนสโกจะต้องเข้ามาต้องเข้ามาบริหารจัดการ เข้ามาเกี่ยวข้องมาดูแล เราสูญเสียอะไรบ้าง เราได้ประโยชน์อะไรบ้าง เรื่องเหล่านี้พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องรู้ เรื่องนี้สมาชิกรัฐสภา ในฐานะที่เป็นผู้กํากับดูแลการบริหารจําเป็นจะต้องรับรู้ หรือการไปทําความตกลงในเรื่อง ของสัตว์ป่า พันธุ์พืชที่ใกล้สูญพันธุ์กับองค์การกับอนุสัญญาไซเตส (CITES) อย่างนี้เป็นต้น ก็มีความจําเป็นที่สมาชิกรัฐสภานี้จะต้องรับรู้ ในการประชุมไซเตสวันก่อนหน้านี้ รัฐสภาแห่งนี้ ก็ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ท้วงติงกันถึงเรื่องผลกระทบที่เราจะได้รับ แม้เป็นเพียง เรื่องของการจัดการประชุมเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เราจะต้องสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ในรูปแบบต่าง ๆ มันจะไม่เป็นเรื่องที่มีความสําคัญที่เราจะต้องรับรู้กันหรอกหรือครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นนี้ไม่ใช่แต่เพียงที่ผมได้หยิบยกขึ้นมาแล้วก็สงวนความเห็น แล้วก็นํามาอภิปรายเท่านั้น ในหนังสือความเห็นและข้อเสนอแนะของประธาน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา ในข้อเสนอแนะ ในความเห็น และข้อเสนอแนะ ในข้อที่ ๔.๒ นี้ครับ ก็ระบุไว้ชัดเจนเลยนะครับว่าคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่....) พุทธศักราช .... หรือ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐) ที่กรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จยังไม่ ครอบคลุมเพียงพอกับการเปลี่ยนแปลงหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ เขาบอกว่า แม้ปัจจุบันจะมีแนวโน้มการทําสนธิสัญญาเพื่อเปิดเสรีด้านการค้าการลงทุนเป็นจํานวนมาก ก็ตาม ขณะเดียวกันโลกยุคปัจจุบันมีการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงาน กล่าวคือประเทศที่มีอํานาจและกําลัง ในทางเศรษฐกิจสูงจะเป็นผู้ครอบครองปัจจัยดังกล่าวสูงกว่า ดังนั้นเมื่อมีการทําหนังสือ สัญญาระหว่างประเทศที่มีบทเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงไปซึ่งทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ในด้านต่าง ๆ เช่น พลังงานปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติหรือทรัพยากรน้ํา เป็นต้น อาจจําเป็นต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนปวงชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะเป็นการกระทําที่มีผลกระทบต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม เพราะทรัพยากรธรรมชาติ ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดไปนะครับ แล้วก็สรุปว่าคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเห็นว่า หากฝ่ายบริหารได้ดําเนินการทําสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่มิใช่เพื่อความร่วมมือทางวิชาการ ก็อาจจําเป็นจะต้องมีการตรวจสอบ ถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยด้วย เพื่อความโปร่งใส รอบคอบ และเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ นี่เป็นประเด็นแรกที่กระผมได้สงวน ความเห็นไว้ แล้วก็ได้นําเสนอเหตุผลให้คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่และที่ประชุมแห่งนี้ ได้เปลี่ยนความคิด เพื่อที่จะยอมรับตามข้อเสนอของกระผม
ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ ๒ ที่กระผมได้แปรญัตติและสงวน ความเห็นไว้ โดยได้เพิ่มความเป็นวรรคสามขึ้นมา ซึ่งไม่มีอยู่ในร่างของคณะกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ ความนั้นก็คือว่า ก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญาตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและเสนอกรอบ การเจรจา พร้อมกับรายงานผลการศึกษาถึงผลประโยชน์ของหนังสือสัญญาดังกล่าว ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย นี่เขียนไว้ให้อยู่ในมาตรา ๑๙๐ ท่านประธานครับ เหตุผลก็คือว่า จริง ๆ แล้วมันก็เป็นบทบัญญัติที่คล้ายกับวรรคสาม ที่มาตรา ๑๙๐ ฉบับที่ใช้ ในปัจจุบันนี้ได้ใช้อยู่นะครับ แต่ว่าบทที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ผู้ที่เสนอร่างแก้ไข รวมถึง คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไปตัดออกทั้งหมดเสียแล้ว มันก็ทําให้ความสําคัญของ บทบัญญัตินี้หายไป ความสําคัญของบทบัญญัตินี้ จริง ๆ แล้วมันเป็นหลักประกันนะครับว่า การจะทําหนังสือสัญญาใด ๆ ต้องเป็นเรื่องที่เปิดเผย และประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ จะต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบ หรือถ้าหากว่าเขาได้รับผลกระทบ เขาจะต้องรับทราบ เขาจะต้องรับรู้ และต้องมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อประโยชน์ของพวกเขาด้วย จริง ๆ แล้วเรื่องที่จะทําตามคําแปรญัตติของผมนั้นไม่ใช่ เรื่องที่ยุ่งยากอะไรเลยหรอกครับ เพราะว่าในกระบวนการในการทํางานของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องมันมีกระบวนการที่จะต้องให้ข้อมูลกับพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว และจะต้องฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการใส่ไว้ในมาตรา ๑๙๐ ยังคงไว้จะเป็น หลักประกัน ไม่เช่นนั้นแล้วการที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไปปรับ ไปตัดทิ้งในลักษณะ เช่นนี้เราจะอ้างในวันข้างหน้าได้อย่างไรว่า นี่คือรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย นี่คือรัฐบาล ที่ฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และนี่คือรัฐบาลที่ยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ให้หลักประกันในเรื่องนี้ไว้ในหลายมาตราอยู่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่อง ของกรอบเจรจานะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความจําเป็นและก็มีความสําคัญมาก เพราะ ต่อไปนี้ถ้าท่านประธานได้อ่านและก็เห็นร่างที่ผ่านคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่แล้ว ก็จะเห็นว่า กรอบเจรจาเมื่อเราจะไปทําหนังสือสัญญากับประเทศใด กรอบเจรจาไม่ต้องผ่าน ความเห็นชอบจากรัฐสภา ยกเว้นเรื่องของการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน ผมจําเป็นจะต้อง ให้ระบุเรื่องของกรอบเจรจาไว้ในมาตรา ๑๙๐ ไว้ให้ชัดเจนว่าเป็นพันธะ เป็นหน้าที่ ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเสนอกรอบเจรจาให้รัฐสภาได้ทราบ ได้ให้ ความเห็นชอบก่อนด้วย ที่สําคัญก็คือว่าเราก็จะได้รู้นะครับว่าเรื่องที่คุณจะไปเจรจานั้น มีขอบเขตอยู่แค่ไหน ไม่ใช่เพียงแต่ว่าเมื่อคุณไปทําหนังสือสัญญา ได้รับอนุมัติให้ไปทําหนังสือ สัญญาแล้วคุณไปทําอะไรก็ได้ แล้วก็ใช้ตั๋วของรัฐสภาที่ให้ความเห็นชอบไปรับรอง เท่านั้น ไม่พอ สมาชิกรัฐสภาจะต้องรู้ว่ากรอบนั้นคืออะไร กรอบที่กว้าง ๆ ไม่จําเป็นจะต้องละเอียด ทุกประเด็นที่ท่านไม่สามารถยืดหยุ่นได้หรอกครับ เพราะหลายคนบอกว่าบางทีบางกรอบ ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ว่าผู้ไปเจรจาก็มีความยากลําบากในการไปเจรจา เพราะฉะนั้นก็ตัดกรอบเจรจาไปเสีย ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของผู้เจรจาไปทั้งหมดเช่นนี้ไม่ได้ ที่สําคัญก็คือว่าในวันข้างหน้ากรอบการเจรจาเหล่านี้ละครับจะเป็นเครื่องมือในการ ตรวจสอบของภาคประชาชน ของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายว่าสิ่งที่รัฐบาลไปทําความตกลง ไปเจรจานั้นมีผลกระทบอย่างไร มีอุปสรรคอะไร และไปเจรจาแล้วเราเสียท่าเขามากน้อย แค่ไหนอย่างไร นี่จะเป็นเครื่องมือในการช่วยตรวจสอบในอนาคต
ในประเด็นที่ ๓ ที่กระผมได้ขอแปรญัตติและสงวนความเห็นไว้ก็คือเรื่อง ของการออกกฎหมายลูกก็คือ ในวรรคถัดไป ร่างของคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่ ให้ความเห็นชอบไปในมาตรานี้ ในวรรคนี้บอกว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชน สามารถเข้าถึงรายละเอียดและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญา ตามวรรคสอง และในกรณีที่เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน กฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา การศึกษา ถึงผลประโยชน์ของหนังสือสัญญาและผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการ และการดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากหนังสือสัญญาดังกล่าวด้วย อันที่จริงครับท่านประธาน บทบัญญัตินี้ในมาตรา ๑๙๐ เดิม เราให้มีการออกกฎหมายลูก และแท้ที่จริงแล้วเราไม่จําเป็นจะต้องแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นี้หรอกครับ ถ้าหากว่ารัฐบาล ไปออกกฎหมายลูกหลังจากที่ได้มีการแก้ไขในครั้งก่อนมาแล้ว กฎหมายลูกมีเจตนารมณ์ก็คือการเขียนรายละเอียดในการนําเรื่องที่จะผ่านความเห็นชอบ ของรัฐสภามาเขียนเพื่อให้เกิดความชัดเจน เขียนรายละเอียดลงไปเพื่อให้หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติได้ มีขั้นตอนในการปฏิบัติ แต่ปรากฏว่าตลอด ๒ ปีที่ผ่านมารัฐบาล ไม่ทํา แล้วก็เลือกที่จะใช้วิธีมาแก้รัฐธรรมนูญ โดยตัดเนื้อหาสาระสําคัญที่เกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์ของประเทศในหลายประเด็นออกไปทั้งการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ และในชั้น ยกร่างที่นําเข้าสู่สภาแห่งนี้ เป็นการแก้ไขที่ผมคิดว่าเรากําลังจะทํากฎหมายลูกผิดทิศผิดทาง ไปกันใหญ่ เพราะแทนที่จะออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนหรือวิธีปฏิบัติในการนํา เรื่องเข้ารัฐสภาก็ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการไปออกกฎหมายลูกที่ว่าด้วยการให้ประชาชน เข้าถึงรายละเอียดและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญา ที่ว่า หลงทิศผิดทางไปกันใหญ่เป็นอย่างไรครับ ในเมื่อความต้องการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความต้องการของสมาชิกรัฐสภาที่ต้องการเห็นกฎหมายลูกมีแบบแผนชัดเจนในเรื่องของ แนวปฏิบัติในการนําเรื่องเข้าสู่รัฐสภา กลับกลายเป็นว่ากรรมาธิการไปออกกฎหมายลูก ในอีกเรื่องหนึ่ง ทําไมต้องไปออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียด ละครับ ในความเห็นของผมคิดว่าไม่มีความจําเป็น เพราะการเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือ สัญญานั้น มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว นั่นคือพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ มันไม่มีอะไรที่จะนอกเหนือจาก พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารไปหรอกครับ ประชาชนสามารถเข้าถึง รายละเอียด สิทธินั้นถูกรับรองโดย พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารอยู่แล้ว สาระสําคัญของกฎหมาย ลูกที่กระผมได้แปรบัญญัติ ผมได้ระบุไว้อย่างนี้นะครับว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ข้อมูล และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญาตามวรรคสอง ซึ่งรายละเอียดต่อเนื่องไปก็เหมือนกัน แต่ว่าจุดเน้นอยู่ที่ว่าเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการให้ ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่กฎหมายที่ว่าด้วยการให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียด มันแตกต่างกัน ท่านประธานครับ สาระสําคัญที่กระผมได้แปรญัตติไว้ในกฎหมายลูก ก็คือ
ประการที่ ๑ ในกฎหมายลูกนั้นจะต้องมีการให้ข้อมูลและการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน นี่เป็นสาระสําคัญสูงสุด เรื่องที่จะไปเจรจาความกับนานา ประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศนั้น ประชาชนต้องรับรู้ ต้องได้ข้อมูลและสิทธิเสียงของ พี่น้องประชาชนที่จะแสดงออกต่อการไปเจรจาความนั้นจะต้องได้รับการรับฟัง นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ กฎหมายนั้นต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเสนอกรอบการเจรจา ต่อรัฐสภาตามที่ได้ให้เหตุผลไว้เมื่อสักครู่นี้ ต้องมีกรอบการเจรจา
ประการที่ ๓ ก็คือว่าจะต้องมีการศึกษาถึงประโยชน์ของหนังสือสัญญา ว่ามีข้อดีอย่างไร และจะต้องบอกถึงผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายด้วยว่ามีผลกระทบอะไรกับเขา
ประการที่ ๔ ก็คือว่าในกฎหมายลูกนั้นต้องพูดถึงการดําเนินการแก้ไขเยียวยา ให้กับผู้ได้รับผลกระทบ สิทธิอันนั้นเป็นสิทธิที่รัฐจะต้องดูแล จะถูกทอดทิ้งไม่ได้
ทั้ง ๔ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความจําเป็นสําหรับกฎหมายลูก แต่ข้อกังวลของผม ที่ตามมาอีกประการหนึ่งก็คือว่า แม้กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จะบอกว่า จะต้องให้มี กฎหมายลูกตามแนวที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบ ผมก็ยังไม่มั่นใจ อีกว่าท่านจะออกกฎหมายลูกนี้กันเมื่อไร เขียนกันไว้ว่าภายใน ๑ ปี แต่ว่าผมก็ไม่เคยเห็นว่า การเขียนระยะเวลาไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นจะมีผลในทางปฏิบัติที่เป็นจริงหรือไม่ กฎหมายลูก ที่ว่านี้ก็เช่นกัน จะเกิดขึ้นมาหรือไม่ยังเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามกันอยู่
ในประเด็นที่ ๔ ซึ่งเป็นประเด็นสุดท้ายที่กระผมได้แปรญัตติไว้ก็คือ ในวรรคท้าย ของมาตรา ๑๙๐ วรรคท้ายในมาตรา ๑๙๐ นั้นระบุว่า ในกรณีที่มีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใด เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบตามวรรคสองให้เป็นอํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาดโดยให้นําบทบัญญัติ มาตรา ๑๕๔ (๑) และ (๒) มาใช้ บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม ทั้งนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่รับเรื่อง บทบัญญัติในวรรคท้ายนี้กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ก็เห็นชอบและเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า อํานาจในการวินิจฉัยต่อเรื่องปัญหา ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่าด้วยหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านรัฐสภานั้น ต้องเป็นอํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในการแก้ไขที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่นั้น จริง ๆ แล้วในวรรคท้ายของมาตรา ๑๙๐ เดิม เราให้อํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญไว้เพียงเรื่องเดียว ก็คือการวินิจฉัยเรื่องที่ ส.ส. หรือ ส.ว. หรือ ๒ สภา เข้าชื่อกัน แล้วก็เห็นว่าหนังสือสัญญานั้นต้องผ่านรัฐสภา แต่รัฐบาลไม่ผ่านอันนี้ให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เรื่องเดียว แต่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ซึ่งเห็นชอบร่วมกันว่า นอกเหนือจากในประเด็นแรกนี้แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะเข้ามามีบทบาทในอีกประเด็นหนึ่ง เป็นประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่ปรึกษาให้กับนายกรัฐมนตรี ถ้านายกรัฐมนตรีเห็นว่าเรื่องนั้นควรจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ คือไม่แน่ใจนี่ ก็เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ และนายกรัฐมนตรีก็สามารถที่จะเดินตามแนวทาง ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ก็คือนอกเหนือจากวินิจฉัยเรื่องที่เป็นปัญหาแล้วก็ยังเป็น ที่ปรึกษาให้รัฐบาลด้วย สรุปง่าย ๆ เช่นนั้น ซึ่งเป็นแนวที่มีความถูกต้อง แต่ท่านประธานครับ ที่ผมต้องหยิบยกในประเด็นท้ายนี้ขึ้นมา ก็เนื่องจากว่าผมมีข้อสังเกตบางประการด้วยความ ไม่สบายใจก็คือว่า ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการนั้น ได้มีการเสนอความเห็นที่ หลากหลายว่าในการวินิจฉัยปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการทําหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศตามวรรคสองนั้น อํานาจในการวินิจฉัยนี้ควรจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ หรือควรจะมีองค์กรใหม่ขึ้นมาทําการวินิจฉัย แต่ว่าในที่สุดคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ เห็นชอบว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญนั่นละ มีหน้าที่ในการวินิจฉัย การอภิปรายในชั้นกรรมาธิการนั้น ที่ผมกังวลแล้วก็อยากจะตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือว่า ได้มีเสนอให้ตัดอํานาจศาลรัฐธรรมนูญออกไป ตัดอํานาจศาลรัฐธรรมนูญออกไปแล้วก็ให้มีคณะผู้ชี้ขาดขึ้นมาคณะหนึ่ง มี ๔ คนมาทําหน้าที่ แทนศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ให้คําวินิจฉัยของคนกลุ่มนี้ ๔ คนนี้ถือว่าเป็นที่สุด ความจริงแล้ว ผมไม่ควรจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ว่าด้วยความกังวลแล้วด้วยความไม่สบายก็คือว่า เมื่อผม ไปพลิกดูในรายงานของคณะกรรมาธิการ มีผู้สงวน มีคณะกรรมาธิการเสียงส่วนน้อย ๒ กลุ่ม ได้สงวนความเห็นในเรื่องนี้ไว้ สงวนความเห็นเพื่อยืนยันว่าให้มีคณะผู้ชี้ขาดขึ้นมาจํานวน ๔ คนนี้ เขาเขียนไว้อย่างนี้นะครับ ให้มีคณะกรรมการวินิจฉัย ประกอบด้วย ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา และอัยการสูงสุดเป็นผู้มีอํานาจ วินิจฉัยชี้ขาดในกรณีที่มีปัญหาว่า หนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือสัญญาตามวรรคสอง โดยให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอเรื่อง คําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยถือเป็นที่สุด คน ๒ กลุ่มนี้เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และเป็นคนที่มีบทบาทอยู่ในคณะกรรมาธิการ และในพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่คุมเสียง ข้างมาก ผมกังวลใจอย่างนี้ว่า ผมไม่แน่ใจว่าวันนี้คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จะยืนยัน ตามรายงานที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบหรือไม่ หรือท่านจะกลับลํา เอาตามกรรมาธิการเสียงส่วนน้อยที่แปรญัตติในประเด็นนี้ไว้ ผมไม่มีหลักประกันเรื่องนี้ หรอกครับ และเราก็เคยเห็นมาแล้ว ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขมาตรา ๑๑๑ ที่อยู่ ๆ ประธานคณะกรรมาธิการลุกขึ้นมาบอกว่าไม่ขัดข้องที่จะเอาตามผู้แปรญัตติ ซึ่งเป็น คนที่อยู่ฝ่ายรัฐบาล วันนี้ก็เช่นกัน วันนี้ซึ่งท่านเองก็ทราบดีว่าพวกท่านซึ่งเป็นเสียงส่วนมาก ในสภาแห่งนี้ก็ไม่ชอบกับการทํางานของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เอาด้วยละ พูดง่าย ๆ ในหลาย เรื่องในหลายประเด็น วันนี้ในประเด็นนี้ผมเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก ก็ขอเตือนกับ ประธานว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อํานาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๙๐ ในการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ทุกครั้งก็ยังคงยืนยันให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย และ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ในวันนี้ก็ให้ความเห็นชอบว่าจะต้องเป็นบทบาทของ ศาลรัฐธรรมนูญที่นอกจากวินิจฉัยในปัญหาที่สงสัยแล้ว ยังเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับ นายกรัฐมนตรีต่อเรื่องมาตรา ๑๙๐ ด้วย ซึ่งต้องถือว่าเป็นการปรับแก้ที่มีความสมบูรณ์ มากขึ้นอยู่แล้ว แต่ถ้าใครก็ตามที่คิดว่าต้องการจะตัดอํานาจศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็สถาปนา คณะอํานาจชุดใหม่ขึ้นมาวินิจฉัยเรื่องนี้ ผมขอเตือนว่าอย่าทํานะครับ เพราะว่าจะทําให้ ประเทศเราเดินหลงทิศผิดทางไปกันใหญ่ ทั้งหมดนี้ก็นําเรียนกับท่านประธานไปถึงยัง คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ว่าจําเป็นที่จะต้องมีการปรับแก้ตามข้อสังเกต ทั้งที่กระผม ได้นําเรียนเหตุผลและบุคคลภายนอก โดยเฉพาะคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งได้เสนอ ความเห็นประกอบเข้ามาด้วย เพื่อจะทําให้การแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นั้นเป็นกฎหมายที่มี ความสมบูรณ์และก็เกิดประโยชน์ รักษาผลประโยชน์ของประเทศของเราได้อย่างแท้จริง กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
สลับมาที่ ส.ว. ท่าน สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ เชิญครับ ท่านสงวนไว้ในหน้า ๑๙ นะครับ ที่ให้สมาชิก ๑ ใน ๑๐ เสนอให้รัฐสภาพิจารณาผ่านท่านประธานรัฐสภา ทั้ง ๒ วรรค ก็อยู่ในกรอบก็จะ ขอขอบพระคุณนะครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๓ โดยมีเพื่อนสมาชิกรัฐสภานั้นได้ร่วมกับผม ในการขอแปรญัตติอีกจํานวนหนึ่งครับ ก็คือประกอบไปด้วยท่านอาจารย์เจริญ ภักดีวานิช ส.ว. จากจังหวัดพัทลุง ท่านอาจารย์สุโข วุฑฒิโชติ ส.ว. จากจังหวัดสมุทรปราการ ท่านยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว. จากจังหวัดยโสธร และผู้ศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู ส.ว. จาก จังหวัดปัตตานีครับ ดังนั้นผมจะใช้เวลาไม่นานนักครับท่านประธานครับ เพราะว่าหลังจากนี้ คณะของกระผมเองนั้นก็จะได้มาอภิปรายเสริมเพิ่มเติมในส่วนที่ผมกับคณะได้มีการขอ แปรญัตติ หัวใจของการแปรญัตตินั้น
นิดเดียวครับท่าน เพื่อจะได้ เตรียมพร้อมนะครับ ต่อจากท่านก็จะเป็นท่านเกียรติและอาจารย์เจริญครับ เชิญครับ
หัวใจของการ แปรญัตติครับท่านประธานครับอยู่ในส่วนของวรรคสี่ครับ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ผมเป็นเสียงข้างน้อยครับ และในวรรคห้าซึ่งของเดิมไม่มี แต่ว่าผมเองนั้น ขอเพิ่มเติมเข้าไป หลักการและเหตุผลของผมเป็นอย่างนี้ครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน นะครับ ในวรรคสี่ ผมได้ขอแก้ไขว่า ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเห็นว่าเป็นกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง ให้เสนอเรื่องต่อประธาน รัฐสภาและให้เป็นอํานาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัยชี้ขาด อันนี้ก็คือการแก้ไขในวรรคสี่ ของมาตรา ๓ ครับ ส่วนในวรรคห้าที่เราขอเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตอ่าน ซึ่งมันไม่ยาวนักครับ หนังสือสัญญาที่ไม่อยู่ในบังคับตามวรรคสอง หากเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุนอย่างมีนัยสําคัสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน มีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่ง ในสิบของจํานวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา อาจเสนอเรื่องต่อประธานรัฐสภา และให้ ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาและมีมติว่าการดําเนินการเพื่อทําหนังสือ สัญญาดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ ในกรณีที่รัฐสภามีมติว่า การดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญาใดต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ให้คณะรัฐมนตรี เสนอกรอบการเจรจา หรือหนังสือสัญญาดังกล่าวต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย การขอแก้ไขของกระผมและคณะมี ๒ ส่วนนี้ครับท่านประธานครับ หลักการ เหตุผลของ คณะของกระผมนั้นผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่ามีความชัดเจนตรงที่ว่าปัญหาของ มาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นเป็นปัญหามาอย่างยาวนานตั้งแต่ร่าง มีความ พยายามแก้ไขและเป็นผลสําเร็จเมื่อรัฐบาลที่แล้ว พ.ศ. ๒๕๕๔ ครับ ซึ่งผมก็ ยกมือให้ด้วย แต่ว่ายังแก้ไม่ตรงกับปัญหาเท่าไรครับ ปัญหายังค้างคาอยู่ครับ ถามว่าอะไร คือปัญหาครับ ผมคิดว่าปัญหาไม่ได้มีอยู่เฉพาะในทรรศนะของเสียงข้างมาก หรือของรัฐบาล เท่านั้นที่มอง วันนี้รัฐบาลหรือเสียงข้างมากอาจจะมองว่าเรื่องมันมาเข้ารัฐสภามากไป และอาจจะเกิดความไม่สะดวก ไม่คล่องตัวในการที่จะไปทําสัญญากับระหว่างประเทศ ในการที่จะไปขยายโอกาสหรือปกปักรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติก็ตามที นี่คือ มุมมองประเด็นหนึ่งของรัฐบาลหรือเสียงข้างมาก หรือไม่นะครับ เสียงข้างมากก็อาจจะมี มุมมองอื่นก็แล้วแต่ แต่เป็นทรรศนะของรัฐบาลนี้แน่นอน
ท่านประธานครับ แล้วไม่มีประเด็นอื่นซึ่งแตกต่างกับของกระผมครับ ของกระผมนั้นประเด็นนั้น ที่จริงผมคิดว่ารัฐบาลนี้กับรัฐบาลที่แล้วมองไม่ต่างกันครับแล้วก็ พยายามแก้ แต่ประเด็นของผมครับผมคิดว่ามันเป็นประเด็นในทางหลักการ นั่นก็คือว่า ใครจะเป็นผู้ที่มีอํานาจในการตัดสินความเรื่องของหนังสือสัญญา เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ท่านประธานครับ เรื่องนี้มีที่มาจากการที่มีกระแสสังคมได้คัดค้านว่าการไปทําเอฟทีเอ หรือหนังสือสัญญากันระหว่างประเทศในรัฐบาลก่อนหน้าโน้นครับ รัฐบาลอาจจะมีอํานาจมากล้นเกินไปหรือไม่ อาจจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน จึงมีที่มา ของการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้พอจะเป็นเหตุผลเป็นตรรกะครับ ว่าจะต้องให้อํานาจ ไม่ใช่อยู่ที่รัฐบาลอีกต่อไป อํานาจที่เหนือกว่ารัฐบาลคือใครครับ ก็คือรัฐสภาครับ ผมจึง เห็นด้วยในหลักการนี้ครับ หลักการที่วางไว้ว่าให้อํานาจในการที่จะไปทําสัญญากัน ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะถ้าหากว่ามีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ก็จะต้องมาให้องค์กรหรือสถาบันสูงสุดของประเทศเรา ถามว่าใครคือสถาบัน สูงสุดครับ แน่นอนประมุขของเรานะครับ แต่ว่าท่านก็ทรงใช้อํานาจตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ แต่ในอํานาจที่เราได้วางไว้ชัดแจ้งมันจะตรงกับชื่อที่หลายท่านได้พูดมา ตั้งแต่ต้นครับ คือชื่อของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา นี่เป็นประเด็นใหญ่ ท่านประธานครับ เราจะเพิกเฉยหรือเราจะข้ามเว้นประเด็นนี้ไปไม่ได้เป็นอันขาด เพราะสิ่งที่ ผมเสนอนั้นอาจจะต่างจากรัฐบาลและอาจจะต่างจากพรรคฝ่ายค้านด้วย ซึ่งไม่เป็นไรครับ ต่างกันไม่ได้แปลว่าจะต้องอยู่ตรงกันข้ามกันหรือจะต้องเป็นพวกกัน เพราะเหมือนกัน หรือต่างกันหลาย ๆ เรื่อง แยกไม่ถูกละครับ ท่านประธานที่เคารพ ต่างกันอย่างไรครับ หลักการของผมก็คือว่าการจะทําหนังสือหรือสัญญากับต่างประเทศต้องให้รัฐสภานี้ครับ เป็นผู้พิจารณา แต่แน่นอนที่สุดในเมื่อมันมีเรื่องหยุมหยิมเยอะแยะมากมายรัฐสภาก็พิจารณา ไม่ทัน และอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายข้าราชการประจําด้วย ดังนั้นท่านประธานครับ เราจึงเปิดช่องว่าอะไรที่ไม่ต้องผ่านรัฐสภาได้ ไม่มีปัญหาครับ แต่รัฐสภายังทรงอํานาจอยู่ในการที่จะเรียกมาดู ทรงอํานาจอยู่ในการที่จะตัดสินอยู่ทุกเมื่อ จนมันจบสิ้นกระแสความ ท่านประธานครับ ข้อที่แตกต่างไม่ใช่แค่ว่าให้รัฐสภามีอํานาจ เหนือรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งที่จริงก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๓๖ ผมอยากย้ํา ทฤษฎีใครเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ นิดหนึ่งนะครับ ใครเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์มันจะเกี่ยวข้อง กับคําอธิบายอีกหลายชุดความคิด ซึ่งถ้าเรายอมรับหลักหรือทฤษฎีนี้ร่วมกันเราจะไปได้ ในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ใช่แก้รัฐธรรมนูญครับ ในเรื่องอื่น ๆ ด้วยครับ ผมเห็นว่าทฤษฎี การแบ่งแยกอํานาจนั้น มันส่วนหนึ่งครับ มันเท่ากันใน ๓ องค์กร ก็คือว่าฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งต้องเรียนนะครับ แยก เรามี ๒ สภา แยกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็แยกเป็นวุฒิสภา นั่นส่วนหนึ่งครับ คณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาล นั่นส่วนหนึ่งครับ ตุลาการ นั่นส่วนหนึ่งครับ การแบ่งแยกอํานาจโดยหลักการหรือโดยทฤษฎีนี้แปลว่าเท่ากันครับ แต่ว่าคาน หรือตรวจสอบอํานาจซึ่งกันและกัน แบ่งอํานาจกัน แต่อีกทฤษฎีหนึ่งที่ผมเสนอแล้วที่จริง ผมแน่ใจว่าไม่ใช่ผมคนเดียวครับ โลกเขาก็ได้เสนอ ถึงแม้นไม่ทุกประเทศ นักวิชาการ เขาก็ได้เสนอครับ ใครคือองค์รัฏฐาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ประเทศนี้โชคไม่ค่อยดี หรือการทํากรรมหรือการกระทําไม่ค่อยดีก็แล้วแต่ จะคิดจะเชื่อกันเราไปเชื่อว่าถ้าหากมีการ รัฐประหาร องค์รัฏฐาธิปัตย์ก็คือคณะรัฐประหาร นี่ศาลฎีกานะครับ ด้วยความเคารพท่าน แต่ว่าท่านก็คิดว่าอย่างนั้น แต่ว่ามีผู้ที่แย้งแล้วครับ ว่าไปบอกว่าคณะรัฐประหาร เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ไม่มีประเทศอารยะใดที่เขาจะยอมรับหรอก มันเป็นไปไม่ได้ มันขัดกับ หลักประชาธิปไตยและมันขัดกับรัฐธรรมนูญเอง ถ้าในระบอบประชาธิปไตยละ ก็แล้วแต่ครับ ว่าประชาธิปไตยมีรูปแบบอย่างไร แต่หลักการเหมือนกันนะครับ หลักการประชาธิปไตย ทั่วโลกไม่มีความแตกต่างกันเลย คําแปลก็เป็น ๑ คําแปลครับ แปลว่า ประชาชนเป็นใหญ่ แปลอย่างอื่นไม่ได้ครับ เพราะ ประชา บวกคําว่า อธิปไตย ท่านประธานที่เคารพ หลักการนั้นเหมือนกันเด๊ะ แต่รูปแบบอาจจะแตกกัน เช่น ประเทศนี้ปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยระบบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นี่รูปแบบครับ อเมริกาอาจจะเป็น ระบบประธานาธิบดี เป็นรูปแบบประธานาธิบดี แต่หลักการต้องเหมือนกัน คําแปล ต้องเหมือนกัน หลักการที่ผมกล่าวนี้ท่านประธานครับ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์องค์พระมหากษัตริย์เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ครับ แต่ในระบบ บ้านราต้องย้ําชัด ๆ ว่ารัฐสภานี่ละเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านไปดูครับ การประชุมร่วมของรัฐสภาเขาให้มี อํานาจหน้าที่ในการทําอะไร ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเพียงแค่ไม่กี่ข้อ ใน (๑) การให้ ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา ๑๙ นี่ให้อํานาจ รัฐสภานะครับ ไม่ได้ให้อํานาจคณะรัฐมนตรี ไม่ได้ให้อํานาจศาล (๒) การปฏิญาณตนของ ผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาตามมาตรา ๒๑ นี่ก็ให้อํานาจรัฐสภา (๓) การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ท่านประธาน ครับ ท่านดูสิครับ เรื่องใหญ่ ๆ สําคัญ ๆ เช่นนี้ รวมถึงการให้ความเห็นชอบในการประกาศ สงครามตาม (๑๔) ทั้งหมดทั้งปวงนี่รวมถึงการรับทราบการสืบสันติราช ท่านประธานครับ นี่ก็คืออํานาจของรัฐสภา ทําไมเขาจึงไม่ให้อํานาจของคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลละครับ ทําไม ไม่ให้อํานาจสภาผู้แทนราษฎรแต่เพียงลําพังละครับ และทําไมไม่ให้อํานาจกับศาลแต่เพียง ลําพังด้วยครับ ไม่ได้ครับ เพราะว่าในทางศักดิ์หรือในทฤษฎีหรือหลักการที่ผมได้เรียนแล้ว ท่านประธานครับว่าใครคือองค์รัฏฐาธิปัตย์ ประเทศนี้เมื่อตกลงกันแล้ว รัฐสภานั่นเองครับ ก็คือองค์รัฏฐาธิปัตย์ ดังนั้นท่านประธานที่เคารพ มันเกี่ยวกับมาตรา ๓ ซึ่งแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ตรงไหนครับ เกี่ยวข้องกันอย่างชัดเจน โต้ง ๆ ตรงที่ว่าของเดิมเขาบอกว่าให้มาสู่รัฐสภา และ ถ้าหากจะต้องตัดสินให้ยุติคือจะต้องตีความว่าเรื่องไหนกระทบต่อความมั่นคง ต่อเศรษฐกิจ ต่ออะไรจิปาถะ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่แน่ใจว่าจะลักไก่หรือว่าจะวางหลุมพราง หรือจะถ่าย โอนอํานาจด้วยวิธีการตามรัฐธรรมนูญ กลับโยนอํานาจนี้ของประชาชนหรือของรัฏฐาธิปัตย์ ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วย การไม่เห็นด้วยไม่ได้แปลว่ามองหน้าตาของศาล รัฐธรรมนูญชุดนี้ว่ามาจากไหนต่อไหน ไม่ได้ครับ ไม่ได้ดูจากท่าที่ของเขาครับ แต่เรากําลังพูด ถึงหลักการที่เอามาทําระบอบหรือระบบของเรา ถ้าไปมองหน้าตาหรือท่าที หรือจุดยืนทาง การเมือง ไม่จบประเทศนี้ ไม่มีทางจบได้ เหตุเพราะว่าถ้าเกิดว่าบุคคลที่อยู่ในศาล รัฐธรรมนูญจะมีท่าทีหรือจุดยืนที่ตีความเออออห่อหมกกับใคร ไม่เออออห่อหมกกับใคร แล้ว จะต้องไปหนุนหรือค้านฝ่ายนั้น ผมคิดว่าประเทศนี้เลี่ยงยากที่จะเดินเข้าสู่ภาวะสงครามกลาง เมือง ซึ่งผมไม่ปรารถนา และผมไม่กล่าวหาว่าใครปรารภนานะครับ แต่การยืนอยู่ลักษณะ เอาพวกเป็นที่ตั้งผมคิดว่าเราไปไม่ได้ครับ ดังนั้นผมคิดว่าต้องเอาหลักที่ไม่มีหน้าตาของคนมา เป็นตัวตั้ง นี่ครับ ผมไม่เชื่อว่าเสียงข้างมากในสภานี้จะต้องถูกครองโดยพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งตลอดไปผมไม่เชื่อ คือผมไม่เชื่อว่าเขาจะดีขนาดนั้น หรือไม่เชื่อว่า ประชาชนจะยอมรับเขานานขนาดนั้น ไม่ว่าพรรคไหนนะครับ ท่านดูในประวัติศาสตร์สิครับ นับจากปี ๒๔๗๕ ที่เข้าสู่การเลือกตั้ง ที่เข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย ประชาชนไม่ โง่ครับ ถ้าเราเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นประชาชน เราจะไปได้ แต่เมื่อไรเราไม่เชื่อมั่นประชาชน เราจะไม่ยอมรับหลักการหรือระบอบที่มันควรจะเป็น และเราจะเชื่อถือเพียงแค่คณะบุคคล ว่านี่เออออห่อหมกกับเรา มีสายสัมพันธ์กับเรา และไม่เอากับฝ่ายตรงข้าม หรือเอากับฝ่าย ตรงข้าม ไม่เอากับเรา เราจะไม่เอาด้วย ผมคิดว่าอย่างนั้นใช้ไม่ได้ครับ คนรุ่นผมอายุ ๔๐ กว่าและคนรุ่นน้องผมอีกจํานวนมากอยู่ภายใต้ความขัดแย้ง ท่านประธานครับ ที่ยึดเอาพวก เอาสีหรือเอาบุคคลมานานพอสมควร เกินไปแล้ว ผมคิดว่าในทุก ๆ เรื่องหรือในหลายเรื่องที่ สําคัญต่อไปนี้ จะต้องมาดูที่ระบบ ดูที่หลักการเป็นหลัก ไม่ดูที่สี ดูที่พวก หรือดูที่หน้าคนครับ ดังนั้นผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า สําหรับผมดังที่ได้อ่านให้ ท่านประธานไปแล้วในวรรคสี่ที่ผมขอแก้ไข และในวรรคห้าที่ผมกับคณะได้ขอเพิ่มเติมนั้น ใจความสําคัญอยู่ตรงที่ว่าเราต้องการดึงอํานาจจากรัฐบาลมาสู่รัฐสภา และให้รัฐสภานี้ทําให้ จบครับ และกรณีที่เป็นเรื่องที่ไม่สําคัญมากเราก็ปล่อยไปให้ข้าราชการประจําได้ทํา แต่เรายังทรงไว้ซึ่ง คําว่า เรา ในที่นี้ไม่ใช่สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ เพราะสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ อีก ๖ เดือนหมดวาระ แล้วไม่ลงต่อทั้ง ส.ว. ส.ส. หรือตําแหน่งอื่น เพราะถูกเว้นวรรคโดย รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพราะคนเข้าใจผิดท่านประธาน ยังคิดว่าไปลง ส.ส. นายก อบจ. ต่อได้ ไม่ครับ เขาให้ลง ส.ว. ต่อได้อย่างเดียวแต่ผมไม่ลงครับ ดังนั้นท่านประธานครับ ผมจึงอยาก กราบเรียนว่ามันไม่ได้เพื่อพวกเรา แต่ใครก็ตามเมื่อผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาสู่รัฐสภาแห่ง นี้เขาทําหน้าที่แทนปวงชนชาวไทย เขาจะต้องตัดสินครับ ผิดชอบชั่วดีเขาจะต้องรับผิดชอบ เพราะเขารับผิดชอบต่อประชาชน แล้วเขาไม่ได้อยู่นาน คือเขาอยู่ ๔ ปี ถ้าจะแก้ให้เหลือ ๒ ปีก็แล้วแต่กรณี ท่านประธานที่เคารพ ดังนั้นก่อนจะจบผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธาน ว่า ผมจึงอยากเห็นว่าอํานาจของรัฐบาลที่เคยเขียนไว้ก่อนหน้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เราไม่พึงจะ ให้เขามีอํานาจแต่เพียงลําพัง เราจะต้องให้อํานาจนั้นมาอยู่ที่รัฐสภา แต่จะต้องไม่ดึงอํานาจ ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเปลี่ยนจากชุดนี้หรือจากชุดใด
ท่านสิริวัฒน์ ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ ท่านวัชระเชิญครับ
ท่านผู้เป็น ประธาน กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายที่ได้ อภิปรายพาดพิงถึงศาลรัฐธรรมนูญ แล้วพยายามอภิปรายด้วยข้อความที่บอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งตรงนี้เป็นการผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านผู้เป็นประธานควรที่จะท้วงติง ไม่ใช่ให้สมาชิกต้องลุกขึ้นมาประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง ท่านผู้เป็นประธานครับ เพราะท่านวุฒิสมาชิกศิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ได้อภิปรายกล่าวหาศาลรัฐธรรมนูญอย่างไม่เป็นธรรม แม้นว่าท่านจะบอกว่าท่านจะไม่ลง สมัครอีก แต่เป็นที่รู้กันว่าท่านจะลงสมัครของพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ อยากให้เพื่อนสมาชิกซึ่งเป็นวุฒิสภาอันทรงเกียรติได้กรุณาถอนคําพูดที่ได้มีการกล่าวหาศาล รัฐธรรมนูญ เขารู้กันทั่วทั้งจังหวัดนครศรีธรรมราชแล้วครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ท่านผู้เป็นประธานได้โปรดวินิจฉัย ขอขอบคุณ
ขอบคุณครับ ท่านสิริวัฒน์ครับ ขอระมัดระวังคําพูดสักนิด เชิญท่านต่อ เชิญครับ
ท่านประธานครับ มี ๒ ประเด็นที่พาดพิง ผมต้องขออนุญาตท่านประธานด้วยความเคารพ
ประเด็นที่ ๑ ผมเรียนว่าศาลรัฐธรรมนูญ ผมไม่ได้กล่าวพาดพิงให้เสียหาย และไม่ได้ระบุบุคคล และหลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะผมแก้ใน ประเด็นที่มีเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ อยู่ในรัฐธรรมนูญครับ คําว่า ศาลรัฐธรรมนูญ นี่เป็น ประเด็นที่ ๑ นะครับ และผมได้เรียนแล้วว่าไม่มีความจงใจที่จะไปพูดเฉพาะเจาะจงไปยังศาล ใดศาลหนึ่งด้วยซ้ําไป เพราะที่ผมอภิปรายนั้นได้เชื่อมโยงจากหลักการ เหตุผลครับ
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ เป็นครั้งแรกของผมในชีวิตที่เป็นสมาชิก วุฒิสภาหรือสมาชิกรัฐสภาที่ต้องให้เพื่อนสมาชิกบุคคลหนึ่งบุคคลใดต้องถอนครับ ท่านต้องถอนว่าผมจะลงสมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย เพราะนี่เป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง ท่านประธานครับ ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าจะลงสมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยคิด และในอดีตท่านประธานครับ ไม่เคยเป็นสมาชิก พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอื่นใด อย่าเอาเกม (Game) การเมืองระหว่างพรรคมาเล่นกับผมเพราะผมไม่ประสงค์จะไปเล่นกับ ท่าน แล้วก็ไม่เคยที่จะไปเล่นกับท่านมาก่อนด้วย
เอาละครับ เข้าใจแล้วครับ
ดังนั้น ขอให้ถอนครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ก็เป็นอันชัดเจน ท่านก็ยืนยันว่าไม่ได้ลง ส.ส. อย่างที่ว่านะครับ ก็ถือว่าชัดเจน ผมว่าพอแล้วกระมังครับ ท่านต่อเถอะครับ
ไม่ครับ ท่านประธานครับ เขาบอกว่าผมจะลง ซึ่งมันเป็นความเท็จอย่างไรครับ ๑. ลงไม่ได้ ๒. เจตนา ด้วยในใจผม ผมก็จะไม่ลงครับ
ท่านชัดเจนครับ ท่านก็พูด ชัดเจน เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผมว่าท่านต่อเลยดีกว่าครับ เชิญครับ
ถ้าท่านประธาน วินิจฉัย ผมเคารพท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็จะจบครับ ว่าดังนั้นเหตุผล ที่ผมขอแก้ทั้งหมดทั้งปวง ที่จริงผมอยากกราบเรียนท่านประธานครับ เป็นข้อความ ที่มีเนื้อหาอันเดียวกันกับสมัยที่ผมขอแก้ เมื่อตอนคราวที่ผมยกมือให้กับเสียงข้างมาก ในชุดรัฐบาลที่แล้ว ผมเห็นด้วยเพราะเขาขอแก้ในมาตรา ๑๙๐ ด้วยครับ ผมก็ยกมือให้ แต่ผมก็แปรญัตติไปอย่างนี้ครับ แล้วผมก็แพ้ เป็นเสียงข้างน้อยครับ วันนี้มายังรัฐบาลนี้ ผมขอแก้อีกด้วยหลักการเหตุผลอย่างนี้ ว่าผมอยากจะส่งมอบหลักการหรือรัฐธรรมนูญ ที่มันชอบธรรมและมันไปได้ในทางอารยะสากล และในทางสังคมไทยไว้ให้กับรุ่นน้องผม ต่อไป ผมก็กลายเป็นเสียงข้างน้อยในกรรมาธิการต่อ ผมก็หวังพึ่งว่าในสภาแห่งนี้ครับ ถ้าท่านได้เห็นว่าหลักการที่เราเอามาสร้างระบบที่มันไม่ได้มองจากหน้าตาของคน ถ้าท่าน เห็นว่าถูกต้อง ผมก็ขอเสียงท่าน แต่ถ้าหากว่าผมโหวตแพ้ ก็จะต้องยอมรับครับ ต้องก้มหน้าก้มตาใช้รัฐธรรมนูญในมาตรานี้ต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาตแก้ไขที่ประกาศรายชื่อไปก่อนหน้านี้นะครับ ผมขออนุญาต จะอนุญาต ให้กรรมาธิการได้สิทธิในการอภิปรายก่อน หลังจากนั้นถึงต่อด้วยสมาชิกที่แปรญัตตินะครับ เพราะฉะนั้นผมจะเรียงตามนี้นะครับ ท่านต่อไปเป็น ท่านเกียรติ สิทธีอมร แล้วก็ตามด้วย ท่านสรรเสริญ สมะลาภา แล้วค่อยไปที่ท่านเจริญ ภักดีวานิช ตามนี้นะครับ แต่ทีนี้ มีปัญหาอยู่นิดหนึ่ง ท่านเกียรติขอเวลา ๔๕ นาที ท่านสรรเสริญขอเวลา ๖๐ นาที ท่านอลงกรณ์ขอเวลา ๓๐ นาที ทีนี้ถ้าขอเวลาในลักษณะอย่างนี้ ผมเกรงว่ามันจะเป็นการ อภิปรายเปิดกว้างเกิน แล้วก็มันจะเหมือนกับวาระหนึ่ง เพราะฉะนั้นอย่าถึงต้องใช้เวลา ขนาดนั้นเลยนะครับ ขอความกรุณาว่าให้กระชับแล้วอยู่ในกรอบเท่านั้นนะครับ ขอความร่วมมือด้วย นะครับ เชิญท่านเกียรติ สิทธีอมร เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ผมก็จะรบกวนท่านประธานฟังสาระเอาแล้วกันนะครับ จริง ๆ แล้วถ้าสาระมันยังถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์กติกาของเราก็คงต้องให้โอกาสใน การอภิปรายต่อไปนะครับ
ท่านครับ ๆ ประเด็นอย่างนี้ครับ ขอให้อภิปรายอยู่ในกรอบของการสงวนความเห็นเท่านั้นละครับ
ของวาระสองครับ
แล้วก็อย่าให้ฟุ่มเฟือยมาก
เข้าใจครับ
ผมว่าถ้ากระชับแล้ว อยู่ในประเด็นก็น่าจะใช้เวลาพอสมควรระดับหนึ่งครับ คงไม่ต้องใช้ขนาดถึง ๔๕ นาที ขอความกรุณานะครับ ด้วยความเคารพครับ
จะให้กระชับที่สุดนะครับ
ประการแรก ผมจะพูด ๓-๔ ประเด็นหลัก ๆ ที่ผมคิดว่ามีนัยสําคัญ ในการแก้ไขมาตรา ๓ ของมาตรา ๑๙๐ นะครับ ประการแรก คือเหตุผลของการแก้นี้ ผมคิดว่าท่านประธาน มาถึงจุดนี้ครับ ทุกคนคงเห็นตรงกันแล้วว่ามันมีความเห็น ที่ขัดแย้งกันอยู่นะครับ ฝ่ายหนึ่งมองว่ามันเป็นปัญหา แล้วต้องรีบแก้ ถ้าไม่แก้จะเสียหายมาก ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าอาจจะเป็นมุมมองที่สุดโต่งไปนิดหนึ่งนะครับ ผมในฐานะผู้ปฏิบัติเอง ตั้งแต่ก่อนมีมาตรา ๑๙๐ จนมีมาตรา ๑๙๐ มันก็ไม่ใช่มีปัญหาถึงขนาดที่บอกว่า มันจะโลกถล่มฟ้าทะลายหรอกครับ มันไม่ขนาดนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาที่ไปเขียน เหตุผลว่าถ้าไม่แก้แล้วจะเสียหาย นี่คือปัญหาครับ แล้วก็ทําให้เมื่อกี้กรรมาธิการเองถูกซัก แล้วตอบก็ตอบไม่ได้ครับ เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ อยากทําความเข้าใจว่าถ้าเรา ต้องการจะแก้ให้มันดีขึ้น ผมไม่ว่าอะไรครับ ผมยินดีครับ ดูเนื้อหาสาระของการแก้ดีกว่า แต่ ถ้าบอกว่าแก้เพราะมันจะต้องเสียหายหนัก แล้วในความจริงมันไม่เป็นอย่างนั้น ต้องทํา ความเข้าใจครับท่านประธาน ไม่อยากเห็นพวกเราเองในสมาชิกรัฐสภาเองมีมุมมองที่สุดโต่งไป ทางใดทางหนึ่ง ผมคิดว่ามันไม่เป็นประโยชน์นะครับ ทีนี้เหตุผลของการแก้อันหนึ่งนี้ก็คือว่า เพื่อให้มันเกิดความว่องไว สามารถดําเนินการ ได้รวดเร็ว แล้วก็มีคําพูดที่พูดถึงไปขนาดที่ว่าการที่จะต้องมารายงานรัฐสภานั้นกลายเป็น อุปสรรค ท่านประธานครับ อยากทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกจริง ๆ ครับ ถ้าใครก็แล้วแต่ เรียนทฤษฎีของการเจรจาระหว่างประเทศนะครับ ยิ่งมีชั้นกรองหลายชั้นเท่าไรยิ่งได้ข้อตกลง ที่ดีเท่านั้น การให้อํานาจผู้เจรจาไปมากเกินไป มุมกลับนะครับ เจรจาอาจจะจบเร็วครับ แต่อาจจะได้ของไม่ดีที่สุด ถ้าให้อํานาจน้อยลงไป ไปเจรจาอยู่ในกรอบที่ถูกวางไว้ที่มี ความรอบคอบ อาจจะใช้เวลามากขึ้น แต่อาจจะได้ข้อตกลงที่ดีกว่า หลักทฤษฎีนี้ครับไป เรียนมหาวิทยาลัยไหนเขาก็ว่าอย่างนั้น หลายหัวมากกว่าหัวเดียว เขาบอกเลยครับอย่าให้ อํานาจมากเกินไป เพราะฉะนั้นการที่เราพิจารณาการแก้ไขในมาตรา ๓ ต้องดูความสมดุล ของอํานาจที่ให้ไป แต่อย่าหลงผิดว่า มาตรา ๑๙๐ เดิมคืออุปสรรค อันนี้อย่างไรผมก็ไม่เห็น ด้วย เพราะเคยปฏิบัติมาแล้ว แล้วไม่ได้มีปัญหาอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ แน่นอนครับ ข้าราชการฝ่ายประจําบางคนทําอะไรไม่ถูกเหมือนกัน อึดอัด เข้าใจดีครับ ไม่ตําหนิกันครับ แต่การที่จะให้อํานาจมากจนเกินไปไม่ใช่เป็นข้อดีทั้งสิ้น การที่ไปเจรจาระหว่างประเทศ ท่านประธานครับ มีตั้งไม่รู้กี่ประเทศที่เขาใช้รัฐสภาหรือใช้สภาเป็นหลังพิงอยู่ แล้วเขาก็ใช้อัน นั้นเป็นข้ออ้าง คู่เจรจาเป็นคนอ้างสิ่งเหล่านั้นกับผมเอง อันนี้เล่าให้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่า เวลาเราจะพิจารณาพยายามอย่าเดินไปทางใดทางหนึ่งที่สุดโต่งจนเกินไปนะครับ ผมใช้รัฐสภา เป็นหลังพิงทุกครั้ง เพื่อประโยชน์ของประเทศครับ อันนี้ทําได้ครับ ไม่ใช่เป็นข้อเสียหาย ถามว่า มาตรา ๓ ที่เขียนขึ้นมาและอยู่ต่อหน้าเราในขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงในสาระสําคัญ อะไรบ้าง ผมอยากจะพูด ๒-๓ ประเด็นสําคัญ ๆ
ประการแรก คือโครงสร้างมันเปลี่ยนไหม โครงสร้าง มาตรา ๑๙๐ เดิม กับโครงสร้างมาตรา ๑๙๐ ที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้เปลี่ยนไหม เปลี่ยนครับ บางเรื่องที่เป็นเรื่องที่ เดิมอยู่ในสาระของเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อยู่ในกฎหมายลูก วันนี้ไปอยู่ในกฎหมายลูก คนไหนเป็นนักกฎหมายก็ต้องไปตัดสินใจกันเองว่ามันใช่ไหม มันพอไหม มันจะถูกต้องไหม มันจะมีความเสียหายตรงนั้นไปหรือเปล่านะครับ เช่นเรื่องการรับฟังความเห็นประชาชน เดิมอยู่ในข้อความหลักในวรรคหลัก วันนี้ไปอยู่ในกฎหมายลูกที่ต้องมีการตราต่อไป การเยียวยา การชดเชย เดิมเขียนไว้เป็นหน้าที่หลักตามเจตนาของรัฐธรรมนูญในวรรคหนึ่ง เลย วันนี้ไปอยู่ในกฎหมายลูกนะครับ ตรงนี้คนที่เป็นนักกฎหมายตัดสินใจเอาเองครับ แต่ผม ชี้ให้เห็นว่ามันมีความแตกต่างกันอยู่ในเรื่องของโครงสร้างของเดิมและของใหม่ สําหรับผม อันไหนที่เป็นสิ่งที่ต้องทําควรจะอยู่ในข้อความหลัก อันไหนเป็นวิธีปฏิบัติไปอยู่ในกฎหมายลูก จะชัดที่สุด แต่ ณ วันนี้ผมเสียงข้างน้อยครับ ผมก็โหวตแพ้ครับ เพราะหลาย ๆ เรื่องไปอยู่ ในกฎหมายลูก แต่ถามว่าเรื่องที่ต้องอยู่ในกฎหมายลูกมันครบถ้วนไหม ผมก็ว่าพอรับได้ว่า เนื้อหาตัวหลักสําคัญ ๆ ที่ต้องไปตราในกฎหมายลูกนี้มันพอไปได้ แต่ปัญหาที่ผมมีก็คือว่า พอมันไปอยู่ในกฎหมายลูกมันไม่มีหลักประกันเลยครับว่าถ้าเมื่อไรไม่ออก แล้วเราเคยผ่าน มาแล้วครับ ไม่ออกกฎหมายลูกแล้วใครรับผิดชอบ แล้วเสียหายอย่างไร ตรงนี้ครับ กรรมาธิการถกกันมากครับ แล้วในที่สุดก็ไปเขียนในมาตรา ๔ เดี๋ยวคงไปว่ากันในมาตรา ๔ อีกครั้งหนึ่ง ว่าระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายลูกต้องทําอะไร แต่ปัญหาก็ยังมีนะครับ เพราะว่า ปัจจุบันก็ไม่มีกฎหมายลูกอยู่ดี เพราะฉะนั้นต้องทําอย่างไรมันก็มีแค่หลักกว้าง ๆ ไม่มี รายละเอียด ไม่มีวิธีปฏิบัติ แล้วปัญหาที่เราเจอทุกครั้งครับท่านประธาน ทุกครั้งที่ข้อตกลง สนธิสัญญาระหว่างประเทศเข้ามาสภาแห่งนี้ สิ่งที่บกพร่องทุกครั้ง แล้วผมตําหนิทุกครั้ง ก็คือว่าการที่บอกว่าต้องมีการศึกษาข้อดี ข้อเสีย ผู้ได้ประโยชน์ ผู้ได้รับผลกระทบและมาตรการในการเยียวยานั้นไม่เคยมีการศึกษาที่ไปถึงสุดซอย ภาษา คนทันสมัยต้องบอก สุดซอย มันไปไม่สุดซอยสักครั้งครับ แค่บอกว่ากลุ่มไหนได้รับผลกระทบ แต่ไม่เคยมีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนและมีงบประมาณที่ชัดเจนเข้ามาให้สภาแห่งนี้พิจารณา สักครั้งหนึ่ง นี่คือปัญหาในทางปฏิบัติ แต่เป้าหมาย วัตถุประสงค์ เจตนาของมาตรา ๑๙๐ ต้องการให้มันเกินขึ้น เพราะอะไร ถามนิดหนึ่งครับ สมาชิกรัฐสภานี้จะใช้อะไรเป็นเครื่องมือ ในการตัดสินใจว่าควรจะผ่าน ควรจะให้หรือควรไม่ให้ ถ้าไม่มีข้อมูลที่ศึกษามาครบถ้วน ยากลําบากนะครับ แล้วหลายคนลงคะแนนไปทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้หรอกครับว่ามันจะมีผลเป็น อย่างไร แค่ฟังรายงานของฝ่ายผู้เสนอหรือรัฐบาลในแต่ละครั้งแต่ละตอน ตรงนี้คือจุดอ่อน ของกระบวนการของรัฐสภาในเรื่องการที่จะอนุมัติ ไม่ว่าจะเป็นกรอบการเจรจาก็ดีหรือ อนุมัติสนธิสัญญาการลงนามในสนธิสัญญาก็ดี หรือการให้สัตยาบันก็ดีเป็นปัญหาทุกครั้งครับ ทีนี้ถ้าเราปรับปรุงแก้ไขแล้วมันดีขึ้น ผมยินดีครับ ถึงแม้ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีที่ท่านต้องแก้ ทั้งมาตรา ผมคิดว่าไปออกกฎหมายลูกก็ทําได้ แต่ไม่เป็นไรท่านเป็นฝ่ายเสียงข้างมากวันนี้ ท่านบอกว่าท่านอยากจะแก้ละ ไม่เป็นไรครับ ผมก็แก้แล้วผมก็ไปนั่งร่วมพิจารณากับท่าน แต่ ถามว่าวันนี้โครงสร้าง ณ ขณะนี้ยังเป็นปัญหาไหม ยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะไม่มีบทลงโทษการ ไม่ออกกฎหมายลูกภายในระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญกําหนด ไม่มีบทลงโทษ กรณีที่การศึกษา ไม่ครบถ้วนไม่สุดซอย ไม่มีรายละเอียดเพียงพอที่จะให้สมาชิกรัฐสภาเห็นชอบหรือไม่ เห็นชอบ ตรงนี้ถามว่าแก้รัฐธรรมนูญไปอย่างนี้ยังแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หรือเปล่า แก้ไม่ได้นะ ครับ ที่ผมอยากเห็นจริง ๆ ถ้าไม่ปฏิบัติตามมีบทลงโทษสิครับ เอาเลยครับ ไม่ว่าพรรคไหน เป็นรัฐบาลต้องทําครับ อย่างนั้นนะครับประชาชนได้ประโยชน์ สมาชิกรัฐสภาได้ประโยชน์ อยากเห็นนะครับ เพราะตอนนี้เราเริ่มมีค่านิยมในการตีความว่าถ้าไม่มีบทลงโทษ ไม่ทําและ ไม่ผิด ตรงนี้ผมหนักใจมากครับท่านประธานและผมไม่มีวันเห็นด้วยครับ การที่เขาเขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญที่มีเจตนาให้รัฐบาลหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดําเนินการอย่างไรก็ตาม ถึงแม้ไม่มี บทลงโทษ แต่มันมีความหมายครับว่ามันมีความสําคัญ ต้องดําเนินการ ทัศนคติเขาบอกว่าไม่ มีบทลงโทษไม่ผิดไม่ทําก็ได้ ก็จะกลายมาเป็นปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา ๑๙๐ ที่อยู่ ตรงหน้าเรานี่ละครับ ถ้าไม่ออกกฎหมายใน ๑ ปี ไม่ทํา ผิดไหม ไม่ผิด มีบทลงโทษไหม ไม่มี เห็นไหมครับ การศึกษาไม่มีรายละเอียดมีบทลงโทษไหม ไม่มี และทุกครั้งก็ใช้วิธีว่าเสียงข้าง มากเป็นเท่าไรก็ลงคะแนนกันไป ประเทศเสียประโยชน์ครับท่านประธาน ผมคิดว่าสภาควร จะต้องมีมาตรการในการดําเนินการที่ดีกว่านี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนคนส่วนรวมครับ ไม่ควรที่จะให้มีการนําวาระเข้าสภาทั้ง ๆ ที่การศึกษายังไม่สมบูรณ์ ตรงนี้ละครับ แล้วอย่ามา โทษมาตรา ๑๙๐ ครับ มันเป็นสิ่งที่ควรต้องทํา ถ้าประเทศอื่นทําได้ ทําไมประเทศไทยทํา ไม่ได้ ประเทศออสเตรเลียต้องเสนองบประมาณเข้ามาเลยครับ การปรับโครงสร้างที่ได้รับ ผลกระทบจากการลงนามเอฟทีเอ ทําไมประเทศไทยไม่มี ตรงนี้ผมเรียกร้องและผมคิดว่า การแก้รัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๓ ตรงนี้ยังไม่ได้คําตอบในเรื่องที่เรายังบกพร่องอยู่ในความเป็น จริงในทางปฏิบัติ ประการต่อมาถ้าถามว่า แก้ไปแล้วมันได้ความครอบคลุมในเรื่องสําคัญที่ ควรจะเข้าสภาหรือไม่
ท่านเกียรติครับ ด้วยความ เคารพจริง ๆ นะครับ นี่เป็นวาระสองท่านสงวนความเห็นไว้
ใช่ครับ
ท่านไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการเสียงข้างมาก
ถูกต้องครับ
ท่านไม่เห็นด้วยอย่างไร ท่านก็ว่ามา แล้วท่านสงวนไว้ท่านมีเหตุผลประกอบอย่างไร ท่านก็ว่ามานะครับ
ผมพูดตรงเป๊ะเลยครับท่านประธาน
อย่าเป็นการไปตั้งคําถาม นะครับ ผมว่าอธิบายเหตุผลประกอบอยู่ในกรอบ
ถูกต้องครับ
แล้วก็ขอความกรุณาช่วย กระชับสักนิดครับ
ก็ด้วยความเคารพท่านประธาน นะครับ
ขอบคุณครับ
ผมพูดถึงโครงสร้างเป๊ะเลย การแก้ โครงสร้างมันมีข้อบกพร่องอยู่ ผมชี้ให้เห็นและต่อมาที่ผมกําลังพูดว่าความครอบคลุมใน เนื้อหาชัดเจนเลยครับที่ผมสงวนไว้ชัดเจนเลยครับ ความครอบคลุมของเดิมมีส่วนที่ตัด ออกไปที่มันมีสาระสําคัญ และเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในกรรมาธิการอย่างมาก หลายครั้ง หลายหน หลายประชุม หลายชั่วโมงนะครับ ก็คือว่าในแง่ของความครอบคลุมนั้น ผู้ที่มาให้ ข้อมูล และกรรมาธิการเสียงข้างมากมีความเห็นว่าเรื่องไหนที่สําคัญเรื่องนั้นต้องมีการแก้ กฎหมาย จึงสรุปเป็นข้อความที่เราเห็นอยู่ตรงหน้านี้ ก็คือว่าเรื่องที่เกี่ยวกับเขตแดน อันนั้นก็ ว่าไป สิทธิพื้นที่นอกอาณาเขต ก็ว่าไป อันนั้นเห็นตรงกันอยู่แล้ว แต่เรื่องที่ต้องตรา พระราชบัญญัตินี้ อันนี้เป็นจุดที่เห็นไม่ตรงกัน ผมกําลังบอกว่าเรื่องที่สําคัญ ๆ ในประเทศนี้ และในเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศนั้นไม่ใช่ทุกเรื่องที่ต้องออกกฎหมาย ผมยกตัวอย่าง ชัดเจนในชั้นกรรมาธิการ เช่น กรณีข้อตกลงในเรื่องการลดภาวะโลกร้อน เช่น เรื่องการไปมี ข้อตกลงในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละประเทศ หรือในพื้นที่ทับซ้อน เรื่องเหล่านี้ บางครั้งสามารถไปเจรจามีข้อตกลงได้ แต่ไม่ต้องแก้กฎหมาย นี่คือเหตุผลที่ผมเขียนเพิ่มเติม เข้าไปว่า เมื่อไรก็แล้วแต่ที่มีบทเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองหรือจัดการ ภายในประเทศ ทุกเรื่องนะครับ ที่มิใช่เรื่องความร่วมมือทางวิชาการ ควรจะต้องผ่านสภา ด้วย ซึ่งหมายความว่าอย่างไรครับ อันนี้มันก็รวมไปถึงเรื่องพลังงาน ถามว่าสําคัญไหม พลังงาน ทุกวันนี้ครับ ทั่วโลกแย่งชิงพลังงานกันอยู่ แย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติกันอยู่ครับ และมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมในทุกเรื่องที่ตามมาจากการแย่งชิงพลังงานและ ทรัพยากรธรรมชาติและการดําเนินนโยบายระหว่างประเทศ ได้มีการขอ บอกว่าใส่ ๓ เรื่องนี้ ไปได้ไหม ในชั้นกรรมาธิการครับ ทุกคนเห็นตรงกันครับ ทุกคนเห็นตรงกันหมดนะครับ ในกรรมาธิการว่าเรื่องพลังงาน เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสําคัญ แต่มาโต้แย้งกันอยู่ประเด็นเดียวว่า ถ้ามันสําคัญจริงมันต้องแก้กฎหมายถึงตัดข้อความ เหล่านั้นออก ผมอยากให้ท่านทบทวนครับ เพราะว่าผมยกตัวอย่างจนประมาณสัก ๕ รอบ กระมังครับในชั้นกรรมาธิการ แล้วก็ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนของกระทรวงไหน กรมไหน กองไหน ที่จะโต้แย้งผมได้เลย ในตัวอย่างที่ผมยกไปในชั้นกรรมาธิการ แต่ในที่สุดก็ตัดออก ครับ ตัดออกแล้วใครเสียครับ ประเทศไทยเสียประโยชน์ เช่น ผมยกตัวอย่างวันนี้ครับ ถ้าอยู่ดี ๆ รัฐบาลจะเดินไปเจรจา แบ่งปันผลประโยชน์เรื่องน้ํามันที่อยู่ในทะเลที่เป็นพื้นที่ ทับซ้อน ทําได้ไหมครับ ไม่ต้องผ่านสภาครับ วันนี้จะเดินไปกู้เงินตาม พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปกู้ใครก็แล้วแต่ สัญญากู้เงินที่มีผลกระทบกับงบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ต้องเข้าสภาไหม ครับ ถ้าตามเนื้อหา ณ วันนี้ ไม่ต้องเข้าอีก อันตรายไหมครับสําหรับประเทศไทย ไปกู้ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ต้องอยากดูแล้วครับ ผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งผมอยากดูว่าคุณไปกู้ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มันกู้กันอย่างโปร่งใสหรือเปล่า ท่านประธานสังเกตไหมครับ บาง โครงการมีเงินกู้ที่แปลกประหลาดมาก ยังไม่ทันเริ่มเอาเงินเขามาใช้เลยต้องเสียเงินค่าต๋งไป แล้ว ๕ เปอร์เซ็นต์ เขียนในสัญญาก็มีครับ สัญญาอย่างนั้นถ้าพวกเราเห็นพวกเราจะอนุมัติ ไหมครับ ไม่อนุมัติหรอกครับ แต่การที่ท่านเขียนอย่างนี้ ตัดข้อความเหล่านั้นออกไป มันยังมี ปัญหาอยู่ และเป็นปัญหาที่ถ้าท่านไม่แก้ไขตามที่ผมเสนอ เราก็ยังมีปัญหานั้นอยู่ครับ เพราะ มันจะหลุดไปเลย แล้วถ้าพวกท่านจะอนุมัติไปตามนี้ ก็หมายความว่าท่านเห็นว่าเรื่อง สิ่งแวดล้อม พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่สําคัญครับ ไม่สําคัญเพียงพอที่จะต้องมาผ่าน สภาแห่งนี้หรือครับ แล้วท่านก็ท่องคาถาเป็นคาถาเดียวเลยครับ ไม่แก้กฎหมาย ไม่ต้อง เข้าสภา ก็มันมีนี่ครับ การที่เราตกลงในเรื่องการดูแลเรื่องโลกร้อนนี่ ที่เรามีนโยบาย ไม่ใช่ เป็นกฎหมายนะครับ เป็นนโยบายที่จะใช้พลังงานทดแทน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ภายในกี่ปี ต้องออกกฎหมายไหมครับ ไม่ใช่ แต่มีผลไหมครับ มี มีผลกับงบประมาณไหม มี เพราะต้อง มีเงินไปชดเชย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะเห็นได้ชัดว่าในการที่เราร่างเสร็จออกมาแล้ว เกิดความไม่ครอบคลุมเรื่องสําคัญ ๆ ที่ต้องเข้าสภา เป็นปัญหาอยู่ ขอให้กรรมาธิการทบทวน นะครับ และให้สมาชิกทุกท่านช่วยกันดูในประเด็นนี้อย่างชัดเจน
ประการที่ ๒ ที่มีการแก้ไขไปนะครับ ก็คือคําว่า โดยชัดแจ้ง ในมาตรา ๑๙๐ ร่างใหม่ มาตรา ๓ นี่นะครับ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่ นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ใส่คําว่า โดยชัดแจ้ง เข้าไป ตรงนี้ครับเป็นวิธีเขียนให้ชัด แต่ทําให้ไม่ชัด คําถามมีอยู่ว่าเขียนว่า โดยชัดแจ้งนี้ใครเป็นคนวินิจฉัยว่าชัด ตรงไหนคือชัด แต่เดิมในการวินิจฉัยมาตรา ๑๙๐ ถ้าดูบรรทัดฐานของคําพิพากษาหรือคําวินิจฉัยที่ผ่านมา ถ้ามันอาจจะมีผลกระทบก็ต้องเอามาผ่านสภา การเข้ามาผ่านสภาไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ใช่อุปสรรค แต่ตรงนี้ไปบอกว่าโดยชัดแจ้ง ใครวินิจฉัยครับ ทําให้การเขียนมาตรานี้เกิด ความไม่ชัดขึ้นมา ไม่ชัดตรงที่ว่ามันต้องมีกติกา ต้องมีกรรมาธิการ เป็นคนไปวินิจฉัยว่า อันนี้ชัดนะ อันนั้นไม่ชัดนะ เอ๊ะหรือจะเป็นความพยายามที่ให้คดีความในอดีตที่ไม่มีคําว่า โดยชัดแจ้ง หลุดพ้นคดีไปหรือเปล่า ผมไม่ทราบ บางคนเขาคิดไปไกลถึงขนาดนั้นนะครับ บางคนคิดมากครับ ไปใส่ โดยชัดแจ้ง อาจจะเป็นคุณกับคนที่โดนคดีอยู่ ผมไม่ทราบ แต่ผม เองเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับคําว่า โดยชัดแจ้ง เพราะผมคิดว่ามันเป็นตัวที่สร้างปัญหา ให้กับการดําเนินการในการใช้มาตรา ๑๙๐
ประการสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดถึง ก็คงเป็นเรื่องของวรรคสุดท้ายในมาตรา ๓ ที่มีการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีขอความเห็น อันนี้เป็นอุปสรรคว่าในอดีตที่เรา กติกานี้ตรงกันนะครับ ในร่างที่เข้ามาสภาในวาระหนึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังเป็นร่างที่ให้อํานาจ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดในการปฏิบัติตามมาตรา ๑๙๐ ปัญหามันมีอยู่นิดเดียวว่า ในระหว่างที่ดําเนินการของรัฐบาลเองเกิดความไม่มั่นใจว่าเรื่องนี้เข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย ต้องเข้าหรือไม่ จะไปหารือมันหารือไม่ได้ ก็เขียนเพิ่มเติมให้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอํานาจนะครับ อํานาจยังอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้น ในฉบับที่เข้ามาวาระหนึ่งก็ยังเป็นอํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ ที่เพิ่มไปเพียงประเด็นเดียวก็คือว่าให้สามารถหารือได้ก่อนที่จะมี การเจรจาเป็นข้อยุติของสนธิสัญญานั้น ๆ แล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยภายใน ๑๕ วัน อันนี้ช่วยให้รัฐบาลสามารถดําเนินการได้รวดเร็วมากขึ้น มีเอกภาพมากขึ้น และมีแนวทาง ในการปฏิบัติที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ไม่ติดใจนะครับ แต่ผมอยากได้ฟัง คําชี้แจงของกรรมาธิการเสียงข้างมากในส่วนของความไม่ครอบคลุมนะครับ เพราะมันมี หลายกรณีอย่างมากที่ไม่ต้องมีการแก้กฎหมายหรือออกกฎหมายเป็นพิเศษ แต่เป็นเรื่องที่สําคัญ ที่ควรจะต้องผ่านสภา ผมยกตัวอย่างไป ๓ เรื่อง แต่จริง ๆ แล้วมันอาจจะมีมากกว่า ๓ เรื่อง อันนี้เป็นเพียงตัวอย่าง เรื่องเงินกู้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ตอนนี้กําลังมีความพยายาม ในการออก พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ต้องไปกู้ครับ การไปกู้อย่างนี้ผมคิดว่าผมเอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องการเห็นข้อตกลงว่ามันมีความครอบคลุมอย่างไร มีเนื้อหา เป็นอย่างไร การแก้มาตรา ๑๙๐ คือแก้แล้วต้องทันโลกครับ โลกเปลี่ยนเร็ว แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ แก้ไปนอกจากโครงสร้างอาจจะมีปัญหาในการปฏิบัติ แล้วความครอบคลุมของมาตรานี้ก็ยังเป็นปัญหาอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นผมเองก็มีความรู้สึก เป็นกังวลนะครับ เพราะว่าที่ผ่านมาเห็นแนวทางในการปฏิบัติและแนวคิดของหลายฝ่ายว่า ถ้าไม่มีบทลงโทษแล้ว ไม่ทําก็ไม่ผิด ตรงนี้จะแก้อย่างไรครับ ถามกรรมาธิการตรง ๆ เลยครับ เพราะผมเองเป็นคนหนึ่งที่กังวลครับ ไม่ครอบคลุมเรื่องสําคัญที่ควรจะเข้าสภา ไม่ปฏิบัติตาม ไม่มีบทลงโทษไม่ผิด ทําไมไม่แก้ครับ วันนี้ถ้าท่านบอกว่าถ้ารัฐบาลไม่ทํากฎหมายลูกภายใน ๑ ปี ให้นายกรัฐมนตรีต้องหลุดจากสถานะไปเลย ให้ ครม. ถูกปรับออกทั้งคณะ ผมเอา นะครับ แล้วถ้าประธานได้รับเรื่องเข้าสภา ไม่พิจารณาให้เสร็จภายใน ๖๐ วัน ประธานต้อง ออกจากการทําหน้าที่เป็นประธาน ผมเอาครับ ที่ผ่านมามันมีหลายเหตุผลที่เป็นอุปสรรค ที่ไม่ใช่เป็นปัญหามาจากมาตราเลย แต่เป็นการปฏิบัติทั้งสิ้น ตรงนี้แก้กันอย่างไรครับท่าน ประธาน เอาให้เข้มเลยครับถ้าจะเอาให้เข้ม แต่ว่าต้องมีบทลงโทษครับ ไม่มีบทลงโทษไม่มี ความหมายเลยครับ สังคมไทยตอนนี้กําลังเป๋ครับ ถ้าแม้กระทั่งถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพูดได้ว่า รัฐธรรมนูญเขียนไว้ไม่มีบทลงโทษแล้วไม่ผิด ผมฉงนมากครับ อายเขาครับ เรื่องนี้อายเขา ครับ เรื่องเจรจาช้าเพราะต้องผ่านสภา ไม่ต้องอายเขาหรอกครับ ผมยินดีไปต่อสู้ให้กับ ประเทศไทย แต่ผมอายเขามากเลยครับคนไทยพูดว่าไม่มีบทลงโทษไม่ผิด ผมขอแค่นี้ขอ คําตอบความชัดเจนจากกรรมาธิการจากกรรมาธิการด้วยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสรรเสริญ สมะลาภา ท่านขอ ๖๐ นาที แต่ทีนี้ก็ต้องขอความกรุณาด้วยเหตุผลเดียวกันกับท่านเกียรตินะครับ ต้องขอขอบคุณท่านเกียรติด้วยที่ให้ความร่วมมือ เพราะอยู่ในวาระสองครับ ผมจะได้ไม่ต้อง ทักท้วงให้ท่านเสียจังหวะในการอภิปราย เพราะฉะนั้นก็อภิปรายให้อยู่ในกรอบที่ได้สงวน เอาไว้ ถ้าอย่างนั้นเวลาก็น่าจะใช้พอสมควร เอาอย่างนั้นนะครับ จะได้ไม่เสียจังหวะ เชิญท่านครับ
(นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ไม่มีอะไรกระมังครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อคําพูดของท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้นะครับ ท่านกรรมาธิการดอกเตอร์สรรเสริญขอเวลาอภิปราย ๖๐ นาที ผมถือว่า การใช้เวลาในการอภิปรายเป็นสิทธิของกรรมาธิการที่สงวนความเห็นไว้ครับ ดังนั้นท่านมี สิทธิที่จะอภิปรายในข้อคิดเห็นของท่าน จะใช้เวลาเท่าไรก็ขึ้นอยู่ที่กรรมาธิการ เราไม่ จําเป็นต้องไปขอเวลาท่าน ดังนั้นการที่ประธานรัฐสภาระบุว่าเราขอและให้เวลาเรา ๖๐ นาที ผมเห็นว่าไม่ถูกต้องครับ เป็นสิทธิของกรรมาธิการผู้สงวนความเห็นครับ ขอทักท้วงประเด็นนี้ ครับท่านประธาน
ผมก็ขอความร่วมมือ ตามข้อบังคับเท่านั้นเอง ท่านอภิปรายตามข้อบังคับก็ไม่มีปัญหา ถ้าเข้าอยู่ในกรอบวาระสอง ก็กระชับอยู่กรอบวาระสองมันน่าจะใช้เวลาไม่มากถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้นก็ขอความ ร่วมมือกันเท่านั้นเอง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรนะครับ เชิญครับ
ขอยืนยันท่านประธานนะครับว่า ไม่ต้องห่วง ผมเองก็ปกติเป็นคนที่อภิปรายอยู่ในกรอบอยู่แล้ว แล้วก็ครั้งนี้ที่ผมขอสงวน ความเห็นก็จะมีการอภิปรายในประเด็นที่ผมขอสงวนความเห็นเอาไว้ ท่านประธานที่เคารพ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ และสมาชิกรัฐสภา ผมได้ขอสงวนความเห็นโดยเพิ่มข้อความนะครับ ในมาตรา ๓ จากเฉพาะสนธิสัญญาทางด้านเขตแดน แล้วก็ในเรื่องของการเปิดเสรีการค้า การลงทุน ก็ได้ขอเพิ่มข้อความดังต่อไปนี้นะครับ หรือมีบทเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในด้าน การคุ้มครองหรือการจัดการด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและพลังงานที่มิใช่ความร่วมมือ ทางด้านวิชาการ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยสรุปก็คือว่าในมาตรา ๓ นอกจาก ในเรื่องของเขตแดนแล้วก็ในเรื่องของการเปิดเสรีการค้า การลงทุนแล้ว ผมได้เสนออีก ๓ เรื่อง ก็คือในเรื่องทรัพยากร ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และในเรื่องของพลังงาน ให้เข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภา ก่อนที่จะมาฟังเหตุผลนะครับว่าทําไมผมถึงเสนอเช่นนั้น ผมต้อง ขออนุญาตใช้เวลาเพียงสั้น ๆ เท้าความเพื่อให้เพื่อนสมาชิกแล้วก็ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ ถึงความเป็นมาของมาตรา ๑๙๐ เสียก่อนนะครับ เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ณ เวลานั้นมีเฉพาะ ในเรื่องของเขตแดนเท่านั้นที่จะต้องเข้ารัฐสภา หลังจากนั้นต่อมาก็จะมีการเปิดเสรีเกิดขึ้น ในปี ๒๕๔๗ ถ้าพวกเราทุกคนยังจําได้การเปิดเสรีที่มีปัญหามากก็คือการเปิดเสรีในเรื่องของ วัวนมแล้วก็เนื้อวัว กรณีประเทศไทย ประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ ในครั้งนั้น เกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างมาก แล้วก็การที่รัฐบาลไปเซ็นสัญญาระหว่างประเทศ ไม่ได้ มีการแจ้งให้เกษตรกรทราบ ก็เลยเป็นที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้บัญญัติเอาไว้นอกเหนือจากในเรื่องของเขตแดนแล้ว ก็จะมีในเรื่องของสัญญา ๑๑ ด้านด้วยกันตามเข้าไปด้วย จะมีในเรื่องของสิ่งแวดล้อม มีในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ มีในเรื่องพลังงาน ทรัพย์สินทางปัญญา ในเรื่องของแรงงาน สิทธิมนุษยชน สาธารณสุข และการศึกษา ยังมีเพิ่มเติมอีก ๓ เรื่องครับ ก็คือการเปิดเสรีทางด้านการค้าและการลงทุน มีหุ้นส่วนทางด้านเศรษฐกิจแล้วก็การคุ้มครองการลงทุน แต่ด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เขียนพ่วงมาด้วยว่าต้องมีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้าและการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ คําว่า กว้างขวางและมีนัยสําคัญ นี่ละครับ ก็เลยเกิดปัญหาในเรื่อง การตีความเกิดขึ้น กล่าวคือก็คือหน่วยงานที่เขาทําเรื่อง เขาก็ไม่แน่ใจว่าอะไรกว้างขวาง อะไรไม่กว้างขวาง หรืออะไรมีนัยสําคัญ หรืออะไรไม่มีนัยสําคัญ ไม่มีขีดเส้นแบ่งชัดเจน วิธีที่เขาหลีกเลี่ยงก็คือว่านําทุกเรื่องเข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภา ก็ทําให้งานค่อนข้างจะ เยอะนะครับ สมัยนั้นเราก็ทราบกันอยู่ในสมัยท่านอภิสิทธิ์ ผ่านกรอบไป ๖๐ กรอบ รัฐสภา ก็ประชุมกันบ่อยครั้ง หน่วยงานราชการก็มีงานที่ค่อนข้างจะล้นมือ ก็เลยเป็นที่มาของการ มาแก้ไขอีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๕๔ ในเรื่องเขตแดนยังคงไว้นะครับ แต่ในรัฐธรรมนูญที่แก้ไข ในคราวนั้นบัญญัติไว้ว่าให้มีกฎหมายลูกกําหนดว่าอะไรควรเข้าสภา หรืออะไรไม่ควรเข้าสภา หลังจากนั้นอีกไม่นานก็มีการเลือกตั้งครับ แล้วก็พอมาถึงการเลือกตั้งเสร็จ ปรากฏว่า ประมาณปีเศษกฎหมายลูกยังไม่ออก ก็เป็นเหตุผลข้ออ้างของการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในปี ๒๕๕๖ ก็คือให้มีการแก้ไขเพื่อเป็นข้ออ้างว่าหน่วยงานราชการจะได้ปฏิบัติงานได้ ตามร่างของวาระหนึ่งนะครับ ร่างที่แก้ไขเข้ามากลับไปสู่ปี ๒๕๔๐ ถ้าท่านประธานดูร่างแรก นะครับ ก็คือจะมีเฉพาะในเรื่องของเขตแดนเท่านั้น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ขอเพิ่ม จากในเรื่อง ๑๑ ด้านที่ผมกล่าวไปนี้ เราขอเพิ่มมาอีก ๔ ด้าน พ่วงเข้าไปในเรื่องของเขตแดน ก็คือในเรื่องของการค้าการลงทุน ในเรื่องพลังงาน ในเรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ปรากฏว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยแค่ด้านเดียวครับ ก็คือการค้าการลงทุน แล้วการค้าการลงทุนที่เห็นด้วย พูดตามตรงนะครับ ก็เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของปี ๒๕๕๐ เท่านั้น เพราะว่าในปี ๒๕๕๐ ที่บัญญัติเกี่ยวกับการค้าการลงทุนใช้ศัพท์คําว่า สัญญาใด ๆ ที่ผูกพันทางด้านการค้าการลงทุน แต่พอมาดูร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากจะใช้เฉพาะ คําว่า การเปิดเสรีการค้าการลงทุน ก็คือว่าเป็นแค่เสี้ยวเดียวของในปี ๒๕๕๐ ที่บัญญัติเอาไว้ สาเหตุที่ผมต้องสงวนครับ ตามหลักแล้วอะไรที่กระทบต่อประชาชนจํานวนมากก็ควรจะเป็น อํานาจของผู้แทนประชาชน ก็คือรัฐสภาเป็นผู้อนุมัติแก้ไข และผมต้องสงวนไว้และก็เรียน ท่านประธานตามตรงนะครับ ที่จริงเราถกกันหลายรอบในกรรมาธิการนี้ ผมเห็นว่าเหตุผล ของกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เพียงพอ ถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่าในเรื่องของการ เปิดเสรีการค้าการลงทุนนั้น กระทบต่อประชาชนจํานวนมาก แล้วในเรื่องพลังงาน ในเรื่อง สิ่งแวดล้อม และในเรื่องทรัพยากรยิ่งไม่มากไปกว่าหรือครับ การเปิดเสรีการค้าการลงทุน อาจจะกระทบต่อนักธุรกิจ อาจจะกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้บริโภคบางส่วน แต่ถ้า ท่านประธานนับดูนะครับ ลองนึกถึงด้านพลังงาน กระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ทําไม ถึงกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่นําอีก ๓ เรื่อง เข้าไปอยู่ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ฉบับนี้ ข้ออ้างของกรรมาธิการเสียงข้างมากมีอย่างนี้ครับ บอกว่าอยากให้ปฏิบัติงานง่าย มันเป็นจริง ผมจะขอไล่ไปเป็นเรื่อง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงาน ถ้าอ้างว่าจะให้ ปฏิบัติงานง่าย ผมคิดว่ากรณีของพลังงานเรามีกรณีร้อนอยู่กรณีเดียว และคิดว่าทั้งปีทั้งชาติ รัฐสภาอาจจะได้พิจารณาเพียงหนเดียวแล้วก็จบ กรณีที่ว่านี้ครับ ก็คือกรณีของแหล่ง พลังงานที่ยังไม่มีข้อยุติ ก็คือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของไทย-กัมพูชา พื้นที่ทับซ้อนนะครับ เรียกได้ว่าเป็นขุมทรัพย์มหาศาล แล้วผมคิดว่าถ้าใครมีสิทธิในพื้นที่ตรงนี้รวยมหาศาลครับ ถ้าพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ก็จะเป็นคุณประโยชน์ จะเป็นความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ของพี่น้องประชาชน แต่ถ้านักธุรกิจคนใดคนหนึ่งได้ประโยชน์ นักธุรกิจคนนั้นก็รวยมหาศาล พื้นที่ทับซ้อนที่ว่าครับ ขนาดพื้นที่ ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ธนาคารโลกประเมินเอาไว้ นะครับ มีน้ํามันถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาร์เรล มีก๊าซธรรมชาติ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์ฟุต สร้างรายได้ถึงระดับ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ในพื้นที่ตรงนั้นมีมูลค่าถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก่อนที่ผมจะไปถึงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กระทบต่อสิทธิของการได้สิทธิพื้นที่ทับซ้อนตรงนี้ อย่างไร ผมต้องขอเท้าความอีกสักนิดหนึ่งว่าความเป็นมาของพื้นที่ทับซ้อนตรงนี้มีมาอย่างไร ศัพท์ยอดฮิตเมื่อประมาณสัก ๒ ปีที่แล้วครับ ก็คือเอ็มโอยู (MOU) ท่านประธานคงจําได้ แปลเป็นไทยก็คือในเรื่องของบันทึกความเข้าใจ ที่เราคุ้นเคยกันก็คือเอ็มโอยู ๔๓ ครับ เป็นบันทึกความเข้าใจกรณีพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร หรือก็คือพื้นที่เป็นพื้นดินนั่นเองครับ ยังมีเอ็มโอยูอีกอันหนึ่ง คือเอ็มโอยู ๔๔ ทําขึ้นสมัยคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเอ็มโอยูที่เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลครับ สาระของเอ็มโอยูที่ทําขึ้นสมัยนั้นมีด้วยกัน ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือในเรื่องของการแบ่งเขตแดน เส้นแดนทางทะเล ส่วนเรื่องที่ ๒ ครับ ก็เป็นในเรื่องของการแบ่งผลประโยชน์ทางทะเลก็คือบ่อก๊าซและน้ํามันที่ซ่อนอยู่ข้างล่าง มาถึงสมัยท่านอภิสิทธิ์ครับ เมื่อตอนนั้น ครม. พิจารณาก็ปรากฏว่าท่านรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีของท่านอภิสิทธิ์มีความเห็นว่าเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเลทําให้ประเทศไทย เสียเปรียบในกรณีของเส้นแบ่งที่มาพาดผ่านทางเกาะกูด ก็เลยเสนอยกเลิก และ ครม. ก็มีมติ อนุมัติยกเลิกเอ็มโอยู ๔๔ ไปแล้ว แต่สถานะในเรื่องของการยกเลิกนั้นยังไม่ได้ยกเลิกทั้งหมด ครับ ผมต้องขอเรียนว่าเป็นการแขวนเอ็มโอยู ๔๔ เอาไว้ เพราะถ้าจะยกเลิกจริง รัฐบาลชุดนี้ จะต้องนําเอ็มโอยู ๔๔ ที่ยกเลิกแล้วมาขออนุมัติจากรัฐสภาครับ ในทางกลับกันครับ ถ้ารัฐบาลชุดนี้จะนําเอ็มโอยู ๔๔ ออกมาใช้อีกรอบอย่างที่เป็นข่าวตอนที่เข้ามาบริหารราชการ ในช่วงแรก ๆ รัฐบาลจะต้องออกมติ ครม. ยกเลิกมติ ครม. ของรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ หรืออีก ทางหนึ่งก็คือแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เพื่อให้อํานาจในการอนุมัติเอ็มโอยู ๔๓ และ อํานาจในการอนุมัติการแบ่งผลประโยชน์ตรงพื้นที่ทับซ้อนไปอยู่ที่ ครม. ที่ประชาชนเขาเป็น ห่วงครับในเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ในเรื่องแบ่งผลประโยชน์ของทั้งน้ํามันก็ดี หรือก๊าซก็ดี ระหว่าง พื้นที่ทับซ้อนของไทยและกัมพูชานั้น เขาเป็นห่วงอย่างนี้ครับ เป็นห่วงว่าถ้าหากรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้บังคับใช้ การแบ่งผลประโยชน์ซึ่งจริง ๆ เป็นทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ จะไม่ถึงมือเขาครับ และข่าวลือก็ออกมาต่าง ๆ นานานะครับ ท่านประธานติดตามข่าวก็คง จะทราบ บอกว่าจะแบ่งกัน ๘๐:๒๐ ไทยได้เปรียบบ้าง ๕๐:๕๐ เสมอภาคกันบ้าง หรือ ๒๐:๘๐ กัมพูชาได้เปรียบบ้าง ก็มีข่าวประเด็นนี้ออกมาเรื่อย ๆ ประเด็นเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่า ถ้าหากมีนักธุรกิจหัวเสครับ มีอํานาจต่อรัฐบาล จูงใจรัฐบาลได้ บอกว่าให้รัฐบาลไทย เสียเปรียบกัมพูชา แล้วก็เอาเงื่อนไขนี้ไปต่อรองกับกัมพูชา ไปขอทําธุรกิจแล้วก็แบ่ง ผลประโยชน์จากฝั่งกัมพูชาออกมา เรื่องนี้เขาเรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อนครับ ง่ายๆ ก็คือว่า แทนที่จะแบ่งประโยชน์กัน ๕๐:๕๐ หรือตามความเป็นธรรม ก็บอกว่าให้แบ่งกัน ๒๐:๘๐ กัมพูชาได้เปรียบ นักธุรกิจผู้นี้ก็จะเอาเงื่อนไขนี้ไปขอส่วนแบ่งจาก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่กัมพูชา ได้เปรียบ ถือว่าเป็นการโกงชาติครับ ผมเดาไว้นะครับ และที่จริงเราก็ถกเถียงประเด็นนี้ ในกรรมาธิการหลายต่อหลายรอบ ผมก็เดาว่ากรรมาธิการท่านเสียงข้างมากจะบอกว่า ผมคิดไปเองหรือเปล่า ผมบอกว่ากรรมาธิการท่านอย่าเถียงกับผมในประเด็นนี้เลยครับ หากท่านจะตอบโต้ผมท่านควรจะชี้แจงว่าที่ผมพูดมาตามหลักกฎหมายหรือตามเนื้อหา กฎหมายของ การแก้รัฐธรรมนูญฉบบนี้มันเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าท่านบอกเป็นไปไม่ได้ ท่านยืนยันมาเลยครับ แต่ผมยืนยันเหมือนกันว่ามันเป็นไปได้ และประเด็นเรื่องนี้ก็เดาไว้แล้ว ครับว่ามันจะต้องเป็นประเด็นทางด้านการเมือง แล้วปรากฏว่ามันก็เป็นเร็วกว่าที่คิด เพราะเมื่อครั้งที่หัวหน้าอภิสิทธิ์ท่านปราศรัยเมื่อวันเสาร์ครับ ท่านปราศรัยอย่างนี้นะครับ ผมขออนุญาตอ่าน มีนักธุรกิจการเมืองเล็งทําธุรกิจพลังงานในพื้นที่คาบเกี่ยวไทยกับประเทศ เพื่อนบ้าน ไปเจรจาเพื่อเอาผลประโยชน์ส่วนตนและครอบครัว ท่านปราศรัยว่าอย่างนี้ เมื่อวันเสาร์ หลังจากนั้นอีกวันเดียวครับ กลายเป็นประเด็นการเมือง เพราะมีคนสนิทออกมา ตอบโต้ ที่จริงผมพยายามจะหลีกเลี่ยงไม่พูดชื่อคนภายนอกนะครับ แต่ในกรณีนี้คน ๆ นั้น พูดอย่างนี้จริง ท่านประธานไปติดตามข่าวเอาได้ นายนพดล ปัทมะ พูดว่าอย่างนี้ครับ พันตํารวจโท
ท่านครับ ผมว่าอย่าไป พาดถึงคนข้างนอกเลยครับ เพราะมีผู้ประท้วง เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปราย และประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ และข้อ ๕๕ ครับท่านประธานครับ ด้วยผมเอง ก็อยากจะให้การอภิปรายมันราบรื่น ผมขอให้ท่านประธานดูการแปรญัตติของท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติ ในหน้า ๑๓ ครับ ผมก็พอจะรู้ในฐานะที่อยู่สภามานาน เวลาท่านตั้งเรื่อง เรือจะออกทางไหนพอจะรู้ครับ แต่ก็ให้เกียรติท่านตลอด ท่านเริ่มโฉบเข้ามาในลักษณะที่ จะมีการให้ร้ายป้ายสี ซึ่งขัดกับข้อบังคับและไม่ได้เป็นไปตามที่ท่านแปรญัตติไว้ แต่ก็อดทน ที่จะฟังท่านว่าท่านพูดถึงพลความต่าง ๆ ท่านครับ แต่ถ้าถึงขนาดจะต้องเอ่ยชื่อนี่ ผมว่า มันไกลเกินไป แล้วก็ดูจะเป็นสิ่งที่ขาดเหตุขาดผล ซึ่งมิได้เป็นไปตามที่ท่านแปรญัตติไว้ การเอ่ยชื่อบุคคลภายนอกเรามีข้อบังคับ แล้วโดยมารยาทนี้ครับเขามาแก้ไม่ได้ ผมก็แก้แทน คุณนพดลไม้ได้เหมือนกันครับ ผมอยากให้เราให้เกียรติกันอย่างนี้ดีกว่า แล้วฝ่ายรัฐบาลปกติ เราจะไม่ประท้วงเลยครับ ตั้งแต่เช้ามาเราก็ใช้สิทธิอภิปรายน้อยที่สุด อยากให้ราบรื่นครับ กราบขอบพระคุณครับ ถ้าไม่พูดอีกนี้ละครับ ผมไม่เรียกร้องให้ท่านถอนคําพูด แต่ขอให้ท่าน รักษามารยาทซึ่งกันและกันในเรื่องนี้ ผมว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีครับ กราบขอบพระคุณครับ
ผมคิดว่าท่านอยู่สภามานาน ผมเคารพ
ขอบพระคุณครับ ขอบคุณครับ ผมขอวินิจฉัยครับ ต้องขอบคุณท่านสุนัยนะครับ แล้วก็ต้องขอความร่วมมือ จากท่านสรรเสริญด้วยนะครับ เราอยู่สภาด้วยกันมาพอสมควร เพราะฉะนั้นเจตนา การจะพูดอะไรมันก็เข้าใจกันอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้มีปัญหานะครับ ผมว่า เราเข้าสู่ในประเด็น แล้วก็อย่าไปมีการอภิปรายที่ทําให้คนอื่นเขาเสียหายนะครับ ถ้าอยู่ ในกรอบแล้ว มันก็ไม่มีใครประท้วงนะครับ เราให้เกียรติซึ่งกันและกันดีกว่าครับ บรรยากาศ กําลังดีเลยครับท่านสรรเสริญครับ ขอความกรุณาเถอะครับ นะครับ
อย่างแรกที่ผมแปรญัตติเอาไว้ตรงกับที่ผมอภิปรายทุกประการนะครับ ผมขอให้เพิ่ม ทางด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและพลังงาน และประเด็นนี้ผมก็กําลังพูดในเรื่อง
ท่านครับ ผมวินิจฉัยว่า อย่าพยายามจะไปอภิปรายทําให้คนอื่นเขาเสียหายเท่านั้นนะครับ ขอความกรุณาครับ เราให้เกียรติซึ่งกันและกันครับ บรรยากาศกําลังดี ขอเชิญต่อเถอะครับ
ก็จะให้เกียรติท่านประธานครับ แล้วก็ขอพูดว่า บุคคลนั้น ก็แล้วกัน แต่ว่าพูดอย่างนี้ จริง ๆ ครับ ท่านประธานไปเช็คในสื่อได้ พันตํารวจโท ทักษิณ ไม่มีการลงทุนในธุรกิจ พลังงานในประเทศเพื่อนบ้าน พูดอย่างนี้จริง ๆ ครับ และไม่สนใจที่จะลงทุนในธุรกิจนี้ อันนี้ต้องขอเน้นย้ํานะครับ
ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขอรบกวนอีกสักครั้งเถอะครับ ผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้เรารักษาข้อบังคับ ซึ่งกันและกันดีกว่า เราอย่าใช้โอกาสต่าง ๆ นี้มาเอ่ยชื่อบุคคลภายนอก ผมเองก็พร้อมที่จะ อธิบายได้เหมือนกัน แต่เราพยายามจะเซฟ (Save) เวลาให้กับท่านทั้งหมดนะครับ การที่ ท่านเอ่ยชื่อท่านนพดล ปัทมะ ไปแล้ว เอ่ยชื่อท่านทักษิณอีก อ่านเอกสารก็ไม่ได้ขออนุญาต ท่านประธานนะครับ ดังนั้นผมคิดว่าขอความกรุณาเถอะครับ เรารักษามรรยาทซึ่งกันและกัน น่าจะเป็นทางออกที่จะทําให้เราอภิปรายในมาตรา ๑๙๐ ได้เนื้อหาครับ ให้สมกับประโยชน์ ของประชาชนครับ
ที่จริงผมวินิจฉัยไปแล้ว นะครับ ถ้าทุกฝ่ายยึดในกรอบข้อบังคับก็ไม่มีปัญหานะครับ ทีนี้ก็ขอความร่วมมือกัน เท่านั้นเอง เชิญท่านอรรถวิชช์เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ข้อบังคับนี่เขาไม่ได้ห้ามพาดพิงเลยทีเดียวนะครับ ไม่ได้ถึงขนาดนั้นนะครับ แล้วถ้าเป็นในกรณีที่ดอกเตอร์สรรเสริญ สมะลาภา ท่านรับผิดชอบ ในคําพูดของท่าน ท่านก็พูดได้ครับ การที่จะพูดพาดพิงถึงบุคคลภายนอก สภาแห่งนี้ ข้อบังคับไม่ได้ห้ามเสียทีเดียวครับ เพราะฉะนั้นฟังให้จบก่อน เพราะเขากําลังพูดในหัวข้อ ประเด็นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเขาขอสงวนคําแปรญัตติเอาไว้แล้วตรงประเด็นครับ ผมคิดว่าดอกเตอร์สรรเสริญต้องรับผิดชอบในคําพูด ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ที่จริงนะครับ ถ้าในทํานองเดียวกันฝั่งนี้พูดในลักษณะเดียวกันท่านก็ประท้วงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอะไร ที่จะกระทบทําให้เกิดความเสียหาย พูดเอ่ยชื่อถึงบุคคลภายนอกแล้วทําให้เกิดความเสียหาย ผมก็คงไม่อนุญาต ไม่อย่างนั้นการประชุมก็จะมีปัญหา มีคนประท้วงอยู่อย่างนี้ ผมว่า เราให้เกียรติซึ่งกันและกันบรรยากาศกําลังดีท่านสรรเสริญครับ
อันนี้เป็นคําพูดที่เขาพูดจริง นะครับ แล้วผมก็ไม่ได้ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อทําร้ายใคร ท่านประธานไปเช็คย้อนดูได้
อย่างที่ผมได้กราบเรียน เราก็อยู่ด้วยกันมาพอสมควร ก็รู้ว่าอะไรจะเป็นอย่างไร เวลาอภิปรายเจตนาอย่างไร เพราะฉะนั้นผมว่าเราย้ําให้เกียรติซึ่งกันและกัน ผมว่าบรรยากาศมันจะไปได้ดีครับ ขอความร่วมมือครับ ขอความกรุณาเถอะครับ อย่าประท้วงเลยท่านอรรถพรครับ เชิญท่าน ต่อเลยครับ เชิญครับ
และไม่สนใจที่จะลงทุนในธุรกิจนี้ อันนี้ต้องขอย้ําครับ บอกอีกว่าถ้านายอภิสิทธิ์มีหลักฐานว่ามีสัมปทานน้ํามันและก๊าซ จะยก สัมปทานให้มูลนิธิคนปัญญาอ่อนทันที พูดออกมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จริง ๆ ท่านผู้นี้ ก็หน้าแตกไปรอบหนึ่งแล้วนะครับ กรณีพลังงานที่ประเทศมาเลเซีย แล้วก็หน้าแตก ไปอีกทีหนึ่งตอนที่บอกว่าครอบครัว
ท่านครับ กรณีอย่างนี้ ถ้าท่านนพดลนั่งอยู่ตรงนี้ท่านก็ต้องยกมือประท้วงใช้สิทธิพาดพิงทําให้ท่านเสียหาย ท่านไม่ได้มีโอกาสมาชี้แจง เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเถอะครับ ผมย้ําหลายครั้ง เราให้ เกียรติซึ่งกันและกัน บรรยากาศกําลังดีครับ ท่านสรรเสริญครับ ขอความกรุณาเถอะครับ
ก็บอกว่า
ผมว่าให้ท่านสรรเสริญ ได้อภิปรายต่อดีกว่ากระมังครับ อย่าประท้วงเลยครับ เชิญครับท่านธนาครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจําเป็นต้องลุกขึ้นประท้วงท่านประธาน จริง ๆ ครับ ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กําลังพิจารณาในเรื่องที่ไม่มีความสําคัญผมอาจจะไม่ลุกขึ้น แต่ว่าสิ่งที่ท่านสรรเสริญกําลังพูดคือผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน และ การอภิปรายในรัฐสภานี้ไม่ได้ห้ามการพูดถึงบุคคลภายนอกนะครับ พูดได้ ถ้าเห็นว่าเรื่องนั้น เป็นเรื่องจําเป็น จําเป็น หมายถึง เป็นเรื่องที่จําเป็นต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและ ประชาชน แต่คุณสรรเสริญก็ต้องรับผิดชอบในการที่จะอภิปรายพาดพิงบุคคลภายนอก ซึ่งไม่ตัดสิทธิบุคคลภายนอกที่จะฟ้องร้องกับคุณสรรเสริญ สมะลาภา นี่คือความสง่างามว่า เมื่อผู้พูดจะต้องพูดก็ต้องรับผิดชอบในคําพูดนั้นถ้าไม่เป็นความจริง เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องนี้ไม่ได้เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติ คุณสรรเสริญก็ยืนยันว่าจะรับผิดชอบในคําพูดของตัวเองทุกประการ ท่านประธานอย่าได้ ตัดบทเรื่องนี้เลยครับ ผมเชื่อว่ามีคนสนใจที่จะดูว่าวันนี้ทําไมเราต้องแก้มาตรา ๑๙๐ กัน และคุณสรรเสริญก็กําลังอภิปรายเหตุผลให้เห็นว่า มันมีความเกี่ยวข้องอย่างไรในการที่ จะต้องแก้มาตรา ๑๙๐ ในวันนี้ครับท่านประธาน
ที่จริงผมได้วินิจฉัยไปแล้ว เพราะฉะนั้นไม่อยากให้มีการมาประท้วงคําวินิจฉัยของประธานอย่างที่คําพูดเดิม ๆ นะครับ ไม่อย่างนั้นมันก็หาข้อยุติกันไม่ได้ แล้วในทํานองเดียวกันถ้าบอกว่าผู้อภิปรายรับผิดชอบไปเอง อย่างนี้มันก็ทําให้เกิดปัญหา ถ้าฝั่งนี้ทํานองเดียวกันอภิปรายทําให้ฝั่งนี้เสียหายแล้วบอก ผมรับผิดชอบเองมันก็ไม่จบครับ การประชุมมันก็จะทําให้มีผู้ประท้วงอยู่ไม่จบไม่สิ้น ผมว่า บรรยากาศกําลังดีครับ มันมีโอกาสครับ อย่างกรณีญัตติไม่ไว้วางใจเราเล่นได้เต็มที่อยู่แล้ว เห็นว่ากําลังจะยื่นอยู่ เพราะฉะนั้นโอกาสนี้เป็นเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญในวาระสอง ก็อยู่ในกรอบ แล้วก็ไม่อยากให้พาดพิงให้คนอื่นเสียหาย แต่ถ้าเป็นเรื่องญัตติไม่ไว้วางใจ เห็นบอกว่าจะยื่นอยู่แล้ว ก็คงไม่นาน เพราะฉะนั้นตอนนั้นเราก็สามารถพูดได้เต็มที่อยู่แล้ว
ท่านประธานครับ ที่จริงผม อภิปรายนี้ผมคาดหวังจะให้กรรมาธิการเสียงข้างมากและเพื่อนสมาชิกเห็นคล้อยตามผม นะครับ ผมไม่ไปล่วงถึงขนาดว่าอภิปรายไม่ไว้วางใจหรอก แต่ว่าตอนนี้เราอยู่ในการแก้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นคุณประโยชน์ถ้าเกิดว่าเพิ่มอย่างที่ผมแก้เข้าไป
ท่านครับ ผมไม่อยากให้ เป็นการอภิปรายแล้วไปก้าวล่วงทําให้ผู้อื่นเสียหาย แล้วก็จริงไม่จริงก็ไม่ทราบ เขาก็ไม่มี โอกาสมาชี้แจง ประเด็นเท่านั้นเองครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ เราอยู่ในการประชุมรัฐสภานะครับ ซึ่งข้อบังคับ ข้อ ๔๓ นี้ต้องเป็นกรณี ที่กล่าวถึงบุคคลภายนอกโดยไม่จําเป็น ดอกเตอร์สรรเสริญกําลังจะบอกว่าจะกล่าวถึง บุคคลภายนอกโดยมีความจําเป็น และท่านประธานเองได้กล่าวอ้างถึงการอภิปราย ไม่ไว้วางใจ การอภิปรายไม่ไว้วางใจเองก็ใช้หลักการเดียวกันครับ จะพาดพิงไปถึง บุคคลภายนอกโดยไม่จําเป็นก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน แต่วันนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จําเป็นหรือ ไม่จําเป็นนะครับ ท่านประธานฟังให้ดีนะครับ เขาได้แปรญัตติเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ มันจําเป็นต้องเอ่ยถึงบุคคลภายนอกบ้างตามความจําเป็นในขณะนี้ และผมก็มองว่า เป็นสาระสําคัญของเรื่องวันนี้ด้วย ผมคิดว่าท่านประธานใจเย็น ๆ เถอะครับ แล้วก็ผมเชื่อว่า ดอกเตอร์สรรเสริญอยู่สภามาท่านก็ไม่เคยเสียดสีใคร ผมอยากจะให้ดอกเตอร์สรรเสริญ ได้มีโอกาสพูดให้จบแล้วก็พูดที่จําเป็น เพราะในนี้ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นตามความจําเป็น ครับท่านประธาน และผมย้ําท่านประธานนะครับ ถึงอภิปรายไม่ไว้วางใจก็กล่าวถึง บุคคลภายนอกโดยไม่จําเป็นไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นโอกาสนี้ละเป็นโอกาสที่ดีที่สุด เพราะมันเข้าประเด็นเรื่องมาตรา ๑๙๐ โดยตรง กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านอรรถวิชช์ครับ ถ้าด้วย เหตุผลเดียวกัน ฝั่งนี้ทําอย่างนี้ของเราก็ประท้วงเหมือนกัน ก็คงไม่ยอม หลักเดียวกัน ทีนี้การวินิจฉัยเป็นเรื่องของประธานซึ่งประธานได้วินิจฉัยแล้วก็น่าจะจบ เชิญท่านธนาครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานจะใช้สิทธิวินิจฉัยในเรื่องใดก็ตาม ท่านต้องวินิจฉัยตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เขียนไว้ชัดเจนครับว่า ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยา หรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลใด และห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิกรัฐสภา หรือบุคคลอื่นใดโดยไม่จําเป็น ข้อบังคับเขียนไว้ชัดเจนครับ ท่านประธานจะใช้ดุลยพินิจด้วยเพราะท่านประธานเกรงว่าเดี๋ยวถ้าฝั่งนี้พูดแล้วฝั่งโน้น ก็จะประท้วง ฝั่งโน้นพูดฝั่งนี้ก็จะประท้วงก็จะทําให้การประชุมเดินหน้าไม่ได้ ท่านประธาน ใช้ข้ออ้างนี้ไม่ได้หรอกครับ เพราะนี่กําลังพูดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ แล้วท่านประธานพูดได้อย่างไรครับว่าพูดไปทําให้คนอื่นเขาเสียหาย แล้วท่านประธาน ไม่นึกถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยชาติที่จะเสียหายบ้างหรือครับ ต้องเอาประเทศ เป็นที่ตั้งครับ อย่าเอาคนเป็นที่ตั้ง ถ้าท่านสรรเสริญพูดแล้วไม่รับผิดชอบ ท่านสรรเสริญ ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกที่ไปกล่าวให้เขาเสียหาย แต่ถ้าสิ่งที่ท่านสรรเสริญพูดแล้ว เป็นประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน สมาชิกรัฐสภาจะได้ใช้ดุลยพินิจในการลงมติ ในวาระที่สามต่อไป เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานขอให้ปฏิบัติตามข้อบังคับ โดยเคร่งครัดด้วยครับ
เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องหารือ ท่านประธานว่า ท่านประธานจะวินิจฉัยให้ผู้ที่ประท้วงให้พาดพิงถึงคนอื่นได้นี้ครับ ถ้าจะเอาอย่างนั้นก็ได้ ไม่มีปัญหาครับท่านประธาน แต่ว่าการประชุมนี้โดยกติกา แล้วก็คนอื่นเขาไม่มีสิทธิที่จะมาตอบโต้ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ แล้วท่านก็ไปกล่าว ให้เขาเสียหาย ผมไม่อยากจะกล่าวทางพวกท่านบ้างนะ ผมไม่อยากจะหาเรื่อง ผมกล่าวได้ นะครับ ท่านสรรเสริญ สมะลาภา นี้ผมกล่าวได้ แต่ผมไม่อยากพูดนะครับ มีคนโทรศัพท์ มาบอกข้อมูลเยอะแยะ ผมไม่อยากจะพูดในเรื่องของพ่อของท่านนะครับ
เอาละครับ อย่าไปนั่น เลยครับ
ท่านครับ ที่ผมพูดนี้เป็นเรื่อง ข้อเท็จจริง
ท่านครับ ก็ข้อเดียวกัน ข้อ ๔๓ นะครับ ซึ่งเขาก็เขียนไว้ ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลใด คําว่า ใส่ร้าย นี่ครับ ประเด็นนี้ที่ผมวินิจฉัยมันอาจจะทําให้ผู้อื่น เสียหาย มันไม่มีข้อพิสูจน์จากที่ท่านพูดนะครับ แล้วก็จะอ้างว่ารับผิดชอบให้ฟ้องร้องได้ มันก็คงไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้นผมในฐานะประธานต้องวินิจฉัยครับ ถ้าจะพูดทําให้เกิด ความเสียหาย เอ่ยถึงบุคคลภายนอกแล้วทําให้เกิดความเสียหาย ผมคงไม่อนุญาตนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อรักษาบรรยากาศ ท่านสรรเสริญครับ ผมว่าบรรยากาศมันดีนะครับ ขอความกรุณาท่านเถอะครับ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ขอความกรุณาเถอะครับ อย่าไปนั่น เลยครับ เชิญครับ
เอาเป็นว่าสิ่งที่ผมจะพูดนี้เป็นสิ่ง ที่เขาพูดออกมาตามสื่อ ผมไม่ได้ปั้นแต่งอะไรขึ้นมาเลยนะครับ แล้วเขาพูดจริง ทุกคนไปเช็ค ดูได้
ท่านครับ ที่สื่อเขียนนี้ มันก็มีเอามาพูดได้ ๒ ฝั่ง แล้วถ้าจะเอาสิ่งที่สื่อพูดแล้วมาพูดกันในนี้ทะเลาะกันตายครับ ประชุมไม่ได้ ประท้วงกันวุ่นเลยครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเถอะครับ สื่อพูด มันก็ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าจริงไม่จริงอย่างไร เพราะฉะนั้นก็ขอความกรุณา ถ้ามันจะไปพาดพิง คนอื่นให้เกิดความเสียหาย ผมต้องขอความกรุณานะครับ นะครับ อย่านั่นเลยครับ ช่วยกัน รักษาบรรยากาศ ผมว่ามันดีนะครับ ตั้งแต่เริ่มประชุมมา ขอความกรุณาครับท่าน เชิญครับ
เอาละครับ ก็จะขอเน้นย้ํา ประโยคเดียวนะครับ ที่บอกก็คือว่า ไม่สนใจที่จะลงทุนในธุรกิจนี้ แล้วก็ผมคิดว่าเราก็รอมาดู กันว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า ผมได้ขอท่านประธาน ๑ คลิป กับ ๔ สไลด์ ขออนุญาตไว้แล้ว ขอให้ห้องโสตทัศนูปกรณ์ช่วยเปิดช่วยเปิดคลิปอันแรก
(เจ้าหน้าได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
เป็นคลิปที่โพสต์ในยูทูป (Youtube) วันที่ ๒๐ เมษายน
ท่านเลขาธิการ เดี๋ยวขออภัยนิดหนึ่ง เดี๋ยวหยุดไว้ก่อน มีอนุญาตไว้แล้วใช่ไหม โอเค อย่างนั้นเชิญต่อครับ
เป็นนี้เป็นคลิปที่โพสต์อยู่ในยูทูบ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๖ ชื่อเรื่องนะครับ จากปากทักษิณมีธุรกิจน้ํามัน ขอดังนิดหนึ่ง ชัดนะครับ ขอเน้นย้ําอีกทีหนึ่งว่า สนใจในธุรกิจเหมืองทอง เหมืองเพชร น้ํามันและแก๊ส ตอนนี้กําลังจะได้สัมปทาน ขอเน้นย้ําคํานี้นะครับ น้ํามันและแก๊สตอนนี้กําลังจะได้สัมปทาน ผมคิดไปเองหรือเปล่าครับ พูดออกมาชัด ๆ ลงยูทูป วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๖ หลังจากนั้น ก็มีข่าวออกไปทั่วโลก ขอสไลด์อันที่ ๑
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
บินไปทั่วโลกเลยครับ ขึ้นหัวข้อ ข่าวว่าทักษิณโพสต์เฟซบุ๊คคุยนายกรัฐมนตรีอิรัก ดึง ปตท. ร่วมผลิตน้ํามัน เนื้อข่าว พัน ตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊คคุยนายกรัฐมนตรีอิรัก จ่อดึง ปตท. ร่วมขยายกําลัง การผลิตน้ํามัน พร้อมหาความร่วมมือจากพลังงานและและอาหาร หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๖ สไลด์อันที่ ๒ ครับ หนังสือพิมพ์บิซิเนส นิวส์ อเมริกา (Business News America) ระบุ ทักษิณโผล่นิการากัว พบประธานาธิบดี รัฐมนตรีพลังงาน
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปราย แล้วก็ประท้วงท่านประธาน ตามข้อ ๕ และข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ผมเองก็ด้วยความเกรงใจจริง ๆ นะครับ เพราะว่าคุณสรรเสริญก็เป็น ส.ส. หนุ่ม ที่มีอนาคต โดยปกติผมก็คิดว่าผมเป็นนักการเมืองไม่ใช่คนละพรรคครับ แต่ว่าโอกาสที่ดี สําหรับคนที่เขามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้แทนนี้ ผมก็ไม่อยากไปรบกวนอะไรเขา แต่ว่า เมื่อการกระทําผิดข้อบังคับ แล้วหลายท่านก็พยายามจะบอกว่าการกล่าวถึงบุคคลภายนอก เพื่อผลประโยชน์ของชาติ ท่านครับ ถ้าเป็นผลประโยชน์ของชาติโดยตรง ผมเองก็คงไม่อยู่ ในฐานะจะลุกขึ้นมาคัดค้านได้ แต่ว่าการกล่าวอ้างผลประโยชน์ของชาติแล้วเคลือบแคลงด้วย ผลประโยชน์ของบุคคล เพื่อจะใส่ร้ายป้ายสีบุคคลนั้น อันนี้ยอมไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมก็ไม่ได้ประท้วงสิ่งที่ท่านประธานอนุญาต แต่ถ้าผมนั่งอยู่ตรงคนพิจารณานี่ อันแรกก็เป็น เรื่องเหมืองเพชรในแอฟริกา อันที่ ๒ ก็เป็นเรื่องอิรัก อันที่ ๓ ก็เป็นเรื่องอเมริกา ท่านประธานครับ ยังไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่ท่านแปรญัตติที่ใกล้ประเทศไทย แต่ท่านกําลังจะอธิบายให้เข้ามาใกล้ อันนี้อาจจะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ แล้วจะบอกว่าเขารับผิดชอบเอง ท่านครับ เราจะ กระทําผิดต่อบุคคลภายนอกแล้วให้เขาไปฟ้อง ผมว่าอันนี้ในฐานะตัวแทนของประชาชน ผมคิดว่าเราต้องมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบในตัวเราเองว่าควรแค่ไหน ถ้ามันไม่ได้เกี่ยวข้องนี่ ท่านครับ ก็ขอเถอะครับ แต่ว่าถ้าตั้งใจจะพยายามอย่างที่เห็นอยู่ขณะนี้ เราก็อยู่สภามานาน ท่านประธานครับ รู้แล้วว่า มาตรา ๑๙๐ ท่านกําลังจะอภิปรายเข้าร่องน้ําไหน นี่พอรู้ครับ อย่าเลยครับ ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านตามข้อ ๕ ท่านได้วินิจฉัยหลายครั้งแล้ว แต่ผู้อภิปรายไม่หยุด เอกสารที่ขออ่าน ไม่ทราบว่าขอท่านประธานหรือยัง ก็ไม่หยุด อย่างนี้ ผมคิดว่าท่านประธานครับ ถ้าเราใช้เอกสิทธิ์กันอย่างนี้ ฝั่งผมก็ใช้เอกสิทธิ์ได้เหมือนกัน ท่านจะมาบอกว่าปิดหูปิดตานี่ไม่ได้นะครับ เพราะท่านไม่ทําตามข้อบังคับครับ ขอท่านประธาน วินิจฉัยครับ
ท่านประธานครับ ถ้าท่าน ผู้ประท้วง ด้วยความเคารพ
ขออนุญาตวินิจฉัยครับ ที่จริงนะครับ ที่คลิปอะไรต่าง ๆ ที่มาเปิด กรรมการเขาตรวจสอบแล้วเขาอนุญาตไว้ ซึ่งก็มี หนังสือเมื่อสักครู่ท่านเลขาธิการเอาให้ผมดูนะครับ นั่นเป็นความเห็นของคณะกรรมการว่า อนุญาตให้เปิดได้ แต่ทีนี้มันก็ไปขัดแย้งกับที่ผมได้วินิจฉัยไว้ก่อนหน้านั้นนะครับ ในเมื่อ กรรมการเขาอนุญาตไว้แล้วผมก็เลยปล่อยให้มีการเปิด ก็ไม่อยากไปขัดจังหวะอะไร ทีนี้ มันเปิดมาถึงตรงนี้แล้วผมว่าคงอีกนิดเดียวนะครับ เดี๋ยวเราใช้สิทธิพาดพิงนะครับ แล้วค่อย อภิปราย อย่างนั้นน่าจะดีกว่านะครับ ไหน ๆ กรรมการก็อนุญาตไว้แล้ว เชิญต่อเถอะครับ
จริง ๆ ก็เหลืออีก ๒ สไลด์ (Slide) เท่านั้นนะครับ
ผมว่าให้ท่านสรรเสริญ ต่อเลยดีกว่ากระมัง จบแล้วครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากให้ท่านประธานระมัดระวังคําพูดนิดหนึ่ง เพราะว่ามันถ่ายทอดทีวี คนที่เขาดูเขาอาจจะไม่เข้าใจท่านประธาน ท่านประธานพูดกับ ท่านสุนัยว่าปล่อยเขาไปเถอะครับและเดี๋ยวเราก็ค่อยใช้สิทธิอภิปราย มันจะกลายเป็นว่า ท่านประธานกําลังเลือกข้างกับท่านสุนัยว่าอยู่ฝั่งเดียวกัน แล้วท่านประธานกับท่านสุนัย ก็จะได้ใช้สิทธิ ผมเกรงว่าพี่น้องประชาชนที่เขาฟังเขาจะไม่สบายใจว่าท่านประธานไม่ได้ ทําหน้าที่ให้เป็นกลาง พูดกับท่านสุนัยเป็นพวกเดียวกัน แต่กับท่านสรรเสริญเป็นอีกคนละพวก เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านประธานระมัดระวังคําพูดเดี๋ยวจะเสียหาย ท่านประธานเองครับ
ผมไม่ได้หมายความว่า อย่างนั้นนะครับเพียงแต่ท่านอาจจะเข้าใจไปอย่างนั้น แต่จริง ๆ ความหมายผมไม่ได้พูด อย่างนั้น ผมเป็นลักษณะประนีประนอมครับ พูดในลักษณะประนีประนอม ไม่ได้แบ่งพรรค แบ่งพวกอะไรครับ เชิญท่านสรรเสริญครับ
ที่จริงก็เหลืออีก ๓ สไลด์เท่านั้น นะครับ แล้วก็ตามความเป็นห่วงของท่านสุนัย รับรองว่าอีก ๒ สไลด์ข้างหลังตรงเป้าแน่ ๆ ไม่ต้องห่วงนะครับ ขอสไลด์อันที่ ๒ ย้อนกลับไปหน่อย หัวข้อข่าวหนังสือพิมพ์บิซิเนส นิวส์ อเมริกา ระบุ ทักษิณโผล่นิการากัวพบรัฐมนตรีพลังงาน เผยสนใจลงทุนโรงงานไฟฟ้าพลังน้ํา หนังสือพิมพ์บิซิเนส นิวส์ อเมริกา ฉบับวันพุธ ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ รายงานว่านายเอมิ ลิโอ ราแพคซิโอลลิ รัฐมนตรีพลังงานเหมืองแร่ของนิการากัวเปิดเผยว่า พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยแสดงความสนใจลงทุนในธุรกิจพลังงานนิการากัว โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังน้ํา สไลด์ที่ ๓ ครับ อันนี้ตรงเป้าแน่ ๆ ที่จริงยังมีข่าวอีกเยอะนะครับ แล้วก็มีทั้งในต่างประเทศและในประเทศ
ผมว่าเอาพอสมควร เอาแค่นี้ก็พอสมควรแล้วนะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวประท้วงกัน เอาไว้มติไม่ไว้วางใจค่อยเอามา ใช้ตอนนั้นก็เต็มที่ เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นใจท่าน ส.ว. หลายท่านที่จะอภิปรายต่อจากท่าน แต่ผมคิดว่าท่านไม่ประสงค์ที่จะจริงจังต่อการอภิปราย ในมาตรา ๑๙๐ ท่านหาเรื่องบุคคลอื่นอยู่ตลอดเวลา ผมให้โอกาสนะครับ ผมคิดว่าถ้าท่าน ทําอย่างนี้ก็เดี๋ยวพูดกันอีกคนเดียวก็พอนะครับท่านประธาน
อย่านั่นเลยครับ อย่าไป ทะเลาะกันครับ ผมว่าเอาท่านสรรเสริญต่อ ผมว่าตรงประเด็นนั้นน่าจะพอแล้วกระมังครับ แล้วก็เข้าประเด็นต่อของท่านเถอะ
ผมไม่ต้องขอโอกาสจากท่าน หรอกครับเป็นสิทธิของผมที่ผมจะอภิปรายได้ เพราะผมเป็นกรรมาธิการด้วยครับ แล้วนี่ผมก็ อภิปรายในประเด็นในเรื่องของธุรกิจพลังงานซึ่งก็ทราบกันดีอยู่แล้วครับ
ผมว่าให้ท่านได้อภิปรายต่อ ดีกว่า เชิญครับ
ท่านผู้เป็น ประธาน กระผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมเดินมาจากตึกหลัง ชั้น ๓ เพื่อมาประท้วงท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ซึ่งท่านได้ทําผิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๓ วรรคสอง ท่านประธานครับ ท่านพิเชษฐ์ กล่าวหาท่านอาจารย์ดอกเตอร์สรรเสริญ สมะลาภา ว่าหาเรื่อง เป็นการกล่าวร้าย ใส่ความและเสียดสี และผมใคร่ขอให้ท่านพิเชษฐ์ได้กรุณาถอนคําพูดดังกล่าว และประท้วงไป ยังท่านประธาน ขอท่านผู้เป็นประธานนั้นได้โปรดใช้น้ําเสียงกับสมาชิกเหมือนกับวันที่ท่าน นายกรัฐมนตรีจีน นายหลี่ เค่อเฉียง เดินทางมาในสภาแห่งนี้ น้ําเสียงวันนั้นของท่านเป็น อย่างไร วันนี้ขอให้เป็นอย่างนั้น ขอขอบคุณ
ก็เหมือนเดิมครับ น้ําเสียง ก็อย่างนี้ครับ เพราะฉะนั้นอย่าไปนั่นเลยครับ ผมว่ามันจบแล้วก็บรรยากาศยังดีอยู่ ท่าน สรรเสริญ ขอความกรุณาด้วยครับ
เหลืออีก ๒ สไลด์ครับ
ขอความกรุณานะครับ จะได้ไม่มีประท้วง ผมว่าประเด็นนั้นน่าจะจบแล้วครับ ท่านน่าจะต่อของท่านเถอะครับ
ยังเหลืออีก ๒ สไลด์ครับท่านประธาน ที่ได้อนุญาตไว้แล้ว ขอสไลด์ที่ ๓ ครับ
ท่านครับผมว่าพอแล้ว กระมัง
ยังครับ อนุญาตไว้แล้ว แล้วก็ นี่เป็นสิทธิของผมที่ผมจะอภิปราย เพราะว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติในการ แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐
เชิญครับ
พาดหัวข่าวนะครับ หลักฐานมัด ทักษิณทําธุรกิจน้ํามันในอ่าวไทยร่วมกับเขมร เนื้อเรื่องคือพลเอก เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาเผยทักษิณเคยเสนออยากลงทุนโครงการ พลังงาน และรัฐบาลกรุงพนมเปญยินดีเปิดรับ พลเอก เตีย บัน เปิดเผย
ก็มีผู้ประท้วงเต็มครับ ผมว่าเนื้อหาในข่าว ถ้าจะเอาเนื้อหาตรงนั้นมาพูดนะครับ ผมว่ามันก็ทะเลาะกันไม่เลิก
ท่านครับ ถ้าท่านจะฟ้อง ก็คงต้อง ๒ คน
ท่านครับ ผมคงไม่อนุญาต หรอกครับ จะเอาเนื้อหาในหนังสือพิมพ์มาพูดว่ากล่าวให้คนอื่นเสียหาย ผมคงอนุญาต ไม่ได้แล้ว
(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญท่านเกียรติ์อุดม เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้กําลังอภิปราย ตามข้อ ๔๓ นอกประเด็นครับ ไม่ได้เกี่ยวนะครับ อันที่ท่าน เอามานี้เป็นข่าวนะครับ แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวกับท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณแต่อย่างใด เพราะว่าอันนี้แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นะครับท่านประธาน ไม่ได้เกี่ยวกับ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ นะครับ เพราะว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณท่านไม่ได้มาเกี่ยว ในสภานี้นะครับ เพราะฉะนั้นท่านช่วยวินิจฉัยด้วยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ คงไม่อนุญาตที่จะให้เอาข้อความในหนังสือพิมพ์มาว่ากล่าวทําให้คนอื่นเสียหาย ตรงนี้ คงไม่อนุญาต พอเถอะครับท่านสรรเสริญครับ
(นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านรัชฎาภรณ์ เชิญครับ
ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ค่ะ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกาฬสินธุ์นะคะ ดิฉัน ขอประท้วงท่านประธานค่ะ เพราะว่าที่จริงของดอกเตอร์สรรเสริญก็ได้ขออนุญาต ไว้เรียบร้อยแล้ว แล้วทําไมเพิ่งจะมาบอกว่าไม่อนุญาต ต้องอนุญาตให้พูดไปให้จบค่ะ แล้วท่านก็ต้องดูผู้ประท้วงด้วยว่าผู้ประท้วงจะมาอ้างว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ไม่ได้ เพราะดอกเตอร์สรรเสริญกําลังอภิปรายว่าสิ่งที่เป็นข่าวออกมามันเกี่ยวข้องอย่างไร กับการที่รัฐบาลจะแก้ไขมาตรา ๑๙๐ เพื่อไม่ต้องให้หลาย ๆ เรื่องต้องเข้าสภา เพราะว่านี่ค่ะ มันเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ทั้งหลาย มันเกี่ยวข้องกันนะคะ เพราะฉะนั้นกรุณาฟังแล้วก็ อย่าตีความ อย่าคิดเอาเอง เดี๋ยวนี้คนเราในสังคมไทยมันคิดเอาเองเยอะ ขอบพระคุณค่ะ
เอาละครับ เข้าใจแล้วครับ เชิญท่านจ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ เชิญ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ประกอบกับอยากให้ประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ เมื่อท่านประธาน ได้เตือนผู้อภิปรายหลายครั้งว่าให้อยู่ในประเด็น แล้วก็ไม่ต้องเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง มาอภิปราย แต่ผู้อภิปรายก็ยังปฏิบัติเหมือนเดิม ประกอบกับ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับสภานี้และรัฐบาลนี้ ท่านอยู่ข้างนอกของท่านครับ ท่านจะไปประกอบ อาชีพอะไรเป็นเรื่องของท่านครับ มันไม่เกี่ยวอะไรเลยครับ ดังนั้นอยากให้ประธาน ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ครับ
ผมวินิจฉัยว่าอย่างนี้นะครับ การที่จะเอาข้อความในหนังสือพิมพ์มากล่าวอ้างในที่ประชุมแล้วทําให้คนอื่นเสียหายผมคง อนุญาตไม่ได้ ผิดข้อใส่ร้ายอย่างไรครับ ข้อ ๔๓ ครับ แล้วผมวินิจฉัยแล้วก็ถือว่าเป็นที่สุด ท่านครับ ถ้าเอาข้อความในหนังสือพิมพ์มากล่าวอ้างทําให้คนอื่นเสียหายได้นี่ การประชุมไม่สามารถดําเนินการได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมคงไม่อนุญาต ต่อให้เอา ข้อความในหนังสือพิมพ์มากล่าวอ้างเพื่อให้คนอื่นเสียหาย แล้วคนอื่นต่อให้เป็นสมาชิก ที่นั่งอยู่ในนี้ผมก็ยังไม่อนุญาตนะครับ เพราะมันเป็นการใส่ร้ายครับ เพราะฉะนั้นผมคง ไม่อนุญาตครับ คงไม่อนุญาตแล้วครับ
(นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญครับ ท่านอรรถพรเชิญครับ
ขอบคุณ ท่านประธานนะครับ ผมยกมือมาหลายรอบท่านประธานก็ไม่ชี้ ไม่ทราบว่ายังโกรธเรื่อง การวางหรีดสภาทาสหรือเปล่า กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา
ท่านครับ ถอนคําพูดว่า สภาทาสเถอะครับ
ผมไม่ถอนนะครับ
ถ้าไม่ถอนผมก็ไม่อนุญาต ให้ท่านพูด ไม่อนุญาตให้ประท้วงครับ ท่านต้องถอนก่อน
ท่านประธาน กําลังแสดงให้เห็นว่าสภาทาสมันเป็นอย่างไรนะครับ
ท่านถอนเถอะครับ
ท่านปกป้อง ใครหรือครับ ผมจะใช้สิทธิ
ท่านครับ ท่านถอน แล้วผมจะอนุญาต ถอนเถอะครับ
ท่านมาต่อรอง กับผมในสภาอย่างไรครับ
ผมไม่ได้ต่อรอง ผมวินิจฉัย ตามอํานาจของคนเป็นประธานครับ วินิจฉัยให้ท่านถอนครับ ถอนเถอะครับ
นี่คือเหตุผล ที่ไม่ยอมชี้ให้ผมพูดหรือเปล่าครับ ยังโกรธเรื่องสภาทาสอยู่หรืออย่างไรครับ
ท่านถอนเถอะครับ ไม่ต้องประท้วง ผมกําลังให้เขาถอน ถอนเถอะครับ
ท่านประธานครับ ผมถอนก็ได้ แต่ว่าท่านต้องให้ผมประท้วงให้เสร็จสิ้นกระแสความ ผมจะท้วงในตอนท้าย ผมจะดูว่าท่านจะมีพฤติกรรมอย่างไร เหมาะสมจะถอดหรือไม่ครับ
ท่านใช้สิทธิประท้วง เชิญครับ
ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อ ๕ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมยกมือประท้วงมานานพอสมควร ผมประท้วง ไม่ใช่เพราะต้องการ ไปเบิกเบี้ยเลี้ยงเหมือนบางคน แต่ผมเห็นว่า
ผมว่าท่านประท้วงในกรณี ของท่าน อย่าไปว่ากล่าวคนอื่น ไม่อย่างนั้นเขาก็ประท้วงกลับไปกลับมา ท่านประท้วง ในประเด็นของท่านเถอะครับ
ผมเห็นว่า ท่านประธานกําลังปิดกั้นการทําหน้าที่ของท่านดอกเตอร์สรรเสริญ สมะลาภา ตามข้อ ๕ ซึ่งท่านต้องควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ท่านประธานอยู่ในสภามานาน ท่านทราบว่าท่านดอกเตอร์สรรเสริญท่านเป็น ส.ส. ที่มีการอภิปรายที่มีคุณภาพ มีสาระ ไม่ได้ก้าวล่วงสิ่งใดโดยที่ปราศจากข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจนและสมบูรณ์แบบ ผมติดตามฟัง การอภิปรายของท่านสรรเสริญมาโดยตลอดเวลา ท่านพยายามที่จะเสริมข้อมูลให้เห็นภาพ ชัดเจนว่าขณะนี้มีบุคคลบางกลุ่มซึ่งถือว่าเป็นผู้มีบารมีนอกรัฐบาลกําลังทําธุรกิจในเรื่องของ พลังงาน เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนครับมันก็เกิดความหวาดวิตกกังวลว่า เมื่อผู้มีบารมีนอกรัฐบาล คือ พันตํารวจโท ทักษิณ ก็มีส่วนในการชี้นํารัฐบาล
เอาละครับ ประท้วงแล้วก็ ไปใส่ร้ายเขา ไม่ได้ใส่ร้ายใครเลย ท่านครับ ขอความกรุณาอยู่สภาด้วยกันมานาน พอสมควรแล้ว
(นายครูมานิตย์สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญท่านครูมานิตย์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดสุรินทร์ ท่านเห็น ไหมครับผมไม่ค่อยลุกขึ้นประท้วง เพราะว่าผมให้เกียรติผู้อภิปรายก็ดี ให้เกียรติคนที่กําลัง ดําเนินการก็ดี จริง ๆ ในเบื้องต้นบรรยากาศมันก็ไปได้ดีแล้วละครับ แต่ที่ผมประท้วง ประท้วงข้อแรกก่อน ผมประท้วงท่านประธานครับ ในข้อ ๕ เรื่องของการอนุญาตให้ผู้ที่ใช้ ข้างบน เอามาฉายพวกคลิปพวกอะไรต่าง ๆ แล้วผมฝากท่านประธานไปด้วย ทั้งประท้วง ทั้งฝาก ที่อนุมัติให้มา สมมุติว่าผมเอารูปประธานไป ไปถึงขออนุญาต สภาอนุญาตแน่ครับ แต่พอผมเข้ามาในสภาผมบอกว่าคนนี้ละครับ ไปเอาเมียคนโน้น ไปเอาเมียคนนี้ มันเสียหาย ฉะนั้นต่อไปผมฝากไว้เป็นบทเรียนนะครับ เรื่องการขออนุญาตการใช้คําอภิปรายความ มันต้องดูกันสักนิดหนึ่ง ไม่ใช่พออนุญาตมาแล้ว ข้างล่างเขาทักท้วง บอกว่าได้รับอนุญาตแล้ว แต่ยังไม่รู้เลยว่าเขามาอภิปรายอย่างไร เช่น เอารูปพ่อผม นายชุมพล สังข์พุ่ม มา แล้วคุณ บอกว่าสมัยพ่อผมเป็นครูโกงเขา โกงเขา ผมก็เจ๊งสิครับอย่างนี้ ใช่ไหมครับ อันนี้ผมฝาก ท่านประธานไป ทีนี้ผมประท้วงพี่ผม อรรถพร พลบุตร ที่บอกว่าสภาทาส เราอย่าดูถูก พวกเราด้วยกันมากเกินไป อรรถพรน้องชายพี่อลงกรณ์
ท่านถอนของท่านแล้ว
ถอนแล้ว ไม่เป็นไร ถ้าคํานี้ออกมาพูดกันอีก มันดูถูกดูแคลนพวกเรากันเกินไป ผมชอบนะพวกท่านด่าเก่ง เรื่องด่าผมชมนะพ่อทูนหัวทั้งหลาย ผมให้เป็นยอดของคําด่านะครับ เรื่องวาจา แต่ว่าผม อยากให้เห็นบรรยากาศสร้างสรรค์ให้กับบ้านเมืองหน่อย แล้วมาพูดว่ามาเบิกเบี้ยเลี้ยง มาโน่นมานี่ มันเหมือนกัน
เอาละครับ พอสมควรแล้วครับ ไม่อย่างนั้นก็ขยายความไปไม่จบ พอเถอะครับ ผมย้ําคําวินิจฉัยนะครับ จะเป็นฝ่ายไหนก็ช่าง จะไปเอาหนังสือพิมพ์ ข้อความในหนังสือพิมพ์มากล่าวอ้างแล้วทําให้คนอื่นเสียหาย ต่อให้ คนนั้นอยู่ในสภานี้ผมก็คงไม่อนุญาตให้ใช้ แต่ทีนี้กรรมการเขาอนุญาต ผมถึงได้อนุญาต ให้เปิดมา ๒ คลิป แต่พอมาฟังแล้ว ผมในฐานะเป็นประธาน ต้องใช้ดุลยพินิจวินิจฉัย แล้วผม ได้วินิจฉัยไปแล้ว แล้วก็ย้ําคําวินิจฉัยว่า คงไม่อนุญาตให้นําข้อความในสื่อมาพูดทําให้คนอื่น เสียหาย ผมคงไม่อนุญาต ก็พอแล้วครับ ถือว่าวินิจฉัยแล้วครับ พอเถอะครับ ไม่ได้แล้วจะให้ ทําอย่างไร ก็ข้อบังคับเขาเขียนไว้ว่า ประธานวินิจฉัยแล้วเป็นที่สุด ฟังมาเยอะแล้ว เอาท่าน อีกสักคน เชิญ เชิญ เชิญ
ท่านประธานครับ ผม ไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คําวินิจฉัยของท่านประธานว่าไม่อนุญาตให้สมาชิกเอาข่าว หนังสือพิมพ์สื่อมวลชนมาอ่านทําให้ผู้อื่นเสียหาย อันนี้เป็นหลักการที่รับไม่ได้ ถ้าผมเอาข่าว นักค้ายาเสพติดถูกจับลงโทษประหารชีวิต เอาคําพิพากษาศาลฎีกามาอ่านว่านักค้ายาเสพติด ถูกจับแล้วศาลตัดสินลงโทษประหารชีวิต ท่านประธานบอกทําให้คนอื่นเสียหาย เพราะเป็น ข่าวในสื่อมวลชนไม่ให้นํามาอ่าน คนปล้นชาติปล้นแผ่นดิน
ท่านครับ ข้อเท็จจริง เป็นอย่างที่สื่อเขาพูดหรือเปล่าก็ยังไม่ได้พิสูจน์ แต่ทีนี้ไปกล่าวหาอย่างนั้นมันชัดเจนครับ เป็นการกล่าวหาใส่ร้ายชัด ๆ พอแล้วครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านสรรเสริญครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ไม่อย่างนั้นผมใช้ข้อ ๔๔ ให้ท่านหยุดอภิปรายครับ เชิญครับ ไม่อนุญาตแล้วนะครับ ท่านเข้ากรอบประเด็นของท่าน แล้วเรื่องนี้คลิปผมไม่อนุญาตให้เปิด แล้ว แล้วก็ประเด็นนี้ไม่ให้พูดแล้วครับ เพราะฉะนั้นท่านต่อของท่านเถอะครับ
ท่านประธานครับ จริง ๆ ข่าวที่ ผมนํามานี้เป็นข้อเท็จจริงที่รับรู้กันโดยทั่วไป
สรุปเป็นข้อเท็จจริง ได้อย่างไรครับ มันเป็นข้อความในสื่อ ผมวินิจฉัยแล้วครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ ถ้ายังใช้ ไม่อนุญาตใช้คลิปแล้วก็ไม่อนุญาตให้อภิปรายเรื่องนี้แล้วนะครับในประเด็นนี้ ถ้าไม่อย่างนั้น ผมก็ต้องให้หยุดการอภิปราย เชิญครับ ท่านครับ ข้อบังคับให้ประธานเป็นผู้วินิจฉัยครับ สมาชิกอย่ามาใช้สิทธิวินิจฉัยของคําวินิจฉัยของประธานเลยครับ อย่างนั้นก็ไม่จบสิ้น ท่านต่อ เถอะครับ ไม่อนุญาตประเด็นนั้นนะครับ เชิญท่านพายัพ แล้วก็ท่านสาธิต
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ ข้อ ๔๕ ท่านประธานได้วินิจฉัยเรื่องนี้เป็นที่สุดแล้ว แต่เพื่อนสมาชิกก็ได้พยายามที่จะฝ่าฝืนคําวินิจฉัย ของท่านประธานตลอดมา ผมไม่มีทางเลือกอื่นใดครับท่านประธานที่เคารพ ผมอยากฟังเสียง การอภิปรายในสภาแห่งนี้อย่างมีเหตุมีผล ผมเสนอให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ในการวินิจฉัยครับ ผมขอความกรุณาท่านประธานด้วยความเคารพ ใช้คําวินิจฉัย ข้อ ๔๔ ครับ มิฉะนั้นผมจะลุกขึ้นมาอีกครั้งเดียว ขอบคุณครับ
เชิญท่านสาธิต เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดระยอง ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ คําวินิจฉัยท่านประธาน ใน ข้อ ๔๓ นี้ ผมคิดว่ามันจะเป็นอุปสรรคในการทําหน้าที่ของเพื่อนสมาชิก เพื่อนสมาชิก ดอกเตอร์สรรเสริญได้พยายามได้อภิปรายในประเด็นที่แปรญัตติไว้ และก็นําข้อมูล เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในสื่อ การนําเสนอข้อมูลเพื่อสนับสนุนคําแปรญัตตินั้นเป็นสิทธิ โดยชอบของผู้อภิปราย ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ปรากฏตามสื่อหรือไม่ก็ตาม ผู้อภิปราย เขาจะต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนสมาชิกฝั่งรัฐบาลได้พูดชัดครับว่าท่านอดีต นายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นคนนอก ไม่ได้เกี่ยวข้องอยู่ในสภาแห่งนี้ และสมมุติว่าเขาจะไปทํา ธุรกิจน้ํามันก็ยังไม่มีการพิสูจน์ทราบได้ว่าเขามาคอนโทรล (Control) หรือบังคับรัฐบาลนี้ อย่างไร ในขณะเดียวกันสิ่งเหล่านี้มันปรากฏอยู่ในสื่อมวลชน ซึ่งสาธารณะก็รับทราบแล้ว ผมจึงเรียนท่านประธานว่าถ้าท่านประธานวินิจฉัยแบบนี้ การทําหน้าที่ของมวลสมาชิก ทั้งหลายทําได้ยากมากครับ ผมเห็นเพียงแต่ว่ามีชื่อท่านทักษิณปรากฏ ก็กลายเป็นเดือด เป็นร้อน ประเด็นเหล่านี้ผมคิดว่าท่านประธานต้องใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยดี ๆ ครับ ข้อ ๔๓ คําว่า เสียหาย เอาให้ชัดนะครับ ใครเสียหาย บุคคลภายนอกเสียหาย ถ้าบุคคลภายนอกเสียหาย ผู้อภิปรายก็ต้องไปรับผิดชอบกับบุคคลภายนอก เพราะอันนี้ เขาถ่ายทอดสดอยู่ เพราะฉะนั้นหลักนี้ฝากท่านประธานว่า ท่านประธานต้องใช้ดุลยพินิจ ทั้งข้อ ๕ ข้อ ๔๓ เพื่อการทําหน้าที่ของมวลสมาชิกได้ทําหน้าที่อย่างเต็มที่ครับ เพื่อพิทักษ์ ผลประโยชน์ของประเทศชาติครับ
ที่จริงบรรยากาศมันก็ดี มาตลอดนะครับ แล้วผมพยายามที่จะอะลุ่มอล่วยอย่างที่สุด ทีนี้แต่อย่างไรก็แล้วแต่มันก็อยู่ ในขีดที่มันพอสมควร เชิญครับ อีกฝ่ายละท่าน ท่านนิยมและก็ท่านฉัตรพันธ์ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมต้องยกย่องชมเชยท่านประธาน วันนี้จริง ๆ ผมไม่อยากยกย่อง แต่เก่านะ แต่ว่าท่านใช้อํานาจตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เป็นอย่างดี นี่ผมประท้วงตามข้อ ๔๕ จริง ๆ ท่านประธาน คําวินิจฉัยของท่านประธานถือว่าเด็ดขาดแล้ววันนี้ แต่สมาชิกต้อง เคารพครับท่านประธาน วันนี้ท่านก็ออกมาเถียงคําวินิจฉัยท่านประธานอยู่ ผมจึงเสนอ ข้อ ๔๔ เลย ข้อ ๔๕ ก็เด็ดขาดแต่ไม่เด็ดขาด การที่จะเอาข่าวออกมาอภิปรายแล้วด่าคนทํา ได้หมด แต่มันไม่ชอบท่านประธานครับ เพราะนั่นคือไม่ใช่คําพิพากษาของศาลนะครับ ผมให้ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยว่า ขอให้ท่านใช้อํานาจเด็ดขาดตามข้อ ๕ เลยไปครับ หัวข้อ ๔๔ ท่านประธานครับ
ขอเป็นท่านสุดท้าย ท่านฉัตรพันธ์เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานนี่ละครับ จริง ๆ การอภิปรายก็เป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดี ที่บรรยากาศมีปัญหาเช่นนี้ก็เกิดจาก ตัวท่านประธานนั่นละครับ ประการแรก ท่านประธาน การที่ท่านไม่ให้สิทธิท่านดอกเตอร์ สรรเสริญได้ใช้ข้อมูลประกอบการอภิปราย ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลที่ท่านจะแสดงให้ที่ประชุมแห่งนี้ ท่านไม่ได้นึกตามอําเภอใจ จะหยิบจะยกขึ้นมาตอนไหนก็ได้ ไม่ใช่ครับ ท่านได้ทําตาม ขั้นตอน ให้ขออนุญาตต่อกรรมการได้พิจารณา แล้วกรรมการก็พิจารณาอนุญาตให้ใช้ได้แล้ว ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าแล้วต่อไปนี้เราจะมีกรรมการไว้ทําไมในการตรวจสอบว่าอันไหน ใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ท่านจะตั้งกรรมการไว้ทําไม นี่คือประการแรก
ประการที่ ๒ ที่ท่านประธานบอกว่าท่านดอกเตอร์สรรเสริญอภิปรายใส่ร้าย คุณทักษิณ ไม่มีข้อความใดเลยครับ ที่ท่านดอกเตอร์สรรเสริญไปกล่าวให้ร้าย เพราะคลิป ที่เปิดเมื่อสักครู่เป็นคําพูดที่คุณทักษิณ ชินวัตร พูดเองทั้งหมด ท่านไม่ได้พูดเอง ใช่ไหมครับ ท่านประธาน ท่านประธานครับ แล้วในข้อเท็จจริง ทางสังคมหรือพรรคเพื่อไทยก็ประกาศอยู่ ตลอดเวลาอยู่แล้วว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้นท่านทักษิณเป็นคนคิด พรรคเพื่อไทย เป็นคนทํา สิ่งไหนละครับที่ว่าท่านดอกเตอร์สรรเสริญใส่ร้ายครับ
ขอบคุณครับ สิทธิการอภิปรายเป็นสิทธิของสมาชิก แต่การอภิปรายต้องอยู่ในกรอบของข้อบังคับ ไม่ใช่ จะพูดอะไรก็ได้ แล้วประเด็นนี้ผมได้วินิจฉัยแล้วว่า จะไปเอาข้อความที่อยู่ในสื่อมากล่าวอ้าง แล้วทําให้คนอื่นเสียหาย ต่อให้เป็นคนในนี้ไม่ใช่คนนอกผมก็ไม่อนุญาต ถ้าอนุญาตแล้ว ต่อไปการควบคุมการประชุมจะควบคุมไม่ได้เลย ถ้าฝั่งนี้ทําบ้างมันก็จะเป็นปัญหา ก็เหมือนกับฝั่งนี้ ถ้าทําฝั่งนี้ก็ไม่ยอม เพราะฉะนั้นการจะเอาข้อความในสื่อ ซึ่งยังพิสูจน์ไม่ได้ ว่าจริงหรือไม่จริง แล้วเอามากล่าวอ้างเหมือนจริง และทําให้คนเสียหาย ผมในฐานะเป็น ประธานครับ ผมคงอนุญาตไม่ได้ แล้วก็ยอมไม่ได้ เพราะฉะนั้นขอยืนยันคําวินิจฉัยเดิม ให้ท่านพูดประเด็นอื่นต่อ ประเด็นนี้คงไม่อนุญาตแล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นผมก็จะใช้อํานาจข้อ ๔๔ ให้ท่านหยุดอภิปราย ขอยืนยันคําวินิจฉัย ขอความกรุณาเถอะครับ บรรยากาศกําลังดีครับ ผมว่ามันยังมีโอกาสที่จะได้อภิปรายกันเรื่องนี้ ยังมีโอกาสครับที่จะอภิปรายเรื่องพวกอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเอาอยู่ในกรอบตรงนี้ดีกว่านะครับ ขอความกรุณาเถอะครับท่านสรรเสริญครับ เชิญครับ เชิญท่านต่อของท่านครับ ท่านครับ อย่ามาวินิจฉัยซ้อนวินิจฉัยของประธาน เลยครับ ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบ
ท่านประธานครับ จะเกรงว่า เป็นบรรทัดฐานต่อไปนะครับ เพราะว่าตลอดเวลาที่เราอภิปรายกันมา
ท่านครับ ผมยึดเป็น บรรทัดฐานอยู่แล้ว คนฟังทั้งประเทศครับ ใครจะเอาข้อความในสื่อมากล่าวให้คนอื่นเสียหาย ผมไม่อนุญาตเด็ดขาดครับ พูดชัดครับ จะเป็นฝ่ายไหนก็ช่างครับ
ผมไม่ได้นําความเห็นของใคร มาพูดเลยนะครับ ข้อความเป็นข้อความ ๑. ในคลิปคุณทักษิณเป็นคนพูดเอง
ท่านครับ ข้อความในสื่อ หนังสือพิมพ์ที่เขียนไปมันก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นคําพูดของท่านทักษิณจริงหรือเปล่า ผมว่า พอแล้วครับ ผมวินิจฉัยไปแล้ว พอแล้วครับ ท่านสรรเสริญครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ไม่อย่างนั้นผมก็ไม่อนุญาตให้อภิปรายต่อนะครับ ไม่เป็นไรครับ ผมใช้อํานาจของผม ตามข้อบังคับ ขอความกรุณาเถอะครับ ก็เถียงคําต่อคําเลย แล้วจะทําอย่างไรละครับ จะหา ข้อยุติอย่างไร เชิญท่านสุณีย์ เชิญครับ ท่านธนา แล้วก็ท่านสุณีย์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา สิ่งที่ท่านดอกเตอร์สรรเสริญ สมะลาภา อภิปรายทั้งหมดเกี่ยวกับคุณทักษิณ ชินวัตร ผมไม่เห็นส่วนไหนที่มันจะทําให้ คุณทักษิณเสียหายเลยครับ ข่าวเขาออกว่าจะไปทําธุรกิจน้ํามัน ไปทําธุรกิจพลังงาน ตรงไหนครับที่ไปว่าคุณทักษิณเสียหาย ท่านประธานไปวินิจฉัยเองได้อย่างไรครับว่า ท่านทักษิณเสียหาย มีแต่ข่าวว่าอยากจะไปทําธุรกิจที่โน่นที่นี่ มันเสียหายตรงไหนครับ แล้วถ้าข่าวอย่างนี้พูดไม่ได้ ต่อไปสภานี้ไม่ต้องอภิปรายแล้วครับ คุณสรรเสริญกําลังจะ อภิปรายให้เห็นว่าการแก้มาตรา ๑๙๐ มันกระทบกับผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างไร ยังไม่ได้ใส่ร้าย กล่าวร้ายคุณทักษิณแม้แต่คําเดียว แล้วท่านประธานก็พูดอยู่ตลอดเวลาว่า ทําให้บุคคลอื่นเสียหาย ตรงไหนครับที่คุณสรรเสริญพูดแล้วคุณทักษิณเสียหาย การที่พูดว่า ทําธุรกิจพลังงานแล้วเสียหายหรือครับ ท่านประธานใช้ดุลยพินิจให้ดีเถอะครับ อย่าอคติ ส่วนตัวและขึ้นมาทําหน้าที่ ปล่อยให้บรรยากาศของสภาเขาเดินหน้า ถ้าท่านประธาน ทําอย่างนี้ ท้ายที่สุดคนก็จะมองว่าท่านประธานไม่เป็นกลาง พอแตะนิดเดียวท่านประธาน กดไมโครโฟนทันทีครับ ผมพยายามดูตั้งแต่เริ่มต้นครับ ท่านประธานลองไปนึกดูสิครับว่าสิ่งที่ คุณสรรเสริญพูดทั้งหมดมีตรงไหนที่ใส่ร้ายคุณทักษิณ มีแต่ข่าวที่บอกว่าอยากจะไปทําธุรกิจ ที่โน่นที่นี่ แล้วมันเสียหายตรงไหนครับท่านประธาน ฟังเขาให้จบสิครับว่าคุณสรรเสริญจะพูด อะไร เพราะฉะนั้นท่านประธานตั้งสติให้ดี แล้วควบคุมการประชุมเสียใหม่ อย่าทําอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นสภาแห่งนี้จะเสียหายครับ
ขอบพระคุณครับที่สั่งสอน นะครับ เชิญท่านสุณีย์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร ส.ส. แบบบัญชี รายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตเรียนเสนอต่อท่านประธานว่า จริง ๆ แล้วการอภิปรายพวกเรานั่งฟังกันมานานนะคะ แล้วเป็นการเอาความคิดมาอภิปราย อย่างนี้อีกหน่อยใครคิดอะไรก็เอามาอภิปรายอย่างนี้เสมอ ซึ่งไม่ถูก ท่านเสนอว่าท่านจะ สงวนความเห็นอย่างไร แปรญัตติไว้อย่างไร ท่านน่าจะไปตามนั้น เพราะฉะนั้นดิฉันว่า ประเด็นอย่างนี้ แล้วมีผู้ประท้วงนานพอสมควร แล้วก็ยังไม่ได้ข้อยุติ ประธานก็วินิจฉัยแล้ว หลายครั้งก็ไม่เป็นข้อยุติ ดิฉันขอเสนอปิดการอภิปรายค่ะ ขอผู้รับรองค่ะ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ของมาตรานี้นะคะ
ท่านสมาชิก ผมว่าอย่างนี้นะครับ ผมว่าบรรยากาศมันดีอยากให้รักษาบรรยากาศ เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่ผมวินิจฉัยไปชัดเจน แล้วก็ยืนยันนะครับ มีการถ่ายทอดสดนะครับ จะเป็นฝ่ายไหนก็แล้วแต่นะครับ ถ้าจะไปเอา ข้อความในสื่อซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือไม่จริง แล้วมาพูดเหมือนจริง ทําให้อีกฝ่ายเสียหาย ผมไม่ยอมเด็ดขาดครับ จะเป็นฝ่ายไหนก็ช่าง นี่เป็นบรรทัดฐานที่ผมวินิจฉัย แล้วคําวินิจฉัย ของประธานก็ถือว่าเป็นที่สุด ก็ไม่รู้ มาโต้แย้งอย่างนี้มันก็ไม่จบ เพราะฉะนั้นผมยืนยัน คําวินิจฉัยของผมเหมือนเดิมละครับ คงไม่อนุญาตแล้ว ถ้าท่านยังพูดประเด็นเดิมผมก็ใช้ ข้อ ๔๔ ให้ท่านหยุดอภิปรายนะครับ แล้วก็ยังมีการเสนอญัตติซ้อนขึ้นมา ขอให้มีการ ปิดอภิปรายอีก ผมว่าบรรยากาศตอนนี้น่าจะพูดคุยประนีประนอมหาทางออกร่วมกัน ไม่อย่างนั้นผมก็ดําเนินการเป็นอื่นไม่ได้นะครับ ขอความกรุณาท่านสรรเสริญครับ ผมว่า ข้ามประเด็นนี้ไปดีกว่านะครับ แล้วจะได้ขอให้ฝั่งนี้ได้ถอน จะได้อภิปรายต่อครับ ท่านสรรเสริญครับ ขอความร่วมมือเถอะครับ
ที่ผ่านมาก็มีการใช้ข่าวมาทุกที นะครับท่านประธาน ผมก็แปลกใจว่าทําไมมากําหนดเฉพาะคราวผม แล้วต้องเป็นกําหนด เฉพาะถ้าเป็นชื่อของคน ๆ นี้เท่านั้น ลองไปเปิดอภิปรายทุกครั้งนะครับ เพื่อนสมาชิกใช้ หนังสือพิมพ์ใช้ข้อมูลอภิปรายทั้งนั้นนะครับ แล้วถ้าต่อไปใช้หนังสือพิมพ์หรือใช้ความคิดเห็น หรือใช้
ท่านครับ ผมวินิจฉัยแล้ว แล้วเป็นมาตรฐานเดียว คนฟังทั้งประเทศครับ ถ้าใครจะใช้ข้อความในสื่อมาคลิปอภิปราย ให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความเสียหาย ทั้งที่ข้อความจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ แล้วมาพูดเหมือนจริง ผมคงไม่อนุญาต ฝ่ายไหนก็ช่างครับ เดี๋ยวผมคุยกับท่านสรรเสริญ ผมว่าท่านสรรเสริญข้าม ประเด็นนี้แล้วอภิปรายต่อ ผมจะขอความร่วมมือ ขอความอนุเคราะห์ให้ได้ถอน จะได้ พูดต่อครับ ท่านครับ ผมว่าหาทางออกร่วมกันนะครับ ท่านสรรเสริญครับ ถ้าอย่างนั้น ผมให้ท่านหยุดอภิปรายนะครับ แล้วก็มีคนเสนอญัตติให้มีการปิดอภิปราย ผมขอมติเลย นะครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ก็เป็นอํานาจของประธาน ที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตนะครับ ท่านครับ ปกติแล้วผมต้องขอมติ แต่ทีนี้ไม่เป็นไรครับ ทุกครั้งผมก็ให้เกียรติอยู่แล้ว ก็รวมทั้งครั้งนี้ผมก็ให้เกียรติท่านอยู่แล้ว
(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา ผมใช้สิทธิประท้วงท่านประธาน นะครับ แล้วก็ใช้สิทธิพาดพิงด้วยครับ ผมขอประท้วงก่อนนะครับ กรณีที่มีการเสนอญัตติ ให้มีการปิดอภิปราย กระผมยืนยันว่ามีสมาชิกอีกหลายท่าน รวมทั้งตัวกระผมเองที่ได้สงวน คําแปรญัตติในมาตรานี้ไว้ และเป็นสิทธิของพวกกระผมตามข้อบังคับและตามรัฐธรรมนูญ ที่จะได้มีโอกาสเสนอคําแปรญัตตินั้นนะครับ ผมย้ํากับท่านประธานว่าเสนอคําแปรญัตติ ซึ่งหมายความว่าการอภิปรายในการสงวนคําแปรญัตติของพวกกระผมยังไม่ได้มีกระบวนการ เริ่มต้นและพิจารณาตามรัฐธรรมนูญเลย ดังนั้นผมยืนยันว่าการเสนอญัตติดังกล่าวนี่ไม่ชอบ ขัดด้วยข้อบังคับ ขัดด้วยรัฐธรรมนูญตามที่ได้มีการชี้แจงกันไปหลายครั้ง แล้วก็เป็นเรื่องซึ่ง กําลังมีการวินิจฉัยอยู่ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญด้วย นั้นคือสิ่งที่กระผมขอให้ท่านประธาน ได้กรุณาบันทึกและยืนยันว่าถ้าท่านประธานจะดําเนินการต่อในเรื่องของการปิดอภิปรายนั้น เป็นการกระทําที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับและด้วยรัฐธรรมนูญ ท่านประธานก็คงจะต้องวินิจฉัย อีกครั้งนะครับว่าคําประท้วงนี้เป็นอย่างไร
ประการที่ ๒ เมื่อท่านประธานไม่อนุญาตให้ดอกเตอร์สรรเสริญอภิปรายต่อ ผมก็ต้องใช้สิทธิพาดพิงครับ เพราะผมเสียหาย เนื่องจากว่าดอกเตอร์สรรเสริญได้อภิปราย แล้วหยิบยกเอาคําพูดของที่ปรึกษาหรือทนายความของ พันตํารวจโท ทักษิณ ที่กล่าวหาว่าผมพูดจาโดยไม่มีข้อเท็จจริง ไม่มีสาระ ไม่มีหลักฐานในกรณีที่ไปพูดว่า พันตํารวจโท ทักษิณ มีความตั้งใจที่จะทําธุรกิจพลังงานกับหลายประเทศหรือประเทศ เพื่อนบ้าน แล้วจึงทําให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าข้อตกลงทางเศรษฐกิจที่ไม่ใช่ เรื่องของการเปิดการค้าหรือเปิดเสรีทางด้านการลงทุนแต่เป็นการไปร่วมทุนหรือไปทําธุรกิจ ทํานองนี้แล้วผูกพันประเทศไม่จําเป็นต้องมาผ่านสภา ดอกเตอร์สรรเสริญนี่ผมเข้าใจว่ากําลัง จะให้ท่านประธานได้เห็นครับว่าสิ่งที่กระผมพูดนี่
ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ขอประทานโทษที่ต้องประท้วงท่าน ประธานในข้อ ๕ และการกระทําผิดข้อบังคับของท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อญัตติ อยู่ระหว่างปิดอภิปรายรายมาตรานี้ ท่านครับ ผมเสียดายบรรยากาศจริง ๆ ครับ อยากให้มี การเปิด แต่ผมขอถามความรับผิดชอบสักนิดเถอะครับ ว่าท่านเป็นหัวหน้าพรรคนี่ท่านได้ ดูแลลูกพรรคท่านไหมที่ทําลาย
ท่านอย่าไปนั่นกันเลยครับ ผมว่า ท่านสุนัยพอเถอะครับ ผมถือว่าที่พาดพิงไม่ทําให้เสียหายอะไร ผมว่าพอแล้วครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมใช้สิทธิตามข้อ ๔๕ ประการแรกนี้กระผมประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ เกี่ยวกับญัตติการปิดอภิปราย เป็นสิทธิที่กระผมมี ท่านสมาชิกประทานโทษเอ่ยนาม ท่าน ส.ส.สุนัยก็มี ถ้าท่านอยากจะเสนอท่านก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผม
ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ ขอความกรุณาครับ ผมให้เกียรติกับท่านทุกครั้งเลย แต่คราวนี้ ต้องขอความกรุณาครับ ท่านประท้วงในกรณีที่เมื่อสักครู่นี้ประเด็นแรกอันนั้นไม่ขัดข้อง แต่ที่ จะใช้สิทธิพาดพิงนี่ครับ ผมว่าถ้าอนุญาตให้ท่านใช้สิทธิพาดพิง ผมคิดว่ามีคนถูกพาดพิงที่ทํา ให้เสียหายอีกเยอะเลยครับ อีกเยอะเลย ทีนี้ผมคงไม่อนุญาต เพราะผมฟังแล้วผมวินิจฉัยว่า ที่พาดพิงท่านไม่ได้เสียหาย ผมวินิจฉัยแล้วไม่เสียหายครับ
ผมยังไม่ได้ พูดเหตุผลเลยครับ ท่านยังไม่ได้ให้ผมพูดเหตุผลเลยครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ใครเสียหายก็ต้องลุกขึ้นมาใช้สิทธิตามข้อ ๔๕ เพื่ออธิบายว่าตนเองเสียหายอย่างไร ผมยัง ไม่ทันอธิบายเลยครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าคุณสรรเสริญไปหยิบยกคําพูดที่บอกว่า มีการกล่าวหาว่าผมพูดเรื่องนี้โดยไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่มา ไม่มีอะไรอ้างอิง กําลังจะเสนอ ให้เห็นว่ามันมี ท่านประธานไม่อนุญาตให้พูด ผมก็เสียหายสิครับ ผมต้องการบันทึกสั้น ๆ เท่านั้นเองละครับว่าคําสัมภาษณ์คุณทักษิณ คําสัมภาษณ์ของ
ท่านครับ ประเด็นที่ผม วินิจฉัยให้หยุดการอภิปรายก็คือประเด็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นผมคงไม่อนุญาตให้เอาประเด็นนี้ มาใช้สิทธิพาดพิง มันก็เท่ากับว่าขออภิปรายต่อ
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ขออภิปรายครับ ผมขอให้ท่านประธานบันทึกเอาไว้ครับว่าสิ่งที่ดอกเตอร์สรรเสริญ พยายามนําเสนอ กล่าวคือคําสัมภาษณ์ของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เองเป็นสิ่งที่ยืนยัน ว่าสิ่งที่กระผมพูดนั้นเป็นความจริงทุกประการเท่านั้นเองครับ แต่เมื่อท่านประธานไม่ให้เสนอ
เอาแค่นี้ครับ แค่ยืนยันแล้ว เอาเท่านี้เถอะครับจะได้จบ อย่างนี้นะครับ เมื่อสักครู่ที่ท่านใช้สิทธิประท้วงคําวินิจฉัยของผม เมื่อสักครู่ผมพยายามที่จะประนีประนอม ผมพยายามถามท่านสรรเสริญ ขอให้ท่านข้าม ประเด็นนี้ไปแล้วผมจะเจรจาฝั่งนี้ให้ถอนการปิดอภิปราย ผมได้พยายามแล้วนะครับ แล้วผม ก็ถามท่านสรรเสริญและฝั่งฝ่ายค้านก็บอกว่า เอาเลย ปิดเลย ๆ ผมพยายามเจรจาแต่ก็ไม่ได้ ข้อสรุป ในเมื่อไม่ได้ข้อสรุปผมก็ดําเนินการเป็นอื่นไม่ได้ เพราะมีผู้เสนอให้มีการปิดอภิปราย แล้วมีผู้รับรองถูกต้อง ฉะนั้นผมก็ต้องดําเนินการตามนี้นะครับ ผมขออนุญาตขอมติเลยครับ ก่อนลงมติขอให้ทุกท่านแสดงตนก่อนครับ เชิญเลยครับ คงไม่อนุญาตใครทั้งนั้น จะขอมติครับ คงไม่มีอะไรที่จะต้องมาประท้วงแล้ว เพราะฉะนั้นขอให้ทุกท่านใช้สิทธิแสดง ตนได้เลยครับ เชิญครับ
(นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาการ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านคํานูณครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูญ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สมาชิกวุฒิสภาที่สงวนคําแปรญัตติไว้ก็ยังเหลืออยู่อีก ๒๑ คน ๒๓ คน ด้วยซ้ําไปนะครับ ก็คือเพิ่งพูดไปคนเดียว ผมก็สละภารกิจทุกอย่างในช่วง ๕ โมงเย็น เพราะว่าอยู่ในคิวถัดจากท่านเจริญ ภักดีวานิช ก็คือเมื่อทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์อีกคนหนึ่ง ท่านอลงกรณ์ พลบุตร แล้วก็จะเป็นท่านเจริญ แล้วก็ผม ถ้าบรรยากาศร้อนแรงนักจะสลับ มาให้ ส.ว. พูดสัก ๒ คน ๓ คนก่อนจะเป็นอะไรไหมครับ อันที่จริงประเด็นที่ผมจะอภิปราย ก็ไม่ได้กระทบใครเลย แล้วกระผมว่าบรรยากาศก็เป็นมาโดยดีโดยตลอด จริงอยู่ครับ ท่านก็ดําเนินการมาตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับที่แล้วแล้ว แต่ว่าทําไมเราไม่พยายามที่จะ รักษาบรรยากาศสําหรับฉบับนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าวันนี้ก็จบได้ครับ ท่านจะกรุณาพิจารณาใหม่ ได้ไหมครับ
ผมพัก ๑๐ นาทีนะครับ ใจเย็น ๆ เดี๋ยวมาเริ่มกันใหม่ ขอพัก ๑๐ นาทีครับ
พักประชุมเวลา ๑๗.๑๐ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๗.๓๑ นาฬิกา
ขออนุญาตดําเนินการ ต่อเลยนะครับ เชิญครับ ท่านจองคิวไว้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เชิญเลยครับท่านสมชาย
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพนะครับ ทางสมาชิกวุฒิสภาก็ทั้งแปรญัตติ แล้วก็เตรียมตัวในการรออภิปราย ขณะนี้เฉพาะที่สงวนคําแปรญัตติไว้ในรายชื่อที่ผมมีอยู่ ๒๓ ท่าน แล้วบางส่วนกรรมาธิการก็แก้ไข ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า เราน่าจะใช้ บรรยากาศที่ดีในการแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกันนะครับ ในมาตรา ๑๙๐ เราแก้เป็นครั้งที่ ๒ แล้ว ถ้าจะแก้ให้เราได้ใจความที่ดีกรรมาธิการก็อาจจะรับฟังจากเพื่อนสมาชิก ทั้งฝ่ายผู้แทนราษฎร และฝ่ายวุฒิสภาบ้าง บางประเด็นที่มันมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะคําว่า โดยชัดแจ้ง อย่างนี้ครับ พวกเราจะได้อธิบายให้ท่านกรรมาธิการฟัง แล้วถ้าตัดออกไปได้ผมคิดว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ก็พอไปได้ครับท่านประธาน อย่างเช่นอย่างนี้ครับ ถ้าเราได้ฟังเหตุผลและตัดสินใจ ร่วมกันในการแก้ไขบางประการ ผมอยากให้ท่านประธานดําเนินการประชุมต่อไปนะครับ แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟังทางบ้านด้วยครับ เพราะว่าเป็นเรื่องของประโยชน์ส่วนรวม นะครับ ถ้าเป็นไปได้ขอท่านประธานได้กรุณาว่าขอให้ท่านผู้เสนอญัตติปิดอภิปรายได้กรุณา ถอน หรือมิเช่นนั้นผมจะต้องขออนุญาตท่านประธานว่าขอเป็นผู้เสนอญัตติเปิดอภิปรายครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานเห็นว่าอย่างไรผมจะได้ดําเนินการ ขอบพระคุณครับ
ผมพยายามที่จะรักษา บรรยากาศนะครับ แล้วก็ถึงได้พักเมื่อสักครู่ ก็เพื่อที่จะได้สงบใจเย็นลง แล้วค่อยมาว่ากัน ว่าจะอย่างไร เจตนาผม ผมอยากให้การประชุมสามารถดําเนินการไปได้ ก็ถ้อยทีถ้อยอาศัย น่าจะเป็นทางออกที่ดีครับ เชิญท่านพิเชษฐ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ท่าน ส.ว. นะครับ เหลืออีก ๒๐ กว่าท่านนี่นะครับ ก็ด้วยความเห็นใจจริง ๆ นะครับท่าน ก็ผมอยากจะกราบเรียนทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะท่านประธานวิปฝ่ายค้านว่า ถ้าเป็นไปได้ถ้าเราจะต่อนี่ของทาง ส.ว. สัก ๒ ท่าน แล้วทางพรรคประชาธิปัตย์สัก ๑ ท่าน ได้ไหม เพราะทางนี้เขาก็อยากจะมีโอกาสได้พูดนะครับ แต่พรรคเพื่อไทยแล้ว ของเราก็ แล้วแต่โอกาส ท่านประธานวิป (Whip) จะให้โอกาสเขาไหมครับ เขาพูดสั้น ๆ เขาบอกว่า จะพูดสั้น ๆ นะครับ ส่วนท่านไม่มีกําหนดเวลา แต่ทาง ส.ว. เขาจะขอสั้น ๆ ผมก็เห็นใจครับ เชิญครับท่าน
อย่างนั้นเชิญท่านประธาน กรรมาธิการก่อนครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร สมาชิกรัฐสภา ในฐานะประธาน กรรมาธิการ ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ว่ากรรมาธิการกําลังรับฟังสิ่งที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อย่างตั้งใจนะครับ แล้วก็อยากจะให้มีการดําเนินการอภิปรายต่อไป อันนี้เป็นเรื่องของ กรรมาธิการที่เราได้คุยกันแล้ว นั่นเรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า สมาชิกวุฒิสภานี้โอกาส ที่ท่านได้อภิปรายนี้น้อยมากนะครับ ก็มีการประท้วงมีอะไรต่ออะไรเยอะ ก็คงไม่ได้ไปกล่าวร้าย กล่าวว่าใครนะครับ เพียงแต่ว่าเหตุการณ์มันเป็นอย่างนั้นจริง ผมอยากขออนุญาตท่านประธาน และก็ขออนุญาตทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้ สมาชิกวุฒิสภาของผมนี้จะใช้เวลาไม่นาน ต่อท่านนะครับ แล้วก็ยืนยันว่าสมาชิกวุฒิสภาจะไม่ประท้วง ก็ขอความกรุณาขอความเห็นใจ นะครับ ๒:๑ ผมว่ายังน้อยไปนะครับ ขอสัก ๕:๑ นะครับ จะได้เสร็จภารกิจโดยเร็ว ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา ก็เป็นข้อเสนอเท่านั้น ในฐานะสมาชิกวุฒิสภานะครับ แล้วก็ ขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวก่อนที่จะเดินหน้า อยากจะเรียนว่ากรรมาธิการได้คุยกันนะครับ เรามีความเห็นว่าเรากรรมาธิการนี้เห็นความสําคัญของเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม ถ้าท่าน ที่เป็นสมาชิกและเป็นกรรมาธิการวิสามัญและกรรมาธิการที่พิจารณากฎหมายนี้ด้วยกัน นะครับ ท่านจะเห็นว่ากรรมาธิการให้ความสําคัญเรื่องนี้มาก แล้วเราได้พูดกันเยอะ เราได้มี ผู้เชี่ยวชาญมาชี้แจงเราเยอะ ถ้าท่านจําได้เราไม่อยากจะเขียนไว้ในกฎหมายแม่ เราบอกกัน ว่าจะไปเขียนไว้ในกฎหมายลูกอย่างชัดเจน ทีนี้ก่อนที่จะดําเนินการต่อไป ผมได้ทําความ เข้าใจสั้น ๆ เพื่อไม่ให้เสียเวลาท่าน เรามีในส่วนของกรรมาธิการ ในส่วนของที่ปรึกษาเรานี่ ๒ ท่านที่ค่อนข้างจะมีความเข้าใจกระจ่างในเรื่องของสิ่งแวดล้อมกับพลังงาน ผมขออนุญาต ถ้าหากว่าท่านประธานจะอนุญาตเมื่อใดก็ได้นะครับ แต่ว่าอยากจะให้อนุญาต จะใช้เวลา สักคนละประมาณไม่เกิน ๒ นาที ที่จะชี้แจงเรื่องพลังงานกับชี้แจงเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อ ความชัดเจนเท่านั้นนะครับท่านประธาน ต้องขออนุญาตที่ประชุมด้วยนะครับ นิดเดียว เราไม่ใช้เวลามากครับ ท่านแรกที่ผมอยากจะเสนอก็อยู่ที่ท่านประธานจะอนุมัติหรือไม่นะครับ
สักครู่ครับ ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมอนุญาตเอง เดี๋ยวท่านจะขอชี้แจง ผมค่อยอนุญาตอีกที เอาคุยในหลักการตรงนี้ก่อน ฉะนั้นขอฟังทางท่านประธานวิปฝ่ายค้านด้วยครับ อะไรนะครับ ยังไม่ได้อภิปรายเลย กําลัง หารืออยู่ ก็อยากฟังความเห็นท่านประธานวิปฝ่ายค้านครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่กระผมฟังไม่ชัดครับ ว่าที่ท่านเสนอ ให้วุฒิสมาชิกได้พูด ๒ ท่าน และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ได้พูด ๑ ท่านนั้น หมายความว่า รวมกันทั้งหมดแล้ว ๓ ท่าน แล้วท่านจะปิดอภิปราย หรือการอภิปรายดําเนินต่อไปโดยใช้ สัดส่วนวุฒิสมาชิก ๒ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๑ ท่าน ถ้าหากว่าเป็นไปตามสัดส่วนนี้แล้ว อภิปรายต่อไป พวกกระผมทําอย่างนี้อยู่แล้วครับ เพราะพวกกระผมก็ได้หารือกับ ทางวุฒิสมาชิก แล้วก็บอกว่ายินดีที่จะให้ท่านพูด ๒ ท่าน แล้วพวกกระผม ๑ ท่าน แล้วก็ สลับท่าน ๒ ท่าน กระผม ๑ ท่าน แล้วท่าน ๒ ท่าน พวกกระผม ๑ ท่าน ได้เตรียมตัวไว้แล้วครับ แต่ว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้น ก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่กับกรณีของการเสนอการปิดอภิปราย โดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ประเด็นนี้ยังค้างอยู่ในสภา ท่านจะทําอย่างไรครับ ท่านจะถอนหรือไม่ อย่างไร และจะต้องพูดกันต่อไปว่าถ้าท่านถอนหรือไม่ถอน ถ้าจะมีการอภิปรายต่อไป พวกกระผมจะต้องสามารถใช้สิทธิอย่างไร ต้องพูดกันให้ชัดเจนครับ เพราะเมื่อสักครู่ ขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งเถอะครับ ท่านบอกว่าท่านพักการประชุม ๑๐ นาที แล้วกลับมานี่ ท่านคิดว่าทุกอย่างมันจะเดินหน้าต่อไปได้ด้วยดี ผมก็ขออนุญาตพูดย้อน ไม่ทําให้บรรยากาศเสีย แต่ขออนุญาตที่จะให้ข้อเท็จจริงครับ ประเด็นที่เกิดขึ้นก็คือว่า ท่านสรรเสริญอภิปรายนี่ ไม่ได้ใส่ร้ายบุคคลภายนอก คลิปที่เอามาเปิด ข่าวหนังสือพิมพ์ ที่เอามาอ้าง ล้วนแล้วแต่เป็นข่าวจากสํานักพิมพ์ต่างประเทศและในประเทศที่เชื่อถือได้ ที่ท่านสรรเสริญหยิบข่าวหนังสือพิมพ์ขึ้นมากล่าวอ้าง ก็เพื่อต้องการยืนยันว่าจะมีบุคคลภายนอกที่พูดพาดพิงถึงนั้นทําธุรกิจด้านพลังงานไม่ใช่ เรื่องเลื่อนลอย เพราะถึงขนาดบุคคลท่านนั้นพูดด้วยเสียงตัวเองออกทางคลิป ท่านประธาน ก็ได้ยิน เพราะฉะนั้นการนําคลิปการนําข่าวหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ้างก็เพื่อต้องการยืนยันว่า ท่านไม่ใช่อยู่ ๆ ท่านนึกขึ้นมาเอง และการใช้ข่าวหนังสือพิมพ์มาอ้างอิง ขออนุญาต กราบเรียนกับท่านประธานว่าสมาชิกรัฐสภาตั้งแต่มีประเทศไทยมาปี ๒๔๗๕ เขาก็ใช้ข่าว หนังสือพิมพ์อ้างอิงมาตั้งแต่ท่านประธานกับผมยังไม่เป็นผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เพิ่งมาอ้างกัน วันนี้และรัฐสภาเขาก็เปิดโอกาสให้อ้างได้ แต่วันนี้กลายเป็นว่าท่านประธานมาตัดสิทธิห้ามใช้ ข่าวหนังสือพิมพ์มาอ้างอิงและถ้าไม่อ้างอิงผู้อภิปรายก็จะถูกข้อกล่าวหาว่าพูดจาเลื่อนลอย ไม่มีหลักฐานอีก สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่อยากให้ท่านประธานได้ทบทวนการทําหน้าที่ว่า การวินิจฉัยท่านประธานนั้นถูกต้องหรือไม่ อย่างไร ที่สําคัญครับ ท่านสรรเสริญเมื่อสักครู่ ท่านพูดอยู่ในประเด็น ประเด็นของท่านก็คือท่านแปรญัตติครับ ขอให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ จะต้องรายงานต่อที่ประชุมรัฐสภาหรือขอความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา เสียก่อนในกรณีที่มีการทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ โดยขอให้ครอบคลุมทั้งเรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและพลังงาน แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากตัดทิ้งหมดทั้ง ๓ เรื่อง รวมทั้งเรื่องพลังงานด้วย ท่านจึงขอเติมมา และท่านกําลังอธิบายว่าที่ท่านต้อง ขอเติมเพื่อให้รัฐสภาสามารถตรวจสอบได้ว่าถ้าวันหนึ่งมีบุคคลภายนอกได้ประโยชน์จากการ แก้รัฐธรรมนูญไปทําธุรกิจ มุบมิบเอาประโยชน์ชาติเพื่อประโยชน์ตัวทําธุรกิจด้านพลังงาน มันจะได้กระทําไม่ได้ต้องรายงานต่อสภา แล้วกําลังจะมีคนคิดทําจริงท่านถึงพูดพาดพิง บุคคลภายนอก
ท่านครับ
ท่านยังอยู่ในประเด็นทุกประการ
ผมว่าเดี๋ยวจะจบแล้วกระมัง เดี๋ยวให้ท่านสุนัยได้ต่อ ไม่เป็นไรท่านจะจบแล้ว
เพราะฉะนั้นผมถึงขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าถ้าจะมีการอภิปรายต่อไป พวกกระผมยินดีครับ แล้วผมก็เห็นใจท่านวุฒิสมาชิกและยินดีให้เป็น ๒:๑ พวกกระผม ยังมี ๒๗ กลุ่มความเห็นที่แปรญัตติไว้ในมาตรา ๓ ซึ่งรัฐธรรมนูญและข้อบังคับรับรอง พวกกระผมไว้ทุกประการว่าอย่างน้อยทุกกลุ่มความเห็นที่มีความแตกต่างกันย่อมได้รับ การรับรองสิทธิที่จะอภิปรายเพื่อนํามาแสดงความเห็นให้ที่ประชุมนี้ได้ประกอบการตัดสินใจ ไม่เช่นนั้นเท่ากับตัดสิทธิพวกระผมที่มีสิทธิตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ประการที่ ๒ ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าพวกกระผมต้องสามารถใช้สิทธิอภิปราย ตามข้อบังคับได้ ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ครับ
ท่านครับอย่างนี้นิดหนึ่ง ขออภัยนิดเดียว ท่านพายัพครับเดี๋ยวให้สิทธิกับท่านประธานวิปฝ่ายค้านปล่อยให้ท่านได้ แสดงความเห็นของท่านเต็มที่นะครับ แล้วก็จะให้ท่านสุนัยได้แสดงความเห็นบ้างเหมือนกัน ครับ ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจเป็นการหารือให้ท่านได้ระบายหน่อยให้ท่านได้พูดหน่อย เดี๋ยวให้ท่านสุนัยได้พูดบ้างเหมือนกันไม่เป็นไร ผมดูแลอยู่ไม่เป็นไรหรอก ขอบคุณครับ เชิญครับ
กระผมถึงขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าอย่างน้อยที่สุดถ้าจะมีการอภิปรายต่อไป หลัก ๓ ข้อ ก็คือ ข้อ ๑ พวกระผมที่แปรญัตติไว้ใน ๒๗ กลุ่มความเห็น ไม่จําเป็นต้องทุกคน ครับ ถ้าทุกคน ๑๐๐ กว่าคนนะครับ พวกกระผมก็ไม่ประสงค์จะใช้สิทธิทั้ง ๑๐๐ กว่าคน แต่อย่างน้อยมี ๒๗ กลุ่มคําแปรญัตติที่มีความแตกต่างกันเพื่อให้รัฐสภาประกอบการตัดสินใจ ทุกกลุ่ม ถ้ากลุ่มใดเขาประสงค์แสดงความเห็น เขาต้องได้รับสิทธินั้นตามข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญ ไม่เช่นนั้นถือว่าตัดสิทธิและกระทําไม่ชอบด้วยข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๒ ผู้อภิปรายต้องสามารถอภิปรายได้ตามสิทธิของเขา ตามข้อบังคับ อย่างน้อยข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ที่ระบุไว้ชัด ว่าการพาดพิงบุคคลภายนอกสามารถ กระทําได้ ไม่ใช่กระทําไม่ได้ครับ แต่กระทําได้เท่าที่จําเป็น ถ้าเขาจําเป็น เพื่อประกอบการ อภิปรายว่าทําไมเขาไม่เห็นด้วย ทําไมเขาต้องแปรญัตติ ทําไมเขาต้องสงวนความเห็น เขาต้องได้รับสิทธินั้นตามข้อบังคับ
และประการสุดท้าย การใช้หลักฐานอ้างอิงไม่ว่าจะเป็นคลิปหรือเป็นข่าว หนังสือพิมพ์ ผู้อภิปรายย่อมต้องได้รับสิทธิในการนํามาแสดง ท่านประธานจะเชื่อ สมาชิกจะ ไม่เชื่อหรืออย่างไรก็เป็นสิทธิและสามารถโต้แย้งได้ แต่เขาต้องสามารถใช้สิทธิ ในการนําพยานหลักฐานเหล่านั้นมาแสดงเพื่อประกอบการอภิปราย ที่สําคัญก็คือว่า เมื่อกรรมการเขาให้ความเห็นชอบแล้ว กรรมการใครเป็นคนตั้งครับ ผมเชื่อว่าท่านประธาน เป็นคนตั้ง แล้วถ้าตั้งมาแล้วกรรมการเขาอนุญาตแล้วท่านประธานบอกว่าแต่ท่านประธาน ไม่อนุญาต จะมีกรรมการไว้ทําไมครับ นี่คือสิ่งที่เป็น ๓ ข้อ ที่ขออนุญาตที่จะกราบเรียน กับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ก่อนถึงท่านสุนัย ผมขออนุญาตใช้สิทธิที่ถูกพาดพิงนะครับ ไม่อย่างนั้นจะเกิดความเสียหาย ผมยังยืนยัน คําวินิจฉัยของผมเหมือนเดิมนะครับ ว่าการจะไปเอาข้อความในสื่อ ซึ่งยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริง หรือไม่จริง แล้วเอามาพูดเหมือนจริง ทําให้คนอื่นเสียหาย ต่อให้ไม่ใช่คนนอก เป็นคนใน นั่งอยู่ในนี้ผมก็จะไม่อนุญาต ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนทั้งนั้น ผมมีมาตรฐานเดียวครับ แล้วก็นี่ ถ่ายทอดสด คนทั้งประเทศฟังอยู่ ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ เป็นฝ่ายไหนผมก็ไม่อนุญาตทั้งนั้น เพราะเป็นการผิดข้อบังคับ เป็นการใส่ร้าย ผมวินิจฉัยไว้อย่างนี้ แล้วผมก็ยืนยันคําวินิจฉัยผม แบบนี้นะครับ ส่วนสมาชิกจะเห็นอย่างไร จะหาทางออกร่วมกันอย่างไร เพื่อรักษา บรรยากาศหรืออะไรอย่างไรผมไม่ขัดข้อง แต่ผมยังยืนยันคําวินิจฉัยของผมว่าได้วินิจฉัย ถูกต้องแล้ว เชิญท่านสุนัยครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา เพื่อเดินตามเจตนารมณ์ของ ท่านประธานให้เกิดความเข้าใจ สร้างบรรยากาศที่ดี ผมขออนุญาตเพื่อทําความเข้าใจกับ เพื่อน ส.ส. ฝ่ายค้านในประเด็นแรกว่าที่บอกว่าเป็นการรวบรัด โดยการเสนอของท่าน ส.ส. สุณีย์ ปิดประชุมนั้น มิใช่เป็นไปตามนั้นครับ เกิดขึ้นหลายครั้งที่เราขอร้องให้ท่านเข้าสู่ ประเด็น สั้น ๆ ครับ อันที่ ๑
อันที่ ๒ ท่านครับ เราเคารพในหลักฐานครับ เคารพในเหตุผล แต่ปรากฏว่า หลักฐานที่ท่านนําเสนอนั้นมันมิได้เกี่ยวข้องกับประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่านอ้างว่า เป็นหนังสือพิมพ์นั้น ท่านครับ ถ้าเป็นภาพถ่าย เรื่องหนึ่ง อันนี้ไม่ใช่ภาพถ่ายครับ ไม่ได้มี หัวข้อข่าวอะไรอันเป็นรูปแบบอย่างที่เราเข้าใจกัน ดังนั้นท่านครับ เรื่องนี้ที่ท่านประธาน ได้วินิจฉัยนี้ผมเห็นว่าถูกต้องแล้ว และขอเสนอท่านประธานครับเพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดแย้ง กันอีก ผมขอให้คณะกรรมการที่พิจารณานี้ ถ้าเข้มงวดกันเสียตั้งแต่ต้น ตรวจสอบหน่อย ไม่ใช่ทํางานแบบงานประจํา ส่งเข้ามาก็ปล่อยไป ส่งเข้ามาก็ปล่อยไป ขอประทานโทษ นะครับ นี่ผมตําหนิคณะกรรมการเลยครับ ดังนั้นถ้าท่านได้ดูเสียละเอียดปัญหามันจะยุติ มาตั้งแต่ต้น ท่านประธานครับ ผมยืนยันว่าเรายังเคารพความเห็นของท่าน ให้ท่านอภิปราย ได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเห็นใจที่สุด เนื่องจากว่าเป็นความจริงที่ ส.ว. เขาอยากจะแสดง ความเห็น เราต้องให้ครับ แต่ทีนี้บรรยากาศขณะนั้นมันตึงเสียจนท่านไม่ยอมฟังคําวินิจฉัย ของท่านประธานเลย เราก็ไม่รู้จะออกอย่างไร ผมยืนยันครับท่านว่าเราเปิดใจรับฟัง ท่านฝ่ายค้าน ถ้าท่านได้พูดตามข้อบังคับ ส่วนท่านจะออกเลยไปบ้างผมก็บอกแล้วครับ ตอนท่านเลยไปเราก็ไม่ว่าครับ แต่พอท่านถึงจุดที่แสดงเจตนาชัดเจนว่าท่านมีเจตนามิได้เป็นไปตามข้อบังคับแล้ว ผมจึงเป็น คนแรกที่ทักท้วงท่าน และก็ทักท้วงด้วยไมตรีจิต ชื่นชมท่าน แต่ท่านก็ไม่ยุติ เพราะท่านตั้งใจ ของท่านอย่างนั้น ดังนั้นการตั้งใจกับข้อบังคับมันก็เลยเกิดข้อขัดแย้งกัน ผมคิดว่าเรื่องนี้ ท่านครับ เพื่อให้เกิดการปรองดองกันในบรรยากาศขณะนี้นะครับ ผมอยากจะขอความ กรุณาท่าน ส.ส. ฝ่ายค้านคือท่านผู้อภิปรายท่านได้พูดต่อเถอะครับ ท่านสรรเสริญพูดต่อ เถอะครับ แต่ว่าขอให้อยู่ในข้อบังคับ เพื่อเราจะได้ไม่ต้องขัดแย้งกันอีก ส.ว. หลายคนเขา ก็จะได้พูด นี่ก็เห็นใจ แต่ว่าเราจะอยู่อย่างไรกันครับในความสัมพันธ์อย่างนี้ ถ้าท่านยืนยัน อย่างนั้นหรือว่าท่านประธานรับรอง ผมก็ขอความกรุณาจริง ๆ เพราะว่าคนที่เสนอ ปิดอภิปรายก็เป็นสาระสําคัญ ก็จะได้ขอร้องให้ทางท่าน ส.ส. สุณีย์ถอนครับ ขอความกรุณา ท่านประธานได้วินิจฉัยดู ให้ท่านประธานช่วยกรุณาดูเถอะครับว่าเราจะได้เดินหน้าต่อไปได้ และไม่ใช่เป็นการปิดปากกันอย่างแน่นอน เพราะถ้าเราทําตามกติกาทุกอย่างมันเดินได้ หมดครับ ก็ขอร้องท่าน ส.ส. สุณีย์ให้ถอนกรณีนี้ครับ
ขอบคุณครับ บรรยากาศ เริ่มจะเข้าที่เข้าทางนะครับ ก็น่าจะดี เชิญอาจารย์เจริญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายเจริญ คันธวงศ์ ผมขอคัดค้านคําวินิจฉัยของท่านประธานนะครับ ที่ว่าเอาหนังสือพิมพ์มาอ้างอิงไม่ได้ ผมกราบเรียนว่าผมอยู่ในวงวิชาการ แม้แต่ว่า ทําวิทยานิพนธ์เขายอมรับครับ เป็นหลักสากลครับ ที่จะใช้อ้างอิงหนังสือพิมพ์ อยู่ที่ว่า หนังสือพิมพ์ตรงไหนจะลงข่าวอย่างไร ผู้อ้างอิงจะต้องรับผิดชอบ แล้วก็เป็นเรื่องที่ มันน่าเชื่อถือแค่ไหนอยู่ที่หนังสือพิมพ์
อาจารย์ครับ ผมว่าเรา หาทางออกดีกว่าครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านสรรเสริญครับ
ท่านประธานครับ ผมต้องขอใช้ สิทธิพาดพิงจากท่านที่ประท้วง ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านสุนัยเมื่อสักครู่
ท่านอย่างนี้ เดี๋ยวเท่าที่ฟัง เขาจะอนุญาตให้อภิปรายต่อแล้ว ท่านค่อยว่ากันทีเดียวดีไหมครับ เดี่ยวผมขอร้อง ให้ท่านสุณีย์ได้ถอนแล้วก็เดินต่อ ท่านอภิปรายต่อ ผมจะให้ท่านอภิปรายต่อ
ผมต้องมีสิทธิชี้แจงนะครับท่าน ประธาน เพราะสิ่งที่ท่านสุนัยพูดมาบอกว่าผมนําหลักฐานมาอภิปรายไม่เกี่ยวข้องกับประเด็น ที่ผมสงวนความเห็นเอาไว้ อันนั้นไม่จริงครับ
เชิญครับ
เพราะว่าหลักฐานที่ผมนํามาไม่ว่า จะเป็นคลิปก็ดี หรือว่าเป็นรายงานข่าวก็ดี ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นรายงานข่าวของบุคคลอื่นที่เขาพูด ถึงท่านทักษิณ มันไม่ใช่ความเห็น ไม่ใช่อะไรซึ่งจะนํามาตีความกันนะครับ และเมื่อสักครู่ก็มี ท่านสมาชิกคนหนึ่งพูดอยู่แล้วว่าตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเราก็ได้อภิปรายก็ใช้หลักนี้มา ส่วนหลักฐานที่ผมนํามาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่มีความน่าเชื่อถือ ท่านสมาชิกก็มีดุลยพินิจที่จะพิจารณาเอง แต่ประเด็นที่ผมต้องขอให้ท่านสุนัยถอนก็คือว่า ท่านสุนัยบอกว่าผมนําหลักฐานมาอภิปรายไม่ตรงกับประเด็น ผมยืนยันว่าตรงกับประเด็น เต็มที่ครับ เพราะว่าสิ่งที่ผมกําลังอภิปรายอยู่เป็นในเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ ทางด้านพลังงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ซึ่งผมยืนยันมาตลอดทั้งใน กรรมาธิการที่ดีหรือที่นี่ก็ดี ว่าจะต้องเป็นอํานาจของรัฐสภาเพื่อให้คําตัดสิน แต่ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไปให้อํานาจกับ ครม. ผมก็ชี้ให้เห็นว่าถ้าให้อํานาจ ครม. แล้ว ต่อไปมันอาจจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วสิ่งที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านพูดก็ดีหรือผมพูดก็ดี ผมก็ได้นํา หลักฐานมาแสดงว่าผมไม่ได้พูดลอย ๆ ครับ เพราะมีความตั้งใจจริงจากคนที่อยู่ในข่าว และมี รายงานหลายต่อหลายส่วนจริงว่ามีการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ผมบอกว่า อภิปรายนําหลักฐานมาพูดไม่ตรงประเด็น ให้ผมหยุดอภิปรายผมต้องขอให้ท่านสุนัยถอนครับ
ก็คงไม่ถึงขั้นต้องถอนนะครับ ผมว่าบรรยากาศมันเป็นไปได้ดีแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านสุณีย์ช่วยถอน ได้ไหมครับ จะได้อภิปรายต่อนะครับ ขอความกรุณาครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ จริง ๆ แล้วดิฉันเองก็เห็นใจนะคะ ซึ่งดิฉันเองนาน ๆ ที่จะได้เสนอปิดการอภิปราย การอภิปราย โดยปกติแล้วดิฉันก็นั่งฟังอยู่ในสภาตลอด แต่ดิฉัน มองว่าการใช้หลักฐาน แม้ว่าท่านบอกว่าจะไปกันได้ แต่ดิฉันมองว่าไปอย่างนี้การประชุม จะไปไม่ได้ แล้วก็ได้มีผู้ทักท้วงกันอยู่บ่อย ดิฉันเองก็เห็นใจทางท่าน ส.ว. แล้วก็เห็นใจ ทางฝ่ายค้านที่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้อยากจะอภิปราย แต่ก็อยากเรียนฝากท่านประธานว่า ช่วยกําชับ หรือว่าบอกทางผู้อภิปราย ทางซีกฝ่ายค้านว่าให้อภิปรายอยู่ในประเด็น ในข้อบังคับข้อ ๔๗ และข้อ ๙๙ ซึ่งถ้าเราทํากันอยู่ตรงนี้ ตั้งแต่เช้าบรรยากาศก็ดี แต่ว่า ก่อนที่ดิฉันจะเสนอปิดดิฉันได้เห็นแล้วว่ามันวุ่นวายจริง ๆ แต่ด้วยความเคารพท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ว. แล้วก็ผู้อภิปราย ดิฉันยินดีที่จะถอน แต่ว่าอย่างที่เรียนว่า ขอเรียนท่านประธานว่าช่วยควบคุมการประชุมให้อยู่ตามข้อบังคับด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ จะพยายาม ทําหน้าที่ให้ดีครับ ผมว่าให้ท่านสรรเสริญต่อเลยดีกว่า
(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่จะเข้าสู่บรรยากาศของการอภิปรายอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานครับฟังนิดหนึ่งครับ
เชิญครับ
ก่อนที่จะ เข้าสู่บรรยากาศการอภิปรายอีกครั้งหนึ่ง ผมอยากให้ท่านประธานรับปากครับ รับปากกรณีที่ ท่านประธานวิปเสนอท่านประธานไว้ ๓ ข้อ มิฉะนั้นการอภิปรายก็จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ สมาชิกต้องมีความอดทนในการรับฟังข้อเท็จจริงครับ เพราะหลังจากนี้ท่านก็ต้องลงมติ เพราะฉะนั้นสมาชิกที่เสนอการอภิปรายย่อมต้องแสดงหลักฐานประกอบบ้าง และคณะกรรมการเขาก็อนุญาตไว้แล้ว ผมไม่อยากเห็นสมาชิกซีกฝ่ายรัฐบาลใช้วิธีการข่มขู่ กรรมการที่อนุญาตให้เอาสื่อแสดงหลักฐานในการอภิปราย ท่านประธานครับ ขอให้ได้ รับปากจากท่านประธานอีกสักครั้งว่า ๓ ข้อที่ประธานวิปฝ่ายค้านเสนอต่อท่านประธาน ท่านประธานจะให้เป็นไปตามนั้นเพื่อการอภิปรายจะได้คล่องตัว และเป็นไปได้ด้วยความ เรียบร้อยต่อไป
ครับ ประเด็นที่สลับกันพูด ๒:๑ ก็คงเป็นไปตามนั้น แต่คงไม่ได้หมายความว่า พูด ๒ บวก ๑ ๓ ท่านแล้วจะปิดอภิปราย ไมได้หมายความว่าอย่างนั้น ให้สบายใจ แล้วส่วนจะดําเนินการต่ออย่างไรก็จะอนุญาต ให้ท่านสรรเสริญได้อภิปรายของท่านต่อ ก็คงรับปากได้แค่นี้ครับ
ท่านประธานครับ ผม ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ มีได้หมายความตามที่ท่านประธานเข้าใจ ที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน นําเสนอท่านประธานเมื่อสักครู่ ประการที่ ๑ ก็คือ ๒๗ กลุ่มความเห็นจะต้องได้รับ การอภิปรายครบถ้วนทุกกลุ่ม ยกเว้นว่ากลุ่มใดไม่ประสงค์จะอภิปราย อันนี้ท่านประธาน รับปากไหมครับ ถ้ารับปากเป็นไปตามนั้น
ท่านครับ ผมรับปากได้ว่า จะพูดสลับ ๒:๑ ท่านฟังนิดหนึ่ง ผมรับปากว่าจะให้พูดสลับ ๒:๑ แล้วคงไม่ใช่พูด ๓ คนนี้ จะมีการปิดอภิปรายคงไม่ใช่ ผมรับปากได้แค่นี้ ผมอยู่ในอํานาจผม แต่ถ้าเกินไปกว่านั้น ก็แล้วแต่สมาชิก แต่ไม่มีเจตนาจะอภิปราย ๓ คนแล้วพอ ไม่มีเจตนารมณ์อย่างนั้นแน่นอน แล้วก็จะอนุญาตให้ท่านสรรเสริญได้ใช้สิทธิอภิปรายต่อ ก็คงแค่นี้ครับ คงมาบังคับให้ผมว่า ต้องอย่างนั้นอย่างนี้มันก็คงไม่ได้
ไมได้บังคับท่านประธานครับ ท่านประธานคงเข้าใจผิด
คือผมรับปากไปก็ไม่มี ความหมาย เพราะเป็นสิทธิของสมาชิก ผมว่าเดินต่อได้แล้วท่านประเสริฐครับ
เดี๋ยวท่านประธานฟังให้จบก่อน เมื่อสักครู่ท่านประธานเข้าใจผิด ตามที่ผมลุกหารือครับ ผมบอกว่าประการที่ ๑ ที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านเสนอ ก็คือ ๒๗ กลุ่มความเห็น
ท่านครับ ผมเข้าใจอย่างไร พูดหลายรอบแล้ว
แล้วประการที่ ๒ อะไรครับท่านประธาน
ถ้าท่านอย่างนี้ ผมเข้าใจ ที่ท่านพูดแล้ว สิ่งที่ท่านขอนี่ผมไปรับรองไม่ได้ เพราะมันเป็นสิทธิของสมาชิกเขา ถ้าเป็นสิทธิ ของผมเท่านั้นสมาชิกไม่มีสิทธิ ผมรับท่านได้เลย แต่นี่มันไม่ใช่
ท่านประธาน ไม่ได้โต้เถียงอะไรกับท่านประธานครับ ข้อที่ ๒ ที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน เสนอท่านประธานนี่ พาดพิงบุคคลภายนอกได้เท่าที่จําเป็น อันนี้เป็นไปตามข้อบังคับนะครับ
ก็ไม่เป็นไร ผมจะอนุญาตให้ เท่าที่จําเป็น เพื่อให้บรรยากาศมันเป็นไปได้
แล้วข้อที่ ๓ ละครับ ที่คณะกรรมการอนุญาตให้เปิดใช้หลักฐานแสดงในการประกอบ การอภิปราย ทําเลยได้ไหมครับ
เชิญท่านสรรเสริญครับ
สรุปก็คือผมสามารถที่จะ อภิปรายต่อโดยใช้สไลด์ที่เตรียมมา ที่ยังเหลืออีก ๒ แผ่นถูกไหมครับ
ครับ เชิญเลยครับ
อย่างนั้นก็ขึ้นแผ่นที่ ๓ ครับ ต่อจากคราวที่แล้วนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
พาดหัวข่าวว่า หลักฐานมัดทักษิณ ทําธุรกิจน้ํามันในอ่าวไทยร่วมกับเขมร เนื้อข่าวครับ พลเอก เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา เผยทักษิณเคยเสนออยากลงทุนพัฒนา พลังงาน และรัฐบาลกรุงพนมเปญก็ยินดีต้อนรับ พลเอก เตีย บัญ เปิดเผยระหว่างการร่วม พิธีเปิดถนน หมายเลข ๔๘
ท่านสรรเสริญครับ พอท่าน เริ่มมาก็มีผู้ประท้วงเลยครับ
ก็เป็นข้อตกลงกับท่านประธานแล้วนะครับว่าท่านประธานอนุญาต
เดี๋ยว อย่างเพิ่งนะ ให้เขา อภิปรายไปก่อนนะครับ เดี๋ยวครับ คือเมื่อกี้ท่านประธานได้อนุญาตใน ๓ ข้อด้วยกัน ท่านขอเถอะครับให้ท่านสรรเสริญได้ว่าไปอีกสักระยะหนึ่ง นั่งลงก่อน ท่านพายัพครับ เอาอย่างนี้ท่านพายัพ ท่านประท้วงผมเรื่องอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้ว แล้วท่านประธานก็มีการวินิจฉัยสิ้นสุดไปแล้ว ข้อหารือ ก็สิ้นสุดแล้ว แต่ท่านประธานก็ยังเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้หารือประเด็นเดิม ซ้ําซากเช่นเดิม แล้วประเด็นถัดมาท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกที่อยู่ฝ่ายนี้เขาก็มีหัวใจ เขาก็มีความรู้สึก เขาก็มีภูมิปัญญาของเขา เมื่อเพื่อนสมาชิกผู้อภิปรายนําเอาประเด็นเดิม เอามาพูด นี่มันเสียหายทั้งบุคคลที่สาม และเสียหาย มีชื่อผู้นําต่างประเทศเขาด้วย ข้อเท็จจริงไปตามข่าว มันรู้อยู่แล้วว่าข่าวในหนังสือพิมพ์มันมีค่ายของมันอยู่ ต่างคน ต่างมีค่าย สื่อต่างมีค่าย ต่างคนต่างรู้กันอยู่นี่นะครับ เราจะเอาสื่ออีกค่ายหนึ่งมาใช้อภิปราย ในสภาแห่งนี้โดยเพื่อน ๆ สมาชิกนั่งดูเฉย ๆ อย่างนั้นหรือครับท่านประธาน
เดี๋ยวผมวินิจฉัยเลยนะครับ ท่านพายัพครับ เมื่อกี้เขาจะขอเปิดวีดิโอที่ ๓ ที่ ๔ ถูกไหมครับ เราดูก่อนนะครับ เราดูก่อน
ท่านประธานครับ ท่านประธานดูนะครับ พลเอก เตีย บัญ ท่านมีสถานะเป็นผู้นําของรัฐบาลกัมพูชา
คือเดี๋ยวดู ถ้าเกิดมันมี พาดพิง
เสร็จแล้ว ผมถามท่านประธานว่าตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านไปเชิญพลเอก เตีย บัญ เข้ามาชี้แจง ได้ไหมเล่า ท่านก็ชี้แจงไม่ได้
ท่านพายัพครับ เดี๋ยวนะครับ คือท่านอย่าเพิ่งไปคิดไปไกลกว่านั้นนะครับ อย่างนี้ครับท่านพายัพครับ ผมก็นั่งฟังท่านประธานสมศักดิ์ เมื่อสักครู่ท่านได้ตกลงแล้วนะครับ เดี๋ยวจะให้เขาได้ในสิ่งที่ เท่าที่จะสามารถทําได้ ก็คือไม่ได้ทั้งหมดนะครับ อะไรที่ท่านสามารถที่จะข้ามได้ท่านข้ามเลย นะครับ ท่านอย่าไปทําคนอื่นเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่สาม ซึ่งไม่มีโอกาสมาชี้แจง ในที่นี้นะครับ ท่านพายัพครับ
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ด้วยความเคารพในความเห็นที่ต่างของเพื่อนสมาชิก ใครมันจะ ไม่อยากฟังความเห็นต่างที่ดี ๆ เล่าครับ อยากฟังความเห็นเพราะว่าอยากเห็นประเทศชาตินี้ มันเดินหน้าได้เหมือนกัน เพราะเรามีความเห็นที่แตกต่างกันกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เรื่องการค้าการขาย และเราวิจารณ์เอาบุคคลภายนอกตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เสร็จแล้วท่านประธานวินิจฉัยตามข้อ ๔๕ เสร็จเรียบร้อย ตกลงหารือกันเสร็จ ท่านครับ เรากล่าวร้าย พันตํารวจโท ทักษิณ เอาเถอะครับ กล่าวไปเถอะครับ เพราะมันอยู่ในใจท่าน อยู่แล้ว แต่ว่า พลเอก เตีย บัญ เขาเป็นผู้นําต่างประเทศเขาเหมือนกัน ท่านอย่าทําอย่างนี้ ถ้าท่านทําอย่างนี้ให้ผมนั่ง ผมก็จะนั่ง ผมเชื่อท่านประธาน แต่คนอื่นจะขึ้นเป็นแผงครับ
ท่านสรรเสริญท่านอภิปราย ท่านพยายามอย่าไปพาดพิงบุคคลที่สาม ซึ่งเขาไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาชี้แจงนะครับ ท่านสรรเสริญเชิญท่านต่อเลยครับ
ท่านประธาน ดูเหมือนว่าเราจะ กลับมาสู่เรื่องเดิมครับ คือที่ผมพูดนี้ ผมนําข่าวมา แล้วก็ผมพูดชื่อพลเอก เตีย บัญจริงครับ แต่ถามว่า พลเอก เตีย บัญ เสียหรือไม่ ไม่มีความเสียหายอะไรเลยครับ เพราะเป็นรายงาน ข่าวที่ พลเอก เตีย บัญ พูดไปถึงอีกท่านหนึ่ง และประเด็นที่บอกว่าผมอภิปรายซ้ําซาก ท่านก็อย่าประท้วงสิครับ เพราะที่ผมต้องย้อนกลับมาสไลด์ที่ ๓ เหมือนเดิม เพราะเมื่อสักครู่ ผมโดนหยุดเมื่อสไลด์อันนี้ครับ ดังนั้นผมก็ย่อมมีสิทธิที่จะอภิปรายถึงเรื่องนี้ อีกประเด็นหนึ่ง นะครับ การเอาข่าวมาอภิปราย ตั้งแต่ผมเป็น ส.ส.มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ก็เห็นทุกท่านก็ทํากัน ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายเราฝ่ายเดียว ฝ่ายท่านตอนสมัยท่านเป็นฝ่ายค้านท่านก็ทําครับ เพียงแต่ครั้ง นี้บังเกิดมันมีชื่อของบุคคลสําคัญ ๑ ท่านขึ้นมา มันเลยมีปัญหา ถูกไหมครับ ลองดูสมัยก่อนสิ ครับ อภิปรายทุกเรื่องก็งัดข่าวหนังสือพิมพ์มาให้ความเห็นกันทั้งนั้น
ท่านอภิปรายไปเลยครับ
เชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ดุลยพินิจ
เชิญท่านอภิปรายต่อเลยครับ
ใช่ไหมครับ อย่างนั้นผมอภิปราย ต่อนะครับ อย่างนั้นก็ต้องย้อนกลับไปสไลด์ที่ ๓ เหมือนเดิม
อย่าได้ย้อนกลับไปไกล นะครับ เอาต่อนิดหน่อยนะครับ
ก็ย้อนตอนที่ผมโดนตัดบทครับ หลักฐานมัดพันตํารวจโท ทักษิณทําธุรกิจน้ํามันในอ่านไทยร่วมกับเขมร ก็ดีครับ ผมได้ย้อน ข้อนี้ผมจะได้อ่านดังขึ้น พลเอก เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมของกัมพูชา เผย พันตํารวจโท ทักษิณ เคยเสนออยากลงทุนโครงการ พัฒนาพลังงาน ถ้าอย่างนี้เดี๋ยวผมก็ย้อนอีกรอบหนึ่งครับ
ประท้วงนะครับ เอาคุณหมอก่อน หมอเชิดชัย เดี๋ยวตกลงกันก่อน ท่านจิรายุก็ได้ ข้างหน้า เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ไม่อยากไปประท้วงท่านบ่อย ๆ แต่ท่านก็ซ้ําซากตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ จริง ๆ ประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ อย่างนี้ครับ การเอาหนังสือพิมพ์มาที่ท่านว่านี้ไม่ผิดเลยครับ แต่การพาดหัว ถ้าเกิดผมเอามาบ้างว่ามีผู้นํารัฐบาลไทยสั่งฆ่าประชาชน แล้วผมเอามาขึ้นบ้าง ท่านประธาน มันไม่ได้ใช่ไหมครับท่านประธานครับ และที่สาระสําคัญก็คือตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลทําไมทําอะไรไม่ได้เลยหรือครับ
นั่งลงได้แล้วครับ
แล้วก็ประกาศชัดเจนแล้วถ้าเกิดมีการลงทุนในอ่าวไทยจริง จะบริจาคให้เงินมูลนิธิปัญญา อ่อน พวกท่านปัญญาอ่อนหรือเปล่าล่ะครับ
อย่างนี้ครับ ดอกเตอร์ สรรเสริญครับ ท่านไม่ต้องย้อนไปสไลด์ ๓ ของท่านนะครับ เลิกอ่านได้แล้วครับ ท่านไป เดินหน้าไปเลยครับ ท่านอย่าได้ซ้ําอีกนะครับ เชิญเดินหน้า เราจะไม่มีเกียร์ (Gear) ถอยหลัง เชิญครับ
สไลด์ที่ ๓ ผมยังไม่จบเลยครับ จะให้ผมไม่ย้อนได้อย่างไร และอีกอย่างหนึ่งที่ท่านจิรายุท้าผมมาว่าถ้าจะให้อ่านข่าว ให้อ่านข่าวทั้งหมด อย่าอ่านข่าวพาดหัว ผมรับคําท้านะครับ และในนั้นหนักกว่านี้อีกเอาไหม
ไม่ต้องแล้ว ท่านว่าของ ท่านไป
ผมอ่านได้หมดนะครับ
อย่างนี้ครับ ท่านสรรเสริญ ท่านว่าต่อไป ท่านอย่าได้ไปย้อน
ก็ย้อนตรงที่เขาหยุดผมครับ
ถ้าอย่างนั้นผมไม่อนุญาต เมื่อกี้ท่านอยู่ตรงไหนท่านไม่ต้องอ่านแล้ว เมื่อกี้ที่อ่านแล้วไม่ต้องอ่าน เดินหน้าไปเลยครับ
สไลด์ที่ ๓ ครับ พลเอก เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา เผย พันตํารวจโท ทักษิณ เคยเสนออยากลงทุนโครงการพัฒนาพลังงาน และรัฐบาลกรุงพนมเปญยินดีต้อนรับ อันนี้ ต่อนะครับ เปิดเผยระหว่างร่วมพิธีเปิดถนน
เดี๋ยวท่าน ถ้าอย่างนี้มันก็ไป ไม่ได้นะครับ เพราะว่าถ้าท่านอ่านตรงนี้มันก็จะมีคนประท้วง คือผมไม่อยากทําให้การ ประชุมเสียเวลาแล้วก็มันเกิดการที่ซ้ําซากนะครับ เพราะจะมีคนประท้วงตลอด ท่านจิรายุ ท่านประท้วงท่านก็อย่าได้ไปตวัดหัวตวัดหางนะครับ เอาตรง ๆ ก็แล้วกันนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หามิได้ ท่านประธานครับที่จะไปปกป้องท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ แต่เขาก็เป็นคน ๆ หนึ่ง นะครับในฐานะพลเมืองประเทศไทย คือท่านจะโกรธ ท่านจะเกลียด ท่านจะวนเวียนอยู่ รอบตัวนายกรัฐมนตรีทักษิณ แต่ท่านก็ต้องเข้าใจครับ การใช้ลักษณะเช่นนี้อ่านพาดหัวข่าว ถ้าผมเอาหนังสือพิมพ์บางฉบับที่เขาไม่ชอบพวกท่านมาอ่านบ้าง มันก็จะเกิดปัญหาครับ และที่น่าสนใจ ท่านประธานนิดเดียวนะครับ
ก็เห็นเอามาทุกทีครับ
สาระสําคัญก็คือว่าการลงทุนท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณจะไปลงที่ไหนมันไปหนักอะไร ใครครับ
พอกันแล้วนะครับ อย่างนี้ครับ ท่านจิรายุครับ เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวครับ ไม่ต้องประท้วงนะครับ ท่านสรรเสริญครับ ผมจะไม่อนุญาตแล้วนะครับที่ท่านได้เอาบุคคลที่สาม มาอ่าน ท่านไม่ต้องไปบอกนะครับ บุคคลที่สาม
ประธานท่านที่แล้วอนุญาตแล้วครับ
ไม่อย่างนั้นก็จะมี การประท้วงอย่างนี้นะครับ เดี๋ยวผมให้ท่านจิรายุประท้วงให้จบก่อนนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานครับ คือผมไม่ได้อยากกล่าวหาว่าท่านจะเจตนาอะไรเลยครับ แต่ผมเชื่อว่าท่านอภิปรายโดยความ บริสุทธิ์ใจ แต่ขอท่านได้ไหมครับว่าลักษณะการพาดหัวข่าวเช่นนี้ คือถ้าอย่างนี้มันก็จะเกิด บรรทัดฐาน ผมถามท่านประธานครับว่าถ้าเกิดผมอภิปรายคราวต่อไป ผมอภิปรายว่ากรณี ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ตอนสมัยที่ท่านเป็นรัฐบาลและเกี่ยวข้องกับกัมพูชา สื่อหลายฉบับ ก็พาดหัวแบบโจมตี ผมถามฝั่งโน้นจะประท้วงไหมครับ ถ้าไม่ประท้วง ผมจะนั่ง แล้วเดี๋ยวผม อภิปรายผมจะเอาบ้าง ท่านประธานวินิจฉัยตามข้อบังคับข้อ ๕ ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ
ท่านประธาน สมัยที่แล้วบอกว่าที่ ท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีก็มีการอภิปรายในลักษณะนี้เช่นกันครับ
เดี๋ยวผมวินิจฉัยก่อนนะครับ ท่านอย่าเพิ่งพูดนะครับ ผมขอวินิจฉัยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านอย่าได้กรุณาพาดพิงถึงบุคคล ที่ ๓ โดยไม่จําเป็นนะครับ เพราะบุคคลที่ ๓ ไม่มีโอกาสที่จะได้มาชี้แจงในที่ประชุมแห่งนี้ ผมว่าท่านมีเทคนิคนะครับ วิธีการจะพูดนะครับ ท่านอย่าได้อ่านนะครับ อย่าได้พาดพิง นะครับ ผมไม่อนุญาตให้ประท้วงครับ เชิญท่านดอกเตอร์สรรเสริญต่อไปครับ เพื่อความเข้าใจอะไรท่านประเสริฐครับ เดี๋ญวท่านจุฤทธิ์นั่งก่อน ให้ท่านประเสริฐ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรรศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ประการที่ ๑ นะครับขออนุญาต ประท้วงท่านประธานในการปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ทีนี้ ประการที่ ๒ ครับ คือท่านประธานต้องวินิจฉัย ผมไม่เห็นว่าสไลด์และที่ท่านสรรเสริญมาอ่าน จะเสียหายตรงไหน ท่านก็บอกว่า พลเอก เตีย บัญ เปิดเผยว่า พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ต้องการลงทุนธุรกิจพลังงานในกัมพูชา มันก็ไม่เห็นเสียหายอะไรนี่ครับ ท่านพิจารณาว่า เสียหายตรงไหนครับ ท่านบอกก่อนครับว่าเสียหายตรงไหน เดี๋ยวนะครับเดี๋ยวท่านตอบ ทีเดียว
ประการถัดมาครับ ท่านประธานเมื่อสักครู่ก็นั่งอยู่ ก่อนที่ท่านประธาน สมศักดิ์จะผลัดเปลี่ยนให้ท่านขึ้นมานั่งเป็นประธาน ท่านก็รับปากว่าสไลด์ที่คณะกรรมการ ได้ตรวจผ่านแล้วจะอนุญาตให้แสดงให้ครบถ้วน ท่านก็ได้ยินเหมือนผมครับ สมาชิกที่นี่ และเพื่อนผู้ฟัง ประชาชนทางบ้านก็ได้ยินพร้อมกัน และมันเสียหายตรงไหนครับ และทําไมต้องปฏิบัติเป็น ๒ มาตรฐาน รับปากกันอยู่ไม่ถึง ๑๐ นาทีเปลี่ยนเสียแล้ว มีหรือครับอย่างนี้ ฝ่ายค้านถูกต้มตลอดอย่างนี้ ท่านประธานอย่าเลยครับ อย่าทําให้เวลา มันผ่านไปนะครับ อะไรที่ไม่เสียหายช่วยวินิจฉัย อย่าวินิจฉัยแค่ประท้วงแล้วก็เบรก (Break) ผู้อภิปราย ผมคิดว่ามันเป็นการทําหน้าที่ที่ไม่ถูกต้องครับ ขอบคุณครับ
ท่านประเสริฐ ผมขอวินิจฉัย ๒ ประเด็นของท่านนะครับ ความจริงแล้วท่านดอกเตอร์สรรเสริญไว้อย่างไร ถ้าท่านอ่านดู ท่านก็จะรู้นะครับ แปรญัตติอย่างไรความจริงแล้วแปรญัตตินี้ซึ่งความจริงเอกสารหรือ หลักฐานที่เสนอไว้ที่ผมนั้นผมเป็นคนอนุญาตเมื่อเช้านี้ ผมถามเจ้าหน้าที่แล้วบอกว่ามันจะ เกิดความเสียหายไหม เมื่อเขามีคณะกรรมการ ผ่านมาแล้วโอเคผมก็อนุญาตตามนั้น เมื่อกี้ ท่านประธานสมศักดิ์ก็บอกว่าจะไม่อนุญาตถ้าพาดพิงถึงบุคคลที่สาม ประการแรก ประการที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าผมกับท่านสมศักดิ์นั้นวินิจฉัยคนละอย่าง ความจริงไม่หรอกครับ ผมนั่งฟังนะครับ แล้วผมก็บันทึกเอาไว้ ท่านวินิจฉัยว่าอย่างไรผมก็ว่าตามนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นท่านกรุณานะครับ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่ไปไม่ได้ เมื่อไปไม่ได้ปั๊บผมก็ต้องหารือ ที่ประชุมอีก ผมอาจจะไม่อนุญาตให้ท่านอภิปรายต่อก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นท่านดอกเตอร์ สรรเสริญ ขอความกรุณานะครับ ท่านอย่างได้เอาเอกสารหรือหลักฐาน หรืออ่านถึง บุคคลที่สามนะครับ ท่านอภิปรายท่านไปให้เป็นไปตามข้อบังคับประชุมและเป็นไปตามที่ ท่านได้ขอแปรญัตติไว้นะครับ เชิญครับ ท่านประเสริฐ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคงเข้าใจผิดครับ เดิมที ผมกราบเรียนท่านประธานสมศักดิ์ ท่านไม่อนุญาตจริง แล้วผมก็ลุกขึ้นมาถาม ๓ ข้อ แล้วท่านก็พอฟังข้อแรกท่านก็บอกว่าท่านเข้าใจ ผมบอกเข้าใจอย่างไรครับ เดี๋ยวฟังให้จบ ผมก็บอกว่า ข้อที่ ๑ ๒๗ กลุ่ม ท่านก็บอกได้ ข้อที่ ๒ ผมขอพาดพิง
เดี๋ยว ๆ ผมฟังอยู่นะ ๒๗ กลุ่ม ท่านไม่รับปากนะครับ ท่านไม่ได้รับปากเลยนะครับ
ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรครับ
ใช่ จะพูดอะไรก็พูดให้ตรง ๆ นะครับ
ไม่เป็นไร เราไม่ต้องเถียงกันครับ เพราะว่าไม่ใช่ประเด็นตอนนี้ที่เรากําลังพูดถึง แต่เพียงแต่ผมเท้า ให้เห็นว่า ๑. ผมพูดเรื่อง ๒๗ กลุ่ม ที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านเสนอ ๒. ผมพูดเรื่องพาดพิง บุคคลภายนอกได้เท่าที่จําเป็น ๓. ให้แสดงหลักฐานประกอบการอภิปราย ที่คณะกรรมการ ได้ตรวจผ่านเรียบร้อยแล้ว แล้วท่านประธานก็นั่งเมื่อสักครู่บอกเอง ว่าท่านอนุญาต แล้วท่าน ก็มานั่งตรงนี้ ท่านจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้อย่างไรครับ ประชาชนเขาฟังอยู่ทั้งประเทศ ๖๐ กว่าล้านคน ผมว่าวันนี้ ๓๐ ล้านคน กําลังฟังท่านประธานทําหน้าที่อยู่ ท่านประธาน รักษาเถอะครับ อะไรที่พูดไปแล้วเราเป็นลูกผู้ชายอยู่ในสภาด้วย เป็นนักการเมืองด้วย อย่าได้กลับคําพูดครับ ขอบคุณครับ
เอาละครับ ผมเป็น คนที่ตรงไปตรงมานะครับ คนฟังก็จะรู้นะครับ เพราะฉะนั้นผมบอกว่าท่านดอกเตอร์ สรรเสริญท่านอภิปรายต่อไปนะครับ ฉายสไลด์เท่าที่จําเป็น แล้วก็กรุณาอย่าได้พาดพิงถึง บุคคลที่สามให้มากนัก คือแตะได้แต่ว่าอย่าไปพาดพิงจนท่านอ่านทุกคําพูดอย่างนี้หรืออ่าน ซ้ําแล้วซ้ําอีก ท่านอย่าเลยนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นจะมีคนประท้วงอีก ผมจะอนุญาตให้ ท่านว่าต่อไปครับ นี่เวลาท่านใช้ไป ๒๕ นาทีแล้วนะครับ เชิญครับ
จริง ๆ หลังจากสไลด์ที่ ๓ ก็เหลือ อีกสไลด์เดียวสไลด์ที่ ๔ เท่านั้นนะครับ แล้วก็เนื้อหาก็ใกล้เคียงกันคือไม่ยาวมากนะครับ ต่อสไลด์ที่ ๓ ครับ พลเอก เตีย บัญ เปิดเผย ระหว่างร่วมพิธีเปิดถนน หมายเลข ๔๘
คืออย่างนี้ครับ ท่านไม่ต้อง อารัมภบท เพราะท่านขึ้นสไลด์ก็เห็นแล้วนะครับ ท่านไม่ต้องอ่านแล้วครับ
ก็สไลด์ที่ ๓ ยังไม่จบครับ
ไม่อย่างนั้นมันก็จะมีคน ประท้วงท่านอีกนะครับ ประท้วงที ลุกขึ้นมาทีมันจะเป็นกระตักอย่างนี้ครับ
ท่านประธาน ก็ท่านประธานได้ วินิจฉัยคําพูดแล้ว
เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านนั่งลงก่อนครับ ผมจะดูว่าเขาจะว่าอย่างไรต่อไป คนที่ดูทางบ้านก็จะรู้นะครับ ผมว่า คนที่บ้านก็รู้ท่านปล่อยนะ ท่านไม่ต้องประท้วง ผมก็ดูว่าเมื่อวินิจฉัยไปแล้วนะครับ ขอร้อง ไปแล้วท่านไม่ต้องแล้ว ท่านนั่งลงครับ ท่านนั่งลง นั่งลงครับ จะจบอยู่แล้วนะครับ ผมรู้ว่า ข้อบังคับนะครับ แต่ว่าถ้าอย่างนี้ปั๊บมันก็จะไม่สามารถ การประชุมสภาไม่สามารถเดิน ต่อไปได้นั่งลงได้แล้วครับ ดูต่อไปว่าเขาจะว่าอย่างไรนะครับ ดูเขา เอาเถอะนั่งลง นั่งลง นั่ง ลงครับ เดี๋ยวเราจะฟังเขาหน่อยว่าเขาว่าอย่างไรนะครับ เชิญท่านนั่งลงท่านขจิตร
(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านวรชัยนั่งลงครับ นั่งลงครับ นั่งลง ผมจะให้ประชาชนทางบ้านเขาได้ดูนะครับ ไม่เป็นไรครับท่านนั่งลง ไม่หรอกครับ เดี๋ยวท่านนั่งลงเถอะครับ ผมก็อยากจะรู้ว่าเขาจะพูดอย่างไรนะครับ ขอร้องแล้วนะครับ ว่าอย่าได้พาดพิงบุคคลที่สามนะครับ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่แล้วครับ นั่งลงได้ นั่งลงนะครับ เชิญท่าน ดอกเตอร์สรรเสริญ ว่าต่อครับ
ก็มีความจําเป็นที่จะต้องย้อนไป ๒-๓ คํานะครับ ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดว่า
อย่าย้อน ไม่ต้องย้อนแล้ว เดินหน้าเลยครับ
ต่อจากคราวที่แล้วนี้
อย่าย้อนนะ ขอร้องท่าน ย้อนมา ๓-๔ หนแล้ว ว่าต่อไปเถอะครับ
อย่างคราวที่แล้ว ผมพูดว่า พลเอก เตีย บัญ เปิดเผย ถ้าครั้งนี้ผมมาต่อว่าระหว่างร่วมนี้ท่านผู้ฟังจะต่อติดไหมครับ ก็ต้อง ย้อนให้ครบประโยคถูกไหมครับ
เขาฟังอยู่ เขาฟังอยู่ เขาต่อ ติดแล้วนะครับ ท่านก็ขึ้นสไลด์ท่านก็พูดต่อไป
เขาฟังไม่ได้เหมือนท่านประธาน ทุกคนนะครับ โอเค พลเอก เตีย บัญ เปิดเผยระหว่างการร่วมพิธีเปิดถนน หมายเลข ๔๘ ที่จังหวัดเกาะกงของกัมพูชา ภายในเครื่องหมายคําพูดนะครับ “คุณทักษิณเป็นนักธุรกิจ ที่มีศักยภาพหากเข้ามาลงทุนในกัมพูชาจริงจะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโต ต่อไป”
ไม่ต้องประท้วง เดี๋ยวจบปั๊บ ผมจะให้กรรมาธิการชี้แจง เดี๋ยวผมให้คุณขจิตรประท้วงผม ข้อบังคับอะไรว่าไปครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี มีศักดิ์และสิทธิตามข้อบังคับ ของสภานี้ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมฟ้อง ผมประท้วงท่านประธาน ผู้อภิปราย ตามข้อ ๔๓ ประเด็นที่ย้ําแล้วย้ําอีกคือเจตนาใส่ร้ายบุคคล หรือจะสารภาพว่าเจตนาสรรเสริญ เจตนา ใส่ร้ายทําให้คนเข้าใจผิด
ข้อที่ ๒ ผมประท้วงตามข้อ ๔๕ ประธานวินิจฉัยชัดเจนตั้งแต่ประธานสมศักดิ์ ซ้ําแล้วซ้ําอีกว่าไม่ให้มาแสดง แล้วผมขออนุญาตให้ท่านใช้ข้อ ๔๔ คนที่มีปัญหาก็ยุติ การอภิปราย เสร็จแล้วก็ให้ ส.ว. อภิปราย ที่ไม่มีปัญหา ถ้าไม่อย่างนั้นผมจะลุกขึ้น ปิดการประชุมอีก ผมไม่ฟังแล้ว
เอาอย่างนี้ครับ ท่านจุฤทธิ์ นั่งลงครับ อย่างนี้ครับ ผมคุยบอกท่านสรรเสริญมาครั้งนี้ครั้งที่ ๕ ที่ ๖ แล้วท่านไม่ต้องไป ย้อนนะครับ และท่านไม่ต้องพูดถึงบุคคลภายนอก นี่ท่านอ่านแล้วอ่านอีกนะครับ จนผมจํา ได้หมดแล้วว่าท่านจะอ่านว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นท่านเดินหน้าต่อไปนะครับ แต่ก็อย่าได้ ไปซ้ําอีกนะครับ ไม่อย่างนั้นประท้วง ถ้าประท้วงมากผมก็จําเป็นต้องใช้อํานาจตามข้อบังคับ ก็คือไม่อนุญาตให้ท่านอภิปราย แล้วผมก็จะให้คนอื่นอภิปรายต่อนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานพูดเหมือนผมเป็น ผู้ร้ายเลยครับ
ไม่ใช่ เป็นพระเอก
ที่ผมต้องย้อนประมาณ ๒-๓ คํานี่ ให้ครบประโยคเพราะมีคนประท้วง และถ้าผมต่อคํา ๆ ท่านผู้ฟังทางบ้านจะทราบเนื้อหา ไหมครับว่ามันมาจากอะไร ข่าวสุดท้ายแล้วครับ ขอสไลด์ที่ ๔ ครับ พาดหัวข่าวว่า ที่สุดก็ เป็นเรื่องจริง ก่อนหน้านี้ พลเอก เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม ได้เปิดเผยข้อมูลว่า พันตํารวจโท ทักษิณ จะใช้ฐานที่เกาะกงเพื่อทําธุรกิจพลังงานดังกล่าว ผ่านบริษัท เพิร์ล ออยล์ ที่มีผู้ถือหุ้นคือ กลุ่มเทมาเส็ก ของสิงคโปร์ ซึ่งผู้ถือหุ้น
ท่านหยุดตรงนี้ก่อนครับ มีผู้ประท้วงท่าน เดี๋ยวท่านวรชัยครับ ประท้วง เชิญท่านวรชัยครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงตาม ข้อ ๙๙ ครับ เพราะว่าสิ่งที่ผู้อภิปรายกําลังดําเนินการอยู่นั้นไม่มีในคําสงวนไว้เลยครับ การอภิปรายนี่จะต้องพูดในถ้อยคําที่ท่านได้สงวนไว้ครับ มาตรา ๑๙๐ ผู้อภิปรายได้สงวนไว้ ว่าหนังสือใดมีบทบัญญัติเปลี่ยนแปลงหรือพื้นที่นอกประเทศ ไทยมีสิทธิหรือสิทธิอธิปไตยมี เขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออก พระราชบัญญัติให้เป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าการลงทุน หรือมี บทการเปลี่ยนแปลงในการคุ้มครอง หรือการจัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ จะเห็นว่าที่ท่าน อภิปรายอยู่ไม่มีอยู่ในคําสงวนคําแปรญัตติไว้เลย เพราะฉะนั้นท่านทําผิดข้อบังคับที่ ๙๙ ครับ ขอให้ท่าน ขอให้ท่านพิจารณาด้วยครับ
ผมขอวินิจฉัยนะครับ เมื่อสักครู่ผมบอกท่านดอกเตอร์สรรเสริญแล้วว่าท่านแปรญัตติว่าอย่างไร ท่านก็อภิปรายไป เมื่อท่านจะไปเกี่ยวพันอะไรบ้างก็ไม่ได้ว่า แต่ว่าขอร้องอย่าได้กล่าวพาดพิงหรืออ้างถึงบุคคล ที่สามซึ่งไม่ได้อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ ผมเพียงแต่ขอร้องอย่างนั้น ถ้าท่านยังไม่ฟัง ถ้าท่านทํา อย่างนี้ตลอดไป ผมจําเป็นที่จะต้องเปลี่ยนจากทางนี้ไปอยู่ทางนี้ ให้ทางนี้อภิปราย เพราะฉะนั้นขอความร่วมมือนะครับ
(นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านกุสุมาลวตีประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงผู้อภิปรายทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ว่า การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นหรือเกี่ยวกับประเด็นที่กําลังปรึกษา แล้วก็ไม่ฟุ่มเฟือย เนื่องจากหลักการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการทําหนังสือสัญญานานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลผูกพันการค้าการลงทุนหรืองบประมาณของประเทศ เพราะฉะนั้นการที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณจะไปคุยเจรจากับใคร มันก็เป็นเรื่องของ ส่วนตัว เป็นสิทธิ เพราะฉะนั้นตรงนี้นั้นไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่เราแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๙๐ เลยค่ะ ขอท่านประธานจงโปรดวินิจฉัย ขอบพระคุณค่ะ
ผมก็วินิจฉัยแล้วครับว่า ให้อยู่ในประเด็นที่เขาขอแปรญัตติ วินิจฉัยไปแล้วนะครับ แล้วก็ถ้าท่านจะต้องกล่าวอ้างถึง หลักฐานหรือเหตุการณ์อะไรประกอบบ้างได้ แต่ว่าอย่าได้ไปกล่าวถึงบุคคลที่สามซึ่งเขาไม่ได้ อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ทําให้เกิดความเสียหาย แล้วถ้าท่านยังไม่ฟัง ผมจําเป็นที่จะต้องยุติ การอภิปรายของท่าน เพราะฉะนั้นท่านได้อภิปรายต่อ ท่านอย่าได้กล่าวถึงบุคคลที่สาม นะครับ ท่านสรรเสริญอีกครั้งหนึ่งครับ
ดูเหมือนว่าเรากลับมาสู่จุดเดิม อีกครั้งหนึ่งครับท่านประธาน และผมก็คิดว่าท่านผู้ฟังทางบ้านเขาไม่โง่หรอกครับ เพราะข้อ กล่าวหาที่ ๒-๓ บอกว่าผมอภิปรายนอกประเด็นผมได้ชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ร่วม ๒-๓ รอบแล้ว ผมคิดว่าท่านที่ประท้วงผมนี่ไม่ทราบว่าอยู่ในขณะที่ผมชี้แจงหรือไม่ หรือว่าถ้าอยู่ แสดงว่า แกล้งไม่เข้าใจ เพราะสิ่งที่ผมได้สงวนความเห็นเอาไว้นี้ผมได้เพิ่มทางด้านพลังงานเข้าไปให้ เป็นอํานาจของสภาในการตัดสิน อันนี้ก็จะเป็นครั้งที่ ๔ ที่ผมชี้แจงแล้วครับ ให้เป็นอํานาจ ของสภาเป็นการตัดสิน แทนที่จะเป็น ครม.
คืออย่างนี้ครับ ท่านก็ชี้แจง อย่างที่ท่านพูดอย่างนี้ครับว่าทําไมท่านบอกว่าอันนี้เข้ามา ท่านไม่ต้องไปอ่านหนังสือ หรอกครับ เอเอสทีวี (ASTV) หรือหนังสืออะไรที่ท่านเอาขึ้นมาท่านไม่ต้องหรอกครับ
ท่านประธาน แล้วทีท่านประธาน ให้เขาประท้วงผมในประเด็นเดิมละครับ ผมไม่ได้อภิปรายนอกประเด็น นี่ตรงประเด็นชัด ๆ ครับ
ผมให้ทางนี้ประท้วงนี้ครับ
ประท้วงขึ้นมาก็ประเด็นเดิม
ผมให้ทางนี้ประท้วง เพราะท่านจะไม่ยกมือขึ้นประท้วงไม่ได้ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดแพร่ ในฐานะของ สมาชิกรัฐสภา ผมคงต้องขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ คือวันนี้จริง ๆ ต้องเรียนว่า ท่านประธานก็ทราบข้อบังคับอยู่แล้ว วันนี้ท่านกําลังบอกว่าให้กล่าวพาดพิง หนังสือพิมพ์ เหมือนที่ท่านพายัพ ปั้นเกตุ พูด มันมีค่าย ท่านดูหนังสือพิมพ์ท่านรู้อยู่แล้วว่าหนังสือพิมพ์ ค่ายอะไรเป็นค่ายอะไร ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรผมคิดว่าท่านก็ทราบ แล้วผมเองต้องเรียน ท่านประธานว่าปกติผมไม่ลุกขึ้นประท้วงหรอก แต่วันนี้บรรยากาศที่ดีมาแล้วมันเกิด บรรยากาศที่วันนี้เกิดความวุ่นวายจนกระทั่งจะมีการปิดอภิปราย ก็เพราะท่านประธาน ใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจที่ปล่อยให้มีการนําเอาหนังสือพิมพ์ที่เลือกข้างขึ้นมา จริง ๆ ผมรับฟังดูท่านก็รู้ว่าท่านพันตํารวจโท ทักษิณ ไม่มีความประสงค์จะลงในธุรกิจเกี่ยวกับ พลังงานของกัมพูชาแต่อย่างใดเลย และเป็นที่เราทุกคนในประเทศไทยรับทราบเรื่องนี้หมดว่า ไม่มีอย่างแน่นอน มีผู้ออกมาพูดว่าถ้ามีก็จะยกให้กับมูลนิธิปัญญาอ่อนหรือให้เป็นร้อยล้าน อันนี้มีหมด ท่านรู้อยู่แก่ใจว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นความจริง แต่ท่านก็ปล่อยให้มีการนําเรื่องนี้ ขึ้นมาพูด ดึงจากหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีขึ้นมา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจขึ้นมา ทั้งที่ไม่รู้ว่า เป็นข้อเท็จจริงหรือเปล่า สิ่งนี้ละครับที่ทําให้สภาเกิดปัญหา เกิดความวุ่นวาย จึงขอให้ ท่านประธานใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจเถอะครับว่า ถ้ายังดึงเอาข่าวจากหนังสือพิมพ์ ที่เลือกข้างออกมา มาอภิปรายในสภา ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงเราก็ทราบอยู่ว่าไม่เป็นอย่างนั้น เลยนะครับ ผมคิดว่าท่านประธานจะต้องตัดสินใจครับว่าปล่อยให้อภิปรายแบบนี้ต่อไปอีก คงไม่ได้นะครับ ต้องขอเรียนท่านประธานช่วยตัดสินใจครับ
ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ ผมจะให้ท่านดอกเตอร์สรรเสริญได้อภิปรายต่อไป แต่ว่าถ้าท่านไปพาดพิง แล้วมีคน ขึ้นประท้วงอีก ผมจะใช้อํานาจ ปกติผมไม่ชอบใช้อํานาจครับ อํานาจที่ท่านให้ผมแล้วผมก็จะได้ยุตินะครับ ดอกเตอร์สรรเสริญท่านอภิปรายของท่านต่อ นี่ให้โอกาสท่านหลายครั้งแล้วนะครับ
(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ เชิญท่านดอกเตอร์สรรเสริญครับ
ข้างโน้นทําไม ท่านให้ประท้วงได้ละครับ
ดอกเตอร์สรรเสริญครับ
มีคนประท้วงอยู่ครับ ท่านประธาน
ทําไมฝั่งโน้น ท่านให้ประท้วงละครับ
ท่านจุฤทธิ์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมใคร่ประท้วงท่านประธาน ในข้อ ๕ ท่านประธานครับ ท่านประธานสั่งให้ผมนั่งขณะที่ผมประท้วง ถ้าท่านสั่งครั้งนี้อีก เป็นครั้งที่ ๕ ครับ แต่ที่ผมไม่ยอมนั่งเพราะว่าอะไรครับ เพราะท่านเปิดโอกาสให้สมาชิก อีกฟากหนึ่งประท้วงติดต่อกัน ขออภัยที่เอ่ยนามครับ ท่านพายัพ ปั้นเกตุ ท่านขจิตร ท่านจิรายุ ท่านวรชัย มาถึงท่านวรวัจน์ครับ
อย่างนี้ครับ ท่านจุฤทธิ์ คือถ้าท่านอภิปรายไม่ไปพาดพิงบุคคลที่สาม ไม่เอาหนังสือพิมพ์มาอ่านซ้ําแล้วซ้ําอีกนะครับ มันก็จะมีคนประท้วงเรื่อย ๆ พอประท้วงมันก็ไปไม่ได้ เมื่อไปไม่ได้แน่นอนนะคนที่เป็น ประธานที่ประชุมนั้นต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ผมจําเป็นที่จะต้องให้ยุติการอภิปราย แล้วก็ให้ท่านอื่นอภิปรายนะครับ มิเช่นนั้นมันก็จะไม่สามารถประชุมได้ต่อไป อันนี้ผมขอเรียนให้ท่านเข้าใจนะครับ ท่านจุฤทธิ์ครับ
ท่านประธานครับ ผมต่อประเด็นเดิมครับ ท่านให้อีกฟากหนึ่งอภิปรายประท้วง ๖ ท่าน ที่สําคัญทั้ง ๖ ท่านในประเด็นเดิมครับ ท่านประธานต้องเปิดข้อ ๕ ท่านครับมีอยู่ ๒ เรื่องข้อ ๕ ครับ ๑. เป็นอํานาจประธาน ท่านวินิจฉัยแล้วว่าให้ท่านสรรเสริญอภิปรายต่อได้ แต่มีผู้ลุก ขึ้นประท้วงถึง ๖ ท่านติดต่อกัน นั่นข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ใน (๖) ท่านประธานดูสิครับ อํานาจของ ประธาน คือแต่งตั้งกรรมการเพื่อดําเนินกิจการใด ๆ กิจการใด ๆ ดังกล่าว คืออนุญาตให้เปิด แผ่นภาพได้ อนุญาตให้เปิดคลิปได้ ท่านก็ตั้งเองใน (๖) นี้ครับ เพราะฉะนั้นท่านยืนยัน คําวินิจฉัยแล้วว่าให้เปิดได้ อภิปรายได้ ก็ต้องให้สมาชิกเปิดและอภิปรายต่อ ท่านต้องห้าม ไม่ให้สมาชิกท่านอื่นลุกขึ้นประท้วง ถ้าท่านดําเนินการอย่างนี้ได้ ผมคิดว่าใช้เวลาอีกไม่นาน สภาก็เดินหน้าได้ แล้วจะได้ให้ท่านวุฒิสมาชิกได้อภิปรายต่อไป แต่ถ้าท่านชายหางตา เขาทําท่าจะยกมือท่านก็ตกใจให้ประท้วงเสียแล้ว อย่างนี้สภาก็เดินหน้าไม่ได้ ขอบคุณครับ
ผมจะอนุญาตให้อภิปรายต่อ แต่ว่าอย่าได้พาดพิง อย่าได้เอาหนังสือมาอ่านพาดพิงถึงบุคคลที่สาม ผมพูดแล้วพูดอีก ท่านก็ไม่ฟัง เมื่อท่านอ่านนะครับ พลเอก เตีย บัญ อย่างนั้น คนอื่นเขาก็ประท้วงอีก ก็คือ ถ้าท่านไม่ได้อ่านท่านอภิปรายของท่านไป ไม่พาดพิงบุคคลที่สาม แล้วผมเชื่อว่าคนที่เป็น ดอกเตอร์สามารถที่จะปรับ ที่จะไม่ต้องอ่านหนังสือก็ได้นะครับ อย่างนี้นะครับ มันก็จะทําให้ คนไม่ประท้วง พอประท้วงปั๊บ ถ้าผมไม่เรียกเขา ไปให้เขา เขาก็บอกเอกสิทธิ์ของเขา ซึ่งอย่างนี้สภาก็ไม่สามารถจะประชุมต่อไปได้ เมื่อประชุมต่อไม่ได้ ผมทําหน้าที่ประธานที่ ประชุมก็จําเป็นที่จะต้องใช้มาตรการที่จะต้องยุติการประชุม แล้วก็ยุติการอภิปรายแล้วก็ให้ ท่านอื่นอภิปรายนะครับ เพราะฉะนั้นขอร้องท่านดอกเตอร์สรรเสริญนะครับท่านได้อภิปราย นะครับ ท่านพายัพนั่งลงเถอะครับ อภิปรายได้นะครับ แต่ผมบอกแล้วท่านอย่าได้อ่านอีกนะ ครับ ถ้าอ่านอีกคนลุกขึ้นมาอีก ผมจะยุติเรื่องนี้
ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานติดตามการอภิปรายตั้งแต่แรกของผม ผมไม่ได้อ่านนะครับ แต่ที่ผมนําสไลด์ และนําหัวข้อข่าวมาแสดงให้เห็นนี้ เพราะผมต้องการให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านเห็นว่าผมไม่ได้ คิดไปเอง ตั้งแต่แรกเกือบชั่วโมงครับ ไม่ได้อ่านเลย แต่นี่เป็นหลักฐานที่ผมนํามาแสดงเท่านั้น และมีความจําเป็นจะต้องอ่าน แต่เอาละครับ ถ้าอยากจะให้ท่านประธานสบายใจขึ้น ผมไม่ระบุก็ชื่อแล้วกัน อย่างนั้นได้ไหมครับ เอาละครับ ในที่สุดมันก็เป็นเรื่องจริง แล้วอันนี้ เป็นอันสุดท้ายแล้ว ก่อนหน้านี้ พลเอก ต. รองนายกรัฐมนตรีกลาโหมได้เปิดเผยว่า พันตํารวจโท ท. ใช้ฐานที่เกาะกงเพื่อทําธุรกิจพลังงานดังกล่าวผ่าน บริษัท เพิร์ล ออยล์ ที่มีผู้ถือหุ้นคือกลุ่มเทมาเส็ก ของสิงคโปร์ ซึ่งซื้อหุ้นชินคอร์ป ๗๓,๐๐๐ ล้าน จากตระกูล ช. ในนี้มีลิงค์ (Link) มีอะไรครบ ดูได้นะครับ ไม่ได้กรุขึ้นมาเอง แล้วก็อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่า จริง ๆ แล้วมันก็เกือบจะจบแล้ว อยากจะขอโอกาสนี้เรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ที่สักครู่ท่านกรุณาชี้แจงว่ากรรมาธิการให้ความสําคัญในเรื่อง ของทั้งทรัพยากรพลังงานและสิ่งแวดล้อม บอกว่ากกกันเรื่องนี้ยาว ถกกันยาวจริงครับ แต่ให้ความสําคัญหรือไม่ ไม่ให้ครับ ท่านบอกว่าเราสามารถจะเอามาบัญญัติไว้ในกฎหมาย ลูกตามรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา ๑๙๐ ฉบับนี้ ผมคิดว่าถ้าท่านไปดูในวรรคสามของมาตรา ๓ ที่ผมเสนอแก้ไขนี่ครับ กฎหมายลูกจะออกมาเฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นตามวรรคสองเท่านั้น ก็คือ ในเรื่องของสนธิสัญญาการเปิดเสรีการค้าการลงทุน แล้วก็มีในเรื่องของเขตแดนเท่านั้นครับ ในเรื่องสิ่งแวดล้อม พลังงาน และทรัพยากร ไม่อยู่ในขอบเขตที่จะต้องออกกฎหมายลูกตาม ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และขอย้ําอีกครั้งหนึ่ง เป็นอํานาจของ ครม. นี่ครับ เป็นเหตุผลที่ ผมอภิปรายมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ว่าในเรื่องของทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและโดยเฉพาะพลังงาน มันมีความสําคัญอย่างยิ่ง เผลอ ๆ จะสําคัญกว่าการเปิดเสรีทางด้านการค้าและการลงทุนที่ ท่านให้มาอยู่ในรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ํา เพราะกระทบจํานวนประชาชนมากกว่าครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะชี้นําให้เพื่อนสมาชิกเห็นก็คือ นอกเหนือจาก จะกระทบมากกว่าแล้ว อย่างเช่นกรณีพลังงานที่เราจะแบ่งผลประโยชน์ทางด้านที่ทับซ้อน ทางทะเล เผลอ ๆ ทั้งปีทั้งชาติทําสนธิสัญญาครั้งเดียวเท่านั้น เหตุใดท่านถึงนําเข้าสภาไม่ได้ ในขณะที่เอฟทีเอกระทบน้อยกว่าและทําหลายครั้ง แต่ทําไมท่านนําเข้าสภา ข้ออ้าง ที่ท่านบอกว่ากลัวนําเข้าสภาแล้วงานจะเยอะเกินไป มันไม่ใช่หรอกครับ ดังนั้นผมก็ขอจบ อภิปรายไว้เพียงเท่านี้ แล้วก็ขอให้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากและก็เพื่อนสมาชิกช่วยกัน พิจารณา เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ นําทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและพลังงานกลับเข้ามา ในมาตรา ๑๙๐ นี้ ขอบคุณครับ
กรรมาธิการชี้แจงไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข ในฐานะกรรมาธิการ ประเด็นที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปสักครู่นี้ ใช้เวลานานนะครับ ที่พยายามจะอธิบายว่าทําไมจึงไม่บรรจุเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องพลังงาน เข้ามาอยู่ในมาตรานี้ด้วย ผมก็จําได้ว่าในชั้นของการพิจารณานั้นได้มีการพูดกันคุยกันเรื่องนี้ หลายครั้งมาก แล้วก็ได้ชี้แจงให้ท่านสมาชิกที่สงสัยนะครับ ได้ชี้แจงว่าในกฎหมายฉบับนี้ มันมีข้อความอื่นที่ครอบคลุมในเรื่องนี้อยู่นะครับ ท่านประธานครับ เพื่อให้สมาชิกได้รับฟัง ข้อมูลจากผู้แทนจากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและก็เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องกฎหมายนี้ โดยตรงอยู่นะครับ ผมขออนุญาตท่านประธานได้อนุญาตให้ทั้ง ๒ ท่านได้พูดข้อเท็จจริง ให้พวกเราฟังก่อน เชิญข้อกฎหมายอื่น ๆ ผมจะขอโอกาสชี้แจงสภาต่อไปครับ ขออนุญาต ท่านประธานครับ
เชิญท่านนิพนธ์ ฮะกีมี ได้ชี้แจงครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานรัฐสภาครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาครับ กระผม นายนิพนธ์ ฮะกีมี รองเลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ไม่ได้เป็นกรรมาธิการตามรัฐธรรมนูญ เป็นไม่ได้อยู่แล้วนะครับ แต่ทางชั้นกรรมาธิการนั้น กรรมาธิการได้เชิญให้มาชี้แจงและดูแลร่างรัฐธรรมนูญ การแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ประเด็นที่ทางสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและตัวกระผมเอง ก็เป็นห่วงไม่น้อยกว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายก็คือเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมนั้นเดี๋ยวสักครู่จะมีท่านกรมสนธิสัญญาและกฎหมายชี้แจง ผมเองก็จะ กราบเรียนเรื่องพลังงานเสียก่อนนะครับว่าร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเป็นไปที่ เหมาะสมและครอบคลุมสิ่งที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้เป็น กังวลอยู่ ครอบคลุมถึงนะครับ โดยที่ไม่ต้องกําหนดลงไปในรายละเอียด โดยผมจะขอชี้แจง ใน ๒ ประเด็นดังนี้นะครับ
ร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนี้ครอบคลุมการนําพลังงานในพื้นที่ทับ ซ้อนมาใช้ประโยชน์หรือไม่ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเห็นว่าร่างของคณะกรรมาธิการเสียง ข้างมากไม่ได้ใช้คําว่า พลังงาน ไว้ จะทําให้การนําพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนมานี้ หลุดจากการ ตรวจสอบของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๙๐ มีอยู่เดิม ผมกราบเรียนว่าการนําพลังงานหรือ ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนออกมาใช้ประโยชน์ มีกระบวนการ ดําเนินการดังนี้นะ ครับ เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็เคยทําอยู่กับมาเลเซียในอ่าวไทย คือ เอ็มทีเจเอ (MTJA) ถ้าเผื่อท่านรู้จักจอยท์ ดีเวลอปเมนท์ (Joint Development) กับ มาเลเซีย และในประเทศอื่น ในกรณีพื้นที่ทับซ้อนก็จะทําเช่นกันนะครับ ฉะนั้นในพื้นที่ทับ ซ้อนไม่มีใครสามารถจะเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ได้ในระหว่างที่ยังไม่มีการจัดตั้งองค์กร ร่วมขึ้นมานะครับ ทุกอย่างจะต้องอยู่ในนั้น ใครจะเข้าไปใช้ทรัพยากรบนพื้นที่ทับซ้อน ทางฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นรัฐอาณาเขตซึ่งเคลม (Claim) อาณาเขตเหมือนกันก็จะอ้างว่าอันนี้เป็น พื้นที่ของฉันฉะนั้นจะต้องมีขั้นตอนแรกคือตกลงกันอย่างที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ กล่าวถึงเอ็มโอยูแล้วก็มีการยกเลิกเอ็มโอยูไป แต่เอ็มโอยูไม่ใช่ตัวสําเร็จเด็ดขาดที่มีเอ็มโอยูนี้ แล้วใครจะเข้าไปหาแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนได้นะครับ ขั้นตอนต่อมาเมื่อตกลงกัน ได้แล้วจะต้องตราพระราชบัญญัติ ที่เรียกว่าพระราชบัญญัติองค์กรร่วม ถ้าเผื่อไทย-มาเลเซีย ก็องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย มีพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ในพระราชบัญญัติ องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียนี้ก็จะประกอบด้วยคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยรัฐทั้งสอง โดย สัดส่วนที่เท่าเทียมกัน และมีอํานาจหน้าที่ในการดูแลการแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อน เพื่อเอาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน แต่เป็นเรื่องรัฐที่จะเข้าไปดูแลในพื้นที่ทับซ้อน ดังนั้น เอกชนใดก็แล้วแต่จะเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อนไม่ได้ในช่วงที่ยังไม่มีการจัดตั้งโดย พ.ร.บ. ถามว่า พ.ร.บ. นี้ผ่านสภาไหม พ.ร.บ. นี้ก็ต้องผ่านสภาเป็นสนธิสัญญา ผ่านสภา จะต้องตราเป็น พระราชบัญญัติต้องผ่านสภา ผ่านรัฐสภา ฉะนั้นถ้อยคําของร่างกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมี สิทธิอธิปไตยหรือเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติ นี่อย่างไรครับ หรือว่าจะต้องออกพระราชบัญญัติ ดังนั้น ในการแสวงหาประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อน อย่างไรก็แล้วแต่จะต้องตรา เป็นพระราชบัญญัติ อันนั้นผมเองก็ได้กราบเรียนชี้แจงต่อกรรมาธิการเสียงข้างน้อยไปแล้วว่า กฤษฎีกาเห็นแล้วว่าทุกอย่างมันครอบคลุมในพื้นที่ทับซ้อนนี้ไม่มีปัญหาใด ๆ นะครับ ที่ร่าง กรรมาธิการเสียงข้างมากจะละเลยไปนะครับ อันนี้เป็นประเด็นแรกนะครับ
ในประเด็นที่ ๒ ผมก็กราบเรียนว่าเอกชนนี้จะมาแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่ ทับซ้อนได้หรือไม่ ผมเองอยากจะกราบเรียนว่ามาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นเรื่องสนธิสัญญา เมื่อเป็นเรื่องสนธิสัญญา ผมก็กราบเรียนว่าสนธิสัญญานั้นตามนิยามของสนธิสัญญา ตามเวียนนา คอนเวนชั่น ๑๙๖๙ (Vienna Convention 1969) ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (เอ) (A) นะครับ ได้นิยามคําว่า สนธิสัญญา หมายถึงความตกลงระหว่างประเทศนะครับ ซึ่งได้ทําขึ้นระหว่างรัฐ เป็นลายลักษณ์อักษร และอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้นการที่เอกชนจะเข้าไปใช้ประโยชน์ ในพื้นที่ทับซ้อนนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ เลยนะครับ และไม่เกี่ยวกับมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ประการใด และมาตรา ๑๙๐ นี้เป็นห่วงแต่เพียงว่าระหว่างรัฐ ต่อรัฐด้วยกัน ฉะนั้นเอกชนที่ท่านกล่าวถึงว่าจะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อน เอกชนพอมาทําความตกลงกับรัฐมันไม่เข้า มาตรา ๑๙๐ และไม่เข้ากับการแปรญัตติของที่ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยแปรญัตติด้วย อันนี้เป็นหลักใหญ่นะครับ โดยเฉพาะ ผมอยากจะให้ท่านดูว่า มาตรา ๑๙๐ คือเรื่องสนธิสัญญาโดยแท้ ตามเวียนนา คอนเวนชั่น ๑๙๖๙ ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (เอ) กระผมเองก็ด้วยความเคารพท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมก็ชี้แจงอย่างนี้ในชั้นคณะกรรมาธิการนะครับ แล้วผมก็กราบเรียนว่าผมเองก็เป็นผู้แทน ของกฤษฎีกา ก็เป็นนักเทคนิคเชี่ยน (Technician) ก็ไม่ถึงขั้นกําหนดนโยบายอะไร แต่ผมเองก็มีหน้าที่ดูแลกฎหมายและดูแลทุกอย่าง ผมเองก็อยู่ในอนุกรรมการในองค์กรร่วม ไทย-มาเลเซีย ในการดูแลข้อกฎหมายนะครับ ก็เลยรู้รายละเอียดของพวกนี้ทั้งหมด และขณะเดียวกันก็อยู่ในอนุกรรมการดูแลพื้นที่ทับซ้อนอยู่นะครับ อันนี้ก็ได้กราบเรียนต่อ ที่ประชุม ก็สรุปอีกครั้งหนึ่งว่า ร่างคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากครอบคลุมหมด แล้วก็ ไม่มีใคร เอกชนผู้ใดที่จะเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อนได้นะครับ หากยังไม่มีการตราเป็นพระราชบัญญัติ ที่ต้องผ่านรัฐสภาก่อน ฉะนั้นรัฐสภาจะมีอํานาจดูแลทั้งหมดนะครับ ทีนี้ก็เหมือนกับร่างที่ ทางท่าน ขออนุญาตเอ่ยนามได้ไหมครับ ท่านดอกเตอร์สรรเสริญได้เป็นห่วงนะครับเพราะว่า จะเหมือนกันนะครับ ขอบพระคุณครับ แล้วก็จะมีผู้แทนกรมสนธิสัญญา ท่านจะขอชี้แจง เรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ขอบพระคุณครับ
ท่านอธิบดีครับ จากกรมสนธิสัญญา เดี๋ยวให้เขาชี้แจงก่อนนะครับ เดี๋ยว ๆ ให้เขาชี้แจง แล้วค่อย
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรตินะครับ กระผม นายไกรวี ศิริกุล
ท่านรองอธิบดีครับ เดี๋ยวครับ ให้ทางท่านดอกเตอร์สรรเสริญได้ชี้แจงในประเด็นของเรื่องนี้ก่อนนะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สรรเสริญ สมะลาภา ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ และสมาชิกรัฐสภา อยากจะขอความกรุณาท่านประธานนะครับ เอาเรื่องพลังงาน ให้เสร็จก่อน แล้วก็หลังจากนี้ถ้าจะเป็นเรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ผมก็พร้อมที่จะรับฟัง จากท่านนะครับ แต่ว่าประเด็นทางเรื่องพลังงานนี้ อย่างที่ท่านผู้แทนกรมสนธิสัญญา ได้ชี้แจงมา ถูกต้องนะครับ แต่มันถูกต้องในกรณีปกติ ก็คือท่านชี้แจงมาว่า แบ่งเขตแดน เสร็จก่อน ซึ่งจะแบ่งเขตแดนนี้ต้องออกเป็น พ.ร.บ. ถูกไหมครับ และการออก พ.ร.บ. ก็คือ ผ่านสภา หลังจากในเรื่องเขตแดนจบแล้วค่อยเข้าไปหาผลประโยชน์ในเขตแดนนั้น ซึ่งในเรื่องขั้นที่ ๒ ไม่ผ่าน อันนั้นผมไม่ได้ติดใจอะไร แต่ที่ผมติดใจคือในกรณีของพื้นที่ ทับซ้อนไทย-กัมพูชา นี้ครับ กรรมวิธีในการแบ่งเขตแดนยังไม่เสร็จและพูดตามตรงว่าผม ไม่ทราบว่าจะเสร็จเมื่อไร เพราะมันมีข้อขัดแย้งกันมายาวนาน ตั้งแต่เอ็มโอยู ๒๕๔๔ ที่ทําไป แล้วก็ไปลากเส้นผ่านเกาะกูด พอมาถึงรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ ท่านก็ยกเลิกไป เพราะฉะนั้นแนวโน้มก็คือว่าเรื่องแบ่งเขตแดนทางทะเลไม่เสร็จง่าย ๆ ครับ แต่มันมีวิธี ในการที่ในเมื่อพื้นที่ยังเป็นพื้นที่ทับซ้อนอยู่ยังไม่รู้จะเป็นดินแดนของใคร แต่ทรัพยากรธรรมชาติที่สูบออกมานี้สามารถมาแบ่งกันได้ตามอัตราเปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ละครับ ที่เราเป็นห่วง ถึงผมใส่คําว่าพลังงานลงไปในมาตรา ๑๙๐ ไม่อย่างนั้นจะมีข่าวออกมา ได้อย่างไรครับ ต่อรองกันแต่ละทีบางท่านบอก ๗๐:๓๐ ไทยได้ประโยชน์ บางท่านบอก ๘๐:๒๐ กัมพูชาได้ประโยชน์ บางท่านบอก ๕๐:๕๐ อัตราการต่อรองตรงนี้เป็นข่าว อยู่เรื่อยมา และก็ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลชุดนี้ชุดเดียวนะครับ มีมาตั้งแต่รัฐบาลท่านทักษิณ อัตราเปลี่ยนไปเรื่อย ตรงนี้ละครับที่ผมเป็นห่วง เพราะเขตแดนไม่จบง่ายครับ แต่การแบ่ง ผลประโยชน์ออกมาจากดินแดนที่มีพื้นที่ทับซ้อน ถ้าไม่ผ่านสภา เป็นอํานาจของ ครม. ก็อย่างที่ผมอภิปรายไปว่าก็เกรงว่าจะมีคนที่มีอํานาจเหนือกว่ามาบังคับ แล้วก็ไปขอ ผลประโยชน์จากกัมพูชา นี่ละครับเป็นประเด็นที่เป็นห่วง
ท่านเกียรติครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม เกียรติ สิทธีอมร สมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เรื่องพลังงานที่ท่านได้ กรุณาอธิบายให้พวกเรารับฟังมันเป็นเพียง ๑ โมเดล (Model) เท่านั้นในโลกนี้ครับ โลกนี้ ไม่ใช่มีโมเดลนั้นโมเดลเดียวครับ ผมพูดย้อนให้ท่านฟังนะครับ มีรัฐบาลรัฐบาลหนึ่ง ในยุคปี ๒๕๔๔ มาถึงปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ นั่นนะครับ ทุกคนทราบดีนะครับว่า พื้นที่ทับซ้อนโดยเฉพาะไทย-เขมร ถ้าลากเส้นกันตามปกติตามแนวเขตแดนฝั่งไหน มันมีมากกว่า ทุกคนรู้นะครับ แต่ตอนนั้นมีความพยายามไปตกลงกันในลักษณะของ ตารางหมากฮอส ท่านรู้จักไหมครับตารางหมากฮอส คือเจาะฝั่งนี้หลุมหนึ่งไปเจาะฝั่งโน้นหลุมหนึ่ง คือพูดง่าย ๆ เหมือนกับแบ่งกัน ๕๐:๕๐ ซึ่งความเป็นจริงมีการวิเคราะห์นะครับ แต่ข้อมูลเหล่านี้ผมไม่ต้องการที่จะมาพูดเพื่อให้มันเป็นประเด็น แต่ข้อเป็นห่วงของเราก็คือว่า ในการทําธุรกิจ ในการได้สัมปทาน ในการไปดึงผลประโยชน์ที่เป็นทรัพยากรในพื้นที่ ที่ขัดแย้งกันหรือพื้นที่ทับซ้อนกันไม่ใช่มีโมเดลเดียวครับท่าน ในที่สุดทั้ง ๒ ประเทศต้องให้ สัมปทานบริษัทใช่ไหมครับ เพื่อขุดเจาะครับ รัฐบาลไม่ได้ขุดเจาะเองครับ แล้วการแบ่ง ผลประโยชน์สัมปทานของทั้ง ๒ ประเทศนี้นะครับ ถ้าผู้ที่ไปเป็นรัฐบาลแล้วมีอํานาจไปเจรจา รับรู้และได้รับผลประโยชน์จากข้างใดข้างหนึ่ง เป็นไปได้ไหมครับ ทางอ้อมเป็นไปได้ครับ ท่านต้องยอมรับ แล้วทําไมถ้ามันมีข้อตกลงระหว่างประเทศ ถามว่าถ้าเป็นข้อตกลงแบ่งปัน ผลประโยชน์ แล้วรัฐบาลเลือกที่จะตีความว่าไม่ต้องมาเข้าสภาแห่งนี้ เพราะการเขียน เขียนไม่ชัดนี้ครับทําได้ไหมครับ ก็รัฐบาลบอกเสียงข้างมากครับ ท่านเป็นนักกฎหมายท่าน บอกว่าไม่ควร ไม่น่าจะทํา แต่ตอนนี้ ณ วันนี้ครับ ในประเทศไทยมีเรื่องที่เขียน ในรัฐธรรมนูญชัด ๆ ว่าให้ทํา เพียงแต่ไม่มีบทลงโทษ ท่านบอกไม่ผิด มันมีอยู่แล้วตัวอย่าง ครับ เราถึงต้องเป็นห่วงอย่างไรครับ ก็ในเมื่อท่านเขียนไม่ชัด ก็มีทางเลือกให้รัฐบาลไม่ต้อง เอาเข้ามาสภาก็ได้ แล้วในทางการทําธุรกิจจริง ๆ การแบ่งปันผลประโยชน์จริง ๆ ผ่านบริษัท ที่ได้รับสัมปทานนี้ท่านคุมอย่างไรครับ ท่านตรวจสอบอย่างไรครับ ถ้าสัญญาหลักไม่สามารถ ที่จะดึงเข้ามาดูในสภาได้ หรือรัฐบาลผู้มีเสียงข้างมากเลือกที่จะบอกว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญ เขียนไม่ชัดผมไม่เอาเข้ามา ท่านทําอย่างไรครับ แล้วทําไมในเมื่อถ้าเห็นตรงกัน ถ้ากเห็น ตรงกันว่าเรื่องนี้สําคัญทําไมใส่ไม่ได้ล่ะครับ ทําไมใส่พลังงานให้มันชัด ๆ ไปเลยไม่ได้หรือครับ ถ้าท่านคิดว่าไม่มีปัญหานะครับ ถ้าท่านคิดว่าที่พวกผมเข้าใจไม่ถูกนะครับ ใส่เข้าไปสิครับ ไม่มีการเสียประโยชน์ แต่ไม่ใส่มีโอกาสเสียประโยชน์ ทําไมไม่ใส่ละครับ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม พลังงาน ๓ เรื่องใส่เข้าไปสิครับ แล้วผมจะหยุดพูดเลยครับ แต่ในเมื่อท่านเลือก ที่จะไม่ใส่ ผมก็บอกมันมีช่อง พอไม่ใส่มันมีช่อง ก็ทําให้ทุกคนเป็นห่วง แล้วกลเม็ดทางธุรกิจ ปัจจุบันนี้ไปไกลกว่านั้นครับ ทราบไหมครับมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนที่ดูไบ จะให้ผม ลงรายละเอียดไหมครับ มีการเซ็นสัญญาร่วมทุนกับบริษัทในฝรั่งเศส การร่วมทุนที่ดูไบ จะให้ผมลงรายละเอียดไหมครับ มีการเซ็นสัญญาร่วมทุนกับบริษัทไดฟอนเฟส จะให้ผมลงรายละเอียดไหมครับ ผมไม่ต้องการเอาเรื่องเหล่านั้นมาปะปนกับเรื่องการ พิจารณากฎหมายในวันนี้ แต่วิธีการทางธุรกิจมีมากครับ และผมไม่ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญ ในลักษณะที่มีช่องว่าง ที่ให้เกิดโอกาส มีคนไปฉวยโอกาสได้ โดยเฉพาะคนที่มีอิทธิพลกับการ ดําเนินการของรัฐบาลอยู่ และมีตัวอย่างแล้วนะครับ ถ้าเขียนรัฐธรรมนูญไม่ชัด ไม่มี บทลงโทษ ก็พวกก็บอกว่าผมมีเสียงข้างมาก ผมก็ถูกอยู่ดี ผมไม่ทํา นี่คือข้อเป็นห่วงครับท่าน ประธาน ถ้ากรรมาธิการเห็นว่าตรงกับที่เราพูด ไม่มีความเสี่ยงเลย ใส่สิครับ พลังงาน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีข้อเสียใช่ไหมครับถ้าผมใส่ ถ้าไม่มีข้อเสียใส่สิครับ ผม หยุดพูดเลย ขอบคุณครับ
กรรมาธิการ ท่านรองอธิบดี กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย เมื่อสักครู่จะอภิปราย เชิญครับ แล้วต่อไปผมจะไปที่ ส.ว. นะครับ อาจารย์เจริญกับท่านคํานูณเตรียมตัวนะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติครับ ในส่วนเกี่ยวกับหนังสือสัญญา หรือความตกลงที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมนะครับ ทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตระหนัก ถึงความสําคัญอันนี้ บริบทของวรรคสอง มาตรา ๑๐๙ ได้ครอบคลุมอยู่แล้วนะครับ เพราะว่าหนังสือสัญญาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทั้งหลายนั้น ส่วนใหญ่เป็นสนธิสัญญาพหุภาคี อยู่ภายใต้กรอบองค์การระหว่างประเทศ หรือองค์การสหประชาชาติที่ประเทศไทยเป็น สมาชิกอยู่แล้ว การออกกฎหมายประเภทนี้จะต้องมีกฎหมายรองรับระดับ พ.ร.บ. ซึ่งเข้าตาม มาตรา ๑๙๐ วรรคสองซึ่งกําหนดไว้อยู่แล้ว ฉะนั้นในการปฏิบัติไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนไปจาก เดิม ตามที่ท่านผู้อภิปรายได้พูดถึงอนุสัญญาไซเตสนั้น เป็นหนึ่งในตัวอย่าง ผมขออนุญาต นําเสนอตัวอย่างต่าง ๆ ที่ไทยเป็นภาคีอนุสัญญาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมซึ่งต้องมีกฎหมายรองรับ ทั้งสิ้นนะครับ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก ทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดน ของของเสียอันตรายและการกําจัด อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงทาง สภาพภูมิอากาศ และพิธีสารเกียวโต ทั้งหมดนั้นมีกฎหมายรองรับทั้งสิ้นครับ ดังนั้นก็ยังคง เหมือนเดิมนะครับในร่างตามเสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการครับ
พอแล้วกระมังครับท่านเกียรติครับ เอาสั้น ๆ นะครับ
ไม่ยาวครับ กราบเรียนท่านประธาน ครับ เกียรติ สิทธีอมร ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมก็มีการยกตัวอย่างในชั้น กรรมาธิการเยอะแยะนะครับว่า มีกรณีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ที่อาจจะไม่มีการออก กฎหมายเกิดขึ้นได้ในอนาคต รวมถึงการที่เราไปเจรจาเป็นภาคีหรือกําลังเจรจาอยู่ในเรื่อง การลดภูมิอากาศสภาพโลกร้อนนะครับ คือที่ท่านยกตัวอย่างมาในอดีตก็มีในลักษณะที่มี สนธิสัญญาอยู่ด้วย ท่านตกคาร์ตาเฮนาไปอันหนึ่งครับ อันนั้นก็เป็นสนธิสัญญาเหมือนกัน แต่จะมีผลบังคับใช้ได้ในบางกรณี ไม่จําเป็นต้องออกเป็นกฎหมาย ไม่ใช่ทุกกรณีต้องออกเป็น กฎหมายเช่น ถ้าประเทศไทยบอกว่ามีนโยบายที่จะรับรับรองการเจรจาในเรื่องการลดโลก ร้อนแล้วออกเป็นนโยบายครับ เช่น ในเรื่องของการที่จะไปส่งเสริมด้านพลังงานทดแทน เป็นพิเศษ รวมไปถึงการปลูกป่าภายในประเทศ ไม่เกี่ยวครับ ไม่ต้องออกกฎหมายครับ เป็นเรื่องนโยบายครับ ผมก็พูดอย่างนี้ในชั้นกรรมาธิการตั้งไม่รู้กี่รอบครับ ท่านก็เถียงกับผม ไม่ได้สักที แต่ท่านก็ยืนว่ามันต้องแก้กฎหมายทุกครั้ง ผมถึงพูดในตอนที่ผมอภิปราย มาตรา ๓ ท่านก็ยืนยันของท่านอย่างนั้นทุกครั้ง แต่ผมก็อยู่ในเวทีโลกมามีเยอะครับที่ไม่ต้อง แก้กฎหมาย แต่เป็นเรื่องการปรับนโยบาย ถ้าเป็นเช่นนั้น ถามว่ามันสําคัญพอไหมที่ให้ ประเทศไทยต้องกลับมาดูผ่านสภาแห่งนี้ให้ทุกคนรับรู้ สําคัญสิครับ การที่ประเทศไทย จะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาโลกร้อน การแก้ปัญหาโลกร้อน ประเทศไทยต้องยอมรับครับว่า ระดับน้ําจะต้องสูงขึ้น ๑ เมตร ๕๐ เซนติเมตร ภายในระยะเวลา ๓๐ ปีข้างหน้า กระทบไหมครับ ไม่ต้องมีสนธิสัญญานะครับ แต่ประเทศไทย ต้องเตรียมการไหมครับ รัฐบาลต้องเตรียมการไหมครับ เตรียมการเยอะเลยครับ ประเทศอื่น เตรียมไหมครับ เตรียมเยอะเลยครับ แล้วเขาเข้าสภาไหมครับ เข้าครับ ทําไมละครับ ในเมื่อ ท่านเห็นด้วยกับผมว่ามันสําคัญพอ แล้วท่านบอกทุกครั้งต้องเข้าสภา พูดเหมือนเดิมนะครับ เขียนสิครับ เขียนแล้วผมหยุดพูดครับ แต่ท่านมานั่งเถียงกับผมว่าทุกอันต้องออกกฎหมาย ผมก็บอกกับท่านว่าไม่ใช่ทุกอันที่จะต้องออกกฎหมาย ผมหาตัวอย่างให้ท่านได้ตั้งไม่รู้กี่ ตัวอย่างครับ แต่ท่านไม่เคยยอมรับในชั้นกรรมาธิการเลย ผมถึงต้องแปรญัตติอย่างไรครับ แล้วถ้าวันนี้ท่านเองก็ยอมรับว่าเรื่องที่ผมพูดสําคัญ เรื่องที่ดอกเตอร์สรรเสริญพูดสําคัญ ก็ เขียนสิครับ มีข้อเสียหรือเปล่าครับถ้าเขียนไปครับ ถ้าท่านไม่ได้ห่วง ถ้าท่านซื่อตรงกับที่เรา พูดว่า ทุกอย่างมันจะต้องโปร่งใสนะ ต้องผ่านสภา ทําไมกรรมาธิการเสียงข้างมากเขียนลงไป ไม่ได้ครับ ๓ หัวข้อนี้ครับ ตอบผมทีครับ ท่านกลัวอะไรครับ เขียนไปแล้วกลัวอะไรครับ ในเมื่อเข้าใจตรงกัน ห่วงเหมือนกันครับ แต่ผมกําลังบอกว่าวิธีที่ท่านเขียนกับวิธีที่ผมเสนอ ให้เขียน ผลมันไม่เหมือนกัน มันเปิดช่องโหว่ให้คนหาประโยชน์ให้ครับ ขอบคุณครับ
ครับ ผมจะไปที่ ส.ว. แล้วนะครับ ท่านวรวัจน์มีพาดพิงอะไร ท่านเอาอยู่ในประเด็นนะครับ
ท่านประธานครับ
ผมอยากจะให้บรรยากาศ อยากจะให้ ส.ว. ที่เขารอ เวลานี้เขารอกันนานมากนะครับ เชิญครับ อย่าอภิปรายยาว นะครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดแพร่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา คืออย่างเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ มีสมาชิก ขึ้นมาพูดว่าผมนี้ลุกขึ้นประท้วง ซึ่งปกติท่านประธานทราบว่าผมไม่ได้ลุกขึ้นมาพูดเลย ผมพยายามที่จะไม่พูดเท่าไร แต่วันนี้ด้วยบรรยากาศที่ เนื่องจากมาตรา ๑๙๐ เป็นกฎหมาย ที่สําคัญ แล้วผมคิดว่าวันนี้ทางรัฐบาล ทางกรรมาธิการคิดรอบคอบแล้วที่จะให้กฎหมาย ฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภา แต่มีการดึงประเด็นเอาเรื่องของ พันตํารวจโท ทักษิณ นี้ขึ้นมานะครับ อ้างว่ามีการพูด ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ซึ่งจริง ๆ แล้ว พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลมา ๒ ปี ๘ เดือน ไม่มีหลักฐานอะไรเลย ซึ่งมีหลายอย่าง ที่กล่าวอ้างแบบนี้
เอาอย่างนี้ครับ มันจบ ไปแล้วครับ
คือจะทําให้ คนเข้าใจผิดครับ ผมเลยขึ้นมาชี้แจงว่า
เอาอย่างนี้ท่านวรวัจน์ครับ มันจบไปแล้วครับ แล้วท่านกรุณานะครับ จบไปแล้วนะครับ
ขอให้ท่าน ควบคุมนะครับ ว่าขอให้อย่าไปนําเรื่องที่มันไม่เป็นความจริงเข้ามาพูดในสภา เพราะผมอยาก กฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาไปอย่างสง่าผ่าเผย เรียนท่านประธาน ขอให้ใช้ดุลยพินิจ ขอบคุณครับ
เอาละครับ เชิญท่านอาจารย์เจริญครับ ต่อด้วยท่านคํานูณนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเจริญ คันธวงศ์
นายเจริญ ภักดีวานิช ครับ โทษทีครับ ส.ว. ครับ อาจารย์เหมือนกันครับ ขออภัยครับ
ชื่อเดียวกัน มันเป็นอย่างนี้
ขออภัยครับ ท่าน ส.ว. เมื่อกี้บอก ส.ว. ท่านเจริญ ภักดีวานิช ต่อด้วยท่านคํานูณ สิทธิสมาน นะครับ ขออภัย อาจารย์ครับ ขออภัย
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมและคณะ ๓-๔ คน ที่จะกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่า จะไม่อภิปรายทุกคนนะครับ คือท่านสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ซึ่งอภิปรายไปแล้ว กระผมและก็ ท่านสุโข วุฑฒิโชติ ท่านยุทธนา ยุพฤทธิ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู ได้แปรญัตติ มาตรา ๓ ของมาตรา ๑๙๐ ดังต่อไปนี้ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะดูที่กระผมแปร ญัตติในวรรคสามนะครับ ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิก ของทั้งสองสภารวมกัน มีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบ ๑ ใน ๑๐ คือ ๖๕ คน ท่านประธานครับ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ทั้งสองสภาเห็นว่าเป็นกรณีที่มีปัญหา ตามวรรคสอง ทีนี้ท่านประธานจะกรุณาตามไปเพื่อประหยัดเวลา วรรคสอง หนังสือ สัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจแห่งรัฐ หรือจะต้อง ออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา การที่ คณะของพวกผมได้แปรญัตตินี้ครับว่า ขอให้มีสมาชิกรัฐสภา ๑ ใน ๑๐ ท่านนั้น คือ ๖๕ คน เท่าที่มีอยู่ของสองสภาเป็นกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสองครับ นี่เป็นช่องทางหนึ่งที่จะ เปิดโอกาสสมาชิกรัฐสภาได้เสนอเรื่องต่อประธานรัฐสภาและให้เป็นอํานาจของรัฐสภา ท่านประธานครับ ของเดิมนั้นให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ กระผมมีเหตุผลที่จะกราบ เรียนท่านประธานในโอกาสต่อไป แต่เพื่อประหยัดเวลา กระผมขอวรรคต่อไป อภิปราย พร้อม ๆ กัน เพื่อจะได้ประหยัดเวลาสภานะครับ ท่านประธานกรุณาดูที่กระผมแปรญัตติ อีกวรรคหนึ่ง หนังสือสัญญาที่ไม่อยู่ในตามวรรคสอง คือตามวรรคสองที่กระผมกราบเรียน ถ้าไม่อยู่ในวรรคสองก็เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาอีกครับ หากเป็นหนังสือที่มีผลกระทบต่อ ความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุนอย่างมีนัยสําคัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกทั้ง ๒ สภารวมกัน มีจํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ก็ ๖๕ คน อันนี้ก็เป็นลู่ทางหนึ่งที่จะเปิด โอกาสให้สภาได้มีโอกาสควบคุมการบริหารของทางรัฐบาล ท่านประธานครับ ทั้งหมด กระผมขอสรุปเป็น๓ เรื่อง เพื่อให้ท่านประธานได้เข้าใจได้ง่าย ว่ากระผมและคณะที่แปร ญัตตินั้นเหตุผลอยู่ ๒-๓ เรื่องสั้น ๆ ๑. เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนประชาชน ได้มีโอกาสเพียง ๑ ใน ๑๐ เสนอต่อท่านประธานรัฐสภาในบางเรื่องที่มันมีปัญหา ๒. ต้องการให้อํานาจในการวินิจฉัยครั้งสุดท้าย เปลี่ยนจากศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นรัฐสภา ๓. ถ้าหนังสือสัญญาที่ไม่อยู่ในวรรคสอง ซึ่งกระผมกราบเรียนท่านประธานแล้ว ก็เปิดโอกาส ให้สมาชิกรัฐสภา หรือ ส.ส. ก็ได้ ส.ว. ก็ได้ ๑ ใน ๑๐ สามารถขึ้นต่อประธานรัฐสภา นําเข้า มาสู่การพิจารณาในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ กระผมให้ความสําคัญกับตัวแทนภาค ประชาชน ตัวแทนภาคประชาชนก็คืออะไร ตัวแทนที่ประชาชน ๖๕ ล้านคน มอบอํานาจ ให้กับสมาชิกที่มานั่งในนี้ ความเดือดร้อนปัญหาที่จะเกิดขึ้นนั้น ถ้าท่านประธานจะกรุณาดู รัฐธรรมนูญมาตรา ๓ กระผมสั้น ๆ ท่านประธานครับ อํานาจของปวงชนชาวไทยเป็นของ ประชาชน อันนี้ผมกราบเรียนท่านประธานครับ เมื่ออํานาจของประชาชนมอบให้ผ่านการ เลือกตั้งมาให้มีสมาชิกทั้งสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา เพราะฉะนั้นอํานาจในการ ตัดสินในสิ่งที่ปัญหานั้นจะได้เชื่อมโยงกับประชาชน กระผมจะมีผลประกอบเพิ่มเติมกับท่าน ประธาน ๒-๓ เรื่องต่อไปนี้
ประการแรกท่านประธานครับ เมื่อเช้าท่านสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ได้กรุณากราบ เรียนถึงมาตรา ๑๑๖ ของรัฐธรรมนูญ เรื่องการประชุมร่วมกัน แต่กระผมขอขยายความ เรื่องที่สําคัญกว่าเรื่องที่เรากําลังพิจารณานั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ กับ ๒ เรื่อง ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะดูมาตรา ๒๓ ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงและเป็นกรณี ที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการ สืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้วให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญ องค์รัชทายาททรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไปครับ อันนี้ผมขออนุญาต ท่านประธานว่าขนาดเรื่องของราชบัลลังก์ว่างลง เขายังมอบอํานาจให้ทางรัฐสภาเป็นผู้ที่ รับทราบและก็สามารถที่จะดําเนินการต่อไปได้ วรรคต่อไปท่านประธานครับ ในกรณีที่ ราชบัลลังก์หากว่างลง และเป็นกรณีพระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาทไว้ ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเสนอนามผู้สืบราชสมบัติตามมาตรา ๒๒ ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อรัฐสภา ให้ความเห็นชอบ อันนี้คือเรื่องที่ ๑ ที่ท่านสิริวัฒน์ได้กราบเรียนต่อ ท่านประธานไว้นะครับ
อีกมาตราหนึ่ง คือมาตรา ๑๘๙ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจ ในการประกาศสงคราม เมื่อได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา กระผมยก ๒ เรื่องนี้ขึ้นมา ให้เห็นว่าอํานาจของตัวแทนประชาชนที่นั่งอยู่ในนี้ ๖๕๐ คนนั้น เป็นอํานาจที่ควรจะได้ พิจารณาการตกลงการค้าก็ดี หรือการทําสัญญาระหว่างประเทศก็ดี เพราะว่าอะไรครับ ขนาดการประกาศสงคราม ท่านประธานครับ คนกระทบเยอะ มีผลได้เสียเยอะ และอาจจะ สร้างความเสียหายให้กับประเทศ รัฐสภาก็ต้องให้ความเห็นชอบ อันนี้คือเหตุผลที่ ๑ ที่กระผมเห็นว่าหากมีปัญหาก็ไม่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ ให้สภาแห่งนี้เป็นผู้ตัดสิน อันนี้ คือเหตุผลข้อที่ ๑
เหตุผลข้อที่ ๒ เท่าที่กระผมมีข้อมูล เกือบทุกประเทศเท่าที่ผมดู รัฐธรรมนูญ เกือบทุกประเทศ แต่เนื่องจากข้อมูลมีเวลาจํากัด เกือบไม่มีประเทศไหน ถ้ามีปัญหาเรื่อง การตกลงทางการค้าก็ดี หรือการทําสัญญา ต้องให้ความเห็นชอบต่อศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีครับ มีเท่าที่ผมพบ เกือบไม่มีเลยครับ ก็มีประเทศเดียวท่านประธาน คือโคลัมเบีย รัฐธรรมนูญกําหนดว่า การตกลงต่าง ๆ นั้นที่บัญญัติไว้เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เห็นชอบว่าการทําสนธิสัญญานั้นทุกฉบับจะต้องผ่านให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณา อันนี้เป็นข้อมูลที่กระผมพอที่จะหาได้นะครับ แต่กระผมกราบเรียนท่านประธานว่าประเทศ ส่วนใหญ่นั้นไม่ได้กําหนดไว้เลยว่าเมื่อสนธิสัญญาหรือสิ่งที่เราไปทําตกลงการค้ากับ ต่างประเทศนั้นจะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณา อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่ ๒ ที่กระผมได้ กราบเรียนท่านประธาน
สําหรับเหตุผลข้อที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าถ้าเผื่อว่าเราให้ ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านประธานจะกรุณาดูนะครับ อนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมาย สนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ ท่านประธานครับ สมมุตินะครับ เวลาเราพิจารณาเรื่องกรอบเจรจา ก็ตาม รัฐสภาให้ความเห็นชอบไปแล้ว รัฐบาลก็ลงนามไป มาเลเซียลง เวียดนามลง เราก็ เห็นชอบไป ในการลงนามนั้นเกิดหลังจากที่กรอบเจรจาลงนามไปแล้วเกิดมีปัญหาขึ้นมา มีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเกิดตัดสินที่ไม่สอดคล้องกับที่รัฐสภาให้กรอบ ครั้งแรก อะไรเกิดขึ้นท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะกรุณาผมกราบเรียนท่านประธาน ว่าในอนุสัญญาที่กระผมกราบเรียน ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ นั้น ในมาตรา ๑๖ บัญญัติว่า รัฐภาคี คือสมาชิกครับ จะอ้างความขัดข้องของ กฎหมายภายในเกี่ยวกับการทําสนธิสัญญามาเป็นข้ออ้างเพื่อมิให้สนธิสัญญานั้นมีผลผูกพัน ไม่ได้ ทีนี้ถ้าเพื่อประกอบท่านประธานครับ ในกรอบเจรจานั้นอาจจะไม่เป็นสนธิสัญญา ในมาตรา ๑๑ ของอนุสัญญา วิธีการแสดงความยินยอมในการเข้าผูกพันสัญญา เขากําหนด ไว้หลายแบบนะครับท่านประธาน วิธีลงนาม การแลกเปลี่ยนตราสารที่ก่อให้เกิดสนธิสัญญา หรือไม่ก็การให้สัตยาบัน หรือไม่การยอมรับ หรือการพยานุวัตร หรือโดยวิธีการอื่นตามที่ได้ ตกลงกัน กระผมกราบเรียนว่าถ้าเผื่อเราให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีคนไปร้องหลังจากที่ได้ลงกรอบ เจรจาไว้แล้ว และเกิดขัดแย้ง เราก็ไม่สามารถที่จะยกเลิกได้ และจะมีปัญหาในการตีความ ต่อไป
ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายที่กราบเรียนท่านประธานนะครับ รัฐสภา แห่งนี้เป็นรัฐสภาที่เป็นตัวแทนประชาชน เพราะฉะนั้นความเดือดร้อน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น นั้นกระผมคิดว่าทุกคนจะต้องปกป้อง ไม่ว่าผลกระทบที่จะเกิดการทําความตกลงทั้งทาง การค้าหรือเรื่องสัญญาอื่นก็ตามนี่ครับ การให้อํานาจที่ประชาชนเชื่อมโยงโดยตรง มอบ โดยตรง คน ๖๕ ล้านคนไม่สามารถมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ แต่เขาก็สามารถให้คนที่เขาเลือกมาได้มี โอกาสตัดสินในสิ่งที่สําคัญที่มีผลต่อชะตาชีวิต มีผลต่อสิ่งที่เขาจะกระทบในการที่เขาจะเกิด ความเสียหาย อย่างเช่น การตกลงการค้าเสรี ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นผมเข้าใจว่าคนที่ปกป้อง สิทธิของเขาได้ดีที่สุดก็คือตัวแทนของประชาชน ตัวแทนของปวงชนทุกคนครับ กระผม คิดว่าทุกคนจะต้องต่อสู้เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้ที่เลือกตั้งมานั้นจะไม่ให้เสียผลกระทบ หรือเสียสิทธิ ท่านประธานครับ คณะของพวกกระผมทั้ง ๔-๕ คนจึงแปรญัตติว่าถ้าเผื่อ สัญญาหรือข้อตกลงที่มีปัญหา ก็ให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้ได้พิจารณาโดยไม่ต้องส่ง ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็เปิดช่องว่าถึงไม่มีปัญหา แต่ถ้าสมาชิก ๑ ใน ๑๐ บวก ๑๕ คน ก็สามารถเสนอให้ท่านประธานได้พิจารณาเรียกมาประชุมเพื่ออะไร เพื่อพิจารณา อันนี้ ผมคิดว่าท่านประธานกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการน่าจะได้พิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ปัญหาของประเทศเรานั้นบางครั้งท่านประธานครับ ความน่าเชื่อถือในการตัดสินของ ศาลรัฐธรรมนูญบางเรื่อง นักวิชาการก็นําไปวิเคราะห์ค่อนข้างมากว่าบางเรื่องที่ท่าน ตัดสินนั้นมีปัญหาในทางการตัดสิน เพราะฉะนั้นคนที่ตัดสินใจแทนให้คนทั้ง ๖๕ ล้านคน ได้ดีที่สุดก็คือสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ก็กราบขอบคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านธรรมนูญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยในหลักการตั้งแต่ต้นกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในครั้งนี้ ไม่ใช่เห็นว่า มาตรา ๑๙๐ นั้นไม่มีปัญหานะครับ แต่ผมเห็นว่าการแก้ไขครั้งล่าสุด เมื่อปี ๒๕๕๔ ที่เพิ่งมีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม นั้น เราเองยังไม่ได้ดําเนินการ ให้เป็นไปตามนั้นเลยครับ ครั้งกระนั้นบทสรุปของการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ก็คือว่า เราเปิดโอกาสให้มีกฎหมายลูกที่กําหนดประเภทของหนังสือสัญญา ก่อนหน้านั้นรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เขียนให้มีกฎหมายที่กําหนดประเภทของหนังสือสัญญา เพียงแต่กําหนดขั้นตอน เท่านั้นเองนะครับ ก็เลยเป็นที่ถกเถียงกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ สมัยที่พรรคฝ่ายค้านในขณะนี้ นั่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น เสนอกฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ ๑ ในประเด็นที่อภิปรายกันมาก ในสภาผู้แทนราษฎร ก็คือ มีอํานาจที่จะมีกฎหมายที่กําหนดประเภทของหนังสือสัญญา หรือไม่ แล้วในที่สุด เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๒ นั้น การอภิปรายอันเข้มข้น ในสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหายหรอกครับ ซึ่งทําหน้าที่เป็นฝ่ายค้านในขณะนั้นก็เป็นผลทําให้รัฐบาลในขณะนั้นต้องถอนร่างออกไป แล้วก็ไม่เคยมีร่างกลับเข้ามาอีกเลยนะครับ เมื่อเราแก้เมื่อปี ๒๕๕๔ พอแก้ให้มีกฎหมาย กําหนดประเภทของหนังสือสัญญานี้นะครับ เรายังสามารถที่จะจํากัดหรือนิยามหนังสือ สัญญาที่จะต้องเอาเข้าสู่รัฐสภาแห่งนี้ได้ แต่เรายังไม่ทํา เรายังไม่รู้ว่ามีปัญหามากหรือน้อย เราก็ด่วนแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านประธานครับ การแก้ไขครั้งนี้ ในร่างแรกนั้นกระผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลย เพราะว่าเป็นการแก้ไขที่ไปสุดซอยหรือทะลุซอย นะครับ ก็คือว่าหนังสือสัญญาเกี่ยวกับเศรษฐกิจทั้งหมด หนังสือสัญญาเกี่ยวกับเศรษฐกิจ และสังคมทั้งหมดหลุดไปหมดเลย ไม่ต้องเอาเข้ามาขออนุมัติจากรัฐสภา หนังสือสัญญา เกี่ยวกับอาณาเขตไทยนี้มีอยู่ ๒ ประเภท ก็คือ หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย กับหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศนี้ หลุดออกไป ๑ ประเภท ก็คือประเภทที่ ๒ นะครับ ผมดีใจมากครับ ในชั้นกรรมาธิการ ได้ยินข่าวแว่ว ๆ ว่า ได้มีการกู้คืนกลับมา ๑ ประเภท ก็คือ หนังสือสัญญาประเภท เปลี่ยนอาณาเขตประเภทที่ ๒ ที่หลุดออกไป ก็คือหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่ นอกอานาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ คณะกรรมาธิการโดยท่านประธาน ซึ่งก็เป็นเพื่อนสมาชิก วุฒิสภาผู้อาวุโสของกระผม ได้กรุณากู้กลับคืนมา ผมก็ดีใจว่าคงจะไม่มีปัญหาในประเด็นนี้ เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาที่อภิปรายกันมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ก็คือ เรื่องอาณาเขตนี้นะครับ โดยเฉพาะปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ผมจะไม่เอ่ยชื่อประเทศ ก็แล้วกันนะครับ ท่านประธานครับ แล้วผมก็ยังดีใจอีกอยู่เมื่อได้ข่าวแว่ว ๆ ว่า ทางคณะกรรมาธิการได้กรุณาพิจารณาข้อเสนอในการอภิปรายในชั้นวาระที่หนึ่งบรรจุ หนังสือสัญญาทางเศรษฐกิจที่จะต้องเอาเข้ามาขออนุมัติจากรัฐสภา ๑ ประเภท ก็คือ หนังสือสัญญาที่มีบทเปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน พูดง่าย ๆ ให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ หนังสือสัญญาเอฟทีเอทั้งหลายแหล่นะครับ ท่านประธานครับ ด้วยความสัตย์จริงก็ยังคิดอยู่ละครับว่าในเมื่อคณะกรรมาธิการก็ได้กรุณา แก้ไขตามสมควรอย่างนี้แล้ว ถ้าผมอ่านดูทั้งหมดแล้วพอไปได้ ผมว่าจะไม่อภิปรายในชั้น วาระที่สองด้วยซ้ําไปครับ เพราะว่าก็ไม่อยากให้ถูกเห็นว่าเป็นคนค้านทุกเรื่องนะครับ แต่คราวนี้เมื่ออ่านดูแล้วก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขออนุญาตคัดค้าน แล้วขออนุญาตยืนตาม ข้อแปรญัตติของกระผม เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะว่าสิ่งสําคัญที่ยังคงหลุดไปอยู่ ก็คือหนังสือสัญญาทางเศรษฐกิจ ๒ ประเภทที่เขียนไว้ในมาตรา ๑๙๐ เดิมก็คือประเภทที่มี ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง กับประเภทที่มีผลผูกพัน ทางด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ เดี๋ยวกระผมจะได้ อภิปรายต่อไปนะครับ ว่า ๒ ประเภทนี้มีความสําคัญอย่างไรในยุคสมัยปัจจุบัน แต่ว่า ในส่วนของหนังสือสัญญาประเภทอาณาเขตที่คณะกรรมาธิการกู้กลับคืนมาดูเหมือนจะดี ครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านไปเขียนต่อท้ายไว้ ๓ คําครับ ภาษาวัยรุ่นสมัยนี้เขา บอกขอ ๓ คํา อันนี้ท่านกรรมาธิการท่านให้เพิ่มมา ๓ คําก็คือ โดยชัดแจ้ง ก็กลายเป็นว่า วรรคสองของมาตรา ๑๙๐ ใหม่ที่คณะกรรมาธิการแก้ไขเข้ามาก็คือว่า หนังสือสัญญาใดมีบท เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมี เขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง คําว่า โดยชัด แจ้ง ๓ คํานี้มันมีความหมายครับ เพราะว่าเท่ากับว่าคณะกรรมาธิการได้แก้ไขรัฐธรรมนูญที่ กลับหลักกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๖-๗/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ ประเด็นว่าท่านทําได้หรือไม่ รัฐสภาทําได้หรือไม่ แก้ไขได้หรือไม่ ผมจะ ไม่อภิปรายนะครับ แต่ว่าผมจะอภิปรายถึงความเหมาะสมและความหมายที่ควรจะเป็นครับ ศาลรัฐธรรมนูญในคําวินิจฉัย ๖-๗/๒๕๕๑ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือคําวินิจฉัยกรณีแถลงการณ์ ร่วมไทย-กัมพูชา หรือ จอยท์ คอมมูนิเก (Joint Communique) ที่ท่านระบุว่าผิดนั้น ท่านก็ได้แปลความของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เดิม ซึ่งหลายท่านก็อาจจะวิจารณ์ ศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นการเขียนเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านอาจจะเห็นว่าไม่ถูก แต่ผลที่ เกิดขึ้นนั้น กระผมขออนุญาตท่านประธาน ขออนุญาตอ่านคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพียงสั้น ๆ จะได้ไหมครับ ท่านประธานคงอนุญาตนะครับ เป็นคําวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญสั้น ๆ เพื่อให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านแปลความของมาตรา ๑๙๐ ไว้อย่างไร นะครับ ท่านบอกว่า เมื่อพิจารณาประเภทของหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสองแล้วเห็นว่าคําว่า หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง จุด จุด จุด นั้น ใช้กับ หนังสือสัญญารวม ๒ ประเภทคือหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หนังสือ สัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขต อํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ต่อไปนี้สําคัญนะครับ ซึ่งแม้ว่า ถ้อยคําที่ใช้กับหนังสือสัญญาทั้ง ๒ ประเภทนี้จะบัญญัติว่า หากเป็นหนังสือสัญญาที่มีบท เปลี่ยนแปลงอันดูเหมือนว่าจะต้องปรากฏชัดในข้อบทหนังสือสัญญาว่ามีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทยหรือพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจ จึงต้องขอความเห็นชอบของรัฐสภา แต่หากแปลความเช่นว่านั้นก็จะไม่เกิดผลตามความ มุ่งหมายของรัฐธรรมนูญที่มุ่งจะตรวจสอบควบคุมการทําหนังสือสัญญา ก่อนที่ฝ่ายบริหาร จะไปลงนามให้มีผลผูกพันประเทศ ซึ่งจะเกิดปัญหาตามมาภายหลังได้ จึงต้องแปลความว่า หากหนังสือสัญญาใดที่คณะรัฐมนตรีจะไปดําเนินการทํากับประเทศอื่นหรือกับองค์การ ระหว่างประเทศมีลักษณะของหนังสือสัญญาที่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรืออาจมีผลเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขต อํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ต้องนําหนังสือสัญญานั้น ขอความเห็นชอบของรัฐสภาก่อน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสองและวรรคสาม ท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญท่านแปลอย่างนี้ก็เป็นมุมมองละครับ ท่านที่ไม่เห็นด้วยกับ ศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญเขียนรัฐธรรมนูญเสียเอง แต่ว่าเมื่อมีคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญออกมาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ผูกพันทุกองค์กร เพราะฉะนั้นความในมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง เรื่องหนังสือสัญญา ๒ ประเภทเกี่ยวกับอาณาเขต คือหนังสือสัญญาที่มี บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยกับหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่าง ประเทศนั้นจึงต้องแปลความว่าอาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย และอาจมี บทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ก็เป็นการแปลความที่ทําให้ การบังคับใช้กฎหมายหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้รัฐสภานั้นตรวจสอบการ ทํางานของฝ่ายบริหารที่จะไปทําหนังสือสัญญาตกลงกับต่างประเทศในข้อบทสําคัญนั้น สามารถเป็นไปได้ในเชิงป้องกัน ท่านประธานครับ ในยุคสมัยปัจจุบันนี้มันคงไม่มีรัฐบาลของ ประเทศไทยหรือของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดครองอํานาจอยู่หรอกครับว่าจะไปทํา หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยว่าจะยกจังหวัด ก อําเภอ ข ให้กับประเทศ ง ไม่มีหรอกครับ มันก็จะมีหนังสือสัญญาประเภทที่ไม่ระบุชัดเจน อย่างเป็นต้นว่าจอยท์ คอมมูนิเกหรือแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา มันก็ไม่ได้มีบทตรงไหนที่ระบุว่าไปยกอาณาเขต ประเทศไทยให้กับประเทศใด แต่มันก็มีข้อสงสัยว่าถ้าไปทําหนังสือสัญญาเช่นนั้นแล้วมัน อาจจะมีผลกระทบต่อดินแดนของประเทศ ศาลรัฐธรรมนูญท่านก็ให้เอาหนังสือสัญญานั้น เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ท่านประธานครับ มีตัวอย่างก็คือบันทึกการประชุมร่วมเจบีซี ไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลในขณะนี้ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้น ในช่วง ๒ ปี ๓-๔ ปีที่ผ่านมานี้ก็ได้ร่วมมือกับสมาชิกวุฒิสภาส่วนน้อยหรือจํานวนหนึ่งอย่างพวกกระผมนี้ ก็คัดค้านรัฐบาลในขณะนั้นซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ก็ทํากันอยู่ ๒ ปี ๓ ปีครับ จนบันทึกเจบีซีนั้นก็ คาราคาซังคารัฐสภาอยู่ จนในที่สุดต้องส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็คงจะจําได้ดีนะครับ เราก็ เคยมีความเห็นร่วมกันว่าหนังสือสัญญาที่มันอาจจะกระทบกระเทือนถึงเรื่องใหญ่ก็ควรจะให้ รัฐสภาได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งแทบทุกครั้ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของการประชุมเรื่องเหล่านี้ นะครับท่านประธาน รัฐบาลก็ใช้สิทธิประชุมลับทั้งสิ้น พวกกระผมซึ่งเป็นสมาชิกก็ไม่เคย คัดค้าน แล้วก็ไม่เคยนําไปพูดที่ไหน เพราะฉะนั้นการที่คณะกรรมาธิการเติม ๓ คําเข้ามาท้าย หนังสือสัญญา ๒ ประเภทเกี่ยวกับอาณาเขต ซึ่งท่านก็กรุณามากที่ได้กู้คืนมาให้ครบทั้ง ๒ ประเภทแล้ว แต่พอท่านไปเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้าไปนะครับ มันมีผลในอนาคต มหาศาลเลยครับ เพราะว่าตราบใดที่หนังสือสัญญานั้นไม่ได้เขียนเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย โดยชัดแจ้งก็ไม่ต้องเอาเข้ามาสภา อันนี้ผมว่าไม่ดีครับ ด้วยความเคารพนะครับ เราอาจจะมี ความคิดเห็นต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้างตามสถานภาพที่เราเป็นอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ถ้าคณะกรรมาธิการจะได้กรุณาพิจารณาคําของของกระผมนะครับ ถ้าท่านสามารถแก้ไข เอาคําว่า โดยชัดแจ้ง ออกไป กระผมจะถือว่าเป็นพระคุณอันใหญ่หลวง ไม่ใช่ต่อกระผมครับ แต่ต่อแผ่นดินนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้ วันนี้หัวหน้าคณะ ทนายความของไทยที่ต่อสู้คดีตีความคําพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เมื่อปี ๒๕๐๕ ก็มาชี้แจงกับอนุกรรมาธิการของวุฒิสภาชุดหนึ่งนะครับ ท่านก็บอกว่ามีความเป็นไปได้ที่ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะมีคําวินิจฉัยในคดีสําคัญออกมา ในช่วงหลังจาก เดือนมกราคม ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ คําวินิจฉัยนั้นก็อาจจะออกมาได้ ๔ ทาง ผมจะไม่ ทวนความให้เสียเวลา แต่โดยสรุปก็คือว่า ถ้าหากคําวินิจฉัยนั้นมีผลทําให้รัฐบาลไทยใน ขณะนั้น ซึ่งจะเป็นรัฐบาลในขณะนี้หรือรัฐบาลอื่นก็สุดแท้แต่ จะต้องไปทําหนังสืออย่างใด อย่างหนึ่ง หนังสือสัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยเงื่อนไขอย่างใดอย่าง หนึ่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ท่านประธานครับ รัฐสภาไม่ควรจะได้รับทราบ ไม่ควรจะได้พิจารณา หรือครับ ในการประชุมลับ ท่านประธานครับ อันที่จริงรัฐสภานั้น น่าจะเป็นตัวช่วยของรัฐบาล ด้วยซ้ําไป ไม่ว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ แต่ถ้าเผื่อคําว่า โดยชัดแจ้ง ยังคงอยู่ท้ายหนังสือ สัญญา ๒ ประเภทนี้กระผมเกรงว่าอันตรายอย่างยิ่งครับ ก็ขอจบประเด็นหนังสือสัญญา ๒ ประเภทเกี่ยวกับเรื่องอาณาเขต ที่ต้องขอบพระคุณท่านอย่างใหญ่หลวงนะครับ ที่ท่านกรุณา กู้คืนมาให้ครบทั้งสอง แต่ถ้าจะกรุณาต่อแผ่นดินมากไปกว่านี้นะครับ เอาคําว่า โดยชัดแจ้ง ๓ คํานี้ออกไปเถอะครับ แก้ไขได้ครับ
ท่านประธานครับ แต่ที่กระผมขออนุญาตพูดอีกสักเล็กน้อยก็คือว่า หนังสือ สัญญาทางเศรษฐกิจ ๒ ประเภท ก็คือ ประเภทที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมอย่างกว้างขวาง กับประเภทที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญนี้ ท่านไม่ได้กู้คืนกลับมา ท่านเอาแต่เพียงเอฟทีเอเข้ามาเท่านั้น ท่านประธานครับ กระผมก็รู้สึกลําบากใจเหมือน ๆ กับท่านละครับ อยู่ในฐานะอย่างนี้ ที่ต้องเข้า ประชุมรัฐสภา ประชุมร่วมนี้นะครับ มันพูดยากครับว่าอะไรคืออย่างกว้างขวาง แล้วก็ยาก เช่นกันครับว่าอะไรคืออย่างมีนัยสําคัญ แต่ว่าเราก็ได้แก้ไขไปเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ให้มีกฎหมาย กําหนดประเภทของหนังสือสัญญาได้ ทําไมเราไม่ลองใช้ทางนั้นก่อนละครับท่านประธานที่ เคารพ ผมฝากกรรมาธิการด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ท่านประธานครับ หนังสือสัญญา ทางเศรษฐกิจทั้ง ๒ ประเภท มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทยในยุคต่อไปนี้ครับ เพราะ มันหมายถึงหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคมทั้งหมดนะครับ และหมายถึง หนังสือสัญญา ๒ ประเภทที่กระผมจะขออนุญาตเน้นคือ ๑. หนังสือสัญญากู้เงินจาก ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจากรัฐบาลต่างประเทศ จากองค์การระหว่างประเทศ จากธนาคาร ระหว่างประเทศ ๒. ก็คือหนังสือสัญญาความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ เอฟทีเอ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือสัญญาการร่วมมือกันพัฒนารถไฟด่วนความเร็วสูงแลกกับ ผลิตผลทางการเกษตรหรืออะไรอื่นใดที่เรามีโอกาสที่จะทํากับประเทศต่าง ๆ ที่เขามี ศักยภาพ และเรามีศักยภาพ ถามว่าไม่ควรที่รัฐสภาจะรับรู้หรือครับ ท่านประธานครับ กระผมขอฝากถึงเพื่อนสมาชิกรัฐสภาจากพรรคเพื่อไทย ด้วยความเคารพอย่างยิ่งนะครับ กาลครั้งหนึ่งผมเคยชื่นชมท่านอย่างมาก แล้วเดี๋ยวนี้ก็ยังชื่นชมครับ ย้อนกลับไปดู คําอภิปรายของท่าน เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๒ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑๖ (สมัยสามัญทั่วไป) ตอนนั้นสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านนะครับ ไม่เสียหาย เป็นการอภิปรายคัดค้านร่างพระราชบัญญัติขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา พ.ศ. .... ก็เป็นการพิจารณาร่างของรัฐบาล แล้วก็ร่างของท่าน ส.ส. รัชดา ธนาดิเรก ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ไม่เสียหายหรอกนะครับ ท่านสมาชิกพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นถึงแม้ว่าจะเป็น คนละชุดกับในขณะนี้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะกลับมาได้ทั้งหมดนะครับ เพราะท่านได้รับความนิยม จากประชาชนมากเหลือเกินนะครับ ท่านคัดค้านเต็มที่ครับ ๒ ประเด็นที่ท่านคัดค้านก็คือว่า ๑. รัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดให้มีกฎหมายกําหนดประเภทของหนังสือสัญญา จะทําได้หรือ แต่อีกประการหนึ่งก็คือ ท่านคัดค้านว่าในร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนั้น ไปยกเว้นไว้ว่าไม่ให้ หนังสือสัญญากู้เงินนี้ต้องเข้ามาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยในร่างของทั้ง ๒ ฉบับนี้ เขาเขียนไว้ในมาตรา ๔ วรรคสอง วรรคแรกนี้เขาก็ลอกข้อความในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสองมาทั้งหมด ก็คือ ๕ ประเภทของหนังสือสัญญา แล้ววรรคสองนี้เขาไปเขียนไว้ว่า หนังสือสัญญาตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงหนังสือสัญญากู้เงินหรือค้ําประกันเงินกู้ที่รัฐบาลไทย หรือราชอาณาจักรไทยทําขึ้นตามกฎหมายที่ให้อํานาจไว้เป็นการเฉพาะหรือเป็นการทั่วไป ผมจําได้ครับ เพราะวันนั้นฟังวิทยุรัฐสภาอยู่ เพื่อเตรียมตัวว่าถ้ากฎหมายนี้เข้าสู่วุฒิสภาก็จะ ได้รับทราบความคิดของทางสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นคัดค้าน ประเด็นนี้มากครับ ท่านดูนะครับ มีนาคม ๒๕๕๒ ผมอยากให้ท่านช่วยย้อนทวนอีกสักนิดหนึ่ง ถ้าท่านยังคงมีความคิดเช่นนั้นอยู่นี้นะครับ ก็จะเป็นประโยชน์ครับ เพราะว่าการแก้ไขของ กรรมาธิการที่ไม่ได้กู้คือหนังสือสัญญาทางเศรษฐกิจ ๒ ประเภทกลับมานี่ มันทําให้หนังสือ สัญญากู้เงินจากต่างประเทศนี้ไม่ต้องเข้ามาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ท่านประธานครับ สถานการณ์ในขณะนี้รัฐบาลกําลังจะกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ร่างกฎหมายอยู่ในสภา ผมเชื่อว่าผ่านโดยสะดวกครับ แต่ว่าที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ไม่เสียหายหรอกครับ ท่านได้ไปพบปะกับสมาคมธนาคารไทย เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายนที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นวาระที่สอง วาระที่สาม ของสภาผู้แทนราษฎร ๑ วัน ความจริงท่านไปพบตอนเย็น ตอนเช้าวันที่ ๑๙ ก็พิจารณาวาระที่สอง เรื่องนี้จึงไม่เป็นที่อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรหนาแน่นเท่าที่ควร ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านบอกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จะเป็นการกู้ในเชิงของ ดอลลาร์สหรัฐ นั่นก็หมายถึงว่า จะต้องมีการกู้เงินจากต่างประเทศ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ตัวเลขกลม ๆ ก็คือ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แตกเป็นดอลลาร์สหรัฐก็ให้เห็นภาพชัดเจนก็คือประมาณเท่ากับ ๒ เท่าเมื่อครั้งเรากู้เงิน จากไอเอ็มเอฟ (IMF) เมื่อปี ๒๕๔๐ เป็นเงินไม่ใช่น้อยนะครับ แม้ว่าจะกู้หลายครั้ง ตลอดระยะเวลา ๗ ปีงบประมาณก็ตามทีเถอะ สัญญาการกู้เงินอย่างนั้นไม่ควรหรือครับ ที่รัฐสภาจะต้องร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบ ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าหนังสือ สัญญากู้เงินนั้นมีความสําคัญอย่างไร ขออนุญาตครับ หนังสือสัญญากู้เงินนี้เคยเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้มาหลายฉบับ มีอยู่ฉบับหนึ่งที่กระผมจําได้แม่นยํานะครับ ก็ต้องขออนุญาตทวนความจําของท่านสมาชิกพรรคเพื่อไทยอีก เพราะว่าในวันนั้นท่านก็ได้ กรุณาอภิปรายช่วยสนับสนุนการตั้งข้อสังเกตของกระผมต่อรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งก็คือ เป็นฝ่ายค้านในขณะนี้นะครับ หนังสือสัญญาเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒ ที่เข้าสู่การ พิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้ก็คือ ร่างหนังสือกู้เงินกับธนาคารโลกสําหรับโครงการก่อสร้างทาง สายหลักเป็น ๔ ช่องจราจร ปรากฏว่าสิ่งที่นําเข้าสภานะครับ คําแปลภาษาไทยกับต้นฉบับร่างหนังสือสัญญา ฉบับภาษาอังกฤษมีความไม่ตรงกันในสาระสําคัญ คือคําแปลภาษาไทยระบุว่า มีค่าคอมมิทเมนท์ชาร์จ (Commitment Charge) หรือค่าคอมมิทเมนท์ฟี (Commitment Fee) ถึง ๐.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงมากนะครับ และเป็นที่เข้าใจกันดีว่าในระยะหลัง ธนาคารโลกไม่มีค่าคอมมิทเมนท์ชาร์จหรือค่าคอมมิทเมนท์ฟีอีกแล้ว แต่ในสัญญา ภาษาอังกฤษไม่มี ก็ได้ตั้งข้อสังเกตกันจนกระทั่งท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังใน ขณะนั้นต้องจัดทําคําแปลฉบับใหม่มาให้ที่ประชุมรัฐสภา ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ไม่มี ประโยชน์หรอกครับ เราจะต้องมีหนังสือสัญญากู้เงิน รวมทั้งอาจจะต้องมีหนังสือสัญญากู้เงิน จากไอเอ็มเอฟก็ได้ในอนาคต ใครจะพยากรณ์อนาคตได้ เราจะต้องมีหนังสือสัญญาความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ไม่เอฟทีเอกับอีกบางประเทศหรือหลายประเทศก็ได้ ทําไม ละครับ เราตัดหนังสือสัญญาเหล่านี้ออกไปจากการรับรู้ของสภา ท่านประธานครับ อีกไม่ นานหรอกครับ ผมเห็นท่านประธานชะโงกหน้ามาแล้วผมก็เสียวทุกที ไม่นานหรอกครับ
อีกประเด็นหนึ่งนะครับท่านประธาน ก็คือร่างกรรมาธิการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นี่นะครับ ร่างแรกท่านตัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนออกไป ในร่างกรรมาธิการก็เป็นพระคุณอย่างใหญ่ครับที่ท่านกรุณานํากลับเข้ามา ในร่างแรก กระบวนการที่จะต้องเสนอตอบต่อรัฐสภาก็ถูกตัดออกไปหมด ก็เป็นพระคุณอันใหญ่ ของคณะกรรมาธิการที่ได้กรุณากู้คืนกลับมา แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ปรากฏว่าท่าน กู้คืนกลับมาเฉพาะกับหนังสือสัญญาเอฟทีเอเท่านั้น นั่นหมายความว่าอะไรครับ ก็คือหมายความว่าหนังสือสัญญาเกี่ยวกับอาณาเขต ๒ ประเภท ก็คือหนังสือสัญญาที่มีบท เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ๑ กับหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่าง ประเทศนี่นะครับ ถูกทําให้ลดความเข้มข้นลงโดย ๓ คําที่ท่านเพิ่มเข้ามาก็คือคําว่า โดยชัดแจ้ง แล้วนี่นะครับ ยังปรากฏว่าหลุดออกจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน หลุดออกจากกระบวนการต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพราะฉะนั้น เมื่อผมอ่านร่างของกรรมาธิการทั้งหมดแล้วนี่นะครับ แม้ว่าท่านจะกรุณาแก้ไขจากร่างแรก ที่ไปไกลเกินไป แต่ว่าการแก้ไขของท่าน กระผมเห็นว่า ด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ยังคงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นคนไม่ดื้อครับ เป็นไปได้ไหมว่าหลังจากฟังคําอภิปรายของกระผมแล้วก็เพื่อนสมาชิกอีกหลาย ๆ ท่านไปแล้ว ท่านกรรมาธิการกรุณาพิจารณาใหม่ครับ คําว่า โดยชัดแจ้ง นี่อย่ามี ๑ ๒. ท่านจะทําอย่างไร ครับ ให้หนังสือสัญญากู้เงิน ให้หนังสือสัญญาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่น ที่ไม่ใช่เอฟทีเอสามารถกลับเข้ามาสู่การพิจารณาอนุมัติของรัฐสภา เรามีกลไกครับ ประชุมลับ ก็ได้ครับท่านประธาน อันนี้เป็นสิ่งสําคัญอย่างยิ่งนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระผมแปรญัตติไว้ โดยสรุปสั้น ๆ นะครับก็คือแปรญัตติไปตามเดิม ๑ และอีกหนึ่งก็คือกระผมก็สรุปความเห็น จากที่เคยประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ว่าสาเหตุที่มันมีเรื่องเข้ามารัฐสภาเยอะ ก็คือว่า หน่วยราชการท่านไม่แน่ใจว่าหนังสือสัญญาประเภทไหนจะต้องเข้ามาสู่การพิจารณาของ รัฐสภามาก ก็เลยพาลส่งเข้ามาทุกประเภทเลย ข้อนี้เราก็สามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมายลูก ที่กําหนดประเภทของหนังสือสัญญา ซึ่งรัฐสภาเราก็จะได้ประชุมร่วมกันต่อไป
อีกข้อหนึ่งที่เคยหารือกันมามากก็คือว่าบางทีเข้ามาแล้วเรียกประชุม สมาชิก ก็ไม่ทันได้อ่านอะไรนี่นะครับ ข้อหนึ่งที่เป็นข้อเสนอ ท่านประธานคงจําได้นะครับ เราก็อยู่ ในวิปกันมาหลายสมัย ก็ได้มีข้อเสนอว่าจะเป็นไปได้ไหมที่รัฐสภาจะได้ตั้งคณะกรรมาธิการ สามัญประจําขึ้นมาชุดหนึ่ง ทําหน้าที่ศึกษาหรืออ่านหนังสือสัญญาที่รัฐบาลส่งเข้ามา โดยเฉพาะเลย แล้วก็ทําหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อนสมาชิก กระผมจึงแปรญัตติเพิ่มเข้าไว้ เป็นวรรคสุดท้าย ขออนุญาตอ่านนะครับ เพื่อความสมบูรณ์ ให้มีคณะกรรมาธิการสามัญ ประจํารัฐสภาเพื่อพิจารณาศึกษาหนังสือสัญญาที่คณะรัฐมนตรีเสนอต่อรัฐสภาและจัดทํา รายงานต่อรัฐสภา เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภาในการให้ความ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหนังสือสัญญาตามมาตรานี้ ทั้งนี้คณะกรรมาธิการดังกล่าวอาจเรียก เอกสารจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในการ พิจารณาได้ และเอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๐ นั้น ให้คุ้มครองถึงบุคคลผู้กระทําหน้าที่ ตามมาตรานี้ด้วย ทีนี้กระผมก็ได้พยายามสังเคราะห์จากที่ได้เคยมีการประชุมปรึกษาหารือ กันในวุฒิสภากันมาหลายรูปแบบเข้ามาผนวกไว้ด้วย คือไม่ใช่เพียงแต่แปรญัตติกลับไป ตามมาตรา ๑๙๐ เดิมประการเดียว แต่อย่าลืมว่ามาตรา ๑๙๐ เดิมมันแก้มาเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว แล้วก็ทางแก้ไขยังไม่ได้ใช้นะครับ คือยังไม่มีกฎหมายลูกที่กําหนดประเภทของหนังสือสัญญา ผมเพิ่มให้อีกข้อหนึ่ง ก็คือให้มีกรรมาธิการสามัญประจํารัฐสภา ซึ่งก็มาจากผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ ในสภาแห่งนี้ละครับ ๒ ประการนี้น่าจะแก้ปัญหาได้ แล้วมันก็จะมีผลทําให้หนังสือสัญญา ทางเศรษฐกิจทั้ง ๒ ประเภทนั้นยังคงอยู่ในการพิจารณาอนุมัติของรัฐสภาและหนังสือสัญญา เกี่ยวกับอาณาเขตทั้ง ๒ ประเภทนั้น เมื่อไม่มีคําว่า โดยชัดแจ้ง แล้วก็หมายถึงว่าอะไร ที่มันอาจจะเสียหายก็ต้องเอาเข้ามาก่อน ผมจะไม่พูดหรอกครับว่าศาลรัฐธรรมนูญทําไม ทําอย่างนั้น ทําได้หรือทําไม่ได้ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่เอาถึงความเหมาะสมครับว่า มันไม่มีหรอกครับ ใครจะไปทําหนังสือสัญญาเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศของตน โดยชัดแจ้ง แต่มันมีอะไรที่เป็นเรื่องเทา ๆ เป็นเรื่องที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย ผมว่า มันเป็นเรื่องปลอดภัยแก่รัฐบาลนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราไม่คิดว่าเราจะอยู่ ในฐานะอะไรในรัฐสภาแห่งนี้ เราอาจจะอยู่ในฐานะรัฐบาล แน่นอนครับ รัฐบาลย่อมต้องการ ความสะดวกในการตัดสินใจ ต้องการความเร็วในการตัดสินใจ แต่ถ้าเราอยู่ในฐานะของ ฝ่ายค้านหรือฝ่ายที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล เราก็ต้องการความรอบคอบ ต้องการอํานาจในการ ตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล ชอบพูดกันเสมอครับระหว่างข้างบนกับข้างล่างนั้น ถ้าเป็น สภาผู้แทนราษฎรนะครับก็มักจะสลับกันขึ้นไป วุฒิสภานี่อยู่ข้างล่างตลอดกาล ถ้าเรานึกถึง จิตวิญญาณของเรา ผมกราบสมาชิกพรรคเพื่อไทยทั้งหลายครับ ที่ท่านเคยคัดค้าน ร่างกฎหมายลูกของมาตรานี้ สมัยปี ๒๕๕๒ อย่างแข็งขันในเรื่องที่แยกสัญญากู้เงินออกไป ถ้าท่านยังจําได้ ที่ท่านเคยช่วยกระผมทักท้วงรัฐบาลตอนปลายปี ๒๕๕๒ ให้ไปทําคําแปรร่าง สัญญากู้เงินจากธนาคารโลกมาใหม่ แล้วท่านได้กรุณาเข้าใจการอภิปรายของผมวันนี้ว่า มีเจตนาเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดความรอบคอบจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านกรรมาธิการ ถ้าได้โปรดกรุณาพิจารณาคําแปรญัตติของกระผม ก็ไม่ต้องเอาตามทั้งหมด หรอกครับ แต่ว่าถ้าท่านสามารถปรับทางใดทางหนึ่งให้มันเกิดความสบายใจขึ้นมาได้ ผมว่า จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ อย่าคิดว่ารัฐสภาจะเป็นตัวคัดค้านรัฐบาลอย่างเดียว การดําเนินนโยบายต่างประเทศในหลายกรณีนั้น รัฐสภาสามารถเป็นตัวช่วยรัฐบาลได้ครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
กรรมาธิการขอชี้แจงนะครับ แล้วเสร็จแล้วต่อด้วยท่านอลงกรณ์และท่านจิรายุ เดี๋ยวกรรมาธิการชี้แจงก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ กฤช อาทิตย์แก้ว ประธานกรรมาธิการ ผมขออนุญาตให้ท่านอาจารย์พีรพันธุ์ พาลุสุข เป็นผู้ชี้แจงต่อรัฐสภา ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร ในฐานะกรรมาธิการ ต่อประเด็น ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายให้ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะ ท่านสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายเสร็จไปสักครู่นี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดคณะกรรมาธิการจึงแก้ไข เช่น เติมคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้ามา เหตุใดจึงไม่รอให้มีการออกกฎหมายเพื่อบังคับ ตามมาตรา ๑๙๐ ที่ได้มีการแก้ไขมาแล้วเมื่อปี ๒๕๕๔ และยังมีอีกหลาย ๆ ประเด็น ซึ่งผมก็คิดว่ากรรมาธิการที่นั่งอยู่ตรงนี้คงจะช่วยกันตอบในประเด็นต่อไปนะครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานเฉพาะในประเด็นที่ว่าเหตุใดเราจึงแก้คําว่า สนธิสัญญาใด ที่มีหมุดเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจรัฐเดิม ใช้คํานี้นะครับ แล้วก็แก้มาเป็นว่า หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจรัฐ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ความจริงในส่วนตัวผมผมก็ได้เรียน ต่อคณะกรรมาธิการว่า ผมนี้ชอบคําว่า เขตอํานาจรัฐ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า สเตท จัวริสดิคชั่น (State Jurisdiction) ก็แปลว่า คือเขตที่รัฐสามารถมีอํานาจทางกฎหมายได้ เป็นคําที่ใช้อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญก่อน ๆ หลายฉบับใช้คํานี้มาอยู่ตลอด แล้วก็ในวงการนักกฎหมายระหว่างประเทศก็เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร ผมก็เอาความหมาย ของคํานี้ไปอธิบายให้คณะกรรมาธิการฟัง ทุกคนก็เข้าใจได้ แต่ว่าก็มีการอธิบายต่อมาบอกว่า คําว่า เขตอํานาจรัฐ ในระยะหลัง ๆ ในกฎหมายระหว่างประเทศที่มีการพูดคุยกันตอนหลัง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมายทะเล มีการอธิบายเขตอํานาจรัฐ ในทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็มีนักกฎหมายที่เป็นที่เคารพนับถือในกระทรวงการต่างประเทศ ท่านแนะนําให้ใช้คําว่า แทนที่จะใช้คําว่า เขตอํานาจรัฐ มาใช้คําว่า พื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ ก็จะทําให้มีขอบเขตกว้างขึ้น ชัดเจนขึ้น ผมก็ได้ฟังคําอธิบายแล้วก็ ไม่ได้ขัดข้อง ก็เห็นด้วย เพราะในระยะหลัง ๆ คําว่า พื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตย คําว่า สิทธิอธิปไตย ไม่ใช่มีอํานาจอธิปไตยนะครับ เป็นคนละคําอีก มันก็เป็น คําที่มันมีความพัฒนาต่อมาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งพื้นที่ทางทะเลจะแคบลง แคบลง แคบลง เพราะมนุษย์รู้ว่าภายใต้ทะเลนั้นพื้นน้ํามันเป็นทะเลหลวง แต่ถ้าใต้พื้นน้ํา มีทรัพยากรธรรมชาติปลาก็เยอะ บนดินที่ใต้พื้นน้ําก็มีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ ก็ไม่อยากใช้ คําว่า อํานาจอธิปไตย มาใช้คําว่า สิทธิอธิปไตย ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษนะครับ โซเวียน ไรท์ (Sovereign Right) ก็จะมีความชัดเจนขึ้น หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตาม กฎหมายระหว่างประเทศก็อาจจะมีการตกลงกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีการตกลงกันอยู่บ่อย ๆ ว่าใครไปก่อสร้างอะไรในทะเลหลวง ใครเป็นเจ้าของ ก็มีการออกกฎหมายระหว่างประเทศ ให้มีการรองรับต่อเนื่องต่อไปนะครับ ผมก็เห็นด้วยว่าเอาละ คํานี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีความหมายอย่างนี้ ผมก็คล้อยตามกับท่านที่ให้ ข้อความคิดเห็นว่า คําที่นํามาเสนอนี้แล้วแก้กลับไปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นน่าจะ ดีกว่าคําว่า เขตอํานาจรัฐ ท่านประธานครับ ต่อไปทําไมเราจึงเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง ที่ต้อง เติมนะท่านประธานครับ ก็เพราะว่าในรัฐธรรมนูญบอกว่า หนังสือสัญญาใดมีบท เปลี่ยนแปลง แปลว่าอะไรครับ ก็แปลว่าคือมันเปลี่ยนแปลงจริง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงกัน จริง ๆ มีการเสียดินแดนไปจริง ๆ แต่ว่าในคดีที่มันเกิดขึ้น ที่ท่านผู้อภิปรายได้ยกขึ้นมาแล้วว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลไปวินิจฉัยว่าความตกลงฉบับนั้นด้วย ก็ยังถกกันเยอะ นะครับมันเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศหรือไม่ เป็นความตกลงระหว่างประเทศหรือไม่ แล้วต้องเข้ารัฐสภาหรือไม่ ถกกันมากในกระทรวงการต่างประเทศ ผมก็ไปอ่านดูรายงาน กันทั้งหมด เอาละสุดท้ายก็ยอมรับว่ามันเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่ว่าต้องเข้า มาตรา ๑๙๐ นี้หรือไม่ ก็ยังถกเถียงกันอยู่เยอะ คําว่า มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต แปลว่า อะไร ก็แปลว่ามีการเปลี่ยนแปลงเขตแดนไป แต่ว่าในคําวินิจฉัยของศาล ท่านเติมคําว่า อาจ เข้าไป แปลว่าอะไรครับ คือมันอาจจะเสียก็ได้ ไม่เสียก็ได้ ผมถามท่านประธานว่าวันนี้ แล้วเราเสียหรือยัง ยัง แล้วทําไมเติมเข้าไป ก็กฎหมายเขียนว่า หนังสือใดมีบทเปลี่ยน เขาไม่ได้เขียนว่าหนังสือสัญญาใดมีบทที่อาจทําให้เสียดินแดน พวกผมที่เรียนกฎหมายมา ที่สอนกฎหมายมา แล้วก็บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญ คุณกําลังละเมิดรัฐธรรมนูญนะ เพราะคุณ เติมคําว่า อาจ เข้าไปโดยที่สภาไม่ได้แก้ เห็นหรือยังละครับ ถ้าท่านอยากตีความว่ามันอาจจะ เสีย ท่านก็บอกสภาก่อนสิ ว่าสภาช่วยแก้กฎหมายหน่อย เพราะว่าความตกลงบางอันตอนที่ ตกลงกันมันอาจจะไม่แน่นะว่าจะเสียหรือไม่เสียหรือไม่ ถ้ามันอาจจะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทําให้เสียดินแดน ถ้าสภายอมแก้นะท่านประธานครับว่า หนังสือสัญญาใดมีบทที่อาจทําให้ เปลี่ยนแปลงเขตแดน ศาลค่อยวินิจฉัยอย่างนี้ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะบอกว่า ศาลวินิจฉัย เกินกว่าที่กฎหมายเขียนไว้ ศาลไม่มีหน้าที่บัญญัติกฎหมายนะครับ แต่มีหน้าที่วินิจฉัยว่า ใครทําผิดกฎหมายนี้หรือไม่ มีหน้าที่วินิจฉัยว่าตีความกฎหมายหรือไม่ คนเปลี่ยนแปลง กฎหมายก็คือรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมก็ไม่อยากจะย้อนกลับไปในคดีนี้มาก ก็คือ ในวงการกฎหมายพวกเราก็วิพากษ์วิจารณ์กันเยอะว่าในคดีนี้ศาลท่านตีความเท่ากับเป็นคน ไปมีผลในการแก้รัฐธรรมนูญเอง ความเห็นผมบอกว่าถ้าตีความย่างนี้ไม่ถูก ผมก็ไม่ยอมรับ แต่เอาเถอะครับในเรื่องนี้ในคดีนี้ปรากฏว่าไม่ได้หยุดอยู่แค่ศาลรัฐธรรมนูญครับ เอ็มโอยูเรื่อง พระวิหารฉบับนั้นยังมีคนนําไปร้องต่อศาลปกครองอีก เรื่องเดียวกันนี่ละ ศาลปกครองชั้นต้น วินิจฉัยว่าเอ็มโอยูเรื่องเขาพระวิหารเป็นการกระทําของรัฐบาล ภาษาอังกฤษว่า แอค ออฟ กัฟเวอร์น เมนท์ (Act of Government) เป็นการกระทําฝ่ายบริหารแท้ ๆ ศาลไม่อํานาจที่ จะไปพิจารณา ผมยังชมคณะผู้ตัดสินเลย บอกตอบตามตําราเป๊ะเลย ก็บุคคลคนนั้นก็ไป อุทธรณ์ต่อศาลสูงอีก ศาลปกครองสูงสุดนะครับ วันรุ่งขึ้นศาลก็บอกว่าไม่ได้ เป็นแอค ออฟ กัฟเวอร์น เมนท์ เป็นการกระทําของรัฐบาล ศาลไม่มีเขตอํานาจที่จะไปตรวจสอบความชอบ ด้วยกฎหมายนี้ได้ คดีนั้นก็คือที่เรารู้กันว่าเป็นคดีไทยกับญี่ปุ่น เจเทปา (JTEPA) คดีพระวิหารนี้เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นอย่างนี้ มีคนไปนําฟ้องต่อศาลปกครองอีก ศาลปกครองกลางชุดเดิมนี้นะครับ ศาลต้นเขาก็วินิจฉัยว่าเรื่องเอ็มโอยู เรื่องพระวิหารนี้ เป็นการกระทําของรัฐบาล ศาลไม่มีอํานาจเข้าไปตรวจสอบ ตรงกับคดีเจเทปาอีก ก็บุคคล ชุดนี้ก็ไปยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดอีก ผมทราบว่าศาลปกครองสูงสุดนี้พิจารณาแล้ว ลงมติ ไปแล้วด้วย ยกคําร้อง แต่มีการสั่งให้มีการเปลี่ยนองค์คณะในศาลปกครองสูงสุด เป็นเรื่อง มาจนทุกวันนี้ แล้วไปวินิจฉัยว่าเอ็มโอยูฉบับนั้นเป็นคําสั่งทางปกครอง เป็นไปได้อย่างไร ท่านประธานครับ ก็แปลว่าอะไร แปลว่าไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไรละทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองก็มารุมเอาประเด็นนี้ แล้วมันจบไปไหมละครับ ความที่ไม่ได้ตัดสินให้ถูกต้อง ตามตัวกฎหมาย ปัญหามันก็ไม่จบ หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นครับ สนธิสัญญาหลายอย่าง ซึ่งไม่ควรจะเอาเข้าสภา ก็มีคนถามความเห็นไปกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวง การต่างประเทศ ผมไปตอบ ดูก็ได้ครับ เกือบทุกฉบับ ตอบไปว่ามันอาจจะเป็นครับ ผมก็ ถามบอกว่านี่กรมสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศตั้งมาเป็นร้อยปีแล้วนะ ท่านเชี่ยวชาญเรื่องนี้มากแล้วนะ ทําไมไม่กล้า ก็จะกล้าได้อย่างไรละครับ ถ้าพวกผมบอกว่า มันไม่เป็น มีคนไปฟ้องศาล ศาลบอกว่า มันอาจจะเป็น เห็นไหมละครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ เหล่านี้ก็จะถูกสอบสวนเหมือนที่เกิดขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศ เดือดร้อนกันอยู่ หลายคนจนทุกวันนี้ ไม่ทราบคดีจบไปหรือยัง ก็เพราะเรื่องอย่างนี้ละ ถ้าอย่างนั้นก็ อย่ากระนั้นเลยนะครับ เขาก็ตอบมาอย่างนั้นว่ามันอาจจะเป็น และเพราะเหตุนี้ละ พอมัน อาจจะเป็น อาจจะเป็นอย่างนี้ล่ะ ทุกคนก็ส่งเรื่องมาให้พวกเราเป็นผู้พิจารณา ผมก็เคยถาม สภาแห่งนี้เหมือนกันว่าเรากําลังพิจารณาในสิ่งที่เราก็ไม่มีอํานาจนะ นี่คือประเด็นที่อยาก ตอบความเห็นของท่านสมาชิกว่าทําไมเราจึงเขียนคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้ามา ก็เพื่อให้การ ตีความในเรื่องนี้มันชัดเจนขึ้นว่ามีบทเปลี่ยนแปลงนี่ หมายถึงมีบทเปลี่ยนแปลงจริง ๆ นะ ครับ ท่านอาจจะบอกว่าไม่มีรัฐบาลไหนหรอกที่จะไปทําความตกลงเพื่อจะเสียดินแดน ไม่ใช่ ครับ มันอาจจะมีเช่น มีการแบ่งเขตดินแดนใหม่ มีการกําหนดเขตใหม่ มันอาจจะเกิดขึ้นได้ มีการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ เราจึงเขียนว่า ถ้าอย่างนั้นก็ขอเขาเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง ขึ้นไป ก็ หวังว่าเมื่อมีคํานี้แล้วต่อไปนะครับ ศาลไม่ว่าจะเป็นศาลไหนก็ตาม คงจะไม่อยู่ดี ๆ ก็เอาคําที่ กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ใส่เข้าไปในกฎหมายอีก แล้วปัญหามันก็ไม่จบ อย่างเช่นที่มันเกิดขึ้นกัน อยู่ทุกวันนี้นะครับ
ท่านประธานครับ มีประเด็นต่อไป ถามว่า เมื่อปี ๒๕๕๔ ฝ่ายที่อยู่ฝั่งนี้ ฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลอยู่ก็มีการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ ก็หวังว่าการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ เมื่อปี ๒๕๕๔ นั้นจะทําให้มาตรา ๑๙๐ มีความชัดเจนขึ้น สามารถที่จะไปออกกฎหมายเพื่ออนุมัติ ตามมาตรา ๑๙๐ นั้นได้ ผมก็อยากจะทํานะครับ แต่ผมเข้าใจว่าตอนที่กฎหมายนี้เข้าสภา เมื่อปีครั้งนั้น ผมจําไม่ได้ว่าผมร่วมอภิปรายด้วยไหม แต่ผมก็บอกว่ามันมีความไม่ชัดเจนอยู่ หลายเรื่อง และเป็นเหตุที่เมื่อกฎหมายนี้เข้ามาสู่สภา แต่ว่ารัฐบาลสมัยนั้นก็ถอนออกไป ถามว่าทําไมถึงถอนออกไปครับ ท่านประธาน ผมตามไปดูรายงานว่าหลังจากมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลสมัยนั้นก็คือฝ่ายค้านในตอนนี้ ได้เอาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การทําหนังสือสัญญาเข้ามาสู่สภาเป็นการพิจารณานะครับ ผมไปอ่านดูรายงานในระหว่างที่ มีการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ผมจําได้ว่าเล่มรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และก็ผู้แทนกระทรวง การต่างประเทศได้ศึกษากันอยู่มาก แล้วก็มันเป็นรายงานเล่ม ผมเข้าใจว่าเล่มจะโตขนาดนี้ท่านประธานครับ หลายท่านอาจจะ ไม่ได้อ่าน แต่ผมนี่ด้วยความที่อยากรู้ก็เข้าไปอ่าน พอไปอ่านดูแล้วเราก็เห็นปัญหาว่าการที่ เขาไม่สามารถออกกฎหมายเพื่ออนุมัติตามมาตรา ๑๙๐ ได้ มันเป็นเรื่องที่มีเหตุผล เริ่มต้น คืออะไรครับ เริ่มต้นเขาก็บอกว่าการกําหนดนิยามว่าหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความ มั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง เมื่อสักครู่ท่านผู้อภิปรายให้ ความเห็นไปก็บอกแล้ว มันก็มีความหมายคลุมเครือกันอยู่เหมือนกัน อะไรคือคําว่า อย่าง กว้างขวาง หรือเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าและการลงทุนของประเทศอย่างมี นัยสําคัญ อะไรคือนัยสําคัญ มีใครตอบได้ไหมครับ คําว่า อย่างกว้างขวาง อย่างมีนัยสําคัญ มันยากที่จะไปกําหนดขอบเขตให้ชัดเจนได้ รวมทั้งคําว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม คือ อะไร ก็ยากอีก เขาก็พยายามนะครับท่านประธานครับ พยายามที่จะยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นมา จนกระทั่งเขาอุตส่าห์บอกว่ามันเป็นร่างอยู่นะครับ ท่านคณะกรรมาธิการอย่าเอาไปอ้างอิง เลย เราก็บอกว่าขอดูหน่อย ไหน ๆ ท่านก็ทําไปพอสมควรแล้ว สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาก็ตอบว่า เอาละ มันเป็นเพียงยกร่าง ยังไม่เสร็จ ยังไม่อยากเอามาเปิดเผย เมื่อคณะกรรมาธิการขอก็ร่วมมือหน่อย ก็เอามาให้ดู เมื่อดูแล้วเขาก็อธิบายไว้ชัดเจนว่า เมื่อมันเขียนเป็นกฎหมายแล้ว ยากที่จะให้นิยามคําว่า อย่างกว้างขวาง ยากที่จะให้นิยาม คําว่า อย่างมีนัยสําคัญ ยากที่จะไปอธิบายว่า กฎหมายความตกลงที่มีผลผูกพันงบประมาณ นั้น อย่างมีนัยสําคัญคืออะไร ที่บอกว่าผูกพันในงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญคือ อะไร ผูกพันกี่ปี ผูกพันจํานวนเงินเท่าไร ผูกพันส่วนไหนของงบประมาณ เขียนเป็นกฎหมาย ได้ยากมาก ที่สําคัญก็คือว่าเขาก็พยายามเขียนต่อไปนะครับ เขียนไปแล้ว เป็นกฎหมาย ไปแล้ว สมมุติออกเป็นกฎหมายขึ้นมานะครับ ท่านที่ไม่เห็นด้วยก็ว่ากฎหมายนี้มันขัด รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนว่าให้กฎหมายที่มีความกระทบต่อความมั่นคงทาง เศรษฐกิจสังคมอย่างกว้างขวาง คุณไปกําหนดขอบเขตไว้ทําไม หรือบอกว่ามันมีนัยสําคัญ ก็รัฐธรรมนูญเขียนว่ามันมีนัยสําคัญ คุณไปกําหนดกรอบไว้ทําไม กฎหมายนี้ก็จะไปขัด รัฐธรรมนูญอีก ก็ใช้บังคับไม่ได้อีก สุดท้ายเขาก็บอกว่าลองดูสิ เพราะมีการแก้ให้ออก กฎหมายกําหนดประเภทของสนธิสัญญา เขาก็ลองดูแนบท้าย มีสนธิสัญญากี่ประเภทที่จะ เข้าข่ายของมาตรา ๑๙๐ เดิม แยกออกมาได้ ๗-๘ ประเภท เช่น ตัวอย่างหนังสือสัญญาที่มี วัตถุประสงค์เกี่ยวกับการกําหนดหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกฎเกณฑ์หรือมาตรฐาน สิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่ทางเทคนิคหรือทางวิชาการ ก็อย่างนี้ได้ แต่ก็ไปติดคําว่า อย่ามีนัยสําคัญ อย่างกว้างขวางอีก หาจุดจบไม่ได้อีก ผมก็อ่านดูแล้ว ก็พยายามแล้ว ก็เห็นความพยายาม ของคณะผู้ยกร่างครั้งนั้นว่าเขาก็ได้พยายามเต็มที่แล้ว แต่คําตอบสุดท้ายที่ได้ก็คือว่า ไม่สามารถที่จะออกเป็นกฎหมายที่ชัดเจนได้ เมื่อไปออกเป็นกฎหมายที่ชัดเจนไม่ได้ เมื่อนําไปใช้ก็จะก่อให้เกิดปัญหากันต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้คณะกรรมาธิการชุดที่มีการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ เดิม จึงตัดคําว่า อย่างมีนัยสําคัญ ออกไป อย่างกว้างขวาง ออกไป แล้วถามว่า ทําไมยังเหลือเฉพาะสนธิสัญญาที่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ หายไปไหน ที่เอาคืนมาได้ทําไมเหลือเฉพาะเรื่องสนธิสัญญาที่มีเกี่ยวกับให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือ การลงทุน ผมก็กลับไปอ่านดูรายงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่พูดกันชัดเจนคือเรื่องเอฟทีเอว่าการที่รัฐบาลไปตกลงทําเรื่องเอฟทีเอกับต่างประเทศโดยที่ ไม่ผ่านสภา ต่อมามันเกิดผลกระทบต่อประเทศ ต่อประชาชนอย่างกว้างขวางนะ พูดแต่เรื่องนี้ ไม่มีเรื่องอื่นครับ พอพูดแต่เรื่องนี้ไม่มีเรื่องการกระทบเศรษฐกิจ สังคมอย่างกว้างขวาง ผูกพันงบประมาณอย่างมีนัยสําคัญไม่มี เมื่อไม่มีเราก็ไม่สามารถที่จะไปหาเจตนารมณ์ของ ท่านเหล่านั้นได้ ตกลงผมก็ทราบว่าถ้าอย่างนั้นแปลว่าเมื่อปี ๒๕๕๐ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ท่านเน้นเฉพาะเรื่องการเปิดเสรีทางการค้าหรือการลงทุน ส่วนเรื่องอื่นพอเขียนไปแล้วท่านก็ ต่อ ๆ มาเรื่อย ๆ สุดท้ายมันก็หาความชัดเจน ความแน่นอนทางกฎหมายไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่าเพื่อจะให้มาตรา ๑๙๐ มันชัดเจนขึ้น มีความหมาย ชัดเจนขึ้น สุดท้ายสําคัญก็คือว่าสามารถที่จะนําไปออกเป็นพระราชบัญญัติเพื่ออนุมัติตาม มาตรา ๑๙๐ นี้ได้ ผมได้ถามเจ้าหน้าที่แล้ว ท่านกฤชแก้อย่างนี้ไปออกกฎหมายได้ไหม ได้รับ คํายืนยันว่าได้ เพราะมันมีความชัดเจนขึ้น เมื่อชัดเจนขึ้นก็ไปออกกฎหมายที่จะเป็นกฎหมาย ลูกต่อไปได้ นี่คือเหตุผลที่ผมอยากจะชี้แจงต่อท่านที่ถามมานะครับ
ประการสุดท้ายถามว่าและทําไมการกู้เงินไม่ใส่เข้าไป ก็อยากจะชี้แจงเพียง สั้น ๆ ว่าเรื่องการกู้เงินจะด้วยเหตุผลใดก็ตามนะครับ เมื่อปี ๒๕๕๒ พวกผมอาจจะสนับสนุน ไป แต่ว่ามันก็มีคําตอบที่ชัดเจนว่าเรื่องของการกู้เงินส่วนใหญ่ก็จะทําในรูปแบบของสัญญา สัญญานะครับ ไม่ได้ทําในรูปแบบของสนธิสัญญา แล้วกฎหมายในเรื่องนี้นั้นก็มีกฎหมาย เช่น กฎหมายว่าด้วยหนี้สาธารณะ ที่ให้อํานาจรัฐบาลไปกู้เงินได้อยู่แล้ว ก็ใช้กฎหมายนี้ ไม่ใช่ ไปออกเป็นสนธิสัญญาว่าด้วยการกู้เงินครับ ผมขอชี้แจงคําถามเฉพาะในส่วนนี้เพียงเท่านี้ ครับท่านประธานครับ
ท่านอลงกรณ์ครับ
ขออนุญาตนิดหนึ่ง นะครับ
ไม่ได้นะครับ ผมประกาศชื่อ ไปแล้ว ท่านอลงกรณ์แล้วก็ท่านจิรายุนะครับ และต่อไปก็เป็นท่านมณเฑียร แล้วก็ ท่านวันชัย
ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดหนึ่งได้ไหมครับ
มีอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธาน ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้ฟังคําชี้แจง ของกรรมาธิการแล้วก็เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างนะครับ แต่ว่าเรื่องสัญญากู้เงินนั้น ไม่ชัดเจนครับ คือมี พ.ร.บ. หนี้สาธารณะอยู่แล้ว ทราบครับ แต่ว่าการกู้เงินจากต่างประเทศ นั้นผมว่าอย่างไรก็ต้องควรผ่านสภาครับ แล้วก็ผ่านมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เป็นไรครับ สําหรับผมนั้นผมถือว่าได้บอกไว้แล้วว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคืออะไร ทั้งเรื่อง หนังสือสัญญา เรื่องอาณาเขต ซึ่งถ้าท่านเอาศาลรัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้งก็สุดแท้แต่ แต่ผมเห็น ว่ามันมีเหตุผล และเหตุการณ์ในอนาคตถ้ายังคงไว้ตามเดิมมันช่วยรัฐบาลได้ เช่นเดียวกับ สัญญากู้เงินหรือสัญญาทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ครับ มันช่วยได้ แต่ถ้ากรรมาธิการเห็นว่าไม่ได้ ก็ไม่เป็นไรครับ แต่สุดท้ายกระผมไม่ได้ยืนยันว่าต้องเอาตามที่ผมแปรญัตติ แต่ว่า ท่านเอากลับมาเฉพาะหนังสือสัญญาเอฟทีเอ ผมเห็นว่าน้อยไปครับ มันก็มีผู้แปรญัตติ ผู้สงวนความเห็นหลายคนที่เพิ่มเติมประเภทของหนังสือสัญญาทางเศรษฐกิจที่ควรระบุ ชัดเจนว่าเอาเข้ามาหลายสํานวน ผมก็ฝากท่านนะครับเพื่อเห็นแก่ประเทศชาติจริง ๆ ครับ เพิ่มเติมจากสัญญาเอฟทีเอเข้าไปนะครับ เอาตามแต่ที่เห็นสมควรที่จะได้รับฟังด้วยเหตุ ด้วยผลให้เห็นพ้องต้องกันก็จะเป็นประโยชน์ครับ และที่สําคัญที่สุดครับที่ท่านกรรมาธิการ กรุณาอธิบายมา ผมก็นึกว่าผมตกข่าว เรื่องรัฐบาลสมัยที่เป็นฝ่ายค้านเสนอร่างกฎหมายเข้ารัฐสภาแล้ว กระผมไม่เห็นได้อย่างไร ก็เข้าใจว่าอยู่ในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาใช่ไหมครับ เพราะว่าการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ สมัยรัฐบาลที่แล้วมันมีผลบังคับใช้ วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๔ เข้าใจว่ายุบสภา ช่วงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ ใช่ไหมครับ กฤษฎีกาอยู่ในชั้นกฤษฎีกา ยังไม่ได้เข้าสู่ กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาใช่ไหมครับ มีร่างกฎหมายหลายฉบับที่บังคับ ออกมาเป็นพระราชบัญญัติที่ในชั้นแรกนี้ก็ยังสับสนกันอยู่ แต่กระบวนการของสภามันช่วยได้ ผมก็ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเอาไว้นะครับ ว่ามันยังไม่ถึงกระบวนการของสภาครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ ท่านอลงกรณ์ครับ คือท่านสมาชิกครับ เวลาผมเรียงรายชื่อไปนะครับ บอกแล้วถ้าเกิดถึงเวลาปั๊บ ถ้าใครไม่อยู่ปั๊บผมตัดนะ ตามข้อบังคับ ข้อ ๓๘ นะครับ ท่านอลงกรณ์ครับ เชิญ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้สงวนคําแปรญัตติในวาระที่สอง เพื่อที่จะขอแสดงความเห็น ประกอบการอภิปรายเพื่อให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง โดยที่แนวทางของการแปรญัตติของกระผมนั้นจะยึดแนวทางของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทั้งในมาตรา ๒๒๔ เดิมของปี ๒๕๔๐ และมาตรา ๑๙๐ แก้ไขของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ประกอบการอภิปราย บางครั้งต้องขออนุญาตท่านประธาน ที่จะได้อ่านรายละเอียดของคําแปรญัตติ บางครั้งก็จําเป็นที่จะต้องพูดถึงร่างที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้มีการปรับแก้ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ก่อนอื่นกระผมต้อง เรียนท่านประธานว่าการเสนอคําแปรญัตติของกระผมนั้นมีความตั้งใจที่จะสร้างแนวปฏิบัติ ของประเทศในเรื่องของการทําสัญญาระหว่างประเทศ ระหว่างรัฐไทยกับรัฐอื่น หรือระหว่าง รัฐไทยกับองค์การระหว่างประเทศ โดยได้ประมวลถึงปัญหาข้อขัดข้อง ทั้งในเชิงการบริหาร และปัญหาในเชิงของหลักการ เพื่อเสริมสร้างหลักของประชาธิปไตย เนื่องจากว่าในอดีตนั้น การทําสนธิสัญญาระหว่างประเทศเป็นการให้อํานาจฝ่ายบริหาร แต่ต่อมาไม่มีการพัฒนา ประชาธิปไตยมากขึ้น เราได้ให้บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะที่เป็นตัวแทน ปวงชนชาวไทยได้เข้ามามีส่วนในการให้ความเห็นชอบ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมสิทธิพลเมือง ในการที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ ในการที่จะนําเสนอความคิดเห็น พร้อมกันนั้น ก็นําหลักการเยียวยาสําหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร แล้วก็ ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือเรียกว่าเอสเอ็มอี เนื่องจากว่าไม่สามารถ แข่งขันได้ โดยเฉพาะในกรณีของการเปิดเสรีทางการค้า หรือว่าการเปิดเสรีของสินค้าบริการ รวมทั้งในเรื่องของการลงทุน นั่นคือแนวทางที่สําคัญที่รัฐสภาแห่งนี้จะได้พิจารณาเพื่อได้ กําหนดเป็นแนวปฏิบัติของของชาติในเรื่องของสนธิสัญญาภายใต้หลักการดังกล่าว ในคําแปร ญัตติของกระผมนั้น ก็ต้องเรียนท่านประธานว่าจะมีความแตกต่างจากในร่างที่รับหลักการใน วาระที่หนึ่ง และในส่วนที่คณะกรรมการเสียงข้างมากได้มีการเปลี่ยนแปลง ในมาตรา ๑๙๐ วรรคหนึ่งไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรครับ แต่วรรคที่สองเป็นต้นไปนั้นกระผมได้มีการแปร ญัตติใคร่ขออนุญาตท่านประธานที่จะได้อ่านเพื่อที่จะประกอบการอภิปรายแสดงเหตุผล ต่อไป ในวรรคที่สองของมาตรา ๑๙๐ ในคําแปรญัตติของกระผมกล่าวไว้ว่า หนังสือสัญญาใด มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจ หรือมีสิทธิอื่นตามหนังสือสัญญา หรือตาม กฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือ สัญญาหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในกรณีนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน หกสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว ในวรรคสองดังกล่าวนั้นท่านประธานกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการก็คงทราบว่ามันมีความแตกต่างจากในร่างที่รับหลักการวาระที่หนึ่ง และในร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้กําหนดไว้ ผมเชื่อว่าโดยหลักของเหตุผลที่กระผม จะยกมาเพื่อให้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ทบทวน
ประการแรกก็คือการแปรญัตติที่ยึดหลักการตีความคําว่า สนธิสัญญา อย่างกว้าง ตรงนี้สําคัญมากเพราะว่าโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนะครับ แนวโน้มของการ ที่ประเทศต่าง ๆ จะใช้ความตกลงที่เป็นสนธิสัญญา ทั้งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการค้าการ ลงทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และรวมทั้งประเด็นอื่น ๆ นั้น จะเพิ่มขยายตัวมากขึ้น หลังจากที่การเจรจารอบโดฮา (Doha) ขององค์การการค้าโลกนั้นไม่ประสบความสําเร็จ นับแต่มีความพยายามตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ หรือการเปลี่ยนศตวรรษเมื่อ ค.ศ. ๒๐๐๐ เป็นต้นมา จึงทําให้เกิดการจับคู่ความร่วมมือบนพื้นฐานทุกด้าน เฉพาะอย่างยิ่งทางด้านของเศรษฐกิจ การค้า สินค้าบริการและการลงทุน รวมทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ด้านต่าง ๆ ตลอดจน ประเด็นที่เป็นความก้าวหน้าในรูปแบบใหม่ ๆ ที่เป็นประเด็นที่ท้าท้ายต่อการเปลี่ยนแปลงใน อนาคต เช่นประเด็นในเรื่องของทรัพยากร สิ่งแวดล้อม เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา เรื่อง ของภาวะโลกร้อน หรือว่า ไคลเมท เชนจ์ (Climate change) ตลอดจนเรื่องของแรงงาน ข้ามชาติ และอื่น ๆ ดังนั้นการออกแบบเพื่อที่จะให้มีการให้ความเห็นชอบในมาตรา ๑๙๐ ที่ ได้มีการเสนอเพื่อที่จะมีการยกร่างขึ้นใหม่นั้นจึงเป็นสิ่งที่จะต้องทําให้ได้สมบูรณ์มากที่สุด แน่นอนที่สุดว่าหลักการที่กระผมได้นําเสนอเพื่อให้กรรมาธิการได้ทบทวน เพราะว่า การตีความสนธิสัญญาที่จะเข้าข่ายในมาตรา ๑๙๐ นั้น ประเทศไทยได้พัฒนารัฐธรรมนูญ โดยการที่ตีความอย่างกว้าง ไม่ใช่ตีความอย่างแคบ คําว่า ตีความอย่างกว้าง ก็หมายความว่า จะมีความตกลงที่เข้าข่ายในลักษณะของสนธิสัญญา ตัวอย่างเช่น สนธิสัญญาที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า ทริทตี (Treaty) ๒. ก็คืออนุสัญญาที่ใช้ภาษาเทคนิคของความตกลงระหว่างประเทศ คือ คอนเวนชั่น (Convention) ๓. ก็คือความตกลง หรืออะกรีเมนท์ (Agreement) ๔. คือพิธีสารที่เราใช้ได้ยินเสมอในรัฐสภาแห่งนี้คือ โปรโตคอล (Protocol) รวมทั้งหนังสือ แลกเปลี่ยนที่เรียกว่าเอ็กเชนจ์ ออฟ โน้ต (Exchange of note) หรือแม้แต่บันทึก ความเข้าใจที่เราใช้ว่าเอ็มโอยู หรือว่ามอแลนดัม ออฟ อันเดอร์แสตนดิ้ง (Memorandum of Understanding) ตัวอย่างที่สัปดาห์ที่แล้วรัฐสภาก็เพิ่งให้ความเห็นชอบในระหว่างที่ นายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง ของจีนนั้นเยี่ยมเยียนรัฐสภาแห่งนี้ และเราก็ให้ความเห็นชอบ ในเรื่องความตกลงระหว่างไทย-ลาว-จีน ในเรื่องของการขนสินค้าและคนข้ามแดนผ่านแดน ระหว่างกัน ได้ยินวันนั้นก็มีการลงนามระหว่างนายกรัฐมนตรีของ ๒ ประเทศ การที่ให้ ขอบเขตการแปรญัตติของกระผมนั้น เป็นการแปรญัตติเพื่อให้มีการอธิบายเมื่อจะต้องมีการ ตีความภายหน้า เพราะเรื่องตีความสําคัญมากสําหรับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตอนที่ผมดูแล กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศนั้น แล้วเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียน หรือว่าอาเซียน อีคอนอมิค มินิสเตอร์ (ASEAN Economic Minister) สิ่งที่เรานําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีหรือต่อรัฐสภานั้น แต่ละหน่วยงาน รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศจะรับภาระหนักมากโดยเฉพาะกรมสนธิสัญญา และกฎหมาย ก็คือทุกส่วนราชการจะต้องถามไปว่าเข้ามาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ก็คือจะต้องมา ผ่านกระบวนการความเห็นชอบของรัฐสภา และส่วนใหญ่ก็จะตอบมาว่าอาจจะเข้า ทุกคนก็ เลยเข้าคิวส่งเข้ามาสภาในทุกรูปแบบของสนธิสัญญาที่เราตีความอย่างกว้าง ไม่มีใครกล้า เสี่ยงในการที่จะขัดรัฐธรรมนูญ ตรงนี้เองเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมมีความคิดเห็นว่าการที่เรา นิยามหรือตีความอย่างกว้าง นั่นคือบรรทัดฐานที่ ๑ ซึ่งจะแตกต่างจากสิ่งที่กรรมาธิการ เสียงข้างมาก แม้ว่าจะได้มีการปรับเปลี่ยนในชั้นของกรรมาธิการ มีการขยับขยายกรอบ กว้างขึ้น แต่ก็ยังไม่กว้างที่จะครอบคลุมทั้งปัจจุบันโดยเฉพาะอนาคต ตรงนี้เองคือประเด็นที่ผม เรียนว่ายังเกาไม่ถูกที่คัน ซึ่งจะต่อเนื่องไปถึงในวรรคสาม วรรคสี่ ซึ่งจะได้ชี้แจงต่อไป
สําหรับประเด็นในเรื่องของการตีความอย่างกว้าง และนํามาสู่การที่เรา จะต้องมีการกําหนดในเรื่องของกฎหมายที่จะเป็นกฎหมายลูกรองรับมาตรา ๑๙๐ นั่นก็คือ การกําหนดประเภทของสนธิสัญญาให้มีความชัดเจนเพื่อมีความง่ายต่อการปฏิบัติ และนี่คือ การแก้ไขกรณีที่เกรงว่าจะมีความล่าช้า หรือภาระงานที่เข้ามาสู่คณะรัฐมนตรีก็ดี ไปที่ กรมสนธิสัญญาและกฎหมายก็ดี หรือไปที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ล้วนแล้วแต่ไม่มีใครชี้ชัด จนกระทั่งแต่ละกระทรวงที่จะนําเสนอเข้ามาสู่รัฐมนตรีนั้น ครม. ก็ต้องตัดสินใจที่จะส่งเรื่อง เข้ามาที่รัฐสภา มันเป็นการเพิ่มงานของทุกฝ่ายเพราะขาดความชัดเจน กระผมได้เล็งเห็น ประเด็นนี้แล้วก็คิดว่าการแก้ไขในมาตรา ๑๙๐ นั้นจะต้องไม่ลดทอนประสิทธิภาพการเจรจา จะต้องแก้ไขปัญหาความล่าช้า จะต้องลดทอนภาระของปริมาณความตกลงหรือสนธิสัญญา ระหว่างประเทศที่ต้องตีความอย่างกว้างเป็นพื้นฐานของรัฐไทยมาโดยตลอดนั้น ก็เป็นหน้าที่ ของรัฐสภาแห่งนี้ เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะต้องพิจารณาและทบทวน ในคําแปรญัตติของกระผมและเหตุผลที่กระผมได้กล่าวถึง ถ้าท่านจะดูในวรรคสอง บรรทัด สุดท้าย ซึ่งน่าเสียดายนะครับที่กรรมาธิการเสียงข้างมากละเลยตรงนี้ นั่นก็คือการที่กระผม ได้เพิ่มเติมว่า ในการนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ เรื่องดังกล่าว นี่เป็นการตีกรอบเวลาเพื่อที่จะให้รัฐสภานั้นจะต้องดําเนินการภายใต้เวลา ที่กําหนด ซึ่งต่างไปจากที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ไปแก้ไข ประเด็นเรื่องของประสิทธิภาพ และความฉับไวในการให้ความเห็นชอบและประเด็นที่สามารถแยกแยะอย่างชัดเจน ต่อลักษณะของความตกลงที่จะเข้าสู่สภา รวมไปถึงวรรคสุดท้ายที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ตีความว่าจะเข้าข่ายความตกลงหรือสนธิสัญญาที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการออกแบบอย่างเป็นระบบที่สอดรับต้องกัน และถ้าเราเริ่มต้น ด้วยการที่มีภาระที่น้อย แน่นอนที่สุดการใช้เวลาที่มีขอบเขตเงื่อนเวลาจะทําให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นคือหลักในเรื่องของความรอบคอบและความรวดเร็ว นี่เป็นปม ใหญ่มาก ต้องเห็นใจในฐานะที่ใครมาเป็นรัฐบาลและส่วนราชการ เพราะว่าพวกเราได้มีประสบการณ์จากการบริหารในเรื่องของการเข้าสู่กระบวนการ มาตรา ๑๙๐ นอกจากนั้นแล้วกระผมก็ต้องเรียนท่านประธานว่าในหลักตรรกะที่กระผมได้ แปรญัตตินั้น ได้ยึดเอามาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งนี้เพราะว่าปัจจุบันและ อนาคตนั้น เราจะต้องเผชิญกับการทําความตกลงและในกรอบการเจรจาที่เป็นประเด็นต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้นจะเห็นว่าในคําแปรญัตติที่แตกต่างของกระผมกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก นั้นก็คือ การที่นํามาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในประเด็นที่สําคัญก็คือในเรื่อง หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการคงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ ผมไม่เข้าใจว่าไมกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงตัดไปในประเด็นดังกล่าว เสมือนหนึ่งว่าเรามองแค่อดีตและปัจจุบัน แต่เราไม่ได้มองอนาคต ตัวอย่างที่สนับสนุน คําอภิปรายและคําแปรญัตติของกระผมก็คือว่า ในประเด็นเรื่องของความตกลงว่าด้วย หุ้นส่วนเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิกหรือเรียกว่า ทีพีพี (TPP) ซึ่งระหว่างการเยือนประเทศไทย ของประธานาธิบดีโอบามา เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๕ รัฐบาลไทยได้แสดงความจํานง ในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกรอบความตกลงดังกล่าว ทีพีพีนั้นถือว่าเป็นซุปเปอร์เอฟทีเอ (Super FTA) ครับ ไม่ใช่เอฟทีเอธรรมดา และกรอบการเจรจาที่ได้เริ่มมีการยกนําเสนอ เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณชนนั้น มันมีประเด็นที่มันไม่ใช่แค่ในเรื่องของการค้า หรือการค้าสินค้าบริการ หรือว่าในส่วนของการลงทุน แต่ว่ามันเป็นการเปิดเสรี อย่างกว้างที่สุด ชั้นแนวหน้าของโลกในปัจจุบัน ซึ่งวันนี้มี ๑๒ ประเทศที่ได้กําลังเจรจากัน เพื่อที่จะตกลงให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ และแนวโน้มก็คงจะไม่ง่ายนัก ประเด็นที่เป็นกรอบเจรจา ของทีพีพีนั้น มีถึง ๒๖ ประเด็น ไม่กี่สัปดาห์มานี้รัฐสภาได้พิจารณาในเรื่องของกรอบ ความตกลงเอฟทีเอ ไทย-เอฟตา ที่เราได้มีการพิจารณาในการให้ความเห็นชอบกรอบเจรจา อันนั้นก็อย่างกว้าง ถึง ๑๗ ประเด็น แต่ทีพีพีซึ่งจะเป็นซุปเปอร์เอฟทีเอแห่งทศวรรษนี้ ได้เปิดเสรีอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าเป็นเรื่องของสินค้า สินค้าบริการหรือการลงทุน และเรื่องอื่น เช่น เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ก็ต้องถามว่าพร้อมหรือไม่ที่เราจะยอมให้เกษตรกร ของเรานั้นโดนขึงพืดเหมือนมวยระดับฟลายเวท (Flyweight) ไปสู้กับเฮฟวี่เวท (Heavyweight) หรือเรื่องของคนยากคนจนที่ไม่สามารถเข้าถึงยาราคาแพงได้ ที่เราเรียกว่า ประเด็นซีแอล (CL) เราพร้อมหรือไม่ที่จะทําความตกลงมากกว่าความตกลงทริปส์ (TRIPS) ซึ่งถือว่าเป็นจุดยืนของเราและขีดเส้นตรงนี้ไว้ เพราะเรายังเป็นประเทศกําลังพัฒนา ยังมีคนจนอยู่อีกมาก ชาวไร่ชาวนา ชาวสวน ชาวประมง ผู้ใช้แรงงานที่ยังไม่สามารถที่จะ เข้าถึงยาได้ แต่ความตกลงดังกล่าวนั้นมันเป็นเอฟทีเอสําหรับประเทศที่รวย เป็นประเทศ ที่สามารถที่จะเปิดในเรื่องของการค้าสินค้าได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เราพร้อมหรือไม่ที่จะให้ คนของเราต้องตกงานจากอาชีพและธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ไม่สามารถ ที่จะแข่งกับเอสเอ็มอีของประเทศสหรัฐอเมริกา ของประเทศสิงคโปร์ หรือล่าสุดก็คือ ประเทศแคนาดาและประเทศแม็กซิโก ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นซึ่งมีความสลับซับซ้อน และประเด็นที่เราจะต้องเผชิญแน่ ไม่วันนี้ก็วันหน้า และผมไม่คิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๙๐ เราจะแก้กันทุกปี แก้กันทุกรัฐบาล ประเด็นเรื่องของการเข้าถึงยา เรื่องของ สิทธิยานั้นเราได้เห็นชัดเจนว่าจะมีผลกระทบอย่างไร แต่ประเด็นเหล่านี้มันไม่ใช่แค่ประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องของการค้าและการลงทุนซึ่งเป็นกรอบสารัตถะที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้บรรจุไว้ มันเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง ดูประหนึ่งว่าท่านไม่ได้คํานึงถึงประเด็นดังกล่าว และท่านตัดทิ้งไปทั้งที่ในการแก้ไข รัฐธรรมนูญเมื่อ ๓ ปีก่อนนั้น เราได้ปรับเปลี่ยนแก้ไขจากมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นเสมือนแม่แบบแม่พิมพ์ของเรื่องของการทําความตกลงที่จะต้อง ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งมีอยู่ ๒ วรรค แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ เราได้นํา ประสบการณ์ทั้งในปัญหาเชิงบริหาร ทั้งในขอบเขตของการดูสารัตถะของประเภทที่จะ เข้าข่ายเรื่องของความตกลงระหว่างประเทศที่รัฐไทยพึงจะต้องมี ตลอดจนการเน้นในเรื่อง ของประเด็นในอนาคตข้างหน้า ตรงนี้เองจึงเป็นความแตกต่างที่ต้องเรียนว่าเป็นประเด็น สําคัญ
อีกตัวอย่างหนึ่งที่อยากจะเรียนก็คือว่า ในประเด็นที่วันนี้เรามีประสบการณ์ ในช่วงไม่ถึงทศวรรษนี้ครับ ต่อการทําเอฟทีเอ (FTA) ในกรอบของอาเซียน ที่ท่านรองอธิบดี ได้พูดถึงหลักการสําคัญของเราคืออาเซียน เฟิร์ส โพลิซี (ASEAN First Policy) ความจริง มันมีอาเซียน ฮับ โพลิซี (ASEAN Hub Policy) ต้องคู่ขนานกัน เพราะฉะนั้นในช่วงหลายปี ที่ผ่านมาเราก็มีความตกลงในรูปของเอฟทีเอในกรอบของอาเซียน ไม่ว่ากับประเทศอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่เราเรียกว่าอาเซียน+๓ อาเซียน+๖ (ASEAN+3 ASEAN+6) นั่นเอง ยังเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากภายหน้าที่เรากําลังจะต้องพูด ถึงเอฟทีเอภายหลังอาเซียน+๖ กว่าจะก้าวเข้าไปสู่ในรูปของทีพีพีหรือไปสู่ในกรอบของ เอเชีย แปซิฟิก เอฟทีเอ (Asia-Pacific FTA) ซึ่งมีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง และแน่นอนที่สุด ความตกลงดังกล่าวนั้นมันจะกว้างกว่าความตกลง ๓ เสาหลักโดยปกติ ที่เราเรียกว่าเป็น คอมพรีเฮนซิฟ เอฟทีเอ (Comprehensive FTA) ก็คือในเรื่องความตกลงว่าด้วยการค้า ก็เป็นการเปิดการค้าเสรี ลดภาษีเป็น ๐ ใน ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของรายการสินค้าทั้งหมด หรือความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ ธุรกิจสาขาต่าง ๆ สามารถที่จะเปิดได้กว้างมากขึ้น และข้อสงวนต่าง ๆ ข้อผูกพันก็จะลดน้อยมากที่สุดไปจนถึงเรื่องของความตกลงว่าด้วย การลงทุน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นภายหลังจากปี ๒๕๕๘ เมื่ออาเซียนได้ก้าวสู่การเป็นประชาคม อาเซียน เพราะฉะนั้นในประเด็นดังกล่าวนั้นเราก็ได้เห็นตัวอย่างว่า ถ้าหากว่าเราขาด ความรอบคอบ มีแต่ความรวดเร็วแต่ไม่รัดกุม แล้วไม่ให้มีการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งเอสเอ็มอี โดยเฉพาะชาวนา ชาวไร่ เราเห็นถึงปัญหาการล่มสลาย ที่ต้องไปเยียวยาอย่างหนักแล้วก็ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ เช่นกรณีของเอฟทีเอกับจีน เล็งรุดกันมาก ในสมัยอดีตท่านนายกรัฐมนตรีนั่นละครับ ผัก ผลไม้ล้มระเนระนาด ส้มทางภาคเหนือที่เคยสู้ได้ยืนหยัดได้ก็ล้มระเนระนาด กระเทียมเช่นเดียวกัน บรรดาเอฟทีเอ อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ นํามาซึ่งปัญหา วันนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ก็คือ โคนม เกษตรกรก็เพิ่งมาชุมนุมกันที่ทําเนียบรัฐบาลเมื่อเดือนที่แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ ทําไมเราจะต้องยึดหลักที่ผมต้องเรียนว่าการถ่วงดุลตรวจสอบอย่างโปร่งใสสําคัญมาก ไม่มี อะไรดีที่สุดเท่ากับการเข้ามาสู่กระบวนการของการให้ความเห็นชอบโดยรัฐสภาซึ่งถือเป็น ตัวแทนปวงชนชาวไทย ขณะเดียวกันเราเห็นตัวอย่างในเรื่องปัญหาที่เราต้องแก้ไขเมื่อเรา เห็นประเด็น ว่าเราเป็นประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชันมากขึ้น ๆ เหมือนมะเร็งร้าย อีกด้าน หนึ่งคือความมีธรรมาภิบาลหรือกู๊ดกัฟเวอร์แนนซ์ (Good Governance) ของฝ่ายบริหาร หรือรัฐบาลสําคัญอย่างยิ่ง เราได้เห็นปัญหาความทับซ้อนของผลประโยชน์ ซึ่งได้เห็นปรากฏ อยู่เรื่อย ๆ ของกลุ่มธุรกิจใหญ่ที่ผูกขาดหรือว่าการที่รัฐบาลมีนโยบายธุรกิจแล้วก็ไปเอื้อ ประโยชน์ แม้แต่ตัวอย่างที่สมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วก็คือในเรื่องของพื้นที่ ทับซ้อน ไทย-กัมพูชา ไทย-เวียดนาม ไทย-มาเลเซีย ไทย-พม่าหรือเมียนมาร์ เรายังมีปัญหาที่ จะต้องเคลียร์กับประเทศเพื่อนบ้าน ที่สําคัญเราเคลียร์ตัวเราเองหรือยัง ถ้าเราได้เคลียร์ตัว เราเองของเราด้วยการวางหลักธรรมาภิบาลในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ มันจะเกิดปัญหา ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนวันนี้เราไม่ได้พูดถึงการมากําหนดเส้นเขตแดนไม่ว่าบนบก ในทะเล เท่านั้น แต่วันนี้มันเป็นประเด็นทรัพยากร ไม่ว่าออนชอร์ (Onshore) หรือว่าออฟชอร์ (Offshore) ไม่ว่าจะเป็นสินแร่หรือว่าจะเป็นก๊าซหรือว่าน้ํามัน มันเป็นมิติที่ไม่ใช่เพียงแค่ การไปทําเขตแดน พิสูจน์เขตแดน หรือเขียนแผนที่ที่ตกลงร่วมกันได้ แต่วันนี้มันเป็นเรื่องของ สิ่งที่มีมากกว่านั้น ดังนั้นการที่กําหนดสารัตถะสําคัญเพื่อให้กรอบกว้างขึ้น รองรับอนาคต และแก้ปัญหาในอดีต จึงเป็นสิ่งที่เราสมควรที่จะให้การสนับสนุนและนั่นคือคําแปรญัตติของ กระผมและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่แตกต่างไปจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธานคงทราบนะครับว่าวันนี้เรามีอย่างน้อย ๑๘ ฉบับ ที่มีผลบังคับใช้แล้ว หรือว่า ที่อยู่ระหว่างจะเจรจาและกําลังเจรจา ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติทั้งสิ้น จะต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนของใครหรือกิจการใดกิจการหนึ่ง ไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติ จะมาเหนือกว่าผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ หลักธรรมาภิบาลจึงมีความสําคัญ และ มันจะทําให้การเจรจานั้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่เจรจาของเรา ท่านประธานทราบไหมครับ ว่ายังมีการเจรจานอกเหนือจากที่รัฐสภาได้อนุมัติกรอบไปแล้ว ก็คือเอฟทีเอไทย-เอฟตา ที่ประกอบไปด้วยสวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ ไอซ์แลนด์ แล้วก็นอร์เวย์ แต่เรากําลังเจรจา กับรัฐใหญ่ กลุ่มประเทศที่มีพลังเศรษฐกิจแบบเฮฟวี่เวทก็คืออียู (EU) เมื่อสักครู่กระผมได้พูด ถึงกลุ่มจีซีซี (GCC) ไปแล้ว กลุ่มเอเชียแปซิฟิกที่เป็นซุปเปอร์เอฟทีเอ การเจรจาระหว่าง ไทย-อียู ก็เช่นกันครับ มันไม่ได้เป็นกรอบเหมือนอย่างที่เราทําในอาเซียน แต่กรอบประเด็น มันเป็นประเด็นเป็น ๑๗ อย่างน้อยที่กว้างกว่านั้น แล้วเรากําลังจะต้องเจรจากับกลุ่มจีซีซี ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ร่ํารวยมั่งคั่งกลุ่มหนึ่งของโลกทีเดียวนั่นคือกลุ่มประเทศรอบอ่าว เปอร์เซีย ที่เรียกว่าเป็นประเทศจีซีซี ตรงนี้เองคือสิ่งที่เราจําเป็นที่จะต้องสร้างความชัดเจน ในส่วนของกระบวนการและกรอบอํานาจที่ทางรัฐสภามีสิทธิ์ที่จะให้ความเห็นชอบ ไม่อย่างนั้นเราไม่รู้ว่าฝ่ายบริหาร ซึ่งแน่นอนที่สุดครับบางครั้งก็ซื่อสัตย์ บางครั้งก็เอาประโยชน์ของชาติเป็นหลัก บางครั้งก็เอาประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก เป็นหลัก ดังนั้นก็ต้องมีการวางกรอบให้เกิดความถูกต้องและชัดเจนมากที่สุดประเด็นที่ กระผมค่อนข้างกังวลอย่างมากก็คือว่าในเรื่องของเมกะโปรเจคต์ (Mega Project) ทั้งหลาย ประเทศนี้ต้องอัพเกรด (Up great) ไปเรื่อย ๆ ครับ เราจะต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่เป็นอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) เราจะต้องใช้เงินกู้หรือโครงการความร่วมมือ ที่เข้าข่ายในเรื่องของความตกลงที่จะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ตัวอย่างที่เราเห็น ก็คือในเรื่องของพระราชกําหนด ๓.๕ แสนล้านบาท ในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ํา เราได้เห็น เงินกู้ที่เป็นพระราชบัญญัติ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่มันเป็นภาระของคนไทยทั้งประเทศ ทั้งรุ่นนี้และรุ่นหน้า ดังนั้นในเรื่องของประเด็นที่ เกี่ยวข้องเป็นสารัตถะที่แตกต่าง ที่กระผมได้แปรญัตติให้ครอบคลุม จึงได้พูดถึงความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ พูดถึงความมั่นคงทางสังคม พูดถึงในเรื่องของงบประมาณที่จะมีผลผูกพัน และนี่คือกรอบที่ความตกลงใด ๆ สัญญาใด ๆ นั้นจะต้องเข้ามาสู่การให้ความเห็นชอบ เพื่อให้เกิดหลักของความโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งถือว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง และนั่นคือ สิ่งสะท้อนที่จะเห็นว่ารัฐบาลในอนาคตนั้นจะมีหลักธรรมาภิบาลและให้เกียรติให้ความสําคัญ ต่อตัวแทนปวงชนชาวไทย ความรอบคอบและรอบรู้นั้นต้องเรียนว่า ในกระบวนการของ การเสนอความตกลงหรือสนธิสัญญาใด ๆ หรือสัญญาใด ๆ พิธีสารใด ๆ หรือ เอ็มโอยูใด ๆ เข้ามานั้น ส่วนใหญ่ก็ตั้งแท่นมาจากส่วนราชการทั้งสิ้นละครับ เข้าไปที่ กนศ. คณะกรรมการ นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เข้าไปที่ ครม. เศรษฐกิจ เข้ามาที่คณะรัฐมนตรี แต่ส่วนใหญ่แล้วสารัตถะและเนื้อหาส่วนใหญ่ก็มาจากส่วนราชการ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ ที่รัฐบาลจะต้องมีข้อจํากัดโดยธรรมชาติ การที่เข้ามาสู่รัฐสภาจึงเป็นการสร้างความรอบคอบ ให้กับประเทศนี้ และความรอบรู้ของความรู้ที่หลากหลายจากสมาชิกรัฐสภานั้นจะนําพาให้ ประเทศทําความตกลงที่ไม่เสียเปรียบ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุกฝ่ายถ่วงดุลและ ตรวจสอบในหลักของประชาธิปไตย ผมต้องเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการว่า การลดปัญหาที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้มีความรวดเร็วฉับไวเป็นเรื่องที่ดี ต่อไปโลกก็ต้องแข่งกัน ด้วยคําว่า สปีด (Speed) คือความรวดเร็ว แต่มันก็ต้องมาพร้อมความรอบคอบและรอบรู้ พร้อมกันนั้นผมก็เชื่อว่ากระบวนการเข้ามาสู่รัฐสภาจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการลด ศักยภาพและประสิทธิภาพในการเจรจา เราสามารถที่จะเห็นความละเอียดอ่อนของประเด็น ของการเจรจาได้โดยการใช้การประชุมลับ ถ้าไม่ต้องการที่จะให้รู้ว่าจุดประสงค์และกลเกม ในการเจรจาของเรานั้นอยู่ที่ตรงไหน และผมได้กําหนดกรอบเวลาไว้ ๖๐ อย่างไรครับ เพื่อให้มีความมั่นใจว่าจะไม่เป็นข้ออ้างของกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือว่ารัฐบาลในการ ที่จะบอกว่า เมื่อตีความกรอบของสนธิสัญญาที่จะเข้าสู่รัฐสภานั้น ทั้งในประเด็นเรื่องของ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม หรือที่ผูกพันงบประมาณ หรือรวมทั้งประเด็นที่มีอยู่แล้ว ในเรื่องของความผูกพันด้านการค้าหรือการลงทุน และรวมไปถึงสนธิสัญญาที่มีผลผูกพัน ที่เราจะต้องตรากฎหมายภายในประเทศออกมานั้น การกําหนดกรอบเวลาเป็นวิธีดีที่สุดครับ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านน่าที่จะได้เพิ่มเติมในประเด็นนี้เข้าไป นอกเหนือจากนั้น ก็คือในประเด็นที่ผมเชื่อว่ามันเป็นความก้าวหน้าของสิทธิพลเมือง ๑. จะได้รับรู้และมีส่วน ร่วมในกระบวนการของการรับฟังความคิดเห็น หรือจะได้มีโอกาสในการได้รับการดูแล เยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนในเรื่องของความโปร่งใสและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ต่อการรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว ความจริงกระบวนการของการสร้างความผูกพัน ของสนธิสัญญานั้นมันมีตั้ง ๗ ขั้นตอนนะครับ ตั้งแต่การประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น แล้วการนําเสนอกรอบเจรจาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา และก่อนจะมีการลงนามก็จะต้อง มีการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ รวมไปถึงขึ้นตอนของการลงนามไปสู่ขั้นตอนของ การให้สัตยาบัน หรือแม้แต่การที่จะต้องไปทําในเรื่องของพิธีศาลหรือข้อผูกพันแนบท้าย เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์และปฏิบัติได้ของความตกลงหรือสนธิสัญญานั้น ๆ ตรงนี้เอง เป็นสิ่งที่ยังมีขั้นตอนอีกหลายขั้นตอน แต่ว่าเฉพาะในส่วนความรับผิดชอบของรัฐสภา เราก็ตีกรอบเวลาไว้ และก็สร้างความชัดเจนในขั้นตอนต่าง ๆ เมื่อเกิดความชัดเจนอย่างนี้ มันก็ง่ายต่อการปฏิบัติทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายราชการ ภาคเอกชน ผู้ได้รับผลกระทบ เอสเอ็มอี หรือประชาชนโดยทั่วไป หรือในส่วนของรัฐสภาเอง แต่ความแตกต่างในวรรคสุดท้ายที่ผมได้ นําเสนอก็แตกต่างไปจากที่กรรมาธิการครับ ผมเสนอให้มีกฎหมายลูกว่าด้วย การกําหนดประเภทกรอบการเจรจา ประเภทสัญญากรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการ จัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ รวมทั้งการแก้ไขและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือ สัญญาดังกล่าว โดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้รับประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้แปรญัตติแตกต่างออกไป ขออนุญาตท่านประธานอ่านโดยสังเขปนะครับ
ขอโทษครับ ท่านอลงกรณ์ คือท่านขอผมไว้แค่ ๓๐ นาทีนะครับ
จบแล้ว ครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ
กรรมาธิการได้เสนอในการออกกฎหมายลูก แต่เป็นเรื่องของกฎหมายว่าด้วย การให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดและการรับฟังความคิดเห็น ตรงนี้เองครับ ยังได้กําหนดว่าในกรณีหนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน กฎหมาย ดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา ท่านก็ล้อมาจาก ในวรรคสองซึ่งเป็นกรอบอย่างแคบ ขณะเดียวกันท่านก็ไม่ได้จําแนกประเด็นที่เป็น ปมปัญหาใหญ่ของการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ที่สําคัญก็คือ ประเภทของสนธิสัญญา ตรงนี้ถึงบอกว่า เกาไม่ถูกที่คัน แล้วก็ถอยหลังเข้าคลองในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก้าวหน้า กว่านี้อีกครับ ผมเห็นว่าในวาระที่หนึ่งตัดทอนไปเยอะเหลือเกิน เหมือนจะเปิดช่อง เหมือนอย่างที่มองไม่เห็นอนาคตว่ามันจะมีประเด็นนอกเหนือจากประเด็นด้านเศรษฐกิจ การค้าและสนธิสัญญาระหว่างประเทศอื่น ๆ แต่มันเป็นประเด็นที่มีความแตกต่างจาก ปัจจุบันและเราต้องเผชิญ รัฐบาลเองน่าเสียดายว่าก็ได้สัมผัสต่อสิ่งที่เรียกว่า ซุปเปอร์เอฟทีเอ ไม่ใช่เฉพาะ ๓ ด้านของการค้า ภาคบริการ หรือการลงทุน แต่ความร่วมมือถึง ๒๖ ประเด็นที่ ถือว่ากว้างที่สุดเป็นซุปเปอร์เอฟทีเอ แต่ก็ไม่นําพาครับ ขณะเดียวกันในเรื่องของประเด็นของ กฎหมายลูกท่านก็กลับไม่ให้มีกฎหมายลูกว่าด้วยการกําหนดประเภท ตรงนี้ไม่ได้แก้ไขปัญหา เลยครับ ตรากฎหมายนี้ออกไป เหมือนเดิมครับ ส่วนราชการก็จะต้องส่งเข้ามา แล้วท่านก็ เขียนวรรคสุดท้ายว่า ถ้าอย่างนั้นก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญไปตีความ ทําไมเราไม่จัดการกัน ให้เสร็จให้ชัดเจนได้ ในขณะที่เราสามารถเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เกิดความชัดเจนได้ ผมเรียนท่านประธาน เป็นประเด็นที่ฝากไว้นะครับว่าใคร่จะขอความกรุณากรรมาธิการเสียงข้างมากได้ทบทวน เถอะครับ ทั้งในกรอบเวลาง่าย ๆ ที่สุด หรืออย่างกว้างที่สุดในกรอบเรื่องความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นของการผูกพันงบประมาณ พร้อมกันนั้นกฎหมายลูกจําเป็นที่ต้องการความชัดเจนครับ เหมือนที่อนุสัญญาเวียนนา ว่าด้วยสนธิสัญญานั้นได้กําหนดไว้ ก็เป็นโอกาสที่กรรมาธิการเสียงข้างมากจะทบทวนครับ ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ขอการชี้แจงจากคณะกรรมาธิการ และถ้าเห็นว่าคําอภิปราย เหตุผลที่กระผมได้ยกมานั้นรับฟังได้และจะเป็นประโยชน์ในการที่เราจะให้ความเห็นชอบ ท่านก็สามารถแก้ไขได้ในวาระนี้ ขอบพระคุณท่านประธาน
ขอบคุณครับ ท่านจิรายุครับ ท่านจะเพิ่มข้อความในวรรคสอง ต่อจากท่านจิรายุแล้วก็ท่านมณเฑียร บุญตัน แล้วก็ ท่านวันชัย สอนศิริ นะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ฟังเพื่อนสมาชิกอย่างท่านอดีตรัฐมนตรี อลงกรณ์ พลบุตร ได้อภิปราย ได้ความรู้เยอะครับ และผมเชื่อว่าท่านคณะกรรมาธิการคงจะ ได้ไปแก้ไขปรับปรุงกันในโอกาสต่อไป เป็นความรู้ที่บางทีผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนนะครับ ต้องชื่นชมท่านในฐานะผู้ปฏิรูปพรรค ท่านประธานที่เคารพครับ ผมแปลกใจอยู่เรื่องเดียว ครับว่าตั้งแต่เป็นผู้แทนราษฎรมานั้นแล้วก็เป็นสมาชิกรัฐสภา หลายครั้งครับ ผมเป็นวิป รัฐบาลอยู่ด้วย เวลาที่ข้าราชการเข้าไปในห้องประชุมที่ทําเนียบรัฐบาล ที่ตึกบัญชาการ ผม ประชุมอยู่ทุกครั้ง ผมยังงงท่านประธานครับว่าเรื่องบางเรื่องระดับเจ้าหน้าที่เขาทํากันได้ ทําไมไม่ทํา ก็เพิ่งมาถึงบางอ้อก่อนจะไปถึงบางเขนนี่ละท่านประธานครับว่า เป็นเพราะว่า ข้าราชการทั้งหลายแหล่เขาไม่มั่นใจครับว่าคิดในมุมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศแล้วจะ สามารถดําเนินการได้เลยหรือไม่ ดําเนินการไปแล้วจะติดคุกไหม ผมไม่อยากให้เกิดกรณีเป็น เหยื่อทางด้านการเมืองเกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ เหมือนอดีตท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศ ท่านนพดล ปัทมะ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านอยู่ภายนอกแต่ว่าไม่เสียหายนะ ครับ ถ้าเรามีการเขียน หรือว่าแก้ไข แปรญัตติกันอย่างชัดเจน และเห็นด้วยในเสียงส่วนใหญ่ ของสมาชิกผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ผมเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาประเทศนี้ มันจะขับเคลื่อนไปได้ครับ แล้วก็ไม่อยากเห็นข้าราชการเช่นเดียวกันครับที่จะเกิดภาวะวังเวง วิเวกโหวงเหวง คือไม่รู้จะทําอะไรดี จะบอกใช่ก็ไม่กล้า ก็บอกไปกลาง ๆ อยู่เรื่อยไปครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่จะไปบอกว่าทําไมผมต้องแปรญัตติคําว่า ทุกกรณี เข้าไป ในวรรคสอง มีครั้งหนึ่งครับในห้องประชุมที่ทําเนียบรัฐบาลครับ ข้าราชการมาขออนุมัติ วิปรัฐบาลในตึกบัญชาการที่ผมนั่งอยู่ในห้องประชุมครับว่า ขอเอาเรื่องเข้าสู่รัฐสภาในการ จัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ขออนุมัติงบ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ท่านประธานครับ เข้าไปขอในห้องวิปเพื่อจะเอากฎหมายนี้เข้า แล้วเราก็พิจารณา กฎหมายนี้ไปเมื่อปีกว่าที่แล้ว เมื่อ ๑ ปีที่ผ่านมาครับท่านประธาน นี่ละครับผมจึงบอกว่า มาตรา ๑๙๐ มันมีปัญหา ถ้าไม่มีปัญหา ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขออภัย ที่เอ่ยนามท่าน ท่านก็คงจะไม่แก้ไขครับ แต่มันคนละมุมมอง กาลเวลามันเปลี่ยนผ่าน ท่านประธานครับ ตอนสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อาจจะเห็นว่ามาตรา ๑๙๐ มันมี ปัญหาจากรัฐบาลท่าน แต่พอเวลามันผ่านไปแล้ว ๒-๓ ปี เวลามันเปลี่ยน นายกรัฐมนตรีจีน ยังมานั่งตรงท่านประธานได้เลยครับ นายกรัฐมนตรีจีนยังบอกเลยว่าแค่ถนนจะเชื่อมต่อมา เมืองไทย จะไปลาว เวียดนาม เขมร พม่า ยังต้องเข้าสู่รัฐสภา สุดท้ายพอท่านนายกรัฐมนตรี จีนเดินผ่านพ้นประตู ท่านประธานกดออดโหวตปุ๊บผ่านเลย อย่างนี้ต้องให้ท่าน นายกรัฐมนตรีจีนมาบ่อย ๆ ครับท่านประธาน แต่ที่น่าสนใจก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๙๐ ที่มาตรา ๓ บอกว่าให้ไปยกเลิกแก้ไข จะให้มองว่าโลกมันกว้างนะครับ การเจรจาธุรกิจถ้าสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปี ๑๙๔๐ เขาเอาอาวุธไปถล่มกัน เขาไปยึด ดินแดนกัน ญี่ปุ่นบุกเข้าไปประเทศนั้น ยึดโลก เป็นสงครามโลกครั้งที่ ๒ อันนั้นเสียดินแดน เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วท่านประธานครับประเภทที่ ชนอ. ท่านประธานรู้จักไหมครับที่ ชนอ. ชี้นิ้วเอา เขาเรียกที่ ชนอ. คือประเทศใหญ่โต เขาบอก ชนอ. ที่ฉัน ขีดเลย ไม่มีแล้วท่านประธานครับ เดี๋ยวนี้มันต้องใช้ กฎหมายบังคับ เพราะฉะนั้นที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขนี่นะครับ ถ้าภาษาวัยรุ่น เขาบอกว่า ต้องกดไลค์ (Like) ๑๐๐ ครั้งท่านประธานครับ เพราะอะไรครับ เขียนชัดเจน ครับ บอกว่าหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมาย ระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติ และหนังสือสัญญาที่มีบทบาท ในการเปิดการค้าเสรี การค้าการลงทุนต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ผมเติมให้ ท่านประธานครับ บอกทุกกรณี มันจะได้ไม่ต้องเอาไปหากินกันทางด้านการเมืองอย่างไร ท่านประธานครับ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็เดี๋ยวก็เสียแผ่นดิน ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา มันไม่มี ประโยชน์อะไรเลยท่านประธานครับ
เรื่องต่อมา ที่น่าสนใจแล้วก็ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนนะครับท่านประธานครับ ผมคัดแบบเร็ว ๆ นะครับ สภาผู้แทนราษฎรในสมัยนี้ประชุมกันมา ๒ ปีกว่าครับ มีเรื่อง บางเรื่องซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเข้าสู่รัฐสภาแห่งนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเสียดินแดน นะครับ ท่านกังวลบอกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านอยู่ไกลครับ บอกว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกัมพูชาในการลงทุน ยืนยันมาไม่รู้กี่ครั้งท่านประธานครับ บอกว่าถ้ามีนี่ ให้ ๑๐๐ ล้านบาท ใครอยากรวยไปหามาเลยครับ ถ้าเกิดท่านอดีต นายกรัฐมนตรีทักษิณลงทุนในกัมพูชาเรื่องพลังงานอะไรที่ท่านว่ากันนี้ ให้ ๑๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าใครไม่เอาก็มอบให้โรงเรียนปัญญาอ่อนท่านประธานครับ ก็เขาก็ประกาศชัดเจนมา หลายปีแล้วนะ แล้วก็พูดเรื่องนี้ตั้งแต่ปฏิวัติรัฐประหาร วนกันอยู่กับทักษิณ ทักษิณ ทักษิณ นอนไม่หลับ ตื่นมาตีสาม จะลุกไปฉี่ ทักษิณอยู่ไหนจะจับ ก็เป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ ประเทศมันถึงไปไหนไม่ได้สักที ข้อตกลงหลายฉบับ ท่านประธานครับ เช่นข้อตกเรื่องของ การยอมรับบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน นี่ข้าราชการก็ทํากันเองได้ แต่ก็เอาเข้าสู่ รัฐสภา เชิญท่านสมาชิกวุฒิภามานั่งประชุมด้วยอีก ท่านประธานก็บอกว่า โอ้โห เรื่องบาง เรื่องคุยกันเถอะข้าราชการ เหมือนแค่ไปเจรจา ท่านประธานครับ เช่น จัดตั้งศูนย์ ประสานงานอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย นี่ก็ต้องเข้าสู่รัฐสภา ตามมาตรา ๑๙๐ ตั้งกองทุนเพื่อ การพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานอาเซียน เพื่อศึกษา ก็เข้าสู่รัฐสภา ข้อตกลงเพื่อที่จะทําบันทึก ความเข้าใจ เพื่อส่งเสริมการลงทุนคูเวตก็เข้าสู่รัฐสภา แค่ทําการตกลงครับว่าจะทําโน่น จะทํานี่ ก็เข้าสู่รัฐสภาอีก เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยอย่างยิ่งท่านประธานครับ แล้วที่ผม ต้องแปลคําว่า ทุกกรณี เข้าไปในมาตรา ๑๙๐ วรรคสองนี่นะครับ ก็เพราะว่าท่านจะได้ ไม่ต้องเคลือบแคลงใจครับว่าเวลาจะเสียดินแดน โอ้โห เขาพระวิหารจะเป็นจะตายกัน ท่านประธานครับ ตอนนี้เป็นอย่างไรครับ พอผ่านมาแล้ว ๕ ปี เราก็นั่งทบทวนว่า เราทะเลาะกันเพื่ออะไร ทําไมเราไม่ค้าขายกับกัมพูชานี่ละครับ แล้วชีวิตนี้มันจะเป็นอะไร กันนักกันหนากับประเทศกัมพูชานี้นะครับ มันมีตั้งหลายประเทศนะท่านประธานครับ ประเทศไทยซ้าย ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ประเทศลาว ขวาประเทศพม่า ใต้ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศบรูไน ๑๐ ประเทศอาเซียน นี่ถ้าเกิดคนแดนไกลเขาบอกว่าเขาอยากจะไปอยู่ที่สิงคโปร์บ้าง ท่านไม่ต้องทะเลาะกับสิงคโปร์กันอีกหรือ หรือถ้าเขาบอกว่าจะไปประชุมที่มาเลเซีย ไม่ต้อง ทะเลาะกับมาเลเซียกันอีกหรือ ยกท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณออกไปนอกประเทศก่อน แล้วเอาความที่เป็นเหตุเป็นผลในมาตรา ๑๙๐ ท่านประธานครับ ว่าทําไมมันจะต้องมีการ แก้ไข เพื่อไม่ให้มันเกิดการตีความที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ใช่เอะอะอะไร ก็โอย เอาอีกแล้ว มันแก้เพื่อที่จะไปลงทุนธุรกิจพลังงานอย่างโน้นอย่างนี้ ผมจึงเห็นด้วย ท่านประธานครับ แล้ววันที่แปรญัตติไม่ต้องแปรญัตติเยอะ เอาแบบประเภทแบบทุกกรณี ถ้า ท่านจะไปเซ็นสัญญาเรื่องของอธิปไตย อย่างนี้ไม่ได้ รัฐมนตรีคนไหนที่เป็นฝ่ายต่างประเทศ เจรจาความเมือง จะไปเจรจากับพม่า แม้ตารางนิ้วเดียวผมก็ไม่ให้ ถ้ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ทําเช่นนั้นผมก็ขอลาออก มันอยู่ไม่ได้ท่านประธานครับ เพราะมันไม่ใช่สมัยเอาปืนใหญ่ ยิงข้ามแม่น้ําสะโตงแล้วท่านประธานครับ บุกไปเมื่อไรไปชี้ที่ ชนอ. กัน มันไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ หลักการต่อมาก็คือว่าการเจรจาต่าง ๆ ในส่วน ราชการเขาก็ควรจะเจรจาไป ผมมองอีกมุมหนึ่ง ท่านประธานครับ ว่าหลายท่านบอกว่า เรื่องบางเรื่องมันต้องเข้าสู่รัฐสภา ประชาชนจะได้รู้ ผมบอกท่านประธานหลายครั้งครับว่า วันที่ลอยตัวค่าเงินบาท ผมขออภัยท่านประธานนะครับ ถ้าท่านประธานเป็นคนประกาศ ท่านประธานนอนคิดมาจากบ้านแล้ว พรุ่งนี้ท่านประธานจะประกาศลอยตัวค่าเงินบาทจาก ๒๕ บาทเป็น ๓๕ บาท ท่านประธานกระซิบผมหน่อยเถอะ ผมรวยลืมบ้านเลขที่เลยนะ กลับ บ้านไม่ถูกนะ ถือเงินอยู่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ วันนี้ ๒๕ ล้านบาท พรุ่งนี้ตื่นมารวย เฉยเลย นี่ครับ บางเรื่องมันต้องทําเป็นความลับ ท่านประธานครับ ผมบอกนักข่าวหลายคน มาถามผม ท่าน ส.ส. จิรายุ เวลาที่ประชุมขึ้นจอว่าประชุมลับนี้ ทําไมนักข่าวข้างล่างรู้ตลอด คือมันลับตรงไหน ท่านประธานครับ แล้วท่านไปถามเลยนะครับ ประชุมลับในห้องประชุมรัฐสภานี้ ท่านขึ้นจอ เมื่อไร ประชุมลับเมื่อไรเสียงมันลงไปข้างล่างแล้ว ไม่ได้ยิน แต่แป๊บเดียวเขียนกันละเอียดยิบ เลย ท่านประธานพูดอย่างนี้ ส.ว. พูดอย่างนั้น ส.ส. ฝ่ายนั้นพูดอย่างนี้ แล้วมันลับตรงไหน ความลับไม่มีในโลกท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นกาลเวลาเท่านั้นละครับที่จะอธิบายได้ว่า ความลับมันมีจริงหรือไม่ เรื่องที่ท่านบอกว่าบางเรื่องไม่ควรจะเปิดเผยก็ไม่เป็นไร ก็ประชุม ลับ ผมไม่เห็นด้วยครับ เพราะบางเรื่องนี้มันต้องเจรจาความกันในกลุ่มโดยเฉพาะ เช่น ส่วนงานราชการไปเจรจาความลับทางเรื่องของการทหาร สุดท้ายมาเข้าฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารพิจารณาแล้ว แล้วก็ตัดสินใจ ถ้าคิดว่ามันเป็นความมั่นคงของประเทศก็เข้าสู่ รัฐสภา อย่างนี้พอไหว แต่ถ้าทุกเรื่องบอกเข้าสภาหมด ตั้งแต่ภาษาโบราณเขาเรียกไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบ ท่านประธานครับ เรื่องแค่ไม้จิ้มฟันแค่นี้ให้เขาพิจารณาไป เพราะฉะนั้นขอบข่ายที่ เขาเขียน ท่านประธานครับ ถ้าของมันดีแล้วผมว่าไม่ต้องแก้หรอก แต่ถ้าของมันไม่ดี ใช้มัน แล้วมันมีปัญหา แล้วเรามองโลกแบบแคบ ๆ วันดีคืนดีทําอะไรหน่อยก็ต้องคุณทักษิณ ๆ ไม่เบื่อกันบ้างหรืออย่างไร นี่จะ ๗ ปีแล้วท่านประธานครับ ปีหน้าปี ๒๕๕๗ ปฏิวัติปี ๒๕๔๙ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แกอยู่ต่างประเทศ มันเป็นอะไรกันวนเวียนกันอยู่อย่างนี้
เรื่องต่อมาท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมแปรญัตติไว้ทุกกรณีในวรรคสองนี้ นะครับ เพราะผมให้ความสําคัญในคําว่าพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจหนังสือสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หมายความว่าพื้นที่ โนแมน (No Man) โนแลนด์ (No Land) ภาษาอังกฤษเขาว่าอย่างนั้นก็คือไม่มีใครเป็น เจ้าของ ในภาคใต้ถ้าผมจําไม่ผิดนะครับ ที่ติดกับประเทศมาเลเซียรู้สึกว่าจะมี พื้นที่บางจุดที่ เป็นรอยต่อระหว่างด่านพรมแดนมันจะมีเว้นวรรคตรงกลาง เหมือนท่านประธานไปชายแดน จ๊อบ พาสปอร์ต (Job Passport) จากฝั่งไทยปุ๊บ ระหว่างเดินไปฝั่งเพื่อนบ้าน เช่น ลาว แล้วตรงนั้นใครเป็นเจ้าของ ถ้าอย่างนี้ท่านบอกว่าทําข้อตกลงร่วมกัน อย่างนี้เข้ารัฐสภา เพราะมันขีดเส้นกันไว้ครับ ระหว่างแม่น้ํา ๒ แม่น้ํา กั้นกลางเดินไปตรงสะพาน เหมือนเวลา ประเทศเกาหลีใต้กับประเทศเกาหลีเหนือเขาแลกนักโทษกัน ท่านประธานเคยเห็นในหนัง ไหมครับ ครึ่งสะพาน อย่างนี้ถามว่าต้องถามรัฐสภาไหมละ ก็เมื่อครึ่งสะพาน วัดเท่าไรมันก็ เท่านั้น ข้าราชการก็ไปวัด ส.ส. ไม่มีหน้าที่ ส.ว. ไม่มีหน้าที่ไปวัด นี่หลักการง่าย ๆ ครับ เวลามันผ่านไปอะไรไม่ดีก็ต้องแก้ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องอาณาเขต นอกประเทศ การจะไปลงทุนอะไรต่าง ๆ ถ้าท่านเขียนครอบคลุมไปทุกอย่าง เจ้าสัวเมืองไทย ที่ติดอันดับ ๑ ใน ๒๐ จะไปลงทุนกับรัฐบาลต่างชาติ ต้องทําให้นามคนไทยไหมครับ บอกว่า กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไหม เพราะเขารวยระดับโลก ทรัพย์สมบัติเขาเผลอ ๆ มากกว่างบประมาณประจําปีของประเทศไทย แล้วถ้าเกิดเขาไปลงทุนกับต่างประเทศ เขาเจ๊งขึ้นมา มันกระทบต่อสถาบันการเงิน อย่างนี้ต้องเอาเขาเข้าไปอยู่ ๑๙๐ ด้วยไหม ละครับ ท่านประธานครับ บางทีมันเหมือนกับหว่านแหไปในคลองที่มันไม่มีปลา หว่านไปเรื่อย เดี๋ยวเหวี่ยง ๆ ดึงขึ้นมาก็สาวแหเปล่า ปลาไม่มีสักที เพราะฉะนั้นผมจึงบอก ท่านประธานครับว่า บางทีการแก้ไขกฎหมายถ้าพูดกันแบบตรงไปตรงมา เสียเวลา และก็ สร้างเทา ๆ นัว ๆ ว่าแก้เพื่อทักษิณ พรรคเพื่อไทยจะได้ประโยชน์ เดี๋ยวจะต้องไปลงทุน ในต่างชาติอย่างโน้นอย่างนี้ สุดท้ายผ่านมา ๖ ปี จับได้คดีเดียว ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีผม ภรรยาซื้อที่ดิน เซ็นให้ แค่นั้นเอง คตส. ตั้งโดย คมช. ช่วยกันแล้วช่วยกันอีกก็ได้คดีเดียว จริง ๆ ถ้าอย่างนี้ถ้าเกิดผมเป็นรัฐบาลในสมัยท่านอภิสิทธิ์ ผมตรวจสอบยิบเลย นี่ไปลงทุน ใช่ไหม แก๊สในทะเล ทับซ้อน คตส. ตั้งมาแล้ว จัดการเลยด่วน ป.ป.ช. ก็มี แล้วมีอะไร ๗ ปี สวัสดีประเทศไทย นั่งด่าท่านทักษิณกันอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายปลายทางก็คือ ผมอยากให้มองในภาพรวมนะครับ มองโลกกว้างผ่านความเป็นจริง กันบ้าง โลกเขาทําธุรกิจการค้ากันเยอะแยะมากมาย ที่ประเภทที่จะไปแย่งชิงพื้นที่แบบ ซาราเยโว ฉนวนกาซา มันแทบจะไม่มีแล้ว ลองหือเข้าไปยึดพื้นที่สักตารางเมตรเดียวที่ ประเทศพม่าสิครับ โสร่งปลิวท่านประธานครับ ขีปนาวุธยิงกันหูดับตับไหม้ ลองแพลมเข้าไป ที่ประเทศลาวสักนิดเดียวสิครับ ไปดูถูกเขาว่าอาวุธเขาว่าไม่พร้อมหรือเปล่าละ ไม่ได้หรอก แล้วอยู่ดี ๆ ไทยจะไปยกแผ่นดินให้เขา ๑ ตารางเมตรมันก็ทําไม่ได้เช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นผมสนับสนุนครับกับการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ท่านประธานครับ และเขียนเข้าไป อย่างชัดเจนครับว่าทุกกรณี ถ้าเป็นเรื่องของอาณาเขตประเทศไทยครับ เพื่อเป็นการยืนยัน ชัดเจนครับว่าพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนําจัดตั้งรัฐบาลนี้ไม่มีใครคิดชั่วคิดเลวจะขาย แผ่นดินให้กับต่างชาติครับ การเจรจาความกัน ไปเจริญสัมพันธไมตรีของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ก็ดี ของใครก็แล้วแต่ก็เป็นการเจรจาความเพื่อความสัมพันธไมตรีครับ ค้าขาย ย่อมมีขาดทุน มีกําไรบ้างเป็นเรื่องปกติ จะต้องให้ขาดทุนกับเพื่อนบ้านทุกประเทศตลอด หรือครับ หรือจะต้องให้กําไรกับเขาตลอด บางทีเราขาดทุนเรื่องเงินแต่เรากําไร ทางวัฒนธรรม มันก็ทําได้ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสุดท้ายปลายทางท่านประธานครับ ว่าผมเห็นชอบนะครับว่าที่คณะกรรมาธิการได้กรุณาไปแก้ไขปรับปรุงมามันชัดเจนครับ วรรคสามผมไม่อยากพูดถึงครับก็เป็นหน้าที่ของท่านที่ท่านจะไปรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน แต่บางเรื่องมันละเอียดมากเกินไปท่านประธานครับ จุกจิก ๆ เดี๋ยวเอาเข้าสภา ส.ว. ท่านก็เหนื่อย แทนที่ท่านจะได้กลับบ้านก็ต้องมานั่งประชุมเรื่องที่มันไม่เป็นเรื่อง ท่านประธานครับ
สุดท้ายครับผมเห็นด้วยนะครับที่มีการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งใช้กันมาอย่างยาวนาน ปีนี้เข้าสู่ปีที่ ๗ ขอให้แก้ไขอย่างโดยด่วนครับเพื่อรัฐบาล และประชาชนคนไทย ๖๐ กว่าล้านคนได้ทํามาค้าขายกินดีอยู่ดี ลืมตาอ้าปากได้ หน้าใส ทั้งประเทศ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกครับ คืนนี้ เราจะเอาถึงสัก ๔ ทุ่มนะครับ แล้วก็จะพักการประชุม ไปประชุมต่อพรุ่งนี้ ต่อพรุ่งนี้นะครับ ๐๙.๓๐ นาฬิกา แล้วก็ถือโอกาสพรุ่งนี้งดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนะครับ เอาตามนี้ นะครับ เชิญท่านวันชัย สอนศิริ ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมได้แปรญัตติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้กลับไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เดิม ซึ่งกระผมขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่าผมเห็นว่าตามรัฐธรรมนูญเดิม มีอยู่นั้นดีอยู่แล้วครับ ไม่มีผลกระทบแต่อย่างใดทั้งสิ้น แล้วก็ขอกราบเรียนว่าไม่ได้มี ความล่าช้าแต่อย่างใด ท่านประธานจะเห็นได้ว่าทุกเรื่อง ทุกประเด็นที่เข้าสู่รัฐสภานั้นไม่ได้มี เหตุผลใด ๆ เลยที่ชี้แล้วว่าล่าช้าอันเกิดจากสภา ส่วนใหญ่นั้นเกิดจากฝ่ายปฏิบัติเองทั้งสิ้น ที่ไม่แน่ใจ หรือบางทีก็รีบทําแล้วก็ลุกลี้ลุกลนเกินไป แล้วก็มาโทษว่าเป็นเพราะกฎหมาย ความจริงแล้วอยู่ที่หน่วยปฏิบัติทั้งสิ้น แล้วก็กราบเรียนต่อท่านประธานอีกสักเล็กน้อย ให้ทราบว่าตามที่ท่านสมาชิกหลายท่านนั้นยกตัวอย่างมาว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องหยุม เรื่องหยิม เรื่อง ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เรื่อง ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท เรื่องตรงนั้นตรงนี้ก็นําเข้ามา สู่สภานี้ กราบเรียนต่อท่านประธานว่าถ้าท่านมีเพียงกฎหมายลูกนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เรียบร้อย ไม่จําเป็นจะต้องมาถกเถียงหรือมาถกแถลงต่อประเด็นนี้เลย แต่ผมแปลกใจ จริง ๆ ครับว่าทําไมไม่ออกกฎหมายลูก แต่มาแก้รัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก ครับท่านประธาน แก้แค่กฎหมายลูกทุกสิ่งทุกอย่างก็สามารถที่จะแก้ปัญหาได้แล้ว แต่ไม่ทํา
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าถ้าแก้แล้วดีกว่าเดิม เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนแล้ว ผมกราบเรียนว่าตัวผมเองนั้นจะไม่คัดค้าน โต้แย้งแม้สักคําเดียวเลยครับ กลับจะสนับสนุนต่อการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เสียอีก แล้วก็จะ ขอเชียร์ (Cheer) สุด ๆ เลยครับท่านประธาน แต่จากการตรวจดูของตั้งแต่ร่างและ จนกระทั่งในชั้นกรรมาธิการที่นําเสนอต่อสภานี้ ผมกราบเรียนว่าดูแล้วกลับแย่กว่าเดิม จึงไม่เห็นด้วยด้วยเหตุผลดังที่ผมจะกราบเรียนต่อไปนี้
ประการที่ ๑ ไปตัดอํานาจการตรวจสอบของสภาและของประชาชนนี่ทําไม ท่านจะเห็นได้ว่าหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้าการลงทุนหรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสําคัญครับ และเป็นเรื่องที่ กระทบต่อสังคมเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง ท่านบอกว่าไม่ต้องให้ตรวจสอบ ตัดประเด็นนี้ ออกไปเป็นเรื่องแปลกประหลาดมากครับท่านประธาน ปกติสภาเรานี้อะไร ๆ ก็มักจะอ้าง ประชาชนและอะไร ๆ ก็มักจะอ้างสภาครับท่านประธาน แต่พอแก้รัฐธรรมนูญนี้ ตัดอํานาจ การตรวจของสภาและประชาชนออกไปครับท่านประธาน แก้รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับ ที่มา ของ ส.ว. ก็กินรวบไปเรียบร้อยครับ อํานาจของประชาชนนั้นกลายเป็นอํานาจของสภาผัว สภาเมีย และก็กลายเป็นสภาพรรคการเมืองเรียบร้อยครับ และกําลังจะแก้มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ อํานาจของประชาชนก็ตัดไปเรียบร้อยแล้วครับ กําลังจะโยงไปแล้วครับ ท่านประธาน ไม่มีอะไรครับ
ท่าน มีผู้ประท้วง เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาต ประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ เพราะอภิปรายนอกประเด็นแล้วกล่าวหาว่าแก้กฎหมาย ที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ส.ว. นี้ เป็นการแก้กินรวบ ไม่ได้เป็นอํานาจของประชาชน จริง ๆ ไม่ใช่ครับ การแก้ที่มาของ ส.ว. นั้นละให้อํานาจประชาชนครับ ให้ประธานวินิจฉัยด้วย นอกประเด็นครับ
ก็คงไม่มีอะไรครับ บรรยากาศก็ดีอยู่แล้วนะครับ ก็ใช้เวลาอีกไม่มาก เดี๋ยวก็พักการประชุม ฉะนั้น ท่านวันชัยครับ ไม่อยากให้เสียบรรยากาศ ท่านต่อครับ
เข้าประเด็น ครับท่าน เป็นการอารัมภบทถึงเรื่องอํานาจของประชาชน
ไม่เป็นไร ของผู้ประท้วงก็มี เหตุผลของท่าน
มีเหตุผลครับ
ทีนี้ของท่าน เพื่อไม่ให้เสีย บรรยากาศ ท่านต่อเถอะครับ
สิ่งที่ผมกําลัง จะกราบเรียนนี้เป็นเหตุผลสอดรับกัน อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่า แม้แต่การแก้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ ก็ไปตัดอํานาจของประชาชน ก็คืออํานาจการตรวจสอบของสภานี้ ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ครับท่านประธาน ก็ไหนว่าทํางานโปร่งใสตรวจสอบได้ ไปกลัวอะไร กันครับกับการตรวจสอบในเรื่องนี้ ถ้าเราไม่หมกเม็ด ไม่มีอะไรที่ประเด็นมีวาระซ่อนเร้นแล้ว ไปตัดสาระสําคัญตรงนี้ทําไม เมื่อสักครู่นี้ฟังคําชี้แจงจากท่านกรรมาธิการนี่บอกว่า มันกําหนดไม่ได้ว่าอะไรกระทบอย่างกว้างขวาง อะไรมีนัยสําคัญ เลยตัดออก ผมว่าความเห็น อย่างนี้ ขออภัยนะ ภาษาปัจจุบันนี้เขาเรียกว่า ขี้ขํา ครับท่าน มันมีอะไรที่นักกฎหมายเรา เขียนไม่ได้ ถ้าเราต้องการ ถ้าเราบอกเขาว่าต้องการแบบนี้ แบบนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า กฎหมายลูกนั้นสามารถแยกแยะและเขียนออกมาได้ เพราะฉะนั้นประเด็นที่บอกว่า ตีความแล้วมีปัญหาขัดแย้งกันจนกระทั่งไม่สามารถจะเขียนออกมาได้นั้น ผมว่า เป็นข้อกล่าวอ้างที่ตื้นเขินเกินไปครับท่านประธาน
ประเด็นต่อมา ที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมไม่เห็นด้วยนั้น และเป็นสิ่งที่ผม แปรญัตติกลับไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เดิมนั้น เพราะตามรัฐธรรมนูญนั้นอํานาจ การตรวจสอบนั้นเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติคือ ส.ส. และ ส.ว. นี่ละครับ แล้วตรวจสอบใครครับ ท่านประธาน ตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่นี่แปลกประหลาดมากครับท่านประธาน เราฝ่าย นิติบัญญัติกลับยกอํานาจการตรวจสอบของพวกเราเองไปให้ฝ่ายบริหารเกือบทั้งหมดเลยนะ ครับ ทั้ง ๆ ที่ผมกราบเรียนแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องกระทบต่อความมั่นคงอย่างกว้างขวาง และ เป็นเรื่องที่มีนัยสําคัญดังที่กราบเรียนแล้ว จึงเป็นเรื่องที่สงสัยมาก อยากให้กรรมาธิการได้ ตอบให้ชัดเจนว่าเราไปโอนอํานาจนี้ให้ฝ่ายบริหารทําไมทั้งหมด เหลือไว้เพียงบางส่วนซึ่งผม จะอภิปรายต่อไป ไม่คิดจะให้ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นหูเป็นตาให้กับประชาชนบ้างหรือ ไม่คิดจะ ให้ฝ่ายนิติบัญญัตินี่ช่วยกันตรวจสอบกับฝ่ายบริหารบ้างหรือต่อประเด็นเหล่านี้ มีบางท่านพูด ไว้แล้วว่าหลายหัวดีกว่าหัวเดียว หัวเดียวนี่กระเทียมลีบ เพราะฉะนั้นหลายหัวหลายคน ช่วยกันคิดช่วยกันตรวจสอบเป็นหลักการตามรัฐธรรมนูญเดิมที่กําหนดไว้นั้น ผมคิดว่าเป็น เรื่องที่ทําแล้วเหมาะสมที่สุด และเหนือสิ่งอื่นใดครับ ที่อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่า วันหนึ่งท่านไม่คิดจะเป็นฝ่ายค้านกันบ้างหรือครับ เพราะวันหนึ่งฝ่ายนี้ก็ขึ้นไปนั่งข้างบน ข้างบนก็มาลงมานั่งข้างล่าง มันก็เป็นการตรวจสอบซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าวิธี แบบนี้ ประเด็นแบบนี้ ตามที่ผมกราบเรียนมานั้นเป็นเรื่องแปลกประหลาดว่าเราฝ่ายนิติ บัญญัติแท้ ๆ กลับไปโอนอํานาจการตรวจสอบให้แก่ฝ่ายบริหารเสียสิ้นเชิงไปหมด
ประเด็นต่อมาที่ผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านประธานทราบนั้นก็คือ พอแก้ รัฐธรรมนูญมาตามร่างที่กรรมาธิการเสนอมานี้ มันไม่เป็นการถ่วงดุลซึ่งกันและกันระหว่าง ฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร เพราะหนังสือสัญญาดังกล่าวนั้นอย่างที่ผมได้กราบเรียนว่า เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสําคัญ ถ้ามีการผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบจากประชาชน โดยรัฐสภานี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าตัวรัฐบาลเองนั้นก็มีความมั่นใจในการที่จะไปตกลง สนธิสัญญากับประเทศต่าง ๆ และคู่สัญญาเองก็มีความมั่นใจครับท่านประธาน ที่สําคัญที่สุด เรามีฐานของประชาชนนั้นรองรับ เพราะฉะนั้นมันเป็นความรับผิดชอบร่วมกันทุกฝ่าย ดีกว่าที่จะปล่อยให้ฝ่ายบริหารนั้นตัดสินใจหรือดําเนินการไปตามอําเภอใจโดยลําพัง จึงเห็น ได้ว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ร่วมกัน ถ้าเรามีการแก้ไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เดิมตามที่ ผมได้แปรญัตติไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ ลําพังที่กรรมาธิการเพิ่มเข้ามาว่าหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภานั้น อันนี้เติมเข้ามา มอง ๆ ดูนี่ก็เหมือนว่าจะดูดีนะครับท่านประธาน แต่กราบเรียนท่านประธาน ว่ามันยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ เพราะในปัจจุบันนี้สนธิสัญญาเพื่อเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุนมีหลากหลายหลายรูปแบบด้วยกัน มีการแย่งชิงผลประโยชน์กันมาก ไม่ว่าจะเป็น ด้านพลังงานปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ หรือทรัพยากรทางน้ํา ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธาน มีเอกสารของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ที่เขียนไว้น่าสนใจสักเล็กน้อย บอกว่านอกจากนี้ในปัจจุบันนี้ยังมีแนวโน้มที่ฝ่ายบริหารไปทํา หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันและมีผลกระทบต่อการเงินการคลังของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ แม้ว่าการกระทําดังกล่าวจะเป็นการใช้อํานาจของคณะรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหาร แต่ถึงกระนั้นก็ดี เมื่อมีการทําหนังสือสัญญากู้เงิน ขณะนี้เรากําลังจะมี พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ กําลังจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ถ้าผ่านสภา เช่น การทําหนังสือ สัญญากู้เงินจากต่างประเทศเป็นจํานวนมาก การใช้คืนเงินกู้ย่อมกระทบต่อระบบ งบประมาณของประเทศ และส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงจําเป็น อย่างยิ่ง ตรงนี้ผมขออนุญาตขีดเส้นใต้ จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนของ ปวงชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจของฝ่ายบริหารในเรื่อง ดังกล่าว ชัดเจนครับ ประเด็นที่บอกว่ามันตีความไม่ได้ว่าอะไรมันกระทบต่อการลงทุน การเงิน การคลัง กระทบอย่างกว้างขวาง มีนัยสําคัญ นี่ยกตัวอย่างให้เห็น จึงเห็นว่า ฝ่ายบริหารไปดําเนินการทําสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มิใช่เพื่อความร่วมมือทางวิชาการหรือทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อการเงิน การคลัง ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ อาจจําเป็นต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติ ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยด้วย เขาถามว่าทําไมต้องทําครับ เพื่อความโปร่งใส รอบคอบ และเป็นการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติ นี่เป็นความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมายซึ่งตรงกับที่ผมได้แปรญัตติไว้ว่าการที่กลับไปตามร่างของรัฐธรรมนูญเดิมนั้น จะก่อให้เกิดความโปร่งใส รอบคอบ และเป็นการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนอย่างแท้จริง นี่ท่านปล่อยให้อํานาจตรงนี้มันหลุดลอยไปเลยครับ เสียดาย ที่ท่านเป็นฝ่ายตรวจสอบ เสียดายที่ท่านเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ กลับยกอํานาจตรงนี้ไปให้ ฝ่ายบริหารอย่างสิ้นเชิง เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ในสมัยนี้ครับท่านประธาน
ประเด็นต่อมาครับท่านประธาน ลําพังกรรมาธิการที่เพิ่มเข้ามาดังที่ผม กราบเรียนแล้วนี้จะเห็นได้ว่ามีผลกระทบต่ออํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างวงกว้าง และสุดท้ายครับท่านประธาน กรณีตามวรรคสี่ที่กําหนดไว้ว่า ผมขออนุญาตอ่านนิดเดียวครับ กรณีมีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือสัญญาที่จะต้องเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ตามวรรคสอง ให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นําบทบัญญัติ ตามมาตรา ๑๕๔ (๑) และ (๒) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม ทั้งนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รับเรื่อง อันนี้ เป็นร่างเดิมบางส่วน เติมเข้ามาใหม่บางส่วน ที่ผมเองอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่า เราใช้ศาลรัฐธรรมนูญกันเฝือเกินไปหรือเปล่า เป็นการใช้ศาลรัฐธรรมนูญแบบผิดฝาผิดตัว กันเกินไปหรือเปล่า เรื่องเล็ก ๆ เรื่องไม่ใช่เรื่องก็ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ไป ๆ มา ๆ จะดูว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลหรือของฝ่ายสภาหรืออย่างไร ท่านประธานครับ เพราะฝ่ายบริหารนั้นมีหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะวินิจฉัยในเรื่องนี้อยู่แล้ว เช่น กรมสนธิสัญญา และกฎหมายที่มานั่งชี้แจงอยู่นี้ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็เป็นที่ปรึกษาที่พอจะ ชี้ได้ว่าเรื่องใดเป็นเรื่องที่จะต้องเข้าสภาหรือไม่เข้าสภา และที่สําคัญนั้นยังมีคณะกรรมการ พิเศษเพื่อพิจารณาอนุสัญญาต่าง ๆ ที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้น ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า เป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญและทําเรื่องนี้อยู่แล้วโดยตรง เป็นเครื่องมือของรัฐบาลอยู่แล้ว นั่นคือประการที่ ๑ ครับท่านประธาน ที่ผมเห็นว่าไม่ควรจะไปใช้ที่ศาลรัฐธรรมนูญ
ประการที่ ๒ หากมีเรื่องที่เสนอมาเพื่อขอพิจารณาความเห็นชอบ จากรัฐสภาในการทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ รัฐสภาทั้งฝ่ายนิติบัญญัตินั้น ก็ย่อมจะ สามารถตรวจสอบได้ ว่าเรื่องเหล่านี้นั้นเป็นเรื่องที่เข้าข่าย ที่ตามมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ เพราะฉะนั้นประเด็นที่จะไปใช้ที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ผมจึงเห็นว่าไม่น่าจะชอบและเป็นการใช้ ศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป จนทําให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นขาดความสําคัญ และขาดความขลัง ในการที่จะวินิจฉัยแต่ละประเด็น ๆ ไป และที่สําคัญที่สุดนั้นศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่เครื่องมือ ของรัฐบาล ถ้าร่างกฎหมายออกมาในลักษณะตามวรรคสี่เช่นนี้จะดูเหมือนว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการวินิจฉัยเรื่องนี้ไปโดยตรง ด้วยเหตุดังกล่าวครับท่านประธาน ผมจึงแปรญัตติไปยังข้อความเดิมของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งผมเห็นว่าเมื่อกลับไปใช้ ตามร่างเดิมนั้น มันจะครบถ้วน รอบคอบ รัดกุม โปร่งใสครับ และก็ถ่วงดุลของอํานาจ ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอย่างมีดุลยภาพที่เหมาะสมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นด้วยเหตุ ดังกล่าวเหล่านี้ กระผมจึงมิอาจจะรับได้ตามร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการได้เสนอมานี้ และ ผมขอแปรญัตติกลับไปดังที่ผมกราบเรียนแล้วครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ เชิญท่าน ส.ว. ประสงค์ นุรักษ์ ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนปวงชนชาวไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลของกระผมในการที่จะนําเสนอ เพื่อการแปรญัตติ ในมาตรา ๑๙๐ ตามที่ได้มีการยกร่างขึ้นมานั้น เป็นความเห็นส่วนตัว ของกระผม ซึ่งอาจจะมีการคล้ายคลึงกันหรือเหมือนกับบุคคลท่านอื่น ซึ่งตามที่ผมเห็น รายชื่อผู้ซึ่งมีการแปรญัตติในเรื่องเดียวกันนี้ประมาณ ๑๐ ท่าน แต่อาจจะมีเจตนา และวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันนะครับ ก่อนอื่นครับ ในฐานะที่ผมได้รับการติดต่อ จากพี่น้องประชาชนมาเป็นจํานวนมากในช่วงของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมอดที่จะต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านไม่ได้ครับว่า เขามีความสนใจ มีความเป็นห่วง และมีความผูกพันกับการทํางานของพวกเราเป็นอย่างมาก ก็หวังว่าพวกเราจะต้องทํางานกันอย่างเต็มที่เพื่อผลประโยชน์ของเขาอันเป็นที่ตั้งตามที่เรา ได้ให้สัตย์ปฏิญาณไว้ในการเข้ารับหน้าที่ของพวกเราทุกคน ส่วนตัวกระผมครับท่านประธาน ที่เคารพ ผมยืนยันมาตลอดว่าถึงแม้ผมเองจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง คือมาจาก การสรรหา แต่ผมมีความยึดมั่นในการปฏิบัติภารกิจและหน้าที่ไม่แตกต่างกับสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงลักษณะอื่น ท่านประธานครับ การแปรญัตติของกระผมในครั้งนี้ ผมมีความประสงค์ที่จะแสดงความตั้งใจให้พี่น้องประชาชนได้เห็นว่า ผมในฐานะเป็นตัวแทน ของประชาชนนั้นมีความเห็นอย่างไรในการที่จะเสนอในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ครั้งก่อนที่มีการเปลี่ยนแปลงมาครั้งหนึ่งแล้วนั้น ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการแก้ไขในครั้งนั้น เพราะผมยังยืนยันตลอดเวลาครับว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมานี้เพิ่งใช้มา ๖ ปี เวลาของการที่จะพิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นยังน่าจะให้โอกาสกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มากกว่า ๖ ปี หรือควรจะเป็นถึง ๑๐ ปีด้วยซ้ํา แล้วเรามาช่วยกันพิจารณาว่าอะไรบ้าง เป็นบทเรียนที่เราควรจะมาปรับปรุงแก้ไขและเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ ประเทศชาติและประชาชนนะครับ มาตรา ๑๙๐ ที่เสนอมานี้ทางท่านคณะกรรมาธิการ เขาจะมีความคิดเห็นหรือเขาจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรผมก็จะไม่ขอพูดถึง แต่ผมจะขอพูดถึง ในส่วนที่ผมแสดงความเห็นนะครับ ผมขอแบ่งความเห็นผมเป็น ๓ ส่วนกว้าง ๆ นะครับ คือส่วนแรกเป็นส่วนที่เกี่ยวกับการที่จะมีการทําหนังสือสัญญากับต่างประเทศนะครับ เพราะว่าการทํางานของเรานั้นเป็นการทํางานที่จะต้องมีการติดต่อและหวังผลระยะยาวด้วย ในขณะเดียวกัน เพราะฉะนั้นการทําหนังสือสัญญากับต่างประเทศนั้นเพื่อการเปลี่ยนแปลง อาณาเขตนั้น หรือเขตพื้นที่เท่าอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย มีเขตอํานาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ผมขอโทษด้วยจะต้องอ่านข้อความทั้งหมดนี้ เพราะเป็นข้อความซึ่งผมตั้งใจที่จะให้มี การเปลี่ยนแปลงในการที่จะร่างมานะครับ อาจจะซ้ํากับท่านอื่น แต่ว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงครับ เพราะว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่เป็นการพูดของคนต่างบุคคลเท่านั้นเองนะครับ ผมแปรญัตติ ไปเพื่อต้องการจะให้การกระทําดังกล่าวที่ว่านั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ท่านประธานครับ รัฐสภานี้เป็นตัวแทนของประชาชน ถ้าหากว่าการเสนอเปลี่ยนแปลงกฎ กติกา ที่ประเทศชาติซึ่งรัฐบาลจะต้องดําเนินงานนั้น จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ประชาชนแล้ว ไม่มีสถานที่แห่งไหนที่จะเหมาะสมเท่ารัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นสิทธิ ที่ประชาชนจะมีต่อการทํางาน ในการรับรู้การทํางานของพวกเรา และสิทธิรับรู้ ของประชาชนนั้นมีความสําคัญยิ่งที่เราจะต้องนํามาแล้วก็พูดกันในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องกรณีการทําหนังสือสัญญาก็เช่นกันท่านประธานครับ เพราะมันจะมีผลผูกมัดและผูกพัน ต่อไปอีกนาน จําเป็นอย่างยิ่งที่ผมเห็นว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภานี้ก่อนนะครับ และในขณะเดียวกันเมื่อรัฐสภานําเรื่องนี้มาพิจารณาแล้ว ไม่ใช่ว่าปล่อยให้ยืดยาดยาวไปโดย ไม่มีกําหนด เราควรจะมีข้อกําหนดไว้ ผมจึงได้เขียนว่าให้เวลาในการที่จะพิจารณานั้นสัก ประมาณ ๖๐ วันน่าจะเป็นการเพียงพอ และช่วงเวลานั้นผมคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่ยาว เกินไป และไม่สั้นเกินไปที่จะให้ประชาชนได้รับรู้รับฟังการทํางานของพวกเราในกรณีจะ พิจารณาในการที่จะให้รัฐบาลไปทําหนังสือสัญญากับต่างประเทศนะครับท่านประธาน ที่เคารพครับ
ท่านประธานครับ เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่จะทําหนังสือสัญญา แต่ยังมีประเด็นอีก ประเด็นหนึ่งก่อนหน้าที่จะมีการทําหนังสือสัญญานั้น ผมได้เขียนลงไปในร่างแปรญัตติ ของกระผมครับว่า ก่อนการดําเนินการเพื่อการทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือ องค์การระหว่างประเทศตามวรรคสองที่ผ่านมาเมื่อสักครู่นี้ คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและ จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธานที่เคารพ ซึ่งผมทําหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ผมมองเห็นความสําคัญของประชาชนที่ประชาชน มีความสําคัญและมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับรู้และต้องได้รับฟังว่า อะไรบ้างคือสิ่งที่ รัฐบาลจะไปทําข้อตกลงกับต่างประเทศ และเซ็นเป็นหนังสือสัญญาระหว่างกัน ผมว่านี่ละครับ เป็นข้อมูลและเป็นเหตุผลที่ผมนําเสนอมาว่าควรจะให้มีการรับฟังของประชาชนก่อน และเช่นเดียวกันครับ รัฐบาลจะต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้ คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาด้วยครับว่าขอบเขตที่จะไปทําสนธิสัญญานั้นมันมี ขอบเขตกว้างขวางยาวแค่ไหนที่จะทํากันให้ประชาชนได้มีโอกาสรับรู้ด้วยในขณะเดียวกัน ในขณะที่มีการประชุมกันในสภาแห่งนี้ครับท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานครับ อย่า ว่าแต่การทําหนังสือสัญญาเลยครับท่านประธาน ข้อตกลงต่าง ๆ กับต่างประเทศ ไม่ว่าจะ ด้วยวิธีใดก็ตามแต่ ประชาชนควรจะมีสิทธิรับรู้ มีตัวอย่างอันหนึ่งที่ผมมีความกังวลเป็นอย่าง ยิ่งครับท่านประธาน ที่มีข่าวออกมาว่าการเจรจาเพื่อพูดคุยสันติภาพซึ่งจะเกิดขึ้นที่ประเทศ มาเลเซีย ซึ่งประเทศไทยทําหน้าที่เป็นตัวแทนโดย สมช. ที่จะไปเจรจากับทางฝ่ายบีอาร์เอ็น (BRN) ที่มาเลเซียในโอกาสต่อไปนั้น ถูกตั้งเงื่อนไขขึ้นมาอย่างนี้ครับท่านประธานว่าการฟื้นฟู ครั้งต่อไปนี้จะต้องมีสักขีพยานจากอาเซียนหรือโอไอซี (OIC) และเอ็นจีโอ (NGO) หลังจาก ได้รับความเห็นชอบของทั้ง ๒ ฝ่าย และการพูดคุยกันนั้นได้มีการเรียกร้องระบุต่อไปอีกครับ ว่าเพื่อให้ประเทศหรือองค์กรเป็นสักขีพยานทุกครั้งในการลงนาม นี่ละครับการลงนาม แม้กระทั่งไม่ใช่หนังสือสัญญา เป็นการพูดคุยกันธรรมดา ๆ นี่ละครับ ถ้ามีเงื่อนไขที่จะมี ความผูกพันเกี่ยวกับประเทศ เกี่ยวกับประชาชนในอนาคตต่อไปแล้ว จะต้องเห็นความสําคัญ มากจะต้องมีความใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากในการที่จะลงนามกรณีใดก็ตามแต่ ในกรณีนี้โดยเฉพาะครับ ต่อไปอีกครับ เพื่อจะให้การพูดคุยมีหลักประกันของทั้ง ๒ ฝ่าย นี่ละครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่างให้เห็นว่าการที่จะไปลงนามอะไรนั้น ความผูกพันมันมี ต่อเนื่องถึงประเทศชาติและประชาชนในอนาคต จําเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน จะต้องให้ พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสรับรู้ไว้ก่อนล่วงหน้า แต่สิ่งที่ผมมีความกังวลและผมคิดว่า ข้อกังวลนี้ คณะ สมช. ซึ่งจะไปเจรจา ไปพูดคุยกันนั้นไม่ใช่เจรจา ในกรณีเกี่ยวกับเรื่อง คุยสันติภาพที่มาเลเซียในโอกาสต่อไปนั้นให้ใช้ความระมัดระวังในการลงชื่อ ในการที่จะ ลงนามในประเด็นต่าง ๆ เพราะการลงนามต่อไปแล้ว จะเป็นผลบังคับที่จะต้องมาแก้ไขกัน แก้ไขนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ถ้าเราป้องกันไว้ก่อนได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนในอนาคตครับท่านประธาน นั่นเป็นตัวอย่าง นะครับท่านประธานครับ ถ้าหากว่ามีการลงนามเสร็จแล้ว ตามที่ผมได้มีการแปรญัตติไป นะครับ ท่านประธานที่เคารพ ว่าเมื่อลงนามในหนังสือสัญญาวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดง เจตนาให้มีความผูกพัน คณะรัฐมนตรีจะต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียด ของหนังสือสัญญานั้น นี่ละครับอีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมยึดมั่นยืนยันมาตลอดเวลาว่าประชาชน คือหัวใจในการทํางานของกระผมซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา และในฐานะซึ่งเป็นตัวแทนของ ปวงชนชาวไทย ผมจะพูดถึง ผมจะเอ่ยถึง และผมจะปฏิบัติมาตลอดเวลาให้เห็นความสําคัญ ของพี่น้องประชาชน สมาชิกสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ พูดถึงและอ้างถึง ประชาชนอยู่ตลอดเวลา ถึงเวลาที่จะต้องทําสิ่งที่เป็นภารกิจที่มีความสําคัญต่อประเทศชาติ กลับลืมประชาชนเสียเฉยเลย นี่หรือครับเป็นการทํางานในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง แต่ไม่เป็นไรครับตัวใครตัวมัน แต่ละคนมีสิทธิแล้วก็มีหน้าที่มีความสามารถ ในการแสดงตนกันในการปฏิบัติหน้าที่ตัวแทนประชาชนด้วยจิตวิญญาณของตัวเองของ แต่ละท่านนะครับ ผมได้เขียนต่อไปอีกครับว่านอกจากตามที่ผมพูดไว้ดังกล่าวแล้ว ตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้การเกิดการกระทบต่อประชาชนนั้น หรือผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม นี่ละครับเป็นความจําเป็นว่าถ้าหากว่า การดําเนินงานต่อไปนั้นมีผลกระทบซึ่งมีความเสียหายต่อบุคคลดังกล่าวหรือกลุ่มบุคคล ดังกล่าวแล้ว ความรับผิดชอบของรัฐบาลจะต้องมีในการที่จะแก้ไขเยียวยาปัญหาของบุคคล เหล่านั้นด้วยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่เป็นเพียงสิ่งที่ผมอยากจะเห็นการ เปลี่ยนแปลง การแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยตามร่างที่มีอยู่ในขณะนี้ ส่วนทางท่าน คณะกรรมาธิการที่ผมเรียนตอนแรกแล้วว่าจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไรนั้นเป็นสิทธิของ คณะกรรมาธิการ ผมมีความจําเป็นที่จะต้องเสนอแนวความคิดของกระผมเพื่อให้ประธานได้ ทราบและให้สมาชิกสภาแห่งนี้ซึ่งเป็นรัฐสภาเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศได้มีโอกาส พิจารณาแนวความคิดและแนวทางที่ผมได้นําเสนอไปนั้นด้วย นี่ละครับผมจึงขอแสดง ความตั้งใจต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและต่อสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ผ่านท่านประธานครับ ว่าผมไม่เห็นด้วยในการที่จะแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ด้วยเหตุผลดังที่ผมกราบเรียนท่านประธาน มาแล้วครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ
ครับ น่าจะเป็นท่านสุดท้าย ของคืนนี้นะครับ ก็เชิญคุณหมอสุกิจครับ แล้วขอแจ้งผู้จะอภิปรายวันพรุ่งนี้นะครับ ท่านแรก จะได้เตรียมตัวนะครับ ท่านพรพันธุ์ แล้วตามด้วยท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ แล้วก็มาที่ ท่านพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นะครับ ก็เป็นพรุ่งนี้ดีกว่าครับ ไม่ยาวใช่ไหม เดี๋ยวดูคุณหมอว่า ใช้เวลาเยอะไหม เชิญคุณหมอครับ เชิญครับ
ไม่ยาวครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ มาตราที่ผมจะขออภิปราย ก็คือมาตรา ๓ นะครับ ซึ่งมีส่วนที่ผมได้แปรญัตติไว้ แล้วก็ส่วนที่กรรมาธิการได้ทําการ แก้ไขเพิ่มเติมจากร่างเดิมที่สภาได้รับหลักการเอาไว้ ซึ่งผมก็จะขออภิปรายทั้ง ๒ ประเด็น แต่ก็คงใช้เวลาไม่มากนักนะครับ ในส่วนของการแปรญัตติของผม ก็คือ ผมขอให้ตัดมาตรา ๓ ออกทั้งมาตราครับ ซึ่งผมถือว่าผมมีสิทธิที่จะแสดงเหตุผลในครั้งนี้ ไม่มีใครบอกว่า แปรญัตติผิดหลักการนะครับ สภาจะเห็นด้วยกับการแปรญัตติของผมหรือไม่ก็เป็นเรื่องของ การลงมตินะครับ ซึ่งในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นที่ทราบกันว่าเราต้องลงมติ ทุกมาตราอยู่แล้ว ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๙ ท่านประธานครับ การตัดออกทั้งมาตราของผมนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทําให้เราไม่มีรัฐธรรมนูญใช้นะครับ ความหมายของมันก็คือให้กลับ ไปใช้มาตรา ๑๙๐ หรือมาตรา ๑๙๐ เดิม ที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในปัจจุบันนี้ นะครับ ซึ่งได้ผ่านการแก้ไขมาแล้วครั้งหนึ่งในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ซึ่งครั้งนั้น เป็นการแก้ไขที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แต่การแก้ไขครั้งนี้ครับท่านประธาน มันไม่เป็น อย่างนั้น มันได้ส่งผลเสีย ๓ อย่างนะครับ อย่างที่ ๑ ก็คือเป็นการลดอํานาจการตรวจสอบ ของรัฐสภา ประการที่ ๒ ทําลายการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน และประการที่ ๓ ก็คือ ไปเพิ่มอํานาจให้กับฝ่ายบริหาร ก็คือรัฐบาลนะครับ สําหรับส่วนของประชาชน ก็มีทั้งการลด การให้ความสําคัญต่อการฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน และมีการปฏิเสธ ความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการกระทําสนธิสัญญาข้อตกลงที่ส่งผลต่อประชาชน โดยการลดชั้นความสําคัญลงนะครับ ผมจะพูดถึงประเด็นการไม่ให้ความสําคัญต่อการมี ส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนก่อนครับ ท่านประธานครับผมก็เคยอภิปรายแล้วว่า หัวใจสําคัญของระบอบประชาธิปไตยก็คือการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตยที่ดีที่สุด ก็คือการที่ให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดครับ ท่านประธาน จะเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทุกครั้งนะครับ ได้พยายามที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกการแก้ไขครับ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ แต่น่าเสียใจที่การแก้ครั้งนี้เป็นการแก้แล้วก็กลับไปลดการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ถือว่าเป็นการถอยหลังเข้าคลองท่านประธานครับ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ไปโอดครวญ ที่มองโกเลียว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย อันนี้ละครับมันเป็นบทพิสูจน์ว่าใครกันแน่ที่ทําลายระบอบประชาธิปไตย ก็พวกของ ท่านนายกรัฐมนตรีเองนั่นละที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ามา ตัวนายกรัฐมนตรีเองนั่นละครับ ท่านประธานครับ ในวรรคสามของมาตรา ๑๙๐ ที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผมบอกว่าควรจะกลับไปใช้นั้น เขียนไว้ดีมากเลยครับ เขียนไว้ดีมากจนผมไม่อยากจะตัดทิ้ง ขออนุญาตอ่านนะครับท่านประธานครับ เขาบอกว่า ก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือ สัญญากับนานาประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับ หนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอ ความเห็นชอบด้วย คือจะมีทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนและประเด็นที่เกี่ยวกับ รัฐสภานะครับ ผมก็จะเอาเรื่องสําคัญ ก็คือเรื่องของประชาชนก่อน ก่อนที่จะมาพูดถึงเรื่อง ของสภานะครับ ท่านประธานจะเห็นว่าการรับฟังความคิดเห็นได้เขียนไว้ชัดเจน ในรัฐธรรมนูญที่ผมอ่านมาแล้ว เพียงแต่ว่าที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ทําครับ หรือทําก็ทํา นิด ๆ หน่อย ๆ ที่ผมฟังเวลาเอาร่างเข้ามา รัฐมนตรีเอามาเสนอก็บอกว่าไปผ่านที่นั่น ที่ประชุมนั้นที่ประชุมนี้นิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นครับ ก็เลยไม่ให้ความสําคัญนะครับ แต่พอมาถึงการแก้ไขของกรรมาธิการ ได้มาลดระดับความสําคัญของการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน โดยให้เป็นแค่กฎหมายธรรมดาเท่านั้น บอกว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยการ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับ หนังสือสัญญาตามวรรคสอง ก็เป็นที่เข้าใจกันนะครับ ซึ่งมันจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเมื่อเราผ่าน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแล้วยังไม่รู้เลยครับว่ากฎหมายฉบับนั้นมันจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ที่สําคัญมันจะออกเมื่อไรครับ ออกชาตินี้หรือออกชาติหน้า เพราะว่ารัฐบาลไม่ค่อยจะให้ ความสําคัญกับเรื่องของการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว แล้วอย่างนี้จะให้พวกผม ผ่านร่างนี้ไปได้อย่างไร โดยไม่มีหลักประกันใดเลยว่าสิทธิเสรีภาพ และก็การมีส่วนร่วมของ พี่น้องประชาชนจะถูกลิดรอนไปขนาดไหน ซึ่งผมก็คิดว่าท่านกรรมาธิการเองท่านก็ไม่รู้ หรอกครับว่ามันจะออกมาอย่างไร ท่านก็สักแต่เขียนโยนไปอย่างนั้นละ เพราะฉะนั้นผมขอ เน้นตรงนี้ว่าตรงนี้มันต้องชัดเจนครับ เพราะมันคือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย แล้วผมว่า กรรมาธิการไม่ต้องมาตอบผม เพราะอย่างไรท่านก็ตอบผมไม่ได้เรื่องนี้ แต่ท่านประธานครับ ที่ผมเสียดายมากกว่านั้น ที่เสียดายมากที่สุดก็คือวรรคสี่ของมาตรา ๑๙๐ ฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งถูกตัดออก ที่เขาเขียนไว้ดีมากเลยนะครับบอกว่า เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตาม วรรคสองแล้ว หมายถึงว่าวรรคสองเดิมในร่างปี ๒๕๕๐ นะครับ ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มี ผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น ดีมากเลยนะครับ และในกรณีที่มีการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการ แก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม ท่านประธานครับ เห็นไหมครับว่าเขียนไว้ดีมากทีเดียว ดีจนไม่อยากตัดทิ้งเลยครับ ของใหม่เป็นอย่างไรครับ ของใหม่ที่กรรมาธิการแก้ไขได้ลดชั้นความสําคัญให้เหลือแค่เป็นกฎหมายธรรมดา ซึ่งก็ได้กล่าวมาแล้วนะครับว่า มันไม่มีหลักประกันใด ๆ เลยท่านประธาน ว่ามันจะช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนได้จริงจัง เพราะว่าอย่างที่พูดครับ ท่านกรรมาธิการท่านก็เขียนโยน ๆ ไป อย่างนั้นแหละครับ รัฐบาลเองก็ไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจนนะครับ แถมยังไปจํากัด อีกว่า จะรับผิดชอบเฉพาะส่วนที่เป็นผลกระทบจากเอฟทีเอเท่านั้น โดยเขียนว่าการเปิดเสรี ด้านการค้าหรือการลงทุนให้ศึกษาถึงประโยชน์ของหนังสือสัญญา และผลกระทบต่อ ประชาชนหรือผู้ประกอบการและดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากหนังสือ สัญญาดังกล่าว อันนี้หมายถึง กรณีของเอฟทีเออย่างเดียวครับ และถ้าเป็นข้อตกลงอย่างอื่น ละครับ ข้อตกลงระหว่างประเทศทุกชนิด มันส่งผลต่อธุรกิจทั้งนั้นละครับ ท่านลองเป็นผู้ ค้าขายเป็นผู้นําเข้าส่งออกเอง แล้วท่านจะรู้ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข แล้วก็มันจะลําบากนะครับ นี่ก็คือการทําร้ายประชาชนของคณะกรรมาธิการนะครับ นั่นก็คือส่วนของประชาชนนะครับ ผมจะไปเร็ว ๆ ทีนี้ในส่วนของรัฐสภาก็เช่นเดียวกันครับ ในอดีตเราเคยเรียกร้อง ตอนที่ผม เป็น ส.ส. สมัยแรก ผมจําได้ว่า สมัยนั้นไม่มีหรอกครับ เรื่องทําสัยญากับต่างประเทศนี่ไม่มี การมารายงานต่อรัฐสภา ผมก็ได้เห็นนักการเมืองอาวุโสหลายท่าน ซึ่งผมไม่อยากเอ่ยนาม ท่านได้เรียกร้องเรื่องนี้ในสภาสมัยนั้น ให้สภาได้รับรู้เรื่องการทําสัญญากับต่างประเทศ เพราะอะไรครับ เพราะว่าการเอาประเทศไปผูกพันกับนานาชาตินั้นเป็นเรื่องสําคัญที่ตัวแทน ของพี่น้องประชาชนควรจะรับรู้ และก็ได้แสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างไร แล้วในที่สุดการเรียกร้องก็เป็นผลครับ ในที่สุดเราก็ได้มา ทุกวันนี้การทําสัญญากับ ต่างประเทศต้องมาผ่านรัฐสภา แต่ก็แปลกครับ วันนี้มี ส.ส. หลายท่านกลับปฏิเสธอํานาจนี้ ซึ่งเราได้มาจากการเรียกร้อง วันก่อนผมฟังสมาชิกบางคนอภิปรายบอกว่า นี่เป็นเรื่องเลวร้าย เป็นเรื่องเลวร้ายครับ ที่ทําให้เราช้า ทําให้เราเสียโอกาสในการทําสัญญากับต่างประเทศ เขาอ้างว่าประเทศอื่นเซ็นสัญญากันไปแล้ว แต่ประเทศเรายังไม่ได้เซ็นประเทศเดียว เราเสียเปรียบเขา และแม้แต่ในเหตุผลประกอบร่างก็เช่นเดียวกันครับ เขียนว่า เป็นผลให้ กระบวนในการทําความตกลงระหว่างประเทศล่าช้า และเกิดความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วนะครับในมาตรา ๑ แล้วก็ได้ ถามไปทางกรรมาธิการ แล้วกรรมาธิการก็ตอบไม่ได้ ไม่สามารถจะให้ความชัดเจนได้ พอเขา ถามว่าและมันเสียหายตรงไหน เสียหายเมื่อไหร่ เสียหายเท่าไร ท่านก็ตอบไม่ได้ ผมจะบอก ให้ครับว่า ทุกวันนี้ท่านประธานเห็นไหมครับว่า ร่างแบบนี้เสนอมาเมื่อไรมันก็ผ่านเมื่อนั้น ฝ่ายค้านไม่เคยโยเยเลยครับ เราผ่านให้อย่างรวดเร็ว แล้วจะยกมือให้เกือบทุกครั้งเลยครับ แล้วมันช้าตรงไหนครับ มันก็ช้าตรงรัฐบาลนั้นละเพราะมัวแต่ไปเที่ยวต่างประเทศครับ เคยยุคไหนไหมครับที่เสนอกฎหมายแบบลุกลี้ลุกลน ต้องให้ผ่านในวันนั้นให้ได้ เพราะว่า พรุ่งนี้จะเซ็นสัญญาแล้ว หรือว่าต้องให้เสร็จวันนี้ เพราะเดี๋ยวอีก ๑ ชั่วโมงข้างหน้าจะเซ็น สัญญา ผมก็เพิ่งเห็นยุคนี้ท่านประธานครับ ต้องเรียกว่า ต้องไฟล้นก้นก่อนถึงจะเสนอ แล้วอย่างนี้มันช้าที่ใครครับ ช้าที่รัฐสภาหรือว่าช้าที่รัฐบาล ฉะนั้นแทนที่จะไปเที่ยว ต่างประเทศมาก ๆ มาสนในเรื่องกฎหมายให้มากขึ้นน่าจะดีกว่านะครับ และที่สําคัญก็คือ ท่านประธานครับ วันนี้เวลาส่วนใหญ่ของรัฐสภา ของการประชุมรัฐสภานี้เราทําอะไรครับ
ท่านครับ มีประท้วงส่งท้าย เชิญจ่าประสิทธิ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วง ผู้อภิปราย ตามข้อ ๔๓ อภิปรายให้ร้ายเสียดสีรัฐบาลว่ารัฐบาลนี้มัวแต่ไปเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งตรงนี้เป็นข้อเท็จทั้งสิ้น ดังนั้นการอภิปรายของผู้อภิปรายผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ก็ท่านสุดท้ายแล้วก็จะพัก การประชุมสําหรับคืนนี้แล้วนะครับ คุณหมอครับ คงใกล้จบแล้วกระมังครับ เชิญต่อเลยครับ
ไม่ทราบคืนนี้ทําไม ประท้วงเหนื่อยจังเลยนะครับ ที่สําคัญที่สุดครับท่านประธานครับ ทุกวันนี้เราเสียเวลา ของรัฐสภา การประชุมของรัฐสภามันผิดตรงไหนครับ
คือจะจบแล้วครับ
อีกแล้วหรือครับ
เอาต่อเถอะครับ ผมว่า ต่อดีกว่า
ท่านประธานครับ เราเสียเวลาการประชุมไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรครับ ผมว่าถ้าเอาเวลานี้ มาพิจารณากฎหมาย ข้อตกลงระหว่างประเทศได้หลายสิบฉบับเลยครับ เพราะฉะนั้น ก็เลิกพูดเสียทีนะครับว่าการนําเรื่องเข้าสภาแล้วทําให้เราเสียโอกาส รัฐบาลต่างหากครับ ที่ทําให้เสียโอกาส เพราะว่าบริหารเวลาไม่เป็นครับ แล้วก็เช่นเดียวกันครับ การให้รัฐสภา มีอํานาจในการตัดสินใจตามรัฐธรรมนูญยุคต่าง ๆ ก็มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามลําดับ ผมเชื่อว่าท่านประธานอยู่ในสภานี้มานาน ท่านก็ทราบดีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ต่างก็ให้อํานาจกับรัฐสภาในการดูแลกฎหมายระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ทุกครั้งครับ แต่มาการแก้ไขครั้งนี้ อีกแล้วครับ ทั้งผู้เสนอร่างและกรรมาธิการได้ลดทอน อํานาจนี้ลงอีกแล้ว แล้วแถมที่สําคัญก็คือมีการหมกเม็ดอย่างแยบยลด้วยครับ ท่านประธานครับในวรรคสอง ของมาตรา ๑๙๐ ฉบับกรรมาธิการ ท่านได้กลับมาใช้ถ้อยคํา เหมือนกับฉบับการแก้ไขในสมัยของพรรคประชาธิปัตย์นะครับ ผมไม่อยากจะอ่านนะครับ ซึ่งหมายความถึงว่าท่านก็ไม่เห็นด้วยกับข้อความของผู้เสนอร่าง ซึ่งเราก็ได้ติงมาตั้งแต่ วาระหนึ่งแล้วนะครับว่าไม่ชัดเจน อ่านสักหน่อยก็ได้ครับ ท่านมาใช้ถ้อยคําว่า หนังสือ สัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือเขตเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิ อธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ถ้าเขียน แค่นี้นะครับ ความหมายก็จะสมบูรณ์เหมือนกับสมัยของการแก้ของพรรคประชาธิปัตย์ครับ ซึ่งผมจะเห็นด้วยทันทีนะครับ แต่มันไม่อย่างนั้นครับ ท่านประธานครับ ท่านได้ใช้วิธีหมกเม็ด ที่แยบยล โดยเขียนต่อไปว่า เพื่อประโยชน์ อาจจะเขียนต่อนี่ ผมเดาเอาว่าคงจะเพื่อ ประโยชน์ของใครบางคนหรือบางครอบครัว บางตระกูลนะครับ โดยท่านเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง ต่อท้ายเข้าไป ถ้าดูเผิน ๆ การต่อท้าย การเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้าไปนี้มันก็น่าจะดูดี เพราะโดยสามัญสํานึกแล้วก็อะไรที่มันชัดแจ้งชัดเจนนี่มันน่าจะดีที่สุด แต่ไม่ใช่กับเรื่องนี้ครับ เพราะว่าอาณาเขตหรือเขตอํานาจของประเทศของเรามันไม่ได้ชัดแจ้งไปทุกตารางนิ้ว ประเทศไทยยังมีพื้นที่ทับซ้อนกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่อีกหลายจุด และแต่ละจุดก็มี ความสําคัญมาก เช่น กรณีพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร บนเขาพระวิหารทุกวันนี้ก็ยังเป็น ปัญหาอยู่กับประเทศกัมพูชานะครับ และที่สําคัญที่มีเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้ว แต่ผมก็ อดไม่ได้ที่จะพูดซ้ํานะครับ ก็คือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งมีถึง ๒๖,๔๐๐ ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นแหล่งน้ํามันและแก๊สธรรมชาติที่มีมากเป็นอันดับ ๓ ของภูมิภาคนี้ครับ เขาว่ากันว่า จากการสํารวจมีแก๊สธรรมชาติอยู่เป็นมูลค่า ๓.๕ ล้านล้านบาท มีน้ํามันอยู่มูลค่าประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท ใครได้ไปก็รวย รวยเละเลยครับ จึงเป็นที่หมายตา ของนายใหญ่ที่จะเข้าไปมีส่วนในเรื่องนี้ครับ ทีนี้เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนแบบนี้ ก็คือเฉพาะเขต อํานาจที่ใช้คําว่า โดยชัดแจ้ง เท่านั้นที่ต้องมาผ่านสภา นั่นหมายถึงว่าพื้นที่ทับซ้อนที่พูดถึง อันนี้ ซึ่งเป็นเขตอํานาจที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ต้องนํามาผ่านความเห็นชอบของ ส.ส. ส.ว. หรือ รัฐสภา อย่างนี้รัฐบาลจะแอบไปมุบมิบไปเซ็นสัญญากับใคร โดยเฉพาะกับผู้นําประเทศที่มี ความสนิทชิดเชื้อกันเป็นการส่วนตัว อย่างนี้มันก็หวานคอพญาแร้งครับ แหล่งพลังงาน มหาศาลที่กินกันไปชั่วลูกชั่วหลานไม่หมดนะครับ ก็คงจะไม่ไปไหนเสียครับ ผมถึงถือว่านี่เป็น การเขียนที่มีการหมกเม็ดอย่างแยบยลเพื่อประโยชน์ของนายใหญ่อย่างแท้จริงเมื่อสักครู่
ท่านครับ ผมว่าท่านถอน คําว่า นายใหญ่ ดีกว่าครับ ท่านถอนครับ ครั้งแรกผมฟังไม่ถนัด
นายใหญ่
ถอนเถอะครับ
ถ้านายใหญ่ คือคนที่ท่านประธานคิด ผมก็จะถอนครับ
ถอนครับ ถอนนะครับ
ผมบอกแล้ว ถ้านายใหญ่ คือคนที่ท่านประธานคิด
เอาละครับ ถือว่าถอนแล้ว ครับ ท่านต่อ
เมื่อสักครู่ก็มีผู้มา ชี้แจงนะครับว่า มันไม่ใช่เรื่องง่าย ผมฟังท่านที่มาร่วมชี้แจงว่าที่จะเอาอันนี้ไป แต่ผมเชื่อว่า ท่านคงไม่รู้จักรัฐบาลนี้ดีพอหรอกครับ ผมว่าคอยดูกันต่อไปดีกว่าว่าน้ํามันและแก๊สธรรมชาติ มันจะไปอยู่ในมือใครครับ
ประเด็นต่อไป สุดท้ายแล้วครับท่านประธานยังไม่ดึกมาก มาตรา ๑๙๐ เดิม ได้ให้อํานาจต่อรัฐสภาว่าหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ผมไม่มุ่งเฉพาะเรื่องของ อย่างกว้างขวาง หรือ นัยสําคัญ อะไรครับ ผมรู้แต่ว่าอันนี้มันถูกตัดออกทั้งหมด คงเหลือ ที่เขียนตอนท้ายเพียงว่า เฉพาะการเปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุนเท่านั้นที่ต้องได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภา อย่างนี้ต่อไปก็แทบจะเรียกว่าเป็นการตัดลดอํานาจของรัฐสภา เกือบหมดเลย เกือบจะไม่มีอะไรเหลือเลยครับ ดูง่าย ๆ ท่านประธานครับ อย่างระเบียบวาระ ของสภาที่ออกเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคมนี้ถ้าผมดูที่หน้า ๒ อย่างเรื่องที่ ๒ เรื่องด่วนที่ ๒ บันทึก การหารือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าและร่าง ความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศระหว่างระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า ไม่ต้องเข้าสภาเรื่องเดินอากาศพื้นที่ทางอากาศไม่สําคัญเลย นะครับ อย่างเช่นเรื่องของบันทึกความเข้าใจลับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาล แห่งรัฐคูเวต เรื่องด่วนที่ ๔ นะครับ และร่างหนังสือแลกเปลี่ยนทางการทูตของประเทศไทย และรัฐคูเวต ซึ่งมีเรื่องที่เหมือนกันแบบนี้อีก ๑๐ ฉบับ ทํากับอีก ๑๐ ประเทศ ไม่ต้องเข้าเลย ไม่ต้องเขาสภาเลย ธรรมนูญเรื่องด่วนที่ ๑๗ ธรรมนูญของทบวงการพลังงานหมุนเวียน ระหว่างประเทศ เรื่องสําคัญนะครับ สําคัญแต่รัฐสภามีสิทธิที่จะไปพิจารณาไหมต่อไปเขา ไม่ต้องเข้า บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลต่อการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการซื้อขายไฟฟ้า ระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ําโขง ไม่ต้องเข้า ไม่ใช่เอฟทีเอ เรื่องที่ ๒๑ การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ไม่ต้อง เข้าครับ หมายความว่าต่อไปทั้งหมดประมาณสัก ๒๔ เรื่องนี้ท่านประธานครับ ที่มีอยู่ ในระเบียบวาระเดิมนี้ เราต้องพิจารณากันประมาณหมายความว่าต่อไปทั้งหมดประมาณสัก ๒๔ เรื่องท่านประธานครับ ที่มีอยู่ในระเบียบวาระเดิม เราต้องพิจารณากันประมาณ ๒-๓ เรื่องเท่านั้น รัฐสภาก็ประชุม ปีหนึ่งประชุมร่วมกันปีหนึ่งสัก ๒ ครั้งก็พอแล้วครับ อันนี้คือทั้งหมดนะครับที่ผมได้พยายาม ใช้เวลาในยามดึกคนสุดท้ายมาอภิปรายว่าร่างที่กรรมาธิการแก้ไขไปนั้นได้ลดการมีส่วนร่วม ของประชาชน ลดอํานาจการวินิจฉัยของรัฐสภา แต่ไปเพิ่มอํานาจให้กับฝ่ายบริหาร คือรัฐบาล ที่จะสามารถทําอะไรได้ตามอําเภอใจ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการในครั้งนี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอพักประชุม ต่อพรุ่งนี้ ๐๙.๓๐ นาฬิกาครับ อย่าลืมลงชื่อด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
พักประชุมเวลา ๒๒.๑๒ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๐.๔๕ นาฬิกา
ของวันพุธที่ ๑๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖
วันนี้ช้าหน่อยนะครับ ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อเข้าประชุม ๓๒๘ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาตเปิดการประชุม นะครับ เชิญท่าน ส.ว. พรพันธุ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุญยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันได้แปรญัตติในมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ในมาตรา ๑๙๐ ให้ตัดออกไปทั้งหมดนะคะ แล้วก็ใช้มาตราเดิม กลับไปสู่มาตรา ๑๙๐ เดิม นะคะ เพราะว่าเหตุผลดังต่อไปนี้ ดิฉันมองเห็นว่า มาตรา ๑๙๐ เดิมนั้น เป็นกฎหมาย ซึ่งครบถ้วนสมบูรณ์อยู่แล้วในการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติในทุกด้านนะคะ ท่านประธานคงจะทราบดีว่าโลกในปัจจุบันนี้ในกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งหมดยุคของการล่า อาณานิคมไปแล้ว แต่ประเทศต่าง ๆ ก็ยังแสวงหา
ท่านพรพันธุ์ขออภัยครับ ช่วยดูถ่ายทอดด้วยนะครับ ฝ่ายเลขาธิการช่วยประสานหน่อย
ดิฉันจะต่อได้หรือยังคะ
เชิญครับ
ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉันขอเรียนย้อนไปว่าดิฉันได้แปรญัตติ ในมาตรา ๓ ให้กลับไปสู่ มาตราเดิม ในมาตรา ๑๙๐ เดิม ซึ่งดิฉันคิดว่ามันสมบูรณ์ครบถ้วนในการที่จะคุ้มครอง ผลประโยชน์ของประเทศชาตินะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะว่า ถึงแม้ว่าในยุคของการล่าอาณานิคมนี้มันจะหมดไปแล้วก็ตาม แต่ถ้าเผื่อท่านจะได้ดู ความเคลื่อนไหวของทุกประเทศในโลกนี้ มันก็ยังเป็นการที่จะรุกคืบหน้าไปเพื่อที่จะฉกชิง ทรัพยากรของอีกประเทศหนึ่งนะคะ หรือเป็นเรื่องของการรุกล้ําดินแดนเพื่อผลประโยชน์ ต่าง ๆ นะคะ มีการลงทุน มีการใช้กฎหมายต่าง ๆ ระหว่างประเทศ แต่ในที่สุดก็จะมี ประเทศใดประเทศหนึ่งที่จะได้เปรียบประเทศอื่นอยู่นะคะ การเป็นเช่นนี้มาตลอด เพราะฉะนั้นการที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายซึ่งจะปกป้องตัวเราเองจากการเอาเปรียบ ของประเทศต่าง ๆ ทั้งใกล้ชิดกับเรา แล้วก็ประเทศที่ใหญ่กว่า โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ หรืออํานาจทางทหาร สมัยก่อนก็ใช้วิธียกไปยึดดินแดน แล้วก็ดึงเอาทรัพยากรธรรมชาติ เอาไปใช้ในประเทศของตน แต่ขณะนี้ทําไม่ได้ มันก็จะออกมาเป็นในรูปของสัญญาการค้า ต่าง ๆ หรือการร่วมลงทุนต่าง ๆ พวกนี้ ซึ่งลึกลงไปแล้วก็คือผลประโยชน์ของประเทศ ของตนนั้นถือว่าเป็นผลประโยชน์ที่สูงสุด เพราะฉะนั้นกฎหมายมาตรา ๑๙๐ เดิมนี้ ก็ได้ ครอบคลุมเอาไว้หมดนะคะ โดยเริ่มตั้งแต่กําหนดประเภทของสนธิสัญญาหรือหนังสือสัญญา ซึ่งในความหมายของสัญญาหรือสนธิสัญญานี้ก็หมายความกว้างขวางมากนะคะ ไปจนกระทั่ง ถึงอย่างที่ได้มีผู้ได้ให้คํานิยามเอาไว้แล้ว เพราะฉะนั้นในการทําสนธิสัญญาหรือสัญญาทั้งหมด ๕ ประเภทเหล่านี้ เช่น อันแรก ก็คือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย สัญญาที่มีบท เปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือ สัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติ เพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญานั้น หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ หนังสือสัญญาทั้ง ๕ ประเภทนี้ ก็ได้กําหนดไว้ว่าจะต้องมีการนําเสนอกรอบเจรจา แล้วก็มีการเสนอสัญญาต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ แล้วก่อนที่จะดําเนินการเพื่อทํา หนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศดังกล่าวแล้วนี้ จะต้องมีการจัด รับฟังข้อคิดเห็นของประชาชนให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แล้วก็ให้ เสนอกรอบเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อเห็นชอบด้วย นอกจากนั้นในกรณีที่ในการปฏิบัติตามหนังสือ สัญญาจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม จะต้อง มีการเยียวยา แก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็วเหมาะสมและเป็นธรรม นอกจากนั้นก็คือให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภทกรอบเจรจาขั้นตอนและวิธีการ จัดทําหนังสือสัญญา โดยเฉพาะหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ แต่ว่าเป็นที่น่าเสียดายว่าหนังสือกฎหมาย เหล่านี้ไม่ได้ทําให้เสร็จสิ้นลงไปจนบัดนี้ ก็ยังไม่มีกฎหมายฉบับนี้ แล้วสุดท้าย ถ้าหากว่า มีปัญหาใด ๆ ก็เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่า ในกฎหมายเดิมนี้ ก็ได้ครอบคลุมในทุกขั้นตอนของการพิทักษ์ผลประโยชน์ของประเทศ โดยคํานึงถึงผลกระทบที่จะเกิดต่อประชาชน กําหนดการเยียวยาเอาไว้ และกําหนดให้มี กฎหมายลูกซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการกําหนดประเภทกรอบเจรจาต่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้ทํา เพราะฉะนั้นก็มีข้ออ้างในการแก้ไขว่าที่ให้แก้ไขเพิ่มเติมนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าหนังสือสัญญา ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญนั้น ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนเป็นปัญหาในทางปฏิบัติของฝ่ายบริหาร และเป็นผล ให้ขบวนการในการทําความตกลงระหว่างประเทศล่าช้า และเกิดความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม จึงสมควรที่จะแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งในหลักการและเหตุผล ดังกล่าวนี้หลังจากที่ได้รับฟังมาทั้งหมดจากผู้ชี้แจงก็ยังไม่เห็นความชัดเจนว่าได้เกิด ความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร และมากน้อยแค่ไหน จึงต้องมาแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ซึ่งคิดว่าในขบวนการที่ทําให้การตกลงระหว่างประเทศ ล่าช้านี้มันน่าจะเป็นปัญหาของผู้ปฏิบัติมากกว่าที่จะเป็นปัญหาของฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่าย รัฐสภา เพราะว่าในการดําเนินการนี้ ในการพิจารณากรอบเจรจาหรือข้อตกลงใด ๆ ก็ตาม ก็ไม่เคยได้ล่าช้าเมื่อมาถึงรัฐสภา ความล่าช้านั้นก็จะเกิดขึ้นในกระบวนการที่มีความไม่แน่ใจ ของฝ่ายปฏิบัติ ว่ากฎหมาย ว่าข้อตกลงหรือสัญญาเหล่านี้สมควรไหมที่จะส่ง ก็มีการส่งไป ปรึกษาในที่ต่าง ๆ ก็ทําให้เกิดความล่าช้า ในทางตรงกันข้ามดิฉันคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ หรือมาตรา ๑๙๐ เดิม มันเป็นการทดสอบคุณภาพและประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติงาน หรือข้าราชการของรัฐด้วยซ้ําไป เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่ชํานาญในการทํางานในด้านนั้น มาตลอดชีวิตของการรับราชการ ย่อมจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเป็นอย่างดีว่าข้อตกลง หรือสัญญาประเภทใดที่จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจหรือสังคม ถ้าเผื่อว่า ท่านไม่ทราบก็จะไม่มีใครทราบดีไปกว่าพวกท่าน เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่ายังไม่มีกฎหมาย ออกมา แต่ข้าราชการหรือผู้ที่ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสูงย่อมจะต้องเป็นผู้ที่ เข้าใจดีว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางหรือไม่ จะเกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางหรือไม่ อย่างที่กล่าวกันว่า คําว่า กว้างขวาง นั้น ยากที่จะ ประมาณได้ว่ามันเท่าไร แต่ว่าผู้ที่ปฏิบัติจริงย่อมสามารถที่จะเข้าใจในเรื่องนี้ได้ อย่างดี ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าเราไปทําสัญญาการค้ากับประเทศหนึ่งซึ่งเราทราบดีว่าเขา มีผลผลิตซึ่งเป็นเช่นเดียวกับผลผลิตของเกษตรกรที่ยากจนของประเทศไทย เช่น การปลูกหอม ปลูกกระเทียมอะไรพวกนี้ แต่การตกลงทางการค้าของเรากับประเทศนั้นเราต้องการจะ ค้าขายในเรื่องของเครื่องจักร เครื่องยนต์ต่าง ๆ ถ้าเผื่อมองดูแต่เฉพาะในจีดีพีหรือรายได้ ที่สูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่ก่อให้เกิดการสูญเสียอาชีพของประชาชนซึ่งเป็น ประชาชนยากจนส่วนใหญ่ที่ประกอบอาชีพนั้น กว้างขวางก็คือถ้าหากว่าประชาชนที่มีอาชีพ ทําไร่ มีผลิตผลเกษตรที่ถูกผลิตผลเกษตรของประเทศที่เราไปทําสัญญาด้วย ซึ่งเป็นประเทศ ที่ใหญ่กว่านี้ส่งเข้ามาทุ่มในตลาด แล้วเขาต้องเลิกอาชีพเหล่านั้นไป จํานวนกี่ร้อยกี่พัน ครอบครัว อันนั้นคือความกว้างขวางของปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าหากว่าเขาต้องล้มละลาย อันนี้คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่สามารถจะวัดได้ ถ้าหากว่าทางราชการได้มีการติดตาม มีข้อมูลในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีข้อมูลเฉพาะในส่วนของตนเอง เพราะว่าหลังจากที่มี กฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วดิฉันคิดว่าเป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานที่จะต้องศึกษากฎหมาย เหล่านี้โดยละเอียด แล้วก็ปรับการดําเนินการให้เหมาะสมกับการปฏิบัติตามขั้นตอนของ กฎหมาย แล้วก็คิดว่าที่จะทําให้เกิดการล่าช้านั้นการกระทําทุกอย่าง การเดินทางของ ผู้นําประเทศจะต้องมีแผนการล่วงหน้า ไม่ใช่ว่าเดินทางไปเจอใครแล้วก็จะฉุดมือกันไปเจรจา การค้าแล้วก็บอกว่าไม่ได้เพราะว่าขัดรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการเตรียมการมา ก่อน แล้วโดยกระบวนการเตรียมการมาก่อนนี้เป็นการพิสูจน์ว่าข้าราชการได้ทํางานอย่างมี ประสิทธิภาพแค่ไหน ก็คือเตรียมข้อมูลให้พร้อม แล้วก็สามารถที่จะระบุได้ว่าเรื่องเหล่านี้ ตกลงได้ในทันที เรื่องเหล่านี้ต้องย้อนกลับมาถามสภาก่อน แล้วการที่จะระบุว่ากฎหมาย ฉบับนี้ทําให้ล่าช้า ไม่มีที่ไหนเขาทํากัน ดิฉันขอเรียนว่าในการศึกษาของนักวิชาการได้ระบุว่า รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาก็ให้อํานาจประธานาธิบดีในการทําสนธิสัญญา แต่ภายใต้ คําแนะนําและความเห็นชอบของสภาคองเกรส (Congress) โดยสนธิสัญญาจะต้องได้รับ ความเห็นชอบจาก ๒ ใน ๓ ของวุฒิสภา ซึ่งต่างจากกรณีกฎหมายทั่วไป เพราะฉะนั้น ในประเทศที่มีขนาดใหญ่อย่างอเมริกาก็ยังต้องระมัดระวังในเรื่องการทําสนธิสัญญาด้วย เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าในทางตรงกันข้ามกฎหมายฉบับนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์และ สามารถที่จะพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของข้าราชการในทุกด้านด้วย ให้สอดคล้องกับ กระแสโลกาภิวัตน์ที่ทุ่มโหมเข้ามาสู่ประเทศเรา เพราะฉะนั้นการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้โดยตัด ประเภทสัญญาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวางออกไปดิฉันคิดว่า มันจะไม่มีผลดีกับประเทศไทย แล้วก็ใส่มาเฉพาะเอฟทีเอหรือการลงทุนเท่านั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดเรื่องของงบประมาณออกไปว่าที่จะผูกพันกับประเทศไม่ต้อง เอามาให้รัฐสภาพิจารณา ซึ่งอันนี้เป็นข้อที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ตัวอย่างง่าย ๆ ที่เราจะเห็นกัน ก็คือพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ถ้าหากว่าเป็นจริงอย่างที่ได้มีการพูดกัน หรือว่าเป็นข่าวอยู่ก็คืออาจจะใช้เงินกู้ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์จากต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ากฎหมายฉบับนี้ผ่าน การแก้ไขฉบับนี้ผ่าน ก็หมายความว่าเงินกู้จากประเทศ ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นก็คือประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะไม่ได้ผ่านการพิจารณาหรือการท้วงติงใด ๆ เลยจากรัฐสภา แล้วก็ถ้าหากว่าประเทศได้รับ ผลกระทบ อันนี้คือผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลจริง ๆ ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้รับ พิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากนะคะ
อีกเรื่องหนึ่ง ที่ดิฉันไม่เห็นด้วยในการแก้ไขก็คือ ในสัญญาที่มีบทบาท เปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจ ตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง คือเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้ามา อันนี้จะต้องมาขอความเห็น ดิฉันว่าถ้าหากว่าเรามีสิทธิอธิปไตยหรือเขตอํานาจ ของเรานอกอาณาเขตประเทศไทยโดยชัดแจ้ง มันก็หมดปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ ก็อาจจะไม่จําเป็นที่จะต้องมาให้พิจารณาอะไรอีก เพราะมันชัดอยู่แล้ว แต่ที่มันเป็นปัญหานี้ ก็คือความคลุมเครือไม่ชัดแจ้งต่างหากที่จําเป็นที่จะต้องเอามาพิจารณาว่า ถ้าหากว่า ดําเนินการไปแล้วมันสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียหรือไม่นะคะ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าตัด ดิฉันก็แปรญัตติว่าให้ตัดคําว่า โดยชัดแจ้ง ออกไปด้วยนะคะ เพราะว่าคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะว่าประเทศไทยนี้มีความไม่ชัดแจ้งในเขตอํานาจหรือกฎหมาย ระหว่างประเทศกับหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านของเรา แล้วถ้าหากว่า มันมีการกระทําใด ๆ ก็ตามทีที่เห็นผลประโยชน์ส่วนตนหรือกับพวกพ้องมากกว่า ผลประโยชน์ของประเทศชาติ การแก้ไขอันนี้ก็เปิดโอกาสให้สามารถที่จะดําเนินการได้นะคะ โดยที่รัฐสภาไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรได้เลยนะคะ อันนี้ก็เป็นเหตุผลทั้งหมด ที่ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ สิ่งที่คิดว่าน่าจะทําได้ แต่ทําไมไม่ทํา ก็คือการออกกฎหมายลูก ซึ่งบัญญัติเอาไว้แล้วในมาตรา ๑๙๐ เดิม ก็คือกฎหมายที่ว่าด้วย การกําหนดประเภท กรอบเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพัน ด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ อันนี้ถ้าจัดทําได้ เรียบร้อยนะคะ ก็จะลดขั้นตอนทําให้ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานสามารถที่จะเข้าใจได้มากขึ้น ว่าสัญญาประเภทใดที่ควรจะส่งมาให้สภาพิจารณา ประเภทใดที่ไม่ต้องเสียเวลาส่งมาให้ พิจารณา และสามารถที่จะดําเนินการได้เลย ท่านก็ไม่ทํากฎหมายอันนี้ แต่เลือกที่จะรื้อ กฎหมายทั้งหมด แล้วก็เติมถ้อยคําที่จะทําให้ประเทศชาติสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียผลประโยชน์ นี้เข้าไปอีก โดยเฉพาะในพื้นที่ของประเทศไทยนะคะ นอกจากนั้นแล้วในกฎหมายที่แก้ไข ใหม่นี้ ยังไม่ได้คุ้มครองประชาชนอย่างชัดเจนเหมือนกับกฎหมายเก่า ซึ่งบอกว่า การแก้ไข หรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นต้องกระทําอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม กฎหมาย ที่แก้ใหม่ก็ตัดในเรื่องนี้ออกอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรมนี้ออกไป ทั้งหมด ก็ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของผู้บริหารที่จะสนใจ หรือว่าจะดูแลเขาอย่างไรบ้าง ในที่สุดนี้ ผลกระทบก็จะตกแก่ประชาชน ประชาชนก็คือเหยื่อ ไม่สามารถที่จะมีสิทธิมีเสียงได้ นอกจากจะมีกฎหมายที่ให้เข้าถึงรายละเอียด ในกฎหมายใหม่นี้มีกฎหมายให้ประชาชน สามารถเข้าถึงรายละเอียดและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญา ก็หมายความว่ามีหนังสือสัญญาเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว ประชาชนก็สามารถที่จะเข้าไปดูได้ว่า เขาสัญญากันว่าอย่างไร ซึ่งดิฉันคิดว่าประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลย นอกจากได้รู้เห็น เท่านั้นว่าเขาทําอะไรกัน แต่ว่าไม่สามารถที่จะเข้าไปมีส่วนมีเสียงที่จะแก้ไขผลกระทบ ซึ่งอาจจะเกิดต่อประชาชนได้เลย เพราะฉะนั้นก็มองเห็นว่าการแก้ครั้งนี้เท่ากับทําให้สิทธิ ของประชาชนทุกลิดรอนออกไป แล้วหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติก็ถูกลดถอยลงไป แต่ไปเพิ่ม อํานาจและการตัดสินใจทั้งหมดเกือบจะให้กับผู้บริหารประเทศเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น ก็เลยมองเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ดิฉันคงไม่สามารถที่จะรับรองได้ ขอบพระคุณค่ะ
เชิญท่าน พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ
ขออภัยนิดหนึ่งครับ แจ้งที่ ประชุมด้วยนะครับว่า ทางช่อง ๑๑ มีการถ่ายทอดตลอดนะครับ แล้วขณะนี้ได้ดําเนินการ ถ่ายทอดแล้ว และเนื่องจากวันนี้ช่วงเวลา ๑๕.๐๐-๑๖.๐๐ นาฬิกา จะงดการถ่ายทอด การประชุมชั่วคราว เพื่อถ่ายทอดสดการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลและสโมสรนายทหารอากาศ บางซื่อนะครับ จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ เชิญท่านเลยครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้แปรญัตติ มาตรา ๑๙๐ วรรคสามไว้ แล้วกรรมาธิการก็ได้แก้ไขร่างของกรรมาธิการบางส่วนนี่ก็คล้ายกับที่ผมแปรญัตตินะครับ แต่ส่วนมากไม่ตรงนะครับ ผมจึงขออนุญาตอภิปรายดังต่อไปนี้นะครับ ผมขอเริ่มตั้งแต่ วรรคสองของ มาตรา ๑๙๐ นะครับ ซึ่งกรรมาธิการไม่ได้แก้ตามที่ผมเสนอ ผมเสนอข้อความ เพิ่มเติมตรงนั้นจะมีว่า หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้รัฐสภาจะต้อง พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว ความในวรรคนี้ ทางกรรมาธิการได้แก้โดยใช้คําว่า หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน ท่านประธานครับ การค้า การลงทุนกับข้อความเดิมนี่ต่างกันมาก ถ้าสมมุติว่าเอาตามกรรมาธิการความเสียหาย จะเกิดขึ้นอย่างมากนะครับ ผมยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าเอาตามกรรมาธิการว่าจํากัด เฉพาะเรื่องการเปิดเสรีถึงจะต้องผ่านสภา เรื่องอื่นไม่ผ่าน ผมขอยกตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวครับ ท่านประธานครับ ยกตัวอย่างเช่นว่ารัฐบาลอาจจะไปทําหนังสือสัญญาขายข้าวกับประเทศ จีน ขายข้าวที่เราจํานําไว้นะครับ ในลักษณะการค้าต่างตอบแทน รัฐบาลอาจจะถูกบีบให้คิด ราคาข้าวตันละ ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วก็ยอมให้รัฐบาลจีนได้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนสร้าง ศูนย์การค้าใกล้ ๆ กับสถานีรถไฟฟ้าโดยไม่ต้องประมูล อันนี้ผมยกตัวอย่างนะครับท่านประธาน เสร็จแล้วก็จะให้จีนเอารถไฟฟ้าความเร็วสูงมาวิ่งนะครับ อาจจะเก็บค่าโดยสารให้สัมปทานไป ๒๕ ปีเป็นต้น ถ้าสมมุติว่าทําตามนี้นะครับ พี่น้องประชาชนก็จะไม่มีโอกาสได้ฟังความคิดเห็น จากสมาชิกรัฐสภาเลยว่าข้อดี ข้อเสีย เป็นอย่างไร สมมุติรัฐบาลไปทําเสร็จเรียบร้อย โดยถ้าสมมุติว่าใช้ร่างของกรรมาธิการนี้จะไม่ต้องเข้าถูกไหมครับ มันก็จะเกิดความเสียหาย เพราะว่าทางจีนเขาก็ได้รับประโยชน์ไปเต็ม ๆ ในขณะที่ทางเราก็ไม่มีทางเลือกนะครับ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นง่ายชัดที่สุดครับ แล้วมันมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นครับท่านประธาน เพราะว่ารัฐสภานี้พึ่งพาพระราชบัญญัติให้เอกชนร่วมลงทุนกับภาครัฐ ท่านประธานฟังดี ๆ นะครับ ทั้งหมดมันมาประติดประต่อมันมาเชื่อมโยงทําให้ผมไม่มั่นใจว่าสิ่งที่รัฐบาลกําลังทําอยู่นี้ ทําเพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนหรือไม่ ประเด็นที่ ๒ ครับ การที่ทางกรรมาธิการ ได้ตัดข้อกําหนดว่าให้รัฐสภาต้องพิจารณาหนังสือสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วันออกไป อันนี้มันก็ยิ่งทําให้เรื่องยืดเยื้อ กรรมาธิการก็เคยบอกว่าเหตุผลที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เนื่องจากว่ากระบวนการของเราทําให้เสียเวลาเสียประโยชน์ ซึ่งก็เป็น ความเห็นของท่าน ความเห็นของผมไม่ใช่นะครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมก็ไม่เห็นด้วย นะครับ ต่อไปท่านประธานครับ ในวรรคสามผมแปรญัตติว่าก่อนการดําเนินการเพื่อทํา หนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสองคณะรัฐมนตรีต้อง ให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับ หนังสือสัญญานั้น ในการนี้คณะรัฐมนตรีต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอ ความเห็นชอบด้วย แล้วผมก็ได้เพิ่มในวรรคสี่นะครับ เมื่อลงนามในสัญญาดังกล่าว ในวรรคสองแล้วก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถ เข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้นและในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว ก่อให้เกิดกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรี ต้องดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ไดรับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสมและเป็นธรรม หากข้อความดังกล่าวนี้ไม่มีอยู่ในร่างของกรรมาธิการครับท่านประธาน การที่ทาง กรรมาธิการแก้อย่างนี้ผมเห็นว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เพราะ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรานี้เขาได้กําหนดที่จะให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมในการที่ พิจารณาหนังสือสัญญาดังกล่าวทั้งก่อนและระหว่างที่หนังสือสัญญานี้มีผลใช้บังคับ สมมุติว่า เราไปแก้ลักษณะนี้พี่น้องประชาชนก็จะไม่มีโอกาสได้รับฟังความคิดเห็นนะครับ คือเมื่อเรื่อง ไม่ผ่านเข้ามาที่สภาก็ไม่มีการอภิปราย เมื่อไม่มีการอภิปรายโอกาสที่พี่น้องประชาชนจะได้รับ ทราบว่าไปทํากันเรื่องอะไรไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าไม่เหมาะสมนะครับ ก็ควรจะแก้ตามที่ผมได้เสนอไว้ เรื่องนี้มันเคยเกิดขึ้นแล้วนะครับอันนี้ถึงเป็นที่มาว่าทําไม รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ถึงกําหนดให้มีมาตรา ๑๙๐ ก็เพื่อจะให้รัฐสภาได้มีโอกาสได้พิจารณา เรื่องนี้โดยละเอียดครับ ท่านประธานครับ ทางกรรมาธิการได้ชี้แจงก่อนที่ผมจะอภิปราย เมื่อวานนี้นะครับว่าในข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ในร่างของกรรมาธิการได้เขียนว่าให้มีกฎหมาย ว่าด้วยการให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียดและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่ไปจํากัดว่ามันเฉพาะเปิดเสรีทางด้านการค้าการลงทุนเท่านั้นถึงจะมาเข้าค่าย ซึ่งที่ไป เขียนมาใหม่ผมว่าของเก่าดีกว่าเดิมมากนะครับ เพราะว่าที่ไปแก้มาใหม่ที่ทางกรรมาธิการแก้ มันจะเป็นสิ่งที่ผมว่ามันคับแคบนะครับ แล้วทางกรรมาธิการบางท่านก็ได้ชี้แจงว่าตีความยาก ว่าผลกระทบอย่างกว้างขวางไม่รู้อย่างไหนกว้างขวาง ไม่ทราบว่าอย่างไรจะสําคัญ ผมคิดว่า ไม่ใช่ประเด็นที่จะเป็นข้อแก้ตัวที่จะอ้างแล้วมาแก้ไขในร่างเดิมซึ่งดีอยู่แล้ว ในวรรคสี่ ท่านประธานครับ ในที่ผมแปรญัตตินะครับ ผมได้เสนอว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนด ประเภทกรอบการเจรจา ขั้นตอน และวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางหรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ รวมทั้งการแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับ ผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว โดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่าง ผู้ที่ได้รับประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชน ทั่วไป ข้อความดังกล่าวนี้ทางกรรมาธิการได้ไปตัดออกทั้งหมดนะครับ ไปตัดออกในส่วนที่เขียนไว้ว่า โดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ได้รับประโยชน์กับผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติ ตามหนังสือสัญญาดังกล่าว ซึ่งผมไม่เข้าใจเหตุผลที่ไปตัดนะครับ ทางกรรมาธิการชี้แจงว่า พิจารณายากว่าผู้ใดจะได้รับประโยชน์หรือว่าผู้ใดจะได้รับผลกระทบอะไรต่าง ๆ พวกนี้คิดว่า เป็นการปฏิบัติยาก ผมว่าถ้าสมมุติว่าเราต้องการที่จะทําอะไรให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้อง ประชาชนนั้น สิ่งที่ยากก็ต้องทํานะครับ ผมเป็นวิศวกร ผมว่าที่เขาไปดูดาวอังคารมันทํายาก กว่าการที่เราจะทําในสิ่งที่กรรมาธิการคิดว่าทํายาก ไหน ๆ ก็กินเงินเดือนภาษีของประชาชน แล้วนะครับ ผมคิดว่าเราน่าจะใช้ความพยายามให้มากกว่านี้
อีกประการหนึ่งครับ ในเรื่องผลกระทบต่องบประมาณ ซึ่งทางกรรมาธิการ ได้ตัดออกไปนี้นะครับ มันมีหนังสือสัญญาบางประเภท ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสมมุติว่าเราไป ลงนามในเรื่องการลดมลภาวะหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ของเรายังไม่ทราบ ไม่รู้เรื่องล่วงหน้านะครับ และเมื่อลงนามไปแล้วอาจจะทําให้สินค้า ที่ส่งออกไปขายไม่ได้นะครับ ก็จะทําให้ถูกปิดโรงงานอะไรต่าง ๆ ทั้งหมดมันมีนะครับ เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยนะครับที่จะไปเห็นว่าเรื่องผลกระทบต่องบประมาณนั้นไม่เป็นสิ่ง สําคัญ แล้วก็ไปตัดออกครับ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายนะครับ ความจริง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้มาเกือบ ๕ ปีกว่าแล้วนะครับ กฎหมายที่จะให้กําหนดประเภท รายละเอียดอะไรต่าง ๆ แต่รัฐบาลนี้ก็ไม่ทํา รัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ทํา ผมไม่เข้าใจ เหมือนกันครับว่าทําไมถึงไม่ทําในสิ่งที่มันเป็นประโยชน์และเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เสร็จแล้ว ก็มาอ้างว่าเป็นภาระแก่รัฐสภาในการที่จะพิจารณาหนังสือสัญญาต่าง ๆ ซึ่งมีจํานวนมาก ผมคิดว่าข้ออ้างดังกล่าวนี้ไม่เหมาะสมนะครับ ทุกคนก็อ้างตัวว่ามาจากพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนเลือกเข้ามาเพื่อให้มารักษาผลประโยชน์ มาทําหน้าที่แทน เมื่อมาทํา หน้าที่แทนแล้วในสิ่งที่ว่าเรื่องมันเยอะ เรื่องมันมากอะไรต่าง ๆ นี้ ไม่ทําผมไม่เห็นด้วย นะครับ ผมต้องขออภัยท่านประธานที่จะพูดว่ารัฐบาลมัวแต่ไปใช้เวลาในสิ่งซึ่ง มันไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ การออกกฎหมายนิรโทษกรรม หรือการไปมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงกับนโยบายประชานิยมทั้งหลาย ตั้งแต่รถยนต์ คันแรก จํานําข้าว รวมทั้งการโฆษณา ขณะนี้ก็ไปโฆษณาให้ประชาชนฝันเห็นแต่รถไฟฟ้า ความเร็วสูง ทั้ง ๆ ที่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ เขาก็ชี้แล้ว นะครับว่าในการพัฒนาประเทศถ้าสมมุติว่าปัญหาสังคมมันมาก การพัฒนาก็ไม่ยั่งยืน ปัญหาขณะนี้นะครับท่านประธาน เรื่องยาเสพติด เรื่องการพนัน เรื่องการคอร์รัปชัน มันพร้อมที่จะทําให้ประเทศเราล่มสลาย ผมไม่เห็นรัฐบาลมีความพยายามที่จะทําในเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่ออกเป็นนโยบายแล้วก็มีเรื่องยาเสพติดซึ่งจับกันมากจนไม่ทราบว่ามันเกิดอะไรขึ้น จากเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งทําการในเรื่องนี้ ท่านประธานครับ ในวรรคสุดท้ายที่ทางกรรมาธิการ ได้แก้ว่า ในกรณีที่มีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือสัญญาที่จะต้องเสนอต่อรัฐสภา และให้ความเห็นชอบตามวรรคสอง ให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด และให้นําบทบัญญัติตามมาตรา ๑๕๔ (๑) และ (๒) ท่านกรรมาธิการได้ไปเพิ่มมาตรา ๑๕๔ (๒) มาใช้บังคับในการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม ทั้งนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาดให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่ในวันที่รับเรื่อง ประเด็นนี้ผมก็ไม่เห็นด้วย นะครับ เพราะในมาตรา ๑๙๐ เดิม ในการบังคับให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้นเขาใช้ มาตรา ๑๕๔ (๑) เท่านั้น มาตรา ๑๕๔ (๒) เป็นการให้อํานาจนายกรัฐมนตรีในการที่จะเสนอ เรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง มาตรา ๑๕๔ (๒) ท่านประธานครับ หากนายกรัฐมนตรีเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติในที่นี้ก็คือหนังสือสัญญานะครับ มีข้อความ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ให้ส่ง ความเห็นเช่นว่าไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย มันเป็นการเพิ่มอํานาจให้แก่นายกรัฐมนตรี โดยที่ทางรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อํานาจไว้ในประเด็นนี้ ปกติเราต้องการที่จะให้มีการคานอํานาจ ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ร่างเดิมนั้นของเดิมมาตรา ๑๙๐ ของเดิม ประเด็นเดิม รัฐสภาเป็นผู้มีอํานาจตรงนี้นะครับ ส.ส. ส.ว. มีสิทธิที่จะเข้าชื่อที่จะให้ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการได้ไปเพิ่มให้อํานาจรัฐมนตรี ปกติรัฐมนตรีก็เป็นหัวหน้าอยู่ในพรรคการเมือง ซึ่งมีเสียงข้างมากอยู่แล้ว ถ้าสมมุติว่าท่านประธานได้นายกรัฐมนตรีซึ่งซื่อสัตย์สุจริต พร้อมที่จะทําประโยชน์ให้กับประเทศชาติเรื่องนี้ไม่มีปัญหา แต่ท่านประธานจะเหมารวม ไม่ได้นะครับ บางครั้งนายกรัฐมนตรีบางท่านอาจจะไม่มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจ อาจจะอยู่ภายใต้การครอบงําของพี่น้องหรือใครก็แล้วแต่ยกตัวอย่างนะครับ ท่านก็อาจจะใช้ โอกาสนี้เอาเรื่องไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ สมมุติว่าสภาผ่านเรียบร้อยแล้วโดยมาตรา ๑๕๔ (๒) กลับไปทําอีกเรื่องหนึ่ง บ้านเมืองเราเกิดปัญหาเช่นนี้มาพอสมควรนะครับ ไม่ใช่กรณี นายกรัฐมนตรีอย่างเดียว เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีอํานาจบางครั้งเอาเรื่องไปซุกไว้ไปต่อรองกับ บริษัทอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นในการที่ไปเพิ่มอํานาจให้แก่นายกรัฐมนตรีโดยที่รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ให้ไว้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แล้วผมก็ไม่เห็นด้วยกับร่างที่กรรมาธิการได้แก้ไข
อีกประการหนึ่งครับ ที่ไปกําหนดเวลาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เสร็จ ภายใน ๑๕ วัน ผมคิดว่ามันเกินไป เพราะว่าหนังสือสัญญาบางฉบับมันมีเอกสารที่ต้องตรวจ เป็นตั้งแล้วพวกเราก็เห็นอยู่แล้วนะครับ การไปกําหนดอันนี้เหมือนกับเป็นการเจตนาที่จะให้ ศาลรัฐธรรมนูญต้องรีบร้อนในการที่จะวินิจฉัยลวก ๆ ไปเพื่อให้เสร็จ หรือให้ไม่เสร็จเพื่อจะ ให้มีการที่จะนําขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมเลย หรือทําให้ตกไปเลย ต่าง ๆ ทั้งหมดผมคิดว่า เป็นสิ่งซึ่งไม่เหมาะสมที่กรรมาธิการจะแก้ตามนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมมีเหตุผลแล้วก็มี ข้อสังเกตที่สนับสนุนว่าทําไมผมถึงค้านในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ เอาตั้งแต่ต่างประเทศเลยครับ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับเรื่องการทําสนธิสัญญาจาก ต่างประเทศต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภานั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่แปลกประหลาด ยกตัวอย่างเช่น ประเทศนิวซีแลนด์ ในกรณีทําสนธิสัญญาทวิภาคีที่สําคัญ หรือสนธิสัญญา พหุภาคีต้องเสนอความเห็นชอบจากรัฐสภา ของเขาจะมีกรรมาธิการที่จะพิจารณาในเรื่องนี้ โดยเฉพาะนะครับ รัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกาให้อํานาจแก่ประธานาธิบดี ในการทําสนธิสัญญาภายใต้คําแนะนําและความเห็นชอบของสภาคองเกรส (Congress) ประเทศฝรั่งเศสก็มีกรรมาธิการซึ่งจบการศึกษาจากประเทศฝรั่งเศสแล้วท่านก็พยายามเสนอ อะไรหลาย ๆ อย่างซึ่งอยากจะให้ประเทศไทยเป็นแบบฝรั่งเศสซึ่งผมไม่เห็นด้วยนะครับ ของฝรั่งเศสในมาตรา ๕๓ ได้กําหนดหลักการว่าสนธิสัญญาสันติภาพ สนธิสัญญาด้านการค้า สนธิสัญญาหรือความตกลงเกี่ยวกับองค์การค้าระหว่างประเทศ สนธิสัญญาหรือความตกลง ที่มีผลผูกพันด้านการเงินของรัฐ สนธิสัญญาหรือความตกลงที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติ ที่มีลักษณะเป็นรัฐบัญญัติ สนธิสัญญาหรือความตกลงเกี่ยวกับสถานภาพของบุคคล สนธิสัญญาหรือความตกลงเกี่ยวกับการยกค่ายการแลกเปลี่ยนหรือการกําหนดดินแดน จะต้องได้รับการให้สัตยาบันและความเห็นชอบก็โดยผลของรัฐบัญญัติของรัฐสภา ดังนั้นจึง กล่าวว่าอํานาจในการทําสนธิสัญญาตามรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสนั้นอยู่ที่ฝ่ายบริหารโดยความ เห็นชอบของรัฐสภา ทั้งหมดของต่างประเทศ ๒ ประเทศนี้เขาก็ให้ความสําคัญที่จะให้รัฐสภา เป็นผู้พิจารณา มันต่างกันครับ ท่านประธานครับ โดยสรุปแต่ละประเทศยังให้ความสําคัญต่อ รัฐสภาในการพิจารณาสัญญานี้อยู่นะครับ ประเทศไทยเราไม่จําเป็นที่จะต้องไปทําเหมือนคน อื่นเขา เราได้มีบทเรียนมานานแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ เดิม ผมว่ามันมีความเหมาะสม มันเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ไม่จําเป็นต้องไปแก้อะไรนะครับ เพียงแต่ว่ารัฐบาลควรจะต้องนําเรื่องสนธิสัญญาต่าง ๆ หนังสือสัญญาต่าง ๆ ให้มาพิจารณาให้เร็วนะครับ ในประเทศครับ ท่านประธานครับ ความจริงในเรื่องการพิจารณาหนังสือสัญญาต่าง ๆ มันไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งหลายท่านชื่นชมมันอยู่ในมาตรา ๒๒๔ แต่มันมีช่องว่างครับ มันมีช่องว่างให้ทางนายทุนเจ้าของพรรคการเมืองสมัยนั้นแอบไปสั่ง ให้เอ็กซิมแบงก์ไปปล่อยกู้ให้รัฐบาลพม่าตอนหลังก็เป็นเรื่องอยู่ที่ ป.ป.ช. อันนี้ผมไม่ต้อง อธิบายยาว เรื่องที่มีผู้พูดว่ามาตรา ๑๙๐ นั้นทําให้เรื่องค้างในรัฐสภามากทําให้เกิด ความล่าช้าในการทําความตกลงกับต่างประเทศอันนี้ผมว่าไม่ได้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ หรือสาระที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙๐ ผมคิดว่ามันเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการทํางาน ของรัฐสภามากกว่าครับ ถ้าสมมุติว่าท่านประธานบรรจุเรื่องนี้ไว้แล้วก็นัดประชุมบ่อย ๆ เหมือนท่านประชุมแก้รัฐธรรมนูญป่านนี้มันจบไปแล้วครับทุกเรื่อง ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่เสนอครับ ท่านประธานครับ ในความคิดเห็นของผม ผมว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๓ วรรคสองที่บัญญัติไว้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี รวมทั้ง องค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม หลักนิติธรรม ผมไม่ต้องอ่านข้อ ๑ ถึงข้อ ๕ ผมเคยอ่านแล้วนะครับ ข้อ ๖ ห้ามยกเว้นความผิดแก่ การกระทําในอนาคต ผมอ่านซ้ําอีกทีหลักนิติธรรมนะครับ ห้ามยกเว้นความผิดให้แก่ การกระทําในอนาคต สิ่งที่กรรมาธิการแก้ไขนี้มันส่อที่จะยกเว้นความผิดของการกระทํา ในอนาคต เมื่อกี้ผมได้พูดแล้วเรื่องการยกตัวอย่าง เรื่องการที่อาจจะไปสัญญาค้าต่างตอบแทน แลกข้าวที่จํานําไว้กับการอนุญาตให้จีนเอารถความเร็วสูงมาวิ่ง ยกตัวอย่างนี้นะครับ ซึ่งถ้าสมมุติว่าสัญญาเดิมอยู่ผิดทําไม่ได้นะครับ ถ้าท่านไปทําอย่างนี้ผมว่ามันส่อไปในทางนี้ นะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่สมควรที่จะทําครับ ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่งครับ การที่ ไปแก้ไขแล้วทําให้การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดกลาง ทําให้บุคคลเสียสิทธิตามมาตรา ๑๔๐ (๘) ในคดีแพ่งก็จะต้องเสียเวลานะครับ ท่านประธานครับ อีกประเด็นท่านประธานครับ ที่สําคัญที่สุดเมื่อกรรมาธิการได้ไปแก้ไขไป ตัดสิ่งที่ดี ๆ ออกไปมันก็ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๖ ที่เขียนว่าบุคคลย่อมมีสิทธิที่จะได้ รับทราบและเข้าถึงข้อมูลในความครอบครองของหน่วยราชการ แต่เดิมตั้งแต่ก่อนทําหนังสือ สัญญาก็ต้องมาผ่านสภา กรอบการเจรจาอะไรต่าง ๆ ทั้งหมดมาอภิปรายอย่างที่พูดกันอยู่ นี่นะครับ เมื่อไม่มาแล้วเอาเฉพาะเรื่องการเปิดเสรีทางการค้าเรื่องอื่นไม่มาก็ทําให้เขาเสีย สิทธิตรงนี้นะครับ ขัดต่อมาตรา ๕๗ ของรัฐธรรมนูญด้วยครับ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คําชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หน่วยรัฐวิสาหกิจ ก่อนการอนุญาต หรือการดําเนินโครงการหรือกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสําคัญเกี่ยวกับตนเอง หรือชุมชน ขัดต่อมาตรา ๑๒๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่อยู่ใน ความผูกมันแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงําใด ๆ นะครับ ท่านประธานคงเห็น พวกคลิปต่าง ๆ แล้วนะครับ ขัดต่อมาตรา ๑๒๓ สมาชิกรัฐสภาทุกท่านก่อนทําหน้าที่ท่านได้ ปฏิญาณตนแล้วนะครับว่าจะรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญทุกประการไม่ใช่พยายามแก้ รัฐธรรมนูญทุกประการ ไม่ใช่มาพยายามแก้รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ การที่อ้างว่า มาตรา ๑๙๐ เดิม ทําให้เกิดความเสียหาย ผมมีตัวอย่างซึ่งชัดเจนที่สุดครับ ท่านประธาน คงทราบเรื่องนะครับ เป็นเรื่องในวาระแจ้งเพื่อทราบเกี่ยวกับการทบทวนแหล่งเงินกู้สําหรับ โครงการรถไฟฟ้าสีม่วงระยะที่ ๓ ซึ่งผ่านมาหลายครั้งแล้ว ท่านประธานก็ไม่มีโอกาสแจ้ง เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่สําคัญเลยครับ เพราะเรื่องนี้ผ่านรัฐสภาแห่งนี้เรามีสมาชิกอยู่เกือบ ๖๕๐ คน เรามองไม่เห็นปัญหาครับ คือตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ซึ่งเรื่องเข้าสู่สภา โดยผู้ที่มาชี้แจงก็คือทางกระทรวงการคลัง ก็มาชี้แจงว่า การกู้เงินโครงการรถไฟฟ้าสีม่วง ระยะที่ ๓ กู้จากไจก้า (JICA) เราจะต้องกู้วงเงิน ๑๙,๘๗๖ ล้านบาท และครั้งที่ ๓ กู้ ๑๑,๗๕๕ ล้านบาทนะครับ ที่เสนอมาผ่านรัฐสภาวันนั้นเขียนชัดนะครับว่าให้กู้เงินจากต่างประเทศหรือไจก้า (JICA) เพราะว่าดอกเบี้ยเงินกู้โดยเฉลี่ยต่ํากว่าการกู้เงินภายในประเทศ สภาผ่านแล้วครับ ไม่ทราบไปทําอะไรอยู่นะครับ ผ่านไปเกือบ ๒ ปี พอวันที่ ๗ สิงหาคมก็มีหนังสือ ที่ นร ๐๕๐๓/๒๐๗๖๓ เรื่องการทบทวนแหล่งเงินกู้สําหรับโครงการรถไฟฟ้าสีม่วง เนื่องจากไจก้าคิดอัตราดอกเบี้ยสําหรับประเทศไทยสูงขึ้น คร่าว ๆ นะครับ คือแต่เดิม ทางไจก้าคิด ๐.๘ ของใหม่นี้เขาคิด ๑.๕ โดยเฉลี่ย ก็คือหมายความว่าแพงขึ้นประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ เงินกู้ ๑๑,๗๕๕ ล้านบาท ถ้าไปกู้ไจก้าก็จะต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ประมาณปีละ ๘๒ ล้านบาท วันนั้นท่านประธานครับ ผมไม่ได้ยินรัฐมนตรีชี้แจงประเด็นนี้ ๖๕๐ คน เราไม่เห็นปัญหาตรงนี้ แล้วถ้าสมมุติว่าเราไปแก้ใหม่ตามที่กรรมาธิการเสนอ ท่านประธานคงทราบใช่ไหมครับว่าเจ้าหน้าที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศก็มีอยู่ ไม่กี่ท่าน มีลูกตาอยู่น้อยกว่าพวกเรา ๖๕๐ คนแน่ครับ ปัญหาอย่างนี้ก็จะเกิดขึ้น แล้วก็จะเกิดกับคดีเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะผ่าน ซึ่ง ๔๐ เปอร์เซ็นต์จําเป็นต้องกู้ จากต่างประเทศ เพราะฉะนั้นเป็นบทเรียนที่สําคัญครับ ผมไม่เห็นด้วยที่สมาชิกรัฐสภา บางท่านจะไปโอนอํานาจรัฐสภาในการตรวจสอบการทํางานของฝ่ายนิติบัญญัติ ไปให้ฝ่ายบริหาร เพราะว่านี่มันเห็นชัด ๆ ท่านประธานครับ เป็นเรื่องซึ่งพิสูจน์ได้ว่าทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เกิดจากรัฐธรรมนูญนะครับ เกิดจากการกระทําของเจ้าหน้าที่รัฐ ความรับผิดชอบ ต่อหน้าที่และความมีประสิทธิภาพในการทํางานมากกว่า สุภาษิตโบราณเขามีนะครับ ขี้ราด อย่าไปโทษร่อง รําไม่ดีอย่าไปโทษปี่โทษกลอง ไม่อย่างนั้นเราจะแก้ปัญหาของประเทศชาติ ไม่จบนะครับ
ประเด็นที่สําคัญต่อจากนี้เป็นบทเรียนนะครับ คือทางกระทรงการคลัง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็อ้างว่าที่เขาคิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเนื่องจากว่าประเทศไทยถูกปรับสถานะ จากมิดเดิ้ล อินคัม คันทรี่ (Middle Income Country) นะครับ คือมีรายได้ปานกลาง เป็นมีรายได้ปานกลางระดับสูง หรืออัพเพอร์ มิดเดิ้ล อินคัม คันทรี่ (Upper Middle Income Country) ท่านประธานว่าเป็นความจริงหรือเปล่าครับ ขณะนี้ประชาชนเรารวยขึ้น จริงหรือเปล่าครับ หนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ มันท่วมอยู่จนจะล้มละลายอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็คิดว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญเดิม มาตรา ๑๙๐ เรายังมีปัญหาในการปฏิบัติ อยู่ขณะนี้ในการที่จะดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติ แล้วเราจะไปแก้ ผมคิดว่ามันจะ ทําให้ประเทศชาติเสียหายมากกว่านี้นะครับ ส่วนที่ว่าเจ้าหน้าที่เกรงว่าจะต้องนําเรื่องมาเสนอ ทั้งหมด เพราะกลัวว่าไม่เสนอแล้วจะผิด ผมว่ารัฐมนตรีมีหน้าที่ที่จะวินิจฉัยนะครับ ท่านต้อง กล้าได้กล้าเสียในการที่จะสั่งว่าเรื่องใดควรจะเสนอหรือเรื่องใดควรจะไม่เสนอ ทั้งหมดไป ออกกฎหมายตรงนั้นมามันก็จะจบนะครับ ไม่ต้องมานั่งแก้รัฐธรรมนูญให้วุ่นวาย
ท่านประธานครับ ผมใช้เวลาของท่านประธานมามากนะครับ แต่เป็นความ ปรารถนาดีของกระผมที่ไม่อยากให้รัฐสภาแห่งนี้ถูกพี่น้องประชาชนมองว่า ๑. ไม่รับผิดชอบ ต่อหน้าที่ ไม่ทํางานให้เต็มที่ ไปแก้รัฐธรรมนูญในสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้เสียหาย ผมขอให้ กรรมาธิการหรือรวมทั้งเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านโหวตไม่เห็นด้วยกับร่างที่ทางกรรมาธิการ จะแก้ไขครั้งนี้ และขอให้กลับไปใช้มาตรา ๑๙๐ ของเดิมตามรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ขอบคุณครับ
รัฐสภายินดีต้อนรับ ท่านไรน์ฮาร์ด โทดท์ (H.E.Reinhard Todt) ประธานวุฒิสภาแห่งสาธารณรัฐออสเตรีย และคณะด้วยความยินดีครับ เวลคัม ออน ฮิส เอ็กเซลเลนซี่ มิสเตอร์ ไรน์ฮาร์ด โทดท์ เดอะ เพรสซิเดนท์ ออฟ เดอะ เฟดเดรอล เคาน์ซิล ออฟ เดอะ รีพับบลิค ออฟ ออสเตรีย แอนด์ ปาร์ตี้ (Welcome on His Excellency Mr. Reinhard Todt the President of the Federal council of the Republic of Austria and party)
เชิญท่านพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เชิญครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ ครับว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ในครั้งนี้ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๙๐ ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพว่าในเบื้องต้นตอนแรกผมได้ฟังโดยผิวเผิน ผมเห็นด้วย ในครั้งแรกนะครับถ้าจะมีการแก้ไขในบางเรื่อง แต่เมื่อได้ดูร่างที่ได้นํากลับเข้ามา ในสภาแห่งนี้แล้ว ผมเรียนว่าผมมีอยู่หลายประเด็นที่เห็นแล้วว่ามันไม่ได้เป็นไปตาม เจตนารมณ์ที่ได้พูดคุยกันไว้ ผมคงไม่ขอกลับไปพูดถึงในเหตุผลที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน อยากจะสอบถามแล้วก็ยังไม่มีคําตอบในเรื่องแนวทางที่ได้พูดอยู่ตลอดเวลาว่าปัญหา ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ในมาตรา ๑๙๐ นั้นจริง ๆ นั้นคืออะไร ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นกับการทําสัญญาหรือการทําข้อตกลงต่าง ๆ กับต่างประเทศนั้นมีความล่าช้า เกิดจากผู้ใดและหน่วยงานใด ซึ่งก็ยังไม่มีคําตอบ แต่ผมเรียนว่าสิ่งที่ผมจะยกตัวอย่าง ต่อจากนี้ไปจะเป็นเหตุผลที่ทําให้เห็นว่าเพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านที่ได้สอบถามไป แล้วก็ มีการสอบถามอย่างต่อเนื่องมันเกิดเหตุได้อย่างไร และมันมีตัวอย่างที่ผมอยากจะถามไปถึง ท่านประธานกรรมาธิการด้วยซ้ําว่าท่านได้มีการสอบถามผู้มาชี้แจงได้ตรงประเด็นถูกต้อง หรือไม่นะครับ
ผมเรียนท่านประธานว่าในส่วนของกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ให้ยกเลิก ความในมาตรา ๑๙๐ ทั้งหมดนะครับ แล้วก็ได้เขียนขึ้นมาใหม่ ผมก็พยายามติดตามไปดูใน เรื่องที่ผมได้ติดตามอยู่เสมอแล้วก็พยายามจะหาเหตุผลนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ได้มีการเขียนเพิ่มเติมไปอย่างที่เราได้ทราบกันดีว่าท่านได้มีการเพิ่มเติมในเรื่องของหนังสือ สัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิ อธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดเจน ผมเอาจบแค่นี้ก่อนนะครับ แล้วก็ต่อด้วย หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้ การเป็นไปตามหนังสือสัญญาหรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุนต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภา ตอนแรกผมอ่านครั้งแรกผมเรียนท่านประธานฝากไปถึง ท่านกรรมาธิการทุกท่านว่าท่านทําได้แนบเนียนพอสมควรครับ ท่านพยายามเขียนให้เห็นว่า หนังสือสัญญาหรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนต้องได้รับความเห็นชอบจาก รัฐสภา ผมไม่แน่ใจว่าท่านกรรมาธิการได้เข้าใจหรือเปล่าว่าการที่ท่านใส่ไว้ว่าการเปิดเสรี ด้านการค้าและการลงทุนนี่มันเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนเท่านั้น นะครับ ผมเห็นท่านสมาชิกแล้วก็หลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะท่านกรรมาธิการท่านสับสนครับ ถ้าเขียนอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเป็นเรื่องการค้าและการลงทุนอื่น ๆ ต้องเอากลับ เข้ามาในสภานะครับ ท่านเขียนไว้ชัดเจนว่า เฉพาะการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน ผมเห็นสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็บอกก็นี่ก็เป็นการลงทุน มีปัญหาอะไร การค้าที่อะไรก็จะเอา กลับเข้ารัฐสภา ไม่ใช่ครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปถึงท่านประธาน กรรมาธิการว่าท่านเข้าใจผิดว่าคําจํากัดความหรือนิยามของคําว่า เฉพาะเรื่องเปิดเสรี ด้านการค้าและการลงทุน มันเฉพาะในเรื่องของการทําข้อตกลงในเรื่องการเปิดเสรีการค้า และการลงทุนเท่านั้น สิ่งที่ผมจะขยายความต่อจากนี้ไปผมจะยกตัวอย่างเพื่อให้เพื่อน ๆ สมาชิกได้เข้าใจได้กระจ่างขึ้นก็คือว่า ผมยกตัวอย่างว่าเมื่อวันศุกร์ที่แล้วท่านประธานสมศักดิ์ ท่านนี้ละครับท่านได้เชิญสมาชิกรัฐสภาได้ต้อนรับท่านนายกรัฐมนตรีจากสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ในวันนั้นเราได้มีการเอาในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ ก็คือการขอความเห็นชอบ จากสภาในเรื่องของการขนส่งข้ามแดนในภูมิภาคระหว่างจีนลงมาในภูมิภาคของเรา สภาก็ได้หารือเรื่องนี้อย่างพอสมควร แล้วก็มีการให้การเห็นชอบผ่านไป ท่านเชื่อไหมว่ามัน เป็นเรื่องที่เราค่อนข้างแปลกใจ แต่หลังจากนั้นรัฐบาลได้ไปเซ็นข้อตกลงทางการค้า และการลงทุนกับท่านนายกรัฐมนตรีจีนในเรื่องของข้อตกลงระหว่างประเทศไทย กับประเทศจีนนั้นมีอยู่ทั้งหมดตอนแรก ๕ เรื่อง ๑ ในเรื่องที่ท่านประธานรัฐสภาได้นําเข้ามา หารือเมื่อวันศุกร์นี้มันเป็นแค่เสี้ยวเดียวหรือไม่ถึง ๑ เรื่องที่ได้เซ็นข้อตกลงไประหว่าง ประเทศไทยกับประเทศจีน มันมีอยู่ ๒ เรื่องที่ผมขออนุญาตใช้เวลาท่านประธานอธิบายแล้วก็อภิปรายให้ฟังก็คือว่า มีการทําข้อตกลง ๑ ฉบับครับท่านประธาน ซึ่งผมก็ถือโอกาสท่านประธานสมศักดิ์ด้วยความ เคารพท่านอยู่ตรงนี้ท่านก็อาจจะช่วยให้ความเห็นได้นะครับว่าในเรื่องที่เราได้ติดตามไปว่า รัฐบาลไทยได้ไปเซ็นข้อตกลงเอ็มโอยูกับท่านนายกรัฐมนตรีจีนที่มาเมื่อวันศุกร์นี้ นอกเหนือจากที่ทางสภาได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ๑ เรื่องนั้น ยังมีอีก ๒ เรื่องที่ผมจะ ยกตัวอย่างให้ท่านประธานกรรมาธิการได้ฟังว่ามันเป็นเรื่องที่สําคัญแต่ไม่มีการเอาเข้ามา ในสภาแห่งนี้
เรื่องที่ ๑ ที่มีความสําคัญก็คือว่ามีการเซ็นข้อตกลงให้ไปทําการศึกษาและ เตรียมการในเรื่องของการแลกเปลี่ยนกันระหว่างการให้ประเทศจีนเข้ามาทํารถไฟฟ้า ความเร็วสูงในประเทศไทย แล้วมีการเปิดช่องว่าจะแลกโดยการเอาสินค้าทางการเกษตร ไปแลกแทนที่จะต้องจ่ายเงินหรือจ่ายค่าจ้างของประเทศจีนในเรื่องของรถไฟฟ้าเป็นสินค้า เกษตร ซึ่งเรื่องนี้ในครั้งแรกผมคิดนะครับว่าท่านประธานเรียกประชุมเมื่อวันศุกร์ในเรื่อง ให้ความเห็นชอบในเรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงหรือว่าข้อสัญญาเกี่ยวกับไทย-จีน ในวันศุกร์ที่แล้ว นั้นจะมีเรื่องนี้เข้ามาด้วย แต่ปรากฏว่าผมก็ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ในฝ่ายปฏิบัติ เขาบอกว่า เขาได้ลองวิเคราะห์ดูแล้วว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ท่านนายกรัฐมนตรี สามารถจะเอามตินี้ผ่าน ครม. แล้วก็ตกลงเซ็นกับท่านนายกรัฐมนตรีจีนได้เลย ผมเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงท่านประธานกรรมาธิการว่าเรื่องแบบนี้ครับคือเรื่องที่ละเอียดอ่อน สาระสําคัญในเรื่องที่ผมบอกก็คือว่าเมื่อมีการเซ็นข้อตกลงกันไปแล้ว ผมถามอยู่ ๒-๓ ประเด็น ในเรื่องนี้ว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจะดําเนินการต่อไปอย่างไร เช่น มีการบอกว่าจะเอาข้าว เอายาง ไปแลกกับรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีน เซ็นไปแล้ว หลังจากนี้ก็ไปทําข้อตกลงกันไปแล้ว ผมถามว่าพี่น้องประชาชนในทุก ๆ ภาคของประเทศไทยที่ปลูกยางพอจะทราบได้ไหมครับว่า ราคายางเขาจะขึ้นจากวันนี้ ๖๐-๗๐ บาท จะขึ้นเป็น ๑๐๐ บาท ใครจะเป็นผู้กําหนดราคาว่า เท่าไรต่อตัน คือเพื่อเอาไปแลกกับค่าตอบแทนในเรื่องของรถไฟฟ้าความเร็วสูง ท่านเอา มาตรฐาน เอามาตรฐานตรงไหนไปวัด ท่านเอาราคายาง ณ วันไหน ไปแลกกับเขา อันนี้คือ อันที่ ๑ ที่ผมยกตัวอย่าง
๒. มีการพูดถึงข้าว ผมก็ไม่แน่ใจว่าข้าวที่บอกว่า ๕ ปี ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตันนั้น จะอยู่ในข้อตกลงอันนี้หรือเปล่าก็คือว่าเอาไปแลกกับการที่เราให้เขามาทํารถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งเรื่องนี้มันเซ็นไปแล้วนะครับ แต่ไม่ได้ผ่านสภาแห่งนี้ แล้วก็พูดถึงการเอาสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไปแลกด้วย อยู่ใน ๑ ฉบับที่มีการเซ็นไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมถามว่าพี่น้องชาวไร่ชาวสวน พี่น้องเกษตรกรจะทราบได้อย่างไรว่าในอนาคตท่านจะเอาผลผลิตทางการเกษตรอะไร ไปแลก แล้วจะเอามาตรฐานราคา ณ ขณะไหน ราคาเท่าไรไปแลก ถ้าเอาข้าวไปแลก ผมถามว่าท่านเอาข้าวเวลาท่านเอาไปแลกท่านคิดต้นทุนที่เท่าไรครับ ที่ ๑๕,๐๐๐ ตามที่ ท่านรับจํานํา หรือท่านเอา ๑๒,๐๐๐ หรือท่านเอา ๘,๐๐๐ ที่ชาวไร่ ชาวนา เขาได้จริง ท่านเอาต้นทุนที่ไหน นี่คือเหตุผลที่ผมพยายามจะยกตัวอย่างกรณีสั้น ๆ ไปให้ท่านประธาน กรรมาธิการได้เห็นว่านี่คือเหตุผลที่เราอยากให้กลับมาสภาแห่งนี้เพื่อจะได้รับฟังกันว่าขณะนี้ พี่น้องเกษตรกร ผู้แทนประชาชนจากทั้งประเทศ ๔๐๐-๕๐๐ คน รวมท่านวุฒิสมาชิกด้วย ท่านจะได้สะท้อนให้เห็นว่าถ้าจะเอาสินค้าเกษตรไปแลกจะแลกแบบไหน จะแลกเมื่อไร แลกเท่าไร ไม่มีครับ แต่ท่านเซ็นไปแล้ว เพราะเจ้าหน้าที่ไปรายงานทางผู้บริหาร โดยเฉพาะ รัฐบาล แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีว่าเรื่องนี้สามารถเซ็นข้อตกลงไปได้และไม่จําเป็นต้องผ่าน มาตรา ๑๙๐ ก็คือไม่ต้องเอาเข้ารัฐสภา ผมถึงเรียนท่านประธานครับว่านี่คือสิ่งที่ผมพยายาม จะอภิปรายว่าอยู่ในวรรคสองของการแก้ไขของกรรมาธิการของท่านว่าท่านเขียนเอาไว้ว่า ครอบคลุมแค่ในเรื่องของการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนต้องได้รับความเห็นชอบของ รัฐสภา เพราะฉะนั้นเรื่องอะไรที่ไม่เกี่ยวกับการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น เอฟทีเอ (FTA) ท่านก็บอกไม่ต้องเอาเข้า ตัวอย่างที่ผมได้ยกตัวอย่างไปแล้วว่า ในเรื่องของการเซ็นหมาด ๆ ไปกับทางรัฐบาลจีนที่ผ่านมา มีอีกฉบับหนึ่งครับ มีอีกฉบับหนึ่ง มีการพูดถึงในเรื่องของการเซ็นในฉบับที่ ๖ ตอนก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจีนจะมามี ๕ ฉบับ แต่วันที่เซ็นกันไปจริง ๆ เพิ่มมาอีกฉบับหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับความร่วมมือทางทะเล ของประเทศจีน เป็นความร่วมมือในการสํารวจและศึกษา รวมถึงการให้แนวทางในเรื่องของ การสํารวจในทะเลของอ่าวไทย เซ็นไปแล้วครับเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมถามว่าเรื่องแบบนี้ เพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านได้พูดถึงว่ากับประเทศกัมพูชาก็ดี เรื่องพื้นที่เขตแดน ระหว่างประเทศ ขุมทรัพย์ของพี่น้องประชาชนชาวไทยที่อยู่ในอ่าวไทยก็เป็นพื้นที่ที่มี ความละเอียดอ่อน นี่ท่านเซ็นข้อตกลงกับเขาไปแล้ว เป็นเอ็มโอยู ฉบับที่ ๖ เมื่อวันศุกร์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความร่วมมือในการศึกษาและดําเนินการในส่วนของทางทะเล กับประเทศจีน ผมถาม เรื่องแบบนี้ทําไมไม่เอาเข้ามาในสภาละครับ แล้วท่านไปถามได้ครับ ว่าเรื่องนี้ได้เซ็นไปแล้วจริง และมีรายละเอียดจริง ผมเชื่อว่าสมาชิกในห้องนี้ก็ไม่ทราบ ด้วยครับว่าเมื่อวันศุกร์นี้ได้มีการเพิ่มฉบับที่ ๖ เข้าไปแล้วก็เซ็นในเรื่องของความร่วมมือ ทางทะเลกับประเทศจีน แล้วที่สําคัญที่สุดก็คือว่าประเทศจีนเขาได้ประกาศยุทธศาสตร์ ประเทศจีนเขาเรียกว่า ยุทธศาสตร์ไห่หยางครับ ถ้าท่านไม่ทราบ ผมไปทําการบ้านมา ยุทธศาสตร์ไห่หยางนี้คือยุทธศาสตร์ในการเตรียมให้ประเทศจีนต้องการจะตั้งตัวเอง เป็นเขตเศรษฐกิจทางทะเล โดยประเทศจีนเป็นเจ้าภาพใหญ่ในภูมิภาคนี้ทั้งหมด ผมไม่แน่ใจ ว่าเมื่อวันศุกร์ที่ท่านเซ็นไปแล้วนั้นท่านได้ศึกษาหรือเปล่าครับว่า การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทางทะเลของประเทศจีนนั้นมันจะกระทบอะไรกับผู้ที่ทําประมงก็ดี ทําธุรกิจ ธุรกรรม ของประเทศไทย พี่น้องประชาชนตาดํา ๆ ที่อยู่ในอ่าวไทยหรือในทะเลของประเทศไทย ท่านได้ศึกษาหรือเปล่าครับ เพราะผมทราบว่าตอนแรกไม่ได้มีฉบับนี้เข้ามาในการเซ็นสัญญา ในวันศุกร์ที่ผ่านมา แล้วเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีมา ได้พูดคุยกันในระดับเจ้าหน้าที่ ก็มีการ เพิ่มขึ้นมากะทันหันขึ้นมาในวันพฤหัสบดี และวันศุกร์ก็มีการเซ็น เรื่องแบบนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบและให้ความเห็นอย่างกว้างขวาง ว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์หรือเสียโอกาสมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะกระทบกับ พี่น้องประชาชนที่อยู่ริมฝั่งทะเลทั้งอันดามันและอ่าวไทยอย่างไร แต่ท่านเซ็นไปแล้วครับ รวมทั้งมีการตั้งกองทุนในเรื่องของการศึกษาและตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษทางทะเล ของประเทศจีน ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านเหรียญ ผมไม่แน่ใจว่าในเงินกองทุนอันนี้หลังจากที่เซ็น ไปวันนั้น รัฐบาลได้ไปตกลงอะไรกับเขาหรือไม่ ในเรื่องของการใช้เงินกองทุนก้อนนี้ ผมเชื่อว่าถ้าผมไม่พูด ไม่มีใครพูดในสภาแห่งนี้ครับ เพราะว่าไม่มีใครทราบว่ามีการเซ็น ไปแล้ว นี่คือตัวอย่างที่ผมพยายามจะแสดงผ่านท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการทุกท่าน ผมเชื่อว่าท่านเป็นคนไทยและท่านรักชาติไม่น้อยกว่าผมแน่นอน เพียงแต่ว่าบางครั้งมันรอดหู รอดตาไปด้วยความไม่ได้ตั้งใจ อย่างเช่นที่ผมยกตัวอย่างนี้ พอเขามาถึงเขาก็อยากจะเซ็น ขึ้นมา เราก็ด้วยความอยากเป็นสัมพันธไมตรีที่ดีเราก็เซ็นกับเขา แล้วนี่อย่างไรครับผมถึงถาม แล้วรายละเอียดแบบนี้มันตกหล่นไปได้อย่างไร แล้ววันนี้เซ็นไปก็ยังไม่ทราบด้วยว่าจะ กระทบกับพี่น้องชาวประมงหรือพี่น้องที่อยู่ทางใต้และที่อยู่ติดกับทะเลฝั่งอันดา มันหรือว่าอ่าวไทยอย่างไร แต่เซ็นไปแล้วครับ ฉะนั้นผมถึงพยายามจะกลับมาในประเด็นนี้ ผมถึงบอกว่าเมื่อท่านได้ยกเลิกมาตรา ๓ ทั้งมาตรา แล้วท่านได้เขียนเข้าไปแค่ว่าให้เอาเข้ามา ในสภาเฉพาะการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนเท่านั้นมันไม่พอ ผมถึงได้สงวน คําแปรญัตติให้เพิ่มไปว่า การทําหนังสือสัญญาหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ท่านเห็นไหมครับว่าการที่ผมเพิ่มออกไปนี้ ผมไม่ได้พูดในเรื่องของการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน ผมเปิดวงกว้างว่าให้เขียนว่า มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ นั่นหมายความว่าอะไรครับ นั่นหมายความว่าถ้าจะมีแนวทางหรือมีวิธีการปฏิบัติ เหมือนวันศุกร์ที่ผ่านมาอีก ต้องกลับมาเข้าสภาก่อน ท่านจะไปเขียนขยักไว้เฉพาะเรื่อง การเปิดเสรีการค้าเท่านั้นไม่พอ แล้วผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมเรียนนั้นมันจะเกิดอีกถ้าท่านยังยืนยัน แล้วก็ดื้อรั้นที่จะแก้มาตรา ๑๙๐ แล้วใส่ไปเฉพาะในเรื่องที่ผมนําเรียน ถ้าท่านคิดว่าท่านจะ รักษาผลประโยชน์ของประเทศจริง ไม่ได้เสียหน้า ไม่ได้มีความผิดพลาดอะไรเลย ท่านแค่ เปิดกว้าง เขียนให้ครอบคลุมว่า การค้าและการลงทุน ให้แยกออกมา อย่าไปจํากัดว่า เฉพาะการเปิดการค้าเสรีเท่านั้นที่จะต้องเอามารับความเห็นชอบของรัฐสภาแห่งนี้ นี่คือ เหตุผลที่ผมพยายามจะยกตัวอย่างให้กับท่านประธานและท่านกรรมาธิการได้ฟังว่า นี่คือแนวคิดและสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในวันนี้และอนาคตถ้าท่านยังจะยืนตามที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้แก้ไขเอาไว้
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่พูดคงไม่ได้ แล้วก็ขออนุญาตแทรกตอนนี้ก็คือว่า เมื่อวานนี้ผมนั่งฟังท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนมาจากกรมเจรจาการค้าระหว่าง ประเทศ ท่านได้ลุกขึ้นแล้วก็ได้ตอบ หลาย ๆ เรื่องเป็นเรื่องจริง และผมคิดว่าผมก็เห็นใจท่าน ในฐานะผู้ปฏิบัติที่ท่านได้ลุกขึ้นมาแล้วก็ได้มาระบายความในใจในฐานะผู้ปฏิบัติว่าเวลาท่าน ไปเจรจาการค้านั้นปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นนั้น เป็นอย่างไร แต่ผมก็ดีใจที่ท่านได้พูดแบบนั้นเพื่อผมจะได้เสนอแนะและทําความเข้าใจกับ ท่านประธานและกรรมาธิการท่านอื่น ๆ โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านว่าเวลา เขาไปเจรจาการค้าในต่างประเทศเขาไม่ได้มาเจรจา ท่านนายกรัฐมนตรีนั่ง ผู้นําประเทศ เขานั่ง แล้วก็เจรจาหาข้อตกลงทันทีบนโต๊ะ ไม่ใช่ครับ เมื่อวานท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่ได้ลุกขึ้นแล้วเป็นตัวแทนจากหน่วยงานราชการได้ชี้แจงนั้นท่านพูดไม่หมดครับ ท่านบอกว่า ท่านขายหน้าเวลาท่านไปประชุมกับประเทศอื่น ๆ แล้วท่านมีความรู้สึกว่าอะไรเราก็ตกลงกับ เขาไม่ได้ อะไรเราก็ต้องกลับมาถามสภาเป็นภาระ โยนเป็นเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ ว่าสภาเราช้า เป็นปัญหาของสภาเราก็เลยไม่สามารถจะไปตกลงข้อตกลงกับเขาได้ ผมเรียนท่านประธาน ไม่จริงเลยครับ ในเรื่องของการเอามาขอความเห็นชอบกับรัฐสภาแห่งนี้หลายครั้ง เป็นประโยชน์กับประเทศ ถามว่าเป็นประโยชน์อย่างไร ผมเรียนอย่างนี้ครับ ประเทศ สหรัฐอเมริกาทําอยู่เป็นประจํา ก็คือไปเจรจาในกรอบการค้า ข้อตกลงที่เจรจากันไว้เรียบร้อย แล้วเขาก็เปิดท้ายเอาไว้บอกว่าเขาจะเอาแบบที่ตกลงกันไว้แบบนี้ แต่เขาขอกลับไปถาม สภาคองเกรส (Congress) ของเขาก่อนว่าจะอนุมัติหรือจะมีข้อคิดเห็นอย่างอื่นเพิ่มเติม หรือไม่ ท่านทราบไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้น มันเป็นเหตุผลให้ผู้ที่ไปเจรจาหรือตัวแทนของ ประเทศที่ต้องไปเจรจาในครั้งนั้นไม่จําเป็นต้องถลําตัวเข้าไปตกปากรับคําในทันที มันเป็น อีกช่องโหว่ช่องว่างหนึ่งที่ให้โอกาสของผู้เจรจาของตัวแทนของประเทศต่าง ๆ นั้นได้ใช้เป็น ข้ออ้างและเป็นประโยชน์กับประเทศในการที่บอกว่าจะกลับมาหารือสภาก่อน ในบางเรื่อง เขาจะกดดันให้กับผู้แทนการเจรจาการค้าของประเทศไทยต้องตกปากรับคํา ณ ขณะนั้น ซึ่งเราอาจจะยังไม่มีความพร้อม เพราะเราก็ต้องกลับมาศึกษาก่อนกว่าสิ่งที่เขาจะต่อรองนั้น มันมีเหตุมีผล มันกระทบกับประเทศ พี่น้องประชาชนคนไทยอย่างไร แล้วเขาก็สามารถที่จะ บอกว่าตกลงว่าเราจะรับข้อเสนอนั้น แต่เราต้องกลับมาถามสภาของไทยก่อน มันก็เป็น ช่องว่างให้ใช้เวลานั้นในการที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศไทยได้กลับมาศึกษาว่า ถ้าเราจะกลับไปเดินแบบนั้นมันจะกระทบกับประเทศไทยมากหรือน้อยเพียงใด แต่ถ้าท่านมาพูดบอกว่าสภาทําให้ช้าก็เลยทําให้ตกลงบนโต๊ะไม่ได้ ผมถามว่าท่านไม่คิดจะมี ทางออกเพื่อเป็นข้ออ้างในบางครั้งที่จําเป็นที่จะต้องเอากลับมาพิจารณาในเรื่องของ ความพร้อมบ้างเลยหรือครับ ท่านอยากจะไปเจรจาแล้วทุบโต๊ะ โอเคจบตรงนั้นเลยหรือครับ ไม่ใช่ครับท่านประธาน แล้วผมเรียนว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ผมคิดเอาเอง มันเป็นเรื่องที่หลาย ๆ ประเทศเขาทํากัน แล้วเขาใช้เป็นเครื่องมือซึ่งเป็นโอกาสของประเทศนั้น ๆ ในการเจรจา ต่อรอง นี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นและผมอยากจะฝากท่านประธานไปถึงท่านประธาน กรรมาธิการ และกรรมาธิการอีกหลาย ๆ ท่านว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อ้างอิงได้ แล้วอย่าฟังความข้างเดียว ตัวแทนหลาย ๆ คน หลาย ๆ ครั้ง แม้กระทั่งฝั่งรัฐบาล ฝ่ายค้านเอง พวกผมเองก็เคยมีโอกาสได้ไปเจรจา แล้วก็เคยได้ใช้ช่องทางของรัฐสภาทําให้เป็นประโยชน์ กับประเทศมากมายครับ แต่วันนี้ท่านพยายามจะบอกอย่างเดียวว่าสภาช้า หน่วยงาน ราชการไม่อยากเอาเข้าสภาเพราะทําให้เกิดความล่าช้า ท่านกลัวอะไรละครับ ถ้าท่าน มีความโปร่งใสและท่านศึกษามาอย่างดี ท่านต้องกล้าที่จะมาตอบในสภาแห่งนี้เพื่อเป็นที่ ยืนยันว่าสภาแห่งนี้จะช่วยท่านตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งไม่ให้ท่านผิดพลาด ไม่ให้เกิดปัญหา เหมือนเอฟทีเอในอดีตที่เคยเซ็นกันไปแล้วหอมแดงก็เจ๊ง ลําไยก็เจ๊ง ลิ้นจี่ก็เจ๊ง นั่นก็คือ ตัวอย่างที่มันเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เขาถึงบอกว่าให้เอากลับมาให้ตัวแทน ประชาชนได้ช่วยกันดูให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมเสียใจมากที่ท่านกรรมาธิการ หลาย ๆ ท่าน ท่านอาจจะตกประเด็นตรงนี้ไปว่าเหตุผลอะไรเขาถึงพยายามกลับมา เพราะ เขาต้องการให้อํานาจของสภาและเปิดช่องไว้ให้ประเทศ หรือประเทศไทย หรือผู้เจรจาที่เป็น ประเทศไทยสามารถนํากลับมาคิดเตรียมพร้อมก่อนที่จะไปตกปากรับคําของเขาในครั้งต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าเรื่องนี้ไม่มีการพูดถึงในกรรมาธิการของท่าน ท่านโปรดช่วยเก็บไว้พิจารณา ด้วยครับว่ามันเป็นประโยชน์ในอีกทางหนึ่ง อย่ามองว่ามันเป็นข้อเสียอย่างเดียว
ในอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า ในสิ่งที่ท่านบอกว่าการเอากลับมาเข้าสภาแห่งนี้ ทําให้ล่าช้า ทําให้ท่านเสียหายในเรื่องของ ยกตัวอย่างเช่น ข้อตกลงไทย-เกาหลีในสมัย รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวานนี้ผมก็ได้ยินชัดเจนว่ามันไม่ได้มี ความเสียหายกับความล่าช้าที่เกี่ยวกับการเข้าสภาแห่งนี้แม้แต่น้อย มันเป็นเรื่องของ กระบวนการที่เกิดขึ้น แล้วไม่ควรเกิดด้วยซ้ํา อย่างเช่นการประชุมอาเซียนแล้วก็ถูกกลุ่มคนที่ ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในขณะนั้นเข้าไปพังทําให้การประชุมนั้นต้องยกเลิก อย่างนี้เป็นต้น แล้ววันนี้รัฐบาล โดย ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ซึ่งก็เป็นคนที่มาจากกลุ่ม ๆ เดียวกับ ที่ทําเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ซึ่งผมไม่ขอพูดเรื่องนี้ ไม่อยากให้มีการพาดพิง ท่านกลับมา บอกว่าความล่าช้ามันเกิดขึ้นเลยต้องแก้ ผมถามถ้าอย่างนั้นท่านควรต้องไปแก้อดีตก่อนครับ อดีตคือปัญหาตัวจริง การทําลายทําให้ภาพลักษณ์ของประเทศวันนั้นเสียหาย ผู้นําประเทศ ๑๐ ประเทศ ความล่าช้าในการเซ็นข้อตกลงไทย-เกาหลีต้องเลื่อนออกไปจนเกือบจะต้อง ยกเลิก มาจากปัญหาอื่น ๆ ไม่ใช่ปัญหาของสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนว่าเราต้องพูด ที่จุด แล้วก็ปัญหา แล้วก็ประเด็นของการแก้ไขปัญหา อย่าเอาเรื่องแบบนี้แล้วมาแอบอ้าง และผมเรียนท่านประธานนะครับว่าข้าราชการดี ๆ มีเยอะครับ ข้าราชการที่ต้องทํางาน อย่างหนักมีมากครับ ท่านอย่าไปฟังข้าราชการบางส่วนเท่านั้นที่บอกว่าไม่อยากเอาเข้า สภาแห่งนี้ เพราะกลัวสภาแห่งนี้ต้องมาซัก ชักช้า ต้องมาเตรียม กว่าจะเอาเข้ามาสภาแห่งนี้ ต้องทําการบ้านเยอะ ๆ เพราะกลัวพี่น้องประชาชน ตัวแทนของพี่น้องประชาชนในสภานี้ ซักถามในสภาแล้วก็ต้องมานั่งตอบ ผมกลับมองว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ เป็นสิ่งที่ทุกท่านต้อง พึงระวัง และต้องพึงทํา พึงปฏิบัติ เพราะพวกเรานี้ละจะเป็นคนกลั่นกรองเพื่อไม่ให้ท่านไป เสียเปรียบกับการเซ็นข้อตกลงต่าง ๆ กับประเทศอื่น ๆ แล้วก็เป็นผลกระทบกับพี่น้อง ประชาชนในอนาคต เพราะฉะนั้นผมถึงอยากจะเตือนท่านกรรมาธิการว่า ท่านอย่าฟัง คนเพียงไม่กี่คน ท่านอย่าอ้างความล่าช้าของสภาแห่งนี้ ผมไม่เชื่อ เพราะอะไรครับ อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือว่า ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านรู้ดีแก่ใจครับว่าทุกครั้งที่จะมีการ มาเยือนของผู้นําประเทศหลาย ๆ ประเทศที่ผ่านมาในระยะเวลาอันสั้นนี้ก็ได้ครับ ตั้งแต่ เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมามีผู้นําเปรูมา เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีผู้นําจากประเทศจีนมา ผมถามว่าไม่ใช่ท่านประธานสภาท่านนี้หรือครับที่รีบเอาข้อตกลงต่าง ๆ ที่จะไปเซ็นกับเขา เข้าสภาแห่งนี้ ๓ วันบ้าง ๒ วันบ้าง ๔ วันบ้าง ให้สภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบก่อนที่จะไป เซ็นกับผู้นําประเทศที่เขาจะมา ทําไมท่านทําได้ละครับ ก็ไม่ได้ลําบากลําบนอะไรครับ ท่านประธานก็บรรจุเข้ามา สมาชิกก็รีบทําการบ้านแล้วก็อภิปรายให้ความเห็นชอบว่า มีข้อติ มีข้อสังเกตตรงไหน อย่างไร ก็ไม่เห็นมันจะยากเย็นหรือไม่เห็นมันจะเป็นปัญหาอะไร กับสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่สบายใจครับว่าการที่เอามาแล้วใช้เหตุผลแบบนี้ แล้วพอถามเหตุผลจริง ๆ ว่ามันกระทบกับประเทศอย่างไร มันมีความจําเป็นเม็ดเงิน ขนาดไหน เซ็นฉบับไหนที่มันเอาเข้าแล้วมันจะตาย มันไม่อยากเอาเข้าสภาแล้วมันจะตาย มันเลยเซ็นไม่ได้ยกตัวอย่างได้ผมดูสัก ๑ ข้อตกลงได้ไหมครับ ผมก็เห็นเอาเข้ามา ทุกคน ก็ให้ความเห็นชอบทํางานกันอย่างเต็มที่ทั้งท่านวุฒิสภา ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านก็ทํากันเต็มที ท่านประธานก็เรียก ๒ วันบ้าง ๓ วันบ้างก็โดนสมาชิกต่อว่าเป็นประจําว่าเอาเข้ามาเนิ่น ๆ กว่านี้หน่อยก็ดีจะได้มีเวลาทําการบ้าน แต่เราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าทําแบบนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านละเลยและท่านไม่ให้ความสําคัญกับสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งผมก็เสียใจว่าคนที่จะต้อง ลงมติในเวลาอันใกล้นี้ให้ผ่านแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ก็คือรัฐสภาแห่งนี้ เขากําลังจะเอาอํานาจ ของท่านไปครับ เขากําลังจะหลีกเลี่ยงการที่มาเข้าการตรวจสอบของท่าน ท่านกลับไปลงมติ เห็นด้วยให้เขาเอาอํานาจของท่านผ่านไปเลย ไม่ต้องผ่านท่าน ผมถึงแปลกใจว่าสภาแห่งนี้จะเดินต่อไปกันอย่างไร ถ้าท่านคิดแต่ว่าเขาสั่งมา เขาคิดมาก็ให้ผ่านไป ผมไม่เชื่ออย่างนั้นครับ ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านในที่นี้เข้าใจในสิ่งที่ผม พูดดีครับ แล้วผมบอกให้เลยว่าท่านกรรมาธิการที่นั่งอยู่ข้างบนบัลลังก์ทั้งหมดนี้ รวมที่อาจจะยังอยู่ที่อื่นด้วย ท่านกับผมไม่ได้โดนผลกระทบโดยตรงหรอกครับ ท่านมีลูก ท่านมีหลานครับ ผมพูดไว้เลยว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านก็ได้ดูท่านกรรมาธิการ ทุก ๆ ท่านเหล่านี้เอาไว้ให้ดีครับ ไปเจอท่านที่ไหนไปถามท่าน ถ้าเกิดท่านจะยืนแบบนี้ แล้วไม่แก้ ว่าอีกหน่อยลูกหลานจะต้องเป็นคนรับกรรม เพราะการจะเซ็นสัญญาอะไรก็ให้แก่คน กลุ่มเดียว ใครมีอํานาจ เป็นรัฐบาลก็เซ็นเลย ไม่ต้องฟังฝ่ายค้าน ไม่ต้องฟังความเห็น จากฝ่ายรัฐบาลด้วยกัน ไม่ต้องไปฟังความเห็นจากพี่น้องประชาชนหรือตัวแทนของ พี่น้องประชาชนที่เขาส่งเข้ามา เขาทําค้าขาย ทํายาง ทํามันสําปะหลัง ก็เตรียมเลิกอาชีพได้ เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลจะไปเซ็นอะไร ไม่มีทางสะท้อนให้กับพี่น้องประชาชนได้รับฟังเลย แล้วคนที่จะตกก็คือลูกหลานเราในอนาคต เพราะท่านเซ็นวันนี้ผลไปออกวันข้างหน้า ท่านเซ็นวันนี้ผลมีบังคับใช้ในวันข้างหน้า ท่านจะเอาอย่างนั้นหรือครับ แล้วผมก็ยังย้ําว่า ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่นั่งอยู่ในกรรมาธิการนี้ ท่านเข้าใจว่าผมพูดในเรื่องนี้หมายความว่า อย่างไร แล้วผมไม่ได้พูดนอกประเด็น และผมขออย่างเดียวเท่านั้นเองว่าท่านช่วยกลับไปดู เลยครับ ผมขอพูดอีกทีว่าในวรรคสองถ้าท่านเขียนระบุเอาไว้ว่า การเอาเข้าสภาเฉพาะให้ใน เรื่องของการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน มันเป็นเรื่องของการเสียประโยชน์ อย่างมาก เป็นเรื่องของการใช้ถ้อยคําในการตีกรอบให้แคบ เพื่อข้อตกลงการค้าอื่น ๆ ของกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ไม่ต้องเอาเข้าสภาแห่งนี้ เพราะข้าราชการต่าง ๆ ที่เขาทํา เขาไม่อยากเอาเข้า เพราะเขาไม่ต้องการจะมาชี้แจง เฉพาะข้าราชการบางส่วนนะครับ แต่ผมบอกว่า ข้าราชการที่ดี ๆ ก็มีครับ ผมไม่เห็นความเสียหายเลยถ้าท่านจะเปิดให้มันกว้างขึ้น ในเรื่องการค้าและการลงทุน เพราะท่านต้องไปสัญญิงสัญญากับเขาว่าท่านจะเอาประเทศ เป็นตัวประกัน ท่านจะเอาเงื่อนไขของประเทศเราเป็นตัวประกัน ก็ต้องกลับมาถาม เจ้าของประเทศก็คือสภาแห่งนี้สิครับ
แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ว่าการเจรจาระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเขาจะให้ผู้นําประเทศมานั่งเจรจากันแล้ว ก่อนการเจรจาทุกครั้งครับ เขาจะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปเจรจาเป็นหน่วยหน้า ไปตกลงกันก่อนระหว่างประเทศ ว่าทําได้ไหม กรอบนี้มันแข็งตัวเกินไปไหม มันไปติดกฎหมายข้อบังคับอะไรของประเทศ แต่ละท่านไหม ซึ่งเขาเรียกว่าซอม (SOM) ครับ ซีเนียร์ ออฟฟิศเซอร์ มิตติ้ง (Senior Officer Meeting) อันนี้ก็มีจริงครับ ท่านอย่าไปพูดสั้น ๆ พูดไม่หมด ว่าถึงเวลาไปเจรจา การค้าแล้วทําให้เราลําบากใจ เพราะว่าต้องมาถามสภา ช้า ไม่จริงครับ ก่อนท่าน นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปประชุมระหว่างประเทศหรือในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน เขาต้องมี ตัวแทนเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปเจรจาในเบื้องต้นก่อนครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ท่านต้องพูด ให้กระจ่างครับ ไม่ใช่อยู่ดี ๆ มานั่งทุบโต๊ะว่า เจรจาเอาอย่างนี้ ประเทศเสียหายไหม ไม่เสียหาย ไม่จริงครับ เขาต้องมีเจ้าหน้าที่ทํามาเป็นลําดับชั้น แล้วก่อนการประชุมที่ ท่านนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารประเทศจะมาอย่างน้อย ๒ วัน เขาจะมีการประชุมซอม ซึ่งเป็นการประชุมของผู้บริหารระดับสูงในระดับปฏิบัติกันก่อนว่าติดขัดในเรื่องของกฎหมาย และขั้นตอนการปฏิบัติของแต่ละประเทศหรือไม่ เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๙๐ ไม่ได้มีแนวทาง และไม่ได้มีผลอะไรเลยในการที่จะไปทําให้การเจรจามีผลและเกิดความเสียหายที่ท่านต้องแก้ ขนาดนี้ ไม่มีความจําเป็นครับ ท่านสามารถเอาเข้าสภาแห่งนี้ได้ แล้วก็ให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ ผมบอกในระดับซอมไปพูดคุย แล้วก็รายงานท่านนายกรัฐมนตรีว่าอะไรที่เป็นปัญหา เซ็นได้ เซ็นไม่ได้ แต่ผมฟังตัวแทนจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเมื่อวานที่ได้เจรจา บอกว่า อับอายเหลือเกินเวลาไปเจรจากับเขา ตกลงกับเขาไม่ได้ ผมไม่แน่ใจว่าท่านไปเจรจากับใคร ครับ สิ่งที่ผมพูดนี่คือความจริง นี่คือกรอบการเจรจาระหว่างประเทศ จริง ๆ เป็นแบบนี้ครับ แล้วผมเชื่อว่าข้าราชการอีกหลาย ๆ ท่านในกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเมื่อวานฟัง ก็ต้องปวดหัวครับ ว่าวิธีที่ท่านพูดออกมาเมื่อกี้นี้ทําให้พี่น้องประชาชนสับสนหมด ว่าอํานาจ ในการเจรจาอยู่ในผู้บริหารระดับสูง เจอกันปุ๊บ เช็คแฮนด์ (Check Hand) ปุ๊บ นั่งตกลงกัน เลย ไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นการเอามาตรา ๑๙๐ ให้สภาเห็นชอบก่อนเป็นกรอบการเจรจา การค้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทําครับ แล้วไม่ได้เป็นความลําบากใจในระดับผู้ปฏิบัติหรือผู้ที่ต้องไปเจรจาระดับผู้บริหารเลยว่า ถ้ามีมาตรา ๑๙๐ แล้วจะทําให้ประเทศเสียหาย จะทําให้ประเทศล่าช้าไม่เกี่ยวครับ ผมกลับ มองในทางตรงข้ามว่าทําให้มีความรอบคอบ ทําให้มีความโปร่งใส ทําให้พี่น้องประชาชนได้ ทราบว่าเขาจะเจอกับอะไรในอนาคต แล้วท่านจะเอาประเทศไปเป็นตัวประกัน เขาจะได้รู้ว่า รัฐบาลนี้กําลังจะเอาประเทศไปประกันแบบไหน จะเอาประเทศไปคุยกับเขา ไปตกลงเจรจา กับเขา เอาประเทศเอาลูกหลานไปเป็นประกันเอาไปแบบไหน นี่คือความจริงและสิ่งที่มัน ต้องเกิดขึ้น พี่น้องประชาชนเป็นสิทธิของเขาที่เขาจะต้องรู้ว่านี่คืออํานาจที่เขาให้รัฐบาลไป เจรจาผูกพันในอนาคตให้ลูกหลานของเขา ฉะนั้นผมเสียใจเหลือเกินว่าถ้าประธาน กรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการทุกท่านยังจะยืนแบบนี้ผมรับไม่ได้ครับ เพราะผมคิดว่าที่ท่าน เขียนเอาไว้นั้นผมเชื่อว่าท่านอาจจะมองข้ามไป เพราะคิดว่าการเขียนว่าการเปิดเสรีทางการ ค้าและการลงทุนหมายถึงครอบคลุมหมดแล้ว ไม่ใช่ครับ มันเป็นเฉพาะการเจรจาเปิดการค้า เสรีเท่านั้นครับ การลงทุนต้องแยกออกมาต่างหากครับ การค้าในองค์รวมต้องแยกออกมา ต่างหากครับ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นครับ แล้วอีกเรื่องหนึ่งครับที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ก็คือว่า ในวรรคท้าย ผมถามว่าในหลาย ๆ เรื่องผมอยากให้ท่านได้มีการเปิดเงื่อนไขเอาไว้ว่าถ้าเป็น เรื่องที่เป็นเรื่องที่สําคัญและเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทบต่อพี่น้องประชาชนโดยตรง ผมอยากเห็นว่าท่านได้ใส่ในเรื่องของการทําประชาพิจารณ์หรือได้สอบถามประชาชนไว้ด้วย เพราะหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการค้า การลงทุนก็ดีหรือแม้กระทั่งเขตแดนต่าง ๆ ก็ควร จะเขียนไว้หน่อยครับว่า ในบางเรื่อง ในบางรายละเอียด ผมเชื่อว่าการที่ท่านไปถามพี่น้อง ประชาชน แล้วเปิดเอาไว้ ท่านจะใช้หรือไม่ แต่ท่านเปิดเอาไว้สามารถใช้หรือไม่ใช้ตาม แนวคิดหรือแนวทางของท่าน ผมคิดว่าทําได้ แต่ถ้าท่านตัดออกและท่านไม่เขียนไว้เลย ผมคิดว่ามันเป็นการปิดกั้นสิทธิของพี่น้องประชาชนมากเกินไป แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกเรื่องต้องไปถามพี่น้องประชาชนโดยการทําประชาพิจารณ์หมด อันนั้นผมเห็นด้วย แต่ท่านต้องเปิดวรรคเอาไว้ เปิดวงเล็บเอาไว้ เพื่อจะต้องมีในหลาย ๆ เรื่องที่มันมีความ จําเป็นจะต้องทํา นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะบอกว่าอยากให้ทางกรรมาธิการได้กรุณาช่วย พิจารณาในเรื่องที่ผมได้ให้ข้อเสนอแนะเอาไว้
อีกเรื่องสุดท้ายจริง ๆ คือผมอยากให้ท่านได้กรุณาได้ใส่ในเรื่องของ การแก้ไขและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติในเรื่องของการที่ท่านไปเซ็น สัญญาอะไรกับใคร แล้วมันกระทบกับพี่น้องประชาชน สิ่งที่ผมต้องพูดแบบนี้ผมเชื่อว่าพี่น้อง ในหลายจังหวัดในภาคเหนือของประเทศไทย เขาเข้าใจดีครับ เราเคยมีโอกาสได้ไปเซ็น เมื่อหลายปีมาแล้วในเรื่องสนธิสัญญาการค้า เปิดเสรีระหว่างประเทศกับไทย-จีน ที่ผมได้ ยกตัวอย่างไปในตอนต้น อย่างเช่น หอมแดงก็มี ลิ้นจี่ ลําไยนะครับ หลาย ๆ อย่าง วันนี้พี่ น้องประชาชน พี่น้องชาวไร่เกษตรกรต้องเปลี่ยนอาชีพ เพราะว่าท่านไปเซ็นกับเขา เขาตั้งตัว ไม่ทัน เขาเปลี่ยนวิธีการปลูกวิธีการผลิตเขาไม่ทัน เขาก็ถูกการนําเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน จากสนธิสัญญาที่เราไปเซ็นกัน แล้วเขาปรับปรุงตัวไม่ทัน แก้ไขระมัดระวังไม่ทัน เขาก็ต้อง เปลี่ยนอาชีพ วันนี้ก็ต้องไปทําอาชีพอื่น แล้วอาชีพอื่นที่เขาทําคืออะไรรู้ไหมครับ ท่านประธาน วันนี้เขากลับไปปลูกยางพาราครับ พอวันนั้นมันมีปัญหาเรื่องหอมแดง มีปัญหาเรื่องลิ้นจี่ มีปัญหาเรื่องผลไม้ต่าง ๆ วันนี้เขาก็ไปปลูกยางพาราครับ แล้วรัฐบาลชุดนี้ อีกก็มารังแกมาทําร้ายเขา จนทําให้วันนี้ยางพาราราคาตกต่ําอีก แล้วก็มีแนวทางว่าจะไปเซ็น ข้อตกลงกับประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ เพื่อไปแลกเอายางพาราไปแลกกับการสร้าง รถไฟฟ้าความเร็วสูงอีก ผมถึงบอกว่าถ้าท่านจะยืนยันและจะทําก็ทําไป แต่อย่างน้อยท่านใส่ ไว้หน่อยได้ไหมครับว่าถ้าท่านทําอะไรลงไป แล้วมันกระทบกับผู้ที่เสียหาย เขาจะต้องได้รับ การแก้ไขและเยียวยากับผู้ได้รับผลกระทบ ท่านต้องใส่ไว้ด้วยครับ เพราะถ้าท่านไม่ใส่เอาไว้ ท่านก็อ้างว่าให้หน่วยงานไปดู ช่วยดูผลกระทบตามความเป็นธรรมตามสมควร ตามสมควร มันมีวิธีปฏิบัติหลายวิธี แล้วมีการเลือกปฏิบัติที่สําคัญที่สุด ใครเป็นพวกท่าน ท่านให้ ใครไม่ใช่พวกท่าน ท่านไม่ให้ แบบนี้ไม่ได้ครับ ท่านต้องเขียนใส่ไว้ให้ชัดเจนเลยว่าถ้านโยบายหรือแนวทางการไปเซ็นอะไรกับใคร แล้วมัน กระทบพี่น้องเกษตรกรหรือใครก็ตามที่เป็นพี่น้องประชาชนคนไทยท่านต้องไปดูแลให้เขา อย่างดีครับ ถ้าท่านคิดว่ามันไม่กระทบกับใครเลยท่านตัดออกไปครับ ผมจะได้ประกาศไปให้ พี่น้องประชาชนได้ทราบว่าไม่ว่าท่านไปทํานโยบายอะไรก็ตามท่านมองแต่ด้านบวก อย่างเดียวว่ามันจะไม่กระทบกับใครเลย ซึ่งมันไม่จริงครับ ท่านหยิกเล็บก็ต้องเจ็บเนื้อครับ ท่านทํานโยบายอะไรมันก็ต้องไปโดนใครสักคนจะมากหรือน้อยนั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่คนที่เขาโดน ท่านต้องไปดูแลคนที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจังและให้สมกับที่เขาได้รับความเดือดร้อน จริง ๆ และเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ ผมถึงได้แปรญัตติไว้อีกอันหนึ่งว่าให้ท่านได้ใส่ไปด้วย ว่าให้มีการแก้ไขและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามที่ท่านได้ไปเซ็นข้อตกลงอะไรกันไว้ก็ตาม ถ้ามีผู้ได้รับผลกระทบท่านต้องดูแลเยียวยาเขาอย่างเป็นธรรม ๔-๕ ประเด็นนี้ละครับที่ผม เรียนท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการว่าไม่ได้เรื่องยากเย็นอะไร เปิดกว้างไว้เพื่อให้มี โอกาสของสมาชิกเพื่อให้ท่านได้มีช่องว่างในการไปต่อรองกับประเทศอื่นด้วยซ้ํา นี่คือมุมดีดี ในการที่มีมาตรา ๑๙๐ แล้วให้กลับมาเข้ารัฐสภาแห่งนี้ แต่ผมได้ฟังมาตลอด ท่านกรรมาธิการเกือบทุกท่านที่ลุกขึ้นชี้แจงก็จะมองในอีกมิติหนึ่งก็คือล่าช้า ทําให้เกิดความช้า เกิดปัญหา จะไปเซ็นกับใครเขา ตกลงกับใครเขาไม่ได้ อํานาจการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่คนคน เดียวก็นั่นคือเหตุผลที่เราไม่อยากให้ท่านเพราะเราไม่ต้องการให้อํานาจการตัดสินใจทั้งหมด ไปอยู่ที่คนคนเดียวครับ เราต้องการให้ท่านทํางานให้รอบคอบกว่านี้ กรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศต้องทํางานให้หนักกว่านี้ เวลาไปประชุมกับเขาในระดับซอม ระดับ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติท่านต้องทําการบ้านและทํางานให้หนักกว่านี้ อย่าเอาภาระและปัญหาที่ เกิดขึ้นในอดีตทั้งหมดมาโทษว่าเป็นปัญหาของรัฐสภาแห่งนี้ อย่าครับ เพราะสภาแห่งนี้ทุก คนมาโดยการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน แล้วเราเชื่อว่าสภาแห่งนี้เป็นที่ที่สามารถสะท้อน ปัญหาของพี่น้องประชาชนไปถึงท่าน ฉะนั้นการที่ท่านไปเซ็นข้อตกลงอะไรก็ตามกับ ต่างประเทศ มันต้องกระทบกับพี่น้องไม่ว่าอาชีพอะไร อยู่ในผืนแผ่นดินไทย อยู่ในอําเภอ ในตําบลไหนของประเทศ ต้องกระทบทั้งนั้น แต่จะมากหรือน้อยหรือในวงกว้างหรือไม่ อันนั้นก็แล้วแต่เรื่องที่ท่านจะไปตกลงเซ็นครับ ฉะนั้นสิ่งที่ผมยกตัวอย่างไปทั้งหมดตั้งแต่ ท่านเซ็นไปในเรื่องของเอ็มโอยู ในเรื่องของข้อตกลงการสํารวจ แล้วก็ความร่วมมือทางทะเล กับประเทศจีนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาก็ดี ในเรื่องของการเซ็น การทําศึกษารถไฟฟ้าความเร็วสูง แลกกับประเทศจีนในเรื่องของการเอาสินค้าเกษตรไปแลกก็ดี ไม่ได้ผ่านสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตัวอย่างแบบนี้ครับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนและเป็นเรื่องของการค้า การลงทุนและกระทบกับประชาชนโดยตรง แต่ท่านไม่ได้เขียนหรือแก้เปิดกว้างเอาไว้ให้เรื่อง แบบนี้ได้เข้ามา ได้รับการพิจารณาจากผู้แทนประชาชนในสภาแห่งนี้ ฉะนั้นผมฝาก ท่านประธานครับว่าสิ่งที่ผมได้อภิปรายทั้งหมดเป็นความปรารถนาดีและความเป็นห่วงเป็นใย และผมเชื่อว่าตัวอย่างทั้งหมดเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงและเกิดไปแล้วภายใต้รัฐบาล ของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นถ้าท่านยกเลิกมาตรา ๑๙๐ แล้วเขียนอย่างที่กรรมาธิการเขียนไว้วันนี้มันจะหนักกว่านี้และมันจะเป็นพันธะผูกพันให้กับ ลูกหลานและเป็นหนี้ เป็นปัญหาในอนาคตอย่างแน่นอนครับท่านประธาน ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ
รัฐสภายินดีต้อนรับนักศึกษา คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จ กรุงเทพมหานคร ซึ่งวันนี้นําโดย ท่าน ส.ส. นริศ ขํานุรักษ์ ส.ส. จากพัทลุง ได้นําท่านมาเยี่ยมชมการประชุมของรัฐสภา ซึ่งขณะนี้เป็นการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ครับ
ต่อไปจะเป็นซีกของท่านสมาชิกวุฒิสภานะครับ ๒ ท่านด้วยกัน ท่านแรก ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ ต่อด้วยท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิก วุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๓ กับมาตรา ๑๙๐ เนื่องจากเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าดูกันอย่างผิวเผินก็อาจจะคิดว่าดี เพราะว่าเป็นการร่นระยะเวลาการทํางานของรัฐบาล แต่อย่างไรก็ดีถ้าพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่า การที่ก่อนรัฐบาลจะไปลงนามในสัญญาหรือสนธิสัญญาก็ตาม ซึ่งควรที่จะนําสัญญานั้น มาให้สมาชิกรัฐสภาได้ทราบก็จะเป็นการดีเพราะว่าจะได้ไม่สร้างความเสียหายให้กับ ประเทศชาติต่อไป ซึ่งดิฉันจะขอพูดต่อไปนะคะ ทําไมดิฉันจึงพูดว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่แก้ไขใหม่นี้ จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่คณะกรรมาธิการ พิจารณามานั้นได้ตัดส่วนสําคัญที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศออกไป ไม่มีการถ่วงดุล อํานาจจากฝ่ายนิติบัญญัติ และยังเป็นการปิดหูปิดตาของประชาชน ทั้งนี้เพราะรัฐบาล สามารถไปตกลงทําสัญญากับต่างประเทศได้โดยไม่ต้องมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ดิฉัน ขอเรียนว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น การจะทําหนังสือสัญญาใด ๆ จะต้องทํา โดยเปิดเผย ประชาชนมีส่วนได้รับรู้และเสนอความคิดเห็น กรอบการเจรจาเพื่อจะทําสัญญา กับประเทศใด ๆ ควรจะได้มีการเสนอกับสภาให้ความเห็นชอบเพื่อสภาจะได้รู้ว่ากรอบนั้น คืออะไร มีรายละเอียดอย่างไร ประชาชนก็จะได้ทราบว่าสิ่งที่รัฐบาลจะทํานั้นมีขอบเขต อย่างไร เราจะเสียเปรียบเขาหรือไม่ จะได้มีโอกาสให้ความคิดเห็นและท้วงติง ซึ่งเป็นสิทธิ ของสภาและของประชาชน
อีกประการหนึ่ง ในรัฐบาลฉบับปัจจุบันการมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา รัฐบาลจะมีโอกาสแจ้งกับคู่สัญญาระหว่างประเทศว่าต้องให้สภาให้ความเห็นชอบเพื่อที่จะนํา เป็นเครื่องมือในการต่อรองกับประเทศคู่สัญญาระหว่างประเทศ การให้สภาให้ความเห็นชอบ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือนี้จะเป็นการถ่วงเวลาการลงนามเซ็นสัญญาหรือจะไม่เซ็นก็ได้ในเรื่องที่ สัญญานั้นจะทําให้เกิดโทษกับประเทศ หรือไม่ได้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ ดิฉันก็ขอ ยกตัวอย่างที่หลายท่านคงไม่ลืม ในการที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมัยท่านนายกรัฐมนตรีสมัครนะคะ ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านก็ได้ล่วงลับไปแล้วนะคะ ซึ่งเราก็ทราบว่าท่านรัฐมนตรีท่านนั้นเป็นใคร ท่านได้ไปลงนามในจอยท์ คอมมูนิเก กับ ประเทศกัมพูชา ให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ผู้เดียว ทําให้ประเทศไทยยังไม่ทราบว่าแม้กระทั่งถึงตอนนี้เราอาจจะต้องเสียดินแดนในอาณา บริเวณตัวปราสาทอีกหรือไม่ ถ้าไม่เสียก็เป็นการโชคดี ถ้าโชคร้ายเราก็เสียไป ซึ่งอาจจะ ครอบคลุมอาณาบริเวณพื้นที่ต่อเนื่องไปอีก ซึ่งการณ์นี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตัดสินว่าขัดกับ รัฐธรรมนูญ แต่ในทางกลับกันถ้าท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นําสัญญามาเข้าสภาให้ความเห็นชอบ สภาก็จะไม่อนุมัติให้ท่านไปลงนามเด็ดขาด ดิฉันเป็น คนหนึ่งละ เพราะว่าดิฉันรู้เรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ดิฉันก็จะคัดค้าน ประเทศกัมพูชา ก็จะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไม่ได้ ถ้าประเทศไทยซึ่งมีอาณาเขต ต่อเนื่องกันไม่ยินยอม อันนี้เป็นเกณฑ์ของการขึ้นทะเบียนนะคะ เราก็อาจจะขอขึ้นทะเบียน มรดกโลกร่วมได้ แต่ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว เราก็ต้องมานั่งกังวลว่าเราจะเสียดินแดนหรือไม่ ดิฉันมีข้อสังเกตว่าโครงการต่าง ๆ ซึ่งเป็นเมกะ โปรเจกต์ (Mega project) ของรัฐบาลไม่ได้ ดําเนินการตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลก็ยิ่งจะต้องมีความ ระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ดิฉันขอนําเสนอข้อสรุปความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งมีศาสตราจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธาน ในประเด็นที่สําคัญ ซึ่งเพื่อน สมาชิกรัฐสภาและรัฐบาลควรรับฟังและพิจารณาดังนี้ค่ะ
ข้อที่ ๑ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๐ ควรคํานึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการ ทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ แม้ว่าทฤษฎีกฎหมาย ระหว่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาจะเป็นที่ยอมรับนับถือมานาน ว่าอํานาจ ในการทําสนธิสัญญาเป็นอํานาจของฝ่ายบริหาร แต่เมื่อสังคมพัฒนาไปและมีความ สลับซับซ้อนมากขึ้น รัฐธรรมนูญของนานาประเทศก็มักกําหนดให้รัฐสภามีอํานาจทําการ ตรวจสอบและให้ความเห็นชอบการทําหนังสือสัญญาของฝ่ายบริหาร ของการผูกพันตาม หนังสือสัญญาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่หนังสือสัญญาหรือความตกลงระหว่าง ประเทศนั้นมีผลกระทบสําคัญอย่างยิ่งต่อประเทศหรือประชาชน หรือมีผลผูกพันทางการเงิน การคลังของประเทศ เช่น ตัวอย่างนะคะ การกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ประชาชน จะต้องมารับภาระหนี้ไปอีก ๕๐ ปี โดยเฉพาะการที่จะไปกู้เงินต่างประเทศถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเงินถึง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อมีการทําหนังสือสัญญากู้เงิน เช่น การทําหนังสือสัญญากู้เงินจากต่างประเทศที่เป็นจํานวนมากนี้ การใช้คืนเงินกู้ย่อมกระทบต่อ ระบบงบประมาณของประเทศ และส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งในทางตรงและทางอ้อม จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนของประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วม ในการตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจของฝ่ายบริหาร เพื่อให้มีความโปร่งใส รักษาผลประโยชน์ของ ประเทศชาติ
อีกประเด็นหนึ่งที่คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วได้เพิ่มเติมประเภทหนังสือ สัญญาที่มีบทเปิดเสรีด้านการค้าการลงทุน ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอกับการเปลี่ยนแปลง หนังสือสัญญาระหว่างประเทศ แม้ว่าปัจจุบันจะมีแนวโน้มการทําสนธิสัญญาเพื่อเปิดเสรี ด้านการค้า การลงทุนเป็นจํานวนมาก ในขณะเดียวกันโลกยุคปัจจุบันมีการแย่งชิงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านพลังงาน กล่าวคือประเทศ ที่มีอํานาจและกําลังในทางเศรษฐกิจสูงจะเป็นผู้ครอบครองปัจจัยดังกล่าวสูงกว่า ดังนั้น เมื่อมีการทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มีบทเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในด้านต่าง ๆ เช่น พลังงานปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ หรือทรัพยากรน้ํา อาจจําเป็นต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนของปวงชนได้มีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ เพราะเป็นการกระทําที่มีผลกระทบต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม เพราะทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ใช้แล้วก็หมดไป จากประเด็นสําคัญดังกล่าวนี้ ดิฉันมีความเห็นว่ารัฐบาลพยายามที่จะรวบอํานาจให้เป็นฝ่ายของรัฐบาล เช่นเดียวกับการ แก้ไขที่มาของ ส.ว. และจะยังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับอื่นต่อไป ซึ่งเป็นการสร้างความเสียหาย ให้กับประเทศชาติ แต่ประโยชน์จะตกไปเป็นของคนกลุ่มเดียวซึ่งเป็นคนในกลุ่มของรัฐบาล ดิฉันจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ นี้ และขอให้กลับไปใช้ตาม ร่างเดิมค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน
ต่อไปท่านจิตติพจน์นะครับ แล้วต่อไปก็ท่านยุคลครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๐ เป็นมาตราที่มีปัญหาในทางปฏิบัติ อย่างที่พวกเราได้ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับ จนกระทั่งมีการแก้ไขในครั้งแรกในปี ๒๕๕๔ ซึ่งผมก็มีส่วนร่วมในการแก้ไขเรื่องดังกล่าวด้วย แต่อย่างไรก็ดีครับแม้จะมีการแก้ไขแล้ว ในปี ๒๕๕๔ ครับท่านประธาน ก็ยังพบว่าในการปฏิบัตินั้นก็ยังมีปัญหาอยู่ครับ สาเหตุหลัก ๆ ที่มีปัญหาครับก็คือ ปัญหาส่วนแรกก็คือปัญหาในเรื่องของรายละเอียดกระบวนการ ในการดําเนินการครับ ในส่วนนี้ประเด็นสําคัญๆ ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมืองก็แล้วแต่ครับ เป็นสิ่งที่ยากที่จะชี้ชัดว่าเรื่องใดต้องเข้าข่ายตามมาตรา ๑๙๐ ครับ ทําให้มีปัญหาที่ว่าหน่วยงานราชการหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ขาดความมั่นใจ หรือไม่แน่ใจว่า เรื่องดังกล่าวจะเข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ก็จะเสนอเรื่องต่อรัฐสภาเพื่อให้มีการพิจารณาครับ ซึ่งในเบื้องต้นในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ฉบับ ที่ได้มีการแก้ไขก็ได้มีการแก้ไขในบางส่วนแล้วครับ โดยกําหนดไว้ในมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า เขียนว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอน และวิธีการจัดทํา หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่าง กว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณประเทศอย่าง มีนัยสําคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญา ดังกล่าว โดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้รับประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก การปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไปครับ
ปัญหาเรื่องนี้ถ้าหากว่าได้มีการกําหนดมาตรา ๑๙๐ ให้ครอบคลุมประเด็น สําคัญ ๆ ทั้งหมด และมีการตราพระราชบัญญัติดังกล่าวให้เกิดความชัดเจนว่าเรื่องใดบ้าง จะต้องเข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ รวมทั้งอาจจะมีการกําหนดเพิ่มเติมถึงกระบวนการ พิจารณาในรัฐสภา ในประเด็นที่มีสาระสําคัญที่อาจจะมีความอ่อนไหว โดยอาจจะมี กระบวนการให้กรรมาธิการที่ตั้งโดยรัฐสภาได้พิจารณาในเบื้องต้นก่อน ก็จะช่วยแก้ปัญหา ในส่วนนี้ได้ครับ
อีกส่วนหนึ่งเป็นปัญหาในเรื่องของการที่ใช้องค์กรในการวินิจฉัยครับ ท่านประธาน ปัจจุบันนี้ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ในการ วินิจฉัยชี้ขาด ส่วนกระบวนการวินิจฉัยชี้ขาดการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้นให้เป็นไปตาม มาตรา ๑๕๑ (๑) ซึ่งก็จะมีปัญหาอยู่ที่ว่าปัจจุบันนี้ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ยังไม่ได้ผ่านสภาแห่งนี้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้ข้อกําหนดเป็นการชั่วคราวเสียก่อน ซึ่งข้อกําหนดนั้นผมขออนุญาตสรุปประเด็นเลยก็แล้วกันนะครับว่ารัฐธรรมนูญกําหนดว่า ข้อกําหนดนั้นสามารถใช้ได้ แต่ก็ใช้ได้เฉพาะเพียง ๑ ปี หลังจากนั้นต้องมีการตรา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญออกมา แต่จนถึงปัจจุบันนี้ครับท่านประธาน พระราชบัญญัติวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ก็ยังมิได้มีการบังคับใช้ ดังนั้นหากมีการตีความโดยเคร่งครัด ถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญ จะพิจารณากรณีตามมาตรา ๑๙๐ ก็ต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีครับ ดังนั้นกระบวนการพิจารณาดังกล่าวจึงยังขาดความสมบูรณ์ ที่จะพิจารณาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอยู่ครับ
อีกประเด็นหนึ่งที่มีข้อกังวลหรือข้อสงสัยกันนะครับ ตามที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านในสภาแห่งนี้ ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่านคือท่านอาจารย์เจริญ ภักดีวานิช ท่านได้เคยอภิปรายไว้ว่าองค์กรที่ทําหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องนี้ ถ้าหากว่าเป็นศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะไม่เหมาะสมเท่าที่ควร อาจจะสมควรที่จะได้มีการปรับปรุง ซึ่งโดยส่วนตัวของกระผม มีความเห็นว่าองค์กรที่จะมาชี้ขาดในเรื่องนี้จะใช้องค์กรที่มีประสบการณ์เฉพาะด้านตุลาการ แต่เพียงอย่างเดียวก็อาจจะยังขาดความรอบคอบสมบูรณ์เท่าที่ควร เนื่องจากเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอย่างมีสาระสําคัญครับ ถ้าหากว่าพวกเราใช้เฉพาะองค์กรที่มีประสบการณ์ทางด้านตุลาการแต่เพียงอย่างเดียวนั้น แล้วก็มีการวินิจฉัยในเรื่องนี้ก็อาจจะมีความไม่รอบคอบเท่าที่ควรครับ ทางกระผมจึงได้ ขอแก้ไขในประเด็นดังกล่าวโดยเขียนในวรรคท้ายบอกว่า ผมขออนุญาตอ่านวรรคสี่ก่อนแล้วกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนครับ วรรคสี่บอกว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอน และวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ รวมทั้งการแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว โดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ได้รับ ประโยชน์กับผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป
ในวรรคหกเขียนว่า กฎหมายตามวรรคห้าต้องกําหนดให้มีองค์กรที่ทําหน้าที่ วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาตามวรรคสอง ซึ่งรวมถึงกระบวนการและขั้นตอนในการเสนอเรื่อง ให้องค์กรดังกล่าวพิจารณาวินิจฉัย ความหมายก็คือผมประสงค์ที่จะให้มีกฎหมายที่เขียน ชัดเจนครับว่าจะให้องค์กรใดทําหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาตามวรรคสอง แล้วก็จะมีการตรา ถึงกระบวนการพิจารณาขององค์กรดังกล่าวนั้นด้วยนะครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างองค์กร ศาลรัฐธรรมนูญในประเทศฝรั่งเศสครับ ก็คือท่านเป็นองค์กรที่มีที่มาหลากหลายครับ มีทั้งสิ้น ๑๑ ท่านครับ ๓ ท่านมาจากการเลือกโดยประธานาธิบดี ๓ ท่านมาจากการเลือก โดยประธานสภาผู้แทนราษฎร ๓ ท่านมาจากการเลือกโดยประธานวุฒิสภา ส่วนอีก ๒ ท่าน เป็นอดีตประธานาธิบดีครับ ดังนั้นในประเทศฝรั่งเศสนั้นบุคลากรที่มาทําหน้าที่นี้จึงมี ประสบการณ์ทั้งทางด้านของนิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหาร การวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องนี้ ก็ถือว่ามีความเหมาะสม แต่ในประเทศของเรานั้นผมไม่แน่ใจครับว่าองค์กรที่เราได้ระบุไว้ ในมาตรา ๑๙๐ เดิมนี้นะครับจะมีประสบการณ์ทางด้านบริหาร ทางด้านตุลาการ และทางด้านนิติบัญญัติครบถ้วนสมบูรณ์ที่จะดําเนินการหรือไม่ จึงได้ฝากเป็นประเด็นไว้ว่า ถ้าหากว่าได้มีการเขียนไว้นะครับว่าให้มีองค์กรที่จะกําหนดโดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็นองค์กรอะไร ก็แล้วแต่ที่มีประสบการณ์ทางด้านบริหาร แล้วก็ทางด้านนิติบัญญัติ และด้านตุลาการด้วย มาพิจารณาก็จะมีความรอบคอบมากยิ่งขึ้น จึงได้มีการขอแปรญัตติไว้ตามที่กระผมได้กระทํา ไว้นะครับ จึงขออนุญาตเสนอต่อที่ประชุมครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านยุคลครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดจันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอแปรญัตติแก้ไข เพิ่มเติมความในมาตรา ๓ เป็นดังนี้ มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙๐ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง รัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ทั้งฉบับ) ด้วยหลักการและเหตุผลที่ปรากฏอยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง รัฐธรรมนูญเล่มนี้คือเล่มสีขาวนะครับ หน้าที่ ๒๖ เพื่อไม่ให้เสียเวลาของรัฐสภา ผมไม่ต้อง อ่านซ้ํานะครับ เพียงแต่ผมขอทําความเข้าใจกับท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนที่ดู ทีวี ฟังวิทยุ ที่อยู่ทางบ้านได้รับทราบข้อมูลตรงไปตรงมาที่แท้จริงว่าทําไมผมไม่เห็นด้วย ว่าทําไมรัฐบาลนี้ต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ แล้วว่าทําไมรัฐบาลนี้ต้องแก้ไข หรือคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากต้องแก้ไข แก้ไขแล้วได้อะไร เสียอะไร หรือถ้าไม่แก้ ดีอย่างไรนะครับ ผมอยากจะให้พี่น้องที่รับฟังอยู่ทางบ้านเข้าใจไปพร้อม ๆ กับผมด้วย
ท่านประธานครับ ที่ผมขอแปรญัตติ ที่ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ความในมาตรา ๑๙๐ ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่ว่าเรื่องการตัด ข้อความบางวรรคบางตอนออกไป ไม่ว่าเรื่องสําคัญเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศชาติ ที่ไม่ต้องการผ่านความเห็นชอบต่อรัฐสภา ยิ่งทําให้ผมไม่เห็น ไม่เข้าใจ และไม่เห็นด้วย อย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ผมต้องการให้คงร่างเดิมเอาไว้ ที่ผมขอแปรญัตติไว้คือเรื่องการทํา หนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ตลอดถึงผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ รวมทั้ง การแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาโดยคํานึงถึงความเป็นธรรม ตลอดถึงการกําหนดกรอบการเจรจาขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาต้องชัดเจน ท่านประธานครับ และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากชุดนี้ได้แก้ไขครั้งนี้ที่ผมไม่เข้าใจว่าแก้ไข แล้วดีกว่า ดีมาก ดีกว่าเดิม หรือแย่กว่าเดิมอย่างไร แต่พอผมมาดูส่วนที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากแก้ไข มีนักกฎหมาย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ได้ให้ความเห็นและ ท้วงติงมากมายเกี่ยวกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการชุดนี้และรัฐบาลชุดนี้ว่าทําไมรัฐบาล แก้ไขของเดิมที่อยู่คงอยู่ในขณะนี้มันดีอยู่แล้ว แต่ถ้ารัฐบาลยังรีบแก้ไขทําไมไม่ระบุประเภท ระบุประเด็นที่แก้ไขเพิ่มเติมให้ชัดเจนมากกว่านี้เพราะอะไร มีการวาระซ่อนเร้นอะไร อีกหรือไม่ หรือซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ ดังตัวอย่างครับ เรื่องพลังงาน เรื่องน้ํามัน เรื่องแก๊ส (Gas) เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งทางน้ํา ทางบก ทางทะเลหรืออ่าวไทย ตลอดถึงเรื่องเขตแดน ชายแดน ดินแดนหรือเรื่องสําคัญเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ทั้งหมดเหล่านี้ครับ ท่านประธาน ทําไมไม่เข้าสู่รัฐสภาเพื่อให้พี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ ของประเทศ หรือคนทั้งประเทศได้รับรู้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่แท้จริง ไม่ใช่ใช้เสียงข้างมาก ลากไปที่สื่อต่าง ๆ ได้พูดได้ออกข่าวไปว่าเสียงข้างมากลากไปทําอะไรก็ผ่านได้หมดทุกเรื่อง ทุกประเด็น ทุกปัญหา อย่างนี้ทําให้ประเทศชาติเราเสียหายไหมครับท่านประธาน และลูกหลานเราจะตราหน้าพวกเราว่าอย่างไร ลูกหลานเราจะชี้หน้าด่าท่านประธาน ด่าคณะกรรมาธิการอย่างไร ผมเป็นห่วงครับท่านประธานครับ เลยผมไม่เห็นด้วยเพราะอะไร ในการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ เพิ่มเติมในครั้งนี้ ท่านประธานครับ ผมในฐานะเป็นคนไทย เชื้อชาติไทย สัญชาติไทยโดยกําเนิด ผมห่วงแผ่นดินไทยนะครับท่านประธาน เหมือนกับ ท่านประธานที่เป็นห่วงผมขอยืนยันอีกครั้งว่าผมไม่เห็นด้วยกับที่รัฐบาลและคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากที่แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๙๐ ในวันนี้ เพราะจะทําให้บ้านเมือง ประเทศชาติเสียหายมากมายเพิ่มมากขึ้น เหมือนถอยหลังลงคลองและทําให้คนไทยทั้ง ประเทศไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสัญญาต่าง ๆ ที่รัฐบาลทําไว้กับต่างประเทศได้เลย ท่านประธาน พี่น้องคนไทยทั้งประเทศครับ ที่ฟังดูทีวี ฟังวิทยุอยู่ทางบ้านที่เคารพทุกท่าน ขอให้ ท่านทราบว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่อยู่ในปัจจุบันนี้ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มันดีอยู่แล้ว มีข้อความที่ปกป้องประเทศชาติเราอยู่แล้ว ปกป้องทรัพย์สินของชาติ ของคนไทยดีอยู่แล้ว แต่ทําไมคณะกรรมาธิการชุดนี้ยังต้องแก้ไขเพราะอะไร ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ท่านถ้าตอบได้ อยากจะให้ท่านตอบตรงไปตรงมา ท่านประธานครับ เดิมความในมาตรา ๑๙๐ ที่มีส่วนดีกับ พี่น้องคนไทยกับประเทศไทยก็คือก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดรับฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง และยังได้ชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือ สัญญานั้น ๆ และยังให้คณะรัฐมนตรีกําหนดกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพื่อขอความ เห็นชอบต่อรัฐสภาต่อไป เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนจะแสดงเจตนา ให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมเข้าถึงรายละเอียดของ หนังสือสัญญา ถ้าเป็นผลกระทบต่อประชาชนหรือธุรกิจ คณะรัฐมนตรีจะต้องดําเนินการ แก้ไขหรือเยียวยาอย่างทันต่อท่วงที เร่งด่วน และเป็นธรรม แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในครั้งนี้คณะกรรมาธิการ ผมไม่ทราบว่าท่านมีเจตนาอย่างไร ผมไม่ทราบจริง ๆ ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงว่าถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ตั้งแต่ เมื่อวานผมหดหู่ใจอย่างยิ่งที่มีคณะกรรมาธิการบางคนได้ชี้แจง ขอย้ําอีกครั้งหนึ่งใช้คําพูด อย่างนี้ครับท่านประธาน จะอับอายขายหน้าต่างชาติ ผมยิ่งฟังยิ่งเศร้าใจ ยิ่งฟังยิ่งหดหู่ใจ ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าอับอายขายขี้หน้าเรื่องอะไร มันอยู่ที่การวางแผนของแต่ละกระทรวง ใช่หรือไม่ จะช้า จะไว จะเร็ว มันอยู่ที่การวางแผนของผู้บริหารกระทรวงนั้น ๆ ใช่หรือไม่ วางแผนสิครับก่อนที่จะไปเจรจา ต้องหารือสิครับ ต้องกําหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน และทําไม คุณไม่ทํา คุณนิ่ง ๆ มาว่าช้า อับอายขายขี้หน้าต่างชาติ ก็มันน่าจะอับอายเพราะท่านทํางาน ไม่เป็น เลยวันนี้ต้องบอกกับท่านทั้งหลายว่านี่คือความไม่พร้อม แต่ต่อจากนี้ไปห้ามพูดคําว่า อับอายเป็นเด็ดขาด เพราะมันอายสังคมโลกคือท่านประจานตัวของท่านเอง เพราะท่าน ทํางานไม่เป็น ท่านประธานครับ ผมอดคิดอดตั้งคําถามไปยังรัฐบาล ไปยังคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากว่าว่าทําไมรัฐบาลเร่งรีบแก้ไขมาตรา ๑๙๐ เพราะอะไร มันเกี่ยวข้องกับ การเจรจาเขตแดนไทย-กัมพูชา ที่กําลังมีปัญหาคาอยู่ในรัฐสภาใช่หรือไม่
ท่านประธาน ในการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ในวันนี้ผมห่วงใยนะครับ ห่วงใย แผ่นดินไทยจริง ๆ เพราะในร่างใหม่นี้คณะกรรมาธิการได้ตัดบทบัญญัติในวรรคที่สําคัญออก เช่นตัดคําว่า อย่างกว้างขวาง และงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ออกไป จึงทําให้ การทําสัญญากับต่างประเทศและความมั่นคงทางด้านการเงิน การคลัง ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงพลังงานในอ่าวไทย ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญของประเทศชาติ แต่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตัดออกไปทั้งหมด นี่คือความหมายคําว่า อย่างกว้างขวาง และคลุมไปถึงทั้งหมด หากท่านตัดออกไปก็ทําให้ รู้ไหมท่านประธานครับ เกิดอะไรเกิดขึ้น เกิดจุดหายนะครับของประเทศไทยได้ และที่สําคัญมากกว่านั้นถ้าตัดออกไป จะทําให้เป็นการสร้างหนี้ สร้างสิน และเป็นการเสี่ยงต่อเสียดินแดนหรืออาณาเขตแดนให้กับ ต่างชาติได้ มันน่ากลัวท่านประธาน มันน่ากลัวมากที่สุด ผมจะไปอยู่ที่ไหน คณะกรรมาธิการ รัฐบาลจะไปอยู่ที่ไหนถ้าเป็นอย่างนี้ อายลูกหลานใช่หรือไม่
ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในความใหม่ มาตรา ๑๙๐ ทั้งมาตรา ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าวไปแล้วนั้น ท่าน ประธาน พี่น้องไทยครับ ผมเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในวันนี้เท่ากับว่าเป็น การแก้ไขกลไกที่ไม่ถ่วงดุลอํานาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ในกระบวนการจัดทํา หนังสือสัญญาระหว่างประเทศยังเปิดโอกาสให้อํานาจฝ่ายบริหารคุมอํานาจอย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด น่ากลัวครับ ในการแก้ไขครั้งนี้เป็นการแก้ไขที่ทําให้ปิดหูปิดตาพี่น้องประชาชน คนไทยทั้งชาติไม่ให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ได้เลย และเท่ากับว่าเป็นการแก้ไข ยังมีวาระ ซ่อนเร้น อํามหิต สามารถทําสัญญาเปลี่ยนอาณาเขตของประเทศไทยให้ต่างชาติได้ ท่านประธานที่เคารพ พี่น้องที่เคารพรักทุกท่านที่ฟังทีวี วิทยุที่อยู่ทางบ้าน ผมไม่เห็นด้วย อย่างยิ่งกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในความมาตรา ๑๙๐ ให้ผ่านสภาได้ในวันนี้ครับ ผมเศร้า และขอขอบพระคุณท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปจะเป็นท่านตวง อันทะไชย ต่อด้วยท่านอาจารย์สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ แล้วกลับมาท่านประเสริฐ เชิญคุณตวงครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริง อย่างที่ผมเรียนต่อท่านประธานว่าเบื้องต้นผมก็ยังคงยืนยันว่าการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นั้น มีความจําเป็นและมีความสัมพันธ์ แต่การแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นั้นจะต้องคงไว้ซึ่งหลักดุลยภาพ ที่มันซ่อนไว้ในมาตรา ๑๙๐ อันประกอบไปด้วยดุลยภาพของฝ่ายบริหาร ดุลยภาพ ของฝ่ายสภาในการตรวจสอบ และดุลยภาพของฝ่ายประชาชนที่ยังคงมีอยู่ ความจริงในมาตรา ๑๙๐ หัวใจสําคัญนั้นก็คือหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน หลักการตรวจสอบของรัฐสภา กับฝ่ายบริหาร ๓ ส่วนนี้มันถูกออกแบบไว้ในมาตรา ๑๙๐ อย่างดี จะแก้ไขอย่างไรก็ตาม ท่านประธานที่เคารพ จะต้องไม่หนีไปจาก ๓ หลักนี้ ตรงนั้นผมจึงจะเห็นด้วย
ประการที่ ๒ ก็คือว่า พอแก้ไขแล้วจะต้องไม่ไปสร้างปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้นกับ มาตรา ๑๙๐ พอแก้ไขแล้วจะต้องแก้ปัญหาที่พร่ําบ่นต่อสภาและผู้คนว่ามันมีปัญหาให้ได้
และประการสุดท้ายก็คือพอเวลาแก้ไขนั้นจะต้องเป็นเครื่องมือในการที่ ประเทศไทยจะไปทํามาค้าขายในโลกของกระแสโลกาภิวัตน์ให้ได้ ถ้าตอบ ๓ อย่างนี้ได้ ผมก็เห็นด้วย แต่เบื้องต้นนี้ท่านประธานที่เคารพ ผมเห็นว่าการแก้ไขของกรรมาธิการคราวนี้ ไม่ได้อยู่ใน ๓ หลักการที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานเลยแม้แต่น้อย หนําซ้ําเป็นการยก อํานาจการตรวจสอบของพี่น้องประชาชน การยกอํานาจการตรวจสอบของฝ่ายรัฐสภาไปให้ ฝ่ายบริหารทั้งหมดทั้งสิ้น เพราะประชาธิปไตยบ้านเรามันไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แต่เป็นประชาธิปไตยเสียงข้างมากและเป็นตัวแทน ซึ่งไม่ได้ผิด แต่นั่นหมายความว่ามันไปตัด ปรัชญาของมาตรา ๑๙๐ ถ้าไม่มีการตรวจสอบของสภา ถ้าไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชน กับฝ่ายบริหาร ไม่ต้องมีมาตรา ๑๙๐ กลับไปใช้มาตรา ๒๒๔ ของปี ๒๕๔๐ ก็พอ เดี๋ยวผม จะอธิบายให้ท่านประธานฟัง ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกก็คือตรงที่ผมแปรญัตติเอาไว้ ส่วนที่ ๒ ก็ตรงที่คณะกรรมาธิการแก้ไข ผมไม่เห็นด้วย ผมจะเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่า ที่สุดนี้คนเช่นใดเขียนกฎหมายก็เขียนเพื่อตัวเอง ที่นั่งอยู่ข้างบนนี้ละครับ ล้วนแต่เป็น ฝ่ายบริหารในอดีต ประธานกรรมาธิการของผมเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เก่า ท่านก็คือ ฝ่ายบริหารเดิม ท่านรัฐมนตรีเป็นฝ่ายบริหารครับ ที่ปรึกษากฤษฎีกาและกรมก็ฝ่ายบริหาร ที่มีอิทธิพลต่อคณะกรรมาธิการ เดี๋ยวท่านประธานใจเย็น ๆ ฟังผม ผมเริ่มต้นที่ผมแปรญัตติ ในมาตรานี้ เพื่อยืนยันในหลักการที่ผมเรียนต่อท่านประธานว่า แม้ผมจะเห็นด้วยกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้น จะต้องแก้ไขบนเงื่อนไขว่า คงไว้ซึ่งดุลยภาพในการ ตรวจสอบของฝ่ายบริหาร ตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ และตรวจสอบของภาคประชาชน ผมแก้ไขอย่างนี้ท่านประธานครับ ผมเขียนเพิ่มเติมว่า หรือเขตนอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ อันนี้ก็เหมือนกันคล้ายกับกรรมาธิการ แต่สิ่งที่ผมคิดว่ามีความจําเป็น และมีความสําคัญ สําหรับประเทศไทยที่อยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์แบบนี้ จะต้องคงไว้ซึ่ง หรือมีผลกระทบต่อ ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน และงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ อันนี้คือหัวใจสําคัญ ท่านประธาน จําได้ไหมครับ ผมบอกว่ามันคือเครื่องมือที่ทําให้ประเทศไทยอยู่ในโลกาภิวัตน์ได้ มันคือ เครื่องมือที่ทําให้ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ ทําไมผมเขียนเอาไว้อย่างนี้ ทําไมกรรมาธิการตัดออก ทําไมผมยืนยัน ผมยกตัวอย่าง ๒ เรื่องเพื่อให้พี่น้องประชาชน ทางบ้านได้เข้าใจปรัชญาที่ผมแก้ เพื่อให้กรรมาธิการได้เห็นว่าวิธีคิดของผมนี้คิดต่างจากท่าน อย่างไร
ประการแรก ล่าสุดที่รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนหลังจากท่านนายกรัฐมนตรี ของจีนมาที่สภาแห่งนี้ ท่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนี้ได้ประกาศว่าต่อไปนี้ระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศจีนนั้นจะเดินทางเข้าไปหากันโดยไม่ต้องมีวีซ่า (Visa) หรือฟรี (Free) ประเด็นก็คือว่าเราฟังอย่างนี้มันง่าย เราฟังอย่างนี้ดูเหมือนว่าประเทศจีนนั้นจะมีคนมาเที่ยว ปีละ ๓๐-๔๐ ล้านคน เพราะเรามัน ๖๗ ล้านคน ประมาณ ๗๐ ล้านคน เขานี้ ๑,๓๐๐ ล้านคน เราฟัง ประเทศไทยจะมีคนมาเที่ยว ประเด็นของผมว่าถ้าท่านตัดตรงนี้ไปแปลว่าเรื่องนี้ ไม่ต้องถามกับประชาชน ไม่ต้องถามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน ไม่ต้องถาม คนประกอบการท่องเที่ยวว่าแท้จริงเขาต้องการคนท่องเที่ยว คุณภาพของนักท่องเที่ยว แบบใด ถ้าฟรีแบบนี้ไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้แบบนี้ นั่นแปลว่าที่สุดก็จะมี คนจีนมาแย่งทํามาหากินกับคนไทย ก็จะมีคนจีนหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับอาชญากรรม การค้า ค้ายาเสพติด ทุกอย่างท่านประธานครับ โดยที่เราไม่สามารถที่จะกลั่นกรอง และตรวจสอบได้ และที่สุดคนจะได้รับผลกระทบแบบนี้ก็คือคนไทย พี่น้องคนไทย ด้วยตัวเลขที่มันสูงกว่าเราคิดที่เข้ามา ด้วยสิ่งที่มันตรงกันข้าม จําเป็นต้องฟังสภา วิธีการแบบนี้ท่านประธานจําได้ไหมครับ ปี ๒๕๔๖ เราไปทําเอฟทีเอกับประเทศจีน ว่าด้วยสินค้าการเกษตร วันนั้นตอนทําเอฟทีเอนั้นเราก็หวังว่าเราจะขายเงาะ ลําไย ทุเรียน ผลไม้ ลิ้นจี่ องุ่นบ้านเราไปกับจีน เพราะเราบอกกันว่าคนจีน ๑,๓๐๐ ล้านคน เขาต้อง บริโภคเยอะ ในขณะเดียวกันประเทศจีนก็ส่งมาที่เราได้เหมือนกัน แต่ท่านประธานครับ งานวิจัยที่เขาทํามานี้กลับพบว่า พอไม่รับฟังเสียงผลกระทบกับประชาชนตามเงื่อนไข ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลายเป็นว่าผลไม้จีนเข้ามาประเทศไทยถูกกว่า เงาะถูกกว่า ทุเรียนถูกกว่า ลําไยถูกกว่า แล้วขายได้ดีกว่า เราขายไม่ได้มันเจ๊ง ผมถึงยืนยันว่า ต่อความมั่นคงเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวางนั้น มันคือหัวใจสําคัญที่ให้มีดุลยภาพ ๒ ส่วน ส่วนแรกคือการมีส่วนร่วมกับพี่น้องประชาชนในการตรวจสอบ ส่วนที่ ๒ มันเป็นอํานาจโดยชอบธรรม โดยหลักดุลยภาพก็คือฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องตรวจสอบ ที่จะต้องตรวจสอบว่าผลที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนนั้นเป็นอย่างไร ตัวอย่าง ๒ ตัวอย่างนี้ ชัดเจน เกิดขึ้นมาแล้ว และตัวอย่างที่ผมพูดถึงเรื่องแรงงาน เรื่องคนท่องเที่ยวกับจีนที่เรา ตกลงจะฟรี (Free) กันนี่ ไม่นานท่านประธานจะได้เห็น ไม่นานท่านประธานจะได้เห็นว่า เมืองไทยเป็นแหล่งรวมไว้ด้วยอาชญากรรม การค้ามนุษย์ว่าด้วยการหลอกลวง ค้ายาเสพติด และอาวุธสงคราม
ประการที่ ๒ ต่อไปนี้ถ้าเขียนแบบนี้โดยตัดเงื่อนไขว่ามีผลกระทบต่อ ความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม หรือมีผลผูกพันกระทบต่องบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ นั่นแปลว่าเงินกู้ก็ไม่ต้องเข้าสู่สภา ท่านประธานทราบไหมครับเกิดอะไรขึ้นครับ ถ้าเงินกู้ ไม่เข้าสู่สภา นั่นแปลว่าต่อไปนี้กู้เท่าไรก็ได้ กู้แบบไหนก็ได้ กู้แล้วไม่ต้องรายงานต่อพี่น้อง ประชาชน แล้วมันก็กระทบ พอกู้แล้วใครใช้หนี้ ผู้ใช้หนี้คือประชาชน คือภาษีอากรของ ประชาชน ใยเราไม่เขียนกฎหมาย ไม่เขียนรัฐธรรมนูญนี้ให้ประชาชนมีส่วนในการตรวจสอบ ใยเราไม่เขียนให้รัฐธรรมนูญนั้นเปิดช่องให้รัฐสภาเป็นคนควบคุมกลไกของฝ่ายบริหาร นั่นประการแรกที่ผมเขียนอย่างนี้
ประการต่อมาท่านประธานที่เคารพ เรื่องของกรรมาธิการที่ไปแก้ไขเพิ่มเติม การที่กรรมาธิการไปแก้ไขเพิ่มเติมเป็นการทําลายหลักการเดิมโดยสิ้นเชิง ที่ผมเรียน ท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วย ท่านประธานลองดู เพียงผมถามคําเดียวว่าท่านเขียนมา เพิ่มเติมว่า พื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือ สัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง ท่านประธานครับ เพียงประเด็นคําว่า ชัดแจ้ง ผมก็สอนหนังสือมาไม่ต่างกับท่านรัฐมนตรี เดี๋ยวท่านก็จะมาอ้างว่าสอนแบบนี้ ทฤษฎีแบบนี้ ผมก็ถามเพื่อน ๆ ที่สอนกฎหมายมหาชนด้วยกัน ว่าในการเขียนรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีในโลกเขาเขียนแบบแคบแบบนี้ คําถามผมก็คือว่าท่านใช้คําว่าโดยชัดแจ้ง ความหมาย ของท่านมันคืออะไร มันต่างจากความหมายของคําว่าอย่างชัดแจ้งอย่างไร ทําไมท่านไม่ใช้คํา ว่าอย่างชัดแจ้ง มันต่างจากคําว่าโดยปริยายอย่างไร โดยชัดแจ้งของท่านนี่ถ้าผมเดาไม่ผิด ท่านก็ไปเอามาจากความในกฎหมายประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดตามมาตรา ๒ ท่านไปดู กรณีที่บอกว่าไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีการกระทําไม่มีความผิดโดยชัดแจ้ง แต่ความหมายตามนัยของประมวลกฎหมายอาญานั้นหมายความว่ามันต้องมี มันต้องชัดเจน มันต้องชัดแจ้ง คําถามผมก็คือว่าถ้าเขียนเอาไว้อย่างนี้ ผมยกตัวอย่างถามท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการ นั่นแปลว่าถ้าโดยชัดแจ้ง ท่านกําลังจะอธิบายว่ากรณีของกัมพูชากับไทย กรณีเขาพระวิหารนี่ละครับ แปลว่าสภาแห่งนี้จะพิจารณาได้ก็ต่อเมื่อมันชัดเจนว่าประเทศไทย ต้องเสียเขตดินแดนแล้วใช่หรือไม่มันถึงจะชัดเจน มันถึงจะชัดแจ้งตามนัยที่ท่านเขียนแบบนี้ ถามต่อไปว่าถ้ามันชัดเจน ชัดแจ้งแบบนั้น เสียดินแดนเรียบร้อยแล้วเอามาเข้าสู่สภา จะเอามา เข้าสู่สภาทําอะไร ภาษาวัยรุ่นก็คือเอามาเข้าสู่สภาทําแมวอะไร เพราะมันชัดแล้ว แต่ที่เขา เขียนรัฐธรรมนูญตีความกว้างเอาไว้แบบนี้ ตามรัฐธรรมนูญธรรมเนียมของอเมริกา อังกฤษ ที่เราไปยกย่องเชิดชูเขา เขาเขียนเพื่อตีความกว้าง เขาเขียนเพื่อปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ ของประเทศชาติ ท่านเขียนเอาไว้โดยชัดแจ้งนี่แปลว่าคิดอะไรไม่ได้เลย ผมไม่อยากจะคิด ต่อไปว่าท่านกําลังจะใช้อ้างว่าตัวเองมีอํานาจ แล้วไปเขียนกฎหมายให้ตรงข้ามกับ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพฝากไปยังกรรมาธิการ นักประชาธิปไตยต้องใช้กว้าง นักประชาธิปไตยต้องเอาหัวใจออกไปวาง รวมทั้งเป็นนักวิชาการด้วย ยึดประโยชน์ของ ประเทศชาติเป็นตัวตั้ง ไปคิดถึงคําพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญแล้วจําเป็นต้องเขียนให้ ตรงกันข้าม จําเป็นต้องบอกว่าศาลไม่ต้องทํา ก็รัฐธรรมนูญมันถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ปี พุทธศักราช ๒๕๔๐ จนถึงปี ๒๕๕๐ ให้มีหน้าที่ในการตีความ ให้มีหน้าที่ในความคิดเห็น แม้แต่ร่างของท่านที่เขียนคราวนี้ก็หนีไม่พ้นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะสภาไม่ได้มีหน้าที่วินิจฉัย สภาไม่ได้มีหน้าที่มาตัดสินประเด็นที่เป็นข้อกฎหมาย นั่นคือประการแรกที่ผมไม่เห็นด้วยกับ ท่านประธานว่าท่านไปเขียนอํานาจแบบนั้น ไปเขียนให้ชัดเจนแบบนั้น ท่านจะเดิน ไปข้างหน้าได้อย่างไร
ประการที่ ๒ ที่ผมบอกว่าท่านไปยกอํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติ อํานาจในการ ตรวจสอบฝ่ายบริหารไปให้ฝ่ายบริหารโดยสิ้นเชิง วันนี้เป็นรัฐบาล อาจจะไม่ได้มีความรู้สึก หรอกครับท่านประธาน ท่านจําบรรยากาศกับพวกผมได้ไหมครับ วันที่เป็นฝ่ายค้านเราก็ อยากให้รัฐบาลเอาพระราชบัญญัติกู้เงินมาเข้าสู่สภาเพื่อทําการตรวจสอบ แต่พอเป็นรัฐบาล ก็ไม่อยากจะให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ เป็นเรื่องปกติพวกผมไม่ได้ติดใจ แต่ประเด็นพวกผมก็คือว่า ทําอย่างไรจะวางบรรทัดฐานเรื่องรัฐธรรมนูญเอาไว้ให้แผ่นดินนี้ เอาไว้ให้คนรุ่นหลัง เอาไว้ให้ คนที่มาเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติเพื่อปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ
ประการต่อมา ท่านไปเขียนเพิ่มเติมว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชน เข้าถึงรายละเอียดแต่ละฝั่ง ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานย้อนไปดูรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ที่ผมเห็นว่าเขาเขียนไว้ดีแล้ว ความจริงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ถ้าไปออก กฎหมายตามวรรคห้า ให้มีกฎหมายกําหนดประเภทกรอบเจรจา ขั้นตอน หนังสือพวกนี้ หรือผลกระทบที่เกิดขึ้น มันก็จบแล้ว แต่เราไม่ยอมออก แต่เราไม่ยอมเขียน เปลี่ยนรัฐบาล มา รัฐบาลที่แล้วก็ทําไม่ได้ รัฐบาลนี้ก็ทําไม่ได้ ประเด็นของผมก็คือว่าพ้อยท์ (Point) ในการ แก้ไขปัญหา เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มันอยู่ที่วรรคห้า ท่านไม่ทําวรรคห้า ท่านไป ยกเลิกแล้วก็มาเขียนใหม่ว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียด ท่านประธานทราบไหมจะเกิดอะไรขึ้น มันก็จะมีคําถามต่อไปจนกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ ว่าเข้าถึงรายละเอียดมันคืออะไร รับฟังความคิดเห็นกับประชาชน มันควรจะเป็นอย่างไร แล้วก็ไม่สามารถออกกฎหมายได้ แล้วก็ปิดพื้นที่ในการเข้าถึงของพี่น้องประชาชน นี่คือ ประการที่ ๒ ที่มันสร้างปัญหา นี่คือประการที่ ๒ ที่เป็นปัญหาใหม่ที่จะมาสลับซับซ้อน มากกว่าปัญหาเดิม ปัญหาของเดิมก็คือว่า เรายังไม่สามารถแก้ ไม่สามารถเขียนกฎหมายให้มี พื้นที่ของประชาชนในการเข้ามาตรวจสอบ
ประการต่อมา ถ้าเราเขียนแบบนี้ ท่านประธานครับ ผมได้เรียนท่านประธาน แล้วว่า รัฐธรรมนูญโดยเฉพาะมาตรา ๑๙๐ ต้องเป็นช่องทาง ต้องเป็นพื้นที่ต้องเป็นเครื่องมือ ให้รัฐไทยนี้ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม เป็นเครื่องมือในการที่จะทํามาค้าขายในโลก โดยเฉพาะโลกโลกาภิวัตน์นี้ได้ เช่น ผมยกตัวอย่าง ท่านประธาน ถ้าท่านประธานเขียนเอาไว้ แบบนี้ ที่ผมเขียนเอาไว้ว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรือกระทบต่องบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ผมมีเหตุผล ท่านประธานครับ ที่ผมไม่ตัดออกไปเหมือนกรรมาธิการ
ประการแรกก็คือท่านประธานทราบไหมครับ ว่าในภูมิภาคอาเซียน เขามีคณะกรรมการด้านพลังงาน ในภูมิภาคอาเซียนเขาเห็นว่าต่อไปนี้เรื่องการค้าพลังงาน คือยุทธศาสตร์สําคัญของอาเซียน จําเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเขียนกฎหมาย และรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับพลังงานของอาเซียน
ประการต่อมาถ้าท่านไปดูแผนปฏิบัติการของอาเซียนเรื่องพลังงานจะพบว่า เรามีปัญหาเรื่องไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะเรื่องก๊าซที่มีพื้นที่ทับซ้อนกัน ถ้าเราเขียน รัฐธรรมนูญแบบนี้ เราจะไม่สามารถไปปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศได้เลย ท่านจะไปอ้างข้อตกลงอะไรก็ตาม มันก็ไม่ผ่านสภา อ้างข้อตกลงอะไรก็ตาม มันก็ไม่ผ่าน พี่น้องประชาชนในการตรวจสอบ ถามท่านหน่อยว่าท่านเห็นตรงอย่างนี้แล้วท่านจะ ทําอย่างไร เพราะท่านเขียนรัฐธรรมนูญปิดตายเลย ไม่มีช่องทางในการตรวจสอบ ให้อํานาจ ฝ่ายบริหารตัดสินใจเลย มันก็จะกลับไปสู่อีหรอบเดิม มันคืออย่างไรท่านประธานครับ ย้อนไปดูรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มาตรา ๒๒๔ ท่านประธานจะพบว่านั่นคือช่องทางของ การคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ไปทําความตกลงเรื่องหนึ่ง แล้วก็ไปแลกกับผลประโยชน์ของ กลุ่มผลประโยชน์อีกเรื่องหนึ่ง อันนี้เป็นเรื่องสาธารณที่ทุกคนทราบดี ผมไม่ต้องเอ่ย ผมพูด แค่นี้ท่านประธานก็ทราบว่าคืออะไร จึงเป็นที่มาทําให้ฝ่ายบริหารใช้ดุลพินิจ ทําให้ ฝ่ายบริหาร ไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้นะครับ อาจจะเป็นรัฐบาลชุดใดก็ได้ใช้ดุลพินิจในการที่จะ เป็นประโยชน์คอร์รัปชันเชิงนโยบายเวลาไปเจรจาความเมือง ท่านจะทําอย่างไร เพราะท่าน ตัดออกไปหมดแล้ว
ประการต่อมา ผมเห็นว่าเป็นหัวใจสําคัญที่จะย้ํากับท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานกรรมาธิการก็คือว่า ที่สุดท่านเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรานี้ไปเป็นเครื่องมือ ของฝ่ายบริหารทั้งหมด ที่สุดท่านตัดอํานาจในการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติออกไป ทั้งหมด ที่สุดสภาเสียงข้างมากก็ตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออกไปทั้งหมด ผมไม่เข้าใจ แทนที่ท่านจะดึง ท่านเป็นสมาชิกสภา แทนที่ท่านจะเขียนให้กลไกในการตรวจสอบในฐานะ ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบฝ่ายบริหารเป็นใครก็ตามในการเข้าไปบริหารราชการแผ่นดิน ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีธรรมาภิบาลอย่างหลักที่เราพูดถึง แต่กลับไปเขียนว่าเงินกู้ ก็ไม่ต้องเข้า เรื่องไม่มีวีซ่าก็ไม่ต้องเข้า เรื่องผลกระทบเอาเข้าเฉพาะเรื่องการค้าเสรีและการ ลงทุน ประเด็นแค่นี้ละครับคือประเด็นที่เป็นคําถามที่ถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ว่าท่านจะทําอย่างไร ท่านตอบต่อสภาหน่อยว่าอันนี้มันคือปัญหา ท่านตอบต่อสภาหน่อยว่า อนาคตท่านจะทําอย่างไร ไปออกแบบอะไรได้ เสียดาย ๒ คนที่เป็นตัวแทนของกฤษฎีกากับ กรมไม่มา มาผมจะได้ถามว่าวันนี้กฤษฎีกาผมเข้าใจ เพราะท่านคือที่ปรึกษากฎหมายของ รัฐบาลทุกรัฐบาล ผมเรียนนะว่าทุกรัฐบาล ไม่ใช่รัฐบาลของท่านอย่างเดียว แต่กฤษฎีกา เป็นนักกฎหมายที่ตีความอธิบายเรื่องเสือให้เป็นแมวได้ ไม่ต้องให้กลัว พวกเราเป็น กรรมาธิการ พวกเราอยู่สภาบางทีเราก็รําคาญเหมือนกัน มันเป็นเสือแต่ว่าเขียนว่าเสือไม่กัดคน ท่าน ส.ว. เขียนแล้วก็ไปทําตาม เหมือนกันผมฟังเมื่อวาน เหมือนกันเรื่องพระราชบัญญัติ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นที่แก้มาเหมือนกันท่านประธานครับ ผมจึงเรียนยืนยันต่อ ท่านประธานตอนท้ายว่า ประการแรกถ้าจะเขียนแบบนี้ ถ้าจะยกร่างมาตรานี้ ทําลายหลัก ดุลยภาพของระบอบประชาธิปไตยคือการตรวจสอบฝ่ายบริหาร คือการมีส่วนร่วมของ ประชาชน คือการไม่ปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศได้ ตัวอย่างชัดเจน แบบนี้ ก็เอาแบบเดิม เขียนแบบเดิมจะดีกว่า แล้วกลับไปออกพระราชบัญญัติตามวรรคห้าว่าด้วย ขั้นตอนและประเภทของสนธิ หรือสัญญา หรือหนังสือ
ประการที่ ๓ ผมก็ยังยืนยันในคําแปรญัตติของผมว่าอย่างน้อยผมได้ กราบเรียนต่อท่านประธานว่าคําแปรญัตติของผมคือการยืนยันหลักอํานาจอธิปไตย ดุลยภาพ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชน จึงฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการได้โปรดทบทวน แต่ผมเชื่อแน่ท่านขึ้นมาโต้ผม แน่นอน ก็ไม่เป็นไรประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้ว่าที่ทําไปนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ที่คิดอย่างนี้ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ท่านตอบผมหน่อยก่อนนะครับ คําถามที่ผมอยากจะถามท่านมาก ก็คือ ท่านประธาน ท่านไปเขียนคําว่า โดยชัดแจ้ง ท่านเอามาจากไหน ท่านไปเขียนคําว่า โดยชัดแจ้ง มันต่างอย่างไรจากคําว่า อย่างชัดแจ้ง ขอประธานอนุญาต ภาษาอังกฤษมันก็ ต่างกันครับ โดยชัดแจ้งใช้คําว่า เอ็กพลิซิทลี (Explicitly) โดยปริยายใช้คําว่า อิมพลิซิทลี (Implicitly) มันต่างกันอย่างไร หรืออย่างชัดแจ้ง ทําไมไม่เขียนอย่างชัดแจ้งไปเลย เพื่อจะไป ทําอะไร เพื่อจะไปให้เหนือกว่าคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้สภาแห่งนี้ไม่ต้อง ไปตรวจสอบฝ่ายบริหาร ลองอธิบายต่อสภาหน่อยครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
อาจารย์สุมลครับ
กราบเรียนท่าน ประธานวุฒิสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาว สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันขอร่วมอภิปรายในฐานะที่แปรญัตติในร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยเฉพาะในมาตรา ๑๙๐ ดิฉันได้ขอแปรญัตติในมาตรา ๓ ท่านประธานที่เคารพ แค่สัญญาที่มีต่อกันยังมี ความสําคัญเป็นพันธะ แล้วนี่สนธิสัญญาซึ่งมีความหมายที่กว้างขวางยิ่งใหญ่เหลือเกิน เพราะเป็นความตกลงระหว่างบุคคลภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศโดยมุ่งให้เกิดผลผูกพัน ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าเป็นความตกลงระหว่างประเทศทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสนธิสัญญา อนุสัญญา ความตกลงพิธีศาล หนังสือแลกเปลี่ยน หรือบันทึก ความเข้าใจ ดิฉันเข้าใจแล้วก็เห็นใจรัฐบาลทุกรัฐบาลที่เพียรที่จะแก้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๙๐ เพราะอะไร เพราะตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ดิฉันเข้า มาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ดิฉันจําได้รัฐบาลในสมัยปี ๒๕๕๑ มีท่านรัฐมนตรีกระทรวงการ ต่างประเทศ ดิฉันขอเอ่ยนามด้วยความเคารพคือ ท่านนพดล ปัทมะ ได้ไปเซ็นสัญญากับ ประเทศเขมร แล้วก็กลุ่มของดิฉัน ๙๑ คน ซึ่งมีดิฉันด้วย ๑ คน ได้ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าท่านรัฐมนตรีกระทําการที่ขัดต่อหลักการของรัฐธรรมนูญ นั่นทําให้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมัยนั้นต้องหลุดจากตําแหน่ง นี่เองเป็นที่ ขยาดเหลือเกิน เป็นที่ขยาดของทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจํา โดยเฉพาะกระทรวง การต่างประเทศ จึงรังเกียจเดียดฉันท์รัฐธรรมนูญมาตรานี้เสียเหลือเกิน เป็นที่มาทําให้ทุก รัฐบาลทําการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ นี้ ดิฉันจึงไม่เห็นด้วย ดิฉันเข้าใจ ดิฉันพูดเสมอว่าในมาตรานี้อาจจะมีประโยคที่ท่านทั้งหลายรังเกียจ เสียเหลือเกิน นั่นก็คือประโยคที่ว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของ ประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งประโยคนี้นี่ละที่ไม่ว่ารัฐบาลใด เจ้าหน้าที่ประจํา ข้าราชการประจําของ กระทรวงการต่างประเทศถือเป็นยาขมเลย เพราะมันไม่รู้ มันกว้างเหลือเกิน เป็นที่มาที่ทําให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้มีความผิดเมื่อไปสุ่มสี่สุ่มห้าไปเซ็นสัญญาเข้า เพราะฉะนั้นจึงต้องแก้ไข ดิฉันจึงได้แปรญัตติโดยกล่าวว่าดิฉันเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ ในการที่ท่านเปลี่ยนคําว่า เขตอํานาจแห่งรัฐ ออกเสีย เป็น พื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งตรงนี้ดิฉัน ก็พบว่าคํานี้นั้นได้เคยใช้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ ในมาตรา ๑๗๘ แล้วก็เคยใช้อีกครั้ง ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งถ้อยคํานี้มันเป็นประเด็นปัญหาในการตีความของ ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นมาเปลี่ยนเป็นใช้ว่า เขตพื้นที่นอกอาณาเขต ดิฉันก็เห็นด้วยว่า คํา ๆ นี้จะก่อให้เกิดปัญหา แต่สิ่งที่ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการก็คือว่า หรือมีผลกระทบต่องบประมาณ ท่านคณะกรรมาธิการใช้คําง่าย ๆ นิดเดียว แต่ดิฉัน ได้แปรญัตติว่ามีผลกระทบต่องบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ดิฉันยังคงให้คงไว้ แม้นว่ามันจะเป็นยาขมของท่านก็ตาม แต่ดิฉันได้ตัดประโยคออกไปนิดหนึ่ง ตามร่างเดิมที่ บอกว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางนั้น เป็นเรื่องของการที่ดิฉันเขียนไว้โดยแปรญัตติว่า กระทบต่องบประมาณของประเทศอย่างมี นัยสําคัญ เพราะอันนี้ดิฉันถือว่าเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องสําคัญ เพราะเรื่องงบประมาณเป็น เรื่องของเงินแผ่นดิน ถ้าปล่อยให้รัฐบาลไปเซ็นสัญญากับต่างประเทศ แล้วไม่มีข้อบังคับ ในการที่จะควบคุมตรวจสอบ มันก็จะทําให้เกิดความเสียหาย เพราะทุกวันนี้การใช้ งบประมาณของรัฐบาลก็ล้วนมีปัญหา โดยเฉพาะเงินกู้จํานวนมหาศาลที่กําลังเป็นการพูดคุย เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ (Talk of the Town) ที่เรากําลังพูดถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก ก็ควรที่จะกําหนดไว้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงให้คงมีคําว่า มีผลกระทบต่องบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ยังคงให้มี กับวรรคที่สี่ วรรคที่ห้า ที่ทางคณะกรรมาธิการได้ตัดออกไป ดิฉันไม่เห็นด้วย ดิฉันคงให้เป็นร่างเดิม ดิฉันมีเหตุผลเพราะเนื่องจากว่าดิฉันถือว่าการที่รัฐ จะไปทําสัญญากับต่างประเทศนั้น ซึ่งมีความสําคัญมากนั้น เราต้องเห็นแก่ประชาชน ๒ วรรค วรรคสี่และวรรคห้าซึ่งมีความสําคัญนั้นเป็นวรรคที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ของประชาชนทั้งสิ้น ท่านปิดหูปิดตาประชาชน ไม่ให้ประชาชนรับรู้เลย ไม่ไปอธิบาย ให้ประชาชนรับทราบเลยว่ารัฐบาลได้ไปทําอะไร กับใครที่ไหน เมื่อไหร่ และผลกระทบ ถ้าเกิดขึ้นประชาชนของประเทศทั้งหมดต้องมีส่วนรับผิดชอบในการที่รัฐ โดยรัฐบาล ไปทําอะไรกับคนอื่น ทําสัญญาอะไรกับใคร ประชาชนต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นทําไม จึงไม่ให้ประชาชนรับรู้ คณะกรรมาธิการได้ตัด ๒ วรรคนี้ออกอย่างสิ้นเชิง ซึ่งดิฉันไม่เห็นด้วย เพราะเนื่องจากว่าดิฉันเชื่อว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ท่านไปเซ็นสัญญา ไปเซ็นความตกลง ไปเซ็นกรอบการเจรจาอะไรทั้งหลายทั้งปวงมากมาย ไม่รู้กี่สิบฉบับแล้ว ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า ประชาชนไม่รู้เรื่องเลย ท่านไม่เคยไปบอกประชาชนเลย ไม่ได้รับฟังความคิดเห็น ของประชาชนเลย ประชาชนไม่รู้ ดิฉันเชื่อแน่อย่างนั้นแน่นอน แต่ถ้ามันไม่เกิดความเสียหาย ยังพอรับได้ ถ้ามันเกิดขึ้นมาใครละจะรับผิดชอบ เพราะฝ่ายบริหารก็จากไป แล้วคนที่ต้อง รับผิดชอบคือประชาชน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญที่ไม่อยากให้คณะกรรมาธิการ ตัดทิ้ง เพราะจะเกิดปัญหาการออกกฎหมายลูกด้วยถ้าท่านตัดทิ้งไป เพราะฉะนั้นดิฉัน จึงเห็นว่าการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ก็แก้ได้ในบางส่วนที่ไม่มีสาระสําคัญ แต่สาระสําคัญที่สําคัญ อีกเยอะมากมายท่านได้ตัดทิ้งไปอย่างที่ดิฉันกล่าวไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็ยวรรคสี่ วรรคห้า ทั้งหลายทั้งปวง เพราฉะนั้นดิฉันจึงเห็นว่าคณะกรรมาธิการได้แก้ไขมาตรา ๑๙๐ มากเกินไป ทําให้นิติบัญญัติหรือฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ ดิฉันจึงไม่เห็นด้วย ขอบคุณค่ะ
หลังจากท่านประเสริฐนะครับ ผมก็จะสลับหนึ่งต่อหนึ่งนะครับ ต่อด้วยท่านรสนาครับ แล้วก็กลับมาที่ท่านธนาครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ขอแปรญัตติตัดมาตรา ๓ ออกทั้งมาตราครับ แต่คณะกรรมาธิการ ไม่เห็นด้วยกับกระผม ผมในฐานะผู้แปรญัตติจึงขอสงวนคําแปรญัตติเพื่อเสนอแสดงเหตุ แสดงผลให้ที่ประชุมในรัฐสภาและผู้ชมทางบ้านได้รับทราบครับ ตามเอกสารรายงานของ คณะกรรมาธิการเล่มสีขาวนี้นะครับ หน้าที่ ๒๙ ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ มีเพื่อนสมาชิกซีกรัฐบาลบางท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญทําไมถึงแก้ไม่ได้ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่า ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่ว่าแก้ได้หรือแก้ไม่ได้ ไม่ใช่ครับ แต่ประเด็นของ การแก้รัฐธรรมนูญนั้นก็คือ ๑. มีความจําเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ๒. แก้แล้วจะแก้ไป เป็นอย่างไรครับ
ประการถัดมาครับ แก้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ หรือเราจะแก้เพื่อ ประโยชน์ของใคร ท่านประธานครับ ผมได้ดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ทั้ง ๓ ฉบับครับ ฉบับที่ ๑ ก็คือต้นฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เราชอบพูดกันนักหนา บางท่านบางคนชอบวิจารณ์กัน นักหนาว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับต้นไม้พิษ ฉบับที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ฉบับที่ ๓ คือฉบับที่เรากําลัง พิจารณากันอยู่ในวันนี้ครับ ท่านประธานครับ เมื่อเราได้ดูเอกสารมาตรา ๑๙๐ ฉบับปี ๒๕๕๐ ทั้งมาตรานะครับ ทั้งมาตรามีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น ๖ วรรคครับ มาถึงยุค คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่บอกว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะเรียน ว่ายุคคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังมีอยู่ ๖ วรรคเหมือนเดิมครับ ไม่ได้ตัดลดหายไปแม้แต่ ๑ วรรคครับ ตัวอักษร ตัวหนังสือเขียนไว้อย่างไรก็ยังมีอยู่อย่างนั้นครบถ้วนเหมือนเดิมครับ ยังอยู่ครบถ้วน พูดตามภาษาฟังง่าย ๆ ก็คืออยู่ครบถ้วนทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ไม่ได้ไปตัด ไม่ได้ไปแก้ให้ลดลงแต่อย่างใด ในทางกลับกันคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะที่เป็น นายกรัฐมนตรีนั้นกลับเพิ่มข้อความในวรรคห้า เพิ่มคําว่า ประเภทและกรอบการเจรจา ข้อความเดิมยังอยู่นะครับและเพิ่มคําว่า ประเภทและกรอบการเจรจา และต่อจากนั้นก็เพิ่ม คําว่า งบประมาณของประเทศ ถามว่าเพิ่มไปทําไม สมัยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพิ่มข้อความ อย่างนี้ไปทําไม ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ปรับลดข้อความแม้แต่หนึ่งตัวอักษร ผมเข้าใจว่าที่เพิ่มนี้เพื่อให้ เกิดความรอบคอบรัดกุมยิ่งขึ้นครับ ในการทําสัญญากับต่างประเทศ เพื่อให้ประเทศชาติ ได้รับผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มร้อย และได้รับผลประโยชน์มากกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับต้นฉบับปี ๒๕๕๐ มาถึงรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ที่เรากําลังพิจารณากันอยู่ในสภาวันนี้ มาตรา ๑๙๐ มีอยู่ด้วยกัน ๖ วรรคครับ ๖ วรรคนี้เหมือนเดิม ๑ วรรคครับ ตัดออก ๒ วรรค แก้ไข ๓ วรรค อย่างนี้เรียกว่าแก้ครับ เหมือนเดิมเหลืออยู่เพียง ๑ วรรคครับ ตัดออก มีอยู่ ๖ วรรคตัดทิ้งไป ๒ วรรค ๓ วรรคที่มีอยู่เดิมแก้ไขในสาระสําคัญครับ การแก้ไขในสาระสําคัญ ผมคิดว่าสุ่มเสี่ยงและล่อแหลมต่อการทําให้ประเทศชาติและประชาชนเสียหายครับ มาตรา ๑๙๐ เดิม สาระในนั้นทั้งมาตรามีสาระที่สําคัญ ๆ อยู่เพียง ๔ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ เรื่องการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต
ประเด็นที่ ๒ ที่จะต้องออกเป็นไปตาม พ.ร.บ. เพื่อให้มีผลผูกพันตามที่ไป ตกลง ที่ทําไว้กับต่างประเทศ
ประเด็นที่ ๓ ครับ มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทางสังคม
ประเด็นที่ ๔ มีผลผูกพันด้านการค้าและการลงทุน
มีอยู่เพียง ๔ ประเด็นนี้ละครับ ท่านก็มาแก้ในสาระสําคัญที่เมื่อสักครู่ ผมกราบเรียนครับ
ประเด็นที่ ๑ เปลี่ยนแปลงอาณาเขต ท่านก็ไปเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง ซึ่งหลายท่านอภิปราย เป็นห่วงในคํา ๆ นี้ละครับ เติมคําว่า โดยชัดแจ้ง หลายท่านลุกขึ้นมา แทบจะฟังได้ว่า ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์เป็นห่วงคําว่า โดยชัดแจ้ง
ประเด็นที่ ๒ ครับ ที่จะต้องออกตาม พ.ร.บ. ท่านคงเอาไว้ครับ ไปตกลงกันไว้ เป็นอย่างไร ท่านก็ต้องมาบังคับสภาออก พ.ร.บ. เพื่อให้เป็นไปตามที่ท่านต้องการ
ประเด็นที่ ๓ ครับ มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทางสังคม อันนี้ ความเป็นจริงไปกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศ และไปกระทบกับเศรษฐกิจของประชาชน ท่านตัดออกทั้งวรรคครับ
ประเด็นถัดมาครับ มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน และงบประมาณ อันนี้ ก็เป็นเรื่องของการค้าของประชาชน เป็นเรื่องการลงทุนของภาคเอกชน และเป็นงบประมาณ แผ่นดินของทั้งประเทศ ท่านก็ตัดทิ้งครับ แล้วท่านก็ไปเติมคําว่า หรือมีบทให้เปิดเสรี ด้านการค้า การลงทุน ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
ท่านประธานครับ ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ที่ท่านเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง ปกติอะไรก็สุดแท้แต่ครับ ที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตโดยชัดแจ้ง โดยสามัญสํานึกของคนที่เป็นนักการเมืองเขาไม่ทํากันครับ เพราะขืนทําไปแล้ว แผ่นดินประเทศไทยจะเสียหายครับ แผ่นดินประเทศไทยจะเล็กลงครับ อย่างนี้ เขาไม่ทํากันครับ เพราะว่าทําไปแล้วไม่ใช่ประเทศชาติเสียหายอย่างเดียว ประชาชนก็จะ สาปแช่งในโอกาสต่อไป และที่ชัดเจนขณะนี้ต้องกราบเรียนไปถึงคณะรัฐมนตรีครับ ว่าคณะรัฐมนตรีต้องไม่ทํา และต้องไม่เอาเรื่องอย่างนี้มาเสนอ มาโยนให้กับรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบ ส่วนอะไรที่ยังไม่ชัดแจ้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าทําไปแล้วยังเป็น ข้อกังวล ทําไปแล้วอาจจะทําให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนเสียประโยชน์ อันนี้ โดยสามัญสํานึกอีกเหมือนกันครับของคนที่เป็นนักการเมือง และโดยข้อบังคับ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ฉบับเดิม หรือว่าฉบับที่ท่านอภิสิทธิ์ได้แก้ไขและเพิ่มเติมเข้ามา ครม. ที่เป็นฝ่ายบริหารต้องพิจารณาให้รอบคอบครับ เมื่อรอบคอบแล้วก็ต้องส่งกลับเข้ามาที่ รัฐสภาเพื่อพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่งครับ แต่นี่ท่านไปเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง แปลว่าถ้า ต่อไปนี้อะไรที่ ครม. จะไปทํากับต่างประเทศ แล้วทําให้มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศ ไทยโดยชัดแจ้งหรือมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขตที่เป็นของประเทศไทยโดยชัดแจ้ง ให้โยนไปที่รัฐสภาพิจารณา แล้วท่านก็ใช้พวกมากลากเข้าไป แล้วท่านก็ใช้พวกมากอีกครับ ผลักให้ผ่านสภาไป ครม. ไม่ต้องรับผิดชอบครับ ครม. ก็โยนความผิดให้รัฐสภาต่อไปครับ จะเป็นข้อครหาครับว่าอย่างนี้เป็นการคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างที่สลับซับซ้อนเหลือเกินครับ อะไรที่ไม่ชัดแจ้งต่อจากนี้ ตัวอย่างเช่น พื้นที่ทับซ้อนทางบก ๔.๖ ตารางกิโลเมตร พื้นที่ ทับซ้อนทางทะเล ๒.๖ ตารางกิโลเมตร เมื่อวานนี้คุณหมอสุกิจก็ได้อภิปราย มีทรัพยากร ทางน้ํามัน รวมกันแล้ว ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ อย่างนี้ยังไม่ชัดแจ้งเพราะอาณาเขต ยังไม่มี ยังเป็นข้อพิพาทอยู่ ไม่ทราบว่าแผ่นดินนี้ พื้นที่นี้ เป็นของประเทศใด เป็นของไทย หรือเป็นของประเทศเพื่อนบ้าน หรือเป็นของทั้ง ๒ ประเทศ อย่างนี้ต่อไปนี้เป็นอํานาจของ ครม. ครับ ไม่ต้องเอาเข้ามาสภาครับ ครม. ทําสําเร็จเสร็จสิ้นแล้วไม่ต้องเอาเข้ามาสภา ไม่ต้องมาขออนุมัติจากสภา สภาในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชนจากนี้ไปหูหนวก ตาบอด ไม่ต้องรับรู้อะไรทั้งสิ้นครับ จะเอากันอย่างนั้นหรือครับ รัฐบาลชุดนี้ กรรมาธิการชุดนี้ จะเอากันอย่างนั้นหรือครับ นี่ละที่เขาพูดกันนักพูดกันหนาว่าเป็นการคอร์รัปชัน เชิงโครงสร้าง อีกอย่างหนึ่งที่สลับซับซ้อนนักหนาครับ อดีตอย่างนี้ก็เคยทํากันมานะครับ จําได้ไหมครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ยกตัวอย่างให้เห็น แล้วครับ รัฐบาลสมัยพรรคเพื่อไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในยุคนั้นครับ ไปลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ ให้ความเห็นชอบ รับรองการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของรัฐบาลกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ไม่เอาเข้ามาสู่สภาครับ ต่อมามี ส.ว. ๗๗ ท่าน ส.ส. ๑๕๑ ท่าน ไม่ต้องบอกนะครับว่า เป็นพรรคไหน เขาก็ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยครับ ว่าแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ที่รัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในยุคนั้นไปลงนามถูกต้องตาม รัฐธรรมนูญหรือไม่ครับ ถือเป็นหนังสือสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ครับ เพราะว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของ ประเทศไทยได้ วันที่ ๘ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๑ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยครับ ว่าคําแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านนั้น ไปลงนาม มุ่งให้เกิดผลทางกฎหมายครับ โดยศาลได้พิจารณาจากพันธกรณีที่ทั้ง ๒ ฝ่าย ได้กระทําไป คําแถลงการณ์ร่วมนั้นจึงเข้าองค์ประกอบของลักษณะความตกลงระหว่าง ประเทศ อาจจะมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย จึงเข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ วรรคสองและวรรคสาม ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา นี่แค่ว่าอาจจะมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทยก็ต้องขออนุมัติแล้วครับจากสภาที่เป็น ของประชาชน ไม่สามารถไว้วางใจให้คณะรัฐมนตรีที่เป็นฝ่ายบริหารพิจารณาได้เพียง ฝ่ายเดียว พอท่านไปเติม คําว่า โดยชัดแจ้ง ๓ คําเท่านั้นครับ ๓ คําเท่านั้นก็ไปลิดรอนไปรอน อํานาจศาลลงแล้วครับ ไปลดไปตัดอํานาจของรัฐสภาที่เป็นของประชาชน แต่ไปเพิ่มไปเติม อํานาจให้กับฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านสภาไปและมีผลบังคับใช้ ต่อไปนี้พื้นที่ทับซ้อนทางบก ทางทะเล ที่ยังเป็นปัญหาอยู่ จบครับ ครม. ไปจัดการเพียง ฝ่ายเดียว รัฐสภาไม่จําเป็นต้องไปยุ่งแล้วครับ ครม. ทําได้เลย ไม่ต้องเข้าสภา เพราะคําว่า ไม่ชัดแจ้งของคณะกรรมาธิการและในรัฐบาลชุดนี้เพียง ๓ คํา โดยไม่ชัดแจ้ง แค่นี้เองครับ รัฐบาลจะตกลงอย่างไรกับประเทศเพื่อนบ้านก็ได้ จบครับ เมื่อรัฐบาลทําไปแล้ว เสียหายแล้ว ยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ เพราะคลุมเครือ ไม่ชัดแจ้ง เป็นอํานาจของ ครม. ท่านไปลด อํานาจศาลแล้วให้รัฐบาลทํางานในสภาพขุ่น ๆ ครับ ไม่ชัดแจ้ง ปกตินี่ถ้าไม่ชัดแจ้งแบบที่ผม กราบเรียน เขาไม่ทํากันครับ แต่นี่ทํากันในสภาพไม่ชัดแจ้ง เคยทําผิดแล้วก็จะทําผิด ที่ไม่กล้าทําต่อไปนี้ก็จะกล้าขึ้นครับ เพราะทําไปแล้วก็ไม่ปรากฏความผิดครับ ท่านเปิดไปดู เหตุผลของการขอแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อวานนี้ท่านจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็อภิปรายไว้ครับ ท่านเขียนไว้ว่าต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อน เป็นปัญหาในทางปฏิบัติของ ฝ่ายบริหาร ท่านว่าอย่างนั้นครับ แปลว่าอย่างไรครับ แปลว่าที่ท่านมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นปัญหาของประเทศครับ แต่เป็นปัญหาเฉพาะของฝ่ายบริหารและเป็นเฉพาะรัฐบาล ชุดนี้เท่านั้น เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ใช้มาหลายรัฐบาลแล้วครับ หลายรัฐบาลไม่มี ปัญหาครับ แต่มีปัญหาเฉพาะรัฐบาลชุดนี้เท่านั้นครับ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ ๒ ปีเศษไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลยครับ ในทางกลับกันแบบที่ผม กราบเรียน กลับไปเพิ่มความด้วย ไม่ได้ปรับลด ไม่ได้ตัดออกแม้แต่ ๑ คํา แต่กลับไปเพิ่มคํา เพื่อให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อให้ประเทศสมประโยชน์มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ประโยชน์ เพิ่มขึ้นครับ ปัญหาของฝ่ายบริหารในยุคนี้ที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้นคืออะไร ไม่มีใครรู้ครับ คลุมเครือ ปิดบัง ซ่อนเร้น เราก็ได้แต่คาดเดากันครับ ว่ากลัวเขาเห็นไส้เห็นพุง หรืออย่างไรครับ หรือกลัวว่าเขาเห็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรืออย่างไรครับ
ท่านประเสริฐครับ มีคน ประท้วงครับ
ไม่เป็นไรครับ เชิญครับ
ท่านประสิทธิ์ครับ ประท้วง เรื่องอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศีรษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริง เราราบรื่นมาตั้งแต่เช้า เพียงแต่จะบอกว่าผู้อภิปรายท่านนี้อภิปรายให้ร้ายรัฐบาล เดี๋ยวท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชมฟังแล้วจะเข้าใจผิดว่าการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ทําเพื่อรัฐบาล และท่านก็พูดว่ารัฐบาลที่แล้วก็ไม่เห็นมีปัญหา ซึ่งข้อเท็จจริงรัฐบาลที่แล้วก็แก้ ในเรื่องมาตรา ๑๙๐
ประท้วง หรืออภิปรายครับท่านประธาน
ดังนั้นผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ให้ร้ายรัฐบาลนี้ครับ
ท่านประธานครับ คุมหน่อยครับ ฟังไม่จบ
เป็นหน้าที่ผม
เพราะรัฐบาลที่แล้วก็แก้เหมือนกันครับ ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านประเสริฐท่านก็เล่าเท้าความว่ามาตรา ๑๙๐ รัฐบาลที่แล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร นะครับ ไม่ได้มีการเพิ่มมีเติม แต่ว่าเรื่องการแก้ไขนั้นก็เป็นแก้ไขคือเพิ่มข้อความนะครับ เชิญท่านประเสริฐว่าต่อครับ
ท่านประธานครับ ผมกําลังพูด เพราะว่าท่านเสนอเข้ามาเหตุผลของท่านเปิดไปดูสิครับ ให้ท่านสมาชิกที่ลุกขึ้นมาประท้วงเปิดอ่านครับ อย่านั่งฟังอย่างเดียว เปิดหนังสือไปด้วย
ท่านต่อเลยครับ
ผมถึง บอกว่าเขาเขียนไว้ว่าเป็นปัญหาของฝ่ายบริหาร ผมก็ถามว่าฝ่ายบริหารในยุคนี้กลัวอะไรครับ ถึงต้องมาแก้มาตรา ๑๙๐ ผมก็บอกว่ากลัวเขาเห็นไส้เห็นพุงหรืออย่างไร หรือกลัวว่าเขาเห็น ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือว่ากลัวว่าเขารู้ว่าไปฮั้วกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือว่ามีเหตุผลอื่น บอกสิครับ ทําไมรัฐบาลไม่เสนอแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เสียเอง เพราะเป็นปัญหาของ ฝ่ายบริหาร ทําไมต้องให้สมาชิก ไปยืมมือสมาชิก หรือให้สมาชิกในรัฐสภา ๓๑๔ คน มา เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันเพื่ออะไรกันแน่ ถ้าเป็นปัญหาของฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหาร ก็เสนอแก้มาสิครับ ไปให้สมาชิกเสนอแก้มาทําไม ก่อนแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ยื่นศาล ได้ครับ เหมือนตอนที่ไปลงนามแถลงการณ์ร่วม ยื่นได้ เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ยื่นครับ แต่เมื่อท่านแก้เสร็จต่อไปนี้ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ถ้าชัดแจ้ง ถ้าคลุมเครือไม่ชัดแจ้งต่อไปนี้ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้แล้ว คดีความที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้ต่อไปก็วินิจฉัยไม่ได้ อีกแล้วครับ เมื่อรัฐธรรมนูญนี้ผ่านไป คดีความที่ฟ้องร้องกันไว้ ป.ป.ช. ฟ้องนะครับ ในศาลฎีกา แผนกคดีอาญาทางการเมือง เรื่อง แถลงการณ์ร่วมการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องโมฆะไหมครับ ต้องยกเลิกไหมครับ นักการเมือง ที่ทําความผิดตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิมก็จะหลุดรอดใช่ไหมครับ หลุดรอดจากคดีความไป โดยอัตโนมัติอย่างนั้นใช่หรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญที่หลุดรอด เพราะรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับนี้ นะครับ หลังจากหลุดรอดแล้วก็จะกลับมาเป็นรัฐมนตรี เป็นเสนาบดีเหมือนเดิมใช่หรือไม่ มันก็เข้าหลักครับ ทําผิดรัฐธรรมนูญก็แก้รัฐธรรมนูญครับ แก้รัฐธรรมนูญเสร็จก็พ้นผิด พ้นผิดเสร็จก็กลับมาเป็นรัฐมนตรี อย่างนี้เป็นการรัฐประหารรัฐธรรมนูญครับ เป็นการเมือง แบบกอบโกย เป็นการคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างที่สลับซับซ้อน ความเป็นจริงมีอีกหลาย ประเด็นที่เป็นเนื้อหาสาระ แต่เนื่องจากผมก็พยายามจะประหยัดเวลาให้เพื่อนสมาชิก ท่านอื่นได้อภิปราย ผมจึงเห็นว่าที่ท่านกําลังแก้รัฐธรรมนูญนี้ผมเห็นว่าไม่ใช่แก้เพื่อประโยชน์ ของแผ่นดิน แต่ท่านกําลังแก้รัฐธรรมนูญเพื่อลักษณะทําให้ประเทศเสียหาย ถ้าเป็นชาวบ้าน พูดนี่เขาบอกเป็นการแก้เพื่อกลืนกินประเทศ ผมเห็นว่าถ้าใช้ถ้อยคําตามรายงานในมาตรา ที่ท่านกําลังแก้ไขอยู่นี้ของกรรมาธิการ ผมคิดว่าประเทศชาติเสียหาย ความหายนะรออยู่ ข้างหน้า ผมจึงไม่เห็นด้วย และขอตัดออกทั้งมาตราครับ ขอบคุณครับ
ท่านรสนา โตสิตระกูล ขอถอนตัวนะครับ ท่านสุรจิต ชิรเวทย์ ท่านไม่อยู่นะครับ ข้อบังคับ ข้อ ๓๘ ไม่อยู่ก็คือ ไม่ประสงค์อภิปรายนะครับ ท่านอนุรักษ์ ขอถอนตัวนะครับ ต่อไปคุณหมอเจตน์ครับ อยู่ไหมครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๙๐ ฉบับนี้ ด้วยเหตุผลคล้าย ๆ กับที่เพื่อนสมาชิกทั้ง ส.ส. และ ส.ว. จํานวนมาก ก็ได้อภิปรายไปแล้ว ท่านประธานครับ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสมัยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้ารัฐบาล แล้วก็รัฐธรรมนูญนี้มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ปี ๒๕๕๔ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒ นะครับ สาระสําคัญก็มี ๓ ข้อที่แก้ไขไป ก็คือให้มีความชัดเจน ในข้อกฎหมายยิ่งขึ้น ในเรื่องของสิทธิอธิปไตยในอาณาเขตพื้นที่ของรัฐ หรือต้องออกเป็น พ.ร.บ. หรือเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน
ประเด็นที่ ๒ ในกรณีที่มีปัญหาต้องตีความก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้
แล้วข้อ ๓ คือกําหนดบทเฉพาะกาลให้ออกฎหมายลําดับรองใน ๑ ปี คือกฎหมายที่ว่าด้วยการกําหนดประเภท ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศ
ท่านประธานครับ ผ่านไป ๒ ปี ผ่านมาหลายรัฐบาล กฎหมายนี้ก็ยังไม่ออก ซึ่งปัญหาตามที่กรรมาธิการได้ชี้แจง ก็คือว่า อ้างว่ามันมีความยุ่งยากในการที่จะออก กฎหมาย เดี๋ยวผมจะชี้แจงในรายละเอียดลําดับต่อไป แต่ว่าเท่าที่อยู่ในสภานี้มาตั้งแต่แรก ๆ ตั้งแต่มีปัญหาในมาตรา ๑๙๐ ตั้งแต่ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านนพดล ปัทมะ ถูกยื่นให้พ้นจากตําแหน่งไปตอนนั้นนะครับ ก็ทําให้เกิดความเกรงกลัว จากข้าราชการประจําแล้วก็อ้างว่า อันนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทําให้ต้องส่งทุกเรื่องเข้าในสภาเพื่อรับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้ การที่ส่งทุกเรื่องเข้ารัฐสภา ผมยอมรับครับท่านประธานว่า มันเป็นปัญหา แต่ว่าจริง ๆ มีการเห็นปัญหานี้เช่นเดียวกัน ทางรัฐบาลที่แล้วก็ได้เสนอแก้ไข ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้ออกกฎหมายลําดับรอง กําหนดประเภท ขั้นตอนและวิธีการในหนังสือ สัญญา แต่ก็ไม่ได้มีการกระทําเกิดขึ้น ซึ่งส่วนตัวผมนี้เชื่อว่าถ้ามันมีการออกกฎหมายลําดับ รองไปแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คงไม่ต้องเข้าสู่รัฐสภา ที่เราอภิปรายกันในวันนี้
ท่านประธานครับ ในกรณีปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลถูกกล่าวหามากมายว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน หมายถึงรัฐบาลนี้ ทําให้ผมนี่อดระแวงสงสัยไม่ได้ว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อรัฐบาล อันนี้เพียงแต่ว่าเป็นข้อระแวงสงสัย มันทําให้ผม ก็ต้องมาตรวจพิเคราะห์ในรายละเอียดของร่างมาตราต่าง ๆ แล้วก็พยายามจะดูว่าตรงไหน ที่มันหมกเม็ดไว้ แล้วตรงไหนที่มันควรจะแก้ไข ถึงผมจะไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ว่าเมื่อผ่านวาระรับหลักการไปแล้ว ผมก็เคารพในกติกา เพราะฉะนั้นผมก็ต้องยอมรับ ในหลักการ ถึงแม้ว่าไม่เห็นด้วยก็ตาม ทีนี้ในรายละเอียดที่ผมแปรญัตติไว้นะครับ ในร่างมาตรา ๓ วรรคสอง ผมแปรญัตติตัดคําว่า เขตอํานาจแห่งรัฐ ออก ซึ่งทาง คณะกรรมาธิการท่านก็ได้กรุณาตัดคําว่า เขตอํานาจแห่งรัฐ ออก เพราะมันตีความยาก เพราะว่าถ้าหากว่าใส่เข้าไปมันก็จะมีปัญหาในการตีความอีกว่าเขตอํานาจแห่งรัฐ มันครอบคลุมกว้างขวางมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการผ่านทาง ท่านประธานเอาไว้ในที่นี้นะครับ แต่ว่าการที่ท่านเขียนคําว่า โดยชัดแจ้ง ต่อท้ายประโยค พื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือ ตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้งนั้น เพื่อนสมาชิกแทบทุกคนที่อภิปรายในลักษณะที่ ติติงหรือว่าไม่เห็นด้วยกับมาตรานี้ ทุกคนพูดคล้าย ๆ กัน เท่าที่ฟังดูนะครับ ผมเอง ก็ไม่อยากจะให้เสียเวลามาก แต่ผมเห็นว่าถ้าหากว่าท่านเขียนเอาไว้นี่มันจะเป็นปัญหา แล้วก็ จะเป็นถ้อยคําที่จะเกิดปัญหาในการตีความ ก็เลยทําให้สงสัยว่าเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงการ เสนอให้รัฐสภาเห็นชอบหรือไม่ อันนี้เพียงแต่ว่าเป็นข้อที่ระแวงสงสัย เพราะว่าถ้าหากว่า ท่านใส่คําว่า โดยชัดแจ้ง ลงไป อะไรละครับคือโดยชัดแจ้ง ท่านไม่ได้เขียนต่อว่าจะต้องมี กฎหมายลูก แล้วขยายความคําว่า โดยชัดแจ้ง เพราะฉะนั้นกรณีที่เราเคยสงสัย กรณีที่เป็น ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา ถ้ามันเกิดเรื่องขึ้นมาใหม่ ตอนนี้คงจะไปพูด ในลักษณะนี้ไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้อยู่ในมือของศาลโลก แต่ถ้าหากว่ามันเกิดเรื่องลักษณะ อย่างนี้ขึ้นมาใหม่ พื้นที่ทับซ้อนบริเวณไหล่ทวีป ในทะเลในลักษณะอย่างนี้ ซึ่งไทยก็อ้างเขต พื้นที่อย่างหนึ่ง กัมพูชาก็อ้างอีกอย่างหนึ่ง แล้วถ้าหากว่าตกลงกันในลักษณะที่ไม่ชัดเจน ตรงนี้ก็จะถือว่ารัฐบาลก็จะถือรัฐธรรมนูญที่แก้ไขนี้หลีกเลี่ยงการที่จะนําเรื่องเข้าให้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภา ตรงนี้คือสิ่งที่เราหวาดกลัวนะครับ แล้วก็เรื่องเขตอํานาจอธิปไตย เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ผมอยากจะวิงวอนทางท่านคณะกรรมาธิการช่วยไตร่ตรอง อีกสักรอบหนึ่ง เพราะว่าโดยคําว่า โดยชัดแจ้ง เพียง ๓ คํานี้มันซ่อนความหมายไว้เยอะมาก แล้วประเด็นปัญหาก็คือว่า การตีความว่า โดยชัดแจ้ง มันอาจจะเป็นช่องทางให้รัฐบาล ซึ่งก็ไม่ได้หมายถึงว่ารัฐบาลนี้ อาจจะหมายถึงรัฐบาลต่อ ๆ ไปจะใช้ข้อนี้เป็นข้อที่จะหลีกเลี่ยง การนําสัญญาหรือสนธิสัญญาเข้ารับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งกรณีนั้นมันอาจจะเป็นไปได้ เป็นกรณีที่เรากลัวนะครับ เพราะว่าถ้าหากว่าเขียนอย่างนี้มันอาจจะถูกตีความว่าหลีกเลี่ยง การนําเรื่องเข้ารัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบหรือเปล่านะครับ
ในกรณีที่ว่าท่านเขียนว่าโดยชัดแจ้ง เป็นปัญหาว่าในสิทธิอธิปไตยมันจะเป็น เรื่องใหญ่มากในอนาคตข้างหน้า โดยเฉพาะในเรื่องของการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ทางด้านพลังงาน ไม่ว่าน้ํามัน แก๊ส หรือว่าปิโตรเลียมต่าง ๆ ประเทศที่มีอํานาจและกําลัง ทางเศรษฐกิจสูงมักจะเป็นผู้ครอบครอง เมื่อมีการทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ แล้วก็มีบทที่ เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงไปของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เหล่านี้ อาจจะเป็นกรณีการทําสัญญาให้บริษัทต่างชาติลงทุนในขณะที่เส้นเขตแดนไม่ชัดเจน ผมกลัวว่าจะเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมอยากจะให้ทางท่านคณะกรรมาธิการ ท่านพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ถ้าท่านยังยืนยันว่าจําเป็นจะต้องใส่ลงไป ผมก็ต้องแล้วแต่ท่าน เพราะว่าในสภาแห่งนี้เสียงของคณะกรรมาธิการ รวมทั้งเสียงของสมาชิกเป็นเสียงข้างมากอยู่แล้ว สามารถกําหนดได้ตามใจชอบ แต่ผมอยากจะฝากเอาไว้ว่าถ้าหากว่าในอนาคตข้างหน้ามันเกิด อะไรขึ้นมาท่านจะต้องรับผิดชอบ ซึ่งผมก็ไม่อยากจะให้ท่านจําเป็นจะต้องรับผิดชอบ เพราะ ผมเห็นว่าถ้าท่านตัดคําว่าโดยชัดแจ้งออกไป ตรงนี้มันเป็นเรื่องที่ทําได้ง่ายแล้วก็ไม่ได้ยาก อะไร แต่ว่าประโยชน์มันจะเกิดขึ้นต่อประเทศชาตินะครับ อันนี้เป็นมุมมองที่ทาง คณะกรรมาธิการกับทางพวกเราหลาย ๆ คนที่อภิปรายว่าอยากจะให้ตัดคําว่าโดยชัดแจ้ง ออกไป คิดไม่เหมือนกัน ผมก็วิงวอนท่านอีกสักครั้งหนึ่ง
ในประเด็นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมอยากจะพูดสักนิดเดียว ในประเด็นนี้ เพราะว่าจริง ๆ มีเพื่อนสมาชิกบางคนที่สละสิทธิไป เพราะว่าท่านอาจจะ มีภารกิจอื่นที่จําเป็นจริง ๆ แต่ว่าท่านต้องการที่ว่าจะพูดถึงในประเด็นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน ท่านประธานครับ ในเรื่องของพลังงานนี้มันเป็นทรัพยากรของ แผ่นดิน เป็นทรัพยากรที่เราใช้แล้วมีวันหมดไป เพราะฉะนั้นการที่เราจะใช้ ทรัพยากรธรรมชาตินี้มันต้องใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ มันจะต้อง มีการทําสัญญาที่รอบคอบแล้วก็ผ่านการไตร่ตรองจากเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ผมเห็น หลาย ๆ เรื่องที่ดูเหมือนกับเรื่องเล็ก ๆ แต่ว่าพอนําเข้ามาในรัฐสภาแห่งนี้มันเกิดประโยชน์ ค่อนข้างมาก มันมีการชี้ถึงมุมมองในบางประเด็นที่บางครั้งเรานึกไม่ถึง แต่เพื่อนสมาชิก ช่วยกันดู หลาย ๆ หัว หลาย ๆ สมองช่วยกันติติงนะครับ แล้วก็ถ้าหากว่ารัฐบาลใจกว้างรับฟัง ไม่ว่าจะปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตามไม่ใช่เรื่องสําคัญ แต่ว่ามันจะได้ประเด็นเพิ่มขึ้น ผมเอง เกิดประโยชน์ค่อนข้างมากที่ได้จากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน แล้วก็ นําประโยชน์ตรงนั้นไปขยาย อาจจะอภิปรายต่อหรือไม่อภิปรายต่อก็ตาม แต่ผมเห็นว่า ประโยชน์ของรัฐสภาแห่งนี้มันมีมาก มากอย่างที่นึกไม่ถึง แต่เชื่อว่าเกิดประโยชน์แน่ แต่ว่า ถ้าหากว่าถ้ารัฐบาลคิดว่าในประเด็นเรื่องของการนําเรื่องเข้ารัฐสภาทําให้เกิดความล่าช้า ความล่าช้ามันไม่ได้เกิดจากตัวของหน่วยงานราชการ แต่บางทีมันเกิดจากขั้นตอนการทํางาน ของรัฐสภาแห่งนี้จะต้องมีวาระการประชุมค่อนข้างเยอะ แล้วบางวันก็ไม่สามารถประชุมได้ มันมีเรื่องอื่น ๆ เข้ามา มันมีเรื่องมากมายที่เป็นปัญหาของประเทศไทยแห่งนี้ เพราะฉะนั้น ปัญหาที่ผ่านมามันไม่ได้เกิดจากเรื่องของหน่วยงานที่เสนอเข้ามาเยอะ ถ้าเราออก กฎหมายลูกปัญหานี้จบ แต่ว่าเมื่อท่านไม่ออกก็ต้องแปรญัตติไปในลักษณะที่กล่าวมาแล้ว นะครับ อย่างไรก็ตามการที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายให้ใส่ข้อความที่เกี่ยวกับ พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงไป แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากกรรมาธิการ เสียดายท่านมองปัญหานี้ข้ามไปนะครับ แล้วผมก็กังวลว่าในกรณีที่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ที่ให้ออกกฎหมายลําดับรอง แล้วท่านก็ไม่ได้ออก ผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้าหากว่ารัฐบาลหมายถึง รัฐบาลนี้เกิดท่านคิดว่ามีประโยชน์แอบแฝงและท่านไม่ออกกฎหมายลูก ผมก็เป็นห่วง เพราะว่าท่านก็ต้องใช้รัฐธรรมนูญนี้ต่อไป จะเข้าวงจรในลักษณะเดิม ตรงนี้ก็คือเป็นเรื่องที่ ผมกังวลแล้วก็ฝากผ่านท่านประธานไปถึงฝ่ายบริหารด้วยนะครับ
ท่านประธานครับในวรรคสองเดียวกันของร่างมาตรา ๓ คณะกรรมาธิการ ตัดคําว่า ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญต้อง ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาออกไป ท่านประธานครับ ข้อความที่ตัดออกมันมีความสําคัญ มาก เมื่อตัดออกไปแสดงว่าต่อไปนี้เรื่องที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางและอย่างมีนัยสําคัญ ต่อไปก็ไม่ต้องนําเข้ารับความเห็นชอบของรัฐสภาอีก ตรงนี้เรื่องใหญ่นะครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ มีหนังสือสัญญาอยู่ ๕ ประเภทคือ ข้อ ๑ หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย ข้อ ๒ หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ ข้อ ๓ หนังสือสัญญาที่จะต้องออก พ.ร.บ. เพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือ สัญญานั้น ข้อ ๔ หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศอย่างกว้างขวาง ข้อ ๕ หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรือ งบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการตัด ข้อ ๔ กับ ข้อ ๕ ออกไปทั้ง ๒ ข้อ แล้วก็เพิ่มเติมหนังสือสัญญาประเภทที่ ๔ เข้ามา คือหนังสือสัญญาที่ มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน ท่านประธานครับ เดิมเขามี ๕ ข้อ ท่านตัดไป ๒ ข้อ เพิ่มเรื่องของการเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน หรือเอฟทีเอ (FTA) เข้ามา ๑ ข้อ มันก็เลย กลายเป็น ๔ ข้อ และอีก ๓ ข้อเดิมก็คือหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือ มีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาที่จะต้อง ออก พ.ร.บ. ก็เป็นหนึ่งเรื่องหนังสือสัญญาที่ออก พ.ร.บ. กับเรื่องของเขตระหว่างประเทศ อาณาเขตระหว่างประเทศ ท่านประธานครับ ๒ เรื่องที่ตัดมันเป็นเรื่องใหญ่ ใหญ่มาก แล้วก็ ท่านกรรมาธิการท่านหนึ่ง ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านพีรพันธุ์ พาลุสุข นะครับ ท่านบอกว่า คํานิยามว่า อย่างกว้างขวางและอย่างมีนัยสําคัญ มันทําให้เจ้าหน้าที่มีปัญหา ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมก็พยายามตามไปดูการออกกฎหมายลําดับรองในสมัยที่ผ่านมา พบได้ว่ามันมี การเสนอจากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายชุดชั่วคราวนะครับ แล้วก็เสนอไปทาง กรมสนธิสัญญาและกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็ไปที่กฤษฎีกา แล้วก็ ที่กฤษฎีกามันก็มีปัญหาว่าเรื่องไปชะงักอยู่ที่กฤษฎีกาไม่ได้นําเข้าในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านพีรพันธุ์ ขออภัยที่เอ่ยนามอีกครั้งหนึ่ง ท่านบอกว่าเจ้าหน้าที่ประสบปัญหาในการที่จะ ตีความว่าประเภท ประสบปัญหาในการจัดประเภทของหนังสือสัญญา ไม่สามารถกระทําได้ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเหตุผลเพียงเท่านี้ผมว่าฟังไม่ขึ้น ผมรับฟังไม่ได้เพราะว่าผมเชื่อว่า เจ้าหน้าที่นะครับของกฤษฎีกา ข้าราชการของเราที่เป็นนักกฎหมายเขามีความสามารถ แค่คําว่า อย่างกว้างขวาง กับ อย่างมีนัยสําคัญของสัญญาทั้ง ๔ ประเภทนั้น ผมคิดว่า ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เจ้าหน้าที่จะเขียนคํา แล้วก็ผลักดันให้ออกเป็นกฎหมายลูกได้ ท่านประสบปัญหาแต่เพียงนิยามของคํา ท่านไปต่อไม่ได้แต่ผมเชื่อว่าถ้าท่านพยายามจะทํา ท่านทําได้
แล้วก็อีกประการหนึ่งในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ การที่พรรคประชาธิปัตย์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่เสียหาย ท่านแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ การที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากการผ่านความคิดเห็นของสมาชิกพรรค ผ่านความคิดเห็น ของ ครม. มันต้องผ่านความคิดเห็นของกฤษฎีกา ของกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศหรืออื่น ๆ เหล่านี้ครับท่านประธาน แล้วเจ้าหน้าที่เหล่านี้ปล่อยให้หลุดรอดไปได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่โดยระบบของการออกกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายโดยขั้นตอน ของนิติวิธี ของนิติบัญญัติ มันต้องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ มากมาย แล้วเจ้าหน้าที่เหล่านี้ซึ่งเป็น นักกฎหมายแล้วก็มีองค์ความรู้ แล้วก็มีประสบการณ์มากมายเขาปล่อยให้หลุดรอดไปได้ อย่างไร ปล่อยให้หลุดรอดจนมาถึงขั้นสุดท้าย แล้วตัวแทนของกระทรวงพาณิชย์ก็ชี้แจง ในที่นี้ ซึ่งผมเองนั่งฟังอยู่ ผมก็รับฟังไม่ได้ และผมไม่เข้าใจว่าแล้วที่ผ่าน ๆ มา ท่านปล่อยให้ เรื่องนี้หลุดรอดไปได้อย่างไร แล้วท่านก็อ้างว่าไม่สามารถออกกฎหมายจัดลําดับประเภท และวิธีการของหนังสือสัญญาได้ ผมคิดว่าท่านจะต้องทบทวนตัวเองว่าที่ผ่านมานี้เป็นอย่างไร หรือว่าเปลี่ยนคน คนเก่าทําไม่ได้ แล้วคนใหม่ทําได้ ตรงนี้ผมรับไม่ได้ เพราะฉะนั้น ในความคิดส่วนตัวผมจึงแปรญัตติใส่สัญญาทั้ง ๔ ประเภทกลับเข้ามาในร่างเดิม คือสัญญา ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคม สัญญาที่มีการผูกพันด้านการค้าการลงทุนอย่างมีนัยสําคัญ สัญญาที่ผูกพันงบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ผมแปรญัตติกลับเข้าไปในวรรคสองใหม่ แล้วก็เมื่อ คณะกรรมาธิการท่านไม่เห็นด้วย ผมก็จึงสงวนคําแปรญัตติแล้วก็มาอภิปรายในที่นี้นะครับ
ท่านประธานครับ การตัด การผูกพันการค้า การลงทุน และงบประมาณของ ประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ออก ทําให้ผมกังวลต่อร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง ทําไมละครับท่านประธาน ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภาก่อนที่จะเข้าสู่วาระ ๒ การกู้เงินนะครับท่านประธาน จํานวนเยอะนะครับ อาจจะเป็น ๗ ปีก็ตาม แต่ว่าจํานวน มากมายมหาศาลขนาดนั้น ใกล้เคียงกับจํานวนงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ แผ่นดิน งบประมาณรายจ่ายประจําปีของประเทศในปี ๒๕๕๗ ซึ่งอยู่ที่ ๕๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ประชาชนหรือตัวแทนของประชาชน ก็คือสมาชิกรัฐสภาในที่นี้ ตัวแทนจะต้องรู้รายละเอียด ว่าถ้าท่านจะกู้เงินท่านจะกู้ใคร กู้จากธนาคารโลกหรือกู้จากธนาคารเอดีบี (ADB) เขาจะต้อง มีสิทธิรู้ว่าท่านกู้วงเงินเท่าใด ดอกเบี้ยเป็นอย่างไร ค่าคอมมิตเมนท์ ฟี (Commitment Fee) หรือเงินค่าปากถุงมันเป็นเท่าไร รวมถึงรายละเอียดในการใช้คืนเงินกู้แล้วก็รายการใช้คืน เงินกู้นี่มันเป็นภาระของประเทศ มันต้องถูกบรรจุอยู่ในงบประมาณแผ่นดิน จะต้องเสนอให้ ทางรัฐสภาแห่งนี้เห็นชอบ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ท่านประธานครับ การใช้คืน เงินกู้นี้มันกระทบต่อระบบงบประมาณของประเทศและส่งผลกระทบต่อประชาชน ไม่ว่าจะ เป็นทางตรงและทางอ้อม ท่านลองคิดง่าย ๆ แล้วกันว่าถ้าหากว่าประเทศมีหนี้สาธารณะจํานวนมากมายมหาศาล ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้ในแต่ละปีสูงมาก รายจ่ายของกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ต่าง ๆ ก็จะต้องลดลง รายจ่ายประจําซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้ก็ยังสูงมากอยู่ ต่อไปกระทรวงต่าง ๆ ไม่มีงบประมาณที่จะทํางาน ไม่มีงบประมาณที่จะลงทุน นอกจาก กระทรวงคมนาคมกระทรวงเดียว แล้วสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แล้วถ้าหากว่าหนี้ สาธารณะเพิ่มขึ้นยิ่งเพิ่มขึ้นอีก แล้วจํานวนวงเงินที่แต่ละกระทรวงจะได้ก็ต้องลดลง ผมเป็น ห่วงสถานการณ์ข้างหน้า เพราะฉะนั้นสมาชิกรัฐสภาเขาควรจะรู้รายละเอียด ถ้าบอกว่า ก็รู้อยู่แล้วปีหนึ่งงบประมาณเข้าครั้งหนึ่งสมาชิกก็สามารถรู้จากตอนนั้นอยู่แล้ว มันช้าไปครับท่าน แล้วข้อมูลก็ไม่อัพเดท (Update) ด้วย ผมเป็นห่วงนะครับ ผมคิดว่าจําเป็น ที่ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนของประชาชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อความโปร่งใส รอบคอบ และเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ท่านประธานครับ ผมยอมรับว่าอํานาจในการกู้เงิน อํานาจในการบริหารหนี้สาธารณะ อํานาจในการปรับโครงสร้างหนี้เป็นอํานาจของฝ่ายบริหาร ตรงนี้เป็นกติกาที่ผมยอมรับ แต่ผมเชื่อว่าฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเพื่อควบคุมให้ปฏิบัติตาม กฎหมายไม่สร้างหนี้จนเกินเพดาน ถ้าหากว่าท่านตัดสัญญาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและ สังคมอย่างกว้างขวาง สัญญาที่มีการผูกพันด้านการค้าและการลงทุน หรือสัญญาที่มีผูกพัน งบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ถ้าหากว่าท่านตัดข้อความทั้งหมดเหล่านี้ออกจะเป็นการสละ อํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติให้กับฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ ทุกวันนี้ฝ่ายบริหารมันมี อํานาจล้น มันมีอํานาจมากเหลือเกินอยู่แล้ว เพราะว่าการออกแบบของระบบประชาธิปไตย ของบ้านเรา การออกแบบของระบบรัฐสภาฝ่ายบริหารมาจากเสียงข้างมากของฝ่ายนิติ บัญญัติ เพราะฉะนั้นฝ่ายบริหารคุมนิติบัญญัติได้อยู่แล้ว ตุลาการก็ปล่อยไป เป็นอํานาจที่ ศาลที่มาคานอยู่ แต่ว่าอํานาจนิติบัญญัติยังมีวุฒิสภาที่มีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร อยู่ อํานาจที่ควรจะได้มีการพิจารณาการกู้เงินของรัฐบาลควรจะเป็นอํานาจของ นิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภาหรือฝ่ายค้านก็ตามตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล ถ้าหากว่าท่านตัดอํานาจเหล่านี้ไปแล้วประชาชนเขาจะพึ่งใครครับ
ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกบอกว่าการที่ท่านออกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้มันขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๖ กับมาตรา ๕๗ มาตรา ๕๖ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครอง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ และจุด จุด จุด จุด มาตรา ๕๗ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับ ข้อมูล คําชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ ส่วนท้องถิ่นก่อนการอนุญาตหรือการดําเนินโครงการ หรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสําคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือ ชุมชนท้องถิ่น อันนี้ก็อีเอชไอเอ (EHIA) ท่านประธานครับ ผมก็อยากจะเน้นแล้วก็ฝากท่านไว้ อีกครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ใดนะครับ ในร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ที่ผ่าน วุฒิสภาไปทางท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ตอบ ในที่ประชุมค่อนข้างจะไม่ชัดเจน เพราะว่ามีคําถามว่าตกลงว่า
ท่านเจตน์ครับ เดี๋ยวถึงวาระ เรื่องเงินกู้เราค่อยว่ากันนะครับ
ไม่ใช่ครับ จะได้โยง ให้เห็น อันนี้จะโยงให้เห็น เพราะว่าผมเองพูดนอกกรอบไม่เป็นนะครับ เพราะผม แปรญัตติใดผมก็พูดตามนั้น ผมพูดออกไปข้างนอกไม่เป็น คือพยายามอยู่ครับ แต่ว่าทําไม่ สําเร็จ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท ผ่านสภา เพื่อน ส.ว. หลายท่านก็พยายามจะขอคําชี้แจงว่าการกู้เงินนั้นจะกู้ในประเทศหรือต่างประเทศ คําตอบ จากรองนายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ไม่ชัดเจน แต่ว่าเรารับฟังมาว่า ท่านจะกู้ต่างประเทศ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของยอดเงิน ๒ ล้านล้านบาท มันเป็นจํานวนเงิน ๘ แสนล้านบาท ใน ๗ ปี แล้วเราจะต้องตั้งงบประมาณแผ่นดินที่ชดใช้เงินกู้ ๕๐ ปี เป็นปัญหา ไหมละครับ ปัญหาอยู่ที่ว่าการกู้เงินถ้าท่านกู้ต่างประเทศ ๘ แสนล้านบาท มันจะต้องรู้ อะไรบ้าง เราจะต้องกู้ใคร กู้ที่ไหน ดอกเบี้ยเท่าไหร่ แล้วถ้าหากว่าท่านไม่ต้องนําเข้ารัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบเหมือนกับจงใจว่าต้องการปกปิด ไม่ต้องการให้สภาตรวจสอบถ่วงดุล ผมจึงไม่เห็นด้วยที่ท่านจะตัดสัญญาทั้ง ๔ ประเภทออก ท่านประธานครับ ผมก็จวนจะจบ แล้วละ ผมดูท่านประธานค่อนข้างจะอึดอัด ต้องขออภัยด้วย แต่ธรรมดาผมคิดว่าผมใช้เวลา ค่อนข้างน้อยในรัฐสภาแห่งนี้นะครับ เพราะว่าพูดเฉพาะประเด็น ในคําแปรญัตติผมเพิ่ม การให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และให้รัฐบาลชี้แจงต่อรัฐสภา เกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น เพราะเป็นเรื่องสําคัญ และเกิดผลกระทบต่อประชาชน และต้องการให้นําเข้าสภาเพื่อเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ แต่ว่า ท่านเสนอกรอบเข้ารัฐสภากรอบเดียว เฉพาะเรื่องการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน เรื่องของข้อตกลง อย่างอื่น นอกเหนือจากนี้ท่านก็ไม่ต้องเอาเข้ารับความเห็นชอบจากรัฐสภา มันยังมีเรื่อง อีกมากมายที่ประชาชนควรจะรู้ สมาชิกรัฐสภาที่นี้ควรจะรู้ แล้วก็ควรจะชี้แจงอภิปราย และก็ให้เหตุให้ผล ติติงถึงช่องโหว่ และแนะนํารัฐบาลว่าควรจะทําอย่างไร แต่การที่ท่าน ตัดออกไปผมเห็นว่าน่าเสียดาย เพราะผมเห็นว่าการที่นําเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เข้ารับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้ เป็นสิ่งที่ช่วยรัฐบาล เพราะว่าถ้าหากว่ามีการนําเข้ารัฐสภา มีการอภิปราย รัฐบาลก็จะอ้างได้ว่า เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว เป็นเกราะคุ้มกัน เป็นเกราะป้องกัน รัฐบาล
ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๙๐ เดิม และรวมถึงมาตรา ๑๙๐ ฉบับแก้ไข ไขมันเป็นส่วนหนึ่งที่ผมใช้ประโยชน์จากมาตรา ๑๙๐ ผมมีโอกาสไปประชุมที่ประเทศไต้หวัน มีโอกาสไปประชุมที่ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับเอพีพียู (APPU) ในนามของเอพีพียู อาเซียน พาลิเมนท์เตอร์เรียล ฟอร์ ป๊อปปูเลชั่น แอสโซซิเครส ยูเนียน (ASEAN Parliamentarian For Population Associate Union) ก็คือ APPU เป็นหน่วยงานของหลายประเทศ มันมีการเสนอจากประเทศไต้หวันให้ประเทศไทยยอมรับให้ไต้หวันเป็นผู้สังเกตการณ์ ในดับเบิ้ลยูเอชเอ (WHA) ก็คือองค์กรที่เหมือนกับดับเบิ้ลยูเอชโอ (WHO) คงไม่ต้องขยาย ความว่าหมายถึงอะไร แล้วก็ให้ไต้หวันเป็นออฟเซิร์ฟเวอร์ (Observer) ของคอป (COP) คือการประชุมสิ่งแวดล้อมโลก ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ปฏิเสธ เพราะเห็นว่า ถ้าหากว่าเราไปเซ็นเอ็มโอยูมันจะกระทบถึงจีนแผ่นดินใหญ่ ท่านประธานครับเราก็ใช้เหตุผล ของมาตรา ๑๙๐ ว่าในกรณีนี้เราไม่สามารถจะเซ็นเอ็มโอยูได้ อีก ๗ ประเทศ ที่ไปร่วม ประชุมเขาเซ็นหมด ยกเว้นประเทศไทย แล้วก็ทีมของเราที่ไปเราอ้างว่าเราต้องเอาเรื่องนี้ กลับเข้าสู่รัฐสภา เพื่อให้รับรองให้ความเห็นชอบ เราถึงจะไปเซ็นเอ็มโอยูได้ อันนี้คือเป็นสิ่งที่ ป้องกันเรา เพราะว่าถ้าเราเซ็นไปในวันนั้นเรามีปัญหาทันที การที่เราไม่เซ็นเราก็มีปัญหากับ ไต้หวัน เราเซ็นเราก็มีปัญหากับจีนแผ่นดินใหญ่ เราก็ใช้วิธีนั้นโยนเข้ามาให้รัฐสภา โดยใช้ มาตรา ๑๙๐ เป็นการที่จะซื้อเวลา แล้วก็เราซื้อเวลาได้เกือบ ๒ ปี ผมยังเห็นว่าประโยชน์ของ มาตรา ๑๙๐ ตรงนั้นยังมีอยู่นะครับ ในกรณีนี้ผมเห็นว่าถ้าหากว่าสภานี้ช่วยกลั่นกรอง เรื่องเขตแดน เรื่องพื้นที่นอกอาณาเขตก็คิดว่าในกรณีนี้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์นะครับ
ประเด็นสุดท้ายนะครับท่านประธาน เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญนี้ผมข้องใจ ในเรื่องกรอบเวลาทํางาน ทําไมท่านถึงกําหนดเวลาไว้เพียง ๑๕ วัน อยากจะให้ทางท่าน คณะกรรมาธิการช่วยตอบด้วย เพราะว่าผมเห็นว่า ๑๕ วันมันเป็นระยะเวลาที่น้อยเกินไป ท่านคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญเขาไม่มีงานอื่นหรือครับ งานเขาเยอะนะครับ แล้วท่านกําหนดไว้ ๑๕ วัน งานเอกสารมันเดินไปเดินมาจากโต๊ะหนึ่งไปอีกโต๊ะหนึ่งมันก็เกือบจะหมด ๑๕ วันแล้ว นะครับ เพราะฉะนั้นผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าเหตุผลของ ๑๕ วันนี้คืออะไร แล้วท่านคิดอย่างไร แล้วก็ถึงกําหนดไว้ ๑๕ วันนะครับ ในกรณีนี้ที่ผมแปรญัตติไว้ทั้งหมดในร่างมาตรา ๓ ผมก็ใช้ เวลาอภิปราย ซึ่งรบกวนเพื่อนสมาชิกในเวลาที่มากพอสมควร แล้วผมก็วิงวอน ทางคณะกรรมาธิการผ่านทางท่านประธานด้วยว่าในกรณีของ อย่างชัดแจ้ง ท่านตัดออกเสีย ได้ไหม เพราะว่าสิ่งที่ผมต้องการกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านต้องการ ผมคิดว่า ถ้าไม่มีปัญหาอะไรที่มากมายนะครับ แล้วก็เพื่อความรอบคอบ เพื่อเป็นประโยชน์ ของประเทศชาติและเป็นประโยชน์ของประชาชนท่านตัดออกได้ไหมครับ อันนี้ขอวิงวอน นะครับ แล้วก็ในร่างมาตราอื่นผมเห็นว่าถ้าหากว่าท่านจะใส่กลับเข้าไปในเรื่องร่างสัญญาที่มี ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง แล้วก็เรื่องของผลกระทบการลงทุนแล้วก็ งบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ถ้าท่านสามารถใส่กลับเข้าไปในร่างมาตรา ๓ นี้ก็จะเป็นบุญคุณ อย่างยิ่ง ไม่ใช่บุญคุณกับผมหรอกครับ บุญคุณต่อประเทศชาติและประชาชน ผมฝากเอาไว้ ผมวิงวอนท่าน เพราะว่าด้วยเหตุด้วยผลที่ผมและเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมามากมาย เข้าวันที่ ๒ แล้วผมคิดว่าทุกคนมีเจตนาที่ดีต่อประเทศชาติและประชาชน มีเจตนาที่ดี เหมือนกับทางท่านคณะกรรมาธิการทุกท่าน แล้วก็มีเจตนาที่ดีเหมือนกับทางท่านประธาน ที่นั่งอยู่ที่นี่ว่าเราพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นผลประโยชน์ต่อประเทศเรานะครับ อะไรที่คิดว่าแก้แล้วมันมีประโยชน์ก็วิงวอนฝากท่านประธานผ่านไปถึงท่านประธาน คณะกรรมาธิการที่นั่งอยู่ที่นี่ด้วย ถ้าแก้ได้ก็ช่วยแก้ให้ด้วย ขอบคุณครับ
ต่อไปท่านธนานะครับ แล้วก็ต่อด้วยท่านนฤมล ท่านสมาชิกครับขอความกรุณาท่านใช้เวลาให้เป็นประโยชน์อย่าง ที่สุดนะครับ แล้วก็อะไรที่เป็นประเด็นซ้ําหรือวนไปวนมาท่านกรุณานะครับ ผมจะไม่ทักท้วง นะครับ ขอให้ท่านได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อจากนี้ผมจะอภิปรายเพื่อให้ เพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนได้รับทราบว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้นั้น มีปัจจัยอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกัน ก็คือ ๑. การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเจตนาอื่นแอบแฝง ไม่สุจริต และประเด็นที่ ๒ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้ทําเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนอย่างแท้จริง สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อสนับสนุนคําอภิปรายของผม ในเรื่องที่การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้เจตนาสุจริตที่จะทําเพื่อผลประโยชน์ของ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ก็คือท่านประธานคงจะได้มีร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐ อยู่ในมือ ซึ่งในหน้าแรกจะมีเรื่องของการบันทึกหลักการและเหตุผล หลักการก็คือการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกี่ยวกับการทําสัญญากับนานาประเทศหรือองค์กร ระหว่างประเทศ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐ ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้ และเหตุผล ในการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็ปรากฏตามที่ผมจะได้กราบเรียนท่านประธาน ก็คือ โดยที่มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้การทําหนังสือ สัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนนั้นเป็นปัญหาในทางปฏิบัติของฝ่ายบริหาร และเป็นผลให้กระบวนการในการทําความตกลงระหว่างประเทศล่าช้าและเกิดความเสียหาย แก่ประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สมควรที่จะแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าว จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ และมาตราที่เสนอมาทั้งหมดก็มี ด้วยกัน ๔ มาตรา ซึ่งวันนี้ที่ประชุมรัฐสภาก็กําลังพิจารณาในมาตรา ๓ สิ่งที่กระผม จะหยิบยกให้ท่านประธานได้เห็นว่าการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้นั้นมีเจตนาที่แยบยล และมีเจตนาอื่นแอบแฝงก็คือ การเสนอขอแก้ไขโดยอ้างปัญหาในทางปฏิบัติของฝ่ายบริหาร แต่ผู้เสนอกลับกลายเป็นสมาชิกรัฐสภา มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้งหมดซึ่งผม ก็ไปดูรายชื่อมา ท่านประธานที่เคารพครับ มีทั้งหมด ๔๔ ท่าน ท่านประธานเชื่อไหมครับ ปกติแล้วการแก้ไขปัญหาที่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติของรัฐบาลนั้นรัฐบาลจะต้องเป็นผู้นํา ในการยื่นขอแก้ไข มีสมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้ลุกขึ้นอภิปรายว่าในมาตรา ๑๙๐ ได้มี การแก้ไขมาแล้วในรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นจริงอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูด แต่ต่างกันตรงที่ว่าในตอนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คนที่เสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ คือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยได้อธิบายเหตุผลความจําเป็น ต่อรัฐสภา และได้มีการดําเนินการแก้ไขเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและ ประชาชน เมื่อที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าในมาตรา ๑๙๐ นั้นอาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ ในการที่จะบรรจุการขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา และในบางครั้งอาจจะทําให้เกิดความล่าช้าบ้าง ประเด็นปัญหาก็คือว่าถ้าอย่างนั้นจะทําอย่างไรให้การขอความเห็นชอบนั้นเป็นไปด้วย ความถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกันผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนยังได้รับ การตรวจสอบและอยู่ครบถ้วนทุกประการ นั่นคือที่มาของการแก้ไขในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ คือการให้รัฐบาลหรือรัฐสภาไปออกกฎหมายประกอบ จะเรียกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือพระราชบัญญัติก็แล้วแต่ ไปกําหนดกรอบและวิธีการที่จะพิจารณาว่าควรที่จะนําหนังสือ สัญญาประเภทใดเข้ามาสู่ความเห็นชอบต่อรัฐสภา หนังสือหรือสนธิสัญญาประเภทใดที่ ไม่จําเป็นต้องเข้าสู่ความเห็นชอบของรัฐสภาเพื่อลดจํานวนความเห็นชอบของการทํางานของ รัฐสภาให้น้อยลง แต่ท่านประธานที่เคารพครับ นับตั้งแต่รัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาบริหารชาติบ้านเมืองท่านได้พูดตลอดเวลาว่ามีปัญหาในการขอเสนอ ตามมาตรา ๑๙๐ แต่ท่านไม่ได้ไปดําเนินการออกกฎหมายเพื่อที่จะกําหนดกฎเกณฑ์ และหลักเกณฑ์ในการแยกแยะสนธิสัญญาและหนังสือสัญญาต่าง ๆ ที่จะเข้าสู่ความเห็นชอบ ของรัฐสภา แต่ท่านเลือกที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ ซึ่งผมเรียนท่านว่าที่มาของ การขอความเห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาที่ไม่ชอบในสิ่งที่จะดําเนินการ นอกจากนั้นเมื่อเห็นว่าเป็นปัญหาของฝ่ายบริหาร โดยปกติฝ่ายบริหารจะต้องเสนอตัวแทน ของฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีเข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญด้วย แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ๔๔ รายชื่อ ที่อยู่ในมือผมในฐานะกรรมาธิการวิสามัญไม่มีเลย ครับท่านใดท่านหนึ่งที่เป็นรัฐมนตรีที่จะนําเสนอปัญหาในการปฏิบัติตามมาตรา ๑๙๐ เพื่อให้ กรรมาธิการวิสามัญได้คลายข้อสงสัย จะมีอยู่ท่านเดียวครับที่จะพูดถึงก็คือท่านสรวงศ์ เทียน ทอง ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นรัฐมนตรี แต่ตอนที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญนั้นท่านไม่ได้รับการแต่งตั้ง เป็นรัฐมนตรี ท่านมาเป็นรัฐมนตรีเมื่อการทํางานในคณะกรรมาธิการวิสามัญนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ผมได้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลมีความไม่สบายใจในการที่จะให้ตัวรัฐบาลเอง เข้ามาเกี่ยวพันในกระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เพราะมีหลายท่านพูด ว่าการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นี้จะนําไปสู่ความเสียหายของประเทศครั้งใหญ่จะนําไปสู่การ ดําเนินการที่ทําให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้รับผลประโยชน์จากการที่ไม่ต้องนํามาเสนอ ขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา นี่คือสิ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าเจตนาในการ เสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐบาลสมัยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็ต่างกัน โดยสิ้นเชิง เมื่อรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นว่ามีปัญหา รัฐบาลต้องรับผิดชอบเข้ามา ดําเนินการแก้ไข และเมื่อแก้ไขโดยยึดถือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนก็ไม่จําเป็นที่ จะต้องแสดงเจตนาแอบแฝงโดยอาศัยมือสมาชิกรัฐสภาเข้ามาเป็นผู้เสนอขอแก้ไขกฎหมาย แทนรัฐบาล แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนและสอบถามไปยังกรรมาธิการวิสามัญ เพราะผมก็ได้สอบถามเพื่อนกรรมาธิการวิสามัญจากซีกพรรคประชาธิปัตย์ ว่าในการทํา หน้าที่ของกรรมาธิการวิสามัญตลอดการพิจารณาทั้งหมดได้มีการเรียกตัวแทนฝ่ายบริหาร รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือไม่ ว่าปัญหาที่อ้างถึงในมาตรา ๑๙๐ มันมีอะไรบ้าง มันเกิด ความเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคมอย่างไร ถึงจําเป็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ทราบจาก กรรมาธิการครับว่าไม่ได้มีการเชิญรัฐมนตรีมาชี้แจงแม้แต่ท่านเดียว มีแต่ข้าราชการเท่านั้น ที่มาชี้แจงกรรมาธิการ และข้าราชการที่มาชี้แจงนั้นระดับสูงสุดก็เป็นระดับแค่รองอธิบดี เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานให้ได้ทราบว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติที่อ้างปัญหาจาก ฝ่ายบริหาร แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่าได้มีส่วนของฝ่ายบริหารเข้ามา ผมขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตครับท่านประธาน ว่าการทําหน้าที่ของกรรมาธิการนั้นต้องการกันส่วนของ ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลออกจากกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ใช่หรือไม่ นี่คือสิ่งที่กรรมาธิการวิสามัญต้องตอบผมครับ เมื่ออ้างว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะเป็น ปัญหาในการปฏิบัติของรัฐบาล แต่ท่านไม่เคยสอบถามรัฐบาลแม้แต่คําเดียวว่าเกิดอะไรขึ้น มันมีเรื่องไหนบ้างที่มันขอความเห็นชอบไม่ทัน มันมีเรื่องไหนบ้างที่ไปขอความเห็นชอบ แล้วไปเจรจากับเขา แล้วอ้างว่าต้องมาขอความเห็นชอบรัฐบาลก่อน ของรัฐสภาก่อน ทําให้ เราไม่สามารถไปร่วมกระบวนการในการเซ็นสัญญาหรือสนธิสัญญากับนานาประเทศได้ ไม่มีการสอบถามเรื่องนี้เลยครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดําเนินการทั้งหมด ผมขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตครับ ซึ่งผมเป็นห่วงอย่างยิ่ง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นได้มีการ แบ่งแยกอํานาจเด็ดขาดชัดเจน นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ผมไม่ปฏิเสธครับถ้ารัฐบาล จะมีเสียงข้างมากและทชี้นําในสภาผู้แทนราษฎรได้ เพราะการมาเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาลนั้นจะต้องมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่การที่เรามีวุฒิสภาและรัฐสภา ในวันนี้เพื่อทําการของประเทศที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ จําเป็นจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก รัฐสภาซึ่งเป็นเรื่องสําคัญวันนี้ผมขอตั้งข้อสังเกตครับว่ารัฐบาลได้เข้าครอบงําการทําหน้าที่ ของรัฐสภาอย่างเต็มที่ จากข้อชี้แจงที่ผมเรียนท่านประธานตั้งแต่ต้นว่าวันนี้มีขบวนการของ การนําเสนอแก้ไขโดยมีสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ แทนรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือข้อสังเกตแรกที่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธาน และกรรมาธิการต้องตอบข้อซักถามของผมให้ชัดเจน เพราะไม่อย่างนั้นผมมี ความไม่สบายใจครับว่า วันนี้รัฐบาลนั้นสามารถที่จะชี้นํารัฐสภาได้ในทุกเรื่อง
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานต่อมาก็คือ วันนี้การแก้ไข รัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วเสร็จ ในวันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เข้าสู่รัฐสภา ผมได้ลุกขึ้นทักท้วงว่าร่างที่นําเสนอรัฐสภานั้นเป็นร่างที่เสี่ยงต่อการสูญเสีย อธิปไตย สูญเสียผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างมากมาย ผมจําเป็นต้อง เท้าความครับว่าในวันแรกที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เข้ามาสู่สภานั้น ก่อนที่กรรมาธิการ วิสามัญจะแก้ไขเพิ่มเติมเป็นอย่างนี้ครับ ท่านไปแก้ไขมาตรา ๑๙๐ วรรคหนึ่ง ไม่ได้แก้ไข ซึ่งมีความว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์กรระหว่างประเทศ แต่ที่ท่านมา แก้ไขและเป็นประเด็นสําคัญที่พูดจากันอยู่ในวันนี้ละครับท่านประธาน วรรคสอง หนังสือ สัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกตาม พระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทาง เศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว ท่านไป ตัดข้อความคําว่า พื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตาม หนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ออกครับ ผมเรียนท่านเลยครับว่าวันที่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่สภา ผมลุกขึ้นซักถามว่า ท่านกล้าดีอย่างไรตัดข้อความซึ่งมี ลักษณะที่จะทําให้ประเทศชาติเสียหายจากการดําเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านไปตัด ข้อความเหล่านี้ เสร็จแล้วท่านใช้คําว่า หรือเขตอํานาจแห่งรัฐ แทนคําว่า พื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่าง ประเทศโดยชัดแจ้ง วันนั้นผมอภิปรายครับว่า วันนี้อาณาเขตของประเทศ หรือพื้นที่ นอกอาณาเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยนั้นมันมีความสําคัญ ขวานทองของไทย เป็นอาณาเขตประเทศไทย แต่วันนี้การได้ผลประโยชน์หรือการเป็นเจ้าของสิทธิอธิปไตยนั้น ไม่ได้มีเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่มีลักษณะของพื้นที่ทับซ้อนทางเศรษฐกิจ หรือพื้นที่ที่ยังไม่มีข้อตกลง และสิ่งที่ผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็นชัดที่สุดครับ วันนี้เรามี สถานทําการของรัฐบาลอยู่ในนานาอารยประเทศ หรือที่เราเรียกว่า ที่ทําการของสถานทูต ที่ทําการของสถานทูตคือพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย ถ้าตามที่ท่าน เสนอแก้ไขในวันแรกนั้นหมายถึงว่าท่านไปตัดสิทธิอธิปไตยนอกพื้นที่ประเทศไทยออกทันที แล้วก็เกิดผลกระทบ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านครับอภิปรายว่าขอบคุณกรรมาธิการวิสามัญ ที่ไปพิจารณา แล้วนําเอาข้อความเดิมกลับมา ผมก็ไปดูครับท่านประธาน หลังจากที่ กรรมาธิการวิสามัญไปพิจารณาแล้วก็ได้ปรับปรุงถ้อยความตามที่เพื่อนสมาชิกได้ลุกขึ้น อภิปรายในชั้นรับหลักการ ท้ายที่สุดท่านไปกลับข้อความกลับมาเป็นแบบนี้ครับ หนังสือ สัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจรัฐ ที่ท่านเขียนไว้เดิมท่านตัด ละครับ เป็น หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง ผมจะเอาเฉพาะท่อนแรก ก่อนครับท่านประธาน ทําเสมือนประหนึ่งว่าท่านกลับมาใช้ข้อความในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านใส่กลับเข้ามาหลายคนตั้งข้อสังเกตในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ และผมจําเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องพูดจาในประเด็นนี้เช่นเดียวกันว่าการที่ท่านใส่คําว่า โดยชัดแจ้ง ต่อท้ายนั้น ท่านมีเจตนาอย่างไร ในคําอภิปรายของผมนับแต่นี้ไปผมจะได้ชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าการใส่ ข้อความนี้มีนัยแอบแฝงอย่างไร และต้องการผลของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าวันนี้ไม่เกิดเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ เรื่อง ประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของ สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับ คําแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ เป็นหนังสือสัญญาที่ต้อง ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ถ้าไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น และไม่มีคําพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม วันนี้ผมอาจจะไม่จําเป็นต้อง ลุกขึ้นมาอภิปราย หรือถ้าลุกขึ้นมาอภิปราย คําอภิปรายของผมก็จะไม่มีน้ําหนักในการที่จะ ชี้ให้เห็นว่าการเขียนรัฐธรรมนูญแบบที่ท่านกําลังทําอยู่นั้นส่อให้ประเทศชาติเสียหายอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ เรื่องมาตรา ๑๙๐ เป็นเรื่องสําคัญ พี่น้องประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้ อยู่หลายคนไม่เข้าใจ หลายคนคิดว่าเมื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลมาบริหารประเทศแล้วก็ให้ ความสะดวกกับรัฐบาลในการที่จะไปทํางานเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชน แต่สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในมาตรา ๑๙๐ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ มันมีวิวัฒนาการ เดิมไม่มีสิ่งที่รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบกรณีที่รัฐบาลต้องไปดําเนินการแล้วต้องมาขอ ความเห็นชอบ ไม่มีครับ แต่มันมีอยู่ยุคหนึ่งที่รัฐบาลได้ไปดําเนินการที่ทําให้ประเทศชาติ เสียหาย และมีคํา ๆ หนึ่งที่ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ครับท่านประธาน และแม้ในคําพิพากษาก็มี การเขียนถึง คือการใช้ผลประโยชน์ในทางที่ไม่ชอบ ทุจริตเชิงนโยบาย ผมเชื่อว่าพูดคํานี้ พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนคุ้นเคยครับ เพราะตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมาคนไทยรู้จักศัพท์ คําใหม่คํานี้ ทุจริตเชิงนโยบาย ด้วยการเอานโยบายเข้าไปแล้วไปได้ผลประโยชน์กลับคืน ให้กับตัวผู้บริหาร และด้วยคําว่า ทุจริตเชิงนโยบาย นี้ครับท่านประธาน มันเป็นที่มาของ การร่างมาตรา ๑๙๐ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน วันนี้ การที่รัฐบาลไทยหรือรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งไปทําสัญญากับรัฐบาลอื่นหรือบุคคลภายนอก ปฏิเสธไม่ได้ครับว่ามันมีผลประโยชน์อย่างอื่นตามมามากมาย ถ้าคนที่สุจริตนึกถึง ผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้งมันก็ไม่เกิดปัญหา แต่มันมีคนบางประเภทที่รู้และรู้ว่า เวลาไปทําเรื่องอะไรแล้วมันจะได้ผลประโยชน์ตามมาอีกรูปแบบหนึ่ง เราถึงคุ้นเคยกับคําว่า ทุจริตเชิงนโยบาย ท่านประธานที่เคารพครับเมื่อพูดถึงมาตรา ๑๙๐ ที่บอกว่าบทสัญญา หรือหนังสือสัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลง หรือความสาระสําคัญตามมาตรา ๑๙๐ ผมจําเป็นต้องทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาและพี่น้องประชาชนครับ การที่จะกําหนด หลักเกณฑ์ในมาตรา ๑๙๐ และสาระสําคัญของสนธิสัญญาหรือสัญญานั้น เขากําหนดไว้ ๕ ประการครับท่านประธาน
ประการที่ ๑ การทําสนธิสัญญาหรือหนังสือสัญญาอื่นระหว่างประเทศ หรือกับองค์กรระหว่างประเทศเป็นพระราชอํานาจพระมาหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็น พระประมุขแห่งรัฐ
ประเด็นที่ ๒ ของมาตรา ๑๙๐ ก็คือสนธิสัญญา หรือหนังสือสัญญา ที่คณะรัฐมนตรีต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาในกรอบการเจรจา และต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน และภายหลังการเจรจาหรือก่อนลงนามในสัญญามี ๕ ประเภทคือ ๑. ถ้าหนังสือสัญญาหรือสนธิสัญญานั้นมีบทเปลี่ยนแปลงอํานาจอธิปไตย ของรัฐ ต้องขอความเห็นชอบ ๒. หนังสือสัญญาหรือสนธิสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลง เขตพื้นที่อาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ต้องขอความเห็นชอบ ๓. มีผลกระทบด้านความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ๔. มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ และ ๕. ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้ การเป็นไปตามสัญญา มาตรา ๑๙๐ ก่อนที่จะมีการแก้ไขมีสาระสําคัญ ๕ อย่างนี้เท่านั้น ละครับท่านประธาน สําหรับคนที่ติดตามจะได้เข้าใจว่ามาตรา ๑๙๐ นั้นเขามีเจตนาอย่างไร
ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในเรื่องของ หนังสือสัญญาและสนธิสัญญาไว้ในคําพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญหลายครั้ง ผมขออนุญาต ท่านประธานที่จะอ่านเพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้เข้าใจในประเด็นต่อมาว่า การเปลี่ยนแปลง แก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะมีผลในทางปฏิบัติอย่างไร หนังสือสัญญาหมายถึง ความตกลง ระหว่างประเทศที่ประเทศไทยทําขึ้นกับนานาอารยประเทศ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้ เกิดผลผูกพัน ไม่ว่าความตกลงนั้นจะจัดขึ้นในรูปแบบใด และใช้ชื่ออย่างไร และมีความหมาย เช่นเดียวกับคําว่า สนธิสัญญา ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญตีความคําว่า หนังสือสัญญา อีกครั้ง ในคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๓๓/๒๕๔๓ ว่าหนังสือสัญญาแม้จะมิได้บัญญัติความหมาย ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๒๔ มีความหมายครอบคลุมถึงความตกลงทุกประเภทที่ประเทศไทยทําขึ้นกับนานาอารยประเทศ หรือกับองค์กรระหว่างประเทศ โดยมุ่งเพื่อจะให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างกันตาม กฎหมายระหว่างประเทศ ผมขอท่านประธานเน้นกลับมาคํานี้ครับ หนังสือสัญญาตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้นให้ครอบคลุมถึงความตกลงทุกประเภทที่ประเทศไทยทําขึ้น นี่ละครับท่านประธานถึงเกิดแนวความคิดว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะการที่รัฐบาลจะไป ดําเนินการอย่างไรกับต่างประเทศ หนังสือสัญญาอย่างเดียวก็ครอบคลุม สนธิสัญญา ก็ครอบคลุม ข้อตกลงก็ครอบคลุมครับท่านประธาน สิ่งที่กลัวที่สุดก็คือข้อตกลง และนั่นทําให้มีการแก้ไขประเด็นสําคัญที่จะต้องขอความเห็นชอบ ก็คือ ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางหรือ มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ท่านไป แก้ไขครับ ท่านตัดออกหมดเลยครับ เรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศ ผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ท่านตัดออก แล้วท่านใช้คํานี้ครับ หรือมีบทให้เปิดเสรีการค้าหรือการลงทุนต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภา ท่านเน้นกรณีเดียวครับ ถ้าเมื่อไรไปเปิดตลาดด้านการค้า เสรีด้าน การค้าและการลงทุน ต้องขอความเห็นชอบ วันนี้ตลาดเสรีการค้ามันเป็นเรื่องที่ต้องแข่งขัน กันอยู่แล้ว มันมีหลัก มันมีกติกาครับ รัฐบาลไม่ต้องใส่ ผมเชื่อว่าเราก็ดําเนินการอยู่ ฝ่ายที่เขาค้าขายกับเราเขาก็ไม่ยอมเสียเปรียบ ฝ่ายเราก็ไม่ยอมเสียเปรียบ เขาถึงเรียกว่า การค้าเสรี แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไปตัดออก กรรมาธิการไปตัดออก ที่มีผลกระทบด้านความ มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ท้ายของคําอภิปราย ผมจะชี้ให้เห็นว่าจริงแล้วรัฐบาล หรือกรรมาธิการวิสามัญต้องการอะไร แต่การที่ท่านไปเขียนเน้นเรื่องการเสรีและการลงทุน ทําให้ผมไม่สบายใจครับท่านประธาน เพราะขณะนี้มีการพูดถึงสัมปทานกันมากเหลือเกิน สัมปทานด้านพลังงาน ด้านแก๊สธรรมชาติ สัมปทานอื่นใด ซึ่งสัมปทานไม่ถือเป็นเรื่องของ การค้าเสรี ถ้ากรรมาธิการวิสามัญต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดประโยชน์ กับประเทศชาติอย่างแท้จริง ท่านต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมผลประโยชน์ของ ประเทศชาติให้มากที่สุด แต่ไม่ใช่เขียนจํากัดตัวเอง ทําให้การครอบคลุมของรัฐธรรมนูญนั้น เสียไป และท้ายที่สุดก็จะมีคนได้ผลประโยชน์จากการที่จํากัดตัวเองในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าท่านไปทําทําไม ถ้าจะอ้างว่าเสียเวลา เสียโอกาส ก็แก้ไขสิครับ มันจะ เสียตรงไหน กฎหมายท่านก็ไม่ไปออก แล้วท่านก็ยังอ้างข้อเดิมว่าเสียเวลา เสียโอกาส แต่ถ้าจะต้องเสียเวลาเสียโอกาสบ้าง ผมว่าดีกว่าเสียดินแดน เสียผลประโยชน์ของประเทศ วันนี้ท่านเลือกที่จะแก้ไขและทําให้การครอบคลุมของรัฐธรรมนูญนั้นเล็กลง ผมต้องถาม กรรมาธิการวิสามัญว่าเจตนารมณ์ของท่านคืออะไร และถ้าต่อมามีความเสียหายจาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ท่านนําเสนอสู่รัฐสภาในวันนี้ ไม่ว่าท่านจะต้องมีความรับผิดชอบ ทางกฎหมายหรือไม่ผมไม่พูดถึง แต่อย่างน้อยความรับผิดชอบในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ท่านต้องมีอย่างแน่นอน ท่านเลือกที่จะเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติไปเสี่ยงกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพียงเพื่อปัญหาของรัฐบาล ผมเชื่อว่ากรณีนี้ถ้าเกิดมีความเสียหายเกิดขึ้น ท่านปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ไม่ได้ ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียน ท่านประธานก็คือ เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาของความตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทย และรัฐบาลกัมพูชา ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ ลงนาม ในนามรัฐบาลไทยดังกล่าวข้างต้นพบว่า คําแถลงการณ์ความตกลงร่วมส่งผลให้เป็นการ ยกเลิกข้อสงวนในการติดตามเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา และมีผลเป็นการยอมรับว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาด้วย การยอมรับในแผนที่กําหนดแนวเขตที่จัดทําโดย เจ้าหน้าที่ผู้มีอํานาจของกัมพูชาของประเทศไทย ดังปรากฏข้อความในคําแถลงการณ์ร่วมว่า “เขตรอบพื้นที่ของปราสาทพระวิหารปรากฏตามที่ระบุไว้ ณ บริเวณเอ็น ๑ (N ๑) ในแผนที่ ที่แนบท้ายที่จัดทําโดยรัฐบาลกัมพูชา แผนที่ดังกล่าวให้รวมถึงพื้นที่กันชนบัฟเฟอร์ โซน (Buffer Zone) ในด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ของปราสาทตามที่ระบุไว้ตามเครื่องหมาย เอ็น ๒ (N ๒) ด้วย” ทําให้พื้นที่กันชนบัฟเฟอร์ โซน ทางทิศตะวันออกและทิศใต้ของตัว ปราสาทเป็นอํานาจอธิปไตยของกัมพูชาอย่างสมบูรณ์ถาวรและยังมีผลเป็นการยอมรับแสดง สิทธิอํานาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่นอกเหนือคําพิพากษาของศาลยุติธรรม ระหว่างประเทศ ดังนั้นการลงนามในคําแถลงการณ์ร่วมจึงมีผลเป็นการสละสิทธิข้อสงวนการ ติดตามกลับคืน เป็นการยอมรับนับถืออธิปไตยของกัมพูชาอย่างถาวร และยังมีผลเป็นการ ยอมรับการแสดงสิทธิอํานาจอธิปไตยของกัมพูชานอกเหนือจากขอบเขตปราสาทพระวิหาร ด้วย กรณีนี้ต้องถือว่าข้อตกลงตามคําแถลงร่วมมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย อย่างชัดเจน เท่ากับเป็นการยกเลิกมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๕ นี่คือส่วนหนึ่ง ของคําพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ หน้า ๘ และหน้า ๙ ท่าน ประธานที่เคารพครับ นอกจากคําแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของ ประเทศไทยยังส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางตามนัยของมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้ ๑. เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวมีผลกระทบต่ออาณาเขตของไทยดังที่กล่าวมา ข้างต้น ๒. การดําเนินการดังกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศดําเนินโดย ปราศจากความโปร่งใส ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ แต่กลับดําเนิน ในลักษณะที่ไม่เปิดเผยให้สาธารณชนได้ทราบรายละเอียดของข้อตกลง โดยเฉพาะแผนที่ แนบท้ายซึ่งเป็นสาระสําคัญของข้อตกลงดังกล่าว ๓. การดําเนินการดังกล่าวมิได้กระทําไปใน ลักษณะที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ กล่าวคือรัฐบาลมีทางเลือกหลายทางที่ สามารถดําเนินการได้ในลักษณะที่เป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ เช่น การยื่นเรื่อง เป็นเจ้าของมรดกร่วมกับทางประเทศกัมพูชาเป็นต้น ๔. โดยเหตุที่เป็นการดําเนินการอย่าง รีบเร่งไม่โปร่งใส ไม่รักษาผลประโยชน์ประเทศ ประกอบกับมีข้อกล่าวหาเรื่องการรีบเร่ง ดําเนินการดังกล่าวก็เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างอดีตผู้นําฝ่ายไทยกับทาง ฝ่ายกัมพูชา
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ไม่เข้าใจครับว่าเราเป็นสมาชิกรัฐสภา ไม่ว่า จะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิ่งหนึ่งที่เราต้องทําหน้าที่อย่าง เข้มแข็งคือรักษาไว้ซึ่งเอกราชและอธิปไตยของประเทศ ผมจะไม่กล่าวว่ารัฐบาลนี้รัฐบาลไหน แต่ทุกรัฐบาลอาจจะมีคนดีและไม่ดี ทําไมเราไม่ช่วยกันจํากัดกรอบเพื่อให้คนไม่ดีไม่สามารถ เอาผลประโยชน์ของประเทศชาติไปกับการดําเนินการเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ แต่ท่านเห็น ปัญหาของรัฐบาลนี้ แล้วท่านก็มาแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และโดยเฉพาะสาระสําคัญที่จะ ปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องและประเทศ ผมก็ต้องเรียกร้องในฐานะคนไทยคนหนึ่ง คําพิพากษาเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ยังไม่เพียงพออีกหรือครับ ขนาดวันนั้น มีรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ครับ ต้องเอาเข้าทุกเรื่องยังไม่เอาเข้า และท้ายที่สุดเราจะสูญเสีย แผ่นดินไทยหรือไม่ ถ้าไม่มีการเลื่อนคําพิพากษาปลายเดือนนี้เราก็คงจะได้ทราบ ท่านไม่เอา เหตุการณ์นี้มาเป็นอุทาหรณ์ในการดําเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญบ้างหรือครับ ขนาดมีมาตรา ๑๙๐ ยังทําได้ขนาดนี้ แล้วถ้าไม่มีมาตรา ๑๙๐ จะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองนี้ แล้วผมกราบเรียนท่านประธานครับ สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย วันนี้รัฐมนตรีต่างประเทศ ถูกดําเนินคดีโดย ป.ป.ช. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเหมือนกับการออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมหรือไม่ผมไม่อยากชี้ชัด แต่พฤติกรรมคล้ายกัน เข้าสู่อํานาจรัฐ ได้อํานาจรัฐแล้วออกกฎหมายยกโทษยกผิดให้พวกตัวเองทั้งหมด เข้าสู่สภา กรรมาธิการวินิจฉัย แก้รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ สมาชิกรัฐสภาหลายคนถามว่าทําไมต้องใส่ คําว่า ชัดแจ้ง ผมจะตอบให้ครับ เพราะในท้ายคําพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ อย่างนี้ครับ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดวิกฤติแก่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา อันมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมอย่างกว้างขวาง เห็นไหมครับ มีผลกระทบต่อ ความมั่นคงอย่างกว้างขวาง ศาลรัฐธรรมนูญเอาคําคํานี้ไปใส่ในคําพิพากษาครับ คําแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย อ่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ คําแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นหนังสือสัญญาที่อาจ อาจ อาจจะ เปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย จึงเป็นหนังสือสัญญาที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง กําหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้าวต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่าคําแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา หรือ จอยท์ คอมมูนิเก ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ เป็นหนังสือสัญญาที่อาจ เน้นคําว่า อาจ อีกครับ มีบท เปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ ทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวางอีกด้วยจึงต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง
ท่านธนาครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญคุณหมอครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ตามข้อ ๔๓ ผมฟังมา ๓๙ นาทีนะครับท่านประธานครับ ซ้ําซาก วกวน แล้วก็อย่างกับอภิปราย ไม่ไว้วางใจแล้วก็เอาคดีของคุณนภดลมาพูดซ้ําแล้วซ้ําอีก ขอให้ท่านประธานรัฐสภาควบคุม ตามข้อ ๕ ให้ผู้ดําเนินการอภิปรายสรุปเร็ว ๆ ครับ ผมอยากจะฟังว่าทําไมท่านถึงคัดค้าน คัดค้านด้วยอคติหรือเปล่า แล้วการที่ศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัยเพิ่มข้อความในรัฐธรรมนูญ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอยู่แล้วครับ อาจ อาจของท่านนั่นละครับ เป็นสิ่งที่ไม่ดีครับ ขอบคุณครับ ให้ประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ท่านธนาครับ ขอความร่วมมือ มันจะฟุ่มเฟือยไปนิดหนึ่งครับ ช่วยกระชับสักหน่อยก็จะขอบคุณครับ เชิญครับ เชิญต่อครับ ขอกระชับหน่อยนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงคําอภิปรายของผมนะครับท่านประธาน ถ้าคนที่มี ความรักในประเทศ รักในผลประโยชน์ของชาติ จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ผมอภิปรายนั้นได้มีเหตุ ได้มีผล ได้ชี้ให้กรรมาธิการและรัฐสภานี้เห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ ขนาดมี รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ยังไปดําเนินการที่ทําให้ประเทศชาติอาจจะเสียแผ่นดิน ผมให้ท่านประธานดูต่อครับ รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ ให้ความเห็นชอบการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทั้งนี้โดยผลสืบเนื่องต่อมา วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ ได้กระทําการแทนรัฐบาล ลงนามในแถลงการณ์ร่วมให้ความเห็นชอบขึ้นทะเบียนมรดกโลก ของประเทศกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว ตลอดจนการรับรองสิทธิบางประการของประเทศไทย ในแถลงการณ์ดังกล่าว ตลอดจนการรับรองและจํากัดสิทธิบางประการของประเทศไทย ในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นเหตุเกิดการประท้วง โต้แย้ง คัดค้านการดําเนินการของ รัฐบาล ผมชี้ให้ท่านประธานเห็นนี่ครับ ครม. มีมติวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๑ วันที่ ๑๘ ไปลงแถลงการณ์ร่วมหมายความว่าอะไรครับ หมายความว่าไม่เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชน ได้รับทราบ แต่สิ่งที่ผมจะชี้ให้เห็นก็คือว่าเจตนาไม่สุจริตครับท่านประธาน ถ้าพี่น้อง ประชาชนหรือคนที่เขารักแผ่นดินเขารู้ว่ามีมติ ครม. แบบนี้ เขาไม่ยอมให้ไปเซ็นแถลงการณ์ ร่วมกับกัมพูชาหรอกครับ ถึงต้องไปวันรุ่งขึ้นครับท่านประธาน ทํากันให้เสร็จ แล้วท้ายที่สุด คดีนี้อยู่ที่ศาล ศาลโลกครับ แล้วผมจะบอกท่านประธานว่าวันนี้ท่านเอาเรื่องนี้เข้ามาสู่ ความเห็นชอบของรัฐสภา ผมจะตั้งข้อสังเกตอีกเรื่องหนึ่งครับ มีการเลื่อนการอ่าน คําพิพากษาของศาลโลกไปเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ผมไม่ทราบว่ามีขบวนการอะไรไปทําให้ การอ่านคําพิพากษานี้เลื่อนออกไปหรือไม่ แต่ผมมีข้อสังเกตครับว่ารัฐสภากําลังพิจารณา เรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และถ้ารัฐสภาแห่งนี้มีมติเห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง อย่างที่ผมได้อภิปราย นักกฎหมายทั้งประเทศเขาก็หวาดวิตกครับ ว่าคําพิพากษาคดี ๒๓ และ ๒๔/๒๕๕๑ ที่ผมอ่านให้ท่านประธานฟังนี่ยังจะมีผลบังคับ อีกต่อไปหรือไม่ เพราะศาลไปได้พิพากษาโดยคํานึงถึงผลกระทบความมั่นคงทางสังคม อย่างกว้างขวางครับ แล้วมันก็ตรงกับที่ท่านไปตัดคํานี้ออกจากมาตรา ๑๙๐ วรรคสองครับ เท่านั้นยังไม่พอ ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาว่าหนังสือสัญญาดังกล่าวอาจมีบทเปลี่ยนแปลง ประเทศ ท่านก็เลยไปใส่ว่า ต้องมีความชัดแจ้งครับ ท่านถึงต้องย้ําครับ เพื่อให้คําพิพากษา ของรัฐธรรมนูญที่ตัดสินไปแล้วเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะคําพิพากษาที่มีอยู่เดิมนั้น ในปัจจุบันรัฐธรรมนูญได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่จะได้รับสิทธิในเรื่อง นี้คือจําเลยในคดีครับ ร้องขอต่อศาลว่าปัจจุบันรัฐธรรมนูญที่ลงโทษเขาด้วยข้อหา ด้วยพฤติกรรม ด้วยผลกระทบ ปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญแก้ไขแล้ว ไม่มีเรื่องพฤติกรรมอย่างนี้ เป็นความผิดอีกแล้ว เพราะฉะนั้นคําพิพากษาจึงจะมีผลอยู่อีกต่อไปหรือไม่ เป็นเรื่องที่ผม เชื่อว่ามีคนคิด แต่เรื่องคําพิพากษาคดีนี้ผมไม่สนใจครับท่านประธาน กับคน ๆ เดียว ผมไม่สนใจ แต่ผมสนใจว่าจะมีเอาคําเห็นชอบของรัฐสภาในวันนี้เอาไปใช้ในศาลโลกด้วย หรือเปล่าครับ อาจจะไม่ได้หยิบยกจากประเทศไทย แต่หยิบยกจากทางฝ่ายกัมพูชาแล้วเขาได้ประโยชน์ ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งผมมีสิทธิที่จะเรียกร้องท่านประธานและกรรมาธิการวิสามัญว่า ท่านคิดดีแล้วหรือครับ แล้วถ้าเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ศาลโลกพิพากษาให้ประเทศไทย ต้องเสียดินแดนจากการทําจอยท์ คอมมูนิเก หรือทําสนธิสัญญาเมื่อปี ๒๕๕๑ แล้วเรามาแก้ รัฐธรรมนูญ ทําให้มีคนเอาไปหยิบยกใช้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ท่านจะ มองหน้าลูกหลานได้อย่างไร สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานมาทั้งหมด รัฐบาลมองแต่ปัญหา ของตัวเอง มองแต่ปัญหาของพวกพ้อง มีหลายคนพูดครับ ไปตัดที่มีผลกระทบกับ งบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ โครงการข้อตกลงเมื่อเร็ว ๆ นี้นะครับท่านประธาน เอาข้าวไปขายหรือไปตกลงแลกเปลี่ยนหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วโครงการที่รัฐบาลทําอยู่ มีปัญหา ไปขายข้าวเท่าไรไม่บอก ซึ่งจะมีผลกระทบต่องบประมาณของประเทศอย่าง มีนัยสําคัญหรือไม่ รัฐบาลหลายคนเป็นห่วงเหมือนกันว่าเรื่องนี้จะเข้ามาตรา ๑๙๐ ถึงแก้ ออกไปครับท่านประธาน แล้วสรุปว่าเราจะแก้มาตรา ๑๙๐ เพื่อปัญหาของรัฐบาลหรือเพื่อ ปัญหาของประเทศครับท่านประธาน ถ้าต้องเลือกระหว่างรัฐบาลกับประเทศ กรรมาธิการ วิสามัญต้องเลือกประเทศ เพราะรัฐบาลอยู่แล้วไป แต่ถ้าได้รัฐบาลไม่ดีเมื่อไหร่ประเทศชาติ เสียหายทันที แล้วเราก็จะกลายว่าเป็นเครื่องมือทําให้คนอื่นมาแสวงหาผลประโยชน์และทํา ให้ประเทศชาติเสียหาย ผมได้กราบเรียนท่านประธานแล้วครับว่าปัญหาของรัฐบาลเอง แต่กลับไม่ยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในนามคณะรัฐมนตรี นั่นคือการแสดงเจตนาที่เคลือบแฝง การแก้ไขทุกเรื่องสมาชิกหลายคนพูดว่าทําไมต้องใส่คําว่า ชัดแจ้ง ผมตอบให้ท่านประธาน แล้วครับ เพราะมันไปงัดเอาคําพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญได้ การที่ไปตัดเรื่องกระทบต่อ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพราะมันดันไปอยู่ในคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญท่านถึงต้องตัดครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอภิปรายมาทั้งหมดวันนี้ ท่านประธานครับ ผมไม่สบายใจจริง ๆ ว่าในฐานะเป็นคนไทย ถ้าต้องให้เลือกสิ่งที่ผมพูดมา ทั้งหมด ไม่ต้องใช้วิจารณญาณมากเลยครับ ถ้าจะต้องทําให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทํางานมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้น แต่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ถ้ามันเสียไปแล้วเอาคืนมาไม่ได้ครับ เราเสียพระวิหารไม่ได้เพราะสัญญาข้อตกลงนะครับ เสียเพราะพฤติกรรมในอดีตของ ผู้นําประเทศ หรือผู้มีความสําคัญของประเทศไปยอมรับในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ของอธิปไตย กัมพูชา ศาลถึงเอามาเป็นคําพิพากษาให้ไทยเสียปราสาทพระวิหาร วันนี้ทําแม้กระทั่ง ออกแถลงการณ์ร่วม จนกระทั่งไปสู่ศาล และท้ายที่สุดกัมพูชานําแถลงการณ์ร่วมไปออกสิทธิ ในการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร เพราะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าถ้าพี่น้อง ประชาชน สมาชิกรัฐสภาได้ฟังคําอภิปรายของผม ผมเชื่อว่าจะเข้าใจดีว่าทําไมพรรคฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภาบางส่วนถึงต้องออกมาลุกขึ้นต่อสู้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ที่ประชุมนี้ได้รับทราบ เพราะนี่เรากําลังสู้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ดินแดนของประเทศชาติ สิทธิประโยชน์ทับซ้อนที่ประเทศชาติพึงมี ในอดีตอาจจะต้องจับดาบไปสู้รบ แต่วันนี้ต้อง ทําหน้าที่ตรงนี้ ถ้าไม่ทําวันนี้ประเทศชาติเสียหายอีกมาก เพราะฉะนั้นผมกราบไปยัง กรรมาธิการวิสามัญและสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ถ้าท่านจะได้มีใจที่จะนึกถึงประเทศชาติ สิ่งที่ผมอภิปรายมาทั้งหมด ผมอภิปรายอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล แต่ถ้าที่ประชุมรัฐสภา แห่งนี้ยังเดินหน้าโดยนึกถึงปัญหาของรัฐบาลมากกว่าปัญหาของประเทศ ท่านต้องรับผิดชอบ ขอบคุณครับ
ศาลโลกกําหนด วันพิพากษาเป็นวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายนเดือนหน้าครับ เชิญกรรมาธิการครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาแล้วก็เป็นคณะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพ ผมกราบเรียนว่า ในสิ่งที่พวกเราได้อภิปรายกันในวันนี้ครับ พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่บางคนก็อาจจะ เข้าใจผิดไปตามหลายสิ่งหลายอย่างที่ข้อมูลอาจจะยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ผมอาจจะกล่าวสั้น ๆ สรุปว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการเสนอแก้ไขโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ๓๑๔ คน ไม่ใช่เสนอแก้โดยรัฐบาลครับ เพื่อที่จะได้เข้าใจ เพราะว่าเท่าที่ ฟังคําก็บอกว่า แก้เพื่อรัฐบาล ๆ คณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอแก้ คณะกรรมาธิการ ได้สอบถามตลอดครับ ถามทั้ง ส.ส. ถามทั้ง ส.ว. ถามทั้งข้าราชการ ถามทั้งฝ่ายค้าน ทุกฝ่าย เราก็ได้พูดคุยกัน แต่เพื่อความชัดเจนจะได้ทราบว่าไม่ใช่การแก้ไขเพื่อแก้ปัญหาของรัฐบาล แต่เป็นการแก้ไขเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ความเหนื่อยยากของผู้ปฏิบัติงานไม่ใช่สาระสําคัญ อาจจะช้าอาจจะต้องเข้าสภากันมาก ก็ไม่ใช่สาระสําคัญ แต่ถ้าเผื่อว่าในการที่ประเทศไทยไปเสียโอกาสจากการมีมาตรา ๑๙๐ ที่ไม่ชัดเจนทําให้การพิจารณาต่าง ๆ ในการทําข้อตกลงกับต่างประเทศล่าช้าทําให้ประเทศไทย เสียโอกาส ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การลงทุน ด้านเศรษฐกิจ เราก็ถือว่าเป็นความเสียหาย ของประเทศชาติ ใครจะลําบากนั้นคงไม่ใช่เรื่องสําคัญ
และอีกเรื่องหนึ่งผมอยากกราบเรียนว่าท่านผู้อภิปรายหลายท่านครับได้พูด ถึงว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคําวํานิจฉัยเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ออกมาว่า อาจจะ เพราะคํานี้ ละครับ เพราะคําว่า อาจจะเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศไทย ก็เพราะคํานี้ทําให้เรา ได้มองเห็นว่าหลายคนครับวิพากษ์วิจารณ์ เพราะศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นศาลที่เรา วิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าเป็นคําวินิจฉัยที่เกินอํานาจหน้าที่หรือไม่ คําว่า อาจจะเสีย ก็ยังไม่ชัดเจน จนถึงวันนี้ก็ไม่เห็นอะไรเสียหายนะครับท่านประธานที่เคารพ ผมกราบเรียนว่าคําวินิจฉัย อย่างนี้จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้ ส.ส. ส.ว. ได้มาร่วมกันพิจารณาว่าเราจะทําให้เกิดความ ชัดเจน ข้าราชการก็ไม่ต้องสับสนว่าเรื่องใดบ้างจะนําเข้าสู่การพิจารณาในมาตรา ๑๙๐ ศาลเองก็จะได้ไม่ต้องสับสนนะครับ ศาลเองก็จะได้พิจารณาชัดเจนว่าเรื่องใดบ้างที่จึงจะ ถือว่าเป็นการกระทําผิด ซึ่งศาลเองก็ใช้คําว่า อาจจะเปลี่ยนแปลงอาณาเขต โดยหลักทั่วไป แล้วครับท่านประธานที่เคารพ คําว่า ชัดแจ้ง ที่เรากําหนดเข้าไปนั้นเราก็หมายความว่า เป็นเรื่องที่มีข้อเท็จจริงชัดเจนว่าทําเช่นนั้น ทําเช่นนี้ สัญญาแบบนั้น สัญญาแบบนี้ จะทําให้ ประเทศชาติเสียอาณาเขตหรือทําให้พวกเราเสียเปรียบในเรื่องการค้า การลงทุนต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ผมกราบเรียนว่าคณะกรรมาธิการได้พิจารณาโดยละเอียดรอบคอบ มีการรับฟัง จากทั้งภาคประชาชน รับฟังจากทั้งภาคราชการ แล้วก็รับฟังจากนักวิชาการจนชัดเจนว่า การที่เราได้มาแก้ไขใส่คําว่า โดยชัดแจ้ง เข้ามานั้นเป็นเรื่องที่มีเหตุมีผล และผมยืนยันว่า ผมได้ฟังผมก็รู้สึกว่าจะทําให้คุณนภดล ปัทมะ เสียหาย ก็ขอความเป็นธรรมให้กับท่านด้วย สิ่งที่ท่านทําลงไปนั้นเรามองอย่ามองแต่แง่ที่จะเสียหาย โปรดมองในแง่ดีด้วย ผมเชื่อว่าจอยท์ คอมมูนิเก ที่ทําขึ้นนั้นจะเป็นผลดีของประเทศชาติมากกว่าครับ ขอบคุณครับ
ท่านธนาท่านอภิปราย และกรรมาธิการก็ชี้แจง ไม่ได้พาดพิงอะไรให้เสียหาย แต่ไม่เป็นไรครับ ขอกระชับหน่อย ก็แล้วกัน
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมว่าท่านกรรมาธิการวิสามัญ ขออนุญาตที่ท่านลุกขึ้นมาตอบ ท่านไม่ได้ฟังคําอภิปรายของผม และถึงแม้ฟังท่านก็คงจะ จับใจความได้ไม่ถูกต้อง ผมบอกท่านชัดเจนเลยครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐบาลไม่ได้เสนอเอง แต่เสนอโดยสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ ที่ปกติรัฐบาลไหน เมื่อมีปัญหาในการปฏิบัติงานก็จะเป็นคนนําการแก้ไขนั้นสู่รัฐสภาโดยมติคณะรัฐมนตรี เหมือนกับการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เสนอโดยคณะรัฐมนตรี แต่คราวนี้ ท่านไปยืมมือสมาชิกรัฐสภา ผมจึงเรียนข้อสังเกตผมได้อภิปรายไปแล้วผมจะไม่พูดอีก ว่าการใช้สิทธิแบบนี้มันมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ และเมื่อท่านไปเขียนในเหตุผลในการขอแก้ไข รัฐธรรมนูญเองว่าเป็นปัญหาในทางปฏิบัติของฝ่ายบริหาร ผมก็เลยเรียนถามท่านครับว่า กรรมาธิการวิสามัญพิจารณามาจนจบนี่ไม่เคยเชิญฝ่ายบริหารมาชี้แจงเลยว่าปัญหา เป็นอย่างไร
ประเด็นที่ ๒ ครับ ท่านบอกว่าสิ่งที่ท่านนพดล ปัทมะ ไปทําอาจจะทําหวังดี ต่อประเทศก็ได้ ไม่เป็นไรครับความคิดของท่านนพดล ท่านนพดลจะไปทําและหวังดี กับประเทศอย่างไร แต่วันนี้ท่านเห็นแล้วใช่ไหมครับว่าสิ่งที่คุณนพดลไปทําจากมติ คณะรัฐมนตรี กัมพูชาเอาคําแถลงนั้นไปขอขึ้นบัญชีเขาพระวิหารแต่เพียงฝ่ายเดียว และนําไปสู่การฟ้องศาลโลก ขอพื้นที่รอบพระวิหารเป็นอธิปไตยของกัมพูชาด้วย ผมถึงเรียนท่านครับว่าแค่นี้ยังไม่พออีกหรือครับ หรือว่าท่านต้องรอให้ศาลโลกพิพากษา ให้เสร็จ ให้ไทยเสียดินแดนเสียก่อนแล้วท่านถึงจะเข้าใจ เท่านั้นเองครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ
เชิญกรรมาธิการ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร ในฐานะกรรมาธิการ ประเด็นที่มีการพูด พาดพิงกันมาอยู่หลายครั้งเรื่องเอ็มโอยู กรณีของเขาพระวิหารนะครับ แล้วก็พูดถึงกรณี ของท่านนพดล ผมคิดว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับท่านด้วยนะครับ เมื่อวานนี้ผมก็คิดว่า ผมได้พูดไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอย่างไร แล้วก็ปัญหาที่มันเกิดขึ้น มันไม่จบเพราะอะไร เพราะเราไม่ได้ใช้กฎหมายกันอย่างตรงไปตรงมานะครับ เรื่องกรณีที่ กัมพูชาไปขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นคดีมรดกโลกนั้น ถึงแม้เราไม่ได้มีเอ็มโอยูฉบับนี้ เขาก็ขึ้นอยู่แล้วเพราะเป็นดินแดนของเขา เพราะฉะนั้นเรื่องที่มันเกิดขึ้นทั้งหมดนะครับ ผมคิดว่าถ้าเรายังวนอยู่กับเรื่องเดิมนี่มันไม่จบ เรื่องที่กําลังมีการแก้ไขกันอยู่อย่างนี้นะครับ คือเราต้องการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ เพื่อให้การทํางานมีความคล่องตัวขึ้น มีความสะดวกขึ้น นี่คือเรื่องหลักของมันครับ
ท่านธนา ท่านเป็น ผู้อภิปราย แล้วก็ได้พาดพิงถึงประเด็นที่ท่านกรรมาธิการกําลังชี้แจงนะครับ แล้วท่านก็ชี้แจง ในส่วนของท่าน ไม่ได้กระทบอะไรที่จะทําให้ท่านเสียหาย ก็ให้ท่านพูดจบแล้วค่อย เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านพูด ในที่ประชุมรัฐสภาท่านต้องระวังคําพูด ท่านพูดได้อย่างไรครับว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของ กัมพูชาเขาอยู่แล้ว ท่านอย่าพูดคํา ๆ นี้ครับ ประเทศไทยสงวนสิทธิ์ในการเอาเขาพระวิหาร กลับมาตลอดเวลาจนกระทั่ง นายนพดล ปัทมะ ไปทําแถลงการณ์ร่วมทําให้กัมพูชาอ้างสิทธิ เหนือประเทศไทย แล้ววันนี้รัฐมนตรีไทยกําลังกล่าวในที่ประชุมรัฐสภารับรองสิทธิของ ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ผมขอให้ท่านระวังคําพูดครับ ท่านคิดได้แต่อย่าพูดครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ก็ขอให้ท่านผู้ อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ไปอ่าน ๓ บรรทัดสุดท้ายของคําพิพากษาศาลโลกเมื่อปี ๒๕๐๕ เขียน บอกไว้ชัดครับ เดอะ เทมเพิล อีส โลเคท ออน อันเดอร์ เดอะ ซอพรินทิ ออฟ แคมโบเดีย ( The temple is Situatea in territory under the sovereignty of Cambodia) แปลเป็นไทยว่า พระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชาครับ
ท่านบุญยอดประท้วง อะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมต้อง ประท้วงต่อผู้อภิปรายนะครับ ท่านประธานเองต้องใช้วิจารณญาณสูงด้วยนะครับ ท่านรัฐมนตรีในฐานะกรรมาธิการ ท่านพูดคําว่า คือจริง ๆ เรื่องนี้ผมอาจจะต้องขอให้ท่าน ประชุมลับด้วยซ้ําไปนะครับ ขึ้นอยู่แล้ว เป็นดินแดนของเขา ท่านประธานครับ เรื่องนี้สุ่ม เสี่ยงนะครับ ผมคิดว่าผมอยากจะขอให้ท่านรัฐมนตรีถอนคําพูดนี้ออกไปก่อน เรื่องนี้สุ่มเสี่ยง จริง ๆ นะครับ เรื่องนี้ความเป็นความตายของประเทศชาตินะครับ ความมั่นคงของชาตินะครับ ขึ้นอยู่แล้วเป็นดินแดนของเขา ท่านยกดินแดนนี้ทั้งหมดหรือครับ เทมเพิล (Temple) ก็แค่ วัดนะครับ แค่วัดครับ ไม่ใช่ดินแดนครับท่านประธาน มันก็ต้องตีความกัน เพราะฉะนั้น ผมจึงขอให้มีทางออกครับท่านประธานว่า ผมขออนุญาตท่านประธานไปยังท่านกรรมาธิการ กรุณาถอนคําพูดนี้เถอะครับ กรุณาเถอะครับ ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้เรื่องใหญ่นะครับ เราเดินทาง ไปต่างประเทศกันบ่อยนะครับ ประเทศเพื่อนบ้านเขาดูเรานะครับ ระมัดระวังนะครับ ผมก็ได้แค่เตือนครับ ท่านไม่ถอนเรื่องของท่าน ท่านรับผิดชอบทางกฎหมายเองนะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านจะชี้แจงต่อไหมครับ จบแล้วใช่ไหมครับ จบแล้วนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกรัฐสภา ผมก็เพิ่งเข้าใจครับว่าวันนี้ทําไม พวกผมต้องทําหน้าที่อย่างมาก พูดในเรื่องของการรักษาสิทธิอธิปไตยของประเทศ ผมจะ อ่านให้ท่านฟังครับ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ท่านรัฐมนตรีฟังไว้ด้วยนะครับ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๐๒ และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้มีคําตัดสินเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ รวม ๒ ประเด็นสําคัญ ประกอบด้วย (๑) ลงความเห็นว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชาด้วยคะแนนเสียง ๙ ต่อ ๓ และ(๒) ลงความเห็นว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะถอนกําลังทหารหรือตํารวจผู้เฝ้ารักษา หรือดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจําอยู่ที่ปราสาทพระวิหาร หรือในบริเวณใกล้เคียง ด้วยคะแนน ๙ ต่อ ๓ ซึ่งจําเอาไว้นะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ จําเอาไว้ใส่ส่วนที่เป็นสําคัญ ของท่าน ซึ่งประเทศไทยไม่เห็นด้วยกับคําพิพากษาจึงไม่ยอมรับอํานาจอธิปไตยของกัมพูชา และยื่นประท้วงคัดค้านคําพิพากษาดังกล่าว และตั้งข้อสงวนไว้โดยไทยถือว่าปราสาท พระวิหารยังอยู่ในอํานาจอธิปไตยของไทยและจะกลับไปครอบครองปราสาทพระวิหารอีก เมื่อคําพิพากษาได้รับการพิจารณาทบทวนแก้ไขอีกครั้ง นั่นเป็นมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๐๕ และมีผลบังคับจนถึงทุกวันนี้ ท่านในฐานะรัฐมนตรีของรัฐบาลไทยไปเอ่ยวาจา ที่ทําให้รัฐบาลต่างชาติได้ประโยชน์จากคําพูดของท่าน ท่านต้องรับผิดชอบครับ
เชิญคุณหมอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธานข้อ ๕ ต้องดําเนินการประชุมอย่างให้มีระเบียบ คือคําพูดเหล่านี้ท่านต้องห้ามสิครับ อย่าให้พูด เพราะว่าเราต้องการจะคบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสันติอยู่แล้วครับ เหมือนไปจุดไฟ แล้วอีกอย่างผมขอประท้วงท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ อภิปรายซ้ําแล้วซ้ําอีก แล้วยังผิด ข้อ ๔๓ แสดงกริยาวาจาที่เหมือนส่อเสียดใส่ร้ายครับ ให้ท่านประทานควบคุมครับ บังเอิญ ผ่านไปแล้วครับ ขอบคุณครับ
ก็มันจบไปแล้วครับ ต่อดีกว่าครับ เชิญท่าน ส.ว. นฤมล ศิริวัฒน์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางนฤมล ศิรวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉัน เป็นหนึ่งในผู้ที่เสนอให้มีการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ดิฉันเห็นว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น และในฐานะผู้ที่เป็นผู้สงวนคําแปรญัตติไว้ ด้วย ดิฉันก็ต้องขอบคุณกรรมาธิการนะคะที่ได้ให้โอกาสดิฉันในช่วงนั้นมิได้ไปแปรญัตติ ด้วยวาจา แต่ได้ทําหนังสือเข้าไป ท่านก็ให้ความกรุณาและให้สงวนคําแปรญัตติไว้ ดิฉันยังมี ความเห็นที่ไม่ตรงกับท่านกรรมาธิการอยู่หลายประเด็นในกรณีที่ให้มีการแก้ไข ต้องเรียน ท่านก่อน เพื่อนสมาชิกที่เคารพรักคะ ดิฉันอยู่ในสภาแห่งนี้มา ๕ ปีเศษ ดิฉันจะใช้ ประสบการณ์ตรงนั้นเป็นเครื่องมือในการที่จะอภิปรายและวิเคราะห์เหตุและความจําเป็น ในการที่จะต้องมีการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นะคะ
การเปลี่ยนแปลงของโลก การเปลี่ยนแปลงของประเทศต่าง ๆ ในโลก ไม่ว่า จะทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จําเป็นต้องเป็นองค์ประกอบอีกองค์ประกอบหนึ่ง ที่จะต้องใช้ในการวิเคราะห์ในความจําเป็นต้องแก้ไขมาตรา ๑๙๐ แห่งนี้ ดิฉันได้ศึกษา ค้นคว้าจากหลายแหล่ง รวบรวมแล้วบวกกับประสบการณ์ ดิฉันเห็นว่าในเรื่องของเนื้อหาการ มีเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่จะต้องเข้ามาในสภาแห่งนี้ ในรัฐสภาแห่งนี้เพื่อที่จะพิจารณาให้ เกิดความรอบคอบนั้นมีความจําเป็น แต่สามารถลดลงได้ ถ้าข้าราชการประจําแล้วก็ส่วนของ การเมืองได้ร่วมกันร่างกฎหมายซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ที่กําหนด ความชัดเจน เรื่องราวต่าง ๆ เงื่อนไข ลักษณะของหนังสือ ของสัญญาที่จะนําเข้ามาในสภาแห่งนี้ ในรัฐสภาแห่งนี้ จะช่วยลดจํานวนงานของรัฐสภาในส่วนนี้ลงไปได้ แต่ดิฉันเห็นว่าสิ่งที่ คณะกรรมาธิการได้ไปแก้ไข แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนซึ่งเป็น ๕ เงื่อนไขหัวใจของการ อยู่อย่างยั่งยืนในโลกโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงค่ะ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการเมืองในวันนี้เป็นการเมืองซึ่งไม่มีความไว้วางใจกันเลยทั้งฝ่ายของบริหาร ฝ่าย ของฝ่ายที่เป็นผู้ตรวจสอบและภาคประชาชนด้วย ด้วยเหตุอย่างนี้จึงจําเป็นจะต้องมีการที่จะ สร้างเงื่อนไขที่มันชัดเจนเอาไว้ มาตรา ๑๙๐ ท่านคะ เนื้อหาสาระโดยส่วนรวมเพื่อนสมาชิก ได้พูดกันมาตลอด ๒ วันแล้ว เกือบเต็มแล้ว ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการที่รัฐบาลจะต้องไป ตกลงทําสัญญากับประเทศต่าง ๆ ระหว่างประเทศ ชอบหรือไม่ชอบ ท่านประธานที่เคารพ คะ เพื่อนสมาชิกคะ วันนี้เราอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้ ประเทศไทยจําเป็นจะต้องหากลุ่ม หาเพื่อน หาสมาชิกที่จะมารวมกันเพื่อที่ ๑. สร้างพลังในการแข่งขัน ในการต่อรอง ๒. เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นเขตประกอบหรือเป็นหน่วยงานที่จะทํา รายได้ให้กับประเทศไทยของเรา ถามว่าวันนี้ยุคของการเสียเปรียบหรือการที่จะต้องถูก ครอบงําหรือถูกเอาประโยชน์จากประเทศใหญ่ ๆ นั้นมันหมดสิ้นไปหรือยัง ต้องเรียนเลยค่ะ ไม่มีวันหมดสิ้นค่ะ ยิ่งมากขึ้นเสียด้วยซ้ําไป เพราะอะไรคะ เพราะประชากรของโลกนั้น เติบโตขึ้นมากในทุก ๆ ประเทศทั่วทุกมุมโลก ทรัพยากรที่มีอยู่นั้นมีจํากัด เราพูดกันถึงเรื่อง ของอาหาร ก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งมีความจํากัด ทรัพยากรที่เกี่ยวกับพลังงานทั้งหลายที่จะต้องเป็นองค์ประกอบในการผลิต เพื่อที่จะสร้างสิ่ง ที่เป็นองค์ประกอบที่เรียกว่าปัจจัยพื้นฐาน เสื้อผ้า เครื่องนุ่มห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษา โรค เหล่านี้จํากัด เพราะฉะนั้นต้องมีการแสวงหาค่ะ สมัยก่อนเขาเรียกว่าสมัยก่อนที่จะมี ระบบทุนนิยมนี้นะคะ ท่านประธานคะ เราเรียกว่าเมอร์คันทิลิซึม (Mercantilism) ขออนุญาตนะคะ เป็นระบบซึ่งประเทศใหญ่ ๆ ทีมีความเจริญก้าวหน้าในอดีต เช่น โปตุเกส สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา เหล่านั้นออกมาสู่โลกข้างนอก เพื่อที่จะมาหาทรัพยากร ซึ่งจําเป็นและเขาต้องการ ในขณะเดียวกันก็ต้องการที่จะขายสินค้าที่เขามีให้กับประเทศที่ ด้อยกว่า ความรู้สึกที่จะต้องออกมาสู่โลกข้างนอกบวกกับความรู้สึกที่มองคนในระบบของเรา หรือในพื้นถิ่นของเราว่าเป็นคนที่ด้อยกว่า ดูจากคําพูดที่เขาเรียกว่า ศิวิไลซิ่ง มิชชั่น ไวท์ แมนส์ เบอร์เดน (Civilizing mission white man’s burden) คําเหล่านี้เป็นคําที่คนในโลก ตะวันตกเขามองคนในภูมิภาคของเรา และดําเนินการนโยบายต่าง ๆ ที่จะเอาประโยชน์และ ครอบงําประเทศซึ่งด้อยกว่า วันนี้ก็ยังคงเช่นนั้นอยู่ค่ะ เปลี่ยนจากโคโรเนียลลิซึม (Colonialism) เปลี่ยนจากเมอร์คันทิลิซึม มาเป็นอิมพีเรียลลิซึม (Imperialism) วันนี้ ประเทศใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นจีน ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ต่างมุ่งหน้าที่จะมาหาความสัมพันธ์ที่จะ สร้างความเข้มแข็งของตัวเองอย่างยั่งยืน ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศเล็ก ๆ อย่างประเทศไทย เราได้ประสบการณ์แล้วใช่ไหมคะ เข้ามาในสภาแห่งนี้ บอกไม่ได้มาหาเสียงแต่อยากให้ สนับสนุน พวกเราคนไทยมีไมตรีดี คําหวานเหล่านี้ ความสัมพันธ์ที่มีมาโดยตลอด สร้างความยั่งยืนให้กับประเทศที่เป็นมหาอํานาจ ในขณะเดียวกันก็หยิบยื่นสิ่งต่าง ๆ ให้กับประเทศไทยเราบ้าง อย่ามีเงื่อนไข ดิฉันคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เราพยายามที่จะพาตัวเข้าไปอยู่ในเทียร์ ๑ (Tire 1) อีคอนอมี (Economy) ของเอเชีย จนเกินไปหรือไม่ โดยต้องร่วมทําสัญญาหรือข้อตกลงต่าง ๆ ที่จะเป็นการพัฒนาตัวเองหรือว่า เรียกว่าพัฒนาจนเกินไปหรือไม่ คําถามเหล่านี้ก็ต้องมีความระมัดระวังในการที่จะตอบ และดําเนินการในเชิงนโยบาย
ท่านคะ ๕ เงื่อนไขสําคัญที่จะเป็นหัวใจต่อการอยู่อย่างยั่งยืนในโลก โลกาภิวัตน์นั้นท่านสมาชิกหลายคนได้พูดแล้ว หนังสือสัญญาใด ๆ ก็ตามที่ได้ทําขึ้นมาแล้ว ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาณานิคมดินแดนของประเทศ หรือความตกลงหรือหนังสือสัญญา ที่จะเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจ ตามหนังสือหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทางทะเล นี่คือเงื่อนไขที่ ๒ ที่จะต้องมีการออกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เป็นเงื่อนไขที่ ๓ มีผลกระทบต่อทาง เศรษฐกิจ สังคม และของประเทศอย่างกว้างขวางนั้นเป็นเงื่อนไขที่ ๔ ที่สําคัญ เงื่อนไขที่ ๕ ของข้อตกลงหรือหนังสือสัญญาที่จําเป็นจะต้องผ่านรัฐสภาของเราก็คือเงื่อนไขซึ่งหนังสือ สัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ท่านประธานคะ กรรมาธิการตัดหลายส่วนจากตรงนี้ออกไปเหลือเกิน แล้วยังมีการเพิ่มเติม ในส่วนซึ่งดิฉันคิดว่าไม่มีความจําเป็นต้องเพิ่มเติม คือในส่วนของหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับ พื้นที่ทางทะเลของเราส่วนใหญ่ในส่วนที่ ๒ โดยมีการเพิ่มคําว่า โดยชัดแจ้ง ดิฉันคิดว่ามันไม่มี ความจําเป็น ในบางครั้งนะคะ อะไรที่ไม่ต้องชัดแจ้งแต่สามารถที่จะร่วมกันไปได้นี่นะคะ ก็ไม่จําเป็นต้องเป็นอย่างนั้น หลายร้อยปีที่ผ่านมาเราไม่เห็นต้องมีการปักปันเขตแดน เราอยู่กันได้ แต่วันนี้ถ้าเราจะใส่ โดยชัดแจ้ง ลงไปแล้ว มันเกิดสิ่งที่จะไปรัดคอตัวเองนี้นะคะ หรือจะเสียประโยชน์ หรือสุ่มเสี่ยงที่จะเสียประโยชน์ได้ ดิฉันคิดว่าไม่มีความจําเป็นต้องใส่ไป ในส่วนนั้น นี่คือสิ่งที่ไม่เห็นด้วย แล้วก็เห็นว่าในเวลาที่บ้านเมืองของเราอยู่ในสภาพอย่างนี้ ความไม่ไว้วางใจสูงนี่นะคะ ใส่ลงไปก็เป็นแต่ที่จะสงสัย มีแต่เรื่องที่จะต้องเป็นข้อตั้งสังเกต ในเชิงลบต่อฝ่ายบริหาร ในส่วนของที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ดิฉันอยากจะเห็นว่าผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมของประเทศนั้นจําเป็นต้องมีคงอยู่ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ ความตกลงหรือหนังสือสัญญาต่าง ๆ นั้นไม่ได้มีเพียงแค่ เอฟทีเอเท่านั้น หรือข้อตกลงเสรีทางการค้า มันยังมีข้อตกลงหรือความตกลงหรือลักษณะ พาร์ทเนอร์ชิพ (Partnership) หุ้นส่วน หรืออื่น ๆ อีกมากมาย มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป แล้วเมื่อวานนี้ค่ะ ดิฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่กว้างขวางมาก เรื่องของสิทธิมนุษยชน เรื่องของ สิ่งแวดล้อม เรื่องของผลกระทบต่อวิถีวัฒนธรรมของคนเราในประเทศของเราเป็นเรื่องที่ สมควรที่จะต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ สิ่งที่จะไปผูกพันประเทศของเราไว้ โดยเดิมพันให้กับบุคคลเพียงแค่ไม่กี่คน ก็คือส่วนที่เป็นฝ่ายรัฐบาลนะคะ โดย ครม. หรือโดย ข้าราชการประจําไม่กี่ท่านในหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไปสําหรับประเทศ ของเราค่ะหน้าที่ของรัฐบาลก็คือทําอย่างไรที่จะให้ประเทศของเราเติบโต ผาสุก สงบ และมั่นคง และยืนอยู่ได้ตลอดไป นั่นคือหน้าที่ของท่าน วันนี้รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ได้สร้างเครื่องมือที่ผ่านมาถึงแม้จะมีความยุ่งยากในการตีความอยู่บ้าง ดิฉันก็คิดว่าได้เป็น เครื่องมือ ได้เป็นกลไกในการที่จะปกป้อง ในการที่จะรักษาประโยชน์ของประเทศไทย ของ คนไทยเอาไว้ได้อย่างดีพอสมควรนะคะ เพราะฉะนั้นการที่จะไปตัดออกอย่างที่ท่าน กรรมาธิการได้ตัดออกนั้น ดิฉันคิดว่าไม่สมควร ดิฉันก็ไม่เห็นด้วยในส่วนนั้น ในส่วนของการที่ จัดให้มีส่วนร่วม ดิฉันคิดว่ามันน้อยเกินไปถึงได้เสนอให้มีการแก้ไข ดิฉันอยากให้มีการนํา รายละเอียดต่าง ๆ ตามที่ได้มีการเขียนไว้ในเอกสารว่าให้เข้ามาแสดงให้เห็นถึงความสําคัญ เหตุผลความจําเป็น และผลกระทบ รวมทั้งผลดีผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติและ ประชาชนในกรณีที่จะต้องเอาประเทศของเราเข้าไปผูกพัน ดิฉันถามว่าต้องไปผูกพัน ต้องไป ค่ะ อย่างที่บอกค่ะหารายได้ สร้างพันธมิตร แล้วก็ยืนอยู่กับเขาไปได้ไม่ตกขบวนรถไฟ แต่ก็ไม่ ต้องรีบกระโดดเข้าไปสู่ขบวนรถไฟความเร็วสูงทุกขบวนที่มีมา โดยไม่ได้ดูว่าความพร้อมของ ประเทศของเราเป็นอย่างไร ความพร้อมของประชาชนเป็นอย่างไร ระบบตรวจสอบของเรา เป็นอย่างไร วันนี้โอกาสในการตรวจสอบของประชาชน ภาคประชาชนนี้ในระบบที่มีบัญญัติ เอาไว้โดยรัฐธรรมนูญแห่งนี้มันมีพอตัวอยู่แล้วค่ะ แต่ท่านตัดออกไปมันก็เสียหาย แล้วก็เสีย โอกาสในการที่จะพัฒนาทักษะของประชาชนของเราในการที่จะเช้าร่วมกระบวนการ ตรวจสอบ
ท่านประธานที่เคารพคะ สังคมที่เข้มแข็งนั้นเขาไม่ได้รอเพียงแค่หน่วยงาน ของรัฐ หรือองค์กรอิสระเท่านั้นในการที่จะตรวจสอบนะคะ สังคมที่เข้มแข็งนั้นประชาชน จะต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วยนะคะ แล้วโอกาสอย่างนี้ที่มีรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ที่ได้มีการแก้ไขไปแล้ว ๑ ครั้ง แต่ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก ถึงต้องถูกเสนอให้ให้มีการแก้ไข เพื่อที่จะให้ประชาชนนั้นมีส่วนร่วมที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นนะคะโดยที่ไม่ได้ไปตัดส่วนที่เป็นความ รับผิดชอบของรัฐสภาด้วย ดิฉันคิดว่าการที่เราจะร่วมใจ ร่วมมือกันแสดงความคิด ความเห็น ที่จะเป็นประโยชน์ย่อมดีกว่าคนไม่กี่คนนั้นที่จะทําหน้าที่พาประเทศของเราไปนะคะ ดิฉันก็ คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข แต่ไม่ใช่แก้ไขในแนวที่ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอเข้ามา ดิฉันเห็นว่ากติกาต่าง ๆ ต้องมีความชัดเจนขึ้นจึงจําเป็นต้องมีการแก้ไข ในเรื่องของกฎหมาย ลูกที่จะต้องออกมานั้น ไม่ออกมาค่ะ ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนที่ผ่านมาในช่วง ๕ ปีผ่านมา ไม่มี การสนใจที่จะออกมาถามคําถามว่าก็นั่นล่ะคะทําไมถึงไม่ออก ในเมื่อเครื่องมือนี้มันเป็น เครื่องมือที่จะดูแล เป็นกลไกที่จะให้ส่วนรวมมีโอกาสช่วยกันปกป้องรักษาประโยชน์ของ ประเทศชาติ แต่ไม่ว่ารัฐบาลไหนทําไมไม่ทําให้เครื่องมือนี้มันสมบูรณ์ละคะ นั่นคือคําถาม และมันต่อไปถึงมาตรา ๔ ค่ะท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตอภิปรายในครั้งนี้เลย เพื่อเมื่อถึงมาตรา ๔ แล้วจะได้ไม่จําเป็นต้องให้ดิฉันลุกขึ้นมาอภิปรายอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันเห็นว่าคณะรัฐมนตรีที่ไม่ได้เสนอให้มีการออกกฎหมายลูกนี้นะคะ จะต้องมีความรับผิดชอบค่ะ จะต้องมีการลงโทษถึงขนาดที่จะให้ถูกถอดถอนได้โดยรัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นบทที่ถอดถอน ของเรา มิฉะนั้น ท่านก็จะปล่อยอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาลก็จะปล่อยไป อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้เป็นรัฐบาลก็จะออกมาว่า ว่าท่านไม่ได้รักชาติ ไม่ได้รักชาติอย่างนั้นอย่างนี้ ว่ากันไปว่ากันมาอย่างนี้ แต่ผลเสียก็คือประเทศของเรา ดิฉันคิดว่าส่วนที่เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย แม้จะเป็นการส่งเสริมก็ต้องมีการที่จะบังคับลงโทษด้วยเช่นกัน ส่วนของความขัดแย้ง ในการตีความที่ยังคงเหลืออยู่บ้างนั้น ดิฉันคิดว่าในความเห็นของดิฉันเองและเพื่อนสมาชิก อีกหลายท่าน นับตั้งแต่ท่านอาจารย์เจริญ ท่านสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ และท่านอาจารย์วรวิทย์ บารู และอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม ดิฉันเห็นว่าเรื่องของปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินเป็น หน้าที่รวมนะคะ รัฐบาลมีหน้าที่พาความผาสุก ความมั่งคั่งให้กับประชาชนและประเทศของเรา แต่การตรวจสอบในที่นี้ก็ต้องเดินต่อไป ศาล ตุลาการมีหน้าที่ในการที่จะชี้ แต่เรื่องวันนี้ ในสภาแห่งนี้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ ถ้ามีความขัดแย้ง ดิฉันเห็นว่าควรจะ นําเข้ามาสู่สภาของเราเป็นที่สุดในการที่จะวินิจฉัยให้เกิดความรวดเร็ว ดิฉันไม่อยากเห็น องค์กรอย่างศาลรัฐธรรมนูญถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทําการเมืองให้ได้เปรียบ เสียเปรียบ มาตรา ๑๙๐ ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมืองที่จะทําให้ใครได้ประโยชน์ นอกจากจะเป็น เครื่องมือในการที่จะรักษาประโยชน์ของประเทศของเราค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันก็ คิดว่าความเห็น ความในใจของดิฉันได้อภิปรายโดยย่อเพียงเท่านี้ แล้วก็คิดว่าสิ่งซึ่งเพื่อน ๆ ของเรา เพื่อนสมาชิกและประชาชนที่รับฟังอยู่จะได้เข้าใจชัดเจนยิ่ง ๆ ขึ้น และได้พิจารณา ให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบตามแต่ศักยภาพของท่าน และตามแต่ความ ประสงค์ของท่าน แต่ขอให้คํานึงถึงประโยชน์ที่แท้จริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ไม่ใช่วันนี้ค่ะ พวกเรารัฐบาลมาแล้วก็ไป ข้าราชการประจําวันหนึ่งท่านก็ต้องจากออกไปนะคะ ไม่มีใครอยู่ที่นี่ตลอดกาล แต่สิ่งที่จะต้องอยู่คือประเทศไทยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านอรรถพร พลบุตร เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณท่านประธานนะครับที่ให้โอกาส ได้อภิปรายประกอบการสงวนความเห็นในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ กระผมร่วมกับ ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านศิริโชค โสภา ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ได้ร่วมกันสงวนความเห็น โดยขอให้แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๓ ดังนี้ มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชการอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึกและสัญญาอื่น กับนานาประเทศ หรือกับองค์กรระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาใดที่มีผลเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หรือจะต้องออก พระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้า หรือการลงทุน หรือมีบทเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองหรือการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยไม่ใช่เรื่องความร่วมมือทางวิชาการ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายประกอบเหตุผลในการสงวนความเห็นโดยใช้เวลา ตามสมควร ท่านประธานครับ ในเบื้องแรกผมขอตั้งข้อสังเกตว่าการพิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ในวาระที่สอง มีอะไรที่ผิดปกติอยู่ ๒-๓ ประการด้วยกัน ที่มีนัยสําคัญ
ประการแรกผมพบว่ามันมีการเชื่อมโยง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ๒-๓ เดือน นั่นก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ใน ๓ มาตราที่มีความต่อเนื่องกันคือ มาตรา ๑๑๑ ที่มาของ ส.ว. ซึ่งผ่านการพิจารณาไปเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว มาตรา ๖๘ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาในวาระที่สอง และรอเข้ามาสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎรในเรื่องของการตัดทอนอํานาจของประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญ และมาตรา ๑๙๐ ก็คือเรื่องราวของอํานาจของสภาต่อสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ผมพบความเชื่อมโยง ผมพบเงื่อนเวลา ผมพบการเร่งรัดที่มีความสอดคล้องต้องกัน เร่งรัด จนถึงขนาดที่ทําให้การพิจารณาในวาระที่สองขั้นกรรมาธิการของมาตรา ๑๙๐ กระทํา เริ่มต้นวันแรกทั้งที่การพิจารณาวาระที่หนึ่งยังไม่สําเร็จเสร็จสิ้น ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในประวัติศาสตร์ของรัฐสภา มันพบลักษณะของความลุกลี้ลุกลนครับ ความเชื่อมโยงดังกล่าว ผมจะอภิปรายในช่วงต่อไป ผมพบความผิดปกติอีกบางเรื่องบางประการ เช่น ความรู้สึกนึก คิดของกรรมาธิการบางท่านที่ได้ชี้แจงต่อข้ออภิปรายของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติ เมื่อวานนี้ครับมีผู้มาชี้แจงในส่วนของกรรมาธิการที่ชี้แจงบอกว่าการดํารง มาตรา ๑๙๐ ซึ่งให้อํานาจของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือครองอํานาจของประชาชนมาใช้มีผล ให้เกิดความเสียหายต่อการทําสนธิสัญญาหรือการเจรจาการค้าหรือการลงทุนหรือ การเศรษฐกิจในระหว่างประเทศ ใช้คํารุนแรงกลางสภาถึงคําว่า มันน่าอาย ผมไม่ทราบว่า จิตสํานึกเหล่านี้มันเป็นความสํานึกร่วมของข้าราชการในบางส่วนบางแง่บางกรมบาง กระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือไม่ หรือเป็นความสํานึกที่ตกทอดมาจากกรรมาธิการบางท่านบาง กลุ่ม มันน่าอายตรงไหนครับ ถ้าผมเป็นคนไทยผมไปต่างประเทศผมไม่อายเลย แล้วผมกลับ ภาคภูมิใจที่ผมจะได้บอกเพื่อนต่างชาติของผมว่าคนไทยทุกคนมีอํานาจในทางประชาธิปไตย ที่จะได้มีส่วนร่วมตรวจสอบสนธิสัญญาหรือกิจกรรมระหว่างประเทศด้วยผ่านสภา ผู้แทนราษฎร ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่มีอํานาจเช่นนี้ มันคือความภูมิใจ มันคือความ สูงสุดของประชาธิปไตยที่หมายความว่าอํานาจเป็นของประชาชนใช่หรือไม่ มันน่าอาย ตรงไหน สิ่งที่มันน่าอายยิ่งไปกว่านั้นคือการสวามิภักดิ์หรือเป็นสมุนของทรราชหรือทุนข้าม ชาติต่างหากครับ ยอมสยบอยู่ใต้เบื้องเท้าต่างหากที่น่าอาย ทําไมไม่พูดอย่างนี้ในสภา ผู้แทนราษฎร และที่น่าผิดปกติและน่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือชี้แจงของท่านรัฐมนตรี ซึ่งมีฐานะเป็นกรรมาธิการที่จะพิจารณากฎหมายที่ให้อํานาจสภาผู้แทนราษฎรในการ ตรวจสอบเรื่องราวสนธิสัญญาหรือความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับต่างชาติที่ได้ยอมรับในอํานาจ อธิปไตยของเพื่อนบ้าน ซึ่งมีคู่กรณีความขัดแย้ง และเป็นการยอมรับอธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับความสํานึกร่วมของคนไทยทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ วันนี้คนไทยยังไม่เคย ยอมรับสิ่งเหล่านี้ แต่มีคนไทยคนหนึ่งยอมรับครับชื่อพีรพันธุ์ พาลุสุข นี่มันผิดปกติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมตั้งเป็นข้อสังเกตเอาไว้เพื่อให้ประจักษ์แก่สาธารณชนว่าอะไร เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ในการพิจารณารัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ แต่เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่รับ ฟังอยู่ทางบ้าน ๒ วันที่ผ่านมาได้เกิดความเข้าใจที่กระจ่างแจ้งว่าอะไรได้เกิดขึ้น ผมขอใช้ เวลาสั้น ๆ ลําดับความให้เกิดความชัดเจนผ่านท่านประธานผ่านท่านกรรมาธิการไปยังพี่น้อง ประชาชนซึ่งเป็นเจ้านายของพวกเราทั้งสภา
ท่านประธานรัฐสภาครับ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ได้พูดถึงหลักการการ ทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ครับ ที่จริงได้ เริ่มต้นครั้งแรกตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ ในมาตราที่ระบุ ไว้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบ ศึกหรือสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์กรระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาใดที่มีบท เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจรัฐจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไป ตามสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา นี่คือบทบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และเริ่มต้นตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี ๒๔๘๙ แต่การเปลี่ยนแปลงที่สําคัญที่สุดได้เกิดขึ้น ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ครับ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการร่างแก้ไขกันอยู่ในขณะนี้ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ เขาได้ระบุเอาไว้ว่าการทําสนธิสัญญา ระหว่างประเทศที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนและหลังการเจรจาหรือก่อนลง นามในหนังสือสัญญามีทั้งสิ้น ๕ ประเภทครับ
๑. ประเภทที่มีบทเปลี่ยนแปลงอํานาจอธิปไตยของรัฐ
๒. ประเภทที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่อาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิ อธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ
๓. ประเภทที่มีผลกระทบด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของ ประเทศอย่างกว้างขวาง
๔. ประเภทที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ
และสุดท้ายประเภทที่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา
ท่านประธานสงสัยไหมครับว่าจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ซึ่งถือว่าเป็น รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทย มาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ๑๐ ปีหลังจากนั้น ทําไมจึงมีการเพิ่มเติมเนื้อความ เนื้อหา หรืออํานาจของสภา ในการตรวจสอบสนธิสัญญาเพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัยสําคัญมากมายหลายประการด้วยกัน จากที่ กําหนดไว้เพียงแค่ว่าหนังสือสัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจของ รัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา แต่ได้มากําหนดเงื่อนไขรูปแบบอีกถึง ๕ ประเภทด้วยกัน ท่านประธานสงสัยไหมครับ ผมเชื่อว่าที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดเงื่อนไขหรือบทบัญญัติเพิ่มขึ้น แน่นอนครับ โดยหลักการของประชาธิปไตยก็เพื่อสร้างดุลยภาพการตรวจสอบระหว่าง สภาผู้แทนราษฎรและอํานาจบริหารให้มีความสมดุล ให้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของ ประชาชนได้มีโอกาสเข้าไปตรวจสอบในเรื่องราวซึ่งเป็นความละเอียดอ่อนหรือมีผลอันเป็น นัยสําคัญต่ออธิปไตยของประเทศหรือประโยชน์ของประชาชนเป็นด้านหลัก นั่นคือ เจตนารมณ์ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งปรากฏชัดเจนต่อสาธารณชน และผมเชื่อว่า เหตุผลลึก ๆ ต้องมีคณะกรรมการร่างบางคนที่มีส่วนร่วมร่างมาตรา ๑๙๐ อาจจะมีความรู้สึก ลึก ๆ ในใจว่ามันไม่มีรัฐธรรมนูญประเภทนี้ออกมาไม่ได้ มันไม่มีรัฐธรรมนูญที่มีการตีกรอบ ที่ชัดเจนในเรื่องต้องห้ามใด ๆ ที่รัฐจะใช้อํานาจการทําสนธิสัญญาหรือกิจกรรมข้ามประเทศ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อาจจะไม่มีความเข้มข้นเพียงพอ ผมเชื่อว่าความรู้สึกลึก ๆ ของ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหลายท่านคงได้คิดถึงเหตุการณ์การขายสัมปทานของชาติ ให้เทมาเส็ก (Temasek) สิงคโปร์ครับ ไม่ว่าจะเป็นสัมปทานในเรื่องของมือถือ เรื่องของ ไอทีวี (ITV) เรื่องของการบินและอื่น ๆ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีส่วนกระตุ้นเตือนให้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ปี ๒๕๕๐ ได้เห็นว่า ปัจจุบันความเกี่ยวข้อง เกี่ยวพันระหว่างประเทศ การหาประโยชน์บนอํานาจรัฐระหว่างประเทศ การใช้ช่องว่าง ต่าง ๆ เพื่อสร้างประโยชน์เข้ากลุ่มและพวกพ้องมันมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ถ้าปล่อย ให้สภาดําเนินการตรวจสอบไปอย่างเบาบางเหมือนรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มันจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน เขาจึงมีข้อกําหนดที่มีความชัดเจนมากขึ้นไปกว่านี้ ผมยังเชื่อลึก ๆ ว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นได้คิดถึงเหตุการณ์นั้นเป็นด้านหลัก และแน่นอน ครับด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เราก็ได้เห็นบางเรื่องบางราวเกิดขึ้น เราได้เห็น อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศบางคนก็กลายเป็นจําเลยบนศาล และมีชื่อถูกประทับเป็นตราบาป ไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย ก็เกิดจากความเข้มข้นของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ แต่สิ่งที่น่าแปลกใจ ก็คือว่าเมื่อมีการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๙๐ ในครั้งนี้ ซึ่งเสนอโดย รัฐสภา เนื้อหามันอยู่เหมือนเดิมครับแต่มันถูกตัดในประเด็นที่ผมถือว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง อย่างน้อย ๒ เรื่องด้วยกัน ๑. เขาตัดข้อ ๓ ออกไป คือสนธิสัญญาประเภทที่มีผลกระทบด้าน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง และประเภทที่มีผลผูกพัน ด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งผมถือว่า
ท่านประธานครับ
มีการประท้วง ครับท่านประธานครับ
ประท้วงว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอประท้วงท่านประธานครับ เนื่องจากว่าขณะนี้ช่อง ๑๑ ไม่ถ่ายทอดสดการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกซึ่งกําลังอภิปรายอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ การที่ท่านประธานได้บอกในช่วงเช้านั้นจบไปแล้วครับ และไปถ่ายอะไรก็ไม่ทราบครับ ซึ่งควรที่จะมาถ่ายทอดสดการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกจากจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีความสําคัญกว่ารายการที่ช่อง ๑๑ กําลังถ่ายอยู่ในขณะนี้ จึงขอความเมตตาจาก ท่านประธานได้โปรดสั่งให้ช่อง ๑๑ ได้ถ่ายทอดสดเป็นการด่วนครับ ขอขอบคุณครับ
ท่านวัชระครับ ผมได้แจ้ง ให้ทราบแล้วว่าช่อง ๑๑ นั้นจะยุติการถ่ายช่วงที่มีข่าวพระราชสํานักหรือมีข่าวเร่งด่วน เดี๋ยวผมจะให้เจ้าหน้าที่ประสานนะครับ ท่านอภิปรายต่อไปครับ เดี๋ยวจะให้ประสานกับทาง ช่อง ๑๑ นะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีความรู้สึกว่าผมกําลัง เสียสิทธิครับ ที่จะได้ทําหน้าที่ผู้แทนราษฎรผ่านท่านประธานกรรมาธิการและประธาน รัฐสภาไปถึงพี่น้องสาธารณชนทั่วทั้งประเทศ ผมสงวนสิทธิที่จะไม่อภิปรายจนกว่าจะมีการ ถ่ายทอด ไม่ใช่เป็นการสงวนสิทธิเพื่อตัวผมเองครับ ผมอภิปรายในสภาหลายครั้งแล้ว แต่เพื่อเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกมากมายหลายท่านที่จะต้องอภิปรายต่อจากผม
อย่างนี้ครับ ผมได้แจ้งให้ ท่านทราบตั้งแต่เมื่อวานนี้นะครับ วันนี้รับแจ้งว่าช่วงเวลา ๑๕.๐๐-๑๖.๐๐ นาฬิกา จะงด ถ่ายทอดชั่วคราวเพื่อถ่ายทอดการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลนะครับ เพราะฉะนั้นท่านสมาชิก ครับ ถ้าท่านจะไม่อภิปรายต่อผมถือว่าท่านสละสิทธินะครับ
(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธาน ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เพราะในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยท่านประธานต้องวางตัว เป็นกลางในการทําหน้าที่ แล้วท่านประธานจะวินิจฉัยตัดสิทธิเพื่อนสมาชิกไม่ให้อภิปราย ไม่ได้ครับ และนอกจากนี้ปรากฏว่าช่อง ๑๑ ในขณะนี้ถ่ายทอดเรื่องการออกสลากกินแบ่ง รัฐบาลจบไปแล้วครับ การมอมเมาประชาชนจบไปแล้ว และในขณะนี้ถ่ายอะไรก็ไม่ทราบ นี่ผมให้ประธานได้ดูครับ อยากให้กล้องได้โคลส (Close) ภาพชัด ๆ ที่โทรศัพท์มือถือของ ท่านหมอสุกิจ อัถโถปกรณ์ จากจังหวัดตรังครับ ท่านประธานครับ ก็ให้ท่านประธานได้ดูครับ ท่านบุญยอดก็โชว์ให้ท่านประธานดูครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ได้โปรดเถอะครับ
ผมแก่แล้ว ผมมองไม่เห็น เอาอย่างนี้ครับ เดี๋ยวผมจะให้ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานช่อง ๑๑ เพื่อให้กลับมาถ่ายทอด การประชุมนะครับ ท่านอดใจนิดหนึ่ง ท่านอภิปรายไปครับ
เพราะ ท่านอรรถพร พลบุตร ได้อภิปรายมีเนื้อหาสาระ และพี่น้องประชาชนทั้งประเทศอยากฟัง ท่านอรรถพร พลบุตร ครับ
ผมก็อยากฟังเหมือนกันครับ
เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพยิ่งได้โปรดกรุณาสั่งการให้ช่อง ๑๑ ได้ถ่ายทอดสดเป็นการ ด่วนครับ เพราะหมดรายการแล้วครับท่านประธานครับ
เอาอย่างนี้ท่านนั่งลงได้แล้ว ครับ เดี๋ยวท่านอภิปรายไปเรื่อยนะครับ
ผมไม่ได้ อภิปรายครับ คือผมติงท่านประธาน ประท้วงท่านประธาน
ก็ผมบอกแล้วเดี๋ยวผมจะ ติดต่อประสานให้นะครับ
ต้องติดต่อ เลยครับท่านประธานครับ
เชิญท่านนั่ง
อย่าได้ล่าช้าครับ เพราะความล่าช้าคือความอยุติธรรมอย่างหนึ่ง ขอขอบคุณครับ
คือการทักท้วงบ่อย ก็ไม่ยุติธรรมนะครับ ท่านอภิปรายต่อไปครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอบคุณท่าน ส.ส. วัชระ เพชรทอง ส.ส. นักสู้ที่ได้ทักท้วงเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะถ้าไม่ทักท้วงขึ้นมาหรือเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้านไม่ทักท้วงขึ้นมา ท่านประธานก็ไม่ให้ความเอาใจใส่ในเรื่องนี้ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่ต้องดูแลสิทธิของสมาชิกนะครับ และท่านประธานครับ ผมขอสื่อความเข้าใจกับท่าน ประธานให้ต้องตรงกันว่า ท่านประธานไม่มีสิทธิจะตัดสิทธิการอภิปรายผู้แปรญัตติแก้ไข รัฐธรรมนูญนะครับ ผมเข้าเรื่องนะครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๙๐ ที่มีการแก้ไขในครั้งนี้ได้มีการตัดทอนเนื้อหาบทบัญญัติซึ่งมีความสําคัญอย่างยิ่ง และเป็นการคุ้มครองอธิปไตยของประเทศ และประโยชน์ของประชาชนอย่างน้อย ๒ ประการด้วยกัน ซึ่งผมขอย้ําอีกครั้งหนึ่งในช่วงนี้ เพื่อให้สื่อไปยังพี่น้องประชาชนทั้งประเทศให้เขาได้รับรู้ว่าเขากําลังจะสูญเสียอะไรบ้าง จากมติของสภาแห่งนี้ เขาได้ตัดบทบัญญัติที่พูดถึงสนธิสัญญาประเภทที่มีผลกระทบ ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางครับ เขาได้ตัดประเภท ที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญครับ ซึ่งนั่น มันก็กินความรวมไปถึงว่าถ้ารัฐบาลจะกู้เงินจากต่างชาติ จะกี่ล้าน ๆ ก็ตามแต่ก็ไม่จําเป็นต้อง ให้ตรวจสอบโดยสภาของประชาชนแห่งนี้ดําเนินการได้เลย สนธิสัญญาซึ่งมีผลด้าน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ตัดออกไปได้อย่างไร พี่น้องประชาชนที่รับฟังในขณะนี้หลังจากที่ดูการถ่ายสดหวยแล้ว รับได้ไหมครับ พี่น้องประชาชน รับได้ไหมครับที่เขาแปรญัตติตัดเนื้อความ สนธิสัญญาซึ่งมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรือ งบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ปล่อยให้กู้ได้โดยเสรี ประชาชนรับได้ไหมครับ แต่นี่คือสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นในการแปรญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ ณ ขณะนี้ ซึ่งผมต้องกราบเรียนผ่านท่านประธานรัฐสภาฟ้องไปยังพี่น้องประชาชนครับ ต่อให้ถูกหวย รางวัลที่ ๑ เมื่อสักครู่นี้ แต่ถ้าเปิดช่องให้มีการกู้เงินหรือการทําสนธิสัญญาในเรื่องเศรษฐกิจ อันมีนัยสําคัญอย่างนี้โดยเสรี ถูกรางวัลที่ ๑ ๑๐ รอบก็ไม่เหลือครับ ผมต้องบอกพี่น้อง ประชาชนเช่นนี้ครับ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติน่าประหลาดใจซึ่งผมอยากจะพูดเชื่อมโยง จากที่ผมพูดไปในช่วงที่ไม่ได้ถ่ายทอดก็คือว่า ท่านประธานครับ พวกเราทุกคนเป็นตัวแทนของพี่น้อง ประชาชน สภาแห่งนี้เป็นสภาซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน และรับมอบอํานาจจากพี่น้อง ประชาชนมาด้วยระบบการเลือกตั้งในวิถีทางแห่งประชาธิปไตย พี่น้องประชาชนเขาเลือกสภาแห่งนี้ ฝากผีฝากไข้ให้คุ้มครองดูแลอนาคตของเขา และที่สําคัญไปกว่านั้นคืออนาคตของประเทศชาติ ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องในวิถีทางแห่งประชาธิปไตย การมอบอํานาจให้พวกเรา ทุกคน ๕๐๐ กว่าคน หรือ ๖๐๐ คน ๗๐๐ คน ในสภาแห่งนี้ ไม่ใช่การมอบอํานาจอย่าง เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นการมอบอํานาจเพียงชั่วครั้งชั่วคราว อํานาจจริง ๆ ยังอยู่ในมือ พี่น้องประชาชน สภาแห่งนี้ได้มอบอํานาจบางอย่างต่อไปให้รัฐบาล สร้างรัฐบาลที่มาจาก สภาผู้แทนราษฎร ในระบบรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประมุขในฝ่ายบริหาร แต่สภา ผู้แทนราษฎรแห่งนี้ไม่ได้มอบอํานาจทั้งหมดที่รับมาจากประชาชนไปให้รัฐบาลทั้งหมดนะครับ เราสงวนอํานาจที่สําคัญอย่างยิ่งและเป็นเจตนารมณ์หลักของสภาผู้แทนราษฎรคืออํานาจ นิติบัญญัติและการตรวจสอบ ตรงนี้สภาผู้แทนราษฎรไม่มีสิทธิมอบอํานาจนี้ให้รัฐบาล เราไม่ใช่ประเทศเผด็จการที่อํานาจบริหาร อํานาจตรวจสอบอยู่หนึ่งเดียวที่รัฐบาลครับ เรายังสงวนอํานาจการตรวจสอบ อํานาจนิติบัญญัติ หรือการสร้างความสมดุลของ ประชาธิปไตยไว้ตรงนี้ เพราะประชาชนเขาอนุญาตเราเท่านี้ครับ แล้ววันนี้เรากําลังลดอํานาจ ของเราเอง คืออํานาจตรวจสอบ อํานาจออกกฎหมายในทางนิติบัญญัติ และไปเพิ่มอํานาจให้ รัฐบาลซึ่งประชาชนเขาไม่เคยสั่งให้เราไปเพิ่มอํานาจหรือมอบอํานาจให้เราไปทําถึงขนาดนี้ เราซึ่งมาจากประชาชนลดอํานาจการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งนั่นคือการลด อํานาจตรวจสอบของประชาชน ใครใช้เราครับ ผมไม่เชื่อว่าจะมีประชาชนคนไหนในประเทศ นี้สั่งให้ ส.ส. ในสภาหรือ ส.ว. ในสภาไปลดอํานาจของเขาและไปเพิ่มอํานาจให้รัฐบาล คนสั่ง ไม่ใช่ประชาชนครับ ผมถึงบอกมันเชื่อมโยงครับ มาตรา ๑๑๑ เลือก ส.ว. ผมโยงให้เห็นนิดว่า ถ้าเป็นไปตามที่มีการอภิปราย มีการหวาดระแวง มีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่ามันคือการสร้าง ระบบรวบอํานาจให้ ส.ว. กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งของกลไกฝ่ายบริหาร มันก็คือการลด อํานาจของสภาประชาชนเช่นเดียวกัน ทางเดียวกันครับ ร่องเดียวกันเลย หรือมาตรา ๖๘ ที่กําลังจะเข้าสภา ก็คือการลดอํานาจของประชาชนในการที่จะยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยการยื่นตรง มันก็คือการลดอํานาจของประชาชน แต่ไปเพิ่มอํานาจให้บริหารโดยผ่าน กลไกของอัยการ ท่านว่ามันปกติไหมครับ สภาที่รับมอบอํานาจจากประชาชนเดินหน้า ลดอํานาจของประชาชน ถ้ามันจะลดอํานาจของสภา ช่างเถอะครับ ลดอํานาจไม่ต้อง รับเงินเดือนก็ได้ แต่มันเป็นการลดอํานาจของประชาชนที่มอบให้เราและเลือกเราเข้ามา เราถามประชาชนหรือยัง
ท่านประธานครับ โดยมาตรา ๑๙๐ ในสมัยที่ผ่านมาอาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มันเกิดอุปสรรคขัดขวางในบางเรื่องบางราวก็ต้องยอมรับความจริงครับ บางเรื่องมันอาจจะ ไม่ทันท่วงที บางเรื่องมันเป็นประโยชน์ในการสร้างอํานาจต่อรอง บางเรื่องมันทําให้เรา สามารถที่จะตรวจสอบได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วมันเกิดภาพงดงามขึ้นในสภาแห่งนี้ตลอดมา เห็นไหมครับ วันที่ข้อตกลงไทย-เปรูเข้าสภาแห่งนี้ สภาผู้แทนราษฎรทั้งทุกพรรคครับ ทั้งภาคอีสาน ภาคใต้ ผม เพชรบุรี ลุกขึ้นอภิปรายชี้ถึงความห่วงความกังวลว่าเปิดการค้าเสรี ไทย-เปรู เดี๋ยวปลาป่นมันเข้ามาทําลายประมงไทย มันทําให้ราคาปลาเป็ดถูกลงและราคาปลา พื้นฐานทั้งหมดมันก็ถูกลงตามด้วยสนธิสัญญาตรงนี้ เราก็ชี้ช่องว่างให้เห็น สมัยที่สนธิสัญญา การค้าเรื่องอินเดียเข้ามาเราก็ชี้ให้เห็นว่าระวังให้เกลือราคาถูกจากอินเดียมันจะมาถล่มตลาด เกลือบ้านเรา ภาคกลาง ภาคใต้จะเกิดปัญหา เราก็ใช้เวทีของสภาแห่งนี้ครับได้ตรวจสอบ ได้แสดงความเดือดร้อนจริง ๆ ที่คนในกรมสนธิสัญญาไม่เคยรับรู้หรอกครับ ถ้าไม่ใช่ ส.ส. ที่มาจากท้องไร่ท้องนา ทะเลอย่างพวกผม สมัยที่การค้าของไทย-จีนเข้ามาพี่น้อง เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราหลายจังหวัด อีสานก็เยอะก็ลุกขึ้นอภิปราย ทักท้วงเรื่อง กระเทียม เรื่องหอมหัวใหญ่ เรื่องผลกระทบต่อภาวะการเกษตรของเขา ขณะเดียวกันพวก เราหลายคนก็ลุกขึ้นชี้ว่าการเปิดรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนที่เข้าสภาสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ มาตรา ๑๙๐ อภิปรายอย่างกว้างขวางให้การสนับสนุน มันต้องเชื่อมโยงไปที่หนองคาย ไปเวียงจันทน์ ไปยูนนาน ไปประเทศจีน ไม่ใช่ไปเชียงใหม่ เราได้นําเสนอตรงนี้ครับ ซึ่งคน ของรัฐบาลหรือคนของการรถไฟรู้ไม่ถึงหรอกครับ ถ้าไม่ใช่คนที่มาจากชาวบ้านอย่างพวกเรา ในสภาแห่งนี้ นั่นคือความงดงามของประชาธิปไตยและประชาชนที่มอบอํานาจให้เรามาใช้ อํานาจเขาภูมิใจ เขาอยากเห็น ต่อไปเกิดมีรัฐบาลซึ่งก็ออกทัวร์ต่างประเทศอย่างกับบริษัท ทัวร์ในขณะนี้ไปมุบมิบเซ็นสัญญาเรื่องยางแลกรถไฟความเร็วสูงหรืออะไรก็ว่าไปถ้าเกิดขึ้น ในอนาคตมันก็งดงามอย่างยิ่งที่ ส.ส. ภาคใต้เขาจะได้ลุกขึ้นชี้ให้เห็นถึงปัญหาความเดือดร้อน ความถูกเอาเปรียบ ถูกรังแกของชาวไร่สวนยาง ส.ส. อีสานที่ปลูกยางมากว่าภาคใต้อยู่แล้วก็ จะได้ลุกขึ้นสนับสนุนวาทําอย่างนี้มันทําลายอนาคตของชาวสวนยาง ท่านไม่อยากได้ยินเสียง อย่างนี้มันดังในสภาหรือครับ ท่านอยากให้ในสภาแห่งนี้มันได้ยินเสียงอะไรกันละครับ ผมจึงเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เราทําผิดหลักการหรือเปล่าครับ เรามาลดอํานาจของตัวเองแล้วไปเพิ่ม อํานาจให้ฝ่ายบริหารทั้ง ๓ มาตราในรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือครับ สิ่งเหล่านี้ผิดปกติ สิ่งเหล่านี้ ผมขอฝากไว้เป็นความสํานึกกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง๒ สภาที่จะได้ลงมติ อย่างใดอย่างหนึ่งต่อการเห็นชอบในการตัดทอนอํานาจของตนเองครับ
สุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยู่ในสภาแห่งนี้มาไม่นานครับ เป็น ส.ส. ค่อนข้างใหม่ แต่ผมก็ภูมิใจครับที่วันหนึ่งได้มีโอกาสรับการคัดเลือกจากพรรค ประชาธิปัตย์ให้เข้าไปเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันไม่ใช่เรื่อง ที่ได้มาโดยง่ายครับ ก็เป็นความภูมิใจ เป็นประวัติศาสตร์ชีวิต ผมเชื่อว่า ส.ส. หลายท่าน เกิดความภาคภูมิใจในสิ่งเหล่านี้ แต่ความภาคภูมิใจตรงนั้นมันจะมีประโยชน์อะไรครับ ถ้าไม่ได้ทําหน้าที่ในการปกปักรักษาสิทธิของพี่น้องประชาชน ไม่ต่อสู้เพื่อสร้างกฎหมายที่มัน คุ้มครองประโยชน์ของประชาชน ที่มันต่อต้านสกัดทุนสามานย์หรือทุนข้ามชาติหรือทุนอะไร ก็แล้วแต่ ซึ่งมันเป็นโลกาภิวัตน์ ให้ประชาชนของเราไม่ว่าจะอยู่เรือกสวนไร่นาตรงไหน เขาได้ประโยชน์อย่างเท่าเทียมด้วยกฎหมายที่เกิดจากกรรมาธิการ ซึ่งเราอยู่ตรงนั้น ผมคงอยากจะลบประวัติตัวเองทิ้งไปหมดครับถ้าผมได้มีส่วนร่วมในกรรมาธิการซึ่งไปตัดทอน อํานาจของประชาชนหรือตัดทอนอํานาจของสภาแห่งนี้ ซึ่งผมเป็นส่วนหนึ่ง ตายเสียดีกว่าครับ และที่สําคัญที่สุดท่านประธานที่เคารพครับ การลดทอนอํานาจของสภา ลดทอนอํานาจของ ประชาชนมันเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งในความเป็นประชาธิปไตย แต่สิ่งที่สําคัญยิ่งไปกว่านั้น คือการทําให้อธิปไตยของชาติ ประโยชน์ของชาติเกิดปัญหาหรือเสี่ยงต่อความล่มสลาย ตรงนั้นเป็นประการสําคัญที่สุด อย่ายอมตรงนี้เลยครับ ร่วมกันสร้างความสํานึกตรงนี้ อย่ายอมตรงนี้ ก่อนลงมติคิดอย่างเดียวครับ ชาติไม่ได้มีไว้ขายครับ ขอบคุณครับ
ท่านสุพจน์ เลียดประถม แล้วกลับมาที่ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเอง ขอใช้สิทธิแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ซึ่งอยู่ในมาตรา ๓ ผมเอง ขออนุญาตเริ่มอย่างนี้ครับท่านประธาน กระผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ในสภาแห่งนี้ มากกว่าร้อยละ ๙๐ ครับท่านประธานที่เห็นว่าในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญไทยมีปัญหา หรือมีอุปสรรคบางประการในการที่จะไปเจรจาทําข้อตกลง ทําหนังสือสัญญาต่าง ๆ ทําไม ผมเริ่มต้นอย่างนั้นครับท่านประธาน ถ้าเรายังจํากันได้นะครับในปี ๒๕๕๔ เราก็มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ นี้ไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเราแก้ไขในข้อความที่ว่าให้มีกฎหมาย กําหนดประเภทกรอบการเจรจา ซึ่งหลังจากนั้นมาก็จะต้องมีกฎหมายลําดับรอง ท่านประธานเห็นไหมครับ เราก็ยอมรับตรงกันว่ารัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ ยังมีปัญหา บางประการที่จะต้องแก้ไข และรัฐสภาแห่งนี้ครับก็มีการแก้ไข จนกระทั่งมีการบังคับใช้ ในปี ๒๕๕๔ ในวันนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สมาชิกรัฐสภาร่วมกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ในประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาเห็นว่าการที่เรามีบทบัญญัติไว้แต่เดิม จะเป็นปัญหาและอุปสรรค ซึ่งถ้าเราไปดูการทํางานของรัฐสภาของเราในรอบหลายปี ที่ผ่านมาเราก็จะเห็นว่ามีระเบียบวาระที่เกี่ยวข้องในการทําหนังสือสัญญาข้อตกลงค้างอยู่ ในระเบียบวาระอยู่เป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นในโอกาสแรกผมขออนุญาตกราบเรียนต่อ ท่านประธานว่าผมเห็นด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติม
ประเด็นต่อมาครับท่านประธาน ผมเองก็เห็นด้วยนะครับว่าบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง มีปัญหาอย่างยิ่งในการตีความ ในการตีความว่าผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมคือหนังสือสัญญา หรือข้อตกลงประเภทใด และตลอดระยะเวลาการทํางานที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีใครให้นิยาม นะครับว่าอย่างกว้างขวางนี่มันกว้างขวางแค่ไหน เพราะฉะนั้นทุกเรื่องครับท่านประธาน ท่านประธานก็อยู่ในสภามาพร้อม ๆ กับสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ เขาบอกว่าทําเหลือดีกว่าทําขาด เพราะฉะนั้นก็มีการเสนอเรื่องต่าง ๆ เข้ามาสู่รัฐสภาเพื่อพิจารณาเป็นจํานวนมาก
ประเด็นต่อมาเรื่องผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน อย่างมีนัยสําคัญ ทั้งทางด้านงบประมาณ ประเด็นนี้ครับท่านประธานก็คล้ายกับประเด็นแรกว่ามีนัยสําคัญ มันแค่ไหนถึงจะมีนัยสําคัญที่จะต้องเข้าสู่การพิจารณาให้รัฐสภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ก็เป็นปัญหาต่อเนื่องเรื่อยมาว่าขอบเขตที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง อย่างมีนัยสําคัญมันคือหนังสือข้อตกลง หนังสือสัญญาหรือข้อตกลงใดที่จะต้องเสนอเข้าสู่ รัฐสภา เพราะฉะนั้นก็จะเป็นประเด็นว่าทุกหน่วยงาน หรือกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง ก็เอาตัวรอดไว้ก่อน ก็เสนอเข้าสู่สภานี้ให้พิจารณา ผมเองผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาต้องได้ยิน มาไม่แตกต่างกันมากนัก เรื่องอย่างนี้เอาเข้าสู่สภาได้อย่างไร ไม่เห็นน่าเอาเข้าสู่สภาเลย ก็ได้ยินได้บ่นมาพร้อม ๆ กันนะท่านประธาน แต่อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับความจริงกันหรือไม่ ถ้าเราไปดูขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ที่บัญญัติไว้มีขั้นตอนก่อนและหลังซึ่งมี รายละเอียดอยู่มากพอสมควร ก่อนที่จะไปลงนาม ก่อนที่จะไปทําข้อตกลงใด ๆ ต้องให้ ข้อมูล ต้องจัดการให้มีความคิดเห็นของประชาชน ต้องมีการชี้แจงต่อรัฐสภา อันนี้ก่อนที่จะ ไปทําข้อตกลงใด ๆ หลังจากมีการทําข้อตกลงแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน ก็เฉกเช่นเดียวกันท่านประธาน ก็ต้องให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียด ถ้ามีประชาชนหรือ ผู้ประกอบการขนาดกลางหรือขนาดย่อมได้รับผลกระทบก็จะต้องมีมาตรการในการเยียวยา อย่างรวดเร็ว เหมาะสมและเป็นธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้หลายเรื่องกําหนดไว้ ค่อนข้างที่จะเป็นนามธรรม แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ถูกนําไปนะครับ ถูกนําไปร้องเรียนต่อองค์กร ต่าง ๆ อยู่เป็นเนือง ๆ เพราะฉะนั้นการที่กรรมาธิการหรือสมาชิกรัฐสภาเสนอร่างนี้เข้าต่อรัฐสภา เพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในข้อขัดข้องที่ผมได้อภิปรายไปผมเห็นว่ามีความเหมาะสม เมื่อเรา มาดูตัวร่างแก้ไขในมาตรา ๑๙๐ ท่านประธาน ผมเองก็เห็นว่าบทบัญญัติที่สําคัญ ๆ ในการที่ ฝ่ายบริหารจะไปทําบันทึกข้อตกลงหรือไปทําหนังสือสัญญาต่าง ๆ ก็ยังอยู่ เช่น เรื่องการ เปลี่ยนแปลงอาณาเขต ถ้าจะไปทําเรื่องเปลี่ยนแปลงอาณาเขต แน่นอนครับก็ต้องมาขอ ความเห็นชอบของรัฐสภาแห่งนี้ก็ยังคงอยู่หรือพื้นที่ที่ประเทศไทยของเรามีอํานาจปกครอง อยู่ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงในสิ่งเหล่านี้ก็ต้องมาขอความเห็นชอบต่อรัฐสภาหรือจะไปทํา หนังสือสัญญาใดนะครับ แล้วรัฐสภาจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามหนังสือ สัญญาหรือข้อตกลงนั้นก็จะต้องมาขอความเห็นชอบ ซึ่งผมเรียนว่าสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ แล้วทางกรรมาธิการก็ไปเพิ่มเติมเรื่องข้อตกลงทางด้านการค้าการลงทุน ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็น เรื่องที่มีการเพิ่มเติมมา ซึ่งในหลักการเบื้องต้นผมก็เห็นด้วย
ประการต่อมาครับท่านประธาน กรรมาธิการก็ยังได้บัญญัติไว้ถึงเรื่องรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนเรื่องการเยียวยาซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้มีกําหนดไว้ในเรื่องของให้มี กฎหมายในการกําหนดในสิ่งเหล่านี้ ในหลักการเบื้องต้นนี้ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ในวรรคสอง ประการต่อมา ผมเองอาจจะมีความเห็นต่างกับกรรมาธิการในเรื่องของ ระยะเวลาที่ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในระยะเวลากี่วัน อันนี้ผมอาจจะมี ความเห็นต่าง ผมเองได้ไปแปรญัตติต่อกรรมาธิการและกรรมาธิการก็ไม่เห็นด้วย ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ เขียนไว้ชัดเจนว่าให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ เรื่องที่นําเสนอต่อสภาภายในระยะเวลา ๖๐ วัน กระผมก็ได้ยินกรรมาธิการพูดว่าเขียนไว้ สภาแห่งนี้ก็ไม่สามารถทําได้ ผมว่าอันนี้น่าเสียใจและน่าสนใจ ในรัฐธรรมนูญที่เราบังคับใช้อยู่ มีเรื่องที่รัฐสภาหรือฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้องจะต้องออกกฎหมายลําดับรองตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญภายในระยะเวลากี่วัน ๆ มีอยู่หลายร้อยฉบับ แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจนับแต่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อปี ๒๕๕๐ ปัจจุบันผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งมีหน้าที่ ตรวจสอบการทํางานของการออกกฎหมายลําดับรอง ผลการปฏิบัติการที่จะออกกฎหมาย ลําดับรองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีอยู่อีกนับร้อยฉบับที่ไม่สามารถออกได้ทันตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้ารัฐสภายังมีลักษณะการทํางานแบบนี้ ถ้าบอกว่าเขียนไว้ก็ไม่ทราบว่าจะพิจารณาได้ตามกําหนดหรือไม่ หรือเขียนไว้อยู่มากมาย ก็ไม่สามารถทําให้ทันภายในระยะเวลา ๖๐ วัน ผมว่าเรื่องนี้น่าเสียใจและระยะเวลาที่เขียนไว้ ถ้าดูรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมีอยู่เยอะมากเลย เช่น เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วต้องบัญญัติเลย หรือภายใน ๑๘๐ วัน หรือภายใน ๑ ปี หรือภายใน ๒ ปี เยอะมากครับ หรือนับจากวันแถลง นโยบาย มีเยอะมากเลย เพราะฉะนั้นถ้าเราบอกว่าการกําหนดระยะเวลา ๖๐ วัน ที่ผมขอ แปรญัตติไว้ กรรมาธิการบอกว่าเขียนไว้ไม่มีประโยชน์หรอก อย่าไปเขียนเลย ในรัฐธรรมนูญ มีเขียนเกือบทุกเรื่องนะครับ เรื่องการกําหนดระยะเวลา ถ้าท่านบอกว่าเขียนไว้แล้วทําไม่ทัน อย่าไปเขียน ผมไม่เห็นด้วย เหตุที่ไม่เห็นด้วยเนื่องจากถ้าไม่มีระยะเวลาเรื่องก็ค้างอยู่ใน ระเบียบวาระอยู่เป็นจํานวนมาก มันก็ไม่มีธงครับว่าเราจะพิจารณาเรื่องเหล่านี้ให้เสร็จ ภายในเมื่อไร ก็ปล่อยไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นการเขียนไว้รัฐธรรมนูญปัจจุบันก็เขียนไว้ใน หลายเรื่องเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้อยากให้กรรมาธิการได้พิจารณา การเขียนไว้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่เสียหาย เป็นระยะเวลาเร่งรัดที่รัฐสภาแห่งนี้ต้องรับผิดชอบร่วมกันในการ ที่จะพิจารณาบันทึกข้อตกลงหรือหนังสือสัญญาใด ๆ ที่ต้องให้ความเห็นชอบของรัฐสภา ได้พิจารณาภายในระยะเวลาที่กําหนด
ประการต่อมาที่ผมถือว่าเป็นประเด็นสําคัญ เรื่องอํานาจวินิจฉัยว่าบันทึก ข้อตกลงหรือหนังสือสัญญาใด ๆ จะต้องให้ความเห็นชอบของรัฐสภานี้หรือไม่ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมให้ความสําคัญมาก ถ้าเราดูรัฐธรรมนูญในปี ๒๔๗๕ ซึ่งเป็น รัฐธรรมนูญในปีเริ่มแรกการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย ในมาตรา ๕๔ ก็เขียนเรื่องของมาตรา ๑๙๐ ที่เรามาถกเถียงกันวันนี้ ก็เขียนไว้เช่นเดียวกัน เรื่องการทํา บันทึกข้อตกลงอะไรต่าง ๆ ต้องให้ความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรในตอนนั้น ก็เขียนไว้ ครับท่านประธาน แต่ในมาตรา ๖๒ อันนี้เป็นประเด็นน่าสนใจว่าการตีความรัฐธรรมนูญ ให้เป็นสิทธิเด็ดขาดเลยของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในยุคนั้นมีเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นประเด็นที่ผมจะอภิปรายในสิ่งที่ผมได้แปรญัตติไว้นี้ก็คือ ในกรณีที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจํานวนไม่น้อย กว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเห็นว่าเป็นกรณีที่มีปัญหา ตามวรรคสอง คือเป็นหนังสือที่เข้าเงื่อนไขตามวรรคสองหรือไม่ให้เสนอเรื่องต่อประธาน รัฐสภา และให้เป็นอํานาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัยชี้ขาด ท่านประธานครับ เราก็เห็นองค์กร อื่นที่มาตัดสินเรื่องรัฐธรรมนูญกันหลายครั้งครับท่านประธาน หลายครั้งก็วินิจฉัยมาทํานอง ก้ํากึ่ง หลายครั้งก็วินิจฉัยไปทํานองที่มีผู้คนเป็นจํานวนมากไม่เห็นด้วย อํานาจนี้ที่ผมเรียน แต่ต้นมีมาแต่เดิมครับ เมื่อเราเป็นผู้ใช้รัฐธรรมนูญเราน่าจะเป็นผู้มีอํานาจวินิจฉัยครับท่านประธาน แล้วผมไม่ได้ฝัน เกินเลยไป รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ปี ๒๔๗๕ ในมาตรา ๖๒ สิ่งที่จะตีความ รัฐธรรมนูญเป็นของสภาแห่งนี้ ผมเลยเรียนต่อท่านประธานว่าสิ่งนี้อยากให้กรรมาธิการ ได้พิจารณา ทําไมท่านจะต้องให้องค์กรอื่นไปใช้ช่องทางมาตรา ๑๕๔ (๑) ท่านก็พูดกัน หลายครั้งว่าอยากให้พี่น้องประชาชนมาช่วยตรวจสอบว่าหนังสือสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ มันเข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ ไหม อย่าเอาอํานาจนั้นไปให้ฝ่ายบริหารครับท่านประธาน แต่วันนี้ ผมกําลังจะแปรญัตติว่าอํานาจที่จะตีความวินิจฉัยว่าเข้าตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสองหรือไม่ ดึงกลับมาที่รัฐสภาแห่งนี้เพื่อที่จะได้วินิจฉัยว่าเป็นหนังสือสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงเข้าตาม มาตรา ๑๙๐ วรรคสองหรือไม่ ไม่เห็นมีอะไรเสียหายท่านประธาน สภาแห่งนี้วินิจฉัยอย่างไร สภาแห่งนี้รับผิดชอบ ท่านทําไมจะต้องให้อํานาจนี้ไปอยู่องค์กรอื่นครับท่านประธาน นี่ผม ไม่แน่ใจว่าผูกพันกับพี่น้องประชาชนอย่างไร ถามว่าอํานาจตีความหรืออํานาจวินิจฉัย รัฐธรรมนูญมีอยู่ไหมในปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญ ถ้าท่านประธานไปดูในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๒ (๔) การเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าเป็นพระราชบัญญัติที่เป็นเรื่องการเงินหรือไม่ ทําไม ให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับรองละครับ เห็นชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้วินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติประเภทใด เป็นการตีความนะครับ ท่านประธาน นี่นายกรัฐมนตรีนะครับ เมื่อเสนอเข้าสู่สภาแล้วมีการแก้ไขเพิ่มเติมว่าจากร่าง ที่ไม่ได้เป็นการเงินแต่แรกกลับกลายมาเป็นร่างที่เกี่ยวกับการเงินจะต้องให้นายกรัฐมนตรี ลงนาม ในมาตรา ๑๔๔ (๑) (๒) ก็ต้องให้ประธานกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร กับประธานรัฐสภาประชุมกันว่าร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยกับ การเงินหรือไม่ ถ้าเห็นว่าเป็นการเงินก็จะส่งให้นายกรัฐมนตรีได้ลงนามรับรอง ท่านประธาน ตรงนี้จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการตีความ เป็นการวินิจฉัยรัฐธรรมนูญแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมเสนอในการแปรญัตติว่าการตีความว่าจะเข้ามาตรา ๑๙๐ วรรคสองหรือไม่ ทําไม ไม่ให้ตัวแทนของพี่น้องประชาชนตีความครับ ไปให้องค์กรอื่นตีความทําไม ไหนว่าอยากให้ ยึดโยงกับพี่น้องประชาชน อยากให้มาตรา ๑๙๐ เข้าสู่สภามาก ๆ เพื่อสภาแห่งนี้จะได้เป็น ปากเป็นเสียงของพี่น้องประชาชนมาดู ผมก็เสนอเลยว่าในการตีความไม่ต้องให้องค์กรอื่นหรอกครับ สภาแห่งนี้มีผู้ทรงคุณวุฒิ มากมาย เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ผมเลยเสนอต่อท่านประธานว่า อยากให้กรรมาธิการ ได้พิจารณา ตรงนี้เป็นจุดสําคัญที่ท่านเจริญ ภักดีวานิช อีกหลายท่านก็ได้อภิปรายไว้ว่าตรงนี้ ที่เราบอกกันว่ามาตรา ๑๙๐ วันนี้นะครับกฎหมายใด บันทึกข้อตกลงใด หรือหนังสือสัญญา ใดที่กระทบกับเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง ข้อตกลงหรือข้อผูกพันทางการค้าใด หรือข้อตกลงใด ๆ ที่มีผลกระทบต่องบประมาณอย่างมีนัยสําคัญต้องเข้าสู่การพิจารณาของ รัฐสภา แต่มีสมาชิกส่วนหนึ่งบอกไม่เห็นด้วย ถ้าตัดตรงนี้ไปเท่ากับโยนอํานาจทั้งหมดไปให้ ฝ่ายบริหาร ผมก็ขอแปรญัตติกลับมาครับว่าในวรรคท้าย หนังสือสัญญา หรือบันทึกข้อตกลงใด ๆ มันจะเป็นวรรคสองหรือไม่ตามมาตรา ๑๙๐ ให้สภาแห่งนี้เป็นผู้วินิจฉัย อยากให้ฝาก ท่านประธานกรรมาธิการที่ท่านนั่งอยู่พอดีตอนนี้ อยากให้ท่านรับข้อเสนอตรงนี้ คําแปรญัตติ ของผมนะครับ มาตรา ๑๕๔ ท่านก็เห็นครับ เรื่องเหล่านี้ก็จะถูกนําไปร้องเรียนกันอยู่ตลอด แล้วฝ่ายบริหารก็ไม่สามารถทํางานได้อย่างราบรื่น ให้สภาแห่งนี้รับผิดชอบสิวินิจฉัย ชี้ขาดไปเลย ๓-๔ ประเด็นที่ผมได้กราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ อยากให้ได้พิจารณาแก้ไขตามที่ผมได้แปรญัตติไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกําหนดระยะเวลาการ พิจารณาภายใน ๖๐ วัน หรืออํานาจการวินิจฉัยชี้ขาดต้องเป็นของรัฐสภาแห่งนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย แล้วต่อด้วยท่านไพบูลย์ นิติตะวัน
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ก่อนผมจะได้เริ่มการอภิปรายผมก็ได้หันไปสังเกตเห็นว่าท่านประธานกรรมาธิการ ไม่ได้อยู่บนที่นั่งของท่าน ก็เห็นท่านเดินไปคุยกับสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกวุฒิสภา สายเดียวกับท่าน กําลังจะทักท้วงอยู่เหมือนกันนะครับท่านประธานว่า ท่านน่าจะขึ้นมานั่ง บนประธานกรรมาธิการมากกว่า เพราะการที่ท่านเดินลงไปนั้น ผมไม่ทราบว่าท่านพูดอะไร กับสมาชิก ท่านจะไปล็อบบี้ (Lobby) อะไร หรือไปทําความเข้าใจอะไร ถ้าจะทําความเข้าใจ ก็กรุณาทําความเข้าใจต่อสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดทั้งปวงพร้อม ๆ กันไปนะครับ หรือท่านจะไป ถามสารทุกข์สุขดิบอย่างไรก็ไม่ทราบนะครับ ผมก็ไม่ทราบ
เดี๋ยว เชิญท่านประธานครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร สมาชิกรัฐสภา ในฐานะประธานกรรมาธิการ ต้องขอบคุณท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ที่ได้กรุณาเอ่ยถึงชื่อผม ทําให้ผมได้มีโอกาสพูดบ้าง ผมเดินลงไปข้างล่างเพราะผมจะไปดูว่าพี่น้องของผมจะต้องการอภิปรายอีกกี่ท่านนะครับ แล้วท่านใดบ้างที่ยังตกอยู่ที่ยังไม่ได้อภิปราย ก็เท่านั้นเองครับ ก็ไปนั่งคุยว่าท่านใด จะอภิปรายเท่าไร แล้วก็ไปขอร้องท่านว่าอย่าใช้เวลานานมากนัก เพราะว่าสภาเรามีเวลาน้อย ถ้าคุณบุญยอดไม่ให้โอกาสผมพบ ผมก็คงไม่ได้พูด ขอบพระคุณคุณบุญยอดครับ
ท่านบุญยอด ท่านเข้าประเด็นของท่านเลยครับ เชิญครับ
ผมก็ขอบคุณท่านประธาน ท่านประธานกรรมาธิการนะครับที่กรุณาอธิบาย เพราะว่าผม ก็จะอภิปรายอย่างกระชับที่สุด แล้วก็เป็นคําถามซึ่งผมก็ขอให้ท่านประธานกรรมาธิการ และกรรมาธิการกรุณาจดตามนะครับ เพราะผมต้องการคําตอบจากคําถามของผม ทุกคําตอบครับ
ผมขอเริ่มต้นการอภิปรายอย่างนี้นะครับท่านประธาน ผมคิดว่า การที่เรามาพิจารณามาตรา ๑๙๐ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมขณะนี้ จริง ๆ แล้วไม่สมควรเลยครับ เพราะปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนครับ ปัญหาข้าวยากหมากแพง เงินเฟ้อ แก๊สขึ้นราคา ภาระหนี้สินของประชาชน ภาระหนี้สินของประเทศ ภาระของการจํานําข้าว ที่ขายข้าวไม่ได้ ยางพาราตกต่ํา น้ําท่วม น้ําท่วมจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นะครับ ข้อมูลล่าสุดบอกว่ามีน้ําท่วมไปแล้ว ๔๒ จังหวัดครับ
เดี๋ยวครับท่านประสิทธิ์ ให้ท่านบุญยอดอภิปรายอีกสักระยะแล้วค่อยประท้วงนะครับ เชิญท่านบุญยอดว่าต่อไปครับ
๑ นาที ๒๙ วินาที มีผู้จะประท้วง ๒ ท่านนะครับ ก็ขอบพระคุณนะครับ ฟังกันสิครับว่าวันนี้เราทํา อะไรกัน ผมก็กําลังจะโยงว่าสิ่งที่เรากําลังพิจารณามาตรา ๑๙๐ นี้มันมีนัยสําคัญอย่างไร น้ําท่วม ๔๒ จังหวัด ขณะนี้ยังท่วมอยู่ ๒๕ จังหวัด เสียชีวิตไปแล้ว ๔๒ ราย ทั้งหมดกระทบ กับคน ๓,๕๘๖ ครัวเรือน ๗,๓๗๖ คน เสียชีวิต ๔๒ คนครับ แล้วเรามาพูดกันเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ แต่วันนี้สําคัญครับที่พี่น้องประชาชนหลังจากที่โดนหวยกินไปแล้ว กรุณาเปิดช่อง ๑๑ ต่อไป เพราะว่านอกจากท่านจะโดนหวยกินไปแล้วเมื่อสักครู่ ท่านกําลังจะโดน กินรวบประเทศไทยครับ มาตรา ๑๙๐ ที่แก้ไขครั้งนี้ไม่เหมือนกับการที่มีการแก้ไขเมื่อรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ ครั้งนั้นเป็นการเพิ่มเติมบทบัญญัติที่พูดกันอยู่ตลอดทั้ง ๒ วันนี้นะครับว่าก็เพิ่มเติมการไปออกกฎหมายรองรับในการแยกแยะว่าสัญญาไหนเข้าบ้าง สัญญาไหนไม่เข้า กรอบเจรจาอย่างไร เป็นอย่างไรเท่านั้นเอง แต่การแก้ไขครั้งนี้เป็นการตัด ทอนเปลี่ยนแปลงในหลายบทที่สําคัญ และแน่นอนทําให้พวกเราก็สงสัยกันมาตลอด ๒ วันว่า จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ใครหรือไม่ ผมต้องเริ่มต้นจากเรื่องของหลักการและเหตุผลก่อนครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ในมาตรา ๓ มีการแก้ไขในรายละเอียด และเป็นตัวขีดเส้นใต้ที่ท่าน เพิ่มเติมเข้ามาในชั้นกรรมาธิการนั้น ขัดต่อหลักการและเหตุผลที่เสนอมาในวาระแรกครับ ผมกล่าวสั้น ๆ นะครับ หลักการเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ใช่ เหตุผลที่ท่านให้ ท่าน ให้เหตุผลแค่ ๒ ข้อเท่านั้นเอง นั่นก็คือปัญหาผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ เป็นปัญหาในทางปฏิบัติของฝ่ายบริหาร ผลกระทบในการ ทําความตกลงล่าช้าทําให้เกิดปัญหาผลเสียต่อประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ท่านพูดอยู่ในเหตุผลเพียงแค่ ๒ หมวดครับ คือเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นผลกระทบ ต่อฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ ขณะนี้พวกผมก็ไปเป็นกรรมาธิการพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมนะครับ ผ่านเรื่องของเหตุผลไปแล้ว แล้วก็เข้าสู่มาตรา ในช่วงของเหตุผลนี้ ขออภัยยังไม่ผ่านนะครับ ได้พิจารณากันแล้วในเรื่องเหตุผล แล้วในที่ประชุมก็ให้เหตุผลว่า เวลาที่เราเขียนเหตุผลนี้ ต้องเขียนให้มันครอบคลุมไปยังมาตราต่าง ๆ บทบัญญัติต่าง ๆ ที่อยู่ ในตัวของการแก้ไขพระราชบัญญัติต่าง ๆ ด้วย ดังนั้นท่านจะเห็นนะครับว่าเหตุผลพูดเพียงแค่ ๒ เรื่อง แต่ในมาตรา ๓ ซึ่งมีการแก้ไขนั้นกลับพูดในการแก้ไขเรื่องอาณาเขตครับ พื้นที่ นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง ท่านเติมมาครับ เติมแตกต่างจากที่เคยมี บทบัญญัติที่แก้ไขไปแล้วเมื่อรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือแม้แต่ในฉบับแรกที่เกิดขึ้น คําว่า โดยชัดแจ้งนี่ละครับที่ผมเห็นว่านี่คือการแก้ไขผิดหลักการและเหตุผลที่ได้ให้ไว้ครับ นอกจากนั้นเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกวุฒิสภาที่เพิ่งอภิปรายจบไป บอกว่าจะให้การพิจารณาว่า มันเข้าหรือไม่เข้า มาตรา ๑๙๐ ให้กลับมาที่รัฐสภา ผมอธิบาย ๒ อย่างนะครับ ที่ฟังท่านเมื่อ สักครู่ผมไม่เห็นด้วยกับท่านนะครับ ๑. รัฐบาล ผู้บริหาร กับฝ่าย ส.ส. นิติบัญญัติมีปัญหากัน ในการถกเถียงกัน กลับให้ฝ่ายรัฐสภามาพิจารณา อย่างนี้ก็ไม่เป็นธรรมหรอกครับ ไม่มีทางหรอกครับ ที่เราจะได้คําตอบ ๒. คือถ้าจะแก้ไขอย่างท่าน ผิดหลักการและเหตุผลที่ได้ให้ไว้ครับ เพราะท่านไม่ได้ให้เหตุผลไว้ว่าท่านจะแก้ไขวิธีการในการดูว่าจะเข้าสู่ มาตรา ๑๙๐ ได้หรือไม่ ผมอภิปรายต่อไปว่า สิ่งที่เราจะต้องดูกันต่อไปก็คือว่า ในมาตรา ๓ ของท่านในการแก้ไขนั้น ท่านไปตัดอะไรบ้างครับ ท่านไปตัดผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ เรื่องที่ ๑ ผลกระทบทางด้านสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางเป็นเรื่องที่ ๒ ผูกพันการค้า การลงทุน เป็นเรื่องที่ ๓ งบประมาณอย่างมีนัยสําคัญเป็นเรื่องที่ ๔ ที่ถูกตัดทิ้งไปจากรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ ในปัจจุบัน ผมจึงต้องถามต่อกรรมาธิการครับว่าท่านตัดทิ้งทําไมครับ ถ้าท่านตัดทิ้งผลกระทบความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ถามท่านตรง ๆ ง่าย ๆ ครับถ้ามีการ ทําสัญญากันระหว่างรัฐบาลไทยหรือหน่วยงานของรัฐบาลไทยให้มีการตัดต่อพันธุกรรมของ พืชชนิดใดชนิดหนึ่งมาทดลองกันได้มันมีผลกระทบทางเศรษฐกิจไหมครับ อย่างนี้ไม่ต้องเข้า สู่มาตรา ๑๙๐ ใช่หรือไม่ ช่วยตอบนะครับ ผลกระทบต่อสังคมครับอย่างกว้างขวางในพื้นที่ ทับซ้อน ในพื้นที่ทับซ้อนซึ่งท่านก็เขียนมาว่ามันจะต้องโดยชัดแจ้ง ถ้าเป็นพื้นที่ทับซ้อนและมี ผลกระทบต่อสังคม เช่น ทําคาสิโน อนุญาตให้มีสัมปทานตั้งขึ้นมาได้ เป็นบริษัทข้ามชาติหรือ อะไรก็แล้วแต่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ทับซ้อน ไม่ได้เสียดินแดงนี่ครับอย่างชัดแจ้ง แล้วก็ตัดเรื่องของ ปัญหาต่อสังคมออกไปด้วย อย่างนี้อนุญาตได้โดยไม่ต้องเข้าสู่รัฐสภาใช่หรือไม่ นอกจากนั้นครับ เกิดมีกระทรวงสักกระทรวงหนึ่งอยากจะทดลองนิวเคลียร์ขึ้นมา อยากจะทดลองการใช้ถ่าน ลิกไนต์มาผลิตกระแสไฟฟ้าขึ้นมา สร้างโรงงานต่าง ๆ ขึ้นมาแล้วเซ็นสัญญากันเลยโดยที่ไม่ ต้องมาผ่านรัฐสภาสามารถทําได้สิครับ เพราะท่านตัดผลกระทบทางด้านสังคมออกไป เรียบร้อยแล้ว ใช่ไหมครับ ผมถามคําถามชัดเจนนะครับกรุณาตอบให้ชัดเจน ผูกพันการค้า การลงทุนนะครับ ท่านยังเอามีอยู่คือเปิดการค้าเสรีอะไรต่าง ๆ แต่ถ้าเปิดเรื่องอื่น ๆ ละครับ มีเรื่องอื่น ๆ บริษัทต่าง ๆ เขาจะเข้ามาทําได้หรือไม่ งบประมาณอันมีนัยสําคัญหลายท่านพูด ไปแล้วครับ กู้เงินกับต่างประเทศจํานวนมาก ๆ มีผลกระทบต่อนัยสําคัญท่านจะทําอย่างไร ครับ นอกจากนั้นที่ผมจะต้องถามท่านต่อก็คือเรื่องของรายงานของคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมาย ซึ่งได้ส่งรายงานนี้มายังประธานรัฐสภา ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ ลงนามโดย ศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ผมขออนุญาตท่านประธาน เนื่องจากเป็นเอกสารที่ส่งในสภา ผมขออนุญาตประธานอ่านบางช่วงบางตอนเท่านั้นว่าท่านกรรมาธิการได้มีคําตอบอย่างไร หน้าที่ ๑๖ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายถามว่าในปัจจุบันยังมีแนวโน้มว่าฝ่ายบริหารไปทํา หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันและมีผลกระทบต่อการเงินการคลังของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ แม้ว่าการกระทําดังกล่าวจะเป็นการใช้อํานาจของคณะรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหาร แต่ถึง กระนั้นก็ดีเมื่อมีการทําหนังสือสัญญากู้เงิน เห็นไหมครับ เช่น การทําหนังสือสัญญากู้เงินจาก ต่างประเทศเป็นจํานวนมาก การใช้คืนเงินกู้ย่อมกระทบต่อระบบงบประมาณของประเทศ และส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม จําเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ในฐานะผู้แทนของประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจของฝ่าย บริหารในเรื่องดังกล่าว ท่านตัดทิ้งข้อนี้ทําไมครับ เรื่องงบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ย่อหน้า ต่อไปท่านบอกว่า คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายครับจึงเห็นว่าหากฝ่ายบริหารไปดําเนินการ ทําสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มิใช่เพื่อความร่วมมือทาง วิชาการหรือการทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อการเงิน การคลังของประเทศอย่างมี นัยสําคัญอาจจําเป็นต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อความโปร่งใสรอบคอบและเพื่อเป็นการ รักษาประโยชน์ของประเทศชาติ ท่านจะตอบอย่างไร หน้า ๑๗ ย่อหน้าสุดท้ายครับ พูดถึง เรื่องการมีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภทขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน ซึ่งรัฐบาลต้องเป็นผู้นําในการทํา เรื่องนี้นะครับ ผมอธิบายสั้น ๆ ง่าย ๆ นะครับ เขาบอกว่าต้องให้มีการทําทางด้าน สิ่งแวดล้อมด้วย ต้องให้มีกฎหมายเกี่ยวข้องด้วย คําถามต่อกรรมาธิการคือท่านพิจารณา เรื่องนี้กันอย่างไรและทําไมท่านจึงตัด ไม่ฟังข้อสังเกตต่าง ๆ จากคณะกรรมการ ซึ่งเป็น กรรมการที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ท่านจะปฏิเสธเรื่องนี้อย่างไร กลับมาที่คําว่า โดยชัดแจ้ง ครับ หลายท่านอภิปรายไปแล้วผมไม่อภิปรายซ้ํา การที่บอกว่าพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่าง ประเทศโดยชัดแจ้งต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ ตามการแก้ไขของท่าน คําถามครับ ๒ ข้างนะครับ ข้างที่ ๑ ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมามีหนังสืออะไรที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตโดยชัดแจ้งบ้าง มีไหมครับ ถ้ามี กรุณายกหนังสือสัญญานั้นว่า ได้มาผ่านสภาแล้วหรือยัง หรือยังไม่ผ่านอย่างไร หรือ ๒. ถ้าไม่มีก็แสดงว่า มันจะมีโอกาสไหมครับที่มันจะมีในอนาคต กรุณาอธิบาย อีกข้างหนึ่ง ที่ผมถามก็คือว่า แล้วถ้าโดยไม่ชัดแจ้งละครับ ซึ่งมันจะหลุดรูรั่วตาข่ายของท่านออกมาได้เลย ไม่ต้องมาเข้ามาตรา ๑๙๐ กับรัฐสภา โดยไม่ชัดแจ้งดังต่อไปนี้ เช่น ๑. กรณีพื้นที่ทับซ้อนเขา พระวิหาร ซึ่งพวกผมยืนยันครับท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการพีรพันธุ์ พาลุสุข ว่าพวก ผมไม่เห็นด้วยกับท่าน ที่ท่านพูดว่าเขาสามารถไปขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ได้อยู่แล้ว เพราะเป็นดินแดนของเขาอยู่แล้ว ถ้าเขาขึ้นเองได้เขาจะมาให้ ครม. ไทยออกมติ ครม. แล้วอนุญาตให้เขาขึ้นฝ่ายเดียวทําไมครับ ตอบสิครับ ผมไม่เห็นด้วยครับที่ท่านบอกว่า เทมเปิล ออน เดอะ เทอริทอรี่ (Temple on the territory) อะไรสักอย่างหนึ่ง ผมฟังไม่ทันขออภัย ภาษาอังกฤษอาจจะไม่แข็งแรง ภาษาฝรั่งเศสไม่มีเลย ท่านอาจจะเก่ง ฝรั่งเศสมากแล้วท่านตีความว่าทั้งหมดเป็นดินแดนของเขา ผมยังยืนยันกันว่าเท่าที่ผม เรียนรู้กันมาเขามีเอกสิทธิ์บนดินแดน เขามีเอกสิทธิ์เฉพาะเทมเปิล (Temple) คือพระวิหาร แต่เขาไม่ได้มีสิทธิเหนือดินแดนนะครับ ดินแดนก็ไม่ใช่ของเขานะครับ ยังเป็นข้อถกเถียง โต้แย้งอยู่จนถึงทุกวันนี้ คําถามคือถ้าไม่ชัดแจ้งก็ไม่ต้องเข้า เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้หลุดรอดไป เลย รัฐบาลไปทําสัญญาต่าง ๆ ในเรื่องอื่น ๆ อีกได้เลยใช่หรือไม่ พื้นที่ไม่ชัดแจ้ง เช่น พื้นที่ ทับซ้อนในทะเล มีแก๊ส มีน้ํามัน มีคนจ้องจะไปลงทุน เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ต้องเข้าอีกแล้ว ใช่หรือไม่ ตอบให้ชัดนะครับ ถามง่าย ๆ ตอบให้ชัด พื้นที่ทับซ้อนระหว่างประเทศอื่น ๆ ละครับ ยังมีพื้นที่นะครับ อย่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมาร์ พื้นที่ทับซ้อนดอยกลาง จนถึงปลายเดือนของเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ ยังมีคณะทํางานอยู่เลยครับที่ต้องไปจัดการเรื่อง การปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต่อไปจะทําอะไร จะทําอะไร อย่างไร ไม่ต้องเข้ารัฐสภาแล้วใช่ไหมครับ เพราะมันหลุดรอดไปหมดแล้ว มันเป็นพื้นที่ทับ ซ้อนเท่านั้นเอง พื้นที่ทับซ้อนที่ใหญ่ที่สุด มีปัญหามากที่สุดคือพื้นที่ภาคใต้ครับ รัฐบาลไป เจรจากับบีอาร์เอ็น ต่อไปนี้จะตั้งอะไรขึ้นมา จะทําอะไรต่าง ๆ ในพื้นที่ที่เรียกว่าทับซ้อน ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ต้องเข้ารัฐสภาแล้วใช่หรือไม่ รัฐบาลสามารถทําอะไรก็ได้ครับ คือสิ่งที่สมาชิกหลายคนได้กรุณาลุกขึ้นมาแล้วบอกว่ามันเหมือนกับโอนอํานาจไปให้รัฐบาล ทําอะไรก็ได้โดยไม่ผ่านนิติบัญญัติครับ โดยไม่ต้องถ่วงดุลอํานาจกันครับ
ผมขออนุญาตที่จะต้องไปเรื่องคดีเขาพระวิหาร เพราะเป็นคําถามที่คาใจจริง ๆ ไม่ได้เอ่ยเพื่อให้คนที่อยู่ในคดีนี้เสียหายแต่อย่างใด เพียงแต่ถามกรรมาธิการว่าถ้าพื้นที่ ต้อง โดยชัดแจ้งนั้นอาณาเขตต้องโดยชัดแจ้งนั้นจึงจะเข้ามาตรา ๑๙๐ คําถามคือสิ่งที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยมาแล้วนะครับ ในวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ หน้าสุดท้ายของ รายงานคือหน้า ๒๕ ครับท่านประธาน ขออนุญาตที่จะต้องอ่านเพื่อให้คําถูกต้อง มีอยู่แค่ ๔ บรรทัดเท่านั้นครับ อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคําแถลงการณ์ ร่วมไทย-กัมพูชา หรือ จอยท์ คอมมูนิเกต์ ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ เป็นหนังสือ สัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศไทย ทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางอีกด้วย ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ถ้ามีคําว่า โดยชัดแจ้ง แล้วเรื่องนี้ยังมีเป็นพื้นที่ทับซ้อน กรณีของคําตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ผูกพันอีกเลยใช่หรือไม่ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านออกมาได้ คําตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญนี้ตกไปหรือไม่ ตอบให้ชัด นอกจากนั้น ขออนุญาตที่จะต้องอ่านในเรื่องของคดีความครับท่านประธานที่เป็นคดีดํา อม ๓/๒๕๕๖ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และที่ปรึกษากฎหมายของ พันตํารวจโท ทักษิณ เป็นจําเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่งตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๕๗ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนะครับ เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ที่ผ่านมานี้เอง ได้เรียกตัวจําเลยมาให้ปากคํา จําเลยได้มาให้ปากคํา และได้ขออนุญาตจําเลยปล่อยตัวชั่วคราวนะครับ ใช้หลักทรัพย์เป็นสลากออมสิน ตีราคาประกัน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พร้อมกําหนดเงื่อนไขจําเลยห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่ได้รับอนุญาต คดีของศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาคดีนี้ตกไปใช่หรือไม่ ถ้ารัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นี้ออกมาบังคับใช้ ได้ก่อนที่จะมีคําตัดสิน ผมถามตรง ๆ ง่าย ๆ ชัด ๆ ไม่เท้าความต่อจะได้ไม่เสียเวลา ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมแปรญัตติไว้มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ผมจําเป็นจะต้องทักท้วงต่อ กรรมาธิการซึ่งผมได้ขอสงวนความเห็นไว้ ประเด็นที่สําคัญก็คืออยู่ในวรรคสอง ผมบอกว่า เรื่องของหนังสือสัญญาที่ต้องเข้ามาที่รัฐสภา ช่วงหนึ่งบอกว่าในการนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณา ให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องที่ผมเติมเข้ามา แต่เรื่องนี้ ครับ ตามบันทึกการประชุมครั้งที่ ๑๔ วันพุธที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ผมไปแปรญัตติครับ กรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับผม โดยให้เหตุผลว่า การกําหนดกรอบระยะเวลาให้รัฐสภา พิจารณาให้แล้วเสร็จใน ๖๐ วัน หรือ ๙๐ วันนั้น การกําหนดกรอบเวลาดังกล่าวเป็นเพียง ระยะเวลาเร่งรัดให้ดําเนินการเท่านั้น ไม่มีสภาพบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม ดังนั้นกรรมาธิการ ก็เห็นว่าหากกําหนดกรอบเวลาดังกล่าวเป็นเพียงระยะเวลาเร่งรัดก็ไม่ควรระบุไว้ในร่าง มาตรา ๑๙๐ นี่คือคําวินิจฉัยหรือว่าคําตัดสินของกรรมาธิการครับ ผมเคารพนะครับ ท่านบอกว่าไม่ควรจะเขียนไว้เพราะเป็นเพียงแค่เร่งรัดเท่านั้น แต่ท่านประธานดูสิว่า ในมาตรานี้ของทางกรรมาธิการที่แก้มา ส่วนที่แก้มาเป็นการเติมครับ วรรคสุดท้ายกรณี มีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ตามวรรคสอง ผมอ่านเร็ว ๆ ข้ามเลยนะครับ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่รับเรื่อง ผมขอให้รัฐสภาพิจารณาหลังจากที่รัฐบาลส่งเข้ามาภายใน ๖๐ วัน ท่านบอกว่าไม่จําเป็นต้องไปเร่งรัด เป็นเพียงกรอบเวลาเท่านั้น ไม่ควรจะระบุไว้ ในมาตรา ๑๙๐ แต่ท่านไปเร่งรัดต่อศาลให้พิจารณาเรื่องทั้งหมด พิจารณานะครับว่า มันขัดกันหรือไม่ อะไรต่าง ๆ ภายใน ๑๕ วัน กรุณาอธิบายอย่างมีเหตุมีผลต่อสมาชิก ซึ่งตั้งใจไปแปรญัตติกับท่าน แล้วท่านบอกว่าให้ไม่ได้ จะกําหนดไว้ทําไม จะเร่งรัดทําไม ในมาตรา ๑๙๐ นี้ แต่ท่านกลับเขียนในประโยคสุดท้าย เติมเข้ามานะครับจากร่างเดิม จากรัฐธรรมนูญเดิมที่มี ทําไมท่านไปกําหนดศาลละครับ ให้เขาต้องตัดสินภายใน ๑๕ วัน ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าวันนี้เป็นวันสําคัญครับ ตุลาคม ๒๕๕๖ มีคนไปทบทวนว่า นี่คือ ๔๐ ปีของเส้นทางประชาธิปไตย มีวาทกรรมเกิดขึ้นมากมายในสังคมนี้ แต่วันนี้ คือวันตัดสินอนาคตประเทศไทยครับ สมาชิกรัฐสภาในชุดนี้ต้องแสดงความรับผิดชอบ หากคําตัดสินของท่านในวันนี้ไปเห็นด้วยกับร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐ ครั้งนี้ เราหลายคนได้พิจารณาอภิปรายแล้วว่าเป็นการตัดทอนหลาย ๆ เรื่อง ออกไป ไม่ต้องมาเข้าสู่สภา เป็นเรื่องที่เขียนไว้เพื่อบอกว่าต้องมีพื้นที่อาณาเขตที่ชัดเจน เท่านั้นจึงจะเข้ามา ไม่ชัดเจนไม่ต้องเข้า ถ้าใครก็ตามที่ลงมติเห็นด้วยแล้วทําให้เกิดการ เสียดินแดนขึ้นในอนาคตท่านต้องรับผิดชอบครับ ผมเชื่อว่าคนที่มีจิตใจประชาธิปไตย คนที่ มีเหตุมีผลจะไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้แบบง่าย ๆ ว่ารัฐบาลที่แล้วก็แก้มาตรานี้ได้ ทําไมรัฐบาลนี้ แก้ไม่ได้ เหตุผลและนัยมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปัญหาของการทํางานที่ผ่านมาไม่ใช่ปัญหา ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ หลายท่านได้พูดไปแล้ว ผมสรุปประโยคเดียวเท่านั้นว่า ปัญหา ก็คือว่ารัฐบาลไม่ได้ออกกฎหมายตามวาระที่มีในการไปกําหนดใน ๑ ปี ก็ออกเสียให้ เรียบร้อย มันก็จบ หลังจากนั้นเข้ามาถ้าเราจะต้องใช้รัฐสภาในการพิจารณาเราก็พิจารณา อย่างเร่งด่วนสิครับ ทํางานเพิ่มขึ้นสิครับ ถ้ามันมีเข้ามามากพิจารณามากก็ทํางานเพิ่มขึ้น ก็เท่านั้นเองครับ แล้วไม่เอาเรื่องที่ไม่เป็นสาระสําคัญเข้ามาพิจารณากัน พูดกันอย่างกระชับ มีเหตุมีผล ถ้าอย่างนี้ผมคิดว่าไม่ต้องแก้มาตรา ๑๙๐ ก็ได้ และมันก็ยังเป็นหลักประกันให้กับ พวกเราอยู่ดีว่า ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามต้องมาผ่านการพิจารณาของรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทน ประชาชน เป็นการที่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติทํางานถ่วงดุลอํานาจกับฝ่ายบริหารและแน่นอน ถ่วงดุลกับฝ่ายตุลาการเช่นเดียวกัน อย่าซื่อต่อคนคดอย่าทรยศประชาชนครับ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวให้กรรมาธิการชี้แจง ทีหลังนะครับ ชี้แจงเลยนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ และขอตอบท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านบุญยอดนะครับที่มีคําถามหลายประเด็น ซึ่งผมเองขออนุญาตตอบเป็นภาพรวม เพราะท่านถามเป็นประเด็นแยก ๆ มาแล้วก็ยกตัวอย่างในส่วนต่าง ๆ ขออนุญาตเรียน นะครับว่าในการทํางานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นกฎหมายนะครับ มาตรา ๑๙๐ เป็นการ ยื่นเสนอโดยรัฐสภาและเป็นการพิจารณา ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นกฎหมายที่รัฐบาลเองนั้น ต้องมี ส่วนในการที่จะนําไปใช้ทุกรัฐบาล ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลชุดนี้ที่หลายคนพยายามอ้างนะครับ ส่วนหนึ่งนั้นกฎหมายฉบับนี้ได้มีการแก้ไขไปแล้ว ๑ ครั้ง ทีนี้ประการสําคัญก็คือว่า ที่ท่าน บอกว่าในขณะที่เราพิจารณางบประมาณมีหลายเรื่องหลายอย่างที่ควรที่จะพิจารณา เช่น ของแพง เช่น ปัญหาเรื่องน้ําท่วม เรื่องปัญหาชาวบ้านต่าง ๆ ที่เป็นความเดือดร้อนนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งวันนี้เราก็มีวาระเหมือนกันที่จะต้องพิจารณาเรื่องข้อกฎหมายตาม รัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นเรื่องสําคัญเนื่องจากว่าเป็นการติดต่อระหว่างประเทศซึ่งเป็นคู่ค้า หรือที่เราเรียกว่าประเทศที่มีการติดต่อสัมพันธ์กันทางการทูตนะครับ เพราะเราอยู่ในโลกใบนี้ และก็อยู่ในส่วนของสหประชาชาติ ดังนั้นในเมื่อมาตรา ๑๙๐ เขาพูดถึงความมั่นคงเรื่อง เศรษฐกิจ เรื่องสังคม เรื่องสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นการที่จะต้องมีการทําข้อตกลงกัน ปัญหาก็คือว่า ที่ท่านหยิบยกเรื่องของพื้นที่ต่าง ๆ ในการที่จะเข้าไปร่วมธุรกิจ เช่น เรื่องบ่อนคาสิโน (Casino) หรือในเรื่องของการทําเรื่องนิวเคลียร์หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ มุมมองต่าง ๆ มันต้องดูครับว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถ้ามันกระทบกับระบบของประเทศ เช่น เรื่องความมั่นคง เรื่องสภาพเศรษฐกิจ หรือเรื่องข้อตกลงต่าง ๆ ที่จะต้องทําข้อตกลงกับ ต่างประเทศนั้น ทางกลุ่มหรือองค์กรต่าง ๆ ของประเทศก็คงจะต้องมีการพูดคุยกัน ในผลกระทบที่จะมีส่วนร่วมเข้ามา ทั้งนี้ทั้งนั้นกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีหน้าที่ หรือหน่วยงานในองค์กรของภาครัฐ เช่น กระทรวงต่าง ๆ กระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง กระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องในส่วนต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งในส่วนของกระทรวงกลาโหม ในมาตรา ๑๙๐ มันคํานึงถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่มีส่วนร่วมระหว่างรัฐกับรัฐ และผลเสีย ต่าง ๆ ซึ่งต้องทํา ผมขออนุญาตกราบเรียนครับ เพื่อนสมาชิกหลายคนที่นั่งอยู่ในรัฐสภา แห่งนี้ได้มีการพิจารณาเรื่องกฎหมายเป็นจํานวนมาก บางกฎหมาย บางฉบับนั้นแทบจะ มีสาระน้อย จนกระทั่งสามารถทําข้อตกลงกันได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผ่านมาในส่วนของมาตรา ๑๙๐ ที่สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ได้มีการแก้ไขไปแล้วนั้น และก็มีการเพิ่มเติม ท่านดูในมาตรา ๓ หน้า ๒๖๐ ก็มีบทในการเขียนเพื่อแก้ไขไว้ส่วนหนึ่งที่ท่านกล่าวถึง เช่น ในเรื่องของอํานาจ อธิปไตยที่มีอํานาจที่เหนือ หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามข้อกฎหมายระหว่าง ประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา หรือมีผลกระทบต่อ ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม อย่างกว้างขวาง และด้านการค้า การลงทุน อันนี้คือส่วนต่าง ๆ ที่เป็นคําแก้ไขในส่วนตรงนั้น และก็มีการพูดอยู่เสมอครับบอกว่า และทําไมไม่เอาส่วนนี้ไป เขียนขยายในส่วนของกฎหมายที่เป็นกฎหมายลูก คณะกรรมาธิการเองได้มีการพิจารณา อย่างกว้างขวาง รวมถึงหลายท่านเอง ที่มีมุมมองต่าง ๆ กัน ท้ายที่สุดได้รับคําตอบจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าไม่สามารถที่จะดําเนินการในเรื่องของการเขียนร่างสิ่งเหล่านี้ให้มี ลักษณะของการผูกพันในลักษณะของชิ้นงานต่าง ๆ ที่เราคาดคะเน คือเรียกว่าปฏิบัติไม่ได้ และไม่ถูก ดังนั้นในกฎหมายฉบับนี้จึงมีปัญหา เมื่อมีปัญหาแล้วผมคิดว่าปัญหาเหล่านี้มันต้อง กลับมาสู่การแก้ไขเพราะว่ารัฐสภาแห่งนี้เป็นที่ตั้งของศูนย์อํานาจ พูดง่าย ๆ ว่าอะไรที่เกิด ในประเทศนั้นต้องมาพิจารณาในเรื่องแง่มุมและข้อกฎหมายและเป็นการพิจารณาเพื่อที่จะ หาข้อยุติ
ผมขออนุญาตกราบเรียนครับว่าสิ่งนี้ละครับก็คือการนําข้อที่มีความคิดเห็น ในการที่จะไปแก้ไขปัญหาไม่ได้นั้นกลับมาร่างแก้ไข ส่วนเพื่อนสมาชิกที่พูดกันครับว่าคําว่า โดยชัดแจ้ง ที่มีการเติมเข้าไป ถ้าอ่านข้อความทั้งหมดเราจะเห็นว่าพื้นที่นอกอาณาเขต ที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามข้อกฎหมายระหว่าง ประเทศโดยชัดแจ้ง เพื่อนสมาชิกครับ ท่านอาจารย์พีรพันธุ์เอง ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ได้อภิปรายถึงประเด็นตรงนี้ รวมถึงท่านกฤษฎีกา นั่นหมายถึงว่าต้องมีความชัดเจน ในลักษณะของการหยิบยกประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาเอ่ยพูด แต่ถ้ามันไม่ชัดเจนคณะกรรมการ เองที่ดําเนินการในหน้าที่ต่าง ๆ เหล่านั้นเขาจะเป็นวิเคราะห์พิจารณา ผมขออนุญาตกราบ เรียนว่าสิ่งที่ท่านคาดการณ์ว่าจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่ที่ดูแลในแต่ละเรื่อง นั้นมีความชํานาญการมากกว่าพวกเราด้วยซ้ํา เราเพียงแต่มองว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นการ คาดคะเน อาทิเช่น เรื่องเขาพระวิหาร ผมว่าถึงแม้วันนี้พูดอย่างไร สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต นะครับผมว่าเชื่อคนในอดีตเท่านั้นเองที่จะเป็นคนที่รู้มากกว่าคนปัจจุบัน อดีตท่านจอม พลสฤษ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ท่านถึงกับหลั่งน้ําตาครับว่าเหตุการณ์การเสีย พื้นที่ตามคําตัดสินก็คือเขาพระวิหารในขณะนั้นเมื่อปี ๒๕๐๒ แล้วก็มีคําพิพากษาปี ๒๕๐๕ ในขณะนั้นก็คงไม่ยิ่งหย่อนกว่าพวกเราครับ เพราะว่าคําตัดสินตรงนั้นเราก็ต้องเคารพมติของ ศาลเพราะเราอยู่ในประชาคมใบเดียวกัน ดังนั้นในการยื่นต่อศาลเขาบอกให้ยื่นในช่วง ๑๐ ปี ก็คือปี ๒๕๑๕ ผมเองกล่าวด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกับทุกคนว่าคิดเหมือนครับว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเราคงจะไปย้อนอดีตไม่ได้ แต่ปัจจุบันเราก็คงจะต้องทําในสิ่งที่ดีที่สุด และรวมถึง กฎหมายในมาตรา ๑๙๐ นี้ ผมคิดว่าคงจะต้องมาดูกันว่าอันไหนควรที่จะแก้ไขหรือไม่แก้ไข อยู่ที่สภาแห่งนี้ แต่คณะกรรมาธิการเองนั้นได้พิจารณาแล้วถึงได้ทํารายละเอียดส่งขึ้นมาให้ ทุกท่านได้มีโอกาสได้พิจารณา
ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับ ในเรื่องของศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คุณบุญยอดได้อ่านในหน้า ๑๖ หน้า ๑๗ หรือวรรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งที่ท่านได้แนะนํามานั้นผมขออนุญาตกราบเรียนว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้มีการพิจารณา แล้วเสร็จในเรื่องข้อกฎหมายเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม และท่านประธานเองได้นําเรื่องรายงานต่อ สภา ต่อรัฐสภา ซึ่งหนังสือด่วนที่ผมได้แจ้งไปครั้งหนึ่งแล้วครับว่า เลขที่ คปก ๐๑/ว๑๐๐๔ ลงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ เป็นหนังสือซึ่งเพิ่งจะมาถึง แล้วเมื่อวานนี้ผมก็เพิ่งได้รับแจก หนังสือเวียนฉบับนี้ แสดงว่าการพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่ได้รับมอบหมายจากรัฐสภานั้น ได้ดําเนินการแล้วเสร็จไปแล้วกว่าหนังสือที่ทางท่านอาจารย์คณิตจะได้นําเสนอเรื่องดังกล่าว ส่งไป ก็ขออนุญาตชี้แจงกับเพื่อนสมาชิกครับว่าสิ่งที่ทุกท่านเป็นห่วงนั้นพวกผมเองในฐานะ กรรมาธิการที่ไปทําหน้าที่แทนทุกท่านเองก็มีความเป็นห่วงเป็นใยไม่ยิ่งหย่อนกว่าทุกคน เพราะว่าการเสียเปรียบในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะบอกว่าจะเกิดขึ้นในวันนี้หรือปัจจุบัน ข้างหน้านั้นเราเองก็คงไม่อยากจะให้เกิดขึ้นกับประเทศของเรา แต่วันนี้เราก็ต้องยอมรับว่า สิ่งใดที่มีปัญหา เราเองในฐานะกรรมาธิการก็ได้ไปดูในรายละเอียดในฐานะกรรมาธิการเสียง ข้างมากนะครับ ส่วนเสียงข้างน้อยจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน นั่นก็เป็นหลักการทาง ประชาธิปไตย ก็คงจะต้องใช้สิทธิในการอภิปราย แล้วก็ตอบคําถาม แต่จะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อ รัฐสภาจะมีความเห็นเป็นในแนวทางใดครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
บุญยอดครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตสรุป ๑ นาที เท่านั้นนะครับท่านประธาน ผมได้คําตอบจากกรรมาธิการเพียงแค่ว่าสิ่งที่ถูกตัดออกคือ เรื่องของเศรษฐกิจ สังคม งบประมาณ จะเป็นเรื่องที่กระทรวงต่าง ๆ จะไปพิจารณาดูแล กันเอง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข องค์กรของรัฐต่าง ๆ เป็นต้น ผมไม่ได้ คําตอบของเรื่องเขาพระวิหารว่าตกลงไม่ต้องเข้าแล้วใช่หรือไม่ ผมไม่ได้คําตอบคําว่า ทดลอง นิวเคลียร์ ตกลงไม่ต้องเข้ารัฐสภาใช่หรือไม่ ตัดต่อดีเอ็นเอ (DNA) ของพืชพันธุ์ต่าง ๆ ไม่ต้อง เข้าสภา ผมไม่ได้คําตอบ ผมไม่ได้คําตอบเรื่องภาคใต้ว่าจะไปตั้งกรรมการกัน ไปตั้งองค์กร อะไรต่าง ๆ อยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหานั้นจะทําอย่างไร ผมไม่ได้คําตอบเรื่องการทับซ้อนทางทะเล เรื่องพลังงานต่าง ๆ และก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งผมไม่ได้คําตอบในเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ และเรื่องของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่ถามว่า ถ้ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ออกมาแบบแก้ไขอย่างที่ทานทํานั้น ๒ คดีนี้ตกใช่หรือไม่ ขอบพระคุณครับ
ค้างไว้ เดี๋ยวนะครับ ท่านไพบูลย์ก่อนครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา ภาคอื่น ทําหน้าที่ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในวันนี้ก็จะมาพิจารณาเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐ ที่ผมได้แปรญัตติไว้ นั้น ท่านประธานครับ ประเด็นสําคัญก็คงไม่ใช่พูดให้เพื่อนสมาชิกฟังหรอกครับตอนนี้ เพราะ ก็ไม่ค่อยมีใครฟังกันอยู่แล้ว แต่ประเด็นสําคัญก็คือผมก็คงอยากจะอภิปรายให้ประชาชน รับทราบว่าข้อเท็จจริงในความเห็นของซีกผมนั้นเห็นเป็นอย่างไร
ท่านประธานครับ เรื่องที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้ไม่ใช่เป็นการพิจารณา นโยบายของรัฐบาล แต่เป็นการพิจารณาเรื่องการแก้ไขกติกาของบ้านเมือง ซึ่งกติกานั้น เขียนไว้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น แต่ว่ามีฝ่ายที่อยากจะให้แก้ไขกติกา การแก้ไขกติกานั้นก็พยายาม ออกแบบไว้อย่างดีครับเพื่อให้มันเกิดความแนบเนียนขึ้น ก็เพื่อจะเป็นประโยชน์กับ เสียงข้างมากในสภา แล้วก็ซึ่งก็เป็นฝ่ายเดียวกับฝ่ายรัฐบาล จะปฏิเสธอย่างไรมันก็จะไป บอกว่าเป็น ส.ส. ส.ว. มายื่น ไม่ใช่รัฐบาลเป็นผู้นําเรื่องนี้เข้ามาสู่สภา มันก็พูดกันไปได้ครับ แต่ข้อเท็จจริงก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่าก็เป็นฝ่ายเดียวกัน อันนี้ผมเชื่อว่าท่านกรรมาธิการ โดยเฉพาะท่านกรรมาธิการที่พูดไปเมื่อกี้ท่านเข้าใจดีนะครับ ดังนั้นผมอยากจะเรียนอย่างนี้ ครับ ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีการยกเลิกหนังสือสัญญาไป ๒ ประเภท ซึ่งบัญญัติไว้ตามกติกาบ้านกติกาเมืองที่กําหนดไว้นั้นในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ก็คือ หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง และหนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ โดยไปคงไว้ ไปจํากัดให้เหลือแคบ ๆ ไว้เฉพาะหนังสือสัญญา ที่มีบทเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุนเท่านั้น ท่านประธานครับ ที่จริงกติกามาตรา ๑๙๐ ก็ออกแบบไว้เรียบร้อยอยู่แล้วว่าให้มีกฎหมายไปกําหนดประเภทนะครับ ไปกําหนดกรอบ เจรจา ขั้นตอน วิธีการจัดทําสัญญาต่าง ๆ ซึ่งที่ผมได้เรียนไปเมื่อกี้ วิธีการออกแบบไว้ก็คือ เพื่อที่จะไปสกัดเรื่องที่ทางซีกรัฐบาล หรือซีกกรรมาธิการได้พยายามอธิบายให้เห็นว่ามันเป็น เรื่องรก รัฐสภาเสียเวลา ไปเจรจาไม่ได้ ท่านก็เขียนไว้ในกฎหมายได้อยู่แล้ว ก็ออกแบบกฎหมายมีอยู่แล้ว แต่มันมีความชัดเจนครับ รัฐธรรมนูญแก้มาตั้งนานแล้ว กฎหมายฉบับนี้ไม่มีการนําเสนอเข้ามาพิจารณาในที่ประชุม แห่งสภาเลยนะครับ ก็คงคิดว่าไม่ต้องไปมีกฎหมายละ จะรอแก้กติกาเลยดีกว่า เพราะถึงมีกฎหมายมันก็ไม่สามารถจะตอบสนองความต้องการของฝ่ายการเมืองซึ่งเป็นรัฐบาล แล้วก็เป็นฝ่ายเสียงข้างมากได้ ก็เลยรอเพื่อที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทีเดียวก็คือแก้กติกา ดังนั้นการแก้กติกาในครั้งนี้ ผมก็ต้องถามท่านกรรมาธิการแล้วครับ ท่านก็ต้องตอบผมอีกครั้ง หนึ่งเช่นเดียวกันว่าการที่ท่านไปตัดว่า สัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญซึ่งต้องรับความเห็นชอบของรัฐสภานั้น จริง ๆ การเขียนไว้ หนังสือสัญญาดังกล่าวนั้น เพื่อที่จะให้ท่านนํามาเปิดเผยในรัฐสภาเพื่อให้ประชาชนเขาได้รับ ทราบ เขาได้ร่วมกันตรวจสอบเป็นกระบวนการบริหารราชการแผ่นดินที่ทําด้วยความโปร่งใส เปิดเผยได้ ส่วนเรื่องเห็นชอบนั้นเขียนไว้อย่างนี้ละครับ แต่ผมไม่เคยไม่เห็นชอบเกิดขึ้น ในสภาแห่งนี้เลย เพราะรัฐสภาเสียงข้างมากก็ดําเนินการเรียบร้อยทุกครั้ง ไม่ได้มีปัญหา ดังนั้นสาระสําคัญของการที่จะต้องนําผ่านสภานั้น จริง ๆ เพื่อให้กลไกการตรวจสอบข้อมูลที่ เปิดเผยและโปร่งใสให้ดําเนินการไปได้ ท่านประธานครับ ดังนั้นกระบวนการตามมาตรา ๑๙๐ นั้น เพื่อที่จะให้นํามาเปิดเผยผมจึงมีประเด็นหนึ่งที่จะถามท่านกรรมาธิการ อย่างกรณีสัญญา ซื้อขายข้าวจีทูจี (G to G) ผมก็เห็นว่ามันเป็นสัญญาที่เข้าข่ายที่มีผลกระทบต่องบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งจะต้องนํามาเปิดเผยในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ปรากฏว่าผมทํา เรื่องเสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญท่านบอกว่ายังไม่มีสัญญาซื้อขายข้าวมา ประกอบเป็นเอกสารสําคัญก็เลยยังรับคําฟ้องไม่ได้ ผมก็ขอเอกสารสัญญาซื้อข้าวจากท่าน เพื่อที่จะนํามาดําเนินการให้เปิดเผยในสภาแห่งนี้ เหตุผลเพราะอะไรครับท่านประธาน สัญญาขายข้าวจีทูจีนั้น ผมอยากให้ประชาชนที่รับฟังทราบนะครับ เป็นการขายข้าวกันเป็น จํานวนมหาศาลเลย เป็นจํานวนหลาย ๆ แสนล้านบาท ไม่มีการประมูล ก็ไปตกลงกันเฉย ๆ แล้วก็จะไปจัดซื้อกันอย่างไรไม่มีใครรู้เรื่อง ไปขอเอกสารก็ไม่ให้ ขนาด ป.ป.ช. ขอยังไม่ให้เลย กรรมาธิการใช้หนังสือคําสั่งเรียกไป ทางกระทรวงพาณิชย์ก็ตอบมา โดยท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิ บอกว่ามันเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นความมั่นคงทางอาหาร ให้สัญญาไม่ได้ กับกรรมาธิการ ท่านประธานครับ แล้วผลเป็นอย่างไรครับ สัญญาซื้อขายข้าวดังกล่าว ล่าสุดเมื่อวานนี้หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธรออกมาเปิดเผยแล้ว การขายข้าวของรัฐบาลนั้น ทําให้ขาดทุนถึง ๔๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ๔๒๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้น มันมีนัยสําคัญหรือเปล่าครับ มันกระทบต่องบประมาณแผ่นดินหรือเปล่า กระทบอยู่แล้วครับ เป็นงบประมาณที่จะต้องมา จ่ายชดเชยส่วนที่ขาดทุนเหล่านี้ แต่ทราบไหมครับ ในหนังสือคําฟ้องสํานวนนั้นนะครับ มีซีกรัฐบาลขอไปอ่านครับ ขอไปอ่านเพราะกลัวว่าในวันหนึ่งถ้าสัญญาขายข้าวปรากฏ หลักฐานออกมาต่อสาธารณะ มีการนําไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วศาลวินิจฉัยว่า เป็นสัญญา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ รัฐบาลก็จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ นี่ก็คือเป็นเหตุที่อาศัยเหตุที่ จะไปอ้างว่ามีเรื่องมากมายที่จะต้องตัดแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ แล้วก็เลยจะตัดออก ที่จริงจะตัดออกก็ซ่อนเรื่องนี้ไว้ละครับ เพราะว่าถ้าเรื่องนี้ยังไม่ไปตัดออก สัญญาข้าวจีทูจี โผล่เมื่อไรได้เรื่องเมื่อนั้นนะครับ แล้วก็ยังต่อเนื่องกับเรื่องขายข้าวเช่นเดียวกัน ท่านก็จะทําโครงการเอารถไฟความเร็วสูงไป แลกกับข้าวอีก กรรมาธิการต้องตอบนะครับ ว่าถ้าท่านไม่แก้ท่านจะต้องมาผ่านสภาหรือเปล่า แล้วท่านก็ต้องตอบด้วยว่าถ้าหลังจากท่านแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ท่านไม่ต้องเอาเข้าที่สภา ใช่หรือไม่ ในเรื่องโครงการรถไฟแลกข้าว มันไม่ยากหรอกครับ ไปทําซื้อรถไฟให้มันแพง ๆ แล้วก็เอาข้าวไปแลก แล้วก็ให้บริษัทที่มาทํารถไฟในประเทศไทยนั้นซับคอนแทรค (Subcontract) ให้กับผู้รับเหมาที่ซีกรัฐบาลเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว มันก็ได้ผลประโยชน์กัน หลายต่อ แล้วก็ได้ระบายข้าวที่มีปัญหาออกไปด้วย ทั้งหมดก็มีแต่ประโยชน์ทิ้งสิ้น แต่มันมี ข้อเสียอย่างเดียวครับ เปิดเผยให้ประชาชนรับทราบไม่ได้ ก็เลยกลัวว่าถ้าเอามาพิจารณา ในรัฐสภาแห่งนี้ประชาชนเขาจะรับทราบกันทั้งแผ่นดินว่าท่านทําอะไรกันอยู่ นี่คือสาเหตุ ที่เลยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ตัดกติกา ซึ่งควบคุมตรวจสอบให้กระบวนการ บริหารราชการแผ่นดินนั้นจะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส และยังมีอีกอย่างครับ ผมติดตาม เฉพาะท่านได้ตัดเกี่ยวกับสัญญาที่มีผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงเพราะเหตุอะไรครับ เพราะผมยังมีการติดตามการทํางานของรัฐบาลอยู่เสมอ ๆ ไม่ว่าการที่มีพระราชบัญญัติ ร่วมทุนเอกชนรวมทุนไปนั้น ผมทราบอยู่แล้วครับ เดี๋ยวผมพูดไปเดี๋ยวก็โดนประท้วงอีก ท่านก็ไปที่ทวาย ท่านก็ไปดูโครงการที่ทวาย ที่ประเทศพม่า ท่านเตรียมจะไปมีบริษัทใหญ่ ไปมีหุ้นส่วนที่ไม่ต้องลงทุนด้วยตัวเงิน แต่เอารัฐบาลไปร่วมทุนแล้วก็ได้หุ้นลมมา โครงการทวาย คือโครงการจะต้องดําเนินการต่อไป แต่ผลคืออะไรครับท่านประธาน ถ้ารัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ยังอยู่ ก็ต้องนํามาเสนอรัฐสภาเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบกันโดยทั่วถึง แต่ถ้าท่านแก้เสร็จ แล้วท่านไม่ต้องเอาเข้ามา ถูกต้องไหมครับ ผมว่าท่านกรรมาธิการตอบผมด้วยนะครับ ว่าท่านจะต้องเอาเข้ามาหรือไม่ต้องเอาเข้ามา ถ้าท่านแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ในเรื่อง โครงการท่าเรือน้ําลึกที่ทวายซึ่งมีมูลค่าหลายแสนล้าน มีส่วนที่มีหุ้นส่วนที่เป็นประโยชน์กัน เป็นจํานวนหลาย ๆ หมื่นล้านนะครับ แล้วนอกจากนั้นครับท่านประธาน ยังมีการที่จะทํา สัญญากู้เงินจากต่างประเทศเป็นจํานวนมาก ผมทราบว่ามีท่านสมาชิกได้อภิปรายประเด็นนี้ กันไปเยอะแล้ว แต่ผมเพียงแค่ขอทบทวน โดยเฉพาะซีกรัฐบาลปัจจุบันซึ่งสมัยนั้น ท่านเป็นฝ่ายค้านอยู่ ท่านก็เป็นคนท้วงทางซีกรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายค้านปัจจุบันก็คือของ ท่านอภิสิทธิ์ ซึ่งตอนนั้นจะตัดเรื่องกู้เงินออก ท่านก็บอกว่าเรื่องกู้เงินเป็นเรื่องที่ต้องอยู่ ในมาตรา ๑๙๐ ตามรัฐธรรมนูญนี้ แต่มาเที่ยวนี้ท่านตัดออกไป ผมเชื่อเลยครับเรื่องการกู้เงิน ต่างประเทศนั้นท่านก็มีเจตนาที่จะไม่เปิดเผยในที่ประชุมแห่งนี้ด้วย เพราะว่าเดี๋ยวประชาชนจะรู้ ดังนั้นสิ่งที่ผมเรียนไปนั้นก็คือสาเหตุของการที่แก้กติกาครั้งนี้ไม่มีอะไรมากหรอกครับ นอกจากอย่างเดียวก็คือต้องการปิดหูปิดตาประชาชน โดยไม่ให้ใช้เวทีรัฐสภานั้นเป็นเวที ในการเปิดเผยข้อมูล ท่านประธาน นอกจากนั้นนะครับยังมีในส่วนที่ท่านไปเปลี่ยนแปลง และผมด้วยความเป็นห่วง แต่เพื่อนสมาชิกพูดเรื่องนี้กันไปเยอะแล้ว ก็คือหนังสือสัญญาใด มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ท่านแก้ไขครับ ท่านแก้ไขเป็น หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ยังคงไว้เหมือนเดิม แต่เขียนเป็นว่า หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง คือพอไปแก้อย่างนี้ก็ดู เหมือนดีขึ้น เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้ว แต่ว่าไปใส่ว่าโดยชัดแจ้ง มันก็เลยกลายเป็นเรื่อง ชัดแจ้งขึ้นมาว่าท่านกําลังทําอะไรกันอยู่ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการก็ต้องตอบอีกครั้งหนึ่งแล้วว่า กรณีพิพาท ปราสาทพระวิหาร ศาลโลกจะพิพากษาในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ท่านแก้ไว้นี้ เตรียมเรื่องนั้นด้วยหรือเปล่าผมไม่ทราบ ถ้าศาลเกิดตัดสินในทางที่ไม่เป็นคุณ แล้วมันมีการที่ จะต้องให้พื้นที่บางส่วนซึ่งเป็นเขตของประเทศไทย แต่ท่านตีว่ามันไม่ชัดแจ้ง เพราะคํา วินิจฉัยศาลบอกว่ามันเป็นพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทอยู่ ท่านตีว่ามันใช่ มันไม่ชัดแจ้ง ท่านก็ไม่ต้อง นําเข้ามาสู่สภา ท่านไม่ต้องให้ประชาชนรับรู้ว่าท่านไปเซ็นสัญญายินยอมตามนั้นโดยที่ไม่ผิด อะไรเพราะว่ารัฐธรรมนูญไม่ห้ามไว้ ท่านตอบผมเลยครับว่าถ้าศาลโลกพิพากษาวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน แล้วตัดสินอย่างนั้นท่านจะเอาเข้ามาสภาแห่งนี้ไหม หรือท่านไม่เอาเข้า ท่านตอบด้วยครับ
แล้วก็ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวข้องกับเรื่องสัญญาอันนี้ก็คือพื้นที่ทับซ้อน ในอ่าวไทยระหว่างไทย-กัมพูชา มันทับซ้อนกันอยู่แล้ว มันไม่ชัดแจ้งแน่ ๆ นะครับ ท่านก็เข้าข่ายนี้อีก เมื่อแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ มันโดยไม่ชัดแจ้ง เมื่อโดยไม่ชัดแจ้งท่านจะไป ทําอะไรในพื้นที่ดังกล่าวนั้นไม่ต้องมาบอกกรอบเจรจาให้ที่ประชุมแห่งนี้ทราบ ไม่ต้องเปิดเผย ก็คือไปตกลงกันให้เรียบร้อยแล้วก็ค่อยไปร่าง อย่างที่ท่านกรรมาธิการรู้สึกจะตอบเองบอกว่า สุดท้ายหลังจากนั้นก็ยังมีกฎหมาย มีพระราชบัญญัติให้สภาพิจารณาเป็นองค์กรลงทุนร่วม แต่ว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ มันจะต้องกําหนดกรอบเจรจาให้ท่านก่อน ก่อนที่ท่าน จะไปเจรจาท่านต้องมีกรอบมาเปิดเผยก่อน เราจะได้รู้ว่าเราเสียเปรียบหรือไม่เสียเปรียบ แต่อย่างที่ท่านพูดมานั้นเอาเข้าสภาจริงครับ แต่เราเสียเปรียบไปเรียบร้อยแล้ว แค่มาทําให้ มันมีการจัดตั้งองค์กรเพื่อไปบริหารตามนั้นเท่านั้น สิ่งนี้เป็นสิ่งซึ่งท่านตอบด้วยก็แล้วกันว่า พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยระหว่างไทย-กัมพูชานั้นถือว่าพื้นที่ที่ไม่อยู่ในเขตว่าโดยไม่ชัดแจ้ง ใช่หรือไม่ ของผมหลักใหญ่ ๆ ก็มีประเด็นตามนี้นะครับ
ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลานิดหนึ่งนะครับ ท่านประธานครับ ผมพูดถึง เรื่องจีทูจีด้วยความเป็นห่วงจริง ๆ ผมหวังว่าจีทูจี สัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐซึ่งต้องเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ จะเป็นตัวที่ทําให้การเปิดเผยกลไก ความโปร่งใสต่าง ๆ เกิดขึ้น เพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศ แต่มันไม่เป็นประโยชน์กับนักการเมือง เมื่อไม่เป็น ประโยชน์กับนักการเมือง นักการเมืองอย่าใช้จีทูจีเพื่อที่บอกมันเป็นเรื่องของรัฐต่อรัฐ ไม่ต้อง เปิดเผยใคร ไม่ต้องประมูล จะทํากันเป็นกี่แสนล้านบาท จะเป็นกี่ล้านล้านบาทก็ไม่ต้อง บอกใคร ผลประโยชน์มหาศาลครับ ดังนั้นการแก้ไขกติกาครั้งนี้ก็เป็นการแก้ที่ไม่ต้องการจะ เปิดเผยข้อมูล ไม่ต้องการให้ประชาชนรับรู้ ท่านประธานครับ เมื่อไม่ให้ประชาชนรับรู้นั้นมัน ขัดกับหลักการและเจตนารมณ์ตามคําปรารภนะครับท่านประธาน คือหลักการรัฐธรรมนูญ แห่งนี้จะต้องให้ประชาชนมีบทบาท มีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ อย่างเป็นรูปธรรม ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญเขียนไว้เยอะแยะไปหมด ไม่ว่าในหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่ารัฐจะต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ยังไม่ทันไรเลยครับ ท่านจะไปดําเนินโครงการแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็ปิดหูปิดตาโดยแก้กติกาซึ่งเขียนไว้ดีแล้ว เหตุผลที่ต้องแก้กติกาก็เพื่อที่จะไปทําอะไรถ้าทําในที่มืดมันได้ผลประโยชน์มากกว่า มากกว่า การทําในที่แจ้ง ทําในที่แจ้งไม่ได้ ที่แจ้งอย่างที่รัฐสภานี้เอกสารก็เปิดเผยให้ประชาชน ทราบหมด ไม่ได้ครับ เดี๋ยวประชาชนรู้ เดี๋ยวจะไม่เลือกพวกท่านกลับมาเป็นรัฐบาล สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งซึ่งกลัวมากที่สุด ดังนั้นการที่แก้มาตรา ๑๙๐ ก็คือปกปิดไม่ให้ประชาชน ร่วมตรวจสอบกับสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ผมชี้แจงไป ทั้งหมดก็ด้วยความเป็นห่วงว่าประเพณีการแก้กติกาบ้านกติกาเมืองหรือเป็นการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นซึ่งเป็นกติกาสูงสุดในการปกครองของประเทศ ถ้าไปแก้กันได้อย่างคิดว่าอันไหนมันไม่เป็นประโยชน์ อยากได้ประโยชน์มาก ๆ ก็ไปแก้ไขกันอยู่ เรื่อย ๆ อย่างนี้มันเป็นความขัดแย้งอย่างมากมายครับและท่านเล่นใช้รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ ของประเทศไทย ซึ่งบัญญัติวิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ง่ายที่สุดในโลก คือใช้เพียงแค่เสียงกึ่งหนึ่ง ของรัฐสภาก็สามารถผ่านความเห็นชอบไปได้ อย่างคราวที่แล้วแก้เรื่องที่มาของ ส.ว. ท่านเห็นชอบไปเพียง ๓๕๘ เสียง เกินกึ่งหนึ่งไปแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะกึ่งหนึ่ง คือ ๓๒๕ เสียง ท่านแก้กติกา ผมไม่เคยเห็นนะครับ ปกติการสถาปนา หรือการจัดตั้ง การริเริ่ม การสถาปนาอะไรก็ตาม ถ้ามีการดําเนินการโดยใช้เสียงกึ่งหนึ่ง เวลาท่านจะไป เปลี่ยนแปลงแก้ไขนั้นเขาจะต้องใช้เสียงเป็น๓ ใน ๔ หรือ ๒ ใน ๓ แต่ว่ารัฐธรรมนูญไทย เขียนไว้ในชั้นรัฐสภาให้ใช้เกณฑ์เสียงเกินกึ่งหนึ่งเท่านั้น นี่คือความมีปัญหาของกลไกการ แก้ไขรัฐธรรมนูญกติกาบ้านกติกาเมือง เพราะอะไรครับท่านประธาน ผมต้องรบกวนเวลา ท่านประธานอีกนิดหนึ่งนะครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขาเขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑ เขาให้แก้เล็กแก้น้อย ไม่ได้ให้ท่านแก้เอาประโยชน์เข้าตัวเอง เขาแก้เพื่อที่ว่ามันไปเกิดสะดุด ในเรื่องเทคนิคอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้แก้ไขกัน ก็ถึงให้แก้อย่างนี้ แต่ว่าท่านเล่นเอามา แก้หลักการสําคัญ เปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย รวมกระทั่งไปปิดหูปิดตาประชาชน อย่างในคราวนี้ ท่านประธานผมก็หวังนะครับ ประเทศไทยจะมีโอกาสใช้การลงมติแก้ไข รัฐธรรมนูญเหมือนต่างประเทศเขา ซึ่งทั้งโลกเวลาเขาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ในรัฐสภา เขาใช้เสียง ๒ ใน ๓ นะครับ หรือไม่อย่างนั้นก็ลงประชามติด้วย ทุกประเทศ ไม่ว่าประเทศ สหรัฐอเมริกา ไม่ว่าประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าประเทศเยอรมนี ทุกประเทศ มีประเทศไทย แต่ประเทศไทยใช้เสียง ๒ ใน ๓ ก็ต่อเมื่อพระมหากษัตริย์ส่งกลับมาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๑ เราเขียนไว้อย่างนี้ครับ แต่ผมก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งสภาแห่งนี้จะต้องพิจารณา การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเสียง ๒ ใน ๓ ซึ่งผมเชื่อว่า ๒ ใน ๓ เมื่อไรจะเป็นประโยชน์ ต่อการปกครอง
ท่านไพบูลย์ครับ ท่านไพบูลย์สรุปได้แล้วครับ
กําลังจะจบพอดีครับ
เดี๋ยวต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ เรื่อง ๒ ใน ๓ อีกนะครับ เอาให้จบด้วยนะครับ
ขอบคุณครับ ผมเข้าใจว่าไม่เกิน ๒ นาทีครับท่านประธาน ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะว่า ที่ผมพูดตั้งแต่ตอนแรก ถ้าการแก้ไขกติกามันจะต้องใช้ความเข้าใจ ความเห็นพ้องต้องกันมากอย่างเป็นพิเศษนะครับ ผมเชื่อว่าพวกท่านไม่แก้หรอกครับ มาตรา ๑๙๐ เพราะก็รู้ว่ามันแก้ไปแล้วพวกผมก็คงจะ ท้วงเพราะว่าไปปิดหูปิดตาประชาชน ดังนั้นประโยชน์ของการที่เรามาพูดคุยกันในรัฐสภา ท่านก็เห็นแล้วครับ ผมก็นําเสนอในมุมมองของผม แต่ผมก็ยังขอยืนอยู่อย่างเดียวว่าการแก้ กติกามาตรา ๑๙๐ ในขณะที่มีโอกาสที่จะออกกฎหมายแล้ว แต่ท่านไม่ทําเพราะเหตุว่า การออกกฎหมายไปกําหนดประเภทกรอบเจรจาอะไรทั้งหลายนั้น มันไม่สามารถที่จะ ตอบสนองต่อผลประโยชน์ในทางที่มิชอบมิควรของซีกรัฐบาล ซึ่งเป็นที่มาเดียวกันกับท่าน ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ คือเรา อภิปรายกันมาเยอะนะครับ แล้วก็เริ่มซ้ําเริ่มวนนะครับ เอาอย่างนี้แล้วกันผมขอหารือ ที่ประชุมนะครับ ผมขอกําหนดเวลาในการอภิปรายสักท่านละไม่เกิน ๑๒ นาทีแล้วกัน เพราะผมดูสาระแล้วมันจะอยู่ประมาณนั้นนะครับ นอกนั้นก็เป็นเรื่องที่วนไปวนมานะครับ สักท่านละ ๑๒ นาทีนะครับ มันอาจจะบวก ลบ นิดหน่อยไม่เป็นไรนะครับ แต่ว่า อยู่ประมาณนี้ครับ ท่านฉัตรพันธ์มีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นว่าเวลาที่ท่านประธานกําหนดมาเมื่อสักครู่ ใช้เวลาแค่ ๒-๕ นาที ผมว่าประธานไม่ควรจะกําหนดจํากัดเวลาเช่นนี้ เพราะถือว่าเป็น เอกสิทธิ์ของผู้ที่สงวนคําแปรญัตติไว้
ไม่ใช่ ๒ นาที ๑๒ นาทีครับ
๑๒-๑๕ นาทีครับ
ใช่ครับ
ทางเราก็จะใช้เวลาให้เหมาะสมคุ้มค่าที่สุดครับ
เดี๋ยวนิดเดียว พอดีเขาจะไป ผมขอต้อนรับผู้นําชุมชนที่โกรกพระ อําเภอพยุหะคีรี นะครับ วันนี้มาเยี่ยมชมการประชุม อาจจะเย็นหน่อยนะครับ ยินดีต้อนรับนะครับ เชิญครับท่าน
ผมก็ เห็นว่าบรรยากาศช่วงบ่ายที่ผ่านมาก็ถือว่า ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ทั้งสมาชิกวุฒิสภาก็ให้ ความร่วมมือกันดี ผมคิดว่าท่านประธานก็ควรจะให้โอกาสสมาชิกได้อภิปรายในคําสงวน คําแปรญัตติให้เต็มที่ ให้ครอบคลุมครับ ขอบพระคุณครับ
เอาอย่างนี้นะครับ คือเวลา อภิปรายคือผมเห็นประเด็นซ้ํา แล้วผมก็ดูเวลานะครับ แล้วมันก็วน เริ่มวนนะครับ ผมคิดว่าอยู่ประมาณนี้นะครับ สัก ๑๒-๑๕ นาที ผมว่าคือมันอยู่ในที่สามารถที่จะอธิบาย รายละเอียดได้ด้วยเหตุและผลนะครับ แต่หลังจากนั้นก็จะเริ่มไปเรื่องอื่นนะครับ ท่านฉัตรพันธ์ ขอครับ ผมจะได้ดําเนินการต่อไปนะครับ
อย่างนี้ครับ ท่านประธาน ก็ขอให้ท่านสมาชิกใช้สิทธิตามข้อบังคับนี้ละครับ ให้อยู่ในประเด็น แล้วก็ตาม ที่ขอสงวนแก้ไขเพิ่มเติมครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ ขอบคุณมาก คืออย่างไร ให้อยู่ในประเด็นนะครับ เวลาประมาณนี้นะครับ มันจะเกินมันจะขาดอะไรผมไม่ว่ากันนะครับ แต่ขอให้อยู่ในประเด็นนะครับ ไม่ต้องแล้วนะครับ ท่านประสิทธิ์ไม่ต้องแล้วครับ ผมจะได้ ให้ท่านอานิกได้อภิปรายต่อนะครับ ท่านประสิทธิ์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเห็นด้วยกับ ท่านประธานที่ได้มีการกําหนดเวลา เพราะว่าหลายท่านก็อภิปรายมาเยอะแล้ว ประกอบกับ บางท่านก็อภิปรายซ้ําซาก ก็ขอสนับสนุนท่านประธานครับ
ครับ ผมก็จะอนุญาตให้อยู่ ประมาณนี้นะครับ ก็คือให้สิทธิกับท่านสมาชิกให้อยู่ในประเด็นนะครับ แล้วผมเชื่อว่าเวลา เราพูดถ้าอยู่ในประเด็นก็จะใช้เวลาอยู่ประมาณนี้นะครับ พอท่านอานิกเสร็จแล้วก็ ท่านวีรวิทครับ เชิญท่านอานิกครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันจะ พยายามให้กระชับที่สุดนะคะ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ กรรมาธิการได้แก้ไข ต้องยอมรับว่าดีขึ้นจากร่างที่ผ่านวาระที่หนึ่งนะคะ แต่ก็ยังเป็นร่างที่ ด้อยกว่าของเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในหลาย ๆ ด้านนะคะ เพราะว่าร่างนี้ลดอํานาจ การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติและภาคประชาชน และที่สําคัญนะคะมันเป็นเหรียญ ๒ ด้าน ร่างนี้จึงลดสิทธิของประชาชนที่จะได้รับการคุ้มครองปกป้องดูแลจากรัฐนะคะ รัฐบาลอาจจะบอกว่ามาจากการเลือกตั้ง ใช่ค่ะ แต่ว่าแค่นี้ไม่เพียงพอที่จะเป็นมาตรการที่จะ ดูแลว่าท่านจะเข้าถึงปกป้องประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะในอดีตก็เคยมี รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้คะแนนท่วมท้น ที่ทําสิ่งที่เรียกกันว่าเอฟทีเอที่มีผลกระทบ มากมายต่อเกษตรกรในภาคเหนือนะคะ ซึ่งดิฉันจะไม่ลงรายละเอียด ดิฉันขออนุญาตอ่าน คําแปรญัตติที่จําเป็นจะต้องแปรในหลายจุดนะคะ แล้วก็แปลในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะคะ ในวรรคสองนี้ดิฉันได้เพิ่มเติม ความ ครอบคลุมในส่วนของพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยนอกอาณาเขต ซึ่งความจริงกรรมาธิการก็ได้ เพิ่มแล้ว แต่ท่านเพิ่มคําว่าโดยชัดแจ้ง ซึ่งดิฉันต้องแปรญัตติว่าต้องตัดตรงนี้ออกไป ซึ่งเดี๋ยว จะอภิปรายอีกทีหนึ่งนะคะ แต่ส่วนที่เพิ่มตรงนี้ก็คือเรื่องของสัญญาหรือข้อผูกพันที่กระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณอย่างมีนัยสําคัญนะคะ และในวรรคนี้ดิฉันได้เพิ่มเติมอีกด้วยว่า รัฐสภาจะต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน และในส่วนต่อไปดิฉันก็ได้เพิ่มอีก ๒ วรรค เพื่อที่จะให้เกิดกระบวนการที่จะให้มี ความคุ้มครองประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือก่อนที่จะดําเนินการในการทํา หนังสือสัญญาต่าง ๆ นี้ คณะรัฐมนตรีจะต้องให้ข้อมูล แล้วก็มีการจัดรับฟังความคิดเห็นกับ ประชาชน ต้องชี้แจงต่อรัฐสภา รวมทั้งมีการเสนอกรอบเจรจาต่อรัฐสภาให้เห็นชอบด้วย และหลังจากนั้นเมื่อลงนามในหนังสือสัญญาแล้ว ก่อนที่จะมีผลผูกพันก็ต้องให้ประชาชน เข้าถึงรายละเอียดของสัญญา และหากมีผลกระทบประการใดก็ต้องมีการแก้ไขเยียวยา อย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม ซึ่งตรงนี้เป็นถ้อยความที่อยู่ในรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน แต่ว่าก็ได้ถูกตัดออกไป ท้ายสุดในมาตรานี้ทางกรรมาธิการก็มีพูดถึงเกี่ยวกับกฎหมายที่จะ กําหนดประเภทและกรอบเจรจานะคะ แต่ดิฉันก็แปรญัตติให้เพิ่มส่วนนี้เช่นเดียวกัน เพราะว่ามันจะต้องครอบคลุมเนื้อหาของสัญญาที่กว้างขวางกว่าที่ท่านได้ระบุไว้ซึ่งเป็นเพียง เรื่องของการเปิดเสรีทางการค้า เพื่อจะให้เกิดความคุ้มครองกับประชาชนอย่างแท้จริง และในวรรคเดียวกันตอนท้ายท่านได้ตัดข้อความที่สําคัญมากเกี่ยวกับการเยียวยาออกไปจาก ร่างที่ผ่านสภาแห่งนี้ในวาระที่หนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของการเยียวที่จะต้องคํานึงถึงความเป็น ธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้น และประชาชนทั่วไป ดิฉันจะขออภิปรายเพียง ๔ ประเด็นนะคะท่านประธาน
ในประเด็นที่ ๑ เรื่องของหลักการและเหตุผลที่ต้องมีการแก้ไขครั้งนี้ได้เขียน เอาไว้ว่าเพื่อจะแก้ปัญหาความล้าช้าและความเสียหายที่เกิดขึ้น ฉันไม่เข้ารายละเอียด เพราะมีท่านอื่นตั้งแต่เมื่อวานได้ซักถามแล้วว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นไม่สามารถบอกได้ เลยว่าเคยเกิดจริง แล้วก็ความล่าช้าที่ผ่านมาดูเหมือนจะมาจากการที่รัฐบาลส่งเรื่องเข้ามาช้า มากกว่า รัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันพูดถึงกฎหมายลูกอยู่แล้ว แต่รัฐบาลปัจจุบัน ๒ ปีผ่านไป ก็ไม่มีการเสนอกฎหมายลูก กลับมีการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยอ้างเหตุเรื่อง ความล่าช้า ความไม่คล่องตัว ตรงนี้ทําให้สงสัยว่ามีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ เพราะว่า การเสนอแทนที่จะเสนอจากรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ที่จะต้องใช้กฎหมายต้องการความคล่องตัว แต่กลับเสนอโดย ส.ส. ของพรรครัฐบาลนะคะ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่ากฎหมายลูก ควรจะต้องมีเพื่อคัดกรองตีกรอบให้ได้เฉพาะเรื่องที่มีนัยสําคัญ แล้วก็มีผลกระทบ อย่างกว้างขวางมาสู่การพิจาณาของสภา แต่ยังควรจะต้องเก็บถ้อยความดั้งเดิม ของรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันปี ๒๕๕๐ เอาไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชนให้มากที่สุด โดยไม่ทําให้การบริหารล่าช้าลง จะทําให้เกิดการตรวจสอบที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นการยกคุณภาพ ของการบริหาร หากท่านบริหารเพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็ไม่น่าเสียหายอะไร และโดยเฉพาะ ในเรื่องของผลกระทบของประชาชน นอกจากนี้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็ยังได้บอก ด้วยซ้ําว่าจะช่วยเพิ่มอํานาจในการเจรจาต่อรองให้กับรัฐบาลไทยที่จะสามารถอ้างได้ว่าต้อง ผ่านรัฐสภา
ท่านประธานคะ ดิฉันได้แปรญัตติเอาไว้เพื่อจะช่วยเสริมในเรื่องการให้เกิด ความคล่องตัวมากขึ้น โดยระบุว่ารัฐสภาจะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน เทียบกับ ๖๐ วันของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นอกจากนี้ในมาตรา ๔ ซึ่งยังไม่ถึงแต่ว่าเกี่ยวเนื่องกัน ก็ขอแตะนิดเดียวว่ากฎหมายลูกนั้นแทนที่จะต้องรอ ๑ ปี ดิฉันก็ได้ระบุว่าต้องแปรญัตติ ให้เสร็จภายใน ๑๘๐ วัน เพราะว่าอย่างน้อยมีร่างเดิมตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์แล้วที่ท่านเอา ไปปรับแก้ได้ ส่วนในเรื่องของเงื่อนเวลาที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ ๑๕ วันนั้นดิฉันคิดว่า สั้นมากเกินไป แต่ก็มีความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปแล้วว่าอาจจะไม่จําเป็นต้องผ่าน ศาลรัฐธรรมนูญ ก็หวังว่าไม่มีกรณีที่เข้าไป เพราะฉะนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าสามารถที่จะใช้ กฎหมายรัฐธรรมนูญตัวนี้ในข้อความที่แทบจะเหมือนเดิมเลย เพื่อที่จะแก้ปัญหาความล่าช้า ได้ไม่จําเป็นต้องแก้ใหม่ แล้วไปแก้อย่างมีการลดนะคะ ลดความคุ้มครองของประชาชน ลดอํานาจการตรวจสอบของนิติบัญญัติและของภาคประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของขอบข่ายชนิดของสัญญา การมีส่วนร่วมของประชาชนและเรื่องของ การเยียวยา ในเรื่องของขอบข่ายของสัญญาหรือข้อผูกพันนะคะ กรรมาธิการได้เพิ่มเรื่องของ เปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน ซึ่งดีกว่าเดิมแต่ยังแคบไปค่ะ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พูดถึงเรื่องของการแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน พูดถึงแนวโน้มของนโยบายที่ จะมีผลต่อการคลังของประเทศ เพราะฉะนั้นจึงควรจะต้องมีเรื่องเงินกู้ เรื่องทรัพยากรเข้าไป แต่ท่านประธานคะดิฉันว่ายังมีประเด็นอื่นอีกด้วยที่ทําให้เราควรจะต้องเก็บถ้อยความที่กว้าง อย่างที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ในแนวของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั่นก็คือปัจจุบันนี้เราอยู่ในโลกที่ ไร้พรมแดนหรือที่เรียกว่าโลกาภิวัฒน์ ย่อมจะมีอะไรใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นโดยเราไม่คาดฝันนะคะ อย่างเอฟทีเอซึ่งตอนนี้เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อก่อนก็เป็นเรื่องใหม่ นวัตกรรมการเมืองของ ธุรกิจการเมืองก็อาจจะทําให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ได้ สัญญาข้อผูกพันระหว่างประเทศที่พิสดาร ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่นที่เป็นข่าวอยู่สัปดาห์ที่แล้วคือเรื่องของการบาเทอร์ (Barter) หรือแลกเปลี่ยนระหว่างรถไฟความเร็วสูงกับข้าวนะคะ การบาร์เทอร์หรือแลกเปลี่ยนมันไม่ โปร่งใสเพราะว่าจะทําให้เราไม่รู้ว่าเราใช้รถไฟความเร็วสูงในแบบที่ราคาถูกที่สุด เหมาะสม ที่สุดหรือเปล่า หรือเราขายข้าวได้ราคาเท่าไรเป็นราคาที่ดีที่สุด เป็นประโยชน์สูงสุดกับ ประเทศไทยหรือไม่นะคะ โดยเฉพาะในกรณีของข้าว นโยบายจํานําก็ถูกมองว่าล้มเหลวจาก หลาย ๆ ฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายค้านนะคะ มีสต็อกข้าวค้างมาก ปัญหาเรื่องคุณภาพข้าว มีการ รั่วไหลมาก มีการขาดทุนอย่างมาก ๒ ปี ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ชาวนาได้ประโยชน์ดิฉัน ไม่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ยินดี แต่ว่าเราอยากให้เงินที่ใช้ทั้งหมดไปถึงชาวนาทั้งหมดอย่าง ทั่วถึง ไม่ใช่แค่บางส่วน และก็ไม่มีการรั่วไหลนะคะ เพราะฉะนั้นแล้วการแก้ไขที่แคบเกินไป นะคะตามที่กรรมาธิการแก้มานี้จะสุ่มเสี่ยงมาก จะเอื้อให้นโยบายที่สร้างความเสียหาย มาก ๆ กับประเทศ อย่างเช่นนโยบายจํานําข้าวสามารถที่จะดําเนินแฝงตัวแล้วก็ดําเนินต่อไป ได้อย่างง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นขอบข่ายของสัญญาข้อผูกพันจึงควรจะเก็บไว้ให้กว้าง แล้วก็คัด กรองเฉพาะที่มีนัยสําคัญและผลกระทบกว้างขวางเท่านั้นเข้ามาสู่การพิจารณา
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานคะ คือเรื่องของการแก้ไขเยียวยา ในร่างนี้ไม่มีคําว่า รวดเร็ว เหมาะสม เป็นธรรม นะคะ และที่สําคัญทางกรรมาธิการได้ตัดข้อความออกจากร่าง ที่ผ่านวาระที่ ๑ คือให้คํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ได้ประโยชน์กับผู้เสียประโยชน์ หรือผู้ได้รับผลกระทบ ตรงนี้ละค่ะจะเป็นประเด็นสําคัญเพราะว่าถ้าคํานึงถึงความเป็นธรรม ตัวนี้จะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้มากในการเยียวยา รัฐสามารถที่จะไปเก็บภาษี หรือให้ผู้รับประโยชน์แบ่งเบาภาระในการเยียวยาได้ ทําไมท่านถึงตัดออกคะ มันดูแล้วเป็น การให้ประโยชน์กับผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากเอฟทีเอ หรือสัญญาใด ๆ ก็ตาม และทําอย่างนี้ เพราะอะไร เป็นเพราะว่ามีประโยชน์ต่อผู้มีอํานาจอย่างนั้นหรือ ท่านจะได้ส่วนแบ่งจาก ประโยชน์อันนี้อย่างนั้นหรือถึงได้ตัดข้อความตรงนี้ออก ดิฉันขออนุญาตให้ท่านกรรมาธิการ ช่วยตอบประเด็นนี้ด้วยนะคะ
ถึงประเด็นสุดท้ายแล้วค่ะคือเรื่องของอาณาเขตและอธิปไตย นอกอาณาเขต ซึ่งทางกรรมาธิการก็ได้ขยายความให้รวมถึงอธิปไตยนอกอาณาเขตแล้วแต่ว่าท่านเพิ่มถ้อยคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้าไปนะคะ และคําว่าโดยชัดแจ้งนี้ก็ใช้กับอธิปไตยนอกอาณาเขตและเรื่องของ อาณาเขตปกติด้วย ซึ่งตรงนี้อันตรายมากเพราะกรณีของพื้นที่ทับซ้อนที่ยังตกลงกันไม่ได้ ระหว่างไทยกับกัมพูชานะคะ ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิที่ซ้อนกัน มีการโต้แย้ง มีเรื่องถึงโรงถึงศาล
๒๓๓/๑ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือความไม่ชัดแจ้งที่เรารู้อยู่แล้วว่ามี จึงไม่ควรจะมีข้อความนี้อยู่นะคะ มีพื้นที่ทับซ้อนที่ไม่ชัดแจ้งทั้งบนบกและในทะเล บนบกก็คือเรื่องของเขาพระวิหาร ซึ่งขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ส.ส. ธนา และท่าน ส.ว. ไพบูลย์ก็ได้อภิปรายไปแล้วว่ามีเงื่อนงํา น่าสงสัยว่าทําไมต้องมาแก้ตอนนี้ สอดคล้องกับการที่ศาลเลื่อนคําตัดสินไปหรือเปล่า ดิฉันจะไม่พูดเรื่องนี้นะคะ แต่จะขอพูดเรื่องของพื้นที่ทับซ้อนในทะเลสักครู่หนึ่งคือ เอ็มโอยู ๔๔ เป็นกรอบเจรจาที่ตรวจสอบได้ยากมากค่ะ พื้นที่ใหญ่มากถึง ๒๖,๐๐๐ ล้านตารางกิโลเมตร แล้วก็มีมูลค่าอาจจะถึง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีนะคะ การเจรจาตรงนี้ เป็นเรื่องของการเจรจาในการขยับเส้นแบ่ง ขยับพื้นที่ และการปรับสัดส่วนของผลประโยชน์ ระหว่างไทยกับกัมพูชา เช่น ส่วนที่อยู่ใกล้ไทยอาจะ ๘๐/๒๐ ใกล้กัมพูชา ๒๐/๘๐ แล้วก็ ส่วนตรงกลาง ๕๐/๕๐ แต่แน่นอนในแง่ของกัมพูชาเขาก็ย่อมอยากจะได้ตรงกันข้าม หรือเขาก็ได้เสนอรูปแบบอื่นที่เป็นตาตารางหรืออะไรต่ออะไรที่ผ่านมานะคะ เพราะฉะนั้น ตรงนี้จึงอันตรายมากถ้าเกิดเราไม่มีความโปร่งใส และถ้าเรายังมีปัญหาของผลประโยชน์ ทับซ้อนอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งก็คือเรื่องของท่านผู้ที่มีอํานาจเหนือรัฐบาลนะคะ ผู้ที่มีอํานาจ เหนือพรรครัฐบาล ท่านสนิทสนมกับผู้นําของกัมพูชา เพราะฉะนั้นตรงนี้จะทําให้เราวางใจ ได้อย่างไรนะคะ และโดยเฉพาะประโยชน์ทับซ้อนอันนี้มี ๒ ชั้น เพราะว่าท่านเองก็อาจจะมี ส่วนได้เสียในเรื่องของสัมปทานปิโตรเลียม ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของท่านที่จะ มีธุรกิจตามที่ต่าง ๆ แต่ว่าท่านไม่ควรมาเล่นการเมืองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม มันผิด จรรยาบรรณแล้วก็อาจจะผิดกฎหมายด้วย ควรจะผิดกฎหมาย แต่กฎหมายอาจจะตามไม่ทัน นวัตกรรมในเรื่องของธุรกิจการเมืองนะคะ เพราะว่าอย่างยกตัวอย่างของมาตรา ๒๖๕ และ มาตรา ๒๖๗ ที่เกี่ยวกับการกระทําที่ขัดแย้งแห่งผลประโยชน์สําหรับ ส.ส. ส.ว. และกับ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีด้วย กฎหมายนี้บังคับใช้กับตัวบุคคลที่ดํารงตําแหน่ง และคู่สมรส และบุตร ที่น่าสนใจก็คือยังรวมถึงบุคคลอื่นที่ดําเนินการในลักษณะถูกใช้ ร่วมดําเนินการ หรือรับมอบหมายด้วย แต่เรื่องของเรื่องก็คือว่าปัจจุบันนี้สถานการณ์มัน กลับตาลปัตรนะคะ ผู้ดํารงตําแหน่งที่สําคัญ ๆ รวมทั้งตําแหน่งสูงสุดในฝ่ายบริหารกลับเป็น ผู้ที่เขาเรียกกันว่าเป็นนอมินี (Nominee) แล้วตัวจริงอยู่ข้างนอก เพราะฉะนั้นกฎหมาย ก็อาจจะเอาไม่ถึง ดิฉันจึงคิดว่าน่าเป็นห่วงมาก ท่านประธานคะ มติของ กพช. หรือ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติในวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ นั้น มีการพิจารณาเกี่ยวกับ แผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติในระยะยาวคือปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๗๓ มีมติว่าให้เจรจาเรื่องพื้นที่ ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี ๒๕๕๖ ค่ะ ก็เป็นความเร่งรีบ ที่น่าสะพรึงกลัวแล้วก็เหมาะเจาะกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะฉะนั้นโดยสรุป ท่านประธานคะ คําว่า โดยชัดแจ้ง นั้นควรจะต้องตัดออกไป แล้วก็ข้อความที่เกี่ยวกับเปิดเสรี การค้าการลงทุนมีอยู่ได้ แต่สมควรที่จะขยายให้กว้างขวางขึ้นตามแนวที่ดิฉันได้สงวน ความเห็นและอ่านไปแล้วนะคะ เพื่อที่จะให้รัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดของเรานี้ปกป้องสิทธิ และคุ้มครองความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนได้ ขอบพระคุณค่ะ
เชิญ พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขอแสดงความคิดเห็นในส่วนที่ผมได้ขอแปรญัตติไว้ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ และจะมีอีกส่วนหนึ่งที่ผมขอเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของที่กรรมาธิการ ได้แก้ไข ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียนว่า รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นั้นถือได้ว่า เป็นหัวใจของการบริหารราชการแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข สิ่งนี้เพราะว่าถ้าเรามองรัฐนั้นจะประกอบด้วย ๔ ส่วนก็คือ เรื่องของดินแดน ประชากร ในเรื่องของอํานาจอธิปไตยและรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลอันนี้เป็นรัฐบาลใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะต้องมีหน้าที่ในการดูแลประชาชน เพื่อให้บรรลุสิ่งที่เป็น เป้าหมายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ก็คือประโยชน์สุขของประชาชน เพราะฉะนั้นกระบวนการในร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นั้นได้พยายามเน้น ในเรื่องของดุลยภาพในอํานาจทั้ง ๓ ด้าน ของเราก็คือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ แต่ที่สําคัญที่สุดผมคิดว่าหลายคนอาจจะไม่ได้คํานึงถึงวรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกฟังว่า วรรคหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก สัญญาอื่น ๆ กับนานาประเทศ หรือกับองค์การระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นผมอยาก สรุปว่าทั้งหมดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นั้นมิได้เป็นหน้าที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ที่จะมีอํานาจในการที่จะทําข้อตกลง แต่เป็นสิ่งที่จะต้องทําร่วมกันระหว่างอํานาจทั้ง ๓ อํานาจ ก็คือบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ในส่วนของอํานาจบริหารนั้นท่านมีความคิด ริเริ่มในการดําเนินการที่จะให้เสนอให้มีสนธิสัญญาได้ มีข้อตกลงระหว่างประเทศได้ ภายใต้กรอบนโยบายที่ท่านเสนอต่อรัฐสภาหรือแผนการดําเนินงานของท่าน แต่ในส่วน บางอย่างนั้นอาจจะมีผลกระทบต่อประชาชน มีผลกระทบต่อโครงสร้างในการบริหาร ประเทศ ถึงได้มีบทบัญญัติที่จะให้มาดําเนินการรับความเห็นชอบจากรัฐสภา ในฐานะที่เป็น ฝ่ายนิติบัญญัติและเป็นตัวแทนของประชาชน เพราะฉะนั้นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งพัฒนามาจากรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ จะเห็นว่า มีกรอบในการที่ดําเนินการเพิ่มเติมขึ้นมา แต่เดิมนั้นในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ได้บัญญัติไว้ เฉพาะในเรื่องของที่มีบทบังคับในการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต และก็มีเรื่องของอํานาจ อธิปไตยนอกเขต และก็เรื่องที่จะต้องมีหนังสือสัญญา แต่ในส่วนที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ได้มาเพิ่มเติมนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในมิติของความมั่นคงในยุคใหม่ ความมั่นคงในยุคใหม่ คืออะไรครับ ท่านประธานครับ เมื่อก่อนเรามองเรื่องของความมั่นคงเฉพาะเรื่องของ การรบทัพจับศึกหรือการรักษาดินแดนเท่านั้น แต่ในปัจจุบันนั้นความมั่นคงมีผลต่อบุคคล หรือมนุษย์ ก็คือความมั่นคงในทรัพยากรมนุษย์ของเรานั่นเอง หรือพวกเราทุกคนมีสิทธิที่จะ มีความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิต่าง ๆ ที่เราได้รับ เพราะฉะนั้นการกระทํา ในการใช้อํานาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อํานาจโดยตรงหรืออํานาจผ่านบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ก็ตามจะต้องคํานึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและสิทธิประโยชน์ ของประชาชนที่กระทํา ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ จึงได้ เพิ่มเติมในเรื่องของผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมของ ประเทศอย่างกว้างขวาง และอีกประเด็นหนึ่งก็คือผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน และงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ในเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และทางสังคมนี้ถ้าจะให้ดูสมบูรณ์แบบน่าจะมีผลเกี่ยวข้องกับเรื่องของทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ด้วย แต่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดไว้เพียงเท่านี้ ผมได้ฟังที่เพื่อนสมาชิกได้ให้ความเห็นเมื่อวานนี้ผมค่อนข้างเห็นด้วยในการที่จะต้องมองมิติ ของความมั่นคงทางด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ซึ่งอันนี้จะเป็นพลังอํานาจอย่าง แท้จริง ในสิ่งที่ปัญหาของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นั้น อยู่ที่คํา ๒ คําครับ ท่านประธาน คือคําว่า อย่างกว้างขวางกับอย่างมีนัยสําคัญ ในเรื่องนี้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ได้เล็งถึงปัญหา นิยามศัพท์ของคํา ๒ คํา คือคําว่าอย่างกว้างขวางและอย่างมีนัยสําคัญแล้ว จึงได้มีการ กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า โดยให้มีการตรากฎหมายขึ้นมา กฎหมายนั้น จะมีขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่ขยายความ หรือว่ากันตรง ๆ ก็คือกฎหมาย ฉบับนี้จะเป็นกฎหมายที่จะอธิบายนิยาม คําว่าอย่างกว้างขวางแล้วก็อย่างมีนัยสําคัญออกมา เพื่อให้เป็นแนวทางในการที่ฝ่ายบริหารจะกําหนดหลักเกณฑ์แล้วก็เสนอวีการเข้ามา นอกจากนั้นมีมาตราหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกไม่ได้พูดกันเลยคือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) ซึ่งเป็นบทเชื่อมโยงที่อธิบายความของมาตรา ๑๙๐ วรรคห้านะคับ ซึ่งกระบวนการได้กําหนดแนวทางไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอน วิธีการดําเนินการ มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ผมขอย้ําคําว่า ตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ซึ่งประเด็นนี้ละครับคือสิ่งที่เราจะต้องมา คํานึงถึงเรื่องของที่เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญตรงนี้ว่าเราได้คํานึงถึงความตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างคณะรัฐมนตรีหรือรัฐสภาไหม การดําเนินการมีความโปร่งใสมีประสิทธิภาพ และให้ ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมทั้งจะต้องมีการศึกษาวิจัยที่มาจากส่วนงานที่เป็นอิสระ ก่อนการเจรจาทําหนังสือสัญญาโดยไม่มีการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของรัฐกับ ผู้ศึกษาวิจัยไม่ว่าช่วงใดของการบังคับใช้ แล้วก็ให้มีการดําเนินการให้เสร็จภายใน ๑ ปี ผมคิดว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐๓ (๓) นั้นเป็นหัวใจของสิ่งที่เราจะต้องมอง ในเรื่องของการแปรญัตติหรือมีการดําเนินการ ผมจึงใช้หลักการข้อนี้เข้ามาว่าเราได้มีการ ถ่วงดุลอํานาจกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างถูกต้องหรือไม่ การดําเนินการ ของฝ่ายรัฐบาล แม้กระทั้งข้าราชการประจําก็ตามมีความโปร่งใสมีประสิทธิภาพและให้ ประชาชนมีส่วนร่วมหรือเปล่า ซึ่งกระผมคิดว่าในส่วนที่ผู้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็ คณะกรรมาธิการไม่ค่อยได้คํานึงประเด็นที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐๓ (๕) เลย เพราะว่ากระบวนการในเรื่องของความโปร่งใสก็น้อยลง การมีประสิทธิภาพก็น้อยลง การมีส่วนร่วมของประชาชนก็น้อยลง และที่สําคัญก็คือว่าเราไม่ได้ใช้ความรู้ทางวิชาการ เข้ามาเป็นส่วนในการที่จะกําหนดหลักเกณฑ์ ผมอยากฟังท่านกรรมาธิการที่จะอธิบายในเชิง วิชาการว่าทําไมท่านได้เพิ่มข้อความหรือลดข้อความในส่วนนี้ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงว่าใช้เสียง ส่วนมากให้เป็นอย่างนั้นเป็นย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้จะทําให้พัฒนาการของ การบัญญัติรัฐธรรมนูญของเรามีมาตรฐานสูงขึ้น แล้วก็เป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน มากขึ้น
ในสิ่งที่สําคัญผมอยากกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูปี ๒๕๕๐ นั้นได้เหตุผล ของการที่เราดําเนินการในการเพิ่มวรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้าไว้ ในส่วนวรรคสามนั้น ได้เขียนเหตุผลไว้ในเจตนารมณ์ว่า
ประการแรก รัฐจะต้องให้ข้อมูลกับประชาชน การให้ข้อมูลนั้นจะต้องเป็น การให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ไม่ใช่ว่าให้ประชาชนเข้ามาเรียกร้องข้อมูล เจ้าหน้าที่ของรัฐจะมี หน้าที่ในการที่จะให้ข้อมูลกับประชาชนที่มีส่วนได้เสีย
ในประการที่ ๒ จะต้องให้ประชาชนมีความสามารถในการให้ข้อคิดเห็น เกี่ยวกับข้อสัญญาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเป็นที่แน่นอนว่าในขณะที่คุณไปรับฟังประชาพิจารณ์ นั้นคุณจะต้องมีสัญญาหรือมีกรอบของการเจรจาที่ชัดเจนแล้ว
และประการที่ ๓ จะต้องมีการชี้แจงและเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติ แต่สิ่งที่พวกเราต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาฝ่ายบริหารไม่ว่ารัฐบาลใด ๆ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับคําชี้แจงและกรอบการเจรจาต่อรัฐสภานั้นมีจํานวนน้อยมาก ในส่วน วรรคสี่ที่มีไว้แล้วท่านตัดไปก็คือว่ารัฐจะต้องจัดให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบและดูแล รายละเอียดของสัญญาได้ อันนี้หมายถึงว่าการทําสนธิสัญญาจะมี ๒ ขั้นตอน คือขั้นแรกเป็น การทําความตกลง ก่อนที่จะไปทําข้อตกลงนั้นรัฐจะต้องให้ข้อมูลและให้ประชาชนตรวจสอบได้ เมื่อทําสัญญาในขั้นต้นแล้วก็จะต้องให้ประชาชนเข้าไปดูรายละเอียดและดูเรื่องของการ ช่วยเหลือเยียวยาได้นะครับ ซึ่งการดําเนินการศึกษาผลกระทบและการดําเนินการนั้นจะต้อง มีความรวดเร็วเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย กระบวนการตรงนี้คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย เลยที่ผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปตัดประเด็นในวรรคสามและวรรคสี่ของร่างเดิมออก เพราะว่าเราไม่มีความมั่นใจว่าสิ่งที่รัฐบาลจะให้ข้อมูลกับประชาชนนั้นจะมีเรื่องที่สมบูรณ์ หรือไม่ นอกจากนั้นผมอยากกราบเรียนว่าสิ่งที่ได้ดําเนินการแล้วออกมาเป็นร่างสุดท้ายนั้น ได้ตัดข้อความสิ่งที่สําคัญก็คือ ก่อนที่จะทําหนังสือสัญญาจะต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชน และรวมทั้งการชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ ต่อรัฐสภา ที่ผ่านมานั้นก็ไม่ได้ให้ข้อมูลกับรัฐสภา ส่งเอกสารมา ๑ หน้าบ้าง ๒ หน้าบ้าง อันนี้ก็คือกระบวนการที่ยังทําไม่ถูกต้องนะครับ เมื่อมี การลงนามแล้ว ก่อนที่จะให้สัตยาบันหรือแรทติฟาย (Ratify) นั้น ประชาชนต้องเข้าถึงร่าง สัญญาได้อย่างชัดเจน การแก้ไขเยียวยาจะต้องให้สําหรับผู้ได้รับผลกระทบ แม้กระทั่งใน ระดับชาติและระดับประชาชน สิ่งที่จะต้องคํานึงก็คือผู้ประกอบธุรกิจในขนาดกลางและ ขนาดย่อม รวมทั้งขนาดเล็กจะต้องได้รับการช่วยเหลือเยียวยา อันนี้ท่านประธาน กรรมาธิการก็คงนึกภาพออกในเรื่องของกระเทียมในภาคเหนือ นั่นละครับคือเป็นเหตุที่มา ของอันนั้น ในส่วนวรรคห้านั้นได้มีตราไว้กําหนดกฎหมายขึ้นมา แต่ปรากฏว่ากฎหมาย ไม่สามารถจะดําเนินการออกมาได้ ก็อย่างที่ท่านผู้แทนกฤษฎีกาได้ชี้แจงเมื่อวานว่าท่านไป ตีความกันว่านิยามศัพท์ของคําว่า อย่างกว้างขวางและอย่างมีนัยสําคัญนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งความจริงแล้วท่านสามารถจะศึกษาได้จากงานวิจัยต่าง ๆ หรือจะมอบให้หน่วยงาน วิชาการทําการวิจัยออกมาก็ได้ว่าขอบเขตที่ทั่วโลกเขาใช้เป็นอย่างไร ผมคิดว่าสิ่งที่สํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาสามารถจะเอาไปดูได้ก็คือรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญของยุโรปเหนือหรือกลุ่มสแกนดิเนเวียทุกประเทศได้ใช้ระบบของประชาธิปไตย อันมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นประชาชนก็จะสามารถมาตรวจสอบแล้วก็หาวิธีการที่เหมาะสมได้ ไม่ใช่ว่ามาให้การสารภาพกับรัฐสภาว่าไม่มีความสามารถในการร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการด้อยประสิทธิภาพมากนะครับ
ท่านประธานครับ ผมขอเวลาอีกประมาณ ๓ นาทีนะครับ ก็คงจะเป็นตัวที่ผม อยากจะเรียนว่าในส่วนการดําเนินงานนั้นเหตุผลมักจะอ้างว่าเป็นเรื่องของความล่าช้า แต่ถ้า เรายอมรับกันจริง ๆ ว่ารัฐธรรมนูญได้บัญญัติการทํางานของฝ่ายบริหารไว้อย่างชัดเจนก็คือ เมื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตามที่แถลงนโยบายตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗๕ แล้ว รัฐบาลจะต้อง ทําแผนบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายที่เสนอ การทําแผนบริหารราชการแผ่นดินนั้น จะต้องบอกว่าจะทําอะไร ทําเมื่อไร ทําอย่างไรที่มีรายละเอียดชัดเจน นอกจากนั้นรัฐบาล จะต้องร่วมกับฝ่ายข้าราชการประจําจัดทําแผนปฏิบัติงานประจําปี คําว่า แผนปฏิบัติงาน ประจําปี คือสิ่งที่รัฐบาลทุกแห่งยังไม่ได้ให้ความสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ แผนการเจรจากับประเทศต่าง ๆ ผมเคยอภิปรายเสนอในรัฐสภาแห่งนี้ว่าอยากจะเห็นสิ่งที่ รัฐบาลส่งมาให้ว่าปีนี้รัฐบาลจะมีคณะ จะมีการเจรจากับต่างประเทศในเรื่องอะไรบ้าง มีแผน กําหนดการในช่วงเวลาอย่างไร แล้วส่งมาให้รัฐสภาพร้อมกับเอกสารข้อมูลในเบื้องต้น ทางรัฐสภาเองก็สามารถที่จะแต่งตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้นมาศึกษาดูแลและพิจารณา ควบคู่ไปกับทางรัฐบาล กระบวนการตรงนี้ก็จะทําให้รัฐสภาสามารถจะให้ความเห็นชอบ ร่างข้อตกลงต่าง ๆ ได้ภายใน ๖๐ วันตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด แต่ที่ผ่านมานั้นปรากฏว่า เรื่องบรรจุอยู่ในวาระ ขออภัยที่ผมจะต้องเรียนว่าท่านประธานก็ไม่ได้เร่งรัดในการดําเนินการ และมาคราวนี้ท่านกรรมาธิการท่านไปตัดกรอบเวลาของรัฐสภาที่บังคับให้ ๖๐ วัน อันนี้ เป็นการสวนทางกับเหตุผลที่ออกมา ก็คือว่าต้องการให้กระบวนการในการดําเนินการ แล้วเสร็จเร็วที่สุด ซึ่งรัฐธรรมนูญก็ได้กําหนดไว้ แต่ท่านไปตัดออก ในขณะเดียวกันท่านไป บังคับให้ศาลรัฐธรรมนูญดําเนินการวินิจฉัยภายใน ๑๕ วัน ซึ่งกระบวนการตรงนี้ผมมองดูว่า ท่านไปบังคับคนอื่น แต่ขณะเดียวกันท่านไม่บังคับตัวเองในเรื่องของการบริหารจัดการนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องประเด็นนี้ผมถึงไม่เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตามที่ผมอยากกราบเรียนว่า ในประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้พูดในเรื่องของการที่ท่านกรรมาธิการไปเพิ่มเติมในเรื่องของ โดยแน่ชัด ผมอยากจะยกตัวอย่างว่า คําว่า โดยแน่ชัด นั้นไป ๆ มา ๆ จะเป็นเรื่องที่ตีความ ยากกว่าอย่างกว้างขวางและอย่างมีนัยสําคัญ ผมยกตัวอย่างว่าในกรณีที่ฝ่ายบริหารอนุญาต ให้มิตรประเทศทําถนนขึ้นมาในบริเวณปราสาทพระวิหาร อันนี้เป็นอํานาจฝ่ายบริหาร ใช่ไหมครับ และส่วนนี้เป็นกระบวนการในการที่ทําให้เกิดปัญหาในเรื่องการรุกล้ําดินแดนใน สิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกระบวนการตรงนี้คือที่ตีความกันยากว่าโดยชัดเจนอย่างไร การอนุญาตโดยใช้อํานาจฝ่ายบริหารในบางส่วนนั้นอาจจะมีผลระยะยาว
และที่ผมอยากจะเรียนเป็นประเด็นสุดท้ายก็คือว่า การที่มีการพูดคุยกับกลุ่ม ที่มีปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางรัฐบาลต้องนึกเสมอนะครับ ว่าการทําข้อตกลงนั้น จะต้องเป็นข้อตกลงระหว่างองค์กร ระหว่างประเทศที่มีผู้รับรองเราไม่สามารถจะทําข้อตกลง กับบุคคลใดที่เป็นกลุ่มคนในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นไปตามกฎหมายได้ เพราะฉะนั้น ข้อเสนอทั้ง ๕ ข้อนั้น อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลจะต้องเสนอเข้ามาโดยใช้กรอบของมาตรา ๑๙๐ เพื่อมีการพิจารณาและคิดอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ว่าใช้การตัดสินใจฝ่ายบริหารมันก็จะเข้ากรอบ ที่ท่านได้ร่างขึ้นไปว่าโดยชัดเจนหรือไม่ เพราะว่าในบางอย่างนั้นเรามองขณะนี้ไม่เห็นว่า การที่จะให้กลุ่มคนนั้นมีสิทธิเสรีภาพในการที่กําหนดชะตาชีวิตและวิถีชีวิตของเขาเองนั้น ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้ามันจะมีความโดยชัดเจนหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมจึงขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการว่าช่วยกรุณาทบทวนในเรื่องในสิ่งที่ท่าน ได้ลิดรอนสิทธิประชาชนและไม่ยอมบอกให้ประชาชนรู้ว่าเขาจะได้รับผลกระทบอะไรจาก การเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคําสุดท้ายที่ท่านเพิ่มไป โดยชัดแจ้งนั้นค่อนข้างตีความยาก และปัญหาที่สุดก็คือเรื่องของความมั่นคงของประเทศ จะมีอันตรายมากจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร ก็ขอความร่วมมือด้วยนะครับ ๑๒ นาที ไม่ใช่ข้อตกลง นะครับ แต่เป็นเรื่องขอความร่วมมือครับ เอาพอสมควร เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็จะใช้เวลา แล้วก็จะอภิปรายอยู่ในข้อบังคับ เพราะว่าเมื่อผมพิจารณาตามรายงานของคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการดังกล่าว ได้กําหนดประเภทของหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาไว้เพียง ๔ ประเภท
๑. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย
๒. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยชัดแจ้ง ซึ่งคณะกรรมาธิการได้เพิ่มคําว่า โดยชัดแจ้ง ลงไปในหนังสือสัญญาประเภทนี้
๓. หนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติให้การเป็นไปตามหนังสือ สัญญา
๔. หนังสือสัญญาที่มีบทเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน
ซึ่งตามร่างแก้ไขเพิ่มเติมท่านได้ยกเลิกสัญญา ๒ ประเภท ซึ่งผมจะต้องเอ่ยถึง นั่นคือหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง และหนังสือสัญญาประเภทที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรือ งบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งสมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า กรณีการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อรัฐบาลจะกู้เงินจากต่างประเทศจะให้คนไทย เป็นหนี้แล้ว ท่านจะเลี่ยงไม่ให้รัฐสภาได้รับทราบหรือเปล่า เพราะคณะกรรมาธิการ เอาเฉพาะหนังสือสัญญาที่มีบทเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุนเท่านั้น กระผมจึงได้ขอ แปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในวรรคสอง โดยตัดคําว่า โดยชัดแจ้ง ออก และเพิ่มเติม บทหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญต้อง ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว ก็เพราะว่าเพื่อให้ครอบคลุมเพียงพอในการทําหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศ ผมเรียนผ่านท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังคณะกรรมาธิการและพี่น้อง ประชาชนทางบ้านว่า ปัจจุบันและอนาคตข้างหน้านั้นมีแนวโน้มและแน่นอนครับว่าการทํา สนธิสัญญาต่าง ๆ เพื่อเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุนจะมีจํานวนที่มากขึ้น และมั่นใจว่า การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงาน ถ้าต้องมีการทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ที่มีบทเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงไปซึ่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น พลังงานปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ หรือแม้แต่ทรัพยากรน้ํา เรื่องสําคัญเหล่านี้ครับ ท่านประธานครับ ไม่ผ่านรัฐสภาได้อย่างไรครับ ไม่ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนปวงชน ให้มีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณา ในกระบวนการตัดสินใจได้อย่างไรครับ เพราะทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมานี้มันใช้แล้วหมดไป และเป็นที่ประจักษ์ว่า ต่อไปฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลชุดนี้ละครับ จะต้องไปทําหนังสือสัญญาที่มีผลผูกพัน และมีผลกระทบต่อการเงิน การคลังของประเทศอย่างแน่นอน เช่น การทําหนังสือสัญญา กู้เงินจากต่างประเทศจํานวนมาก และเมื่อต้องใช้คืนเงินกู้ใครกระทบครับ ก็กระทบต่อ งบประมาณของประเทศ กระทบต่อประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างไม่มีทาง หลีกเลี่ยงครับ จําเป็นอย่างยิ่งครับ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยจะต้องมี ส่วนร่วมในการพิจารณา หรือพูดง่าย ๆ ครับสภาแห่งนี้ รัฐสภาต้องสามารถใช้อํานาจถ่วงดุล อํานาจของฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ การพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า พวกผมในฐานะฝ่ายค้าน ถ้าจะยกทั้งมือทั้งเท้าละครับ ยกอย่างไรก็แพ้พวกท่าน และถ้าท่าน มาแก้ว่ามาไม่ให้สภารับทราบ ไม่ไปกันใหญ่หรือครับ แล้วบ้านเมืองประเทศไทยเราจะเป็น อย่างไรครับ การตรวจสอบการใช้อํานาจของฝ่ายบริหารจะไม่สามารถตรวจสอบได้เลยครับ
ท่านประธานครับ ผมยังได้ขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในวรรคสามก่อน การดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศตาม วรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น วรรคที่สี่ผมได้เพิ่มเติมความไปอีกครับ เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณี ที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือผู้ประกอบการ ขนาดกลาง ขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผลกระทบนั้น อย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม ท่านประธานครับ ผมเรียนไปยังท่านคณะกรรมาธิการ ว่าการที่ท่านได้ตัดเนื้อหาสาระที่สําคัญเช่นนี้ ท่านตัดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ออกไป ท่านตัดกระบวนการที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญา ออกไปเกือบทั้งสิ้น เท่ากับว่ากรรมาธิการไม่ให้ความสําคัญกับประชาชนในฐานะที่เป็น องค์ประกอบของรัฐ และในฐานะเจ้าของอธิปไตยที่แท้จริง ท่านได้ตัดสิทธิภาคประชาสังคม ท่านได้ตัดรากเหง้าของประชาธิปไตยที่เป็นเจ้าของอํานาจแห่งอธิปไตยแห่งประเทศนี้ และที่สําคัญคนที่ท่านตัดไปเป็นเจ้านายของพวกเราทุกคนที่อยู่ในทีนี้ หลายประเทศที่เขา เจริญแล้วไม่ว่าจะเป็นประเทศในสมาคมยุโรป ประเทศออสเตรเลีย หรือประเทศในแทบ สแกนดิเนเวีย ไม่ว่าจะเป็นฟินแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน หรือเดนมาร์ก เขาก็มีบทบัญญัติ เรื่องเหล่านี้ครับในการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน แม้แต่ประเทศแอฟริกาใต้เขายังมีเลย ครับท่านประธาน แล้วเหตุใดครับกรรมาธิการถึงตัดองค์ประกอบที่มีความสําคัญเหล่านี้ ออกไป ทั้งนี้เพราะท่านเห็นว่าประชาชนไม่ใช่องค์กระประกอบที่สําคัญหรืออย่างไรครับ กรรมาธิการครับ เท่ากับว่าความสําคัญของประชาชนมีน้อยกว่ารัฐบาลหรือครับ แปลก แต่ก็จริงนะครับท่าน เวลาเมื่อครั้งที่ท่านจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ การได้มาซึ่ง ส.ว. กล่าวอ้างกัน เหลือเกินครับ ต้องยึดโยงกับประชาชน ต้องให้ประชาชนต้องมีส่วนร่วม แต่พอมาแก้ไขเรื่อง เหล่านี้ท่านตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออกไปทําไมละครับ ช่วยตอบด้วยครับ
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามร่างของคณะกรรมาธิการเท่ากับว่าต่อไป ท่านจะให้อํานาจฝ่ายบริหารอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ท่านจะปิดพื้นที่ของภาคประชาชน ท่านจะไม่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมและตัดบทบาทของรัฐสภาออกไปอย่างสิ้นเชิง ท่านประธานครับ ในขณะนี้พี่น้องประชาชนคนยากคนจน คนรากหญ้าเขาเป็นหนี้ เขาลําบากจากราคาสินค้าแพง จากไม่มีที่ทํากิน รัฐบาลผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไม่ได้แก้ไข อย่างเต็มที่ เราก็มัวแต่ตะบี้ตะบันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็ยังไม่มีคําตอบว่าผลสุดท้าย แล้วประชาชนของประเทศนี้จะได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง และที่สําคัญสิ่งที่ผมต้อง แปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมไว้แบบนี้เพราะผมกังวลครับ ที่ผ่านมาครับ ผมไม่ได้นึกขึ้นเอง มีตัวอย่างให้เห็นชัดเจน ผมกลัวว่าคนบางกลุ่มหรือฝ่ายบริหารบางคนจะนําผลประโยชน์ของ ประชาชน ผลประโยชน์ของชาติไปต่อรองแลกเปลี่ยนกับธุรกิจครอบครัวตนเอง ผมกลัวครับ และผมเชื่อว่าคงหนีไม่พ้นวงจรเหล่านี้ ทุกวันนี้ก่อนที่ผมจะอภิปรายผมเจอพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนคนที่เขาเดือดร้อนเรื่องที่ทํากินเขาก็บ่นครับ พระราชกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๔๘๑ ตั้งนานแล้วครับที่เป็นปัญหา เรายังไม่แก้ไขเลย กี่ปีแล้วครับ นี่รัฐธรรมนูญท่านพลิกผ่ามือ ท่านก็แก้ได้แล้ว และยังไม่สามารถตอบข้อสงสัยให้แก่กระผมและพี่น้องประชาชนได้เลยว่า แก้ไขมาตรา ๑๙๐ แล้วพี่น้องประชาชนประเทศชาติเราจะได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง ผมจึงขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๓ ตามที่ผมกล่าวมา และผมก็ไม่สามารถ เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่าน ส.ว. ประสาร มฤคพิทักษ์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ สรรหา ภาควิชาชีพ สมาชิกวุฒิสภานะครับ ตามที่ขออนุญาตคือขอใช้สไลด์ประกอบการอภิปรายของผมซึ่งได้รับอนุญาตแล้ว กรุณาเปิดสไลด์แรกไปตามลําดับเลยนะครับ ผมจะพูดอย่างรวบรัดและพยายามที่จะ ประหยัดเวลาทุกท่านอย่างที่สุด สไลด์แรกเลยครับ ผ่านไปสไลด์ที่ ๒ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
เดิมหมายถึง มาตรา ๑๙๐ ของเดิม สัญญาเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตนอกพื้นที่ไทยที่ไทย มีอธิปไตยเหนือหรือมีอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ถัดไปครับ สัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ต่อไปครับ สัญญาที่มีผลผูกพันทางการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมี นัยสําคัญ ต่อครับ ก่อนเซ็นสัญญานั้นถือว่าต้องคณะรัฐมนตรีต้องนําสัญญานั้นมาให้รัฐสภา พิจารณาเสียก่อน คณะรัฐมนตรีก็ต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชน และคณะรัฐมนตรีจะต้องชี้แจงรัฐสภา ไม่ใช่ชี้แจงธรรมดานะครับ ต้องเสนอกรอบการเจรจาด้วย เพื่อที่จะขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ถัดไปนะครับ นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรีจะต้อง กําหนดวิธีการเยียวยาผลกระทบว่าถ้าเกิดผลกระทบรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร รู้สึกจะเลย ไปแล้วครับ ถอยหลังนะครับ ขอบคุณครับ ต้องเยียวยาผลกระทบนะครับ ดูอันต่อไป สไลด์ ต่อไปครับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กําลังพิจารณาอยู่นี้เหลือเพียงอะไร เหลือเพียงหนังสือ สัญญาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต้องให้รัฐสภาอนุมัติ ก็จะมีแต่เพียงสัญญาที่มีบทเปิดเสรี ทางการค้า การลงทุน นั่นก็คือที่เกี่ยวข้องกับเอฟทีเอเท่านั้น เกี่ยวข้องกับเอฟทีเอเท่านั้น ย้ํานะครับ ถ้าหากร่างฉบับนี้ผ่านรัฐสภาแปลว่าอย่างไรครับ แปลว่าข้อที่ ๑ สัญญากู้เงินจาก ต่างประเทศนั้นไม่ต้องผ่านรัฐสภา และอย่างที่รู้ ๆ อยู่นะครับ รองนายกรัฐมนตรียอมรับเองว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ซึ่งเป็นมูลค่า ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะกู้จากต่างประเทศ กู้เงินต่างประเทศ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไม่ต้องผ่านสภาครับ ถ้าเผื่อร่างนี้ผ่าน ข้อ ๒ ถ้าร่างนี้ผ่าน นะครับ สัญญาแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะรถไฟแลกข้าว ลําไยแลกหัวรถจักร หรืออะไรก็ตามนะครับ ทํามาค้าขายไม่ต้องผ่านรัฐสภา ข้อ ๓ ถ้าร่างนี้ผ่าน ถ้าร่างผ่าน ก็แปลว่าจะแบ่งปิโตรเลียมจะแบ่งก๊าซ แบ่งน้ํามันในอ่าวไทยกันอย่างไรก็ได้ อย่างที่เมื่อวานมี เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้ชี้แจงเรื่องของเตีย บัญ เปิดเผยหรือหลายท่านก็ได้ชี้แจงไปแล้ว นั่นไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยครับ รับรู้กันทั่วทั้งโลกครับ ต่อครับ ถ้าร่างนี้ผ่านก็แปลว่าอยากจะ ลากเส้นเขตแดนใหม่ก็ลากได้เลยทันที อย่าลืมนะครับวันที่ ๑๑ พฤศจิกายนนี้ศาลโลกจะตัดสิน นี่ตามข่าวของรัฐบาลเลยนะครับ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และท่านทูตวีรชัย พลาศรัย ชี้แจงว่าวันที่ ๑๑ พฤศจิกายนนี้ ศาลโลกจะตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้มีการพิจารณา กันไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านนี้นะครับ ถ้ามีอันจะต้องไปทําสัญญาอะไร ก็แปลว่า หลังจากศาลตัดสินก็แปลว่าทําได้เลย โดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา ใช่หรือไม่ว่าสิ่งที่เรียกว่าไอซีซี (ICC) หรืออินเตอร์เนชั่นแนล คริมินอล คอร์ท (International Criminal Court) นี้นะครับ ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ ซึ่งมีคนไทยพยายามที่จะไปฟ้อง พยายามที่จะไปเกี่ยวโยง ก็เป็นไปได้ที่จะไปเป็นภาคีสมาชิกกับเขาโดยไม่ต้องผ่านรัฐสภาเหมือนกัน ซึ่งถ้าเผื่อศึกษา ให้ดีแล้วจะพบว่าเรื่องนี้มีความสําคัญถึงขั้นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยซ้ําไป นัยสําคัญคืออะไรครับ
นัยสําคัญข้อที่ ๑ เป็นการถ่ายโอนอํานาจการควบคุม เป็นการถ่ายโอน อํานาจการตรวจสอบของรัฐสภาไปใส่พานให้กับรัฐบาลอย่างไร้ศักดิ์ศรี นี่ข้อที่ ๑ นะครับ มีอํานาจอยู่แล้วก็ยกอํานาจให้เขานั่นเอง
นัยสําคัญข้อ ๒ ทําให้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเออออห่อหมก ที่จริงผม อยากจะใช้คําว่า เอออวยห่วยหมก ด้วยซ้ําไปนะครับ เออออห่อหมกเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนอะไร เหมือนร่างพระราชบัญญัติ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ผ่านรัฐสภารอบเดียว แล้วก็พ้นเรื่องการตรวจสอบไปใน ๖ ปีที่เหลือนะครับ ต่อไปครับ
นัยสําคัญข้อที่ ๓ ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชนที่ให้มาทําหน้าที่ ในการตรวจสอบ ให้มาตรวจสอบ แล้วไม่ต้องตรวจสอบแปลว่าอย่างไรครับ ผ่านครับ ความเป็นจริงคืออะไรครับ ความเป็นจริงรับรู้กันอยู่นะครับ ในช่วงที่รัฐบาลที่แล้วมีสัญญา กับประเทศต่าง ๆ ก็มาผ่านรัฐสภาทุกครั้ง แล้วทําล่วงหน้าเป็นระยะเวลานานพอสมควร ที่จะให้พิจารณา แล้วก็ไม่มีปัญหาใด ๆ เลยในการที่จะเอามาผ่านรัฐสภา ผมฟัง อดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้าฝ่ายค้านเวลานี้พูด ทุกครั้งก็จะชี้แจงบอกว่า ก็ทํามาแล้ว ไม่เห็นมีปัญหาใด ๆ เลยนะครับ เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๙๐ ไม่ได้เป็นอุปสรรคใด ๆ เลย ของฝ่ายบริหารที่จะมาผ่านรัฐสภา ความเป็นจริงข้อ ๒ สมัยรัฐบาลที่แล้วสัญญา ตามมาตรา ๑๙๐ คณะรัฐมนตรีนําเข้าสู่การพิจารณาทุกครั้ง แล้วก็ผ่านได้โดยสะดวก นี่คือความเป็นจริงที่ยืนยันได้ ทุกคนรู้ประจักษ์นะครับ ความเป็นจริงข้อที่ ๓ น่าคิดว่า การแก้ไขใหม่นี้ การแก้ไขใหม่นี้ที่เรากําลังพิจารณากันอยู่นี้เป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ถ่วงดุลของรัฐสภา เมื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบก็แปลว่าเสริมการรวบอํานาจของฝ่ายบริหาร ใช่หรือไม่ นี่คือข้อคิดที่จะฝากไว้
สําหรับการแปรญัตติ ผมพูดก็คงจะซ้ํากับที่ได้พูดกันมามากมาย แล้ว สาระสําคัญก็อยู่ตรงที่ว่าเอามาผ่านรัฐสภาตามปกติครับ สัญญาทั้งหลายทั้งปวง ตามที่ได้ทํากันเป็นปกติไม่มีอะไรมากกว่านั้นนะครับ นั่นคือสิ่งที่ผมได้แปรญัตติไว้ แต่ผมอยากจะฝากไว้เป็นประเด็นสุดท้ายเป็นข้อคิดว่าอํานาจเป็นของเรา แล้วทําไมไปยกให้ เป็นหนึ่งเดียวกับฝ่ายบริหาร แล้วท่านคิดหรือครับว่าวิธีเช่นนี้หมายความว่าท่านจะเป็น รัฐบาลไปตลอดหรืออย่างไร ไม่ใช่ความยุ่งยากตามที่ว่า ไม่ใช่ความล่าช้าตามที่บ่น แต่เพื่อ หลีกหนีไปให้ไกลพ้น เป็นการยอมจํานนไปยาวนาน อํานาจรัฐสภานั้นตราไว้ กําหนดให้ ตรวจสอบฝ่ายบริหาร กํากับไว้ให้ถ่วงดุลรัฐบาล เป็นกลไกกําลังคานกันและกัน ร่างแรก ผ่านไปแล้วรัฐธรรมนูญ คือรวมศูนย์ลูกเมียผัวร่างจัดสรร ความเร็วสูงสองล้านล้านหนี้ผูกพัน เซ็นเช็กเปล่าดึงดันไม่ผ่านสภา มีอํานาจยกอํานาจไปให้เขา ถ่วงดุลได้ก็ไม่เอาไม่เห็นค่า สะดวกได้สบายดีเต็มประดา ประจานตนประจักษ์ตาสภาไทย ขอบคุณครับ
เชิญคุณหมอเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ครับ
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากจะอภิปรายในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไข เพิ่มเติมนะครับ ในส่วนที่เราได้ผ่านวาระที่ ๑ ไปแล้วนะครับ ผมก็อยากเรียนท่านประธานว่า โดยส่วนตัวผมเองนั้นไม่ได้อภิปรายในวาระที่ ๑ เนื่องจากมีการปิดอภิปรายก่อนนะครับ แล้วก็ทําให้ผมไม่สามารถอภิปรายในวาระที่หนึ่งได้ แต่อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ได้รับวาระที่ ๑ ในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ที่กําลังดําเนินการอยู่ขณะนี้ เหตุผลก็เนื่องจากว่า ผมได้พิจารณาดูว่า ในการที่เราจะกําหนดการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบันหรือจะเป็นใน อนาคตต่อไปนะครับ หลักการมันมีอยู่ว่ามันต้องพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ เราต้องยอมรับ ว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เป็นผลมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลักของฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งก็คือ จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นฉบับที่พี่น้องประชาชนให้ความเชื่อถือว่ามาจาก ประชาธิปไตย ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มาตรา ๒๒๔ มีกําหนดเพียงแค่ ๒ วรรคเท่านั้นเอง ก็คือให้พระราชอํานาจกับพระมหากษัตริย์ในเรื่องของการทําสัญญาสงบศึกหรือสันติภาพ และในวรรคสองก็จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการให้การที่ว่าจะดูเรื่องเกี่ยวกับเขตแดนต่าง ๆ นี้นะครับ จะต้องนําเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรนะครับ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอํานาจแห่งรัฐ จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญาต้องได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภา ปรากฏว่าหลังจากที่ได้มีการใช้รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ในมาตรา ๒๒๔ รัฐบาลในขณะนั้นพูดตรง ๆ ก็คือท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปทําสัญญาเอฟทีเอ และก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน เกษตรกร เป็นจํานวนมากครับ ซึ่งผมคงจะไม่ลงรายละเอียด เนื่องจากไม่มีเวลา ผลจากการที่มีความ เสียหาย จากการที่รัฐไม่สามารถให้ความคุ้มครองกับพี่น้องเกษตรกรได้ ทําให้เมื่อมี รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรานี้จึงได้ถูกนํามาแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม เป็นภูมิคุ้มกันให้กับพี่น้องชาวไทยที่จะได้รับความเป็นธรรมเมื่อรัฐไปทําสัญญาใด ๆ กับต่างประเทศ นี่คือหลักสําคัญครับ เพราะฉะนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ จึงมีความงดงาม และสมบูรณ์ที่จะเป็นวัคซีนป้องกันภัยพิบัติต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของรัฐบาลในทุกรัฐบาลครับ จนกระทั่งถึงรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็เห็นว่า มันมีบางส่วนบางตอนที่อาจจะมีความทําให้เกิดความล่าช้าเกินไปบ้าง แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว ก็จะเห็นว่ามันเป็นปัญหาจากทางด้านฝ่ายบริหารส่วนหนึ่งที่อาจจะไม่สามารถอธิบายให้กับ ข้าราชการประจําที่ได้ทําเรื่องนี้โดยเฉพาะให้ทราบถึงวัตถุประสงค์อย่างจริงจัง จึงเกิดให้มีการแก้ไขปรับปรุง แต่การแก้ไขปรับปรุงในรัฐบาลสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เป็นการแก้ไขปรับปรุงเพียงเล็กน้อยครับ หลักการใหญ่ ๆ เหมือนเดิมทุกอย่าง เป็นเพียงแค่ เพิ่มในหลักการที่ว่าให้กําหนดประเภทของสัญญา แล้วก็รายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสัญญา ต่าง ๆ ขั้นตอนต่าง ๆ ของการทําสัญญานะครับ และให้ทําให้เสร็จภายใน ๑ ปีครับ ปรากฏ ว่ารัฐบาลสมัยนั้นได้พิจารณาเสร็จไปประมาณเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๔ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๔ ยุบสภาและตั้งแต่สิงหาคม ปี ๒๕๕๔ จนกระทั่งถึงปัจจุบันรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ ในหมวดที่จะต้องมีการดูประเภทของสัญญาและข้อตกลงในรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ได้รับ การพัฒนาหรือบรรจุออกมาให้เป็นกฎหมายที่จะรองรับกับมาตรา ๑๙๐ นี้แต่อย่างใดครับ นี่คือ ๒ ปีเต็มนะครับ จนกระทั่งมาถึงเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๖ นี่ครับถึงได้มีสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเพื่อนสมาชิกบอกว่าไม่ใช่เป็นเรื่องของรัฐบาลนะครับ สมาชิกรัฐสภา ๓๑๔ คน มาลงชื่อ เห็นว่าจําเป็นจะต้องแก้ไขเพราะมีความล่าช้า นี่ละครับคือสาเหตุที่เราต้องมาพูดกันในวันนี้ แต่ปรากฏผลว่าเมื่อผ่านร่างวาระที่ ๑ มาสู่วาระที่ ๒ ในวันนี้ ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ ชุดนี้ก็ทําความผิดหวังให้กับสมาชิกรัฐสภาส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะของผมที่เห็นว่าการแก้ไขของ คณะกรรมาธิการวิสามัญนี้เท่ากับไปทําลายหลักการสําคัญยิ่งใหญ่นะครับที่จะทําให้เกิดผล เสียหรือผลกระทบต่อประเทศชาติ อย่างไม่สามารถที่จะประเมินได้ว่าจะเสียหายมากมาย เท่าใดในอนาคต นั่นก็คือการที่ท่านได้ไปดําเนินการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ในส่วนสําคัญนะครับ นั่นก็คือในส่วนที่เป็นหนังสือสัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอก อาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตาม กฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดเจน ซึ่งหลายท่านอภิปรายไปแล้วครับว่ามีความเป็นห่วง โดยชัดเจน ไม่ควรจะกระทําผิด มีอยู่ในร่างนี้ของคณะกรรมาธิการ ด้วยเหตุที่ว่าขณะนี้ ประเทศไทยเราตามชายแดนต่าง ๆ มันมีพื้นที่ที่มีปัญหาอีกมากมายครับ อย่างน้อยก็ไม่ต่ํากว่า ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรนะครับ ในจํานวนนี้นะครับ พื้นที่ที่เป็นสีเทาหรือยังไม่มีการชี้ชัดว่า สิ่งใดเป็นของเราหรือไม่ จําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเอาเข้าสู่สภา เข้ามาพิจารณาดู ไม่ใช่ให้ฝ่าย บริหารซึ่งประกอบด้วยคณะรัฐมนตรีเพียงแค่ ๓๖ ท่านพิจารณาเท่านั้น ถ้าผ่านการพิจารณา จากสมาชิกรัฐสภา ๖๕๐ ท่าน ความละเอียดย่อมมีมากกว่า ๓๖ ท่านอย่างแน่นอนครับ แม้ว่าถ้าจะผ่านไปก็ถือว่าเป็นการผ่านไปด้วยความรับผิดชอบของ ๖๕๐ คนยืนอยู่ข้างหลัง รัฐบาล อย่างนี้เป็นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าหลักการที่ท่านไปทําลายในเรื่อง เกี่ยวกับผลกระทบที่มีต่อการที่จะต้องมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวางหรือมีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของ ประเทศอย่างมีนัยสําคัญ จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ท่านตัดออกไปครับ อย่างน่าเสียดายและถือว่าเป็นปัจจัยอันยิ่งใหญ่ยิ่งที่จะชี้อนาคตของประเทศเราว่า เราจะเดินกันไปได้อย่างไรและจะมีใครได้ผลประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จากร่างนี้เมื่อได้ประกาศใช้แล้ว หลายท่านได้พูดถึงไปแล้วนะครับ ผมคงจะต้องยกตัวอย่าง เช่น การออกพระราชกําหนดเงินกู้แก้ไขปัญหาน้ําท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในกรณีที่ รัฐบาลไปทําสัญญากับบริษัทต่างประเทศเป็นบริษัทที่จดทะเบียนต่างประเทศ ปัญหา ก็เกิดขึ้นอีกว่าลักษณะการทําสัญญาแบบนี้จะต้องมาผ่านรัฐสภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบด้วย หรือไม่ ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านไป เพราะว่าผลกระทบจากทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงให้กับพี่น้อง ประชาชนก็อาจจะไม่ถูกนําพาที่จะต้องมาสู่ในรัฐสภาแห่งนี้ อาจจะผ่านไปได้เลย ซึ่งก็จะเป็น คําถามอีกที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ยังมีความกังวลในเรื่องเหล่านี้อยู่นะครับ ท่านประธาน ครับผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผมถือว่าหลักสําคัญนี้เป็นหัวใจครับที่ท่านไปตัด ออกหรือคณะกรรมาธิการนี้ไปตัดออกก็คือผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศอย่างกว้างขวางนะครับ เรามีตัวนี้ไว้ ประโยคตัวนี้ไว้ นี่ละครับคือภูมิคุ้มกันที่จะ ไปต่อรองกับต่างชาติว่าในกรณีที่สัญญาใดอาจจะถูกบีบบังคับมาก รัฐบาลก็สามารถที่จะนํา เรื่องเหล่านี้กลับเข้ามาสู่สภาแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อสภาแห่งนี้มีมติเป็นเช่นไร รัฐบาลก็จะ สบายใจขึ้นในชั้นหนึ่งว่าอย่างน้อยก็ได้ผ่านกระบวนการทุกอย่างถูกต้องแล้ว ถ้าการบริหาร นั้นหรือสัญญานั้นเกิดผิดพลาดขึ้นรัฐบาลก็ไม่ใช่รับผิดชอบฝ่ายเดียว หมายถึงพวกเรามีส่วน ร่วมด้วย นี่ละครับคือระบบประชาธิปไตยที่ความสําคัญมันอยู่ที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมด้วย นี่คือสิ่งที่มีสาระสําคัญและก็เป็นส่วนที่ต่อไปถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปผมเรียนให้ทราบ ว่าความเสี่ยงทางการเมืองจะเกิดขึ้นอย่างสูง ผลจากความเสี่ยงทางการเมืองเกิดอะไรขึ้นครับ เกิดจากการที่เบี้ยประกันของบริษัทต่าง ๆ ที่มาทําธุรกิจในประเทศไทยจะต้องถูกเสีย ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแน่นอนนะครับ ได้มีบริษัทประเมินความเสี่ยงหลายแห่ง ครับเขามีหลักการทางความเสี่ยงมากมาย เช่น ความเสี่ยงว่าจะเกิดสงครามกลางเมือง การประท้วง การนัดหยุดงาน การแทรกแซงทางการเมือง ปัญหาความต่อเนื่องของซัพพลาย เชน(Supply Chain) หรือห่วงโซ่อุปทาน ปัญหากระบวนการยุติธรรม นี่คือสิ่งที่จะตามมา อย่างแน่นอนถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับวิสามัญของคณะกรรมาธิการวิสามัญแห่งนี้จะผ่านไป ในวาระ ๓ ต่อไปในอีก ๑๕ วันข้างหน้า เพราะฉะนั้นความเสี่ยงทางการเมืองก็เป็นผลทําให้ ต้นทุนสูง แล้วเราจะไปแข่งขันกับต่างชาติเขาได้อย่างไรครับ นี่คือผลกระทบประการหนึ่ง ที่ผมอยากจะพูด อันที่ ๒ สิ่งที่เห็นชัดก็คือดัชนีความเป็นประชาธิปไตยของเราขณะนี้ก็จะถูก ลดต่ําลงเพราะขาดการมีส่วนร่วมในหลักการสําคัญก็คือหลักการให้ความมั่นคงกับทางด้าน เศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวางนะครับ ขณะนี้ดัชนีความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ ไทยอยู่ได้คะแนนประมาณ ๖.๕๕ จากคะแนนเต็ม ๑๐ ครับ หมายความว่าอย่างไรครับ ดัชนี ความเป็นประชาธิปไตยของไทยเรา แปลเป็นภาษาไทยก็อยู่ในระดับกระพร่องกระแพร่ง คืออยู่ในช่วง ๖ ถึง ๗.๙ ผลของการที่ได้คะแนนต่ําเพราะอะไร เขาบอกว่าบริษัทต่างประเทศ ก็คือ อิโคโนมิส อินเทลริเจนท์ ยูนิต (Economist Intelligent Unit) ที่เขามาทํา แบบสอบถามนะครับ เขาบอกว่ามันเสียคะแนนจากการทํางานของรัฐบาลและการที่ขาด การมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน อันนี้คือเรื่องที่หน่วยงานต่างประเทศได้ทําไว้ ผมต้องเรียนว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ หลักการสําคัญที่เราจะแก้ไขนะครับ จริง ๆ แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ผ่านการลงมตินะครับ ผ่านไปแล้วด้วยคะแนนถึง ๕๘ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่ามีผู้เห็นด้วย ๕๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะนี้กรรมาธิการวิสามัญกลับแก้หลักการอัน สําคัญยิ่งผ่านไปนะครับ บรรยากาศของสังคมไทยขณะนี้ความโปร่งใสเป็นอันดับที่ ๘๘ ใน ๑๗๔ ประเทศ การมีรัฐประหารอันดับของไทยที่ติดอันดับ ๔ ก็เนื่องจากความยุ่งเหยิงทาง การเมือง การเอารัดเอาเปรียบ ชิงทรัพยากรของธรรมชาติ ล้วนแต่เป็นตัวกระตุ้นที่เกิดขึ้น จากการมีส่วนของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน ผมจึงฝากไปยังท่าน ประธานผ่านไปยังประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการชุดนี้ด้วยความเคารพว่าขอให้ ท่านโปรดพิจารณาแก้ไขและเติมสาระสําคัญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัย ทางด้านเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางควรจะต้องบรรจุไว้ครับ อย่าไปตัดทิ้ง ขอขอบคุณครับท่าน ประธาน
เชิญท่าน ส.ว. สมชาย แสวงการ ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่น ผมคงต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงข้อชี้แจงที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ ยืนยันว่าเวลาท่านไปทําสนธิสัญญาหรือไปทําสัญญา ไปประชุมร่วมกับต่างประเทศแล้ว เสียหายขายหน้า อันนี้ผมกราบเรียนท่านประธานเลยครับว่าไม่เป็นความจริง แม้ในต่างประเทศก็ตาม ก็ใช้รัฐสภาเป็นการทํางานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ กรมการค้า กระทรวงการพาณิชย์ แล้วก็รัฐบาลในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ หลายกรณีครับ ผมยกตัวอย่างกรณีที่สนธิสัญญาหรือร่างต่าง ๆ เข้ามาตามมาตรา ๑๙๐ หลายร้อยเรื่อง เข้ามาสู่สภา ๙๙ เปอร์เซ็นต์ผ่านจากสภาออกไปอย่างไม่มีที่ติ และเราให้ความร่วมมือกัน อย่างดีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ท่านแจ้งความเร่งด่วน อย่างเช่นกรณีไซเตส (CITES) บอกว่าเหลืออีก ๒-๓ วันแล้วจะหมดเวลา แต่ความจริงไปตรวจเอกสารแล้วไปดองไว้ ที่กระทรวงกับที่คณะรัฐมนตรี ๗ เดือน ส่งเข้าสภามาทันทีวันรุ่งขึ้นต้องเอาให้ได้ เราก็ผ่าน ครับท่านประธาน ไม่รวมถึงสิ่งที่เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศเคยบอกพวกเราเอง เสียด้วยซ้ําไปว่าอยากให้ช่วยในเรื่องของการเซ็นเจเทปป้า การเจรจากับไทย ญี่ปุ่น เพราะ ตอนนั้นมีเรื่องปัญหาขยะพิษเข้ามา เราใช้สภาในการดึงเรื่องนี้ไว้ ทําให้เจ้าหน้าที่นั้น ไม่ต้องตกปากรับคําแล้วไปหลงในเรื่องขยะพิษนะครับ ก็เป็นสิ่งที่ได้กราบเรียนเพื่อให้ พี่น้องประชาชนได้ทราบว่าสิ่งเหล่านี้สภายังมีความสําคัญในการช่วย ในการดูแล ในฐานะ ตัวแทนของประชาชนต่อสิ่งที่ฝ่ายบริหารอาจต้องใช้สภาเป็นเครื่องมือเช่นเดียวกันครับ งานวิจัยชัดเจนครับในของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยในประเทศต่าง ๆ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเพียงแค่ของดอกเตอร์เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ที่พูดถึงสหรัฐอเมริกาว่า ในหลักนี้สหรัฐอเมริกาใช้เป็นประจํานะครับ แล้วก็ใช้เสียงของวุฒิสภาในการที่ต้องผ่าน สนธิสัญญาภายใต้คําแนะนําและความเห็นชอบของสภาคองเกรส (Congress) เรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องผิดปกติอะไร เพียงแต่ว่าเมื่อท่านจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ พอแก้แล้วแทนที่จะดีขึ้น ผมกราบเรียนเลยครับว่ามีคําถามที่ถามอยู่ในใจว่ามันจะดีขึ้นจริงหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ หลังจากการทําประชามติแล้วนะครับ บัญญัติให้ทํา กฎหมายลูก จนบัดนี้ผ่านมา ๕ ปี ท่านก็ไม่ทํา อันนี้เป็นคําถามใหญ่ครับ คําถามที่ว่า ท่านเขียนไว้ในนี้ว่าอีก ๑ ปีท่านจะทํา ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทําจริงหรือไม่ ประการหนึ่ง
ประการถัดมาก็คือว่า การไม่ทํากฎหมายลูกแล้วมาอาศัยในการแก้ไข รัฐธรรมนูญเสียให้เกิดช่องว่างช่องโหว่ ให้เกิดความสะดวกสบายง่ายต่อการทํางานของ เจ้าหน้าที่หรือฝ่ายบริหารนั้น เป็นการเอาอํานาจจากสภาไปเสียเกือบทั้งหมดใช่หรือไม่ วันหนึ่งสิ่งที่เคยเยียวยา สิ่งที่เคยสอบถามความคิดเห็นของพี่น้องที่จะได้รับผลกระทบ มันหายไปหมดใช่หรือไม่นะครับ ผมก็มีสิ่งที่ต้องถามคณะกรรมาธิการหลายประเด็น แล้วก็อยากให้ท่านได้ช่วยกรุณาตอบก่อนที่เราจะต้องลงมติอย่างหนึ่งอย่างใดนะครับ มีคําถามที่คาใจมากครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่เราต้องไปดําเนินการ เกี่ยวกับการให้สัตยาบันซึ่งค้างอยู่ ในการที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีไอซีซี (ICC) ซึ่งก่อตั้งขึ้นตามธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยการพิจารณาคดีอันเป็นการกระทําความผิดร้ายแรง ๔ ฐานความผิด ได้แก่ อาชญากรรมอันเป็นการทําลายล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรม ต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมอันเป็นการรุกราน ซึ่งประเทศไทยนั้น เคยได้ไปลงนามไว้เมื่อปี ๒๕๔๒ เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม แต่ผมกราบเรียนว่ายังไม่ได้ให้ สัตยาบันในที่ประชุมรัฐสภา แล้วก็มีการไปร้องเรียนต่อไอซีซี ซึ่งผมกับคณะกรรมาธิการการ ต่างประเทศได้เดินทางไปพบท่านประธานศาลไอซีซี ศาลอาญาระหว่างประเทศนะครับ ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ก็ได้พูดคุยและประชุมกันเรื่องนี้ ได้สอบถามความคิดเห็นมากมาย มีกลุ่มผู้ไปร้องเรียนไม่ว่าจะเป็นการร้องเรียนท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ คน อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ กรณีเหตุจับกุมทารุณกรรมที่ตากใบและก็ที่กรือเซะ เหตุการณ์ สลายการชุมนุมของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาครับว่าเราจะให้การ รับรองสัตยาบันแล้ว เมื่อท่านแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ไปสิ่งเหล่านี้ยังต้องเข้าสภาอีก หรือไม่ เป็นคําถามใหญ่ครับ เพราะอะไรครับ เพราะถ้าเราปล่อยให้เรื่องนี้เดินหน้าต่อไป โดยไม่ต้องผ่านสภา ความกังวลในเรื่องสําคัญอย่างยิ่งครับ ซึ่งหน่วยงานที่พิจารณาในขณะนี้ กรรมาธิการได้เชิญมาชี้แจงต่อที่ประชุมกรรมาธิการการต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศก็ดี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สํานักงาน อัยการสูงสุด สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ต่างมีความกังวลใจแบบเดียวกันครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าเมื่อเราให้สัตยาบันไอซีซี (ICC) หรือถ้ารัฐบาล ไปดําเนินการแล้วนี่นะครับ ปัญหาที่ตามมาก็คือว่ามันมีกฎหมายว่า เขาจะต้องเข้ามา ดําเนินการ เอาละ ถ้าไอซีซีบอกว่าส่งอัยการมาในชั้นที่สอบสวน ไม่มีผลผูกพันใด ๆ ก็ตาม สอบสวนเบื้องต้น เพราะมีคนไปร้องเรียน แต่ประเทศไทยมีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ความหมายนี้ไม่ได้แยกออกจาก พระมหากษัตริย์ของเรา และเขาไม่แยกว่า ประมุขนั้นจะสั่งการหรือไม่สั่งการก็ตาม แต่จะต้องมีการดําเนินการสอบสวน ประการที่ ๒ ครับ พระเจ้าอยู่หัวเราเป็นจอมทัพไทย อันนี้ละครับก็จะมีคน บุคคลที่เป็นนอมินี (Nominee) ก็ตาม หรือเป็นบุคคลที่ อยู่ในต่างประเทศก็ตาม หรือจ้างบริษัทต่างประเทศก็ตามไปดําเนินการฟ้องร้อง สิ่งเหล่านี้ที่ ตามมาคือปัญหาใหญ่ว่าจะเป็นการจาบจ้วงล่วงละเมิด และพวกเราคงยอมไม่ได้ คําถามนี้ อยากฝากไปยังกรรมาธิการครับ เพราะว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ว่าเมื่อท่านแก้ไขร่าง มาตรา ๑๙๐ ตรงนี้ไปแล้วนี่ สิ่งที่ผมทักท้วงเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศ ไอซีซีนี้ ยังจะต้องเข้ามาอีกหรือไม่ หรือท่านดําเนินการไปได้เลย และก็จะเป็นปัญหา เพราะจะต้องมี การแก้กฎหมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๘ ที่เกี่ยวข้องกับองค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะ ละเมิดมิได้ มาตรา ๑๐ พระมหากษัตริย์ทรงดํารงตําแหน่งจอมทัพไทย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ อยากฝากกรรมาธิการให้ช่วย ได้ตอบด้วยนะครับ และก็ให้คลายความกังวลด้วยนะครับ
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ สิ่งที่กรรมาธิการไปแก้ไขและเกินอย่างที่ท่าน สมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้ว ก็คือการที่ระบุว่าหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณา เขต หรือเขต พืนที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตาม หนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ คือถ้าความแค่นี้พอ แต่ท่านไปเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง ครับ สิ่งเหล่านี้พอโดยชัดแจ้งแล้วมีปัญหามากมายครับท่านประธาน เรามีปัญหา เรื่องอาณาเขตรอบประเทศเลยครับ เรามีปัญหาบ้านร่มเกล้า เรามีปัญหา ๓ หมู่บ้าน ระหว่างไทยกับลาวที่ไม่มีความชัดแจ้ง จนบัดนี้ก็ไม่มีความชัดแจ้ง เรามีปัญหาระหว่างไทยกับพม่า ไม่ว่าจะเป็นเนิน ๔๙๑ ที่ชุมพร หรือบริเวณร่องน้ํา เราก็ยังมีปัญหาไม่ชัดแจ้งครับ กัมพูชา ยิ่งแล้วใหญ่ท่านประธานครับ ปัญหาของปราสาทพระวิหารและปราสาทหลาย ๆ ปราสาท ริมชายแดนทั้งหมด ลงมาตั้งแต่ด้านบนลงมาถึงจังหวัดตราด มีหมดเลยครับ รวมถึงปัญหาที่ เกิดจากทางทะเล เซ็นเอ็มโอยู ๒๕๔๔ ซึ่งทําให้พื้นที่ของเรา ๒๖๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ถูกอยู่ในสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้องให้มีการเจรจาแบ่งปัน ท่านประธานครับ ในนั้นมีอะไรครับ มีข้อสรุปชัดเจนครับ ว่ามีการสํารวจพบทรัพยากรก๊าซธรรมชาติจํานวนมาก สิ่งเหล่านี้เป็น ปัญหาครับว่า ถ้าเราไม่ต้องเอาเข้าที่ประชุมรัฐสภา เรามอบอํานาจจากสภาไปให้ฝ่ายบริหาร ดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเสียแล้ว ผมไม่เอาหรอกครับว่าจะไปพูดถึงว่าจะมีบุคคลอื่นคนใด ได้ประโยชน์สัมปทานหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่รัฐบาลไปตัดสินใจ และเกิดความผิดพลาด ในเรื่องของการตกลงกับประเทศอย่างกัมพูชา โดยเฉพาะตามเอ็มโอยูที่ว่านี่ ใครจะรับผิดชอบครับ สิ่งที่จะเกิดปัญหาขึ้นก็คือประเทศชาติเสียหาย เรามีพื้นที่ ๒๖๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร อยู่ในทางทะเลอยู่แล้ว มีทรัพยากรอยู่แล้ว ๙๙ เปอร์เซ็นต์เป็นของประเทศไทยอยู่แล้ว อยู่ ๆ ก็มีการเคลม (Claim) ในอาณาเขตทางทะเล แล้วขีดเส้นใหม่ ขีดเส้นทับเกาะกูดไปด้วย เส้นเหล่านี้เป็นปัญหาในเรื่องของการแบ่งปันทรัพยากร ซึ่งผมเรียนว่าเป็นปัญหาที่สภาต้อง ร่วมรับผิดชอบครับ ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐบาลดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามใจชอบ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ เพราะว่าด้วยความเป็นห่วงว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว ความรับผิดชอบ คําว่า โดยแจ้งชัดนี่ มันมีความหมายเยอะแยะมากมาย ถ้าท่านปล่อย อํานาจตรงนี้ไปว่า ถ้าต้องโดยแจ้งชัดเท่านั้นจึงจะเอาเข้าสภา ถ้าไม่ใช่ ไม่ต้องปัญหาตรงนี้ มันบานปลายแน่นอนครับ แล้วโดยเฉพาะการตัดสินของศาลโลกซึ่งกําลังจะเกิดขึ้นในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ตามที่เพื่อน สมาชิกได้กล่าวมาแล้วนั้นเราไม่อยากให้ผู้หนึ่งผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการของกระทรวงการ ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการทหารที่ต้องมีหน้าที่ปกปักรักษาแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะเป็น คณะรัฐมนตรี รวมถึงนายกรัฐมนตรีถูกกล่าวหา ถูกพาดพิงว่าเราทําให้เสียดินแดนหรือเรา เป็นคนขายชาติ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่งครับว่าถ้ากรรมาธิการนั้น รับฟังด้วยเหตุด้วยผลจากเพื่อนสมาชิกมาตลอด ๒ วันแล้ว ท่านควรได้แล้วครับ ควรตัดคํานี้ ออกไปครับ ให้เหลือแต่ความชัดเจนครับ ตัดคําว่า โดยชัดแจ้ง ออกไปอย่าให้เกิด ความคลุมเครือขึ้นอีกให้อนาคต มิฉะนั้นแล้วท่านประธานครับเราจะรับไม่ไหว ในอนาคต กรณีนี้เกิดขึ้นได้ไม่ยาก แล้วก็เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ มันเป็นการ ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดการตีความขึ้นในอนาคต ถ้าท่านกรรมาธิการไม่ดื้อดึง แล้วผมคิดว่าท่านฟังสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่เห็นพ้องไปในทางเดียวกันว่าเห็นควรให้ตัดถ้อย ความตรงนี้ออกไป ถ้าตัดแล้วผมเชื่อว่าสมาชิกก็จะให้ความเห็นชอบได้ด้วยความสบายใจ ผมไม่กังวลครับ แล้วก็ยังไม่เห็นช่องทางว่าท่านสมาชิกจะนําคดีนี้ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้หรือไม่อย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญเองท่านปิดช่องไว้แล้วตามมาตรา ๑๕๔ แต่อาจจะมี สมาชิกครับบอกว่ายังไปตามมาตรา ๖๘ ได้ ผมเองไม่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้ แตกต่างจากมาตรา ๖๘ แล้วก็แก้ไขที่มาของ ส.ว. แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ใหญ่เกินกว่า ท่านกรรมาธิการและสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้จะรับไหว แล้วผมเองก็อยากให้พี่น้องประชาชนว่า ถ้าเรามีเสียงข้างมากในสภาแล้วเราเดินหน้าแก้ไขออกไปอย่างนี้โดยความไม่รับผิดชอบ ของเรา แล้วมีการเสียหายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาณาเขต เรื่องของปัญหาการไป สมยอมทางด้านเศรษฐกิจ เรื่องสัมปทาน หรืออะไรในอนาคต ซึ่งพิสูจน์ไม่ยากครับ วันหนึ่ง พี่น้องประชาชนก็จะลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล แล้วก็จะลุกขึ้นมาชี้หน้าตราหน้าสมาชิกรัฐสภา ว่าพวกเราเป็นคนขายชาติ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าในอดีตที่ผ่านมานั้น ฮิตเลอร์ (Hitler) เคยใช้วิธีแบบเดียวกัน ใช้รัฐสภาโดยเสียงข้างมากแก้ไขรัฐธรรมนูญ โอนอํานาจจากสภาให้ไปเป็นอํานาจของฮิตเลอร์ แล้วเปลี่ยนสถานะตัวเองเป็นท่านผู้นํา วันนั้นเกิดอะไรขึ้นครับท่านประธานครับ โอนอํานาจจากสภานิติบัญญัติทั้งหมดไปอยู่ ท่านผู้นํา ประเทศเข้าสู่สงครามโลก จากนั้นเยอรมันได้รับบทเรียนแล้วก็เป็นความเจ็บปวด ของชาวโลกทั้งสิ้น แบบเดียวกันครับผมคิดว่าเราต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อันใกล้ และมันส่งผลกระทบมากมายครับ ท่านประธานครับ อยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ครั้งนี้ของท่านเป็นการแก้ครั้งที่ ๒ แล้ว สามารถแก้ไขครับ แต่แก้แล้วต้องให้ รอบคอบ แก้แล้วท่านกรรมาธิการฟังพวกเราเถอะครับ เราก็รักชาติ ผมก็เชื่อว่า ท่านกรรมาธิการ ท่านประธานก็รักชาติเหมือนกัน เราไม่อยากถูกกล่าวหาในอนาคต อยากทําแล้วทําให้ดีที่สุดก็ขออนุญาตฝากไว้นะครับ แล้วถ้าเผื่อท่านกรรมาธิการช่วยกรุณา รับฟังเสียงพวกเราแล้วก็ดําเนินการแก้ไขก็จะขอบพระคุณ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ มาตรา ๑๙๐ มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง จริง ๆ แล้วก็ มีการแก้ไขมาแล้วตั้งแต่สมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาหนหนึ่ง ซึ่งความจริง แล้วก็เป็นการแก้ไขที่ลงตัวที่สุดที่ผมคิดว่ามันเดินได้ ความจริงแล้วมาตรา ๑๙๐ นั้น ไม่ได้มีปัญหาเลยครับในเรื่องของสาระสําคัญถ้าเรามีความเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ลึกซึ้ง ผมขออธิบายง่าย ๆ ครับ หนังสือสัญญาที่จะมีการทําขึ้นระหว่างประเทศจะต้องเข้า มาตรา ๑๙๐ แต่ฟังหลายคนแล้วแล้วก็ความเข้าใจก็อาจจะคลาดเคลื่อนนะครับ หนังสือ สัญญาใดตามมาตรา ๑๙๐ คู่กรณีนั้นเขาล็อค (Lock) เอาไว้ว่าจะต้องเป็นคู่กรณีระหว่างรัฐกับรัฐ หรือรัฐกับองค์กรระหว่างประเทศเท่านั้น ถ้ารัฐไปทํากับเอกชนก็ไม่เข้ามาตรา ๑๙๐ ครับ เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๙๐ เป็นเรื่องรัฐกับรัฐ หรือรัฐกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ประเทศไทย กับประเทศจีน ประเทศไทยกับยูเอ็น (UN) ประเทศไทยกับเวิลด์แบงก์ (World Bank) แบบนี้เป็นต้น และสาระสําคัญของมันอีกจากนั้นครับ กฎหมายที่ต้องใช้นอกจากตัวคนแล้ว ที่เป็น ๒ บุคคลที่ผมบอก กฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมายระหว่างประเทศด้วย ถ้าเป็นกฎหมาย เลือกใช้ของประเทศใดประเทศหนึ่ง แบบนี้ก็ไม่เข้ามาตรา ๑๙๐ อีก เพราะคําว่า หนังสือ สัญญาใดตามมาตรา ๑๙๐ นั้นถูกตีความชัดเจนตามสนธิสัญญากรุงเวียนนาครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราดูตามมาลึก ๆ มาตรานี้มีจะไม่มีปัญหาเลย เช่น ยกตัวอย่าง การกู้เงิน รัฐบาลของท่านประธานอยากจะกู้เงินจํานวนมากครับ ถามว่า การกู้เงินนี้ตามมาตรา ๑๙๐ เดิมต้องเข้าหรือเปล่า ผมจะบอกให้ครับว่าไม่แน่ ถ้าเป็น การกู้ยืมเงินระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน แล้วตกลงกันว่าสัญญาที่ใช้จะเป็นไปตาม กฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศจีน แบบนี้ก็ไม่เข้ามาตรา ๑๙๐ ครับ ต่อให้กู้แค่ไหน กระทบกระเทือนความมั่นคงขนาดไหนก็ไม่เข้ามาตรา ๑๙๐ ครับ เพราะ ไปใช้กฎหมายการกู้ยืมเงินของประเทศจีน แต่ถ้าเป็นการกู้ยืมเงินกับเวิลด์แบงด์ (World Bank) แบบนี้เข้าครับ เพราะเวลาสัญญาถ้าจะไปใช้จะไปใช้ภายใต้ข้อบังคับของเวิลด์แบงก์ กฎหมายต้องเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ แบบนี้ละถึงเข้า กู้มากกู้น้อยก็เข้า มาตรา ๑๙๐ ผมยกตัวอย่างแบบนี้เพื่อให้มีความชัดเจนครับ หลายคนมีความกังวลใจว่า แล้วถ้าไปทําธุรกรรมกับบริษัทเอกชนในต่างประเทศและเป็นหนี้เป็นสินมากมายละ ต้องเข้า มาตรา ๑๙๐ หรือเปล่า ก็ไม่ต้องเข้าอีกครับ เพราะว่าถ้าเกิดว่าไปทํากับเอกชน ไม่ได้เป็น คู่กรณีระหว่างรัฐกับรัฐ หรือรัฐกับองค์กรระหว่างประเทศและใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ก็ไม่ต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ ความจริงมันไม่มีปัญหาเลย เพราะในสมัยท่านอภิสิทธิ์เองท่านก็ บอกไว้แล้วว่าให้ไปออกกฎหมาย กําหนดประเภทว่าประเภทใด กรอบหน้าตาแบบไหน ปัญหาคือข้าราชการประจําไม่ได้ไปออกกฎหมายนั้นครับ ก็ใช้วิธีการมาบอกท่านแบบที่ เรียกว่าปะติดปะต่อกันไม่รู้เรื่องนี่ละ สุดท้ายแล้วก็นํามาสู่การแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ในวันนี้อีก ครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ของเก่าไม่มีปัญหาครับ เราไม่เข้าใจมันต่างหากครับ เป็นเพราะท่านละเว้นมา ๒ ปีเศษที่ผ่านมาที่จะออกกฎหมายในการกําหนดกรอบว่าสัญญาประเภทใดบ้างจะเข้า
ท่านประธานครับ การก่อหนี้ยืมสิน อย่ากังวลมากนะครับเพราะว่า ทุกอย่างนั้นมันอยู่ในกรอบกฎหมายทั้งสิ้น เช่น เราขาดดุลงบประมาณคือมีรายจ่ายมากกว่า รายรับจํานวนมากก็ต้องกู้ และทําไมอํานาจจากไหนมาจากการกู้ครับ ก็มาจาก พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ แล้วถ้าเกิดวิธีการงบประมาณเขาบอกกู้ไปชดเชยการขาดดุลต้องเป็น การกู้ระหว่างประเทศ ก็ไม่เป็นไรครับ สํานักบริหารหนี้สาธารณะก็กู้ได้อยู่แล้ว ไม่ต้องมาเข้า มาตรา ๑๙๐ หรือถ้าท่านประธานอยากจะไปทําโครงการที่เคยอนุมัติกันไปแล้ว อย่างอีสท์ เวสท์คอร์ริดอร์ (East West Corridor) ที่เป็นมติ ครม. ทําช่วงหล่มสัก-พิษณุโลก แบบนี้ ครม. ก็อนุมัติ ไปยืมเงินต่างประเทศก็ไม่ต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ อีกครับ แล้วก็ไม่ต้องไปกังวล ว่าเงินกู้กรอบจะเยอะเพราะอะไร เพราะว่ามันเป็นไปตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะว่าถ้าจะยืม เงินต่างประเทศต้องอยู่กรอบว่าไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่าย ทุกอย่างมี กฎหมายควบคุมไว้หมด จริง ๆ มาตรา ๑๙๐ มันเดินไปอย่างสบาย ๆ เลยครับ แต่พอท่าน มาแก้วันนี้มันเจอปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งผมจะนําเรียนต่อไปนี้ และผมนําเรียนท่านประธาน กรรมาธิการกรุณามานั่งฟังด้วยนะครับ เพราะผมจะเสนอแก้จริง ๆ และขอท่านช่วย จริง ๆ ครับ
สาระสําคัญนะครับ หนังสือสัญญากรอบมีอยู่ ๔ เรื่องหลัก ๑. หนังสือสัญญา ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ๒. หนังสือสัญญาที่เป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ นอกอาณาเขต ๓. หนังสือสัญญาที่เวลาทําไปแล้วจะต้องมีการออกพระราชบัญญัติตามหลัง มาอีกทีหนึ่ง และ ๔. อันที่ ๔ นี่ละคืออันที่ท่านไปเปลี่ยน ๔. ของเก่าเขาบอกว่าอะไรที่ กระทบความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมอย่างกว้างขวาง หรือผูกพันด้านการค้า การลงทุน งบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ท่านเอาอันนี้ออกหมด และท่านก็เปลี่ยนข้อ ๔ นี้ละ เป็นเรื่องเดียวคือเรื่องการค้าเสรี คือเอฟทีเอ เพราะฉะนั้นกรอบแคบลงครับ เลยนํามาสู่ ข้อเสนออันที่ ๑ ของผม กรุณาฟังให้ดีครับ หนังสือสัญญาที่ไปตกลงไว้แล้วจะต้องออกเป็น พระราชบัญญัติ ผมขอเปลี่ยนอย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านอาจารย์พีรพันธุ์นั่งอยู่ข้างบนบัลลังก์ ครับฟังให้ดีนะครับ เอาว่าถ้าหนังสือสัญญานั้นส่งผลที่จะต้องให้มีการออกกฎหมายครับ พอแล้ว ไม่ต้องถึงขนาดเป็นศักดิ์เป็นพระราชบัญญัติครับ เอาเป็นว่าเปลี่ยนคําว่า พระราชบัญญัติ เป็นคําว่า กฎหมาย ก็พอ ถ้าหนังสือนั้น สัญญานั้นเซ็นระหว่างประเทศแล้ว ส่งผลให้ต้องมีการแก้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายลําดับใดก็แล้วแต่ ขอเปลี่ยนคําว่า พระราชบัญญัติ เป็นคําว่า กฎหมาย ครับ เหตุผลดังต่อไปนี้ เราทราบกันดี ว่าพระราชกําหนดเป็นอํานาจของ ครม. ของท่านในการออกได้ มีศักดิ์เท่ากับพระราชบัญญัติ เป๊ะ เพียงแต่ต้องมีความจําเป็นเร่งด่วน ถ้าวันหนึ่งท่านอ้างความจําเป็นทางการทูตท่าน ก็สามารถออกกฎหมายแบบนี้ได้โดยไม่ต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ กฎหมายมีหลายระดับนะครับ ตั้งแต่พระราชบัญญัติ พระราชกําหนด หรือถ้าด้อยลงไปกว่านั้นก็พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ประเทศไทยมีหลายครั้งครับพวกเราออกกฎหมายในสภากัน จําได้ไหมครับเวลาถ้าเป็นกฎหมายเรื่องเกี่ยวกับภาษีอากรต่าง ๆ เรามักจะอนุมัติเพดาน เอาไว้ บางทีอนุมัติเพดานไว้ ๑๐ ร้อยละ ๑๐พอเอาเข้าจริงประกาศใช้สัก ๒ ๓ ๔ ๕ ไล่ไป เรื่อย ๆ ผมถึงกราบเรียนท่านกรรมาธิการท่านประธานกรรมาธิการ ท่าน ส.ว. ครับ ถ้าแก้ คําว่า พระราชบัญญัติ เหลือคําว่า กฎหมาย มันจะดีกว่าครับ เพราะท่านไปตัดกรอบไว้แล้ว ว่าของเดิมถ้าไปกระทบงบประมาณ เศรษฐกิจ สังคมอย่างกว้างขวาง วันนี้ท่านตัดเหลือแค่ เอฟทีเอ (FTA) เรื่องเดียว เพราะฉะนั้นผมขอบ้างได้ไหมครับ จากที่ว่าเซ็นหนังสือไปแล้ว จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้นถึงเข้าสภา ขอเป็นคําว่า กฎหมาย แทน เพราะแค่มี การเปลี่ยนกฎกระทรวง ประกาศกระทรวง แค่นี้ก็ขอให้เข้าสภาเถอะ เพราะมันเปิดเผย มันโปร่งใสกว่า ชัดเจนนะครับ ข้อเสนอประการแรกของกระผมผ่านไปครับ
ประการที่ ๒ ที่ท่านแก้แล้วมันน่าเกลียดที่สุด ตอนแรกว่าจะไม่ขึ้นอภิปราย ครับ มาอ่านดูอีกครั้งตกใจเลยครับ เอาเฉพาะที่ต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ นะ เอาเฉพาะเรื่อง สําคัญ ๆ นะที่จะต้องมาผ่านสภา ปกติเขาต้องขออะไรบ้าง เช่น มาตรา ๑๙๐ เดิมเขาบอกว่า จะต้องไปรับฟังความเห็นของประชาชน เรื่องที่ ๑ ๒. เวลาจะขอแล้วไปเจรจากับใครเขา ระหว่างประเทศต้องเสนอกรอบก่อนหมายถึงว่ากรอบนี้จะคุยกันแค่ไหนอย่างไรมาผ่านสภาก่อน และสุดท้ายเวลาจะไปลงนามในหนังสือ ก่อนเซ็นเอาหนังสือมาเข้าสภาก่อน เรื่องเหลือเชื่อ กรรมาธิการชุดนี้ไปตัดข้อที่เขียนว่าต้องไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต้องไปเสนอ กรอบ ไปตัดคําว่าต้องไปส่งหนังสือเข้ามาส่งที่สภา แล้วก็มาเขียนทิ้งท้ายครับ เขียนทิ้งท้าย แบบตลกมากเลยก็คือว่าจะให้ไปออกกฎหมายลูก ท่านประธานครับ นั่นแปลว่าอะไรครับ ท่านผู้มีเกียรติที่นี่ฟังให้ดีนะครับ แปลว่าถ้ามีหนังสือสัญญาใดที่จะต้องเข้าตามมาตรา ๑๙๐ จากนี้เป็นต้นไปไม่ต้องเสนอกรอบ เอาที่เข้านะครับ เช่น จะไปเซ็นเอฟทีเอ (FTA) กับ ประเทศ เอาสักประเทศ เอาถ้าไปเซ็นเอฟทีเอไทย-ยุโรป เมื่อก่อนทําอย่างไร ต้องรับฟัง ความคิดเห็น ต้องเสนอกรอบมาตราเรื่องนี้ก็บอกเหมือนกันครับ แต่ท่านครับ ท่านไปขีดทิ้ง ในวรรคสามและวรรคสี่ของมาตรา ๑๙๐ เดิม เอากลับมาให้หมดครับ การที่ท่านไปขีดทิ้ง วรรคสามและวรรคสี่ มันส่งผลอะไร มันส่งผลก็คือว่าตราบใดที่กฎหมายลูกของท่านยังไม่ ออก ตราบใดที่กฎหมายลูกของท่านยังไม่ออก วันนี้ท่านไปเซ็นหนังสือสัญญาได้หมดทุกอย่าง เลยครับ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องเข้าสภาตามมาตรา ๑๙๐ ท่าน ส.ว. ท่าน ส.ส. ครับ พลิกไป ดูให้ดีครับ พลิกไปดูให้ดีครับมันมีบทเรียนมาแล้วนี่ครับ องค์กรตามรัฐธรรมนูญบางองค์กร ยังไม่ได้ร่างกฎหมายวิธีการพิจารณาเลย แต่ทําไมองค์กรรัฐธรรมนูญองค์กรอันนั้นสามารถที่ จะตัดสินคดีได้ละครับ กฎหมายวิธีพิจารณายังไม่มีเลย ก็เพราะว่าเขาไม่ได้บอกจําเป็นว่าต้อง มีอย่างไร เพราะฉะนั้นแปลว่าอะไรจากนี้ ข้อบังคับที่ท่านใส่ลงมานี่ครับ สุดท้ายเลยครับ ที่ท่านบอกว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดและ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญาตามวรรคสอง และในกรณีที่เป็น หนังสือสัญญาที่มีบทเป็นการเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน กฎหมายดังกล่าวต้องมี บทบัญญัติเกี่ยวกับการเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา อย่างนี้ ถ้าไม่เขียนกฎหมายนี้ เป็นอะไรครับ ท่านก็อนุมัติได้เลยครับ เพราะมันไม่มีบทบัญญัติบอกว่าต้องทําก่อนเหมือนในวรรคสามและวรรคสี่ของเดิม ทีนี้พอมา ดูในมาตรา ๔ ผมพูดรวดเลยนะครับ พอมาดูในมาตรา ๔ ท่านแก้เพิ่มเติมมาอันนี้หนักเข้าไป อีกครับ ท่านบอกว่าอย่างนี้ครับ คือจัดการให้มีกฎหมายลูก คือกฎหมายลูกคือรับฟัง ความคิดเห็น เสนอกรอบ เสนอหนังสือสัญญาเข้ามาในสภาให้ทําให้เสร็จภายใน ๑ ปี ทีนี้ในระหว่าง ๑ ปีที่ยังไม่ทําเสร็จท่านก็บอกอย่างนี้ครับ ท่านบอกว่าพูดง่าย ๆ คือว่า ให้ทําเหมือนปัจจุบันที่เคยทําอยู่ ก็คือให้มาเสนอกรอบ ให้รับฟังความคิดเห็นเดิมจากที่เคย ทําอยู่ แต่ประโยคที่น่าเกลียดที่สุดขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้ง ทั้งนี้ตามความเหมาะสม อยู่ในมาตรา ๔ บรรทัดสุดท้าย อะไรคือความเหมาะสมครับ นี่เป็นประเด็นสาระสําคัญ ของเรื่องครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตครับ นิดเดียวครับ ถ้าวันนี้ท่านออกกฎหมาย ฉบับนี้ออกไป มาตรา ๓ หน้าตาแบบนี้เป๊ะเลยครับ ระหว่างเวลานี้ ระหว่างเวลา ๑ ปีหรือต่อ จากนี้เป็นต้นไป ถ้ากฎหมายฉบับลูกนี้ไม่มีทางออกเลยนะครับ เช่นรัฐบาลทําช้า มียุบสภา หรือมีอะไรก็แล้วแต่ กฎหมายลูกไม่มีทางเกิด มาตรา ๑๙๐ จากนี้ไปจําเป็นต้องเข้าสภาอีกไหม ไม่จําเป็นแล้วครับ เพราะมาตรา ๔ ที่เป็นมาตราต่อไปจากนี้ท่านทิ้งท้ายว่าเวลา เสนอกรอบ ทํารับฟังความคิดเห็นก็ดี การส่งหนังสือเข้ามาในสภาอีกครั้ง ทั้งนี้ตามความ เหมาะสม ความเหมาะสมของใครครับ ความเหมาะสมของใครครับ ท่านประธาน กรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการตอบผมครับ ความเหมาะสมของใครครับ อันนี้ละครับ หนักที่สุด แม้แต่สิ่งที่เข้าตามเงื่อนไขของมาตรา ๑๙๐ จากนี้เป็นต้นไปก็ไม่ต้องเสนอกรอบ จากนี้เป็นต้นไปไม่ต้องรับฟังความคิดเห็น จากนี้เป็นต้นไปไม่ต้องนําหนังสือเข้ามาอีกแล้ว เพราะมาตรา ๔ ท่านทําการแก้ไขไว้ในวรรคท้ายระบุข้อความแบบเมื่อสักครู่ เพราะฉะนั้น ข้อเสนอของผมก็คือว่า กรุณานําเอาวรรคสามและวรรคสี่ของมาตรา ๑๙๐ เดิมกลับมาครับ แล้วเขียนไปเลยแบบที่ของเดิมมันเขียนอยู่ว่า ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต้อง เสนอกรอบต่อสภา ต้องนําหนังสือก่อนจะเซ็นเข้าสู่สภาในกรณีถ้าเข้ากรอบมาตรา ๑๙๐ นี่ คือเรื่องที่ผมเสนอครับ ผมอยากให้ท่านตอบผมก่อน เพราะเป็นสาระสําคัญของเรื่อง ไม่อย่างนั้นวันนี้เรากําลังจะทําให้มาตรา ๑๙๐ แท้ง เพื่อนสมาชิกพยายามจะบอกมาว่าทําไม ไม่เอาเรื่องทรัพยากรธรรมชาติเข้าไปด้วยละ ทําไมไม่เอาเรื่องเงินกู้เข้าไปด้วยละ อันนั้นอีก เรื่องต่างหากครับ แต่เฉพาะเรื่องที่มันเข้ามาตรา ๑๙๐ เต็ม ๆ วันนี้ก็ไม่ต้องเข้าสภา อีกแล้วครับ เพราะท่านร่างกฎหมายแบบนี้ แล้วสุดท้ายก็จะไม่ได้ดําเนินการมีกฎหมายลูกกัน ผมก็เสนอให้เป็นประจักษ์แล้วนะครับ ฉะนั้น ๒ เรื่องวันนี้ที่ขอเสนอแบบชัด ๆ เรื่องแรก คําว่ากฎหมายที่เวลาไปเซ็นหนังสือแล้วจะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ขอเปลี่ยนคําว่า พระราชบัญญัติ เป็นคําว่า กฎหมาย ได้ไหม เพราะจะได้ชัดเจนกว่า เนื่องจากท่านไปสโคป (Scope Down) คือไปทําให้มันแคบลง จํากัดเฉพาะเรื่องเอฟทีเอ (FTA) ไปแล้ว ได้ไหมครับ ๒. วรรคสาม วรรคสี่ ของมาตรา ๑๙๐ เดิม ที่เขากําหนดว่าต้องเสนอกรอบ ต้องเสนอรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน และต้องนําหนังสือสัญญาเข้ามา เฉพาะกรณีที่ต้องมาตรา ๑๙๐ ช่วยกรุณานํากลับวรรคสาม วรรคสี่ กลับเข้ามา มิฉะนั้นเราจะไม่มีสภาพบังคับตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ที่ท่านกรรมาธิการกําลังแก้ไขอยู่ กระผมมีข้อเสนอ ๒ ประการ และอยากให้ตอบจริง ๆ ครับ
ท่านประธานครับ เรื่องสุดท้ายสั้น ๆ เพียงครึ่งนาทีครับ ตอบชัด ๆ เพราะว่า ได้ยินไม่ชัดเลยครับ เรื่องระหว่างไทย-กัมพูชา ผมยืนยันว่าเราได้มีการแบ่งปันเขตแดนทาง ทะเลเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้ากัมพูชามีปัญหากับเราในเรื่องของทางทะเล แล้วสุดท้ายเขาจะขุด แก๊ส ขุดน้ํามันกันขึ้นมา ถ้ารัฐบาลนี้ไปทําข้อตกลงโดยที่ว่าข้อพิพาทยังมีอยู่ จะขอขุดแก๊ส ขุดน้ํามันขึ้นมาก่อนแล้วแบ่งกําไรกับกัมพูชาในอัตราส่วนเท่าไรก็แล้วแต่ ในความเห็นผมนะ ท่านประธานเข้ามาตรา ๑๙๐ ที่หลายคนกังวลใจนี้เข้ามาตรา ๑๙๐ และหลายคนในทีนี้ ก็อภิปรายว่าท่านแก้มาตรา ๑๙๐ เพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นนี้ ตอบชัด ๆ บันทึกในสภาว่ามันเข้า มาตรา ๑๙๐ ยืนขึ้นแบบลูกผู้ชายตอบว่ามันเข้ามาตรา ๑๙๐ แล้วมันจะเป็นบรรทัดฐานว่า รัฐบาลไหนมาก็แล้วแต่จะตกลงข้อตกลงนี้ไม่ได้ ผมฟังมาหลายวันครับ เขาท้าท่านหลายครั้ง เรื่องนี้ ท่านยังไม่กล้ายืนตอบเลย อย่าไปพาดพิงถึงคคลภายนอกเลยครับ เอาว่าเรื่องลงทุน แก๊สเขมรเข้าไหม มาตรา ๑๙๐ ตอบชัด ๆ แบบลูกผู้ชาย ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา กระผมเข้าใจว่าตามรายชื่อที่ส่งไปจะมี ท่าน ส.ว. แล้วก็มีท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ ครับ
เห็นทางเลขาธิการมาแจ้ง ผมว่าท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรขออภิปรายต่อจากท่านอรรถวิชช์ แจ้งผม อย่างนั้นครับ ไม่เป็นไรครับ ส.ว. เหลืออยู่ท่านเดียวเท่านั้น แล้วอย่างนี้ครับ มีต่อจากนี่ก็เป็น ท่าน ส.ว. จิตต์ แล้วก็มีท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ และท่านบุญเลิศ ไพรินทร์
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภาครับ มาตรา ๑๙๐ มีการไปแก้ไข ถ้อยคําในมาตรา ๓ นะครับ แล้วก็จริง ๆ ก็นําไปสู่การแก้ไขในมาตรา ๔ ด้วย ซึ่งตั้งแต่ในชั้น รับหลักการกระผมได้เคยอภิปรายในที่นี้ว่าเข้าใจเหตุผลของการนําเสนอในการแก้ไขในเรื่องนี้ ค่อนข้างยาก สิ่งที่กระผมได้เคยกราบเรียนไว้แล้วก็ยังเป็นที่มาของการเสนอการแปรญัตติ ของกระผมในมาตรา ๓ ก็คือว่าในยุคสมัยปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าการดําเนินงานทางด้าน การต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติหรือพลังงานก็ตาม ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนในประเทศมากขึ้นทั้งสิ้น ในอดีตหลายคน ก็มีความรู้สึกว่าเรื่องการต่างประเทศเป็นเรื่องค่อนข้างไกลตัว เกี่ยวข้องกับคนไม่มาก แล้วก็ มีคนรู้เรื่องเหล่านี้ก็จํากัด ก็อาจจะมีแนวความคิดว่าเป็นเรื่องซึ่งฝ่ายบริหารก็จะมีอํานาจ ไปทํา ยกเว้นแน่นอนเรื่องที่มองว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เช่น ประกาศสงคราม เช่น การที่จะไปทําข้อตกลงและมีผลกระทบต่อเขตแดนและอํานาจอธิปไตย แต่ว่ายุคนี้การไป ตกลงกับต่างประเทศ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องทรัพยากร เรื่องพลังงาน อาจจะกล่าวได้ว่า ส่งผลกระทบรุนแรงไม่แพ้กัน ท่านประธานก็เคยได้ยิน ผมเชื่อว่ารัฐบาลก็ทราบ กรรมาธิการ ก็ทราบว่าหลายครั้งเราก็พูดเสมอว่ายุคนี้ไม่ได้รบกัน ไม่ได้ทําสงครามกันด้วยกําลังแล้ว ทําด้วยเรื่องเศรษฐกิจบ้าง ทําด้วยเรื่องข้อมูลข่าวสารบ้าง หรือทําในเรื่องของการที่จะเป็น ผู้ครอบครองหรือใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน ซึ่งทุกคนทราบดีว่านับวันเป็นสิ่งที่มี ความขาดแคลนและมีค่าสูงมากยิ่งขึ้นเพราะจํานวนคน จํานวนประชากรของโลกเพิ่มขึ้น ตลอดเวลาในขณะที่ทรัพยากรบางประเภทมีอยู่จํากัด ฉะนั้นหลังจากที่เราเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ท่านประธานจะสังเกตว่าฝ่ายนิติบัญญัติทั่วโลกเขาจึงเรียกร้องว่าเขาควรที่จะมีโอกาสได้รับรู้ รับทราบหรือมีส่วนร่วมในกระบวนการการตัดสินใจในเรื่องของการเจรจาระหว่างประเทศ มากขึ้น ไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารโดยลําพัง บางประเทศเขาก็ชาญฉลาดนะครับ บางครั้งก็เลยใช้วิธีว่ามีฝ่ายนิติบัญญัติช่วยเป็นกันชนให้ ฝ่ายบริหารไปเจรจาเสียเปรียบบางทีก็บอกว่า แต่กติกาภายในประเทศจะไปตกลงอะไร ต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติเขารับรองก่อน ซึ่งฝ่ายบริหารก็อาจจะไม่ได้มีเสียงข้างมากในองค์กร ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเป็นผู้อนุมัติ อย่างเช่นกรณีระบบประธานาธิบดีที่มีการแยกอํานาจ ก็ชัดเจนครับว่าบางครั้งเสียงข้างมากในฝ่ายนิติบัญญัติก็เป็นคนละพรรคการเมือง กับประธานาธิบดี หรือแม้แต่กรณีของเราโดยหลักก็ถือว่ารัฐบาลมีเสียงข้างมาก เฉพาะในสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าถ้าเป็นที่ประชุมร่วมก็ไม่มีเสียงข้างมาก เมื่อเรามีปัญหาว่า กฏกติกาของเราปล่อยให้ฝ่ายบริหารไปทําข้อตกลงหลายอย่าง แล้วย้อนกลับมากระทบ กับชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เช่น ยุคหนึ่งก็คือเราพูดกันถึง การทําข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเรามาก เกิดผลกระทบ กับภาคการผลิตบางภาค เช่น ภาคการเกษตร สินค้าเกษตร ผัก ผลไม้ แต่ผลประโยชน์ ที่ได้มาอาจจะไปตกอยู่แก่บางธุรกิจ มูลค่าอาจจะเท่ากันหรือมากกว่าด้วยซ้ําครับ แต่จํานวนคนที่ได้ประโยชน์อาจจะน้อยกว่ามาก นั่นคือที่มาของมาตรา ๑๙๐ ว่าทําไม จึงได้มีบทบัญญัติว่าต่อไปนี้การทําข้อตกลงเหล่านี้ ฝ่ายบริหารซึ่งในระบบของเรามาจาก ฝ่ายนิติบัญญัตินะครับ เพราะเราเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ต้องกลับมาหาพวกเรา และต้องกลับไปหาประชาชน จึงมีการกําหนดว่าให้มาเสนอกรอบการเจรจา ให้มีการไปรับ ฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือจะไปลงนามก่อนที่จะมีผลอะไรต่าง ๆ ให้เราเป็นผู้รับรอง เสียก่อน ผมว่าหลักนี้มันไม่ได้ผิดนะครับ ผมจึงเข้าใจได้ยากว่าทําไมผู้เสนอร่างแก้ไข และกรรมาธิการพยายามที่จะท้าทายหรือลบล้างหลักคิดนี้อยู่ตลอดเวลา ผมแปลกใจมากว่า ในยุคซึ่งเสียงข้างมากอ้างว่าให้ความสําคัญเหลือเกินกับอํานาจของประชาชนและ กระบวนการประชาธิปไตยกลับพยายามมาลิดรอนสิทธิ์ของตัวแทนของประชาชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องที่กระทบกับประชาชน
ท่านประธานที่เคารพครับ เริ่มแรกก็คือการไปจํากัดเรื่องที่จะเข้ามาสู่ ความเห็นชอบ หรือกระบวนการการเห็นชอบของสภา ข้ออ้างท่านประธานครับ เหตุผล ท่านประธานครับ ฟังกันแล้วฟังกันอีกบอกว่าไม่ทันการ บอกว่าจะเสียเปรียบเขา บอกว่า ปฏิบัติได้ยาก แต่ท่านประธานเชื่อไหมครับทุกครั้งที่มีการถามไปว่าแสดงให้เห็นสิครับว่า ตรงไหนที่เสียหาย ที่ไหน เมื่อไร เท่าไร ผมเห็นถามกี่รอบก็ไม่เคยได้รับคําตอบ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมเข้าใจครับ ถ้ามองจากในมุมฝ่ายบริหารไม่ต้องทําเรื่องเหล่านี้มันง่ายกว่า มากครับ แต่ความง่ายและความรวดเร็วไม่ได้หมายความว่าเป็นผลประโยชน์ของประเทศ หรือประชาชนเสมอไป พวกผมก็เคยเป็นฝ่ายบริหารครับ ผมก็เคยเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ถามว่าต้องมาผ่านขั้นตอนเหล่านี้ สะดวกไหม ง่ายไหม ไม่ครับ แต่ผมถือหลักคิดว่าเรามาจาก ประชาชน ผมเติบโตจากทางการเมืองก็จากที่นี่ ผมว่ากระบวนการนี้เราต้องเคารพ เมื่อวานนี้ มีท่าน ส.ว. ท่านหนึ่งท่านอภิปรายครับ ประทานโทษเอ่ยนามท่านนะครับ ท่าน ส.ว. คํานูณ ท่านจําได้ไหมครับพวกผมเสนอกฎหมายเข้ามา ท่านเองท่านท้วงว่าเสนออย่างนี้มาจํากัด สิทธินะครับ แถมยังพยายามไปใส่เรื่องของเงินกู้ว่าไม่เข้าข่าย ซึ่งท่านทักท้วงว่ารัฐธรรมนูญ ไม่อนุญาตให้ไปออกกฎหมายในลักษณะนั้น ท่าน ส.ว. ท่านน่าจะบอกต่อนะครับ ผมนี่ละ เป็นคนลุกขึ้น ฟังท่านครับ แล้วก็ตัดสินใจว่าอย่างนั้นถอนกฎหมายนั้นออกไป ทําไม่ได้ ไม่ใช่ คําตอบ ผมอยากให้เราเขียนกติกาโดยไม่นึกว่าเราอยู่ฝ่ายไหน แต่นึกว่าดุลอํานาจที่ มันเหมาะสมเป็นอย่างไร วันนั้นถ้าผมคิดในมุมว่าผมเป็นฝ่ายบริหาร ผลักดันไปเสียเถอะ ผมก็เดินหน้า แต่ผมฟังเสียงทักท้วงมีเหตุมีผล ผมบอกต้องถอยกลับไปคิด แต่ปัญหา ที่มันเกิดขึ้นที่อ้างความกํากวมทั้งหลายนี้ ท่านครับ จริงครับเกิดขึ้นจากปัญหากรณี ไทย-กัมพูชา แล้วก็เกิดความเดือดร้อนเพราะว่ามันเป็นเรื่องเป็นราวฟ้องร้องกัน เมื่อวาน ท่านก็พยายามมาอธิบายว่ากรณีนั้นก็ไม่ควรเกิด เพราะพูดง่าย ๆ ก็คือท่านไปตําหนิศาล นั่นละครับ ว่าไม่วินิจฉัยตามตัวอักษร แต่ที่จริงท่านต้องคิดนะครับ เรื่องคอขาดบาดตาย อย่างเช่นเรื่องเขตแดนนี่ครับ หนังสือสัญญาข้อตกลงใดบางทีมันอาจจะตอบโดยความเห็น คนใดคนหนึ่งไม่ได้หรอกครับว่า ตกลงมันกระทบหรือไม่กระทบ แต่มันถูกตีความว่ากระทบได้ อย่างนี้ต้องถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ก็ให้ฝ่ายนิติบัญญัติมาตรวจสอบ เพราะผมก็เชื่อครับว่า หายากครับที่จะมีรัฐบาลไหน ประเทศไหนตั้งใจทําหนังสือสัญญายกดินแดนให้คนอื่น ยากครับ อาจจะมีนะครับ ถ้าสมมุติว่าไปตกลงแลกเปลี่ยนกับอะไรก็ตาม แต่ยากครับ แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่าเวลามันเกิดปัญหาความไม่โปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความไม่ รอบคอบ แล้วเราจะเอาผลประโยชน์ของประเทศไปเสี่ยงอย่างนั้นทําไม ในเมื่อเราสามารถให้ ตัวแทนของประชาชนตรวจสอบได้ แล้วพูดก็พูดเถอะครับ ตั้งแต่มีมาตรา ๑๙๐ มา ผมถามว่า มีข้อตกลงไหนบ้างครับที่ในที่สุดสภาลงมติคว่ํา ผมยังจําไม่ได้เลยนะครับ กรอบเวลาเขา ก็กําหนดอยู่แล้วว่าต้องให้เสร็จภายในเมื่อไร ก่อนหน้านี้นะครับ แล้วก็ที่สําคัญที่สุดก็คือว่า ตั้งแต่มีมาตรา ๑๙๐ มาท่านเห็นประโยชน์อย่างหนึ่งไหมครับ ท่านประธานกับผมเป็น ส.ส. มานานนะครับ สมัยก่อนพวกเราสนใจเรื่องต่างประเทศน้อยมากเลย ตั้งแต่มีมาตรา ๑๙๐ ผมว่ามันทําให้พวกเราทุกคนมีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น อยู่ภาคใต้ก็ต้องสนใจประเทศเพื่อนบ้าน ทางใต้มากขึ้น อยู่ภาคอีสานก็ต้องสนใจเรื่องของอินโดจีนมากขึ้น อยู่ภาคเหนือก็ต้องสนใจ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน เกี่ยวกับประเทศพม่า หรือประเทศอื่น ๆ มากขึ้น กระบวนการทั้งหมดเป็นประโยชน์กับประชาชนกับประเทศชาติแต่อาจจะไม่ค่อยสะดวก กับฝ่ายบริหารเท่านั้นเองครับ ผมก็กราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเราตามใจในเรื่องของความสะดวก ผมว่านั่นไม่ใช่หน้าที่เราครับ ตอนที่พวกผมเป็นรัฐบาลผมยอมรับครับ หลายหน่วยงานก็บอกว่า มันยุ่งยาก ผมก็บอกว่ามันอาจจะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นหรือมันอาจจะซับซ้อนมากขึ้น แต่คุณต้อง ปรับตัว หลายครั้งที่มีปัญหากันไม่ใช่เพราะมีมาตรา ๑๙๐ หรือเพราะสภาหรอกครับ แต่อยู่ที่ การบริหารจัดการของฝ่ายบริหารต่างหาก ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจําที่ไม่คิด ไม่วางแผนล่วงหน้า รู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ต้องเสร็จภายในเมื่อไร การประชุมเดือนไหน ปีไหน แต่มารีบทํา เอาตอนท้าย ๆ อย่างไรครับ แล้วก็มาเร่งวิปทีหลัง แล้วก็มาเร่งรัฐสภาให้พิจารณา ผมว่าวัฒนธรรมเรื่องนี้ต้องเปลี่ยน เพราะฉะนั้นประการแรกเลยที่กระผมเสนอแปรญัตติ ผมยืนยันนะครับ แล้วก็ขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการว่าจากเดิมซึ่งท่านไปเขียนสั้น ๆ ว่าอํานาจแห่งรัฐ ซึ่งก็จะทําให้เกิดปัญหาการตีความมากมายก็ย้อนกลับมาเขียนในเรื่องของพื้นที่นอกอาณาเขต สิทธิอธิปไตยหรือเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศครับ ก็ขอบคุณในส่วนนี้ แต่ที่ท่านไปแก้โดยเพิ่มคําว่า โดยชัดแจ้ง ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก จํานวนมากที่ได้อภิปรายไปแล้วครับ อันนี้ไม่มีอะไรเลยครับ นอกจากเจตนาว่าหาทางให้มันมี เรื่องที่จะต้องเข้าข่ายตามมาตรานี้ให้มันน้อยที่สุด ผมถึงบอกว่าหลักคิดตรงนี้ผิดครับ ท่านประธานเห็นไหมครับว่าเมื่อไม่นานมานี้เกิดปัญหาที่ตะวันออกกลางที่ซีเรีย รัฐบาลระบบ สภาอย่างเรา รัฐบาลอังกฤษ นายกรัฐมนตรีอังกฤษหารือกับหลาย ๆ ประเทศคิดจะส่งกําลัง ทหารเข้าไปของเขาไม่มีมาตรา ๑๙๐ ครับ แต่นายกรัฐมนตรีอังกฤษตัดสินใจว่าหลังจาก ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับอิรักและที่อื่น ๆ กระทบกระเทือนกับความรู้สึกความเป็นอยู่ของ ประชาชนในประเทศของตัวเอง นายกรัฐมนตรีอังกฤษตัดสินใจว่าเสนอเป็นญัตติเข้าสภา นักประชาธิปไตยต้องคิดอย่างนี้ครับ ท่านครับ ไม่ใช่คิดว่าอะไรหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของ ตัวแทนประชาชนได้ อะไรหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมของประชาชนได้หลีกไปเราจะได้ทํางาน ง่าย ๆ เราจะได้ทํางานสะดวก ผลท่านประธานเชื่อไหมครับ ทั้ง ๆ ที่เป็นระบบรัฐสภาแบบเรา รัฐบาลมีเสียงข้างมาก ปรากฏว่าเสนอญัตติเข้าไป แพ้ครับท่านประธานครับ สมาชิกซีก รัฐบาลเองบางส่วนตัดสินใจลงมติสวนรัฐบาล ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย ไม่ได้เป็นเรื่อง มาตรา ๑๙๐ แบบเรานะครับ นายกรัฐมนตรีตัดสินใจเอาเข้าสภา แพ้ ทันทีที่แพ้ นายกรัฐมนตรีอังกฤษลุกขึ้นว่าท่านจะเคารพมติของผู้แทนของประชาชน ความคิดที่จะส่ง กําลังไป ล้มเลิก แล้ววันนี้อังกฤษรวมทั้งสหรัฐอเมริกาก็ไปปรึกษาหารือกันว่าเปลี่ยนเป็นหา วิธีการดําเนินการทางการทูต ถ้าเขาคิดแบบผู้เสนอร่างแก้ไข ถ้าเขาคิดแบบกรรมาธิการ วันนี้ อาจจะมีสงครามเกิดขึ้นอีกทีหนึ่งแล้ว นี่คือความแตกต่างครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ประเด็นตรงนี้พอท่านไปคิดว่าทําอย่างไรเสนอเข้ามาน้อยที่สุดก็ไปใช้คําว่า โดยชัดเจน ข้อตกลงซึ่งผมเห็นด้วยครับ เดิมที่เขียนว่ามีผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง อย่างกว้างขวางหรือมีนัยสําคัญตีความยาก แต่ตรงนั้นรัฐสภาก็ได้แก้รัฐธรรมนูญไปแล้ว จากเดิมที่จะออกกฎหมายลูก รัฐธรรมนูญไม่อนุญาตว่าไปออกกฎหมายกําหนดประเภท หนังสือสัญญาได้ เราก็แก้ไปเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลนี้ไม่แม้แต่เสนอกฎหมายลูกหรือพยายาม เสนอกฎหมายลูกมาเข้าสภาเลยครับ ถ้าเสนอเข้ามาแล้วมาอภิปรายกันมาถกกันตรงนี้ ชี้ให้พวกผมเห็นชัดเจนเลยว่าถึงออกกฎหมายไปก็ปฏิบัติไม่ได้ จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ ผมยังพอเข้าใจครับ แต่อันนี้ไม่ได้แม้แต่เสนอเข้ามา ไม่ได้แม้แต่พยายามหรอกครับ ว่ากัน ตามความเป็นจริงจ้องอยู่แต่จังหวะเวลาว่าเมื่อไรจะลดอํานาจการตรวจสอบของฝ่ายนิติ บัญญัติและการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ ทางกรรมาธิการเองก็คงทราบว่ามันก็มีแรงกดดัน เยอะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นท่านก็จึงได้มีการเพิ่มในเรื่องของการเปิดเสรีด้านการค้าหรือการ ลงทุนเข้ามาด้วย ซึ่งผมก็ขอบคุณ แต่มันไม่พอครับ มันไม่พอจริง ๆ เพราะว่าปัจจุบันนี้ ข้อตกลงหลายข้อตกลงนี่นะครับ โดยเฉพาะที่มีผลผูกพันทางด้านเศรษฐกิจหรือทางด้านอื่น ๆ เรื่องเขตการค้าเสรีหรือการเปิดเสรีด้านการค้าการลงทุนถือว่าเป็นขั้นต้นเท่านั้นเองครับ ปัจจุบันลักษณะความร่วมมือบางทีเรียกเป็นชื่ออื่นไปหมดแล้วครับ แล้วก็เป็นประเด็นที่มี ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม โดยไม่ได้อาจจะเป็นประเด็นในแง่ของการเปิดเสรีทางด้าน การค้าหรือการลงทุน กติกาซึ่งบางครั้งไม่ได้เป็นพระราชบัญญัตินะครับ อาจจะต้องเปลี่ยน ประเด็นที่ไม่ใช่ประเด็น ในเชิงการค้า การลงทุน แต่เดี๋ยวนี้ถูกนําไปสู่การเจรจาในทางเศรษฐกิจเยอะแยะไปหมดครับ เพราะหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีอํานาจต่อรองมากกว่าเรา มีความเจริญ มีความ พร้อมกว่าเราวันนี้เขาไม่มาเอาหรอกครับเรื่องการเปิดเสรีการค้า การลงทุน เขาเอาเรื่องอื่นครับ เพราะถ้าเปิดเสรีการค้า การลงทุน บางทีเขาเสียเปรียบประเทศอย่างเรา เขาไปเอาประเด็นที่ ไม่ใช่เรื่องของการค้าการลงทุนเดิม ๆ เข้ามา แต่ท่านไปจํากัดตัวเองครับ บอกเอาเฉพาะ ที่มีผลในด้านเปิดเสรีทางด้านการค้าการลงทุน ที่สําคัญที่สุดที่เพื่อนสมาชิกอภิปราย ไปแล้ว ที่คนเขาสนใจกันมากที่สุดคือเรื่องพลังงานกับเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เป็นประเด็น ใหญ่ของโลก ช่วงชิง แย่งชิงกันตรงนี้ ไม่อยู่ในข่ายที่จะเข้ามาให้พวกเราได้มีส่วนร่วม ไม่อยู่ ในข่ายที่จะมารับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีกต่อไป แม้ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ของใครก็ตามผมว่าแนวคิดนี้ก็ผิดอยู่แล้ว แต่ยิ่งมีกระแสข่าวว่ามันมีเรื่องผลประโยชน์ทาง ธุรกิจของคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้มีอํานาจเข้ามาด้วย นี่ยิ่งหนักหนาสาหัสเข้าไปใหญ่เลยครับ ผมจึงเรียกร้องจริง ๆ ครับว่า อยากให้ท่านได้ทบทวน ที่เติมเข้ามาว่า โดยชัดแจ้ง ตัดไปเถอะ ครับ ที่เติมเข้ามาเพียงแค่เปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน อย่าเลยครับ ให้มันชัดเจนไปเลยว่า เรื่องเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน เอากลับเข้ามาครับ แต่ว่าแก้ครั้งนี้ทําให้ กระบวนการเรื่องกฎหมายลูก ขอบเขตกฎหมายลูกมันมีความชัดเจนแล้วก็บางส่วนทําให้ ขั้นตอนมันกระชับมากขึ้น ผมคิดว่าทุกฝ่ายรับได้ แต่ว่าที่ท่านเขียนอยู่อย่างนี้ ๑. หลายเรื่อง ถูกตัดออกไปโดยสิ้นเชิง ๒. หลายเรื่องก็จะไม่เข้าข่าย ๓. ตัวกฎหมายลูกจริง ๆ ก็กํากวมมาก นะครับ วิธีที่ท่านมาเขียนเหมือนตัดแปะ ตกลงกฎหมายจะมีเฉพาะเรื่องการเข้าถึง รายละเอียดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และคําถามว่าเมื่อประชาชนเข้าถึง รายละเอียดรับฟังความคิดเห็นแล้ว เขาทําอะไรได้ครับในเมื่อตัวแทนของประชาชนไม่มีสิทธิ พิจารณา จะต่างอะไรไหมกับกระบวนการประชาเสวนา ประชาพิจารณ์ที่รัฐบาล ๒ ปีที่ผ่าน มา ไปทําหลายเรื่องเลยนะครับ โดยข้อสรุปก่อนไปกับหลังไปเหมือนเดิม ทําไมตัดการ ตรวจสอบการมีส่วนร่วมจากนี้ไป ผมเองผมไม่แน่ใจนะครับว่าปัญหาที่ยังไปค้างคาเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญจะปฏิบัติกันอย่างไร แต่ผมเข้าใจว่าที่ท่านเติมมาก็เป็นความพยายามในการ ที่จะช่วยฝ่ายบริหารให้สามารถที่จะไป พูดง่าย ๆ คือปรึกษาศาลรัฐธรรมนูญได้ ผมเข้าใจว่าที่เติม มาตรา ๑๕๔ (๒) มาว่า ถ้านายกรัฐมนตรีสงสัยว่าต้องเข้าไม่เข้า นายกรัฐมนตรีก็ส่งได้ ก็ดีครับ อาจจะทําให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น แต่ในภาพรวมทั้งหมดตรงนี้ สิ่งที่ท่านทํา มันสวนกระแสกับการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชน แล้วก็ทํา ผมก็ไม่แน่ใจว่าคิดครบ ไม่ครบนะครับ พอเข้าสภามาต่อไปนี้ก็ไม่มีกรอบเวลาแล้ว สภาพิจารณากี่ปีก็ได้ ผมก็ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเป็นอย่างไร หรือท่านคิดอย่างเดียวครับว่า จริง ๆ เป้าหมายทั้งหมด ลดจํานวนเรื่องที่เข้ามา แล้วก็เรื่องใหญ่ ๆ บางเรื่องที่มันเป็นที่สนใจ ของชาวโลกก็ไม่ต้องเข้ามาครับ เหลือแต่เรื่องที่ท่านมั่นใจแล้วว่ามันแทบไม่ต้องเข้ามาแล้ว อย่างนั้นใช่หรือไม่ ผมจึงยืนยันว่าคําแปรญัตติของผมนะครับก็ยังเป็นการเปลี่ยนแปลง มาตรา ๑๙๐ จากรัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่ ให้หลายอย่างมันชัดเจน มันกระชับมากขึ้น เพราะเมื่อท่านเลือกแล้วว่าจะต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ได้ทั้ง ๆ ที่กฎหมายลูกสามารถทําสิ่งนี้ได้ ผมก็เสนอคําแปรญัตติมาว่าให้ทุกอย่างมันมีความชัดเจน มีความกระชับมากขึ้น แต่ผมต้องยืนยันว่าวันนี้ทั้งผู้แทนของปวงชนชาวไทยและประชาชนคนไทยควรจะมีสิทธิ มากกว่าที่ท่านกําลังจะให้เขา ในการได้มีส่วนร่วม ในการได้ติดตาม ในการที่จะได้ตรวจสอบ สิ่งที่ฝ่ายบริหารไปทํา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องสําคัญ ๆ และกระทบชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ผมอยากเรียกร้องจิตวิญญาณของความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยของทุกท่านนะครับ อย่าไปคิดว่ามีธง ผมไม่อยากจะคิดว่ามีใบสั่งหรือไม่ว่าต้องทําอย่างนี้ แต่คิดถึงประเทศ คิดถึงประชาชน และคิดถึงอนาคต แล้วเชื่อมั่นในกระบวนการของพวกเราเถอะครับ ทบทวนข้อความทั้งหลายที่ท่านได้เสนอมาครับ เอาตามคําแปรญัตติของผมหรือเพื่อนสมาชิก อีกหลายคนที่จะทําให้เจ้าของประเทศเขามีสิทธิได้รู้และมีสิทธิได้ร่วมในการตัดสินใจ เอาประเทศของเขา ทรัพยากรของเขา ชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ไปผูกพันกับข้อตกลง ระหว่างประเทศทั้งหลาย ขอขอบพระคุณครับ
ก็มีเหลือ ส.ว. อีก ๑ ท่าน นะครับ ฝ่ายรัฐบาลอีก ๑ ท่าน และฝ่ายค้านอีก ๒ ท่าน เพราะฉะนั้นไปที่ ส.ว. จิตต์ ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ก่อนอื่นกระผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยังข้าราชการ ตํารวจที่กําลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บริเวณหน้ารัฐสภาและบริเวณกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็น ตํารวจต่างจังหวัดที่มาปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและชีวิตทรัพย์สินของ พี่น้องประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ผมขอให้กําลังใจด้วยความจริงใจนะครับ แล้วก็ขอให้อดทนในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ท่านประธานครับ ในเบื้องต้นกระผมขอ กราบขอบพระคุณสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๑๔ คน ที่เข้าชื่อกัน เสนอญัตติเพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ และขอขอบคุณมากจริง ๆ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ซึ่งเห็นว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ทํางานด้วยความเข้มข้น เป็นเวลา ๑๘ วันต่อเนื่องกัน ตั้งแต่เช้าจนยันเย็นนะครับ แต่ก็ผ่านมาด้วยดีนะครับ เนื่องจากว่าต่างคนก็ต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่สรุปแล้วก็มีข้อสรุปและนําเข้าสู่ ที่ประชุมในวาระที่สอง
จากการที่กระผมได้ลงชื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ซึ่งถือว่า เป็นเจ้าของร่างก็ว่าได้นะครับท่านประธาน ก็คือมาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๙๐ เดิม นะครับ ที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้แก้ไขเพิ่มเติมไปนั้นผมคนหนึ่งนะครับที่ลงมติเห็นชอบในการ แก้ไขครั้งนั้นด้วย แต่หลังจากที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้วปรากฏว่ากฎหมายลูกไม่สามารถที่จะ ออกมาได้ เนื่องจากว่าคําจํากัดความหลายประเด็น หลายข้อความ ทําให้ไม่สามารถออก กฎหมายลูกได้ ถ้ากระทรวง ทบวง กรม ใดไปคิดออกกฎหมายลูกก็จะขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ อันนี้ละครับเป็นสิ่งจําเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขในครั้งนี้ ผมกับเพื่อน ๆ สมาชิก รัฐสภาด้วยกัน ๓๑๔ คน จึงได้มีแนวความคิดที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถที่จะนํากฎหมายนี้ไปออกเป็นกฎหมายลูกได้ ในวรรคที่สองก็คือมาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศ หรือกับองค์การระหว่างประเทศ อันนี้ก็เป็นข้อความเดิมนะครับตั้งแต่รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ฉบับแรก ต้นฉบับ และมา แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๒ และครั้งนี้ก็ยังคงไว้เหมือนเดิม เป็นพระราชอํานาจของ พระมหากษัตริย์เกี่ยวกับการทําหนังสือสัญญาสันติภาพและสัญญาสงบศึก รวมทั้งสัญญา อื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๙๐ หรือว่ามาตรา ๓ วรรคหนึ่ง วรรคสอง เป็นไปตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญเหมือนเดิม ร่างเดิมด้วย ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ผมเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการ ในวรรคที่สามครับท่านประธาน หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณา เขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตาม หนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หรือจะต้องออก พระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้า หรือการลงทุน ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ในวรรคสามนี้ซึ่งร่างเดิมไม่ได้เป็นอย่างนี้ ครับท่านประธาน ร่างเดิมรู้สึกว่า ถ้าบัญญัติผ่านออกไปก็จะทําให้มีการตีความกันมากมาย จะเห็นว่าคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความชาญฉลาดนะครับที่ได้เพิ่ม ข้อความให้มีความชัดเจน และพี่น้องประชาชนทั่วไปสามารถที่จะอ่านแล้วเข้าใจได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง ๑. อาณาเขตของประเทศไทยสามารถ ทําได้ ๒. เขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย อันนี้ประชาชนก็สามารถที่ จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น ๓. มีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดย ชัดแจ้ง มาเพิ่มโดยชัดแจ้งเข้ามาก็ยิ่งทําให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ที่แล้ว ๆ มาก็บัญญัติว่า อย่างกว้างขวางและมีนัยสําคัญ หาความหมายไม่ได้ครับ ทุกอย่างประชุมตกลงกัน เจรจา กรอบอะไรต่าง ๆ เจ้าหน้าที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่กรมการค้า ต่างประเทศ เจ้าหน้าที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมายไม่อาจที่จะคิดเป็นอย่างอื่นได้ ทุกเรื่องที่ รัฐบาลไทยจะต้องไปทําการเจรจาตกลงความใดต่าง ๆ กับต่างประเทศก็จะต้องนําเรื่อง ทั้งหมดเข้าสู่รัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้นไม่เป็นกิจจะลักษณะ และที่สําคัญ ก็คือวรรคสามบัญญัติว่าจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุนต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ชัดเจน นะครับท่านประธาน ชัดเจนมาก ๆ เลย ก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการด้วยนะครับที่ได้เติม ข้อความในวรรคสามเข้ามาให้ชัดเจนและชัดแจ้งมากยิ่งขึ้น กระผมจึงเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีการแก้ไขและเติมข้อความเข้ามา เพื่อให้เกิดประโยชน์ ที่คนทั่วไปจะได้ไม่ตีความให้เกิดปัญหา ส่วนในวรรคที่สี่ที่คณะกรรมาธิการได้มีมติ แก้ไขเพิ่มเติมยาวเยอะเลยนะครับในมาตรา ๑๙๐ หรือว่ามาตรา ๓ วรรคสี่ ข้อความที่ คณะกรรมาธิการเขียนไว้ ซึ่งแตกต่างจากร่างเดิม ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชน สามารถเข้าถึงรายละเอียดและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญา ตามวรรคสอง และในกรณีที่เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน กฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา การศึกษา ถึงประโยชน์ของหนังสือสัญญา และผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการ และการดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากหนังสือสัญญาดังกล่าวด้วย อันนี้ละครับ ทําขึ้นมาแล้วทําให้เกิดปัญหาแน่นอนในวรรคที่สี่นี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ คณะกรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความต่างจากร่างเดิมผมคิดว่าผมไม่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการนะครับ ไม่เห็นด้วย เนื่องจากว่าร่างเดิมที่พวกกระผม ๓๑๔ คน เข้าชื่อ เสนอเข้ามามีความว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของ หนังสือสัญญาและการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญา โดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้รับประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติ ตามหนังสือนั้นและประชาชนทั่วไป จะเห็นได้ว่าคณะกรรมาธิการที่นั่งอยู่ข้างบนเสียง ส่วนมากได้ตัดข้อความออกในเรื่องการแก้ไขหรือการเยียวยาและผู้ได้รับผลกระทบ การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาโดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ได้รับผลประโยชน์กับผู้ ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนออกไป อันนี้ละครับมัน ไม่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ถ้าจะตัดประชาชนออกไปผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเสียหาย ที่พี่น้องประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในสิ่งที่รัฐบาลจะไปทําการเจรจาค้าขายกับต่างประเทศนั้น ถ้าหากว่าผลกระทบเกิดขึ้นแล้วประชาชนไม่สามารถที่เข้าถึงรายละเอียดได้ ไม่สามารถที่จะ ร้องเรียนหรือร้องอุทธรณ์อะไรได้เลย ก็จะทําให้ประชาชนเสียประโยชน์และก็ประเทศชาติ ก็เสียหายด้วย เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการในวรรคที่สี่ และขอให้ คณะกรรมาธิการนี้ได้คงร่างเดิมเอาไว้ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในส่วนวรรคที่ห้าข้อความ ที่คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเข้ามาจากร่างเดิมก็คือในกรณีที่มีปัญหา หนังสือสัญญาใดเป็น หนังสือสัญญาที่จะต้องเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบตามวรรคสองให้เป็นอํานาจของศาล รัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นําบทบัญญัติตามมาตรา ๑๕๔ (๑) และ (๒) มาใช้ บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม แล้วก็เพิ่มข้อความเข้ามาว่า ทั้งนี้ให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่รับเรื่อง ในวรรคที่ห้านี้ นะครับ กระผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าองค์กรอิสระในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. หรือศาลรัฐธรรมนูญไม่มีกรอบเวลาในการปฏิบัติหน้าที่เลยนะครับ ยกตัวอย่าง ป.ป.ช. องค์กรอิสระ รับเรื่องมา ๑๐ ปีแล้วยังไม่เสร็จเลยเกิดความล่าช้า อันนี้ก็เกรงว่า ถ้าเกิดไปเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้วไม่มีกําหนดระยะเวลาให้ท่านปฏิบัติหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาด เป็นเรื่องด่วน ก็จะทําให้เกิดความเสียหายกับผู้ได้รับผลกระทบหรือว่าผู้ได้รับผลประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นการที่กําหนดเวลาให้ท่านได้วินิจฉัยมีกรอบเวลาให้ท่านภายใน ๑๕ วัน ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ศาลจะต้องเร่งรัดดําเนินการวินิจฉัยชี้ขาดโดยด่วน เนื่องจากว่าข้อพิพาท ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทําให้เกิดความขัดแย้งหรือเกิดความเห็นต่างแล้วก็จะมีปัญหาตามมานะครับ เพราะฉะนั้นในวันนี้เวลา ๑๒ นาที ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์สําหรับพี่น้องประชาชนแล้วก็เป็น ประโยชน์สําหรับผมที่ได้อภิปราย แล้วก็ขอสนับสนุนคณะกรรมาธิการในชุดนี้ ยกเว้นวรรคที่สี่ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ส่วนวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม และวรรคห้า ผมเห็นด้วยกับการ แก้ไข้เพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการนะครับ กราบขอบคุณครับท่านประธานครับ
เชิญท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ แล้วตามด้วยคุณหมอชลน่าน แล้วก็ท่านบุญเลิศนะครับ
เรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นฉบับแรกที่ระบุว่าสัญญาใด ๆ ก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และเกี่ยวข้องกับทางสังคมที่มีความสําคัญ มีนัยสําคัญอย่างยิ่ง ก่อนที่รัฐบาลจะไปทําสัญญาหรือเอ็มโอยู บันทึกความเข้าใจกับต่างประเทศใด ๆ จะต้อง นํามาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา
ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นั้นก็เฉพาะประเด็นนี้ นะครับที่กระผมได้กล่าวนั้นก็อุปมาดั่งวัวหายล้อมคอก ก่อนหน้าที่จะมีรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ บางรัฐบาล บางยุค บางสมัย รัฐบาลก็แอบไปทําสัญญา ไปทําข้อตกลงกับ ต่างประเทศ ได้ประโยชน์กับประเทศบ้าง เสียประโยชน์บ้าง ด้วยเหตุนี้เองครับ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจึงได้กําหนดว่าอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ก่อนที่รัฐบาลจะไปทําสัญญากับต่างประเทศต้องให้รัฐสภาร่วมพิจารณา ให้ความเห็นชอบก่อน ท่านประธานครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ทางรัฐบาลก็ดี หรือกรรมาธิการ วิสามัญก็ดีก็บอกว่าเสียเวลาเหลือเกินเพราะปัจจุบันมีประเด็นต่าง ๆ มีข้อตกลงต่าง ๆ ค้างอยู่เป็นจํานวนมาก ท่านประธาน กระผมอยากจะขอความเป็นธรรม ให้ความเป็นธรรม กับรัฐสภา ท่านดูนะครับว่าตั้งแต่เปิดสภามาในสมัยนี้หรือสมัยที่แล้วก็แล้วแต่ เวลาที่รัฐสภา ให้มาปรึกษาหารือตามนัยมาตรา ๑๙๐ นั้นน้อยเหลือเกินครับ ท่านเอามาเปรียบเทียบดู ส่วนใหญ่เวลาประชุมร่วมเป็นเรื่องอื่น ๆ ครับ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ นัก และ ทุกครั้งที่เอามาตรา ๑๙๐ เข้ามา รัฐสภาก็ได้ให้ความเห็นชอบ ให้ข้อคิด ความเห็น เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล
ท่านประธานครับ เมื่อเห็นว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ถ้าเอาเข้าสภามันทําให้เสียเวลาก็ตัดออก ท่านประธานที่เคารพ กระผมเสียดายครับ สิ่งที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขครั้งที่ ๒ แล้วนะครับ มาตรา ๑๙๐ ครั้งแรกก็คือสมัยของ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งท่านแก้มาตรา ๑๙๐ ให้มีความรัดกุม รอบคอบมากขึ้น ไม่ได้ตัดส่วนใดออก แต่มาคราวนี้ครับตัดออกเรียบครับ โดยอ้างว่าเพื่อความคล่องตัว ท่านประธานครับ ผมเสียดายจริง ๆ ครับ เสียดายตรงไหนครับ หนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคง เศรษฐกิจ แล้วก็สังคม ผมอยากจะยกตัวอย่างว่าทําไมผมถึงเสียดาย เมื่อกรรมาธิการวิสามัญตัดออก ผมจึงไม่เห็นด้วย ผมอยากจะยกตัวอย่างความมั่นคง ผมเสียดายครับท่านประธาน รัฐบาลชุดนี้ครับผมยกตัวอย่าง ผมไม่ได้ว่าดีหรือเลวนะครับ ปัญหาภาคใต้ ๓ จังหวัดภาคใต้มีการก่อความไม่สงบเกิดขึ้นอะไรมากมายตลอดเวลา มากขึ้น ๆ สภาความมั่นคงแห่งชาติโดยรัฐบาลครับเป็นเจ้าภาพไปเจรจากับมาเลเซีย เพื่อนบ้านของเรา ท่านประธานครับ การที่รัฐบาลก็ดี สภาความมั่นคงแห่งชาติก็ดีไปเจรจา โดยเปิดเผยกับบีอาร์เอ็น ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าเผื่อเอามาหารือในสภาก่อน กระผมมั่นใจว่าเราจะไม่พลาดพลั้งอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันครับ ถ้ามีการเจรจาลับ ๆ เขาก็ ทํากันมาโดยตลอด แต่ถ้ามีการเจรจาโดยเปิดเผย ผมกราบเรียนว่าการกระทําครั้งนี้ครับ ปัญหาภายในประเทศมันจะกระเถิบตัวขึ้นเป็นปัญหาระดับโลก จากท้องถิ่นก้าวสู่เวทีระดับโลก กรณีติมอร์ ท่านประธานครับ ติมอร์เป็นกรณีตัวอย่างที่ผมมีความเป็นห่วงเป็นใย ครั้งหนึ่ง ติมอร์ก็อยู่ภายใต้อินโดนีเซีย มีปัญหาอย่าง ๓ จังหวัดภาคใต้ แล้วก็มีการเจรจากันอย่างนี้ ในที่สุดติมอร์ขึ้นสู่เวทีโลก จะต้องทําเรฟเฟอร์เรนดัม (Referendum) ทําประชามติ ในที่สุด ก็แยกตัวออกมาเป็นอิสระ ท่านประธานครับ ผมภาวนาว่าอย่าให้เราเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเผื่อ เอาปัญหาจังหวัดภาคใต้ ๓ จังหวัดมาหารือในสภา อย่าให้ไปเจรจากับบีอาร์เอ็นโดยอิสระ โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้มีความรอบคอบ ผมมั่นใจว่าเราจะไม่เสี่ยงอย่างนั้น ท่านประธานครับ อะไรที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจต่อไปก็ไม่ต้องเอาเข้าสภาแล้ว รัฐบาลทําได้เลย ท่านประธานผมอยากจะกราบเรียนนะครับ เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจนั้นมีมากมายก่ายกอง หลายคนพูดไปแล้วเป็นห่วงเรื่องน้ํามัน เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างว่า ทําไมผมจึงอยากจะให้เรื่องเศรษฐกิจนั้นเข้าสู่สภา ให้สภาช่วยพิจารณาเหมือนเดิม ท่านประธานครับ น้ํามันและแก๊ส (Gas) วันนี้ครับเป็นปัญหาหลักของประเทศ ในอดีต ผมกราบเรียนนะครับว่า ในอดีตนั้นราคาน้ํามันและแก๊สของเราไม่สูงอย่างนี้ วันนี้ราคาของ น้ํามันเบนซิน ๙๕ พรีเมียม (Premium) วันนี้ที่ผมตรวจสอบ ๑ ลิตรครับ ๔๖.๖๕ บาท ๔๖.๖๕ บาท ผมพูดอย่างนี้เรามีความรู้สึกว่าราคาน้ํามันแพง เมื่อเปรียบเทียบกับบาง ประเทศ เช่น มาเลเซีย ลิตรหนึ่งเขา ๒๒.๙๔ บาท เขาถูกกว่าเรา เปรียบเทียบกับอเมริกาครับ ของเขา ๒๘.๘๓ บาท ท่านประธานครับ พูดอย่างนี้เรามีความรู้สึกว่าราคาน้ํามันบ้านเรานั้นแพง แต่ถ้าผมพูดเพียงมิติเดียวเพียงบอกราคาน้ํามันเท่านี้ไม่ได้ความรู้สึก แต่ถ้าผมใส่ข้อมูล เพิ่มเติมเข้าไปว่าคนไทยมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อวัน ๕๐๗ บาท ราคาน้ํามันเรา ๔๖.๖๕ บาท ในขณะที่ประเทศมาเลเซียครับ เขามีรายได้ ๙๕๕ บาทต่อคนต่อวัน เขาซื้อน้ํามันพรีเมียม อย่างเรา ๒๒.๙๔ บาท และในขณะเดียวกับที่คนอเมริกามีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อวัน ๔,๒๐๐ บาท เขาซื้อน้ํามัน ๒๘.๘๓ บาท ถ้าใส่ข้อมูลอย่างนี้เข้าไปเรามีความรู้สึกว่านอกจากคนไทยซื้อของ แพงแล้วยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลครับ ท่านประธานครับ ถ้าผมเติมข้อมูลเข้าไป อีกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตแก๊สลําดับที่ ๒๔ ของโลก เป็นประเทศที่ผลิตน้ํามัน ลําดับที่ ๓๒ ของโลก เป็นลําดับต้น ๆ ในจํานวน ๒๐๐ ประเทศ ที่ผลิตแก๊สและน้ํามัน ท่านประธานครับ ถ้าผมใส่ตัวเลขใส่ข้อมูลอย่างนี้เข้าไปเราจะมีความรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า คนไทยซื้อน้ํามันแพง ไม่เป็นธรรมและถูกเอารัดเอาเปรียบจากต่างชาติ ด้วยเหตุนี้ ท่านประธานที่เคารพ ราคาต้นทุนของชีวิตของคนไทยในปัจจุบันนี้มันขึ้นกับราคาของแก๊ส ราคาน้ํามัน กระผมจึงอยากจะให้รัฐบาลครับเอาเรื่องอย่างนี้เข้ามาปรึกษาหารือในรัฐสภา อย่างที่รัฐธรรมฉบับเดิม ฉบับที่ยังไม่ได้แก้ไข เขากําหนดว่าให้ต้องเอาสู่รัฐสภา เห็นไหมครับ ท่านประธานครับ เพื่อใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ผมจะก้าวข้ามไปถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทาง สังคม ท่านประธานครับ เรากําลังจะก้าวเข้าไปสู่เออีซี (AEC) ๑๐ ประเทศอาเซียนกําลัง จะรวมกันเป็นหนึ่ง ท่านประธานครับ ทางสังคมนั้นประเทศไทยได้เปรียบเพราะเราอยู่ ตรงกลางของ ๑๐ ประเทศอาเซียน เมื่อเข้าสู่เออีซีคนในอาเซียน ๑๐ ประเทศจะไปมาหาสู่ ข้ามไปข้ามมา อาจจะเติมอาเซียนบวก ๖ เอาจีน เอาญี่ปุ่น เอาเกาหลีเข้ามาเติม ท่านประธานครับ การที่จะเปิดอย่างนั้น ในทางสังคมเมื่อเออีซีมาถึงประเทศไทยจะเสียเปรียบเพราะประชาชน จะข้ามไปข้ามมา ท่านประธานที่เคารพครับ คนจากประเทศโน้นจะมาอยู่ประเทศนี้ ประเทศเราทํามาหากินที่นี่เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านประธานครับ อย่างที่ท่านอภิสิทธิ์ ได้บอกว่าทําไมเราจึงไม่เอารัฐสภาเป็นกันชนเป็นตัวเบรก (Break) ไม่ให้คนชาติอื่นหลั่งไหล เข้ามาแย่งคนไทยแท้ ๆ ทํามาหากิน ทําไมเราจึงไม่เอารัฐสภาเป็นตัวช่วยรัฐบาลในการเบรก ในการประวิงคนที่แห่เข้ามาประเทศไทยได้
ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลต้องการมีความคล่องตัวในการบริหาร จัดการ ในการทําสัญญากับต่างประเทศการที่จะมีความคล่องตัวได้มันขึ้นอยู่กับปัจจัยความ ไว้เนื้อเชื่อใจ ผมกราบเรียนว่าผมไม่ได้พูดเฉพาะรัฐบาลของท่านขณะนี้ ผมพูดถึงรัฐบาลนี้ และโน้น โน้น โน้นไปอีกหลาย ๆ ปี ผมกราบเรียนนะครับว่าการที่จะให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ นะครับ การที่จะให้รัฐบาลทํางานด้วยความคล่องตัวนั้น สิ่งแรกก็คือจะต้องได้รับ ความไว้เนื้อเชื่อใจจากรัฐสภา รัฐสภาจะไว้เนื้อเชื่อใจได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลนั้นมีการบริหารจัดการแบบมีคุณธรรม มีความเปิดเผย โปร่งใส มีความซื่อสัตย์สุจริต แปลว่าบริหารงานอย่างมีธรรมาภิบาล ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนถามทุก ๆ ท่านที่นั่งอยู่บนฟลอร์ (Floor) ข้างบนในฐานะ กรรมาธิการวิสามัญว่าวันนี้เรตติ้งของความซื่อสัตย์สุจริตของคนไทย ของรัฐบาลไทย อยู่ตรงไหนครับ เรตติ้งที่เท่าไรก็รัฐบาลไทยเต็มไปด้วยเรตติ้งต่ํา ๆ ถูกกล่าวหาว่าทุจริต โกงกินคอร์รัปชันจึงไม่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ จึงไม่ได้รับความวางใจ เรารัฐบาลไทย เราอยากจะมีความเปิดเผยโปรงใส ท่านประธานครับ ทุกรัฐบาลครับเวลามาบริหารแล้ว ก็บอกว่าจะบริหารงานด้วยความเปิดเผยโปร่งใส แต่ถ้ารัฐบาลใดไม่พูดถึงความเปิดเผย โปร่งใสจะเป็นรัฐบาลที่ล้าหลัง ไม่ทันสมัย อยากจะพูดคํานี้เพราะมันทันสมัย แต่รัฐบาลที่ดี ถ้าท่านมีความเปิดเผยโปร่งใสท่านประธานครับ ต้องทํา ๔ ข้อดังต่อไปนี้
๑. รัฐบาลคิดอะไร จะทําอะไรเป็นนโยบายต้องบอกประชาชนตั้งแต่ท่าน เริ่มคิด เห็นไหมครับ คิดอะไรก็ต้องบอกประชาชนให้เขาเข้าใจ
๒. รัฐบาลตัดสินใจอะไรก็ต้องบอกประชาชนว่าจะทําอย่างโน้นอย่างนี้ ตัดสินใจไปแล้ว
๓. รัฐบาลมีข้อมูลอะไรต้องไม่ปกปิด รัฐสภาถามต้องเปิดเผย ทุกวันนี้ เป็นอย่างนั้นไหมครับ หลายครั้งที่เราขอข้อมูลรัฐบาลปกปิดไม่เปิดเผย
และข้อที่ ๔ ถ้าเผื่อท่านต้องการเป็นคนเปิดเผย โปร่งใส ให้ได้รับความ ไว้วางใจรัฐบาลจะต้องพร้อมให้สื่อมวลชนและประชาชนตรวจสอบในทุกกรณี ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผมไม่สามารถที่จะรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ เนื่องจากว่าเรื่องสําคัญ ๆ ที่จะมาทําสัญญาไม่ว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคง เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และเกี่ยวข้องกับสังคม ต่อไปนี้ท่านจะไปทําเองได้ตามอําเภอใจ ไม่ต้องเอาเข้ามาสู่สภา กระผมเห็นว่าสภานั้นน่าจะ มีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดความเห็นแก่ท่านรัฐบาลเพื่อประโยชน์ของมหาประชาชน กระผม จึงขอคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ
น่าจะเป็นผู้อภิปราย ท่านสุดท้ายนะครับ ท่านบุญเลิศ ไพรินทร์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม บุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ฉะเชิงเทรา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เพื่อประหยัดเวลานะครับ ผมได้เตรียมการไว้ กระผมอยากจะกราบเรียนว่าการที่ผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ โดยให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เป็น ปัญหาในทางปฏิบัติของฝ่ายบริหาร และเป็นผลให้กระบวนการในการทําความตกลงระหว่าง ประเทศล่าช้า และเกิดความเสียหายแก่ประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม สมควรที่จะ แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าว จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในเหตุผลดังกล่าว มาตรา ๑๙๐ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้เป็นเหตุแห่งปัญหาของฝ่ายบริหาร และไม่ได้เป็นเหตุแห่ง ปัญหาในการทําความตกลงระหว่างประเทศ ไม่ล่าช้า และไม่เกิดความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมแต่อย่างใด ท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๐ มีประโยชน์ อย่างมหาศาลต่อฝ่ายบริหาร เฉพาะที่มีนโยบายและแผนระยะยาว ก่อนจะมีการทํานิติกรรม สัญญากับต่างประเทศ จะเป็นเหตุแห่งปัญหากับฝ่ายบริหารก็เฉพาะรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ เท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ จะเป็นเหตุแห่งปัญหาของรัฐบาลที่ขาดนโยบายและแผนระยะยาว รัฐบาลที่บริหารประเทศแบบสุกเอาเผากิน วันต่อวัน มีแต่แก้ปัญหา ไม่มีป้องกันปัญหา มองอนาคตอย่างมืดบอด นั่นคือจะเป็นปัญหากับรัฐบาลประเภทนี้ครับ มาตรา ๑๙๐ จะเป็น ประโยชน์ในการรักษาและคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติและประชาชนที่รอบคอบ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และตัวแทนของปวงชนคือสมาชิกรัฐสภา ไม่ได้เป็นเหตุแห่งปัญหาดังผู้ที่ต้องการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ กล่าวอ้างแต่อย่างใดเลย กระผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ๑. การแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ขัดต่อเจตนารมณ์และความห่วงใยของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลายท่านที่สนับสนุนมาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ อาทิ ท่านสุพจน์ ไข่มุกด์ ท่านอัชพร จารุจินดา ท่านคมสัน โพธิ์คง ท่านศักดิ์ชัย อุ่นจิตติคุณ ท่านชูชัย ศุภวงศ์ และท่านเกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมคงไม่มีเวลาอธิบายในแต่ละหัวข้อ จะกล่าวไว้เพื่อให้เป็น หลักฐานว่านายบุญเลิศ ไพรินทร์ คนนี้ละ ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา นี่ละได้ให้ความเห็นที่จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนนะครับ
ประการที่ ๒ การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ขัดต่อหลักการตรวจสอบและ ถ่วงดุลระหว่างอํานาจนิติบัญญัติกับอํานาจบริหาร ไม่มีเหตุผลประการใดเลยที่ฝ่ายนิติบัญญัติ จะแก้รัฐธรรมนูญโดยยกอํานาจของตนเองให้ฝ่ายบริหาร ก็เท่ากับทรยศประชาชนที่เขามอบ อํานาจอธิปไตยให้มา เขาให้มาตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารคือรัฐบาลที่มีอํานาจในการใช้ งบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชน และมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนในภาพรวมอย่างมากด้วย
ประการที่ ๓ การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ขัดต่อหลักการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือที่เราเรียกว่าพาร์ทิซิพาโทรี ดิมอคเครซี (Participatory Democracy) ซึ่งเป็นระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นระบบรัฐสภา หรือ พาร์เลียเมนทารี ซิสเทม (Parliamentary System) หรือระบบประธานาธิบดี หรือที่เรียกว่าเพรสซิเดนเทียล ซิสเทม (Presidential System) ที่เป็นพัฒนาการของระบอบ ประชาธิปไตยในโลกปัจจุบันและอนาคตที่เขาต้องการให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทร่วม ในกระบวนการประชาธิปไตยตั้งแต่การได้มาซึ่งอํานาจ การใช้อํานาจ การตรวจสอบการใช้ อํานาจ เพราะฉะนั้นการที่แก้ไขไม่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ ทางประชาธิปไตย ในกระบวนการทางการเมืองนั้นถือว่าขัดต่อหลักการมีส่วนร่วมของ ประชาชน
ประการที่ ๔ การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ไม่สอดคล้องกับบริบท ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมหรือประชาธิปไตยน้ําเน่าที่เป็นอยู่ ในประเทศไทยในขณะนี้ ที่การได้มาซึ่งอํานาจ การใช้อํานาจ การตรวจสอบการใช้อํานาจ เป็นไปด้วยความทุจริตฉ้อฉล ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรมตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ ดังนั้นการได้มาซึ่งอํานาจ การใช้อํานาจ การตรวจสอบการใช้อํานาจของฝ่ายการเมือง ทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และข้าราชการระดับสูงในทุกกระทรวง ทบวง กรม จังหวัด อําเภอ แทนที่จะมีมาตรการในการควบคุมการทุจริตและประพฤติมิชอบให้มากขึ้น กลับปล่อยหรือโยนอํานาจทิ้ง ซึ่งก็ไม่เกิดผลดีต่อประเทศชาติและประชาชนแต่อย่างใดเลย ท่านประธานที่เคารพ
ประการที่ ๕ การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ไม่สอดคล้องกับบริบท ทางการศึกษาที่ล้มเหลวของประเทศ เราพัฒนาคนไม่ได้คนเก่งและคนดีอย่างแท้จริง เราพัฒนาคนให้เป็นคนเก่ง แต่ก็ไม่เก่งจริงเมื่อเปรียบเทียบกับคนในนานาอารยประเทศ และไม่ได้พัฒนาคนให้เป็นคนดี เราละทิ้งหมด หลักสูตรที่พัฒนาแล้วพัฒนาอีกบนความ โง่เขลาของรัฐมนตรีทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นมาและที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้พัฒนาคนให้เป็น คนเก่ง เป็นคนดีอย่างแท้จริง ขาดไร้ซึ่งคุณธรรมและจริยธรรม ขาดวินัย และเห็นประโยชน์ ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม เพราะฉะนั้นการให้อํานาจผู้ขาดไร้ซึ่งคุณธรรมและ จริยธรรมในสังคมแล้วนั้นเท่ากับเราโยนดาบอันคมกริบนั้นให้ผู้มีอํานาจที่ขาดไร้ซึ่งคุณธรรม ที่ใช้อํานาจเป็นธรรม แทนที่จะใช้ธรรมเป็นอํานาจ ก็จะบาดคอสังคมและตัวเองในที่สุด
ประการสุดท้ายครับท่านประธานที่เคารพ เพื่อรักษาเวลา อีกนิดก็ได้นะครับ แทนที่จะคงมาตรา ๑๙๐ ไว้เพื่ออุดช่องโหว่ของผู้มีอํานาจที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ญาติและพวกพ้อง ไม่ว่าจะเป็นคนในพรรคใด ๆ ก็ตามนะครับ ในรัฐบาลชุดไหนก็ตามกลับไปแก้ให้ผู้มีอํานาจ ที่มีแนวโน้มที่เห็นแก่ตัวได้มีโอกาสแสวงหาผลประโยชน์จากผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนเสียอีก
สุดท้ายและสุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธานที่เคารพ สัญญาเป็นสัญญา ประการที่ ๖ คือการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ขัดต่อหลักการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี และมีประสิทธิภาพ การบริหารราชการแผ่นดินที่ดีและมีประสิทธิภาพ จะต้องมีนโยบายและแผน ระยะยาว จะต้องมีทิศทางที่ชัดเจนล่วงหน้าก่อนเข้าบริหารประเทศด้วยซ้ําไป มาตรา ๑๙๐ จะเป็นเหตุแห่งปัญหาก็เฉพาะกับฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพเท่านั้น ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ดังได้กราบเรียนแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมจึงได้แปรญัตติให้ ตัดทุกมาตราดังที่ได้เสนอมา กราบขอบพระคุณครับท่านประธานที่เคารพ
เชิญกรรมาธิการครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก กรรมาธิการ ก็ต้องกราบเรียนท่านประธานฝากไปยังเพื่อนสมาชิก ขอบพระคุณนะคะสําหรับทุกความเห็น ที่ได้แสดงในมาตรา ๓ ในครั้งนี้ ทุกความเห็นนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่ง ในกิจการ การต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อนมาก ดังนั้นก็เป็นความร่วมมือกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลแล้วก็ฝ่ายค้าน ดิฉันก็ดีใจที่ได้ยินทุกความเห็น จากทุกท่าน แล้วก็ได้ฟังว่าในอนาคตเราก็จะร่วมงานกันในบทบาทอย่างไรกันบ้าง ดิฉัน ยอมรับค่ะว่าในการต่างประเทศนั้นบทบาทของฝ่ายค้านนั้นมีสูงมากในทุก ๆ ประเทศ แล้วก็ เป็นความจําเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องเข้าใจในประเด็นนี้ให้ลึกซึ้ง ในมาตรา ๑๙๐ นั้น ก็จะมีกรรมาธิการได้พิจารณากันอยู่ ๓ ประเด็น ก็คือหนังสือสัญญามีประเภทใดบ้าง แล้วหนังสือสัญญาใดที่จะนําเข้าสู่รัฐสภา แล้วก็การให้มีกฎหมายว่าด้วยหนังสือสัญญา แล้วผู้ใดที่จะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดในการนําหนังสือสัญญานั้นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ประเด็นทั้งหลายนี้ก็ตรงกับความเห็นของเพื่อนสมาชิกที่ได้แสดงความเห็นไว้นะคะ ก็มีประเด็นใดบ้างที่ท่านห่วงใยแล้วก็กังวลว่าควรจะเป็นประเด็นของประชาชนคนไทย แล้วก็ มีประเด็นของถ้อยคําที่ควรจะพิจารณาแล้วก็คํานึงไว้ ในส่วนของกรรมาธิการนั้นได้มีการ พิจารณาถึงรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๙๐ นี้ถูกบัญญัติไว้ในหมวด คณะรัฐมนตรี ในหนังสือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สัดส่วนของนิติบัญญัติมีอยู่ ประมาณ ๕๐ หน้า คณะรัฐมนตรีมีอยู่ประมาณ ๒๐ หน้าค่ะท่านประธาน แล้วก็ในส่วนของ การตรวจสอบศาลแล้วก็องค์กรอิสระนี้มีอยู่ประมาณ ๗๐ หน้า มาตรา ๑๙๐ นี้อยู่ในส่วน ของคณะรัฐมนตรี แต่เนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นส่วนของรัฐสภานะคะ เราก็มานั่งพิจารณาแล้วก็ กางรัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆ ก็ไปตรงกับประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีระบบการปกครอง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุข ตรงนี้เราก็ได้เห็นตรงกันว่าการทํา หนังสือสัญญานั้น แล้วก็การลงสัตยาบันอยู่ในส่วนของคณะรัฐมนตรีนะคะ ในส่วนของ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส แล้วก็เกาหลีใต้นี้อยู่ในส่วนของรัฐสภา ก็ทําให้เห็นว่าเราจะต้องมีการ ถ่วงดุลอํานาจให้เหมาะสม ดังนั้นประเด็นในเรื่องหนังสือสัญญาประเภทใดที่จะต้องเข้าสู่ รัฐสภาบ้างนั้น เราก็มีความหมายว่าจะต้องยึดหนังสือสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยสนธิสัญญา คริสตศักราช ๑๙๖๙ และความหมายของสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยทั่วไป ซึ่งก็มีประเภทของหนังสือสัญญาไว้ชัดเจน ดิฉันขอตอบสั้น ๆ นะคะ เพื่อที่เราจะได้ พิจารณากันในประเด็นต่อไป
ในส่วนประเด็นที่ท่านกรรมาธิการท่านได้ห่วงใยในเรื่องประเด็นสิ่งแวดล้อม และพลังงานเราก็ห่วงค่ะ แล้วเราก็มาดูว่าหนังสือสัญญาประเภทสิ่งแวดล้อมนั้นมีอะไรบ้าง ก็มีความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน พิธีสารเกียวโต อนุสัญญาบาเซล ว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกําจัดของเสียอันตรายข้ามแดนสนธิสัญญา ระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร อนุสัญญา รอตเตอร์ดัมว่าด้วยกระบวนการแจ้งข้อมูลสารเคมีลงหน้าอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครอง มรดกโลก เหล่านี้ส่วนใหญ่จะต้องนําสู่รัฐสภาอยู่แล้ว เพราะเป็นในหมวดของสนธิสัญญา ก็เข้าตรงกับความหมายของหนังสือสัญญา ดังนั้นก็ทําให้เห็นว่าในประเด็นที่ท่านห่วงกังวล นั้นว่าจะไม่ได้ถูกพิจารณานั้นก็ไม่ต้องกังวล เพราะว่าเป็นประเภทของหนังสือสัญญาที่จะต้อง เข้ารัฐสภาอยู่แล้ว ส่วนประเด็นที่กรรมาธิการได้พิจารณาก็คือเรื่องความหมาย เราก็มี ข้อตกลงกันว่าในมาตรา ๑๙๐ นี้เราจะเขียนให้สั้น กระชับ แล้วก็เข้าใจง่าย ไม่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทั่วไป เพื่อที่จะทําให้เรื่องประเด็นต่างประเทศเป็นประเด็น ร่วมกันจริง ๆ ดังนั้นในสัดส่วนที่จะนําเข้าไปพิจารณาในกฎหมายต่อไปนั้นก็เป็นความหมาย ที่ยังมีพลวัต คือมีการเปลี่ยนแปลงความหมายไปได้ยังไม่ชัดเจน อย่างเช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม และพลังงาน เป็นต้น ทุกวันนี้ดิฉันเองก็เห็นว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมและพลังงานนั้นก็มี ความหมายกว้างขวาง เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นในเมื่อเรายังไม่สามารถที่จะระบุได้ชัด แจ้งว่าความหมายนั้นจะตายตัวได้อย่างไร ก็จึงไปอยู่ในระดับพระราชบัญญัติ เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่มาของคณะกรรมาธิการ แล้วก็เนื้อหาในมาตรา ๓ ที่คณะกรรมาธิการได้พิจาณา เอาไว้ว่าความหมายที่ชัดเจน ชัดแจ้ง เราก็จะใส่ไว้ ส่วนที่ยังมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ ในอนาคตก็จะไปอยู่ในระดับพระราชบัญญัติต่อไปค่ะท่านประธาน ตรงนี้ก็เป็นการทํางาน ของคณะกรรมาธิการ แล้วก็เป็นการตอบคําถามข้อห่วงใย ความกังวลในถ้อยคําต่าง ๆ ว่า หลักคิดของกรรมาธิการเป็นอย่างไร ดิฉันเชื่อมั่นว่ากรรมาธิการทุกท่านมีความห่วงใย แล้วก็ เข้าใจถึงประเด็นในกิจการการต่างประเทศ แล้วก็ความสําคัญของการร่วมมือกันระหว่าง ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ขอบพระคุณค่ะ
เชิญกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ก็ต้องขอบคุณท่านสมาชิกที่หลายท่านได้ร่วมการอภิปราย แล้วก็ได้ให้ข้อคิดเห็นที่จะนําไปสู่ การใช้มาตรา ๑๙๐ นี้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมเข้าใจว่าทุกท่านไม่ว่าจะมีความเห็น อย่างไรนะครับ ก็ล้วนแต่มีเจตนาดีที่เราอยากจะเห็นประเทศของเรามีการพัฒนา มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันซึ่งการติดต่อกันระหว่างประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว กว้างขวาง ผมเมื่อเข้ามารับตําแหน่งหน้าที่ในรัฐบาลก็มีโอกาสติดตามท่านนายกรัฐมนตรี ไปต่างประเทศอยู่หลายครั้ง ก็ทราบว่าปัจจุบันนี้นะครับการติดต่อประสานงานกันนั้น โดยเฉพาะระหว่างฝ่ายบริหารนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก เพราะฉะนั้นถ้าอะไรที่จะทําให้การ นําไปมาการเจรจากันเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ผมเข้าใจว่าก็จะมีประโยชน์สําหรับ ประเทศชาติ แต่อย่างไรก็ตามนะครับ แต่ก็ไม่เว้นที่เราจะสนับสนุนให้ทุกส่วนทุกคนก็มี ส่วนร่วมด้วย คณะกรรมาธิการไม่มีเจตนาครับที่จะไปลิดรอนสิทธิ์ของประชาชนหรือการมี ส่วนร่วมของประชาชน แต่ว่าสิ่งที่ผมได้พยายามอธิบายก็คือว่าเราต้องเข้าใจระบบ ในการทํา ความตกลงระหว่างประเทศ จากการศึกษามานะครับหลาย ๆ คน หลาย ๆ สํานัก หลายท่านที่สนใจเรื่องนี้มากก็จะพบว่าในการจัดทําความตกลงระหว่างประเทศ ประเทศ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่พูดได้ว่าความตกลงแทบทุกฉบับต้องเข้าสู่การพิจารณาของ สภาคองเกรส (Congress) นั่นเป็นระบบของเขา ยกเว้นบางเรื่องที่เขาเรียกว่าเป็นความตก ลงของฝ่ายบริหารที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษครับท่านประธานครับว่า เอ็กเซคูทีพ อะกรีเมนท์ (Executive agreement) นั้นรัฐบาลทําเองได้ นอกนั้นต้องได้รับความเห็นชอบจาก สภาคองเกรสหรือได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสเข้าไปนะครับ ประเทศออสเตรเลีย ท่านประธานครับ เป็นประเทศที่ว่าการทําความตกลงระหว่างประเทศให้เป็นเรื่องของ ฝ่ายบริหารหมดเลย แต่ว่าฝ่ายนิติบัญญัตินะครับเข้ามาตรวจสอบได้ ถามได้ แต่ว่าแก้ไขอะไร ไม่ได้เลย นี่คือระบบของเขา บางประเทศใกล้เคียงกับเรา เช่น ประเทศหลายประเทศ ในยุโรป ฝรั่งเศสนะครับก็คล้าย ๆ กับเรา ก็จะมีการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน แต่ว่าเขาก็จะ กําหนดว่าสนธิสัญญาประเภทไหนที่ให้ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ซึ่งกันและกันมันชัดเจน แต่บางประเทศก็ไม่ชัดเจน ยังคลุมเครือเช่นเดียวกับเราอยู่ เหมือนกัน สิ่งที่รัฐบาลที่แล้วรัฐบาลนี้พยายามทําก็คือทําให้บรรดาความไม่ชัดเจนนี้ มันชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งอันนี้ก็เป็นเจตนาของพวกเราแต่ละคนนะครับ อย่าลืมนะครับว่าพวกเรา ได้มีโอกาสพิจารณาข้อตกลงระหว่างประเทศที่เข้ามาถึงพวกเราที่นี่นะครับ สภาแห่งนี้ นะครับทําได้ ๒ อย่างครับท่านประธานครับ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เราทําได้อยู่แค่นี้ครับ แต่กระบวนการก่อนที่จะมาถึงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกระบวนการขั้นตอนมันเยอะ การไปเจรจาของเจ้าหน้าที่ใช้เวลานาน เพราะฉะนั้นเราอาจจะไม่เห็นว่า เพราะหลายท่านพูด ว่ามาถึงสภาไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร เพราะเรามีหน้าที่แค่เห็นชอบไม่เห็นชอบครับ แต่กระบวนการที่มันเกิดขึ้น ทําอย่างไรจึงจะทําให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการไปทํา ความตกลงนั้นเขาได้ทํางานอย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือจุดมุ่งหมายที่เราจะช่วยกันแก้ไข ให้มันเกิดขึ้น
ในสิ่งที่ท่านสมาชิกได้ซักถาม ขอคําตอบจากคณะกรรมาธิการนะครับ ประเด็นแรกที่พูดกันอยู่หลายท่านที่มีการเติม คําว่า โดยชัดแจ้ง เข้าไปนะครับ ซึ่งผมเข้าใจว่า เมื่อวานนี้ผมก็ได้อธิบายแล้วว่าเหตุใดคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้าไปในวรรคที่สาม หลังประโยคคําว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีอธิปไตยหรือมีอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือ ตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง ท่านประธานครับ ที่จริงตัวหนังสือผมก็ว่ามันชัดอยู่ แล้วนะ แต่ว่าก็เกิดปัญหาเกิดขึ้น พูดตรง ๆ ก็คือจากคําวินิจฉัยของศาล เพราะท่านเอา เหตุการณ์ที่ไม่รู้จะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นในอนาคตมาตัดสิน เมื่อใส่คํานี้เข้าไปนะครับ ผล คืออะไรครับ ก็คือหลังจากนั้นสนธิสัญญาแทบทุกประเภทซึ่งผมยืนยันได้ว่าถ้าเอาหลักจริง ๆ แล้วไม่ต้องเข้าสภาเลย แต่ว่าผู้เกี่ยวข้องล้วนก็ไม่แน่ใจ เขาก็ตอบ เวลาถามความเห็นไปที่ กระทรวงการต่างประเทศ เขามักจะตอบว่า มันอาจจะเป็น ก็นี่ละครับพอเป็นอย่างนี้เห็นไหมครับ หลายเรื่องผมก็ถามว่าเอามาทําไม ก็มันอาจจะเป็นนี่ครับ เพราะเหตุผลจากคําวินิจฉัยของศาลนั้น มันทําให้เกิดความไม่ชัดเจน เราก็เลยใส่คํานี้เข้าไปเพื่อให้ชัดเจนขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าท่าน จะบอกว่าก็ไม่มีรัฐบาลไหนหรอกที่จะไปทําความตกลงยกประโยชน์ให้เขา ไม่ใช่ครับ คือเวลาเราพิจารณาเราต้องดูข้อเท็จจริงก่อน ศาลเวลาจะพิจารณาตัดสินอะไรเขาเอา ข้อเท็จจริงก่อน เมื่อข้อเท็จจริงชัดเจนแล้วจึงเอาข้อกฎหมายมาตัดสิน ถ้าบอกว่าข้อเท็จจริง นี้มันอาจจะเกิดขึ้นนะ แล้วมาตัดสิน อย่างนี้ความไม่แน่นอนมันเกิดขึ้น ถ้าเทียบกับคดีอาญา ท่านประธานครับ กฎหมายบอกว่าผู้ใดฆ่าผู้อื่น พอมีข้อเท็จจริงว่าเขาอาจจะฆ่าหรือไม่ฆ่าก็ได้ แล้วมาตัดสินลงโทษ อย่างนี้มันไม่ได้ ก็เช่นเดียวกันครับ ฉะนั้นที่ใส่คํานี้เข้ามาก็เพียงแต่ว่า มีเจตนาจะให้เกิดขึ้นว่ามันมีความชัดเจนขึ้น ฝ่ายที่นําไปปฏิบัติก็จะได้มีความชัดเจน ไม่มีข้อสงสัยกันอีกต่อไปนะครับ
ประเด็นต่อมา คําที่เป็นปัญหาอยู่ในกฎหมายนี้ ไม่ว่าจะมีการแก้ไข เมื่อปี ๒๕๕๔ สมัยที่ท่านเป็นรัฐบาลคือคําว่ามีผลกระทบอย่างกว้างขวางมีนัยสําคัญ มีคําที่มันไม่ชัดเจน การค้า การลงทุน การผูกพันงบประมาณ อะไรพวกนี้ ความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคม ผมก็พยายามไปดูว่าเราก็พยายามจะออกกฎหมาย เพื่ออนุมัติตามกฎหมายนั้น สมัยที่พวกท่านฝ่ายค้านขณะนี้เป็นรัฐบาลอยู่ท่านก็เอากฎหมายนี้ เข้ามาพิจารณาในสภานี้นะครับ สุดท้ายก็มีการถอนกันออกไป ถอนกันออกไปผมเข้าใจว่า ถ้าไปดูข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้วไม่ใช่เพียงว่าเพราะมีการค้านว่าทําไมไม่เอาเรื่องเงินกู้เข้ามา ไม่ใช่ มันมีเรื่องอื่นด้วยก็คือความไม่ชัดเจนของสิ่งที่มันเกิดขึ้น พอไปดูรายงานทั้งหมด คณะกรรมาธิการการที่ร่วมขึ้นมาที่มีกฤษฎีกาอยู่ด้วย ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ อยู่ด้วย หลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องเขาก็บอกว่ามันไม่รู้จะกําหนดนิยามอย่างไร อะไรคือกว้างขวาง อะไรคือมีนัยสําคัญ อะไรคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อะไรคือ ความมั่นคงทางสังคม ถ้าไม่สามารถที่จะกําหนดนิยามให้ชัดเจนขึ้นได้และไปเขียนกฎหมาย ความไม่แน่นอนมันก็เกิดขึ้น ผู้จะไปใช้กฎหมายจะเป็นใครก็ไม่รู้ ก็อาจจะตีความอย่างไม่ชัดเจนเกิดขึ้น สุดท้ายนะครับ ถึงแม้จะมีความพยายามจะกําหนดประเภทขึ้นมาแล้วก็ตาม เพราะท่านไปแก้ว่าถ้าอย่างนั้น ก็ไปกําหนดว่ากฎหมายประเภทไหนที่จะต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภาอะไร ๆ บ้าง ถึงแม้ไปกําหนดประเภทขึ้นมาแต่มันก็ยังย้อนกลับไปที่เดิมว่ากว้างขวางคืออะไร มีนัยสําคัญ คืออะไร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจคืออะไร ความมั่นคงทางสังคมคืออะไร และสุดท้ายพอมี ความไม่ชัดเจนเกิดขึ้น เราบอกว่ากฎหมายเหล่านี้เมื่อเข้าสภาถ้ามีปัญหาในการตีความ ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยนะ มันก็จะกลายเป็นว่าศาลจะเป็นคนกําหนดว่าที่มี นัยสําคัญคืออย่างนี้ ที่กว้างขวางคืออย่างนี้ ที่ผูกพันกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจคืออย่างนี้ ก็กลายเป็นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้กําหนดว่าสัญญาอันไหนที่ต้องเข้า ไม่เข้าสภา แต่ไม่ใช่ สภานิติบัญญัติ เห็นไหมครับ สุดท้ายก็กลายเป็นว่าศาลจะเป็นผู้กําหนดชะตาของประเทศนี้ พวกเราจะเอาอย่างนั้นหรือครับ ไม่ใช่ ศาลมีหน้าที่ไปวินิจฉัยกฎหมายตามเจตนาของพวก เราที่เป็นคนออกกฎหมาย แต่ไม่ใช่เป็นผู้กําหนดกฎหมาย นี่คือเหตุผลที่ผมเข้าใจว่าหลัก ๆ ที่รัฐธรรมนูญมาตรานี้ ถึงแม้จะแก้มาแล้วครั้งหนึ่งก็ยังไม่สามารถที่จะอนุมัติกฎหมายนั้น ตามนั้นได้ แต่ว่าพอมีการแก้คราวนี้เราเอาคําที่เป็นปัญหานั้นออกไป อย่างมีนัยสําคัญ เอาออกไป อย่างกว้างขวางเอาออกไป ก็เหลือเฉพาะเรื่องที่ยังค้างกันไว้ก็คือที่มีผลกระทบต่อ การเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน อย่างนี้มันก็จะชัดเจนขึ้น ส่วนอื่นยังมีวรรคต่อไป คือคําว่าความตกลงที่อาจจะต้องมีกฎหมายรับรอง ก็ยังไปเข้าในวรรคนี้ได้อยู่ต่อไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้ามันชัดเจนขึ้นอย่างนี้แล้วก็จะทําให้การบังคับใช้ในกฎหมายนั้น มันมีความสะดวกยิ่งขึ้นนะครับ
ประเด็นต่อไปที่มีการพูดกันมากก็คือกรณีของอ่าวไทย หรือเส้นเขตแดน บอกว่ามีการพบแหล่งก๊าซ มีน้ํามัน จะมีคนได้ประโยชน์ พวกท่านก็พูดไปเรื่อยนะครับ แต่ผมก็อยากจะเรียนว่าผมได้สอบถามทางกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ซึ่งท่านรองอธิบดี ที่มาร่วมฟังอยู่ในนี้ก็บอกว่า กรณีพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย การค้นพบแหล่งก๊าซ แหล่งน้ํามันนั้นมันอยู่ระหว่างการสํารวจ อยู่ระหว่างการสํารวจยังไม่มีข้อตกลงใด ๆ นะครับ เช่นเดียวกับเรื่องการกําหนดเขตแดนก็มีคณะกรรมการร่วมเพื่อกําหนดเขตแดนเจรจากันอยู่ ถามว่าความตกลงเรื่องแหล่งก๊าซ แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ หรือการแบ่งปันผลประโยชน์นี้ จะต้องเข้าสภาไหม ท้ายที่สุดถ้าต้องออกกฎหมายมันก็ต้องมาสภาอยู่ดี วันนี้เขาแค่ไปเจรจากัน ยังไม่มีความตกลงอะไรกันเลย ท่านพูดอย่างกับบอกว่าทั้งหมดนี้มีการตกลงกันแล้ว มีคนได้ผลประโยชน์แล้วนะ เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นผมก็ได้ตรวจสอบกับทางกระทรวง การต่างประเทศแล้ว บอกว่าเรื่องเหล่านี้ยังอยู่ในระหว่างการสํารวจเท่านั้นนะครับ เรื่องการ ทําประโยชน์ร่วมกัน เรามีตัวอย่างที่ชัดเจนแล้วก็คือการตกลงร่วมกันระหว่างไทยกับ มาเลเซียเห็นไหมครับ ซึ่งสุดท้ายก็มีการตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อจัดการแหล่งก๊าซร่วมกัน ตรงนั้น ก็ต้องออกเป็นกฎหมาย มันก็ต้องผ่านสภาอยู่ดี เพราะฉะนั้นถ้ามีการไปตกลงกับประเทศ กัมพูชาว่าเราพบแหล่งก๊าซนะ มันอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนนะ ตกลงกันไม่ได้ว่า ของใครอยู่ ตรงไหนนะ ถ้าตกลงกันได้ว่าอย่างนั้นหาประโยชน์ร่วมกันได้ไหมละ เหมือนกับที่ทํากับ มาเลเซีย ตรงนั้นก็จะต้องออกเป็นกฎหมาย มันก็ต้องผ่านที่นี่อยู่ดี นี่คือข้อที่อยากจะเรียนกับ ท่านทั้งหลายนะครับ มีบางท่านเสนอว่าเอาละถ้าอย่างนั้นเอาอย่างนี้ดีไหม ที่บอกว่าจะต้อง ออกพระราชบัญญัตินั้น เปลี่ยนจากคําว่าพระราชบัญญัติเป็นกฎหมาย คําว่า กฎหมาย มันจะคลุมไปแค่ไหนละ ท่านบอกว่าอาจจะต้องหมายถึงตั้งแต่กฎกระทรวงก็เป็นกฎหมายนะครับ พระราชกฤษฎีกาก็เป็นกฎหมายนะครับ สิ่งที่สภาพิจารณาก็คือพระราชบัญญัติและ พระราชกําหนดที่เราจะต้องอนุมัติหรือไม่อนุมัติ กฎกระทรวงสภาไม่ได้พิจารณานะครับ ถ้าท่านบอกว่าความตกลงทั้งหลายที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง กฎกระทรวง พระราชกฤษฎีกา ก็ต้องผ่านสภาด้วย ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าระบบกฎหมายจะไปได้อย่างไร เพราะกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงออกตามพระราชบัญญัติ ความตกลงที่ไปเปลี่ยน ระหว่างประเทศมันจะไปเปลี่ยนกฎกระทรวง ไปเปลี่ยนในนี้ได้อย่างไรก็ไม่เข้าใจจริง ๆ ท่านประธาน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ยิ่งจะคลุมเครืออีก ก็จะกลายเป็นวความตกลงไหนที่เปลี่ยน กฎกระทรวง เปลี่ยนพระราชกฤษฎีกาก็ต้องมาเข้าสภานี้อีก มากกว่าเดิมอีก ผมคาดเดาเป็น อย่างนั้นนะครับ นี่คือสิ่งที่อยากจะเรียนท่านทั้งหลายว่าที่มีการแก้ไขกันเป็นอย่างนี้นะครับ ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนมีความแน่นอนทางกฎหมาย ปฏิบัติได้ การตรวจสอบของฝ่ายสภานั้น เครื่องมือในการตรวจสอบมันมีหลายเครื่องมือท่านประธานครับ ไม่ใช่เพียงการพิจารณา ความตกลงระหว่างประเทศเท่านั้น เรายังมีคู่มืออื่น ๆ ที่สามารถจะตรวจสอบการทํางาน ของฝ่ายบริหารได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
มีถามอีก ยกมือหลายท่านเลย เชิญคุณอานิกครับ ขอคําถามสั้น ๆ นะครับ
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ดิฉัน อานิก อัมระนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ มีประเด็นข้อสงสัย ๒ อย่างที่ท่านกรรมาธิการยังไม่ได้ตอบดิฉัน ข้อแรกคือเรื่องของ การเยียวยา เหตุใดทางกรรมาธิการถึงได้ตัดข้อความซึ่งอยู่ในวาระที่ ๑ ผ่านวาระที่ ๑ มาว่าการเยียวยาจะต้องคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ได้ประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้ ทําไมท่านถึงตัดตรงนี้ คําถามที่ ๒ คือเรื่องของ บาเทอร์ (Barter) ข้าว กับรถไฟความเร็วสูง เรื่องประเภทนี้ถ้าเป็นตามกฎหมาย ที่ท่านร่างมานี้ รัฐธรรมนูญที่แก้ไขนี้จะต้องเข้าสภาไหมคะ
เชิญ ท่านเกียรติ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ สมาชิกรัฐสภา ใน ฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ พอดีท่านพีรพันธุ์ได้อ้างอิงถึงกรณีของสภาคองเกรส กับออสเตรเลีย ผมเกรงว่าเพื่อนสมาชิกถ้าได้รับข้อมูลไม่ถูกต้องแล้วจะเข้าใจผิด ฟังท่านพูด ดูเหมือนว่าในออสเตรเลียและในสหรัฐให้อํานาจฝ่ายบริหารเยอะ ตัดสินใจได้เอง ท่านเข้าใจผิดครับ ผมศึกษาทุกกรณีของสหรัฐ กรณีของสหรัฐเข้าไปขอหลักการ ก่อนที่จะเจรจานะครับ ขอหลักการก่อน ในวันที่ไปขอหลักการต้องมีผลการศึกษาละเอียดยิบเลยครับ ท่านเคยเห็น ไหมครับ ผมเคยเห็นครับ แล้วการศึกษาที่ผมบอกละเอียดยิบพูดถึงว่ากรณีแม้กระทั่ง ดุลการค้าจะมีการขาดดุลในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าประเมินไว้หมดครับ แล้วหลังจากนั้นเมื่อไป เจรจากลับมาแล้วไม่ใช่สภาคองเกรสต้องอนุมัตินะครับ มีสิทธิไม่อนุมัติมี ๙๐ วัน มีอยู่ ยุคเดียวครับ สมัยประธานาธิบดีบุชจูเนียร์ (Bush Junion) บุชลูกในตอนนั้นเขาไปขอ ที่เขาเรียกว่าฟาสท์ แทรค ออโทริตี้ (Fast Track Authority) คืออํานาจในการเจรจา ชั่วคราว ให้เพียงไม่กี่ปี และมีเหตุผลรองรับพิเศษในการเจรจาการค้าของประธานาธิบดี รัฐบาลในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นทั้งการศึกษา ทั้งกระบวนการขั้นตอนตรวจสอบโดยสภาเข้ม กว่าที่เขียนในมาตรา ๑๙๐ เดิมด้วยซ้ําไป กรณีของออสเตรเลีย ท่านทราบไหมครับว่าวันที่ ออสเตรเลียเจรจาก่อนลงนามความตกลงเขตการค้าเสรีกับสหรัฐนั้น ต้องทําอย่างไรท่าน ประธานทราบไหมครับ รัฐบาลออสเตรเลียในขณะนั้นต้องเสนอมาตรการในการปรับ โครงสร้างอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบพร้อมงบประมาณที่ต้องการภายในระยะเวลาที่ ต้องการ ตอนนั้นมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอ ของบประมาณในวันที่ขออนุมัติโดยสภานะครับ ไม่ใช่ให้อํานาจฝ่ายบริหารนะครับ เขาถึงมี การอนุมัติมาว่าปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ใช้เงิน ๑,๕๐๐ ล้านเหรียญเป็นเวลา ๑๐ ปี อุตสาหกรรมสิ่งทอใช้เวลา ๕ ปี ๖ ปี ๖๘๐ ล้านเหรียญ เพื่อความชัดเจนนะครับ อันนี้ผมจะได้ให้สมาชิกเข้าใจตรงกัน
ท่านเกียรติขอกระชับ หน่อยครับ
กระชับครับ ท่านประธาน ผมไม่พูดเยอะครับ กว้างขวาง ที่ท่านบอกว่ากว้างขวาง มีนัยสําคัญ เขียน กฎหมายไม่ได้ ผมก็นั่งประชุมอยู่กับท่านในกรรมาธิการนะครับ ผมแค่บอกว่าถ้าเขียนไม่ออก คิดไม่เป็น ผมยินดีช่วยเขียนครับ เพราะว่ากฎหมายที่แก้ไปมาตรา ๑๙๐ บอกให้แยก ประเภทง่ายขึ้นเยอะครับ ทําได้ครับ แต่ที่เขายังทํามาถึงจุดที่ ๒ ปีที่แล้วตอนที่ท่านมาเป็น รัฐบาลท่านไม่ได้ทําต่อครับ ถ้าคิดไม่ออกผมบอกให้ครับ เพราะทําได้ครับ จริง ๆ มันไม่มี ความจําเป็นต้องแก้ทั้งมาตราซึ่งผมพูดไปแล้ว
ประการสุดท้ายครับ ท่านพูดถึงว่าท่านถามกับกระทรวงการต่างประเทศว่า พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยยังอยู่ระหว่างการสํารวจ ยังไม่มีอะไรเลย ท่านครับไปตรวจสอบใหม่ครับ ให้สัมปทานไปแล้วครับ ท่านอยากรู้ไหมครับฝ่ายเขมรให้กี่สัมปทานครับ มีรายชื่อหมดครับ แล้วถามว่าทําอะไรไปแล้วบ้าง มีการดําเนินการในระหว่างที่ยังไม่ข้อตกลงเรื่อง เขตแดนนี้นะครับ สามารถทําการตรวจสอบที่เขาเรียกว่าไซน์ เซมิค เทส (Science Seismic Test) การตรวจสอบโดยใช้คลื่นความถี่ เพื่อดูว่าปริมาณที่มีสํารองใต้ดินนั้นมีมากน้อยแค่ไหน และเป็นที่ชัดนะครับ ถ้าท่านอยากรู้ผลผมก็มีครับ เป็นที่รู้ชัดเจนว่าฝั่งของฝ่ายไทยมันมี มากกว่าอีกฝั่งหนึ่ง ไปถึงจุดที่มีการให้สัมปทานเรียบร้อยแล้วครับ แต่ยังดําเนินการต่อจาก การทําไซน์ เซมิค เทส ไม่ได้ เพราะยังขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศ เขมรโดยรัฐบาล เท่านั้นครับ เพราะฉะนั้นข้อมูลเหล่านี้ที่ท่านให้มันคาดเคลื่อน ผมมีความ จําเป็นต้องชี้แจงครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสรรเสริญก่อนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการและสมาชิกรัฐสภานะครับ ต้องโอกาสนี้ขอความชัดเจนจากท่าน กรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ เพราะว่าเมื่อสักครู่ก็ได้มีการชี้แจงในกรณีที่ว่าเหตุผลของ การที่ไม่ใส่ในเรื่องของทรัพยากรและพลังงานลงไปในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพราะว่า ความหมายของทรัพยากรและพลังงานมันมีพลวัตก็หมายถึงว่าเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ จึงไม่อยากใส่ลงไปในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ แล้วท่านก็ยังชี้แจงต่ออีกนะครับว่า ในเรื่องของทรัพยากรและพลังงานนั้นจะไปอยู่ใน พ.ร.บ. ต่อไป ผมขอคํายืนยันนะครับ เพราะว่าในวรรคสามของร่างแก้ไขนี้มี พ.ร.บ. ซึ่งเป็นกฎหมายลูกจริงครับ แต่เป็นกฎหมาย ลูกเฉพาะด้านของวรรคสองซึ่งก็มีแค่ ๓ เรื่องเท่านั้น ก็คือ ๑. ในเรื่องของดินแดน ๒. ในเรื่อง ของการเปิดเสรีการค้า แล้วก็ ๓ . ก็คือในเรื่องของการเปิดเสรีการลงทุน ที่ท่านบอกว่าจะมี พ.ร.บ. ต่อไปในเรื่องของการกําหนดผลประโยชน์ในเรื่องทรัพยากรและพลังงานนั้น ไม่ได้ถูก บัญญัติลงในร่างแก้ไขฉบับนี้ แล้วถ้าท่านชี้แจงมาอย่างนี้ผมคิดว่าขอเป็นคํามั่นสัญญาได้ไหม ครับ ว่าท่านจะต้องออก พ.ร.บ. ฉบับนี้เพื่อที่จะกําหนดในเรื่องของการแบ่งผลประโยชน์ ทางด้านทรัพยากรและพลังงานต่อไป
ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของแหล่งน้ํามันและก๊าซ เมื่อสักครู่ท่านเกียรติ ก็ได้ชี้แจงไปนิดหนึ่งแล้วนะครับ ที่จริงก็มีการสํารวจมาแล้วจากหลายองค์กรด้วยกัน ธนาคารโลกเองก็สํารวจมาด้วย ซึ่งมีพื้นที่อย่างที่ผมได้อภิปรายไป ๒๖,๐๐๐ ล้านตาราง กิโลเมตร มูลค่าประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีทั้งก๊าซและน้ํามัน ท่านบอว่ายังไม่มี การสํารวจ ก็อาจจะเป็นความเห็นของท่านนะครับ แต่ผมคิดว่านั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่ท่านจะ ไม่บัญญัติลงในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านบอกอีกว่าจริง ๆ แล้วการแบ่งผลประโยชน์ มันทําได้ ก็แบ่งพื้นที่เสร็จก็แบ่งผลประโยชน์ แล้วการแบ่งพื้นที่ต้องออกเป็น พ.ร.บ. อันนั้น ถูกต้องครับ แต่ที่ผมอภิปรายไปเมื่อวานนี้มันไม่ใช่กรณีโดยทั่วไป เพราะว่าในเรื่องของการแบ่งเขตแดน เราก็มีประสบการณ์มาแล้ว ว่ามันไม่ง่าย แล้วก็เอ็มโอยู ๔๔ ที่ออกไปที่ท่านอภิสิทธิ์ตอนนั้น ที่ได้ยกเลิกในนามของคณะรัฐมนตรีไปก็เพราะว่าการแบ่งเขตแดนเราคิดว่ามันมีการ เสียเปรียบสําหรับประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้คงไม่เร็ววันหรอกครับที่จะแบ่ง เขตแดนกันได้ ก็นําไปสู่กรณีที่ ๒ ก็คือว่าพื้นที่ตรงนั้นยังเป็นพื้นที่ทับซ้อนอยู่ และเมื่อเป็น พื้นที่ทับซ้อนอยู่ก็จะต้องเมื่อจะนําทรัพยากรตรงนั้นออกมาใช้ก็จะต้องมีกฎระเบียบ ในการแบ่งผลประโยชน์ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านก็บอกด้วยว่าตรงนั้นก็ต้อง ออกเป็น พ.ร.บ. แต่ผมก็ต้องถามท่านอีกครับ เพราะว่าในบทบัญญัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไม่มีบทบัญญัติให้ออกเป็น พ.ร.บ. ในกรณีนี้ด้วย เป็นอีก ๑ คําถามนะครับที่ต้อง ขอความชัดเจนจากท่านกรรมาธิการ
ผมจะเรียงตามที่ยกมือ นะครับ ท่านอรรถวิชช์ครับ
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นที่ผมได้นําเสนอขอแก้ไขไม่ทราบว่า ท่านกรรมาธิการพีรพันธุ์เข้าใจต้องตรงกันหรือเปล่าว่าหนังสือสัญญาที่มีบทที่จะมีการ เปลี่ยนแปลงว่าเราจะต้องมีการออกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติแบบนี้จะต้องเข้าสภา ผมก็นําเรียนเสนอว่าถ้าไม่ใช่ศักดิ์กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เป็นศักดิ์กฎหมายอระดับอื่น ๆ ลงมาได้ไหม โดยเปลี่ยนคําว่า พระราชบัญญัติ เป็นคําว่า กฎหมาย คือนัยของกระผมคือ อย่างนี้ครับ เนื่องจากว่ากรรมาธิการท่านไปลดย่อลงมาแล้วเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม อย่างมีนัยสําคัญหรืออย่างกว้างขวาง ท่านบีบให้มันมาเหลืออยู่เรื่องเดียวคือเรื่องเอฟทีเอ เพราะฉะนั้นผมก็เลยมีประเด็นว่าและถ้าข้อตกลงที่เขาไม่เรียกว่าเอฟทีเอละครับ ข้อตกลงที่ ไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบดับเบิ้ลยูทีโอ เรื่องพหุภาคี เรื่องการค้าเสรีละครับ และข้อตกลงนั้น ส่งผลที่จะต้องทําให้ท่านกลับเข้ามาสู่ประเทศไทยในการลดพิกัดภาษีศุลกากร ลดพิกัดภาษี สรรพสามิต อย่างนี้ทําอย่างไรครับ อย่างนี้ไม่ต้องเข้าสภาหรือครับ หมายถึงว่า ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐบาลมีอํานาจไปเจรจากับประเทศอื่น แล้วก็ขอลดพิกัดภาษีศุลกากร ลดพิกัดภาษีสรรพสามิตได้โดยที่ไม่ต้องเข้าสภาแห่งนี้หรือครับ ผมพูดในกรอบ ที่ไม่ใช่กรอบเอฟทีเอนะครับ นี่ต่างหากละที่ผมขอบอกว่ากฎหมายในส่วนของ พระราชบัญญัติเปลี่ยนคําว่า พระราชบัญญัติ เป็นคําว่า กฎหมาย ได้ไหม เพราะว่ามันจะได้มี ความหลากหลาย
ประการสุดท้ายที่ท่านยังไม่ได้ตอบผมก็คือวรรคสามและวรรคสี่ของ มาตรา ๑๙๐ เรื่องที่ต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ ทั้งหลายทั้งปวงที่มีความสําคัญ ของเดิมเขาเขียน ชัดว่าต้องรับฟังความคิดเห็นประชาชน ว่าต้องมาขอกรอบในการเจรจากับสภา ว่าต้องเอา หนังสือเข้ามาคุยอนุมัติในสภาแห่งนี้ ปรากฏว่าท่านเอาวรรคที่บอกว่า ต้อง ออกหมดเลย แล้วก็บอกว่าให้เป็นไปตามกฎหมายลูก คือถ้ากฎหมายลูกไม่ร่างสักที จะทําอย่างไรกัน ละครับ เพราะว่ามาตรา ๔ ต่อไปจากนี้ที่เราจะเขียนกันมันก็เขียนตลกมากเลยครับ บอกว่า ทั้งนี้ตามความเหมาะสมในช่วงเวลา แปลว่าถ้าเกิดใครเห็นว่าเหมาะสม ตอบผมหรือยัง ละครับว่าใครเห็นว่าเหมาะสม ไม่เหมาะสม อย่างนั้นก็แปลว่าในอนาคตเรื่องสําคัญ ๆ ที่ต้อง เข้ามาตรา ๑๙๐ แต่ท่านไม่ออกกฎหมายลูกสักที ก็ไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก็ไม่ต้องเสนอกรอบกันอีกแล้ว ก็ไม่ต้องเสนอหนังสือเข้ามาในสภาอีกแล้วครับ เพราะมาตรา ๔ วรรคท้ายท่านเขียนว่าเป็นไปตามความเหมาะสม เหมาะสมใครครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านอภิสิทธิ์ครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภาครับ ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็นแรก บังเอิญท่านดอกเตอร์สรรเสริญได้พูดแล้ว แต่ว่าผมขอทําความเข้าใจอีกนิด นะครับ ผมฟังคําชี้แจงของท่านกรรมาธิการเหมือนท่านบอกว่าเรื่องพลังงานกับ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติท่านเห็นว่าอยากจะให้สภาได้มีส่วนร่วม แต่เนื่องจากยังมีพลวัฒน์ ยังไม่สามารถที่จะหาคํานิยามที่เหมาะสมได้ ท่านใช้คําว่า ก็จะไปอยู่ใน พ.ร.บ. ไม่ใช่ ท่านกรรมาธิการพีรพันธุ์นะครับ ท่านจารุพรรณนะครับเป็นผู้ชี้แจงเมื่อสักครู่ ผมก็ฟังเหมือน ดอกเตอร์สรรเสริญนี่ละครับ ประเด็นของผมคือว่าถ้านั่นคือความตั้งใจของท่าน ท่านไม่มีช่องที่จะทํา เพราะไม่มี รัฐธรรมนูญมาตราไหน วรรคไหนที่บัญญัติอยู่ตามที่ท่านแก้ไข ที่ให้อํานาจเราไปตรา พระราชบัญญัติเช่นนั้น ผมจึงอยากได้รับคํายืนยันนะครับว่าท่านคิดอย่างนี้และคิดว่าเขียนแล้ว และผมชี้ให้เห็นว่ายังไม่ได้เขียน ท่านจะแก้ไหม หรือที่จริงก็คือว่าขณะนี้ไม่มีบทบัญญัติ ในนี้ครับ ที่จะรองรับเรื่องพลังงานกับทรัพยากรธรรมชาตินะครับ ให้ชัดไปเลยครับ
ประการที่ ๒ เมื่อสักครู่ท่านก็เท้าความเรื่องรัฐบาลที่แล้ว แล้วก็ที่ถอน กฎหมายที่อะไรไป ท่านอย่าสับสนขั้นตอนนะครับ ตอนนั้นยังไม่ได้แก้รัฐธรรมนูญ การจะ ออกกฎหมายซึ่งหลายฝ่ายพยายามจะช่วยเพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้นในที่สุดมันทําไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญก่อนที่จะแก้ไข อนุญาตให้ไปออกกฎหมายเฉพาะการกําหนดวิธีการและ ขั้นตอนในการดําเนินการ คือที่มาของการมาแก้กฎหมายว่าให้สามารถกําหนดประเภทได้ ทีนี้ท่านยังพูดอีกว่าถึงจะบอกให้กําหนดประเภทได้เขียนยาก ท่านประธานครับ สุดท้าย ต้องวัดกันที่ตรงนี้ครับ ท่านกําลังบอกว่าสิ่งที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางทางเศรษฐกิจ ทางความมั่นคง มีนัยสําคัญทางเศรษฐกิจ ทางความมั่นคงกระทบกับประชาชนนี้ อย่างกว้างขวาง ท่านบอกว่าเพียงเพราะท่านไม่สามารถนิยามให้มันชัดได้ จึงตัดสิทธิไม่ให้เรา ตรวจสอบ ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ท่านประธานครับ บางทีท่านอภิปรายไปเปรียบเทียบ เรื่องกฎหมายอาญา เสมือนกับว่าถ้าเราเขียนแล้วข้อตกลงทําไม่ได้ ไม่ใช่เลยครับ ข้อตกลงทํา ได้ทุกอย่างสภาจะไปแก้ไขยังไม่ได้เลยครับ สภาในฐานะตัวแทนประชาชนแค่ขอได้มีโอกาสมี ส่วนร่วมสะท้อนความคิดเห็นให้ความเห็นชอบ และอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ตั้งแต่ใช้มาผมก็ยังจําไม่ได้เลยครับว่ามีกรณีไหนบ้างที่เป็นข้อตกลงเข้ามา แล้วสภาคว่ํา กลไก การตรวจสอบไว้ป้องกันครับ ท่านบัญญัติหรือยังไม่สามารถที่จะไปกําหนดได้ว่าภัยหนักเบา ประเภทไหนบ้างถึงจะเข้าข่าย ท่านเลยตัดสินใจว่าเพราะฉะนั้นภัยทุกประเภทไม่ต้องมีการ ป้องกัน นี่ไม่ใช่วิธีคิดที่ถูกต้องนะครับ ผมเห็นใจครับอย่างที่ผมบอก ฝ่ายบริหารอาจจะ ทํางานยากขึ้น และผมเชื่อว่าประเทศที่เขาเอาข้อตกลงเข้าสภาเขาก็รู้ครับว่าฝ่ายบริหารเขา ทํางานยากขึ้น ประเด็นอยู่ที่ว่าเราเห็นเรื่องไหนสําคัญกว่ากัน ความสะดวกของฝ่ายบริหาร หรือความรอบคอบและหลักประกันที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนในการรับรู้และ ให้ผู้แทนของประชาชนตรวจสอบครับ
ท่านบุญยอดเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมทวงคําถามอีก ๒ คําถามที่ได้ถามไว้แล้วยังไม่ได้ คําตอบนะครับ จนรอบสุดท้ายก็ยังไม่ได้คําตอบ ถ้ารัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๑๙๐ ของกรรมาธิการชุดนี้ผ่านไป เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้มีคําตัดสินในการชี้ขาดเกี่ยวกับ เรื่องคําแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ชี้ขาดแล้วว่าจะต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ ตกไปหรือไม่ หรือยกหรือไม่
คดีที่ ๒ ก็คือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งรับร้องของ ป.ป.ช. ร้องต่อนายนพดล ปัทมะ เป็นจําเลย ในเรื่องการผิดมาตรา ๑๕๗ กรณีดังกล่าว ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ตกหรือไม่ ยังไม่ได้คําตอบ ถ้าไม่ได้คําตอบ ผมต้องอนุมานเองครับว่าท่านกําลังแก้เพื่อให้พวกนี้หลุดพ้นคดี ขอบคุณครับ
เชิญครับ ท่านประธาน กรรมาธิการ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กฤช อาทิตย์แก้ว ประธานกรรมาธิการ ผมขออนุญาตท่านประธาน ขออนุญาตที่ประชุม สักเวลาสั้น ๆ นะครับ เราจะขออนุญาตท่านประธานให้ที่ปรึกษาซึ่งเป็นกฤษฎีกา ที่เราได้เชิญมาเป็นที่ปรึกษานี้นะครับได้ชี้แจงข้อกฎหมายเพื่อความชัดเจน บางทีพวกเรา ซึ่งอาจจะไม่ชัดเจนเรื่องข้อกฎหมายมากนักนะครับอาจจะอธิบายไม่เข้าใจ ก็ขออนุญาต ท่านประธานให้กฤษฎีกาได้นําเสนอ
เชิญครับ
ขอบพระคุณครับ
เชิญครับ เดี๋ยวก่อนจะชี้แจง ผมขอให้ท่านศิริโชคจะได้จบคําถาม เชิญครับ
ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมต้องขอเรียนท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการ ผมในฐานะ กรรมาธิการรู้สึกค่อนข้างจะกังวลกับคําตอบที่ท่านพีรพันธุ์ได้ลุกขึ้นมาพูดกลางรัฐสภาแห่งนี้ ครับ เพราะว่าในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์แก๊สและน้ํามันในพื้นที่ ผมได้เคยถามในกรรมาธิการไปแล้วนะครับ ซึ่งผมยกเอารายงานการประชุมมาให้ท่านได้ดู นะครับ คือผมได้ถามย้ําว่ากรณีที่ต้องมีการแบ่งปันผลประโยชน์เกี่ยวกับแก๊สและน้ํามัน ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์กันนั้นจะต้องดําเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ เนื่องจากอาจมีการอ้างว่าการตกลง เรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันในพื้นที่ทับซ้อนไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต นะครับ ซึ่งนางสาววรรณาภรณ์ สวัสดิมงคล รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ผู้แทน กระทรวงพลังงานก็ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมดังนี้ครับ คือ
๑. กรณีของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือแบ่งเขตไทย-เวียดนาม- กัมพูชา จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และการออกกฎหมายเพื่อใช้บังคับในพื้นที่พิพาท ก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเช่นกัน ก็หมายถึง ๑๒ กรณีนะครับ ๑. ทางตัวแทน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพลังงาน หรือคุณธนาวัฒน์ สังข์ทอง ในฐานะตัวแทนกรรมการ กฤษฎีกาก็ยืนยันในที่ประชุมกรรมาธิการว่า ๑. ถ้ามีเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์และ เกี่ยวข้องกับเขตแดนอย่างไรต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ และ ๒. กรณีที่มีการแบ่งปันผลประโยชน์ ก็ต้องออกกฎหมาย ก็ต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ เช่นกัน แต่ท่านพีรพันธุ์พูดในทํานองบอกว่า ถ้ามี ออกกฎหมายถึงจะเข้ามาตรา ๑๙๐ ผมอยากจะให้ท่านลุกขึ้นมาและยืนยันว่ามันไม่ใช่ครับ เพราะว่ามันเป็นทั้ง ๒ กรณี คือ ๑. แม้ว่าไม่ออกกฎหมายก็ยังเข้ามาตรา ๑๙๐ อยู่ดี เพราะมันเกี่ยวกับเรื่องของเขตแดนนะครับ ซึ่งตรงนี้เดิมกรรมาธิการเคยพยายามที่จะพูด ประเด็นนี้นะครับ แล้วเห็นว่ากฤษฎีกาและกระทรวงพลังงานได้ชี้แจงว่าต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ เราก็เลยปล่อยไปนะครับ และก็กรณีที่มันไม่เกี่ยวกับเขตแดน ซึ่งมันเป็นการถกเถียงกันว่า การแบ่งปันผลประโยชน์เรื่องแก๊ส น้ํามัน อาจจะไม่มีเขตแดนมาเกี่ยวข้อง แต่มันเป็นเรื่อง เกี่ยวกับผลประโยชน์ ซึ่งตรงนี้ครับก็ได้รับการยืนยันว่าต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ เพราะฉะนั้น ผมอยากให้ท่านประธานกรรมาธิการนะครับ รวมถึงท่านพีรพันธุ์ พาลุสุข ลุกขึ้นมายืน และให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า ถ้ามีกรณีการขอสัมปทานหรือมีการแบ่งผลประโยชน์ ในพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์ของไทยและกัมพูชา เรื่องนี้จะต้องเข้าตามมาตรา ๑๙๐ ถ้าท่านสามารถลุกขึ้นมายืนยันตรงนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ เหมือนที่ทางกฤษฎีกากับกระทรวง พลังงานที่เคยยืนยันในกรรมาธิการแล้ว พวกผมก็จะมีความสบายใจอีกเปราะหนึ่งนะครับ แต่เมื่อสักครู่ที่ท่านลุกขึ้นมายืนยันท่านพูดเฉพาะกรณีที่มีการออกกฎหมาย ซึ่งมันไม่น่าจะใช่ นะครับ ก็เลยขอความกรุณาไปถึงท่านประธานรัฐสภานะครับ ได้โปรดให้ท่านประธาน กรรมาธิการและท่านพีรพันธุ์ออกมายืนยันต่อสภาอีกครั้งหนึ่งครับว่าถ้ามีกรณีการแบ่งปัน ผลประโยชน์ในเรื่องแก๊สกับน้ํามันต้องเอาเข้าตามมาตรา ๑๙๐ ใช่หรือไม่ครับ
ท่านสุนัยมีอะไรครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สัดส่วน นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ ข้อ ๔๕ และข้อ ๔๓ ครับท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานก่อนที่จะมีการตอบ คําถาม หากท่านประธานจะได้ให้ความกรุณาตอบคําถามหรืออย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผม อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเราได้พิจารณากันมายาวนานพอสมควร แล้วทางวิป (Whip) ก็ได้มีการประสานงานทั้ง ๒ ฝ่ายอย่างดีครับ เลื่อนเวลามาเป็นระยะ ๆ ผมเอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาได้พบความจริงว่าการอภิปรายตลอดวันซ้ําแล้วซ้ําอีก ตอบแล้วก็ไม่จบ ตอบแล้วก็ตอบอีก ท่านประธานครับ ก็พยายามไม่ประท้วงใด ๆ เลยครับ ก็หวังว่าวิปทั้ง ๒ ฝ่ายได้ตกลงกันแล้วว่า ๒ ทุ่มจะโหวตกัน แล้วเดี๋ยวก็จะได้ไปมาตรา ๔ ต่อไปเพื่อให้จบกระบวน ผมก็อยากจะ ประท้วงท่านประธานและขอความกรุณาเถอะครับว่าถ้าเป็นไปได้ผมคิดว่ามันซ้ํากันหลายครั้ง เต็มทีแล้วละครับ ถามประเด็นต่าง ๆ ตอบแล้วก็ไม่จบ ถามใหม่ก็ไม่จบ ท่านประธานครับ จึงขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยนะครับว่าขณะนี้ทุกอย่างมันจบแล้วครับ เราเข้าใจดี หมดแล้วครับ และพร้อมจะลงคะแนนแล้วครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านประท้วงหรือครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกสภา ผมขอชี้แจงในนามวิปนะครับ เราไม่มี ข้อตกลงใด ๆ ครับในเรื่องที่จะตกลงที่จะโหวตในเวลา ๒ ทุ่ม และการที่สมาชิกฝ่ายค้านมี ประเด็นที่ต้องสอบถามจากกรรมาธิการก็เป็นสิทธิของเราครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญของ ประเทศนะครับ เป็นเรื่องที่คอขาดบาดตาย ท่านจะมาจํากัดไม่ให้เราสอบถามได้อย่างไรครับ การที่ท่านสุนัยพูดเมื่อสักครู่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เรายินดีให้ความร่วมมือครับ แต่เราก็ต้องการ ความชัดเจนจากกรรมาธิการเช่นเดียวกันครับ
เข้าใจครับ ขอบคุณครับ บรรยากาศกําลังมาดีอยู่แล้ว ผมก็พยายามรักษาบรรยากาศนะครับ ผมว่าไม่น่าจะมีอะไร เชิญผู้ชี้แจงชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่กรรมาธิการ ให้มาเป็นผู้ชี้แจงนะครับ เรียนชี้แจงที่ทางกรรมาธิการขอให้ชี้แจงในประเด็นข้อกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจหรือความชัดเจน ส่วนเรื่องอื่นนั้นที่ไม่ใช้ข้อกฎหมายกระผมก็คงจะ เป็นไปตามที่กรรมาธิการได้ชี้แจงไปเมื่อสักครู่
เรื่องแรกที่ท่านอรรถวิชช์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ที่พูดว่าถ้าจะขอปรับถ้อยคําจาก ที่ออกพระราชบัญญัตินั้นมาเป็นออกกฎหมาย ลักษณะอย่างนี้จะทําได้หรือไม่ เรียนอย่างนี้ครับ ในเรื่องของการใช้คําว่า กฎหมาย ปัจจุบันก็ยังเป็นประเด็นปัญหากันอยู่ว่า คําว่า กฎหมาย นั้น มีความหมายหมายถึงกฎหมายในระดับใด บางความเห็นก็บอกว่าเฉพาะระดับ พระราชบัญญัติหรือพระราชกําหนดซึ่งต้องเข้าสภาเท่านั้น แต่บางความเห็นก็ยังมี การบอกว่ามันรวมไปถึงอนุบัญญัติต่าง ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นมันก็เลยเกิดประเด็นปัญหาว่า ในความคิดก็ยังแตกต่างกันอยู่ แต่จริง ๆ แล้วกฎหมายที่จะต้องเข้าสภานั้นจริง ๆ แล้วเพื่อให้ ความเห็นชอบก็คือกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และในส่วนของพระราชกําหนดก็คือ เมื่อประกาศไปแล้วก็ต้องมาสู่สภาเพื่ออนุมัติดําเนินการ ส่วนที่มีการพูดถึงในกรณี ถ้ามีข้อตกลงระหว่างประเทศที่จะต้องนํามาใช้บังคับนั้น โดยหลักที่จะนํามาใช้เป็นกฎหมาย ภายในก็ต้องออกกฎหมายเพื่ออนุวัตการตามหรือนํามาใช้บังคับเพื่อเป็นกฎหมาย ภายในต่อไป นั่นคือกรณีแรก
กรณีที่ ๒ ที่เรียนถามว่าในวรรคสามและวรรคสี่ของมาตรา ๑๙๐ ปัจจุบันนั้น ในเรื่องของการรับฟังประชาชนแล้วก็ส่วนของการแก้ไขเยียวยานั้นหายไปไหน ก็ไม่ได้หายไป กรรมาธิการได้นํามากําหนดไว้ให้อยู่ในกฎหมายที่จะต้องออกต่อไปว่าจะดําเนินการออก ลักษณะขั้นตอน หรือในเรื่องของการรับฟัง หรือรายละเอียด หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ได้มากน้อย เพียงใด เพราะที่กําหนดไว้ในส่วนของรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นที่เขียนในวรรคสามในเรื่องของ การรับฟังก็คือการก่อนดําเนินการ รวมไปถึงเรื่องของการเยียวยานั้น รายละเอียดเกี่ยวกับ การเยียวยามันเป็นการกําหนดไว้เพียงกรอบใหญ่ ๆ แต่จริง ๆ แล้วในการดําเนินการ หรือการที่จะได้ประโยชน์จริง ๆ นั้นมีหลายขั้นตอน ไม่ใช่เพียงก่อน อาจจะมีหลาย ๆ ขั้นตอนหรือหลาย ๆ รายละเอียดหลักเกณฑ์ที่เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งในการกําหนดกรรมาธิการ ก็เลยเห็นว่าถ้าไปอยู่ในกฎหมายที่จะต้องกําหนดรายละเอียดได้ต่อไป เพิ่มเติมได้อย่างชัดเจน ก็น่าจะเป็นประโยชน์เสียมากกว่า นี่กรณีที่ ๒ นะครับ
กรณีที่ ๓ ขอเรียนเป็นข้อมูลสําหรับการพิจารณากรณีเรื่องของการพิจารณา เรื่องของพลังงานหรือทรัพยากรที่เกิดขึ้น ในชั้นกรรมาธิการซึ่งกระผมก็ได้เข้ารับฟัง และมีการชี้แจงสําหรับกรณีที่มีคําถามเกิดขึ้น ก็มีการพูดกันถึงว่าแล้วจะมีความหมายเพียงใด แค่ไหน พยายามที่จะกําหนดเรื่องที่เป็นเรื่อง สาระสําคัญใหญ่ ๆ ที่จะนําเข้ามาโดยไม่กระทบกับเรื่องอื่น ๆ ก็มีการกําหนดโดยใช้ถ้อยคํา หลาย ๆ ถ้อยคํา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงสร้าง หลักเกณฑ์ หลักการต่าง ๆ หรือสาระสําคัญก็ยังเป็นประเด็นปัญหาในเรื่องของว่ามันจะมีความหมายแค่ไหน เพียงใด นะครับ มันก็ทําให้เกิดความชัดเจนเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกรรมาธิการมาพิจารณาดูว่า ส่วนใหญ่ในกรณีเกี่ยวกับพลังงานและทรัพยากรในการที่จะเข้าไปดําเนินการตกลง อะไรต่าง ๆ นั้น หรือต้องดําเนินการให้เป็นไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้ามีกรณีในกฎหมาย ที่ประเทศไทยมีอยู่ มีกฎหมายให้อํานาจในการดําเนินการอยู่แล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้นนะครับ ก็สามารถที่จะเข้าไปดําเนินการได้ในส่วนที่ยังไม่มีกฎหมาย หรือยังไม่มีมาตรการใช้บังคับ ก็ต้องมีการเสนอกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ซึ่งจะเอาเข้ามาเพื่อให้สอดคล้องกับในเรื่อง ของความตกลงหรือหนังสือสัญญาที่ไปดําเนินการเพื่อให้สอดคล้องกันต่อไป
อีกประการหนึ่ง ส่วนข้อมูลในเรื่องของการทํากฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ ที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอภิสิทธิ์นะครับ ที่บอกว่า ที่มีการเสนอกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้วนั้น ก่อนการแก้ไขในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๔ กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ขณะนั้นกําหนดเพียงว่าให้มีกําหนดขั้นตอนการ ดําเนินการเกี่ยวกับการเสนอหนังสือสัญญาก็เป็นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ทําให้กําหนด ลักษณะของหนังสือสัญญาไม่ได้นะครับ ต่อมามีการแก้ปี ๒๕๕๔ ในการที่กําหนดกรอบ และประเภทของหนังสือสัญญาเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น ก็นํามาพิจารณาในชั้นที่จะ พิจารณากําหนดในเรื่องดังกล่าวก็ยังเป็นประเด็นปัญหาอยู่ เพราะยังติดในเรื่องของ อย่างกว้างขวาง หรือนัยสําคัญ เพราะการจะกําหนดกรอบหรือประเภทได้นั้นก็ต้องพิจารณา ตัวนี้ด้วยประกอบกันไป แต่เมื่อความชัดเจนไม่เกิดขึ้น อย่างกว้างขวางก็ยังมีประเด็นว่าคําว่า มีผลกระทบอย่างกว้างขวางนี้มันเป็นหลักที่จะต้องพิจารณาอย่างไร เป็นเหตุหรือผลโดยตรง ของการทําหนังสือสัญญานั้นหรือไม่ หรือจะใช้หลักเกณฑ์อื่น ๆ หรือหลักเกณฑ์ใดเป็นตัววัด ในการที่จะดําเนินการในการกําหนดกรอบหรือประเภทหนังสือสัญญาที่จะดําเนินการ หรือนัยสําคัญนั้น กรณีการค้า การลงทุน กระทบต่อภาพรวมทั้งประเทศ หรือบางกลุ่ม หรือในกลุ่มที่เข้าในเรื่องนั้น ๆ หรือในเรื่องของงบประมาณ ในเรื่องของจํานวนงบประมาณ หรือการที่จะต้องตั้งงบประมาณผูกพัน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่อาจหาข้อยุติได้ ก็เลยเป็นประเด็นปัญหาเกิดขึ้นก็ยังทําให้การพิจารณาแก้ไขเพื่อที่จะให้มีกฎหมายฉบับนี้ เกิดขึ้นตามมาตรา ๑๙๐ นั้นยังไม่อาจจะเกิดข้อยุติ ก็ยังทําให้กฎหมายฉบับนี้ยังไม่แล้วเสร็จ ในการที่จะพิจารณาดําเนินการให้เป็นกฎหมายออกมานะครับ แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือ ในเรื่อง ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่แก้ไขในเรื่องของเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้าไปจะส่งผลอย่างไรนั้น ก็อย่างที่ทางกรรมาธิการ ท่านพีระพันธุ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ก็ได้ชี้แจงแล้วว่าในกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่าน ๆ มานั้น ตอนก่อนที่จะมีมาตรา ๑๙๐ นี้ในการวินิจฉัยเกี่ยวกับ หนังสือสัญญาก็อาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นที่ต้องเป็นข้อยุติ มีความชัดเจนแน่นอนว่า มีการเปลี่ยนแปลงเขตอํานาจอธิปไตย เปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นะครับ ถ้าเกิดความไม่ชัดเจน แน่นอน โดยเอาเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เป็นเรื่องของอนาคตมาเป็น ตัวพิจารณาตัดสินก็จะเกิดประเด็นปัญหาในเรื่องของการดําเนินการเกิดขึ้นนะครับ ก็จะ ทําให้เกิดความไม่ชัดเจน และส่งผลให้การดําเนินการของหน่วยทางบริหารนั้นที่จะต้อง ดําเนินการในการที่จะพิจารณาว่าจะเอาหนังสัญญาประเภทใด หรือลักษณะนี้จะต้องเอา เข้าสู่รัฐสภาเพื่อความเห็นชอบหรือไม่ ก็จะเป็นประเด็นปัญหาในการพิจารณาว่าจะต้องเอา เข้าหรือไม่ โดยพิจารณาแล้วมีการสอบถามไปอย่างที่ได้มีการชี้แจงกันเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ว่า อาจจะดําเนินการลักษณะนั้นเกิดขึ้น ก็จะเป็นประเด็นปัญหาว่าก็จะต้องส่งเข้าไป ในการพิจารณาต่อไป ซึ่งก็จะไม่สอดคล้องกับที่กําหนดไว้ในบทบัญญัติของมาตรา ๑๙๐ ในที่เขียนมาในลักษณะนี้นะครับ ในส่วนของประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย กระผมขออนุญาต ชี้แจงเพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาดังนี้นะครับ
ผมขอมติเลยนะครับ ขอมติเลยครับ ไม่อย่างนั้นก็ถามไปถามมาอยู่อย่างนี้ กลายเป็นโต้วาทีไป ขอมติเลยครับ
ท่านประธานครับ ผมแค่ให้ยืนยันกรณีเรื่องพลังงานกับแก๊สว่าจะต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ เท่านั้นเอง เพื่อให้เกิด ความสบายใจ ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้ ท่านพีรพันธุ์หรือทางกฤษฎีกาก็ได้ครับ เพราะเคยยืนยันในชั้นกรรมาธิการมาแล้วนะครับ ก็ขอยืนยันกับสภาเพื่อให้เกิดความสบายใจ ในการลงมติว่ากรณีที่ไปขอสัมปทานเรื่องแก๊สกับน้ํามันในพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์นี้ จะต้องเข้าตามมาตรา ๑๙๐ ใช่หรือไม่ครับ ขอยืนยันแค่ตรงนี้ครับ กฤษฎีกาก็ได้ครับ เพราะทางกฤษฎีกาก็เคยยืนยันในชั้นกรรมาธิการมาแล้วครับ
ครับ เชิญครับ
ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข ขอตอบ ท่านศิริโชคนะครับ ผมคิดว่าผมได้พูดไว้ชัดเจนแล้ว ในกรณีนี้หมายความว่าก็จะมีการเจรจา กันนะครับ ถ้าต้องมีการทําประโยชน์ร่วมกันก็จะต้องมีองค์กรร่วมขึ้นมา การตั้งองค์กรนี้ ก็คือมีความตกลง มีเอ็มโอยูแล้วการตั้งองค์กรนี้ก็ต้องมีกฎหมายรองรับ กฎหมายรองรับ ก็ต้องเข้าสภาอยู่ดีครับ
เชิญสมาชิกข้างนอกด้วย นะครับ เชิญครับ เมื่อพร้อมก็ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยนะครับ เชิญครับ ใช้สิทธิแสดงตน ได้เลยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เรียบร้อยนะครับ เรียบร้อย หรือยังครับ เรียบร้อยส่งผลได้เลยครับ ผู้เข้าประชุม ๓๙๓ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ผมขอมติเลยครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากในมาตรา ๓ มีการแปรญัตติไว้ ในรูปแบบหลายรูปแบบนะครับ แล้วก็มีการแปรญัตติเพื่อขอตัดทั้งมาตรา แล้วมีผู้อภิปราย หลายท่านนะครับ แล้วก็มีการสงวนความเห็น สงวนคําแปรญัตติ แล้วก็มีแปรญัตติเพิ่มความ ในวรรคอื่น ในวรรคสาม วรรคห้า วรรคเจ็ด เหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมจะค่อย ๆ ถามนะครับ ดูจะสับสนหน่อยนะครับ แล้วท่านสมาชิกค่อย ๆ ตั้งใจฟังมติหน่อยก็แล้วกัน มติแรกครับ เนื่องจากมีผู้เสนอขอตัดมาตรา ๓ ทั้งมาตรา เพราะฉะนั้นผมจะถามที่ประชุม ครับว่า เห็นด้วยที่จะให้มีการตัดมาตรา ๓ ทั้งมาตราหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยนะครับ เห็นด้วยที่จะให้ตัดมาตรา ๓ ออกทั้งมาตราหรือไม่ครับ เรียบร้อยหรือยังครับ
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญครับ ท่านบุญยอด เชิญครับ
ขออนุญาตนะครับ ท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมก็ยังไม่เคยเจอ วิธีการลงคะแนนแบบนี้นะครับ จึงจําเป็นต้องถามท่านครับ เพราะท่านเป็นประธานรัฐสภา ผมเป็นสมาชิก ผมจะได้ปฏิบัติตนได้ถูกนะครับ คําถามก็คือว่าทําไมท่านต้องถามญัตตินี้ก่อน เป็นญัตติแรก อะไรคือเหตุผลครับ เพราะโดยปกติแล้วท่านจะถามว่าจะเห็นด้วย กับที่กรรมาธิการเสนอเข้ามาหรือเปลี่ยนแปลงเข้ามาหรือไม่ ถ้าใช่ก็จบไป แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ค่อยไปเรียงตามสิ่งที่มีผู้สงวนความเห็นหรือแปรญัตติไว้ ท่านเคยถามอย่างนี้มาตลอดครับ อะไรคือเหตุผลที่ท่านต้องมาถามญัตตินี้เป็นครั้งแรก ผมขอทราบความคิดเห็นของท่านครับ
เนื่องจากมีผู้แปรญัตติมา ในหลายรูปแบบนะครับ ทั้งที่ขอตัดทั้งมาตรา แล้วก็มีการขอเพิ่มบางวรรคนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็จะค่อย ๆ ไล่ถามทีละวรรคนะครับ โดยที่อาศัยอํานาจตามข้อบังคับ ข้อ ๕๔ นะครับ เป็นอํานาจของประธานที่จะกําหนดวิธีการลงมติครับ เพราะฉะนั้น ผมพยายามที่จะให้มีการลงมติให้ครอบคลุมทุกประเด็นนะครับ
(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญท่านสุนัย มีอะไรครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ ขออนุญาตรบกวนท่านประธานสักนิดเถอะครับ คือคําถามของท่านประธานนี่เกิดความสับสน เพราะท่านประธานถามว่า ตกลงจะรับ หรือไม่รับทั้งมาตราเลย ถ้าเกิดไม่รับเลย จบกันไปเลย ผมอยากให้ท่านประธานนี้ครับ จริง ๆ อันนี้มันมีการแก้ไขเยอะ จึงต้องรับทีละวรรค ๆ แต่เมื่อท่านประธานถามอย่างนี้ ท่านประธานต้องการให้เข้าใจว่าต้องรับทั้งมาตราก่อนแล้วก็ค่อยมาเอาทีละมาตรา เลยงงกันใหญ่ครับ ขอท่านประธานถามไปทีละวรรคเลยได้ไหมครับ
อย่างนี้ครับ มันมีผู้เสนอ ขอตัดมาตรา ๓ ทั้งมาตรา แล้วมีผู้อภิปรายหลายท่าน เพราะฉะนั้นเพื่อให้ครอบคลุม ทุกประเด็น ผมเลยต้องถามประเด็นนี้ก่อน ถ้าสมมุติว่ามีมติให้ตัดทั้งมาตราก็จบ
ถ้าตัด ทั้งมาตราก็ไม่ต้องร่างกันเลยสิครับ
ฟังก่อนสิครับ
ถ้าอย่างนั้น ขอล้างใหม่เถอะครับท่านประธานครับ ถามใหม่เถอะครับ แล้วแต่ท่านประธานจะถาม ขอให้ท่านลําดับการถามเป็นขั้น ๆ เถอะครับท่านประธาน
ก็ถามผม แล้วผมจะอธิบาย ก็ไม่ฟัง ทีนี้ถ้ามติเห็นว่าไม่ควรตัดทั้งมาตรา ผมจะถามไปทีละวรรค ๆ ตามขั้นตอน ตรงนั้น ชัดเจนนะครับ
(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
เชิญผู้นําฝ่ายค้าน เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ญัตติที่พวกเราจะต้องพิจารณานี้นะครับ มันจะประกอบไปด้วย ๑. ร่างของ คณะกรรมาธิการที่ได้มีการแก้ไขมาแล้ว ๒. ร่างเดิมนะครับ ๓. คําเสนอคําแปรญัตติ หรือการสงวนความเห็นของผู้แปรญัตติหรือกรรมาธิการ เราต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง ที่ปรากฏอยู่ ถ้าท่านประธานมาบอกว่า ผมขอเริ่มต้นว่าจะตัดทั้งมาตราไหม แล้วจะถาม ทีละวรรค แล้วเราเอาสิทธิอะไรครับไปบอกว่าวรรคแรกผมเอาตามท่านเกียรติ อีกวรรคหนึ่ง ผมเอาตามท่านบุญยอด มันเป็นญัตติอะไรละครับ ท่านก็ต้องถามว่าเห็นด้วยที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากแก้ไขมาหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยก็เอาตามที่ท่านแก้ไขมา ถ้าไม่เห็นด้วย ท่านก็ต้อง ไปไล่ละครับ ทีนี้ว่าคําแปรญัตติของใครที่สภาเห็นชอบด้วยครับ แต่ถ้าท่านอยากผสมผสาน กรรมาธิการต้องกลับไปใหม่นะครับ แล้วเสนอมาครับ นั่นคือแนวปฏิบัติแล้วก็ข้อบังคับครับ
ประเด็นนะครับ ผมใช้ อํานาจตามข้อ ๕๔ ในการกําหนดวิธีการลงมติ แล้วก็เนื่องจากว่ามีญัตติหลายญัตติที่ขอ แปรญัตติเข้ามา เพราะฉะนั้นผมก็จะถามเพื่อให้ครอบคลุมทุกประเด็นเท่านั้นเองครับ เชิญคุณหมอชลน่านครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ประเด็น คําถามที่ท่านประธานจะลงมติ ผมเองเห็นใจท่านประธานนะครับ การเริ่มด้วยการถามแบบ ท่านประธานผมคิดว่าชอบนะครับสําหรับญัตติที่มีผู้แปรญัตติตัดทั้งมาตรา กรณีข้อเสนอของ ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านชอบครับ กรณีไม่มีคําแปรญัตติตัดทั้งมาตรา แต่เผอิญว่า กรรมาธิการรับคําแปรญัตติตัดทั้งมาตราเข้ามาโดยไม่มีคําแปรญัตติอย่างอื่นเลย มันก็เลยเป็น ประเด็นว่าจะตัดออกทั้งมาตราตามที่เขาแปรญัตติหรือจะคงร่างกรรมาธิการไว้นะครับ ข้อเท็จจริงท่านประธานถามง่าย ๆ นะครับ ท่านถามง่ายเกินไปมันเลยเกิดความสับสน จะคง ร่างของกรรมาธิการไว้ หรือจะคงร่างทั้งหมดไว้หรือจะตัดทั้งมาตรา ก็เลือก ๒ อย่างนี้ ถ้าออกด้านใดด้านหนึ่งก็ว่าไป ถ้าออกว่าคงร่างไว้ก็มาดูว่าจะคงร่างอย่างไร ก็เข้าสู่การถาม ของท่านประธาน กรณีถ้าท่านประธานจะแยกประเด็นลงมติตามข้อ ๓๒ นะครับก็ถามเป็น วรรคได้ เอาลําดับขั้นตอนเป็นอย่างนั้น ถามได้ครับ เหตุที่จําเป็นต้องถามอย่างนี้เพราะมี ผู้แปรญัตติตัดทั้งมาตราครับ เรื่องนี้จริง ๆ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการด้วยว่ามันเป็นการแปรญัตติที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับจริง ๆ แปรญัตติถ้าคุณจะ เอาร่างเดิมเข้ามาก็เอาใส่มาทั้งหมดไม่ว่าอะไรครับ เอารัฐธรรมนูญเก่ามาเขียน เหมือนท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ท่านเอาข้อความเดิมมาเขียนมันก็จะมี ทางเลือกให้นะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านธนา เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นที่ท่านประธานยก ข้อ ๕๔ ขึ้นมาว่าเป็นสิทธิของท่านประธานนั้นผมเกรงว่าท่านประธานจะยกข้อ ๕๔ ผิดพลาด ข้อ ๕๔ เป็นเรื่องของการลงคะแนนเสียงเปิดเผยมีกี่วิธี ประธานสามารถกําหนดวิธีการ ลงคะแนนได้ แต่เรื่องนี้เป็นการลงมติตามข้อ ๕๒ ผมเรียนท่านประธานด้วยหลักคิดง่าย ๆ ท่านตั้งกรรมาธิการวิสามัญไปเพื่ออะไรครับ สภาแห่งนี้ เพื่อไปพิจารณารายละเอียดในทุกแง่ ทุกมุมและนําเสนอที่ประชุมรัฐสภา เพราะฉะนั้นกรรมาธิการในที่ประชุมแห่งนี้จะมีข้อมูล ในการพิจารณามากกว่าสมาชิกที่ไม่ได้เข้าเป็นกรรมาธิการ กรรมาธิการถึงต้องมีหน้าที่ตอบ คําถามข้อซักถามของเพื่อนสมาชิก เพราะฉะนั้นเมื่อท่านประธานจะเรียกญัตติก็เหมือนปกติ ที่เคยเรียกละครับ เนื่องจากมีร่างของกรรมาธิการที่นําเสนอสภา และกรรมาธิการก็ตอบ ข้อซักถามของเพื่อนสมาชิกมาตลอดจนกระทั่งหมดการอภิปราย การเริ่มต้นต้องเริ่มว่า จะเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าสมาชิกเห็นด้วยกับร่างกรรมาธิการทุกอย่างจบ เลยครับ ไปมาตรา ๔ ต่อ แต่ถ้าที่ประชุมแห่งนี้ไม่เห็นด้วยกับร่างกรรมาธิการ นี่ละครับ ถึง ต้องกลับมาร่างของผู้แปรญัตติและสงวนความเห็นในการใช้สิทธิแปรญัตติ ทีนี้ท่านประธาน ก็ต้องลําดับคําแปรญัตติทุกคําแปรญัตติมา แล้วกําหนดว่าคําแปรญัตติของผมเป็น คําแปรญัตติที่ ๑ คําแปรญัตติของท่านสมาชิกเกียรติเป็นคําแปรญัตติที่ ๒ แล้วก็ไล่ให้ เพื่อนสมาชิกได้รับทราบ หลังจากนั้นท่านประธานจึงเรียกมติ หรือท่านประธานจะเรียกแต่ละมติก็ได้ แล้วเอาคะแนนสูงสุดของที่ประชุมรัฐสภาถือว่าเห็นชอบ แต่ท่านประธานจะมาเลือกการ ลงมติว่าตัดออกทั้งหมดหรือไม่ ไม่ได้ครับ ขัดต่อหลักการและวิธีการปฏิบัติอย่างยิ่ง และเป็น การเรียกมติที่ไม่ชอบ จะทําให้มติบางอันที่ไม่ได้เป็นเสียงข้างมาก แต่สามารถชนะ ในที่ประชุมรัฐสภาได้ เพราะฉะนั้นท่านประธานตั้งหลักให้ดีเถอะครับ เรียกมติ ของกรรมาธิการก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าไม่เห็นด้วยแล้วค่อยกลับมาสู่รายละเอียดของ ร่างแต่ละร่างที่มีการแปรญัตติครับ
เชิญท่านสุนัย เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ ท่านประธานครับ จริง ๆ สิ่งที่ท่านประธาน ได้นําเสนอตั้งแต่ต้น ผมเข้าใจแล้ว เพียงแต่ขอจะถามย้ําท่านประธานให้ชัดเจนเท่านั้นเองครับ ดังนั้นผมคิดว่าสิ่งที่ท่านประธานได้วินิจฉัยไปแล้ว วิธีการที่ท่านประธานนําเสนอนั้นถูกต้อง แล้วครับ ขอให้ดําเนินการตามที่ท่านประธานเถอะครับ เราเข้าใจตรงกันแล้วว่าประเด็นแรก รับหรือไม่รับทั้งมาตราก่อน เมื่อรับ จึงมาโหวตทีละวรรค ตรงตามที่ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณมากครับท่านประธาน ดําเนินการเถอะครับ
ผมขออนุญาตเลยนะครับ ผมขออนุญาตขอมติเลยครับ ไหนครับ
ท่านเป็นประธานรัฐสภานะครับ ท่านประธานครับ สมาชิกมีความสงสัยทุกอย่างที่ท่านกําลัง ทําอยู่ ท่านอ้างข้อ ๕๔ เป็นวิธีการออกเสียงเท่านั้นเองว่าจะใช้เครื่องออกเสียง จะใช้การ เรียกชื่อหรือจะทําวิธีอื่น มันเป็นวิธีออกเสียงครับ ท่านอ้างยังผิดเลยครับ ท่านกําลังทําอะไร อยู่ครับท่านครับ ท่านจะแก้เพื่อใครครับ เป็นเรื่องจริง นี่ไม่ใช่สภาขี้ข้านะครับ ไม่ใช่สภาขี้ขํา ด้วยนะครับ ที่นี่สภาของไทยครับ
ท่านครับ มติของรัฐสภาคือ มติของเสียงข้างมาก ซึ่งผมจะถามให้ครอบคลุมที่มีผู้แปรญัตติเท่านั้นเอง ส่วนสภาจะมีมติ อย่างไรก็เป็นเรื่องของสภาครับ ไม่เป็นไรครับ ผมขอมติเลยครับ ผมขอมติตามนี้ครับ เป็นอํานาจของประธานที่จะกําหนดรูปแบบการลงมติอยู่แล้วนะครับ ผมขอดําเนินการตามนี้ เลยนะครับ
ตรงนี้ให้อํานาจใครครับ ข้อบังคับข้ออะไรครับ
ผมถามนะครับ เมื่อมีผู้ขอ แปรญัตติยกเลิกทั้งมาตรานะครับ ตัดทั้งมาตรานี้ ผมขอถามที่ประชุมนะครับ ถ้าเห็นด้วย ที่จะให้ตัดทั้งมาตรานี่ครับ ให้กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยว่าให้คงไว้ตามร่างเดิม ขอให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย คงไว้ตามร่างกรรมาธิการนะครับ ของเดิมขอล้างก่อนนะครับ ขอล้างก่อน แล้วขอมติใหม่ ขอล้างก่อนครับ แล้วขอมติใหม่ ผมถามใหม่นะครับ เพื่อความชัดเจน ผมถามใหม่นะครับ สมาชิกท่านใดเห็นควรให้คงมาตรา ๓ ไว้กดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใด เห็นควรให้ตัดออกทั้งมาตราตามที่มีผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคําแปรญัตติกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เชิญครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ เรียบร้อย ปิดการลงคะแนน ส่งผลได้เลยครับ มตินะครับ เห็นด้วย ๓๔๓ เสียง ไม่เห็นด้วย ๕๑ เสียง ถือว่าที่ประชุมมีมติให้คงมาตรา ๓ ไว้นะครับ
ดังนั้นผมจะขอถาม เมื่อกี้ถามแล้ว ผมปิดการลงคะแนนไปแล้วครับ ก่อนที่ผมจะขอมติที่ประชุมในมาตรา ๓ ซึ่งมีการแก้ไขโดยกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ เพื่อไม่ให้เป็นการสับสน ผมขอทําความเข้าใจกับ สมาชิกครับ เนื่องจากในมาตรา ๓ เป็นการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ประกอบด้วยความ ในมาตรา ๓ และวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ ในมาตรา ๑๙๐ โดยผมจะขอมติ จากที่ประชุมตามลําดับดังนี้ครับ ๑. ความในมาตรา ๓ ๒. มาตรา ๑๙๐ ซึ่งมีทั้งหมด ๔ วรรคนะครับ โดยจะขอมติจากที่ประชุมทีละวรรคตามลําดับ คือวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ แล้วก็จะขอมติ เนื่องจากมีการแปรญัตติเพิ่มความขึ้นใหม่ ฉะนั้น ก็จะขอมติที่มีผู้แปรญัตติเพิ่มความขึ้นใหม่ด้วยนะครับ ผมขอดําเนินการตามนี้เลยนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติความในมาตรา ๓ ซึ่งไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติ ผมขอมติเลยนะครับ สมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการซึ่งไม่มีการ แก้ไข โปรดกดปุ่ม เห็นด้วยนะครับ
(นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
ท่านอํานวยมีอะไรครับ ท่านอํานวยมีอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ตามที่ท่านประธานได้แจ้งบอกว่ามี ๔ วรรค รวมทั้งหมด มี ๕ วรรคนะครับ อยากจะให้ท่านแก้เป็น ๕ วรรคครับท่าน
จะมีขอมตินะครับ ต่อไป จากนี้นะครับ ขอมติความในมาตรา ๓ ในวรรคแรกของมาตรา ๓ แล้วก็จะขอมติ ในมาตรา ๑๙๐ ซึ่งมีทั้งหมด ๔ วรรค ซึ่งวรรคแรกของมาตรา ๑๙๐ ก็คือวรรคสอง ของมาตรา ๓ นั้นเอง ก็มีทั้งหมดอีก ๔ วรรค แล้วก็มติสุดท้ายก็จะขอมติเกี่ยวกับที่มี ผู้แปรญัตติเพิ่มข้อความขึ้นมาใหม่ ชัดเจนนะครับ ผมจะไล่ตามนี้นะครับ ขอมติในมาตรา ๓ ก็คือความในมาตรา ๓ วรรคแรก ถ้าเห็นด้วยกับร่างกรรมาธิการซึ่งไม่มีการแก้ไข กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคําแปรญัตติก็กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ครับ ใช้สิทธิ ได้เลยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มตินะครับ เห็นด้วย ๓๕๕ ไม่เห็นด้วย ๑๓ ครับ ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการซึ่งไม่มีการแก้ไขนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติตามที่ประชุมในมาตรา ๑๙๐ วรรคหนึ่ง ก็หมายถึง วรรคสองในมาตรา ๓ นะครับ ซึ่งไม่มีการแก้ไขครับ ท่านใดเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ ซึ่งไม่มีการแก้ไขในมาตรา ๑๙๐ วรรคหนึ่ง กดปุ่มเห็นด้วย แล้วท่านใดเห็นด้วยกับ กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นหรือผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคําแปรญัตติ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ใช้สิทธิได้เลยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติครับ เห็นด้วย ๓๕๙ ครับ ไม่เห็นด้วย ๘ ถือว่า ที่ประชุมเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการซึ่งไม่มีการแก้ไขในมาตรา ๑๙๐ วรรคหนึ่ง
ต่อไปผมจะขอมติในมาตรา ๑๙๐ วรรคสองครับ ถ้าเห็นด้วยให้มีการแก้ไข ตามร่างของคณะกรรมาธิการในมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง กดปุ่ม เห็นด้วย ครับ ถ้าท่านใด เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นหรือผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคําแปรญัตติ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ครับ เชิญครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติครับ เห็นด้วย ๓๔๗ ไม่เห็นด้วย ๒๔ ถือว่า ที่ประชุมเห็นชอบ เห็นด้วยให้มีแก้ไขตามร่างของคณะกรรมาธิการในมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง นะครับ
ต่อไปผมขอมติในมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม ซึ่งมีการแก้ไข มีกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวนความเห็นนะครับ สมาชิกท่านใดเห็นควรให้มี การแก้ไขในมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดเห็นควรให้คงไว้ตามร่างเดิม กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลได้เลยครับ มติครับ เห็นด้วย ๖ ท่านนะครับ ไม่เห็นด้วย ๓๖๑ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วยให้คงไว้ตามร่างเดิมนะครับ
ต่อไปขอมติที่ประชุมในมาตรา ๑๙๐ วรรคสี่นะครับ ขอส่งผลคะแนน เมื่อสักครู่มาใหม่ครับ มติครับ เห็นด้วย ๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓๖๑ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติ เห็นด้วยตามร่างเดิมครับ เห็นด้วยตามร่างเดิมครับ อย่างนี้ครับ ฟังมติใหม่นะครับ ฟังมติใหม่ นะครับ ท่านใดเห็นควรให้มีการแก้ไขในมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดเห็นควรให้คงไว้ตามร่างเดิม กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย นะครับ มติเห็นด้วยให้คงไว้ตามร่างเดิม ชัดเจนนะครับ
ต่อไปขอมติในมาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ครับ ซึ่งมีการแก้ไข มีกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตตินะครับ ท่านใดเห็นควรให้มีการ แก้ไขตามร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากในมาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ กดปุ่ม เห็นด้วย ก็ดําเนินการถูกต้องแล้วนี่ครับ เชิญคุณหมอว่าอย่างไร
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกรัฐสภา คือท่านถามวรรคสามของมาตรา ๑๙๐ คือวรรคสี่ของร่างแก้ไขนะครับ เข้าใจกันอยู่ แต่ท่านถามประโยคแรกจะเห็นด้วย กับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ เราก็กดมติออกมาไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข คือเห็นด้วยแค่ ๖ ท่านประธานเองไปสรุปบอกว่าไปเห็นด้วยกับร่างเดิม ซึ่งผมเอง เห็นว่าไม่น่าจะถูกต้อง ท่านต้องถามคําถามที่ ๒ ครับว่าจะเห็นกับร่างเดิม หรือจะเห็นกับ ผู้แปรญัตติ มันถึงจะมาสรุปได้อีกครั้งหนึ่ง เพราะมันมีผู้แปรญัตติอยู่นะครับ มันมีผู้แปรญัตติ อยู่ในวรรคสาม ท่านประธานต้องมาถามว่าถ้าไม่เห็นชอบกับการแก้ไขของกรรมาธิการแล้ว มันมีร่างเดิมและร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเขาสงวนความเห็นกับผู้แปรญัตติ เสนอคําแปรญัตติ ท่านต้องมาถาม ๒ อย่างนี้ครับว่าจะเห็นกับร่างใด ถ้าสภาแห่งนี้เห็นกับ ร่างเดิมก็จบไปนะครับ แต่ถ้าไม่เห็นกับร่างเดิมก็ไปถามเรื่องแปรญัตติว่าจะเห็นกับร่างใคร น่าจะลงมติอย่างนั้น ท่านประธานครับ
ผมดําเนินการถูกต้อง แล้วครับ ผมขออนุญาตดําเนินการต่อเลยครับ ถูกต้องแล้วครับ ขอดําเนินการต่อเลยครับ ขอมติในมาตรา ๑๙๐ นะครับ วรรคสี่ เชิญครับ เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ พวกผมพยายามที่จะขอความชัดเจนจากท่านประธานในเรื่องการลงคะแนน หลายรอบนะครับ ผมขอให้ท่านประธานบันทึกไว้ก่อนว่าที่ไม่มีการบันทึกว่าพวกกระผม ลงคะแนน ไม่ใช่เพราะพวกกระผมไม่ได้มาประชุมหรือไม่ประสงค์จะพิจารณาในเรื่องนี้ แต่ไม่ทราบจริง ๆ ว่าท่านขอมติเรื่องอะไร ผมอยากจะกราบเรียนว่าที่เมื่อสักครู่นี้ พอเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลประท้วง ท่านก็ให้พูด เพราะขนาดฝ่ายรัฐบาลเองก็ยังเข้าใจ ไม่ตรงกับท่านประธานเลยว่าถ้าลงเห็นด้วยแปลว่าอะไร ลงไม่เห็นด้วยแปลว่าอะไร ผมอยากจะให้ท่านประธานเอาอย่างนี้ครับ เอาเฉพาะที่ลงมติแล้วนะครับ ท่านเลขาธิการ ช่วยอ่านหน่อยสิครับว่าลงมติไปแล้วขณะนี้ มาตรานี้อ่านว่าอะไร แล้วเป็นญัตติของใครครับ ในรายงานฉบับนี้ที่สภาได้ลงมติไป
ผมขออนุญาตดําเนินการ ต่อเลยนะครับ ขอมติต่อเลยครับ ในมาตรา ๑๙๐ วรรคสี่นะครับ ท่านใดเห็นควรให้มีการ แก้ไขตามร่างของคณะกรรมาธิการ ขอพักการประชุมครับ
พักประชุมเวลา ๒๑.๔๙ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๒๒.๑๓ นาฬิกา
ลงมติต่อครับ เชิญครับ
(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ท่านสมาชิกครับ ผมจะขอ มติต่อเลยนะครับ แต่ก่อนที่จะขอมติผมขอตรวจสอบองค์ประชุมใหม่อีกทีครับ ท่านที่พร้อมก็ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยนะครับ ท่านที่พร้อมใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ ไม่เป็นไรครับ ดําเนินการถูกต้องอยู่แล้วครับ ขอดําเนินการต่อเลยนะครับ ใช้สิทธิแสดงตน ได้เลยครับ ท่านที่มาทีหลังใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ใช้สิทธิเรียบร้อยนะครับ เรียบร้อยนะครับ ส่งผลได้เลยครับ ผู้เข้าประชุม ๓๖๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ผมขอมติต่อเลยนะครับ ขอมติจากที่ประชุมในมาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ ซึ่งมีการแก้ไข มีกรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคําแปรญัตติ ท่านใดเห็นด้วยให้มีการแก้ไขตามร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากในมาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ ก็คือวรรคห้าของมาตรา ๓ นั่นเองนะครับ กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ที่ขอสงวนความเห็นหรือผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคําแปรญัตติ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ใช้สิทธิได้เลยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนน ส่งผลได้เลยครับ มติเห็นด้วย ๓๔๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๖ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นด้วย ให้มีการแก้ไขตามร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนะครับ
มติสุดท้ายครับ เนื่องจากมีผู้แปรญัตติเพิ่มความเป็นวรรคอื่น ๆ ในมาตรา ๑๙๐ นะครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคําแปรญัตติ ที่ให้เพิ่มวรรคขึ้นใหม่ดังกล่าวหรือไม่ ท่านใดเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ ไม่เพิ่มวรรค ขึ้นใหม่ กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดเห็นด้วยกับผู้แปรญัตติที่ขอสงวนคําแปรญัตติให้เพิ่มวรรค ขึ้นใหม่ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ใช้สิทธิได้เลยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ใช้สิทธิเรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนน ส่งผลได้เลยครับ มติเห็นด้วย ๓๔๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๐ ท่าน ถือว่า ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการที่ไม่เพิ่มวรรคขึ้นใหม่ครับ
เชิญท่านเลขาธิการดําเนินการต่อเลยครับ
มาตรา ๔ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น และมีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติครับ
เชิญท่านจุรินทร์ครับ
(นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกรัฐสภาจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านครับ ขออภัย เชิญ ท่านชาดา เมื่อกี้มองไม่เห็นครับ ขออภัยจริง ๆ
ตาดี ๆ หน่อยครับ ผมลงมติสวนไปทีใครรับผิดชอบผมที่ผ่านมานะครับ ผมบอกประธานว่าค้าง ประธานก็ไม่ฟัง แล้วผมจะเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ประธานนะครับ กติกาทุกอย่างมีข้อยกเว้น แต่เวลามีข้อยกเว้นมาประธานไปเอามาเป็นหลักการทุกที จริง ๆ การถามมันต้องเอา ตัวกรรมาธิการเป็นตัวหลักนะครับ แล้วเดี๋ยวต่อไปสภาแห่งนี้จะเดินแล้วสับสนครับ จะเดินแล้วสับสน ผมก็ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พวกเรากําลังกระทําในฐานะของเสียงข้างมาก อย่างกรรมาธิการแล้วก็มาใช้แปรญัตติหมกนะครับ ไปลงมติตามที่ผู้แปรญัตติ ซึ่งต่อไป สภาแห่งนี้จะขัดขาตัวเอง ผมเรียนด้วยความเคารพนะครับ แล้วพูดด้วยความเคารพจริง ๆ ถ้าเราเดินอย่างนี้ต่อไปมันจะสะเปะสะปะ แล้ววันหน้ากฎหมายจะมีปัญหาแทบทุกฉบับ ผมเรียนท่านประธานว่ายึดอยู่ในหลักการนะครับ มันมีข้อปลีกย่อยมา ท่านไม่จําเป็นต้องไป ถาม ท่านพูดถูกครับอย่างเมื่อสักครู่ที่ท่านบอกว่าเขาตัดทั้งมาตราก็น่าจะเริ่มต้นก่อน ทุกติกามีข้อยกเว้นครับ ท่านประธานฟังผมก่อนนะครับ ท่านประธานไปถามเรื่องคนที่ตัด มาตราก่อน เดี๋ยววันหลังมันก็จะวุ่นวาย ผมเรียนด้วยความเคารพครับ ท่านประธานครับ คําว่า ใช้อํานาจ เลิกสักทีเถอะครับ ที่จังหวัดนครสรรค์ถูกยิงตายไป นายกอํานาจนะครับ ถูก ยิงตายไปชื่ออํานาจเหมือนกันนะครับ เรียนด้วยความเคารพจริง ๆ ว่า ท่านประธานครับ ระวังสภามันจะเดินไม่ได้ แล้วบอกอีกอย่างครับ วันนั้นรับนายกรัฐมนตรีจีนเขาไม่ใส่ เสื้อในสีดําหรอกครับ นายกรัฐมนตรีจีนมองท่านตะแคงข้างเลยครับ
ขอบคุณครับ ท่านครับ ไม่ใช่ไม่ฟังนะครับ ฟังไม่รู้เรื่องครับ มันวุ่นวายเหลือเกิน เสียงมันดัง แล้วก็เมื่อกี้ผมได้ถาม มติแรกนะครับ มติแรกผมถามมันมีผู้แปรญัตติ เอาเป็นว่าผมดําเนินการครบถ้วนถูกต้อง ตามข้อบังคับ ยังยืนยันว่าถูกต้องนะครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานดําเนินการประชุมจนกระทั่งลงมติ เสร็จมาตรา ๓ ไปแล้ว กระผมขออนุญาตแสดงความเห็นสักเล็กน้อยเถอะครับ เพราะว่าระหว่างนั้นกระผมไม่ได้รับสิทธิจากท่านประธาน ขออนุญาตกราบเรียนว่าการลงมติ ในมาตรา ๓ มันมีพิรุธตั้งแต่ต้นในการปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธาน เพราะอะไรครับ กระผมไม่ได้ตั้งใจมาตําหนิท่านประธานโดยไม่มีเหตุผล สิ่งที่กระผมขออนุญาตกราบเรียน กับท่านประธานก็คือว่ามาตรา ๑ ท่านประธานย้อนกลับไปดูสิครับ กับมาตรา ๓ นี้ มันไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ เพราะอะไรครับ มาตรา ๑ มีร่างเดิมที่เรารับหลักการ เข้ามา ประการที่ ๒ มีร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ประการที่ ๓ มีผู้สงวนคําแปรญัตติ ไว้ แล้วก็ตัดออกทั้งมาตรา ประการที่ ๔ มีผู้สงวนคําแปรญัตติไว้เป็นอย่างอื่นนอกเหนือ จากการตัดออกทั้งมาตรา เหมือนกับมาตรา ๓ ทุกประการที่ครบองค์ประกอบทั้ง ๔ ข้อ เวลาท่านประธานถามมติมาตรา ๑ ท่านประธานถามว่าอะไรครับ เห็นด้วยกับร่างกรรมาธิการ หรือร่างความเห็นของผู้แปรญัตติ ถ้าเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ ก็จบ ถ้าเห็นด้วย กับผู้แปรญัตติท่านประธานก็คงจะมาถามต่ออีกผู้แปรญัตติท่านใด แต่พอมามาตรา ๓ ท่าน ประธานไม่ปฏิบัติตามนั้นครับ ท่านประธานเริ่มต้นสร้างความสับสน เพราะท่านประธาน เริ่มต้นถามว่าจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธานถามว่าจะเห็นด้วย กับร่างเดิมหรือร่างของกรรมาธิการ ท่านประธานคงจําได้ ที่สุดที่ประชุมมีมติแล้วครับ เห็นด้วยกับร่างเดิม คือให้คงร่างเดิม เมื่อเห็นด้วยกับให้คงร่างเดิมก็แปลว่าทุกอย่าง เป็นอันยุติครับ เพราะร่างเดิมคือร่างที่เรารับหลักการ มันมีรายละเอียดครบถ้วน มาตรา ๑ , ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙, ๑๐ เมื่อครบถ้วน และแปลว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับร่างเดิมที่รับหลักการ แล้วท่านประธาน มาถามต่อไปอีกได้อย่างไรครับ ว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขวรรคที่เท่าไร ๆ เป็นอย่างไร ในแต่ละวรรคอีก อันนี้มันผิดชัดเจน แล้วสร้างความสับสน แล้วการถามมติแต่ละวรรค ก็ถามไม่เหมือนกันอีก สุดแล้วแต่โผจะพาไป ผมขออนุญาตนะครับ ถ้าล่วงเกินท่านประธาน ผมยินดีถอนครับ แต่ผมเชื่อว่าเที่ยวนี้ไม่ปกติแล้วครับ แล้วสร้างความสับสนแม้แต่ซีก ผมขออภัยนะครับ ผมไม่พาดพิงหรอกครับ ซีกพวกกระผมนี่มึนตั้งแต่ต้นจนจบ ซีกอื่นจะมึน หรือไม่ผมไม่ทราบ แต่นี่คือสิ่งที่สร้างความสับสนให้เกิดขึ้น หลักการปฏิบัติที่เราปฏิบัติมา ในที่ประชุมรัฐสภา มันมีสิทธิที่จะตัดสินลงมติเป็นพวงครับ เหมือนกับปลา ท่านประธานจะ ซื้อปลาพวงไหน พวงที่ ๑ พวงร่างเดิมที่รับหลักการ พวงที่ ๒ ร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก เห็นชอบแล้วนําเสนอเข้าสภา พวงที่ ๓ ร่างของผู้แปรญัตติ ร่างผู้แปรญัตติถ้ามี ๑๐ คน ก็มีอีก ๑๐ พวง ที่ประชุมมีสิทธิตัดสินใจจะเอาพวงที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ เท่านั้น แต่เที่ยวนี้ตัดสินไปแล้วเอาพวงที่ ๑ คือพวงของร่างเดิม แต่ท่านประธานมาถามมติต่ออีก จะเอาตัวไหนบ้าง เอาตัวไหนบ้างไม่พอ เอาตัวไหนในร่างเดิมไม่ใช่ เอาตัวไหนในพวงไหน อีกก็ได้ ซึ่งเราไม่เคยปฏิบัติกันมาครับ แล้วที่สุดผสมผเสปนเปกันจนยุ่งเหยิงที่สุด ครั้งนี้เป็น ครั้งที่ผมขออนุญาต อัปยศที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราครับ ผมขออนุญาตไม่ตําหนิท่านประธานคนเดียวครับ เดี๋ยวผมก็ต้องถูกถอนอีก ถ้าจะให้ถอน ผมก็ยินดีครับ แต่นี่คือสิ่งที่ขออนุญาตให้ผมได้ระบาย อย่างน้อยในฐานะสมาชิกคนหนึ่ง ของรัฐสภา และผมเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงครับ สุดท้ายความไม่ถูกต้องไม่มีวันเอาชนะ ความถูกต้องได้ ท่านประธานครับ จะวันไหนก็สุดแล้วแต่ แต่สิ่งที่ผมขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้ สอบถามท่านประธานก็คือว่า สุดท้ายที่ท่านประธานดําเนินการประชุมจนถึงนาทีนี้ให้ลงมติ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ นั้น สุดท้ายมาตรา ๓ แปลว่าอะไรบ้างครับ ท่านกรุณาอธิบายให้พวกกระผม สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่ทําหน้าที่แทนประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ประชาชนเขารอ รับฟังอยู่ได้ทราบหน่อยสิครับ ว่าสุดท้ายตัวแทนของเขามาลงมติโดยอาศัยเสียงข้างมาก พาประเทศไปทางไหน มาตรา ๓ แปลว่าอะไร ขออนุญาตให้ประชาชนเขาได้รับรู้หน่อย ได้ไหมครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมขอชี้แจง สั้น ๆ ครับ มติแรกที่ผมถามที่ประชุมนะครับ ผมถามว่าเห็นควรให้คงมาตรา ๓ ไว้ กดปุ่ม เห็นด้วย เห็นควรให้ตัดออกทั้งมาตราตามที่มีคนสงวนให้ตัดทั้งมาตรานั้น กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ที่ประชุมมีมติเห็นด้วย ก็หมายความว่าให้คงมาตรา ๓ ไว้ทั้งมาตรา ทีนี้ผมก็ถามมติต่อไป ไล่ทีละวรรค ๆ ซึ่งมีทั้งหมด ๕ วรรค ก็ถามอีก ๕ ทีนะครับ รวมแล้วเป็น ๖ แล้วก็มติที่ ๗ ผมก็ถามเพื่อสรุปให้ครอบคลุมทุกที่ที่มีการแปรญัตติเอาไว้ ก็คือแปรญัตติเพิ่มวรรค บางท่าน มีการแปรญัตติเพิ่มวรรค ในวรรคสาม วรรคห้า วรรคเจ็ด อะไรทํานองนี้ ผมก็ต้องถามมติที่ ๗ ว่าเห็นด้วยที่จะให้มีการเพิ่มวรรคที่ว่านั้นหรือไม่ ทั้งหมด ๗ ครั้งครับ แปลว่าการลงมติครั้งนี้ ผมถามมติเพื่อให้ครอบคลุมผู้แปรญัตติทั้งหมดเลย โดยมติแรกถือโอกาสตอบท่านชาดาด้วย นะครับ มติแรกก็ถามภาพรวมทั้งหมดครับ ก็คือให้คงมาตรา ๓ ไว้ หรือจะให้ตัดทิ้ง ชัดเจน นะครับ ขออนุญาต พอแล้วท่านสุนัย เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายสุนัย จุลพงศธร ในฐานะวิปด้วยครับ ท่านครับ ด้วยความเคารพท่านประธานและเคารพท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ผมคิดว่าถ้าผมไม่ขึ้นมาพูด นี่คงจะไม่ถูกต้อง เพราะจะมีการบันทึกการประชุมในทางที่ผิด ขอประทานโทษครับ ท่านใช้คําว่าการลงมติเหมือนมีอะไรซ่อนเร้น ไม่ปกติ เป็นเรื่อง ความอัปยศ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณที่ท่านประธานได้ให้ตัวแทนของรัฐบาลได้พูดด้วย อันแรกครับพวกเราทุกคนเข้าใจตรงกันครับ เห็นกับท่านประธานว่าท่านประธานทําถูกต้องแล้ว ไม่มีอะไรซ่อนเร้นท่านครับ แต่ว่าเราประชุมเป็นประชุมรัฐสภาทั้งสองสภาร่วมกัน คนก็มาก แล้วเมื่อบรรยากาศสุดท้ายก่อนท่านพักประชุม ผมก็เห็นใจท่านมากจริง ๆ ครับ ผมไม่เคย เป็นประธาน ผมไม่เคยนั่งตรงนั้น ผมว่าถ้านั่งตรงนั้นแล้วเจอคน ๕๐๐ กําลังวุ่นวายไปหมด ผมว่าท่านพักการประชุมนั้นไม่ใช่พักเพื่ออะไรครับ เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการ เพราะว่าคนอื่นพูดไปมันก็สับสนไปหมด ดังนั้นผมไม่ได้เรียกร้องให้ประธานวิปต้องถอน คําที่ไม่เหมาะสม เช่นคําว่า อัปยศ ผมไม่เรียกร้องให้ท่านที่กล่าวหาพวกเราว่ามีอะไรซ่อนเร้น ผมไม่เรียกร้องให้ท่านถอนครับ แต่ขอยืนยันว่า ๑. ไม่มีอะไรซ่อนเร้น การอัปยศนั้น เป็นความคิดของท่าน และผมไม่ต้องการให้ท่านประธานทบทวนอะไรอีกครับ ขอให้เดินหน้าต่อ ตามมาตรา ๔ ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอเป็นท่านสุดท้ายนะครับ ที่ประท้วงครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมไม่ไปพูดเรื่องอดีตนะครับ ขอว่ามาตรา ๓ ปัจจุบัน สรุปแล้วมันเขียนว่าอย่างไรครับ เช่น วรรคหนึ่งของมาตรา ๓ เอาตามใคร วรรคสองของ มาตรา ๓ เอาตามใคร แค่นี้เองครับ เพราะว่าตอนนี้ผมยังไม่เข้าใจว่าสุดท้ายแล้วหน้าตามัน ออกมาเป็นอย่างไร แล้วท่านประธานเดินการประชุมต่อนะครับ แต่ว่าผมขอให้ท่านประธาน สรุปก่อน มาตรา ๓ เป็นอย่างไรแค่นั้นเอง ได้ไหมครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ
ครับ ท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่เอาชวเลขมาแจกด้วยนะครับ ตามนั้นนะครับ ทุกอย่างดําเนินการถูกต้องครับ แล้วก็ตรวจสอบได้จากชวเลข แล้วก็ผมสั่งเจ้าหน้าที่เอาชวเลขมาแจกแล้วครับ ขอเป็น ท่านสุดท้ายจริง ๆ ครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เชิญครับ
คือท่าน ประธานที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ดําเนินการถูกต้อง ไม่ถูกต้อง เราอาจจะมีความเห็นต่างกันนะครับ แต่ปัญหาก็คือว่า พวกกระผมที่กระผมยืนยันไปก่อนหน้านี้ก็คือว่าหลายคนไม่สามารถใช้สิทธิ เพราะไม่ทราบ จริง ๆ ว่ามติที่ลงไปแล้วคืออะไร วันนี้เราก็ไม่ได้เรียกร้องให้ทบทวนนะครับ แต่ท่านกําลัง จะให้พวกผมพิจารณาต่อในมาตรา ๔ เราขอเพียงแค่ว่าบอกเราได้ไหมครับว่ามาตรา ๓ ขณะนี้เขียนว่าอะไร ถ้ามันเป็นเรื่องง่ายจริง ท่านเลขาธิการก็อ่านเลย ท่านประธานก็อ่านเลย เท่านั้นนะครับ พวกผมก็จะได้พิจารณาต่อ
เอาว่าท่านเลขาธิการ สั่งเจ้าหน้าที่เอาชวเลขแจกสมาชิกนะครับ เชิญท่านเลขาธิการดําเนินการต่อครับ เดี๋ยวเอา อย่างนี้ครับเดี๋ยวเข้ามาตรา ๔ อย่างนี้ครับท่านสมาชิกครับ เข้าใจ ๆ ท่านฟังก่อนครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลาการประชุมผมก็จะให้ดําเนินการต่อในมาตรา ๔ แล้วผมจะสั่งเจ้าหน้าที่ พิมพ์เนื้อหาของมาตรา ๓ ทั้งหมดแจกทุกท่าน อย่างนี้นะครับ พอแล้วครับ ก็บอกให้อ่าน แล้วนี่แจกให้เลย
ท่านประธานช่วยอ่านมาตรา ๓ แล้วไปต่อเลย แต่เดินแบบนี้เลยไม่ได้
ไม่เป็นไรครับ เพื่อรักษา บรรยากาศ ท่านเลขาธิการช่วยอ่านหน่อย ที่ลงมตินะ อ่านที่ลงมติ สรุปแล้วลงมติแล้วคือ โอเค
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือ สัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศ หรือกับองค์การ ระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่ นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การ เป็นไปตามหนังสือสัญญาหรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน ต้องได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภา ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียด ของหนังสือสัญญาและการแก้ไขหรือเยียวยา
อ่านถูกหรือเปล่า
ขออนุญาตนะคะ ถูกแล้วนะคะ ขออนุญาตทวนใหม่นะคะ
เจ้าหน้าที่ช่วยดูด้วย
ถูกแล้วค่ะ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียด ของหนังสือสัญญาและการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติ ตามหนังสือสัญญา โดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้รับประโยชน์กับผู้ที่ได้รับ ผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป
ในกรณีที่มีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือสัญญาที่จะต้องเสนอรัฐสภา ให้ความเห็นชอบตามวรรคสอง ให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นําบทบัญญัติมาตรา ๑๕๔ (๑) และ (๒) มาใช้บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาล รัฐธรรมนูญโดยอนุโลม
ทั้งนี้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ ได้รับเรื่อง
เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบ ความถูกต้องด้วยนะครับ ถ้าไม่ถูกต้องจะได้แก้ไขนะครับ แจ้งด้วย เชิญท่านเลขาธิการต่อ เชิญครับ ไม่เป็นไร อ่านอีกรอบหนึ่ง
มาตรา ๔ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติค่ะ
เชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตกลงว่า มาตรา ๔ ต่อไปนี้ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็เชื่อมโยงกับมาตรา ๓ วรรคสี่ หรือว่าเนื้อหาความในมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม คณะกรรมาธิการยืนยันว่า จะไม่เปลี่ยนแปลงใช่ไหมครับ เพราะมีข้อความที่ไม่สอดคล้องต้องกัน กล่าวคือมาตรา ๓ วรรคสี่ หรือนัยหนึ่งมาตรา ๑๙๐ วรรคสามนั้น เมื่อกลับไปตามร่างเดิมก็หมายความว่า จะไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญาทุกประเภทแล้ว แต่ความในมาตรา ๔ ที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเพิ่มเติมเข้ามาใน ๓ บรรทัดท้าย ท่านเขียนไว้ว่า และในกรณีที่เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน ให้เสนอกรอบการเจรจาเพื่อขอความเห็นชอบของรัฐสภา และผลการศึกษาถึงประโยชน์ และผลกระทบของหนังสือสัญญาดังกล่าวต่อรัฐสภาเพื่อทราบด้วย ก็หมายความว่าข้อความ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเติมเข้ามานี้มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่ามาตรา ๓ วรรคสี่ หรือมาตรา ๑๙๐ วรรคสามใหม่นั้นเปลี่ยนแปลงไปจากที่กรรมาธิการกรุณาแก้ไขเข้ามา ผมก็ขออนุญาตถามเป็นเบื้องต้นก่อนว่า ผมอาจจะเป็นสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติมาจนถึง ทุกวันนี้ก็เพียง ๕ ปี แต่โดยปกติเมื่อพิจารณาร่างกฎหมายใดก็ตามแต่ เมื่อมาตราที่ผ่านมา มติไม่เป็นไปตามกรรมาธิการ กรรมาธิการก็มักที่จะขอกลับไปปรับให้สอดคล้องต้องกัน หรือว่าในกรณีนี้ท่านจะใช้วิธีการเดิม พอถึงเวลาโหวตก็จะให้สมาชิกโหวตไม่เห็นด้วย กับกรรมาธิการ กระผมขออนุญาตเรียนถามตรงนี้ก่อน และขอสงวนสิทธิที่จะอภิปราย ต่อไปครับ
เชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร สมาชิกรัฐสภา ในฐานะประธาน กรรมาธิการ ในความรู้สึกของกรรมาธิการเราก็ไม่คิดว่าเราจะแพ้นะครับ กราบเรียน ด้วยความเคารพ ทีนี้เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วถ้าจะประชุมกันตอนนี้ก็คงไม่ทัน ผมก็อยาก ขออนุญาตที่ประชุม ขออนุญาตท่านประธาน ให้เป็นดุลยพินิจของที่ประชุมแห่งนี้ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านคํานูณต่อครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ก็เป็นไปดังคาดครับท่านประธาน ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธานที่เคารพ ไปยังทุกท่านด้วยนะครับว่า ด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ผมไม่สบายใจอย่างยิ่งที่เห็น กระบวนการนิติบัญญัติเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่ถ้าเผื่อจะพูดกันตั้งแต่ต้นว่า ในมาตรา ๑๙๐ วรรคสามใหม่ต้องการจะให้เป็นอย่างไรสถานการณ์ก็อาจจะง่ายกว่านี้ แต่ไม่เป็นครับ เมื่อจะเดินหน้ากันตามนี้กระผมก็จะขออนุญาตทําหน้าที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นต้อง กราบขอท่านประธานขออนุญาตย้อนไปอธิบายถึงมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม หรือว่า มาตรา ๓ วรรคสี่สักเล็กน้อยนะครับว่าผลที่เกิดขึ้นของการกลับไปสู่ร่างเดิมคืออะไร ท่านประธานคงจะอนุญาตนะครับ เพราะว่ามันจะเกี่ยวข้องกับมาตรา ๔ นี้ด้วย
ประการที่ ๑ ก็คือด้านหนึ่งดูดีขึ้นครับ ตรงที่ท่านสามารถกู้เรื่องบทเยียวยา ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหนังสือสัญญากลับมาได้ เป็นการกู้การเยียวยาประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากหนังสือสัญญาทุกประเภทที่มาตรา ๑๙๐ ยุคใหม่ ก็มีอยู่ทั้งสิ้น ๔ ประเภทนะครับให้ได้รับการเยียวยาทั้งหมด ก็คือความก็จะเป็นว่า การแก้ไขหรือเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญา โดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้น และประชาชนทั่วไป นี่เป็นด้านดีข้อที่ ๑ แต่ว่าด้านที่เสียหายอย่างยิ่ง ซึ่งกระผมเห็นว่าเป็นข้อเสียหายที่กระผม ขออนุญาตบันทึกไว้ และในที่นี้โดยหลักการผมต้องเห็นด้วยกับกรรมาธิการ และเสียใจที่ร่าง ของกรรมาธิการนั้นไม่อาจชนะมติในที่ประชุมแห่งนี้ ก็คือว่าผลของการกลับไปสู่ร่างเดิมนั้น ก็จะทําให้
ประการที่ ๑ หนังสือสัญญาทุกประเภทนับตั้งแต่ ไม่ใช่นับจากนี้ นับตั้งแต่ รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มีผลใช้บังคับในอนาคตข้างหน้าก็จะไม่มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนเลย ก็จะไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเลย ทั้งต่อ หนังสือสัญญาประเภทที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ทั้งต่อหนังสือสัญญาประเภทที่มี บทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจ ตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง และทั้งหนังสือสัญญา ประเภทที่จะต้องออกพระราชบัญญัติหรือเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา แล้วก็สุดท้าย ก็คือหนังสือสัญญาประเภทที่มีบทเปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน เอฟทีเอ ก็คือหนังสือ สัญญาทุกประเภท นับจากนี้ไปเมื่อมาตรา ๑๙๐ มีผลใช้บังคับจะไม่มีการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนเลยทั้งก่อนทําหนังสือสัญญาและก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน
ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๑๙๐ เดิมในวรรคสามและวรรคสี่นั้น ให้สิทธิของประชาชนไว้อย่างกว้างขวางในการที่จะแสดงความคิดเห็น ในการที่จะเข้าถึง รายละเอียดของหนังสือสัญญา ทั้งในขั้นตอนก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญาตาม วรรคสาม ก็คือคณะรัฐมนตรีต้องจัดให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนและต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น แล้วก็วรรคสี่ก่อนที่จะแสดง เจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีก็ต้องจัดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของ หนังสือสัญญานั้น แล้วก็สุดท้ายก็คือเรื่องเยียวยา ก็คือหมายถึงว่าในด้านของการแสดง ความคิดเห็นนั้นตัดออกไปหมดทุกขั้นตอน เหลือแต่เพียงการให้ประชาชนสามารถเข้าถึง รายละเอียดของหนังสือสัญญา ซึ่งการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือ สัญญานั้น มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ของใหม่ หรือมาตรา ๓ วรรคสี่ ของใหม่ ของร่าง รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้ก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นก่อนการทําหนังสือสัญญาหรือว่าก่อนที่จะแสดง เจตนาให้มีผล ผูกพัน ซึ่งก็คงจะต้องไปรอดูกฎหมายลูกตามวรรคนั้น แต่การที่ไม่มีก่อนทั้ง สองคราวดังกล่าวก็เป็นการเปิดกว้างที่อาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึง รายละเอียดของหนังสือสัญญาได้ เมื่อมีการลงนามหรือแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันไปแล้วก็ได้ ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าไม่มีประโยชน์สมตามเจตนารมณ์ที่ควรจะให้ประชาชนได้รับรู้ แต่ก็อย่างว่า ละครับท่านประธาน ก็ในเมื่อไม่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเสียแล้ว เข้าถึงไปก็ไม่มี ประโยชน์กระผมจําเป็นต้องขอพูดว่านี่อํามหิตต่อประชาชนมากครับ แต่เดิมเขามีสิทธิ ของเขาตามมาตรา ๑๙๐ เดิม วรรคสาม วรรคสี่ อยู่ถึง ๔ ประการ ๒ ขั้นตอน สุดท้าย แทบไม่เหลือเลยครับ
อีกประการหนึ่งครับ คือเรื่องการเสนอกรอบเจรจาล่วงหน้าต่อรัฐสภา ในมาตรา ๑๙๐ ของเดิม วรรคสาม จะต้องมีการเสนอกรอบเจรจาต่อรัฐสภาพร้อม ๆ กับ การชี้แจงต่อรัฐสภาก่อนดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญา กรรมาธิการกรุณามากครับ ที่ได้กรุณาแก้ไขว่า กู้คืนกลับมาว่า การเสนอกรอบเจรจาต่อรัฐสภานั้นให้มีแต่เฉพาะหนังสือ สัญญาประเภทเอฟทีเอเท่านั้น ซึ่งแม้กระผมไม่เห็นด้วย แต่ก็ยังดี แต่ว่าเมื่อลงมติกลับไป ร่างเดิมคือร่างแรกที่เสนอเข้ามาในวาระที่ ๑ พิจารณาผ่านไปในวาระที่ ๑ นะครับ ก็กลายเป็นว่า จะไม่มีการเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเลย จะไม่มีการเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเลย สําหรับหนังสือสัญญาประเภทเอฟทีเอ ส่วนประเภทอื่นไม่ต้องพูดครับ ไม่มีอยู่แล้ว นี่คือสารัตถะสําคัญที่เป็นผลจากการลงมติที่สลับซับซ้อนและวุ่นวายสับสนไปเมื่อสัก ๓๐ นาทีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นมาตรา ๔ นี้กระผมก็คงไม่อาจที่จะอภิปรายใด ๆ ที่จะไม่เห็นด้วย กับคณะกรรมาธิการ เพราะคณะกรรมาธิการก็ไม่มีสิทธิเห็นด้วยกับตัวเอง เพราะว่า มันแพ้ไปแล้วในมาตรา ๓ วรรคสี่ หรือมาตรา ๑๙๐ วรรคสามใหม่ แต่ว่ากระผมเห็นว่า วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ครับ คือแก้ไขมาตรา ๑๙๐ แม้ว่ากระผมจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ รับฟังเหตุผลและความคิดเห็น ก็ได้ขอกรรมาธิการไปหลายอย่างในมาตรา ๓ เมื่อวานนี้ ไม่ได้ก็ไม่เป็น วันนี้ก็ว่าจะขออีกสักอย่าง ๒ อย่างนะครับ ก็ตั้งใจเรียบเรียงคําพูดไว้สละสลวย พอสมควร แต่ว่าอย่างไรก็ขอไม่ได้แล้วครับ เพราะว่าในเมื่อมาตรา ๑๙๐ วรรคสามนั้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่กระผมมีความเห็นว่าท่านทําได้อย่างไรครับ ระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่ยุคปัจจุบันนี้ปัจจัยสําคัญประการหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ก็คือการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน การให้ประชาชนมีส่วนร่วม ผมเข้าใจว่า ในชั้นกรรมาธิการนั้น คณะกรรมาธิการได้กรุณาให้เกียรติต่อบุคคลภายนอกที่เป็นองค์กร ภาคเอกชนที่ทํางานเกี่ยวกับเรื่องเอฟทีเอที่เขาติดตามมาตลอด ๑๐ ปี ๒๐ ปี เขาก็ได้เสนอ ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ คณะกรรมาธิการก็ได้กรุณารับความคิดเห็นบางอย่าง ที่กรรมาธิการเห็นว่าพอรับได้และเป็นประโยชน์ และก็ให้มีการแก้ไขมา สาระสําคัญก็คือ ให้มีการเสนอกรอบเจรจาในเรื่องสัญญาเอฟทีเอต่อสภาก่อน เพื่ออะไรครับ อย่างน้อยก็เพื่อ จะได้มีการรับรู้ทั่วกันโดยกว้างขวาง สาระสําคัญอีกประการหนึ่งก็คือให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน ถึงแม้ว่าเรื่องทั้งสองประการนี้จะไปอยู่ในกฎหมายลูกซึ่งไม่รู้ จะออกเมื่อไร แต่ว่าก็ยังดีกว่าไม่เขียนไว้เลยครับ แต่ ณ เวลานี้ ณ นาทีนี้ รัฐสภาแห่งนี้ ได้มีมติตัดทุกสิ่งทุกอย่างที่กระผมว่าไปนั้นออกแล้ว กระผมก็เพียงแต่ขออนุญาตบันทึกไว้ และก็อยากจะขออนุญาตทราบความเห็นของคณะกรรมาธิการที่ท่านจะกรุณาแนะนํา พวกเราที่อาจจะมีความรู้น้อยว่าต่อไปเราควรจะลงมติอย่างไรดีครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านจุฤทธิ์ครับ เดี๋ยวท่านจุฤทธิ์ครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจะขออภิปรายครับ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา เดิมทีไม่ได้ตั้งใจจะอภิปราย มาตรา ๔ หรอกครับ แต่ว่ามาตรา ๔ มีการแก้ไข ผมอยากจะสะท้อนความรู้สึกซึ่งคงไม่ต่าง จากท่านสมาชิกวุฒิสภาซึ่งได้อภิปรายจบไปเมื่อสักครู่ ว่าเสียงข้างมากของที่ประชุมแห่งนี้ ได้ตัดสิทธิของพี่น้องประชาชนที่จะให้รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นของเขาในเรื่องของหนังสือ สัญญา ตัดสิทธิของสภาแห่งนี้ที่จะมีโอกาสได้พิจารณากรอบการเจรจาการค้าเสรี หรือการ เปิดเสรีทางด้านการลงทุน ทําให้ต่อไปนี้หนังสือสัญญาซึ่งมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ของประเทศ พื้นที่นอกอาณาเขต สิทธิอธิปไตย หรือเรื่องการค้า การลงทุน ตัดสิทธิการมี ส่วนร่วมของประชาชนซึ่งเขาเคยมีก่อนที่จะมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และทั้ง ๆ ที่ คณะกรรมาธิการซึ่งประกอบไปด้วยทุกฝ่ายก็ได้พยายามนําสิ่งนี้กลับมา สุดท้ายเสียงข้างมาก ของที่ประชุมแห่งนี้ครับไม่ยอม ไม่พร้อมที่จะให้มีการเสนอกรอบการเจรจาการค้าเสรี หรือมี การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น
ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าที่จริงผมก็ทราบข่าวครับ ว่าในการ เจรจาเขตการค้าเสรีที่รัฐบาลนี้กําลังไปดําเนินการ มีข่าวออกมาว่าประสงค์ที่จะให้การเจรจา เป็นเรื่องลับครับ ผมยังเคยไปแสดงความคิดเห็นเลยครับกับบรรดาทูตานุทูต ชาวต่างประเทศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป ซึ่งจะเจรจากับประเทศไทยในเรื่องนี้ว่า ผมเห็นว่าความคิดในการที่จะไม่ให้ประชาชนมีสิทธิรับรู้เป็นความคิดที่ผิด และจะทําให้มีกลุ่ม ประชาชนซึ่งมีความไม่สบายใจ มีความคลางแคลงใจว่าผลประโยชน์ของประเทศหรือของเขา จะได้รับผลกระทบหรือไม่ เช่น อย่างกรณีของสหภาพยุโรปก็มีคนกลัวว่าต่อไปนี้ประชาชน คนยากคนจนจะสามารถเข้าถึงยาบางชนิดยากขึ้นเพราะจะมีราคาแพง เพราะจะต้องมีการ คุ้มครองในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในมาตรฐานที่สูงกว่ากติกาที่ใช้กันทั่วโลก อย่างนี้เป็นต้น ผมได้บอกกับผู้แทนประเทศเหล่านั้นว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายนะครับเพราะว่าพอเกิดความ หวาดระแวงและไม่สามารถเข้าถึงหรือมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ได้ แทนที่ข้อตกลงแบบนี้จะมีส่วน เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคู่เจรจาจะทําให้คนในชาติบางส่วนมีความรู้สึกที่ไม่ดีกับ ประเทศที่กําลังมาเจรจาในเรื่องเหล่านี้ด้วย แต่ผมนึกไม่ถึงนะครับว่า เพราะผมก็ติดตาม การทํางานของคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าในที่สุดเสียงข้างมากจะใช้วิธีอย่างเมื่อสักครู่นี้ครับ ที่ทําให้สภาเป็นครั้งแรกนะครับลงมติโดยไม่ได้ลงมติว่าสนับสนุนญัตติของใครเลยครับ แต่ตัดต่อตามความต้องการของใครไม่ทราบซึ่งอยู่ในสภาหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เพื่อที่จะไม่ให้ ประชาชนมีส่วนร่วม ที่จะให้รัฐบาลไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีกต่อไป ที่จะไป เจรจาการค้า การลงทุน ผู้แทนประชาชนไม่มีสิทธิรู้ครับว่ากรอบการเจรจาล่วงหน้าจะเป็น อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่สะท้อนผ่านความรู้สึกของท่าน ส.ว. คํานูณ เมื่อสักครู่นะครับ ผมมั่นใจว่าพวกกระผมตรงนี้รู้สึกเช่นเดียวกันครับ แต่ว่าที่ผมอาจจะเห็นไม่ตรงกับท่าน ส.ว. ก็คือว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ครับ ผมต้องสนับสนุนกรรมาธิการอย่างเต็มที่ในมาตรา ๔ และ ผมอยากให้กรรมาธิการลุกขึ้นมายืนยันเจตนารมณ์ว่าเอาละเมื่อท่านไม่ได้มาตรา ๓ อย่างที่ ท่านจะให้สิทธิของประชาชน อย่างน้อยท่านจะปกป้องว่าสิทธินี้จะดํารงอยู่จนกว่าสภาออก กฎหมาย เพราะในมาตรา ๔ ท่านเขียนเอาไว้ว่าถ้ากฎหมายยังไม่ออกมา ในมาตรา ๓ คณะรัฐมนตรีต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และถ้าเป็นเรื่องของเขต การค้าเสรีหรือการลงทุนที่จะมีการเปิดเสรียังต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อสภาอยู่จนกว่าจะ มีกฎหมายครับ เมื่อท่านจะปิดหู ปิดตา หรือปัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในอนาคตเป็น บทถาวรผมก็ยังอยากจะต่อสู้ว่าจะนานกี่เดือนหรือกี่ปีก็ตามที่กฎหมายนี้จะต้องออกมานะครับ แต่ยังไม่เสร็จ ผมจะยังต่อสู้เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเหล่านี้ต่อไป และผมอยากจะให้ กรรมาธิการทุกคนลุกขึ้นมายืนหยัดตรงนี้ให้กับประชาชนว่าอย่างน้อย ๑ ปีข้างหน้า ๖ เดือน ข้างหน้า หรือกี่เดือนก็ตามระหว่างที่กฎหมายยังไม่ผ่านสภา ประชาชนยังต้องมีสิทธิ มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อข้อตกลงต่าง ๆ สภาแห่งนี้ยังมีสิทธิที่จะได้การ พิจารณากรอบการเจรจาในการเปิดเสรีทางด้านการค้า การลงทุน ผมอยากเชิญชวนสมาชิก ทุกคนนะครับ เสียงข้างมากตัดสิทธิถาวรไปแล้วครับ ตอนนี้เหลือเพียงแค่ ๑ ปี หรือกี่เดือน ก็แล้วแต่ตรงนี้ ผมยังเรียกร้องว่าขอให้ประชาชนยังมีสิทธิตรงนี้อยู่ อยากให้กรรมาธิการ ลุกขึ้นมายืนยันครับว่าท่านยังเอาตรงนี้อยู่ครับ พวกกระผมจะได้ช่วยกันสนับสนุนอภิปราย เพราะว่ามาตรานี้มีการแก้ไข พวกเราทุกคนมีสิทธิอภิปราย จะได้เดินหน้าสนับสนุนให้มีกรณี อย่างนี้ต่อไป
ท่านคํานูณท่านมีอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธาน ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต ใช้สิทธิพาดพิงนะครับ สั้น ๆ ครับท่านประธานครับ สิทธิพาดพิงในทางที่ดีครับ ผมเป็นคน คิดช้าครับ ขออนุญาตเห็นด้วยกับท่านผู้นําฝ่ายค้าน และในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของรัฐสภา แห่งนี้ แม้ว่าจะเหลือเวลาอยู่อีกไม่นาน ผมขอเรียกร้องให้สมาชิกทุกท่านได้โหวต (Vote) ให้กับร่างของกรรมาธิการครับ สิทธิการรับรู้ของประชาชน การแสดงความคิดเห็นของ ประชาชนและการเสนอกรอบการเจรจาเอฟทีเอ (FTA) ต่อรัฐสภานั้นถูกตัดไปโดยถาวรแล้ว เมื่อจะมีกฎหมายลูกออกมา แต่ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายลูกนี้ ถ้าพวกเราจริงใจต่อ ประชาชนทั้งกรรมาธิการ ทั้งสมาชิกวุฒิสภา ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรค ทุกฝ่าย พวกเราร่วมกันโหวตให้กับร่างของกรรมาธิการได้ชนะสักครั้งได้ไหมครับ อย่างน้อย ประวัติศาสตร์จะได้บันทึกว่าพวกเราก็ไม่ได้อํามหิตต่อประชาชนมากเกินไปนัก ขอบพระคุณ ครับ
เดี๋ยวเสนอให้โหวตเลย นะครับ อย่าเพิ่งนะครับ เดี๋ยวทาง ส.ว. ตั้ง ๑๐ กว่าคนครับ เมื่อสักครู่ท่าน ผมไปทางนี้ อีกทีนะครับ คุณหมอพรพรรณครับ อยู่ไหมครับ ถ้าไม่อยู่ถือว่าสละสิทธิ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านสมชายครับ ผมขอไปที่ ส.ว. สมชายครับ
ท่านประธานรัฐสภา ครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ครับ ผมขอตัดในมาตรา ๔ นะครับ เพราะว่าความเดิมนั้นผมเห็นว่าควรใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ไปตามเดิมซึ่งเคยมีการแก้ไขมาแล้วครั้งหนึ่ง แล้วก็ในมาตรา ๓ นั้น สิ่งที่ กระผมได้วิงวอนต่อคณะกรรมาธิการและเพื่อนสมาชิกรัฐสภาคือขอให้ตัดเรื่องความ ไม่ชัดเจนของ คําว่า โดยชัดแจ้ง ออกไป เพราะมันจะเกิดปัญหาขึ้นมากมาย แต่กรรมาธิการก็ยังคงโหวตยืนไปตามกรรมาธิการ เหมือนเดิม ซึ่งคงจะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ดีครับ ความเสียใจก็คงเหมือนกับที่ เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านได้พยายามลุกขึ้นทักท้วงท่านประธานก่อนที่จะมีการโหวตแล้ว เพราะว่าการโหวตดังกล่าวในมาตรา ๓ ไล่เลียงลงมานั้นมีความสับสนและความไม่ชอบมาพากล ในหลายประการ แต่เอาเถอะครับ เมื่อผ่านไปแล้ว แต่สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานเลย ครับว่ามันสัมพันธ์มายังมาตรา ๔ อย่างไร เพราะว่าท่านกรรมาธิการได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หลายส่วน หลายคนเข้ามาร่วมในการพิจารณาการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ หลายคนผมได้พูดคุย กับท่านก่อนที่จะศึกษาตั้งแต่เข้าวาระหนึ่งว่าท่านได้เข้าไปช่วยงานกรรมาธิการอย่างไร มีความเห็นอย่างไร เราก็มีความปรารถนาดีว่าถ้าเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ แล้ว แก้ครั้งที่ ๑ แล้วถ้ายังไม่ดีทั้งหมดก็แก้ครั้งที่ ๒ ให้มันดีกว่าเดิม นักวิชาการเหล่านั้น ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม หลายท่านก็บอกกับผมว่ามันพอไปได้ แล้วมันก็น่าจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่เสียดายครับว่าท่านกลับแก้ไขแล้วมันแย่ลงกว่าเดิม ผมขออภัยที่เอ่ยนาม แม้กระทั่ง ท่านกรรมาธิการยังตั้งท่านเป็นที่ปรึกษาหลายคนนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านดอกเตอร์ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ท่านประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) ท่านดอกเตอร์เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ทีดีอาร์ไอ ท่านดอกเตอร์บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งท่านเป็นที่ปรึกษา กรรมาธิการการต่างประเทศวุฒิสภา ซึ่งผมอยู่ด้วย ท่านอาจารย์จักรชัย โฉมทองดี นักวิชาการสถาบันวิจัยสังคมมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ไม่รวมถึงกลุ่มเอฟทีเอวอทช์ (FTA Watch) ไม่รวมถึงกลุ่มภาควิชาการและภาคเอกชนที่ติดตามการทํางานของกรรมาธิการด้วย ความหวังว่าบางมาตราที่ท่านกรรมาธิการแก้ไขนั้นจะยังทําให้เกิดการติดตามจาก ภาคประชาชนได้ในการเข้าถึงรายละเอียด การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมถึง การที่ท่านบรรจุเรื่องการเปิดเสรีการค้าหรือการลงทุนต้องมีบทบัญญัติในเรื่องของการเสนอ กรอบการเจรจาต่อรัฐสภา แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่ากรรมาธิการแพ้ในที่ประชุมไป เพราะสิ่งที่ ไม่น่าจะเกิดขึ้นก็คือการที่จะมีบางส่วนบางตอนไม่สบายใจกับสิ่งเหล่านี้ ผมถือว่านักวิชาการ เหล่านั้น ภาคประชาชนเหล่านั้นถูกหักหลังครับ เขาบอกผมมาก่อนล่วงหน้าว่าเขาคาดไม่ถึงเลยว่า เขาจะมาถูกหักหลังจากที่ประชุมแห่งนี้ กระผมเรียนว่าถ้าท่านจะเดินหน้าต่อไป โดยไม่ทําตามที่ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านขออภัยที่เอ่ยนามท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่าน ส.ว. นายคํานูณ สิทธิสมาน ขออภัยที่เอ่ยนามเช่นกัน เสนอให้โหวตตาม กรรมาธิการในมาตรา ๔ เพื่อรักษาส่วนที่ยังพอเหลืออยู่บ้างในการเปิดโอกาส เมื่อท่านจะทํา กฎหมายแล้วให้มีบางส่วนที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ในการที่มี กรอบอยู่บ้าง ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมาย ๑ ปี ทั้ง ๆ ที่เราเห็นอยู่ดีครับว่าถึงแม้ว่า คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจะชื่นชมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภาคบังคับ เพราะที่ผ่านมา มาตรา ๑๙๐ เคยระบุเช่นนี้เหมือนกัน แต่ไม่ระบุเรื่องเงื่อนเวลา ก็ผ่านมา ๕-๖ ปี ท่านก็ไม่ ทํากฎหมาย คราวนี้เขียนไว้ว่ามี ๑ ปี ก็ยังไม่แน่ใจครับ ผมเองชักไม่ค่อยแน่ใจ เพราะผมเห็น ท่าที่ในที่ประชุมรัฐสภา และผมเห็นการหักดิบแบบนี้จากภาคประชาชนแล้วผมไม่เชื่อครับว่า ท่านจะทํากฎหมายเสร็จ ผมไม่เชื่อเพราะว่ามีหลายครั้งครับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๑ วรรคสอง พ.ร.บ องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค ผ่านมาแล้วครับ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ จนปัจจุบันนี้ ๑๔ ปี ผ่านในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นี้มา ๖ ปีครับ รัฐธรรมนูญมาตรา ๖๗ วรรคสองว่าด้วยองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมก็แบบเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นความน่าเชื่อถือของสภาต่อพี่น้องประชาชนซึ่งเพิ่งผิดหวังมาจากการลงมติเมื่อ สักครู่แบบถูกหักหลังนี่ละครับ มันทําให้ผมไม่ไว้วางใจต่อสภานี้ ผมไม่มองเห็นว่ารัฐสภาจะ เป็นที่พึ่งในการออกกฎหมายให้ถูกให้ต้องเลยหรือครับท่านประธาน ผมมีความกังวลครับว่า ถ้าเราจะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ไปเรื่อย ๆ กลับไปกลับมา ท่านประธานมีมติในการ ลงมติคราวที่แล้วเรื่องรัฐธรรมนูญว่าที่มาของ ส.ว. แบบหนึ่ง ใช่วิธีการแบบหนึ่ง เราทํางานในรัฐสภามา ทราบครับว่าทําแบบไหน บรรทัดฐาน อยู่ ๆ ท่านก็ใช้อํานาจของท่าน กลับไปอีกแบบหนึ่ง แบบนี้เป็นปัญหาในอนาคต ผมกราบเรียนว่าเพราะฉะนั้นในมาตรา ๔ ซึ่งผมขอสงวนสิทธิไว้ในการตัดทั้งมาตรานั้นถ้าเป็นไปได้ผมอยากฟังท่านกรรมาธิการชี้แจงครับ และท่านกรรมาธิการจะเห็นด้วยไหมครับในการที่เรียกร้องพรรครัฐบาล พรรคฝ่ายค้านและ ส.ว. ให้พอประทังสิ่งที่ประชาชนเขาถูกหักหลัง ภาควิชาการถูกหักหลัง ให้มันคงอยู่ในมาตรา ๔ ตามที่กรรมาธิการแก้ไขไว้ อย่างนี้พอเยียวยาได้ครับ พอรับกันได้ครับ หลายท่าน เป็นนักวิชาการนั่งอยู่ข้างบนครับ อย่าปล่อยอย่างนี้ครับ ถ้าปล่อยอย่างนี้บ้านเมืองไม่มีอะไร แล้วครับ ผมไม่อยากเห็นครับว่าท่านทํากฎหมายแล้วท่านตัดมาตรา ๔ วรรคท้ายที่ท่านเติมมา ทิ้งออกไปอีก มันไม่เหลืออะไร ผมเชื่อเหลือเกินว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้คือการลุกฮือ ของประชาชน ขอบพระคุณท่านประธาน
ท่านจุฤทธิ์ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนอื่นกระผมใคร่ตั้งข้อสังเกตอีกครั้งหนึ่งสําหรับ กรรมาธิการชุดนี้ ตั้งแต่มาตรา ๑ แล้วครับ ผมถามไปว่าเหตุที่ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๙๐ ในหลักการและเหตุผลเขียนว่าเป็นปัญหาในการปฏิบัติของฝ่ายบริหาร กรรมาธิการชุดนี้ได้ซักฝ่ายบริหารหรือเปล่าว่าทําให้ประเทศชาติเสียหายอย่างไรในการ ไม่สามารถทําข้อตกลงระหว่างประเทศได้ ฝ่ายบริหารอ้างว่าที่ต้องแก้มาตรา ๑๙๐ เพราะการทําความตกลงระหว่างประเทศมันล่าช้าทําให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม ผมถามกรรมาธิการไปว่าสรุปได้หรือเปล่าเสียหายเท่าไร ด้านเศรษฐกิจ สรุปด้านสังคมได้หรือเปล่าว่าเสียหายเท่าไร ท่านประธานก็บอกว่าผมถาม คําถามที่ยากเกินไป ผมก็ต้องเรียนท่านประธานตรง ๆ ว่าถ้าคําถามพวกนี้ยาก กรรมาธิการ ชุดนี้ก็ไม่ปกติแล้วละครับ ที่สุดแล้วความไม่ปกติของกรรมาธิการชุดนี้ก็มาปรากฏอีกครั้ง ในมาตรา ๓ ไม่ปกติอย่างไรครับ กรรมาธิการเสนอร่างแก้ไขเข้ามาสู่สภาแล้ว ไม่ปกติเรื่องที่ ๑ ก็คือ ครั้งนี้เป็นการโหวตวาระที่สองในมาตรา ๓ ปกติต้องโหวตตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ โหวตเป็นรายมาตราครับ วันนี้ความพิสดารที่สุดก็คือเราโหวตเป็นรายวรรคครับ โหวตเป็น รายวรรคครับ ที่ไม่ปกติที่สุดทั้งกรรมาธิการทุกคนนั่งยิ้มสบายใจครับ ร่วมทําผิดรัฐธรรมนูญ กับเขาด้วย แล้วก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไร เมื่อสักครู่ประธานกรรมาธิการก็ลุกขึ้นมาชี้แจงบอกว่า ก็ไม่เป็นไรครับ สิ่งที่ผมเสียดายที่สุดมีอยู่ ๒ เรื่องครับ เรื่องแรกก็คือเรื่องเวลา เราเสียเวลา กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เรื่องนี้ ๗ เดือนเต็ม ๆ ครับ ตั้งแต่เดือนเมษายนถึง เดือนตุลาคมวันนี้ ๗ เดือนเต็ม ๆ กรรมาธิการที่เข้าไปทําหน้าที่แทนพวกกระผมทุกคน โดนต้มหมดเลยครับ ที่เจ็บปวดที่สุดโดนต้มเรายังนั่งยิ้มได้ เรื่องที่ ๒ ที่ผมเสียดาย เรื่องเงิน งบประมาณครับ กรรมาธิการกลุ่มนี้เข้าไปทําหน้าที่แทนพวกกระผมไม่ว่า กินเงินงบประมาณ กินเบี้ยประชุมด้วย ในกรรมาธิการโหวตออกมาแล้วว่าจะเอาอย่างนี้ วันนี้ในสภาพลิก เรื่องพลิกไม่เป็นไรครับ แต่ท่านยังนั่งอยู่เฉยได้ผมว่าเสียดายงบประมาณแผ่นดินครับ
ท่านประธานครับ ผมอยากจะอภิปรายต่อในส่วนของมาตรา ๔ ประเด็นก็คือ ในส่วนของมาตรา ๔ เป็นการผูกพันกับมาตรา ๓ เมื่อสักครู่เรามีการเปลี่ยนแปลงมาตรา ๓ ไปแล้ว สาระสําคัญของมาตรา ๓ ที่โดนโหวตเปลี่ยนแปลงไปในตอนมึน ๆ กัน เรามึนกัน ๓๐ นาที ประชาชนเสียประโยชน์ไป ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ผมก็เลยจะถามว่ากรรมาธิการรู้สึก อย่างไรบ้างจากอาการมึน ๆ ยิ้ม ๆ เมื่อกี้ครับ ประชาชนเสียสิทธิ ๒ เรื่อง เรื่องการออก กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ มีเรื่องอะไรบ้างครับ ก่อนผมไปถึงตรงนั้น ผมอยากย้ําอีกเรื่องหนึ่ง มาตรา ๓ เป็นการเพิ่มอํานาจฝ่ายบริหาร เมื่อสักครู่เราโหวต เพิ่มอํานาจฝ่ายบริหารไปแล้วในวรรคสอง แต่พอมาถึงวรรคสามเป็นอํานาจประชาชน เราโดนโหวตตัดทิ้งครับ วันนี้ผมเลยฟ้องว่าประชาชนโดนตัดอํานาจทิ้งไปอย่างน้อย ๒ เรื่อง แล้วเดี๋ยวผมจะอภิปรายให้ท่านประธานเข้าใจว่าคืออะไรบ้าง
ท่านประธานครับ ในมาตรา ๔ ที่เมื่อสักครู่ผมได้พูดไปก็คือว่าเราต้องออก กฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดและการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญา หนังสือสัญญาอะไรครับ หนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิด เสรีด้านการค้าหรือการลงทุน กฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเสนอกรอบ การเจรจาต่อรัฐสภา อันนี้เรื่องที่ ๑ แล้วที่ประชาชนเสียสิทธิ เสียสิทธิผ่านใครครับ ผ่านตัวแทนของประชาชน ตัวแทนประชาชนคือใครครับ คือสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดที่นั่งอยู่ ในนี้ตอนนี้ครับ เสียสิทธิสองต่อเลยครับ สิทธิแรกประชาชนเสียสิทธิโดยตรง สิทธิที่ ๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียสิทธิ สิทธิที่ ๓ วุฒิสมาชิกเสียสิทธิด้วย เพราะกรอบเจรจา ดังกล่าวต้องมาเสนอในรัฐสภา เมื่อสักครู่เราโหวตไปแล้วว่าไม่เอาครับอันนี้ นั่นคือสิทธิที่ ๑ สิทธิที่ ๒การศึกษาถึงผลประโยชน์ของหนังสือสัญญา และผลกระทบต่อประชาชน หรือผู้ประกอบการ ต่อไปนี้กลุ่มนี้ไม่มีสิทธิรู้ครับกรรมาธิการครับ เพราะเราตัดทิ้งไปแล้ว โหวตเสร็จไปแล้วเรียบร้อยแล้วด้วยครับ มีทางเดียวที่จะช่วยได้ครับ อย่ารับในวาระที่สาม ๑๕ วันหลังจากนี้ ถ้าอภิปรายวันนี้เสร็จ เป็นทางเดียวที่จะไถ่โทษกรรมาธิการทุกคนได้ ถ้าท่านสํานึก
ท่านประธานครับ สิ่งที่พวกกระผมได้อภิปรายมาทั้งวัน วันนี้ครับ จุดประสงค์ หลักของพวกเราอย่างเดียวครับ ต้องการรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ และรักษา ผลประโยชน์ของประชาชนไว้ ไม่ต้องการให้อํานาจฝ่ายบริหารไปฝ่ายเดียวอย่างมากเกินควร แล้วอย่างที่ผมเรียนไปตั้งแต่ตอนอภิปรายมาตรา ๑ ครับ รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ไม่ได้เป็นปัญหากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเลย และไม่ได้เป็นปัญหากับวุฒิสมาชิกเลย ไม่ได้เป็นปัญหากับสภานี้เลยครับในการต้องมาประชุมร่วม และมาดูกรอบเจรจาการค้า หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องเอาเข้าสู่สภาที่รัฐบาลเสนอเข้ามา ย้ําอีกครั้งหนึ่งกรณีชิลีครับ พิจารณากัน ๔-๕ ชั่วโมงเองครับ ไทย-ชิลี จบครับ วันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีจีนมาที่สภา พิจารณา ๒ ชั่วโมงจบครับ แต่ปัญหาที่เกิดไม่ได้เกิดระหว่างสภา เกิดปัญหาเพราะว่าฝ่าย บริหารเองครับ ท่านประธานครับท่านนั่งบนบัลลังก์มาวันนี้วันที่สองแล้วครับ ท่านเห็นท่านนายกรัฐมนตรีมาที่สภาหรือยังครับ ท่านบอกเดินทางไปต่างประเทศ ทุกประเทศไปหาเจรจาการค้าทําให้ประเทศไทยเจริญขึ้น ต่อไปผู้ประกอบการรวย นักธุรกิจ รวย ท่านไปดูมาแล้วหลายประเทศ ท่านยังไม่เข้ามานั่งในสภาเลยครับวันนี้ มาตรา ๑๙๐ เป็นการให้อํานาจนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีไม่มาเลยครับ ผมไม่ทราบว่า ที่ไม่มาเพราะกลัวตอบไม่ถูก หรือตอบไม่ได้ หรือไม่รู้ว่าไปต่างประเทศไปทําอะไรบ้าง หรือพี่ชายสั่งห้ามเข้าสภา เพราะกลัวว่าผลประโยชน์ทับซ้อน ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งครับ มาตรา ๔ เป็นเรื่องการให้ออกกฎหมายเพื่อให้ ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียด และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับ เดิมถ้ามาตรา ๓ เราไม่โหวตแก้ไขมันก็เป็น ๔ บวก ๓ ครับ ๔ บวก ๓ คืออะไรครับ ๔ ที่ว่าก็คือในวรรคสองที่เราไม่ได้แก้ไข ซึ่งบังคับอยู่แล้วว่าต้องทําก็คือ หนังสือสัญญาใด ที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย อันนี้ประชาชนยังรับทราบได้ หนังสือสัญญาใด ที่มีบทเปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขตและสิทธิประเทศไทย หรือเขตอํานาจตามหนังสือ สัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง อันนี้ไม่แก้ไข สิทธิยังมีอยู่ อันที่ ๓ หนังสือสัญญาใดที่จะออกเป็น พ.ร.บ. พระราชบัญญัติ เพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญา อันนี้ยังอยู่ ยังต้องทํา อันที่ ๔ หนังสือสัญญาใดที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้า หรือการลงทุน อันนี้ก็ยังอยู่ครับ แต่ข้อ ๔ นี้มันต้องบวกด้วย ๓ ครับ บวก ๓ ดังกล่าวมันอยู่ในวรรคสาม ที่เราแก้ไขและโหวตไม่เอากันไปเมื่อสักครู่นี้ บวก ๓ คืออะไรครับ ๑. การเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เราโหวตไม่เอาวรรคสามครับ ข้อ ๑ ตกไปแล้วครับ ข้อ ๒ ครับ การศึกษาถึงผลประโยชน์ของหนังสือสัญญา และผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการตกไปแล้วครับ ๒ เรื่องครับ ๔ บวก ๓ เลย เป็นไปไม่ได้ กลายเป็น ๔ บวก ๑ ครับ เหลือเรื่องเดียวครับ แต่เรื่องเดียวไม่ใช่กรรมาธิการ เห็นใจผู้ประกอบการนะครับ มันมีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แสดงว่าเราไม่ได้แก้ไข ไม่ได้ เป็นเพราะกรรมาธิการเมตตาหรือสภานี้เมตตาที่จะให้มีต่อ สิ่งที่ยังมีอยู่คืออะไรครับ การ ดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากหนังสือสัญญาดังกล่าวด้วย อันนี้ยังมีอยู่ แต่ครับ แต่ท่านประธานครับ แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือกรรมาธิการชุดนี้กลับ เขียนประโยคต่อท้ายไว้อย่างนี้ครับ ทั้งนี้ตามความเหมาะสม แสดงว่า ๔ บวก ๓ ที่เราหวัง ตอนนี้กลายเป็น ๔ บวก ๑ คือเหลือแค่ ๑ แล้ว เรื่องการเยียวยาและแก้ไขผู้ได้รับผลกระทบ จากหนังสือสัญญา ท่านเขียนต่อไว้ว่าตามความเหมาะสม แสดงว่าอะไรครับ ตามยถากรรมครับ ให้ก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ หรืออย่างไรก็ได้ ประเด็นสําคัญที่สุดก็คือว่าใครจะเป็นผู้พิจารณาว่า ตามความเหมาะสมคืออะไร ใครจะเป็นผู้ตัดสินใจครับ แต่ท่านประธานครับ ขณะนี้สิ่งที่ น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือสิ่งที่เมื่อสักครู่ที่ผู้นําฝ่ายค้านได้อภิปรายไป คือในวรรคสองของ มาตรา ๔ ที่เพิ่มเติมมานี้ผมห่วงอยู่ครับ และอยากให้กรรมาธิการ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการลุกขึ้นชี้แจงตอนนี้และยืนยันว่ากรรมาธิการยังจะให้วรรคสองในมาตรา ๔ ยังคงไว้ ที่ท่านเพิ่มเติมขึ้นมาครับ และถ้าท่านให้คงไว้ ผมอยากให้ตัดคําว่า ทั้งนี้ตามความ เหมาะสม ออกไปด้วย เพื่อให้ในวรรคสองของมาตรา ๔ มีบทบังคับ อย่างน้อย ๆ ใน ๑ ปี ก่อนที่จะมีกฎหมายอื่นออกมา หรือถ้าไม่มีกฎหมายประกอบออกมา ผมก็มั่นใจว่าในวรรคสองของ มาตรา ๔ ก็ยังบังคับใช้ไปได้เรื่อย ๆ เพราะอะไรครับ เพราะในวรรคสองของมาตรา ๔ เขียนไว้ว่า ในกรณีที่เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน ให้เสนอกรอบการเจรจาเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภาครับ ประโยคนี้ยังมีอยู่ครับ และผลการศึกษาถึงประโยชน์และผลกระทบของหนังสือสัญญาดังกล่าวต่อรัฐสภาเพื่อทราบด้วย ประโยคนี้ก็ยังอยู่ครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ผมคิดว่าคนไทยหวังพึ่งได้แค่ทางเดียวครับ คือบทเฉพาะกาล กึ่งบทเฉพาะกาลในวรรคสองของมาตรา ๔ ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่ออกกฎหมาย ประกอบตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสองของมาตรา ๔ ก็ยังอยู่ เพราะฉะนั้นผมขอคํายืนยันจาก ท่านประธานกรรมาธิการตอนนี้นะครับ ว่าท่านจะให้คงวรรคสองในมาตรา ๔ ไว้ต่อไป และช่วยยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าสิทธิของประชาชนถ้ามีการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๙๐ แล้ว สิทธิของประชาชนจะหายไป ๒ สิทธิใช่หรือไม่ คือการเสนอกรอบ การเจรจาต่อรัฐสภาและการศึกษาถึงผลประโยชน์และผลกระทบต่อประชาชนและ ผู้ประกอบการจะหายไปใช่หรือไม่ ผมเรียนว่าคําถามนี้ไม่ยากเกินไปครับ และอยากให้ กรรมาธิการตอบนะครับ ถ้าท่านประธานตอบไม่ได้จะให้เจ้าหน้าที่คนอื่นตอบก็ได้ ขอบพระคุณมากครับ
กรรมาธิการรวมไว้ เดี๋ยว ตอบนะครับ เชิญท่านอนุศาสน์ครับ ท่านอนุศาสน์ไม่อยู่นะครับ ท่านประสงค์ นุรักษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนปวงชนชาวไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ การแปรญัตตินี้ผมได้เสนอแปรญัตติไปนั้น ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญไม่เห็นด้วยในการที่ผมเสนอไปพร้อมกับเพื่อนสมาชิก อีกหลายท่านนะครับ ไม่เป็นไรครับ ความเห็นย่อมมีข้อแตกต่างกันได้ สิ่งที่ผมแปรญัตติไปนั้น มีจุดประสงค์และมีความมุ่งหมายที่มีความชัดเจนอยู่ตลอดเวลาคือการที่จะให้ความสําคัญ กับพี่น้องประชาชน ซึ่งผมอ้างอยู่เสมอว่าผมคือผู้แทนของเขา แต่ในขณะนี้หลังจากการลงมติในมาตรา ๓ ผมมีความรู้สึกว่าความตั้งใจที่ผมมีอยู่ไม่ได้เป็นไปเช่นนั้นต่อไปอีกแล้ว ท่านประธานครับ ผมจะพยายามหาช่องทางทุกช่องทางที่สามารถจะให้พี่น้องประชาชนของผมจะได้มีโอกาส มีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยตามที่เราเรียกร้องตามที่เราต้องการจะแสวงหา ตามที่เรา พูดถึงอยู่ตลอดเวลาถึงแม้ว่าพี่น้องประชาชนเกือบจะหมดโอกาสของการที่จะมีส่วนร่วม ในการแสดงความเห็นในมาตรา ๑๙๐ ตามที่ได้มีการลงมติไปแล้วนั้น ผมก็เสียใจครับ ที่ความหวังของประชาชนจํานวนมากจะให้กับสภาแห่งนี้ แต่สภาแห่งนี้อาจจะจําเป็นต้อง กลืนความรู้สึกของตัวเองไปรับฟังความเห็นของบุคคลเพียงคนเดียวหรือ ๒ คน หรือบุคคล ส่วนน้อยเพื่อจะมาปฏิบัติตามเงื่อนไขที่มีอยู่
ท่านประธานที่เคารพครับ มันถึงเวลาที่ผมจะต้องเลือกระหว่างเจตนาเดิมที่ ผมมีอยู่ คือการที่จะไม่ยอมรับการเสนอมาตรา ๔ ของคณะกรรมาธิการด้วยการที่ ผมจะต้องกลืนเลือดตัวเองในวันนี้ ขอเปลี่ยนใจในการที่ผมจะให้ตัดมาตรา ๔ ออก เป็นการที่ ผมจะต้องกลับมายอมรับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการในมาตรา ๔ ตามสิทธิที่ผมจะพึงมี อยู่ในข้อบังคับของการประชุมร่วม ข้อ ๓๗ คือการที่ผมขอถอนการแปรญัตติของกระผมและ ผมขอกลับมาสนับสนุนการแก้ไขเพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการ เพราะผมเห็นว่ามีส่วนที่จะให้ พี่น้องประชาชนของผมได้รับประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมขออภิปรายแค่นี้ครับ
ท่านเกียรติครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกรัฐสภา กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ผมไม่ทราบว่าวันนี้ประชาชนทางบ้านรู้หรือเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้นในสภาแห่งนี้ เข้าใจหรือเปล่า เกิดอะไรขึ้นในสภาแห่งนี้ เรากําลังพิจารณาการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ แล้วหัวใจ ที่สําคัญที่สุดของมาตรา ๑๙๐ ก็คือมาตรา ๓ ที่ได้มีการลงมติไปเมื่อกี้นี้เอง แต่การลงมติ เมื่อกี้นี้วันนี้ต้องจารึกในประวัติศาสตร์ของรัฐสภาไทยนะครับ ผมเองอยู่ในสภาอาจจะ ไม่กี่สมัยครับ แต่ติดตามการเมืองมามากกว่า ๒๐ ปี ผมเรียนท่านประธานครับ ไม่เคยเห็น แม้แต่ครั้งเดียวที่รัฐสภาทําหน้าที่เช่นนี้ การทํางานของกรรมาธิการประชุมกันหลายเดือน ๑๘ ครั้ง ครั้งหนึ่ง ๖ ชั่วโมง ๘ ชั่วโมงก็มี วันนี้ครับกรรมาธิการเอาหน้าไปอยู่ไหนครับ ท่านประธานกรรมาธิการไปนั่งที่ไหนแล้วครับ สิ่งที่กรรมาธิการเสนอเข้ามาซึ่งเป็นหัวใจ ที่สําคัญที่สุดของมาตรานี้โดนหักดิบครับ หักดิบโดยเสียงข้างมาก ถ้าเป็นเรื่องที่มันเข้าใจง่าย ผมก็พอจะเข้าใจได้ว่า ส.ส. ส.ว. สมาชิกรัฐสภาคงใช้วิจารณญาณอย่างถี่ถ้วนไตร่ตรองอย่าง ถี่ถ้วน แต่เรื่องนี้ครับเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง แม้กระทั่งในกรรมาธิการเอง เรียกผู้เชี่ยวชาญเข้ามาให้ข้อมูล หลายเรื่องก็เป็นการเรียนรู้ในระหว่างการทํางาน เพิ่ม ความเข้าใจให้กรรมาธิการหลายท่าน ผมไม่เชื่อเลยครับว่าวันนี้การลงคะแนนทั้งหมดเพื่อให้ มาตรา ๓ มันออกมาหน้าตาเป็นอย่างนี้ เป็นการลงคะแนนโดยใช้หลักเหตุและผล ผมไม่เชื่อครับ และผมไม่เชื่อเลยครับว่าประธานที่ทําหน้าที่เมื่อกี้นี้เข้าใจด้วยซ้ําไปว่าเมื่อลงคะแนนไปแล้ว หน้าตาของมาตรา ๓ ที่ได้มาคืออะไร เมื่อกี้ถึงถามท่านประธาน ท่านประธานตอบไม่ได้ต้องให้เลขาธิการเป็นคนไล่ให้ฟัง รัฐสภาไทยเป็นอย่างนี้แล้วหรือครับ ทําได้ดีที่สุดแค่นี้หรือครับ ผมหาคําอื่นไม่ได้นอกจาก อัปยศครับ แต่ความรู้สึกมันแย่กว่านั้น มีด้วยหรือครับว่าการเสนอญัตติมาเป็นชุด ๆ ของแต่ละคนร้อยเรียงกันมาตั้งแต่วรรคหนึ่งไปจนถึงวรรคสุดท้าย แต่วันนี้สภามาจัดซื้อจัด จ้างแบบช็อปปิ้งลิสต์ (Shopping List) เลือกมันทีละวรรค เอาวรรคที่ชอบ มีหรือครับ ท่านประธานครับ ประวัติศาสตร์ประเทศไทยนี่ครับเคยเห็นไหมครับ ผมไม่เคยครับ ๒๐ กว่าปี ไม่เคยครับ ผิด ถูก ในที่สุดคงต้องมีการวินิจฉัย แต่ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยวันนี้ผม ต้องตั้งคําถามกับคนที่ลงคะแนนให้มาตรา ๓ ออกมาเป็นเช่นนี้นะครับ ซึ่งหมายถึงอะไรครับ วันนี้สิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมในกระบวนการถูกตัดทอนลงไป อํานาจของสมาชิก รัฐสภาแห่งนี้ถูกตัดทอนลงไป มีไหมครับในประวัติศาสตร์ของประเทศทั่วโลกสภาโหวตเสียง เพื่อลดเสียงประชาชนซึ่งตัวเองเป็นผู้แทน สภาลงคะแนนเพื่อตัดสิทธิตัวเองในการไปกํากับ ดูแลถ่วงดุลการใช้อํานาจของฝ่ายบริหาร ผมไม่เคยเห็นครับท่านประธาน น่าเสียใจที่สุด น่าอายที่สุด ผมก็ไม่ทราบว่าวันนี้สมาชิกที่ลงคะแนนให้มาตรา ๓ ถูกตัดสิทธิประชาชนลงไป ตัดสิทธิตัวเองลงไป วันนี้เดินกลับพื้นที่ที่บ้าน วันนี้เดินไปบอกประชาชนอย่างไรครับ พี่น้อง วันนี้ผมเพิ่งลงคะแนนตัดสิทธิไม่ให้พี่น้องรับรู้อะไรอีกแล้ว พี่น้องจะมีส่วนร่วมก็ไม่ต้อง มีแล้ว ผมจะไปทําสนธิสัญญาอะไรลับก็ได้ ผมจะไปทําอะไรไม่ต้องศึกษาแล้วมาบอกพี่น้อง ก็ได้ นี่คือผลของการที่มาตรา ๓ มันหน้าตาออกอย่างนี้ครับ ท่านจะเดินไปบอกประชาชน ในพื้นที่ของท่านอย่างไรครับ กรรมาธิการบางท่านฝ่ายรัฐบาลนี่ครับเป็นผู้เดินไปประสานงาน กับเอฟทีเอ วอช กลุ่มที่เขาติดตามเรื่องนี้ ผมถามท่านครับวันนี้ท่านเดินไปคุยกับเอฟทีเอ วอช อย่างไรครับ อายเขาไหมครับ เสียชื่อไหมครับ เสียศักดิ์ศรีไหมครับ เสียความน่าเชื่อถือ ไหมครับ ที่ประสานไว้ทั้งหมดหักดิบหมดเลยครับ วันนี้ท่านไม่ต้องเดินไปหรอกครับ เดินไปเดี๋ยวเขาด่าบิดามารดาเอา ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ครับว่ามีสภาแห่งไหน ในขณะที่ทั่วโลก มีความพยายามที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น มีความพยายามที่จะให้มีการตรวจสอบ ถ่วงดุลได้มากขึ้น มีการพยายามใส่ในรัฐธรรมนูญให้มีหลักธรรมาภิบาลมากขึ้น วันนี้รัฐสภา แห่งนี้ครับลงคะแนนเสียงให้ทุกอย่างถูกตัดทอนลงไป ให้อํานาจฝ่ายบริหารมากขึ้น ไม่ต้อง ตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ต้องชี้แจง ไม่ต้องทําประชาพิจารณ์ ไม่ต้องศึกษา เริ่มต้นไปทํา การเจรจาเสร็จเยียวยาเลย เยียวยาอย่างไรก็ไม่ต้องพูด เดิมบอกให้ทําให้เร็ว เดิมบอกให้ทํา ให้มีความเป็นธรรม เดิมบอกให้ช่วยดูแลผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อมเป็นพิเศษ ตัดทอนออกหมดเลย ตัดทิ้งหมดเลยครับ นี่หรือครับคือความก้าวหน้าของประเทศไทยครับ นี่หรือครับคือประชาธิปไตยของประเทศไทย ผมมีหน้าที่ลุกขึ้นมาเพื่อที่จะชี้แจงมาตรา ๔ แต่มาตรา ๔ มันเกิดขึ้นเพราะร่างของกรรมาธิการครับ ร่างของกรรมาธิการที่มีการปรับปรุง ไปเพื่อให้มีข้อกําหนดว่าระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายลูกจะให้ดําเนินการอย่างไร ในเมื่อ มาตรา ๓ หน้าตาเป็นอย่างนี้ ถ้าวันนี้กรรมาธิการหรือวันนี้รัฐสภาแห่งนี้ลงคะแนนให้ร่างของ กรรมาธิการ กฎหมายนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ตลกมากเลยครับ ตลกมากก็คือว่าระหว่างที่ยังไม่มี กฎหมายลูกการดําเนินการมันรอบคอบกว่า ถี่ถ้วนกว่า ถูกต้องกว่า ครบถ้วนกว่า แต่มี กฎหมายลูกเมื่อไรไม่ต้องทําเลย ตลกไหมครับท่านประธาน ตลกไหมครับ จากนี้เป็นต้นไปผมก็ไม่ทราบว่าการเจรจาทุกเรื่องมีเจ้าหน้าที่มาบอกนะครับ อันนี้ในชั้นกรรมาธิการ ไม่ใช่กรรมาธิการที่พิจารณารัฐธรรมนูญนี้ครับ กรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สิน ทางปัญญาครับ เขาบอกว่าการเจรจาเอฟทีเอหรือเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปเป็นเรื่องลับ ท่านประธานครับ ผมเป็นคนไปเริ่มพูดคุยกับสหภาพยุโรปกับคณะผู้เจรจาของเขา ผมตั้งคําถามกับเขาแต่ต้นเลยครับ เพราะเรามีบทเรียนตอนที่เราไปเจรจากับสหรัฐ ผมบอกว่า มีหรือครับเป็นเงื่อนไขที่คุณเขียนไว้ว่าต้องลับ เขาบอกไม่มีครับ ระหว่างการเจรจาไม่มี เรื่องลับครับ ท่านมีอะไรต้องซ่อนครับ ตอนนี้รัฐบาลสั่งเจ้าหน้าที่ว่าเป็นข้อตกลงระหว่าง ผู้เจรจาว่าขอให้ดําเนินการเป็นเรื่องลับ วันนี้ผมถึงบางอ้อเลยครับ สอดคล้องกับที่เกิดขึ้น ในรัฐสภาแห่งนี้เลยครับ ท่านไม่ต้องการให้ประชาชนรับรู้ นี่หรือครับประชาธิปไตย ประชาธิปไตยแบบไหนครับ ต้นแบบของประเทศไหนครับ ผมไม่ทราบคนที่ลงคะแนนเสียง ไปยืนอยู่ไม่มีความละอายใจได้อย่างไรเลยครับ ท่านทํากับพี่น้องประชาชนที่ท่านเป็นตัวแทนครับ
ท่านเกียรติครับมีผู้ประท้วง ท่านครับ ท่านสิงห์ชัยครับ
ยินดีครับ เชิญประท้วงเลยครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ผมขอประท้วงในข้อ ๔๓ มันอาจจะ ไม่รุนแรงนัก แต่ผมพยายามนั่งฟังประมาณสักครึ่งชั่วโมง วันนี้ผมเชื่อว่าประชาชน ที่อยู่ทางบ้าน ด้วยความเคารพท่านผู้อภิปราย ผมนั่งฟังอยู่ตั้งแต่ท่าน ส.ว. ท่านหนึ่ง แล้ว มาถึงท่านฝ่ายค้าน ประหนึ่งว่าพวกเราสมาชิกรัฐสภาที่โหวตไปเมื่อสักครู่นี้เหมือนกับโง่เง่าเบา ปัญญา นั่นเป็นสิทธิของกระผม ผมอาจจะมีวิจารณญาณที่ผิดหรือถูกผมเชื่อว่าประชาชนนั้น ตัดสินใจได้ในวันข้างหน้าที่เขาไปลงคะแนน แต่สิ่งที่ท่านกําลังพูดขณะนี้เปรียบเสมือนว่าเรา เล่นเกมอะไรกันระหว่างสมาชิกที่ลงคะแนนกับกรรมาธิการวิสามัญ ผมอยากให้ท่านประธาน ช่วยพิจารณาด้วยนะครับ ผมไม่ได้ต่อว่าท่าน แต่ผมกําลังให้สติเตือนครับ ท่านอย่าได้ดูแคลน พวกเราครับ สิ่งที่เราพูด สิ่งที่ผมคิดนี้อาจจะผิดหรือถูกก็ด้วยสติปัญญาของผม เพราะฉะนั้น อย่าได้ดูแคลนเหมือนประหนึ่งว่าพวกเรานั้นไม่ได้มีสติปัญญาในการคิดอะไรเลย กราบขอ ท่านประธานพิจารณาด้วย ขอบคุณครับ
ท่านสิงห์ชัยครับ ท่านอาจารย์ เกียรติ กําลังอภิปราย ซึ่งผู้ฟังบางท่านอาจจะมีความขัดแย้ง แต่ว่ากําลังอภิปรายอยู่ใน ประเด็นที่เราควรจะรับฟังไว้ก่อนนะครับ เชิญครับ
กราบขอบคุณท่านประธานครับ ผมไม่ได้เอ่ยชื่อใคร แล้วผมไม่เคยใช้คําว่าโง่ ผมเพียงตั้งคําถามสําหรับคนที่มีส่วนทําให้ มาตรา ๓ ออกมาเป็นอย่างนี้ ที่มีการตัดสิทธิประชาชน จะเดินกลับบ้านวันนี้ไปบอก ประชาชนที่เขาเป็นตัวแทนว่าอย่างไร ถ้าไม่ได้ทําอย่างนั้นไม่ต้องเดือดร้อนครับ ผมตั้งคําถาม ชัดเจนครับ
ท่านอย่าเพิ่งครับ ถ้าท่านอย่างนี้ก็จะมีประท้วงอีก เชิญท่านสิงห์ชัยประท้วงเรื่องอะไร เรื่องเดิมนะครับ
คืออย่างนี้ครับ ไม่เป็นไรครับ สิ่งที่ท่านพูดนั้นถูกครับ แต่ผิดหรือถูก หรือโง่เขลาเบาปัญญา ผมกลับไปครับ วันนั้นเดี๋ยวประชาชนจะตัดสินผมเอง ท่านอย่าได้ตอกย้ําครับ วันนี้ที่ผมเดือดร้อนเพราะว่า ผมได้โหวตลงไปด้วย เพราะฉะนั้นขอท่านได้โปรดให้เกียรติกันครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านเกียรติครับ ท่านอย่าไป ซ้ําเดิม ๆ นะครับ เดี๋ยวเขาไปตอบของเขาเอง ไปชี้แจงเอง เชิญท่านว่าต่อเลยครับ
ขอบคุณครับ ผมให้อย่างอื่นไม่ได้ครับ เพราะผมชื่อเกียรติ ผมต้องให้เกียรติทุกคนอยู่แล้วครับ แล้วก็ผมก็เรียนย้ํานะครับ ถ้าใคร ไม่ได้คิดอย่างที่ผมพูด ไม่ได้ตั้งใจทําอย่างที่ผมพูด ไม่ต้องเดือดร้อนครับ ไม่เป็นไรครับ นี่คือความคิดของผม เป็นสิทธิของผม ผมจะคิดอย่างนี้ครับ นี่คือประชาธิปไตยครับ อย่างแท้จริงครับ วันนี้พอมาดูมาตรา ๔ ท่านประธาน ในหลักของ มาตรา ๔ ที่มีการใส่ข้อความเพิ่มเติมโดยกรรมาธิการไป มันล้อกับภารกิจที่จะต้องทํา พอโดยรัฐบาลในระหว่างที่มีการออกกฎหมาย กําลังมีการออกกฎหมาย แล้วสาระของ กฎหมายฉบับนี้ที่ต้องออกคืออะไรครับ คือการที่จะต้องให้ประชาชนรับรู้ รับรู้อย่างไร ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอย่างไร การทํากรอบการเจรจาต้องทําอย่างไร เป็นการกําหนดกติกา การศึกษาต้องไปขนาดไหน เมื่อกี้ผมก็ยกตัวอย่างให้ฟังแล้วว่าประเทศอื่นที่เขามี ความก้าวหน้ากว่าเราหรือแม้น้อยกว่าเรา เขายังให้มีการศึกษา ลงรายละเอียดและมีการให้ แถลงต่อสภา สิ่งเหล่านี้โดนตัดทอนออกไปหมดโดนตัดทอนออกไปหมด ผมก็ตั้งคําถามว่า วันนี้ถ้าผมเหลือมาตรา ๔ ไว้ตามกรรมาธิการมันจะทํางานกันอย่างไรครับ นอกจากมันดู หัวมังกุท้ายมังกรไปแล้ว สภาพการบังคับใช้ เพราะบ้านเราเริ่มมีทัศนคติแล้วว่าถ้าไม่มี บทลงโทษ ไม่ทําก็ไม่ผิด เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องทํามันแล้วกัน เพราะมันไม่มีบทลงโทษเขียนไว้ นี่ละครับตัวเราเองกําลังทําตัวเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลัง มีกติกาเขียนไว้ไม่ทําผิด ทําผิดกับ กติกาที่เขียนไว้ ตัวเองยอมรับเอง ไม่มีบทลงโทษไม่เป็นไร อันนี้มันทําให้ไม่มีหลักประกันว่า ในระหว่างที่ออกกฎหมายนั้นรัฐบาลจะต้องทําอย่างไรในเรื่องที่มีความสําคัญละเอียดอ่อน และกระทบกับชีวิตของประชาชนทั้งประเทศอย่างมากมาย กระทบกับงบประมาณอย่าง มากมาย การที่จะต้องมีกฎหมายเหล่านี้ ผมเคยบอกไปแล้วว่าเนื่องจากร่างเดิมของ กรรมาธิการเปลี่ยนโครงสร้าง สิ่งที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าต้องทํา กลับไปเขียน ในกฎหมายลูก การทําเช่นนั้น หมายความว่าอย่างไรครับ สิ่งที่ควรจะต้องทํา ถ้าไม่มี กฎหมายลูกก็ไม่ต้องทํา ก็เลยต้องมีบทบัญญัติในมาตรา ๔ ว่าถ้าไม่มีกฎหมายลูกต้องทํา อย่างไร ทีนี้ในมาตรา ๔ ที่ใส่เข้าไปโดยกรรมาธิการ พูดถึงเรื่องสําคัญ ๆ ๔ เรื่อง
เรื่องแรก ก็คือจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
เรื่องที่ ๒ คือ การเสนอกรอบเจรจา
เรื่องที่ ๓ ผลการศึกษาถึงประโยชน์และผลกระทบ และ
เรื่องที่ ๔ คือการเยียวยา
ผมก็ตั้งคําถามว่าแม้กระทั่งเขียนอย่างนี้นะครับ แค่บอกว่ารัฐบาลจะต้องทํา แต่เกณฑ์การวัดการทํางานของรัฐบาลเองว่าต้องทํามากน้อยแค่ไหนก็จะไม่มีในรายละเอียด แม้กระทั่งในมาตรา ๔ ที่กรรมาธิการเสนอ เพราะในที่สุดมันต้องไปอยู่ในกฎหมายลูก วันนี้ผมมีความรู้สึกจริง ๆ ครับว่า ผมก็อยากจะเสนอให้รัฐสภาแห่งนี้รับมาตรา ๔ อย่างที่ กรรมาธิการเสนอ เหมือนอย่างที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านและท่าน ส.ว. ได้พูดไป แต่ท่านประธานครับ ผมไม่เชื่อครับว่าสภาแห่งนี้จะโหวตอย่างนั้น จะลงคะแนนอย่างนั้น ผมไม่เชื่อเพราะมี บทเรียนในมาตรา ๓ ไปแล้ว ผมแทบจะฟันธงเลยครับ ท่านไม่เอาครับ และผมอยากให้ท่าน พิสูจน์ว่าผมผิด พิสูจน์เลยครับ แต่ผมพูดกับท่านประธานตรง ๆ ว่าผมไม่เชื่อว่าสมาชิกส่วน ใหญ่จะลงคะแนนเอาตามกรรมาธิการ และผมเชื่อว่าในที่สุดคงจะไปลงคะแนนตามของเดิม ก็คือว่า ขอให้มีการทํากฎหมายภายใน ๑ ปีเท่านั้น เดี๋ยวรอดูนะครับว่าผมถูกหรือผิด แต่ผมอยากให้วันนี้รัฐสภาแห่งนี้พิสูจน์ว่าผมผิด ว่าผมพูดอย่างมีอคติและผมผิด แต่เดี๋ยว คอยดูผมฟังธง วันนี้ผมก็ไม่รู้จะอภิปรายอย่างไรต่อเพราะว่ามีการหักดิบกันไปอย่างนี้แล้ว ผมก็อยากจะเรียนท่านประธานครับ เมื่อรัฐสภา ประธานรัฐสภาที่ทําหน้าที่ก่อนหน้าท่าน มีพฤติกรรมกันเช่นนี้ รัฐสภาจะหมดความน่าเชื่อถือไปในที่สุด และวันนี้ครับท่านประธาน เป็นวันเริ่มนับหนึ่งของการสิ้นสุดของรัฐสภาที่ไม่ชอบธรรมแห่งนี้ครับ ขอบคุณครับ
ผมขอเคลียร์ผู้ที่แปรญัตติ ไว้ก่อนนะครับ ต่อไปท่านอนุรักษ์ นิยมเวช ไม่อยู่ผ่านนะครับ ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ไม่อยู่ผ่านนะครับ หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช ไม่อยู่ ไม่ประสงค์อภิปรายนะครับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ อยู่นะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันเป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้แปรญัตติตัดมาตรา ๔ ออกทั้ง มาตรา เพราะว่าเห็นว่าในมาตรา ๓ ก็มีข้อความที่ได้แปรญัตติเอาไว้แล้ว สมบูรณ์แล้ว แต่เนื่องจากมาตรา ๓ ก็ถูกตัดออกไป ไม่ได้เป็นไปตามที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ ดิฉันจะไม่พูด ยาวนะคะ เพราะว่าดึกมากแล้ว ดิฉันก็จะขอว่าดิฉันขอถอนญัตติที่ดิฉันได้ขอตัดมาตรา ๔ ออกไป แล้วก็ขอเสนอญัตติให้เป็นไปตามที่คณะกรรมาธิการได้ยกร่างขึ้นมา แต่ขอตัด ข้อความ ทั้งนี้ตามความเหมาะสม ออก ในบรรทัดสุดท้ายนะคะขอตัดออก เช่นเดียวกับที่มี ผู้ได้เสนอไปแล้ว เพราะว่าข้อความนี้ก็จะทําให้ทางผู้ที่ไปทําสัญญาหรือรัฐบาลอาจจะไม่ได้ จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนได้ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ขอร้องว่าญัตติที่ดิฉัน ได้เสนอใหม่โดยถอนญัตติเดิม ขอร้องเพื่อนสมาชิกรัฐสภาให้ช่วยใช้วิจารณญาณพิจารณาลง มติ ดิฉันคิดว่าท่านควรจะให้วิจารญาณของท่านเองโดยที่ไม่ต้องไปตามใครก็ตาม ไม่ว่าจะ เป็นหัวหน้าหรือเป็นใคร ดิฉันขอร้องนะคะ ไม่ทราบจะได้หรือเปล่า ก็คิดว่าเป็นคําขอร้องซึ่ง ดิฉันไม่เคยขอร้องเลยในรัฐสภาแห่งนี้ ก็ขอขอบคุณค่ะท่านประธานคะ
ผมเหลือผู้แปรญัตติอีก ๓ คน อย่าเพิ่งนะครับ ผู้แปรญัตติอีก ๓ คน แล้วก็ให้ผู้อภิปรายนะครับ อย่าเพิ่งนะครับ ท่านพายัพครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคาพ กรผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอเสนอปิดการอภิปรายเนื่องจากมีการ ซ้ําประเด็นแล้วครับ แล้วก็ครอบคลุมทุกประเด็นแล้ว ขอผู้รับรองครับ
ท่านพายัพครับ พอดีผม เหลือคนไม่กี่คนเองนะครับ ผมกําลังเจรจา คือไม่ยาว แต่ละคนไม่ยาว ท่านพายัพถอนเถอะ นะครับ เดี๋ยวผมเจรจากันนิดหนึ่ง ประท้วงผมหรือครับ ผมกําลังเจรจา ประท้วงผมเรื่อง อะไรครับ
ผมประท้วง ท่านประธาน ท่านประธานฟังผมก่อนครับ
ผมก็กําลังขอร้องเขาครับ
ไม่ใช่ ท่านประธานต้องฟังผมก่อนผมประท้วงเรื่องอะไร
ประท้วง เชิญครับ
ตามข้อบังคับ ท่านประธาน ปฏิบัติตามข้อบังคับสิครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อมีเพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตติให้ท่านประธานปิดการอภิปราย ท่านประธานจะไปเจรจาจะไปทําอย่างอื่นไม่ได้เลยครับ ท่านประธานต้องดําเนินการตามที่ เพื่อนสมาชิกซึ่งใช้สิทธิเสนอญัตติในการปิดอภิปราย ไม่มีสิทธิทําอย่างอื่นครับ ในขณะเดียวกันเวลาที่มีเพื่อนสมาชิกเสนอแบบนี้ ท่านประธานก็วินิจฉัยไปแล้วว่าจะต้อง ปฏิบัติตามที่เพื่อนสมาชิกเสนอญัตติ วันนี้ประธานไม่มีสิทธิมาทําอะไรอีกต่อไปแล้วครับ ต้องดําเนินการตามที่เพื่อนสมาชิกเสนอญัตติครับ
ผมยังมีกรรมาธิการ อีกท่านหนึ่งยังไม่ได้อภิปราย ผมจะขอนะครับ ผมเหลือกรรมาธิการอีกท่านหนึ่งยังไม่ได้ อภิปรายครับ
(นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านอรรถวิชช์ครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอประท้วงท่านประธานนะครับ ให้ดําเนินการประชุมให้เป็นไป โดยความเรียบร้อย เนื่องจากว่าการเสนอปิดอภิปรายในวาระ ๒ ในการพิจารณารัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่กระทําโดยมิชอบ โดยล่าสุดเรื่องของการดําเนินการแบบนี้ก็ได้มีการทําปิดอภิปราย มาแล้วหนหนึ่ง ซึ่งก็ได้ถูกส่งเรื่องตีความอยู่ในขณะนี้ และตามประเพณีปฏิบัติของเรา ในการ พิจารณาในวาระ ๒ ไม่สามารถปิดอภิปรายได้ในขณะที่ยังมีผู้เสนอคําแปรญัตติเพิ่มเติม นะครับ แต่ท่านประธานครับก็เป็นดุลพินิจของท่านประธานครับว่าท่านประธานจะเห็น อย่างไร แต่ผมขึ้นทักท้วงไว้ก่อนว่าเป็นการดําเนินการโดยไม่ชอบตามกฎหมายครับ ขอบพระคุณครับ
เมื่อท่านพายัพ เสนอปิดอภิปรายนะครับ ท่านพายัพจะถอนไหมครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ขอร้องผมไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ด้วยความเคารพในความเห็นของเพื่อนสมาชิก แล้วก็ด้วยเหตุผลของท่าน ผมไม่เคย เสนอแล้วมีการถอน แต่คราวนี้เป็นครั้งแรก ผมจําเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นจาก เพื่อนสมาชิกและวุฒิสภา ผมขอถอนครับ
ถอนนะครับ ถ้าถอน ผมจะได้ให้สมาชิกได้อภิปรายต่อนะครับ ต่อไปเชิญท่านวราภรณ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะที่เป็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ถ้าท่านประธานจะดูในหน้า ๕๘ นะคะ ดิฉันได้ขอสงวนความเห็น ไว้ในหน้า ๕๗ ค่ะ ขอประทานโทษ โดยดิฉันได้เสนอให้ขอคงไว้ตามร่างเดิมนะคะ ในวันนั้น ดิฉันถือว่าเป็นเสียงข้างน้อย เสียงข้างมากต้องการให้มีรายละเอียดเพิ่มเติมซึ่งดิฉันไม่เห็นด้วย เหตุผลที่ดิฉันไม่เห็นด้วยนะคะ เพราะดิฉันเห็นว่าในกรณีที่ยังไม่มีกฎหมายกําหนด รายละเอียดตามมาตรา ๑๙๐ ในทางปฏิบัตินี้ก็จะได้มีการใช้ประเพณีที่ปฏิบัติกันมาในเรื่อง นั้น ๆ ดําเนินการไปพลางก่อน ซึ่งดิฉันคิดว่าในประเด็นนี้ถือว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ผู้ปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกรมการค้าต่างประเทศ หรือไม่ว่าจะเป็นสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือฝ่ายบริหารก็จะมีส่วนในการเสนอ รายละเอียดของเรื่องในสาระที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่ากับประชาชนหรือกับประเทศชาติอยู่แล้ว ดิฉันจึงไม่เห็นด้วยในวันนั้น และถือเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และดิฉันก็อยากฝากเพื่อน สมาชิกว่าอยากให้ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาในการที่ขอเชิญชวนให้เห็นด้วยกับดิฉันในการที่ จะกลับไปใช้ร่างเดิมในมาตรา ๔ ที่ไม่มีการแก้ไข ขอบพระคุณค่ะ
ขอให้คงร่างเดิมนะครับ ต่อไปหมอเจตน์ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีความรู้สึกค่อนข้างจะเศร้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ผมมีความรู้สึกว่าสภาเรานี่มันเสื่อม มันมีลักษณะของการโหวตที่ไปคล้ายกับการโหวต ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่มาของ ส.ว. ในมาตรา ๑๒ ท่านประธานครับ ในกรณีที่ ท่านประธาน ขออภัยท่านประธานสมศักดิ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านก็ได้ถามก่อนที่จะลงมติกลับไปกลับมาสร้างความสับสนให้กับพวกผมค่อนข้างมาก แม้กระทั่งตัวผมเอง ผมยังไม่แน่ใจว่าผมโหวตผิดหรือโหวตถูกนะครับ แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้ทํางานมา แล้วก็เป็นร่างของคณะกรรมาธิการ มันได้มีการแก้ไข ตามผู้ที่มีอํานาจที่สั่งมา ผมเข้าใจนะครับท่านประธาน ว่าเพื่อนสมาชิกพรรคเสียงข้างมาก ทําตามมติพรรค ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามระบบ เพราะว่าเราถือมติพรรคเป็นหลัก ในสภาผู้แทนราษฎร พวกผมเองเป็นสมาชิกวุฒิสภาเราไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง เพราะฉะนั้นเราก็จะโหวตตามความคิดของเราเอง แต่ว่าการที่ท่านอยู่ในระบบพรรคแน่นอน ก็ต้องทําตามมติพรรค แต่ว่าการที่ถ้าหากว่าผู้ที่สั่งซึ่งก็ใครก็ไม่ทราบสั่งให้ท่านโหวตตาม พรรคที่ต้องการ แต่ว่าทําไมถึงไม่ประสานงานกับทางคณะกรรมาธิการ คือถ้าจะแก้ไขท่าน ก็แก้ไปเสียก่อนเลย ไม่ต้องมารอแก้ในที่ประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ทําให้เกิดความสับสน แล้วก็เกิดความยุ่งยาก แล้วก็ถ้าประชาชนที่ดูอยู่ที่บ้านก็จะมีความรู้สึกว่าความสับสนของ รัฐสภาเกิดขึ้นอีกแล้ว มันก็เกิดความเสื่อมขึ้นมากับสมาชิกรัฐสภาทุก ๆ ท่าน ซึ่งรวมถึงตัวผมเอง เราไม่อยากจะให้เป็นอย่างนั้น ประชาชนโจมตีรัฐสภาค่อนข้างมาก แต่เราก็พยายามจะทําตัว ให้มันควรจะเป็นนักการเมืองที่ดีนะครับพวกผมเองก็พยายามจะหาเหตุหาผลมาใช้ ในการอภิปราย
ท่านประธานครับ ผมย้อนกลับไปดูในร่างมาตรา ๔ ซึ่งผมแปรญัตติไว้ ผมแปรญัตติไว้นิดเดียว คือผมแปรญัตติไว้ว่าให้ดําเนินการจัดให้มีกฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ภายใน ๑ ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ผมแปรญัตติให้เหลือภายใน ๖ เดือน ซึ่งมาถึงวินาทีนี้ เนื่องจากมันมีการแก้ไขในร่างมาตรา ๓ผมก็คงจะต้องขอถอนในญัตติของผมเองนะครับ ทีนี้ผมอยากจะลําดับความให้ทางประชาชนที่อยู่ทางบ้านทราบว่าในมาตรา ๑๙๐ มีหนังสือ สัญญาอยู่ ๕ ประเภท
ประเภทที่ ๑ คือหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย
ประเภทที่ ๒ คือหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่าง ประเทศ
ประเภทที่ ๓ คือหนังสือสัญญาที่จะต้องออก พ.ร.บ. เพื่อให้การเป็นไปตาม หนังสือสัญญานั้น
ประเภทที่ ๔ หนังสือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง
ประเภทที่ ๕ หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรือ งบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ
สัญญาประเภทที่ ๔ ประเภทที่ ๕ นี้ มันก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ตัดออกไปนะครับ แล้วก็มีการเพิ่มเรื่องของการค้า การลงทุน เขตการค้าเสรีลงในหนังสือ สัญญาประเภทที่ ๔ ซึ่งตรงนี้ในร่างของคณะกรรมการที่ส่งให้กับทางสมาชิกทุก ๆ ท่าน เป็นร่างที่เราพิจารณาแล้ว เราก็เห็นว่าหลาย ๆ อย่างเป็นปัญหา ซึ่งสมาชิกหลายท่าน ก็ได้อภิปรายไป โดยเฉพาะในหนังสือสัญญาประเภทที่ ๔ กับประเภทที่ ๕ ซึ่งเราเห็นว่าการที่ ตัดออกนี้มันมีผลกระทบค่อนข้างมากนะครับ แต่เมื่อมันมีการโหวตเกิดขึ้นนะครับ เราก็เห็น ว่าการโหวตที่ตัดออกไปในหนังสือสัญญาประเภทที่ ๔ และประเภทที่ ๕ นั้นเป็นมติของ ที่ประชุมเสียงข้างมากหรือเสียงส่วนใหญ่ อันนั้นเราก็ยอมรับนะครับ แต่ว่าพอมันมีการแก้ไข ในการโหวตที่บอกว่าในปัญหาเรื่องที่เราจะต้องตัดเรื่องของการออกกฎหมายที่มีกรอบการ เจรจาและการออกกฎหมายที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องของเขตการค้าเสรี เรื่องของเอฟทีเอหายไป ตรงนี้ก็เป็นการตัดอํานาจของประชาชน ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายไปว่าขณะนี้ เรากําลังทําอะไร ขณะนี้เรากําลังแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรานั้นแทนที่จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มอํานาจให้กับประชาชน เพิ่มการตรวจสอบถ่วงดุล แต่เรากลับแก้ไข รัฐธรรมนูญตัดอํานาจของประชาชน ลดการตรวจสอบถ่วงดุล ลดอํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติ เพิ่มอํานาจให้กับฝ่ายบริหาร อันนี้คือหลักการที่แค่คิดก็ผิดแล้ว เพราะฉะนั้นในหลักการตรงนี้ ผมก็คิดว่าผลกระทบมันจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า แน่นอนครับ รัฐบาลมีอํานาจมากขึ้น แต่รัฐบาลที่มีอํานาจยึดติดอํานาจ และผลสุดท้ายมันจะเกิดผลกระทบต่อรัฐบาลเอง ภาคประชาชนทั่วโลกเขาจะมีความเข้มแข็งมากขึ้น แล้วก็รับรู้สิทธิของประชาชนมากขึ้น ตลอดเวลา การเรียกร้องสิทธิของประชาชนเราไม่สามารถที่จะปิดปากเขา ไม่สามารถที่จะ ปิดหูเขาในการรับฟังแล้วก็เราไม่สามารถที่จะไม่ให้เขาหรือห้ามเขาแสดงความคิดเห็น ซึ่งตรงนี้ผมเองตักเตือนรัฐบาลด้วยความหวังดีว่าในวันข้างหน้าถ้าท่านไม่รับฟังใครไรเลย คิดแต่ว่าหลงอยู่กับอํานาจมันก็จะกลายเป็นเผด็จการ แล้วความเสื่อมก็จะเกิดขึ้นกับตัว รัฐบาลเองนะครับ ในกรณีที่มีการแก้ไขในที่ผ่านมติของที่ประชุมรัฐสภา ท่านเขียนว่าให้มี กฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาและการแก้ไข หรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาโดยคํานึงถึงความเป็นธรรม ระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้น และ ประชาชนทั่วไป ดูเหมือนกับดี เพราะว่าท่านเพิ่มคําว่า คํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้น แต่ว่าปรากฏว่า หนังสือสัญญาที่ควรจะผ่านการทําประชาพิจารณ์ การแสดงความคิดเห็นของประชาชนก็ไม่มี สิทธิ ท่านควรจะออกกฎหมายเพิ่มอํานาจให้ประชาชนตามที่ผมกล่าวมาแล้ว แต่ท่าน ก็กลับไปตัดอํานาจตรงนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายแทนประชาชน แล้วก็ผมคิดว่าผลจาก การที่เราจะผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ นี้จะส่งผลให้ประชาชนแสดงความ คิดเห็นค่อนข้างมาก แล้วก็รุนแรง ซึ่งตรงนั้นก็เป็นเรื่องสิทธิของประชาชน ท่านประธานครับ กฎหมายลูกนี่เราก็ไม่รู้ว่าจะออกมาเมื่อไร แต่เดิมในร่างเดิมกรรมาธิการเขียนเอาไว้ว่า ๑ ปี ๑ ปีมันก็ซ้ํารอยกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แก้ไขไปแล้ว แต่ว่า ๑ ปีนั้น มันก็ไม่เกิด กฎหมายลูกก็ไม่เกิด อันนั้นก็เป็นเหตุผลที่ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ได้พูดกันมากมายไปแล้ว ก็ด้วยเหตุผลของคําว่า อย่างกว้างขวาง แล้วก็คําว่า อย่างมี นัยสําคัญ ซึ่งไม่สามารถแปลงเป็นรายละเอียดของกฎหมายออกมาได้ ซึ่งตรงนั้นก็คงไม่ต้อง พูดให้เสียเวลาในที่นี้ แต่ว่าในประเด็นที่ว่าถ้าหากว่าเราสามารถที่จะให้นิยามที่ดีกว่านั้น เราก็สามารถออกกฎหมายลูก แล้วก็สามารถที่จะผลักดันออกมาได้โดยที่ว่าไม่ต้องมีการ แก้ไขในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ อย่างวันนี้
ท่านประธานครับ พอดีในรายละเอียดของในร่างมาตรา ๔ ที่ทาง คณะกรรมาธิการเสนอเพิ่มเติมขึ้นจากเดิมที่มันมีวรรคเดียว วรรคเดียวคือให้ดําเนินการจัดให้ มีกฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญนี้ภายใน ๑ ปี อันนั้นเป็นวรรคหนึ่ง แต่ว่ากรรมาธิการเพิ่มเติมในวรรคสอง วรรคสองก็คือว่าในระหว่างที่ยังไม่ได้มีการตรากฎหมายตามวรรคหนึ่งขึ้นใช้บังคับ ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และในกรณีที่เป็นหนังสือ สัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุนให้เสนอกรอบการเจรจาเพื่อขอ ความเห็นชอบของรัฐสภาและผลการศึกษาถึงประโยชน์ และผลกระทบของหนังสือสัญญา ท่านประธานครับ ถ้าออกกฎหมายมาในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นกับการเปิดเสรี ด้านการค้าหรือการลงทุน แล้วก็มีการเสนอกรอบการเจรจา การรับฟังความคิดเห็นกับ การเสนอกรอบการเจรจานี้ในกฎหมายลูกที่จะออกหรือกฎหมายลําดับรองที่จะออก ท่านตัดออกหมด แต่ว่าถ้ามีบทเฉพาะกาลในวรรคสองตรงนี้ การรับฟังความคิดเห็นกับ การเสนอกรอบการเจรจาเพื่อขอความเห็นชอบของรัฐสภายังอยู่ ดังนั้นบทเฉพาะกาล มันย่อมต้องดีกว่าในตัวกฎหมายที่ท่านออกแบบมาในมาตรา ๓ ในบทเฉพาะกาลที่ยังดีอยู่นี้ ยังมีความจําเป็นที่ผมเองจะต้องให้การสนับสนุน แล้วผมก็จะต้องภาวนาให้ท่านออก กฎหมายลูกหรือกฎหมายลําดับรองให้ช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้ แน่นอนครับ เอฟทีเอในขณะนี้ เราทําไปหลายประเทศแล้ว มันอาจจะมีประเทศที่หลงเหลืออยู่น้อยมาก อาจจะหลงเหลืออยู่ ไม่กี่ประเทศ แต่มันก็ยังมีประเทศที่เราจะต้องมีการเจรจาทําเอฟทีเออยู่ แต่เมื่อมีการเจรจา ทําเอฟทีเอแล้วเราก็ควรจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นแล้วก็มีการเสนอกรอบการเจรจา อย่างในอดีตที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ แต่ว่าถ้าท่านออกกฎหมายลูกและตัดสิ่งนี้ไป มันก็เป็นเรื่อง ที่น่าเสียดายแทนประชาชน ผมเองก็จึงภาวนาให้กฎหมายลูกออกช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้ จะ ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ๕ ปี ไม่ออกเลยก็ได้ แต่ประเด็นปัญหาว่าท่านมีห้อยติ่งท้ายไว้ว่า ทั้งนี้ ตามความเหมาะสม เพราะว่าบทเฉพาะกาลที่ว่านี้ต้องทําต่อรัฐสภาเพื่อทราบ ทั้งนี้ตามความ เหมาะสม ทั้งนี้ตามความเหมาะสมนี้เป็นความเหมาะสมของใคร เหมาะสมแค่ไหน ใครเป็น คนตัดสิน ถ้าหากว่าทางรัฐบาลบอกว่าไม่เหมาะสม มันก็ไม่เข้าวรรคสองของร่างมาตรา ๔ แล้วผมก็เชื่อว่าส่วนใหญ่มันน่าจะไม่เหมาะสมเพราะว่าไม่ต้องการเอาเข้าเห็นชอบในรัฐสภา แห่งนี้ ตรงนี้ก็เลยอยากจะฝากท่านประธานถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็ กรรมาธิการทุกท่านว่าถ้าหากว่าท่านยืนอยู่กับวรรคสองที่ท่านเพิ่มเติมขึ้น ถึงแม้ว่าผมเห็นว่า ตามความเหมาะสมนี้มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร กับวรรคสองที่ท่านเพิ่มขึ้น แต่อย่างน้อย มันก็ยังมีส่วนหนึ่งที่มีความเหมาะสมที่เป็นไปได้ ถึงแม้ว่าจะเชื่อว่าส่วนใหญ่จะไม่เหมาะสม ก็ตาม แต่ว่าก็แอบคิดไม่ได้ว่าอาจจะมีบางส่วนที่เหมาะสม มันก็ยังดีกว่าที่ไม่มีในวรรคสอง เพราะฉะนั้นผมเองก็คงจะต้องทิ้งเรื่องของญัตติที่แปรญัตติไว้ว่าขอให้ออกกฎหมายลูกภายใน ๖ เดือน แล้วเปลี่ยนมาใช้ยืนตามมาตรา ๔ ในวรรคสองที่กรรมาธิการเขียนเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่า จะมีความหวังที่น้อยนิดก็ตาม แต่ผมว่ามันก็ยังดีกว่า จริง ๆ ผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการ ตัดคําว่า ตามความเหมาะสม ออกไปถ้าเป็นไปได้ แต่ผมก็คิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้เพราะว่า สิ่งที่ผ่าน ๆ มาเราก็เห็นได้ชัดเจนว่ากรรมาธิการท่านก็ไม่ได้รับฟังเหตุ ไม่ได้รับฟังผล ท่านรับฟังแต่เสียงสั่งมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ว่าก็ยอม ก็ยกให้ เพียงแต่ว่าถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะให้ตัดคําว่า ตามความเหมาะสม นี้ออกไป เพราะผมเห็นว่าถ้าหากว่าเขียนคํานี้อยู่ มันก็จะทําให้มีการตีความว่าไม่เหมาะสมทุกกรณี ไม่ว่าจะเสนอเรื่องของการรับฟัง ความคิดเห็น เรื่องเสนอกรอบการเจรจา หรือว่าผลการศึกษาถึงประโยชน์และผลกระทบ อะไรต่าง ๆ นานา ทั้งนี้ก็วิงวอนทางกรรมาธิการไว้ด้วย ขอบคุณครับ
ท่านพหลมีอะไรครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในมามาตรา ๔ แห่งร่างพระราชบัญญัติ แก้ไรรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับท่านประธาน เนื้อหาผมคิดว่าก็ไม่ได้มีมากนัก แล้วในประเด็น ที่มีการอภิปรายอยู่ในขณะนี้ผมก็เห็นว่ามันซ้ําประเด็นเดิม ก็ขอปิดการอภิปรายนะครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ
เหลืออีกไม่กี่คนแล้วครับ มีผู้เสนอปิดอภิปรายครับ มีท่านใดจะเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ ท่านนฤมลเห็นว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ท่านสมาชิกได้เสนอนั้นเป็นเรื่องที่ผิดกับข้อบังคับของเราในข้อ ๔๐ นะคะ ดิฉันคิดว่ามันบัญญัติไว้ชัดเจนเลยว่าผู้ที่แปรญัตติไว้ย่อมได้สิทธิในการที่จะแสดงความเห็น ที่ได้สงวนเอาไว้นะคะ การที่มีเพื่อนสมาชิกเสนอในสิ่งซึ่งมันขัดกับข้อบังคับ เป็นการผิดข้อบังคับ ท่านประธานไม่สามารถที่จะอนุญาตให้ทําให้ผิดข้อบังคับได้ค่ะ ดิฉันก็ขออนุญาตว่า ให้ท่านประธานพิจารณาให้เปิดให้มีการอภิปรายต่อไป ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เยอะอะไร ถ้าโดยส่วนตัวดิฉันก็อยากจะเห็นเพื่อนสมาชิกอดทนอีกสักนิดหนึ่งนะคะ เราก็ทํากันมาพอสมควร ทั้งเรื่องที่สับสน แล้วก็เรื่องที่กําลังจะเดินต่อไปก็จะจบอยู่แล้ว อยากให้เพื่อนสมาชิก ได้พิจารณา และท่านประธานได้กรุณาบังคับใช้ข้อบังคับของเราอย่างเคร่งครัดด้วยค่ะ อย่าให้ผิดซ้ํา
คืออย่างนี้ท่านนฤมลครับ ท่านพหลเสนอปิดประชุม ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับข้อ ๓๗ เป็นสิทธิที่เขาจะเสนอ แต่ก็เป็นสิทธิประธานผมก็จะขอร้องว่าเหลือไม่กี่คนแล้วครับ เหลือผู้ที่แปรญัตติอีก ๒ คน ผู้ที่จะต้องอภิปรายอยู่อีก ๕ คน ถ้าท่านจะกรุณาที่จะให้อภิปรายก็จะเป็นการดีมากเลยครับ ไหน ๆ ก็ดึกแล้วนะครับ วันนี้ผมก็กะว่าตี ๒
ท่านประธานครับ ผม พหล วรปัญญา คือเนื้อหาที่อภิปรายกันมานี้ตั้งแต่มาตรา ๑ ไล่มาจนถึงขณะนี้ มาตรา ๓ ก็โหวตไปแล้ว จนขึ้นมาตรา ๔ ท่านประธานดูตั้งแต่มาตรา ๑ จนถึงมาตรา ๔ ขณะนี้ ก็เนื้อหาเดิมนะครับ อภิปรายกันอยู่อย่างนี้ ผมยืนครับ ขอปิดอภิปรายครับ
ถ้าท่านปิดอภิปราย ผมก็ต้องถามที่ประชุมว่ามีท่านจะเสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ เชิญท่านอลงกรณ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ข้อโต้แย้งของกระผมนั้นเห็นว่าเรื่องนี้สําคัญมาก แล้วประเด็นที่กระผมเป็นผู้หนึ่งที่จะใช้สิทธิอภิปรายนั้นจะไม่ซ้ํากับที่มีการแปรญัตติ หรืออภิปรายก่อนหน้านี้ แล้วผมคิดว่าเรื่องสําคัญอย่างนี้เราอย่าด่วนที่จะปิดกั้นการใช้สิทธิ ของสมาชิกรัฐสภา แล้วประเด็นของการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดปัญหาที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตนั้นเป็นประเด็นที่ผมต้องทําหน้าที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาตินะครับ เพื่อชี้ให้กรรมาธิการเสียงข้างมากก็ดี สมาชิกรัฐสภาได้เล็งเห็นถึงภัยที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ก็ขอท่านประธานที่จะขอยืนยันขอใช้สิทธิครับ
ท่านเสนอเป็นญัตตินะครับ ท่านอลงกรณ์ครับ เพราะเนื่องจากว่าท่านพหลได้ขอเสนอปิดอภิปราย ซึ่งมีผู้รับรองถูกต้อง และเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมนะครับ จะมีท่านอื่นเสนอเป็นอย่างอื่นไหมครับ จะเสนอเปิด เชิญท่านนฤมลครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันก็ยืนยันว่าเราต้องทําให้ถูกต้องนะคะ ทําผิดแต่อย่าผิดซ้ําซาก ถ้าจะทําก็ต้องทํา ให้ถูกต่อไปค่ะ ในส่วนนี้ดิฉันขอเสนอเปิดค่ะ ขอผู้รับรองค่ะ
ขอผู้รับรองครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ครับ มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะขอมตินะครับ
(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)
ท่านสมาชิกครับ เชิญ เข้าห้องประชุมครับ ผมจะขอมติ เนื่องจากว่ามีผู้ที่เสนอปิดอภิปราย แล้วก็มีผู้เสนอให้ เปิดอภิปรายนะครับ เพราะฉะนั้นท่านกรุณาเข้าห้องประชุมครับ ก่อนที่ผมจะขอมติผมจะขอ ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ ท่านเข้ามาแล้วกรุณาแสดงตนนะครับ ท่านสมาชิกครับ เข้าห้องประชุมแล้วท่านได้แสดงตนนะครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะขอมติครับ เชิญทุกท่านได้แสดงตนนะครับ แสดงตนเรียบร้อยหรือยังครับ เชิญแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เมื่อแสดงตนเรียบร้อยนะครับ ส่งผลการแสดงตนครับ สมาชิกแสดงตน ๓๔๕ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ท่านสมาชิกครับ ท่านพหลขอเสนอให้ปิดอภิปราย มีผู้รับรองถูกต้อง ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ เสนอขอเปิดอภิปราย มีผู้รับรองถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมถือตาม ข้อบังคับนะครับ ผมจะถามมติโดยที่เอาผู้เสนอญัตติหลังขึ้นก่อนนะครับ ถ้าท่านสมาชิก เห็นควรเปิดอภิปรายต่อไปตามที่ข้อเสนอของท่านนฤมล ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านสมาชิก ท่านใดเห็นว่าควรจะปิดอภิปรายตามข้อเสนอของท่านพหล ท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย นะครับ เชิญลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติหมดหรือยังครับ มีท่านใดยังไม่ลงมติและประสงค์จะลงมติไหมครับ ถ้าลงมติหมดแล้ว ผมขอปิดการลงมติ ส่งผลครับ ท่านสมาชิกเห็นควรเปิดอภิปราย ๖๓ ท่าน ปิดอภิปราย ๓๑๙ ท่านนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอดําเนินการต่อเลยนะครับ
ผมจะขอมติที่ประชุมนะครับ เพราะเนื่องจากว่าในมาตรา ๔ นั้นกรรมาธิการ ได้มีการเพิ่มวรรคสองขึ้นมา มีผู้เสนอให้คงไว้ร่างเดิม ก็คือไม่มีวรรคสอง เพราะฉะนั้น ผมจะขอให้ท่านใช้สิทธิอย่างนี้นะครับ ถ้าท่านสมาชิกท่านใดเห็นควรให้มีการแก้ไข ก็คือเพิ่ม วรรคสองตามกรรมาธิการนะครับ ท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านสมาชิกท่านใดเห็นควร ให้คงไว้ร่างเดิมตามข้อเสนอของท่านวราภรณ์ กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เชิญท่านลงมตินะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติเรียบร้อยหรือยังครับ เมื่อทุกท่านลงมติเรียบร้อยแล้ว ปิดลงมติ ส่งผลครับ ท่านสมาชิกเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ๖๒ ท่าน เห็นด้วยกับท่านวราภรณ์ ๓๓๕ ท่าน เพราะฉะนั้นก็คือให้คงไว้ร่างเดิมนะครับ ก็เป็นอันจบการพิจารณาในวาระที่สอง
ท่านสมาชิกครับ เมื่อจบแล้ว ต่อไปผมจะให้ท่านสมาชิกได้สรุปอีกครั้งหนึ่ง นะครับว่าจะมีแก้ไขถ้อยคําใดหรือไม่นะครับ มีข้อความที่ขัดหรือแย้ง แต่ว่าจะขาดนัยสําคัญ ไม่ได้นะครับ มีท่านผู้ใดไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุม เห็นชอบที่จะผ่านวาระที่สอง เพราะฉะนั้นผมขอนัดการลงมติ เชิญครับ
ผม ศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมสงสัย นิดหนึ่งครับท่านประธานเพราะว่าเมื่อสักครู่นี้ท่านประธานให้ลงมติ ถ้าผมไม่เห็นด้วยกับ กรรมาธิการแล้วไม่เห็นด้วยกับร่างเดิมทําไมผมไม่มีสิทธิที่จะลงมติละครับ
ท่านก็ลงในช่องงดออกเสียง ไปนะครับ
เมื่อกี้ท่านให้เลือก เฉพาะเห็นด้วยกับกรรมาธิการหรือเห็นด้วยกับร่างเดิม
มีช่องอยู่ข้างหน้าท่าน แล้วครับ แล้วก็เราถามแค่นี้นะครับ ถ้าท่านไม่ลงมติท่านก็งดออกเสียงไปนะครับ
มันไม่เหมือนปกติ
ครับ ก็เป็นที่เข้าใจนะครับ ถ้าท่านไม่ลงเสียงท่านก็ลงที่ช่องงดออกเสียงนะครับ ท่านสมาชิกครับ ผมขอนัดการลงมติ นะครับ เพราะเนื่องจากว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องเว้นวรรคไป ๑๕ วัน แล้วถึงจะลงมติ วันนี้ล่วงเวลามาเป็นวันที่ ๑๗ ตุลาคม ถ้านับไป ๑๕ วันก็คือวันที่ ๑๘ ก็คือวันที่ ๑ พฤศจิกายน ครบ ๑๕ วัน เพราะฉะนั้นผมขอนัดลงมติวาระที่สามในวันเสาร์ที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ขอบคุณครับ ขอปิดประชุมครับ
เลิกประชุมเวลา ๐๐.๒๓ นาฬิกา
ของวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖