อานิก อัมระนันทน์ วิจารณ์ความไม่ชัดเจนของพื้นที่ทับซ้อนทางบกและทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา และคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่าขัดต่อผลประโยชน์ประชาชน รวมถึงเตือนถึงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและการใช้อำนาจที่ไม่โปร่งใสในการเจรจาเอ็มโอยู ๔๔
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันจะ พยายามให้กระชับที่สุดนะคะ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นี้ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ กรรมาธิการได้แก้ไข ต้องยอมรับว่าดีขึ้นจากร่างที่ผ่านวาระที่หนึ่งนะคะ แต่ก็ยังเป็นร่างที่ ด้อยกว่าของเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในหลาย ๆ ด้านนะคะ เพราะว่าร่างนี้ลดอํานาจ การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติและภาคประชาชน และที่สําคัญนะคะมันเป็นเหรียญ ๒ ด้าน ร่างนี้จึงลดสิทธิของประชาชนที่จะได้รับการคุ้มครองปกป้องดูแลจากรัฐนะคะ รัฐบาลอาจจะบอกว่ามาจากการเลือกตั้ง ใช่ค่ะ แต่ว่าแค่นี้ไม่เพียงพอที่จะเป็นมาตรการที่จะ ดูแลว่าท่านจะเข้าถึงปกป้องประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะในอดีตก็เคยมี รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้คะแนนท่วมท้น ที่ทําสิ่งที่เรียกกันว่าเอฟทีเอที่มีผลกระทบ มากมายต่อเกษตรกรในภาคเหนือนะคะ ซึ่งดิฉันจะไม่ลงรายละเอียด ดิฉันขออนุญาตอ่าน คําแปรญัตติที่จําเป็นจะต้องแปรในหลายจุดนะคะ แล้วก็แปลในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะคะ ในวรรคสองนี้ดิฉันได้เพิ่มเติม ความ ครอบคลุมในส่วนของพื้นที่ที่เป็นอธิปไตยนอกอาณาเขต ซึ่งความจริงกรรมาธิการก็ได้ เพิ่มแล้ว แต่ท่านเพิ่มคําว่าโดยชัดแจ้ง ซึ่งดิฉันต้องแปรญัตติว่าต้องตัดตรงนี้ออกไป ซึ่งเดี๋ยว จะอภิปรายอีกทีหนึ่งนะคะ แต่ส่วนที่เพิ่มตรงนี้ก็คือเรื่องของสัญญาหรือข้อผูกพันที่กระทบ ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณอย่างมีนัยสําคัญนะคะ และในวรรคนี้ดิฉันได้เพิ่มเติมอีกด้วยว่า รัฐสภาจะต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน และในส่วนต่อไปดิฉันก็ได้เพิ่มอีก ๒ วรรค เพื่อที่จะให้เกิดกระบวนการที่จะให้มี ความคุ้มครองประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือก่อนที่จะดําเนินการในการทํา หนังสือสัญญาต่าง ๆ นี้ คณะรัฐมนตรีจะต้องให้ข้อมูล แล้วก็มีการจัดรับฟังความคิดเห็นกับ ประชาชน ต้องชี้แจงต่อรัฐสภา รวมทั้งมีการเสนอกรอบเจรจาต่อรัฐสภาให้เห็นชอบด้วย และหลังจากนั้นเมื่อลงนามในหนังสือสัญญาแล้ว ก่อนที่จะมีผลผูกพันก็ต้องให้ประชาชน เข้าถึงรายละเอียดของสัญญา และหากมีผลกระทบประการใดก็ต้องมีการแก้ไขเยียวยา อย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม ซึ่งตรงนี้เป็นถ้อยความที่อยู่ในรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน แต่ว่าก็ได้ถูกตัดออกไป ท้ายสุดในมาตรานี้ทางกรรมาธิการก็มีพูดถึงเกี่ยวกับกฎหมายที่จะ กําหนดประเภทและกรอบเจรจานะคะ แต่ดิฉันก็แปรญัตติให้เพิ่มส่วนนี้เช่นเดียวกัน เพราะว่ามันจะต้องครอบคลุมเนื้อหาของสัญญาที่กว้างขวางกว่าที่ท่านได้ระบุไว้ซึ่งเป็นเพียง เรื่องของการเปิดเสรีทางการค้า เพื่อจะให้เกิดความคุ้มครองกับประชาชนอย่างแท้จริง และในวรรคเดียวกันตอนท้ายท่านได้ตัดข้อความที่สําคัญมากเกี่ยวกับการเยียวยาออกไปจาก ร่างที่ผ่านสภาแห่งนี้ในวาระที่หนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของการเยียวที่จะต้องคํานึงถึงความเป็น ธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้น และประชาชนทั่วไป ดิฉันจะขออภิปรายเพียง ๔ ประเด็นนะคะท่านประธาน
ในประเด็นที่ ๑ เรื่องของหลักการและเหตุผลที่ต้องมีการแก้ไขครั้งนี้ได้เขียน เอาไว้ว่าเพื่อจะแก้ปัญหาความล้าช้าและความเสียหายที่เกิดขึ้น ฉันไม่เข้ารายละเอียด เพราะมีท่านอื่นตั้งแต่เมื่อวานได้ซักถามแล้วว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นไม่สามารถบอกได้ เลยว่าเคยเกิดจริง แล้วก็ความล่าช้าที่ผ่านมาดูเหมือนจะมาจากการที่รัฐบาลส่งเรื่องเข้ามาช้า มากกว่า รัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันพูดถึงกฎหมายลูกอยู่แล้ว แต่รัฐบาลปัจจุบัน ๒ ปีผ่านไป ก็ไม่มีการเสนอกฎหมายลูก กลับมีการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยอ้างเหตุเรื่อง ความล่าช้า ความไม่คล่องตัว ตรงนี้ทําให้สงสัยว่ามีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ เพราะว่า การเสนอแทนที่จะเสนอจากรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ที่จะต้องใช้กฎหมายต้องการความคล่องตัว แต่กลับเสนอโดย ส.ส. ของพรรครัฐบาลนะคะ ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่ากฎหมายลูก ควรจะต้องมีเพื่อคัดกรองตีกรอบให้ได้เฉพาะเรื่องที่มีนัยสําคัญ แล้วก็มีผลกระทบ อย่างกว้างขวางมาสู่การพิจาณาของสภา แต่ยังควรจะต้องเก็บถ้อยความดั้งเดิม ของรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันปี ๒๕๕๐ เอาไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชนให้มากที่สุด โดยไม่ทําให้การบริหารล่าช้าลง จะทําให้เกิดการตรวจสอบที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นการยกคุณภาพ ของการบริหาร หากท่านบริหารเพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็ไม่น่าเสียหายอะไร และโดยเฉพาะ ในเรื่องของผลกระทบของประชาชน นอกจากนี้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็ยังได้บอก ด้วยซ้ําว่าจะช่วยเพิ่มอํานาจในการเจรจาต่อรองให้กับรัฐบาลไทยที่จะสามารถอ้างได้ว่าต้อง ผ่านรัฐสภา
ท่านประธานคะ ดิฉันได้แปรญัตติเอาไว้เพื่อจะช่วยเสริมในเรื่องการให้เกิด ความคล่องตัวมากขึ้น โดยระบุว่ารัฐสภาจะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน เทียบกับ ๖๐ วันของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นอกจากนี้ในมาตรา ๔ ซึ่งยังไม่ถึงแต่ว่าเกี่ยวเนื่องกัน ก็ขอแตะนิดเดียวว่ากฎหมายลูกนั้นแทนที่จะต้องรอ ๑ ปี ดิฉันก็ได้ระบุว่าต้องแปรญัตติ ให้เสร็จภายใน ๑๘๐ วัน เพราะว่าอย่างน้อยมีร่างเดิมตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์แล้วที่ท่านเอา ไปปรับแก้ได้ ส่วนในเรื่องของเงื่อนเวลาที่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ ๑๕ วันนั้นดิฉันคิดว่า สั้นมากเกินไป แต่ก็มีความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปแล้วว่าอาจจะไม่จําเป็นต้องผ่าน ศาลรัฐธรรมนูญ ก็หวังว่าไม่มีกรณีที่เข้าไป เพราะฉะนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าสามารถที่จะใช้ กฎหมายรัฐธรรมนูญตัวนี้ในข้อความที่แทบจะเหมือนเดิมเลย เพื่อที่จะแก้ปัญหาความล่าช้า ได้ไม่จําเป็นต้องแก้ใหม่ แล้วไปแก้อย่างมีการลดนะคะ ลดความคุ้มครองของประชาชน ลดอํานาจการตรวจสอบของนิติบัญญัติและของภาคประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของขอบข่ายชนิดของสัญญา การมีส่วนร่วมของประชาชนและเรื่องของ การเยียวยา ในเรื่องของขอบข่ายของสัญญาหรือข้อผูกพันนะคะ กรรมาธิการได้เพิ่มเรื่องของ เปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน ซึ่งดีกว่าเดิมแต่ยังแคบไปค่ะ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พูดถึงเรื่องของการแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน พูดถึงแนวโน้มของนโยบายที่ จะมีผลต่อการคลังของประเทศ เพราะฉะนั้นจึงควรจะต้องมีเรื่องเงินกู้ เรื่องทรัพยากรเข้าไป แต่ท่านประธานคะดิฉันว่ายังมีประเด็นอื่นอีกด้วยที่ทําให้เราควรจะต้องเก็บถ้อยความที่กว้าง อย่างที่ดิฉันได้แปรญัตติไว้ในแนวของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั่นก็คือปัจจุบันนี้เราอยู่ในโลกที่ ไร้พรมแดนหรือที่เรียกว่าโลกาภิวัฒน์ ย่อมจะมีอะไรใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นโดยเราไม่คาดฝันนะคะ อย่างเอฟทีเอซึ่งตอนนี้เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อก่อนก็เป็นเรื่องใหม่ นวัตกรรมการเมืองของ ธุรกิจการเมืองก็อาจจะทําให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ได้ สัญญาข้อผูกพันระหว่างประเทศที่พิสดาร ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่นที่เป็นข่าวอยู่สัปดาห์ที่แล้วคือเรื่องของการบาเทอร์ (Barter) หรือแลกเปลี่ยนระหว่างรถไฟความเร็วสูงกับข้าวนะคะ การบาร์เทอร์หรือแลกเปลี่ยนมันไม่ โปร่งใสเพราะว่าจะทําให้เราไม่รู้ว่าเราใช้รถไฟความเร็วสูงในแบบที่ราคาถูกที่สุด เหมาะสม ที่สุดหรือเปล่า หรือเราขายข้าวได้ราคาเท่าไรเป็นราคาที่ดีที่สุด เป็นประโยชน์สูงสุดกับ ประเทศไทยหรือไม่นะคะ โดยเฉพาะในกรณีของข้าว นโยบายจํานําก็ถูกมองว่าล้มเหลวจาก หลาย ๆ ฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายค้านนะคะ มีสต็อกข้าวค้างมาก ปัญหาเรื่องคุณภาพข้าว มีการ รั่วไหลมาก มีการขาดทุนอย่างมาก ๒ ปี ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ชาวนาได้ประโยชน์ดิฉัน ไม่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ยินดี แต่ว่าเราอยากให้เงินที่ใช้ทั้งหมดไปถึงชาวนาทั้งหมดอย่าง ทั่วถึง ไม่ใช่แค่บางส่วน และก็ไม่มีการรั่วไหลนะคะ เพราะฉะนั้นแล้วการแก้ไขที่แคบเกินไป นะคะตามที่กรรมาธิการแก้มานี้จะสุ่มเสี่ยงมาก จะเอื้อให้นโยบายที่สร้างความเสียหาย มาก ๆ กับประเทศ อย่างเช่นนโยบายจํานําข้าวสามารถที่จะดําเนินแฝงตัวแล้วก็ดําเนินต่อไป ได้อย่างง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นขอบข่ายของสัญญาข้อผูกพันจึงควรจะเก็บไว้ให้กว้าง แล้วก็คัด กรองเฉพาะที่มีนัยสําคัญและผลกระทบกว้างขวางเท่านั้นเข้ามาสู่การพิจารณา
ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานคะ คือเรื่องของการแก้ไขเยียวยา ในร่างนี้ไม่มีคําว่า รวดเร็ว เหมาะสม เป็นธรรม นะคะ และที่สําคัญทางกรรมาธิการได้ตัดข้อความออกจากร่าง ที่ผ่านวาระที่ ๑ คือให้คํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ได้ประโยชน์กับผู้เสียประโยชน์ หรือผู้ได้รับผลกระทบ ตรงนี้ละค่ะจะเป็นประเด็นสําคัญเพราะว่าถ้าคํานึงถึงความเป็นธรรม ตัวนี้จะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้มากในการเยียวยา รัฐสามารถที่จะไปเก็บภาษี หรือให้ผู้รับประโยชน์แบ่งเบาภาระในการเยียวยาได้ ทําไมท่านถึงตัดออกคะ มันดูแล้วเป็น การให้ประโยชน์กับผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากเอฟทีเอ หรือสัญญาใด ๆ ก็ตาม และทําอย่างนี้ เพราะอะไร เป็นเพราะว่ามีประโยชน์ต่อผู้มีอํานาจอย่างนั้นหรือ ท่านจะได้ส่วนแบ่งจาก ประโยชน์อันนี้อย่างนั้นหรือถึงได้ตัดข้อความตรงนี้ออก ดิฉันขออนุญาตให้ท่านกรรมาธิการ ช่วยตอบประเด็นนี้ด้วยนะคะ
ถึงประเด็นสุดท้ายแล้วค่ะคือเรื่องของอาณาเขตและอธิปไตย นอกอาณาเขต ซึ่งทางกรรมาธิการก็ได้ขยายความให้รวมถึงอธิปไตยนอกอาณาเขตแล้วแต่ว่าท่านเพิ่มถ้อยคําว่า โดยชัดแจ้ง เข้าไปนะคะ และคําว่าโดยชัดแจ้งนี้ก็ใช้กับอธิปไตยนอกอาณาเขตและเรื่องของ อาณาเขตปกติด้วย ซึ่งตรงนี้อันตรายมากเพราะกรณีของพื้นที่ทับซ้อนที่ยังตกลงกันไม่ได้ ระหว่างไทยกับกัมพูชานะคะ ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิที่ซ้อนกัน มีการโต้แย้ง มีเรื่องถึงโรงถึงศาล
๒๓๓/๑ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือความไม่ชัดแจ้งที่เรารู้อยู่แล้วว่ามี จึงไม่ควรจะมีข้อความนี้อยู่นะคะ มีพื้นที่ทับซ้อนที่ไม่ชัดแจ้งทั้งบนบกและในทะเล บนบกก็คือเรื่องของเขาพระวิหาร ซึ่งขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ส.ส. ธนา และท่าน ส.ว. ไพบูลย์ก็ได้อภิปรายไปแล้วว่ามีเงื่อนงํา น่าสงสัยว่าทําไมต้องมาแก้ตอนนี้ สอดคล้องกับการที่ศาลเลื่อนคําตัดสินไปหรือเปล่า ดิฉันจะไม่พูดเรื่องนี้นะคะ แต่จะขอพูดเรื่องของพื้นที่ทับซ้อนในทะเลสักครู่หนึ่งคือ เอ็มโอยู ๔๔ เป็นกรอบเจรจาที่ตรวจสอบได้ยากมากค่ะ พื้นที่ใหญ่มากถึง ๒๖,๐๐๐ ล้านตารางกิโลเมตร แล้วก็มีมูลค่าอาจจะถึง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีนะคะ การเจรจาตรงนี้ เป็นเรื่องของการเจรจาในการขยับเส้นแบ่ง ขยับพื้นที่ และการปรับสัดส่วนของผลประโยชน์ ระหว่างไทยกับกัมพูชา เช่น ส่วนที่อยู่ใกล้ไทยอาจะ ๘๐/๒๐ ใกล้กัมพูชา ๒๐/๘๐ แล้วก็ ส่วนตรงกลาง ๕๐/๕๐ แต่แน่นอนในแง่ของกัมพูชาเขาก็ย่อมอยากจะได้ตรงกันข้าม หรือเขาก็ได้เสนอรูปแบบอื่นที่เป็นตาตารางหรืออะไรต่ออะไรที่ผ่านมานะคะ เพราะฉะนั้น ตรงนี้จึงอันตรายมากถ้าเกิดเราไม่มีความโปร่งใส และถ้าเรายังมีปัญหาของผลประโยชน์ ทับซ้อนอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งก็คือเรื่องของท่านผู้ที่มีอํานาจเหนือรัฐบาลนะคะ ผู้ที่มีอํานาจ เหนือพรรครัฐบาล ท่านสนิทสนมกับผู้นําของกัมพูชา เพราะฉะนั้นตรงนี้จะทําให้เราวางใจ ได้อย่างไรนะคะ และโดยเฉพาะประโยชน์ทับซ้อนอันนี้มี ๒ ชั้น เพราะว่าท่านเองก็อาจจะมี ส่วนได้เสียในเรื่องของสัมปทานปิโตรเลียม ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลของท่านที่จะ มีธุรกิจตามที่ต่าง ๆ แต่ว่าท่านไม่ควรมาเล่นการเมืองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม มันผิด จรรยาบรรณแล้วก็อาจจะผิดกฎหมายด้วย ควรจะผิดกฎหมาย แต่กฎหมายอาจจะตามไม่ทัน นวัตกรรมในเรื่องของธุรกิจการเมืองนะคะ เพราะว่าอย่างยกตัวอย่างของมาตรา ๒๖๕ และ มาตรา ๒๖๗ ที่เกี่ยวกับการกระทําที่ขัดแย้งแห่งผลประโยชน์สําหรับ ส.ส. ส.ว. และกับ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีด้วย กฎหมายนี้บังคับใช้กับตัวบุคคลที่ดํารงตําแหน่ง และคู่สมรส และบุตร ที่น่าสนใจก็คือยังรวมถึงบุคคลอื่นที่ดําเนินการในลักษณะถูกใช้ ร่วมดําเนินการ หรือรับมอบหมายด้วย แต่เรื่องของเรื่องก็คือว่าปัจจุบันนี้สถานการณ์มัน กลับตาลปัตรนะคะ ผู้ดํารงตําแหน่งที่สําคัญ ๆ รวมทั้งตําแหน่งสูงสุดในฝ่ายบริหารกลับเป็น ผู้ที่เขาเรียกกันว่าเป็นนอมินี (Nominee) แล้วตัวจริงอยู่ข้างนอก เพราะฉะนั้นกฎหมาย ก็อาจจะเอาไม่ถึง ดิฉันจึงคิดว่าน่าเป็นห่วงมาก ท่านประธานคะ มติของ กพช. หรือ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติในวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ นั้น มีการพิจารณาเกี่ยวกับ แผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติในระยะยาวคือปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๗๓ มีมติว่าให้เจรจาเรื่องพื้นที่ ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี ๒๕๕๖ ค่ะ ก็เป็นความเร่งรีบ ที่น่าสะพรึงกลัวแล้วก็เหมาะเจาะกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะฉะนั้นโดยสรุป ท่านประธานคะ คําว่า โดยชัดแจ้ง นั้นควรจะต้องตัดออกไป แล้วก็ข้อความที่เกี่ยวกับเปิดเสรี การค้าการลงทุนมีอยู่ได้ แต่สมควรที่จะขยายให้กว้างขวางขึ้นตามแนวที่ดิฉันได้สงวน ความเห็นและอ่านไปแล้วนะคะ เพื่อที่จะให้รัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดของเรานี้ปกป้องสิทธิ และคุ้มครองความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนได้ ขอบพระคุณค่ะ