เจริญ ภักดีวานิช เสนอการเปลี่ยนแปลงบทลงโทษในการแปรญัตติ มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐสภามีอำนาจในการตัดสินใจแทนศาลรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้สมาชิกรัฐสภามีโอกาสในการเสนอต่อประธานรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศ และยังเสนอข้อมูลเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ ที่ไม่มีประเทศที่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องการตกลงทางการค้า และยืนยันว่าไม่สามารถยกเลิกอนุสัญญากรุงเวียนนาเกี่ยวกับกฎหมายสนธิสัญญาได้ และอาจมีปัญหาในการตีความ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมและคณะ ๓-๔ คน ที่จะกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่า จะไม่อภิปรายทุกคนนะครับ คือท่านสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ซึ่งอภิปรายไปแล้ว กระผมและก็ ท่านสุโข วุฑฒิโชติ ท่านยุทธนา ยุพฤทธิ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู ได้แปรญัตติ มาตรา ๓ ของมาตรา ๑๙๐ ดังต่อไปนี้ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะดูที่กระผมแปร ญัตติในวรรคสามนะครับ ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิก ของทั้งสองสภารวมกัน มีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบ ๑ ใน ๑๐ คือ ๖๕ คน ท่านประธานครับ ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ทั้งสองสภาเห็นว่าเป็นกรณีที่มีปัญหา ตามวรรคสอง ทีนี้ท่านประธานจะกรุณาตามไปเพื่อประหยัดเวลา วรรคสอง หนังสือ สัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจแห่งรัฐ หรือจะต้อง ออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา การที่ คณะของพวกผมได้แปรญัตตินี้ครับว่า ขอให้มีสมาชิกรัฐสภา ๑ ใน ๑๐ ท่านนั้น คือ ๖๕ คน เท่าที่มีอยู่ของสองสภาเป็นกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสองครับ นี่เป็นช่องทางหนึ่งที่จะ เปิดโอกาสสมาชิกรัฐสภาได้เสนอเรื่องต่อประธานรัฐสภาและให้เป็นอํานาจของรัฐสภา ท่านประธานครับ ของเดิมนั้นให้เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญ กระผมมีเหตุผลที่จะกราบ เรียนท่านประธานในโอกาสต่อไป แต่เพื่อประหยัดเวลา กระผมขอวรรคต่อไป อภิปราย พร้อม ๆ กัน เพื่อจะได้ประหยัดเวลาสภานะครับ ท่านประธานกรุณาดูที่กระผมแปรญัตติ อีกวรรคหนึ่ง หนังสือสัญญาที่ไม่อยู่ในตามวรรคสอง คือตามวรรคสองที่กระผมกราบเรียน ถ้าไม่อยู่ในวรรคสองก็เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาอีกครับ หากเป็นหนังสือที่มีผลกระทบต่อ ความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุนอย่างมีนัยสําคัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกทั้ง ๒ สภารวมกัน มีจํานวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ก็ ๖๕ คน อันนี้ก็เป็นลู่ทางหนึ่งที่จะเปิด โอกาสให้สภาได้มีโอกาสควบคุมการบริหารของทางรัฐบาล ท่านประธานครับ ทั้งหมด กระผมขอสรุปเป็น๓ เรื่อง เพื่อให้ท่านประธานได้เข้าใจได้ง่าย ว่ากระผมและคณะที่แปร ญัตตินั้นเหตุผลอยู่ ๒-๓ เรื่องสั้น ๆ ๑. เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทนประชาชน ได้มีโอกาสเพียง ๑ ใน ๑๐ เสนอต่อท่านประธานรัฐสภาในบางเรื่องที่มันมีปัญหา ๒. ต้องการให้อํานาจในการวินิจฉัยครั้งสุดท้าย เปลี่ยนจากศาลรัฐธรรมนูญมาเป็นรัฐสภา ๓. ถ้าหนังสือสัญญาที่ไม่อยู่ในวรรคสอง ซึ่งกระผมกราบเรียนท่านประธานแล้ว ก็เปิดโอกาส ให้สมาชิกรัฐสภา หรือ ส.ส. ก็ได้ ส.ว. ก็ได้ ๑ ใน ๑๐ สามารถขึ้นต่อประธานรัฐสภา นําเข้า มาสู่การพิจารณาในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ กระผมให้ความสําคัญกับตัวแทนภาค ประชาชน ตัวแทนภาคประชาชนก็คืออะไร ตัวแทนที่ประชาชน ๖๕ ล้านคน มอบอํานาจ ให้กับสมาชิกที่มานั่งในนี้ ความเดือดร้อนปัญหาที่จะเกิดขึ้นนั้น ถ้าท่านประธานจะกรุณาดู รัฐธรรมนูญมาตรา ๓ กระผมสั้น ๆ ท่านประธานครับ อํานาจของปวงชนชาวไทยเป็นของ ประชาชน อันนี้ผมกราบเรียนท่านประธานครับ เมื่ออํานาจของประชาชนมอบให้ผ่านการ เลือกตั้งมาให้มีสมาชิกทั้งสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา เพราะฉะนั้นอํานาจในการ ตัดสินในสิ่งที่ปัญหานั้นจะได้เชื่อมโยงกับประชาชน กระผมจะมีผลประกอบเพิ่มเติมกับท่าน ประธาน ๒-๓ เรื่องต่อไปนี้
ประการแรกท่านประธานครับ เมื่อเช้าท่านสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ได้กรุณากราบ เรียนถึงมาตรา ๑๑๖ ของรัฐธรรมนูญ เรื่องการประชุมร่วมกัน แต่กระผมขอขยายความ เรื่องที่สําคัญกว่าเรื่องที่เรากําลังพิจารณานั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ กับ ๒ เรื่อง ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะดูมาตรา ๒๓ ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงและเป็นกรณี ที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการ สืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้วให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญ องค์รัชทายาททรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไปครับ อันนี้ผมขออนุญาต ท่านประธานว่าขนาดเรื่องของราชบัลลังก์ว่างลง เขายังมอบอํานาจให้ทางรัฐสภาเป็นผู้ที่ รับทราบและก็สามารถที่จะดําเนินการต่อไปได้ วรรคต่อไปท่านประธานครับ ในกรณีที่ ราชบัลลังก์หากว่างลง และเป็นกรณีพระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาทไว้ ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเสนอนามผู้สืบราชสมบัติตามมาตรา ๒๒ ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อรัฐสภา ให้ความเห็นชอบ อันนี้คือเรื่องที่ ๑ ที่ท่านสิริวัฒน์ได้กราบเรียนต่อ ท่านประธานไว้นะครับ
อีกมาตราหนึ่ง คือมาตรา ๑๘๙ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจ ในการประกาศสงคราม เมื่อได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา กระผมยก ๒ เรื่องนี้ขึ้นมา ให้เห็นว่าอํานาจของตัวแทนประชาชนที่นั่งอยู่ในนี้ ๖๕๐ คนนั้น เป็นอํานาจที่ควรจะได้ พิจารณาการตกลงการค้าก็ดี หรือการทําสัญญาระหว่างประเทศก็ดี เพราะว่าอะไรครับ ขนาดการประกาศสงคราม ท่านประธานครับ คนกระทบเยอะ มีผลได้เสียเยอะ และอาจจะ สร้างความเสียหายให้กับประเทศ รัฐสภาก็ต้องให้ความเห็นชอบ อันนี้คือเหตุผลที่ ๑ ที่กระผมเห็นว่าหากมีปัญหาก็ไม่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ ให้สภาแห่งนี้เป็นผู้ตัดสิน อันนี้ คือเหตุผลข้อที่ ๑
เหตุผลข้อที่ ๒ เท่าที่กระผมมีข้อมูล เกือบทุกประเทศเท่าที่ผมดู รัฐธรรมนูญ เกือบทุกประเทศ แต่เนื่องจากข้อมูลมีเวลาจํากัด เกือบไม่มีประเทศไหน ถ้ามีปัญหาเรื่อง การตกลงทางการค้าก็ดี หรือการทําสัญญา ต้องให้ความเห็นชอบต่อศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีครับ มีเท่าที่ผมพบ เกือบไม่มีเลยครับ ก็มีประเทศเดียวท่านประธาน คือโคลัมเบีย รัฐธรรมนูญกําหนดว่า การตกลงต่าง ๆ นั้นที่บัญญัติไว้เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เห็นชอบว่าการทําสนธิสัญญานั้นทุกฉบับจะต้องผ่านให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณา อันนี้เป็นข้อมูลที่กระผมพอที่จะหาได้นะครับ แต่กระผมกราบเรียนท่านประธานว่าประเทศ ส่วนใหญ่นั้นไม่ได้กําหนดไว้เลยว่าเมื่อสนธิสัญญาหรือสิ่งที่เราไปทําตกลงการค้ากับ ต่างประเทศนั้นจะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณา อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่ ๒ ที่กระผมได้ กราบเรียนท่านประธาน
สําหรับเหตุผลข้อที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าถ้าเผื่อว่าเราให้ ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านประธานจะกรุณาดูนะครับ อนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมาย สนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ ท่านประธานครับ สมมุตินะครับ เวลาเราพิจารณาเรื่องกรอบเจรจา ก็ตาม รัฐสภาให้ความเห็นชอบไปแล้ว รัฐบาลก็ลงนามไป มาเลเซียลง เวียดนามลง เราก็ เห็นชอบไป ในการลงนามนั้นเกิดหลังจากที่กรอบเจรจาลงนามไปแล้วเกิดมีปัญหาขึ้นมา มีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเกิดตัดสินที่ไม่สอดคล้องกับที่รัฐสภาให้กรอบ ครั้งแรก อะไรเกิดขึ้นท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานจะกรุณาผมกราบเรียนท่านประธาน ว่าในอนุสัญญาที่กระผมกราบเรียน ของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ นั้น ในมาตรา ๑๖ บัญญัติว่า รัฐภาคี คือสมาชิกครับ จะอ้างความขัดข้องของ กฎหมายภายในเกี่ยวกับการทําสนธิสัญญามาเป็นข้ออ้างเพื่อมิให้สนธิสัญญานั้นมีผลผูกพัน ไม่ได้ ทีนี้ถ้าเพื่อประกอบท่านประธานครับ ในกรอบเจรจานั้นอาจจะไม่เป็นสนธิสัญญา ในมาตรา ๑๑ ของอนุสัญญา วิธีการแสดงความยินยอมในการเข้าผูกพันสัญญา เขากําหนด ไว้หลายแบบนะครับท่านประธาน วิธีลงนาม การแลกเปลี่ยนตราสารที่ก่อให้เกิดสนธิสัญญา หรือไม่ก็การให้สัตยาบัน หรือไม่การยอมรับ หรือการพยานุวัตร หรือโดยวิธีการอื่นตามที่ได้ ตกลงกัน กระผมกราบเรียนว่าถ้าเผื่อเราให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีคนไปร้องหลังจากที่ได้ลงกรอบ เจรจาไว้แล้ว และเกิดขัดแย้ง เราก็ไม่สามารถที่จะยกเลิกได้ และจะมีปัญหาในการตีความ ต่อไป
ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายที่กราบเรียนท่านประธานนะครับ รัฐสภา แห่งนี้เป็นรัฐสภาที่เป็นตัวแทนประชาชน เพราะฉะนั้นความเดือดร้อน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น นั้นกระผมคิดว่าทุกคนจะต้องปกป้อง ไม่ว่าผลกระทบที่จะเกิดการทําความตกลงทั้งทาง การค้าหรือเรื่องสัญญาอื่นก็ตามนี่ครับ การให้อํานาจที่ประชาชนเชื่อมโยงโดยตรง มอบ โดยตรง คน ๖๕ ล้านคนไม่สามารถมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ แต่เขาก็สามารถให้คนที่เขาเลือกมาได้มี โอกาสตัดสินในสิ่งที่สําคัญที่มีผลต่อชะตาชีวิต มีผลต่อสิ่งที่เขาจะกระทบในการที่เขาจะเกิด ความเสียหาย อย่างเช่น การตกลงการค้าเสรี ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นผมเข้าใจว่าคนที่ปกป้อง สิทธิของเขาได้ดีที่สุดก็คือตัวแทนของประชาชน ตัวแทนของปวงชนทุกคนครับ กระผม คิดว่าทุกคนจะต้องต่อสู้เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้ที่เลือกตั้งมานั้นจะไม่ให้เสียผลกระทบ หรือเสียสิทธิ ท่านประธานครับ คณะของพวกกระผมทั้ง ๔-๕ คนจึงแปรญัตติว่าถ้าเผื่อ สัญญาหรือข้อตกลงที่มีปัญหา ก็ให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้ได้พิจารณาโดยไม่ต้องส่ง ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็เปิดช่องว่าถึงไม่มีปัญหา แต่ถ้าสมาชิก ๑ ใน ๑๐ บวก ๑๕ คน ก็สามารถเสนอให้ท่านประธานได้พิจารณาเรียกมาประชุมเพื่ออะไร เพื่อพิจารณา อันนี้ ผมคิดว่าท่านประธานกรรมาธิการและท่านกรรมาธิการน่าจะได้พิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ปัญหาของประเทศเรานั้นบางครั้งท่านประธานครับ ความน่าเชื่อถือในการตัดสินของ ศาลรัฐธรรมนูญบางเรื่อง นักวิชาการก็นําไปวิเคราะห์ค่อนข้างมากว่าบางเรื่องที่ท่าน ตัดสินนั้นมีปัญหาในทางการตัดสิน เพราะฉะนั้นคนที่ตัดสินใจแทนให้คนทั้ง ๖๕ ล้านคน ได้ดีที่สุดก็คือสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ก็กราบขอบคุณท่านประธานครับ