รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของฝ่ายนิติบัญญัติในการเจรจาระหว่างประเทศ และการรับรองผลกระทบของการเจรจาดังกล่าวต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภาครับ มาตรา ๑๙๐ มีการไปแก้ไข ถ้อยคําในมาตรา ๓ นะครับ แล้วก็จริง ๆ ก็นําไปสู่การแก้ไขในมาตรา ๔ ด้วย ซึ่งตั้งแต่ในชั้น รับหลักการกระผมได้เคยอภิปรายในที่นี้ว่าเข้าใจเหตุผลของการนําเสนอในการแก้ไขในเรื่องนี้ ค่อนข้างยาก สิ่งที่กระผมได้เคยกราบเรียนไว้แล้วก็ยังเป็นที่มาของการเสนอการแปรญัตติ ของกระผมในมาตรา ๓ ก็คือว่าในยุคสมัยปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าการดําเนินงานทางด้าน การต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติหรือพลังงานก็ตาม ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนในประเทศมากขึ้นทั้งสิ้น ในอดีตหลายคน ก็มีความรู้สึกว่าเรื่องการต่างประเทศเป็นเรื่องค่อนข้างไกลตัว เกี่ยวข้องกับคนไม่มาก แล้วก็ มีคนรู้เรื่องเหล่านี้ก็จํากัด ก็อาจจะมีแนวความคิดว่าเป็นเรื่องซึ่งฝ่ายบริหารก็จะมีอํานาจ ไปทํา ยกเว้นแน่นอนเรื่องที่มองว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เช่น ประกาศสงคราม เช่น การที่จะไปทําข้อตกลงและมีผลกระทบต่อเขตแดนและอํานาจอธิปไตย แต่ว่ายุคนี้การไป ตกลงกับต่างประเทศ เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องทรัพยากร เรื่องพลังงาน อาจจะกล่าวได้ว่า ส่งผลกระทบรุนแรงไม่แพ้กัน ท่านประธานก็เคยได้ยิน ผมเชื่อว่ารัฐบาลก็ทราบ กรรมาธิการ ก็ทราบว่าหลายครั้งเราก็พูดเสมอว่ายุคนี้ไม่ได้รบกัน ไม่ได้ทําสงครามกันด้วยกําลังแล้ว ทําด้วยเรื่องเศรษฐกิจบ้าง ทําด้วยเรื่องข้อมูลข่าวสารบ้าง หรือทําในเรื่องของการที่จะเป็น ผู้ครอบครองหรือใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน ซึ่งทุกคนทราบดีว่านับวันเป็นสิ่งที่มี ความขาดแคลนและมีค่าสูงมากยิ่งขึ้นเพราะจํานวนคน จํานวนประชากรของโลกเพิ่มขึ้น ตลอดเวลาในขณะที่ทรัพยากรบางประเภทมีอยู่จํากัด ฉะนั้นหลังจากที่เราเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ท่านประธานจะสังเกตว่าฝ่ายนิติบัญญัติทั่วโลกเขาจึงเรียกร้องว่าเขาควรที่จะมีโอกาสได้รับรู้ รับทราบหรือมีส่วนร่วมในกระบวนการการตัดสินใจในเรื่องของการเจรจาระหว่างประเทศ มากขึ้น ไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารโดยลําพัง บางประเทศเขาก็ชาญฉลาดนะครับ บางครั้งก็เลยใช้วิธีว่ามีฝ่ายนิติบัญญัติช่วยเป็นกันชนให้ ฝ่ายบริหารไปเจรจาเสียเปรียบบางทีก็บอกว่า แต่กติกาภายในประเทศจะไปตกลงอะไร ต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติเขารับรองก่อน ซึ่งฝ่ายบริหารก็อาจจะไม่ได้มีเสียงข้างมากในองค์กร ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเป็นผู้อนุมัติ อย่างเช่นกรณีระบบประธานาธิบดีที่มีการแยกอํานาจ ก็ชัดเจนครับว่าบางครั้งเสียงข้างมากในฝ่ายนิติบัญญัติก็เป็นคนละพรรคการเมือง กับประธานาธิบดี หรือแม้แต่กรณีของเราโดยหลักก็ถือว่ารัฐบาลมีเสียงข้างมาก เฉพาะในสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าถ้าเป็นที่ประชุมร่วมก็ไม่มีเสียงข้างมาก เมื่อเรามีปัญหาว่า กฏกติกาของเราปล่อยให้ฝ่ายบริหารไปทําข้อตกลงหลายอย่าง แล้วย้อนกลับมากระทบ กับชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เช่น ยุคหนึ่งก็คือเราพูดกันถึง การทําข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเรามาก เกิดผลกระทบ กับภาคการผลิตบางภาค เช่น ภาคการเกษตร สินค้าเกษตร ผัก ผลไม้ แต่ผลประโยชน์ ที่ได้มาอาจจะไปตกอยู่แก่บางธุรกิจ มูลค่าอาจจะเท่ากันหรือมากกว่าด้วยซ้ําครับ แต่จํานวนคนที่ได้ประโยชน์อาจจะน้อยกว่ามาก นั่นคือที่มาของมาตรา ๑๙๐ ว่าทําไม จึงได้มีบทบัญญัติว่าต่อไปนี้การทําข้อตกลงเหล่านี้ ฝ่ายบริหารซึ่งในระบบของเรามาจาก ฝ่ายนิติบัญญัตินะครับ เพราะเราเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ต้องกลับมาหาพวกเรา และต้องกลับไปหาประชาชน จึงมีการกําหนดว่าให้มาเสนอกรอบการเจรจา ให้มีการไปรับ ฟังความคิดเห็นของประชาชน หรือจะไปลงนามก่อนที่จะมีผลอะไรต่าง ๆ ให้เราเป็นผู้รับรอง เสียก่อน ผมว่าหลักนี้มันไม่ได้ผิดนะครับ ผมจึงเข้าใจได้ยากว่าทําไมผู้เสนอร่างแก้ไข และกรรมาธิการพยายามที่จะท้าทายหรือลบล้างหลักคิดนี้อยู่ตลอดเวลา ผมแปลกใจมากว่า ในยุคซึ่งเสียงข้างมากอ้างว่าให้ความสําคัญเหลือเกินกับอํานาจของประชาชนและ กระบวนการประชาธิปไตยกลับพยายามมาลิดรอนสิทธิ์ของตัวแทนของประชาชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในเรื่องที่กระทบกับประชาชน

ท่านประธานที่เคารพครับ เริ่มแรกก็คือการไปจํากัดเรื่องที่จะเข้ามาสู่ ความเห็นชอบ หรือกระบวนการการเห็นชอบของสภา ข้ออ้างท่านประธานครับ เหตุผล ท่านประธานครับ ฟังกันแล้วฟังกันอีกบอกว่าไม่ทันการ บอกว่าจะเสียเปรียบเขา บอกว่า ปฏิบัติได้ยาก แต่ท่านประธานเชื่อไหมครับทุกครั้งที่มีการถามไปว่าแสดงให้เห็นสิครับว่า ตรงไหนที่เสียหาย ที่ไหน เมื่อไร เท่าไร ผมเห็นถามกี่รอบก็ไม่เคยได้รับคําตอบ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมเข้าใจครับ ถ้ามองจากในมุมฝ่ายบริหารไม่ต้องทําเรื่องเหล่านี้มันง่ายกว่า มากครับ แต่ความง่ายและความรวดเร็วไม่ได้หมายความว่าเป็นผลประโยชน์ของประเทศ หรือประชาชนเสมอไป พวกผมก็เคยเป็นฝ่ายบริหารครับ ผมก็เคยเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ถามว่าต้องมาผ่านขั้นตอนเหล่านี้ สะดวกไหม ง่ายไหม ไม่ครับ แต่ผมถือหลักคิดว่าเรามาจาก ประชาชน ผมเติบโตจากทางการเมืองก็จากที่นี่ ผมว่ากระบวนการนี้เราต้องเคารพ เมื่อวานนี้ มีท่าน ส.ว. ท่านหนึ่งท่านอภิปรายครับ ประทานโทษเอ่ยนามท่านนะครับ ท่าน ส.ว. คํานูณ ท่านจําได้ไหมครับพวกผมเสนอกฎหมายเข้ามา ท่านเองท่านท้วงว่าเสนออย่างนี้มาจํากัด สิทธินะครับ แถมยังพยายามไปใส่เรื่องของเงินกู้ว่าไม่เข้าข่าย ซึ่งท่านทักท้วงว่ารัฐธรรมนูญ ไม่อนุญาตให้ไปออกกฎหมายในลักษณะนั้น ท่าน ส.ว. ท่านน่าจะบอกต่อนะครับ ผมนี่ละ เป็นคนลุกขึ้น ฟังท่านครับ แล้วก็ตัดสินใจว่าอย่างนั้นถอนกฎหมายนั้นออกไป ทําไม่ได้ ไม่ใช่ คําตอบ ผมอยากให้เราเขียนกติกาโดยไม่นึกว่าเราอยู่ฝ่ายไหน แต่นึกว่าดุลอํานาจที่ มันเหมาะสมเป็นอย่างไร วันนั้นถ้าผมคิดในมุมว่าผมเป็นฝ่ายบริหาร ผลักดันไปเสียเถอะ ผมก็เดินหน้า แต่ผมฟังเสียงทักท้วงมีเหตุมีผล ผมบอกต้องถอยกลับไปคิด แต่ปัญหา ที่มันเกิดขึ้นที่อ้างความกํากวมทั้งหลายนี้ ท่านครับ จริงครับเกิดขึ้นจากปัญหากรณี ไทย-กัมพูชา แล้วก็เกิดความเดือดร้อนเพราะว่ามันเป็นเรื่องเป็นราวฟ้องร้องกัน เมื่อวาน ท่านก็พยายามมาอธิบายว่ากรณีนั้นก็ไม่ควรเกิด เพราะพูดง่าย ๆ ก็คือท่านไปตําหนิศาล นั่นละครับ ว่าไม่วินิจฉัยตามตัวอักษร แต่ที่จริงท่านต้องคิดนะครับ เรื่องคอขาดบาดตาย อย่างเช่นเรื่องเขตแดนนี่ครับ หนังสือสัญญาข้อตกลงใดบางทีมันอาจจะตอบโดยความเห็น คนใดคนหนึ่งไม่ได้หรอกครับว่า ตกลงมันกระทบหรือไม่กระทบ แต่มันถูกตีความว่ากระทบได้ อย่างนี้ต้องถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ก็ให้ฝ่ายนิติบัญญัติมาตรวจสอบ เพราะผมก็เชื่อครับว่า หายากครับที่จะมีรัฐบาลไหน ประเทศไหนตั้งใจทําหนังสือสัญญายกดินแดนให้คนอื่น ยากครับ อาจจะมีนะครับ ถ้าสมมุติว่าไปตกลงแลกเปลี่ยนกับอะไรก็ตาม แต่ยากครับ แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่าเวลามันเกิดปัญหาความไม่โปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความไม่ รอบคอบ แล้วเราจะเอาผลประโยชน์ของประเทศไปเสี่ยงอย่างนั้นทําไม ในเมื่อเราสามารถให้ ตัวแทนของประชาชนตรวจสอบได้ แล้วพูดก็พูดเถอะครับ ตั้งแต่มีมาตรา ๑๙๐ มา ผมถามว่า มีข้อตกลงไหนบ้างครับที่ในที่สุดสภาลงมติคว่ํา ผมยังจําไม่ได้เลยนะครับ กรอบเวลาเขา ก็กําหนดอยู่แล้วว่าต้องให้เสร็จภายในเมื่อไร ก่อนหน้านี้นะครับ แล้วก็ที่สําคัญที่สุดก็คือว่า ตั้งแต่มีมาตรา ๑๙๐ มาท่านเห็นประโยชน์อย่างหนึ่งไหมครับ ท่านประธานกับผมเป็น ส.ส. มานานนะครับ สมัยก่อนพวกเราสนใจเรื่องต่างประเทศน้อยมากเลย ตั้งแต่มีมาตรา ๑๙๐ ผมว่ามันทําให้พวกเราทุกคนมีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น อยู่ภาคใต้ก็ต้องสนใจประเทศเพื่อนบ้าน ทางใต้มากขึ้น อยู่ภาคอีสานก็ต้องสนใจเรื่องของอินโดจีนมากขึ้น อยู่ภาคเหนือก็ต้องสนใจ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน เกี่ยวกับประเทศพม่า หรือประเทศอื่น ๆ มากขึ้น กระบวนการทั้งหมดเป็นประโยชน์กับประชาชนกับประเทศชาติแต่อาจจะไม่ค่อยสะดวก กับฝ่ายบริหารเท่านั้นเองครับ ผมก็กราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเราตามใจในเรื่องของความสะดวก ผมว่านั่นไม่ใช่หน้าที่เราครับ ตอนที่พวกผมเป็นรัฐบาลผมยอมรับครับ หลายหน่วยงานก็บอกว่า มันยุ่งยาก ผมก็บอกว่ามันอาจจะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นหรือมันอาจจะซับซ้อนมากขึ้น แต่คุณต้อง ปรับตัว หลายครั้งที่มีปัญหากันไม่ใช่เพราะมีมาตรา ๑๙๐ หรือเพราะสภาหรอกครับ แต่อยู่ที่ การบริหารจัดการของฝ่ายบริหารต่างหาก ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจําที่ไม่คิด ไม่วางแผนล่วงหน้า รู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ต้องเสร็จภายในเมื่อไร การประชุมเดือนไหน ปีไหน แต่มารีบทํา เอาตอนท้าย ๆ อย่างไรครับ แล้วก็มาเร่งวิปทีหลัง แล้วก็มาเร่งรัฐสภาให้พิจารณา ผมว่าวัฒนธรรมเรื่องนี้ต้องเปลี่ยน เพราะฉะนั้นประการแรกเลยที่กระผมเสนอแปรญัตติ ผมยืนยันนะครับ แล้วก็ขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการว่าจากเดิมซึ่งท่านไปเขียนสั้น ๆ ว่าอํานาจแห่งรัฐ ซึ่งก็จะทําให้เกิดปัญหาการตีความมากมายก็ย้อนกลับมาเขียนในเรื่องของพื้นที่นอกอาณาเขต สิทธิอธิปไตยหรือเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศครับ ก็ขอบคุณในส่วนนี้ แต่ที่ท่านไปแก้โดยเพิ่มคําว่า โดยชัดแจ้ง ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก จํานวนมากที่ได้อภิปรายไปแล้วครับ อันนี้ไม่มีอะไรเลยครับ นอกจากเจตนาว่าหาทางให้มันมี เรื่องที่จะต้องเข้าข่ายตามมาตรานี้ให้มันน้อยที่สุด ผมถึงบอกว่าหลักคิดตรงนี้ผิดครับ ท่านประธานเห็นไหมครับว่าเมื่อไม่นานมานี้เกิดปัญหาที่ตะวันออกกลางที่ซีเรีย รัฐบาลระบบ สภาอย่างเรา รัฐบาลอังกฤษ นายกรัฐมนตรีอังกฤษหารือกับหลาย ๆ ประเทศคิดจะส่งกําลัง ทหารเข้าไปของเขาไม่มีมาตรา ๑๙๐ ครับ แต่นายกรัฐมนตรีอังกฤษตัดสินใจว่าหลังจาก ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับอิรักและที่อื่น ๆ กระทบกระเทือนกับความรู้สึกความเป็นอยู่ของ ประชาชนในประเทศของตัวเอง นายกรัฐมนตรีอังกฤษตัดสินใจว่าเสนอเป็นญัตติเข้าสภา นักประชาธิปไตยต้องคิดอย่างนี้ครับ ท่านครับ ไม่ใช่คิดว่าอะไรหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของ ตัวแทนประชาชนได้ อะไรหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมของประชาชนได้หลีกไปเราจะได้ทํางาน ง่าย ๆ เราจะได้ทํางานสะดวก ผลท่านประธานเชื่อไหมครับ ทั้ง ๆ ที่เป็นระบบรัฐสภาแบบเรา รัฐบาลมีเสียงข้างมาก ปรากฏว่าเสนอญัตติเข้าไป แพ้ครับท่านประธานครับ สมาชิกซีก รัฐบาลเองบางส่วนตัดสินใจลงมติสวนรัฐบาล ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย ไม่ได้เป็นเรื่อง มาตรา ๑๙๐ แบบเรานะครับ นายกรัฐมนตรีตัดสินใจเอาเข้าสภา แพ้ ทันทีที่แพ้ นายกรัฐมนตรีอังกฤษลุกขึ้นว่าท่านจะเคารพมติของผู้แทนของประชาชน ความคิดที่จะส่ง กําลังไป ล้มเลิก แล้ววันนี้อังกฤษรวมทั้งสหรัฐอเมริกาก็ไปปรึกษาหารือกันว่าเปลี่ยนเป็นหา วิธีการดําเนินการทางการทูต ถ้าเขาคิดแบบผู้เสนอร่างแก้ไข ถ้าเขาคิดแบบกรรมาธิการ วันนี้ อาจจะมีสงครามเกิดขึ้นอีกทีหนึ่งแล้ว นี่คือความแตกต่างครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า ประเด็นตรงนี้พอท่านไปคิดว่าทําอย่างไรเสนอเข้ามาน้อยที่สุดก็ไปใช้คําว่า โดยชัดเจน ข้อตกลงซึ่งผมเห็นด้วยครับ เดิมที่เขียนว่ามีผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง อย่างกว้างขวางหรือมีนัยสําคัญตีความยาก แต่ตรงนั้นรัฐสภาก็ได้แก้รัฐธรรมนูญไปแล้ว จากเดิมที่จะออกกฎหมายลูก รัฐธรรมนูญไม่อนุญาตว่าไปออกกฎหมายกําหนดประเภท หนังสือสัญญาได้ เราก็แก้ไปเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลนี้ไม่แม้แต่เสนอกฎหมายลูกหรือพยายาม เสนอกฎหมายลูกมาเข้าสภาเลยครับ ถ้าเสนอเข้ามาแล้วมาอภิปรายกันมาถกกันตรงนี้ ชี้ให้พวกผมเห็นชัดเจนเลยว่าถึงออกกฎหมายไปก็ปฏิบัติไม่ได้ จะต้องแก้รัฐธรรมนูญ ผมยังพอเข้าใจครับ แต่อันนี้ไม่ได้แม้แต่เสนอเข้ามา ไม่ได้แม้แต่พยายามหรอกครับ ว่ากัน ตามความเป็นจริงจ้องอยู่แต่จังหวะเวลาว่าเมื่อไรจะลดอํานาจการตรวจสอบของฝ่ายนิติ บัญญัติและการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ ทางกรรมาธิการเองก็คงทราบว่ามันก็มีแรงกดดัน เยอะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นท่านก็จึงได้มีการเพิ่มในเรื่องของการเปิดเสรีด้านการค้าหรือการ ลงทุนเข้ามาด้วย ซึ่งผมก็ขอบคุณ แต่มันไม่พอครับ มันไม่พอจริง ๆ เพราะว่าปัจจุบันนี้ ข้อตกลงหลายข้อตกลงนี่นะครับ โดยเฉพาะที่มีผลผูกพันทางด้านเศรษฐกิจหรือทางด้านอื่น ๆ เรื่องเขตการค้าเสรีหรือการเปิดเสรีด้านการค้าการลงทุนถือว่าเป็นขั้นต้นเท่านั้นเองครับ ปัจจุบันลักษณะความร่วมมือบางทีเรียกเป็นชื่ออื่นไปหมดแล้วครับ แล้วก็เป็นประเด็นที่มี ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม โดยไม่ได้อาจจะเป็นประเด็นในแง่ของการเปิดเสรีทางด้าน การค้าหรือการลงทุน กติกาซึ่งบางครั้งไม่ได้เป็นพระราชบัญญัตินะครับ อาจจะต้องเปลี่ยน ประเด็นที่ไม่ใช่ประเด็น ในเชิงการค้า การลงทุน แต่เดี๋ยวนี้ถูกนําไปสู่การเจรจาในทางเศรษฐกิจเยอะแยะไปหมดครับ เพราะหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีอํานาจต่อรองมากกว่าเรา มีความเจริญ มีความ พร้อมกว่าเราวันนี้เขาไม่มาเอาหรอกครับเรื่องการเปิดเสรีการค้า การลงทุน เขาเอาเรื่องอื่นครับ เพราะถ้าเปิดเสรีการค้า การลงทุน บางทีเขาเสียเปรียบประเทศอย่างเรา เขาไปเอาประเด็นที่ ไม่ใช่เรื่องของการค้าการลงทุนเดิม ๆ เข้ามา แต่ท่านไปจํากัดตัวเองครับ บอกเอาเฉพาะ ที่มีผลในด้านเปิดเสรีทางด้านการค้าการลงทุน ที่สําคัญที่สุดที่เพื่อนสมาชิกอภิปราย ไปแล้ว ที่คนเขาสนใจกันมากที่สุดคือเรื่องพลังงานกับเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เป็นประเด็น ใหญ่ของโลก ช่วงชิง แย่งชิงกันตรงนี้ ไม่อยู่ในข่ายที่จะเข้ามาให้พวกเราได้มีส่วนร่วม ไม่อยู่ ในข่ายที่จะมารับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีกต่อไป แม้ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ของใครก็ตามผมว่าแนวคิดนี้ก็ผิดอยู่แล้ว แต่ยิ่งมีกระแสข่าวว่ามันมีเรื่องผลประโยชน์ทาง ธุรกิจของคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้มีอํานาจเข้ามาด้วย นี่ยิ่งหนักหนาสาหัสเข้าไปใหญ่เลยครับ ผมจึงเรียกร้องจริง ๆ ครับว่า อยากให้ท่านได้ทบทวน ที่เติมเข้ามาว่า โดยชัดแจ้ง ตัดไปเถอะ ครับ ที่เติมเข้ามาเพียงแค่เปิดเสรีด้านการค้า การลงทุน อย่าเลยครับ ให้มันชัดเจนไปเลยว่า เรื่องเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน เอากลับเข้ามาครับ แต่ว่าแก้ครั้งนี้ทําให้ กระบวนการเรื่องกฎหมายลูก ขอบเขตกฎหมายลูกมันมีความชัดเจนแล้วก็บางส่วนทําให้ ขั้นตอนมันกระชับมากขึ้น ผมคิดว่าทุกฝ่ายรับได้ แต่ว่าที่ท่านเขียนอยู่อย่างนี้ ๑. หลายเรื่อง ถูกตัดออกไปโดยสิ้นเชิง ๒. หลายเรื่องก็จะไม่เข้าข่าย ๓. ตัวกฎหมายลูกจริง ๆ ก็กํากวมมาก นะครับ วิธีที่ท่านมาเขียนเหมือนตัดแปะ ตกลงกฎหมายจะมีเฉพาะเรื่องการเข้าถึง รายละเอียดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และคําถามว่าเมื่อประชาชนเข้าถึง รายละเอียดรับฟังความคิดเห็นแล้ว เขาทําอะไรได้ครับในเมื่อตัวแทนของประชาชนไม่มีสิทธิ พิจารณา จะต่างอะไรไหมกับกระบวนการประชาเสวนา ประชาพิจารณ์ที่รัฐบาล ๒ ปีที่ผ่าน มา ไปทําหลายเรื่องเลยนะครับ โดยข้อสรุปก่อนไปกับหลังไปเหมือนเดิม ทําไมตัดการ ตรวจสอบการมีส่วนร่วมจากนี้ไป ผมเองผมไม่แน่ใจนะครับว่าปัญหาที่ยังไปค้างคาเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญจะปฏิบัติกันอย่างไร แต่ผมเข้าใจว่าที่ท่านเติมมาก็เป็นความพยายามในการ ที่จะช่วยฝ่ายบริหารให้สามารถที่จะไป พูดง่าย ๆ คือปรึกษาศาลรัฐธรรมนูญได้ ผมเข้าใจว่าที่เติม มาตรา ๑๕๔ (๒) มาว่า ถ้านายกรัฐมนตรีสงสัยว่าต้องเข้าไม่เข้า นายกรัฐมนตรีก็ส่งได้ ก็ดีครับ อาจจะทําให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น แต่ในภาพรวมทั้งหมดตรงนี้ สิ่งที่ท่านทํา มันสวนกระแสกับการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและของประชาชน แล้วก็ทํา ผมก็ไม่แน่ใจว่าคิดครบ ไม่ครบนะครับ พอเข้าสภามาต่อไปนี้ก็ไม่มีกรอบเวลาแล้ว สภาพิจารณากี่ปีก็ได้ ผมก็ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเป็นอย่างไร หรือท่านคิดอย่างเดียวครับว่า จริง ๆ เป้าหมายทั้งหมด ลดจํานวนเรื่องที่เข้ามา แล้วก็เรื่องใหญ่ ๆ บางเรื่องที่มันเป็นที่สนใจ ของชาวโลกก็ไม่ต้องเข้ามาครับ เหลือแต่เรื่องที่ท่านมั่นใจแล้วว่ามันแทบไม่ต้องเข้ามาแล้ว อย่างนั้นใช่หรือไม่ ผมจึงยืนยันว่าคําแปรญัตติของผมนะครับก็ยังเป็นการเปลี่ยนแปลง มาตรา ๑๙๐ จากรัฐธรรมนูญฉบับที่เราใช้อยู่ ให้หลายอย่างมันชัดเจน มันกระชับมากขึ้น เพราะเมื่อท่านเลือกแล้วว่าจะต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ได้ทั้ง ๆ ที่กฎหมายลูกสามารถทําสิ่งนี้ได้ ผมก็เสนอคําแปรญัตติมาว่าให้ทุกอย่างมันมีความชัดเจน มีความกระชับมากขึ้น แต่ผมต้องยืนยันว่าวันนี้ทั้งผู้แทนของปวงชนชาวไทยและประชาชนคนไทยควรจะมีสิทธิ มากกว่าที่ท่านกําลังจะให้เขา ในการได้มีส่วนร่วม ในการได้ติดตาม ในการที่จะได้ตรวจสอบ สิ่งที่ฝ่ายบริหารไปทํา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องสําคัญ ๆ และกระทบชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ผมอยากเรียกร้องจิตวิญญาณของความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยของทุกท่านนะครับ อย่าไปคิดว่ามีธง ผมไม่อยากจะคิดว่ามีใบสั่งหรือไม่ว่าต้องทําอย่างนี้ แต่คิดถึงประเทศ คิดถึงประชาชน และคิดถึงอนาคต แล้วเชื่อมั่นในกระบวนการของพวกเราเถอะครับ ทบทวนข้อความทั้งหลายที่ท่านได้เสนอมาครับ เอาตามคําแปรญัตติของผมหรือเพื่อนสมาชิก อีกหลายคนที่จะทําให้เจ้าของประเทศเขามีสิทธิได้รู้และมีสิทธิได้ร่วมในการตัดสินใจ เอาประเทศของเขา ทรัพยากรของเขา ชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ไปผูกพันกับข้อตกลง ระหว่างประเทศทั้งหลาย ขอขอบพระคุณครับ