คณูณ สิทธิสมาน หารือเรื่องหนังสือสัญญาทางเศรษฐกิจประเภทกู้เงินจากต่างประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐสภาควรต้องให้ความเห็นชอบต่อหนังสือสัญญากู้เงินตามรัฐธรรมนูญ และวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขกฎหมายโดยกรรมาธิการที่ตัดสิทธิของสภามาจากการพิจารณาหนังสือสัญญากู้เงิน อ้างอิงถึงคำอภิปรายในอดีตเมื่อปี 2552 ที่คัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว และเตือนว่ารัฐบาลกำลังจะกู้เงินจำนวนมากซึ่งอาจไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบของรัฐสภาอย่างถูกต้อง คณูณ สิทธิสมาน เสนอให้มีคณะกรรมาธิการสามัญประจำรัฐสภาเพื่อศึกษาหนังสือสัญญาที่ ครม. เสนอ และจัดทํารายงานประกอบการพิจารณา เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและคุ้มครองสิทธิสมาชิก โดยอาจเรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริงได้
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายคํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยในหลักการตั้งแต่ต้นกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในครั้งนี้ ไม่ใช่เห็นว่า มาตรา ๑๙๐ นั้นไม่มีปัญหานะครับ แต่ผมเห็นว่าการแก้ไขครั้งล่าสุด เมื่อปี ๒๕๕๔ ที่เพิ่งมีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม นั้น เราเองยังไม่ได้ดําเนินการ ให้เป็นไปตามนั้นเลยครับ ครั้งกระนั้นบทสรุปของการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ก็คือว่า เราเปิดโอกาสให้มีกฎหมายลูกที่กําหนดประเภทของหนังสือสัญญา ก่อนหน้านั้นรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เขียนให้มีกฎหมายที่กําหนดประเภทของหนังสือสัญญา เพียงแต่กําหนดขั้นตอน เท่านั้นเองนะครับ ก็เลยเป็นที่ถกเถียงกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ สมัยที่พรรคฝ่ายค้านในขณะนี้ นั่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น เสนอกฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ ๑ ในประเด็นที่อภิปรายกันมาก ในสภาผู้แทนราษฎร ก็คือ มีอํานาจที่จะมีกฎหมายที่กําหนดประเภทของหนังสือสัญญา หรือไม่ แล้วในที่สุด เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๒ นั้น การอภิปรายอันเข้มข้น ในสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหายหรอกครับ ซึ่งทําหน้าที่เป็นฝ่ายค้านในขณะนั้นก็เป็นผลทําให้รัฐบาลในขณะนั้นต้องถอนร่างออกไป แล้วก็ไม่เคยมีร่างกลับเข้ามาอีกเลยนะครับ เมื่อเราแก้เมื่อปี ๒๕๕๔ พอแก้ให้มีกฎหมาย กําหนดประเภทของหนังสือสัญญานี้นะครับ เรายังสามารถที่จะจํากัดหรือนิยามหนังสือ สัญญาที่จะต้องเอาเข้าสู่รัฐสภาแห่งนี้ได้ แต่เรายังไม่ทํา เรายังไม่รู้ว่ามีปัญหามากหรือน้อย เราก็ด่วนแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านประธานครับ การแก้ไขครั้งนี้ ในร่างแรกนั้นกระผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเลย เพราะว่าเป็นการแก้ไขที่ไปสุดซอยหรือทะลุซอย นะครับ ก็คือว่าหนังสือสัญญาเกี่ยวกับเศรษฐกิจทั้งหมด หนังสือสัญญาเกี่ยวกับเศรษฐกิจ และสังคมทั้งหมดหลุดไปหมดเลย ไม่ต้องเอาเข้ามาขออนุมัติจากรัฐสภา หนังสือสัญญา เกี่ยวกับอาณาเขตไทยนี้มีอยู่ ๒ ประเภท ก็คือ หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย กับหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศนี้ หลุดออกไป ๑ ประเภท ก็คือประเภทที่ ๒ นะครับ ผมดีใจมากครับ ในชั้นกรรมาธิการ ได้ยินข่าวแว่ว ๆ ว่า ได้มีการกู้คืนกลับมา ๑ ประเภท ก็คือ หนังสือสัญญาประเภท เปลี่ยนอาณาเขตประเภทที่ ๒ ที่หลุดออกไป ก็คือหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่ นอกอานาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ คณะกรรมาธิการโดยท่านประธาน ซึ่งก็เป็นเพื่อนสมาชิก วุฒิสภาผู้อาวุโสของกระผม ได้กรุณากู้กลับคืนมา ผมก็ดีใจว่าคงจะไม่มีปัญหาในประเด็นนี้ เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาที่อภิปรายกันมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ก็คือ เรื่องอาณาเขตนี้นะครับ โดยเฉพาะปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ผมจะไม่เอ่ยชื่อประเทศ ก็แล้วกันนะครับ ท่านประธานครับ แล้วผมก็ยังดีใจอีกอยู่เมื่อได้ข่าวแว่ว ๆ ว่า ทางคณะกรรมาธิการได้กรุณาพิจารณาข้อเสนอในการอภิปรายในชั้นวาระที่หนึ่งบรรจุ หนังสือสัญญาทางเศรษฐกิจที่จะต้องเอาเข้ามาขออนุมัติจากรัฐสภา ๑ ประเภท ก็คือ หนังสือสัญญาที่มีบทเปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน พูดง่าย ๆ ให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ หนังสือสัญญาเอฟทีเอทั้งหลายแหล่นะครับ ท่านประธานครับ ด้วยความสัตย์จริงก็ยังคิดอยู่ละครับว่าในเมื่อคณะกรรมาธิการก็ได้กรุณา แก้ไขตามสมควรอย่างนี้แล้ว ถ้าผมอ่านดูทั้งหมดแล้วพอไปได้ ผมว่าจะไม่อภิปรายในชั้น วาระที่สองด้วยซ้ําไปครับ เพราะว่าก็ไม่อยากให้ถูกเห็นว่าเป็นคนค้านทุกเรื่องนะครับ แต่คราวนี้เมื่ออ่านดูแล้วก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขออนุญาตคัดค้าน แล้วขออนุญาตยืนตาม ข้อแปรญัตติของกระผม เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะว่าสิ่งสําคัญที่ยังคงหลุดไปอยู่ ก็คือหนังสือสัญญาทางเศรษฐกิจ ๒ ประเภทที่เขียนไว้ในมาตรา ๑๙๐ เดิมก็คือประเภทที่มี ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง กับประเภทที่มีผลผูกพัน ทางด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ เดี๋ยวกระผมจะได้ อภิปรายต่อไปนะครับ ว่า ๒ ประเภทนี้มีความสําคัญอย่างไรในยุคสมัยปัจจุบัน แต่ว่า ในส่วนของหนังสือสัญญาประเภทอาณาเขตที่คณะกรรมาธิการกู้กลับคืนมาดูเหมือนจะดี ครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านไปเขียนต่อท้ายไว้ ๓ คําครับ ภาษาวัยรุ่นสมัยนี้เขา บอกขอ ๓ คํา อันนี้ท่านกรรมาธิการท่านให้เพิ่มมา ๓ คําก็คือ โดยชัดแจ้ง ก็กลายเป็นว่า วรรคสองของมาตรา ๑๙๐ ใหม่ที่คณะกรรมาธิการแก้ไขเข้ามาก็คือว่า หนังสือสัญญาใดมีบท เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมี เขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง คําว่า โดยชัด แจ้ง ๓ คํานี้มันมีความหมายครับ เพราะว่าเท่ากับว่าคณะกรรมาธิการได้แก้ไขรัฐธรรมนูญที่ กลับหลักกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๖-๗/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ ประเด็นว่าท่านทําได้หรือไม่ รัฐสภาทําได้หรือไม่ แก้ไขได้หรือไม่ ผมจะ ไม่อภิปรายนะครับ แต่ว่าผมจะอภิปรายถึงความเหมาะสมและความหมายที่ควรจะเป็นครับ ศาลรัฐธรรมนูญในคําวินิจฉัย ๖-๗/๒๕๕๑ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือคําวินิจฉัยกรณีแถลงการณ์ ร่วมไทย-กัมพูชา หรือ จอยท์ คอมมูนิเก (Joint Communique) ที่ท่านระบุว่าผิดนั้น ท่านก็ได้แปลความของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เดิม ซึ่งหลายท่านก็อาจจะวิจารณ์ ศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นการเขียนเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านอาจจะเห็นว่าไม่ถูก แต่ผลที่ เกิดขึ้นนั้น กระผมขออนุญาตท่านประธาน ขออนุญาตอ่านคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพียงสั้น ๆ จะได้ไหมครับ ท่านประธานคงอนุญาตนะครับ เป็นคําวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญสั้น ๆ เพื่อให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านแปลความของมาตรา ๑๙๐ ไว้อย่างไร นะครับ ท่านบอกว่า เมื่อพิจารณาประเภทของหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสองแล้วเห็นว่าคําว่า หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง จุด จุด จุด นั้น ใช้กับ หนังสือสัญญารวม ๒ ประเภทคือหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หนังสือ สัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขต อํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ต่อไปนี้สําคัญนะครับ ซึ่งแม้ว่า ถ้อยคําที่ใช้กับหนังสือสัญญาทั้ง ๒ ประเภทนี้จะบัญญัติว่า หากเป็นหนังสือสัญญาที่มีบท เปลี่ยนแปลงอันดูเหมือนว่าจะต้องปรากฏชัดในข้อบทหนังสือสัญญาว่ามีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทยหรือพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจ จึงต้องขอความเห็นชอบของรัฐสภา แต่หากแปลความเช่นว่านั้นก็จะไม่เกิดผลตามความ มุ่งหมายของรัฐธรรมนูญที่มุ่งจะตรวจสอบควบคุมการทําหนังสือสัญญา ก่อนที่ฝ่ายบริหาร จะไปลงนามให้มีผลผูกพันประเทศ ซึ่งจะเกิดปัญหาตามมาภายหลังได้ จึงต้องแปลความว่า หากหนังสือสัญญาใดที่คณะรัฐมนตรีจะไปดําเนินการทํากับประเทศอื่นหรือกับองค์การ ระหว่างประเทศมีลักษณะของหนังสือสัญญาที่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรืออาจมีผลเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขต อํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ต้องนําหนังสือสัญญานั้น ขอความเห็นชอบของรัฐสภาก่อน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสองและวรรคสาม ท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญท่านแปลอย่างนี้ก็เป็นมุมมองละครับ ท่านที่ไม่เห็นด้วยกับ ศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญเขียนรัฐธรรมนูญเสียเอง แต่ว่าเมื่อมีคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญออกมาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ผูกพันทุกองค์กร เพราะฉะนั้นความในมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง เรื่องหนังสือสัญญา ๒ ประเภทเกี่ยวกับอาณาเขต คือหนังสือสัญญาที่มี บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยกับหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่าง ประเทศนั้นจึงต้องแปลความว่าอาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย และอาจมี บทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ก็เป็นการแปลความที่ทําให้ การบังคับใช้กฎหมายหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้รัฐสภานั้นตรวจสอบการ ทํางานของฝ่ายบริหารที่จะไปทําหนังสือสัญญาตกลงกับต่างประเทศในข้อบทสําคัญนั้น สามารถเป็นไปได้ในเชิงป้องกัน ท่านประธานครับ ในยุคสมัยปัจจุบันนี้มันคงไม่มีรัฐบาลของ ประเทศไทยหรือของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดครองอํานาจอยู่หรอกครับว่าจะไปทํา หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยว่าจะยกจังหวัด ก อําเภอ ข ให้กับประเทศ ง ไม่มีหรอกครับ มันก็จะมีหนังสือสัญญาประเภทที่ไม่ระบุชัดเจน อย่างเป็นต้นว่าจอยท์ คอมมูนิเกหรือแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา มันก็ไม่ได้มีบทตรงไหนที่ระบุว่าไปยกอาณาเขต ประเทศไทยให้กับประเทศใด แต่มันก็มีข้อสงสัยว่าถ้าไปทําหนังสือสัญญาเช่นนั้นแล้วมัน อาจจะมีผลกระทบต่อดินแดนของประเทศ ศาลรัฐธรรมนูญท่านก็ให้เอาหนังสือสัญญานั้น เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ท่านประธานครับ มีตัวอย่างก็คือบันทึกการประชุมร่วมเจบีซี ไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลในขณะนี้ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้น ในช่วง ๒ ปี ๓-๔ ปีที่ผ่านมานี้ก็ได้ร่วมมือกับสมาชิกวุฒิสภาส่วนน้อยหรือจํานวนหนึ่งอย่างพวกกระผมนี้ ก็คัดค้านรัฐบาลในขณะนั้นซึ่งเป็นฝ่ายค้าน ก็ทํากันอยู่ ๒ ปี ๓ ปีครับ จนบันทึกเจบีซีนั้นก็ คาราคาซังคารัฐสภาอยู่ จนในที่สุดต้องส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็คงจะจําได้ดีนะครับ เราก็ เคยมีความเห็นร่วมกันว่าหนังสือสัญญาที่มันอาจจะกระทบกระเทือนถึงเรื่องใหญ่ก็ควรจะให้ รัฐสภาได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งแทบทุกครั้ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของการประชุมเรื่องเหล่านี้ นะครับท่านประธาน รัฐบาลก็ใช้สิทธิประชุมลับทั้งสิ้น พวกกระผมซึ่งเป็นสมาชิกก็ไม่เคย คัดค้าน แล้วก็ไม่เคยนําไปพูดที่ไหน เพราะฉะนั้นการที่คณะกรรมาธิการเติม ๓ คําเข้ามาท้าย หนังสือสัญญา ๒ ประเภทเกี่ยวกับอาณาเขต ซึ่งท่านก็กรุณามากที่ได้กู้คืนมาให้ครบทั้ง ๒ ประเภทแล้ว แต่พอท่านไปเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้าไปนะครับ มันมีผลในอนาคต มหาศาลเลยครับ เพราะว่าตราบใดที่หนังสือสัญญานั้นไม่ได้เขียนเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย โดยชัดแจ้งก็ไม่ต้องเอาเข้ามาสภา อันนี้ผมว่าไม่ดีครับ ด้วยความเคารพนะครับ เราอาจจะมี ความคิดเห็นต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้างตามสถานภาพที่เราเป็นอยู่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ถ้าคณะกรรมาธิการจะได้กรุณาพิจารณาคําของของกระผมนะครับ ถ้าท่านสามารถแก้ไข เอาคําว่า โดยชัดแจ้ง ออกไป กระผมจะถือว่าเป็นพระคุณอันใหญ่หลวง ไม่ใช่ต่อกระผมครับ แต่ต่อแผ่นดินนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้ วันนี้หัวหน้าคณะ ทนายความของไทยที่ต่อสู้คดีตีความคําพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เมื่อปี ๒๕๐๕ ก็มาชี้แจงกับอนุกรรมาธิการของวุฒิสภาชุดหนึ่งนะครับ ท่านก็บอกว่ามีความเป็นไปได้ที่ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะมีคําวินิจฉัยในคดีสําคัญออกมา ในช่วงหลังจาก เดือนมกราคม ๒๕๕๗ ท่านประธานครับ คําวินิจฉัยนั้นก็อาจจะออกมาได้ ๔ ทาง ผมจะไม่ ทวนความให้เสียเวลา แต่โดยสรุปก็คือว่า ถ้าหากคําวินิจฉัยนั้นมีผลทําให้รัฐบาลไทยใน ขณะนั้น ซึ่งจะเป็นรัฐบาลในขณะนี้หรือรัฐบาลอื่นก็สุดแท้แต่ จะต้องไปทําหนังสืออย่างใด อย่างหนึ่ง หนังสือสัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยเงื่อนไขอย่างใดอย่าง หนึ่งกับประเทศเพื่อนบ้าน ท่านประธานครับ รัฐสภาไม่ควรจะได้รับทราบ ไม่ควรจะได้พิจารณา หรือครับ ในการประชุมลับ ท่านประธานครับ อันที่จริงรัฐสภานั้น น่าจะเป็นตัวช่วยของรัฐบาล ด้วยซ้ําไป ไม่ว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ แต่ถ้าเผื่อคําว่า โดยชัดแจ้ง ยังคงอยู่ท้ายหนังสือ สัญญา ๒ ประเภทนี้กระผมเกรงว่าอันตรายอย่างยิ่งครับ ก็ขอจบประเด็นหนังสือสัญญา ๒ ประเภทเกี่ยวกับเรื่องอาณาเขต ที่ต้องขอบพระคุณท่านอย่างใหญ่หลวงนะครับ ที่ท่านกรุณา กู้คืนมาให้ครบทั้งสอง แต่ถ้าจะกรุณาต่อแผ่นดินมากไปกว่านี้นะครับ เอาคําว่า โดยชัดแจ้ง ๓ คํานี้ออกไปเถอะครับ แก้ไขได้ครับ
ท่านประธานครับ แต่ที่กระผมขออนุญาตพูดอีกสักเล็กน้อยก็คือว่า หนังสือ สัญญาทางเศรษฐกิจ ๒ ประเภท ก็คือ ประเภทที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมอย่างกว้างขวาง กับประเภทที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญนี้ ท่านไม่ได้กู้คืนกลับมา ท่านเอาแต่เพียงเอฟทีเอเข้ามาเท่านั้น ท่านประธานครับ กระผมก็รู้สึกลําบากใจเหมือน ๆ กับท่านละครับ อยู่ในฐานะอย่างนี้ ที่ต้องเข้า ประชุมรัฐสภา ประชุมร่วมนี้นะครับ มันพูดยากครับว่าอะไรคืออย่างกว้างขวาง แล้วก็ยาก เช่นกันครับว่าอะไรคืออย่างมีนัยสําคัญ แต่ว่าเราก็ได้แก้ไขไปเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ให้มีกฎหมาย กําหนดประเภทของหนังสือสัญญาได้ ทําไมเราไม่ลองใช้ทางนั้นก่อนละครับท่านประธานที่ เคารพ ผมฝากกรรมาธิการด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ท่านประธานครับ หนังสือสัญญา ทางเศรษฐกิจทั้ง ๒ ประเภท มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทยในยุคต่อไปนี้ครับ เพราะ มันหมายถึงหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคมทั้งหมดนะครับ และหมายถึง หนังสือสัญญา ๒ ประเภทที่กระผมจะขออนุญาตเน้นคือ ๑. หนังสือสัญญากู้เงินจาก ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจากรัฐบาลต่างประเทศ จากองค์การระหว่างประเทศ จากธนาคาร ระหว่างประเทศ ๒. ก็คือหนังสือสัญญาความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ เอฟทีเอ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือสัญญาการร่วมมือกันพัฒนารถไฟด่วนความเร็วสูงแลกกับ ผลิตผลทางการเกษตรหรืออะไรอื่นใดที่เรามีโอกาสที่จะทํากับประเทศต่าง ๆ ที่เขามี ศักยภาพ และเรามีศักยภาพ ถามว่าไม่ควรที่รัฐสภาจะรับรู้หรือครับ ท่านประธานครับ กระผมขอฝากถึงเพื่อนสมาชิกรัฐสภาจากพรรคเพื่อไทย ด้วยความเคารพอย่างยิ่งนะครับ กาลครั้งหนึ่งผมเคยชื่นชมท่านอย่างมาก แล้วเดี๋ยวนี้ก็ยังชื่นชมครับ ย้อนกลับไปดู คําอภิปรายของท่าน เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๒ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๒ ครั้งที่ ๑๖ (สมัยสามัญทั่วไป) ตอนนั้นสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านนะครับ ไม่เสียหาย เป็นการอภิปรายคัดค้านร่างพระราชบัญญัติขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา พ.ศ. .... ก็เป็นการพิจารณาร่างของรัฐบาล แล้วก็ร่างของท่าน ส.ส. รัชดา ธนาดิเรก ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ไม่เสียหายหรอกนะครับ ท่านสมาชิกพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นถึงแม้ว่าจะเป็น คนละชุดกับในขณะนี้ แต่ส่วนใหญ่ก็จะกลับมาได้ทั้งหมดนะครับ เพราะท่านได้รับความนิยม จากประชาชนมากเหลือเกินนะครับ ท่านคัดค้านเต็มที่ครับ ๒ ประเด็นที่ท่านคัดค้านก็คือว่า ๑. รัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดให้มีกฎหมายกําหนดประเภทของหนังสือสัญญา จะทําได้หรือ แต่อีกประการหนึ่งก็คือ ท่านคัดค้านว่าในร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนั้น ไปยกเว้นไว้ว่าไม่ให้ หนังสือสัญญากู้เงินนี้ต้องเข้ามาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยในร่างของทั้ง ๒ ฉบับนี้ เขาเขียนไว้ในมาตรา ๔ วรรคสอง วรรคแรกนี้เขาก็ลอกข้อความในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสองมาทั้งหมด ก็คือ ๕ ประเภทของหนังสือสัญญา แล้ววรรคสองนี้เขาไปเขียนไว้ว่า หนังสือสัญญาตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงหนังสือสัญญากู้เงินหรือค้ําประกันเงินกู้ที่รัฐบาลไทย หรือราชอาณาจักรไทยทําขึ้นตามกฎหมายที่ให้อํานาจไว้เป็นการเฉพาะหรือเป็นการทั่วไป ผมจําได้ครับ เพราะวันนั้นฟังวิทยุรัฐสภาอยู่ เพื่อเตรียมตัวว่าถ้ากฎหมายนี้เข้าสู่วุฒิสภาก็จะ ได้รับทราบความคิดของทางสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นคัดค้าน ประเด็นนี้มากครับ ท่านดูนะครับ มีนาคม ๒๕๕๒ ผมอยากให้ท่านช่วยย้อนทวนอีกสักนิดหนึ่ง ถ้าท่านยังคงมีความคิดเช่นนั้นอยู่นี้นะครับ ก็จะเป็นประโยชน์ครับ เพราะว่าการแก้ไขของ กรรมาธิการที่ไม่ได้กู้คือหนังสือสัญญาทางเศรษฐกิจ ๒ ประเภทกลับมานี่ มันทําให้หนังสือ สัญญากู้เงินจากต่างประเทศนี้ไม่ต้องเข้ามาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ท่านประธานครับ สถานการณ์ในขณะนี้รัฐบาลกําลังจะกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ร่างกฎหมายอยู่ในสภา ผมเชื่อว่าผ่านโดยสะดวกครับ แต่ว่าที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ไม่เสียหายหรอกครับ ท่านได้ไปพบปะกับสมาคมธนาคารไทย เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายนที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นวาระที่สอง วาระที่สาม ของสภาผู้แทนราษฎร ๑ วัน ความจริงท่านไปพบตอนเย็น ตอนเช้าวันที่ ๑๙ ก็พิจารณาวาระที่สอง เรื่องนี้จึงไม่เป็นที่อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรหนาแน่นเท่าที่ควร ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านบอกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จะเป็นการกู้ในเชิงของ ดอลลาร์สหรัฐ นั่นก็หมายถึงว่า จะต้องมีการกู้เงินจากต่างประเทศ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ตัวเลขกลม ๆ ก็คือ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แตกเป็นดอลลาร์สหรัฐก็ให้เห็นภาพชัดเจนก็คือประมาณเท่ากับ ๒ เท่าเมื่อครั้งเรากู้เงิน จากไอเอ็มเอฟ (IMF) เมื่อปี ๒๕๔๐ เป็นเงินไม่ใช่น้อยนะครับ แม้ว่าจะกู้หลายครั้ง ตลอดระยะเวลา ๗ ปีงบประมาณก็ตามทีเถอะ สัญญาการกู้เงินอย่างนั้นไม่ควรหรือครับ ที่รัฐสภาจะต้องร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบ ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าหนังสือ สัญญากู้เงินนั้นมีความสําคัญอย่างไร ขออนุญาตครับ หนังสือสัญญากู้เงินนี้เคยเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้มาหลายฉบับ มีอยู่ฉบับหนึ่งที่กระผมจําได้แม่นยํานะครับ ก็ต้องขออนุญาตทวนความจําของท่านสมาชิกพรรคเพื่อไทยอีก เพราะว่าในวันนั้นท่านก็ได้ กรุณาอภิปรายช่วยสนับสนุนการตั้งข้อสังเกตของกระผมต่อรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งก็คือ เป็นฝ่ายค้านในขณะนี้นะครับ หนังสือสัญญาเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๒ ที่เข้าสู่การ พิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้ก็คือ ร่างหนังสือกู้เงินกับธนาคารโลกสําหรับโครงการก่อสร้างทาง สายหลักเป็น ๔ ช่องจราจร ปรากฏว่าสิ่งที่นําเข้าสภานะครับ คําแปลภาษาไทยกับต้นฉบับร่างหนังสือสัญญา ฉบับภาษาอังกฤษมีความไม่ตรงกันในสาระสําคัญ คือคําแปลภาษาไทยระบุว่า มีค่าคอมมิทเมนท์ชาร์จ (Commitment Charge) หรือค่าคอมมิทเมนท์ฟี (Commitment Fee) ถึง ๐.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงมากนะครับ และเป็นที่เข้าใจกันดีว่าในระยะหลัง ธนาคารโลกไม่มีค่าคอมมิทเมนท์ชาร์จหรือค่าคอมมิทเมนท์ฟีอีกแล้ว แต่ในสัญญา ภาษาอังกฤษไม่มี ก็ได้ตั้งข้อสังเกตกันจนกระทั่งท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังใน ขณะนั้นต้องจัดทําคําแปลฉบับใหม่มาให้ที่ประชุมรัฐสภา ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ไม่มี ประโยชน์หรอกครับ เราจะต้องมีหนังสือสัญญากู้เงิน รวมทั้งอาจจะต้องมีหนังสือสัญญากู้เงิน จากไอเอ็มเอฟก็ได้ในอนาคต ใครจะพยากรณ์อนาคตได้ เราจะต้องมีหนังสือสัญญาความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ไม่เอฟทีเอกับอีกบางประเทศหรือหลายประเทศก็ได้ ทําไม ละครับ เราตัดหนังสือสัญญาเหล่านี้ออกไปจากการรับรู้ของสภา ท่านประธานครับ อีกไม่ นานหรอกครับ ผมเห็นท่านประธานชะโงกหน้ามาแล้วผมก็เสียวทุกที ไม่นานหรอกครับ
อีกประเด็นหนึ่งนะครับท่านประธาน ก็คือร่างกรรมาธิการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นี่นะครับ ร่างแรกท่านตัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชนออกไป ในร่างกรรมาธิการก็เป็นพระคุณอย่างใหญ่ครับที่ท่านกรุณานํากลับเข้ามา ในร่างแรก กระบวนการที่จะต้องเสนอตอบต่อรัฐสภาก็ถูกตัดออกไปหมด ก็เป็นพระคุณอันใหญ่ ของคณะกรรมาธิการที่ได้กรุณากู้คืนกลับมา แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ปรากฏว่าท่าน กู้คืนกลับมาเฉพาะกับหนังสือสัญญาเอฟทีเอเท่านั้น นั่นหมายความว่าอะไรครับ ก็คือหมายความว่าหนังสือสัญญาเกี่ยวกับอาณาเขต ๒ ประเภท ก็คือหนังสือสัญญาที่มีบท เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ๑ กับหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่าง ประเทศนี่นะครับ ถูกทําให้ลดความเข้มข้นลงโดย ๓ คําที่ท่านเพิ่มเข้ามาก็คือคําว่า โดยชัดแจ้ง แล้วนี่นะครับ ยังปรากฏว่าหลุดออกจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชน หลุดออกจากกระบวนการต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพราะฉะนั้น เมื่อผมอ่านร่างของกรรมาธิการทั้งหมดแล้วนี่นะครับ แม้ว่าท่านจะกรุณาแก้ไขจากร่างแรก ที่ไปไกลเกินไป แต่ว่าการแก้ไขของท่าน กระผมเห็นว่า ด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ยังคงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นคนไม่ดื้อครับ เป็นไปได้ไหมว่าหลังจากฟังคําอภิปรายของกระผมแล้วก็เพื่อนสมาชิกอีกหลาย ๆ ท่านไปแล้ว ท่านกรรมาธิการกรุณาพิจารณาใหม่ครับ คําว่า โดยชัดแจ้ง นี่อย่ามี ๑ ๒. ท่านจะทําอย่างไร ครับ ให้หนังสือสัญญากู้เงิน ให้หนังสือสัญญาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่น ที่ไม่ใช่เอฟทีเอสามารถกลับเข้ามาสู่การพิจารณาอนุมัติของรัฐสภา เรามีกลไกครับ ประชุมลับ ก็ได้ครับท่านประธาน อันนี้เป็นสิ่งสําคัญอย่างยิ่งนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระผมแปรญัตติไว้ โดยสรุปสั้น ๆ นะครับก็คือแปรญัตติไปตามเดิม ๑ และอีกหนึ่งก็คือกระผมก็สรุปความเห็น จากที่เคยประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ว่าสาเหตุที่มันมีเรื่องเข้ามารัฐสภาเยอะ ก็คือว่า หน่วยราชการท่านไม่แน่ใจว่าหนังสือสัญญาประเภทไหนจะต้องเข้ามาสู่การพิจารณาของ รัฐสภามาก ก็เลยพาลส่งเข้ามาทุกประเภทเลย ข้อนี้เราก็สามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมายลูก ที่กําหนดประเภทของหนังสือสัญญา ซึ่งรัฐสภาเราก็จะได้ประชุมร่วมกันต่อไป
อีกข้อหนึ่งที่เคยหารือกันมามากก็คือว่าบางทีเข้ามาแล้วเรียกประชุม สมาชิก ก็ไม่ทันได้อ่านอะไรนี่นะครับ ข้อหนึ่งที่เป็นข้อเสนอ ท่านประธานคงจําได้นะครับ เราก็อยู่ ในวิปกันมาหลายสมัย ก็ได้มีข้อเสนอว่าจะเป็นไปได้ไหมที่รัฐสภาจะได้ตั้งคณะกรรมาธิการ สามัญประจําขึ้นมาชุดหนึ่ง ทําหน้าที่ศึกษาหรืออ่านหนังสือสัญญาที่รัฐบาลส่งเข้ามา โดยเฉพาะเลย แล้วก็ทําหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อนสมาชิก กระผมจึงแปรญัตติเพิ่มเข้าไว้ เป็นวรรคสุดท้าย ขออนุญาตอ่านนะครับ เพื่อความสมบูรณ์ ให้มีคณะกรรมาธิการสามัญ ประจํารัฐสภาเพื่อพิจารณาศึกษาหนังสือสัญญาที่คณะรัฐมนตรีเสนอต่อรัฐสภาและจัดทํา รายงานต่อรัฐสภา เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภาในการให้ความ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหนังสือสัญญาตามมาตรานี้ ทั้งนี้คณะกรรมาธิการดังกล่าวอาจเรียก เอกสารจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในการ พิจารณาได้ และเอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๐ นั้น ให้คุ้มครองถึงบุคคลผู้กระทําหน้าที่ ตามมาตรานี้ด้วย ทีนี้กระผมก็ได้พยายามสังเคราะห์จากที่ได้เคยมีการประชุมปรึกษาหารือ กันในวุฒิสภากันมาหลายรูปแบบเข้ามาผนวกไว้ด้วย คือไม่ใช่เพียงแต่แปรญัตติกลับไป ตามมาตรา ๑๙๐ เดิมประการเดียว แต่อย่าลืมว่ามาตรา ๑๙๐ เดิมมันแก้มาเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว แล้วก็ทางแก้ไขยังไม่ได้ใช้นะครับ คือยังไม่มีกฎหมายลูกที่กําหนดประเภทของหนังสือสัญญา ผมเพิ่มให้อีกข้อหนึ่ง ก็คือให้มีกรรมาธิการสามัญประจํารัฐสภา ซึ่งก็มาจากผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ ในสภาแห่งนี้ละครับ ๒ ประการนี้น่าจะแก้ปัญหาได้ แล้วมันก็จะมีผลทําให้หนังสือสัญญา ทางเศรษฐกิจทั้ง ๒ ประเภทนั้นยังคงอยู่ในการพิจารณาอนุมัติของรัฐสภาและหนังสือสัญญา เกี่ยวกับอาณาเขตทั้ง ๒ ประเภทนั้น เมื่อไม่มีคําว่า โดยชัดแจ้ง แล้วก็หมายถึงว่าอะไร ที่มันอาจจะเสียหายก็ต้องเอาเข้ามาก่อน ผมจะไม่พูดหรอกครับว่าศาลรัฐธรรมนูญทําไม ทําอย่างนั้น ทําได้หรือทําไม่ได้ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่เอาถึงความเหมาะสมครับว่า มันไม่มีหรอกครับ ใครจะไปทําหนังสือสัญญาเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศของตน โดยชัดแจ้ง แต่มันมีอะไรที่เป็นเรื่องเทา ๆ เป็นเรื่องที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย ผมว่า มันเป็นเรื่องปลอดภัยแก่รัฐบาลนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราไม่คิดว่าเราจะอยู่ ในฐานะอะไรในรัฐสภาแห่งนี้ เราอาจจะอยู่ในฐานะรัฐบาล แน่นอนครับ รัฐบาลย่อมต้องการ ความสะดวกในการตัดสินใจ ต้องการความเร็วในการตัดสินใจ แต่ถ้าเราอยู่ในฐานะของ ฝ่ายค้านหรือฝ่ายที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล เราก็ต้องการความรอบคอบ ต้องการอํานาจในการ ตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล ชอบพูดกันเสมอครับระหว่างข้างบนกับข้างล่างนั้น ถ้าเป็น สภาผู้แทนราษฎรนะครับก็มักจะสลับกันขึ้นไป วุฒิสภานี่อยู่ข้างล่างตลอดกาล ถ้าเรานึกถึง จิตวิญญาณของเรา ผมกราบสมาชิกพรรคเพื่อไทยทั้งหลายครับ ที่ท่านเคยคัดค้าน ร่างกฎหมายลูกของมาตรานี้ สมัยปี ๒๕๕๒ อย่างแข็งขันในเรื่องที่แยกสัญญากู้เงินออกไป ถ้าท่านยังจําได้ ที่ท่านเคยช่วยกระผมทักท้วงรัฐบาลตอนปลายปี ๒๕๕๒ ให้ไปทําคําแปรร่าง สัญญากู้เงินจากธนาคารโลกมาใหม่ แล้วท่านได้กรุณาเข้าใจการอภิปรายของผมวันนี้ว่า มีเจตนาเพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดความรอบคอบจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านกรรมาธิการ ถ้าได้โปรดกรุณาพิจารณาคําแปรญัตติของกระผม ก็ไม่ต้องเอาตามทั้งหมด หรอกครับ แต่ว่าถ้าท่านสามารถปรับทางใดทางหนึ่งให้มันเกิดความสบายใจขึ้นมาได้ ผมว่า จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ อย่าคิดว่ารัฐสภาจะเป็นตัวคัดค้านรัฐบาลอย่างเดียว การดําเนินนโยบายต่างประเทศในหลายกรณีนั้น รัฐสภาสามารถเป็นตัวช่วยรัฐบาลได้ครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน