รัฐสภา · ครั้งที่ ๑๔ · ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖

สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญ โดยเสนอทฤษฎี องค์รัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ แต่เป็นรัฐสภา โดยอ้างถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้รัฐสภามีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดและอนุมัติหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภา นครศรีธรรม

หัวใจของการ แปรญัตติครับท่านประธานครับอยู่ในส่วนของวรรคสี่ครับ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก ผมเป็นเสียงข้างน้อยครับ และในวรรคห้าซึ่งของเดิมไม่มี แต่ว่าผมเองนั้น ขอเพิ่มเติมเข้าไป หลักการและเหตุผลของผมเป็นอย่างนี้ครับ ผมกราบเรียนท่านประธาน นะครับ ในวรรคสี่ ผมได้ขอแก้ไขว่า ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเห็นว่าเป็นกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง ให้เสนอเรื่องต่อประธาน รัฐสภาและให้เป็นอํานาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัยชี้ขาด อันนี้ก็คือการแก้ไขในวรรคสี่ ของมาตรา ๓ ครับ ส่วนในวรรคห้าที่เราขอเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตอ่าน ซึ่งมันไม่ยาวนักครับ หนังสือสัญญาที่ไม่อยู่ในบังคับตามวรรคสอง หากเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า หรือการลงทุนอย่างมีนัยสําคัสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน มีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่ง ในสิบของจํานวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา อาจเสนอเรื่องต่อประธานรัฐสภา และให้ ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาและมีมติว่าการดําเนินการเพื่อทําหนังสือ สัญญาดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ ในกรณีที่รัฐสภามีมติว่า การดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญาใดต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ให้คณะรัฐมนตรี เสนอกรอบการเจรจา หรือหนังสือสัญญาดังกล่าวต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย การขอแก้ไขของกระผมและคณะมี ๒ ส่วนนี้ครับท่านประธานครับ หลักการ เหตุผลของ คณะของกระผมนั้นผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่ามีความชัดเจนตรงที่ว่าปัญหาของ มาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นเป็นปัญหามาอย่างยาวนานตั้งแต่ร่าง มีความ พยายามแก้ไขและเป็นผลสําเร็จเมื่อรัฐบาลที่แล้ว พ.ศ. ๒๕๕๔ ครับ ซึ่งผมก็ ยกมือให้ด้วย แต่ว่ายังแก้ไม่ตรงกับปัญหาเท่าไรครับ ปัญหายังค้างคาอยู่ครับ ถามว่าอะไร คือปัญหาครับ ผมคิดว่าปัญหาไม่ได้มีอยู่เฉพาะในทรรศนะของเสียงข้างมาก หรือของรัฐบาล เท่านั้นที่มอง วันนี้รัฐบาลหรือเสียงข้างมากอาจจะมองว่าเรื่องมันมาเข้ารัฐสภามากไป และอาจจะเกิดความไม่สะดวก ไม่คล่องตัวในการที่จะไปทําสัญญากับระหว่างประเทศ ในการที่จะไปขยายโอกาสหรือปกปักรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติก็ตามที นี่คือ มุมมองประเด็นหนึ่งของรัฐบาลหรือเสียงข้างมาก หรือไม่นะครับ เสียงข้างมากก็อาจจะมี มุมมองอื่นก็แล้วแต่ แต่เป็นทรรศนะของรัฐบาลนี้แน่นอน

ท่านประธานครับ แล้วไม่มีประเด็นอื่นซึ่งแตกต่างกับของกระผมครับ ของกระผมนั้นประเด็นนั้น ที่จริงผมคิดว่ารัฐบาลนี้กับรัฐบาลที่แล้วมองไม่ต่างกันครับแล้วก็ พยายามแก้ แต่ประเด็นของผมครับผมคิดว่ามันเป็นประเด็นในทางหลักการ นั่นก็คือว่า ใครจะเป็นผู้ที่มีอํานาจในการตัดสินความเรื่องของหนังสือสัญญา เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ท่านประธานครับ เรื่องนี้มีที่มาจากการที่มีกระแสสังคมได้คัดค้านว่าการไปทําเอฟทีเอ หรือหนังสือสัญญากันระหว่างประเทศในรัฐบาลก่อนหน้าโน้นครับ รัฐบาลอาจจะมีอํานาจมากล้นเกินไปหรือไม่ อาจจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน จึงมีที่มา ของการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้พอจะเป็นเหตุผลเป็นตรรกะครับ ว่าจะต้องให้อํานาจ ไม่ใช่อยู่ที่รัฐบาลอีกต่อไป อํานาจที่เหนือกว่ารัฐบาลคือใครครับ ก็คือรัฐสภาครับ ผมจึง เห็นด้วยในหลักการนี้ครับ หลักการที่วางไว้ว่าให้อํานาจในการที่จะไปทําสัญญากัน ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะถ้าหากว่ามีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ก็จะต้องมาให้องค์กรหรือสถาบันสูงสุดของประเทศเรา ถามว่าใครคือสถาบัน สูงสุดครับ แน่นอนประมุขของเรานะครับ แต่ว่าท่านก็ทรงใช้อํานาจตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ แต่ในอํานาจที่เราได้วางไว้ชัดแจ้งมันจะตรงกับชื่อที่หลายท่านได้พูดมา ตั้งแต่ต้นครับ คือชื่อของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา นี่เป็นประเด็นใหญ่ ท่านประธานครับ เราจะเพิกเฉยหรือเราจะข้ามเว้นประเด็นนี้ไปไม่ได้เป็นอันขาด เพราะสิ่งที่ ผมเสนอนั้นอาจจะต่างจากรัฐบาลและอาจจะต่างจากพรรคฝ่ายค้านด้วย ซึ่งไม่เป็นไรครับ ต่างกันไม่ได้แปลว่าจะต้องอยู่ตรงกันข้ามกันหรือจะต้องเป็นพวกกัน เพราะเหมือนกัน หรือต่างกันหลาย ๆ เรื่อง แยกไม่ถูกละครับ ท่านประธานที่เคารพ ต่างกันอย่างไรครับ หลักการของผมก็คือว่าการจะทําหนังสือหรือสัญญากับต่างประเทศต้องให้รัฐสภานี้ครับ เป็นผู้พิจารณา แต่แน่นอนที่สุดในเมื่อมันมีเรื่องหยุมหยิมเยอะแยะมากมายรัฐสภาก็พิจารณา ไม่ทัน และอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายข้าราชการประจําด้วย ดังนั้นท่านประธานครับ เราจึงเปิดช่องว่าอะไรที่ไม่ต้องผ่านรัฐสภาได้ ไม่มีปัญหาครับ แต่รัฐสภายังทรงอํานาจอยู่ในการที่จะเรียกมาดู ทรงอํานาจอยู่ในการที่จะตัดสินอยู่ทุกเมื่อ จนมันจบสิ้นกระแสความ ท่านประธานครับ ข้อที่แตกต่างไม่ใช่แค่ว่าให้รัฐสภามีอํานาจ เหนือรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งที่จริงก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๓๖ ผมอยากย้ํา ทฤษฎีใครเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ นิดหนึ่งนะครับ ใครเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์มันจะเกี่ยวข้อง กับคําอธิบายอีกหลายชุดความคิด ซึ่งถ้าเรายอมรับหลักหรือทฤษฎีนี้ร่วมกันเราจะไปได้ ในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ใช่แก้รัฐธรรมนูญครับ ในเรื่องอื่น ๆ ด้วยครับ ผมเห็นว่าทฤษฎี การแบ่งแยกอํานาจนั้น มันส่วนหนึ่งครับ มันเท่ากันใน ๓ องค์กร ก็คือว่าฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งต้องเรียนนะครับ แยก เรามี ๒ สภา แยกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็แยกเป็นวุฒิสภา นั่นส่วนหนึ่งครับ คณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาล นั่นส่วนหนึ่งครับ ตุลาการ นั่นส่วนหนึ่งครับ การแบ่งแยกอํานาจโดยหลักการหรือโดยทฤษฎีนี้แปลว่าเท่ากันครับ แต่ว่าคาน หรือตรวจสอบอํานาจซึ่งกันและกัน แบ่งอํานาจกัน แต่อีกทฤษฎีหนึ่งที่ผมเสนอแล้วที่จริง ผมแน่ใจว่าไม่ใช่ผมคนเดียวครับ โลกเขาก็ได้เสนอ ถึงแม้นไม่ทุกประเทศ นักวิชาการ เขาก็ได้เสนอครับ ใครคือองค์รัฏฐาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ประเทศนี้โชคไม่ค่อยดี หรือการทํากรรมหรือการกระทําไม่ค่อยดีก็แล้วแต่ จะคิดจะเชื่อกันเราไปเชื่อว่าถ้าหากมีการ รัฐประหาร องค์รัฏฐาธิปัตย์ก็คือคณะรัฐประหาร นี่ศาลฎีกานะครับ ด้วยความเคารพท่าน แต่ว่าท่านก็คิดว่าอย่างนั้น แต่ว่ามีผู้ที่แย้งแล้วครับ ว่าไปบอกว่าคณะรัฐประหาร เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ไม่มีประเทศอารยะใดที่เขาจะยอมรับหรอก มันเป็นไปไม่ได้ มันขัดกับ หลักประชาธิปไตยและมันขัดกับรัฐธรรมนูญเอง ถ้าในระบอบประชาธิปไตยละ ก็แล้วแต่ครับ ว่าประชาธิปไตยมีรูปแบบอย่างไร แต่หลักการเหมือนกันนะครับ หลักการประชาธิปไตย ทั่วโลกไม่มีความแตกต่างกันเลย คําแปลก็เป็น ๑ คําแปลครับ แปลว่า ประชาชนเป็นใหญ่ แปลอย่างอื่นไม่ได้ครับ เพราะ ประชา บวกคําว่า อธิปไตย ท่านประธานที่เคารพ หลักการนั้นเหมือนกันเด๊ะ แต่รูปแบบอาจจะแตกกัน เช่น ประเทศนี้ปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยระบบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นี่รูปแบบครับ อเมริกาอาจจะเป็น ระบบประธานาธิบดี เป็นรูปแบบประธานาธิบดี แต่หลักการต้องเหมือนกัน คําแปล ต้องเหมือนกัน หลักการที่ผมกล่าวนี้ท่านประธานครับ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์องค์พระมหากษัตริย์เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ครับ แต่ในระบบ บ้านราต้องย้ําชัด ๆ ว่ารัฐสภานี่ละเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ แม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านไปดูครับ การประชุมร่วมของรัฐสภาเขาให้มี อํานาจหน้าที่ในการทําอะไร ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเพียงแค่ไม่กี่ข้อ ใน (๑) การให้ ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา ๑๙ นี่ให้อํานาจ รัฐสภานะครับ ไม่ได้ให้อํานาจคณะรัฐมนตรี ไม่ได้ให้อํานาจศาล (๒) การปฏิญาณตนของ ผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาตามมาตรา ๒๑ นี่ก็ให้อํานาจรัฐสภา (๓) การรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ท่านประธาน ครับ ท่านดูสิครับ เรื่องใหญ่ ๆ สําคัญ ๆ เช่นนี้ รวมถึงการให้ความเห็นชอบในการประกาศ สงครามตาม (๑๔) ทั้งหมดทั้งปวงนี่รวมถึงการรับทราบการสืบสันติราช ท่านประธานครับ นี่ก็คืออํานาจของรัฐสภา ทําไมเขาจึงไม่ให้อํานาจของคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลละครับ ทําไม ไม่ให้อํานาจสภาผู้แทนราษฎรแต่เพียงลําพังละครับ และทําไมไม่ให้อํานาจกับศาลแต่เพียง ลําพังด้วยครับ ไม่ได้ครับ เพราะว่าในทางศักดิ์หรือในทฤษฎีหรือหลักการที่ผมได้เรียนแล้ว ท่านประธานครับว่าใครคือองค์รัฏฐาธิปัตย์ ประเทศนี้เมื่อตกลงกันแล้ว รัฐสภานั่นเองครับ ก็คือองค์รัฏฐาธิปัตย์ ดังนั้นท่านประธานที่เคารพ มันเกี่ยวกับมาตรา ๓ ซึ่งแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ตรงไหนครับ เกี่ยวข้องกันอย่างชัดเจน โต้ง ๆ ตรงที่ว่าของเดิมเขาบอกว่าให้มาสู่รัฐสภา และ ถ้าหากจะต้องตัดสินให้ยุติคือจะต้องตีความว่าเรื่องไหนกระทบต่อความมั่นคง ต่อเศรษฐกิจ ต่ออะไรจิปาถะ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่แน่ใจว่าจะลักไก่หรือว่าจะวางหลุมพราง หรือจะถ่าย โอนอํานาจด้วยวิธีการตามรัฐธรรมนูญ กลับโยนอํานาจนี้ของประชาชนหรือของรัฏฐาธิปัตย์ ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วย การไม่เห็นด้วยไม่ได้แปลว่ามองหน้าตาของศาล รัฐธรรมนูญชุดนี้ว่ามาจากไหนต่อไหน ไม่ได้ครับ ไม่ได้ดูจากท่าที่ของเขาครับ แต่เรากําลังพูด ถึงหลักการที่เอามาทําระบอบหรือระบบของเรา ถ้าไปมองหน้าตาหรือท่าที หรือจุดยืนทาง การเมือง ไม่จบประเทศนี้ ไม่มีทางจบได้ เหตุเพราะว่าถ้าเกิดว่าบุคคลที่อยู่ในศาล รัฐธรรมนูญจะมีท่าทีหรือจุดยืนที่ตีความเออออห่อหมกกับใคร ไม่เออออห่อหมกกับใคร แล้ว จะต้องไปหนุนหรือค้านฝ่ายนั้น ผมคิดว่าประเทศนี้เลี่ยงยากที่จะเดินเข้าสู่ภาวะสงครามกลาง เมือง ซึ่งผมไม่ปรารถนา และผมไม่กล่าวหาว่าใครปรารภนานะครับ แต่การยืนอยู่ลักษณะ เอาพวกเป็นที่ตั้งผมคิดว่าเราไปไม่ได้ครับ ดังนั้นผมคิดว่าต้องเอาหลักที่ไม่มีหน้าตาของคนมา เป็นตัวตั้ง นี่ครับ ผมไม่เชื่อว่าเสียงข้างมากในสภานี้จะต้องถูกครองโดยพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งตลอดไปผมไม่เชื่อ คือผมไม่เชื่อว่าเขาจะดีขนาดนั้น หรือไม่เชื่อว่า ประชาชนจะยอมรับเขานานขนาดนั้น ไม่ว่าพรรคไหนนะครับ ท่านดูในประวัติศาสตร์สิครับ นับจากปี ๒๔๗๕ ที่เข้าสู่การเลือกตั้ง ที่เข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย ประชาชนไม่ โง่ครับ ถ้าเราเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นประชาชน เราจะไปได้ แต่เมื่อไรเราไม่เชื่อมั่นประชาชน เราจะไม่ยอมรับหลักการหรือระบอบที่มันควรจะเป็น และเราจะเชื่อถือเพียงแค่คณะบุคคล ว่านี่เออออห่อหมกกับเรา มีสายสัมพันธ์กับเรา และไม่เอากับฝ่ายตรงข้าม หรือเอากับฝ่าย ตรงข้าม ไม่เอากับเรา เราจะไม่เอาด้วย ผมคิดว่าอย่างนั้นใช้ไม่ได้ครับ คนรุ่นผมอายุ ๔๐ กว่าและคนรุ่นน้องผมอีกจํานวนมากอยู่ภายใต้ความขัดแย้ง ท่านประธานครับ ที่ยึดเอาพวก เอาสีหรือเอาบุคคลมานานพอสมควร เกินไปแล้ว ผมคิดว่าในทุก ๆ เรื่องหรือในหลายเรื่องที่ สําคัญต่อไปนี้ จะต้องมาดูที่ระบบ ดูที่หลักการเป็นหลัก ไม่ดูที่สี ดูที่พวก หรือดูที่หน้าคนครับ ดังนั้นผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า สําหรับผมดังที่ได้อ่านให้ ท่านประธานไปแล้วในวรรคสี่ที่ผมขอแก้ไข และในวรรคห้าที่ผมกับคณะได้ขอเพิ่มเติมนั้น ใจความสําคัญอยู่ตรงที่ว่าเราต้องการดึงอํานาจจากรัฐบาลมาสู่รัฐสภา และให้รัฐสภานี้ทําให้ จบครับ และกรณีที่เป็นเรื่องที่ไม่สําคัญมากเราก็ปล่อยไปให้ข้าราชการประจําได้ทํา แต่เรายังทรงไว้ซึ่ง คําว่า เรา ในที่นี้ไม่ใช่สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ เพราะสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ อีก ๖ เดือนหมดวาระ แล้วไม่ลงต่อทั้ง ส.ว. ส.ส. หรือตําแหน่งอื่น เพราะถูกเว้นวรรคโดย รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพราะคนเข้าใจผิดท่านประธาน ยังคิดว่าไปลง ส.ส. นายก อบจ. ต่อได้ ไม่ครับ เขาให้ลง ส.ว. ต่อได้อย่างเดียวแต่ผมไม่ลงครับ ดังนั้นท่านประธานครับ ผมจึงอยาก กราบเรียนว่ามันไม่ได้เพื่อพวกเรา แต่ใครก็ตามเมื่อผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาสู่รัฐสภาแห่ง นี้เขาทําหน้าที่แทนปวงชนชาวไทย เขาจะต้องตัดสินครับ ผิดชอบชั่วดีเขาจะต้องรับผิดชอบ เพราะเขารับผิดชอบต่อประชาชน แล้วเขาไม่ได้อยู่นาน คือเขาอยู่ ๔ ปี ถ้าจะแก้ให้เหลือ ๒ ปีก็แล้วแต่กรณี ท่านประธานที่เคารพ ดังนั้นก่อนจะจบผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธาน ว่า ผมจึงอยากเห็นว่าอํานาจของรัฐบาลที่เคยเขียนไว้ก่อนหน้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เราไม่พึงจะ ให้เขามีอํานาจแต่เพียงลําพัง เราจะต้องให้อํานาจนั้นมาอยู่ที่รัฐสภา แต่จะต้องไม่ดึงอํานาจ ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเปลี่ยนจากชุดนี้หรือจากชุดใด