รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

วีรวิท คงศักดิ์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการตกลงและข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความมั่นคงในยุคใหม่ รวมถึงความจำเป็นในการมีกรอบและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการใช้อำนาจรัฐในการตกลงและข้อตกลงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการดำเนินการของรัฐบาล และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามแผนบริหารราชการแผ่นดินและแผนปฏิบัติงานประจําปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเจรจากับต่างประเทศ และเรียกร้องให้รัฐสภาและรัฐบาลทำงานร่วมกันเพื่อให้กระบวนการดำเนินการเสร็จเร็วที่สุด

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขอแสดงความคิดเห็นในส่วนที่ผมได้ขอแปรญัตติไว้ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ และจะมีอีกส่วนหนึ่งที่ผมขอเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของที่กรรมาธิการ ได้แก้ไข ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียนว่า รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นั้นถือได้ว่า เป็นหัวใจของการบริหารราชการแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข สิ่งนี้เพราะว่าถ้าเรามองรัฐนั้นจะประกอบด้วย ๔ ส่วนก็คือ เรื่องของดินแดน ประชากร ในเรื่องของอํานาจอธิปไตยและรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลอันนี้เป็นรัฐบาลใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะต้องมีหน้าที่ในการดูแลประชาชน เพื่อให้บรรลุสิ่งที่เป็น เป้าหมายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ก็คือประโยชน์สุขของประชาชน เพราะฉะนั้นกระบวนการในร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นั้นได้พยายามเน้น ในเรื่องของดุลยภาพในอํานาจทั้ง ๓ ด้าน ของเราก็คือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ แต่ที่สําคัญที่สุดผมคิดว่าหลายคนอาจจะไม่ได้คํานึงถึงวรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกฟังว่า วรรคหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก สัญญาอื่น ๆ กับนานาประเทศ หรือกับองค์การระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นผมอยาก สรุปว่าทั้งหมดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นั้นมิได้เป็นหน้าที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ที่จะมีอํานาจในการที่จะทําข้อตกลง แต่เป็นสิ่งที่จะต้องทําร่วมกันระหว่างอํานาจทั้ง ๓ อํานาจ ก็คือบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ในส่วนของอํานาจบริหารนั้นท่านมีความคิด ริเริ่มในการดําเนินการที่จะให้เสนอให้มีสนธิสัญญาได้ มีข้อตกลงระหว่างประเทศได้ ภายใต้กรอบนโยบายที่ท่านเสนอต่อรัฐสภาหรือแผนการดําเนินงานของท่าน แต่ในส่วน บางอย่างนั้นอาจจะมีผลกระทบต่อประชาชน มีผลกระทบต่อโครงสร้างในการบริหาร ประเทศ ถึงได้มีบทบัญญัติที่จะให้มาดําเนินการรับความเห็นชอบจากรัฐสภา ในฐานะที่เป็น ฝ่ายนิติบัญญัติและเป็นตัวแทนของประชาชน เพราะฉะนั้นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งพัฒนามาจากรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ จะเห็นว่า มีกรอบในการที่ดําเนินการเพิ่มเติมขึ้นมา แต่เดิมนั้นในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ได้บัญญัติไว้ เฉพาะในเรื่องของที่มีบทบังคับในการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต และก็มีเรื่องของอํานาจ อธิปไตยนอกเขต และก็เรื่องที่จะต้องมีหนังสือสัญญา แต่ในส่วนที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ได้มาเพิ่มเติมนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในมิติของความมั่นคงในยุคใหม่ ความมั่นคงในยุคใหม่ คืออะไรครับ ท่านประธานครับ เมื่อก่อนเรามองเรื่องของความมั่นคงเฉพาะเรื่องของ การรบทัพจับศึกหรือการรักษาดินแดนเท่านั้น แต่ในปัจจุบันนั้นความมั่นคงมีผลต่อบุคคล หรือมนุษย์ ก็คือความมั่นคงในทรัพยากรมนุษย์ของเรานั่นเอง หรือพวกเราทุกคนมีสิทธิที่จะ มีความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิต่าง ๆ ที่เราได้รับ เพราะฉะนั้นการกระทํา ในการใช้อํานาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อํานาจโดยตรงหรืออํานาจผ่านบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ก็ตามจะต้องคํานึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและสิทธิประโยชน์ ของประชาชนที่กระทํา ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ จึงได้ เพิ่มเติมในเรื่องของผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมของ ประเทศอย่างกว้างขวาง และอีกประเด็นหนึ่งก็คือผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน และงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ในเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และทางสังคมนี้ถ้าจะให้ดูสมบูรณ์แบบน่าจะมีผลเกี่ยวข้องกับเรื่องของทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ด้วย แต่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดไว้เพียงเท่านี้ ผมได้ฟังที่เพื่อนสมาชิกได้ให้ความเห็นเมื่อวานนี้ผมค่อนข้างเห็นด้วยในการที่จะต้องมองมิติ ของความมั่นคงทางด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ซึ่งอันนี้จะเป็นพลังอํานาจอย่าง แท้จริง ในสิ่งที่ปัญหาของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ นั้น อยู่ที่คํา ๒ คําครับ ท่านประธาน คือคําว่า อย่างกว้างขวางกับอย่างมีนัยสําคัญ ในเรื่องนี้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ได้เล็งถึงปัญหา นิยามศัพท์ของคํา ๒ คํา คือคําว่าอย่างกว้างขวางและอย่างมีนัยสําคัญแล้ว จึงได้มีการ กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า โดยให้มีการตรากฎหมายขึ้นมา กฎหมายนั้น จะมีขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่ขยายความ หรือว่ากันตรง ๆ ก็คือกฎหมาย ฉบับนี้จะเป็นกฎหมายที่จะอธิบายนิยาม คําว่าอย่างกว้างขวางแล้วก็อย่างมีนัยสําคัญออกมา เพื่อให้เป็นแนวทางในการที่ฝ่ายบริหารจะกําหนดหลักเกณฑ์แล้วก็เสนอวีการเข้ามา นอกจากนั้นมีมาตราหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกไม่ได้พูดกันเลยคือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓ (๓) ซึ่งเป็นบทเชื่อมโยงที่อธิบายความของมาตรา ๑๙๐ วรรคห้านะคับ ซึ่งกระบวนการได้กําหนดแนวทางไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอน วิธีการดําเนินการ มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ผมขอย้ําคําว่า ตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ซึ่งประเด็นนี้ละครับคือสิ่งที่เราจะต้องมา คํานึงถึงเรื่องของที่เราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญตรงนี้ว่าเราได้คํานึงถึงความตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างคณะรัฐมนตรีหรือรัฐสภาไหม การดําเนินการมีความโปร่งใสมีประสิทธิภาพ และให้ ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมทั้งจะต้องมีการศึกษาวิจัยที่มาจากส่วนงานที่เป็นอิสระ ก่อนการเจรจาทําหนังสือสัญญาโดยไม่มีการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของรัฐกับ ผู้ศึกษาวิจัยไม่ว่าช่วงใดของการบังคับใช้ แล้วก็ให้มีการดําเนินการให้เสร็จภายใน ๑ ปี ผมคิดว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐๓ (๓) นั้นเป็นหัวใจของสิ่งที่เราจะต้องมอง ในเรื่องของการแปรญัตติหรือมีการดําเนินการ ผมจึงใช้หลักการข้อนี้เข้ามาว่าเราได้มีการ ถ่วงดุลอํานาจกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างถูกต้องหรือไม่ การดําเนินการ ของฝ่ายรัฐบาล แม้กระทั้งข้าราชการประจําก็ตามมีความโปร่งใสมีประสิทธิภาพและให้ ประชาชนมีส่วนร่วมหรือเปล่า ซึ่งกระผมคิดว่าในส่วนที่ผู้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็ คณะกรรมาธิการไม่ค่อยได้คํานึงประเด็นที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐๓ (๕) เลย เพราะว่ากระบวนการในเรื่องของความโปร่งใสก็น้อยลง การมีประสิทธิภาพก็น้อยลง การมีส่วนร่วมของประชาชนก็น้อยลง และที่สําคัญก็คือว่าเราไม่ได้ใช้ความรู้ทางวิชาการ เข้ามาเป็นส่วนในการที่จะกําหนดหลักเกณฑ์ ผมอยากฟังท่านกรรมาธิการที่จะอธิบายในเชิง วิชาการว่าทําไมท่านได้เพิ่มข้อความหรือลดข้อความในส่วนนี้ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงว่าใช้เสียง ส่วนมากให้เป็นอย่างนั้นเป็นย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้จะทําให้พัฒนาการของ การบัญญัติรัฐธรรมนูญของเรามีมาตรฐานสูงขึ้น แล้วก็เป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน มากขึ้น

ในสิ่งที่สําคัญผมอยากกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูปี ๒๕๕๐ นั้นได้เหตุผล ของการที่เราดําเนินการในการเพิ่มวรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้าไว้ ในส่วนวรรคสามนั้น ได้เขียนเหตุผลไว้ในเจตนารมณ์ว่า

ประการแรก รัฐจะต้องให้ข้อมูลกับประชาชน การให้ข้อมูลนั้นจะต้องเป็น การให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ไม่ใช่ว่าให้ประชาชนเข้ามาเรียกร้องข้อมูล เจ้าหน้าที่ของรัฐจะมี หน้าที่ในการที่จะให้ข้อมูลกับประชาชนที่มีส่วนได้เสีย

ในประการที่ ๒ จะต้องให้ประชาชนมีความสามารถในการให้ข้อคิดเห็น เกี่ยวกับข้อสัญญาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเป็นที่แน่นอนว่าในขณะที่คุณไปรับฟังประชาพิจารณ์ นั้นคุณจะต้องมีสัญญาหรือมีกรอบของการเจรจาที่ชัดเจนแล้ว

และประการที่ ๓ จะต้องมีการชี้แจงและเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติ แต่สิ่งที่พวกเราต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาฝ่ายบริหารไม่ว่ารัฐบาลใด ๆ การให้ข้อมูลเกี่ยวกับคําชี้แจงและกรอบการเจรจาต่อรัฐสภานั้นมีจํานวนน้อยมาก ในส่วน วรรคสี่ที่มีไว้แล้วท่านตัดไปก็คือว่ารัฐจะต้องจัดให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบและดูแล รายละเอียดของสัญญาได้ อันนี้หมายถึงว่าการทําสนธิสัญญาจะมี ๒ ขั้นตอน คือขั้นแรกเป็น การทําความตกลง ก่อนที่จะไปทําข้อตกลงนั้นรัฐจะต้องให้ข้อมูลและให้ประชาชนตรวจสอบได้ เมื่อทําสัญญาในขั้นต้นแล้วก็จะต้องให้ประชาชนเข้าไปดูรายละเอียดและดูเรื่องของการ ช่วยเหลือเยียวยาได้นะครับ ซึ่งการดําเนินการศึกษาผลกระทบและการดําเนินการนั้นจะต้อง มีความรวดเร็วเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย กระบวนการตรงนี้คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย เลยที่ผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปตัดประเด็นในวรรคสามและวรรคสี่ของร่างเดิมออก เพราะว่าเราไม่มีความมั่นใจว่าสิ่งที่รัฐบาลจะให้ข้อมูลกับประชาชนนั้นจะมีเรื่องที่สมบูรณ์ หรือไม่ นอกจากนั้นผมอยากกราบเรียนว่าสิ่งที่ได้ดําเนินการแล้วออกมาเป็นร่างสุดท้ายนั้น ได้ตัดข้อความสิ่งที่สําคัญก็คือ ก่อนที่จะทําหนังสือสัญญาจะต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชน และรวมทั้งการชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ ต่อรัฐสภา ที่ผ่านมานั้นก็ไม่ได้ให้ข้อมูลกับรัฐสภา ส่งเอกสารมา ๑ หน้าบ้าง ๒ หน้าบ้าง อันนี้ก็คือกระบวนการที่ยังทําไม่ถูกต้องนะครับ เมื่อมี การลงนามแล้ว ก่อนที่จะให้สัตยาบันหรือแรทติฟาย (Ratify) นั้น ประชาชนต้องเข้าถึงร่าง สัญญาได้อย่างชัดเจน การแก้ไขเยียวยาจะต้องให้สําหรับผู้ได้รับผลกระทบ แม้กระทั่งใน ระดับชาติและระดับประชาชน สิ่งที่จะต้องคํานึงก็คือผู้ประกอบธุรกิจในขนาดกลางและ ขนาดย่อม รวมทั้งขนาดเล็กจะต้องได้รับการช่วยเหลือเยียวยา อันนี้ท่านประธาน กรรมาธิการก็คงนึกภาพออกในเรื่องของกระเทียมในภาคเหนือ นั่นละครับคือเป็นเหตุที่มา ของอันนั้น ในส่วนวรรคห้านั้นได้มีตราไว้กําหนดกฎหมายขึ้นมา แต่ปรากฏว่ากฎหมาย ไม่สามารถจะดําเนินการออกมาได้ ก็อย่างที่ท่านผู้แทนกฤษฎีกาได้ชี้แจงเมื่อวานว่าท่านไป ตีความกันว่านิยามศัพท์ของคําว่า อย่างกว้างขวางและอย่างมีนัยสําคัญนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งความจริงแล้วท่านสามารถจะศึกษาได้จากงานวิจัยต่าง ๆ หรือจะมอบให้หน่วยงาน วิชาการทําการวิจัยออกมาก็ได้ว่าขอบเขตที่ทั่วโลกเขาใช้เป็นอย่างไร ผมคิดว่าสิ่งที่สํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาสามารถจะเอาไปดูได้ก็คือรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญของยุโรปเหนือหรือกลุ่มสแกนดิเนเวียทุกประเทศได้ใช้ระบบของประชาธิปไตย อันมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นประชาชนก็จะสามารถมาตรวจสอบแล้วก็หาวิธีการที่เหมาะสมได้ ไม่ใช่ว่ามาให้การสารภาพกับรัฐสภาว่าไม่มีความสามารถในการร่างกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นการด้อยประสิทธิภาพมากนะครับ

ท่านประธานครับ ผมขอเวลาอีกประมาณ ๓ นาทีนะครับ ก็คงจะเป็นตัวที่ผม อยากจะเรียนว่าในส่วนการดําเนินงานนั้นเหตุผลมักจะอ้างว่าเป็นเรื่องของความล่าช้า แต่ถ้า เรายอมรับกันจริง ๆ ว่ารัฐธรรมนูญได้บัญญัติการทํางานของฝ่ายบริหารไว้อย่างชัดเจนก็คือ เมื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตามที่แถลงนโยบายตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๗๕ แล้ว รัฐบาลจะต้อง ทําแผนบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายที่เสนอ การทําแผนบริหารราชการแผ่นดินนั้น จะต้องบอกว่าจะทําอะไร ทําเมื่อไร ทําอย่างไรที่มีรายละเอียดชัดเจน นอกจากนั้นรัฐบาล จะต้องร่วมกับฝ่ายข้าราชการประจําจัดทําแผนปฏิบัติงานประจําปี คําว่า แผนปฏิบัติงาน ประจําปี คือสิ่งที่รัฐบาลทุกแห่งยังไม่ได้ให้ความสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ แผนการเจรจากับประเทศต่าง ๆ ผมเคยอภิปรายเสนอในรัฐสภาแห่งนี้ว่าอยากจะเห็นสิ่งที่ รัฐบาลส่งมาให้ว่าปีนี้รัฐบาลจะมีคณะ จะมีการเจรจากับต่างประเทศในเรื่องอะไรบ้าง มีแผน กําหนดการในช่วงเวลาอย่างไร แล้วส่งมาให้รัฐสภาพร้อมกับเอกสารข้อมูลในเบื้องต้น ทางรัฐสภาเองก็สามารถที่จะแต่งตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้นมาศึกษาดูแลและพิจารณา ควบคู่ไปกับทางรัฐบาล กระบวนการตรงนี้ก็จะทําให้รัฐสภาสามารถจะให้ความเห็นชอบ ร่างข้อตกลงต่าง ๆ ได้ภายใน ๖๐ วันตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด แต่ที่ผ่านมานั้นปรากฏว่า เรื่องบรรจุอยู่ในวาระ ขออภัยที่ผมจะต้องเรียนว่าท่านประธานก็ไม่ได้เร่งรัดในการดําเนินการ และมาคราวนี้ท่านกรรมาธิการท่านไปตัดกรอบเวลาของรัฐสภาที่บังคับให้ ๖๐ วัน อันนี้ เป็นการสวนทางกับเหตุผลที่ออกมา ก็คือว่าต้องการให้กระบวนการในการดําเนินการ แล้วเสร็จเร็วที่สุด ซึ่งรัฐธรรมนูญก็ได้กําหนดไว้ แต่ท่านไปตัดออก ในขณะเดียวกันท่านไป บังคับให้ศาลรัฐธรรมนูญดําเนินการวินิจฉัยภายใน ๑๕ วัน ซึ่งกระบวนการตรงนี้ผมมองดูว่า ท่านไปบังคับคนอื่น แต่ขณะเดียวกันท่านไม่บังคับตัวเองในเรื่องของการบริหารจัดการนะครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องประเด็นนี้ผมถึงไม่เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตามที่ผมอยากกราบเรียนว่า ในประเด็นที่เพื่อนสมาชิกได้พูดในเรื่องของการที่ท่านกรรมาธิการไปเพิ่มเติมในเรื่องของ โดยแน่ชัด ผมอยากจะยกตัวอย่างว่า คําว่า โดยแน่ชัด นั้นไป ๆ มา ๆ จะเป็นเรื่องที่ตีความ ยากกว่าอย่างกว้างขวางและอย่างมีนัยสําคัญ ผมยกตัวอย่างว่าในกรณีที่ฝ่ายบริหารอนุญาต ให้มิตรประเทศทําถนนขึ้นมาในบริเวณปราสาทพระวิหาร อันนี้เป็นอํานาจฝ่ายบริหาร ใช่ไหมครับ และส่วนนี้เป็นกระบวนการในการที่ทําให้เกิดปัญหาในเรื่องการรุกล้ําดินแดนใน สิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นกระบวนการตรงนี้คือที่ตีความกันยากว่าโดยชัดเจนอย่างไร การอนุญาตโดยใช้อํานาจฝ่ายบริหารในบางส่วนนั้นอาจจะมีผลระยะยาว

และที่ผมอยากจะเรียนเป็นประเด็นสุดท้ายก็คือว่า การที่มีการพูดคุยกับกลุ่ม ที่มีปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางรัฐบาลต้องนึกเสมอนะครับ ว่าการทําข้อตกลงนั้น จะต้องเป็นข้อตกลงระหว่างองค์กร ระหว่างประเทศที่มีผู้รับรองเราไม่สามารถจะทําข้อตกลง กับบุคคลใดที่เป็นกลุ่มคนในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นไปตามกฎหมายได้ เพราะฉะนั้น ข้อเสนอทั้ง ๕ ข้อนั้น อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลจะต้องเสนอเข้ามาโดยใช้กรอบของมาตรา ๑๙๐ เพื่อมีการพิจารณาและคิดอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ว่าใช้การตัดสินใจฝ่ายบริหารมันก็จะเข้ากรอบ ที่ท่านได้ร่างขึ้นไปว่าโดยชัดเจนหรือไม่ เพราะว่าในบางอย่างนั้นเรามองขณะนี้ไม่เห็นว่า การที่จะให้กลุ่มคนนั้นมีสิทธิเสรีภาพในการที่กําหนดชะตาชีวิตและวิถีชีวิตของเขาเองนั้น ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้ามันจะมีความโดยชัดเจนหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมจึงขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการว่าช่วยกรุณาทบทวนในเรื่องในสิ่งที่ท่าน ได้ลิดรอนสิทธิประชาชนและไม่ยอมบอกให้ประชาชนรู้ว่าเขาจะได้รับผลกระทบอะไรจาก การเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคําสุดท้ายที่ท่านเพิ่มไป โดยชัดแจ้งนั้นค่อนข้างตีความยาก และปัญหาที่สุดก็คือเรื่องของความมั่นคงของประเทศ จะมีอันตรายมากจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอบคุณครับ