อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอแก้ไขมาตรา 190 เพื่อให้แน่ใจว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ข้อมูลและฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนที่จะทำหนังสือสัญญา และต้องเสนอกรอบการเจรจาให้รัฐสภาได้ทราบและให้ความเห็นชอบ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการมีกรอบการเจรจาในการลงนามสัญญา นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีสิทธิในการแก้ไขเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบ
เรียนท่านประธานที่เคารพ เข้าใจว่าคนที่จะขัดจังหวะก็คือท่านประธานนี่ละครับ เพราะว่าผมเข้าใจดีว่าการแปรญัตติ แล้วก็การอภิปรายในวาระที่สองนั้นจะต้องเป็นอย่างไร ผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้มีส่วนร่วมในการทําร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตลอดช่วงที่มีการประชุม และได้แสดง ความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสาระสําคัญมาโดยตลอด กราบเรียนกับท่านประธานว่า ในร่างที่คณะกรรมาธิการได้ให้ความเห็นชอบไปนั้นยังมีหลายประเด็นที่จะต้องเติมเต็ม เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ เห็นชอบไปนั้นยังมีหลายประเด็นที่จะต้องเติมเต็มเพื่อให้เกิดความ สมบูรณ์ เรียนกับท่านประธานว่ามาตรา ๑๙๐ เดิมนั้น เป็นเรื่องที่ว่าด้วยหนังสือสัญญาที่ ประเทศไทยจะต้องไปทํากับต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ในมาตรา ๑๙๐ ที่เรา ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้มีเรื่องที่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน ก่อนจะไปทํา สัญญานั้น ๕ เรื่อง ๕ เรื่องที่ว่านั้นก็คือ ๑. หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือ สัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ นี่เป็นประเภทที่ ๑ ประเภทที่ ๒ หนังสือสัญญา ที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา ประเภทที่ ๓ คือหนังสือ สัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ประเภทที่ ๔ หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันทางด้านการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่างมี นัยสําคัญ และ ๕. หนังสือสัญญาทีมีผลผูกพันงบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ทั้ง ๕ ประเภทนี้ละครับ ที่หลายคนบอกว่าเป็นปัญหากลายมาเป็นภาระของทั้งฝ่ายบริหารและ ฝ่ายนิติบัญญัติในการให้ความเห็นชอบ แต่แท้จริงแล้วหนังสือสัญญาทั้ง ๕ ประเภทที่จะต้อง ให้ความเป็นชอบผ่านรัฐสภานั้น มีเพียงประเภทที่ ๓ ประเภทที่ ๔ ประเภทที่ ๕ เท่านั้นครับ ที่ยากในการตีความ แล้วก็เป็นปัญหาในทางปฏิบัติที่ผ่านมา หลายครั้งที่หน่วยราชการ ที่เกี่ยวข้องกับการทําหนังสือสัญญานั้น จะต้องนําทุกเรื่องมาเข้าที่ประชุมรัฐสภาไว้ก่อน เพื่อป้องกันความผิดพลาดในอนาคต ไม่ให้เกิดความผิดพลาดเหมือนกับเมื่อครั้งที่อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเราเคยพลาดท่าไปลงนามในแถลงการณ์ ความร่วมมือระหว่างประเทศ แล้วก็มีผลให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องตีความ แล้วก็ต้องตกเก้าอี้ไป วันนี้เมื่อมาแก้ไขในมาตรา ๑๙๐ จึงมุ่งที่จะปลดล็อคเงื่อนไขนี้ ในร่างที่วุฒิสภาและเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนหนึ่งยื่นเข้ามาเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้น ได้จํากัดเงื่อนไขในการนําเข้าสู่รัฐสภาไว้เพียง ๒ เรื่องเท่านั้น ก็คือตัดเรื่องที่ ๓ เรื่องที่ ๔ เรื่องที่ ๕ ออกไป เหลือเพียงหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย หรือเขตพื้นที่ที่อยู่นอกอาณาเขตประเทศไทยที่มีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือ สัญญาหรือกฎหมายระหว่างประเทศ กับ ๒. คือหนังสือสัญญานั้น มีผลต้องออก พระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา นี่ในชั้นยกร่างที่ผ่านวาระที่หนึ่ง เสนอขีดกรอบมา เหลือ ๒ เรื่อง แต่เมื่อเข้าสู่ชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ได้ต่อสู้กันอย่างกว้างขวาง จนในที่สุดคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่าเรื่องที่จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภานั้น ให้เพิ่มเป็น ๓ เรื่อง คือเพิ่มเรื่องของหนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีทางด้านการค้า การลงทุนเพิ่ม เข้ามา ที่เรียนกับท่านประธานนี้ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า ความเป็นมาและลําดับของการที่จะ มีเรื่องใดเข้าสภานั้น มันมีลําดับความเป็นมาในแต่ละชั้นเป็นอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ต้องเรียนกับท่านประธานว่า มาตรา ๑๙๐ นั้นเป็นพระราชอํานาจ เช่นเดียวกับพระราชอํานาจ ที่ระบุไว้อย่างเด่นชัด ในมาตรา ๑๘๗ มาตรา ๑๘๘ และ มาตรา ๑๘๙ ที่ขึ้นต้นบอกว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจ และก็เหมือนกับมาตรา ๑๙๑ มาตรา ๑๙๒ มาตรา ๑๙๓ หมวดกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเรื่องของพระราชอํานาจ พระราชอํานาจที่จะทรงใช้ ในมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตราดังกล่าวนี้ใช้อย่างไรครับ พระมหากษัตริย์ทรงใช้ผ่านทาง รัฐสภา ผ่านทางศาล ผ่านทางฝ่ายบริหาร คือคณะรัฐมนตรี วันนี้ในมาตรา ๑๙๐ นั้น พระราชอํานาจที่ระบุถึงก็คือพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบสุข และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ เพียงแต่เรามามอง มาตรา ๑๙๐ เพียงเรื่องของสัญญาอื่นเท่านั้น และเราก็มาให้คําจํากัดความว่าสัญญาอื่นที่พูดถึงนี่มันควรจะ เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรบ้าง ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วท่านประธานต้องกลับไปอ่าน มาตรา ๑๘๙ ให้ดีนะครับว่า มาตรา ๑๘๙ นั้นเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับพระราชอํานาจในการประกาศ สงครามเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา จึงเป็นที่มาของ มาตรา ๑๙๐ ว่า เมื่อมีการ ประกาศสงครามโดยความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว การจะทําสัญญาสงบศึก การจะทํา สัญญาสันติภาพ หรือการทําสัญญาอื่นต้องมาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วย ท่านประธาน ที่เคารพครับ มีเพื่อนกรรมาธิการบางท่านและผู้มาชี้แจงบางท่านพยายามจะบอกว่า มาตรา ๑๙๐ นั้นเป็นปัญหา เป็นอุปสรรคในการทํางานของฝ่ายบริหาร แต่ถ้าท่านประธาน ได้ดูลําดับของความสําคัญของการใช้พระราชอํานาจในมาตราต่าง ๆ ๖-๗ มาตรา ที่กระผม ได้นําเรียนมาแล้ว ก็จะเห็นว่าอํานาจนั้นพระมหากษัตริย์จะต้องทรงใช้ผ่านทั้ง ๒ ส่วน นั่นก็คือว่าในการทําสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศนั้น ฝ่ายบริหาร จะต้องเป็นเจ้าภาพในการเสนอเรื่อง และฝ่ายนิติบัญญัติก็คือรัฐสภาต้องพิจารณาให้ ความเห็นชอบ อํานาจทั้งสองนี้จะต้องเดินควบคู่กันไป ไม่ใช่เป็นอํานาจเด็ดขาดของฝ่าย บริหารเพียงฝ่ายเดียว ไม่ใช่ให้อํานาจกับฝ่ายบริหารไปทําสัญญากับใครก็ได้ แล้วถือว่านี่เป็น เรื่องของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติไม่จําเป็นต้องรับรู้ อันนี้ไม่ใช่ ท่านประธานครับ เมื่อฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องทํางานร่วมกันเช่นนี้แล้ว เราจําเป็นที่จะต้อง ให้เกียรติกัน เมื่อฝ่ายบริหารบอกว่ามีปัญหา มีอุปสรรค จําเป็นที่จะต้องมาแก้ไข ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายรัฐสภาก็เข้าใจในจุดนี้ แต่ขณะเดียวกันฝ่ายรัฐสภาก็ต้องยืนยันในอํานาจของ ฝ่ายรัฐสภาเองด้วย เพราะฝ่ายรัฐสภาก็คือผู้แทนของปวงชน ผู้แทนที่จะต้องมารับรู้ว่าสิ่งที่ ฝ่ายบริหารจะต้องไปทําสนธิสัญญาต่าง ๆ นี้เขาไปทําอะไร กระทบกับผลประโยชน์ของ ประเทศชาติมากน้อยแค่ไหน และประชาชนจะเสียหายหรือว่าได้รับผลกระทบอะไรบ้าง นี่จึงเป็นเรื่องของฝ่ายรัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องเข้าไปให้ความเห็นชอบ ท่านประธานครับ บ่อยครั้งที่เราก็จะเห็นว่าเมื่อเราจะไปทําสัญญาใด ๆ กับนานา อารยประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ เราติดขัดอยู่ที่เรื่องนั้นยังไม่ผ่านความ เห็นชอบของรัฐสภา บางคนบอกว่านี่คืออุปสรรค แต่ท่านประธานครับ หลายประเทศทั่วโลก เขาใช้ข้ออ้าง การที่เรื่องยังคงค้างอยู่ในความเห็นชอบของรัฐสภานั้น เป็นข้ออ้างและเป็น แต้มต่อในการเจรจากับต่างประเทศ เพื่อที่จะไม่ต้องลงนามในสัญญาที่เห็นว่าเรายังไม่ได้ ประโยชน์ เพื่อที่จะต้องไม่ถูกบีบรัดจากประเทศคู่ค้า คู่แข่ง หรือประเทศที่เราจะไปทําสัญญา ด้วยว่าเรายังไม่สามารถไปเจรจาตกลงใด ๆ ได้ เพราะเรายังจะต้องผ่านความเห็นชอบจาก รัฐสภาเสียก่อน ท่านประธานครับ ตรงนี้ละเราถึงบอกว่ารัฐสภานี่ก็คือหลังพิงของฝ่ายบริหาร ที่จะไปเจรจาต่อรอง ที่จะไม่ทําให้เราต้องเสียประโยชน์ ที่จะไม่ทําให้เราต้องบีบรัด ต้องเร่งรัดในการที่จะไปตกลงกับต่างประเทศ เพราะหลายเรื่องหรอกครับที่เราถูกต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศมหาอํานาจทั้งหลายที่ต้องการที่จะบีบรัดเราให้จะต้องรีบในการลงนาม ในสนธิสัญญาต่าง ๆ แต่ถ้าเรามีหลังพิงที่เป็นรัฐสภาที่ยังไม่ให้ความเห็นชอบที่ยังต้องใช้เวลา ในการพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นเครื่องมือในการต่อรอง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกนะครับที่หลายท่าน แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเองที่สักครู่นี้ ที่ลุกขึ้นมาชี้แจงก็กลายเป็นมองว่ารัฐสภานั้นเป็นเรื่องที่รุงรัง น่ารําคาญ และเป็นอุปสรรค ในการทํางานของฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ ที่มีการแก้ไขในวรรคสองนี้ คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไปแก้ไข แล้วก็เพิ่มเติมในหลายบท ตามร่างเดิมบอกว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอํานาจรัฐ หรือจะต้องออก พระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา เขียนไว้ สั้น ๆ แค่นี้มี ๒ ประเด็นเท่านี้ เมื่อชั้นกรรมาธิการมาเพิ่มบอกว่า หนังสือสัญญาใด มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออก พระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือ การลงทุนต้องได้รับการความเห็นชอบของรัฐสภา คือมี ๓ เรื่องดังที่ผมได้นําเรียนในตอนต้น คําแปรญัตติของผมก็คือว่าเท่านั้นไม่พอ ได้ขอให้คณะกรรมาธิการได้เพิ่มเข้าไปอีก ๑ ประเภท ก็คือบอกว่า หนังสือสัญญานั้นมีบทเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองหรือ การจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มิใช่ความร่วมมือทางวิชาการ เข้าไป ด้วยเป็นประเภทที่ ๔ ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา กระผมมีเหตุผลดังนี้นะครับ เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นปัจจุบันนี้เป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวและมี ความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศมากมายมหาศาล และกระทบกับพี่น้อง ประชาชนจํานวนมาก และในอนาคตความร่วมมือ ความตกลงระหว่างประเทศที่จะเกี่ยวข้อง กับทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่านประธานก็ทราบนะครับ ทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่เรื่องของป่าไม้แต่เพียงอย่างเดียว มันมีเรื่องของแร่ธาตุ มีเรื่องของ หิน มีเรื่องของน้ําใต้ดิน มีเรื่องของเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีการแย่งชิง แสวงหากันอยู่ทั่วโลกเพื่อมาตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ความตกลงใด ๆ ที่จะไป กระทบกับทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้น ผมคิดว่าประเทศเราจําเป็นจะต้องให้ความรอบคอบ ในการไปเจรจาตกลง และคนที่จะช่วยถ่วงดุลความรอบคอบนั้นได้ก็คือรัฐสภา ถ้ารัฐบาลไป เจรจา ไปตกลง ไปทําสัญญากันในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติแล้วไม่บอกกับสภา ไม่บอกประชาชน ถ้าผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นใครจะรับผิดชอบ เมื่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชนมากมายกว้างขวางมหาศาลในวันข้างหน้าใครจะรับผิดชอบ ผมคิดว่านี่เป็น ประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ การแสวงหาแหล่งพลังงาน การแก้ไข ปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติหรือการบริหารจัดการแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องผูกพันกับ ต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เอาง่าย ๆ นี่ครับท่านประธาน องค์การยูเนสโก (UNESCO) เมื่อเราจะมีการประกาศพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติเป็นมรดกโลก ยูเนสโกจะต้องเข้ามาต้องเข้ามาบริหารจัดการ เข้ามาเกี่ยวข้องมาดูแล เราสูญเสียอะไรบ้าง เราได้ประโยชน์อะไรบ้าง เรื่องเหล่านี้พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องรู้ เรื่องนี้สมาชิกรัฐสภา ในฐานะที่เป็นผู้กํากับดูแลการบริหารจําเป็นจะต้องรับรู้ หรือการไปทําความตกลงในเรื่อง ของสัตว์ป่า พันธุ์พืชที่ใกล้สูญพันธุ์กับองค์การกับอนุสัญญาไซเตส (CITES) อย่างนี้เป็นต้น ก็มีความจําเป็นที่สมาชิกรัฐสภานี้จะต้องรับรู้ ในการประชุมไซเตสวันก่อนหน้านี้ รัฐสภาแห่งนี้ ก็ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ท้วงติงกันถึงเรื่องผลกระทบที่เราจะได้รับ แม้เป็นเพียง เรื่องของการจัดการประชุมเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เราจะต้องสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ในรูปแบบต่าง ๆ มันจะไม่เป็นเรื่องที่มีความสําคัญที่เราจะต้องรับรู้กันหรอกหรือครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นนี้ไม่ใช่แต่เพียงที่ผมได้หยิบยกขึ้นมาแล้วก็สงวนความเห็น แล้วก็นํามาอภิปรายเท่านั้น ในหนังสือความเห็นและข้อเสนอแนะของประธาน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา ในข้อเสนอแนะ ในความเห็น และข้อเสนอแนะ ในข้อที่ ๔.๒ นี้ครับ ก็ระบุไว้ชัดเจนเลยนะครับว่าคณะกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่....) พุทธศักราช .... หรือ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐) ที่กรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จยังไม่ ครอบคลุมเพียงพอกับการเปลี่ยนแปลงหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ เขาบอกว่า แม้ปัจจุบันจะมีแนวโน้มการทําสนธิสัญญาเพื่อเปิดเสรีด้านการค้าการลงทุนเป็นจํานวนมาก ก็ตาม ขณะเดียวกันโลกยุคปัจจุบันมีการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงาน กล่าวคือประเทศที่มีอํานาจและกําลัง ในทางเศรษฐกิจสูงจะเป็นผู้ครอบครองปัจจัยดังกล่าวสูงกว่า ดังนั้นเมื่อมีการทําหนังสือ สัญญาระหว่างประเทศที่มีบทเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงไปซึ่งทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ในด้านต่าง ๆ เช่น พลังงานปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติหรือทรัพยากรน้ํา เป็นต้น อาจจําเป็นต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนปวงชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะเป็นการกระทําที่มีผลกระทบต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม เพราะทรัพยากรธรรมชาติ ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ใช้แล้วหมดไปนะครับ แล้วก็สรุปว่าคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเห็นว่า หากฝ่ายบริหารได้ดําเนินการทําสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่มิใช่เพื่อความร่วมมือทางวิชาการ ก็อาจจําเป็นจะต้องมีการตรวจสอบ ถ่วงดุลจากฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยด้วย เพื่อความโปร่งใส รอบคอบ และเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ นี่เป็นประเด็นแรกที่กระผมได้สงวน ความเห็นไว้ แล้วก็ได้นําเสนอเหตุผลให้คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่และที่ประชุมแห่งนี้ ได้เปลี่ยนความคิด เพื่อที่จะยอมรับตามข้อเสนอของกระผม
ท่านประธานครับ ในประเด็นที่ ๒ ที่กระผมได้แปรญัตติและสงวน ความเห็นไว้ โดยได้เพิ่มความเป็นวรรคสามขึ้นมา ซึ่งไม่มีอยู่ในร่างของคณะกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ ความนั้นก็คือว่า ก่อนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญาตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและเสนอกรอบ การเจรจา พร้อมกับรายงานผลการศึกษาถึงผลประโยชน์ของหนังสือสัญญาดังกล่าว ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย นี่เขียนไว้ให้อยู่ในมาตรา ๑๙๐ ท่านประธานครับ เหตุผลก็คือว่า จริง ๆ แล้วมันก็เป็นบทบัญญัติที่คล้ายกับวรรคสาม ที่มาตรา ๑๙๐ ฉบับที่ใช้ ในปัจจุบันนี้ได้ใช้อยู่นะครับ แต่ว่าบทที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ผู้ที่เสนอร่างแก้ไข รวมถึง คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไปตัดออกทั้งหมดเสียแล้ว มันก็ทําให้ความสําคัญของ บทบัญญัตินี้หายไป ความสําคัญของบทบัญญัตินี้ จริง ๆ แล้วมันเป็นหลักประกันนะครับว่า การจะทําหนังสือสัญญาใด ๆ ต้องเป็นเรื่องที่เปิดเผย และประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ จะต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบ หรือถ้าหากว่าเขาได้รับผลกระทบ เขาจะต้องรับทราบ เขาจะต้องรับรู้ และต้องมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อประโยชน์ของพวกเขาด้วย จริง ๆ แล้วเรื่องที่จะทําตามคําแปรญัตติของผมนั้นไม่ใช่ เรื่องที่ยุ่งยากอะไรเลยหรอกครับ เพราะว่าในกระบวนการในการทํางานของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องมันมีกระบวนการที่จะต้องให้ข้อมูลกับพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว และจะต้องฟัง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการใส่ไว้ในมาตรา ๑๙๐ ยังคงไว้จะเป็น หลักประกัน ไม่เช่นนั้นแล้วการที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไปปรับ ไปตัดทิ้งในลักษณะ เช่นนี้เราจะอ้างในวันข้างหน้าได้อย่างไรว่า นี่คือรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย นี่คือรัฐบาล ที่ฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และนี่คือรัฐบาลที่ยอมรับการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ให้หลักประกันในเรื่องนี้ไว้ในหลายมาตราอยู่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่อง ของกรอบเจรจานะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความจําเป็นและก็มีความสําคัญมาก เพราะ ต่อไปนี้ถ้าท่านประธานได้อ่านและก็เห็นร่างที่ผ่านคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่แล้ว ก็จะเห็นว่า กรอบเจรจาเมื่อเราจะไปทําหนังสือสัญญากับประเทศใด กรอบเจรจาไม่ต้องผ่าน ความเห็นชอบจากรัฐสภา ยกเว้นเรื่องของการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน ผมจําเป็นจะต้อง ให้ระบุเรื่องของกรอบเจรจาไว้ในมาตรา ๑๙๐ ไว้ให้ชัดเจนว่าเป็นพันธะ เป็นหน้าที่ ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเสนอกรอบเจรจาให้รัฐสภาได้ทราบ ได้ให้ ความเห็นชอบก่อนด้วย ที่สําคัญก็คือว่าเราก็จะได้รู้นะครับว่าเรื่องที่คุณจะไปเจรจานั้น มีขอบเขตอยู่แค่ไหน ไม่ใช่เพียงแต่ว่าเมื่อคุณไปทําหนังสือสัญญา ได้รับอนุมัติให้ไปทําหนังสือ สัญญาแล้วคุณไปทําอะไรก็ได้ แล้วก็ใช้ตั๋วของรัฐสภาที่ให้ความเห็นชอบไปรับรอง เท่านั้น ไม่พอ สมาชิกรัฐสภาจะต้องรู้ว่ากรอบนั้นคืออะไร กรอบที่กว้าง ๆ ไม่จําเป็นจะต้องละเอียด ทุกประเด็นที่ท่านไม่สามารถยืดหยุ่นได้หรอกครับ เพราะหลายคนบอกว่าบางทีบางกรอบ ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ว่าผู้ไปเจรจาก็มีความยากลําบากในการไปเจรจา เพราะฉะนั้นก็ตัดกรอบเจรจาไปเสีย ให้เป็นอํานาจหน้าที่ของผู้เจรจาไปทั้งหมดเช่นนี้ไม่ได้ ที่สําคัญก็คือว่าในวันข้างหน้ากรอบการเจรจาเหล่านี้ละครับจะเป็นเครื่องมือในการ ตรวจสอบของภาคประชาชน ของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายว่าสิ่งที่รัฐบาลไปทําความตกลง ไปเจรจานั้นมีผลกระทบอย่างไร มีอุปสรรคอะไร และไปเจรจาแล้วเราเสียท่าเขามากน้อย แค่ไหนอย่างไร นี่จะเป็นเครื่องมือในการช่วยตรวจสอบในอนาคต
ในประเด็นที่ ๓ ที่กระผมได้ขอแปรญัตติและสงวนความเห็นไว้ก็คือเรื่อง ของการออกกฎหมายลูกก็คือ ในวรรคถัดไป ร่างของคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ที่ ให้ความเห็นชอบไปในมาตรานี้ ในวรรคนี้บอกว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชน สามารถเข้าถึงรายละเอียดและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญา ตามวรรคสอง และในกรณีที่เป็นหนังสือสัญญาที่มีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน กฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา การศึกษา ถึงผลประโยชน์ของหนังสือสัญญาและผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการ และการดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากหนังสือสัญญาดังกล่าวด้วย อันที่จริงครับท่านประธาน บทบัญญัตินี้ในมาตรา ๑๙๐ เดิม เราให้มีการออกกฎหมายลูก และแท้ที่จริงแล้วเราไม่จําเป็นจะต้องแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นี้หรอกครับ ถ้าหากว่ารัฐบาล ไปออกกฎหมายลูกหลังจากที่ได้มีการแก้ไขในครั้งก่อนมาแล้ว กฎหมายลูกมีเจตนารมณ์ก็คือการเขียนรายละเอียดในการนําเรื่องที่จะผ่านความเห็นชอบ ของรัฐสภามาเขียนเพื่อให้เกิดความชัดเจน เขียนรายละเอียดลงไปเพื่อให้หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติได้ มีขั้นตอนในการปฏิบัติ แต่ปรากฏว่าตลอด ๒ ปีที่ผ่านมารัฐบาล ไม่ทํา แล้วก็เลือกที่จะใช้วิธีมาแก้รัฐธรรมนูญ โดยตัดเนื้อหาสาระสําคัญที่เกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์ของประเทศในหลายประเด็นออกไปทั้งการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ และในชั้น ยกร่างที่นําเข้าสู่สภาแห่งนี้ เป็นการแก้ไขที่ผมคิดว่าเรากําลังจะทํากฎหมายลูกผิดทิศผิดทาง ไปกันใหญ่ เพราะแทนที่จะออกกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนหรือวิธีปฏิบัติในการนํา เรื่องเข้ารัฐสภาก็ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการไปออกกฎหมายลูกที่ว่าด้วยการให้ประชาชน เข้าถึงรายละเอียดและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญา ที่ว่า หลงทิศผิดทางไปกันใหญ่เป็นอย่างไรครับ ในเมื่อความต้องการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความต้องการของสมาชิกรัฐสภาที่ต้องการเห็นกฎหมายลูกมีแบบแผนชัดเจนในเรื่องของ แนวปฏิบัติในการนําเรื่องเข้าสู่รัฐสภา กลับกลายเป็นว่ากรรมาธิการไปออกกฎหมายลูก ในอีกเรื่องหนึ่ง ทําไมต้องไปออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียด ละครับ ในความเห็นของผมคิดว่าไม่มีความจําเป็น เพราะการเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือ สัญญานั้น มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว นั่นคือพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ มันไม่มีอะไรที่จะนอกเหนือจาก พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารไปหรอกครับ ประชาชนสามารถเข้าถึง รายละเอียด สิทธินั้นถูกรับรองโดย พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารอยู่แล้ว สาระสําคัญของกฎหมาย ลูกที่กระผมได้แปรบัญญัติ ผมได้ระบุไว้อย่างนี้นะครับว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ข้อมูล และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหนังสือสัญญาตามวรรคสอง ซึ่งรายละเอียดต่อเนื่องไปก็เหมือนกัน แต่ว่าจุดเน้นอยู่ที่ว่าเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการให้ ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่กฎหมายที่ว่าด้วยการให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียด มันแตกต่างกัน ท่านประธานครับ สาระสําคัญที่กระผมได้แปรญัตติไว้ในกฎหมายลูก ก็คือ
ประการที่ ๑ ในกฎหมายลูกนั้นจะต้องมีการให้ข้อมูลและการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน นี่เป็นสาระสําคัญสูงสุด เรื่องที่จะไปเจรจาความกับนานา ประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศนั้น ประชาชนต้องรับรู้ ต้องได้ข้อมูลและสิทธิเสียงของ พี่น้องประชาชนที่จะแสดงออกต่อการไปเจรจาความนั้นจะต้องได้รับการรับฟัง นั่นประการที่ ๑
ประการที่ ๒ กฎหมายนั้นต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเสนอกรอบการเจรจา ต่อรัฐสภาตามที่ได้ให้เหตุผลไว้เมื่อสักครู่นี้ ต้องมีกรอบการเจรจา
ประการที่ ๓ ก็คือว่าจะต้องมีการศึกษาถึงประโยชน์ของหนังสือสัญญา ว่ามีข้อดีอย่างไร และจะต้องบอกถึงผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายด้วยว่ามีผลกระทบอะไรกับเขา
ประการที่ ๔ ก็คือว่าในกฎหมายลูกนั้นต้องพูดถึงการดําเนินการแก้ไขเยียวยา ให้กับผู้ได้รับผลกระทบ สิทธิอันนั้นเป็นสิทธิที่รัฐจะต้องดูแล จะถูกทอดทิ้งไม่ได้
ทั้ง ๔ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความจําเป็นสําหรับกฎหมายลูก แต่ข้อกังวลของผม ที่ตามมาอีกประการหนึ่งก็คือว่า แม้กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จะบอกว่า จะต้องให้มี กฎหมายลูกตามแนวที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบ ผมก็ยังไม่มั่นใจ อีกว่าท่านจะออกกฎหมายลูกนี้กันเมื่อไร เขียนกันไว้ว่าภายใน ๑ ปี แต่ว่าผมก็ไม่เคยเห็นว่า การเขียนระยะเวลาไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นจะมีผลในทางปฏิบัติที่เป็นจริงหรือไม่ กฎหมายลูก ที่ว่านี้ก็เช่นกัน จะเกิดขึ้นมาหรือไม่ยังเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามกันอยู่
ในประเด็นที่ ๔ ซึ่งเป็นประเด็นสุดท้ายที่กระผมได้แปรญัตติไว้ก็คือ ในวรรคท้าย ของมาตรา ๑๙๐ วรรคท้ายในมาตรา ๑๙๐ นั้นระบุว่า ในกรณีที่มีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใด เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบตามวรรคสองให้เป็นอํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาดโดยให้นําบทบัญญัติ มาตรา ๑๕๔ (๑) และ (๒) มาใช้ บังคับกับการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม ทั้งนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่รับเรื่อง บทบัญญัติในวรรคท้ายนี้กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ก็เห็นชอบและเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า อํานาจในการวินิจฉัยต่อเรื่องปัญหา ทั้งหลายทั้งปวงที่ว่าด้วยหนังสือสัญญาที่ต้องผ่านรัฐสภานั้น ต้องเป็นอํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในการแก้ไขที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่นั้น จริง ๆ แล้วในวรรคท้ายของมาตรา ๑๙๐ เดิม เราให้อํานาจของ ศาลรัฐธรรมนูญไว้เพียงเรื่องเดียว ก็คือการวินิจฉัยเรื่องที่ ส.ส. หรือ ส.ว. หรือ ๒ สภา เข้าชื่อกัน แล้วก็เห็นว่าหนังสือสัญญานั้นต้องผ่านรัฐสภา แต่รัฐบาลไม่ผ่านอันนี้ให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เรื่องเดียว แต่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ซึ่งเห็นชอบร่วมกันว่า นอกเหนือจากในประเด็นแรกนี้แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจะเข้ามามีบทบาทในอีกประเด็นหนึ่ง เป็นประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่ปรึกษาให้กับนายกรัฐมนตรี ถ้านายกรัฐมนตรีเห็นว่าเรื่องนั้นควรจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ คือไม่แน่ใจนี่ ก็เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ และนายกรัฐมนตรีก็สามารถที่จะเดินตามแนวทาง ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ก็คือนอกเหนือจากวินิจฉัยเรื่องที่เป็นปัญหาแล้วก็ยังเป็น ที่ปรึกษาให้รัฐบาลด้วย สรุปง่าย ๆ เช่นนั้น ซึ่งเป็นแนวที่มีความถูกต้อง แต่ท่านประธานครับ ที่ผมต้องหยิบยกในประเด็นท้ายนี้ขึ้นมา ก็เนื่องจากว่าผมมีข้อสังเกตบางประการด้วยความ ไม่สบายใจก็คือว่า ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการนั้น ได้มีการเสนอความเห็นที่ หลากหลายว่าในการวินิจฉัยปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการทําหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศตามวรรคสองนั้น อํานาจในการวินิจฉัยนี้ควรจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ หรือควรจะมีองค์กรใหม่ขึ้นมาทําการวินิจฉัย แต่ว่าในที่สุดคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ เห็นชอบว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญนั่นละ มีหน้าที่ในการวินิจฉัย การอภิปรายในชั้นกรรมาธิการนั้น ที่ผมกังวลแล้วก็อยากจะตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือว่า ได้มีเสนอให้ตัดอํานาจศาลรัฐธรรมนูญออกไป ตัดอํานาจศาลรัฐธรรมนูญออกไปแล้วก็ให้มีคณะผู้ชี้ขาดขึ้นมาคณะหนึ่ง มี ๔ คนมาทําหน้าที่ แทนศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ให้คําวินิจฉัยของคนกลุ่มนี้ ๔ คนนี้ถือว่าเป็นที่สุด ความจริงแล้ว ผมไม่ควรจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ว่าด้วยความกังวลแล้วด้วยความไม่สบายก็คือว่า เมื่อผม ไปพลิกดูในรายงานของคณะกรรมาธิการ มีผู้สงวน มีคณะกรรมาธิการเสียงส่วนน้อย ๒ กลุ่ม ได้สงวนความเห็นในเรื่องนี้ไว้ สงวนความเห็นเพื่อยืนยันว่าให้มีคณะผู้ชี้ขาดขึ้นมาจํานวน ๔ คนนี้ เขาเขียนไว้อย่างนี้นะครับ ให้มีคณะกรรมการวินิจฉัย ประกอบด้วย ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา และอัยการสูงสุดเป็นผู้มีอํานาจ วินิจฉัยชี้ขาดในกรณีที่มีปัญหาว่า หนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือสัญญาตามวรรคสอง โดยให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอเรื่อง คําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยถือเป็นที่สุด คน ๒ กลุ่มนี้เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย และเป็นคนที่มีบทบาทอยู่ในคณะกรรมาธิการ และในพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่คุมเสียง ข้างมาก ผมกังวลใจอย่างนี้ว่า ผมไม่แน่ใจว่าวันนี้คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จะยืนยัน ตามรายงานที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบหรือไม่ หรือท่านจะกลับลํา เอาตามกรรมาธิการเสียงส่วนน้อยที่แปรญัตติในประเด็นนี้ไว้ ผมไม่มีหลักประกันเรื่องนี้ หรอกครับ และเราก็เคยเห็นมาแล้ว ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขมาตรา ๑๑๑ ที่อยู่ ๆ ประธานคณะกรรมาธิการลุกขึ้นมาบอกว่าไม่ขัดข้องที่จะเอาตามผู้แปรญัตติ ซึ่งเป็น คนที่อยู่ฝ่ายรัฐบาล วันนี้ก็เช่นกัน วันนี้ซึ่งท่านเองก็ทราบดีว่าพวกท่านซึ่งเป็นเสียงส่วนมาก ในสภาแห่งนี้ก็ไม่ชอบกับการทํางานของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เอาด้วยละ พูดง่าย ๆ ในหลาย เรื่องในหลายประเด็น วันนี้ในประเด็นนี้ผมเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก ก็ขอเตือนกับ ประธานว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อํานาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๙๐ ในการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ทุกครั้งก็ยังคงยืนยันให้อํานาจศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย และ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ในวันนี้ก็ให้ความเห็นชอบว่าจะต้องเป็นบทบาทของ ศาลรัฐธรรมนูญที่นอกจากวินิจฉัยในปัญหาที่สงสัยแล้ว ยังเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับ นายกรัฐมนตรีต่อเรื่องมาตรา ๑๙๐ ด้วย ซึ่งต้องถือว่าเป็นการปรับแก้ที่มีความสมบูรณ์ มากขึ้นอยู่แล้ว แต่ถ้าใครก็ตามที่คิดว่าต้องการจะตัดอํานาจศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็สถาปนา คณะอํานาจชุดใหม่ขึ้นมาวินิจฉัยเรื่องนี้ ผมขอเตือนว่าอย่าทํานะครับ เพราะว่าจะทําให้ ประเทศเราเดินหลงทิศผิดทางไปกันใหญ่ ทั้งหมดนี้ก็นําเรียนกับท่านประธานไปถึงยัง คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ว่าจําเป็นที่จะต้องมีการปรับแก้ตามข้อสังเกต ทั้งที่กระผม ได้นําเรียนเหตุผลและบุคคลภายนอก โดยเฉพาะคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งได้เสนอ ความเห็นประกอบเข้ามาด้วย เพื่อจะทําให้การแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นั้นเป็นกฎหมายที่มี ความสมบูรณ์และก็เกิดประโยชน์ รักษาผลประโยชน์ของประเทศของเราได้อย่างแท้จริง กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ