นิพนธ์ ฮะกีแสดงความขอบคุณต่อประธานรัฐสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพูดถึงการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 190 โดยเฉพาะเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อน โดยอ้างถึงมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 และมาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 และยังอ้างถึงเวียนนา คอนเวนชั่น 1969 ข้อ 2 วรรคหนึ่ง (เอ) เพื่อชี้แจงว่าสนธิสัญญาไม่ใช่การแสวงหาผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อน และยังเน้นย้ำถึงหน้าที่ของรัฐสภาในการดูแลทั้งหมด
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานรัฐสภาครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาครับ กระผม นายนิพนธ์ ฮะกีมี รองเลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ไม่ได้เป็นกรรมาธิการตามรัฐธรรมนูญ เป็นไม่ได้อยู่แล้วนะครับ แต่ทางชั้นกรรมาธิการนั้น กรรมาธิการได้เชิญให้มาชี้แจงและดูแลร่างรัฐธรรมนูญ การแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ประเด็นที่ทางสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและตัวกระผมเอง ก็เป็นห่วงไม่น้อยกว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายก็คือเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมนั้นเดี๋ยวสักครู่จะมีท่านกรมสนธิสัญญาและกฎหมายชี้แจง ผมเองก็จะ กราบเรียนเรื่องพลังงานเสียก่อนนะครับว่าร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเป็นไปที่ เหมาะสมและครอบคลุมสิ่งที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้เป็น กังวลอยู่ ครอบคลุมถึงนะครับ โดยที่ไม่ต้องกําหนดลงไปในรายละเอียด โดยผมจะขอชี้แจง ใน ๒ ประเด็นดังนี้นะครับ
ร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนี้ครอบคลุมการนําพลังงานในพื้นที่ทับ ซ้อนมาใช้ประโยชน์หรือไม่ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเห็นว่าร่างของคณะกรรมาธิการเสียง ข้างมากไม่ได้ใช้คําว่า พลังงาน ไว้ จะทําให้การนําพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนมานี้ หลุดจากการ ตรวจสอบของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๙๐ มีอยู่เดิม ผมกราบเรียนว่าการนําพลังงานหรือ ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนออกมาใช้ประโยชน์ มีกระบวนการ ดําเนินการดังนี้นะ ครับ เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็เคยทําอยู่กับมาเลเซียในอ่าวไทย คือ เอ็มทีเจเอ (MTJA) ถ้าเผื่อท่านรู้จักจอยท์ ดีเวลอปเมนท์ (Joint Development) กับ มาเลเซีย และในประเทศอื่น ในกรณีพื้นที่ทับซ้อนก็จะทําเช่นกันนะครับ ฉะนั้นในพื้นที่ทับ ซ้อนไม่มีใครสามารถจะเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ได้ในระหว่างที่ยังไม่มีการจัดตั้งองค์กร ร่วมขึ้นมานะครับ ทุกอย่างจะต้องอยู่ในนั้น ใครจะเข้าไปใช้ทรัพยากรบนพื้นที่ทับซ้อน ทางฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นรัฐอาณาเขตซึ่งเคลม (Claim) อาณาเขตเหมือนกันก็จะอ้างว่าอันนี้เป็น พื้นที่ของฉันฉะนั้นจะต้องมีขั้นตอนแรกคือตกลงกันอย่างที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ กล่าวถึงเอ็มโอยูแล้วก็มีการยกเลิกเอ็มโอยูไป แต่เอ็มโอยูไม่ใช่ตัวสําเร็จเด็ดขาดที่มีเอ็มโอยูนี้ แล้วใครจะเข้าไปหาแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนได้นะครับ ขั้นตอนต่อมาเมื่อตกลงกัน ได้แล้วจะต้องตราพระราชบัญญัติ ที่เรียกว่าพระราชบัญญัติองค์กรร่วม ถ้าเผื่อไทย-มาเลเซีย ก็องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย มีพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ในพระราชบัญญัติ องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียนี้ก็จะประกอบด้วยคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยรัฐทั้งสอง โดย สัดส่วนที่เท่าเทียมกัน และมีอํานาจหน้าที่ในการดูแลการแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อน เพื่อเอาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน แต่เป็นเรื่องรัฐที่จะเข้าไปดูแลในพื้นที่ทับซ้อน ดังนั้น เอกชนใดก็แล้วแต่จะเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อนไม่ได้ในช่วงที่ยังไม่มีการจัดตั้งโดย พ.ร.บ. ถามว่า พ.ร.บ. นี้ผ่านสภาไหม พ.ร.บ. นี้ก็ต้องผ่านสภาเป็นสนธิสัญญา ผ่านสภา จะต้องตราเป็น พระราชบัญญัติต้องผ่านสภา ผ่านรัฐสภา ฉะนั้นถ้อยคําของร่างกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมี สิทธิอธิปไตยหรือเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติ นี่อย่างไรครับ หรือว่าจะต้องออกพระราชบัญญัติ ดังนั้น ในการแสวงหาประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อน อย่างไรก็แล้วแต่จะต้องตรา เป็นพระราชบัญญัติ อันนั้นผมเองก็ได้กราบเรียนชี้แจงต่อกรรมาธิการเสียงข้างน้อยไปแล้วว่า กฤษฎีกาเห็นแล้วว่าทุกอย่างมันครอบคลุมในพื้นที่ทับซ้อนนี้ไม่มีปัญหาใด ๆ นะครับ ที่ร่าง กรรมาธิการเสียงข้างมากจะละเลยไปนะครับ อันนี้เป็นประเด็นแรกนะครับ
ในประเด็นที่ ๒ ผมก็กราบเรียนว่าเอกชนนี้จะมาแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่ ทับซ้อนได้หรือไม่ ผมเองอยากจะกราบเรียนว่ามาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นเรื่องสนธิสัญญา เมื่อเป็นเรื่องสนธิสัญญา ผมก็กราบเรียนว่าสนธิสัญญานั้นตามนิยามของสนธิสัญญา ตามเวียนนา คอนเวนชั่น ๑๙๖๙ (Vienna Convention 1969) ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (เอ) (A) นะครับ ได้นิยามคําว่า สนธิสัญญา หมายถึงความตกลงระหว่างประเทศนะครับ ซึ่งได้ทําขึ้นระหว่างรัฐ เป็นลายลักษณ์อักษร และอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้นการที่เอกชนจะเข้าไปใช้ประโยชน์ ในพื้นที่ทับซ้อนนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ เลยนะครับ และไม่เกี่ยวกับมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ประการใด และมาตรา ๑๙๐ นี้เป็นห่วงแต่เพียงว่าระหว่างรัฐ ต่อรัฐด้วยกัน ฉะนั้นเอกชนที่ท่านกล่าวถึงว่าจะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อน เอกชนพอมาทําความตกลงกับรัฐมันไม่เข้า มาตรา ๑๙๐ และไม่เข้ากับการแปรญัตติของที่ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยแปรญัตติด้วย อันนี้เป็นหลักใหญ่นะครับ โดยเฉพาะ ผมอยากจะให้ท่านดูว่า มาตรา ๑๙๐ คือเรื่องสนธิสัญญาโดยแท้ ตามเวียนนา คอนเวนชั่น ๑๙๖๙ ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (เอ) กระผมเองก็ด้วยความเคารพท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมก็ชี้แจงอย่างนี้ในชั้นคณะกรรมาธิการนะครับ แล้วผมก็กราบเรียนว่าผมเองก็เป็นผู้แทน ของกฤษฎีกา ก็เป็นนักเทคนิคเชี่ยน (Technician) ก็ไม่ถึงขั้นกําหนดนโยบายอะไร แต่ผมเองก็มีหน้าที่ดูแลกฎหมายและดูแลทุกอย่าง ผมเองก็อยู่ในอนุกรรมการในองค์กรร่วม ไทย-มาเลเซีย ในการดูแลข้อกฎหมายนะครับ ก็เลยรู้รายละเอียดของพวกนี้ทั้งหมด และขณะเดียวกันก็อยู่ในอนุกรรมการดูแลพื้นที่ทับซ้อนอยู่นะครับ อันนี้ก็ได้กราบเรียนต่อ ที่ประชุม ก็สรุปอีกครั้งหนึ่งว่า ร่างคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากครอบคลุมหมด แล้วก็ ไม่มีใคร เอกชนผู้ใดที่จะเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อนได้นะครับ หากยังไม่มีการตราเป็นพระราชบัญญัติ ที่ต้องผ่านรัฐสภาก่อน ฉะนั้นรัฐสภาจะมีอํานาจดูแลทั้งหมดนะครับ ทีนี้ก็เหมือนกับร่างที่ ทางท่าน ขออนุญาตเอ่ยนามได้ไหมครับ ท่านดอกเตอร์สรรเสริญได้เป็นห่วงนะครับเพราะว่า จะเหมือนกันนะครับ ขอบพระคุณครับ แล้วก็จะมีผู้แทนกรมสนธิสัญญา ท่านจะขอชี้แจง เรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ขอบพระคุณครับ