ประสงค์ นุรักษ์ แปรญัตติเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงกฎ กติกา ที่ประเทศชาติซึ่งรัฐบาลจะต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชน และมีข้อกําหนดไว้ให้เวลาในการพิจารณาไม่ยาวเกินไป นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการลงนามหนังสือสัญญากับต่างประเทศ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลแจ้งประชาชนเกี่ยวกับข้อตกลงและให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนการลงนาม และยังต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการลงนามหนังสือสัญญา
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนปวงชนชาวไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลของกระผมในการที่จะนําเสนอ เพื่อการแปรญัตติ ในมาตรา ๑๙๐ ตามที่ได้มีการยกร่างขึ้นมานั้น เป็นความเห็นส่วนตัว ของกระผม ซึ่งอาจจะมีการคล้ายคลึงกันหรือเหมือนกับบุคคลท่านอื่น ซึ่งตามที่ผมเห็น รายชื่อผู้ซึ่งมีการแปรญัตติในเรื่องเดียวกันนี้ประมาณ ๑๐ ท่าน แต่อาจจะมีเจตนา และวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันนะครับ ก่อนอื่นครับ ในฐานะที่ผมได้รับการติดต่อ จากพี่น้องประชาชนมาเป็นจํานวนมากในช่วงของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมอดที่จะต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านไม่ได้ครับว่า เขามีความสนใจ มีความเป็นห่วง และมีความผูกพันกับการทํางานของพวกเราเป็นอย่างมาก ก็หวังว่าพวกเราจะต้องทํางานกันอย่างเต็มที่เพื่อผลประโยชน์ของเขาอันเป็นที่ตั้งตามที่เรา ได้ให้สัตย์ปฏิญาณไว้ในการเข้ารับหน้าที่ของพวกเราทุกคน ส่วนตัวกระผมครับท่านประธาน ที่เคารพ ผมยืนยันมาตลอดว่าถึงแม้ผมเองจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง คือมาจาก การสรรหา แต่ผมมีความยึดมั่นในการปฏิบัติภารกิจและหน้าที่ไม่แตกต่างกับสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงลักษณะอื่น ท่านประธานครับ การแปรญัตติของกระผมในครั้งนี้ ผมมีความประสงค์ที่จะแสดงความตั้งใจให้พี่น้องประชาชนได้เห็นว่า ผมในฐานะเป็นตัวแทน ของประชาชนนั้นมีความเห็นอย่างไรในการที่จะเสนอในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ครั้งก่อนที่มีการเปลี่ยนแปลงมาครั้งหนึ่งแล้วนั้น ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการแก้ไขในครั้งนั้น เพราะผมยังยืนยันตลอดเวลาครับว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมานี้เพิ่งใช้มา ๖ ปี เวลาของการที่จะพิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นยังน่าจะให้โอกาสกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มากกว่า ๖ ปี หรือควรจะเป็นถึง ๑๐ ปีด้วยซ้ํา แล้วเรามาช่วยกันพิจารณาว่าอะไรบ้าง เป็นบทเรียนที่เราควรจะมาปรับปรุงแก้ไขและเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ ประเทศชาติและประชาชนนะครับ มาตรา ๑๙๐ ที่เสนอมานี้ทางท่านคณะกรรมาธิการ เขาจะมีความคิดเห็นหรือเขาจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรผมก็จะไม่ขอพูดถึง แต่ผมจะขอพูดถึง ในส่วนที่ผมแสดงความเห็นนะครับ ผมขอแบ่งความเห็นผมเป็น ๓ ส่วนกว้าง ๆ นะครับ คือส่วนแรกเป็นส่วนที่เกี่ยวกับการที่จะมีการทําหนังสือสัญญากับต่างประเทศนะครับ เพราะว่าการทํางานของเรานั้นเป็นการทํางานที่จะต้องมีการติดต่อและหวังผลระยะยาวด้วย ในขณะเดียวกัน เพราะฉะนั้นการทําหนังสือสัญญากับต่างประเทศนั้นเพื่อการเปลี่ยนแปลง อาณาเขตนั้น หรือเขตพื้นที่เท่าอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย มีเขตอํานาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ผมขอโทษด้วยจะต้องอ่านข้อความทั้งหมดนี้ เพราะเป็นข้อความซึ่งผมตั้งใจที่จะให้มี การเปลี่ยนแปลงในการที่จะร่างมานะครับ อาจจะซ้ํากับท่านอื่น แต่ว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงครับ เพราะว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่เป็นการพูดของคนต่างบุคคลเท่านั้นเองนะครับ ผมแปรญัตติ ไปเพื่อต้องการจะให้การกระทําดังกล่าวที่ว่านั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ท่านประธานครับ รัฐสภานี้เป็นตัวแทนของประชาชน ถ้าหากว่าการเสนอเปลี่ยนแปลงกฎ กติกา ที่ประเทศชาติซึ่งรัฐบาลจะต้องดําเนินงานนั้น จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก ประชาชนแล้ว ไม่มีสถานที่แห่งไหนที่จะเหมาะสมเท่ารัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นสิทธิ ที่ประชาชนจะมีต่อการทํางาน ในการรับรู้การทํางานของพวกเรา และสิทธิรับรู้ ของประชาชนนั้นมีความสําคัญยิ่งที่เราจะต้องนํามาแล้วก็พูดกันในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้น เรื่องกรณีการทําหนังสือสัญญาก็เช่นกันท่านประธานครับ เพราะมันจะมีผลผูกมัดและผูกพัน ต่อไปอีกนาน จําเป็นอย่างยิ่งที่ผมเห็นว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภานี้ก่อนนะครับ และในขณะเดียวกันเมื่อรัฐสภานําเรื่องนี้มาพิจารณาแล้ว ไม่ใช่ว่าปล่อยให้ยืดยาดยาวไปโดย ไม่มีกําหนด เราควรจะมีข้อกําหนดไว้ ผมจึงได้เขียนว่าให้เวลาในการที่จะพิจารณานั้นสัก ประมาณ ๖๐ วันน่าจะเป็นการเพียงพอ และช่วงเวลานั้นผมคิดว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่ยาว เกินไป และไม่สั้นเกินไปที่จะให้ประชาชนได้รับรู้รับฟังการทํางานของพวกเราในกรณีจะ พิจารณาในการที่จะให้รัฐบาลไปทําหนังสือสัญญากับต่างประเทศนะครับท่านประธาน ที่เคารพครับ
ท่านประธานครับ เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่จะทําหนังสือสัญญา แต่ยังมีประเด็นอีก ประเด็นหนึ่งก่อนหน้าที่จะมีการทําหนังสือสัญญานั้น ผมได้เขียนลงไปในร่างแปรญัตติ ของกระผมครับว่า ก่อนการดําเนินการเพื่อการทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือ องค์การระหว่างประเทศตามวรรคสองที่ผ่านมาเมื่อสักครู่นี้ คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและ จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธานที่เคารพ ซึ่งผมทําหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ผมมองเห็นความสําคัญของประชาชนที่ประชาชน มีความสําคัญและมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับรู้และต้องได้รับฟังว่า อะไรบ้างคือสิ่งที่ รัฐบาลจะไปทําข้อตกลงกับต่างประเทศ และเซ็นเป็นหนังสือสัญญาระหว่างกัน ผมว่านี่ละครับ เป็นข้อมูลและเป็นเหตุผลที่ผมนําเสนอมาว่าควรจะให้มีการรับฟังของประชาชนก่อน และเช่นเดียวกันครับ รัฐบาลจะต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้ คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาด้วยครับว่าขอบเขตที่จะไปทําสนธิสัญญานั้นมันมี ขอบเขตกว้างขวางยาวแค่ไหนที่จะทํากันให้ประชาชนได้มีโอกาสรับรู้ด้วยในขณะเดียวกัน ในขณะที่มีการประชุมกันในสภาแห่งนี้ครับท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานครับ อย่า ว่าแต่การทําหนังสือสัญญาเลยครับท่านประธาน ข้อตกลงต่าง ๆ กับต่างประเทศ ไม่ว่าจะ ด้วยวิธีใดก็ตามแต่ ประชาชนควรจะมีสิทธิรับรู้ มีตัวอย่างอันหนึ่งที่ผมมีความกังวลเป็นอย่าง ยิ่งครับท่านประธาน ที่มีข่าวออกมาว่าการเจรจาเพื่อพูดคุยสันติภาพซึ่งจะเกิดขึ้นที่ประเทศ มาเลเซีย ซึ่งประเทศไทยทําหน้าที่เป็นตัวแทนโดย สมช. ที่จะไปเจรจากับทางฝ่ายบีอาร์เอ็น (BRN) ที่มาเลเซียในโอกาสต่อไปนั้น ถูกตั้งเงื่อนไขขึ้นมาอย่างนี้ครับท่านประธานว่าการฟื้นฟู ครั้งต่อไปนี้จะต้องมีสักขีพยานจากอาเซียนหรือโอไอซี (OIC) และเอ็นจีโอ (NGO) หลังจาก ได้รับความเห็นชอบของทั้ง ๒ ฝ่าย และการพูดคุยกันนั้นได้มีการเรียกร้องระบุต่อไปอีกครับ ว่าเพื่อให้ประเทศหรือองค์กรเป็นสักขีพยานทุกครั้งในการลงนาม นี่ละครับการลงนาม แม้กระทั่งไม่ใช่หนังสือสัญญา เป็นการพูดคุยกันธรรมดา ๆ นี่ละครับ ถ้ามีเงื่อนไขที่จะมี ความผูกพันเกี่ยวกับประเทศ เกี่ยวกับประชาชนในอนาคตต่อไปแล้ว จะต้องเห็นความสําคัญ มากจะต้องมีความใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากในการที่จะลงนามกรณีใดก็ตามแต่ ในกรณีนี้โดยเฉพาะครับ ต่อไปอีกครับ เพื่อจะให้การพูดคุยมีหลักประกันของทั้ง ๒ ฝ่าย นี่ละครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่างให้เห็นว่าการที่จะไปลงนามอะไรนั้น ความผูกพันมันมี ต่อเนื่องถึงประเทศชาติและประชาชนในอนาคต จําเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน จะต้องให้ พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสรับรู้ไว้ก่อนล่วงหน้า แต่สิ่งที่ผมมีความกังวลและผมคิดว่า ข้อกังวลนี้ คณะ สมช. ซึ่งจะไปเจรจา ไปพูดคุยกันนั้นไม่ใช่เจรจา ในกรณีเกี่ยวกับเรื่อง คุยสันติภาพที่มาเลเซียในโอกาสต่อไปนั้นให้ใช้ความระมัดระวังในการลงชื่อ ในการที่จะ ลงนามในประเด็นต่าง ๆ เพราะการลงนามต่อไปแล้ว จะเป็นผลบังคับที่จะต้องมาแก้ไขกัน แก้ไขนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ถ้าเราป้องกันไว้ก่อนได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนในอนาคตครับท่านประธาน นั่นเป็นตัวอย่าง นะครับท่านประธานครับ ถ้าหากว่ามีการลงนามเสร็จแล้ว ตามที่ผมได้มีการแปรญัตติไป นะครับ ท่านประธานที่เคารพ ว่าเมื่อลงนามในหนังสือสัญญาวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดง เจตนาให้มีความผูกพัน คณะรัฐมนตรีจะต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียด ของหนังสือสัญญานั้น นี่ละครับอีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมยึดมั่นยืนยันมาตลอดเวลาว่าประชาชน คือหัวใจในการทํางานของกระผมซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา และในฐานะซึ่งเป็นตัวแทนของ ปวงชนชาวไทย ผมจะพูดถึง ผมจะเอ่ยถึง และผมจะปฏิบัติมาตลอดเวลาให้เห็นความสําคัญ ของพี่น้องประชาชน สมาชิกสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ พูดถึงและอ้างถึง ประชาชนอยู่ตลอดเวลา ถึงเวลาที่จะต้องทําสิ่งที่เป็นภารกิจที่มีความสําคัญต่อประเทศชาติ กลับลืมประชาชนเสียเฉยเลย นี่หรือครับเป็นการทํางานในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง แต่ไม่เป็นไรครับตัวใครตัวมัน แต่ละคนมีสิทธิแล้วก็มีหน้าที่มีความสามารถ ในการแสดงตนกันในการปฏิบัติหน้าที่ตัวแทนประชาชนด้วยจิตวิญญาณของตัวเองของ แต่ละท่านนะครับ ผมได้เขียนต่อไปอีกครับว่านอกจากตามที่ผมพูดไว้ดังกล่าวแล้ว ตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้การเกิดการกระทบต่อประชาชนนั้น หรือผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม นี่ละครับเป็นความจําเป็นว่าถ้าหากว่า การดําเนินงานต่อไปนั้นมีผลกระทบซึ่งมีความเสียหายต่อบุคคลดังกล่าวหรือกลุ่มบุคคล ดังกล่าวแล้ว ความรับผิดชอบของรัฐบาลจะต้องมีในการที่จะแก้ไขเยียวยาปัญหาของบุคคล เหล่านั้นด้วยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่เป็นเพียงสิ่งที่ผมอยากจะเห็นการ เปลี่ยนแปลง การแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยตามร่างที่มีอยู่ในขณะนี้ ส่วนทางท่าน คณะกรรมาธิการที่ผมเรียนตอนแรกแล้วว่าจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างไรนั้นเป็นสิทธิของ คณะกรรมาธิการ ผมมีความจําเป็นที่จะต้องเสนอแนวความคิดของกระผมเพื่อให้ประธานได้ ทราบและให้สมาชิกสภาแห่งนี้ซึ่งเป็นรัฐสภาเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศได้มีโอกาส พิจารณาแนวความคิดและแนวทางที่ผมได้นําเสนอไปนั้นด้วย นี่ละครับผมจึงขอแสดง ความตั้งใจต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและต่อสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ผ่านท่านประธานครับ ว่าผมไม่เห็นด้วยในการที่จะแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ด้วยเหตุผลดังที่ผมกราบเรียนท่านประธาน มาแล้วครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ