รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

เจตน์ ศิรธรานนท์ อภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 190 และเรียกร้องให้ออกกฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับการกำหนดประเภท ขั้นตอน และวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องสิทธิอธิปไตยของประเทศไทยในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๙๐ ฉบับนี้ ด้วยเหตุผลคล้าย ๆ กับที่เพื่อนสมาชิกทั้ง ส.ส. และ ส.ว. จํานวนมาก ก็ได้อภิปรายไปแล้ว ท่านประธานครับ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสมัยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้ารัฐบาล แล้วก็รัฐธรรมนูญนี้มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ปี ๒๕๕๔ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒ นะครับ สาระสําคัญก็มี ๓ ข้อที่แก้ไขไป ก็คือให้มีความชัดเจน ในข้อกฎหมายยิ่งขึ้น ในเรื่องของสิทธิอธิปไตยในอาณาเขตพื้นที่ของรัฐ หรือต้องออกเป็น พ.ร.บ. หรือเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน

ประเด็นที่ ๒ ในกรณีที่มีปัญหาต้องตีความก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้

แล้วข้อ ๓ คือกําหนดบทเฉพาะกาลให้ออกฎหมายลําดับรองใน ๑ ปี คือกฎหมายที่ว่าด้วยการกําหนดประเภท ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศ

ท่านประธานครับ ผ่านไป ๒ ปี ผ่านมาหลายรัฐบาล กฎหมายนี้ก็ยังไม่ออก ซึ่งปัญหาตามที่กรรมาธิการได้ชี้แจง ก็คือว่า อ้างว่ามันมีความยุ่งยากในการที่จะออก กฎหมาย เดี๋ยวผมจะชี้แจงในรายละเอียดลําดับต่อไป แต่ว่าเท่าที่อยู่ในสภานี้มาตั้งแต่แรก ๆ ตั้งแต่มีปัญหาในมาตรา ๑๙๐ ตั้งแต่ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านนพดล ปัทมะ ถูกยื่นให้พ้นจากตําแหน่งไปตอนนั้นนะครับ ก็ทําให้เกิดความเกรงกลัว จากข้าราชการประจําแล้วก็อ้างว่า อันนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทําให้ต้องส่งทุกเรื่องเข้าในสภาเพื่อรับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้ การที่ส่งทุกเรื่องเข้ารัฐสภา ผมยอมรับครับท่านประธานว่า มันเป็นปัญหา แต่ว่าจริง ๆ มีการเห็นปัญหานี้เช่นเดียวกัน ทางรัฐบาลที่แล้วก็ได้เสนอแก้ไข ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้ออกกฎหมายลําดับรอง กําหนดประเภท ขั้นตอนและวิธีการในหนังสือ สัญญา แต่ก็ไม่ได้มีการกระทําเกิดขึ้น ซึ่งส่วนตัวผมนี้เชื่อว่าถ้ามันมีการออกกฎหมายลําดับ รองไปแล้ว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คงไม่ต้องเข้าสู่รัฐสภา ที่เราอภิปรายกันในวันนี้

ท่านประธานครับ ในกรณีปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลถูกกล่าวหามากมายว่า มีผลประโยชน์ทับซ้อน หมายถึงรัฐบาลนี้ ทําให้ผมนี่อดระแวงสงสัยไม่ได้ว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อรัฐบาล อันนี้เพียงแต่ว่าเป็นข้อระแวงสงสัย มันทําให้ผม ก็ต้องมาตรวจพิเคราะห์ในรายละเอียดของร่างมาตราต่าง ๆ แล้วก็พยายามจะดูว่าตรงไหน ที่มันหมกเม็ดไว้ แล้วตรงไหนที่มันควรจะแก้ไข ถึงผมจะไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ว่าเมื่อผ่านวาระรับหลักการไปแล้ว ผมก็เคารพในกติกา เพราะฉะนั้นผมก็ต้องยอมรับ ในหลักการ ถึงแม้ว่าไม่เห็นด้วยก็ตาม ทีนี้ในรายละเอียดที่ผมแปรญัตติไว้นะครับ ในร่างมาตรา ๓ วรรคสอง ผมแปรญัตติตัดคําว่า เขตอํานาจแห่งรัฐ ออก ซึ่งทาง คณะกรรมาธิการท่านก็ได้กรุณาตัดคําว่า เขตอํานาจแห่งรัฐ ออก เพราะมันตีความยาก เพราะว่าถ้าหากว่าใส่เข้าไปมันก็จะมีปัญหาในการตีความอีกว่าเขตอํานาจแห่งรัฐ มันครอบคลุมกว้างขวางมากน้อยแค่ไหน ก็ต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการผ่านทาง ท่านประธานเอาไว้ในที่นี้นะครับ แต่ว่าการที่ท่านเขียนคําว่า โดยชัดแจ้ง ต่อท้ายประโยค พื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือ ตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้งนั้น เพื่อนสมาชิกแทบทุกคนที่อภิปรายในลักษณะที่ ติติงหรือว่าไม่เห็นด้วยกับมาตรานี้ ทุกคนพูดคล้าย ๆ กัน เท่าที่ฟังดูนะครับ ผมเอง ก็ไม่อยากจะให้เสียเวลามาก แต่ผมเห็นว่าถ้าหากว่าท่านเขียนเอาไว้นี่มันจะเป็นปัญหา แล้วก็ จะเป็นถ้อยคําที่จะเกิดปัญหาในการตีความ ก็เลยทําให้สงสัยว่าเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงการ เสนอให้รัฐสภาเห็นชอบหรือไม่ อันนี้เพียงแต่ว่าเป็นข้อที่ระแวงสงสัย เพราะว่าถ้าหากว่า ท่านใส่คําว่า โดยชัดแจ้ง ลงไป อะไรละครับคือโดยชัดแจ้ง ท่านไม่ได้เขียนต่อว่าจะต้องมี กฎหมายลูก แล้วขยายความคําว่า โดยชัดแจ้ง เพราะฉะนั้นกรณีที่เราเคยสงสัย กรณีที่เป็น ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา ถ้ามันเกิดเรื่องขึ้นมาใหม่ ตอนนี้คงจะไปพูด ในลักษณะนี้ไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้อยู่ในมือของศาลโลก แต่ถ้าหากว่ามันเกิดเรื่องลักษณะ อย่างนี้ขึ้นมาใหม่ พื้นที่ทับซ้อนบริเวณไหล่ทวีป ในทะเลในลักษณะอย่างนี้ ซึ่งไทยก็อ้างเขต พื้นที่อย่างหนึ่ง กัมพูชาก็อ้างอีกอย่างหนึ่ง แล้วถ้าหากว่าตกลงกันในลักษณะที่ไม่ชัดเจน ตรงนี้ก็จะถือว่ารัฐบาลก็จะถือรัฐธรรมนูญที่แก้ไขนี้หลีกเลี่ยงการที่จะนําเรื่องเข้าให้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภา ตรงนี้คือสิ่งที่เราหวาดกลัวนะครับ แล้วก็เรื่องเขตอํานาจอธิปไตย เป็นเรื่องใหญ่นะครับ ผมอยากจะวิงวอนทางท่านคณะกรรมาธิการช่วยไตร่ตรอง อีกสักรอบหนึ่ง เพราะว่าโดยคําว่า โดยชัดแจ้ง เพียง ๓ คํานี้มันซ่อนความหมายไว้เยอะมาก แล้วประเด็นปัญหาก็คือว่า การตีความว่า โดยชัดแจ้ง มันอาจจะเป็นช่องทางให้รัฐบาล ซึ่งก็ไม่ได้หมายถึงว่ารัฐบาลนี้ อาจจะหมายถึงรัฐบาลต่อ ๆ ไปจะใช้ข้อนี้เป็นข้อที่จะหลีกเลี่ยง การนําสัญญาหรือสนธิสัญญาเข้ารับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งกรณีนั้นมันอาจจะเป็นไปได้ เป็นกรณีที่เรากลัวนะครับ เพราะว่าถ้าหากว่าเขียนอย่างนี้มันอาจจะถูกตีความว่าหลีกเลี่ยง การนําเรื่องเข้ารัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบหรือเปล่านะครับ

ในกรณีที่ว่าท่านเขียนว่าโดยชัดแจ้ง เป็นปัญหาว่าในสิทธิอธิปไตยมันจะเป็น เรื่องใหญ่มากในอนาคตข้างหน้า โดยเฉพาะในเรื่องของการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ทางด้านพลังงาน ไม่ว่าน้ํามัน แก๊ส หรือว่าปิโตรเลียมต่าง ๆ ประเทศที่มีอํานาจและกําลัง ทางเศรษฐกิจสูงมักจะเป็นผู้ครอบครอง เมื่อมีการทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ แล้วก็มีบทที่ เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงไปของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เหล่านี้ อาจจะเป็นกรณีการทําสัญญาให้บริษัทต่างชาติลงทุนในขณะที่เส้นเขตแดนไม่ชัดเจน ผมกลัวว่าจะเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมอยากจะให้ทางท่านคณะกรรมาธิการ ท่านพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ถ้าท่านยังยืนยันว่าจําเป็นจะต้องใส่ลงไป ผมก็ต้องแล้วแต่ท่าน เพราะว่าในสภาแห่งนี้เสียงของคณะกรรมาธิการ รวมทั้งเสียงของสมาชิกเป็นเสียงข้างมากอยู่แล้ว สามารถกําหนดได้ตามใจชอบ แต่ผมอยากจะฝากเอาไว้ว่าถ้าหากว่าในอนาคตข้างหน้ามันเกิด อะไรขึ้นมาท่านจะต้องรับผิดชอบ ซึ่งผมก็ไม่อยากจะให้ท่านจําเป็นจะต้องรับผิดชอบ เพราะ ผมเห็นว่าถ้าท่านตัดคําว่าโดยชัดแจ้งออกไป ตรงนี้มันเป็นเรื่องที่ทําได้ง่ายแล้วก็ไม่ได้ยาก อะไร แต่ว่าประโยชน์มันจะเกิดขึ้นต่อประเทศชาตินะครับ อันนี้เป็นมุมมองที่ทาง คณะกรรมาธิการกับทางพวกเราหลาย ๆ คนที่อภิปรายว่าอยากจะให้ตัดคําว่าโดยชัดแจ้ง ออกไป คิดไม่เหมือนกัน ผมก็วิงวอนท่านอีกสักครั้งหนึ่ง

ในประเด็นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมอยากจะพูดสักนิดเดียว ในประเด็นนี้ เพราะว่าจริง ๆ มีเพื่อนสมาชิกบางคนที่สละสิทธิไป เพราะว่าท่านอาจจะ มีภารกิจอื่นที่จําเป็นจริง ๆ แต่ว่าท่านต้องการที่ว่าจะพูดถึงในประเด็นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน ท่านประธานครับ ในเรื่องของพลังงานนี้มันเป็นทรัพยากรของ แผ่นดิน เป็นทรัพยากรที่เราใช้แล้วมีวันหมดไป เพราะฉะนั้นการที่เราจะใช้ ทรัพยากรธรรมชาตินี้มันต้องใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ มันจะต้อง มีการทําสัญญาที่รอบคอบแล้วก็ผ่านการไตร่ตรองจากเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ผมเห็น หลาย ๆ เรื่องที่ดูเหมือนกับเรื่องเล็ก ๆ แต่ว่าพอนําเข้ามาในรัฐสภาแห่งนี้มันเกิดประโยชน์ ค่อนข้างมาก มันมีการชี้ถึงมุมมองในบางประเด็นที่บางครั้งเรานึกไม่ถึง แต่เพื่อนสมาชิก ช่วยกันดู หลาย ๆ หัว หลาย ๆ สมองช่วยกันติติงนะครับ แล้วก็ถ้าหากว่ารัฐบาลใจกว้างรับฟัง ไม่ว่าจะปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตามไม่ใช่เรื่องสําคัญ แต่ว่ามันจะได้ประเด็นเพิ่มขึ้น ผมเอง เกิดประโยชน์ค่อนข้างมากที่ได้จากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน แล้วก็ นําประโยชน์ตรงนั้นไปขยาย อาจจะอภิปรายต่อหรือไม่อภิปรายต่อก็ตาม แต่ผมเห็นว่า ประโยชน์ของรัฐสภาแห่งนี้มันมีมาก มากอย่างที่นึกไม่ถึง แต่เชื่อว่าเกิดประโยชน์แน่ แต่ว่า ถ้าหากว่าถ้ารัฐบาลคิดว่าในประเด็นเรื่องของการนําเรื่องเข้ารัฐสภาทําให้เกิดความล่าช้า ความล่าช้ามันไม่ได้เกิดจากตัวของหน่วยงานราชการ แต่บางทีมันเกิดจากขั้นตอนการทํางาน ของรัฐสภาแห่งนี้จะต้องมีวาระการประชุมค่อนข้างเยอะ แล้วบางวันก็ไม่สามารถประชุมได้ มันมีเรื่องอื่น ๆ เข้ามา มันมีเรื่องมากมายที่เป็นปัญหาของประเทศไทยแห่งนี้ เพราะฉะนั้น ปัญหาที่ผ่านมามันไม่ได้เกิดจากเรื่องของหน่วยงานที่เสนอเข้ามาเยอะ ถ้าเราออก กฎหมายลูกปัญหานี้จบ แต่ว่าเมื่อท่านไม่ออกก็ต้องแปรญัตติไปในลักษณะที่กล่าวมาแล้ว นะครับ อย่างไรก็ตามการที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายให้ใส่ข้อความที่เกี่ยวกับ พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงไป แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากกรรมาธิการ เสียดายท่านมองปัญหานี้ข้ามไปนะครับ แล้วผมก็กังวลว่าในกรณีที่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ที่ให้ออกกฎหมายลําดับรอง แล้วท่านก็ไม่ได้ออก ผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้าหากว่ารัฐบาลหมายถึง รัฐบาลนี้เกิดท่านคิดว่ามีประโยชน์แอบแฝงและท่านไม่ออกกฎหมายลูก ผมก็เป็นห่วง เพราะว่าท่านก็ต้องใช้รัฐธรรมนูญนี้ต่อไป จะเข้าวงจรในลักษณะเดิม ตรงนี้ก็คือเป็นเรื่องที่ ผมกังวลแล้วก็ฝากผ่านท่านประธานไปถึงฝ่ายบริหารด้วยนะครับ

ท่านประธานครับในวรรคสองเดียวกันของร่างมาตรา ๓ คณะกรรมาธิการ ตัดคําว่า ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญต้อง ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาออกไป ท่านประธานครับ ข้อความที่ตัดออกมันมีความสําคัญ มาก เมื่อตัดออกไปแสดงว่าต่อไปนี้เรื่องที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางและอย่างมีนัยสําคัญ ต่อไปก็ไม่ต้องนําเข้ารับความเห็นชอบของรัฐสภาอีก ตรงนี้เรื่องใหญ่นะครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ มีหนังสือสัญญาอยู่ ๕ ประเภทคือ ข้อ ๑ หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย ข้อ ๒ หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ ข้อ ๓ หนังสือสัญญาที่จะต้องออก พ.ร.บ. เพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือ สัญญานั้น ข้อ ๔ หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศอย่างกว้างขวาง ข้อ ๕ หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรือ งบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการตัด ข้อ ๔ กับ ข้อ ๕ ออกไปทั้ง ๒ ข้อ แล้วก็เพิ่มเติมหนังสือสัญญาประเภทที่ ๔ เข้ามา คือหนังสือสัญญาที่ มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน ท่านประธานครับ เดิมเขามี ๕ ข้อ ท่านตัดไป ๒ ข้อ เพิ่มเรื่องของการเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน หรือเอฟทีเอ (FTA) เข้ามา ๑ ข้อ มันก็เลย กลายเป็น ๔ ข้อ และอีก ๓ ข้อเดิมก็คือหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือ มีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาที่จะต้อง ออก พ.ร.บ. ก็เป็นหนึ่งเรื่องหนังสือสัญญาที่ออก พ.ร.บ. กับเรื่องของเขตระหว่างประเทศ อาณาเขตระหว่างประเทศ ท่านประธานครับ ๒ เรื่องที่ตัดมันเป็นเรื่องใหญ่ ใหญ่มาก แล้วก็ ท่านกรรมาธิการท่านหนึ่ง ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านพีรพันธุ์ พาลุสุข นะครับ ท่านบอกว่า คํานิยามว่า อย่างกว้างขวางและอย่างมีนัยสําคัญ มันทําให้เจ้าหน้าที่มีปัญหา ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมก็พยายามตามไปดูการออกกฎหมายลําดับรองในสมัยที่ผ่านมา พบได้ว่ามันมี การเสนอจากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายชุดชั่วคราวนะครับ แล้วก็เสนอไปทาง กรมสนธิสัญญาและกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็ไปที่กฤษฎีกา แล้วก็ ที่กฤษฎีกามันก็มีปัญหาว่าเรื่องไปชะงักอยู่ที่กฤษฎีกาไม่ได้นําเข้าในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านพีรพันธุ์ ขออภัยที่เอ่ยนามอีกครั้งหนึ่ง ท่านบอกว่าเจ้าหน้าที่ประสบปัญหาในการที่จะ ตีความว่าประเภท ประสบปัญหาในการจัดประเภทของหนังสือสัญญา ไม่สามารถกระทําได้ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเหตุผลเพียงเท่านี้ผมว่าฟังไม่ขึ้น ผมรับฟังไม่ได้เพราะว่าผมเชื่อว่า เจ้าหน้าที่นะครับของกฤษฎีกา ข้าราชการของเราที่เป็นนักกฎหมายเขามีความสามารถ แค่คําว่า อย่างกว้างขวาง กับ อย่างมีนัยสําคัญของสัญญาทั้ง ๔ ประเภทนั้น ผมคิดว่า ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เจ้าหน้าที่จะเขียนคํา แล้วก็ผลักดันให้ออกเป็นกฎหมายลูกได้ ท่านประสบปัญหาแต่เพียงนิยามของคํา ท่านไปต่อไม่ได้แต่ผมเชื่อว่าถ้าท่านพยายามจะทํา ท่านทําได้

แล้วก็อีกประการหนึ่งในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ การที่พรรคประชาธิปัตย์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ไม่เสียหาย ท่านแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ การที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากการผ่านความคิดเห็นของสมาชิกพรรค ผ่านความคิดเห็น ของ ครม. มันต้องผ่านความคิดเห็นของกฤษฎีกา ของกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศหรืออื่น ๆ เหล่านี้ครับท่านประธาน แล้วเจ้าหน้าที่เหล่านี้ปล่อยให้หลุดรอดไปได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่โดยระบบของการออกกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายโดยขั้นตอน ของนิติวิธี ของนิติบัญญัติ มันต้องผ่านขั้นตอนต่าง ๆ มากมาย แล้วเจ้าหน้าที่เหล่านี้ซึ่งเป็น นักกฎหมายแล้วก็มีองค์ความรู้ แล้วก็มีประสบการณ์มากมายเขาปล่อยให้หลุดรอดไปได้ อย่างไร ปล่อยให้หลุดรอดจนมาถึงขั้นสุดท้าย แล้วตัวแทนของกระทรวงพาณิชย์ก็ชี้แจง ในที่นี้ ซึ่งผมเองนั่งฟังอยู่ ผมก็รับฟังไม่ได้ และผมไม่เข้าใจว่าแล้วที่ผ่าน ๆ มา ท่านปล่อยให้ เรื่องนี้หลุดรอดไปได้อย่างไร แล้วท่านก็อ้างว่าไม่สามารถออกกฎหมายจัดลําดับประเภท และวิธีการของหนังสือสัญญาได้ ผมคิดว่าท่านจะต้องทบทวนตัวเองว่าที่ผ่านมานี้เป็นอย่างไร หรือว่าเปลี่ยนคน คนเก่าทําไม่ได้ แล้วคนใหม่ทําได้ ตรงนี้ผมรับไม่ได้ เพราะฉะนั้น ในความคิดส่วนตัวผมจึงแปรญัตติใส่สัญญาทั้ง ๔ ประเภทกลับเข้ามาในร่างเดิม คือสัญญา ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคม สัญญาที่มีการผูกพันด้านการค้าการลงทุนอย่างมีนัยสําคัญ สัญญาที่ผูกพันงบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ผมแปรญัตติกลับเข้าไปในวรรคสองใหม่ แล้วก็เมื่อ คณะกรรมาธิการท่านไม่เห็นด้วย ผมก็จึงสงวนคําแปรญัตติแล้วก็มาอภิปรายในที่นี้นะครับ

ท่านประธานครับ การตัด การผูกพันการค้า การลงทุน และงบประมาณของ ประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ออก ทําให้ผมกังวลต่อร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง ทําไมละครับท่านประธาน ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภาก่อนที่จะเข้าสู่วาระ ๒ การกู้เงินนะครับท่านประธาน จํานวนเยอะนะครับ อาจจะเป็น ๗ ปีก็ตาม แต่ว่าจํานวน มากมายมหาศาลขนาดนั้น ใกล้เคียงกับจํานวนงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณ แผ่นดิน งบประมาณรายจ่ายประจําปีของประเทศในปี ๒๕๕๗ ซึ่งอยู่ที่ ๕๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ประชาชนหรือตัวแทนของประชาชน ก็คือสมาชิกรัฐสภาในที่นี้ ตัวแทนจะต้องรู้รายละเอียด ว่าถ้าท่านจะกู้เงินท่านจะกู้ใคร กู้จากธนาคารโลกหรือกู้จากธนาคารเอดีบี (ADB) เขาจะต้อง มีสิทธิรู้ว่าท่านกู้วงเงินเท่าใด ดอกเบี้ยเป็นอย่างไร ค่าคอมมิตเมนท์ ฟี (Commitment Fee) หรือเงินค่าปากถุงมันเป็นเท่าไร รวมถึงรายละเอียดในการใช้คืนเงินกู้แล้วก็รายการใช้คืน เงินกู้นี่มันเป็นภาระของประเทศ มันต้องถูกบรรจุอยู่ในงบประมาณแผ่นดิน จะต้องเสนอให้ ทางรัฐสภาแห่งนี้เห็นชอบ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ท่านประธานครับ การใช้คืน เงินกู้นี้มันกระทบต่อระบบงบประมาณของประเทศและส่งผลกระทบต่อประชาชน ไม่ว่าจะ เป็นทางตรงและทางอ้อม ท่านลองคิดง่าย ๆ แล้วกันว่าถ้าหากว่าประเทศมีหนี้สาธารณะจํานวนมากมายมหาศาล ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้ในแต่ละปีสูงมาก รายจ่ายของกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ต่าง ๆ ก็จะต้องลดลง รายจ่ายประจําซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้ก็ยังสูงมากอยู่ ต่อไปกระทรวงต่าง ๆ ไม่มีงบประมาณที่จะทํางาน ไม่มีงบประมาณที่จะลงทุน นอกจาก กระทรวงคมนาคมกระทรวงเดียว แล้วสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แล้วถ้าหากว่าหนี้ สาธารณะเพิ่มขึ้นยิ่งเพิ่มขึ้นอีก แล้วจํานวนวงเงินที่แต่ละกระทรวงจะได้ก็ต้องลดลง ผมเป็น ห่วงสถานการณ์ข้างหน้า เพราะฉะนั้นสมาชิกรัฐสภาเขาควรจะรู้รายละเอียด ถ้าบอกว่า ก็รู้อยู่แล้วปีหนึ่งงบประมาณเข้าครั้งหนึ่งสมาชิกก็สามารถรู้จากตอนนั้นอยู่แล้ว มันช้าไปครับท่าน แล้วข้อมูลก็ไม่อัพเดท (Update) ด้วย ผมเป็นห่วงนะครับ ผมคิดว่าจําเป็น ที่ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนของประชาชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อความโปร่งใส รอบคอบ และเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ท่านประธานครับ ผมยอมรับว่าอํานาจในการกู้เงิน อํานาจในการบริหารหนี้สาธารณะ อํานาจในการปรับโครงสร้างหนี้เป็นอํานาจของฝ่ายบริหาร ตรงนี้เป็นกติกาที่ผมยอมรับ แต่ผมเชื่อว่าฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเพื่อควบคุมให้ปฏิบัติตาม กฎหมายไม่สร้างหนี้จนเกินเพดาน ถ้าหากว่าท่านตัดสัญญาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและ สังคมอย่างกว้างขวาง สัญญาที่มีการผูกพันด้านการค้าและการลงทุน หรือสัญญาที่มีผูกพัน งบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ถ้าหากว่าท่านตัดข้อความทั้งหมดเหล่านี้ออกจะเป็นการสละ อํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติให้กับฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ ทุกวันนี้ฝ่ายบริหารมันมี อํานาจล้น มันมีอํานาจมากเหลือเกินอยู่แล้ว เพราะว่าการออกแบบของระบบประชาธิปไตย ของบ้านเรา การออกแบบของระบบรัฐสภาฝ่ายบริหารมาจากเสียงข้างมากของฝ่ายนิติ บัญญัติ เพราะฉะนั้นฝ่ายบริหารคุมนิติบัญญัติได้อยู่แล้ว ตุลาการก็ปล่อยไป เป็นอํานาจที่ ศาลที่มาคานอยู่ แต่ว่าอํานาจนิติบัญญัติยังมีวุฒิสภาที่มีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร อยู่ อํานาจที่ควรจะได้มีการพิจารณาการกู้เงินของรัฐบาลควรจะเป็นอํานาจของ นิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภาหรือฝ่ายค้านก็ตามตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล ถ้าหากว่าท่านตัดอํานาจเหล่านี้ไปแล้วประชาชนเขาจะพึ่งใครครับ

ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกบอกว่าการที่ท่านออกรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้มันขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๖ กับมาตรา ๕๗ มาตรา ๕๖ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครอง ของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ และจุด จุด จุด จุด มาตรา ๕๗ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับ ข้อมูล คําชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ ส่วนท้องถิ่นก่อนการอนุญาตหรือการดําเนินโครงการ หรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสําคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือ ชุมชนท้องถิ่น อันนี้ก็อีเอชไอเอ (EHIA) ท่านประธานครับ ผมก็อยากจะเน้นแล้วก็ฝากท่านไว้ อีกครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ใดนะครับ ในร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ที่ผ่าน วุฒิสภาไปทางท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ตอบ ในที่ประชุมค่อนข้างจะไม่ชัดเจน เพราะว่ามีคําถามว่าตกลงว่า