รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

บุญยอด สุขถิ่นไทย แสดงความกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 190 รัฐธรรมนูญ โดยกล่าวว่าการแก้ไขครั้งนี้มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขที่มีการตัดทอนบทบัญญัติที่สำคัญ โดยถามถึงผลกระทบต่อคดีความที่เกี่ยวข้องกับเขาพระวิหาร และการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

๑ นาที ๒๙ วินาที มีผู้จะประท้วง ๒ ท่านนะครับ ก็ขอบพระคุณนะครับ ฟังกันสิครับว่าวันนี้เราทํา อะไรกัน ผมก็กําลังจะโยงว่าสิ่งที่เรากําลังพิจารณามาตรา ๑๙๐ นี้มันมีนัยสําคัญอย่างไร น้ําท่วม ๔๒ จังหวัด ขณะนี้ยังท่วมอยู่ ๒๕ จังหวัด เสียชีวิตไปแล้ว ๔๒ ราย ทั้งหมดกระทบ กับคน ๓,๕๘๖ ครัวเรือน ๗,๓๗๖ คน เสียชีวิต ๔๒ คนครับ แล้วเรามาพูดกันเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ แต่วันนี้สําคัญครับที่พี่น้องประชาชนหลังจากที่โดนหวยกินไปแล้ว กรุณาเปิดช่อง ๑๑ ต่อไป เพราะว่านอกจากท่านจะโดนหวยกินไปแล้วเมื่อสักครู่ ท่านกําลังจะโดน กินรวบประเทศไทยครับ มาตรา ๑๙๐ ที่แก้ไขครั้งนี้ไม่เหมือนกับการที่มีการแก้ไขเมื่อรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ ครั้งนั้นเป็นการเพิ่มเติมบทบัญญัติที่พูดกันอยู่ตลอดทั้ง ๒ วันนี้นะครับว่าก็เพิ่มเติมการไปออกกฎหมายรองรับในการแยกแยะว่าสัญญาไหนเข้าบ้าง สัญญาไหนไม่เข้า กรอบเจรจาอย่างไร เป็นอย่างไรเท่านั้นเอง แต่การแก้ไขครั้งนี้เป็นการตัด ทอนเปลี่ยนแปลงในหลายบทที่สําคัญ และแน่นอนทําให้พวกเราก็สงสัยกันมาตลอด ๒ วันว่า จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ใครหรือไม่ ผมต้องเริ่มต้นจากเรื่องของหลักการและเหตุผลก่อนครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ในมาตรา ๓ มีการแก้ไขในรายละเอียด และเป็นตัวขีดเส้นใต้ที่ท่าน เพิ่มเติมเข้ามาในชั้นกรรมาธิการนั้น ขัดต่อหลักการและเหตุผลที่เสนอมาในวาระแรกครับ ผมกล่าวสั้น ๆ นะครับ หลักการเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ใช่ เหตุผลที่ท่านให้ ท่าน ให้เหตุผลแค่ ๒ ข้อเท่านั้นเอง นั่นก็คือปัญหาผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ เป็นปัญหาในทางปฏิบัติของฝ่ายบริหาร ผลกระทบในการ ทําความตกลงล่าช้าทําให้เกิดปัญหาผลเสียต่อประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ท่านพูดอยู่ในเหตุผลเพียงแค่ ๒ หมวดครับ คือเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นผลกระทบ ต่อฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ ขณะนี้พวกผมก็ไปเป็นกรรมาธิการพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมนะครับ ผ่านเรื่องของเหตุผลไปแล้ว แล้วก็เข้าสู่มาตรา ในช่วงของเหตุผลนี้ ขออภัยยังไม่ผ่านนะครับ ได้พิจารณากันแล้วในเรื่องเหตุผล แล้วในที่ประชุมก็ให้เหตุผลว่า เวลาที่เราเขียนเหตุผลนี้ ต้องเขียนให้มันครอบคลุมไปยังมาตราต่าง ๆ บทบัญญัติต่าง ๆ ที่อยู่ ในตัวของการแก้ไขพระราชบัญญัติต่าง ๆ ด้วย ดังนั้นท่านจะเห็นนะครับว่าเหตุผลพูดเพียงแค่ ๒ เรื่อง แต่ในมาตรา ๓ ซึ่งมีการแก้ไขนั้นกลับพูดในการแก้ไขเรื่องอาณาเขตครับ พื้นที่ นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง ท่านเติมมาครับ เติมแตกต่างจากที่เคยมี บทบัญญัติที่แก้ไขไปแล้วเมื่อรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือแม้แต่ในฉบับแรกที่เกิดขึ้น คําว่า โดยชัดแจ้งนี่ละครับที่ผมเห็นว่านี่คือการแก้ไขผิดหลักการและเหตุผลที่ได้ให้ไว้ครับ นอกจากนั้นเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกวุฒิสภาที่เพิ่งอภิปรายจบไป บอกว่าจะให้การพิจารณาว่า มันเข้าหรือไม่เข้า มาตรา ๑๙๐ ให้กลับมาที่รัฐสภา ผมอธิบาย ๒ อย่างนะครับ ที่ฟังท่านเมื่อ สักครู่ผมไม่เห็นด้วยกับท่านนะครับ ๑. รัฐบาล ผู้บริหาร กับฝ่าย ส.ส. นิติบัญญัติมีปัญหากัน ในการถกเถียงกัน กลับให้ฝ่ายรัฐสภามาพิจารณา อย่างนี้ก็ไม่เป็นธรรมหรอกครับ ไม่มีทางหรอกครับ ที่เราจะได้คําตอบ ๒. คือถ้าจะแก้ไขอย่างท่าน ผิดหลักการและเหตุผลที่ได้ให้ไว้ครับ เพราะท่านไม่ได้ให้เหตุผลไว้ว่าท่านจะแก้ไขวิธีการในการดูว่าจะเข้าสู่ มาตรา ๑๙๐ ได้หรือไม่ ผมอภิปรายต่อไปว่า สิ่งที่เราจะต้องดูกันต่อไปก็คือว่า ในมาตรา ๓ ของท่านในการแก้ไขนั้น ท่านไปตัดอะไรบ้างครับ ท่านไปตัดผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ เรื่องที่ ๑ ผลกระทบทางด้านสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางเป็นเรื่องที่ ๒ ผูกพันการค้า การลงทุน เป็นเรื่องที่ ๓ งบประมาณอย่างมีนัยสําคัญเป็นเรื่องที่ ๔ ที่ถูกตัดทิ้งไปจากรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ ในปัจจุบัน ผมจึงต้องถามต่อกรรมาธิการครับว่าท่านตัดทิ้งทําไมครับ ถ้าท่านตัดทิ้งผลกระทบความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ถามท่านตรง ๆ ง่าย ๆ ครับถ้ามีการ ทําสัญญากันระหว่างรัฐบาลไทยหรือหน่วยงานของรัฐบาลไทยให้มีการตัดต่อพันธุกรรมของ พืชชนิดใดชนิดหนึ่งมาทดลองกันได้มันมีผลกระทบทางเศรษฐกิจไหมครับ อย่างนี้ไม่ต้องเข้า สู่มาตรา ๑๙๐ ใช่หรือไม่ ช่วยตอบนะครับ ผลกระทบต่อสังคมครับอย่างกว้างขวางในพื้นที่ ทับซ้อน ในพื้นที่ทับซ้อนซึ่งท่านก็เขียนมาว่ามันจะต้องโดยชัดแจ้ง ถ้าเป็นพื้นที่ทับซ้อนและมี ผลกระทบต่อสังคม เช่น ทําคาสิโน อนุญาตให้มีสัมปทานตั้งขึ้นมาได้ เป็นบริษัทข้ามชาติหรือ อะไรก็แล้วแต่ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ทับซ้อน ไม่ได้เสียดินแดงนี่ครับอย่างชัดแจ้ง แล้วก็ตัดเรื่องของ ปัญหาต่อสังคมออกไปด้วย อย่างนี้อนุญาตได้โดยไม่ต้องเข้าสู่รัฐสภาใช่หรือไม่ นอกจากนั้นครับ เกิดมีกระทรวงสักกระทรวงหนึ่งอยากจะทดลองนิวเคลียร์ขึ้นมา อยากจะทดลองการใช้ถ่าน ลิกไนต์มาผลิตกระแสไฟฟ้าขึ้นมา สร้างโรงงานต่าง ๆ ขึ้นมาแล้วเซ็นสัญญากันเลยโดยที่ไม่ ต้องมาผ่านรัฐสภาสามารถทําได้สิครับ เพราะท่านตัดผลกระทบทางด้านสังคมออกไป เรียบร้อยแล้ว ใช่ไหมครับ ผมถามคําถามชัดเจนนะครับกรุณาตอบให้ชัดเจน ผูกพันการค้า การลงทุนนะครับ ท่านยังเอามีอยู่คือเปิดการค้าเสรีอะไรต่าง ๆ แต่ถ้าเปิดเรื่องอื่น ๆ ละครับ มีเรื่องอื่น ๆ บริษัทต่าง ๆ เขาจะเข้ามาทําได้หรือไม่ งบประมาณอันมีนัยสําคัญหลายท่านพูด ไปแล้วครับ กู้เงินกับต่างประเทศจํานวนมาก ๆ มีผลกระทบต่อนัยสําคัญท่านจะทําอย่างไร ครับ นอกจากนั้นที่ผมจะต้องถามท่านต่อก็คือเรื่องของรายงานของคณะกรรมการปฏิรูป กฎหมาย ซึ่งได้ส่งรายงานนี้มายังประธานรัฐสภา ๑๐ กันยายน ๒๕๕๖ ลงนามโดย ศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ผมขออนุญาตท่านประธาน เนื่องจากเป็นเอกสารที่ส่งในสภา ผมขออนุญาตประธานอ่านบางช่วงบางตอนเท่านั้นว่าท่านกรรมาธิการได้มีคําตอบอย่างไร หน้าที่ ๑๖ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายถามว่าในปัจจุบันยังมีแนวโน้มว่าฝ่ายบริหารไปทํา หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันและมีผลกระทบต่อการเงินการคลังของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ แม้ว่าการกระทําดังกล่าวจะเป็นการใช้อํานาจของคณะรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหาร แต่ถึง กระนั้นก็ดีเมื่อมีการทําหนังสือสัญญากู้เงิน เห็นไหมครับ เช่น การทําหนังสือสัญญากู้เงินจาก ต่างประเทศเป็นจํานวนมาก การใช้คืนเงินกู้ย่อมกระทบต่อระบบงบประมาณของประเทศ และส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม จําเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ในฐานะผู้แทนของประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบถ่วงดุลอํานาจของฝ่าย บริหารในเรื่องดังกล่าว ท่านตัดทิ้งข้อนี้ทําไมครับ เรื่องงบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ย่อหน้า ต่อไปท่านบอกว่า คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายครับจึงเห็นว่าหากฝ่ายบริหารไปดําเนินการ ทําสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มิใช่เพื่อความร่วมมือทาง วิชาการหรือการทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อการเงิน การคลังของประเทศอย่างมี นัยสําคัญอาจจําเป็นต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อความโปร่งใสรอบคอบและเพื่อเป็นการ รักษาประโยชน์ของประเทศชาติ ท่านจะตอบอย่างไร หน้า ๑๗ ย่อหน้าสุดท้ายครับ พูดถึง เรื่องการมีกฎหมายว่าด้วยการกําหนดประเภทขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน ซึ่งรัฐบาลต้องเป็นผู้นําในการทํา เรื่องนี้นะครับ ผมอธิบายสั้น ๆ ง่าย ๆ นะครับ เขาบอกว่าต้องให้มีการทําทางด้าน สิ่งแวดล้อมด้วย ต้องให้มีกฎหมายเกี่ยวข้องด้วย คําถามต่อกรรมาธิการคือท่านพิจารณา เรื่องนี้กันอย่างไรและทําไมท่านจึงตัด ไม่ฟังข้อสังเกตต่าง ๆ จากคณะกรรมการ ซึ่งเป็น กรรมการที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ท่านจะปฏิเสธเรื่องนี้อย่างไร กลับมาที่คําว่า โดยชัดแจ้ง ครับ หลายท่านอภิปรายไปแล้วผมไม่อภิปรายซ้ํา การที่บอกว่าพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่าง ประเทศโดยชัดแจ้งต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ ตามการแก้ไขของท่าน คําถามครับ ๒ ข้างนะครับ ข้างที่ ๑ ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมามีหนังสืออะไรที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตโดยชัดแจ้งบ้าง มีไหมครับ ถ้ามี กรุณายกหนังสือสัญญานั้นว่า ได้มาผ่านสภาแล้วหรือยัง หรือยังไม่ผ่านอย่างไร หรือ ๒. ถ้าไม่มีก็แสดงว่า มันจะมีโอกาสไหมครับที่มันจะมีในอนาคต กรุณาอธิบาย อีกข้างหนึ่ง ที่ผมถามก็คือว่า แล้วถ้าโดยไม่ชัดแจ้งละครับ ซึ่งมันจะหลุดรูรั่วตาข่ายของท่านออกมาได้เลย ไม่ต้องมาเข้ามาตรา ๑๙๐ กับรัฐสภา โดยไม่ชัดแจ้งดังต่อไปนี้ เช่น ๑. กรณีพื้นที่ทับซ้อนเขา พระวิหาร ซึ่งพวกผมยืนยันครับท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการพีรพันธุ์ พาลุสุข ว่าพวก ผมไม่เห็นด้วยกับท่าน ที่ท่านพูดว่าเขาสามารถไปขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ได้อยู่แล้ว เพราะเป็นดินแดนของเขาอยู่แล้ว ถ้าเขาขึ้นเองได้เขาจะมาให้ ครม. ไทยออกมติ ครม. แล้วอนุญาตให้เขาขึ้นฝ่ายเดียวทําไมครับ ตอบสิครับ ผมไม่เห็นด้วยครับที่ท่านบอกว่า เทมเปิล ออน เดอะ เทอริทอรี่ (Temple on the territory) อะไรสักอย่างหนึ่ง ผมฟังไม่ทันขออภัย ภาษาอังกฤษอาจจะไม่แข็งแรง ภาษาฝรั่งเศสไม่มีเลย ท่านอาจจะเก่ง ฝรั่งเศสมากแล้วท่านตีความว่าทั้งหมดเป็นดินแดนของเขา ผมยังยืนยันกันว่าเท่าที่ผม เรียนรู้กันมาเขามีเอกสิทธิ์บนดินแดน เขามีเอกสิทธิ์เฉพาะเทมเปิล (Temple) คือพระวิหาร แต่เขาไม่ได้มีสิทธิเหนือดินแดนนะครับ ดินแดนก็ไม่ใช่ของเขานะครับ ยังเป็นข้อถกเถียง โต้แย้งอยู่จนถึงทุกวันนี้ คําถามคือถ้าไม่ชัดแจ้งก็ไม่ต้องเข้า เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้หลุดรอดไป เลย รัฐบาลไปทําสัญญาต่าง ๆ ในเรื่องอื่น ๆ อีกได้เลยใช่หรือไม่ พื้นที่ไม่ชัดแจ้ง เช่น พื้นที่ ทับซ้อนในทะเล มีแก๊ส มีน้ํามัน มีคนจ้องจะไปลงทุน เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ต้องเข้าอีกแล้ว ใช่หรือไม่ ตอบให้ชัดนะครับ ถามง่าย ๆ ตอบให้ชัด พื้นที่ทับซ้อนระหว่างประเทศอื่น ๆ ละครับ ยังมีพื้นที่นะครับ อย่างประเทศไทยกับประเทศเมียนมาร์ พื้นที่ทับซ้อนดอยกลาง จนถึงปลายเดือนของเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ ยังมีคณะทํางานอยู่เลยครับที่ต้องไปจัดการเรื่อง การปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต่อไปจะทําอะไร จะทําอะไร อย่างไร ไม่ต้องเข้ารัฐสภาแล้วใช่ไหมครับ เพราะมันหลุดรอดไปหมดแล้ว มันเป็นพื้นที่ทับ ซ้อนเท่านั้นเอง พื้นที่ทับซ้อนที่ใหญ่ที่สุด มีปัญหามากที่สุดคือพื้นที่ภาคใต้ครับ รัฐบาลไป เจรจากับบีอาร์เอ็น ต่อไปนี้จะตั้งอะไรขึ้นมา จะทําอะไรต่าง ๆ ในพื้นที่ที่เรียกว่าทับซ้อน ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ต้องเข้ารัฐสภาแล้วใช่หรือไม่ รัฐบาลสามารถทําอะไรก็ได้ครับ คือสิ่งที่สมาชิกหลายคนได้กรุณาลุกขึ้นมาแล้วบอกว่ามันเหมือนกับโอนอํานาจไปให้รัฐบาล ทําอะไรก็ได้โดยไม่ผ่านนิติบัญญัติครับ โดยไม่ต้องถ่วงดุลอํานาจกันครับ

ผมขออนุญาตที่จะต้องไปเรื่องคดีเขาพระวิหาร เพราะเป็นคําถามที่คาใจจริง ๆ ไม่ได้เอ่ยเพื่อให้คนที่อยู่ในคดีนี้เสียหายแต่อย่างใด เพียงแต่ถามกรรมาธิการว่าถ้าพื้นที่ ต้อง โดยชัดแจ้งนั้นอาณาเขตต้องโดยชัดแจ้งนั้นจึงจะเข้ามาตรา ๑๙๐ คําถามคือสิ่งที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยมาแล้วนะครับ ในวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ หน้าสุดท้ายของ รายงานคือหน้า ๒๕ ครับท่านประธาน ขออนุญาตที่จะต้องอ่านเพื่อให้คําถูกต้อง มีอยู่แค่ ๔ บรรทัดเท่านั้นครับ อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคําแถลงการณ์ ร่วมไทย-กัมพูชา หรือ จอยท์ คอมมูนิเกต์ ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ เป็นหนังสือ สัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศไทย ทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางอีกด้วย ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ถ้ามีคําว่า โดยชัดแจ้ง แล้วเรื่องนี้ยังมีเป็นพื้นที่ทับซ้อน กรณีของคําตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ผูกพันอีกเลยใช่หรือไม่ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านออกมาได้ คําตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญนี้ตกไปหรือไม่ ตอบให้ชัด นอกจากนั้น ขออนุญาตที่จะต้องอ่านในเรื่องของคดีความครับท่านประธานที่เป็นคดีดํา อม ๓/๒๕๕๖ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และที่ปรึกษากฎหมายของ พันตํารวจโท ทักษิณ เป็นจําเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่งตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๕๗ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนะครับ เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ที่ผ่านมานี้เอง ได้เรียกตัวจําเลยมาให้ปากคํา จําเลยได้มาให้ปากคํา และได้ขออนุญาตจําเลยปล่อยตัวชั่วคราวนะครับ ใช้หลักทรัพย์เป็นสลากออมสิน ตีราคาประกัน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พร้อมกําหนดเงื่อนไขจําเลยห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่ได้รับอนุญาต คดีของศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาคดีนี้ตกไปใช่หรือไม่ ถ้ารัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ นี้ออกมาบังคับใช้ ได้ก่อนที่จะมีคําตัดสิน ผมถามตรง ๆ ง่าย ๆ ชัด ๆ ไม่เท้าความต่อจะได้ไม่เสียเวลา ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมแปรญัตติไว้มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ผมจําเป็นจะต้องทักท้วงต่อ กรรมาธิการซึ่งผมได้ขอสงวนความเห็นไว้ ประเด็นที่สําคัญก็คืออยู่ในวรรคสอง ผมบอกว่า เรื่องของหนังสือสัญญาที่ต้องเข้ามาที่รัฐสภา ช่วงหนึ่งบอกว่าในการนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณา ให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องที่ผมเติมเข้ามา แต่เรื่องนี้ ครับ ตามบันทึกการประชุมครั้งที่ ๑๔ วันพุธที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ผมไปแปรญัตติครับ กรรมาธิการไม่เห็นด้วยกับผม โดยให้เหตุผลว่า การกําหนดกรอบระยะเวลาให้รัฐสภา พิจารณาให้แล้วเสร็จใน ๖๐ วัน หรือ ๙๐ วันนั้น การกําหนดกรอบเวลาดังกล่าวเป็นเพียง ระยะเวลาเร่งรัดให้ดําเนินการเท่านั้น ไม่มีสภาพบังคับให้ต้องปฏิบัติตาม ดังนั้นกรรมาธิการ ก็เห็นว่าหากกําหนดกรอบเวลาดังกล่าวเป็นเพียงระยะเวลาเร่งรัดก็ไม่ควรระบุไว้ในร่าง มาตรา ๑๙๐ นี่คือคําวินิจฉัยหรือว่าคําตัดสินของกรรมาธิการครับ ผมเคารพนะครับ ท่านบอกว่าไม่ควรจะเขียนไว้เพราะเป็นเพียงแค่เร่งรัดเท่านั้น แต่ท่านประธานดูสิว่า ในมาตรานี้ของทางกรรมาธิการที่แก้มา ส่วนที่แก้มาเป็นการเติมครับ วรรคสุดท้ายกรณี มีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ตามวรรคสอง ผมอ่านเร็ว ๆ ข้ามเลยนะครับ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่รับเรื่อง ผมขอให้รัฐสภาพิจารณาหลังจากที่รัฐบาลส่งเข้ามาภายใน ๖๐ วัน ท่านบอกว่าไม่จําเป็นต้องไปเร่งรัด เป็นเพียงกรอบเวลาเท่านั้น ไม่ควรจะระบุไว้ ในมาตรา ๑๙๐ แต่ท่านไปเร่งรัดต่อศาลให้พิจารณาเรื่องทั้งหมด พิจารณานะครับว่า มันขัดกันหรือไม่ อะไรต่าง ๆ ภายใน ๑๕ วัน กรุณาอธิบายอย่างมีเหตุมีผลต่อสมาชิก ซึ่งตั้งใจไปแปรญัตติกับท่าน แล้วท่านบอกว่าให้ไม่ได้ จะกําหนดไว้ทําไม จะเร่งรัดทําไม ในมาตรา ๑๙๐ นี้ แต่ท่านกลับเขียนในประโยคสุดท้าย เติมเข้ามานะครับจากร่างเดิม จากรัฐธรรมนูญเดิมที่มี ทําไมท่านไปกําหนดศาลละครับ ให้เขาต้องตัดสินภายใน ๑๕ วัน ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าวันนี้เป็นวันสําคัญครับ ตุลาคม ๒๕๕๖ มีคนไปทบทวนว่า นี่คือ ๔๐ ปีของเส้นทางประชาธิปไตย มีวาทกรรมเกิดขึ้นมากมายในสังคมนี้ แต่วันนี้ คือวันตัดสินอนาคตประเทศไทยครับ สมาชิกรัฐสภาในชุดนี้ต้องแสดงความรับผิดชอบ หากคําตัดสินของท่านในวันนี้ไปเห็นด้วยกับร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐ ครั้งนี้ เราหลายคนได้พิจารณาอภิปรายแล้วว่าเป็นการตัดทอนหลาย ๆ เรื่อง ออกไป ไม่ต้องมาเข้าสู่สภา เป็นเรื่องที่เขียนไว้เพื่อบอกว่าต้องมีพื้นที่อาณาเขตที่ชัดเจน เท่านั้นจึงจะเข้ามา ไม่ชัดเจนไม่ต้องเข้า ถ้าใครก็ตามที่ลงมติเห็นด้วยแล้วทําให้เกิดการ เสียดินแดนขึ้นในอนาคตท่านต้องรับผิดชอบครับ ผมเชื่อว่าคนที่มีจิตใจประชาธิปไตย คนที่ มีเหตุมีผลจะไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้แบบง่าย ๆ ว่ารัฐบาลที่แล้วก็แก้มาตรานี้ได้ ทําไมรัฐบาลนี้ แก้ไม่ได้ เหตุผลและนัยมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปัญหาของการทํางานที่ผ่านมาไม่ใช่ปัญหา ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ หลายท่านได้พูดไปแล้ว ผมสรุปประโยคเดียวเท่านั้นว่า ปัญหา ก็คือว่ารัฐบาลไม่ได้ออกกฎหมายตามวาระที่มีในการไปกําหนดใน ๑ ปี ก็ออกเสียให้ เรียบร้อย มันก็จบ หลังจากนั้นเข้ามาถ้าเราจะต้องใช้รัฐสภาในการพิจารณาเราก็พิจารณา อย่างเร่งด่วนสิครับ ทํางานเพิ่มขึ้นสิครับ ถ้ามันมีเข้ามามากพิจารณามากก็ทํางานเพิ่มขึ้น ก็เท่านั้นเองครับ แล้วไม่เอาเรื่องที่ไม่เป็นสาระสําคัญเข้ามาพิจารณากัน พูดกันอย่างกระชับ มีเหตุมีผล ถ้าอย่างนี้ผมคิดว่าไม่ต้องแก้มาตรา ๑๙๐ ก็ได้ และมันก็ยังเป็นหลักประกันให้กับ พวกเราอยู่ดีว่า ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามต้องมาผ่านการพิจารณาของรัฐสภาซึ่งเป็นตัวแทน ประชาชน เป็นการที่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติทํางานถ่วงดุลอํานาจกับฝ่ายบริหารและแน่นอน ถ่วงดุลกับฝ่ายตุลาการเช่นเดียวกัน อย่าซื่อต่อคนคดอย่าทรยศประชาชนครับ ขอบคุณครับ