สรรเสริญ สมะลาภา เสนอขอสงวนความเห็นต่อร่างกฎหมายโดยเพิ่มประเด็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พลังงาน และการค้าการลงทุน เข้าในมาตรา ๓ เพื่อให้อยู่ภายใต้การพิจารณาของรัฐสภา โดยอ้างถึงบทเรียนจากปัญหาการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนในอดีตที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร และชี้ให้เห็นความไม่ชัดเจนของเกณฑ์เดิมที่ทำให้หน่วยงานราชการทำงานล้นมือ จึงเสนอให้ขยายขอบเขตกฎหมายลูกเพื่อจำกัดอำนาจในการลงนามระหว่างประเทศ
ขอยืนยันท่านประธานนะครับว่า ไม่ต้องห่วง ผมเองก็ปกติเป็นคนที่อภิปรายอยู่ในกรอบอยู่แล้ว แล้วก็ครั้งนี้ที่ผมขอสงวน ความเห็นก็จะมีการอภิปรายในประเด็นที่ผมขอสงวนความเห็นเอาไว้ ท่านประธานที่เคารพ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการ และสมาชิกรัฐสภา ผมได้ขอสงวนความเห็นโดยเพิ่มข้อความนะครับ ในมาตรา ๓ จากเฉพาะสนธิสัญญาทางด้านเขตแดน แล้วก็ในเรื่องของการเปิดเสรีการค้า การลงทุน ก็ได้ขอเพิ่มข้อความดังต่อไปนี้นะครับ หรือมีบทเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในด้าน การคุ้มครองหรือการจัดการด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและพลังงานที่มิใช่ความร่วมมือ ทางด้านวิชาการ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยสรุปก็คือว่าในมาตรา ๓ นอกจาก ในเรื่องของเขตแดนแล้วก็ในเรื่องของการเปิดเสรีการค้า การลงทุนแล้ว ผมได้เสนออีก ๓ เรื่อง ก็คือในเรื่องทรัพยากร ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และในเรื่องของพลังงาน ให้เข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภา ก่อนที่จะมาฟังเหตุผลนะครับว่าทําไมผมถึงเสนอเช่นนั้น ผมต้อง ขออนุญาตใช้เวลาเพียงสั้น ๆ เท้าความเพื่อให้เพื่อนสมาชิกแล้วก็ให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ ถึงความเป็นมาของมาตรา ๑๙๐ เสียก่อนนะครับ เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ณ เวลานั้นมีเฉพาะ ในเรื่องของเขตแดนเท่านั้นที่จะต้องเข้ารัฐสภา หลังจากนั้นต่อมาก็จะมีการเปิดเสรีเกิดขึ้น ในปี ๒๕๔๗ ถ้าพวกเราทุกคนยังจําได้การเปิดเสรีที่มีปัญหามากก็คือการเปิดเสรีในเรื่องของ วัวนมแล้วก็เนื้อวัว กรณีประเทศไทย ประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ ในครั้งนั้น เกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างมาก แล้วก็การที่รัฐบาลไปเซ็นสัญญาระหว่างประเทศ ไม่ได้ มีการแจ้งให้เกษตรกรทราบ ก็เลยเป็นที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้บัญญัติเอาไว้นอกเหนือจากในเรื่องของเขตแดนแล้ว ก็จะมีในเรื่องของสัญญา ๑๑ ด้านด้วยกันตามเข้าไปด้วย จะมีในเรื่องของสิ่งแวดล้อม มีในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ มีในเรื่องพลังงาน ทรัพย์สินทางปัญญา ในเรื่องของแรงงาน สิทธิมนุษยชน สาธารณสุข และการศึกษา ยังมีเพิ่มเติมอีก ๓ เรื่องครับ ก็คือการเปิดเสรีทางด้านการค้าและการลงทุน มีหุ้นส่วนทางด้านเศรษฐกิจแล้วก็การคุ้มครองการลงทุน แต่ด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เขียนพ่วงมาด้วยว่าต้องมีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้าและการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ คําว่า กว้างขวางและมีนัยสําคัญ นี่ละครับ ก็เลยเกิดปัญหาในเรื่อง การตีความเกิดขึ้น กล่าวคือก็คือหน่วยงานที่เขาทําเรื่อง เขาก็ไม่แน่ใจว่าอะไรกว้างขวาง อะไรไม่กว้างขวาง หรืออะไรมีนัยสําคัญ หรืออะไรไม่มีนัยสําคัญ ไม่มีขีดเส้นแบ่งชัดเจน วิธีที่เขาหลีกเลี่ยงก็คือว่านําทุกเรื่องเข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภา ก็ทําให้งานค่อนข้างจะ เยอะนะครับ สมัยนั้นเราก็ทราบกันอยู่ในสมัยท่านอภิสิทธิ์ ผ่านกรอบไป ๖๐ กรอบ รัฐสภา ก็ประชุมกันบ่อยครั้ง หน่วยงานราชการก็มีงานที่ค่อนข้างจะล้นมือ ก็เลยเป็นที่มาของการ มาแก้ไขอีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๕๔ ในเรื่องเขตแดนยังคงไว้นะครับ แต่ในรัฐธรรมนูญที่แก้ไข ในคราวนั้นบัญญัติไว้ว่าให้มีกฎหมายลูกกําหนดว่าอะไรควรเข้าสภา หรืออะไรไม่ควรเข้าสภา หลังจากนั้นอีกไม่นานก็มีการเลือกตั้งครับ แล้วก็พอมาถึงการเลือกตั้งเสร็จ ปรากฏว่า ประมาณปีเศษกฎหมายลูกยังไม่ออก ก็เป็นเหตุผลข้ออ้างของการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในปี ๒๕๕๖ ก็คือให้มีการแก้ไขเพื่อเป็นข้ออ้างว่าหน่วยงานราชการจะได้ปฏิบัติงานได้ ตามร่างของวาระหนึ่งนะครับ ร่างที่แก้ไขเข้ามากลับไปสู่ปี ๒๕๔๐ ถ้าท่านประธานดูร่างแรก นะครับ ก็คือจะมีเฉพาะในเรื่องของเขตแดนเท่านั้น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็ขอเพิ่ม จากในเรื่อง ๑๑ ด้านที่ผมกล่าวไปนี้ เราขอเพิ่มมาอีก ๔ ด้าน พ่วงเข้าไปในเรื่องของเขตแดน ก็คือในเรื่องของการค้าการลงทุน ในเรื่องพลังงาน ในเรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ปรากฏว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยแค่ด้านเดียวครับ ก็คือการค้าการลงทุน แล้วการค้าการลงทุนที่เห็นด้วย พูดตามตรงนะครับ ก็เป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของปี ๒๕๕๐ เท่านั้น เพราะว่าในปี ๒๕๕๐ ที่บัญญัติเกี่ยวกับการค้าการลงทุนใช้ศัพท์คําว่า สัญญาใด ๆ ที่ผูกพันทางด้านการค้าการลงทุน แต่พอมาดูร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากจะใช้เฉพาะ คําว่า การเปิดเสรีการค้าการลงทุน ก็คือว่าเป็นแค่เสี้ยวเดียวของในปี ๒๕๕๐ ที่บัญญัติเอาไว้ สาเหตุที่ผมต้องสงวนครับ ตามหลักแล้วอะไรที่กระทบต่อประชาชนจํานวนมากก็ควรจะเป็น อํานาจของผู้แทนประชาชน ก็คือรัฐสภาเป็นผู้อนุมัติแก้ไข และผมต้องสงวนไว้และก็เรียน ท่านประธานตามตรงนะครับ ที่จริงเราถกกันหลายรอบในกรรมาธิการนี้ ผมเห็นว่าเหตุผล ของกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เพียงพอ ถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่าในเรื่องของการ เปิดเสรีการค้าการลงทุนนั้น กระทบต่อประชาชนจํานวนมาก แล้วในเรื่องพลังงาน ในเรื่อง สิ่งแวดล้อม และในเรื่องทรัพยากรยิ่งไม่มากไปกว่าหรือครับ การเปิดเสรีการค้าการลงทุน อาจจะกระทบต่อนักธุรกิจ อาจจะกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้บริโภคบางส่วน แต่ถ้า ท่านประธานนับดูนะครับ ลองนึกถึงด้านพลังงาน กระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ทําไม ถึงกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่นําอีก ๓ เรื่อง เข้าไปอยู่ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ฉบับนี้ ข้ออ้างของกรรมาธิการเสียงข้างมากมีอย่างนี้ครับ บอกว่าอยากให้ปฏิบัติงานง่าย มันเป็นจริง ผมจะขอไล่ไปเป็นเรื่อง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงาน ถ้าอ้างว่าจะให้ ปฏิบัติงานง่าย ผมคิดว่ากรณีของพลังงานเรามีกรณีร้อนอยู่กรณีเดียว และคิดว่าทั้งปีทั้งชาติ รัฐสภาอาจจะได้พิจารณาเพียงหนเดียวแล้วก็จบ กรณีที่ว่านี้ครับ ก็คือกรณีของแหล่ง พลังงานที่ยังไม่มีข้อยุติ ก็คือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของไทย-กัมพูชา พื้นที่ทับซ้อนนะครับ เรียกได้ว่าเป็นขุมทรัพย์มหาศาล แล้วผมคิดว่าถ้าใครมีสิทธิในพื้นที่ตรงนี้รวยมหาศาลครับ ถ้าพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ก็จะเป็นคุณประโยชน์ จะเป็นความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ของพี่น้องประชาชน แต่ถ้านักธุรกิจคนใดคนหนึ่งได้ประโยชน์ นักธุรกิจคนนั้นก็รวยมหาศาล พื้นที่ทับซ้อนที่ว่าครับ ขนาดพื้นที่ ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ธนาคารโลกประเมินเอาไว้ นะครับ มีน้ํามันถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาร์เรล มีก๊าซธรรมชาติ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์ฟุต สร้างรายได้ถึงระดับ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ในพื้นที่ตรงนั้นมีมูลค่าถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก่อนที่ผมจะไปถึงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กระทบต่อสิทธิของการได้สิทธิพื้นที่ทับซ้อนตรงนี้ อย่างไร ผมต้องขอเท้าความอีกสักนิดหนึ่งว่าความเป็นมาของพื้นที่ทับซ้อนตรงนี้มีมาอย่างไร ศัพท์ยอดฮิตเมื่อประมาณสัก ๒ ปีที่แล้วครับ ก็คือเอ็มโอยู (MOU) ท่านประธานคงจําได้ แปลเป็นไทยก็คือในเรื่องของบันทึกความเข้าใจ ที่เราคุ้นเคยกันก็คือเอ็มโอยู ๔๓ ครับ เป็นบันทึกความเข้าใจกรณีพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร หรือก็คือพื้นที่เป็นพื้นดินนั่นเองครับ ยังมีเอ็มโอยูอีกอันหนึ่ง คือเอ็มโอยู ๔๔ ทําขึ้นสมัยคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเอ็มโอยูที่เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลครับ สาระของเอ็มโอยูที่ทําขึ้นสมัยนั้นมีด้วยกัน ๒ เรื่อง เรื่องแรกก็คือในเรื่องของการแบ่งเขตแดน เส้นแดนทางทะเล ส่วนเรื่องที่ ๒ ครับ ก็เป็นในเรื่องของการแบ่งผลประโยชน์ทางทะเลก็คือบ่อก๊าซและน้ํามันที่ซ่อนอยู่ข้างล่าง มาถึงสมัยท่านอภิสิทธิ์ครับ เมื่อตอนนั้น ครม. พิจารณาก็ปรากฏว่าท่านรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีของท่านอภิสิทธิ์มีความเห็นว่าเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเลทําให้ประเทศไทย เสียเปรียบในกรณีของเส้นแบ่งที่มาพาดผ่านทางเกาะกูด ก็เลยเสนอยกเลิก และ ครม. ก็มีมติ อนุมัติยกเลิกเอ็มโอยู ๔๔ ไปแล้ว แต่สถานะในเรื่องของการยกเลิกนั้นยังไม่ได้ยกเลิกทั้งหมด ครับ ผมต้องขอเรียนว่าเป็นการแขวนเอ็มโอยู ๔๔ เอาไว้ เพราะถ้าจะยกเลิกจริง รัฐบาลชุดนี้ จะต้องนําเอ็มโอยู ๔๔ ที่ยกเลิกแล้วมาขออนุมัติจากรัฐสภาครับ ในทางกลับกันครับ ถ้ารัฐบาลชุดนี้จะนําเอ็มโอยู ๔๔ ออกมาใช้อีกรอบอย่างที่เป็นข่าวตอนที่เข้ามาบริหารราชการ ในช่วงแรก ๆ รัฐบาลจะต้องออกมติ ครม. ยกเลิกมติ ครม. ของรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ หรืออีก ทางหนึ่งก็คือแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เพื่อให้อํานาจในการอนุมัติเอ็มโอยู ๔๓ และ อํานาจในการอนุมัติการแบ่งผลประโยชน์ตรงพื้นที่ทับซ้อนไปอยู่ที่ ครม. ที่ประชาชนเขาเป็น ห่วงครับในเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ในเรื่องแบ่งผลประโยชน์ของทั้งน้ํามันก็ดี หรือก๊าซก็ดี ระหว่าง พื้นที่ทับซ้อนของไทยและกัมพูชานั้น เขาเป็นห่วงอย่างนี้ครับ เป็นห่วงว่าถ้าหากรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้บังคับใช้ การแบ่งผลประโยชน์ซึ่งจริง ๆ เป็นทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ จะไม่ถึงมือเขาครับ และข่าวลือก็ออกมาต่าง ๆ นานานะครับ ท่านประธานติดตามข่าวก็คง จะทราบ บอกว่าจะแบ่งกัน ๘๐:๒๐ ไทยได้เปรียบบ้าง ๕๐:๕๐ เสมอภาคกันบ้าง หรือ ๒๐:๘๐ กัมพูชาได้เปรียบบ้าง ก็มีข่าวประเด็นนี้ออกมาเรื่อย ๆ ประเด็นเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่า ถ้าหากมีนักธุรกิจหัวเสครับ มีอํานาจต่อรัฐบาล จูงใจรัฐบาลได้ บอกว่าให้รัฐบาลไทย เสียเปรียบกัมพูชา แล้วก็เอาเงื่อนไขนี้ไปต่อรองกับกัมพูชา ไปขอทําธุรกิจแล้วก็แบ่ง ผลประโยชน์จากฝั่งกัมพูชาออกมา เรื่องนี้เขาเรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อนครับ ง่ายๆ ก็คือว่า แทนที่จะแบ่งประโยชน์กัน ๕๐:๕๐ หรือตามความเป็นธรรม ก็บอกว่าให้แบ่งกัน ๒๐:๘๐ กัมพูชาได้เปรียบ นักธุรกิจผู้นี้ก็จะเอาเงื่อนไขนี้ไปขอส่วนแบ่งจาก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ที่กัมพูชา ได้เปรียบ ถือว่าเป็นการโกงชาติครับ ผมเดาไว้นะครับ และที่จริงเราก็ถกเถียงประเด็นนี้ ในกรรมาธิการหลายต่อหลายรอบ ผมก็เดาว่ากรรมาธิการท่านเสียงข้างมากจะบอกว่า ผมคิดไปเองหรือเปล่า ผมบอกว่ากรรมาธิการท่านอย่าเถียงกับผมในประเด็นนี้เลยครับ หากท่านจะตอบโต้ผมท่านควรจะชี้แจงว่าที่ผมพูดมาตามหลักกฎหมายหรือตามเนื้อหา กฎหมายของ การแก้รัฐธรรมนูญฉบบนี้มันเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าท่านบอกเป็นไปไม่ได้ ท่านยืนยันมาเลยครับ แต่ผมยืนยันเหมือนกันว่ามันเป็นไปได้ และประเด็นเรื่องนี้ก็เดาไว้แล้ว ครับว่ามันจะต้องเป็นประเด็นทางด้านการเมือง แล้วปรากฏว่ามันก็เป็นเร็วกว่าที่คิด เพราะเมื่อครั้งที่หัวหน้าอภิสิทธิ์ท่านปราศรัยเมื่อวันเสาร์ครับ ท่านปราศรัยอย่างนี้นะครับ ผมขออนุญาตอ่าน มีนักธุรกิจการเมืองเล็งทําธุรกิจพลังงานในพื้นที่คาบเกี่ยวไทยกับประเทศ เพื่อนบ้าน ไปเจรจาเพื่อเอาผลประโยชน์ส่วนตนและครอบครัว ท่านปราศรัยว่าอย่างนี้ เมื่อวันเสาร์ หลังจากนั้นอีกวันเดียวครับ กลายเป็นประเด็นการเมือง เพราะมีคนสนิทออกมา ตอบโต้ ที่จริงผมพยายามจะหลีกเลี่ยงไม่พูดชื่อคนภายนอกนะครับ แต่ในกรณีนี้คน ๆ นั้น พูดอย่างนี้จริง ท่านประธานไปติดตามข่าวเอาได้ นายนพดล ปัทมะ พูดว่าอย่างนี้ครับ พันตํารวจโท