นฤมล ศิริวัฒน์ หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และแสดงความเห็นที่ไม่ตรงกับกรรมาธิการ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณาถึงผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมของคนไทย และเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะผูกพันประเทศ นอกจากนี้ เธอยังระบุว่าประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบสังคมที่เข้มแข็ง และเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 190 เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางนฤมล ศิรวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉัน เป็นหนึ่งในผู้ที่เสนอให้มีการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ดิฉันเห็นว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น และในฐานะผู้ที่เป็นผู้สงวนคําแปรญัตติไว้ ด้วย ดิฉันก็ต้องขอบคุณกรรมาธิการนะคะที่ได้ให้โอกาสดิฉันในช่วงนั้นมิได้ไปแปรญัตติ ด้วยวาจา แต่ได้ทําหนังสือเข้าไป ท่านก็ให้ความกรุณาและให้สงวนคําแปรญัตติไว้ ดิฉันยังมี ความเห็นที่ไม่ตรงกับท่านกรรมาธิการอยู่หลายประเด็นในกรณีที่ให้มีการแก้ไข ต้องเรียน ท่านก่อน เพื่อนสมาชิกที่เคารพรักคะ ดิฉันอยู่ในสภาแห่งนี้มา ๕ ปีเศษ ดิฉันจะใช้ ประสบการณ์ตรงนั้นเป็นเครื่องมือในการที่จะอภิปรายและวิเคราะห์เหตุและความจําเป็น ในการที่จะต้องมีการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นะคะ
การเปลี่ยนแปลงของโลก การเปลี่ยนแปลงของประเทศต่าง ๆ ในโลก ไม่ว่า จะทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จําเป็นต้องเป็นองค์ประกอบอีกองค์ประกอบหนึ่ง ที่จะต้องใช้ในการวิเคราะห์ในความจําเป็นต้องแก้ไขมาตรา ๑๙๐ แห่งนี้ ดิฉันได้ศึกษา ค้นคว้าจากหลายแหล่ง รวบรวมแล้วบวกกับประสบการณ์ ดิฉันเห็นว่าในเรื่องของเนื้อหาการ มีเรื่องราวต่าง ๆ มากมายที่จะต้องเข้ามาในสภาแห่งนี้ ในรัฐสภาแห่งนี้เพื่อที่จะพิจารณาให้ เกิดความรอบคอบนั้นมีความจําเป็น แต่สามารถลดลงได้ ถ้าข้าราชการประจําแล้วก็ส่วนของ การเมืองได้ร่วมกันร่างกฎหมายซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ที่กําหนด ความชัดเจน เรื่องราวต่าง ๆ เงื่อนไข ลักษณะของหนังสือ ของสัญญาที่จะนําเข้ามาในสภาแห่งนี้ ในรัฐสภาแห่งนี้ จะช่วยลดจํานวนงานของรัฐสภาในส่วนนี้ลงไปได้ แต่ดิฉันเห็นว่าสิ่งที่ คณะกรรมาธิการได้ไปแก้ไข แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนซึ่งเป็น ๕ เงื่อนไขหัวใจของการ อยู่อย่างยั่งยืนในโลกโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงค่ะ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการเมืองในวันนี้เป็นการเมืองซึ่งไม่มีความไว้วางใจกันเลยทั้งฝ่ายของบริหาร ฝ่าย ของฝ่ายที่เป็นผู้ตรวจสอบและภาคประชาชนด้วย ด้วยเหตุอย่างนี้จึงจําเป็นจะต้องมีการที่จะ สร้างเงื่อนไขที่มันชัดเจนเอาไว้ มาตรา ๑๙๐ ท่านคะ เนื้อหาสาระโดยส่วนรวมเพื่อนสมาชิก ได้พูดกันมาตลอด ๒ วันแล้ว เกือบเต็มแล้ว ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการที่รัฐบาลจะต้องไป ตกลงทําสัญญากับประเทศต่าง ๆ ระหว่างประเทศ ชอบหรือไม่ชอบ ท่านประธานที่เคารพ คะ เพื่อนสมาชิกคะ วันนี้เราอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้ ประเทศไทยจําเป็นจะต้องหากลุ่ม หาเพื่อน หาสมาชิกที่จะมารวมกันเพื่อที่ ๑. สร้างพลังในการแข่งขัน ในการต่อรอง ๒. เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นเขตประกอบหรือเป็นหน่วยงานที่จะทํา รายได้ให้กับประเทศไทยของเรา ถามว่าวันนี้ยุคของการเสียเปรียบหรือการที่จะต้องถูก ครอบงําหรือถูกเอาประโยชน์จากประเทศใหญ่ ๆ นั้นมันหมดสิ้นไปหรือยัง ต้องเรียนเลยค่ะ ไม่มีวันหมดสิ้นค่ะ ยิ่งมากขึ้นเสียด้วยซ้ําไป เพราะอะไรคะ เพราะประชากรของโลกนั้น เติบโตขึ้นมากในทุก ๆ ประเทศทั่วทุกมุมโลก ทรัพยากรที่มีอยู่นั้นมีจํากัด เราพูดกันถึงเรื่อง ของอาหาร ก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งมีความจํากัด ทรัพยากรที่เกี่ยวกับพลังงานทั้งหลายที่จะต้องเป็นองค์ประกอบในการผลิต เพื่อที่จะสร้างสิ่ง ที่เป็นองค์ประกอบที่เรียกว่าปัจจัยพื้นฐาน เสื้อผ้า เครื่องนุ่มห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษา โรค เหล่านี้จํากัด เพราะฉะนั้นต้องมีการแสวงหาค่ะ สมัยก่อนเขาเรียกว่าสมัยก่อนที่จะมี ระบบทุนนิยมนี้นะคะ ท่านประธานคะ เราเรียกว่าเมอร์คันทิลิซึม (Mercantilism) ขออนุญาตนะคะ เป็นระบบซึ่งประเทศใหญ่ ๆ ทีมีความเจริญก้าวหน้าในอดีต เช่น โปตุเกส สเปน อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา เหล่านั้นออกมาสู่โลกข้างนอก เพื่อที่จะมาหาทรัพยากร ซึ่งจําเป็นและเขาต้องการ ในขณะเดียวกันก็ต้องการที่จะขายสินค้าที่เขามีให้กับประเทศที่ ด้อยกว่า ความรู้สึกที่จะต้องออกมาสู่โลกข้างนอกบวกกับความรู้สึกที่มองคนในระบบของเรา หรือในพื้นถิ่นของเราว่าเป็นคนที่ด้อยกว่า ดูจากคําพูดที่เขาเรียกว่า ศิวิไลซิ่ง มิชชั่น ไวท์ แมนส์ เบอร์เดน (Civilizing mission white man’s burden) คําเหล่านี้เป็นคําที่คนในโลก ตะวันตกเขามองคนในภูมิภาคของเรา และดําเนินการนโยบายต่าง ๆ ที่จะเอาประโยชน์และ ครอบงําประเทศซึ่งด้อยกว่า วันนี้ก็ยังคงเช่นนั้นอยู่ค่ะ เปลี่ยนจากโคโรเนียลลิซึม (Colonialism) เปลี่ยนจากเมอร์คันทิลิซึม มาเป็นอิมพีเรียลลิซึม (Imperialism) วันนี้ ประเทศใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นจีน ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ต่างมุ่งหน้าที่จะมาหาความสัมพันธ์ที่จะ สร้างความเข้มแข็งของตัวเองอย่างยั่งยืน ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศเล็ก ๆ อย่างประเทศไทย เราได้ประสบการณ์แล้วใช่ไหมคะ เข้ามาในสภาแห่งนี้ บอกไม่ได้มาหาเสียงแต่อยากให้ สนับสนุน พวกเราคนไทยมีไมตรีดี คําหวานเหล่านี้ ความสัมพันธ์ที่มีมาโดยตลอด สร้างความยั่งยืนให้กับประเทศที่เป็นมหาอํานาจ ในขณะเดียวกันก็หยิบยื่นสิ่งต่าง ๆ ให้กับประเทศไทยเราบ้าง อย่ามีเงื่อนไข ดิฉันคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เราพยายามที่จะพาตัวเข้าไปอยู่ในเทียร์ ๑ (Tire 1) อีคอนอมี (Economy) ของเอเชีย จนเกินไปหรือไม่ โดยต้องร่วมทําสัญญาหรือข้อตกลงต่าง ๆ ที่จะเป็นการพัฒนาตัวเองหรือว่า เรียกว่าพัฒนาจนเกินไปหรือไม่ คําถามเหล่านี้ก็ต้องมีความระมัดระวังในการที่จะตอบ และดําเนินการในเชิงนโยบาย
ท่านคะ ๕ เงื่อนไขสําคัญที่จะเป็นหัวใจต่อการอยู่อย่างยั่งยืนในโลก โลกาภิวัตน์นั้นท่านสมาชิกหลายคนได้พูดแล้ว หนังสือสัญญาใด ๆ ก็ตามที่ได้ทําขึ้นมาแล้ว ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาณานิคมดินแดนของประเทศ หรือความตกลงหรือหนังสือสัญญา ที่จะเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจ ตามหนังสือหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทางทะเล นี่คือเงื่อนไขที่ ๒ ที่จะต้องมีการออกกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เป็นเงื่อนไขที่ ๓ มีผลกระทบต่อทาง เศรษฐกิจ สังคม และของประเทศอย่างกว้างขวางนั้นเป็นเงื่อนไขที่ ๔ ที่สําคัญ เงื่อนไขที่ ๕ ของข้อตกลงหรือหนังสือสัญญาที่จําเป็นจะต้องผ่านรัฐสภาของเราก็คือเงื่อนไขซึ่งหนังสือ สัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนหรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ท่านประธานคะ กรรมาธิการตัดหลายส่วนจากตรงนี้ออกไปเหลือเกิน แล้วยังมีการเพิ่มเติม ในส่วนซึ่งดิฉันคิดว่าไม่มีความจําเป็นต้องเพิ่มเติม คือในส่วนของหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับ พื้นที่ทางทะเลของเราส่วนใหญ่ในส่วนที่ ๒ โดยมีการเพิ่มคําว่า โดยชัดแจ้ง ดิฉันคิดว่ามันไม่มี ความจําเป็น ในบางครั้งนะคะ อะไรที่ไม่ต้องชัดแจ้งแต่สามารถที่จะร่วมกันไปได้นี่นะคะ ก็ไม่จําเป็นต้องเป็นอย่างนั้น หลายร้อยปีที่ผ่านมาเราไม่เห็นต้องมีการปักปันเขตแดน เราอยู่กันได้ แต่วันนี้ถ้าเราจะใส่ โดยชัดแจ้ง ลงไปแล้ว มันเกิดสิ่งที่จะไปรัดคอตัวเองนี้นะคะ หรือจะเสียประโยชน์ หรือสุ่มเสี่ยงที่จะเสียประโยชน์ได้ ดิฉันคิดว่าไม่มีความจําเป็นต้องใส่ไป ในส่วนนั้น นี่คือสิ่งที่ไม่เห็นด้วย แล้วก็เห็นว่าในเวลาที่บ้านเมืองของเราอยู่ในสภาพอย่างนี้ ความไม่ไว้วางใจสูงนี่นะคะ ใส่ลงไปก็เป็นแต่ที่จะสงสัย มีแต่เรื่องที่จะต้องเป็นข้อตั้งสังเกต ในเชิงลบต่อฝ่ายบริหาร ในส่วนของที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ดิฉันอยากจะเห็นว่าผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมของประเทศนั้นจําเป็นต้องมีคงอยู่ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพ ความตกลงหรือหนังสือสัญญาต่าง ๆ นั้นไม่ได้มีเพียงแค่ เอฟทีเอเท่านั้น หรือข้อตกลงเสรีทางการค้า มันยังมีข้อตกลงหรือความตกลงหรือลักษณะ พาร์ทเนอร์ชิพ (Partnership) หุ้นส่วน หรืออื่น ๆ อีกมากมาย มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป แล้วเมื่อวานนี้ค่ะ ดิฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่กว้างขวางมาก เรื่องของสิทธิมนุษยชน เรื่องของ สิ่งแวดล้อม เรื่องของผลกระทบต่อวิถีวัฒนธรรมของคนเราในประเทศของเราเป็นเรื่องที่ สมควรที่จะต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ สิ่งที่จะไปผูกพันประเทศของเราไว้ โดยเดิมพันให้กับบุคคลเพียงแค่ไม่กี่คน ก็คือส่วนที่เป็นฝ่ายรัฐบาลนะคะ โดย ครม. หรือโดย ข้าราชการประจําไม่กี่ท่านในหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไปสําหรับประเทศ ของเราค่ะหน้าที่ของรัฐบาลก็คือทําอย่างไรที่จะให้ประเทศของเราเติบโต ผาสุก สงบ และมั่นคง และยืนอยู่ได้ตลอดไป นั่นคือหน้าที่ของท่าน วันนี้รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ได้สร้างเครื่องมือที่ผ่านมาถึงแม้จะมีความยุ่งยากในการตีความอยู่บ้าง ดิฉันก็คิดว่าได้เป็น เครื่องมือ ได้เป็นกลไกในการที่จะปกป้อง ในการที่จะรักษาประโยชน์ของประเทศไทย ของ คนไทยเอาไว้ได้อย่างดีพอสมควรนะคะ เพราะฉะนั้นการที่จะไปตัดออกอย่างที่ท่าน กรรมาธิการได้ตัดออกนั้น ดิฉันคิดว่าไม่สมควร ดิฉันก็ไม่เห็นด้วยในส่วนนั้น ในส่วนของการที่ จัดให้มีส่วนร่วม ดิฉันคิดว่ามันน้อยเกินไปถึงได้เสนอให้มีการแก้ไข ดิฉันอยากให้มีการนํา รายละเอียดต่าง ๆ ตามที่ได้มีการเขียนไว้ในเอกสารว่าให้เข้ามาแสดงให้เห็นถึงความสําคัญ เหตุผลความจําเป็น และผลกระทบ รวมทั้งผลดีผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติและ ประชาชนในกรณีที่จะต้องเอาประเทศของเราเข้าไปผูกพัน ดิฉันถามว่าต้องไปผูกพัน ต้องไป ค่ะ อย่างที่บอกค่ะหารายได้ สร้างพันธมิตร แล้วก็ยืนอยู่กับเขาไปได้ไม่ตกขบวนรถไฟ แต่ก็ไม่ ต้องรีบกระโดดเข้าไปสู่ขบวนรถไฟความเร็วสูงทุกขบวนที่มีมา โดยไม่ได้ดูว่าความพร้อมของ ประเทศของเราเป็นอย่างไร ความพร้อมของประชาชนเป็นอย่างไร ระบบตรวจสอบของเรา เป็นอย่างไร วันนี้โอกาสในการตรวจสอบของประชาชน ภาคประชาชนนี้ในระบบที่มีบัญญัติ เอาไว้โดยรัฐธรรมนูญแห่งนี้มันมีพอตัวอยู่แล้วค่ะ แต่ท่านตัดออกไปมันก็เสียหาย แล้วก็เสีย โอกาสในการที่จะพัฒนาทักษะของประชาชนของเราในการที่จะเช้าร่วมกระบวนการ ตรวจสอบ
ท่านประธานที่เคารพคะ สังคมที่เข้มแข็งนั้นเขาไม่ได้รอเพียงแค่หน่วยงาน ของรัฐ หรือองค์กรอิสระเท่านั้นในการที่จะตรวจสอบนะคะ สังคมที่เข้มแข็งนั้นประชาชน จะต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วยนะคะ แล้วโอกาสอย่างนี้ที่มีรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ที่ได้มีการแก้ไขไปแล้ว ๑ ครั้ง แต่ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก ถึงต้องถูกเสนอให้ให้มีการแก้ไข เพื่อที่จะให้ประชาชนนั้นมีส่วนร่วมที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นนะคะโดยที่ไม่ได้ไปตัดส่วนที่เป็นความ รับผิดชอบของรัฐสภาด้วย ดิฉันคิดว่าการที่เราจะร่วมใจ ร่วมมือกันแสดงความคิด ความเห็น ที่จะเป็นประโยชน์ย่อมดีกว่าคนไม่กี่คนนั้นที่จะทําหน้าที่พาประเทศของเราไปนะคะ ดิฉันก็ คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข แต่ไม่ใช่แก้ไขในแนวที่ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอเข้ามา ดิฉันเห็นว่ากติกาต่าง ๆ ต้องมีความชัดเจนขึ้นจึงจําเป็นต้องมีการแก้ไข ในเรื่องของกฎหมาย ลูกที่จะต้องออกมานั้น ไม่ออกมาค่ะ ไม่ว่าจะรัฐบาลไหนที่ผ่านมาในช่วง ๕ ปีผ่านมา ไม่มี การสนใจที่จะออกมาถามคําถามว่าก็นั่นล่ะคะทําไมถึงไม่ออก ในเมื่อเครื่องมือนี้มันเป็น เครื่องมือที่จะดูแล เป็นกลไกที่จะให้ส่วนรวมมีโอกาสช่วยกันปกป้องรักษาประโยชน์ของ ประเทศชาติ แต่ไม่ว่ารัฐบาลไหนทําไมไม่ทําให้เครื่องมือนี้มันสมบูรณ์ละคะ นั่นคือคําถาม และมันต่อไปถึงมาตรา ๔ ค่ะท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตอภิปรายในครั้งนี้เลย เพื่อเมื่อถึงมาตรา ๔ แล้วจะได้ไม่จําเป็นต้องให้ดิฉันลุกขึ้นมาอภิปรายอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันเห็นว่าคณะรัฐมนตรีที่ไม่ได้เสนอให้มีการออกกฎหมายลูกนี้นะคะ จะต้องมีความรับผิดชอบค่ะ จะต้องมีการลงโทษถึงขนาดที่จะให้ถูกถอดถอนได้โดยรัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นบทที่ถอดถอน ของเรา มิฉะนั้น ท่านก็จะปล่อยอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาลก็จะปล่อยไป อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้เป็นรัฐบาลก็จะออกมาว่า ว่าท่านไม่ได้รักชาติ ไม่ได้รักชาติอย่างนั้นอย่างนี้ ว่ากันไปว่ากันมาอย่างนี้ แต่ผลเสียก็คือประเทศของเรา ดิฉันคิดว่าส่วนที่เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย แม้จะเป็นการส่งเสริมก็ต้องมีการที่จะบังคับลงโทษด้วยเช่นกัน ส่วนของความขัดแย้ง ในการตีความที่ยังคงเหลืออยู่บ้างนั้น ดิฉันคิดว่าในความเห็นของดิฉันเองและเพื่อนสมาชิก อีกหลายท่าน นับตั้งแต่ท่านอาจารย์เจริญ ท่านสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ และท่านอาจารย์วรวิทย์ บารู และอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม ดิฉันเห็นว่าเรื่องของปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินเป็น หน้าที่รวมนะคะ รัฐบาลมีหน้าที่พาความผาสุก ความมั่งคั่งให้กับประชาชนและประเทศของเรา แต่การตรวจสอบในที่นี้ก็ต้องเดินต่อไป ศาล ตุลาการมีหน้าที่ในการที่จะชี้ แต่เรื่องวันนี้ ในสภาแห่งนี้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ ถ้ามีความขัดแย้ง ดิฉันเห็นว่าควรจะ นําเข้ามาสู่สภาของเราเป็นที่สุดในการที่จะวินิจฉัยให้เกิดความรวดเร็ว ดิฉันไม่อยากเห็น องค์กรอย่างศาลรัฐธรรมนูญถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทําการเมืองให้ได้เปรียบ เสียเปรียบ มาตรา ๑๙๐ ไม่ใช่เครื่องมือทางการเมืองที่จะทําให้ใครได้ประโยชน์ นอกจากจะเป็น เครื่องมือในการที่จะรักษาประโยชน์ของประเทศของเราค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันก็ คิดว่าความเห็น ความในใจของดิฉันได้อภิปรายโดยย่อเพียงเท่านี้ แล้วก็คิดว่าสิ่งซึ่งเพื่อน ๆ ของเรา เพื่อนสมาชิกและประชาชนที่รับฟังอยู่จะได้เข้าใจชัดเจนยิ่ง ๆ ขึ้น และได้พิจารณา ให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบตามแต่ศักยภาพของท่าน และตามแต่ความ ประสงค์ของท่าน แต่ขอให้คํานึงถึงประโยชน์ที่แท้จริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ไม่ใช่วันนี้ค่ะ พวกเรารัฐบาลมาแล้วก็ไป ข้าราชการประจําวันหนึ่งท่านก็ต้องจากออกไปนะคะ ไม่มีใครอยู่ที่นี่ตลอดกาล แต่สิ่งที่จะต้องอยู่คือประเทศไทยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ