รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

พีรพันธุ์ พาลุสุข เสนอแก้ไขคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการความชัดเจนในการแก้ไข โดยชี้แจงเหตุผลที่ไม่ให้การกู้เงินเป็นสนธิสัญญา แต่เป็นการใช้กฎหมายที่มีอยู่ เช่น กฎหมายว่าด้วยหนี้สาธารณะ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร ในฐานะกรรมาธิการ ต่อประเด็น ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายให้ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะ ท่านสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายเสร็จไปสักครู่นี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดคณะกรรมาธิการจึงแก้ไข เช่น เติมคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้ามา เหตุใดจึงไม่รอให้มีการออกกฎหมายเพื่อบังคับ ตามมาตรา ๑๙๐ ที่ได้มีการแก้ไขมาแล้วเมื่อปี ๒๕๕๔ และยังมีอีกหลาย ๆ ประเด็น ซึ่งผมก็คิดว่ากรรมาธิการที่นั่งอยู่ตรงนี้คงจะช่วยกันตอบในประเด็นต่อไปนะครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานเฉพาะในประเด็นที่ว่าเหตุใดเราจึงแก้คําว่า สนธิสัญญาใด ที่มีหมุดเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจรัฐเดิม ใช้คํานี้นะครับ แล้วก็แก้มาเป็นว่า หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจรัฐ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ความจริงในส่วนตัวผมผมก็ได้เรียน ต่อคณะกรรมาธิการว่า ผมนี้ชอบคําว่า เขตอํานาจรัฐ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า สเตท จัวริสดิคชั่น (State Jurisdiction) ก็แปลว่า คือเขตที่รัฐสามารถมีอํานาจทางกฎหมายได้ เป็นคําที่ใช้อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญก่อน ๆ หลายฉบับใช้คํานี้มาอยู่ตลอด แล้วก็ในวงการนักกฎหมายระหว่างประเทศก็เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร ผมก็เอาความหมาย ของคํานี้ไปอธิบายให้คณะกรรมาธิการฟัง ทุกคนก็เข้าใจได้ แต่ว่าก็มีการอธิบายต่อมาบอกว่า คําว่า เขตอํานาจรัฐ ในระยะหลัง ๆ ในกฎหมายระหว่างประเทศที่มีการพูดคุยกันตอนหลัง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมายทะเล มีการอธิบายเขตอํานาจรัฐ ในทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็มีนักกฎหมายที่เป็นที่เคารพนับถือในกระทรวงการต่างประเทศ ท่านแนะนําให้ใช้คําว่า แทนที่จะใช้คําว่า เขตอํานาจรัฐ มาใช้คําว่า พื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ ก็จะทําให้มีขอบเขตกว้างขึ้น ชัดเจนขึ้น ผมก็ได้ฟังคําอธิบายแล้วก็ ไม่ได้ขัดข้อง ก็เห็นด้วย เพราะในระยะหลัง ๆ คําว่า พื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตย คําว่า สิทธิอธิปไตย ไม่ใช่มีอํานาจอธิปไตยนะครับ เป็นคนละคําอีก มันก็เป็น คําที่มันมีความพัฒนาต่อมาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งพื้นที่ทางทะเลจะแคบลง แคบลง แคบลง เพราะมนุษย์รู้ว่าภายใต้ทะเลนั้นพื้นน้ํามันเป็นทะเลหลวง แต่ถ้าใต้พื้นน้ํา มีทรัพยากรธรรมชาติปลาก็เยอะ บนดินที่ใต้พื้นน้ําก็มีทรัพยากรธรรมชาติเยอะ ก็ไม่อยากใช้ คําว่า อํานาจอธิปไตย มาใช้คําว่า สิทธิอธิปไตย ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษนะครับ โซเวียน ไรท์ (Sovereign Right) ก็จะมีความชัดเจนขึ้น หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตาม กฎหมายระหว่างประเทศก็อาจจะมีการตกลงกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีการตกลงกันอยู่บ่อย ๆ ว่าใครไปก่อสร้างอะไรในทะเลหลวง ใครเป็นเจ้าของ ก็มีการออกกฎหมายระหว่างประเทศ ให้มีการรองรับต่อเนื่องต่อไปนะครับ ผมก็เห็นด้วยว่าเอาละ คํานี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีความหมายอย่างนี้ ผมก็คล้อยตามกับท่านที่ให้ ข้อความคิดเห็นว่า คําที่นํามาเสนอนี้แล้วแก้กลับไปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นน่าจะ ดีกว่าคําว่า เขตอํานาจรัฐ ท่านประธานครับ ต่อไปทําไมเราจึงเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง ที่ต้อง เติมนะท่านประธานครับ ก็เพราะว่าในรัฐธรรมนูญบอกว่า หนังสือสัญญาใดมีบท เปลี่ยนแปลง แปลว่าอะไรครับ ก็แปลว่าคือมันเปลี่ยนแปลงจริง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงกัน จริง ๆ มีการเสียดินแดนไปจริง ๆ แต่ว่าในคดีที่มันเกิดขึ้น ที่ท่านผู้อภิปรายได้ยกขึ้นมาแล้วว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลไปวินิจฉัยว่าความตกลงฉบับนั้นด้วย ก็ยังถกกันเยอะ นะครับมันเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศหรือไม่ เป็นความตกลงระหว่างประเทศหรือไม่ แล้วต้องเข้ารัฐสภาหรือไม่ ถกกันมากในกระทรวงการต่างประเทศ ผมก็ไปอ่านดูรายงาน กันทั้งหมด เอาละสุดท้ายก็ยอมรับว่ามันเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่ว่าต้องเข้า มาตรา ๑๙๐ นี้หรือไม่ ก็ยังถกเถียงกันอยู่เยอะ คําว่า มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต แปลว่า อะไร ก็แปลว่ามีการเปลี่ยนแปลงเขตแดนไป แต่ว่าในคําวินิจฉัยของศาล ท่านเติมคําว่า อาจ เข้าไป แปลว่าอะไรครับ คือมันอาจจะเสียก็ได้ ไม่เสียก็ได้ ผมถามท่านประธานว่าวันนี้ แล้วเราเสียหรือยัง ยัง แล้วทําไมเติมเข้าไป ก็กฎหมายเขียนว่า หนังสือใดมีบทเปลี่ยน เขาไม่ได้เขียนว่าหนังสือสัญญาใดมีบทที่อาจทําให้เสียดินแดน พวกผมที่เรียนกฎหมายมา ที่สอนกฎหมายมา แล้วก็บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญ คุณกําลังละเมิดรัฐธรรมนูญนะ เพราะคุณ เติมคําว่า อาจ เข้าไปโดยที่สภาไม่ได้แก้ เห็นหรือยังละครับ ถ้าท่านอยากตีความว่ามันอาจจะ เสีย ท่านก็บอกสภาก่อนสิ ว่าสภาช่วยแก้กฎหมายหน่อย เพราะว่าความตกลงบางอันตอนที่ ตกลงกันมันอาจจะไม่แน่นะว่าจะเสียหรือไม่เสียหรือไม่ ถ้ามันอาจจะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทําให้เสียดินแดน ถ้าสภายอมแก้นะท่านประธานครับว่า หนังสือสัญญาใดมีบทที่อาจทําให้ เปลี่ยนแปลงเขตแดน ศาลค่อยวินิจฉัยอย่างนี้ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะบอกว่า ศาลวินิจฉัย เกินกว่าที่กฎหมายเขียนไว้ ศาลไม่มีหน้าที่บัญญัติกฎหมายนะครับ แต่มีหน้าที่วินิจฉัยว่า ใครทําผิดกฎหมายนี้หรือไม่ มีหน้าที่วินิจฉัยว่าตีความกฎหมายหรือไม่ คนเปลี่ยนแปลง กฎหมายก็คือรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมก็ไม่อยากจะย้อนกลับไปในคดีนี้มาก ก็คือ ในวงการกฎหมายพวกเราก็วิพากษ์วิจารณ์กันเยอะว่าในคดีนี้ศาลท่านตีความเท่ากับเป็นคน ไปมีผลในการแก้รัฐธรรมนูญเอง ความเห็นผมบอกว่าถ้าตีความย่างนี้ไม่ถูก ผมก็ไม่ยอมรับ แต่เอาเถอะครับในเรื่องนี้ในคดีนี้ปรากฏว่าไม่ได้หยุดอยู่แค่ศาลรัฐธรรมนูญครับ เอ็มโอยูเรื่อง พระวิหารฉบับนั้นยังมีคนนําไปร้องต่อศาลปกครองอีก เรื่องเดียวกันนี่ละ ศาลปกครองชั้นต้น วินิจฉัยว่าเอ็มโอยูเรื่องเขาพระวิหารเป็นการกระทําของรัฐบาล ภาษาอังกฤษว่า แอค ออฟ กัฟเวอร์น เมนท์ (Act of Government) เป็นการกระทําฝ่ายบริหารแท้ ๆ ศาลไม่อํานาจที่ จะไปพิจารณา ผมยังชมคณะผู้ตัดสินเลย บอกตอบตามตําราเป๊ะเลย ก็บุคคลคนนั้นก็ไป อุทธรณ์ต่อศาลสูงอีก ศาลปกครองสูงสุดนะครับ วันรุ่งขึ้นศาลก็บอกว่าไม่ได้ เป็นแอค ออฟ กัฟเวอร์น เมนท์ เป็นการกระทําของรัฐบาล ศาลไม่มีเขตอํานาจที่จะไปตรวจสอบความชอบ ด้วยกฎหมายนี้ได้ คดีนั้นก็คือที่เรารู้กันว่าเป็นคดีไทยกับญี่ปุ่น เจเทปา (JTEPA) คดีพระวิหารนี้เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นอย่างนี้ มีคนไปนําฟ้องต่อศาลปกครองอีก ศาลปกครองกลางชุดเดิมนี้นะครับ ศาลต้นเขาก็วินิจฉัยว่าเรื่องเอ็มโอยู เรื่องพระวิหารนี้ เป็นการกระทําของรัฐบาล ศาลไม่มีอํานาจเข้าไปตรวจสอบ ตรงกับคดีเจเทปาอีก ก็บุคคล ชุดนี้ก็ไปยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดอีก ผมทราบว่าศาลปกครองสูงสุดนี้พิจารณาแล้ว ลงมติ ไปแล้วด้วย ยกคําร้อง แต่มีการสั่งให้มีการเปลี่ยนองค์คณะในศาลปกครองสูงสุด เป็นเรื่อง มาจนทุกวันนี้ แล้วไปวินิจฉัยว่าเอ็มโอยูฉบับนั้นเป็นคําสั่งทางปกครอง เป็นไปได้อย่างไร ท่านประธานครับ ก็แปลว่าอะไร แปลว่าไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไรละทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองก็มารุมเอาประเด็นนี้ แล้วมันจบไปไหมละครับ ความที่ไม่ได้ตัดสินให้ถูกต้อง ตามตัวกฎหมาย ปัญหามันก็ไม่จบ หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นครับ สนธิสัญญาหลายอย่าง ซึ่งไม่ควรจะเอาเข้าสภา ก็มีคนถามความเห็นไปกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวง การต่างประเทศ ผมไปตอบ ดูก็ได้ครับ เกือบทุกฉบับ ตอบไปว่ามันอาจจะเป็นครับ ผมก็ ถามบอกว่านี่กรมสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศตั้งมาเป็นร้อยปีแล้วนะ ท่านเชี่ยวชาญเรื่องนี้มากแล้วนะ ทําไมไม่กล้า ก็จะกล้าได้อย่างไรละครับ ถ้าพวกผมบอกว่า มันไม่เป็น มีคนไปฟ้องศาล ศาลบอกว่า มันอาจจะเป็น เห็นไหมละครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ เหล่านี้ก็จะถูกสอบสวนเหมือนที่เกิดขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศ เดือดร้อนกันอยู่ หลายคนจนทุกวันนี้ ไม่ทราบคดีจบไปหรือยัง ก็เพราะเรื่องอย่างนี้ละ ถ้าอย่างนั้นก็ อย่ากระนั้นเลยนะครับ เขาก็ตอบมาอย่างนั้นว่ามันอาจจะเป็น และเพราะเหตุนี้ละ พอมัน อาจจะเป็น อาจจะเป็นอย่างนี้ล่ะ ทุกคนก็ส่งเรื่องมาให้พวกเราเป็นผู้พิจารณา ผมก็เคยถาม สภาแห่งนี้เหมือนกันว่าเรากําลังพิจารณาในสิ่งที่เราก็ไม่มีอํานาจนะ นี่คือประเด็นที่อยาก ตอบความเห็นของท่านสมาชิกว่าทําไมเราจึงเขียนคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้ามา ก็เพื่อให้การ ตีความในเรื่องนี้มันชัดเจนขึ้นว่ามีบทเปลี่ยนแปลงนี่ หมายถึงมีบทเปลี่ยนแปลงจริง ๆ นะ ครับ ท่านอาจจะบอกว่าไม่มีรัฐบาลไหนหรอกที่จะไปทําความตกลงเพื่อจะเสียดินแดน ไม่ใช่ ครับ มันอาจจะมีเช่น มีการแบ่งเขตดินแดนใหม่ มีการกําหนดเขตใหม่ มันอาจจะเกิดขึ้นได้ มีการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ เราจึงเขียนว่า ถ้าอย่างนั้นก็ขอเขาเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง ขึ้นไป ก็ หวังว่าเมื่อมีคํานี้แล้วต่อไปนะครับ ศาลไม่ว่าจะเป็นศาลไหนก็ตาม คงจะไม่อยู่ดี ๆ ก็เอาคําที่ กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ใส่เข้าไปในกฎหมายอีก แล้วปัญหามันก็ไม่จบ อย่างเช่นที่มันเกิดขึ้นกัน อยู่ทุกวันนี้นะครับ

ท่านประธานครับ มีประเด็นต่อไป ถามว่า เมื่อปี ๒๕๕๔ ฝ่ายที่อยู่ฝั่งนี้ ฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลอยู่ก็มีการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ ก็หวังว่าการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ เมื่อปี ๒๕๕๔ นั้นจะทําให้มาตรา ๑๙๐ มีความชัดเจนขึ้น สามารถที่จะไปออกกฎหมายเพื่ออนุมัติ ตามมาตรา ๑๙๐ นั้นได้ ผมก็อยากจะทํานะครับ แต่ผมเข้าใจว่าตอนที่กฎหมายนี้เข้าสภา เมื่อปีครั้งนั้น ผมจําไม่ได้ว่าผมร่วมอภิปรายด้วยไหม แต่ผมก็บอกว่ามันมีความไม่ชัดเจนอยู่ หลายเรื่อง และเป็นเหตุที่เมื่อกฎหมายนี้เข้ามาสู่สภา แต่ว่ารัฐบาลสมัยนั้นก็ถอนออกไป ถามว่าทําไมถึงถอนออกไปครับ ท่านประธาน ผมตามไปดูรายงานว่าหลังจากมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลสมัยนั้นก็คือฝ่ายค้านในตอนนี้ ได้เอาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การทําหนังสือสัญญาเข้ามาสู่สภาเป็นการพิจารณานะครับ ผมไปอ่านดูรายงานในระหว่างที่ มีการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ผมจําได้ว่าเล่มรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และก็ผู้แทนกระทรวง การต่างประเทศได้ศึกษากันอยู่มาก แล้วก็มันเป็นรายงานเล่ม ผมเข้าใจว่าเล่มจะโตขนาดนี้ท่านประธานครับ หลายท่านอาจจะ ไม่ได้อ่าน แต่ผมนี่ด้วยความที่อยากรู้ก็เข้าไปอ่าน พอไปอ่านดูแล้วเราก็เห็นปัญหาว่าการที่ เขาไม่สามารถออกกฎหมายเพื่ออนุมัติตามมาตรา ๑๙๐ ได้ มันเป็นเรื่องที่มีเหตุผล เริ่มต้น คืออะไรครับ เริ่มต้นเขาก็บอกว่าการกําหนดนิยามว่าหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความ มั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง เมื่อสักครู่ท่านผู้อภิปรายให้ ความเห็นไปก็บอกแล้ว มันก็มีความหมายคลุมเครือกันอยู่เหมือนกัน อะไรคือคําว่า อย่าง กว้างขวาง หรือเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าและการลงทุนของประเทศอย่างมี นัยสําคัญ อะไรคือนัยสําคัญ มีใครตอบได้ไหมครับ คําว่า อย่างกว้างขวาง อย่างมีนัยสําคัญ มันยากที่จะไปกําหนดขอบเขตให้ชัดเจนได้ รวมทั้งคําว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม คือ อะไร ก็ยากอีก เขาก็พยายามนะครับท่านประธานครับ พยายามที่จะยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นมา จนกระทั่งเขาอุตส่าห์บอกว่ามันเป็นร่างอยู่นะครับ ท่านคณะกรรมาธิการอย่าเอาไปอ้างอิง เลย เราก็บอกว่าขอดูหน่อย ไหน ๆ ท่านก็ทําไปพอสมควรแล้ว สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาก็ตอบว่า เอาละ มันเป็นเพียงยกร่าง ยังไม่เสร็จ ยังไม่อยากเอามาเปิดเผย เมื่อคณะกรรมาธิการขอก็ร่วมมือหน่อย ก็เอามาให้ดู เมื่อดูแล้วเขาก็อธิบายไว้ชัดเจนว่า เมื่อมันเขียนเป็นกฎหมายแล้ว ยากที่จะให้นิยามคําว่า อย่างกว้างขวาง ยากที่จะให้นิยาม คําว่า อย่างมีนัยสําคัญ ยากที่จะไปอธิบายว่า กฎหมายความตกลงที่มีผลผูกพันงบประมาณ นั้น อย่างมีนัยสําคัญคืออะไร ที่บอกว่าผูกพันในงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญคือ อะไร ผูกพันกี่ปี ผูกพันจํานวนเงินเท่าไร ผูกพันส่วนไหนของงบประมาณ เขียนเป็นกฎหมาย ได้ยากมาก ที่สําคัญก็คือว่าเขาก็พยายามเขียนต่อไปนะครับ เขียนไปแล้ว เป็นกฎหมาย ไปแล้ว สมมุติออกเป็นกฎหมายขึ้นมานะครับ ท่านที่ไม่เห็นด้วยก็ว่ากฎหมายนี้มันขัด รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนว่าให้กฎหมายที่มีความกระทบต่อความมั่นคงทาง เศรษฐกิจสังคมอย่างกว้างขวาง คุณไปกําหนดขอบเขตไว้ทําไม หรือบอกว่ามันมีนัยสําคัญ ก็รัฐธรรมนูญเขียนว่ามันมีนัยสําคัญ คุณไปกําหนดกรอบไว้ทําไม กฎหมายนี้ก็จะไปขัด รัฐธรรมนูญอีก ก็ใช้บังคับไม่ได้อีก สุดท้ายเขาก็บอกว่าลองดูสิ เพราะมีการแก้ให้ออก กฎหมายกําหนดประเภทของสนธิสัญญา เขาก็ลองดูแนบท้าย มีสนธิสัญญากี่ประเภทที่จะ เข้าข่ายของมาตรา ๑๙๐ เดิม แยกออกมาได้ ๗-๘ ประเภท เช่น ตัวอย่างหนังสือสัญญาที่มี วัตถุประสงค์เกี่ยวกับการกําหนดหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกฎเกณฑ์หรือมาตรฐาน สิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่ทางเทคนิคหรือทางวิชาการ ก็อย่างนี้ได้ แต่ก็ไปติดคําว่า อย่ามีนัยสําคัญ อย่างกว้างขวางอีก หาจุดจบไม่ได้อีก ผมก็อ่านดูแล้ว ก็พยายามแล้ว ก็เห็นความพยายาม ของคณะผู้ยกร่างครั้งนั้นว่าเขาก็ได้พยายามเต็มที่แล้ว แต่คําตอบสุดท้ายที่ได้ก็คือว่า ไม่สามารถที่จะออกเป็นกฎหมายที่ชัดเจนได้ เมื่อไปออกเป็นกฎหมายที่ชัดเจนไม่ได้ เมื่อนําไปใช้ก็จะก่อให้เกิดปัญหากันต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้คณะกรรมาธิการชุดที่มีการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ เดิม จึงตัดคําว่า อย่างมีนัยสําคัญ ออกไป อย่างกว้างขวาง ออกไป แล้วถามว่า ทําไมยังเหลือเฉพาะสนธิสัญญาที่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ หายไปไหน ที่เอาคืนมาได้ทําไมเหลือเฉพาะเรื่องสนธิสัญญาที่มีเกี่ยวกับให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือ การลงทุน ผมก็กลับไปอ่านดูรายงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่พูดกันชัดเจนคือเรื่องเอฟทีเอว่าการที่รัฐบาลไปตกลงทําเรื่องเอฟทีเอกับต่างประเทศโดยที่ ไม่ผ่านสภา ต่อมามันเกิดผลกระทบต่อประเทศ ต่อประชาชนอย่างกว้างขวางนะ พูดแต่เรื่องนี้ ไม่มีเรื่องอื่นครับ พอพูดแต่เรื่องนี้ไม่มีเรื่องการกระทบเศรษฐกิจ สังคมอย่างกว้างขวาง ผูกพันงบประมาณอย่างมีนัยสําคัญไม่มี เมื่อไม่มีเราก็ไม่สามารถที่จะไปหาเจตนารมณ์ของ ท่านเหล่านั้นได้ ตกลงผมก็ทราบว่าถ้าอย่างนั้นแปลว่าเมื่อปี ๒๕๕๐ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ท่านเน้นเฉพาะเรื่องการเปิดเสรีทางการค้าหรือการลงทุน ส่วนเรื่องอื่นพอเขียนไปแล้วท่านก็ ต่อ ๆ มาเรื่อย ๆ สุดท้ายมันก็หาความชัดเจน ความแน่นอนทางกฎหมายไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่าเพื่อจะให้มาตรา ๑๙๐ มันชัดเจนขึ้น มีความหมาย ชัดเจนขึ้น สุดท้ายสําคัญก็คือว่าสามารถที่จะนําไปออกเป็นพระราชบัญญัติเพื่ออนุมัติตาม มาตรา ๑๙๐ นี้ได้ ผมได้ถามเจ้าหน้าที่แล้ว ท่านกฤชแก้อย่างนี้ไปออกกฎหมายได้ไหม ได้รับ คํายืนยันว่าได้ เพราะมันมีความชัดเจนขึ้น เมื่อชัดเจนขึ้นก็ไปออกกฎหมายที่จะเป็นกฎหมาย ลูกต่อไปได้ นี่คือเหตุผลที่ผมอยากจะชี้แจงต่อท่านที่ถามมานะครับ

ประการสุดท้ายถามว่าและทําไมการกู้เงินไม่ใส่เข้าไป ก็อยากจะชี้แจงเพียง สั้น ๆ ว่าเรื่องการกู้เงินจะด้วยเหตุผลใดก็ตามนะครับ เมื่อปี ๒๕๕๒ พวกผมอาจจะสนับสนุน ไป แต่ว่ามันก็มีคําตอบที่ชัดเจนว่าเรื่องของการกู้เงินส่วนใหญ่ก็จะทําในรูปแบบของสัญญา สัญญานะครับ ไม่ได้ทําในรูปแบบของสนธิสัญญา แล้วกฎหมายในเรื่องนี้นั้นก็มีกฎหมาย เช่น กฎหมายว่าด้วยหนี้สาธารณะ ที่ให้อํานาจรัฐบาลไปกู้เงินได้อยู่แล้ว ก็ใช้กฎหมายนี้ ไม่ใช่ ไปออกเป็นสนธิสัญญาว่าด้วยการกู้เงินครับ ผมขอชี้แจงคําถามเฉพาะในส่วนนี้เพียงเท่านี้ ครับท่านประธานครับ