พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เสนอคำปรึกษาที่ประธานรัฐสภาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรา 190 ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขสัญญาหรือข้อตกลงกับต่างประเทศ และหารือเรื่องการเซ็นข้อตกลงการแลกเปลี่ยนรถไฟฟ้าความเร็วสูงกับประเทศจีน โดยจะแลกด้วยสินค้าทางการเกษตร และเรียกร้องการทราบวิธีการกำหนดราคาสินค้า และมาตรฐานการวัดราคา นอกจากนี้ยังพูดถึงข้อตกลงการเซ็นสัญญากับประเทศจีน โดยเฉพาะเรื่องความร่วมมือทางทะเล และการเซ็นข้อตกลงเขตเศรษฐกิจพิเศษทางทะเลของประเทศจีน ซึ่งทำให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อประเทศไทยและประชาชน
เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ ครับว่าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ในครั้งนี้ โดยเฉพาะในมาตรา ๑๙๐ ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพว่าในเบื้องต้นตอนแรกผมได้ฟังโดยผิวเผิน ผมเห็นด้วย ในครั้งแรกนะครับถ้าจะมีการแก้ไขในบางเรื่อง แต่เมื่อได้ดูร่างที่ได้นํากลับเข้ามา ในสภาแห่งนี้แล้ว ผมเรียนว่าผมมีอยู่หลายประเด็นที่เห็นแล้วว่ามันไม่ได้เป็นไปตาม เจตนารมณ์ที่ได้พูดคุยกันไว้ ผมคงไม่ขอกลับไปพูดถึงในเหตุผลที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน อยากจะสอบถามแล้วก็ยังไม่มีคําตอบในเรื่องแนวทางที่ได้พูดอยู่ตลอดเวลาว่าปัญหา ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ในมาตรา ๑๙๐ นั้นจริง ๆ นั้นคืออะไร ความเสียหาย ที่เกิดขึ้นกับการทําสัญญาหรือการทําข้อตกลงต่าง ๆ กับต่างประเทศนั้นมีความล่าช้า เกิดจากผู้ใดและหน่วยงานใด ซึ่งก็ยังไม่มีคําตอบ แต่ผมเรียนว่าสิ่งที่ผมจะยกตัวอย่าง ต่อจากนี้ไปจะเป็นเหตุผลที่ทําให้เห็นว่าเพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านที่ได้สอบถามไป แล้วก็ มีการสอบถามอย่างต่อเนื่องมันเกิดเหตุได้อย่างไร และมันมีตัวอย่างที่ผมอยากจะถามไปถึง ท่านประธานกรรมาธิการด้วยซ้ําว่าท่านได้มีการสอบถามผู้มาชี้แจงได้ตรงประเด็นถูกต้อง หรือไม่นะครับ
ผมเรียนท่านประธานว่าในส่วนของกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ให้ยกเลิก ความในมาตรา ๑๙๐ ทั้งหมดนะครับ แล้วก็ได้เขียนขึ้นมาใหม่ ผมก็พยายามติดตามไปดูใน เรื่องที่ผมได้ติดตามอยู่เสมอแล้วก็พยายามจะหาเหตุผลนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ได้มีการเขียนเพิ่มเติมไปอย่างที่เราได้ทราบกันดีว่าท่านได้มีการเพิ่มเติมในเรื่องของหนังสือ สัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิ อธิปไตย หรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดเจน ผมเอาจบแค่นี้ก่อนนะครับ แล้วก็ต่อด้วย หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้ การเป็นไปตามหนังสือสัญญาหรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุนต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภา ตอนแรกผมอ่านครั้งแรกผมเรียนท่านประธานฝากไปถึง ท่านกรรมาธิการทุกท่านว่าท่านทําได้แนบเนียนพอสมควรครับ ท่านพยายามเขียนให้เห็นว่า หนังสือสัญญาหรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนต้องได้รับความเห็นชอบจาก รัฐสภา ผมไม่แน่ใจว่าท่านกรรมาธิการได้เข้าใจหรือเปล่าว่าการที่ท่านใส่ไว้ว่าการเปิดเสรี ด้านการค้าและการลงทุนนี่มันเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการเปิดเสรีการค้าและการลงทุนเท่านั้น นะครับ ผมเห็นท่านสมาชิกแล้วก็หลาย ๆ ท่าน โดยเฉพาะท่านกรรมาธิการท่านสับสนครับ ถ้าเขียนอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเป็นเรื่องการค้าและการลงทุนอื่น ๆ ต้องเอากลับ เข้ามาในสภานะครับ ท่านเขียนไว้ชัดเจนว่า เฉพาะการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน ผมเห็นสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็บอกก็นี่ก็เป็นการลงทุน มีปัญหาอะไร การค้าที่อะไรก็จะเอา กลับเข้ารัฐสภา ไม่ใช่ครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานไปถึงท่านประธาน กรรมาธิการว่าท่านเข้าใจผิดว่าคําจํากัดความหรือนิยามของคําว่า เฉพาะเรื่องเปิดเสรี ด้านการค้าและการลงทุน มันเฉพาะในเรื่องของการทําข้อตกลงในเรื่องการเปิดเสรีการค้า และการลงทุนเท่านั้น สิ่งที่ผมจะขยายความต่อจากนี้ไปผมจะยกตัวอย่างเพื่อให้เพื่อน ๆ สมาชิกได้เข้าใจได้กระจ่างขึ้นก็คือว่า ผมยกตัวอย่างว่าเมื่อวันศุกร์ที่แล้วท่านประธานสมศักดิ์ ท่านนี้ละครับท่านได้เชิญสมาชิกรัฐสภาได้ต้อนรับท่านนายกรัฐมนตรีจากสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ในวันนั้นเราได้มีการเอาในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ ก็คือการขอความเห็นชอบ จากสภาในเรื่องของการขนส่งข้ามแดนในภูมิภาคระหว่างจีนลงมาในภูมิภาคของเรา สภาก็ได้หารือเรื่องนี้อย่างพอสมควร แล้วก็มีการให้การเห็นชอบผ่านไป ท่านเชื่อไหมว่ามัน เป็นเรื่องที่เราค่อนข้างแปลกใจ แต่หลังจากนั้นรัฐบาลได้ไปเซ็นข้อตกลงทางการค้า และการลงทุนกับท่านนายกรัฐมนตรีจีนในเรื่องของข้อตกลงระหว่างประเทศไทย กับประเทศจีนนั้นมีอยู่ทั้งหมดตอนแรก ๕ เรื่อง ๑ ในเรื่องที่ท่านประธานรัฐสภาได้นําเข้ามา หารือเมื่อวันศุกร์นี้มันเป็นแค่เสี้ยวเดียวหรือไม่ถึง ๑ เรื่องที่ได้เซ็นข้อตกลงไประหว่าง ประเทศไทยกับประเทศจีน มันมีอยู่ ๒ เรื่องที่ผมขออนุญาตใช้เวลาท่านประธานอธิบายแล้วก็อภิปรายให้ฟังก็คือว่า มีการทําข้อตกลง ๑ ฉบับครับท่านประธาน ซึ่งผมก็ถือโอกาสท่านประธานสมศักดิ์ด้วยความ เคารพท่านอยู่ตรงนี้ท่านก็อาจจะช่วยให้ความเห็นได้นะครับว่าในเรื่องที่เราได้ติดตามไปว่า รัฐบาลไทยได้ไปเซ็นข้อตกลงเอ็มโอยูกับท่านนายกรัฐมนตรีจีนที่มาเมื่อวันศุกร์นี้ นอกเหนือจากที่ทางสภาได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ๑ เรื่องนั้น ยังมีอีก ๒ เรื่องที่ผมจะ ยกตัวอย่างให้ท่านประธานกรรมาธิการได้ฟังว่ามันเป็นเรื่องที่สําคัญแต่ไม่มีการเอาเข้ามา ในสภาแห่งนี้
เรื่องที่ ๑ ที่มีความสําคัญก็คือว่ามีการเซ็นข้อตกลงให้ไปทําการศึกษาและ เตรียมการในเรื่องของการแลกเปลี่ยนกันระหว่างการให้ประเทศจีนเข้ามาทํารถไฟฟ้า ความเร็วสูงในประเทศไทย แล้วมีการเปิดช่องว่าจะแลกโดยการเอาสินค้าทางการเกษตร ไปแลกแทนที่จะต้องจ่ายเงินหรือจ่ายค่าจ้างของประเทศจีนในเรื่องของรถไฟฟ้าเป็นสินค้า เกษตร ซึ่งเรื่องนี้ในครั้งแรกผมคิดนะครับว่าท่านประธานเรียกประชุมเมื่อวันศุกร์ในเรื่อง ให้ความเห็นชอบในเรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงหรือว่าข้อสัญญาเกี่ยวกับไทย-จีน ในวันศุกร์ที่แล้ว นั้นจะมีเรื่องนี้เข้ามาด้วย แต่ปรากฏว่าผมก็ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ในฝ่ายปฏิบัติ เขาบอกว่า เขาได้ลองวิเคราะห์ดูแล้วว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ท่านนายกรัฐมนตรี สามารถจะเอามตินี้ผ่าน ครม. แล้วก็ตกลงเซ็นกับท่านนายกรัฐมนตรีจีนได้เลย ผมเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงท่านประธานกรรมาธิการว่าเรื่องแบบนี้ครับคือเรื่องที่ละเอียดอ่อน สาระสําคัญในเรื่องที่ผมบอกก็คือว่าเมื่อมีการเซ็นข้อตกลงกันไปแล้ว ผมถามอยู่ ๒-๓ ประเด็น ในเรื่องนี้ว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจะดําเนินการต่อไปอย่างไร เช่น มีการบอกว่าจะเอาข้าว เอายาง ไปแลกกับรถไฟฟ้าความเร็วสูงของจีน เซ็นไปแล้ว หลังจากนี้ก็ไปทําข้อตกลงกันไปแล้ว ผมถามว่าพี่น้องประชาชนในทุก ๆ ภาคของประเทศไทยที่ปลูกยางพอจะทราบได้ไหมครับว่า ราคายางเขาจะขึ้นจากวันนี้ ๖๐-๗๐ บาท จะขึ้นเป็น ๑๐๐ บาท ใครจะเป็นผู้กําหนดราคาว่า เท่าไรต่อตัน คือเพื่อเอาไปแลกกับค่าตอบแทนในเรื่องของรถไฟฟ้าความเร็วสูง ท่านเอา มาตรฐาน เอามาตรฐานตรงไหนไปวัด ท่านเอาราคายาง ณ วันไหน ไปแลกกับเขา อันนี้คือ อันที่ ๑ ที่ผมยกตัวอย่าง
๒. มีการพูดถึงข้าว ผมก็ไม่แน่ใจว่าข้าวที่บอกว่า ๕ ปี ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตันนั้น จะอยู่ในข้อตกลงอันนี้หรือเปล่าก็คือว่าเอาไปแลกกับการที่เราให้เขามาทํารถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งเรื่องนี้มันเซ็นไปแล้วนะครับ แต่ไม่ได้ผ่านสภาแห่งนี้ แล้วก็พูดถึงการเอาสินค้าเกษตรอื่น ๆ ไปแลกด้วย อยู่ใน ๑ ฉบับที่มีการเซ็นไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมถามว่าพี่น้องชาวไร่ชาวสวน พี่น้องเกษตรกรจะทราบได้อย่างไรว่าในอนาคตท่านจะเอาผลผลิตทางการเกษตรอะไร ไปแลก แล้วจะเอามาตรฐานราคา ณ ขณะไหน ราคาเท่าไรไปแลก ถ้าเอาข้าวไปแลก ผมถามว่าท่านเอาข้าวเวลาท่านเอาไปแลกท่านคิดต้นทุนที่เท่าไรครับ ที่ ๑๕,๐๐๐ ตามที่ ท่านรับจํานํา หรือท่านเอา ๑๒,๐๐๐ หรือท่านเอา ๘,๐๐๐ ที่ชาวไร่ ชาวนา เขาได้จริง ท่านเอาต้นทุนที่ไหน นี่คือเหตุผลที่ผมพยายามจะยกตัวอย่างกรณีสั้น ๆ ไปให้ท่านประธาน กรรมาธิการได้เห็นว่านี่คือเหตุผลที่เราอยากให้กลับมาสภาแห่งนี้เพื่อจะได้รับฟังกันว่าขณะนี้ พี่น้องเกษตรกร ผู้แทนประชาชนจากทั้งประเทศ ๔๐๐-๕๐๐ คน รวมท่านวุฒิสมาชิกด้วย ท่านจะได้สะท้อนให้เห็นว่าถ้าจะเอาสินค้าเกษตรไปแลกจะแลกแบบไหน จะแลกเมื่อไร แลกเท่าไร ไม่มีครับ แต่ท่านเซ็นไปแล้ว เพราะเจ้าหน้าที่ไปรายงานทางผู้บริหาร โดยเฉพาะ รัฐบาล แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีว่าเรื่องนี้สามารถเซ็นข้อตกลงไปได้และไม่จําเป็นต้องผ่าน มาตรา ๑๙๐ ก็คือไม่ต้องเอาเข้ารัฐสภา ผมถึงเรียนท่านประธานครับว่านี่คือสิ่งที่ผมพยายาม จะอภิปรายว่าอยู่ในวรรคสองของการแก้ไขของกรรมาธิการของท่านว่าท่านเขียนเอาไว้ว่า ครอบคลุมแค่ในเรื่องของการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนต้องได้รับความเห็นชอบของ รัฐสภา เพราะฉะนั้นเรื่องอะไรที่ไม่เกี่ยวกับการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น เอฟทีเอ (FTA) ท่านก็บอกไม่ต้องเอาเข้า ตัวอย่างที่ผมได้ยกตัวอย่างไปแล้วว่า ในเรื่องของการเซ็นหมาด ๆ ไปกับทางรัฐบาลจีนที่ผ่านมา มีอีกฉบับหนึ่งครับ มีอีกฉบับหนึ่ง มีการพูดถึงในเรื่องของการเซ็นในฉบับที่ ๖ ตอนก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจีนจะมามี ๕ ฉบับ แต่วันที่เซ็นกันไปจริง ๆ เพิ่มมาอีกฉบับหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับความร่วมมือทางทะเล ของประเทศจีน เป็นความร่วมมือในการสํารวจและศึกษา รวมถึงการให้แนวทางในเรื่องของ การสํารวจในทะเลของอ่าวไทย เซ็นไปแล้วครับเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ผมถามว่าเรื่องแบบนี้ เพื่อน ๆ สมาชิกหลายท่านได้พูดถึงว่ากับประเทศกัมพูชาก็ดี เรื่องพื้นที่เขตแดน ระหว่างประเทศ ขุมทรัพย์ของพี่น้องประชาชนชาวไทยที่อยู่ในอ่าวไทยก็เป็นพื้นที่ที่มี ความละเอียดอ่อน นี่ท่านเซ็นข้อตกลงกับเขาไปแล้ว เป็นเอ็มโอยู ฉบับที่ ๖ เมื่อวันศุกร์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความร่วมมือในการศึกษาและดําเนินการในส่วนของทางทะเล กับประเทศจีน ผมถาม เรื่องแบบนี้ทําไมไม่เอาเข้ามาในสภาละครับ แล้วท่านไปถามได้ครับ ว่าเรื่องนี้ได้เซ็นไปแล้วจริง และมีรายละเอียดจริง ผมเชื่อว่าสมาชิกในห้องนี้ก็ไม่ทราบ ด้วยครับว่าเมื่อวันศุกร์นี้ได้มีการเพิ่มฉบับที่ ๖ เข้าไปแล้วก็เซ็นในเรื่องของความร่วมมือ ทางทะเลกับประเทศจีน แล้วที่สําคัญที่สุดก็คือว่าประเทศจีนเขาได้ประกาศยุทธศาสตร์ ประเทศจีนเขาเรียกว่า ยุทธศาสตร์ไห่หยางครับ ถ้าท่านไม่ทราบ ผมไปทําการบ้านมา ยุทธศาสตร์ไห่หยางนี้คือยุทธศาสตร์ในการเตรียมให้ประเทศจีนต้องการจะตั้งตัวเอง เป็นเขตเศรษฐกิจทางทะเล โดยประเทศจีนเป็นเจ้าภาพใหญ่ในภูมิภาคนี้ทั้งหมด ผมไม่แน่ใจ ว่าเมื่อวันศุกร์ที่ท่านเซ็นไปแล้วนั้นท่านได้ศึกษาหรือเปล่าครับว่า การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทางทะเลของประเทศจีนนั้นมันจะกระทบอะไรกับผู้ที่ทําประมงก็ดี ทําธุรกิจ ธุรกรรม ของประเทศไทย พี่น้องประชาชนตาดํา ๆ ที่อยู่ในอ่าวไทยหรือในทะเลของประเทศไทย ท่านได้ศึกษาหรือเปล่าครับ เพราะผมทราบว่าตอนแรกไม่ได้มีฉบับนี้เข้ามาในการเซ็นสัญญา ในวันศุกร์ที่ผ่านมา แล้วเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีมา ได้พูดคุยกันในระดับเจ้าหน้าที่ ก็มีการ เพิ่มขึ้นมากะทันหันขึ้นมาในวันพฤหัสบดี และวันศุกร์ก็มีการเซ็น เรื่องแบบนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่รัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบและให้ความเห็นอย่างกว้างขวาง ว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์หรือเสียโอกาสมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะกระทบกับ พี่น้องประชาชนที่อยู่ริมฝั่งทะเลทั้งอันดามันและอ่าวไทยอย่างไร แต่ท่านเซ็นไปแล้วครับ รวมทั้งมีการตั้งกองทุนในเรื่องของการศึกษาและตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษทางทะเล ของประเทศจีน ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านเหรียญ ผมไม่แน่ใจว่าในเงินกองทุนอันนี้หลังจากที่เซ็น ไปวันนั้น รัฐบาลได้ไปตกลงอะไรกับเขาหรือไม่ ในเรื่องของการใช้เงินกองทุนก้อนนี้ ผมเชื่อว่าถ้าผมไม่พูด ไม่มีใครพูดในสภาแห่งนี้ครับ เพราะว่าไม่มีใครทราบว่ามีการเซ็น ไปแล้ว นี่คือตัวอย่างที่ผมพยายามจะแสดงผ่านท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการทุกท่าน ผมเชื่อว่าท่านเป็นคนไทยและท่านรักชาติไม่น้อยกว่าผมแน่นอน เพียงแต่ว่าบางครั้งมันรอดหู รอดตาไปด้วยความไม่ได้ตั้งใจ อย่างเช่นที่ผมยกตัวอย่างนี้ พอเขามาถึงเขาก็อยากจะเซ็น ขึ้นมา เราก็ด้วยความอยากเป็นสัมพันธไมตรีที่ดีเราก็เซ็นกับเขา แล้วนี่อย่างไรครับผมถึงถาม แล้วรายละเอียดแบบนี้มันตกหล่นไปได้อย่างไร แล้ววันนี้เซ็นไปก็ยังไม่ทราบด้วยว่าจะ กระทบกับพี่น้องชาวประมงหรือพี่น้องที่อยู่ทางใต้และที่อยู่ติดกับทะเลฝั่งอันดา มันหรือว่าอ่าวไทยอย่างไร แต่เซ็นไปแล้วครับ ฉะนั้นผมถึงพยายามจะกลับมาในประเด็นนี้ ผมถึงบอกว่าเมื่อท่านได้ยกเลิกมาตรา ๓ ทั้งมาตรา แล้วท่านได้เขียนเข้าไปแค่ว่าให้เอาเข้ามา ในสภาเฉพาะการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนเท่านั้นมันไม่พอ ผมถึงได้สงวน คําแปรญัตติให้เพิ่มไปว่า การทําหนังสือสัญญาหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ท่านเห็นไหมครับว่าการที่ผมเพิ่มออกไปนี้ ผมไม่ได้พูดในเรื่องของการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน ผมเปิดวงกว้างว่าให้เขียนว่า มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ นั่นหมายความว่าอะไรครับ นั่นหมายความว่าถ้าจะมีแนวทางหรือมีวิธีการปฏิบัติ เหมือนวันศุกร์ที่ผ่านมาอีก ต้องกลับมาเข้าสภาก่อน ท่านจะไปเขียนขยักไว้เฉพาะเรื่อง การเปิดเสรีการค้าเท่านั้นไม่พอ แล้วผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมเรียนนั้นมันจะเกิดอีกถ้าท่านยังยืนยัน แล้วก็ดื้อรั้นที่จะแก้มาตรา ๑๙๐ แล้วใส่ไปเฉพาะในเรื่องที่ผมนําเรียน ถ้าท่านคิดว่าท่านจะ รักษาผลประโยชน์ของประเทศจริง ไม่ได้เสียหน้า ไม่ได้มีความผิดพลาดอะไรเลย ท่านแค่ เปิดกว้าง เขียนให้ครอบคลุมว่า การค้าและการลงทุน ให้แยกออกมา อย่าไปจํากัดว่า เฉพาะการเปิดการค้าเสรีเท่านั้นที่จะต้องเอามารับความเห็นชอบของรัฐสภาแห่งนี้ นี่คือ เหตุผลที่ผมพยายามจะยกตัวอย่างให้กับท่านประธานและท่านกรรมาธิการได้ฟังว่า นี่คือแนวคิดและสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในวันนี้และอนาคตถ้าท่านยังจะยืนตามที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้แก้ไขเอาไว้
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่พูดคงไม่ได้ แล้วก็ขออนุญาตแทรกตอนนี้ก็คือว่า เมื่อวานนี้ผมนั่งฟังท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนมาจากกรมเจรจาการค้าระหว่าง ประเทศ ท่านได้ลุกขึ้นแล้วก็ได้ตอบ หลาย ๆ เรื่องเป็นเรื่องจริง และผมคิดว่าผมก็เห็นใจท่าน ในฐานะผู้ปฏิบัติที่ท่านได้ลุกขึ้นมาแล้วก็ได้มาระบายความในใจในฐานะผู้ปฏิบัติว่าเวลาท่าน ไปเจรจาการค้านั้นปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นนั้น เป็นอย่างไร แต่ผมก็ดีใจที่ท่านได้พูดแบบนั้นเพื่อผมจะได้เสนอแนะและทําความเข้าใจกับ ท่านประธานและกรรมาธิการท่านอื่น ๆ โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านว่าเวลา เขาไปเจรจาการค้าในต่างประเทศเขาไม่ได้มาเจรจา ท่านนายกรัฐมนตรีนั่ง ผู้นําประเทศ เขานั่ง แล้วก็เจรจาหาข้อตกลงทันทีบนโต๊ะ ไม่ใช่ครับ เมื่อวานท่านกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่ได้ลุกขึ้นแล้วเป็นตัวแทนจากหน่วยงานราชการได้ชี้แจงนั้นท่านพูดไม่หมดครับ ท่านบอกว่า ท่านขายหน้าเวลาท่านไปประชุมกับประเทศอื่น ๆ แล้วท่านมีความรู้สึกว่าอะไรเราก็ตกลงกับ เขาไม่ได้ อะไรเราก็ต้องกลับมาถามสภาเป็นภาระ โยนเป็นเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ ว่าสภาเราช้า เป็นปัญหาของสภาเราก็เลยไม่สามารถจะไปตกลงข้อตกลงกับเขาได้ ผมเรียนท่านประธาน ไม่จริงเลยครับ ในเรื่องของการเอามาขอความเห็นชอบกับรัฐสภาแห่งนี้หลายครั้ง เป็นประโยชน์กับประเทศ ถามว่าเป็นประโยชน์อย่างไร ผมเรียนอย่างนี้ครับ ประเทศ สหรัฐอเมริกาทําอยู่เป็นประจํา ก็คือไปเจรจาในกรอบการค้า ข้อตกลงที่เจรจากันไว้เรียบร้อย แล้วเขาก็เปิดท้ายเอาไว้บอกว่าเขาจะเอาแบบที่ตกลงกันไว้แบบนี้ แต่เขาขอกลับไปถาม สภาคองเกรส (Congress) ของเขาก่อนว่าจะอนุมัติหรือจะมีข้อคิดเห็นอย่างอื่นเพิ่มเติม หรือไม่ ท่านทราบไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้น มันเป็นเหตุผลให้ผู้ที่ไปเจรจาหรือตัวแทนของ ประเทศที่ต้องไปเจรจาในครั้งนั้นไม่จําเป็นต้องถลําตัวเข้าไปตกปากรับคําในทันที มันเป็น อีกช่องโหว่ช่องว่างหนึ่งที่ให้โอกาสของผู้เจรจาของตัวแทนของประเทศต่าง ๆ นั้นได้ใช้เป็น ข้ออ้างและเป็นประโยชน์กับประเทศในการที่บอกว่าจะกลับมาหารือสภาก่อน ในบางเรื่อง เขาจะกดดันให้กับผู้แทนการเจรจาการค้าของประเทศไทยต้องตกปากรับคํา ณ ขณะนั้น ซึ่งเราอาจจะยังไม่มีความพร้อม เพราะเราก็ต้องกลับมาศึกษาก่อนกว่าสิ่งที่เขาจะต่อรองนั้น มันมีเหตุมีผล มันกระทบกับประเทศ พี่น้องประชาชนคนไทยอย่างไร แล้วเขาก็สามารถที่จะ บอกว่าตกลงว่าเราจะรับข้อเสนอนั้น แต่เราต้องกลับมาถามสภาของไทยก่อน มันก็เป็น ช่องว่างให้ใช้เวลานั้นในการที่จะให้หน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศไทยได้กลับมาศึกษาว่า ถ้าเราจะกลับไปเดินแบบนั้นมันจะกระทบกับประเทศไทยมากหรือน้อยเพียงใด แต่ถ้าท่านมาพูดบอกว่าสภาทําให้ช้าก็เลยทําให้ตกลงบนโต๊ะไม่ได้ ผมถามว่าท่านไม่คิดจะมี ทางออกเพื่อเป็นข้ออ้างในบางครั้งที่จําเป็นที่จะต้องเอากลับมาพิจารณาในเรื่องของ ความพร้อมบ้างเลยหรือครับ ท่านอยากจะไปเจรจาแล้วทุบโต๊ะ โอเคจบตรงนั้นเลยหรือครับ ไม่ใช่ครับท่านประธาน แล้วผมเรียนว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ผมคิดเอาเอง มันเป็นเรื่องที่หลาย ๆ ประเทศเขาทํากัน แล้วเขาใช้เป็นเครื่องมือซึ่งเป็นโอกาสของประเทศนั้น ๆ ในการเจรจา ต่อรอง นี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นและผมอยากจะฝากท่านประธานไปถึงท่านประธาน กรรมาธิการ และกรรมาธิการอีกหลาย ๆ ท่านว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง อ้างอิงได้ แล้วอย่าฟังความข้างเดียว ตัวแทนหลาย ๆ คน หลาย ๆ ครั้ง แม้กระทั่งฝั่งรัฐบาล ฝ่ายค้านเอง พวกผมเองก็เคยมีโอกาสได้ไปเจรจา แล้วก็เคยได้ใช้ช่องทางของรัฐสภาทําให้เป็นประโยชน์ กับประเทศมากมายครับ แต่วันนี้ท่านพยายามจะบอกอย่างเดียวว่าสภาช้า หน่วยงาน ราชการไม่อยากเอาเข้าสภาเพราะทําให้เกิดความล่าช้า ท่านกลัวอะไรละครับ ถ้าท่าน มีความโปร่งใสและท่านศึกษามาอย่างดี ท่านต้องกล้าที่จะมาตอบในสภาแห่งนี้เพื่อเป็นที่ ยืนยันว่าสภาแห่งนี้จะช่วยท่านตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งไม่ให้ท่านผิดพลาด ไม่ให้เกิดปัญหา เหมือนเอฟทีเอในอดีตที่เคยเซ็นกันไปแล้วหอมแดงก็เจ๊ง ลําไยก็เจ๊ง ลิ้นจี่ก็เจ๊ง นั่นก็คือ ตัวอย่างที่มันเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เขาถึงบอกว่าให้เอากลับมาให้ตัวแทน ประชาชนได้ช่วยกันดูให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมเสียใจมากที่ท่านกรรมาธิการ หลาย ๆ ท่าน ท่านอาจจะตกประเด็นตรงนี้ไปว่าเหตุผลอะไรเขาถึงพยายามกลับมา เพราะ เขาต้องการให้อํานาจของสภาและเปิดช่องไว้ให้ประเทศ หรือประเทศไทย หรือผู้เจรจาที่เป็น ประเทศไทยสามารถนํากลับมาคิดเตรียมพร้อมก่อนที่จะไปตกปากรับคําของเขาในครั้งต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าเรื่องนี้ไม่มีการพูดถึงในกรรมาธิการของท่าน ท่านโปรดช่วยเก็บไว้พิจารณา ด้วยครับว่ามันเป็นประโยชน์ในอีกทางหนึ่ง อย่ามองว่ามันเป็นข้อเสียอย่างเดียว
ในอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า ในสิ่งที่ท่านบอกว่าการเอากลับมาเข้าสภาแห่งนี้ ทําให้ล่าช้า ทําให้ท่านเสียหายในเรื่องของ ยกตัวอย่างเช่น ข้อตกลงไทย-เกาหลีในสมัย รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวานนี้ผมก็ได้ยินชัดเจนว่ามันไม่ได้มี ความเสียหายกับความล่าช้าที่เกี่ยวกับการเข้าสภาแห่งนี้แม้แต่น้อย มันเป็นเรื่องของ กระบวนการที่เกิดขึ้น แล้วไม่ควรเกิดด้วยซ้ํา อย่างเช่นการประชุมอาเซียนแล้วก็ถูกกลุ่มคนที่ ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในขณะนั้นเข้าไปพังทําให้การประชุมนั้นต้องยกเลิก อย่างนี้เป็นต้น แล้ววันนี้รัฐบาล โดย ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ซึ่งก็เป็นคนที่มาจากกลุ่ม ๆ เดียวกับ ที่ทําเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ซึ่งผมไม่ขอพูดเรื่องนี้ ไม่อยากให้มีการพาดพิง ท่านกลับมา บอกว่าความล่าช้ามันเกิดขึ้นเลยต้องแก้ ผมถามถ้าอย่างนั้นท่านควรต้องไปแก้อดีตก่อนครับ อดีตคือปัญหาตัวจริง การทําลายทําให้ภาพลักษณ์ของประเทศวันนั้นเสียหาย ผู้นําประเทศ ๑๐ ประเทศ ความล่าช้าในการเซ็นข้อตกลงไทย-เกาหลีต้องเลื่อนออกไปจนเกือบจะต้อง ยกเลิก มาจากปัญหาอื่น ๆ ไม่ใช่ปัญหาของสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นผมถึงเรียนว่าเราต้องพูด ที่จุด แล้วก็ปัญหา แล้วก็ประเด็นของการแก้ไขปัญหา อย่าเอาเรื่องแบบนี้แล้วมาแอบอ้าง และผมเรียนท่านประธานนะครับว่าข้าราชการดี ๆ มีเยอะครับ ข้าราชการที่ต้องทํางาน อย่างหนักมีมากครับ ท่านอย่าไปฟังข้าราชการบางส่วนเท่านั้นที่บอกว่าไม่อยากเอาเข้า สภาแห่งนี้ เพราะกลัวสภาแห่งนี้ต้องมาซัก ชักช้า ต้องมาเตรียม กว่าจะเอาเข้ามาสภาแห่งนี้ ต้องทําการบ้านเยอะ ๆ เพราะกลัวพี่น้องประชาชน ตัวแทนของพี่น้องประชาชนในสภานี้ ซักถามในสภาแล้วก็ต้องมานั่งตอบ ผมกลับมองว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ เป็นสิ่งที่ทุกท่านต้อง พึงระวัง และต้องพึงทํา พึงปฏิบัติ เพราะพวกเรานี้ละจะเป็นคนกลั่นกรองเพื่อไม่ให้ท่านไป เสียเปรียบกับการเซ็นข้อตกลงต่าง ๆ กับประเทศอื่น ๆ แล้วก็เป็นผลกระทบกับพี่น้อง ประชาชนในอนาคต เพราะฉะนั้นผมถึงอยากจะเตือนท่านกรรมาธิการว่า ท่านอย่าฟัง คนเพียงไม่กี่คน ท่านอย่าอ้างความล่าช้าของสภาแห่งนี้ ผมไม่เชื่อ เพราะอะไรครับ อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือว่า ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านรู้ดีแก่ใจครับว่าทุกครั้งที่จะมีการ มาเยือนของผู้นําประเทศหลาย ๆ ประเทศที่ผ่านมาในระยะเวลาอันสั้นนี้ก็ได้ครับ ตั้งแต่ เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมามีผู้นําเปรูมา เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีผู้นําจากประเทศจีนมา ผมถามว่าไม่ใช่ท่านประธานสภาท่านนี้หรือครับที่รีบเอาข้อตกลงต่าง ๆ ที่จะไปเซ็นกับเขา เข้าสภาแห่งนี้ ๓ วันบ้าง ๒ วันบ้าง ๔ วันบ้าง ให้สภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบก่อนที่จะไป เซ็นกับผู้นําประเทศที่เขาจะมา ทําไมท่านทําได้ละครับ ก็ไม่ได้ลําบากลําบนอะไรครับ ท่านประธานก็บรรจุเข้ามา สมาชิกก็รีบทําการบ้านแล้วก็อภิปรายให้ความเห็นชอบว่า มีข้อติ มีข้อสังเกตตรงไหน อย่างไร ก็ไม่เห็นมันจะยากเย็นหรือไม่เห็นมันจะเป็นปัญหาอะไร กับสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่สบายใจครับว่าการที่เอามาแล้วใช้เหตุผลแบบนี้ แล้วพอถามเหตุผลจริง ๆ ว่ามันกระทบกับประเทศอย่างไร มันมีความจําเป็นเม็ดเงิน ขนาดไหน เซ็นฉบับไหนที่มันเอาเข้าแล้วมันจะตาย มันไม่อยากเอาเข้าสภาแล้วมันจะตาย มันเลยเซ็นไม่ได้ยกตัวอย่างได้ผมดูสัก ๑ ข้อตกลงได้ไหมครับ ผมก็เห็นเอาเข้ามา ทุกคน ก็ให้ความเห็นชอบทํางานกันอย่างเต็มที่ทั้งท่านวุฒิสภา ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านก็ทํากันเต็มที ท่านประธานก็เรียก ๒ วันบ้าง ๓ วันบ้างก็โดนสมาชิกต่อว่าเป็นประจําว่าเอาเข้ามาเนิ่น ๆ กว่านี้หน่อยก็ดีจะได้มีเวลาทําการบ้าน แต่เราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าทําแบบนี้แสดงให้เห็นว่า ท่านละเลยและท่านไม่ให้ความสําคัญกับสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งผมก็เสียใจว่าคนที่จะต้อง ลงมติในเวลาอันใกล้นี้ให้ผ่านแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ก็คือรัฐสภาแห่งนี้ เขากําลังจะเอาอํานาจ ของท่านไปครับ เขากําลังจะหลีกเลี่ยงการที่มาเข้าการตรวจสอบของท่าน ท่านกลับไปลงมติ เห็นด้วยให้เขาเอาอํานาจของท่านผ่านไปเลย ไม่ต้องผ่านท่าน ผมถึงแปลกใจว่าสภาแห่งนี้จะเดินต่อไปกันอย่างไร ถ้าท่านคิดแต่ว่าเขาสั่งมา เขาคิดมาก็ให้ผ่านไป ผมไม่เชื่ออย่างนั้นครับ ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านในที่นี้เข้าใจในสิ่งที่ผม พูดดีครับ แล้วผมบอกให้เลยว่าท่านกรรมาธิการที่นั่งอยู่ข้างบนบัลลังก์ทั้งหมดนี้ รวมที่อาจจะยังอยู่ที่อื่นด้วย ท่านกับผมไม่ได้โดนผลกระทบโดยตรงหรอกครับ ท่านมีลูก ท่านมีหลานครับ ผมพูดไว้เลยว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านก็ได้ดูท่านกรรมาธิการ ทุก ๆ ท่านเหล่านี้เอาไว้ให้ดีครับ ไปเจอท่านที่ไหนไปถามท่าน ถ้าเกิดท่านจะยืนแบบนี้ แล้วไม่แก้ ว่าอีกหน่อยลูกหลานจะต้องเป็นคนรับกรรม เพราะการจะเซ็นสัญญาอะไรก็ให้แก่คน กลุ่มเดียว ใครมีอํานาจ เป็นรัฐบาลก็เซ็นเลย ไม่ต้องฟังฝ่ายค้าน ไม่ต้องฟังความเห็น จากฝ่ายรัฐบาลด้วยกัน ไม่ต้องไปฟังความเห็นจากพี่น้องประชาชนหรือตัวแทนของ พี่น้องประชาชนที่เขาส่งเข้ามา เขาทําค้าขาย ทํายาง ทํามันสําปะหลัง ก็เตรียมเลิกอาชีพได้ เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลจะไปเซ็นอะไร ไม่มีทางสะท้อนให้กับพี่น้องประชาชนได้รับฟังเลย แล้วคนที่จะตกก็คือลูกหลานเราในอนาคต เพราะท่านเซ็นวันนี้ผลไปออกวันข้างหน้า ท่านเซ็นวันนี้ผลมีบังคับใช้ในวันข้างหน้า ท่านจะเอาอย่างนั้นหรือครับ แล้วผมก็ยังย้ําว่า ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่นั่งอยู่ในกรรมาธิการนี้ ท่านเข้าใจว่าผมพูดในเรื่องนี้หมายความว่า อย่างไร แล้วผมไม่ได้พูดนอกประเด็น และผมขออย่างเดียวเท่านั้นเองว่าท่านช่วยกลับไปดู เลยครับ ผมขอพูดอีกทีว่าในวรรคสองถ้าท่านเขียนระบุเอาไว้ว่า การเอาเข้าสภาเฉพาะให้ใน เรื่องของการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน มันเป็นเรื่องของการเสียประโยชน์ อย่างมาก เป็นเรื่องของการใช้ถ้อยคําในการตีกรอบให้แคบ เพื่อข้อตกลงการค้าอื่น ๆ ของกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ไม่ต้องเอาเข้าสภาแห่งนี้ เพราะข้าราชการต่าง ๆ ที่เขาทํา เขาไม่อยากเอาเข้า เพราะเขาไม่ต้องการจะมาชี้แจง เฉพาะข้าราชการบางส่วนนะครับ แต่ผมบอกว่า ข้าราชการที่ดี ๆ ก็มีครับ ผมไม่เห็นความเสียหายเลยถ้าท่านจะเปิดให้มันกว้างขึ้น ในเรื่องการค้าและการลงทุน เพราะท่านต้องไปสัญญิงสัญญากับเขาว่าท่านจะเอาประเทศ เป็นตัวประกัน ท่านจะเอาเงื่อนไขของประเทศเราเป็นตัวประกัน ก็ต้องกลับมาถาม เจ้าของประเทศก็คือสภาแห่งนี้สิครับ
แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ว่าการเจรจาระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเขาจะให้ผู้นําประเทศมานั่งเจรจากันแล้ว ก่อนการเจรจาทุกครั้งครับ เขาจะมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปเจรจาเป็นหน่วยหน้า ไปตกลงกันก่อนระหว่างประเทศ ว่าทําได้ไหม กรอบนี้มันแข็งตัวเกินไปไหม มันไปติดกฎหมายข้อบังคับอะไรของประเทศ แต่ละท่านไหม ซึ่งเขาเรียกว่าซอม (SOM) ครับ ซีเนียร์ ออฟฟิศเซอร์ มิตติ้ง (Senior Officer Meeting) อันนี้ก็มีจริงครับ ท่านอย่าไปพูดสั้น ๆ พูดไม่หมด ว่าถึงเวลาไปเจรจา การค้าแล้วทําให้เราลําบากใจ เพราะว่าต้องมาถามสภา ช้า ไม่จริงครับ ก่อนท่าน นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปประชุมระหว่างประเทศหรือในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน เขาต้องมี ตัวแทนเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปเจรจาในเบื้องต้นก่อนครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ท่านต้องพูด ให้กระจ่างครับ ไม่ใช่อยู่ดี ๆ มานั่งทุบโต๊ะว่า เจรจาเอาอย่างนี้ ประเทศเสียหายไหม ไม่เสียหาย ไม่จริงครับ เขาต้องมีเจ้าหน้าที่ทํามาเป็นลําดับชั้น แล้วก่อนการประชุมที่ ท่านนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารประเทศจะมาอย่างน้อย ๒ วัน เขาจะมีการประชุมซอม ซึ่งเป็นการประชุมของผู้บริหารระดับสูงในระดับปฏิบัติกันก่อนว่าติดขัดในเรื่องของกฎหมาย และขั้นตอนการปฏิบัติของแต่ละประเทศหรือไม่ เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๙๐ ไม่ได้มีแนวทาง และไม่ได้มีผลอะไรเลยในการที่จะไปทําให้การเจรจามีผลและเกิดความเสียหายที่ท่านต้องแก้ ขนาดนี้ ไม่มีความจําเป็นครับ ท่านสามารถเอาเข้าสภาแห่งนี้ได้ แล้วก็ให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ ผมบอกในระดับซอมไปพูดคุย แล้วก็รายงานท่านนายกรัฐมนตรีว่าอะไรที่เป็นปัญหา เซ็นได้ เซ็นไม่ได้ แต่ผมฟังตัวแทนจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเมื่อวานที่ได้เจรจา บอกว่า อับอายเหลือเกินเวลาไปเจรจากับเขา ตกลงกับเขาไม่ได้ ผมไม่แน่ใจว่าท่านไปเจรจากับใคร ครับ สิ่งที่ผมพูดนี่คือความจริง นี่คือกรอบการเจรจาระหว่างประเทศ จริง ๆ เป็นแบบนี้ครับ แล้วผมเชื่อว่าข้าราชการอีกหลาย ๆ ท่านในกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเมื่อวานฟัง ก็ต้องปวดหัวครับ ว่าวิธีที่ท่านพูดออกมาเมื่อกี้นี้ทําให้พี่น้องประชาชนสับสนหมด ว่าอํานาจ ในการเจรจาอยู่ในผู้บริหารระดับสูง เจอกันปุ๊บ เช็คแฮนด์ (Check Hand) ปุ๊บ นั่งตกลงกัน เลย ไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นการเอามาตรา ๑๙๐ ให้สภาเห็นชอบก่อนเป็นกรอบการเจรจา การค้าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทําครับ แล้วไม่ได้เป็นความลําบากใจในระดับผู้ปฏิบัติหรือผู้ที่ต้องไปเจรจาระดับผู้บริหารเลยว่า ถ้ามีมาตรา ๑๙๐ แล้วจะทําให้ประเทศเสียหาย จะทําให้ประเทศล่าช้าไม่เกี่ยวครับ ผมกลับ มองในทางตรงข้ามว่าทําให้มีความรอบคอบ ทําให้มีความโปร่งใส ทําให้พี่น้องประชาชนได้ ทราบว่าเขาจะเจอกับอะไรในอนาคต แล้วท่านจะเอาประเทศไปเป็นตัวประกัน เขาจะได้รู้ว่า รัฐบาลนี้กําลังจะเอาประเทศไปประกันแบบไหน จะเอาประเทศไปคุยกับเขา ไปตกลงเจรจา กับเขา เอาประเทศเอาลูกหลานไปเป็นประกันเอาไปแบบไหน นี่คือความจริงและสิ่งที่มัน ต้องเกิดขึ้น พี่น้องประชาชนเป็นสิทธิของเขาที่เขาจะต้องรู้ว่านี่คืออํานาจที่เขาให้รัฐบาลไป เจรจาผูกพันในอนาคตให้ลูกหลานของเขา ฉะนั้นผมเสียใจเหลือเกินว่าถ้าประธาน กรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการทุกท่านยังจะยืนแบบนี้ผมรับไม่ได้ครับ เพราะผมคิดว่าที่ท่าน เขียนเอาไว้นั้นผมเชื่อว่าท่านอาจจะมองข้ามไป เพราะคิดว่าการเขียนว่าการเปิดเสรีทางการ ค้าและการลงทุนหมายถึงครอบคลุมหมดแล้ว ไม่ใช่ครับ มันเป็นเฉพาะการเจรจาเปิดการค้า เสรีเท่านั้นครับ การลงทุนต้องแยกออกมาต่างหากครับ การค้าในองค์รวมต้องแยกออกมา ต่างหากครับ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นครับ แล้วอีกเรื่องหนึ่งครับที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้ก็คือว่า ในวรรคท้าย ผมถามว่าในหลาย ๆ เรื่องผมอยากให้ท่านได้มีการเปิดเงื่อนไขเอาไว้ว่าถ้าเป็น เรื่องที่เป็นเรื่องที่สําคัญและเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทบต่อพี่น้องประชาชนโดยตรง ผมอยากเห็นว่าท่านได้ใส่ในเรื่องของการทําประชาพิจารณ์หรือได้สอบถามประชาชนไว้ด้วย เพราะหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการค้า การลงทุนก็ดีหรือแม้กระทั่งเขตแดนต่าง ๆ ก็ควร จะเขียนไว้หน่อยครับว่า ในบางเรื่อง ในบางรายละเอียด ผมเชื่อว่าการที่ท่านไปถามพี่น้อง ประชาชน แล้วเปิดเอาไว้ ท่านจะใช้หรือไม่ แต่ท่านเปิดเอาไว้สามารถใช้หรือไม่ใช้ตาม แนวคิดหรือแนวทางของท่าน ผมคิดว่าทําได้ แต่ถ้าท่านตัดออกและท่านไม่เขียนไว้เลย ผมคิดว่ามันเป็นการปิดกั้นสิทธิของพี่น้องประชาชนมากเกินไป แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกเรื่องต้องไปถามพี่น้องประชาชนโดยการทําประชาพิจารณ์หมด อันนั้นผมเห็นด้วย แต่ท่านต้องเปิดวรรคเอาไว้ เปิดวงเล็บเอาไว้ เพื่อจะต้องมีในหลาย ๆ เรื่องที่มันมีความ จําเป็นจะต้องทํา นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามจะบอกว่าอยากให้ทางกรรมาธิการได้กรุณาช่วย พิจารณาในเรื่องที่ผมได้ให้ข้อเสนอแนะเอาไว้
อีกเรื่องสุดท้ายจริง ๆ คือผมอยากให้ท่านได้กรุณาได้ใส่ในเรื่องของ การแก้ไขและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติในเรื่องของการที่ท่านไปเซ็น สัญญาอะไรกับใคร แล้วมันกระทบกับพี่น้องประชาชน สิ่งที่ผมต้องพูดแบบนี้ผมเชื่อว่าพี่น้อง ในหลายจังหวัดในภาคเหนือของประเทศไทย เขาเข้าใจดีครับ เราเคยมีโอกาสได้ไปเซ็น เมื่อหลายปีมาแล้วในเรื่องสนธิสัญญาการค้า เปิดเสรีระหว่างประเทศกับไทย-จีน ที่ผมได้ ยกตัวอย่างไปในตอนต้น อย่างเช่น หอมแดงก็มี ลิ้นจี่ ลําไยนะครับ หลาย ๆ อย่าง วันนี้พี่ น้องประชาชน พี่น้องชาวไร่เกษตรกรต้องเปลี่ยนอาชีพ เพราะว่าท่านไปเซ็นกับเขา เขาตั้งตัว ไม่ทัน เขาเปลี่ยนวิธีการปลูกวิธีการผลิตเขาไม่ทัน เขาก็ถูกการนําเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน จากสนธิสัญญาที่เราไปเซ็นกัน แล้วเขาปรับปรุงตัวไม่ทัน แก้ไขระมัดระวังไม่ทัน เขาก็ต้อง เปลี่ยนอาชีพ วันนี้ก็ต้องไปทําอาชีพอื่น แล้วอาชีพอื่นที่เขาทําคืออะไรรู้ไหมครับ ท่านประธาน วันนี้เขากลับไปปลูกยางพาราครับ พอวันนั้นมันมีปัญหาเรื่องหอมแดง มีปัญหาเรื่องลิ้นจี่ มีปัญหาเรื่องผลไม้ต่าง ๆ วันนี้เขาก็ไปปลูกยางพาราครับ แล้วรัฐบาลชุดนี้ อีกก็มารังแกมาทําร้ายเขา จนทําให้วันนี้ยางพาราราคาตกต่ําอีก แล้วก็มีแนวทางว่าจะไปเซ็น ข้อตกลงกับประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ เพื่อไปแลกเอายางพาราไปแลกกับการสร้าง รถไฟฟ้าความเร็วสูงอีก ผมถึงบอกว่าถ้าท่านจะยืนยันและจะทําก็ทําไป แต่อย่างน้อยท่านใส่ ไว้หน่อยได้ไหมครับว่าถ้าท่านทําอะไรลงไป แล้วมันกระทบกับผู้ที่เสียหาย เขาจะต้องได้รับ การแก้ไขและเยียวยากับผู้ได้รับผลกระทบ ท่านต้องใส่ไว้ด้วยครับ เพราะถ้าท่านไม่ใส่เอาไว้ ท่านก็อ้างว่าให้หน่วยงานไปดู ช่วยดูผลกระทบตามความเป็นธรรมตามสมควร ตามสมควร มันมีวิธีปฏิบัติหลายวิธี แล้วมีการเลือกปฏิบัติที่สําคัญที่สุด ใครเป็นพวกท่าน ท่านให้ ใครไม่ใช่พวกท่าน ท่านไม่ให้ แบบนี้ไม่ได้ครับ ท่านต้องเขียนใส่ไว้ให้ชัดเจนเลยว่าถ้านโยบายหรือแนวทางการไปเซ็นอะไรกับใคร แล้วมัน กระทบพี่น้องเกษตรกรหรือใครก็ตามที่เป็นพี่น้องประชาชนคนไทยท่านต้องไปดูแลให้เขา อย่างดีครับ ถ้าท่านคิดว่ามันไม่กระทบกับใครเลยท่านตัดออกไปครับ ผมจะได้ประกาศไปให้ พี่น้องประชาชนได้ทราบว่าไม่ว่าท่านไปทํานโยบายอะไรก็ตามท่านมองแต่ด้านบวก อย่างเดียวว่ามันจะไม่กระทบกับใครเลย ซึ่งมันไม่จริงครับ ท่านหยิกเล็บก็ต้องเจ็บเนื้อครับ ท่านทํานโยบายอะไรมันก็ต้องไปโดนใครสักคนจะมากหรือน้อยนั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่คนที่เขาโดน ท่านต้องไปดูแลคนที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจังและให้สมกับที่เขาได้รับความเดือดร้อน จริง ๆ และเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ ผมถึงได้แปรญัตติไว้อีกอันหนึ่งว่าให้ท่านได้ใส่ไปด้วย ว่าให้มีการแก้ไขและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามที่ท่านได้ไปเซ็นข้อตกลงอะไรกันไว้ก็ตาม ถ้ามีผู้ได้รับผลกระทบท่านต้องดูแลเยียวยาเขาอย่างเป็นธรรม ๔-๕ ประเด็นนี้ละครับที่ผม เรียนท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการว่าไม่ได้เรื่องยากเย็นอะไร เปิดกว้างไว้เพื่อให้มี โอกาสของสมาชิกเพื่อให้ท่านได้มีช่องว่างในการไปต่อรองกับประเทศอื่นด้วยซ้ํา นี่คือมุมดีดี ในการที่มีมาตรา ๑๙๐ แล้วให้กลับมาเข้ารัฐสภาแห่งนี้ แต่ผมได้ฟังมาตลอด ท่านกรรมาธิการเกือบทุกท่านที่ลุกขึ้นชี้แจงก็จะมองในอีกมิติหนึ่งก็คือล่าช้า ทําให้เกิดความช้า เกิดปัญหา จะไปเซ็นกับใครเขา ตกลงกับใครเขาไม่ได้ อํานาจการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่คนคน เดียวก็นั่นคือเหตุผลที่เราไม่อยากให้ท่านเพราะเราไม่ต้องการให้อํานาจการตัดสินใจทั้งหมด ไปอยู่ที่คนคนเดียวครับ เราต้องการให้ท่านทํางานให้รอบคอบกว่านี้ กรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศต้องทํางานให้หนักกว่านี้ เวลาไปประชุมกับเขาในระดับซอม ระดับ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติท่านต้องทําการบ้านและทํางานให้หนักกว่านี้ อย่าเอาภาระและปัญหาที่ เกิดขึ้นในอดีตทั้งหมดมาโทษว่าเป็นปัญหาของรัฐสภาแห่งนี้ อย่าครับ เพราะสภาแห่งนี้ทุก คนมาโดยการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน แล้วเราเชื่อว่าสภาแห่งนี้เป็นที่ที่สามารถสะท้อน ปัญหาของพี่น้องประชาชนไปถึงท่าน ฉะนั้นการที่ท่านไปเซ็นข้อตกลงอะไรก็ตามกับ ต่างประเทศ มันต้องกระทบกับพี่น้องไม่ว่าอาชีพอะไร อยู่ในผืนแผ่นดินไทย อยู่ในอําเภอ ในตําบลไหนของประเทศ ต้องกระทบทั้งนั้น แต่จะมากหรือน้อยหรือในวงกว้างหรือไม่ อันนั้นก็แล้วแต่เรื่องที่ท่านจะไปตกลงเซ็นครับ ฉะนั้นสิ่งที่ผมยกตัวอย่างไปทั้งหมดตั้งแต่ ท่านเซ็นไปในเรื่องของเอ็มโอยู ในเรื่องของข้อตกลงการสํารวจ แล้วก็ความร่วมมือทางทะเล กับประเทศจีนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาก็ดี ในเรื่องของการเซ็น การทําศึกษารถไฟฟ้าความเร็วสูง แลกกับประเทศจีนในเรื่องของการเอาสินค้าเกษตรไปแลกก็ดี ไม่ได้ผ่านสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตัวอย่างแบบนี้ครับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนและเป็นเรื่องของการค้า การลงทุนและกระทบกับประชาชนโดยตรง แต่ท่านไม่ได้เขียนหรือแก้เปิดกว้างเอาไว้ให้เรื่อง แบบนี้ได้เข้ามา ได้รับการพิจารณาจากผู้แทนประชาชนในสภาแห่งนี้ ฉะนั้นผมฝาก ท่านประธานครับว่าสิ่งที่ผมได้อภิปรายทั้งหมดเป็นความปรารถนาดีและความเป็นห่วงเป็นใย และผมเชื่อว่าตัวอย่างทั้งหมดเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงและเกิดไปแล้วภายใต้รัฐบาล ของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นถ้าท่านยกเลิกมาตรา ๑๙๐ แล้วเขียนอย่างที่กรรมาธิการเขียนไว้วันนี้มันจะหนักกว่านี้และมันจะเป็นพันธะผูกพันให้กับ ลูกหลานและเป็นหนี้ เป็นปัญหาในอนาคตอย่างแน่นอนครับท่านประธาน ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ