รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

ตวง อันทะไชย หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบและความสมดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และภาคประชาชน ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงโลกาภิวัตน์ นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่านโยบายการอนุญาตให้คนจีนเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ต้องมีวีซ่า จะทำให้คนจีนเข้ามาในประเทศไทยมากเกินไป และอาจนำไปสู่ปัญหาการค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด และอาชญากรรมอื่นๆ ตวง อันทะไชย ยังเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และการออกกฎหมายเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียดในการแก้ไขปัญหา

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ความจริง อย่างที่ผมเรียนต่อท่านประธานว่าเบื้องต้นผมก็ยังคงยืนยันว่าการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นั้น มีความจําเป็นและมีความสัมพันธ์ แต่การแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นั้นจะต้องคงไว้ซึ่งหลักดุลยภาพ ที่มันซ่อนไว้ในมาตรา ๑๙๐ อันประกอบไปด้วยดุลยภาพของฝ่ายบริหาร ดุลยภาพ ของฝ่ายสภาในการตรวจสอบ และดุลยภาพของฝ่ายประชาชนที่ยังคงมีอยู่ ความจริงในมาตรา ๑๙๐ หัวใจสําคัญนั้นก็คือหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน หลักการตรวจสอบของรัฐสภา กับฝ่ายบริหาร ๓ ส่วนนี้มันถูกออกแบบไว้ในมาตรา ๑๙๐ อย่างดี จะแก้ไขอย่างไรก็ตาม ท่านประธานที่เคารพ จะต้องไม่หนีไปจาก ๓ หลักนี้ ตรงนั้นผมจึงจะเห็นด้วย

ประการที่ ๒ ก็คือว่า พอแก้ไขแล้วจะต้องไม่ไปสร้างปัญหาใหม่ให้เกิดขึ้นกับ มาตรา ๑๙๐ พอแก้ไขแล้วจะต้องแก้ปัญหาที่พร่ําบ่นต่อสภาและผู้คนว่ามันมีปัญหาให้ได้

และประการสุดท้ายก็คือพอเวลาแก้ไขนั้นจะต้องเป็นเครื่องมือในการที่ ประเทศไทยจะไปทํามาค้าขายในโลกของกระแสโลกาภิวัตน์ให้ได้ ถ้าตอบ ๓ อย่างนี้ได้ ผมก็เห็นด้วย แต่เบื้องต้นนี้ท่านประธานที่เคารพ ผมเห็นว่าการแก้ไขของกรรมาธิการคราวนี้ ไม่ได้อยู่ใน ๓ หลักการที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานเลยแม้แต่น้อย หนําซ้ําเป็นการยก อํานาจการตรวจสอบของพี่น้องประชาชน การยกอํานาจการตรวจสอบของฝ่ายรัฐสภาไปให้ ฝ่ายบริหารทั้งหมดทั้งสิ้น เพราะประชาธิปไตยบ้านเรามันไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แต่เป็นประชาธิปไตยเสียงข้างมากและเป็นตัวแทน ซึ่งไม่ได้ผิด แต่นั่นหมายความว่ามันไปตัด ปรัชญาของมาตรา ๑๙๐ ถ้าไม่มีการตรวจสอบของสภา ถ้าไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชน กับฝ่ายบริหาร ไม่ต้องมีมาตรา ๑๙๐ กลับไปใช้มาตรา ๒๒๔ ของปี ๒๕๔๐ ก็พอ เดี๋ยวผม จะอธิบายให้ท่านประธานฟัง ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกก็คือตรงที่ผมแปรญัตติเอาไว้ ส่วนที่ ๒ ก็ตรงที่คณะกรรมาธิการแก้ไข ผมไม่เห็นด้วย ผมจะเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่า ที่สุดนี้คนเช่นใดเขียนกฎหมายก็เขียนเพื่อตัวเอง ที่นั่งอยู่ข้างบนนี้ละครับ ล้วนแต่เป็น ฝ่ายบริหารในอดีต ประธานกรรมาธิการของผมเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เก่า ท่านก็คือ ฝ่ายบริหารเดิม ท่านรัฐมนตรีเป็นฝ่ายบริหารครับ ที่ปรึกษากฤษฎีกาและกรมก็ฝ่ายบริหาร ที่มีอิทธิพลต่อคณะกรรมาธิการ เดี๋ยวท่านประธานใจเย็น ๆ ฟังผม ผมเริ่มต้นที่ผมแปรญัตติ ในมาตรานี้ เพื่อยืนยันในหลักการที่ผมเรียนต่อท่านประธานว่า แม้ผมจะเห็นด้วยกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้น จะต้องแก้ไขบนเงื่อนไขว่า คงไว้ซึ่งดุลยภาพในการ ตรวจสอบของฝ่ายบริหาร ตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ และตรวจสอบของภาคประชาชน ผมแก้ไขอย่างนี้ท่านประธานครับ ผมเขียนเพิ่มเติมว่า หรือเขตนอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทย มีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ อันนี้ก็เหมือนกันคล้ายกับกรรมาธิการ แต่สิ่งที่ผมคิดว่ามีความจําเป็น และมีความสําคัญ สําหรับประเทศไทยที่อยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์แบบนี้ จะต้องคงไว้ซึ่ง หรือมีผลกระทบต่อ ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน และงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ อันนี้คือหัวใจสําคัญ ท่านประธาน จําได้ไหมครับ ผมบอกว่ามันคือเครื่องมือที่ทําให้ประเทศไทยอยู่ในโลกาภิวัตน์ได้ มันคือ เครื่องมือที่ทําให้ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ ทําไมผมเขียนเอาไว้อย่างนี้ ทําไมกรรมาธิการตัดออก ทําไมผมยืนยัน ผมยกตัวอย่าง ๒ เรื่องเพื่อให้พี่น้องประชาชน ทางบ้านได้เข้าใจปรัชญาที่ผมแก้ เพื่อให้กรรมาธิการได้เห็นว่าวิธีคิดของผมนี้คิดต่างจากท่าน อย่างไร

ประการแรก ล่าสุดที่รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนหลังจากท่านนายกรัฐมนตรี ของจีนมาที่สภาแห่งนี้ ท่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนี้ได้ประกาศว่าต่อไปนี้ระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศจีนนั้นจะเดินทางเข้าไปหากันโดยไม่ต้องมีวีซ่า (Visa) หรือฟรี (Free) ประเด็นก็คือว่าเราฟังอย่างนี้มันง่าย เราฟังอย่างนี้ดูเหมือนว่าประเทศจีนนั้นจะมีคนมาเที่ยว ปีละ ๓๐-๔๐ ล้านคน เพราะเรามัน ๖๗ ล้านคน ประมาณ ๗๐ ล้านคน เขานี้ ๑,๓๐๐ ล้านคน เราฟัง ประเทศไทยจะมีคนมาเที่ยว ประเด็นของผมว่าถ้าท่านตัดตรงนี้ไปแปลว่าเรื่องนี้ ไม่ต้องถามกับประชาชน ไม่ต้องถามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน ไม่ต้องถาม คนประกอบการท่องเที่ยวว่าแท้จริงเขาต้องการคนท่องเที่ยว คุณภาพของนักท่องเที่ยว แบบใด ถ้าฟรีแบบนี้ไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้แบบนี้ นั่นแปลว่าที่สุดก็จะมี คนจีนมาแย่งทํามาหากินกับคนไทย ก็จะมีคนจีนหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับอาชญากรรม การค้า ค้ายาเสพติด ทุกอย่างท่านประธานครับ โดยที่เราไม่สามารถที่จะกลั่นกรอง และตรวจสอบได้ และที่สุดคนจะได้รับผลกระทบแบบนี้ก็คือคนไทย พี่น้องคนไทย ด้วยตัวเลขที่มันสูงกว่าเราคิดที่เข้ามา ด้วยสิ่งที่มันตรงกันข้าม จําเป็นต้องฟังสภา วิธีการแบบนี้ท่านประธานจําได้ไหมครับ ปี ๒๕๔๖ เราไปทําเอฟทีเอกับประเทศจีน ว่าด้วยสินค้าการเกษตร วันนั้นตอนทําเอฟทีเอนั้นเราก็หวังว่าเราจะขายเงาะ ลําไย ทุเรียน ผลไม้ ลิ้นจี่ องุ่นบ้านเราไปกับจีน เพราะเราบอกกันว่าคนจีน ๑,๓๐๐ ล้านคน เขาต้อง บริโภคเยอะ ในขณะเดียวกันประเทศจีนก็ส่งมาที่เราได้เหมือนกัน แต่ท่านประธานครับ งานวิจัยที่เขาทํามานี้กลับพบว่า พอไม่รับฟังเสียงผลกระทบกับประชาชนตามเงื่อนไข ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลายเป็นว่าผลไม้จีนเข้ามาประเทศไทยถูกกว่า เงาะถูกกว่า ทุเรียนถูกกว่า ลําไยถูกกว่า แล้วขายได้ดีกว่า เราขายไม่ได้มันเจ๊ง ผมถึงยืนยันว่า ต่อความมั่นคงเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวางนั้น มันคือหัวใจสําคัญที่ให้มีดุลยภาพ ๒ ส่วน ส่วนแรกคือการมีส่วนร่วมกับพี่น้องประชาชนในการตรวจสอบ ส่วนที่ ๒ มันเป็นอํานาจโดยชอบธรรม โดยหลักดุลยภาพก็คือฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องตรวจสอบ ที่จะต้องตรวจสอบว่าผลที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนนั้นเป็นอย่างไร ตัวอย่าง ๒ ตัวอย่างนี้ ชัดเจน เกิดขึ้นมาแล้ว และตัวอย่างที่ผมพูดถึงเรื่องแรงงาน เรื่องคนท่องเที่ยวกับจีนที่เรา ตกลงจะฟรี (Free) กันนี่ ไม่นานท่านประธานจะได้เห็น ไม่นานท่านประธานจะได้เห็นว่า เมืองไทยเป็นแหล่งรวมไว้ด้วยอาชญากรรม การค้ามนุษย์ว่าด้วยการหลอกลวง ค้ายาเสพติด และอาวุธสงคราม

ประการที่ ๒ ต่อไปนี้ถ้าเขียนแบบนี้โดยตัดเงื่อนไขว่ามีผลกระทบต่อ ความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม หรือมีผลผูกพันกระทบต่องบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ นั่นแปลว่าเงินกู้ก็ไม่ต้องเข้าสู่สภา ท่านประธานทราบไหมครับเกิดอะไรขึ้นครับ ถ้าเงินกู้ ไม่เข้าสู่สภา นั่นแปลว่าต่อไปนี้กู้เท่าไรก็ได้ กู้แบบไหนก็ได้ กู้แล้วไม่ต้องรายงานต่อพี่น้อง ประชาชน แล้วมันก็กระทบ พอกู้แล้วใครใช้หนี้ ผู้ใช้หนี้คือประชาชน คือภาษีอากรของ ประชาชน ใยเราไม่เขียนกฎหมาย ไม่เขียนรัฐธรรมนูญนี้ให้ประชาชนมีส่วนในการตรวจสอบ ใยเราไม่เขียนให้รัฐธรรมนูญนั้นเปิดช่องให้รัฐสภาเป็นคนควบคุมกลไกของฝ่ายบริหาร นั่นประการแรกที่ผมเขียนอย่างนี้

ประการต่อมาท่านประธานที่เคารพ เรื่องของกรรมาธิการที่ไปแก้ไขเพิ่มเติม การที่กรรมาธิการไปแก้ไขเพิ่มเติมเป็นการทําลายหลักการเดิมโดยสิ้นเชิง ที่ผมเรียน ท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วย ท่านประธานลองดู เพียงผมถามคําเดียวว่าท่านเขียนมา เพิ่มเติมว่า พื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือ สัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง ท่านประธานครับ เพียงประเด็นคําว่า ชัดแจ้ง ผมก็สอนหนังสือมาไม่ต่างกับท่านรัฐมนตรี เดี๋ยวท่านก็จะมาอ้างว่าสอนแบบนี้ ทฤษฎีแบบนี้ ผมก็ถามเพื่อน ๆ ที่สอนกฎหมายมหาชนด้วยกัน ว่าในการเขียนรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีในโลกเขาเขียนแบบแคบแบบนี้ คําถามผมก็คือว่าท่านใช้คําว่าโดยชัดแจ้ง ความหมาย ของท่านมันคืออะไร มันต่างจากความหมายของคําว่าอย่างชัดแจ้งอย่างไร ทําไมท่านไม่ใช้คํา ว่าอย่างชัดแจ้ง มันต่างจากคําว่าโดยปริยายอย่างไร โดยชัดแจ้งของท่านนี่ถ้าผมเดาไม่ผิด ท่านก็ไปเอามาจากความในกฎหมายประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดตามมาตรา ๒ ท่านไปดู กรณีที่บอกว่าไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีการกระทําไม่มีความผิดโดยชัดแจ้ง แต่ความหมายตามนัยของประมวลกฎหมายอาญานั้นหมายความว่ามันต้องมี มันต้องชัดเจน มันต้องชัดแจ้ง คําถามผมก็คือว่าถ้าเขียนเอาไว้อย่างนี้ ผมยกตัวอย่างถามท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการ นั่นแปลว่าถ้าโดยชัดแจ้ง ท่านกําลังจะอธิบายว่ากรณีของกัมพูชากับไทย กรณีเขาพระวิหารนี่ละครับ แปลว่าสภาแห่งนี้จะพิจารณาได้ก็ต่อเมื่อมันชัดเจนว่าประเทศไทย ต้องเสียเขตดินแดนแล้วใช่หรือไม่มันถึงจะชัดเจน มันถึงจะชัดแจ้งตามนัยที่ท่านเขียนแบบนี้ ถามต่อไปว่าถ้ามันชัดเจน ชัดแจ้งแบบนั้น เสียดินแดนเรียบร้อยแล้วเอามาเข้าสู่สภา จะเอามา เข้าสู่สภาทําอะไร ภาษาวัยรุ่นก็คือเอามาเข้าสู่สภาทําแมวอะไร เพราะมันชัดแล้ว แต่ที่เขา เขียนรัฐธรรมนูญตีความกว้างเอาไว้แบบนี้ ตามรัฐธรรมนูญธรรมเนียมของอเมริกา อังกฤษ ที่เราไปยกย่องเชิดชูเขา เขาเขียนเพื่อตีความกว้าง เขาเขียนเพื่อปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ ของประเทศชาติ ท่านเขียนเอาไว้โดยชัดแจ้งนี่แปลว่าคิดอะไรไม่ได้เลย ผมไม่อยากจะคิด ต่อไปว่าท่านกําลังจะใช้อ้างว่าตัวเองมีอํานาจ แล้วไปเขียนกฎหมายให้ตรงข้ามกับ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพฝากไปยังกรรมาธิการ นักประชาธิปไตยต้องใช้กว้าง นักประชาธิปไตยต้องเอาหัวใจออกไปวาง รวมทั้งเป็นนักวิชาการด้วย ยึดประโยชน์ของ ประเทศชาติเป็นตัวตั้ง ไปคิดถึงคําพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญแล้วจําเป็นต้องเขียนให้ ตรงกันข้าม จําเป็นต้องบอกว่าศาลไม่ต้องทํา ก็รัฐธรรมนูญมันถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ปี พุทธศักราช ๒๕๔๐ จนถึงปี ๒๕๕๐ ให้มีหน้าที่ในการตีความ ให้มีหน้าที่ในความคิดเห็น แม้แต่ร่างของท่านที่เขียนคราวนี้ก็หนีไม่พ้นศาลรัฐธรรมนูญ เพราะสภาไม่ได้มีหน้าที่วินิจฉัย สภาไม่ได้มีหน้าที่มาตัดสินประเด็นที่เป็นข้อกฎหมาย นั่นคือประการแรกที่ผมไม่เห็นด้วยกับ ท่านประธานว่าท่านไปเขียนอํานาจแบบนั้น ไปเขียนให้ชัดเจนแบบนั้น ท่านจะเดิน ไปข้างหน้าได้อย่างไร

ประการที่ ๒ ที่ผมบอกว่าท่านไปยกอํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติ อํานาจในการ ตรวจสอบฝ่ายบริหารไปให้ฝ่ายบริหารโดยสิ้นเชิง วันนี้เป็นรัฐบาล อาจจะไม่ได้มีความรู้สึก หรอกครับท่านประธาน ท่านจําบรรยากาศกับพวกผมได้ไหมครับ วันที่เป็นฝ่ายค้านเราก็ อยากให้รัฐบาลเอาพระราชบัญญัติกู้เงินมาเข้าสู่สภาเพื่อทําการตรวจสอบ แต่พอเป็นรัฐบาล ก็ไม่อยากจะให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ เป็นเรื่องปกติพวกผมไม่ได้ติดใจ แต่ประเด็นพวกผมก็คือว่า ทําอย่างไรจะวางบรรทัดฐานเรื่องรัฐธรรมนูญเอาไว้ให้แผ่นดินนี้ เอาไว้ให้คนรุ่นหลัง เอาไว้ให้ คนที่มาเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติเพื่อปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ

ประการต่อมา ท่านไปเขียนเพิ่มเติมว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชน เข้าถึงรายละเอียดแต่ละฝั่ง ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานย้อนไปดูรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ที่ผมเห็นว่าเขาเขียนไว้ดีแล้ว ความจริงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ถ้าไปออก กฎหมายตามวรรคห้า ให้มีกฎหมายกําหนดประเภทกรอบเจรจา ขั้นตอน หนังสือพวกนี้ หรือผลกระทบที่เกิดขึ้น มันก็จบแล้ว แต่เราไม่ยอมออก แต่เราไม่ยอมเขียน เปลี่ยนรัฐบาล มา รัฐบาลที่แล้วก็ทําไม่ได้ รัฐบาลนี้ก็ทําไม่ได้ ประเด็นของผมก็คือว่าพ้อยท์ (Point) ในการ แก้ไขปัญหา เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มันอยู่ที่วรรคห้า ท่านไม่ทําวรรคห้า ท่านไป ยกเลิกแล้วก็มาเขียนใหม่ว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียด ท่านประธานทราบไหมจะเกิดอะไรขึ้น มันก็จะมีคําถามต่อไปจนกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ ว่าเข้าถึงรายละเอียดมันคืออะไร รับฟังความคิดเห็นกับประชาชน มันควรจะเป็นอย่างไร แล้วก็ไม่สามารถออกกฎหมายได้ แล้วก็ปิดพื้นที่ในการเข้าถึงของพี่น้องประชาชน นี่คือ ประการที่ ๒ ที่มันสร้างปัญหา นี่คือประการที่ ๒ ที่เป็นปัญหาใหม่ที่จะมาสลับซับซ้อน มากกว่าปัญหาเดิม ปัญหาของเดิมก็คือว่า เรายังไม่สามารถแก้ ไม่สามารถเขียนกฎหมายให้มี พื้นที่ของประชาชนในการเข้ามาตรวจสอบ

ประการต่อมา ถ้าเราเขียนแบบนี้ ท่านประธานครับ ผมได้เรียนท่านประธาน แล้วว่า รัฐธรรมนูญโดยเฉพาะมาตรา ๑๙๐ ต้องเป็นช่องทาง ต้องเป็นพื้นที่ต้องเป็นเครื่องมือ ให้รัฐไทยนี้ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม เป็นเครื่องมือในการที่จะทํามาค้าขายในโลก โดยเฉพาะโลกโลกาภิวัตน์นี้ได้ เช่น ผมยกตัวอย่าง ท่านประธาน ถ้าท่านประธานเขียนเอาไว้ แบบนี้ ที่ผมเขียนเอาไว้ว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวาง มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรือกระทบต่องบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ผมมีเหตุผล ท่านประธานครับ ที่ผมไม่ตัดออกไปเหมือนกรรมาธิการ

ประการแรกก็คือท่านประธานทราบไหมครับ ว่าในภูมิภาคอาเซียน เขามีคณะกรรมการด้านพลังงาน ในภูมิภาคอาเซียนเขาเห็นว่าต่อไปนี้เรื่องการค้าพลังงาน คือยุทธศาสตร์สําคัญของอาเซียน จําเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเขียนกฎหมาย และรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับพลังงานของอาเซียน

ประการต่อมาถ้าท่านไปดูแผนปฏิบัติการของอาเซียนเรื่องพลังงานจะพบว่า เรามีปัญหาเรื่องไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะเรื่องก๊าซที่มีพื้นที่ทับซ้อนกัน ถ้าเราเขียน รัฐธรรมนูญแบบนี้ เราจะไม่สามารถไปปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศได้เลย ท่านจะไปอ้างข้อตกลงอะไรก็ตาม มันก็ไม่ผ่านสภา อ้างข้อตกลงอะไรก็ตาม มันก็ไม่ผ่าน พี่น้องประชาชนในการตรวจสอบ ถามท่านหน่อยว่าท่านเห็นตรงอย่างนี้แล้วท่านจะ ทําอย่างไร เพราะท่านเขียนรัฐธรรมนูญปิดตายเลย ไม่มีช่องทางในการตรวจสอบ ให้อํานาจ ฝ่ายบริหารตัดสินใจเลย มันก็จะกลับไปสู่อีหรอบเดิม มันคืออย่างไรท่านประธานครับ ย้อนไปดูรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มาตรา ๒๒๔ ท่านประธานจะพบว่านั่นคือช่องทางของ การคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ไปทําความตกลงเรื่องหนึ่ง แล้วก็ไปแลกกับผลประโยชน์ของ กลุ่มผลประโยชน์อีกเรื่องหนึ่ง อันนี้เป็นเรื่องสาธารณที่ทุกคนทราบดี ผมไม่ต้องเอ่ย ผมพูด แค่นี้ท่านประธานก็ทราบว่าคืออะไร จึงเป็นที่มาทําให้ฝ่ายบริหารใช้ดุลพินิจ ทําให้ ฝ่ายบริหาร ไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้นะครับ อาจจะเป็นรัฐบาลชุดใดก็ได้ใช้ดุลพินิจในการที่จะ เป็นประโยชน์คอร์รัปชันเชิงนโยบายเวลาไปเจรจาความเมือง ท่านจะทําอย่างไร เพราะท่าน ตัดออกไปหมดแล้ว

ประการต่อมา ผมเห็นว่าเป็นหัวใจสําคัญที่จะย้ํากับท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานกรรมาธิการก็คือว่า ที่สุดท่านเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาตรานี้ไปเป็นเครื่องมือ ของฝ่ายบริหารทั้งหมด ที่สุดท่านตัดอํานาจในการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติออกไป ทั้งหมด ที่สุดสภาเสียงข้างมากก็ตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออกไปทั้งหมด ผมไม่เข้าใจ แทนที่ท่านจะดึง ท่านเป็นสมาชิกสภา แทนที่ท่านจะเขียนให้กลไกในการตรวจสอบในฐานะ ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบฝ่ายบริหารเป็นใครก็ตามในการเข้าไปบริหารราชการแผ่นดิน ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีธรรมาภิบาลอย่างหลักที่เราพูดถึง แต่กลับไปเขียนว่าเงินกู้ ก็ไม่ต้องเข้า เรื่องไม่มีวีซ่าก็ไม่ต้องเข้า เรื่องผลกระทบเอาเข้าเฉพาะเรื่องการค้าเสรีและการ ลงทุน ประเด็นแค่นี้ละครับคือประเด็นที่เป็นคําถามที่ถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ว่าท่านจะทําอย่างไร ท่านตอบต่อสภาหน่อยว่าอันนี้มันคือปัญหา ท่านตอบต่อสภาหน่อยว่า อนาคตท่านจะทําอย่างไร ไปออกแบบอะไรได้ เสียดาย ๒ คนที่เป็นตัวแทนของกฤษฎีกากับ กรมไม่มา มาผมจะได้ถามว่าวันนี้กฤษฎีกาผมเข้าใจ เพราะท่านคือที่ปรึกษากฎหมายของ รัฐบาลทุกรัฐบาล ผมเรียนนะว่าทุกรัฐบาล ไม่ใช่รัฐบาลของท่านอย่างเดียว แต่กฤษฎีกา เป็นนักกฎหมายที่ตีความอธิบายเรื่องเสือให้เป็นแมวได้ ไม่ต้องให้กลัว พวกเราเป็น กรรมาธิการ พวกเราอยู่สภาบางทีเราก็รําคาญเหมือนกัน มันเป็นเสือแต่ว่าเขียนว่าเสือไม่กัดคน ท่าน ส.ว. เขียนแล้วก็ไปทําตาม เหมือนกันผมฟังเมื่อวาน เหมือนกันเรื่องพระราชบัญญัติ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นที่แก้มาเหมือนกันท่านประธานครับ ผมจึงเรียนยืนยันต่อ ท่านประธานตอนท้ายว่า ประการแรกถ้าจะเขียนแบบนี้ ถ้าจะยกร่างมาตรานี้ ทําลายหลัก ดุลยภาพของระบอบประชาธิปไตยคือการตรวจสอบฝ่ายบริหาร คือการมีส่วนร่วมของ ประชาชน คือการไม่ปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศได้ ตัวอย่างชัดเจน แบบนี้ ก็เอาแบบเดิม เขียนแบบเดิมจะดีกว่า แล้วกลับไปออกพระราชบัญญัติตามวรรคห้าว่าด้วย ขั้นตอนและประเภทของสนธิ หรือสัญญา หรือหนังสือ

ประการที่ ๓ ผมก็ยังยืนยันในคําแปรญัตติของผมว่าอย่างน้อยผมได้ กราบเรียนต่อท่านประธานว่าคําแปรญัตติของผมคือการยืนยันหลักอํานาจอธิปไตย ดุลยภาพ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชน จึงฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการได้โปรดทบทวน แต่ผมเชื่อแน่ท่านขึ้นมาโต้ผม แน่นอน ก็ไม่เป็นไรประชาธิปไตยเห็นต่างกันได้ว่าที่ทําไปนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ที่คิดอย่างนี้ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ท่านตอบผมหน่อยก่อนนะครับ คําถามที่ผมอยากจะถามท่านมาก ก็คือ ท่านประธาน ท่านไปเขียนคําว่า โดยชัดแจ้ง ท่านเอามาจากไหน ท่านไปเขียนคําว่า โดยชัดแจ้ง มันต่างอย่างไรจากคําว่า อย่างชัดแจ้ง ขอประธานอนุญาต ภาษาอังกฤษมันก็ ต่างกันครับ โดยชัดแจ้งใช้คําว่า เอ็กพลิซิทลี (Explicitly) โดยปริยายใช้คําว่า อิมพลิซิทลี (Implicitly) มันต่างกันอย่างไร หรืออย่างชัดแจ้ง ทําไมไม่เขียนอย่างชัดแจ้งไปเลย เพื่อจะไป ทําอะไร เพื่อจะไปให้เหนือกว่าคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้สภาแห่งนี้ไม่ต้อง ไปตรวจสอบฝ่ายบริหาร ลองอธิบายต่อสภาหน่อยครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ