รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

เจตน์ ศิรธนานนท์ หารือเรื่องการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท โดยวิพากษ์วิจารณ์การกู้เงินต่างประเทศและขอให้รัฐบาลชี้แจงเกี่ยวกับข้อตกลงการกู้เงิน และขอให้รัฐบาลนำเรื่องนี้เข้ารัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการไม่เซ็นร่วมสัญญาไตรภาคี (เอ็มโอยู) และกรอบเวลาทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

นายเจตน์ ศิรธนานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ไม่ใช่ครับ จะได้โยง ให้เห็น อันนี้จะโยงให้เห็น เพราะว่าผมเองพูดนอกกรอบไม่เป็นนะครับ เพราะผม แปรญัตติใดผมก็พูดตามนั้น ผมพูดออกไปข้างนอกไม่เป็น คือพยายามอยู่ครับ แต่ว่าทําไม่ สําเร็จ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน ๒ ล้านล้านบาท ผ่านสภา เพื่อน ส.ว. หลายท่านก็พยายามจะขอคําชี้แจงว่าการกู้เงินนั้นจะกู้ในประเทศหรือต่างประเทศ คําตอบ จากรองนายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ไม่ชัดเจน แต่ว่าเรารับฟังมาว่า ท่านจะกู้ต่างประเทศ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของยอดเงิน ๒ ล้านล้านบาท มันเป็นจํานวนเงิน ๘ แสนล้านบาท ใน ๗ ปี แล้วเราจะต้องตั้งงบประมาณแผ่นดินที่ชดใช้เงินกู้ ๕๐ ปี เป็นปัญหา ไหมละครับ ปัญหาอยู่ที่ว่าการกู้เงินถ้าท่านกู้ต่างประเทศ ๘ แสนล้านบาท มันจะต้องรู้ อะไรบ้าง เราจะต้องกู้ใคร กู้ที่ไหน ดอกเบี้ยเท่าไหร่ แล้วถ้าหากว่าท่านไม่ต้องนําเข้ารัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบเหมือนกับจงใจว่าต้องการปกปิด ไม่ต้องการให้สภาตรวจสอบถ่วงดุล ผมจึงไม่เห็นด้วยที่ท่านจะตัดสัญญาทั้ง ๔ ประเภทออก ท่านประธานครับ ผมก็จวนจะจบ แล้วละ ผมดูท่านประธานค่อนข้างจะอึดอัด ต้องขออภัยด้วย แต่ธรรมดาผมคิดว่าผมใช้เวลา ค่อนข้างน้อยในรัฐสภาแห่งนี้นะครับ เพราะว่าพูดเฉพาะประเด็น ในคําแปรญัตติผมเพิ่ม การให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และให้รัฐบาลชี้แจงต่อรัฐสภา เกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น เพราะเป็นเรื่องสําคัญ และเกิดผลกระทบต่อประชาชน และต้องการให้นําเข้าสภาเพื่อเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ แต่ว่า ท่านเสนอกรอบเข้ารัฐสภากรอบเดียว เฉพาะเรื่องการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน เรื่องของข้อตกลง อย่างอื่น นอกเหนือจากนี้ท่านก็ไม่ต้องเอาเข้ารับความเห็นชอบจากรัฐสภา มันยังมีเรื่อง อีกมากมายที่ประชาชนควรจะรู้ สมาชิกรัฐสภาที่นี้ควรจะรู้ แล้วก็ควรจะชี้แจงอภิปราย และก็ให้เหตุให้ผล ติติงถึงช่องโหว่ และแนะนํารัฐบาลว่าควรจะทําอย่างไร แต่การที่ท่าน ตัดออกไปผมเห็นว่าน่าเสียดาย เพราะผมเห็นว่าการที่นําเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เข้ารับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาแห่งนี้ เป็นสิ่งที่ช่วยรัฐบาล เพราะว่าถ้าหากว่ามีการนําเข้ารัฐสภา มีการอภิปราย รัฐบาลก็จะอ้างได้ว่า เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว เป็นเกราะคุ้มกัน เป็นเกราะป้องกัน รัฐบาล

ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๙๐ เดิม และรวมถึงมาตรา ๑๙๐ ฉบับแก้ไข ไขมันเป็นส่วนหนึ่งที่ผมใช้ประโยชน์จากมาตรา ๑๙๐ ผมมีโอกาสไปประชุมที่ประเทศไต้หวัน มีโอกาสไปประชุมที่ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับเอพีพียู (APPU) ในนามของเอพีพียู อาเซียน พาลิเมนท์เตอร์เรียล ฟอร์ ป๊อปปูเลชั่น แอสโซซิเครส ยูเนียน (ASEAN Parliamentarian For Population Associate Union) ก็คือ APPU เป็นหน่วยงานของหลายประเทศ มันมีการเสนอจากประเทศไต้หวันให้ประเทศไทยยอมรับให้ไต้หวันเป็นผู้สังเกตการณ์ ในดับเบิ้ลยูเอชเอ (WHA) ก็คือองค์กรที่เหมือนกับดับเบิ้ลยูเอชโอ (WHO) คงไม่ต้องขยาย ความว่าหมายถึงอะไร แล้วก็ให้ไต้หวันเป็นออฟเซิร์ฟเวอร์ (Observer) ของคอป (COP) คือการประชุมสิ่งแวดล้อมโลก ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ปฏิเสธ เพราะเห็นว่า ถ้าหากว่าเราไปเซ็นเอ็มโอยูมันจะกระทบถึงจีนแผ่นดินใหญ่ ท่านประธานครับเราก็ใช้เหตุผล ของมาตรา ๑๙๐ ว่าในกรณีนี้เราไม่สามารถจะเซ็นเอ็มโอยูได้ อีก ๗ ประเทศ ที่ไปร่วม ประชุมเขาเซ็นหมด ยกเว้นประเทศไทย แล้วก็ทีมของเราที่ไปเราอ้างว่าเราต้องเอาเรื่องนี้ กลับเข้าสู่รัฐสภา เพื่อให้รับรองให้ความเห็นชอบ เราถึงจะไปเซ็นเอ็มโอยูได้ อันนี้คือเป็นสิ่งที่ ป้องกันเรา เพราะว่าถ้าเราเซ็นไปในวันนั้นเรามีปัญหาทันที การที่เราไม่เซ็นเราก็มีปัญหากับ ไต้หวัน เราเซ็นเราก็มีปัญหากับจีนแผ่นดินใหญ่ เราก็ใช้วิธีนั้นโยนเข้ามาให้รัฐสภา โดยใช้ มาตรา ๑๙๐ เป็นการที่จะซื้อเวลา แล้วก็เราซื้อเวลาได้เกือบ ๒ ปี ผมยังเห็นว่าประโยชน์ของ มาตรา ๑๙๐ ตรงนั้นยังมีอยู่นะครับ ในกรณีนี้ผมเห็นว่าถ้าหากว่าสภานี้ช่วยกลั่นกรอง เรื่องเขตแดน เรื่องพื้นที่นอกอาณาเขตก็คิดว่าในกรณีนี้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์นะครับ

ประเด็นสุดท้ายนะครับท่านประธาน เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญนี้ผมข้องใจ ในเรื่องกรอบเวลาทํางาน ทําไมท่านถึงกําหนดเวลาไว้เพียง ๑๕ วัน อยากจะให้ทางท่าน คณะกรรมาธิการช่วยตอบด้วย เพราะว่าผมเห็นว่า ๑๕ วันมันเป็นระยะเวลาที่น้อยเกินไป ท่านคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญเขาไม่มีงานอื่นหรือครับ งานเขาเยอะนะครับ แล้วท่านกําหนดไว้ ๑๕ วัน งานเอกสารมันเดินไปเดินมาจากโต๊ะหนึ่งไปอีกโต๊ะหนึ่งมันก็เกือบจะหมด ๑๕ วันแล้ว นะครับ เพราะฉะนั้นผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าเหตุผลของ ๑๕ วันนี้คืออะไร แล้วท่านคิดอย่างไร แล้วก็ถึงกําหนดไว้ ๑๕ วันนะครับ ในกรณีนี้ที่ผมแปรญัตติไว้ทั้งหมดในร่างมาตรา ๓ ผมก็ใช้ เวลาอภิปราย ซึ่งรบกวนเพื่อนสมาชิกในเวลาที่มากพอสมควร แล้วผมก็วิงวอน ทางคณะกรรมาธิการผ่านทางท่านประธานด้วยว่าในกรณีของ อย่างชัดแจ้ง ท่านตัดออกเสีย ได้ไหม เพราะว่าสิ่งที่ผมต้องการกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านต้องการ ผมคิดว่า ถ้าไม่มีปัญหาอะไรที่มากมายนะครับ แล้วก็เพื่อความรอบคอบ เพื่อเป็นประโยชน์ ของประเทศชาติและเป็นประโยชน์ของประชาชนท่านตัดออกได้ไหมครับ อันนี้ขอวิงวอน นะครับ แล้วก็ในร่างมาตราอื่นผมเห็นว่าถ้าหากว่าท่านจะใส่กลับเข้าไปในเรื่องร่างสัญญาที่มี ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง แล้วก็เรื่องของผลกระทบการลงทุนแล้วก็ งบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ถ้าท่านสามารถใส่กลับเข้าไปในร่างมาตรา ๓ นี้ก็จะเป็นบุญคุณ อย่างยิ่ง ไม่ใช่บุญคุณกับผมหรอกครับ บุญคุณต่อประเทศชาติและประชาชน ผมฝากเอาไว้ ผมวิงวอนท่าน เพราะว่าด้วยเหตุด้วยผลที่ผมและเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมามากมาย เข้าวันที่ ๒ แล้วผมคิดว่าทุกคนมีเจตนาที่ดีต่อประเทศชาติและประชาชน มีเจตนาที่ดี เหมือนกับทางท่านคณะกรรมาธิการทุกท่าน แล้วก็มีเจตนาที่ดีเหมือนกับทางท่านประธาน ที่นั่งอยู่ที่นี่ว่าเราพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นผลประโยชน์ต่อประเทศเรานะครับ อะไรที่คิดว่าแก้แล้วมันมีประโยชน์ก็วิงวอนฝากท่านประธานผ่านไปถึงท่านประธาน คณะกรรมาธิการที่นั่งอยู่ที่นี่ด้วย ถ้าแก้ได้ก็ช่วยแก้ให้ด้วย ขอบคุณครับ