พรพันธุ์ บุญยรัตพันธุ์ หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การทำสัญญาหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศมีความชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น โดยเสนอแก้ไขโดยไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย โดยเฉพาะการแก้ไขในสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ
ขอบคุณค่ะท่านประธาน ดิฉันขอเรียนย้อนไปว่าดิฉันได้แปรญัตติ ในมาตรา ๓ ให้กลับไปสู่ มาตราเดิม ในมาตรา ๑๙๐ เดิม ซึ่งดิฉันคิดว่ามันสมบูรณ์ครบถ้วนในการที่จะคุ้มครอง ผลประโยชน์ของประเทศชาตินะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะว่า ถึงแม้ว่าในยุคของการล่าอาณานิคมนี้มันจะหมดไปแล้วก็ตาม แต่ถ้าเผื่อท่านจะได้ดู ความเคลื่อนไหวของทุกประเทศในโลกนี้ มันก็ยังเป็นการที่จะรุกคืบหน้าไปเพื่อที่จะฉกชิง ทรัพยากรของอีกประเทศหนึ่งนะคะ หรือเป็นเรื่องของการรุกล้ําดินแดนเพื่อผลประโยชน์ ต่าง ๆ นะคะ มีการลงทุน มีการใช้กฎหมายต่าง ๆ ระหว่างประเทศ แต่ในที่สุดก็จะมี ประเทศใดประเทศหนึ่งที่จะได้เปรียบประเทศอื่นอยู่นะคะ การเป็นเช่นนี้มาตลอด เพราะฉะนั้นการที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายซึ่งจะปกป้องตัวเราเองจากการเอาเปรียบ ของประเทศต่าง ๆ ทั้งใกล้ชิดกับเรา แล้วก็ประเทศที่ใหญ่กว่า โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ หรืออํานาจทางทหาร สมัยก่อนก็ใช้วิธียกไปยึดดินแดน แล้วก็ดึงเอาทรัพยากรธรรมชาติ เอาไปใช้ในประเทศของตน แต่ขณะนี้ทําไม่ได้ มันก็จะออกมาเป็นในรูปของสัญญาการค้า ต่าง ๆ หรือการร่วมลงทุนต่าง ๆ พวกนี้ ซึ่งลึกลงไปแล้วก็คือผลประโยชน์ของประเทศ ของตนนั้นถือว่าเป็นผลประโยชน์ที่สูงสุด เพราะฉะนั้นกฎหมายมาตรา ๑๙๐ เดิมนี้ ก็ได้ ครอบคลุมเอาไว้หมดนะคะ โดยเริ่มตั้งแต่กําหนดประเภทของสนธิสัญญาหรือหนังสือสัญญา ซึ่งในความหมายของสัญญาหรือสนธิสัญญานี้ก็หมายความกว้างขวางมากนะคะ ไปจนกระทั่ง ถึงอย่างที่ได้มีผู้ได้ให้คํานิยามเอาไว้แล้ว เพราะฉะนั้นในการทําสนธิสัญญาหรือสัญญาทั้งหมด ๕ ประเภทเหล่านี้ เช่น อันแรก ก็คือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย สัญญาที่มีบท เปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือ สัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติ เพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญานั้น หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ หนังสือสัญญาทั้ง ๕ ประเภทนี้ ก็ได้กําหนดไว้ว่าจะต้องมีการนําเสนอกรอบเจรจา แล้วก็มีการเสนอสัญญาต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ แล้วก่อนที่จะดําเนินการเพื่อทํา หนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศดังกล่าวแล้วนี้ จะต้องมีการจัด รับฟังข้อคิดเห็นของประชาชนให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แล้วก็ให้ เสนอกรอบเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อเห็นชอบด้วย นอกจากนั้นในกรณีที่ในการปฏิบัติตามหนังสือ สัญญาจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม จะต้อง มีการเยียวยา แก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็วเหมาะสมและเป็นธรรม นอกจากนั้นก็คือให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภทกรอบเจรจาขั้นตอนและวิธีการ จัดทําหนังสือสัญญา โดยเฉพาะหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ แต่ว่าเป็นที่น่าเสียดายว่าหนังสือกฎหมาย เหล่านี้ไม่ได้ทําให้เสร็จสิ้นลงไปจนบัดนี้ ก็ยังไม่มีกฎหมายฉบับนี้ แล้วสุดท้าย ถ้าหากว่า มีปัญหาใด ๆ ก็เป็นอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด เพราะฉะนั้นดิฉันเห็นว่า ในกฎหมายเดิมนี้ ก็ได้ครอบคลุมในทุกขั้นตอนของการพิทักษ์ผลประโยชน์ของประเทศ โดยคํานึงถึงผลกระทบที่จะเกิดต่อประชาชน กําหนดการเยียวยาเอาไว้ และกําหนดให้มี กฎหมายลูกซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการกําหนดประเภทกรอบเจรจาต่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้ทํา เพราะฉะนั้นก็มีข้ออ้างในการแก้ไขว่าที่ให้แก้ไขเพิ่มเติมนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าหนังสือสัญญา ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญนั้น ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนเป็นปัญหาในทางปฏิบัติของฝ่ายบริหาร และเป็นผล ให้ขบวนการในการทําความตกลงระหว่างประเทศล่าช้า และเกิดความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม จึงสมควรที่จะแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งในหลักการและเหตุผล ดังกล่าวนี้หลังจากที่ได้รับฟังมาทั้งหมดจากผู้ชี้แจงก็ยังไม่เห็นความชัดเจนว่าได้เกิด ความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร และมากน้อยแค่ไหน จึงต้องมาแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ซึ่งคิดว่าในขบวนการที่ทําให้การตกลงระหว่างประเทศ ล่าช้านี้มันน่าจะเป็นปัญหาของผู้ปฏิบัติมากกว่าที่จะเป็นปัญหาของฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่าย รัฐสภา เพราะว่าในการดําเนินการนี้ ในการพิจารณากรอบเจรจาหรือข้อตกลงใด ๆ ก็ตาม ก็ไม่เคยได้ล่าช้าเมื่อมาถึงรัฐสภา ความล่าช้านั้นก็จะเกิดขึ้นในกระบวนการที่มีความไม่แน่ใจ ของฝ่ายปฏิบัติ ว่ากฎหมาย ว่าข้อตกลงหรือสัญญาเหล่านี้สมควรไหมที่จะส่ง ก็มีการส่งไป ปรึกษาในที่ต่าง ๆ ก็ทําให้เกิดความล่าช้า ในทางตรงกันข้ามดิฉันคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ หรือมาตรา ๑๙๐ เดิม มันเป็นการทดสอบคุณภาพและประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติงาน หรือข้าราชการของรัฐด้วยซ้ําไป เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่ชํานาญในการทํางานในด้านนั้น มาตลอดชีวิตของการรับราชการ ย่อมจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเป็นอย่างดีว่าข้อตกลง หรือสัญญาประเภทใดที่จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจหรือสังคม ถ้าเผื่อว่า ท่านไม่ทราบก็จะไม่มีใครทราบดีไปกว่าพวกท่าน เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่ายังไม่มีกฎหมาย ออกมา แต่ข้าราชการหรือผู้ที่ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับสูงย่อมจะต้องเป็นผู้ที่ เข้าใจดีว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางหรือไม่ จะเกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางหรือไม่ อย่างที่กล่าวกันว่า คําว่า กว้างขวาง นั้น ยากที่จะ ประมาณได้ว่ามันเท่าไร แต่ว่าผู้ที่ปฏิบัติจริงย่อมสามารถที่จะเข้าใจในเรื่องนี้ได้ อย่างดี ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าเราไปทําสัญญาการค้ากับประเทศหนึ่งซึ่งเราทราบดีว่าเขา มีผลผลิตซึ่งเป็นเช่นเดียวกับผลผลิตของเกษตรกรที่ยากจนของประเทศไทย เช่น การปลูกหอม ปลูกกระเทียมอะไรพวกนี้ แต่การตกลงทางการค้าของเรากับประเทศนั้นเราต้องการจะ ค้าขายในเรื่องของเครื่องจักร เครื่องยนต์ต่าง ๆ ถ้าเผื่อมองดูแต่เฉพาะในจีดีพีหรือรายได้ ที่สูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่ก่อให้เกิดการสูญเสียอาชีพของประชาชนซึ่งเป็น ประชาชนยากจนส่วนใหญ่ที่ประกอบอาชีพนั้น กว้างขวางก็คือถ้าหากว่าประชาชนที่มีอาชีพ ทําไร่ มีผลิตผลเกษตรที่ถูกผลิตผลเกษตรของประเทศที่เราไปทําสัญญาด้วย ซึ่งเป็นประเทศ ที่ใหญ่กว่านี้ส่งเข้ามาทุ่มในตลาด แล้วเขาต้องเลิกอาชีพเหล่านั้นไป จํานวนกี่ร้อยกี่พัน ครอบครัว อันนั้นคือความกว้างขวางของปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าหากว่าเขาต้องล้มละลาย อันนี้คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่สามารถจะวัดได้ ถ้าหากว่าทางราชการได้มีการติดตาม มีข้อมูลในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีข้อมูลเฉพาะในส่วนของตนเอง เพราะว่าหลังจากที่มี กฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วดิฉันคิดว่าเป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานที่จะต้องศึกษากฎหมาย เหล่านี้โดยละเอียด แล้วก็ปรับการดําเนินการให้เหมาะสมกับการปฏิบัติตามขั้นตอนของ กฎหมาย แล้วก็คิดว่าที่จะทําให้เกิดการล่าช้านั้นการกระทําทุกอย่าง การเดินทางของ ผู้นําประเทศจะต้องมีแผนการล่วงหน้า ไม่ใช่ว่าเดินทางไปเจอใครแล้วก็จะฉุดมือกันไปเจรจา การค้าแล้วก็บอกว่าไม่ได้เพราะว่าขัดรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการเตรียมการมา ก่อน แล้วโดยกระบวนการเตรียมการมาก่อนนี้เป็นการพิสูจน์ว่าข้าราชการได้ทํางานอย่างมี ประสิทธิภาพแค่ไหน ก็คือเตรียมข้อมูลให้พร้อม แล้วก็สามารถที่จะระบุได้ว่าเรื่องเหล่านี้ ตกลงได้ในทันที เรื่องเหล่านี้ต้องย้อนกลับมาถามสภาก่อน แล้วการที่จะระบุว่ากฎหมาย ฉบับนี้ทําให้ล่าช้า ไม่มีที่ไหนเขาทํากัน ดิฉันขอเรียนว่าในการศึกษาของนักวิชาการได้ระบุว่า รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาก็ให้อํานาจประธานาธิบดีในการทําสนธิสัญญา แต่ภายใต้ คําแนะนําและความเห็นชอบของสภาคองเกรส (Congress) โดยสนธิสัญญาจะต้องได้รับ ความเห็นชอบจาก ๒ ใน ๓ ของวุฒิสภา ซึ่งต่างจากกรณีกฎหมายทั่วไป เพราะฉะนั้น ในประเทศที่มีขนาดใหญ่อย่างอเมริกาก็ยังต้องระมัดระวังในเรื่องการทําสนธิสัญญาด้วย เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าในทางตรงกันข้ามกฎหมายฉบับนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์และ สามารถที่จะพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของข้าราชการในทุกด้านด้วย ให้สอดคล้องกับ กระแสโลกาภิวัตน์ที่ทุ่มโหมเข้ามาสู่ประเทศเรา เพราะฉะนั้นการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้โดยตัด ประเภทสัญญาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวางออกไปดิฉันคิดว่า มันจะไม่มีผลดีกับประเทศไทย แล้วก็ใส่มาเฉพาะเอฟทีเอหรือการลงทุนเท่านั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดเรื่องของงบประมาณออกไปว่าที่จะผูกพันกับประเทศไม่ต้อง เอามาให้รัฐสภาพิจารณา ซึ่งอันนี้เป็นข้อที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ตัวอย่างง่าย ๆ ที่เราจะเห็นกัน ก็คือพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ถ้าหากว่าเป็นจริงอย่างที่ได้มีการพูดกัน หรือว่าเป็นข่าวอยู่ก็คืออาจจะใช้เงินกู้ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์จากต่างประเทศ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ากฎหมายฉบับนี้ผ่าน การแก้ไขฉบับนี้ผ่าน ก็หมายความว่าเงินกู้จากประเทศ ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นก็คือประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะไม่ได้ผ่านการพิจารณาหรือการท้วงติงใด ๆ เลยจากรัฐสภา แล้วก็ถ้าหากว่าประเทศได้รับ ผลกระทบ อันนี้คือผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลจริง ๆ ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้รับ พิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากนะคะ
อีกเรื่องหนึ่ง ที่ดิฉันไม่เห็นด้วยในการแก้ไขก็คือ ในสัญญาที่มีบทบาท เปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจ ตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง คือเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้ามา อันนี้จะต้องมาขอความเห็น ดิฉันว่าถ้าหากว่าเรามีสิทธิอธิปไตยหรือเขตอํานาจ ของเรานอกอาณาเขตประเทศไทยโดยชัดแจ้ง มันก็หมดปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ ก็อาจจะไม่จําเป็นที่จะต้องมาให้พิจารณาอะไรอีก เพราะมันชัดอยู่แล้ว แต่ที่มันเป็นปัญหานี้ ก็คือความคลุมเครือไม่ชัดแจ้งต่างหากที่จําเป็นที่จะต้องเอามาพิจารณาว่า ถ้าหากว่า ดําเนินการไปแล้วมันสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียหรือไม่นะคะ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าตัด ดิฉันก็แปรญัตติว่าให้ตัดคําว่า โดยชัดแจ้ง ออกไปด้วยนะคะ เพราะว่าคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะว่าประเทศไทยนี้มีความไม่ชัดแจ้งในเขตอํานาจหรือกฎหมาย ระหว่างประเทศกับหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านของเรา แล้วถ้าหากว่า มันมีการกระทําใด ๆ ก็ตามทีที่เห็นผลประโยชน์ส่วนตนหรือกับพวกพ้องมากกว่า ผลประโยชน์ของประเทศชาติ การแก้ไขอันนี้ก็เปิดโอกาสให้สามารถที่จะดําเนินการได้นะคะ โดยที่รัฐสภาไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรได้เลยนะคะ อันนี้ก็เป็นเหตุผลทั้งหมด ที่ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ สิ่งที่คิดว่าน่าจะทําได้ แต่ทําไมไม่ทํา ก็คือการออกกฎหมายลูก ซึ่งบัญญัติเอาไว้แล้วในมาตรา ๑๙๐ เดิม ก็คือกฎหมายที่ว่าด้วย การกําหนดประเภท กรอบเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพัน ด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ อันนี้ถ้าจัดทําได้ เรียบร้อยนะคะ ก็จะลดขั้นตอนทําให้ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานสามารถที่จะเข้าใจได้มากขึ้น ว่าสัญญาประเภทใดที่ควรจะส่งมาให้สภาพิจารณา ประเภทใดที่ไม่ต้องเสียเวลาส่งมาให้ พิจารณา และสามารถที่จะดําเนินการได้เลย ท่านก็ไม่ทํากฎหมายอันนี้ แต่เลือกที่จะรื้อ กฎหมายทั้งหมด แล้วก็เติมถ้อยคําที่จะทําให้ประเทศชาติสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียผลประโยชน์ นี้เข้าไปอีก โดยเฉพาะในพื้นที่ของประเทศไทยนะคะ นอกจากนั้นแล้วในกฎหมายที่แก้ไข ใหม่นี้ ยังไม่ได้คุ้มครองประชาชนอย่างชัดเจนเหมือนกับกฎหมายเก่า ซึ่งบอกว่า การแก้ไข หรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นต้องกระทําอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม กฎหมาย ที่แก้ใหม่ก็ตัดในเรื่องนี้ออกอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรมนี้ออกไป ทั้งหมด ก็ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของผู้บริหารที่จะสนใจ หรือว่าจะดูแลเขาอย่างไรบ้าง ในที่สุดนี้ ผลกระทบก็จะตกแก่ประชาชน ประชาชนก็คือเหยื่อ ไม่สามารถที่จะมีสิทธิมีเสียงได้ นอกจากจะมีกฎหมายที่ให้เข้าถึงรายละเอียด ในกฎหมายใหม่นี้มีกฎหมายให้ประชาชน สามารถเข้าถึงรายละเอียดและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญา ก็หมายความว่ามีหนังสือสัญญาเสร็จเรียบร้อยไปแล้ว ประชาชนก็สามารถที่จะเข้าไปดูได้ว่า เขาสัญญากันว่าอย่างไร ซึ่งดิฉันคิดว่าประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลย นอกจากได้รู้เห็น เท่านั้นว่าเขาทําอะไรกัน แต่ว่าไม่สามารถที่จะเข้าไปมีส่วนมีเสียงที่จะแก้ไขผลกระทบ ซึ่งอาจจะเกิดต่อประชาชนได้เลย เพราะฉะนั้นก็มองเห็นว่าการแก้ครั้งนี้เท่ากับทําให้สิทธิ ของประชาชนทุกลิดรอนออกไป แล้วหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติก็ถูกลดถอยลงไป แต่ไปเพิ่ม อํานาจและการตัดสินใจทั้งหมดเกือบจะให้กับผู้บริหารประเทศเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น ก็เลยมองเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ดิฉันคงไม่สามารถที่จะรับรองได้ ขอบพระคุณค่ะ