เกียรติ สิทธีอมร หารือเรื่องการแก้ไขโครงสร้างกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมและไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติ และเรียกร้องให้สมาชิกสภาทบทวนและตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้มีบทลงโทษสำหรับการไม่ปฏิบัติตามและแก้ไขเพื่อให้มีความครอบคลุมมากขึ้น
ผมพูดถึงโครงสร้างเป๊ะเลย การแก้ โครงสร้างมันมีข้อบกพร่องอยู่ ผมชี้ให้เห็นและต่อมาที่ผมกําลังพูดว่าความครอบคลุมใน เนื้อหาชัดเจนเลยครับที่ผมสงวนไว้ชัดเจนเลยครับ ความครอบคลุมของเดิมมีส่วนที่ตัด ออกไปที่มันมีสาระสําคัญ และเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันในกรรมาธิการอย่างมาก หลายครั้ง หลายหน หลายประชุม หลายชั่วโมงนะครับ ก็คือว่าในแง่ของความครอบคลุมนั้น ผู้ที่มาให้ ข้อมูล และกรรมาธิการเสียงข้างมากมีความเห็นว่าเรื่องไหนที่สําคัญเรื่องนั้นต้องมีการแก้ กฎหมาย จึงสรุปเป็นข้อความที่เราเห็นอยู่ตรงหน้านี้ ก็คือว่าเรื่องที่เกี่ยวกับเขตแดน อันนั้นก็ ว่าไป สิทธิพื้นที่นอกอาณาเขต ก็ว่าไป อันนั้นเห็นตรงกันอยู่แล้ว แต่เรื่องที่ต้องตรา พระราชบัญญัตินี้ อันนี้เป็นจุดที่เห็นไม่ตรงกัน ผมกําลังบอกว่าเรื่องที่สําคัญ ๆ ในประเทศนี้ และในเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศนั้นไม่ใช่ทุกเรื่องที่ต้องออกกฎหมาย ผมยกตัวอย่าง ชัดเจนในชั้นกรรมาธิการ เช่น กรณีข้อตกลงในเรื่องการลดภาวะโลกร้อน เช่น เรื่องการไปมี ข้อตกลงในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละประเทศ หรือในพื้นที่ทับซ้อน เรื่องเหล่านี้ บางครั้งสามารถไปเจรจามีข้อตกลงได้ แต่ไม่ต้องแก้กฎหมาย นี่คือเหตุผลที่ผมเขียนเพิ่มเติม เข้าไปว่า เมื่อไรก็แล้วแต่ที่มีบทเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองหรือจัดการ ภายในประเทศ ทุกเรื่องนะครับ ที่มิใช่เรื่องความร่วมมือทางวิชาการ ควรจะต้องผ่านสภา ด้วย ซึ่งหมายความว่าอย่างไรครับ อันนี้มันก็รวมไปถึงเรื่องพลังงาน ถามว่าสําคัญไหม พลังงาน ทุกวันนี้ครับ ทั่วโลกแย่งชิงพลังงานกันอยู่ แย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติกันอยู่ครับ และมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมในทุกเรื่องที่ตามมาจากการแย่งชิงพลังงานและ ทรัพยากรธรรมชาติและการดําเนินนโยบายระหว่างประเทศ ได้มีการขอ บอกว่าใส่ ๓ เรื่องนี้ ไปได้ไหม ในชั้นกรรมาธิการครับ ทุกคนเห็นตรงกันครับ ทุกคนเห็นตรงกันหมดนะครับ ในกรรมาธิการว่าเรื่องพลังงาน เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสําคัญ แต่มาโต้แย้งกันอยู่ประเด็นเดียวว่า ถ้ามันสําคัญจริงมันต้องแก้กฎหมายถึงตัดข้อความ เหล่านั้นออก ผมอยากให้ท่านทบทวนครับ เพราะว่าผมยกตัวอย่างจนประมาณสัก ๕ รอบ กระมังครับในชั้นกรรมาธิการ แล้วก็ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนของกระทรวงไหน กรมไหน กองไหน ที่จะโต้แย้งผมได้เลย ในตัวอย่างที่ผมยกไปในชั้นกรรมาธิการ แต่ในที่สุดก็ตัดออก ครับ ตัดออกแล้วใครเสียครับ ประเทศไทยเสียประโยชน์ เช่น ผมยกตัวอย่างวันนี้ครับ ถ้าอยู่ดี ๆ รัฐบาลจะเดินไปเจรจา แบ่งปันผลประโยชน์เรื่องน้ํามันที่อยู่ในทะเลที่เป็นพื้นที่ ทับซ้อน ทําได้ไหมครับ ไม่ต้องผ่านสภาครับ วันนี้จะเดินไปกู้เงินตาม พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปกู้ใครก็แล้วแต่ สัญญากู้เงินที่มีผลกระทบกับงบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ต้องเข้าสภาไหม ครับ ถ้าตามเนื้อหา ณ วันนี้ ไม่ต้องเข้าอีก อันตรายไหมครับสําหรับประเทศไทย ไปกู้ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ต้องอยากดูแล้วครับ ผมเป็นสมาชิกคนหนึ่งผมอยากดูว่าคุณไปกู้ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มันกู้กันอย่างโปร่งใสหรือเปล่า ท่านประธานสังเกตไหมครับ บาง โครงการมีเงินกู้ที่แปลกประหลาดมาก ยังไม่ทันเริ่มเอาเงินเขามาใช้เลยต้องเสียเงินค่าต๋งไป แล้ว ๕ เปอร์เซ็นต์ เขียนในสัญญาก็มีครับ สัญญาอย่างนั้นถ้าพวกเราเห็นพวกเราจะอนุมัติ ไหมครับ ไม่อนุมัติหรอกครับ แต่การที่ท่านเขียนอย่างนี้ ตัดข้อความเหล่านั้นออกไป มันยังมี ปัญหาอยู่ และเป็นปัญหาที่ถ้าท่านไม่แก้ไขตามที่ผมเสนอ เราก็ยังมีปัญหานั้นอยู่ครับ เพราะ มันจะหลุดไปเลย แล้วถ้าพวกท่านจะอนุมัติไปตามนี้ ก็หมายความว่าท่านเห็นว่าเรื่อง สิ่งแวดล้อม พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่สําคัญครับ ไม่สําคัญเพียงพอที่จะต้องมาผ่าน สภาแห่งนี้หรือครับ แล้วท่านก็ท่องคาถาเป็นคาถาเดียวเลยครับ ไม่แก้กฎหมาย ไม่ต้อง เข้าสภา ก็มันมีนี่ครับ การที่เราตกลงในเรื่องการดูแลเรื่องโลกร้อนนี่ ที่เรามีนโยบาย ไม่ใช่ เป็นกฎหมายนะครับ เป็นนโยบายที่จะใช้พลังงานทดแทน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ภายในกี่ปี ต้องออกกฎหมายไหมครับ ไม่ใช่ แต่มีผลไหมครับ มี มีผลกับงบประมาณไหม มี เพราะต้อง มีเงินไปชดเชย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะเห็นได้ชัดว่าในการที่เราร่างเสร็จออกมาแล้ว เกิดความไม่ครอบคลุมเรื่องสําคัญ ๆ ที่ต้องเข้าสภา เป็นปัญหาอยู่ ขอให้กรรมาธิการทบทวน นะครับ และให้สมาชิกทุกท่านช่วยกันดูในประเด็นนี้อย่างชัดเจน
ประการที่ ๒ ที่มีการแก้ไขไปนะครับ ก็คือคําว่า โดยชัดแจ้ง ในมาตรา ๑๙๐ ร่างใหม่ มาตรา ๓ นี่นะครับ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่ นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ใส่คําว่า โดยชัดแจ้ง เข้าไป ตรงนี้ครับเป็นวิธีเขียนให้ชัด แต่ทําให้ไม่ชัด คําถามมีอยู่ว่าเขียนว่า โดยชัดแจ้งนี้ใครเป็นคนวินิจฉัยว่าชัด ตรงไหนคือชัด แต่เดิมในการวินิจฉัยมาตรา ๑๙๐ ถ้าดูบรรทัดฐานของคําพิพากษาหรือคําวินิจฉัยที่ผ่านมา ถ้ามันอาจจะมีผลกระทบก็ต้องเอามาผ่านสภา การเข้ามาผ่านสภาไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ใช่อุปสรรค แต่ตรงนี้ไปบอกว่าโดยชัดแจ้ง ใครวินิจฉัยครับ ทําให้การเขียนมาตรานี้เกิด ความไม่ชัดขึ้นมา ไม่ชัดตรงที่ว่ามันต้องมีกติกา ต้องมีกรรมาธิการ เป็นคนไปวินิจฉัยว่า อันนี้ชัดนะ อันนั้นไม่ชัดนะ เอ๊ะหรือจะเป็นความพยายามที่ให้คดีความในอดีตที่ไม่มีคําว่า โดยชัดแจ้ง หลุดพ้นคดีไปหรือเปล่า ผมไม่ทราบ บางคนเขาคิดไปไกลถึงขนาดนั้นนะครับ บางคนคิดมากครับ ไปใส่ โดยชัดแจ้ง อาจจะเป็นคุณกับคนที่โดนคดีอยู่ ผมไม่ทราบ แต่ผม เองเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับคําว่า โดยชัดแจ้ง เพราะผมคิดว่ามันเป็นตัวที่สร้างปัญหา ให้กับการดําเนินการในการใช้มาตรา ๑๙๐
ประการสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดถึง ก็คงเป็นเรื่องของวรรคสุดท้ายในมาตรา ๓ ที่มีการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีขอความเห็น อันนี้เป็นอุปสรรคว่าในอดีตที่เรา กติกานี้ตรงกันนะครับ ในร่างที่เข้ามาสภาในวาระหนึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังเป็นร่างที่ให้อํานาจ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดในการปฏิบัติตามมาตรา ๑๙๐ ปัญหามันมีอยู่นิดเดียวว่า ในระหว่างที่ดําเนินการของรัฐบาลเองเกิดความไม่มั่นใจว่าเรื่องนี้เข้าข่ายหรือไม่เข้าข่าย ต้องเข้าหรือไม่ จะไปหารือมันหารือไม่ได้ ก็เขียนเพิ่มเติมให้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอํานาจนะครับ อํานาจยังอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้น ในฉบับที่เข้ามาวาระหนึ่งก็ยังเป็นอํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ ที่เพิ่มไปเพียงประเด็นเดียวก็คือว่าให้สามารถหารือได้ก่อนที่จะมี การเจรจาเป็นข้อยุติของสนธิสัญญานั้น ๆ แล้วให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยภายใน ๑๕ วัน อันนี้ช่วยให้รัฐบาลสามารถดําเนินการได้รวดเร็วมากขึ้น มีเอกภาพมากขึ้น และมีแนวทาง ในการปฏิบัติที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมก็ไม่ติดใจนะครับ แต่ผมอยากได้ฟัง คําชี้แจงของกรรมาธิการเสียงข้างมากในส่วนของความไม่ครอบคลุมนะครับ เพราะมันมี หลายกรณีอย่างมากที่ไม่ต้องมีการแก้กฎหมายหรือออกกฎหมายเป็นพิเศษ แต่เป็นเรื่องที่สําคัญ ที่ควรจะต้องผ่านสภา ผมยกตัวอย่างไป ๓ เรื่อง แต่จริง ๆ แล้วมันอาจจะมีมากกว่า ๓ เรื่อง อันนี้เป็นเพียงตัวอย่าง เรื่องเงินกู้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ตอนนี้กําลังมีความพยายาม ในการออก พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ต้องไปกู้ครับ การไปกู้อย่างนี้ผมคิดว่าผมเอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องการเห็นข้อตกลงว่ามันมีความครอบคลุมอย่างไร มีเนื้อหา เป็นอย่างไร การแก้มาตรา ๑๙๐ คือแก้แล้วต้องทันโลกครับ โลกเปลี่ยนเร็ว แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ แก้ไปนอกจากโครงสร้างอาจจะมีปัญหาในการปฏิบัติ แล้วความครอบคลุมของมาตรานี้ก็ยังเป็นปัญหาอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นผมเองก็มีความรู้สึก เป็นกังวลนะครับ เพราะว่าที่ผ่านมาเห็นแนวทางในการปฏิบัติและแนวคิดของหลายฝ่ายว่า ถ้าไม่มีบทลงโทษแล้ว ไม่ทําก็ไม่ผิด ตรงนี้จะแก้อย่างไรครับ ถามกรรมาธิการตรง ๆ เลยครับ เพราะผมเองเป็นคนหนึ่งที่กังวลครับ ไม่ครอบคลุมเรื่องสําคัญที่ควรจะเข้าสภา ไม่ปฏิบัติตาม ไม่มีบทลงโทษไม่ผิด ทําไมไม่แก้ครับ วันนี้ถ้าท่านบอกว่าถ้ารัฐบาลไม่ทํากฎหมายลูกภายใน ๑ ปี ให้นายกรัฐมนตรีต้องหลุดจากสถานะไปเลย ให้ ครม. ถูกปรับออกทั้งคณะ ผมเอา นะครับ แล้วถ้าประธานได้รับเรื่องเข้าสภา ไม่พิจารณาให้เสร็จภายใน ๖๐ วัน ประธานต้อง ออกจากการทําหน้าที่เป็นประธาน ผมเอาครับ ที่ผ่านมามันมีหลายเหตุผลที่เป็นอุปสรรค ที่ไม่ใช่เป็นปัญหามาจากมาตราเลย แต่เป็นการปฏิบัติทั้งสิ้น ตรงนี้แก้กันอย่างไรครับท่าน ประธาน เอาให้เข้มเลยครับถ้าจะเอาให้เข้ม แต่ว่าต้องมีบทลงโทษครับ ไม่มีบทลงโทษไม่มี ความหมายเลยครับ สังคมไทยตอนนี้กําลังเป๋ครับ ถ้าแม้กระทั่งถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพูดได้ว่า รัฐธรรมนูญเขียนไว้ไม่มีบทลงโทษแล้วไม่ผิด ผมฉงนมากครับ อายเขาครับ เรื่องนี้อายเขา ครับ เรื่องเจรจาช้าเพราะต้องผ่านสภา ไม่ต้องอายเขาหรอกครับ ผมยินดีไปต่อสู้ให้กับ ประเทศไทย แต่ผมอายเขามากเลยครับคนไทยพูดว่าไม่มีบทลงโทษไม่ผิด ผมขอแค่นี้ขอ คําตอบความชัดเจนจากกรรมาธิการจากกรรมาธิการด้วยครับ ขอบคุณครับ