ธนาวัฒน์ สังข์ทอง อธิบายถึงความหมายและระดับของกฎหมายที่ต้องเข้าสภา และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดหลักเกณฑ์และหลักการในการดำเนินการ รวมถึงเรียกร้องการพิจารณาและเสนอกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับความตกลงหรือหนังสือสัญญาที่มีอยู่ และยังหารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายตามมาตรา 190 โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการชัดเจนในเรื่องนี้
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่กรรมาธิการ ให้มาเป็นผู้ชี้แจงนะครับ เรียนชี้แจงที่ทางกรรมาธิการขอให้ชี้แจงในประเด็นข้อกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจหรือความชัดเจน ส่วนเรื่องอื่นนั้นที่ไม่ใช้ข้อกฎหมายกระผมก็คงจะ เป็นไปตามที่กรรมาธิการได้ชี้แจงไปเมื่อสักครู่
เรื่องแรกที่ท่านอรรถวิชช์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ที่พูดว่าถ้าจะขอปรับถ้อยคําจาก ที่ออกพระราชบัญญัตินั้นมาเป็นออกกฎหมาย ลักษณะอย่างนี้จะทําได้หรือไม่ เรียนอย่างนี้ครับ ในเรื่องของการใช้คําว่า กฎหมาย ปัจจุบันก็ยังเป็นประเด็นปัญหากันอยู่ว่า คําว่า กฎหมาย นั้น มีความหมายหมายถึงกฎหมายในระดับใด บางความเห็นก็บอกว่าเฉพาะระดับ พระราชบัญญัติหรือพระราชกําหนดซึ่งต้องเข้าสภาเท่านั้น แต่บางความเห็นก็ยังมี การบอกว่ามันรวมไปถึงอนุบัญญัติต่าง ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นมันก็เลยเกิดประเด็นปัญหาว่า ในความคิดก็ยังแตกต่างกันอยู่ แต่จริง ๆ แล้วกฎหมายที่จะต้องเข้าสภานั้นจริง ๆ แล้วเพื่อให้ ความเห็นชอบก็คือกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และในส่วนของพระราชกําหนดก็คือ เมื่อประกาศไปแล้วก็ต้องมาสู่สภาเพื่ออนุมัติดําเนินการ ส่วนที่มีการพูดถึงในกรณี ถ้ามีข้อตกลงระหว่างประเทศที่จะต้องนํามาใช้บังคับนั้น โดยหลักที่จะนํามาใช้เป็นกฎหมาย ภายในก็ต้องออกกฎหมายเพื่ออนุวัตการตามหรือนํามาใช้บังคับเพื่อเป็นกฎหมาย ภายในต่อไป นั่นคือกรณีแรก
กรณีที่ ๒ ที่เรียนถามว่าในวรรคสามและวรรคสี่ของมาตรา ๑๙๐ ปัจจุบันนั้น ในเรื่องของการรับฟังประชาชนแล้วก็ส่วนของการแก้ไขเยียวยานั้นหายไปไหน ก็ไม่ได้หายไป กรรมาธิการได้นํามากําหนดไว้ให้อยู่ในกฎหมายที่จะต้องออกต่อไปว่าจะดําเนินการออก ลักษณะขั้นตอน หรือในเรื่องของการรับฟัง หรือรายละเอียด หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ได้มากน้อย เพียงใด เพราะที่กําหนดไว้ในส่วนของรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นที่เขียนในวรรคสามในเรื่องของ การรับฟังก็คือการก่อนดําเนินการ รวมไปถึงเรื่องของการเยียวยานั้น รายละเอียดเกี่ยวกับ การเยียวยามันเป็นการกําหนดไว้เพียงกรอบใหญ่ ๆ แต่จริง ๆ แล้วในการดําเนินการ หรือการที่จะได้ประโยชน์จริง ๆ นั้นมีหลายขั้นตอน ไม่ใช่เพียงก่อน อาจจะมีหลาย ๆ ขั้นตอนหรือหลาย ๆ รายละเอียดหลักเกณฑ์ที่เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งในการกําหนดกรรมาธิการ ก็เลยเห็นว่าถ้าไปอยู่ในกฎหมายที่จะต้องกําหนดรายละเอียดได้ต่อไป เพิ่มเติมได้อย่างชัดเจน ก็น่าจะเป็นประโยชน์เสียมากกว่า นี่กรณีที่ ๒ นะครับ
กรณีที่ ๓ ขอเรียนเป็นข้อมูลสําหรับการพิจารณากรณีเรื่องของการพิจารณา เรื่องของพลังงานหรือทรัพยากรที่เกิดขึ้น ในชั้นกรรมาธิการซึ่งกระผมก็ได้เข้ารับฟัง และมีการชี้แจงสําหรับกรณีที่มีคําถามเกิดขึ้น ก็มีการพูดกันถึงว่าแล้วจะมีความหมายเพียงใด แค่ไหน พยายามที่จะกําหนดเรื่องที่เป็นเรื่อง สาระสําคัญใหญ่ ๆ ที่จะนําเข้ามาโดยไม่กระทบกับเรื่องอื่น ๆ ก็มีการกําหนดโดยใช้ถ้อยคํา หลาย ๆ ถ้อยคํา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงสร้าง หลักเกณฑ์ หลักการต่าง ๆ หรือสาระสําคัญก็ยังเป็นประเด็นปัญหาในเรื่องของว่ามันจะมีความหมายแค่ไหน เพียงใด นะครับ มันก็ทําให้เกิดความชัดเจนเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกรรมาธิการมาพิจารณาดูว่า ส่วนใหญ่ในกรณีเกี่ยวกับพลังงานและทรัพยากรในการที่จะเข้าไปดําเนินการตกลง อะไรต่าง ๆ นั้น หรือต้องดําเนินการให้เป็นไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้ามีกรณีในกฎหมาย ที่ประเทศไทยมีอยู่ มีกฎหมายให้อํานาจในการดําเนินการอยู่แล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้นนะครับ ก็สามารถที่จะเข้าไปดําเนินการได้ในส่วนที่ยังไม่มีกฎหมาย หรือยังไม่มีมาตรการใช้บังคับ ก็ต้องมีการเสนอกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ซึ่งจะเอาเข้ามาเพื่อให้สอดคล้องกับในเรื่อง ของความตกลงหรือหนังสือสัญญาที่ไปดําเนินการเพื่อให้สอดคล้องกันต่อไป
อีกประการหนึ่ง ส่วนข้อมูลในเรื่องของการทํากฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ ที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านอภิสิทธิ์นะครับ ที่บอกว่า ที่มีการเสนอกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้วนั้น ก่อนการแก้ไขในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๔ กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ขณะนั้นกําหนดเพียงว่าให้มีกําหนดขั้นตอนการ ดําเนินการเกี่ยวกับการเสนอหนังสือสัญญาก็เป็นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ทําให้กําหนด ลักษณะของหนังสือสัญญาไม่ได้นะครับ ต่อมามีการแก้ปี ๒๕๕๔ ในการที่กําหนดกรอบ และประเภทของหนังสือสัญญาเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น ก็นํามาพิจารณาในชั้นที่จะ พิจารณากําหนดในเรื่องดังกล่าวก็ยังเป็นประเด็นปัญหาอยู่ เพราะยังติดในเรื่องของ อย่างกว้างขวาง หรือนัยสําคัญ เพราะการจะกําหนดกรอบหรือประเภทได้นั้นก็ต้องพิจารณา ตัวนี้ด้วยประกอบกันไป แต่เมื่อความชัดเจนไม่เกิดขึ้น อย่างกว้างขวางก็ยังมีประเด็นว่าคําว่า มีผลกระทบอย่างกว้างขวางนี้มันเป็นหลักที่จะต้องพิจารณาอย่างไร เป็นเหตุหรือผลโดยตรง ของการทําหนังสือสัญญานั้นหรือไม่ หรือจะใช้หลักเกณฑ์อื่น ๆ หรือหลักเกณฑ์ใดเป็นตัววัด ในการที่จะดําเนินการในการกําหนดกรอบหรือประเภทหนังสือสัญญาที่จะดําเนินการ หรือนัยสําคัญนั้น กรณีการค้า การลงทุน กระทบต่อภาพรวมทั้งประเทศ หรือบางกลุ่ม หรือในกลุ่มที่เข้าในเรื่องนั้น ๆ หรือในเรื่องของงบประมาณ ในเรื่องของจํานวนงบประมาณ หรือการที่จะต้องตั้งงบประมาณผูกพัน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่อาจหาข้อยุติได้ ก็เลยเป็นประเด็นปัญหาเกิดขึ้นก็ยังทําให้การพิจารณาแก้ไขเพื่อที่จะให้มีกฎหมายฉบับนี้ เกิดขึ้นตามมาตรา ๑๙๐ นั้นยังไม่อาจจะเกิดข้อยุติ ก็ยังทําให้กฎหมายฉบับนี้ยังไม่แล้วเสร็จ ในการที่จะพิจารณาดําเนินการให้เป็นกฎหมายออกมานะครับ แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือ ในเรื่อง ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่แก้ไขในเรื่องของเติมคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้าไปจะส่งผลอย่างไรนั้น ก็อย่างที่ทางกรรมาธิการ ท่านพีระพันธุ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ก็ได้ชี้แจงแล้วว่าในกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่าน ๆ มานั้น ตอนก่อนที่จะมีมาตรา ๑๙๐ นี้ในการวินิจฉัยเกี่ยวกับ หนังสือสัญญาก็อาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นที่ต้องเป็นข้อยุติ มีความชัดเจนแน่นอนว่า มีการเปลี่ยนแปลงเขตอํานาจอธิปไตย เปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นะครับ ถ้าเกิดความไม่ชัดเจน แน่นอน โดยเอาเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่เป็นเรื่องของอนาคตมาเป็น ตัวพิจารณาตัดสินก็จะเกิดประเด็นปัญหาในเรื่องของการดําเนินการเกิดขึ้นนะครับ ก็จะ ทําให้เกิดความไม่ชัดเจน และส่งผลให้การดําเนินการของหน่วยทางบริหารนั้นที่จะต้อง ดําเนินการในการที่จะพิจารณาว่าจะเอาหนังสัญญาประเภทใด หรือลักษณะนี้จะต้องเอา เข้าสู่รัฐสภาเพื่อความเห็นชอบหรือไม่ ก็จะเป็นประเด็นปัญหาในการพิจารณาว่าจะต้องเอา เข้าหรือไม่ โดยพิจารณาแล้วมีการสอบถามไปอย่างที่ได้มีการชี้แจงกันเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ว่า อาจจะดําเนินการลักษณะนั้นเกิดขึ้น ก็จะเป็นประเด็นปัญหาว่าก็จะต้องส่งเข้าไป ในการพิจารณาต่อไป ซึ่งก็จะไม่สอดคล้องกับที่กําหนดไว้ในบทบัญญัติของมาตรา ๑๙๐ ในที่เขียนมาในลักษณะนี้นะครับ ในส่วนของประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย กระผมขออนุญาต ชี้แจงเพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาดังนี้นะครับ