จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ยินดีต้อนรับสมาชิกที่เสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ และชื่นชมคณะกรรมาธิการที่พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ โดยเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการในบางส่วน แต่ไม่เห็นด้วยในบางส่วน เช่น การให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียดและการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือสัญญา
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ก่อนอื่นกระผมขอฝากท่านประธานผ่านไปยังข้าราชการ ตํารวจที่กําลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บริเวณหน้ารัฐสภาและบริเวณกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็น ตํารวจต่างจังหวัดที่มาปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและชีวิตทรัพย์สินของ พี่น้องประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ผมขอให้กําลังใจด้วยความจริงใจนะครับ แล้วก็ขอให้อดทนในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ท่านประธานครับ ในเบื้องต้นกระผมขอ กราบขอบพระคุณสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓๑๔ คน ที่เข้าชื่อกัน เสนอญัตติเพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ และขอขอบคุณมากจริง ๆ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ซึ่งเห็นว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ทํางานด้วยความเข้มข้น เป็นเวลา ๑๘ วันต่อเนื่องกัน ตั้งแต่เช้าจนยันเย็นนะครับ แต่ก็ผ่านมาด้วยดีนะครับ เนื่องจากว่าต่างคนก็ต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่สรุปแล้วก็มีข้อสรุปและนําเข้าสู่ ที่ประชุมในวาระที่สอง
จากการที่กระผมได้ลงชื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ซึ่งถือว่า เป็นเจ้าของร่างก็ว่าได้นะครับท่านประธาน ก็คือมาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๑๙๐ เดิม นะครับ ที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้แก้ไขเพิ่มเติมไปนั้นผมคนหนึ่งนะครับที่ลงมติเห็นชอบในการ แก้ไขครั้งนั้นด้วย แต่หลังจากที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้วปรากฏว่ากฎหมายลูกไม่สามารถที่จะ ออกมาได้ เนื่องจากว่าคําจํากัดความหลายประเด็น หลายข้อความ ทําให้ไม่สามารถออก กฎหมายลูกได้ ถ้ากระทรวง ทบวง กรม ใดไปคิดออกกฎหมายลูกก็จะขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ อันนี้ละครับเป็นสิ่งจําเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขในครั้งนี้ ผมกับเพื่อน ๆ สมาชิก รัฐสภาด้วยกัน ๓๑๔ คน จึงได้มีแนวความคิดที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถที่จะนํากฎหมายนี้ไปออกเป็นกฎหมายลูกได้ ในวรรคที่สองก็คือมาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศ หรือกับองค์การระหว่างประเทศ อันนี้ก็เป็นข้อความเดิมนะครับตั้งแต่รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ฉบับแรก ต้นฉบับ และมา แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ ๒ และครั้งนี้ก็ยังคงไว้เหมือนเดิม เป็นพระราชอํานาจของ พระมหากษัตริย์เกี่ยวกับการทําหนังสือสัญญาสันติภาพและสัญญาสงบศึก รวมทั้งสัญญา อื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๙๐ หรือว่ามาตรา ๓ วรรคหนึ่ง วรรคสอง เป็นไปตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญเหมือนเดิม ร่างเดิมด้วย ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ผมเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการ ในวรรคที่สามครับท่านประธาน หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณา เขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตาม หนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หรือจะต้องออก พระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้า หรือการลงทุน ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ในวรรคสามนี้ซึ่งร่างเดิมไม่ได้เป็นอย่างนี้ ครับท่านประธาน ร่างเดิมรู้สึกว่า ถ้าบัญญัติผ่านออกไปก็จะทําให้มีการตีความกันมากมาย จะเห็นว่าคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความชาญฉลาดนะครับที่ได้เพิ่ม ข้อความให้มีความชัดเจน และพี่น้องประชาชนทั่วไปสามารถที่จะอ่านแล้วเข้าใจได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลง ๑. อาณาเขตของประเทศไทยสามารถ ทําได้ ๒. เขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย อันนี้ประชาชนก็สามารถที่ จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น ๓. มีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดย ชัดแจ้ง มาเพิ่มโดยชัดแจ้งเข้ามาก็ยิ่งทําให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ที่แล้ว ๆ มาก็บัญญัติว่า อย่างกว้างขวางและมีนัยสําคัญ หาความหมายไม่ได้ครับ ทุกอย่างประชุมตกลงกัน เจรจา กรอบอะไรต่าง ๆ เจ้าหน้าที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่กรมการค้า ต่างประเทศ เจ้าหน้าที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมายไม่อาจที่จะคิดเป็นอย่างอื่นได้ ทุกเรื่องที่ รัฐบาลไทยจะต้องไปทําการเจรจาตกลงความใดต่าง ๆ กับต่างประเทศก็จะต้องนําเรื่อง ทั้งหมดเข้าสู่รัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้นไม่เป็นกิจจะลักษณะ และที่สําคัญ ก็คือวรรคสามบัญญัติว่าจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุนต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ชัดเจน นะครับท่านประธาน ชัดเจนมาก ๆ เลย ก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการด้วยนะครับที่ได้เติม ข้อความในวรรคสามเข้ามาให้ชัดเจนและชัดแจ้งมากยิ่งขึ้น กระผมจึงเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีการแก้ไขและเติมข้อความเข้ามา เพื่อให้เกิดประโยชน์ ที่คนทั่วไปจะได้ไม่ตีความให้เกิดปัญหา ส่วนในวรรคที่สี่ที่คณะกรรมาธิการได้มีมติ แก้ไขเพิ่มเติมยาวเยอะเลยนะครับในมาตรา ๑๙๐ หรือว่ามาตรา ๓ วรรคสี่ ข้อความที่ คณะกรรมาธิการเขียนไว้ ซึ่งแตกต่างจากร่างเดิม ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชน สามารถเข้าถึงรายละเอียดและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญา ตามวรรคสอง และในกรณีที่เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน กฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา การศึกษา ถึงประโยชน์ของหนังสือสัญญา และผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการ และการดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากหนังสือสัญญาดังกล่าวด้วย อันนี้ละครับ ทําขึ้นมาแล้วทําให้เกิดปัญหาแน่นอนในวรรคที่สี่นี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ คณะกรรมาธิการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความต่างจากร่างเดิมผมคิดว่าผมไม่เห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการนะครับ ไม่เห็นด้วย เนื่องจากว่าร่างเดิมที่พวกกระผม ๓๑๔ คน เข้าชื่อ เสนอเข้ามามีความว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของ หนังสือสัญญาและการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญา โดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้รับประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติ ตามหนังสือนั้นและประชาชนทั่วไป จะเห็นได้ว่าคณะกรรมาธิการที่นั่งอยู่ข้างบนเสียง ส่วนมากได้ตัดข้อความออกในเรื่องการแก้ไขหรือการเยียวยาและผู้ได้รับผลกระทบ การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาโดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ได้รับผลประโยชน์กับผู้ ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนออกไป อันนี้ละครับมัน ไม่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ถ้าจะตัดประชาชนออกไปผมคิดว่ามันเป็นเรื่องเสียหาย ที่พี่น้องประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในสิ่งที่รัฐบาลจะไปทําการเจรจาค้าขายกับต่างประเทศนั้น ถ้าหากว่าผลกระทบเกิดขึ้นแล้วประชาชนไม่สามารถที่เข้าถึงรายละเอียดได้ ไม่สามารถที่จะ ร้องเรียนหรือร้องอุทธรณ์อะไรได้เลย ก็จะทําให้ประชาชนเสียประโยชน์และก็ประเทศชาติ ก็เสียหายด้วย เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการในวรรคที่สี่ และขอให้ คณะกรรมาธิการนี้ได้คงร่างเดิมเอาไว้ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในส่วนวรรคที่ห้าข้อความ ที่คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเข้ามาจากร่างเดิมก็คือในกรณีที่มีปัญหา หนังสือสัญญาใดเป็น หนังสือสัญญาที่จะต้องเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบตามวรรคสองให้เป็นอํานาจของศาล รัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้นําบทบัญญัติตามมาตรา ๑๕๔ (๑) และ (๒) มาใช้ บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม แล้วก็เพิ่มข้อความเข้ามาว่า ทั้งนี้ให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่รับเรื่อง ในวรรคที่ห้านี้ นะครับ กระผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าองค์กรอิสระในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. หรือศาลรัฐธรรมนูญไม่มีกรอบเวลาในการปฏิบัติหน้าที่เลยนะครับ ยกตัวอย่าง ป.ป.ช. องค์กรอิสระ รับเรื่องมา ๑๐ ปีแล้วยังไม่เสร็จเลยเกิดความล่าช้า อันนี้ก็เกรงว่า ถ้าเกิดไปเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้วไม่มีกําหนดระยะเวลาให้ท่านปฏิบัติหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาด เป็นเรื่องด่วน ก็จะทําให้เกิดความเสียหายกับผู้ได้รับผลกระทบหรือว่าผู้ได้รับผลประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นการที่กําหนดเวลาให้ท่านได้วินิจฉัยมีกรอบเวลาให้ท่านภายใน ๑๕ วัน ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ศาลจะต้องเร่งรัดดําเนินการวินิจฉัยชี้ขาดโดยด่วน เนื่องจากว่าข้อพิพาท ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทําให้เกิดความขัดแย้งหรือเกิดความเห็นต่างแล้วก็จะมีปัญหาตามมานะครับ เพราะฉะนั้นในวันนี้เวลา ๑๒ นาที ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์สําหรับพี่น้องประชาชนแล้วก็เป็น ประโยชน์สําหรับผมที่ได้อภิปราย แล้วก็ขอสนับสนุนคณะกรรมาธิการในชุดนี้ ยกเว้นวรรคที่สี่ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ส่วนวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม และวรรคห้า ผมเห็นด้วยกับการ แก้ไข้เพิ่มเติมของคณะกรรมาธิการนะครับ กราบขอบคุณครับท่านประธานครับ