รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

สุกิจ อัถโถปกรณ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 3 และเรียกร้องการยกเลิกมาตรานี้เพื่อกลับไปใช้รัฐธรรมนูญเดิมที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาแล้วครั้งหนึ่ง และวิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบของการแก้ไขครั้งนี้ที่ลดอิทธิพลของสภาผู้แทนราษฎรและรัฐธรรมนูญที่มีต่อการฟังความคิดเห็นของประชาชน

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ไม่ยาวครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ มาตราที่ผมจะขออภิปราย ก็คือมาตรา ๓ นะครับ ซึ่งมีส่วนที่ผมได้แปรญัตติไว้ แล้วก็ส่วนที่กรรมาธิการได้ทําการ แก้ไขเพิ่มเติมจากร่างเดิมที่สภาได้รับหลักการเอาไว้ ซึ่งผมก็จะขออภิปรายทั้ง ๒ ประเด็น แต่ก็คงใช้เวลาไม่มากนักนะครับ ในส่วนของการแปรญัตติของผม ก็คือ ผมขอให้ตัดมาตรา ๓ ออกทั้งมาตราครับ ซึ่งผมถือว่าผมมีสิทธิที่จะแสดงเหตุผลในครั้งนี้ ไม่มีใครบอกว่า แปรญัตติผิดหลักการนะครับ สภาจะเห็นด้วยกับการแปรญัตติของผมหรือไม่ก็เป็นเรื่องของ การลงมตินะครับ ซึ่งในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นที่ทราบกันว่าเราต้องลงมติ ทุกมาตราอยู่แล้ว ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๙ ท่านประธานครับ การตัดออกทั้งมาตราของผมนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทําให้เราไม่มีรัฐธรรมนูญใช้นะครับ ความหมายของมันก็คือให้กลับ ไปใช้มาตรา ๑๙๐ หรือมาตรา ๑๙๐ เดิม ที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในปัจจุบันนี้ นะครับ ซึ่งได้ผ่านการแก้ไขมาแล้วครั้งหนึ่งในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ซึ่งครั้งนั้น เป็นการแก้ไขที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แต่การแก้ไขครั้งนี้ครับท่านประธาน มันไม่เป็น อย่างนั้น มันได้ส่งผลเสีย ๓ อย่างนะครับ อย่างที่ ๑ ก็คือเป็นการลดอํานาจการตรวจสอบ ของรัฐสภา ประการที่ ๒ ทําลายการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน และประการที่ ๓ ก็คือ ไปเพิ่มอํานาจให้กับฝ่ายบริหาร ก็คือรัฐบาลนะครับ สําหรับส่วนของประชาชน ก็มีทั้งการลด การให้ความสําคัญต่อการฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน และมีการปฏิเสธ ความรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการกระทําสนธิสัญญาข้อตกลงที่ส่งผลต่อประชาชน โดยการลดชั้นความสําคัญลงนะครับ ผมจะพูดถึงประเด็นการไม่ให้ความสําคัญต่อการมี ส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนก่อนครับ ท่านประธานครับผมก็เคยอภิปรายแล้วว่า หัวใจสําคัญของระบอบประชาธิปไตยก็คือการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตยที่ดีที่สุด ก็คือการที่ให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดครับ ท่านประธาน จะเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาทุกครั้งนะครับ ได้พยายามที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกการแก้ไขครับ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ แต่น่าเสียใจที่การแก้ครั้งนี้เป็นการแก้แล้วก็กลับไปลดการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ถือว่าเป็นการถอยหลังเข้าคลองท่านประธานครับ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ไปโอดครวญ ที่มองโกเลียว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย อันนี้ละครับมันเป็นบทพิสูจน์ว่าใครกันแน่ที่ทําลายระบอบประชาธิปไตย ก็พวกของ ท่านนายกรัฐมนตรีเองนั่นละที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ามา ตัวนายกรัฐมนตรีเองนั่นละครับ ท่านประธานครับ ในวรรคสามของมาตรา ๑๙๐ ที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผมบอกว่าควรจะกลับไปใช้นั้น เขียนไว้ดีมากเลยครับ เขียนไว้ดีมากจนผมไม่อยากจะตัดทิ้ง ขออนุญาตอ่านนะครับท่านประธานครับ เขาบอกว่า ก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือ สัญญากับนานาประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับ หนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอ ความเห็นชอบด้วย คือจะมีทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนและประเด็นที่เกี่ยวกับ รัฐสภานะครับ ผมก็จะเอาเรื่องสําคัญ ก็คือเรื่องของประชาชนก่อน ก่อนที่จะมาพูดถึงเรื่อง ของสภานะครับ ท่านประธานจะเห็นว่าการรับฟังความคิดเห็นได้เขียนไว้ชัดเจน ในรัฐธรรมนูญที่ผมอ่านมาแล้ว เพียงแต่ว่าที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ทําครับ หรือทําก็ทํา นิด ๆ หน่อย ๆ ที่ผมฟังเวลาเอาร่างเข้ามา รัฐมนตรีเอามาเสนอก็บอกว่าไปผ่านที่นั่น ที่ประชุมนั้นที่ประชุมนี้นิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นครับ ก็เลยไม่ให้ความสําคัญนะครับ แต่พอมาถึงการแก้ไขของกรรมาธิการ ได้มาลดระดับความสําคัญของการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน โดยให้เป็นแค่กฎหมายธรรมดาเท่านั้น บอกว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยการ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับ หนังสือสัญญาตามวรรคสอง ก็เป็นที่เข้าใจกันนะครับ ซึ่งมันจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเมื่อเราผ่าน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแล้วยังไม่รู้เลยครับว่ากฎหมายฉบับนั้นมันจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ที่สําคัญมันจะออกเมื่อไรครับ ออกชาตินี้หรือออกชาติหน้า เพราะว่ารัฐบาลไม่ค่อยจะให้ ความสําคัญกับเรื่องของการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว แล้วอย่างนี้จะให้พวกผม ผ่านร่างนี้ไปได้อย่างไร โดยไม่มีหลักประกันใดเลยว่าสิทธิเสรีภาพ และก็การมีส่วนร่วมของ พี่น้องประชาชนจะถูกลิดรอนไปขนาดไหน ซึ่งผมก็คิดว่าท่านกรรมาธิการเองท่านก็ไม่รู้ หรอกครับว่ามันจะออกมาอย่างไร ท่านก็สักแต่เขียนโยนไปอย่างนั้นละ เพราะฉะนั้นผมขอ เน้นตรงนี้ว่าตรงนี้มันต้องชัดเจนครับ เพราะมันคือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย แล้วผมว่า กรรมาธิการไม่ต้องมาตอบผม เพราะอย่างไรท่านก็ตอบผมไม่ได้เรื่องนี้ แต่ท่านประธานครับ ที่ผมเสียดายมากกว่านั้น ที่เสียดายมากที่สุดก็คือวรรคสี่ของมาตรา ๑๙๐ ฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งถูกตัดออก ที่เขาเขียนไว้ดีมากเลยนะครับบอกว่า เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตาม วรรคสองแล้ว หมายถึงว่าวรรคสองเดิมในร่างปี ๒๕๕๐ นะครับ ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มี ผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น ดีมากเลยนะครับ และในกรณีที่มีการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการ แก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม ท่านประธานครับ เห็นไหมครับว่าเขียนไว้ดีมากทีเดียว ดีจนไม่อยากตัดทิ้งเลยครับ ของใหม่เป็นอย่างไรครับ ของใหม่ที่กรรมาธิการแก้ไขได้ลดชั้นความสําคัญให้เหลือแค่เป็นกฎหมายธรรมดา ซึ่งก็ได้กล่าวมาแล้วนะครับว่า มันไม่มีหลักประกันใด ๆ เลยท่านประธาน ว่ามันจะช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนได้จริงจัง เพราะว่าอย่างที่พูดครับ ท่านกรรมาธิการท่านก็เขียนโยน ๆ ไป อย่างนั้นแหละครับ รัฐบาลเองก็ไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจนนะครับ แถมยังไปจํากัด อีกว่า จะรับผิดชอบเฉพาะส่วนที่เป็นผลกระทบจากเอฟทีเอเท่านั้น โดยเขียนว่าการเปิดเสรี ด้านการค้าหรือการลงทุนให้ศึกษาถึงประโยชน์ของหนังสือสัญญา และผลกระทบต่อ ประชาชนหรือผู้ประกอบการและดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากหนังสือ สัญญาดังกล่าว อันนี้หมายถึง กรณีของเอฟทีเออย่างเดียวครับ และถ้าเป็นข้อตกลงอย่างอื่น ละครับ ข้อตกลงระหว่างประเทศทุกชนิด มันส่งผลต่อธุรกิจทั้งนั้นละครับ ท่านลองเป็นผู้ ค้าขายเป็นผู้นําเข้าส่งออกเอง แล้วท่านจะรู้ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข แล้วก็มันจะลําบากนะครับ นี่ก็คือการทําร้ายประชาชนของคณะกรรมาธิการนะครับ นั่นก็คือส่วนของประชาชนนะครับ ผมจะไปเร็ว ๆ ทีนี้ในส่วนของรัฐสภาก็เช่นเดียวกันครับ ในอดีตเราเคยเรียกร้อง ตอนที่ผม เป็น ส.ส. สมัยแรก ผมจําได้ว่า สมัยนั้นไม่มีหรอกครับ เรื่องทําสัยญากับต่างประเทศนี่ไม่มี การมารายงานต่อรัฐสภา ผมก็ได้เห็นนักการเมืองอาวุโสหลายท่าน ซึ่งผมไม่อยากเอ่ยนาม ท่านได้เรียกร้องเรื่องนี้ในสภาสมัยนั้น ให้สภาได้รับรู้เรื่องการทําสัญญากับต่างประเทศ เพราะอะไรครับ เพราะว่าการเอาประเทศไปผูกพันกับนานาชาตินั้นเป็นเรื่องสําคัญที่ตัวแทน ของพี่น้องประชาชนควรจะรับรู้ และก็ได้แสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างไร แล้วในที่สุดการเรียกร้องก็เป็นผลครับ ในที่สุดเราก็ได้มา ทุกวันนี้การทําสัญญากับ ต่างประเทศต้องมาผ่านรัฐสภา แต่ก็แปลกครับ วันนี้มี ส.ส. หลายท่านกลับปฏิเสธอํานาจนี้ ซึ่งเราได้มาจากการเรียกร้อง วันก่อนผมฟังสมาชิกบางคนอภิปรายบอกว่า นี่เป็นเรื่องเลวร้าย เป็นเรื่องเลวร้ายครับ ที่ทําให้เราช้า ทําให้เราเสียโอกาสในการทําสัญญากับต่างประเทศ เขาอ้างว่าประเทศอื่นเซ็นสัญญากันไปแล้ว แต่ประเทศเรายังไม่ได้เซ็นประเทศเดียว เราเสียเปรียบเขา และแม้แต่ในเหตุผลประกอบร่างก็เช่นเดียวกันครับ เขียนว่า เป็นผลให้ กระบวนในการทําความตกลงระหว่างประเทศล่าช้า และเกิดความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้วนะครับในมาตรา ๑ แล้วก็ได้ ถามไปทางกรรมาธิการ แล้วกรรมาธิการก็ตอบไม่ได้ ไม่สามารถจะให้ความชัดเจนได้ พอเขา ถามว่าและมันเสียหายตรงไหน เสียหายเมื่อไหร่ เสียหายเท่าไร ท่านก็ตอบไม่ได้ ผมจะบอก ให้ครับว่า ทุกวันนี้ท่านประธานเห็นไหมครับว่า ร่างแบบนี้เสนอมาเมื่อไรมันก็ผ่านเมื่อนั้น ฝ่ายค้านไม่เคยโยเยเลยครับ เราผ่านให้อย่างรวดเร็ว แล้วจะยกมือให้เกือบทุกครั้งเลยครับ แล้วมันช้าตรงไหนครับ มันก็ช้าตรงรัฐบาลนั้นละเพราะมัวแต่ไปเที่ยวต่างประเทศครับ เคยยุคไหนไหมครับที่เสนอกฎหมายแบบลุกลี้ลุกลน ต้องให้ผ่านในวันนั้นให้ได้ เพราะว่า พรุ่งนี้จะเซ็นสัญญาแล้ว หรือว่าต้องให้เสร็จวันนี้ เพราะเดี๋ยวอีก ๑ ชั่วโมงข้างหน้าจะเซ็น สัญญา ผมก็เพิ่งเห็นยุคนี้ท่านประธานครับ ต้องเรียกว่า ต้องไฟล้นก้นก่อนถึงจะเสนอ แล้วอย่างนี้มันช้าที่ใครครับ ช้าที่รัฐสภาหรือว่าช้าที่รัฐบาล ฉะนั้นแทนที่จะไปเที่ยว ต่างประเทศมาก ๆ มาสนในเรื่องกฎหมายให้มากขึ้นน่าจะดีกว่านะครับ และที่สําคัญก็คือ ท่านประธานครับ วันนี้เวลาส่วนใหญ่ของรัฐสภา ของการประชุมรัฐสภานี้เราทําอะไรครับ