รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี หารือเรื่องมาตรา 190 ที่มีความสําคัญในกฎหมายระหว่างประเทศ และเสนอกลยุทธ์การแก้ไขปัญหาการกู้ยืมเงินของรัฐบาลที่ไม่เข้ามาตรา 190 พร้อมเสนอความเข้าใจเกี่ยวกับการก่อหนี้ยืมสินของประเทศไทย และขอเปลี่ยนแปลงหนังสือสัญญาเกี่ยวกับการค้าเสรี และการเปลี่ยนแปลงมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการขีดเส้นใต้วรรคสามและวรรคสี่ ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสนอกรอบและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการลงนามหนังสือสัญญา

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ มาตรา ๑๙๐ มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง จริง ๆ แล้วก็ มีการแก้ไขมาแล้วตั้งแต่สมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาหนหนึ่ง ซึ่งความจริง แล้วก็เป็นการแก้ไขที่ลงตัวที่สุดที่ผมคิดว่ามันเดินได้ ความจริงแล้วมาตรา ๑๙๐ นั้น ไม่ได้มีปัญหาเลยครับในเรื่องของสาระสําคัญถ้าเรามีความเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ลึกซึ้ง ผมขออธิบายง่าย ๆ ครับ หนังสือสัญญาที่จะมีการทําขึ้นระหว่างประเทศจะต้องเข้า มาตรา ๑๙๐ แต่ฟังหลายคนแล้วแล้วก็ความเข้าใจก็อาจจะคลาดเคลื่อนนะครับ หนังสือ สัญญาใดตามมาตรา ๑๙๐ คู่กรณีนั้นเขาล็อค (Lock) เอาไว้ว่าจะต้องเป็นคู่กรณีระหว่างรัฐกับรัฐ หรือรัฐกับองค์กรระหว่างประเทศเท่านั้น ถ้ารัฐไปทํากับเอกชนก็ไม่เข้ามาตรา ๑๙๐ ครับ เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๙๐ เป็นเรื่องรัฐกับรัฐ หรือรัฐกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ประเทศไทย กับประเทศจีน ประเทศไทยกับยูเอ็น (UN) ประเทศไทยกับเวิลด์แบงก์ (World Bank) แบบนี้เป็นต้น และสาระสําคัญของมันอีกจากนั้นครับ กฎหมายที่ต้องใช้นอกจากตัวคนแล้ว ที่เป็น ๒ บุคคลที่ผมบอก กฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมายระหว่างประเทศด้วย ถ้าเป็นกฎหมาย เลือกใช้ของประเทศใดประเทศหนึ่ง แบบนี้ก็ไม่เข้ามาตรา ๑๙๐ อีก เพราะคําว่า หนังสือ สัญญาใดตามมาตรา ๑๙๐ นั้นถูกตีความชัดเจนตามสนธิสัญญากรุงเวียนนาครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราดูตามมาลึก ๆ มาตรานี้มีจะไม่มีปัญหาเลย เช่น ยกตัวอย่าง การกู้เงิน รัฐบาลของท่านประธานอยากจะกู้เงินจํานวนมากครับ ถามว่า การกู้เงินนี้ตามมาตรา ๑๙๐ เดิมต้องเข้าหรือเปล่า ผมจะบอกให้ครับว่าไม่แน่ ถ้าเป็น การกู้ยืมเงินระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน แล้วตกลงกันว่าสัญญาที่ใช้จะเป็นไปตาม กฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศจีน แบบนี้ก็ไม่เข้ามาตรา ๑๙๐ ครับ ต่อให้กู้แค่ไหน กระทบกระเทือนความมั่นคงขนาดไหนก็ไม่เข้ามาตรา ๑๙๐ ครับ เพราะ ไปใช้กฎหมายการกู้ยืมเงินของประเทศจีน แต่ถ้าเป็นการกู้ยืมเงินกับเวิลด์แบงด์ (World Bank) แบบนี้เข้าครับ เพราะเวลาสัญญาถ้าจะไปใช้จะไปใช้ภายใต้ข้อบังคับของเวิลด์แบงก์ กฎหมายต้องเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ แบบนี้ละถึงเข้า กู้มากกู้น้อยก็เข้า มาตรา ๑๙๐ ผมยกตัวอย่างแบบนี้เพื่อให้มีความชัดเจนครับ หลายคนมีความกังวลใจว่า แล้วถ้าไปทําธุรกรรมกับบริษัทเอกชนในต่างประเทศและเป็นหนี้เป็นสินมากมายละ ต้องเข้า มาตรา ๑๙๐ หรือเปล่า ก็ไม่ต้องเข้าอีกครับ เพราะว่าถ้าเกิดว่าไปทํากับเอกชน ไม่ได้เป็น คู่กรณีระหว่างรัฐกับรัฐ หรือรัฐกับองค์กรระหว่างประเทศและใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ก็ไม่ต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ ความจริงมันไม่มีปัญหาเลย เพราะในสมัยท่านอภิสิทธิ์เองท่านก็ บอกไว้แล้วว่าให้ไปออกกฎหมาย กําหนดประเภทว่าประเภทใด กรอบหน้าตาแบบไหน ปัญหาคือข้าราชการประจําไม่ได้ไปออกกฎหมายนั้นครับ ก็ใช้วิธีการมาบอกท่านแบบที่ เรียกว่าปะติดปะต่อกันไม่รู้เรื่องนี่ละ สุดท้ายแล้วก็นํามาสู่การแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ในวันนี้อีก ครั้งหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ของเก่าไม่มีปัญหาครับ เราไม่เข้าใจมันต่างหากครับ เป็นเพราะท่านละเว้นมา ๒ ปีเศษที่ผ่านมาที่จะออกกฎหมายในการกําหนดกรอบว่าสัญญาประเภทใดบ้างจะเข้า

ท่านประธานครับ การก่อหนี้ยืมสิน อย่ากังวลมากนะครับเพราะว่า ทุกอย่างนั้นมันอยู่ในกรอบกฎหมายทั้งสิ้น เช่น เราขาดดุลงบประมาณคือมีรายจ่ายมากกว่า รายรับจํานวนมากก็ต้องกู้ และทําไมอํานาจจากไหนมาจากการกู้ครับ ก็มาจาก พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ แล้วถ้าเกิดวิธีการงบประมาณเขาบอกกู้ไปชดเชยการขาดดุลต้องเป็น การกู้ระหว่างประเทศ ก็ไม่เป็นไรครับ สํานักบริหารหนี้สาธารณะก็กู้ได้อยู่แล้ว ไม่ต้องมาเข้า มาตรา ๑๙๐ หรือถ้าท่านประธานอยากจะไปทําโครงการที่เคยอนุมัติกันไปแล้ว อย่างอีสท์ เวสท์คอร์ริดอร์ (East West Corridor) ที่เป็นมติ ครม. ทําช่วงหล่มสัก-พิษณุโลก แบบนี้ ครม. ก็อนุมัติ ไปยืมเงินต่างประเทศก็ไม่ต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ อีกครับ แล้วก็ไม่ต้องไปกังวล ว่าเงินกู้กรอบจะเยอะเพราะอะไร เพราะว่ามันเป็นไปตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะว่าถ้าจะยืม เงินต่างประเทศต้องอยู่กรอบว่าไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่าย ทุกอย่างมี กฎหมายควบคุมไว้หมด จริง ๆ มาตรา ๑๙๐ มันเดินไปอย่างสบาย ๆ เลยครับ แต่พอท่าน มาแก้วันนี้มันเจอปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งผมจะนําเรียนต่อไปนี้ และผมนําเรียนท่านประธาน กรรมาธิการกรุณามานั่งฟังด้วยนะครับ เพราะผมจะเสนอแก้จริง ๆ และขอท่านช่วย จริง ๆ ครับ

สาระสําคัญนะครับ หนังสือสัญญากรอบมีอยู่ ๔ เรื่องหลัก ๑. หนังสือสัญญา ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ๒. หนังสือสัญญาที่เป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ นอกอาณาเขต ๓. หนังสือสัญญาที่เวลาทําไปแล้วจะต้องมีการออกพระราชบัญญัติตามหลัง มาอีกทีหนึ่ง และ ๔. อันที่ ๔ นี่ละคืออันที่ท่านไปเปลี่ยน ๔. ของเก่าเขาบอกว่าอะไรที่ กระทบความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมอย่างกว้างขวาง หรือผูกพันด้านการค้า การลงทุน งบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ท่านเอาอันนี้ออกหมด และท่านก็เปลี่ยนข้อ ๔ นี้ละ เป็นเรื่องเดียวคือเรื่องการค้าเสรี คือเอฟทีเอ เพราะฉะนั้นกรอบแคบลงครับ เลยนํามาสู่ ข้อเสนออันที่ ๑ ของผม กรุณาฟังให้ดีครับ หนังสือสัญญาที่ไปตกลงไว้แล้วจะต้องออกเป็น พระราชบัญญัติ ผมขอเปลี่ยนอย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านอาจารย์พีรพันธุ์นั่งอยู่ข้างบนบัลลังก์ ครับฟังให้ดีนะครับ เอาว่าถ้าหนังสือสัญญานั้นส่งผลที่จะต้องให้มีการออกกฎหมายครับ พอแล้ว ไม่ต้องถึงขนาดเป็นศักดิ์เป็นพระราชบัญญัติครับ เอาเป็นว่าเปลี่ยนคําว่า พระราชบัญญัติ เป็นคําว่า กฎหมาย ก็พอ ถ้าหนังสือนั้น สัญญานั้นเซ็นระหว่างประเทศแล้ว ส่งผลให้ต้องมีการแก้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายลําดับใดก็แล้วแต่ ขอเปลี่ยนคําว่า พระราชบัญญัติ เป็นคําว่า กฎหมาย ครับ เหตุผลดังต่อไปนี้ เราทราบกันดี ว่าพระราชกําหนดเป็นอํานาจของ ครม. ของท่านในการออกได้ มีศักดิ์เท่ากับพระราชบัญญัติ เป๊ะ เพียงแต่ต้องมีความจําเป็นเร่งด่วน ถ้าวันหนึ่งท่านอ้างความจําเป็นทางการทูตท่าน ก็สามารถออกกฎหมายแบบนี้ได้โดยไม่ต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ กฎหมายมีหลายระดับนะครับ ตั้งแต่พระราชบัญญัติ พระราชกําหนด หรือถ้าด้อยลงไปกว่านั้นก็พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ประเทศไทยมีหลายครั้งครับพวกเราออกกฎหมายในสภากัน จําได้ไหมครับเวลาถ้าเป็นกฎหมายเรื่องเกี่ยวกับภาษีอากรต่าง ๆ เรามักจะอนุมัติเพดาน เอาไว้ บางทีอนุมัติเพดานไว้ ๑๐ ร้อยละ ๑๐พอเอาเข้าจริงประกาศใช้สัก ๒ ๓ ๔ ๕ ไล่ไป เรื่อย ๆ ผมถึงกราบเรียนท่านกรรมาธิการท่านประธานกรรมาธิการ ท่าน ส.ว. ครับ ถ้าแก้ คําว่า พระราชบัญญัติ เหลือคําว่า กฎหมาย มันจะดีกว่าครับ เพราะท่านไปตัดกรอบไว้แล้ว ว่าของเดิมถ้าไปกระทบงบประมาณ เศรษฐกิจ สังคมอย่างกว้างขวาง วันนี้ท่านตัดเหลือแค่ เอฟทีเอ (FTA) เรื่องเดียว เพราะฉะนั้นผมขอบ้างได้ไหมครับ จากที่ว่าเซ็นหนังสือไปแล้ว จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้นถึงเข้าสภา ขอเป็นคําว่า กฎหมาย แทน เพราะแค่มี การเปลี่ยนกฎกระทรวง ประกาศกระทรวง แค่นี้ก็ขอให้เข้าสภาเถอะ เพราะมันเปิดเผย มันโปร่งใสกว่า ชัดเจนนะครับ ข้อเสนอประการแรกของกระผมผ่านไปครับ

ประการที่ ๒ ที่ท่านแก้แล้วมันน่าเกลียดที่สุด ตอนแรกว่าจะไม่ขึ้นอภิปราย ครับ มาอ่านดูอีกครั้งตกใจเลยครับ เอาเฉพาะที่ต้องเข้ามาตรา ๑๙๐ นะ เอาเฉพาะเรื่อง สําคัญ ๆ นะที่จะต้องมาผ่านสภา ปกติเขาต้องขออะไรบ้าง เช่น มาตรา ๑๙๐ เดิมเขาบอกว่า จะต้องไปรับฟังความเห็นของประชาชน เรื่องที่ ๑ ๒. เวลาจะขอแล้วไปเจรจากับใครเขา ระหว่างประเทศต้องเสนอกรอบก่อนหมายถึงว่ากรอบนี้จะคุยกันแค่ไหนอย่างไรมาผ่านสภาก่อน และสุดท้ายเวลาจะไปลงนามในหนังสือ ก่อนเซ็นเอาหนังสือมาเข้าสภาก่อน เรื่องเหลือเชื่อ กรรมาธิการชุดนี้ไปตัดข้อที่เขียนว่าต้องไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต้องไปเสนอ กรอบ ไปตัดคําว่าต้องไปส่งหนังสือเข้ามาส่งที่สภา แล้วก็มาเขียนทิ้งท้ายครับ เขียนทิ้งท้าย แบบตลกมากเลยก็คือว่าจะให้ไปออกกฎหมายลูก ท่านประธานครับ นั่นแปลว่าอะไรครับ ท่านผู้มีเกียรติที่นี่ฟังให้ดีนะครับ แปลว่าถ้ามีหนังสือสัญญาใดที่จะต้องเข้าตามมาตรา ๑๙๐ จากนี้เป็นต้นไปไม่ต้องเสนอกรอบ เอาที่เข้านะครับ เช่น จะไปเซ็นเอฟทีเอ (FTA) กับ ประเทศ เอาสักประเทศ เอาถ้าไปเซ็นเอฟทีเอไทย-ยุโรป เมื่อก่อนทําอย่างไร ต้องรับฟัง ความคิดเห็น ต้องเสนอกรอบมาตราเรื่องนี้ก็บอกเหมือนกันครับ แต่ท่านครับ ท่านไปขีดทิ้ง ในวรรคสามและวรรคสี่ของมาตรา ๑๙๐ เดิม เอากลับมาให้หมดครับ การที่ท่านไปขีดทิ้ง วรรคสามและวรรคสี่ มันส่งผลอะไร มันส่งผลก็คือว่าตราบใดที่กฎหมายลูกของท่านยังไม่ ออก ตราบใดที่กฎหมายลูกของท่านยังไม่ออก วันนี้ท่านไปเซ็นหนังสือสัญญาได้หมดทุกอย่าง เลยครับ แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ต้องเข้าสภาตามมาตรา ๑๙๐ ท่าน ส.ว. ท่าน ส.ส. ครับ พลิกไป ดูให้ดีครับ พลิกไปดูให้ดีครับมันมีบทเรียนมาแล้วนี่ครับ องค์กรตามรัฐธรรมนูญบางองค์กร ยังไม่ได้ร่างกฎหมายวิธีการพิจารณาเลย แต่ทําไมองค์กรรัฐธรรมนูญองค์กรอันนั้นสามารถที่ จะตัดสินคดีได้ละครับ กฎหมายวิธีพิจารณายังไม่มีเลย ก็เพราะว่าเขาไม่ได้บอกจําเป็นว่าต้อง มีอย่างไร เพราะฉะนั้นแปลว่าอะไรจากนี้ ข้อบังคับที่ท่านใส่ลงมานี่ครับ สุดท้ายเลยครับ ที่ท่านบอกว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดและ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญาตามวรรคสอง และในกรณีที่เป็น หนังสือสัญญาที่มีบทเป็นการเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน กฎหมายดังกล่าวต้องมี บทบัญญัติเกี่ยวกับการเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา อย่างนี้ ถ้าไม่เขียนกฎหมายนี้ เป็นอะไรครับ ท่านก็อนุมัติได้เลยครับ เพราะมันไม่มีบทบัญญัติบอกว่าต้องทําก่อนเหมือนในวรรคสามและวรรคสี่ของเดิม ทีนี้พอมา ดูในมาตรา ๔ ผมพูดรวดเลยนะครับ พอมาดูในมาตรา ๔ ท่านแก้เพิ่มเติมมาอันนี้หนักเข้าไป อีกครับ ท่านบอกว่าอย่างนี้ครับ คือจัดการให้มีกฎหมายลูก คือกฎหมายลูกคือรับฟัง ความคิดเห็น เสนอกรอบ เสนอหนังสือสัญญาเข้ามาในสภาให้ทําให้เสร็จภายใน ๑ ปี ทีนี้ในระหว่าง ๑ ปีที่ยังไม่ทําเสร็จท่านก็บอกอย่างนี้ครับ ท่านบอกว่าพูดง่าย ๆ คือว่า ให้ทําเหมือนปัจจุบันที่เคยทําอยู่ ก็คือให้มาเสนอกรอบ ให้รับฟังความคิดเห็นเดิมจากที่เคย ทําอยู่ แต่ประโยคที่น่าเกลียดที่สุดขีดเส้นใต้ ๕๐๐ ครั้ง ทั้งนี้ตามความเหมาะสม อยู่ในมาตรา ๔ บรรทัดสุดท้าย อะไรคือความเหมาะสมครับ นี่เป็นประเด็นสาระสําคัญ ของเรื่องครับ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตครับ นิดเดียวครับ ถ้าวันนี้ท่านออกกฎหมาย ฉบับนี้ออกไป มาตรา ๓ หน้าตาแบบนี้เป๊ะเลยครับ ระหว่างเวลานี้ ระหว่างเวลา ๑ ปีหรือต่อ จากนี้เป็นต้นไป ถ้ากฎหมายฉบับลูกนี้ไม่มีทางออกเลยนะครับ เช่นรัฐบาลทําช้า มียุบสภา หรือมีอะไรก็แล้วแต่ กฎหมายลูกไม่มีทางเกิด มาตรา ๑๙๐ จากนี้ไปจําเป็นต้องเข้าสภาอีกไหม ไม่จําเป็นแล้วครับ เพราะมาตรา ๔ ที่เป็นมาตราต่อไปจากนี้ท่านทิ้งท้ายว่าเวลา เสนอกรอบ ทํารับฟังความคิดเห็นก็ดี การส่งหนังสือเข้ามาในสภาอีกครั้ง ทั้งนี้ตามความ เหมาะสม ความเหมาะสมของใครครับ ความเหมาะสมของใครครับ ท่านประธาน กรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการตอบผมครับ ความเหมาะสมของใครครับ อันนี้ละครับ หนักที่สุด แม้แต่สิ่งที่เข้าตามเงื่อนไขของมาตรา ๑๙๐ จากนี้เป็นต้นไปก็ไม่ต้องเสนอกรอบ จากนี้เป็นต้นไปไม่ต้องรับฟังความคิดเห็น จากนี้เป็นต้นไปไม่ต้องนําหนังสือเข้ามาอีกแล้ว เพราะมาตรา ๔ ท่านทําการแก้ไขไว้ในวรรคท้ายระบุข้อความแบบเมื่อสักครู่ เพราะฉะนั้น ข้อเสนอของผมก็คือว่า กรุณานําเอาวรรคสามและวรรคสี่ของมาตรา ๑๙๐ เดิมกลับมาครับ แล้วเขียนไปเลยแบบที่ของเดิมมันเขียนอยู่ว่า ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต้อง เสนอกรอบต่อสภา ต้องนําหนังสือก่อนจะเซ็นเข้าสู่สภาในกรณีถ้าเข้ากรอบมาตรา ๑๙๐ นี่ คือเรื่องที่ผมเสนอครับ ผมอยากให้ท่านตอบผมก่อน เพราะเป็นสาระสําคัญของเรื่อง ไม่อย่างนั้นวันนี้เรากําลังจะทําให้มาตรา ๑๙๐ แท้ง เพื่อนสมาชิกพยายามจะบอกมาว่าทําไม ไม่เอาเรื่องทรัพยากรธรรมชาติเข้าไปด้วยละ ทําไมไม่เอาเรื่องเงินกู้เข้าไปด้วยละ อันนั้นอีก เรื่องต่างหากครับ แต่เฉพาะเรื่องที่มันเข้ามาตรา ๑๙๐ เต็ม ๆ วันนี้ก็ไม่ต้องเข้าสภา อีกแล้วครับ เพราะท่านร่างกฎหมายแบบนี้ แล้วสุดท้ายก็จะไม่ได้ดําเนินการมีกฎหมายลูกกัน ผมก็เสนอให้เป็นประจักษ์แล้วนะครับ ฉะนั้น ๒ เรื่องวันนี้ที่ขอเสนอแบบชัด ๆ เรื่องแรก คําว่ากฎหมายที่เวลาไปเซ็นหนังสือแล้วจะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ขอเปลี่ยนคําว่า พระราชบัญญัติ เป็นคําว่า กฎหมาย ได้ไหม เพราะจะได้ชัดเจนกว่า เนื่องจากท่านไปสโคป (Scope Down) คือไปทําให้มันแคบลง จํากัดเฉพาะเรื่องเอฟทีเอ (FTA) ไปแล้ว ได้ไหมครับ ๒. วรรคสาม วรรคสี่ ของมาตรา ๑๙๐ เดิม ที่เขากําหนดว่าต้องเสนอกรอบ ต้องเสนอรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน และต้องนําหนังสือสัญญาเข้ามา เฉพาะกรณีที่ต้องมาตรา ๑๙๐ ช่วยกรุณานํากลับวรรคสาม วรรคสี่ กลับเข้ามา มิฉะนั้นเราจะไม่มีสภาพบังคับตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ที่ท่านกรรมาธิการกําลังแก้ไขอยู่ กระผมมีข้อเสนอ ๒ ประการ และอยากให้ตอบจริง ๆ ครับ

ท่านประธานครับ เรื่องสุดท้ายสั้น ๆ เพียงครึ่งนาทีครับ ตอบชัด ๆ เพราะว่า ได้ยินไม่ชัดเลยครับ เรื่องระหว่างไทย-กัมพูชา ผมยืนยันว่าเราได้มีการแบ่งปันเขตแดนทาง ทะเลเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้ากัมพูชามีปัญหากับเราในเรื่องของทางทะเล แล้วสุดท้ายเขาจะขุด แก๊ส ขุดน้ํามันกันขึ้นมา ถ้ารัฐบาลนี้ไปทําข้อตกลงโดยที่ว่าข้อพิพาทยังมีอยู่ จะขอขุดแก๊ส ขุดน้ํามันขึ้นมาก่อนแล้วแบ่งกําไรกับกัมพูชาในอัตราส่วนเท่าไรก็แล้วแต่ ในความเห็นผมนะ ท่านประธานเข้ามาตรา ๑๙๐ ที่หลายคนกังวลใจนี้เข้ามาตรา ๑๙๐ และหลายคนในทีนี้ ก็อภิปรายว่าท่านแก้มาตรา ๑๙๐ เพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นนี้ ตอบชัด ๆ บันทึกในสภาว่ามันเข้า มาตรา ๑๙๐ ยืนขึ้นแบบลูกผู้ชายตอบว่ามันเข้ามาตรา ๑๙๐ แล้วมันจะเป็นบรรทัดฐานว่า รัฐบาลไหนมาก็แล้วแต่จะตกลงข้อตกลงนี้ไม่ได้ ผมฟังมาหลายวันครับ เขาท้าท่านหลายครั้ง เรื่องนี้ ท่านยังไม่กล้ายืนตอบเลย อย่าไปพาดพิงถึงคคลภายนอกเลยครับ เอาว่าเรื่องลงทุน แก๊สเขมรเข้าไหม มาตรา ๑๙๐ ตอบชัด ๆ แบบลูกผู้ชาย ขอบพระคุณครับ