บุญเลิศ ไพรินทร์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยและขัดต่อหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหาร และขอให้มีการควบคุมการทุจริตและประพฤติมิชอบให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังระบุว่ามาตรา 190 ไม่สอดคล้องกับบริบททางการศึกษา เนื่องจากไม่ได้พัฒนาคนให้เป็นคนเก่งและคนดีอย่างแท้จริง และขาดคุณธรรมและจริยธรรม
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม บุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ฉะเชิงเทรา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เพื่อประหยัดเวลานะครับ ผมได้เตรียมการไว้ กระผมอยากจะกราบเรียนว่าการที่ผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ โดยให้เหตุผลว่ารัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เป็น ปัญหาในทางปฏิบัติของฝ่ายบริหาร และเป็นผลให้กระบวนการในการทําความตกลงระหว่าง ประเทศล่าช้า และเกิดความเสียหายแก่ประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม สมควรที่จะ แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าว จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในเหตุผลดังกล่าว มาตรา ๑๙๐ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้เป็นเหตุแห่งปัญหาของฝ่ายบริหาร และไม่ได้เป็นเหตุแห่ง ปัญหาในการทําความตกลงระหว่างประเทศ ไม่ล่าช้า และไม่เกิดความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมแต่อย่างใด ท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๐ มีประโยชน์ อย่างมหาศาลต่อฝ่ายบริหาร เฉพาะที่มีนโยบายและแผนระยะยาว ก่อนจะมีการทํานิติกรรม สัญญากับต่างประเทศ จะเป็นเหตุแห่งปัญหากับฝ่ายบริหารก็เฉพาะรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ เท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ จะเป็นเหตุแห่งปัญหาของรัฐบาลที่ขาดนโยบายและแผนระยะยาว รัฐบาลที่บริหารประเทศแบบสุกเอาเผากิน วันต่อวัน มีแต่แก้ปัญหา ไม่มีป้องกันปัญหา มองอนาคตอย่างมืดบอด นั่นคือจะเป็นปัญหากับรัฐบาลประเภทนี้ครับ มาตรา ๑๙๐ จะเป็น ประโยชน์ในการรักษาและคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติและประชาชนที่รอบคอบ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และตัวแทนของปวงชนคือสมาชิกรัฐสภา ไม่ได้เป็นเหตุแห่งปัญหาดังผู้ที่ต้องการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ กล่าวอ้างแต่อย่างใดเลย กระผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ๑. การแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ขัดต่อเจตนารมณ์และความห่วงใยของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลายท่านที่สนับสนุนมาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ อาทิ ท่านสุพจน์ ไข่มุกด์ ท่านอัชพร จารุจินดา ท่านคมสัน โพธิ์คง ท่านศักดิ์ชัย อุ่นจิตติคุณ ท่านชูชัย ศุภวงศ์ และท่านเกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมคงไม่มีเวลาอธิบายในแต่ละหัวข้อ จะกล่าวไว้เพื่อให้เป็น หลักฐานว่านายบุญเลิศ ไพรินทร์ คนนี้ละ ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา นี่ละได้ให้ความเห็นที่จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนนะครับ
ประการที่ ๒ การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ขัดต่อหลักการตรวจสอบและ ถ่วงดุลระหว่างอํานาจนิติบัญญัติกับอํานาจบริหาร ไม่มีเหตุผลประการใดเลยที่ฝ่ายนิติบัญญัติ จะแก้รัฐธรรมนูญโดยยกอํานาจของตนเองให้ฝ่ายบริหาร ก็เท่ากับทรยศประชาชนที่เขามอบ อํานาจอธิปไตยให้มา เขาให้มาตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารคือรัฐบาลที่มีอํานาจในการใช้ งบประมาณซึ่งเป็นภาษีของประชาชน และมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนในภาพรวมอย่างมากด้วย
ประการที่ ๓ การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ขัดต่อหลักการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือที่เราเรียกว่าพาร์ทิซิพาโทรี ดิมอคเครซี (Participatory Democracy) ซึ่งเป็นระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นระบบรัฐสภา หรือ พาร์เลียเมนทารี ซิสเทม (Parliamentary System) หรือระบบประธานาธิบดี หรือที่เรียกว่าเพรสซิเดนเทียล ซิสเทม (Presidential System) ที่เป็นพัฒนาการของระบอบ ประชาธิปไตยในโลกปัจจุบันและอนาคตที่เขาต้องการให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทร่วม ในกระบวนการประชาธิปไตยตั้งแต่การได้มาซึ่งอํานาจ การใช้อํานาจ การตรวจสอบการใช้ อํานาจ เพราะฉะนั้นการที่แก้ไขไม่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ ทางประชาธิปไตย ในกระบวนการทางการเมืองนั้นถือว่าขัดต่อหลักการมีส่วนร่วมของ ประชาชน
ประการที่ ๔ การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ไม่สอดคล้องกับบริบท ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมหรือประชาธิปไตยน้ําเน่าที่เป็นอยู่ ในประเทศไทยในขณะนี้ ที่การได้มาซึ่งอํานาจ การใช้อํานาจ การตรวจสอบการใช้อํานาจ เป็นไปด้วยความทุจริตฉ้อฉล ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรมตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ ดังนั้นการได้มาซึ่งอํานาจ การใช้อํานาจ การตรวจสอบการใช้อํานาจของฝ่ายการเมือง ทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น และข้าราชการระดับสูงในทุกกระทรวง ทบวง กรม จังหวัด อําเภอ แทนที่จะมีมาตรการในการควบคุมการทุจริตและประพฤติมิชอบให้มากขึ้น กลับปล่อยหรือโยนอํานาจทิ้ง ซึ่งก็ไม่เกิดผลดีต่อประเทศชาติและประชาชนแต่อย่างใดเลย ท่านประธานที่เคารพ
ประการที่ ๕ การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ไม่สอดคล้องกับบริบท ทางการศึกษาที่ล้มเหลวของประเทศ เราพัฒนาคนไม่ได้คนเก่งและคนดีอย่างแท้จริง เราพัฒนาคนให้เป็นคนเก่ง แต่ก็ไม่เก่งจริงเมื่อเปรียบเทียบกับคนในนานาอารยประเทศ และไม่ได้พัฒนาคนให้เป็นคนดี เราละทิ้งหมด หลักสูตรที่พัฒนาแล้วพัฒนาอีกบนความ โง่เขลาของรัฐมนตรีทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นมาและที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้พัฒนาคนให้เป็น คนเก่ง เป็นคนดีอย่างแท้จริง ขาดไร้ซึ่งคุณธรรมและจริยธรรม ขาดวินัย และเห็นประโยชน์ ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม เพราะฉะนั้นการให้อํานาจผู้ขาดไร้ซึ่งคุณธรรมและ จริยธรรมในสังคมแล้วนั้นเท่ากับเราโยนดาบอันคมกริบนั้นให้ผู้มีอํานาจที่ขาดไร้ซึ่งคุณธรรม ที่ใช้อํานาจเป็นธรรม แทนที่จะใช้ธรรมเป็นอํานาจ ก็จะบาดคอสังคมและตัวเองในที่สุด
ประการสุดท้ายครับท่านประธานที่เคารพ เพื่อรักษาเวลา อีกนิดก็ได้นะครับ แทนที่จะคงมาตรา ๑๙๐ ไว้เพื่ออุดช่องโหว่ของผู้มีอํานาจที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ญาติและพวกพ้อง ไม่ว่าจะเป็นคนในพรรคใด ๆ ก็ตามนะครับ ในรัฐบาลชุดไหนก็ตามกลับไปแก้ให้ผู้มีอํานาจ ที่มีแนวโน้มที่เห็นแก่ตัวได้มีโอกาสแสวงหาผลประโยชน์จากผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนเสียอีก
สุดท้ายและสุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธานที่เคารพ สัญญาเป็นสัญญา ประการที่ ๖ คือการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ขัดต่อหลักการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี และมีประสิทธิภาพ การบริหารราชการแผ่นดินที่ดีและมีประสิทธิภาพ จะต้องมีนโยบายและแผน ระยะยาว จะต้องมีทิศทางที่ชัดเจนล่วงหน้าก่อนเข้าบริหารประเทศด้วยซ้ําไป มาตรา ๑๙๐ จะเป็นเหตุแห่งปัญหาก็เฉพาะกับฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพเท่านั้น ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ดังได้กราบเรียนแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมจึงได้แปรญัตติให้ ตัดทุกมาตราดังที่ได้เสนอมา กราบขอบพระคุณครับท่านประธานที่เคารพ