รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

ไพบูลย์ นิติตะวัน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขกติกาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีความชัดเจนและโปร่งใสในการดำเนินการของรัฐบาล และเรียกร้องให้กรรมาธิการเปิดเผยเอกสารสัญญาซื้อขายข้าวจีทูจีเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องสัญญาที่ทับซ้อนในอ่าวไทยระหว่างไทยกับกัมพูชา และเรียกร้องให้กรอบการเจรจาเปิดเผยให้ที่ประชุมทราบ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา ภาคอื่น ทําหน้าที่ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในวันนี้ก็จะมาพิจารณาเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐ ที่ผมได้แปรญัตติไว้ นั้น ท่านประธานครับ ประเด็นสําคัญก็คงไม่ใช่พูดให้เพื่อนสมาชิกฟังหรอกครับตอนนี้ เพราะ ก็ไม่ค่อยมีใครฟังกันอยู่แล้ว แต่ประเด็นสําคัญก็คือผมก็คงอยากจะอภิปรายให้ประชาชน รับทราบว่าข้อเท็จจริงในความเห็นของซีกผมนั้นเห็นเป็นอย่างไร

ท่านประธานครับ เรื่องที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้ไม่ใช่เป็นการพิจารณา นโยบายของรัฐบาล แต่เป็นการพิจารณาเรื่องการแก้ไขกติกาของบ้านเมือง ซึ่งกติกานั้น เขียนไว้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น แต่ว่ามีฝ่ายที่อยากจะให้แก้ไขกติกา การแก้ไขกติกานั้นก็พยายาม ออกแบบไว้อย่างดีครับเพื่อให้มันเกิดความแนบเนียนขึ้น ก็เพื่อจะเป็นประโยชน์กับ เสียงข้างมากในสภา แล้วก็ซึ่งก็เป็นฝ่ายเดียวกับฝ่ายรัฐบาล จะปฏิเสธอย่างไรมันก็จะไป บอกว่าเป็น ส.ส. ส.ว. มายื่น ไม่ใช่รัฐบาลเป็นผู้นําเรื่องนี้เข้ามาสู่สภา มันก็พูดกันไปได้ครับ แต่ข้อเท็จจริงก็รู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองว่าก็เป็นฝ่ายเดียวกัน อันนี้ผมเชื่อว่าท่านกรรมาธิการ โดยเฉพาะท่านกรรมาธิการที่พูดไปเมื่อกี้ท่านเข้าใจดีนะครับ ดังนั้นผมอยากจะเรียนอย่างนี้ ครับ ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีการยกเลิกหนังสือสัญญาไป ๒ ประเภท ซึ่งบัญญัติไว้ตามกติกาบ้านกติกาเมืองที่กําหนดไว้นั้นในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ก็คือ หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง และหนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ โดยไปคงไว้ ไปจํากัดให้เหลือแคบ ๆ ไว้เฉพาะหนังสือสัญญา ที่มีบทเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุนเท่านั้น ท่านประธานครับ ที่จริงกติกามาตรา ๑๙๐ ก็ออกแบบไว้เรียบร้อยอยู่แล้วว่าให้มีกฎหมายไปกําหนดประเภทนะครับ ไปกําหนดกรอบ เจรจา ขั้นตอน วิธีการจัดทําสัญญาต่าง ๆ ซึ่งที่ผมได้เรียนไปเมื่อกี้ วิธีการออกแบบไว้ก็คือ เพื่อที่จะไปสกัดเรื่องที่ทางซีกรัฐบาล หรือซีกกรรมาธิการได้พยายามอธิบายให้เห็นว่ามันเป็น เรื่องรก รัฐสภาเสียเวลา ไปเจรจาไม่ได้ ท่านก็เขียนไว้ในกฎหมายได้อยู่แล้ว ก็ออกแบบกฎหมายมีอยู่แล้ว แต่มันมีความชัดเจนครับ รัฐธรรมนูญแก้มาตั้งนานแล้ว กฎหมายฉบับนี้ไม่มีการนําเสนอเข้ามาพิจารณาในที่ประชุม แห่งสภาเลยนะครับ ก็คงคิดว่าไม่ต้องไปมีกฎหมายละ จะรอแก้กติกาเลยดีกว่า เพราะถึงมีกฎหมายมันก็ไม่สามารถจะตอบสนองความต้องการของฝ่ายการเมืองซึ่งเป็นรัฐบาล แล้วก็เป็นฝ่ายเสียงข้างมากได้ ก็เลยรอเพื่อที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทีเดียวก็คือแก้กติกา ดังนั้นการแก้กติกาในครั้งนี้ ผมก็ต้องถามท่านกรรมาธิการแล้วครับ ท่านก็ต้องตอบผมอีกครั้ง หนึ่งเช่นเดียวกันว่าการที่ท่านไปตัดว่า สัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญซึ่งต้องรับความเห็นชอบของรัฐสภานั้น จริง ๆ การเขียนไว้ หนังสือสัญญาดังกล่าวนั้น เพื่อที่จะให้ท่านนํามาเปิดเผยในรัฐสภาเพื่อให้ประชาชนเขาได้รับ ทราบ เขาได้ร่วมกันตรวจสอบเป็นกระบวนการบริหารราชการแผ่นดินที่ทําด้วยความโปร่งใส เปิดเผยได้ ส่วนเรื่องเห็นชอบนั้นเขียนไว้อย่างนี้ละครับ แต่ผมไม่เคยไม่เห็นชอบเกิดขึ้น ในสภาแห่งนี้เลย เพราะรัฐสภาเสียงข้างมากก็ดําเนินการเรียบร้อยทุกครั้ง ไม่ได้มีปัญหา ดังนั้นสาระสําคัญของการที่จะต้องนําผ่านสภานั้น จริง ๆ เพื่อให้กลไกการตรวจสอบข้อมูลที่ เปิดเผยและโปร่งใสให้ดําเนินการไปได้ ท่านประธานครับ ดังนั้นกระบวนการตามมาตรา ๑๙๐ นั้น เพื่อที่จะให้นํามาเปิดเผยผมจึงมีประเด็นหนึ่งที่จะถามท่านกรรมาธิการ อย่างกรณีสัญญา ซื้อขายข้าวจีทูจี (G to G) ผมก็เห็นว่ามันเป็นสัญญาที่เข้าข่ายที่มีผลกระทบต่องบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งจะต้องนํามาเปิดเผยในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ปรากฏว่าผมทํา เรื่องเสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญท่านบอกว่ายังไม่มีสัญญาซื้อขายข้าวมา ประกอบเป็นเอกสารสําคัญก็เลยยังรับคําฟ้องไม่ได้ ผมก็ขอเอกสารสัญญาซื้อข้าวจากท่าน เพื่อที่จะนํามาดําเนินการให้เปิดเผยในสภาแห่งนี้ เหตุผลเพราะอะไรครับท่านประธาน สัญญาขายข้าวจีทูจีนั้น ผมอยากให้ประชาชนที่รับฟังทราบนะครับ เป็นการขายข้าวกันเป็น จํานวนมหาศาลเลย เป็นจํานวนหลาย ๆ แสนล้านบาท ไม่มีการประมูล ก็ไปตกลงกันเฉย ๆ แล้วก็จะไปจัดซื้อกันอย่างไรไม่มีใครรู้เรื่อง ไปขอเอกสารก็ไม่ให้ ขนาด ป.ป.ช. ขอยังไม่ให้เลย กรรมาธิการใช้หนังสือคําสั่งเรียกไป ทางกระทรวงพาณิชย์ก็ตอบมา โดยท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิ บอกว่ามันเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นความมั่นคงทางอาหาร ให้สัญญาไม่ได้ กับกรรมาธิการ ท่านประธานครับ แล้วผลเป็นอย่างไรครับ สัญญาซื้อขายข้าวดังกล่าว ล่าสุดเมื่อวานนี้หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธรออกมาเปิดเผยแล้ว การขายข้าวของรัฐบาลนั้น ทําให้ขาดทุนถึง ๔๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ๔๒๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้น มันมีนัยสําคัญหรือเปล่าครับ มันกระทบต่องบประมาณแผ่นดินหรือเปล่า กระทบอยู่แล้วครับ เป็นงบประมาณที่จะต้องมา จ่ายชดเชยส่วนที่ขาดทุนเหล่านี้ แต่ทราบไหมครับ ในหนังสือคําฟ้องสํานวนนั้นนะครับ มีซีกรัฐบาลขอไปอ่านครับ ขอไปอ่านเพราะกลัวว่าในวันหนึ่งถ้าสัญญาขายข้าวปรากฏ หลักฐานออกมาต่อสาธารณะ มีการนําไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วศาลวินิจฉัยว่า เป็นสัญญา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ รัฐบาลก็จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ นี่ก็คือเป็นเหตุที่อาศัยเหตุที่ จะไปอ้างว่ามีเรื่องมากมายที่จะต้องตัดแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ แล้วก็เลยจะตัดออก ที่จริงจะตัดออกก็ซ่อนเรื่องนี้ไว้ละครับ เพราะว่าถ้าเรื่องนี้ยังไม่ไปตัดออก สัญญาข้าวจีทูจี โผล่เมื่อไรได้เรื่องเมื่อนั้นนะครับ แล้วก็ยังต่อเนื่องกับเรื่องขายข้าวเช่นเดียวกัน ท่านก็จะทําโครงการเอารถไฟความเร็วสูงไป แลกกับข้าวอีก กรรมาธิการต้องตอบนะครับ ว่าถ้าท่านไม่แก้ท่านจะต้องมาผ่านสภาหรือเปล่า แล้วท่านก็ต้องตอบด้วยว่าถ้าหลังจากท่านแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ท่านไม่ต้องเอาเข้าที่สภา ใช่หรือไม่ ในเรื่องโครงการรถไฟแลกข้าว มันไม่ยากหรอกครับ ไปทําซื้อรถไฟให้มันแพง ๆ แล้วก็เอาข้าวไปแลก แล้วก็ให้บริษัทที่มาทํารถไฟในประเทศไทยนั้นซับคอนแทรค (Subcontract) ให้กับผู้รับเหมาที่ซีกรัฐบาลเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว มันก็ได้ผลประโยชน์กัน หลายต่อ แล้วก็ได้ระบายข้าวที่มีปัญหาออกไปด้วย ทั้งหมดก็มีแต่ประโยชน์ทิ้งสิ้น แต่มันมี ข้อเสียอย่างเดียวครับ เปิดเผยให้ประชาชนรับทราบไม่ได้ ก็เลยกลัวว่าถ้าเอามาพิจารณา ในรัฐสภาแห่งนี้ประชาชนเขาจะรับทราบกันทั้งแผ่นดินว่าท่านทําอะไรกันอยู่ นี่คือสาเหตุ ที่เลยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ตัดกติกา ซึ่งควบคุมตรวจสอบให้กระบวนการ บริหารราชการแผ่นดินนั้นจะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส และยังมีอีกอย่างครับ ผมติดตาม เฉพาะท่านได้ตัดเกี่ยวกับสัญญาที่มีผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงเพราะเหตุอะไรครับ เพราะผมยังมีการติดตามการทํางานของรัฐบาลอยู่เสมอ ๆ ไม่ว่าการที่มีพระราชบัญญัติ ร่วมทุนเอกชนรวมทุนไปนั้น ผมทราบอยู่แล้วครับ เดี๋ยวผมพูดไปเดี๋ยวก็โดนประท้วงอีก ท่านก็ไปที่ทวาย ท่านก็ไปดูโครงการที่ทวาย ที่ประเทศพม่า ท่านเตรียมจะไปมีบริษัทใหญ่ ไปมีหุ้นส่วนที่ไม่ต้องลงทุนด้วยตัวเงิน แต่เอารัฐบาลไปร่วมทุนแล้วก็ได้หุ้นลมมา โครงการทวาย คือโครงการจะต้องดําเนินการต่อไป แต่ผลคืออะไรครับท่านประธาน ถ้ารัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ยังอยู่ ก็ต้องนํามาเสนอรัฐสภาเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบกันโดยทั่วถึง แต่ถ้าท่านแก้เสร็จ แล้วท่านไม่ต้องเอาเข้ามา ถูกต้องไหมครับ ผมว่าท่านกรรมาธิการตอบผมด้วยนะครับ ว่าท่านจะต้องเอาเข้ามาหรือไม่ต้องเอาเข้ามา ถ้าท่านแก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ในเรื่อง โครงการท่าเรือน้ําลึกที่ทวายซึ่งมีมูลค่าหลายแสนล้าน มีส่วนที่มีหุ้นส่วนที่เป็นประโยชน์กัน เป็นจํานวนหลาย ๆ หมื่นล้านนะครับ แล้วนอกจากนั้นครับท่านประธาน ยังมีการที่จะทํา สัญญากู้เงินจากต่างประเทศเป็นจํานวนมาก ผมทราบว่ามีท่านสมาชิกได้อภิปรายประเด็นนี้ กันไปเยอะแล้ว แต่ผมเพียงแค่ขอทบทวน โดยเฉพาะซีกรัฐบาลปัจจุบันซึ่งสมัยนั้น ท่านเป็นฝ่ายค้านอยู่ ท่านก็เป็นคนท้วงทางซีกรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายค้านปัจจุบันก็คือของ ท่านอภิสิทธิ์ ซึ่งตอนนั้นจะตัดเรื่องกู้เงินออก ท่านก็บอกว่าเรื่องกู้เงินเป็นเรื่องที่ต้องอยู่ ในมาตรา ๑๙๐ ตามรัฐธรรมนูญนี้ แต่มาเที่ยวนี้ท่านตัดออกไป ผมเชื่อเลยครับเรื่องการกู้เงิน ต่างประเทศนั้นท่านก็มีเจตนาที่จะไม่เปิดเผยในที่ประชุมแห่งนี้ด้วย เพราะว่าเดี๋ยวประชาชนจะรู้ ดังนั้นสิ่งที่ผมเรียนไปนั้นก็คือสาเหตุของการที่แก้กติกาครั้งนี้ไม่มีอะไรมากหรอกครับ นอกจากอย่างเดียวก็คือต้องการปิดหูปิดตาประชาชน โดยไม่ให้ใช้เวทีรัฐสภานั้นเป็นเวที ในการเปิดเผยข้อมูล ท่านประธาน นอกจากนั้นนะครับยังมีในส่วนที่ท่านไปเปลี่ยนแปลง และผมด้วยความเป็นห่วง แต่เพื่อนสมาชิกพูดเรื่องนี้กันไปเยอะแล้ว ก็คือหนังสือสัญญาใด มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ท่านแก้ไขครับ ท่านแก้ไขเป็น หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ยังคงไว้เหมือนเดิม แต่เขียนเป็นว่า หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง คือพอไปแก้อย่างนี้ก็ดู เหมือนดีขึ้น เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้ว แต่ว่าไปใส่ว่าโดยชัดแจ้ง มันก็เลยกลายเป็นเรื่อง ชัดแจ้งขึ้นมาว่าท่านกําลังทําอะไรกันอยู่ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการก็ต้องตอบอีกครั้งหนึ่งแล้วว่า กรณีพิพาท ปราสาทพระวิหาร ศาลโลกจะพิพากษาในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ท่านแก้ไว้นี้ เตรียมเรื่องนั้นด้วยหรือเปล่าผมไม่ทราบ ถ้าศาลเกิดตัดสินในทางที่ไม่เป็นคุณ แล้วมันมีการที่ จะต้องให้พื้นที่บางส่วนซึ่งเป็นเขตของประเทศไทย แต่ท่านตีว่ามันไม่ชัดแจ้ง เพราะคํา วินิจฉัยศาลบอกว่ามันเป็นพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทอยู่ ท่านตีว่ามันใช่ มันไม่ชัดแจ้ง ท่านก็ไม่ต้อง นําเข้ามาสู่สภา ท่านไม่ต้องให้ประชาชนรับรู้ว่าท่านไปเซ็นสัญญายินยอมตามนั้นโดยที่ไม่ผิด อะไรเพราะว่ารัฐธรรมนูญไม่ห้ามไว้ ท่านตอบผมเลยครับว่าถ้าศาลโลกพิพากษาวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน แล้วตัดสินอย่างนั้นท่านจะเอาเข้ามาสภาแห่งนี้ไหม หรือท่านไม่เอาเข้า ท่านตอบด้วยครับ

แล้วก็ประเด็นที่ ๒ เกี่ยวข้องกับเรื่องสัญญาอันนี้ก็คือพื้นที่ทับซ้อน ในอ่าวไทยระหว่างไทย-กัมพูชา มันทับซ้อนกันอยู่แล้ว มันไม่ชัดแจ้งแน่ ๆ นะครับ ท่านก็เข้าข่ายนี้อีก เมื่อแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ มันโดยไม่ชัดแจ้ง เมื่อโดยไม่ชัดแจ้งท่านจะไป ทําอะไรในพื้นที่ดังกล่าวนั้นไม่ต้องมาบอกกรอบเจรจาให้ที่ประชุมแห่งนี้ทราบ ไม่ต้องเปิดเผย ก็คือไปตกลงกันให้เรียบร้อยแล้วก็ค่อยไปร่าง อย่างที่ท่านกรรมาธิการรู้สึกจะตอบเองบอกว่า สุดท้ายหลังจากนั้นก็ยังมีกฎหมาย มีพระราชบัญญัติให้สภาพิจารณาเป็นองค์กรลงทุนร่วม แต่ว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ มันจะต้องกําหนดกรอบเจรจาให้ท่านก่อน ก่อนที่ท่าน จะไปเจรจาท่านต้องมีกรอบมาเปิดเผยก่อน เราจะได้รู้ว่าเราเสียเปรียบหรือไม่เสียเปรียบ แต่อย่างที่ท่านพูดมานั้นเอาเข้าสภาจริงครับ แต่เราเสียเปรียบไปเรียบร้อยแล้ว แค่มาทําให้ มันมีการจัดตั้งองค์กรเพื่อไปบริหารตามนั้นเท่านั้น สิ่งนี้เป็นสิ่งซึ่งท่านตอบด้วยก็แล้วกันว่า พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยระหว่างไทย-กัมพูชานั้นถือว่าพื้นที่ที่ไม่อยู่ในเขตว่าโดยไม่ชัดแจ้ง ใช่หรือไม่ ของผมหลักใหญ่ ๆ ก็มีประเด็นตามนี้นะครับ

ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลานิดหนึ่งนะครับ ท่านประธานครับ ผมพูดถึง เรื่องจีทูจีด้วยความเป็นห่วงจริง ๆ ผมหวังว่าจีทูจี สัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐซึ่งต้องเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ จะเป็นตัวที่ทําให้การเปิดเผยกลไก ความโปร่งใสต่าง ๆ เกิดขึ้น เพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศ แต่มันไม่เป็นประโยชน์กับนักการเมือง เมื่อไม่เป็น ประโยชน์กับนักการเมือง นักการเมืองอย่าใช้จีทูจีเพื่อที่บอกมันเป็นเรื่องของรัฐต่อรัฐ ไม่ต้อง เปิดเผยใคร ไม่ต้องประมูล จะทํากันเป็นกี่แสนล้านบาท จะเป็นกี่ล้านล้านบาทก็ไม่ต้อง บอกใคร ผลประโยชน์มหาศาลครับ ดังนั้นการแก้ไขกติกาครั้งนี้ก็เป็นการแก้ที่ไม่ต้องการจะ เปิดเผยข้อมูล ไม่ต้องการให้ประชาชนรับรู้ ท่านประธานครับ เมื่อไม่ให้ประชาชนรับรู้นั้นมัน ขัดกับหลักการและเจตนารมณ์ตามคําปรารภนะครับท่านประธาน คือหลักการรัฐธรรมนูญ แห่งนี้จะต้องให้ประชาชนมีบทบาท มีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ อย่างเป็นรูปธรรม ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญเขียนไว้เยอะแยะไปหมด ไม่ว่าในหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่ารัฐจะต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ยังไม่ทันไรเลยครับ ท่านจะไปดําเนินโครงการแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็ปิดหูปิดตาโดยแก้กติกาซึ่งเขียนไว้ดีแล้ว เหตุผลที่ต้องแก้กติกาก็เพื่อที่จะไปทําอะไรถ้าทําในที่มืดมันได้ผลประโยชน์มากกว่า มากกว่า การทําในที่แจ้ง ทําในที่แจ้งไม่ได้ ที่แจ้งอย่างที่รัฐสภานี้เอกสารก็เปิดเผยให้ประชาชน ทราบหมด ไม่ได้ครับ เดี๋ยวประชาชนรู้ เดี๋ยวจะไม่เลือกพวกท่านกลับมาเป็นรัฐบาล สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งซึ่งกลัวมากที่สุด ดังนั้นการที่แก้มาตรา ๑๙๐ ก็คือปกปิดไม่ให้ประชาชน ร่วมตรวจสอบกับสมาชิกรัฐสภาเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ผมชี้แจงไป ทั้งหมดก็ด้วยความเป็นห่วงว่าประเพณีการแก้กติกาบ้านกติกาเมืองหรือเป็นการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นซึ่งเป็นกติกาสูงสุดในการปกครองของประเทศ ถ้าไปแก้กันได้อย่างคิดว่าอันไหนมันไม่เป็นประโยชน์ อยากได้ประโยชน์มาก ๆ ก็ไปแก้ไขกันอยู่ เรื่อย ๆ อย่างนี้มันเป็นความขัดแย้งอย่างมากมายครับและท่านเล่นใช้รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ ของประเทศไทย ซึ่งบัญญัติวิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ง่ายที่สุดในโลก คือใช้เพียงแค่เสียงกึ่งหนึ่ง ของรัฐสภาก็สามารถผ่านความเห็นชอบไปได้ อย่างคราวที่แล้วแก้เรื่องที่มาของ ส.ว. ท่านเห็นชอบไปเพียง ๓๕๘ เสียง เกินกึ่งหนึ่งไปแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะกึ่งหนึ่ง คือ ๓๒๕ เสียง ท่านแก้กติกา ผมไม่เคยเห็นนะครับ ปกติการสถาปนา หรือการจัดตั้ง การริเริ่ม การสถาปนาอะไรก็ตาม ถ้ามีการดําเนินการโดยใช้เสียงกึ่งหนึ่ง เวลาท่านจะไป เปลี่ยนแปลงแก้ไขนั้นเขาจะต้องใช้เสียงเป็น๓ ใน ๔ หรือ ๒ ใน ๓ แต่ว่ารัฐธรรมนูญไทย เขียนไว้ในชั้นรัฐสภาให้ใช้เกณฑ์เสียงเกินกึ่งหนึ่งเท่านั้น นี่คือความมีปัญหาของกลไกการ แก้ไขรัฐธรรมนูญกติกาบ้านกติกาเมือง เพราะอะไรครับท่านประธาน ผมต้องรบกวนเวลา ท่านประธานอีกนิดหนึ่งนะครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขาเขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑ เขาให้แก้เล็กแก้น้อย ไม่ได้ให้ท่านแก้เอาประโยชน์เข้าตัวเอง เขาแก้เพื่อที่ว่ามันไปเกิดสะดุด ในเรื่องเทคนิคอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้แก้ไขกัน ก็ถึงให้แก้อย่างนี้ แต่ว่าท่านเล่นเอามา แก้หลักการสําคัญ เปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย รวมกระทั่งไปปิดหูปิดตาประชาชน อย่างในคราวนี้ ท่านประธานผมก็หวังนะครับ ประเทศไทยจะมีโอกาสใช้การลงมติแก้ไข รัฐธรรมนูญเหมือนต่างประเทศเขา ซึ่งทั้งโลกเวลาเขาแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ในรัฐสภา เขาใช้เสียง ๒ ใน ๓ นะครับ หรือไม่อย่างนั้นก็ลงประชามติด้วย ทุกประเทศ ไม่ว่าประเทศ สหรัฐอเมริกา ไม่ว่าประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าประเทศเยอรมนี ทุกประเทศ มีประเทศไทย แต่ประเทศไทยใช้เสียง ๒ ใน ๓ ก็ต่อเมื่อพระมหากษัตริย์ส่งกลับมาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๑ เราเขียนไว้อย่างนี้ครับ แต่ผมก็ได้แต่หวังว่าวันหนึ่งสภาแห่งนี้จะต้องพิจารณา การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเสียง ๒ ใน ๓ ซึ่งผมเชื่อว่า ๒ ใน ๓ เมื่อไรจะเป็นประโยชน์ ต่อการปกครอง