รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

อรรถพร พลบุตร เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึกและสัญญาอื่น โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการได้รับความเห็นชอบจากสภาในขั้นตอนการทำสัญญา

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอบคุณท่านประธานนะครับที่ให้โอกาส ได้อภิปรายประกอบการสงวนความเห็นในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ กระผมร่วมกับ ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านศิริโชค โสภา ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ได้ร่วมกันสงวนความเห็น โดยขอให้แก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๓ ดังนี้ มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชการอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึกและสัญญาอื่น กับนานาประเทศ หรือกับองค์กรระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาใดที่มีผลเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หรือจะต้องออก พระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้า หรือการลงทุน หรือมีบทเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองหรือการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยไม่ใช่เรื่องความร่วมมือทางวิชาการ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายประกอบเหตุผลในการสงวนความเห็นโดยใช้เวลา ตามสมควร ท่านประธานครับ ในเบื้องแรกผมขอตั้งข้อสังเกตว่าการพิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ในวาระที่สอง มีอะไรที่ผิดปกติอยู่ ๒-๓ ประการด้วยกัน ที่มีนัยสําคัญ

ประการแรกผมพบว่ามันมีการเชื่อมโยง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ๒-๓ เดือน นั่นก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ใน ๓ มาตราที่มีความต่อเนื่องกันคือ มาตรา ๑๑๑ ที่มาของ ส.ว. ซึ่งผ่านการพิจารณาไปเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว มาตรา ๖๘ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาในวาระที่สอง และรอเข้ามาสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎรในเรื่องของการตัดทอนอํานาจของประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญ และมาตรา ๑๙๐ ก็คือเรื่องราวของอํานาจของสภาต่อสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ผมพบความเชื่อมโยง ผมพบเงื่อนเวลา ผมพบการเร่งรัดที่มีความสอดคล้องต้องกัน เร่งรัด จนถึงขนาดที่ทําให้การพิจารณาในวาระที่สองขั้นกรรมาธิการของมาตรา ๑๙๐ กระทํา เริ่มต้นวันแรกทั้งที่การพิจารณาวาระที่หนึ่งยังไม่สําเร็จเสร็จสิ้น ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในประวัติศาสตร์ของรัฐสภา มันพบลักษณะของความลุกลี้ลุกลนครับ ความเชื่อมโยงดังกล่าว ผมจะอภิปรายในช่วงต่อไป ผมพบความผิดปกติอีกบางเรื่องบางประการ เช่น ความรู้สึกนึก คิดของกรรมาธิการบางท่านที่ได้ชี้แจงต่อข้ออภิปรายของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติ เมื่อวานนี้ครับมีผู้มาชี้แจงในส่วนของกรรมาธิการที่ชี้แจงบอกว่าการดํารง มาตรา ๑๙๐ ซึ่งให้อํานาจของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือครองอํานาจของประชาชนมาใช้มีผล ให้เกิดความเสียหายต่อการทําสนธิสัญญาหรือการเจรจาการค้าหรือการลงทุนหรือ การเศรษฐกิจในระหว่างประเทศ ใช้คํารุนแรงกลางสภาถึงคําว่า มันน่าอาย ผมไม่ทราบว่า จิตสํานึกเหล่านี้มันเป็นความสํานึกร่วมของข้าราชการในบางส่วนบางแง่บางกรมบาง กระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือไม่ หรือเป็นความสํานึกที่ตกทอดมาจากกรรมาธิการบางท่านบาง กลุ่ม มันน่าอายตรงไหนครับ ถ้าผมเป็นคนไทยผมไปต่างประเทศผมไม่อายเลย แล้วผมกลับ ภาคภูมิใจที่ผมจะได้บอกเพื่อนต่างชาติของผมว่าคนไทยทุกคนมีอํานาจในทางประชาธิปไตย ที่จะได้มีส่วนร่วมตรวจสอบสนธิสัญญาหรือกิจกรรมระหว่างประเทศด้วยผ่านสภา ผู้แทนราษฎร ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่มีอํานาจเช่นนี้ มันคือความภูมิใจ มันคือความ สูงสุดของประชาธิปไตยที่หมายความว่าอํานาจเป็นของประชาชนใช่หรือไม่ มันน่าอาย ตรงไหน สิ่งที่มันน่าอายยิ่งไปกว่านั้นคือการสวามิภักดิ์หรือเป็นสมุนของทรราชหรือทุนข้าม ชาติต่างหากครับ ยอมสยบอยู่ใต้เบื้องเท้าต่างหากที่น่าอาย ทําไมไม่พูดอย่างนี้ในสภา ผู้แทนราษฎร และที่น่าผิดปกติและน่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือชี้แจงของท่านรัฐมนตรี ซึ่งมีฐานะเป็นกรรมาธิการที่จะพิจารณากฎหมายที่ให้อํานาจสภาผู้แทนราษฎรในการ ตรวจสอบเรื่องราวสนธิสัญญาหรือความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับต่างชาติที่ได้ยอมรับในอํานาจ อธิปไตยของเพื่อนบ้าน ซึ่งมีคู่กรณีความขัดแย้ง และเป็นการยอมรับอธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับความสํานึกร่วมของคนไทยทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ วันนี้คนไทยยังไม่เคย ยอมรับสิ่งเหล่านี้ แต่มีคนไทยคนหนึ่งยอมรับครับชื่อพีรพันธุ์ พาลุสุข นี่มันผิดปกติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมตั้งเป็นข้อสังเกตเอาไว้เพื่อให้ประจักษ์แก่สาธารณชนว่าอะไร เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ในการพิจารณารัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ แต่เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่รับ ฟังอยู่ทางบ้าน ๒ วันที่ผ่านมาได้เกิดความเข้าใจที่กระจ่างแจ้งว่าอะไรได้เกิดขึ้น ผมขอใช้ เวลาสั้น ๆ ลําดับความให้เกิดความชัดเจนผ่านท่านประธานผ่านท่านกรรมาธิการไปยังพี่น้อง ประชาชนซึ่งเป็นเจ้านายของพวกเราทั้งสภา

ท่านประธานรัฐสภาครับ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ได้พูดถึงหลักการการ ทําหนังสือสัญญาระหว่างประเทศไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ครับ ที่จริงได้ เริ่มต้นครั้งแรกตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ ในมาตราที่ระบุ ไว้ว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบ ศึกหรือสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์กรระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาใดที่มีบท เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจรัฐจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไป ตามสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา นี่คือบทบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และเริ่มต้นตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี ๒๔๘๙ แต่การเปลี่ยนแปลงที่สําคัญที่สุดได้เกิดขึ้น ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ครับ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการร่างแก้ไขกันอยู่ในขณะนี้ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ เขาได้ระบุเอาไว้ว่าการทําสนธิสัญญา ระหว่างประเทศที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนและหลังการเจรจาหรือก่อนลง นามในหนังสือสัญญามีทั้งสิ้น ๕ ประเภทครับ

๑. ประเภทที่มีบทเปลี่ยนแปลงอํานาจอธิปไตยของรัฐ

๒. ประเภทที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่อาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิ อธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ

๓. ประเภทที่มีผลกระทบด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของ ประเทศอย่างกว้างขวาง

๔. ประเภทที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ

และสุดท้ายประเภทที่ต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา

ท่านประธานสงสัยไหมครับว่าจากรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ซึ่งถือว่าเป็น รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทย มาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ๑๐ ปีหลังจากนั้น ทําไมจึงมีการเพิ่มเติมเนื้อความ เนื้อหา หรืออํานาจของสภา ในการตรวจสอบสนธิสัญญาเพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัยสําคัญมากมายหลายประการด้วยกัน จากที่ กําหนดไว้เพียงแค่ว่าหนังสือสัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจของ รัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา แต่ได้มากําหนดเงื่อนไขรูปแบบอีกถึง ๕ ประเภทด้วยกัน ท่านประธานสงสัยไหมครับ ผมเชื่อว่าที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดเงื่อนไขหรือบทบัญญัติเพิ่มขึ้น แน่นอนครับ โดยหลักการของประชาธิปไตยก็เพื่อสร้างดุลยภาพการตรวจสอบระหว่าง สภาผู้แทนราษฎรและอํานาจบริหารให้มีความสมดุล ให้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของ ประชาชนได้มีโอกาสเข้าไปตรวจสอบในเรื่องราวซึ่งเป็นความละเอียดอ่อนหรือมีผลอันเป็น นัยสําคัญต่ออธิปไตยของประเทศหรือประโยชน์ของประชาชนเป็นด้านหลัก นั่นคือ เจตนารมณ์ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งปรากฏชัดเจนต่อสาธารณชน และผมเชื่อว่า เหตุผลลึก ๆ ต้องมีคณะกรรมการร่างบางคนที่มีส่วนร่วมร่างมาตรา ๑๙๐ อาจจะมีความรู้สึก ลึก ๆ ในใจว่ามันไม่มีรัฐธรรมนูญประเภทนี้ออกมาไม่ได้ มันไม่มีรัฐธรรมนูญที่มีการตีกรอบ ที่ชัดเจนในเรื่องต้องห้ามใด ๆ ที่รัฐจะใช้อํานาจการทําสนธิสัญญาหรือกิจกรรมข้ามประเทศ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อาจจะไม่มีความเข้มข้นเพียงพอ ผมเชื่อว่าความรู้สึกลึก ๆ ของ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหลายท่านคงได้คิดถึงเหตุการณ์การขายสัมปทานของชาติ ให้เทมาเส็ก (Temasek) สิงคโปร์ครับ ไม่ว่าจะเป็นสัมปทานในเรื่องของมือถือ เรื่องของ ไอทีวี (ITV) เรื่องของการบินและอื่น ๆ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีส่วนกระตุ้นเตือนให้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้น ปี ๒๕๕๐ ได้เห็นว่า ปัจจุบันความเกี่ยวข้อง เกี่ยวพันระหว่างประเทศ การหาประโยชน์บนอํานาจรัฐระหว่างประเทศ การใช้ช่องว่าง ต่าง ๆ เพื่อสร้างประโยชน์เข้ากลุ่มและพวกพ้องมันมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ถ้าปล่อย ให้สภาดําเนินการตรวจสอบไปอย่างเบาบางเหมือนรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มันจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน เขาจึงมีข้อกําหนดที่มีความชัดเจนมากขึ้นไปกว่านี้ ผมยังเชื่อลึก ๆ ว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในขณะนั้นได้คิดถึงเหตุการณ์นั้นเป็นด้านหลัก และแน่นอน ครับด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เราก็ได้เห็นบางเรื่องบางราวเกิดขึ้น เราได้เห็น อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศบางคนก็กลายเป็นจําเลยบนศาล และมีชื่อถูกประทับเป็นตราบาป ไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย ก็เกิดจากความเข้มข้นของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ แต่สิ่งที่น่าแปลกใจ ก็คือว่าเมื่อมีการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๙๐ ในครั้งนี้ ซึ่งเสนอโดย รัฐสภา เนื้อหามันอยู่เหมือนเดิมครับแต่มันถูกตัดในประเด็นที่ผมถือว่ามีความสําคัญอย่างยิ่ง อย่างน้อย ๒ เรื่องด้วยกัน ๑. เขาตัดข้อ ๓ ออกไป คือสนธิสัญญาประเภทที่มีผลกระทบด้าน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง และประเภทที่มีผลผูกพัน ด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งผมถือว่า