รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

เจตน์ ศิรธรานนท์ อภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยวิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบต่อประชาชนและรัฐบาล และเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้โปร่งใสและยุติธรรม โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 4 และมาตรา 190 โดยเสนอร่างมาตรา 4 ที่เสนอเพิ่มเติมและขอให้เร่งออกกฎหมายลูกหรือกฎหมายลําดับรองที่จะออกให้ช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีความรู้สึกค่อนข้างจะเศร้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ผมมีความรู้สึกว่าสภาเรานี่มันเสื่อม มันมีลักษณะของการโหวตที่ไปคล้ายกับการโหวต ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่มาของ ส.ว. ในมาตรา ๑๒ ท่านประธานครับ ในกรณีที่ ท่านประธาน ขออภัยท่านประธานสมศักดิ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านก็ได้ถามก่อนที่จะลงมติกลับไปกลับมาสร้างความสับสนให้กับพวกผมค่อนข้างมาก แม้กระทั่งตัวผมเอง ผมยังไม่แน่ใจว่าผมโหวตผิดหรือโหวตถูกนะครับ แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้ทํางานมา แล้วก็เป็นร่างของคณะกรรมาธิการ มันได้มีการแก้ไข ตามผู้ที่มีอํานาจที่สั่งมา ผมเข้าใจนะครับท่านประธาน ว่าเพื่อนสมาชิกพรรคเสียงข้างมาก ทําตามมติพรรค ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามระบบ เพราะว่าเราถือมติพรรคเป็นหลัก ในสภาผู้แทนราษฎร พวกผมเองเป็นสมาชิกวุฒิสภาเราไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง เพราะฉะนั้นเราก็จะโหวตตามความคิดของเราเอง แต่ว่าการที่ท่านอยู่ในระบบพรรคแน่นอน ก็ต้องทําตามมติพรรค แต่ว่าการที่ถ้าหากว่าผู้ที่สั่งซึ่งก็ใครก็ไม่ทราบสั่งให้ท่านโหวตตาม พรรคที่ต้องการ แต่ว่าทําไมถึงไม่ประสานงานกับทางคณะกรรมาธิการ คือถ้าจะแก้ไขท่าน ก็แก้ไปเสียก่อนเลย ไม่ต้องมารอแก้ในที่ประชุมของรัฐสภาแห่งนี้ทําให้เกิดความสับสน แล้วก็เกิดความยุ่งยาก แล้วก็ถ้าประชาชนที่ดูอยู่ที่บ้านก็จะมีความรู้สึกว่าความสับสนของ รัฐสภาเกิดขึ้นอีกแล้ว มันก็เกิดความเสื่อมขึ้นมากับสมาชิกรัฐสภาทุก ๆ ท่าน ซึ่งรวมถึงตัวผมเอง เราไม่อยากจะให้เป็นอย่างนั้น ประชาชนโจมตีรัฐสภาค่อนข้างมาก แต่เราก็พยายามจะทําตัว ให้มันควรจะเป็นนักการเมืองที่ดีนะครับพวกผมเองก็พยายามจะหาเหตุหาผลมาใช้ ในการอภิปราย

ท่านประธานครับ ผมย้อนกลับไปดูในร่างมาตรา ๔ ซึ่งผมแปรญัตติไว้ ผมแปรญัตติไว้นิดเดียว คือผมแปรญัตติไว้ว่าให้ดําเนินการจัดให้มีกฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ภายใน ๑ ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ผมแปรญัตติให้เหลือภายใน ๖ เดือน ซึ่งมาถึงวินาทีนี้ เนื่องจากมันมีการแก้ไขในร่างมาตรา ๓ผมก็คงจะต้องขอถอนในญัตติของผมเองนะครับ ทีนี้ผมอยากจะลําดับความให้ทางประชาชนที่อยู่ทางบ้านทราบว่าในมาตรา ๑๙๐ มีหนังสือ สัญญาอยู่ ๕ ประเภท

ประเภทที่ ๑ คือหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย

ประเภทที่ ๒ คือหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่าง ประเทศ

ประเภทที่ ๓ คือหนังสือสัญญาที่จะต้องออก พ.ร.บ. เพื่อให้การเป็นไปตาม หนังสือสัญญานั้น

ประเภทที่ ๔ หนังสือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง

ประเภทที่ ๕ หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรือ งบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ

สัญญาประเภทที่ ๔ ประเภทที่ ๕ นี้ มันก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ตัดออกไปนะครับ แล้วก็มีการเพิ่มเรื่องของการค้า การลงทุน เขตการค้าเสรีลงในหนังสือ สัญญาประเภทที่ ๔ ซึ่งตรงนี้ในร่างของคณะกรรมการที่ส่งให้กับทางสมาชิกทุก ๆ ท่าน เป็นร่างที่เราพิจารณาแล้ว เราก็เห็นว่าหลาย ๆ อย่างเป็นปัญหา ซึ่งสมาชิกหลายท่าน ก็ได้อภิปรายไป โดยเฉพาะในหนังสือสัญญาประเภทที่ ๔ กับประเภทที่ ๕ ซึ่งเราเห็นว่าการที่ ตัดออกนี้มันมีผลกระทบค่อนข้างมากนะครับ แต่เมื่อมันมีการโหวตเกิดขึ้นนะครับ เราก็เห็น ว่าการโหวตที่ตัดออกไปในหนังสือสัญญาประเภทที่ ๔ และประเภทที่ ๕ นั้นเป็นมติของ ที่ประชุมเสียงข้างมากหรือเสียงส่วนใหญ่ อันนั้นเราก็ยอมรับนะครับ แต่ว่าพอมันมีการแก้ไข ในการโหวตที่บอกว่าในปัญหาเรื่องที่เราจะต้องตัดเรื่องของการออกกฎหมายที่มีกรอบการ เจรจาและการออกกฎหมายที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องของเขตการค้าเสรี เรื่องของเอฟทีเอหายไป ตรงนี้ก็เป็นการตัดอํานาจของประชาชน ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายไปว่าขณะนี้ เรากําลังทําอะไร ขณะนี้เรากําลังแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรานั้นแทนที่จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มอํานาจให้กับประชาชน เพิ่มการตรวจสอบถ่วงดุล แต่เรากลับแก้ไข รัฐธรรมนูญตัดอํานาจของประชาชน ลดการตรวจสอบถ่วงดุล ลดอํานาจของฝ่ายนิติบัญญัติ เพิ่มอํานาจให้กับฝ่ายบริหาร อันนี้คือหลักการที่แค่คิดก็ผิดแล้ว เพราะฉะนั้นในหลักการตรงนี้ ผมก็คิดว่าผลกระทบมันจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า แน่นอนครับ รัฐบาลมีอํานาจมากขึ้น แต่รัฐบาลที่มีอํานาจยึดติดอํานาจ และผลสุดท้ายมันจะเกิดผลกระทบต่อรัฐบาลเอง ภาคประชาชนทั่วโลกเขาจะมีความเข้มแข็งมากขึ้น แล้วก็รับรู้สิทธิของประชาชนมากขึ้น ตลอดเวลา การเรียกร้องสิทธิของประชาชนเราไม่สามารถที่จะปิดปากเขา ไม่สามารถที่จะ ปิดหูเขาในการรับฟังแล้วก็เราไม่สามารถที่จะไม่ให้เขาหรือห้ามเขาแสดงความคิดเห็น ซึ่งตรงนี้ผมเองตักเตือนรัฐบาลด้วยความหวังดีว่าในวันข้างหน้าถ้าท่านไม่รับฟังใครไรเลย คิดแต่ว่าหลงอยู่กับอํานาจมันก็จะกลายเป็นเผด็จการ แล้วความเสื่อมก็จะเกิดขึ้นกับตัว รัฐบาลเองนะครับ ในกรณีที่มีการแก้ไขในที่ผ่านมติของที่ประชุมรัฐสภา ท่านเขียนว่าให้มี กฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาและการแก้ไข หรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาโดยคํานึงถึงความเป็นธรรม ระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้น และ ประชาชนทั่วไป ดูเหมือนกับดี เพราะว่าท่านเพิ่มคําว่า คํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้น แต่ว่าปรากฏว่า หนังสือสัญญาที่ควรจะผ่านการทําประชาพิจารณ์ การแสดงความคิดเห็นของประชาชนก็ไม่มี สิทธิ ท่านควรจะออกกฎหมายเพิ่มอํานาจให้ประชาชนตามที่ผมกล่าวมาแล้ว แต่ท่าน ก็กลับไปตัดอํานาจตรงนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายแทนประชาชน แล้วก็ผมคิดว่าผลจาก การที่เราจะผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ นี้จะส่งผลให้ประชาชนแสดงความ คิดเห็นค่อนข้างมาก แล้วก็รุนแรง ซึ่งตรงนั้นก็เป็นเรื่องสิทธิของประชาชน ท่านประธานครับ กฎหมายลูกนี่เราก็ไม่รู้ว่าจะออกมาเมื่อไร แต่เดิมในร่างเดิมกรรมาธิการเขียนเอาไว้ว่า ๑ ปี ๑ ปีมันก็ซ้ํารอยกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แก้ไขไปแล้ว แต่ว่า ๑ ปีนั้น มันก็ไม่เกิด กฎหมายลูกก็ไม่เกิด อันนั้นก็เป็นเหตุผลที่ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ได้พูดกันมากมายไปแล้ว ก็ด้วยเหตุผลของคําว่า อย่างกว้างขวาง แล้วก็คําว่า อย่างมี นัยสําคัญ ซึ่งไม่สามารถแปลงเป็นรายละเอียดของกฎหมายออกมาได้ ซึ่งตรงนั้นก็คงไม่ต้อง พูดให้เสียเวลาในที่นี้ แต่ว่าในประเด็นที่ว่าถ้าหากว่าเราสามารถที่จะให้นิยามที่ดีกว่านั้น เราก็สามารถออกกฎหมายลูก แล้วก็สามารถที่จะผลักดันออกมาได้โดยที่ว่าไม่ต้องมีการ แก้ไขในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ อย่างวันนี้

ท่านประธานครับ พอดีในรายละเอียดของในร่างมาตรา ๔ ที่ทาง คณะกรรมาธิการเสนอเพิ่มเติมขึ้นจากเดิมที่มันมีวรรคเดียว วรรคเดียวคือให้ดําเนินการจัดให้ มีกฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยรัฐธรรมนูญนี้ภายใน ๑ ปี อันนั้นเป็นวรรคหนึ่ง แต่ว่ากรรมาธิการเพิ่มเติมในวรรคสอง วรรคสองก็คือว่าในระหว่างที่ยังไม่ได้มีการตรากฎหมายตามวรรคหนึ่งขึ้นใช้บังคับ ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และในกรณีที่เป็นหนังสือ สัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุนให้เสนอกรอบการเจรจาเพื่อขอ ความเห็นชอบของรัฐสภาและผลการศึกษาถึงประโยชน์ และผลกระทบของหนังสือสัญญา ท่านประธานครับ ถ้าออกกฎหมายมาในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นกับการเปิดเสรี ด้านการค้าหรือการลงทุน แล้วก็มีการเสนอกรอบการเจรจา การรับฟังความคิดเห็นกับ การเสนอกรอบการเจรจานี้ในกฎหมายลูกที่จะออกหรือกฎหมายลําดับรองที่จะออก ท่านตัดออกหมด แต่ว่าถ้ามีบทเฉพาะกาลในวรรคสองตรงนี้ การรับฟังความคิดเห็นกับ การเสนอกรอบการเจรจาเพื่อขอความเห็นชอบของรัฐสภายังอยู่ ดังนั้นบทเฉพาะกาล มันย่อมต้องดีกว่าในตัวกฎหมายที่ท่านออกแบบมาในมาตรา ๓ ในบทเฉพาะกาลที่ยังดีอยู่นี้ ยังมีความจําเป็นที่ผมเองจะต้องให้การสนับสนุน แล้วผมก็จะต้องภาวนาให้ท่านออก กฎหมายลูกหรือกฎหมายลําดับรองให้ช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้ แน่นอนครับ เอฟทีเอในขณะนี้ เราทําไปหลายประเทศแล้ว มันอาจจะมีประเทศที่หลงเหลืออยู่น้อยมาก อาจจะหลงเหลืออยู่ ไม่กี่ประเทศ แต่มันก็ยังมีประเทศที่เราจะต้องมีการเจรจาทําเอฟทีเออยู่ แต่เมื่อมีการเจรจา ทําเอฟทีเอแล้วเราก็ควรจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นแล้วก็มีการเสนอกรอบการเจรจา อย่างในอดีตที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ แต่ว่าถ้าท่านออกกฎหมายลูกและตัดสิ่งนี้ไป มันก็เป็นเรื่อง ที่น่าเสียดายแทนประชาชน ผมเองก็จึงภาวนาให้กฎหมายลูกออกช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้ จะ ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ๕ ปี ไม่ออกเลยก็ได้ แต่ประเด็นปัญหาว่าท่านมีห้อยติ่งท้ายไว้ว่า ทั้งนี้ ตามความเหมาะสม เพราะว่าบทเฉพาะกาลที่ว่านี้ต้องทําต่อรัฐสภาเพื่อทราบ ทั้งนี้ตามความ เหมาะสม ทั้งนี้ตามความเหมาะสมนี้เป็นความเหมาะสมของใคร เหมาะสมแค่ไหน ใครเป็น คนตัดสิน ถ้าหากว่าทางรัฐบาลบอกว่าไม่เหมาะสม มันก็ไม่เข้าวรรคสองของร่างมาตรา ๔ แล้วผมก็เชื่อว่าส่วนใหญ่มันน่าจะไม่เหมาะสมเพราะว่าไม่ต้องการเอาเข้าเห็นชอบในรัฐสภา แห่งนี้ ตรงนี้ก็เลยอยากจะฝากท่านประธานถึงท่านประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็ กรรมาธิการทุกท่านว่าถ้าหากว่าท่านยืนอยู่กับวรรคสองที่ท่านเพิ่มเติมขึ้น ถึงแม้ว่าผมเห็นว่า ตามความเหมาะสมนี้มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร กับวรรคสองที่ท่านเพิ่มขึ้น แต่อย่างน้อย มันก็ยังมีส่วนหนึ่งที่มีความเหมาะสมที่เป็นไปได้ ถึงแม้ว่าจะเชื่อว่าส่วนใหญ่จะไม่เหมาะสม ก็ตาม แต่ว่าก็แอบคิดไม่ได้ว่าอาจจะมีบางส่วนที่เหมาะสม มันก็ยังดีกว่าที่ไม่มีในวรรคสอง เพราะฉะนั้นผมเองก็คงจะต้องทิ้งเรื่องของญัตติที่แปรญัตติไว้ว่าขอให้ออกกฎหมายลูกภายใน ๖ เดือน แล้วเปลี่ยนมาใช้ยืนตามมาตรา ๔ ในวรรคสองที่กรรมาธิการเขียนเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่า จะมีความหวังที่น้อยนิดก็ตาม แต่ผมว่ามันก็ยังดีกว่า จริง ๆ ผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการ ตัดคําว่า ตามความเหมาะสม ออกไปถ้าเป็นไปได้ แต่ผมก็คิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้เพราะว่า สิ่งที่ผ่าน ๆ มาเราก็เห็นได้ชัดเจนว่ากรรมาธิการท่านก็ไม่ได้รับฟังเหตุ ไม่ได้รับฟังผล ท่านรับฟังแต่เสียงสั่งมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ว่าก็ยอม ก็ยกให้ เพียงแต่ว่าถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะให้ตัดคําว่า ตามความเหมาะสม นี้ออกไป เพราะผมเห็นว่าถ้าหากว่าเขียนคํานี้อยู่ มันก็จะทําให้มีการตีความว่าไม่เหมาะสมทุกกรณี ไม่ว่าจะเสนอเรื่องของการรับฟัง ความคิดเห็น เรื่องเสนอกรอบการเจรจา หรือว่าผลการศึกษาถึงประโยชน์และผลกระทบ อะไรต่าง ๆ นานา ทั้งนี้ก็วิงวอนทางกรรมาธิการไว้ด้วย ขอบคุณครับ