รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

วิชาญ มีนชัยนันท์ ระบุว่า มาตรา 190 เป็นกฎหมายที่รัฐบาลต้องปฏิบัติตาม และได้รับการแก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง เขายังระบุด้วยว่า มาตรา 190 มีผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการค้า การลงทุน และขอให้พิจารณาผลกระทบเหล่านี้อย่างรอบคอบ นอกจากนี้ เขายังหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเขาพระวิหาร โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหา และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาอย่างรอบคอบและนำเสนอรายละเอียดแก่สภา

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ และขอตอบท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านบุญยอดนะครับที่มีคําถามหลายประเด็น ซึ่งผมเองขออนุญาตตอบเป็นภาพรวม เพราะท่านถามเป็นประเด็นแยก ๆ มาแล้วก็ยกตัวอย่างในส่วนต่าง ๆ ขออนุญาตเรียน นะครับว่าในการทํางานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นกฎหมายนะครับ มาตรา ๑๙๐ เป็นการ ยื่นเสนอโดยรัฐสภาและเป็นการพิจารณา ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นกฎหมายที่รัฐบาลเองนั้น ต้องมี ส่วนในการที่จะนําไปใช้ทุกรัฐบาล ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลชุดนี้ที่หลายคนพยายามอ้างนะครับ ส่วนหนึ่งนั้นกฎหมายฉบับนี้ได้มีการแก้ไขไปแล้ว ๑ ครั้ง ทีนี้ประการสําคัญก็คือว่า ที่ท่าน บอกว่าในขณะที่เราพิจารณางบประมาณมีหลายเรื่องหลายอย่างที่ควรที่จะพิจารณา เช่น ของแพง เช่น ปัญหาเรื่องน้ําท่วม เรื่องปัญหาชาวบ้านต่าง ๆ ที่เป็นความเดือดร้อนนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งวันนี้เราก็มีวาระเหมือนกันที่จะต้องพิจารณาเรื่องข้อกฎหมายตาม รัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นเรื่องสําคัญเนื่องจากว่าเป็นการติดต่อระหว่างประเทศซึ่งเป็นคู่ค้า หรือที่เราเรียกว่าประเทศที่มีการติดต่อสัมพันธ์กันทางการทูตนะครับ เพราะเราอยู่ในโลกใบนี้ และก็อยู่ในส่วนของสหประชาชาติ ดังนั้นในเมื่อมาตรา ๑๙๐ เขาพูดถึงความมั่นคงเรื่อง เศรษฐกิจ เรื่องสังคม เรื่องสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นการที่จะต้องมีการทําข้อตกลงกัน ปัญหาก็คือว่า ที่ท่านหยิบยกเรื่องของพื้นที่ต่าง ๆ ในการที่จะเข้าไปร่วมธุรกิจ เช่น เรื่องบ่อนคาสิโน (Casino) หรือในเรื่องของการทําเรื่องนิวเคลียร์หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ มุมมองต่าง ๆ มันต้องดูครับว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถ้ามันกระทบกับระบบของประเทศ เช่น เรื่องความมั่นคง เรื่องสภาพเศรษฐกิจ หรือเรื่องข้อตกลงต่าง ๆ ที่จะต้องทําข้อตกลงกับ ต่างประเทศนั้น ทางกลุ่มหรือองค์กรต่าง ๆ ของประเทศก็คงจะต้องมีการพูดคุยกัน ในผลกระทบที่จะมีส่วนร่วมเข้ามา ทั้งนี้ทั้งนั้นกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีหน้าที่ หรือหน่วยงานในองค์กรของภาครัฐ เช่น กระทรวงต่าง ๆ กระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง กระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องในส่วนต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งในส่วนของกระทรวงกลาโหม ในมาตรา ๑๙๐ มันคํานึงถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่มีส่วนร่วมระหว่างรัฐกับรัฐ และผลเสีย ต่าง ๆ ซึ่งต้องทํา ผมขออนุญาตกราบเรียนครับ เพื่อนสมาชิกหลายคนที่นั่งอยู่ในรัฐสภา แห่งนี้ได้มีการพิจารณาเรื่องกฎหมายเป็นจํานวนมาก บางกฎหมาย บางฉบับนั้นแทบจะ มีสาระน้อย จนกระทั่งสามารถทําข้อตกลงกันได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผ่านมาในส่วนของมาตรา ๑๙๐ ที่สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ได้มีการแก้ไขไปแล้วนั้น และก็มีการเพิ่มเติม ท่านดูในมาตรา ๓ หน้า ๒๖๐ ก็มีบทในการเขียนเพื่อแก้ไขไว้ส่วนหนึ่งที่ท่านกล่าวถึง เช่น ในเรื่องของอํานาจ อธิปไตยที่มีอํานาจที่เหนือ หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามข้อกฎหมายระหว่าง ประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา หรือมีผลกระทบต่อ ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม อย่างกว้างขวาง และด้านการค้า การลงทุน อันนี้คือส่วนต่าง ๆ ที่เป็นคําแก้ไขในส่วนตรงนั้น และก็มีการพูดอยู่เสมอครับบอกว่า และทําไมไม่เอาส่วนนี้ไป เขียนขยายในส่วนของกฎหมายที่เป็นกฎหมายลูก คณะกรรมาธิการเองได้มีการพิจารณา อย่างกว้างขวาง รวมถึงหลายท่านเอง ที่มีมุมมองต่าง ๆ กัน ท้ายที่สุดได้รับคําตอบจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าไม่สามารถที่จะดําเนินการในเรื่องของการเขียนร่างสิ่งเหล่านี้ให้มี ลักษณะของการผูกพันในลักษณะของชิ้นงานต่าง ๆ ที่เราคาดคะเน คือเรียกว่าปฏิบัติไม่ได้ และไม่ถูก ดังนั้นในกฎหมายฉบับนี้จึงมีปัญหา เมื่อมีปัญหาแล้วผมคิดว่าปัญหาเหล่านี้มันต้อง กลับมาสู่การแก้ไขเพราะว่ารัฐสภาแห่งนี้เป็นที่ตั้งของศูนย์อํานาจ พูดง่าย ๆ ว่าอะไรที่เกิด ในประเทศนั้นต้องมาพิจารณาในเรื่องแง่มุมและข้อกฎหมายและเป็นการพิจารณาเพื่อที่จะ หาข้อยุติ

ผมขออนุญาตกราบเรียนครับว่าสิ่งนี้ละครับก็คือการนําข้อที่มีความคิดเห็น ในการที่จะไปแก้ไขปัญหาไม่ได้นั้นกลับมาร่างแก้ไข ส่วนเพื่อนสมาชิกที่พูดกันครับว่าคําว่า โดยชัดแจ้ง ที่มีการเติมเข้าไป ถ้าอ่านข้อความทั้งหมดเราจะเห็นว่าพื้นที่นอกอาณาเขต ที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามข้อกฎหมายระหว่าง ประเทศโดยชัดแจ้ง เพื่อนสมาชิกครับ ท่านอาจารย์พีรพันธุ์เอง ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ได้อภิปรายถึงประเด็นตรงนี้ รวมถึงท่านกฤษฎีกา นั่นหมายถึงว่าต้องมีความชัดเจน ในลักษณะของการหยิบยกประเด็นต่าง ๆ ขึ้นมาเอ่ยพูด แต่ถ้ามันไม่ชัดเจนคณะกรรมการ เองที่ดําเนินการในหน้าที่ต่าง ๆ เหล่านั้นเขาจะเป็นวิเคราะห์พิจารณา ผมขออนุญาตกราบ เรียนว่าสิ่งที่ท่านคาดการณ์ว่าจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่ที่ดูแลในแต่ละเรื่อง นั้นมีความชํานาญการมากกว่าพวกเราด้วยซ้ํา เราเพียงแต่มองว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นการ คาดคะเน อาทิเช่น เรื่องเขาพระวิหาร ผมว่าถึงแม้วันนี้พูดอย่างไร สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต นะครับผมว่าเชื่อคนในอดีตเท่านั้นเองที่จะเป็นคนที่รู้มากกว่าคนปัจจุบัน อดีตท่านจอม พลสฤษ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ท่านถึงกับหลั่งน้ําตาครับว่าเหตุการณ์การเสีย พื้นที่ตามคําตัดสินก็คือเขาพระวิหารในขณะนั้นเมื่อปี ๒๕๐๒ แล้วก็มีคําพิพากษาปี ๒๕๐๕ ในขณะนั้นก็คงไม่ยิ่งหย่อนกว่าพวกเราครับ เพราะว่าคําตัดสินตรงนั้นเราก็ต้องเคารพมติของ ศาลเพราะเราอยู่ในประชาคมใบเดียวกัน ดังนั้นในการยื่นต่อศาลเขาบอกให้ยื่นในช่วง ๑๐ ปี ก็คือปี ๒๕๑๕ ผมเองกล่าวด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกับทุกคนว่าคิดเหมือนครับว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเราคงจะไปย้อนอดีตไม่ได้ แต่ปัจจุบันเราก็คงจะต้องทําในสิ่งที่ดีที่สุด และรวมถึง กฎหมายในมาตรา ๑๙๐ นี้ ผมคิดว่าคงจะต้องมาดูกันว่าอันไหนควรที่จะแก้ไขหรือไม่แก้ไข อยู่ที่สภาแห่งนี้ แต่คณะกรรมาธิการเองนั้นได้พิจารณาแล้วถึงได้ทํารายละเอียดส่งขึ้นมาให้ ทุกท่านได้มีโอกาสได้พิจารณา

ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับ ในเรื่องของศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คุณบุญยอดได้อ่านในหน้า ๑๖ หน้า ๑๗ หรือวรรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งที่ท่านได้แนะนํามานั้นผมขออนุญาตกราบเรียนว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้มีการพิจารณา แล้วเสร็จในเรื่องข้อกฎหมายเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม และท่านประธานเองได้นําเรื่องรายงานต่อ สภา ต่อรัฐสภา ซึ่งหนังสือด่วนที่ผมได้แจ้งไปครั้งหนึ่งแล้วครับว่า เลขที่ คปก ๐๑/ว๑๐๐๔ ลงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ เป็นหนังสือซึ่งเพิ่งจะมาถึง แล้วเมื่อวานนี้ผมก็เพิ่งได้รับแจก หนังสือเวียนฉบับนี้ แสดงว่าการพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่ได้รับมอบหมายจากรัฐสภานั้น ได้ดําเนินการแล้วเสร็จไปแล้วกว่าหนังสือที่ทางท่านอาจารย์คณิตจะได้นําเสนอเรื่องดังกล่าว ส่งไป ก็ขออนุญาตชี้แจงกับเพื่อนสมาชิกครับว่าสิ่งที่ทุกท่านเป็นห่วงนั้นพวกผมเองในฐานะ กรรมาธิการที่ไปทําหน้าที่แทนทุกท่านเองก็มีความเป็นห่วงเป็นใยไม่ยิ่งหย่อนกว่าทุกคน เพราะว่าการเสียเปรียบในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะบอกว่าจะเกิดขึ้นในวันนี้หรือปัจจุบัน ข้างหน้านั้นเราเองก็คงไม่อยากจะให้เกิดขึ้นกับประเทศของเรา แต่วันนี้เราก็ต้องยอมรับว่า สิ่งใดที่มีปัญหา เราเองในฐานะกรรมาธิการก็ได้ไปดูในรายละเอียดในฐานะกรรมาธิการเสียง ข้างมากนะครับ ส่วนเสียงข้างน้อยจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน นั่นก็เป็นหลักการทาง ประชาธิปไตย ก็คงจะต้องใช้สิทธิในการอภิปราย แล้วก็ตอบคําถาม แต่จะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อ รัฐสภาจะมีความเห็นเป็นในแนวทางใดครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ขอบคุณครับ