รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อ้างว่าประธานสภาไม่ปฏิบัติตามหลักการในการลงมติ และสร้างความสับสนให้เกิดขึ้น จึงขอให้ประธานสภาอธิบายว่าสุดท้ายมาตรา ๓ แปลว่าอะไร

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานดําเนินการประชุมจนกระทั่งลงมติ เสร็จมาตรา ๓ ไปแล้ว กระผมขออนุญาตแสดงความเห็นสักเล็กน้อยเถอะครับ เพราะว่าระหว่างนั้นกระผมไม่ได้รับสิทธิจากท่านประธาน ขออนุญาตกราบเรียนว่าการลงมติ ในมาตรา ๓ มันมีพิรุธตั้งแต่ต้นในการปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธาน เพราะอะไรครับ กระผมไม่ได้ตั้งใจมาตําหนิท่านประธานโดยไม่มีเหตุผล สิ่งที่กระผมขออนุญาตกราบเรียน กับท่านประธานก็คือว่ามาตรา ๑ ท่านประธานย้อนกลับไปดูสิครับ กับมาตรา ๓ นี้ มันไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ เพราะอะไรครับ มาตรา ๑ มีร่างเดิมที่เรารับหลักการ เข้ามา ประการที่ ๒ มีร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก ประการที่ ๓ มีผู้สงวนคําแปรญัตติ ไว้ แล้วก็ตัดออกทั้งมาตรา ประการที่ ๔ มีผู้สงวนคําแปรญัตติไว้เป็นอย่างอื่นนอกเหนือ จากการตัดออกทั้งมาตรา เหมือนกับมาตรา ๓ ทุกประการที่ครบองค์ประกอบทั้ง ๔ ข้อ เวลาท่านประธานถามมติมาตรา ๑ ท่านประธานถามว่าอะไรครับ เห็นด้วยกับร่างกรรมาธิการ หรือร่างความเห็นของผู้แปรญัตติ ถ้าเห็นด้วยกับร่างของกรรมาธิการ ก็จบ ถ้าเห็นด้วย กับผู้แปรญัตติท่านประธานก็คงจะมาถามต่ออีกผู้แปรญัตติท่านใด แต่พอมามาตรา ๓ ท่าน ประธานไม่ปฏิบัติตามนั้นครับ ท่านประธานเริ่มต้นสร้างความสับสน เพราะท่านประธาน เริ่มต้นถามว่าจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านประธานถามว่าจะเห็นด้วย กับร่างเดิมหรือร่างของกรรมาธิการ ท่านประธานคงจําได้ ที่สุดที่ประชุมมีมติแล้วครับ เห็นด้วยกับร่างเดิม คือให้คงร่างเดิม เมื่อเห็นด้วยกับให้คงร่างเดิมก็แปลว่าทุกอย่าง เป็นอันยุติครับ เพราะร่างเดิมคือร่างที่เรารับหลักการ มันมีรายละเอียดครบถ้วน มาตรา ๑ , ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙, ๑๐ เมื่อครบถ้วน และแปลว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับร่างเดิมที่รับหลักการ แล้วท่านประธาน มาถามต่อไปอีกได้อย่างไรครับ ว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขวรรคที่เท่าไร ๆ เป็นอย่างไร ในแต่ละวรรคอีก อันนี้มันผิดชัดเจน แล้วสร้างความสับสน แล้วการถามมติแต่ละวรรค ก็ถามไม่เหมือนกันอีก สุดแล้วแต่โผจะพาไป ผมขออนุญาตนะครับ ถ้าล่วงเกินท่านประธาน ผมยินดีถอนครับ แต่ผมเชื่อว่าเที่ยวนี้ไม่ปกติแล้วครับ แล้วสร้างความสับสนแม้แต่ซีก ผมขออภัยนะครับ ผมไม่พาดพิงหรอกครับ ซีกพวกกระผมนี่มึนตั้งแต่ต้นจนจบ ซีกอื่นจะมึน หรือไม่ผมไม่ทราบ แต่นี่คือสิ่งที่สร้างความสับสนให้เกิดขึ้น หลักการปฏิบัติที่เราปฏิบัติมา ในที่ประชุมรัฐสภา มันมีสิทธิที่จะตัดสินลงมติเป็นพวงครับ เหมือนกับปลา ท่านประธานจะ ซื้อปลาพวงไหน พวงที่ ๑ พวงร่างเดิมที่รับหลักการ พวงที่ ๒ ร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก เห็นชอบแล้วนําเสนอเข้าสภา พวงที่ ๓ ร่างของผู้แปรญัตติ ร่างผู้แปรญัตติถ้ามี ๑๐ คน ก็มีอีก ๑๐ พวง ที่ประชุมมีสิทธิตัดสินใจจะเอาพวงที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ เท่านั้น แต่เที่ยวนี้ตัดสินไปแล้วเอาพวงที่ ๑ คือพวงของร่างเดิม แต่ท่านประธานมาถามมติต่ออีก จะเอาตัวไหนบ้าง เอาตัวไหนบ้างไม่พอ เอาตัวไหนในร่างเดิมไม่ใช่ เอาตัวไหนในพวงไหน อีกก็ได้ ซึ่งเราไม่เคยปฏิบัติกันมาครับ แล้วที่สุดผสมผเสปนเปกันจนยุ่งเหยิงที่สุด ครั้งนี้เป็น ครั้งที่ผมขออนุญาต อัปยศที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราครับ ผมขออนุญาตไม่ตําหนิท่านประธานคนเดียวครับ เดี๋ยวผมก็ต้องถูกถอนอีก ถ้าจะให้ถอน ผมก็ยินดีครับ แต่นี่คือสิ่งที่ขออนุญาตให้ผมได้ระบาย อย่างน้อยในฐานะสมาชิกคนหนึ่ง ของรัฐสภา และผมเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงครับ สุดท้ายความไม่ถูกต้องไม่มีวันเอาชนะ ความถูกต้องได้ ท่านประธานครับ จะวันไหนก็สุดแล้วแต่ แต่สิ่งที่ผมขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้ สอบถามท่านประธานก็คือว่า สุดท้ายที่ท่านประธานดําเนินการประชุมจนถึงนาทีนี้ให้ลงมติ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ นั้น สุดท้ายมาตรา ๓ แปลว่าอะไรบ้างครับ ท่านกรุณาอธิบายให้พวกกระผม สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่ทําหน้าที่แทนประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ประชาชนเขารอ รับฟังอยู่ได้ทราบหน่อยสิครับ ว่าสุดท้ายตัวแทนของเขามาลงมติโดยอาศัยเสียงข้างมาก พาประเทศไปทางไหน มาตรา ๓ แปลว่าอะไร ขออนุญาตให้ประชาชนเขาได้รับรู้หน่อย ได้ไหมครับ ขอบคุณครับ