รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้สงวนคําแปรญัตติในวาระที่สอง เพื่อที่จะขอแสดงความเห็น ประกอบการอภิปรายเพื่อให้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง โดยที่แนวทางของการแปรญัตติของกระผมนั้นจะยึดแนวทางของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทั้งในมาตรา ๒๒๔ เดิมของปี ๒๕๔๐ และมาตรา ๑๙๐ แก้ไขของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ประกอบการอภิปราย บางครั้งต้องขออนุญาตท่านประธาน ที่จะได้อ่านรายละเอียดของคําแปรญัตติ บางครั้งก็จําเป็นที่จะต้องพูดถึงร่างที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้มีการปรับแก้ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ก่อนอื่นกระผมต้อง เรียนท่านประธานว่าการเสนอคําแปรญัตติของกระผมนั้นมีความตั้งใจที่จะสร้างแนวปฏิบัติ ของประเทศในเรื่องของการทําสัญญาระหว่างประเทศ ระหว่างรัฐไทยกับรัฐอื่น หรือระหว่าง รัฐไทยกับองค์การระหว่างประเทศ โดยได้ประมวลถึงปัญหาข้อขัดข้อง ทั้งในเชิงการบริหาร และปัญหาในเชิงของหลักการ เพื่อเสริมสร้างหลักของประชาธิปไตย เนื่องจากว่าในอดีตนั้น การทําสนธิสัญญาระหว่างประเทศเป็นการให้อํานาจฝ่ายบริหาร แต่ต่อมาไม่มีการพัฒนา ประชาธิปไตยมากขึ้น เราได้ให้บทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะที่เป็นตัวแทน ปวงชนชาวไทยได้เข้ามามีส่วนในการให้ความเห็นชอบ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมสิทธิพลเมือง ในการที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ ในการที่จะนําเสนอความคิดเห็น พร้อมกันนั้น ก็นําหลักการเยียวยาสําหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร แล้วก็ ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือเรียกว่าเอสเอ็มอี เนื่องจากว่าไม่สามารถ แข่งขันได้ โดยเฉพาะในกรณีของการเปิดเสรีทางการค้า หรือว่าการเปิดเสรีของสินค้าบริการ รวมทั้งในเรื่องของการลงทุน นั่นคือแนวทางที่สําคัญที่รัฐสภาแห่งนี้จะได้พิจารณาเพื่อได้ กําหนดเป็นแนวปฏิบัติของของชาติในเรื่องของสนธิสัญญาภายใต้หลักการดังกล่าว ในคําแปร ญัตติของกระผมนั้น ก็ต้องเรียนท่านประธานว่าจะมีความแตกต่างจากในร่างที่รับหลักการใน วาระที่หนึ่ง และในส่วนที่คณะกรรมการเสียงข้างมากได้มีการเปลี่ยนแปลง ในมาตรา ๑๙๐ วรรคหนึ่งไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรครับ แต่วรรคที่สองเป็นต้นไปนั้นกระผมได้มีการแปร ญัตติใคร่ขออนุญาตท่านประธานที่จะได้อ่านเพื่อที่จะประกอบการอภิปรายแสดงเหตุผล ต่อไป ในวรรคที่สองของมาตรา ๑๙๐ ในคําแปรญัตติของกระผมกล่าวไว้ว่า หนังสือสัญญาใด มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจ หรือมีสิทธิอื่นตามหนังสือสัญญา หรือตาม กฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือ สัญญาหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในกรณีนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน หกสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว ในวรรคสองดังกล่าวนั้นท่านประธานกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการก็คงทราบว่ามันมีความแตกต่างจากในร่างที่รับหลักการวาระที่หนึ่ง และในร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้กําหนดไว้ ผมเชื่อว่าโดยหลักของเหตุผลที่กระผม จะยกมาเพื่อให้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ทบทวน

ประการแรกก็คือการแปรญัตติที่ยึดหลักการตีความคําว่า สนธิสัญญา อย่างกว้าง ตรงนี้สําคัญมากเพราะว่าโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนะครับ แนวโน้มของการ ที่ประเทศต่าง ๆ จะใช้ความตกลงที่เป็นสนธิสัญญา ทั้งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการค้าการ ลงทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และรวมทั้งประเด็นอื่น ๆ นั้น จะเพิ่มขยายตัวมากขึ้น หลังจากที่การเจรจารอบโดฮา (Doha) ขององค์การการค้าโลกนั้นไม่ประสบความสําเร็จ นับแต่มีความพยายามตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ หรือการเปลี่ยนศตวรรษเมื่อ ค.ศ. ๒๐๐๐ เป็นต้นมา จึงทําให้เกิดการจับคู่ความร่วมมือบนพื้นฐานทุกด้าน เฉพาะอย่างยิ่งทางด้านของเศรษฐกิจ การค้า สินค้าบริการและการลงทุน รวมทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ด้านต่าง ๆ ตลอดจน ประเด็นที่เป็นความก้าวหน้าในรูปแบบใหม่ ๆ ที่เป็นประเด็นที่ท้าท้ายต่อการเปลี่ยนแปลงใน อนาคต เช่นประเด็นในเรื่องของทรัพยากร สิ่งแวดล้อม เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา เรื่อง ของภาวะโลกร้อน หรือว่า ไคลเมท เชนจ์ (Climate change) ตลอดจนเรื่องของแรงงาน ข้ามชาติ และอื่น ๆ ดังนั้นการออกแบบเพื่อที่จะให้มีการให้ความเห็นชอบในมาตรา ๑๙๐ ที่ ได้มีการเสนอเพื่อที่จะมีการยกร่างขึ้นใหม่นั้นจึงเป็นสิ่งที่จะต้องทําให้ได้สมบูรณ์มากที่สุด แน่นอนที่สุดว่าหลักการที่กระผมได้นําเสนอเพื่อให้กรรมาธิการได้ทบทวน เพราะว่า การตีความสนธิสัญญาที่จะเข้าข่ายในมาตรา ๑๙๐ นั้น ประเทศไทยได้พัฒนารัฐธรรมนูญ โดยการที่ตีความอย่างกว้าง ไม่ใช่ตีความอย่างแคบ คําว่า ตีความอย่างกว้าง ก็หมายความว่า จะมีความตกลงที่เข้าข่ายในลักษณะของสนธิสัญญา ตัวอย่างเช่น สนธิสัญญาที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า ทริทตี (Treaty) ๒. ก็คืออนุสัญญาที่ใช้ภาษาเทคนิคของความตกลงระหว่างประเทศ คือ คอนเวนชั่น (Convention) ๓. ก็คือความตกลง หรืออะกรีเมนท์ (Agreement) ๔. คือพิธีสารที่เราใช้ได้ยินเสมอในรัฐสภาแห่งนี้คือ โปรโตคอล (Protocol) รวมทั้งหนังสือ แลกเปลี่ยนที่เรียกว่าเอ็กเชนจ์ ออฟ โน้ต (Exchange of note) หรือแม้แต่บันทึก ความเข้าใจที่เราใช้ว่าเอ็มโอยู หรือว่ามอแลนดัม ออฟ อันเดอร์แสตนดิ้ง (Memorandum of Understanding) ตัวอย่างที่สัปดาห์ที่แล้วรัฐสภาก็เพิ่งให้ความเห็นชอบในระหว่างที่ นายกรัฐมนตรี หลี่ เค่อเฉียง ของจีนนั้นเยี่ยมเยียนรัฐสภาแห่งนี้ และเราก็ให้ความเห็นชอบ ในเรื่องความตกลงระหว่างไทย-ลาว-จีน ในเรื่องของการขนสินค้าและคนข้ามแดนผ่านแดน ระหว่างกัน ได้ยินวันนั้นก็มีการลงนามระหว่างนายกรัฐมนตรีของ ๒ ประเทศ การที่ให้ ขอบเขตการแปรญัตติของกระผมนั้น เป็นการแปรญัตติเพื่อให้มีการอธิบายเมื่อจะต้องมีการ ตีความภายหน้า เพราะเรื่องตีความสําคัญมากสําหรับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตอนที่ผมดูแล กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศนั้น แล้วเป็นรัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียน หรือว่าอาเซียน อีคอนอมิค มินิสเตอร์ (ASEAN Economic Minister) สิ่งที่เรานําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีหรือต่อรัฐสภานั้น แต่ละหน่วยงาน รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศจะรับภาระหนักมากโดยเฉพาะกรมสนธิสัญญา และกฎหมาย ก็คือทุกส่วนราชการจะต้องถามไปว่าเข้ามาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ก็คือจะต้องมา ผ่านกระบวนการความเห็นชอบของรัฐสภา และส่วนใหญ่ก็จะตอบมาว่าอาจจะเข้า ทุกคนก็ เลยเข้าคิวส่งเข้ามาสภาในทุกรูปแบบของสนธิสัญญาที่เราตีความอย่างกว้าง ไม่มีใครกล้า เสี่ยงในการที่จะขัดรัฐธรรมนูญ ตรงนี้เองเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมมีความคิดเห็นว่าการที่เรา นิยามหรือตีความอย่างกว้าง นั่นคือบรรทัดฐานที่ ๑ ซึ่งจะแตกต่างจากสิ่งที่กรรมาธิการ เสียงข้างมาก แม้ว่าจะได้มีการปรับเปลี่ยนในชั้นของกรรมาธิการ มีการขยับขยายกรอบ กว้างขึ้น แต่ก็ยังไม่กว้างที่จะครอบคลุมทั้งปัจจุบันโดยเฉพาะอนาคต ตรงนี้เองคือประเด็นที่ผม เรียนว่ายังเกาไม่ถูกที่คัน ซึ่งจะต่อเนื่องไปถึงในวรรคสาม วรรคสี่ ซึ่งจะได้ชี้แจงต่อไป

สําหรับประเด็นในเรื่องของการตีความอย่างกว้าง และนํามาสู่การที่เรา จะต้องมีการกําหนดในเรื่องของกฎหมายที่จะเป็นกฎหมายลูกรองรับมาตรา ๑๙๐ นั่นก็คือ การกําหนดประเภทของสนธิสัญญาให้มีความชัดเจนเพื่อมีความง่ายต่อการปฏิบัติ และนี่คือ การแก้ไขกรณีที่เกรงว่าจะมีความล่าช้า หรือภาระงานที่เข้ามาสู่คณะรัฐมนตรีก็ดี ไปที่ กรมสนธิสัญญาและกฎหมายก็ดี หรือไปที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ล้วนแล้วแต่ไม่มีใครชี้ชัด จนกระทั่งแต่ละกระทรวงที่จะนําเสนอเข้ามาสู่รัฐมนตรีนั้น ครม. ก็ต้องตัดสินใจที่จะส่งเรื่อง เข้ามาที่รัฐสภา มันเป็นการเพิ่มงานของทุกฝ่ายเพราะขาดความชัดเจน กระผมได้เล็งเห็น ประเด็นนี้แล้วก็คิดว่าการแก้ไขในมาตรา ๑๙๐ นั้นจะต้องไม่ลดทอนประสิทธิภาพการเจรจา จะต้องแก้ไขปัญหาความล่าช้า จะต้องลดทอนภาระของปริมาณความตกลงหรือสนธิสัญญา ระหว่างประเทศที่ต้องตีความอย่างกว้างเป็นพื้นฐานของรัฐไทยมาโดยตลอดนั้น ก็เป็นหน้าที่ ของรัฐสภาแห่งนี้ เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่จะต้องพิจารณาและทบทวน ในคําแปรญัตติของกระผมและเหตุผลที่กระผมได้กล่าวถึง ถ้าท่านจะดูในวรรคสอง บรรทัด สุดท้าย ซึ่งน่าเสียดายนะครับที่กรรมาธิการเสียงข้างมากละเลยตรงนี้ นั่นก็คือการที่กระผม ได้เพิ่มเติมว่า ในการนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ เรื่องดังกล่าว นี่เป็นการตีกรอบเวลาเพื่อที่จะให้รัฐสภานั้นจะต้องดําเนินการภายใต้เวลา ที่กําหนด ซึ่งต่างไปจากที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ไปแก้ไข ประเด็นเรื่องของประสิทธิภาพ และความฉับไวในการให้ความเห็นชอบและประเด็นที่สามารถแยกแยะอย่างชัดเจน ต่อลักษณะของความตกลงที่จะเข้าสู่สภา รวมไปถึงวรรคสุดท้ายที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ตีความว่าจะเข้าข่ายความตกลงหรือสนธิสัญญาที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะต้องมีการออกแบบอย่างเป็นระบบที่สอดรับต้องกัน และถ้าเราเริ่มต้น ด้วยการที่มีภาระที่น้อย แน่นอนที่สุดการใช้เวลาที่มีขอบเขตเงื่อนเวลาจะทําให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นคือหลักในเรื่องของความรอบคอบและความรวดเร็ว นี่เป็นปม ใหญ่มาก ต้องเห็นใจในฐานะที่ใครมาเป็นรัฐบาลและส่วนราชการ เพราะว่าพวกเราได้มีประสบการณ์จากการบริหารในเรื่องของการเข้าสู่กระบวนการ มาตรา ๑๙๐ นอกจากนั้นแล้วกระผมก็ต้องเรียนท่านประธานว่าในหลักตรรกะที่กระผมได้ แปรญัตตินั้น ได้ยึดเอามาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งนี้เพราะว่าปัจจุบันและ อนาคตนั้น เราจะต้องเผชิญกับการทําความตกลงและในกรอบการเจรจาที่เป็นประเด็นต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้นจะเห็นว่าในคําแปรญัตติที่แตกต่างของกระผมกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก นั้นก็คือ การที่นํามาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในประเด็นที่สําคัญก็คือในเรื่อง หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการคงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ ผมไม่เข้าใจว่าไมกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงตัดไปในประเด็นดังกล่าว เสมือนหนึ่งว่าเรามองแค่อดีตและปัจจุบัน แต่เราไม่ได้มองอนาคต ตัวอย่างที่สนับสนุน คําอภิปรายและคําแปรญัตติของกระผมก็คือว่า ในประเด็นเรื่องของความตกลงว่าด้วย หุ้นส่วนเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิกหรือเรียกว่า ทีพีพี (TPP) ซึ่งระหว่างการเยือนประเทศไทย ของประธานาธิบดีโอบามา เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๕ รัฐบาลไทยได้แสดงความจํานง ในการเข้าไปมีส่วนร่วมในกรอบความตกลงดังกล่าว ทีพีพีนั้นถือว่าเป็นซุปเปอร์เอฟทีเอ (Super FTA) ครับ ไม่ใช่เอฟทีเอธรรมดา และกรอบการเจรจาที่ได้เริ่มมีการยกนําเสนอ เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณชนนั้น มันมีประเด็นที่มันไม่ใช่แค่ในเรื่องของการค้า หรือการค้าสินค้าบริการ หรือว่าในส่วนของการลงทุน แต่ว่ามันเป็นการเปิดเสรี อย่างกว้างที่สุด ชั้นแนวหน้าของโลกในปัจจุบัน ซึ่งวันนี้มี ๑๒ ประเทศที่ได้กําลังเจรจากัน เพื่อที่จะตกลงให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ และแนวโน้มก็คงจะไม่ง่ายนัก ประเด็นที่เป็นกรอบเจรจา ของทีพีพีนั้น มีถึง ๒๖ ประเด็น ไม่กี่สัปดาห์มานี้รัฐสภาได้พิจารณาในเรื่องของกรอบ ความตกลงเอฟทีเอ ไทย-เอฟตา ที่เราได้มีการพิจารณาในการให้ความเห็นชอบกรอบเจรจา อันนั้นก็อย่างกว้าง ถึง ๑๗ ประเด็น แต่ทีพีพีซึ่งจะเป็นซุปเปอร์เอฟทีเอแห่งทศวรรษนี้ ได้เปิดเสรีอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าเป็นเรื่องของสินค้า สินค้าบริการหรือการลงทุน และเรื่องอื่น เช่น เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ก็ต้องถามว่าพร้อมหรือไม่ที่เราจะยอมให้เกษตรกร ของเรานั้นโดนขึงพืดเหมือนมวยระดับฟลายเวท (Flyweight) ไปสู้กับเฮฟวี่เวท (Heavyweight) หรือเรื่องของคนยากคนจนที่ไม่สามารถเข้าถึงยาราคาแพงได้ ที่เราเรียกว่า ประเด็นซีแอล (CL) เราพร้อมหรือไม่ที่จะทําความตกลงมากกว่าความตกลงทริปส์ (TRIPS) ซึ่งถือว่าเป็นจุดยืนของเราและขีดเส้นตรงนี้ไว้ เพราะเรายังเป็นประเทศกําลังพัฒนา ยังมีคนจนอยู่อีกมาก ชาวไร่ชาวนา ชาวสวน ชาวประมง ผู้ใช้แรงงานที่ยังไม่สามารถที่จะ เข้าถึงยาได้ แต่ความตกลงดังกล่าวนั้นมันเป็นเอฟทีเอสําหรับประเทศที่รวย เป็นประเทศ ที่สามารถที่จะเปิดในเรื่องของการค้าสินค้าได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เราพร้อมหรือไม่ที่จะให้ คนของเราต้องตกงานจากอาชีพและธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ไม่สามารถ ที่จะแข่งกับเอสเอ็มอีของประเทศสหรัฐอเมริกา ของประเทศสิงคโปร์ หรือล่าสุดก็คือ ประเทศแคนาดาและประเทศแม็กซิโก ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นซึ่งมีความสลับซับซ้อน และประเด็นที่เราจะต้องเผชิญแน่ ไม่วันนี้ก็วันหน้า และผมไม่คิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๙๐ เราจะแก้กันทุกปี แก้กันทุกรัฐบาล ประเด็นเรื่องของการเข้าถึงยา เรื่องของ สิทธิยานั้นเราได้เห็นชัดเจนว่าจะมีผลกระทบอย่างไร แต่ประเด็นเหล่านี้มันไม่ใช่แค่ประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องของการค้าและการลงทุนซึ่งเป็นกรอบสารัตถะที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้บรรจุไว้ มันเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง ดูประหนึ่งว่าท่านไม่ได้คํานึงถึงประเด็นดังกล่าว และท่านตัดทิ้งไปทั้งที่ในการแก้ไข รัฐธรรมนูญเมื่อ ๓ ปีก่อนนั้น เราได้ปรับเปลี่ยนแก้ไขจากมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นเสมือนแม่แบบแม่พิมพ์ของเรื่องของการทําความตกลงที่จะต้อง ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งมีอยู่ ๒ วรรค แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ เราได้นํา ประสบการณ์ทั้งในปัญหาเชิงบริหาร ทั้งในขอบเขตของการดูสารัตถะของประเภทที่จะ เข้าข่ายเรื่องของความตกลงระหว่างประเทศที่รัฐไทยพึงจะต้องมี ตลอดจนการเน้นในเรื่อง ของประเด็นในอนาคตข้างหน้า ตรงนี้เองจึงเป็นความแตกต่างที่ต้องเรียนว่าเป็นประเด็น สําคัญ

อีกตัวอย่างหนึ่งที่อยากจะเรียนก็คือว่า ในประเด็นที่วันนี้เรามีประสบการณ์ ในช่วงไม่ถึงทศวรรษนี้ครับ ต่อการทําเอฟทีเอ (FTA) ในกรอบของอาเซียน ที่ท่านรองอธิบดี ได้พูดถึงหลักการสําคัญของเราคืออาเซียน เฟิร์ส โพลิซี (ASEAN First Policy) ความจริง มันมีอาเซียน ฮับ โพลิซี (ASEAN Hub Policy) ต้องคู่ขนานกัน เพราะฉะนั้นในช่วงหลายปี ที่ผ่านมาเราก็มีความตกลงในรูปของเอฟทีเอในกรอบของอาเซียน ไม่ว่ากับประเทศอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่เราเรียกว่าอาเซียน+๓ อาเซียน+๖ (ASEAN+3 ASEAN+6) นั่นเอง ยังเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมากภายหน้าที่เรากําลังจะต้องพูด ถึงเอฟทีเอภายหลังอาเซียน+๖ กว่าจะก้าวเข้าไปสู่ในรูปของทีพีพีหรือไปสู่ในกรอบของ เอเชีย แปซิฟิก เอฟทีเอ (Asia-Pacific FTA) ซึ่งมีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง และแน่นอนที่สุด ความตกลงดังกล่าวนั้นมันจะกว้างกว่าความตกลง ๓ เสาหลักโดยปกติ ที่เราเรียกว่าเป็น คอมพรีเฮนซิฟ เอฟทีเอ (Comprehensive FTA) ก็คือในเรื่องความตกลงว่าด้วยการค้า ก็เป็นการเปิดการค้าเสรี ลดภาษีเป็น ๐ ใน ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของรายการสินค้าทั้งหมด หรือความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ ธุรกิจสาขาต่าง ๆ สามารถที่จะเปิดได้กว้างมากขึ้น และข้อสงวนต่าง ๆ ข้อผูกพันก็จะลดน้อยมากที่สุดไปจนถึงเรื่องของความตกลงว่าด้วย การลงทุน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นภายหลังจากปี ๒๕๕๘ เมื่ออาเซียนได้ก้าวสู่การเป็นประชาคม อาเซียน เพราะฉะนั้นในประเด็นดังกล่าวนั้นเราก็ได้เห็นตัวอย่างว่า ถ้าหากว่าเราขาด ความรอบคอบ มีแต่ความรวดเร็วแต่ไม่รัดกุม แล้วไม่ให้มีการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งเอสเอ็มอี โดยเฉพาะชาวนา ชาวไร่ เราเห็นถึงปัญหาการล่มสลาย ที่ต้องไปเยียวยาอย่างหนักแล้วก็ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ เช่นกรณีของเอฟทีเอกับจีน เล็งรุดกันมาก ในสมัยอดีตท่านนายกรัฐมนตรีนั่นละครับ ผัก ผลไม้ล้มระเนระนาด ส้มทางภาคเหนือที่เคยสู้ได้ยืนหยัดได้ก็ล้มระเนระนาด กระเทียมเช่นเดียวกัน บรรดาเอฟทีเอ อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ นํามาซึ่งปัญหา วันนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ก็คือ โคนม เกษตรกรก็เพิ่งมาชุมนุมกันที่ทําเนียบรัฐบาลเมื่อเดือนที่แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นที่ ทําไมเราจะต้องยึดหลักที่ผมต้องเรียนว่าการถ่วงดุลตรวจสอบอย่างโปร่งใสสําคัญมาก ไม่มี อะไรดีที่สุดเท่ากับการเข้ามาสู่กระบวนการของการให้ความเห็นชอบโดยรัฐสภาซึ่งถือเป็น ตัวแทนปวงชนชาวไทย ขณะเดียวกันเราเห็นตัวอย่างในเรื่องปัญหาที่เราต้องแก้ไขเมื่อเรา เห็นประเด็น ว่าเราเป็นประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชันมากขึ้น ๆ เหมือนมะเร็งร้าย อีกด้าน หนึ่งคือความมีธรรมาภิบาลหรือกู๊ดกัฟเวอร์แนนซ์ (Good Governance) ของฝ่ายบริหาร หรือรัฐบาลสําคัญอย่างยิ่ง เราได้เห็นปัญหาความทับซ้อนของผลประโยชน์ ซึ่งได้เห็นปรากฏ อยู่เรื่อย ๆ ของกลุ่มธุรกิจใหญ่ที่ผูกขาดหรือว่าการที่รัฐบาลมีนโยบายธุรกิจแล้วก็ไปเอื้อ ประโยชน์ แม้แต่ตัวอย่างที่สมาชิกรัฐสภาหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วก็คือในเรื่องของพื้นที่ ทับซ้อน ไทย-กัมพูชา ไทย-เวียดนาม ไทย-มาเลเซีย ไทย-พม่าหรือเมียนมาร์ เรายังมีปัญหาที่ จะต้องเคลียร์กับประเทศเพื่อนบ้าน ที่สําคัญเราเคลียร์ตัวเราเองหรือยัง ถ้าเราได้เคลียร์ตัว เราเองของเราด้วยการวางหลักธรรมาภิบาลในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ มันจะเกิดปัญหา ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนวันนี้เราไม่ได้พูดถึงการมากําหนดเส้นเขตแดนไม่ว่าบนบก ในทะเล เท่านั้น แต่วันนี้มันเป็นประเด็นทรัพยากร ไม่ว่าออนชอร์ (Onshore) หรือว่าออฟชอร์ (Offshore) ไม่ว่าจะเป็นสินแร่หรือว่าจะเป็นก๊าซหรือว่าน้ํามัน มันเป็นมิติที่ไม่ใช่เพียงแค่ การไปทําเขตแดน พิสูจน์เขตแดน หรือเขียนแผนที่ที่ตกลงร่วมกันได้ แต่วันนี้มันเป็นเรื่องของ สิ่งที่มีมากกว่านั้น ดังนั้นการที่กําหนดสารัตถะสําคัญเพื่อให้กรอบกว้างขึ้น รองรับอนาคต และแก้ปัญหาในอดีต จึงเป็นสิ่งที่เราสมควรที่จะให้การสนับสนุนและนั่นคือคําแปรญัตติของ กระผมและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่แตกต่างไปจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธานคงทราบนะครับว่าวันนี้เรามีอย่างน้อย ๑๘ ฉบับ ที่มีผลบังคับใช้แล้ว หรือว่า ที่อยู่ระหว่างจะเจรจาและกําลังเจรจา ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติทั้งสิ้น จะต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนของใครหรือกิจการใดกิจการหนึ่ง ไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติ จะมาเหนือกว่าผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ หลักธรรมาภิบาลจึงมีความสําคัญ และ มันจะทําให้การเจรจานั้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่เจรจาของเรา ท่านประธานทราบไหมครับ ว่ายังมีการเจรจานอกเหนือจากที่รัฐสภาได้อนุมัติกรอบไปแล้ว ก็คือเอฟทีเอไทย-เอฟตา ที่ประกอบไปด้วยสวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ ไอซ์แลนด์ แล้วก็นอร์เวย์ แต่เรากําลังเจรจา กับรัฐใหญ่ กลุ่มประเทศที่มีพลังเศรษฐกิจแบบเฮฟวี่เวทก็คืออียู (EU) เมื่อสักครู่กระผมได้พูด ถึงกลุ่มจีซีซี (GCC) ไปแล้ว กลุ่มเอเชียแปซิฟิกที่เป็นซุปเปอร์เอฟทีเอ การเจรจาระหว่าง ไทย-อียู ก็เช่นกันครับ มันไม่ได้เป็นกรอบเหมือนอย่างที่เราทําในอาเซียน แต่กรอบประเด็น มันเป็นประเด็นเป็น ๑๗ อย่างน้อยที่กว้างกว่านั้น แล้วเรากําลังจะต้องเจรจากับกลุ่มจีซีซี ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ร่ํารวยมั่งคั่งกลุ่มหนึ่งของโลกทีเดียวนั่นคือกลุ่มประเทศรอบอ่าว เปอร์เซีย ที่เรียกว่าเป็นประเทศจีซีซี ตรงนี้เองคือสิ่งที่เราจําเป็นที่จะต้องสร้างความชัดเจน ในส่วนของกระบวนการและกรอบอํานาจที่ทางรัฐสภามีสิทธิ์ที่จะให้ความเห็นชอบ ไม่อย่างนั้นเราไม่รู้ว่าฝ่ายบริหาร ซึ่งแน่นอนที่สุดครับบางครั้งก็ซื่อสัตย์ บางครั้งก็เอาประโยชน์ของชาติเป็นหลัก บางครั้งก็เอาประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก เป็นหลัก ดังนั้นก็ต้องมีการวางกรอบให้เกิดความถูกต้องและชัดเจนมากที่สุดประเด็นที่ กระผมค่อนข้างกังวลอย่างมากก็คือว่าในเรื่องของเมกะโปรเจคต์ (Mega Project) ทั้งหลาย ประเทศนี้ต้องอัพเกรด (Up great) ไปเรื่อย ๆ ครับ เราจะต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่เป็นอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) เราจะต้องใช้เงินกู้หรือโครงการความร่วมมือ ที่เข้าข่ายในเรื่องของความตกลงที่จะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ตัวอย่างที่เราเห็น ก็คือในเรื่องของพระราชกําหนด ๓.๕ แสนล้านบาท ในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ํา เราได้เห็น เงินกู้ที่เป็นพระราชบัญญัติ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่มันเป็นภาระของคนไทยทั้งประเทศ ทั้งรุ่นนี้และรุ่นหน้า ดังนั้นในเรื่องของประเด็นที่ เกี่ยวข้องเป็นสารัตถะที่แตกต่าง ที่กระผมได้แปรญัตติให้ครอบคลุม จึงได้พูดถึงความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ พูดถึงความมั่นคงทางสังคม พูดถึงในเรื่องของงบประมาณที่จะมีผลผูกพัน และนี่คือกรอบที่ความตกลงใด ๆ สัญญาใด ๆ นั้นจะต้องเข้ามาสู่การให้ความเห็นชอบ เพื่อให้เกิดหลักของความโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งถือว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง และนั่นคือ สิ่งสะท้อนที่จะเห็นว่ารัฐบาลในอนาคตนั้นจะมีหลักธรรมาภิบาลและให้เกียรติให้ความสําคัญ ต่อตัวแทนปวงชนชาวไทย ความรอบคอบและรอบรู้นั้นต้องเรียนว่า ในกระบวนการของ การเสนอความตกลงหรือสนธิสัญญาใด ๆ หรือสัญญาใด ๆ พิธีสารใด ๆ หรือ เอ็มโอยูใด ๆ เข้ามานั้น ส่วนใหญ่ก็ตั้งแท่นมาจากส่วนราชการทั้งสิ้นละครับ เข้าไปที่ กนศ. คณะกรรมการ นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เข้าไปที่ ครม. เศรษฐกิจ เข้ามาที่คณะรัฐมนตรี แต่ส่วนใหญ่แล้วสารัตถะและเนื้อหาส่วนใหญ่ก็มาจากส่วนราชการ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ ที่รัฐบาลจะต้องมีข้อจํากัดโดยธรรมชาติ การที่เข้ามาสู่รัฐสภาจึงเป็นการสร้างความรอบคอบ ให้กับประเทศนี้ และความรอบรู้ของความรู้ที่หลากหลายจากสมาชิกรัฐสภานั้นจะนําพาให้ ประเทศทําความตกลงที่ไม่เสียเปรียบ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุกฝ่ายถ่วงดุลและ ตรวจสอบในหลักของประชาธิปไตย ผมต้องเรียนท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการว่า การลดปัญหาที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้มีความรวดเร็วฉับไวเป็นเรื่องที่ดี ต่อไปโลกก็ต้องแข่งกัน ด้วยคําว่า สปีด (Speed) คือความรวดเร็ว แต่มันก็ต้องมาพร้อมความรอบคอบและรอบรู้ พร้อมกันนั้นผมก็เชื่อว่ากระบวนการเข้ามาสู่รัฐสภาจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการลด ศักยภาพและประสิทธิภาพในการเจรจา เราสามารถที่จะเห็นความละเอียดอ่อนของประเด็น ของการเจรจาได้โดยการใช้การประชุมลับ ถ้าไม่ต้องการที่จะให้รู้ว่าจุดประสงค์และกลเกม ในการเจรจาของเรานั้นอยู่ที่ตรงไหน และผมได้กําหนดกรอบเวลาไว้ ๖๐ อย่างไรครับ เพื่อให้มีความมั่นใจว่าจะไม่เป็นข้ออ้างของกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือว่ารัฐบาลในการ ที่จะบอกว่า เมื่อตีความกรอบของสนธิสัญญาที่จะเข้าสู่รัฐสภานั้น ทั้งในประเด็นเรื่องของ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม หรือที่ผูกพันงบประมาณ หรือรวมทั้งประเด็นที่มีอยู่แล้ว ในเรื่องของความผูกพันด้านการค้าหรือการลงทุน และรวมไปถึงสนธิสัญญาที่มีผลผูกพัน ที่เราจะต้องตรากฎหมายภายในประเทศออกมานั้น การกําหนดกรอบเวลาเป็นวิธีดีที่สุดครับ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านน่าที่จะได้เพิ่มเติมในประเด็นนี้เข้าไป นอกเหนือจากนั้น ก็คือในประเด็นที่ผมเชื่อว่ามันเป็นความก้าวหน้าของสิทธิพลเมือง ๑. จะได้รับรู้และมีส่วน ร่วมในกระบวนการของการรับฟังความคิดเห็น หรือจะได้มีโอกาสในการได้รับการดูแล เยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนในเรื่องของความโปร่งใสและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ต่อการรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว ความจริงกระบวนการของการสร้างความผูกพัน ของสนธิสัญญานั้นมันมีตั้ง ๗ ขั้นตอนนะครับ ตั้งแต่การประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็น แล้วการนําเสนอกรอบเจรจาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา และก่อนจะมีการลงนามก็จะต้อง มีการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ รวมไปถึงขึ้นตอนของการลงนามไปสู่ขั้นตอนของ การให้สัตยาบัน หรือแม้แต่การที่จะต้องไปทําในเรื่องของพิธีศาลหรือข้อผูกพันแนบท้าย เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์และปฏิบัติได้ของความตกลงหรือสนธิสัญญานั้น ๆ ตรงนี้เอง เป็นสิ่งที่ยังมีขั้นตอนอีกหลายขั้นตอน แต่ว่าเฉพาะในส่วนความรับผิดชอบของรัฐสภา เราก็ตีกรอบเวลาไว้ และก็สร้างความชัดเจนในขั้นตอนต่าง ๆ เมื่อเกิดความชัดเจนอย่างนี้ มันก็ง่ายต่อการปฏิบัติทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายราชการ ภาคเอกชน ผู้ได้รับผลกระทบ เอสเอ็มอี หรือประชาชนโดยทั่วไป หรือในส่วนของรัฐสภาเอง แต่ความแตกต่างในวรรคสุดท้ายที่ผมได้ นําเสนอก็แตกต่างไปจากที่กรรมาธิการครับ ผมเสนอให้มีกฎหมายลูกว่าด้วย การกําหนดประเภทกรอบการเจรจา ประเภทสัญญากรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการ จัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ รวมทั้งการแก้ไขและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือ สัญญาดังกล่าว โดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้รับประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป กรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้แปรญัตติแตกต่างออกไป ขออนุญาตท่านประธานอ่านโดยสังเขปนะครับ