ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่าประเด็นสำคัญคือการมีความจำเป็นต้องแก้ไขและแก้ไขให้เหมาะสม เขาวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยระบุว่าการแก้ไขในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นสุ่มเสี่ยงและล่อแหลมต่อการทําให้ประเทศชาติและประชาชนเสียหาย นอกจากนี้เขายังระบุ 4 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตโดยชัดแจ้ง และเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีไม่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมได้ขอแปรญัตติตัดมาตรา ๓ ออกทั้งมาตราครับ แต่คณะกรรมาธิการ ไม่เห็นด้วยกับกระผม ผมในฐานะผู้แปรญัตติจึงขอสงวนคําแปรญัตติเพื่อเสนอแสดงเหตุ แสดงผลให้ที่ประชุมในรัฐสภาและผู้ชมทางบ้านได้รับทราบครับ ตามเอกสารรายงานของ คณะกรรมาธิการเล่มสีขาวนี้นะครับ หน้าที่ ๒๙ ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ มีเพื่อนสมาชิกซีกรัฐบาลบางท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญทําไมถึงแก้ไม่ได้ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่า ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่ว่าแก้ได้หรือแก้ไม่ได้ ไม่ใช่ครับ แต่ประเด็นของ การแก้รัฐธรรมนูญนั้นก็คือ ๑. มีความจําเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ๒. แก้แล้วจะแก้ไป เป็นอย่างไรครับ
ประการถัดมาครับ แก้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ หรือเราจะแก้เพื่อ ประโยชน์ของใคร ท่านประธานครับ ผมได้ดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ทั้ง ๓ ฉบับครับ ฉบับที่ ๑ ก็คือต้นฉบับปี ๒๕๕๐ ที่เราชอบพูดกันนักหนา บางท่านบางคนชอบวิจารณ์กัน นักหนาว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับต้นไม้พิษ ฉบับที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีได้มีการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ฉบับที่ ๓ คือฉบับที่เรากําลัง พิจารณากันอยู่ในวันนี้ครับ ท่านประธานครับ เมื่อเราได้ดูเอกสารมาตรา ๑๙๐ ฉบับปี ๒๕๕๐ ทั้งมาตรานะครับ ทั้งมาตรามีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น ๖ วรรคครับ มาถึงยุค คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่บอกว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมอยากจะเรียน ว่ายุคคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังมีอยู่ ๖ วรรคเหมือนเดิมครับ ไม่ได้ตัดลดหายไปแม้แต่ ๑ วรรคครับ ตัวอักษร ตัวหนังสือเขียนไว้อย่างไรก็ยังมีอยู่อย่างนั้นครบถ้วนเหมือนเดิมครับ ยังอยู่ครบถ้วน พูดตามภาษาฟังง่าย ๆ ก็คืออยู่ครบถ้วนทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ไม่ได้ไปตัด ไม่ได้ไปแก้ให้ลดลงแต่อย่างใด ในทางกลับกันคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะที่เป็น นายกรัฐมนตรีนั้นกลับเพิ่มข้อความในวรรคห้า เพิ่มคําว่า ประเภทและกรอบการเจรจา ข้อความเดิมยังอยู่นะครับและเพิ่มคําว่า ประเภทและกรอบการเจรจา และต่อจากนั้นก็เพิ่ม คําว่า งบประมาณของประเทศ ถามว่าเพิ่มไปทําไม สมัยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพิ่มข้อความ อย่างนี้ไปทําไม ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ปรับลดข้อความแม้แต่หนึ่งตัวอักษร ผมเข้าใจว่าที่เพิ่มนี้เพื่อให้ เกิดความรอบคอบรัดกุมยิ่งขึ้นครับ ในการทําสัญญากับต่างประเทศ เพื่อให้ประเทศชาติ ได้รับผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มร้อย และได้รับผลประโยชน์มากกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับต้นฉบับปี ๒๕๕๐ มาถึงรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ที่เรากําลังพิจารณากันอยู่ในสภาวันนี้ มาตรา ๑๙๐ มีอยู่ด้วยกัน ๖ วรรคครับ ๖ วรรคนี้เหมือนเดิม ๑ วรรคครับ ตัดออก ๒ วรรค แก้ไข ๓ วรรค อย่างนี้เรียกว่าแก้ครับ เหมือนเดิมเหลืออยู่เพียง ๑ วรรคครับ ตัดออก มีอยู่ ๖ วรรคตัดทิ้งไป ๒ วรรค ๓ วรรคที่มีอยู่เดิมแก้ไขในสาระสําคัญครับ การแก้ไขในสาระสําคัญ ผมคิดว่าสุ่มเสี่ยงและล่อแหลมต่อการทําให้ประเทศชาติและประชาชนเสียหายครับ มาตรา ๑๙๐ เดิม สาระในนั้นทั้งมาตรามีสาระที่สําคัญ ๆ อยู่เพียง ๔ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ เรื่องการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต
ประเด็นที่ ๒ ที่จะต้องออกเป็นไปตาม พ.ร.บ. เพื่อให้มีผลผูกพันตามที่ไป ตกลง ที่ทําไว้กับต่างประเทศ
ประเด็นที่ ๓ ครับ มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทางสังคม
ประเด็นที่ ๔ มีผลผูกพันด้านการค้าและการลงทุน
มีอยู่เพียง ๔ ประเด็นนี้ละครับ ท่านก็มาแก้ในสาระสําคัญที่เมื่อสักครู่ ผมกราบเรียนครับ
ประเด็นที่ ๑ เปลี่ยนแปลงอาณาเขต ท่านก็ไปเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง ซึ่งหลายท่านอภิปราย เป็นห่วงในคํา ๆ นี้ละครับ เติมคําว่า โดยชัดแจ้ง หลายท่านลุกขึ้นมา แทบจะฟังได้ว่า ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์เป็นห่วงคําว่า โดยชัดแจ้ง
ประเด็นที่ ๒ ครับ ที่จะต้องออกตาม พ.ร.บ. ท่านคงเอาไว้ครับ ไปตกลงกันไว้ เป็นอย่างไร ท่านก็ต้องมาบังคับสภาออก พ.ร.บ. เพื่อให้เป็นไปตามที่ท่านต้องการ
ประเด็นที่ ๓ ครับ มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทางสังคม อันนี้ ความเป็นจริงไปกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศ และไปกระทบกับเศรษฐกิจของประชาชน ท่านตัดออกทั้งวรรคครับ
ประเด็นถัดมาครับ มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน และงบประมาณ อันนี้ ก็เป็นเรื่องของการค้าของประชาชน เป็นเรื่องการลงทุนของภาคเอกชน และเป็นงบประมาณ แผ่นดินของทั้งประเทศ ท่านก็ตัดทิ้งครับ แล้วท่านก็ไปเติมคําว่า หรือมีบทให้เปิดเสรี ด้านการค้า การลงทุน ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
ท่านประธานครับ ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ที่ท่านเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง ปกติอะไรก็สุดแท้แต่ครับ ที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตโดยชัดแจ้ง โดยสามัญสํานึกของคนที่เป็นนักการเมืองเขาไม่ทํากันครับ เพราะขืนทําไปแล้ว แผ่นดินประเทศไทยจะเสียหายครับ แผ่นดินประเทศไทยจะเล็กลงครับ อย่างนี้ เขาไม่ทํากันครับ เพราะว่าทําไปแล้วไม่ใช่ประเทศชาติเสียหายอย่างเดียว ประชาชนก็จะ สาปแช่งในโอกาสต่อไป และที่ชัดเจนขณะนี้ต้องกราบเรียนไปถึงคณะรัฐมนตรีครับ ว่าคณะรัฐมนตรีต้องไม่ทํา และต้องไม่เอาเรื่องอย่างนี้มาเสนอ มาโยนให้กับรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบ ส่วนอะไรที่ยังไม่ชัดแจ้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าทําไปแล้วยังเป็น ข้อกังวล ทําไปแล้วอาจจะทําให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนเสียประโยชน์ อันนี้ โดยสามัญสํานึกอีกเหมือนกันครับของคนที่เป็นนักการเมือง และโดยข้อบังคับ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ฉบับเดิม หรือว่าฉบับที่ท่านอภิสิทธิ์ได้แก้ไขและเพิ่มเติมเข้ามา ครม. ที่เป็นฝ่ายบริหารต้องพิจารณาให้รอบคอบครับ เมื่อรอบคอบแล้วก็ต้องส่งกลับเข้ามาที่ รัฐสภาเพื่อพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่งครับ แต่นี่ท่านไปเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง แปลว่าถ้า ต่อไปนี้อะไรที่ ครม. จะไปทํากับต่างประเทศ แล้วทําให้มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศ ไทยโดยชัดแจ้งหรือมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขตที่เป็นของประเทศไทยโดยชัดแจ้ง ให้โยนไปที่รัฐสภาพิจารณา แล้วท่านก็ใช้พวกมากลากเข้าไป แล้วท่านก็ใช้พวกมากอีกครับ ผลักให้ผ่านสภาไป ครม. ไม่ต้องรับผิดชอบครับ ครม. ก็โยนความผิดให้รัฐสภาต่อไปครับ จะเป็นข้อครหาครับว่าอย่างนี้เป็นการคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างที่สลับซับซ้อนเหลือเกินครับ อะไรที่ไม่ชัดแจ้งต่อจากนี้ ตัวอย่างเช่น พื้นที่ทับซ้อนทางบก ๔.๖ ตารางกิโลเมตร พื้นที่ ทับซ้อนทางทะเล ๒.๖ ตารางกิโลเมตร เมื่อวานนี้คุณหมอสุกิจก็ได้อภิปราย มีทรัพยากร ทางน้ํามัน รวมกันแล้ว ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ อย่างนี้ยังไม่ชัดแจ้งเพราะอาณาเขต ยังไม่มี ยังเป็นข้อพิพาทอยู่ ไม่ทราบว่าแผ่นดินนี้ พื้นที่นี้ เป็นของประเทศใด เป็นของไทย หรือเป็นของประเทศเพื่อนบ้าน หรือเป็นของทั้ง ๒ ประเทศ อย่างนี้ต่อไปนี้เป็นอํานาจของ ครม. ครับ ไม่ต้องเอาเข้ามาสภาครับ ครม. ทําสําเร็จเสร็จสิ้นแล้วไม่ต้องเอาเข้ามาสภา ไม่ต้องมาขออนุมัติจากสภา สภาในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชนจากนี้ไปหูหนวก ตาบอด ไม่ต้องรับรู้อะไรทั้งสิ้นครับ จะเอากันอย่างนั้นหรือครับ รัฐบาลชุดนี้ กรรมาธิการชุดนี้ จะเอากันอย่างนั้นหรือครับ นี่ละที่เขาพูดกันนักพูดกันหนาว่าเป็นการคอร์รัปชัน เชิงโครงสร้าง อีกอย่างหนึ่งที่สลับซับซ้อนนักหนาครับ อดีตอย่างนี้ก็เคยทํากันมานะครับ จําได้ไหมครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ยกตัวอย่างให้เห็น แล้วครับ รัฐบาลสมัยพรรคเพื่อไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในยุคนั้นครับ ไปลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ ให้ความเห็นชอบ รับรองการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของรัฐบาลกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ไม่เอาเข้ามาสู่สภาครับ ต่อมามี ส.ว. ๗๗ ท่าน ส.ส. ๑๕๑ ท่าน ไม่ต้องบอกนะครับว่า เป็นพรรคไหน เขาก็ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยครับ ว่าแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ที่รัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในยุคนั้นไปลงนามถูกต้องตาม รัฐธรรมนูญหรือไม่ครับ ถือเป็นหนังสือสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ครับ เพราะว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของ ประเทศไทยได้ วันที่ ๘ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๑ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยครับ ว่าคําแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านนั้น ไปลงนาม มุ่งให้เกิดผลทางกฎหมายครับ โดยศาลได้พิจารณาจากพันธกรณีที่ทั้ง ๒ ฝ่าย ได้กระทําไป คําแถลงการณ์ร่วมนั้นจึงเข้าองค์ประกอบของลักษณะความตกลงระหว่าง ประเทศ อาจจะมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย จึงเข้าลักษณะเป็นหนังสือสัญญา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ วรรคสองและวรรคสาม ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา นี่แค่ว่าอาจจะมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทยก็ต้องขออนุมัติแล้วครับจากสภาที่เป็น ของประชาชน ไม่สามารถไว้วางใจให้คณะรัฐมนตรีที่เป็นฝ่ายบริหารพิจารณาได้เพียง ฝ่ายเดียว พอท่านไปเติม คําว่า โดยชัดแจ้ง ๓ คําเท่านั้นครับ ๓ คําเท่านั้นก็ไปลิดรอนไปรอน อํานาจศาลลงแล้วครับ ไปลดไปตัดอํานาจของรัฐสภาที่เป็นของประชาชน แต่ไปเพิ่มไปเติม อํานาจให้กับฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านสภาไปและมีผลบังคับใช้ ต่อไปนี้พื้นที่ทับซ้อนทางบก ทางทะเล ที่ยังเป็นปัญหาอยู่ จบครับ ครม. ไปจัดการเพียง ฝ่ายเดียว รัฐสภาไม่จําเป็นต้องไปยุ่งแล้วครับ ครม. ทําได้เลย ไม่ต้องเข้าสภา เพราะคําว่า ไม่ชัดแจ้งของคณะกรรมาธิการและในรัฐบาลชุดนี้เพียง ๓ คํา โดยไม่ชัดแจ้ง แค่นี้เองครับ รัฐบาลจะตกลงอย่างไรกับประเทศเพื่อนบ้านก็ได้ จบครับ เมื่อรัฐบาลทําไปแล้ว เสียหายแล้ว ยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ เพราะคลุมเครือ ไม่ชัดแจ้ง เป็นอํานาจของ ครม. ท่านไปลด อํานาจศาลแล้วให้รัฐบาลทํางานในสภาพขุ่น ๆ ครับ ไม่ชัดแจ้ง ปกตินี่ถ้าไม่ชัดแจ้งแบบที่ผม กราบเรียน เขาไม่ทํากันครับ แต่นี่ทํากันในสภาพไม่ชัดแจ้ง เคยทําผิดแล้วก็จะทําผิด ที่ไม่กล้าทําต่อไปนี้ก็จะกล้าขึ้นครับ เพราะทําไปแล้วก็ไม่ปรากฏความผิดครับ ท่านเปิดไปดู เหตุผลของการขอแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อวานนี้ท่านจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็อภิปรายไว้ครับ ท่านเขียนไว้ว่าต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อน เป็นปัญหาในทางปฏิบัติของ ฝ่ายบริหาร ท่านว่าอย่างนั้นครับ แปลว่าอย่างไรครับ แปลว่าที่ท่านมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นปัญหาของประเทศครับ แต่เป็นปัญหาเฉพาะของฝ่ายบริหารและเป็นเฉพาะรัฐบาล ชุดนี้เท่านั้น เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ใช้มาหลายรัฐบาลแล้วครับ หลายรัฐบาลไม่มี ปัญหาครับ แต่มีปัญหาเฉพาะรัฐบาลชุดนี้เท่านั้นครับ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ ๒ ปีเศษไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลยครับ ในทางกลับกันแบบที่ผม กราบเรียน กลับไปเพิ่มความด้วย ไม่ได้ปรับลด ไม่ได้ตัดออกแม้แต่ ๑ คํา แต่กลับไปเพิ่มคํา เพื่อให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อให้ประเทศสมประโยชน์มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ประโยชน์ เพิ่มขึ้นครับ ปัญหาของฝ่ายบริหารในยุคนี้ที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้นคืออะไร ไม่มีใครรู้ครับ คลุมเครือ ปิดบัง ซ่อนเร้น เราก็ได้แต่คาดเดากันครับ ว่ากลัวเขาเห็นไส้เห็นพุง หรืออย่างไรครับ หรือกลัวว่าเขาเห็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรืออย่างไรครับ