รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๒
ครั้งที่ ๒๖ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ
วันจันทร์ที่ ๒๔ ถึงวันอังคารที่ ๒๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
เรียนท่านสมาชิก ทุกท่านครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุม จำนวน ๓๔๙ ท่านแล้วครบองค์ประชุมนะครับ ผมขอเปิดการประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระการประชุมต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
เรื่องด่วน
- ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กับคณะ จำนวน ๑๖๕ คน เป็นผู้เสนอ
ก่อนที่จะให้ผู้เสนอญัตติคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภา ผู้แทนราษฎรแถลงเหตุผล ผมจะขอชี้แจงทำความเข้าใจกับท่านสมาชิกในบางข้อดังต่อไปนี้
ประการแรก ในการอภิปรายของสมาชิกก็จะนำความในหมวด ๔ ส่วนที่ ๓ การอภิปรายมาใช้บังคับโดยอนุโลม ยกเว้น ข้อ ๖๗ ข้อ ๖๙ ส่วนเฉพาะที่เกี่ยวกับการห้าม มิให้นำเอกสารใด ๆ มาอ่านในที่ประชุมโดยไม่จำเป็น และห้ามมิให้นำวัตถุใด ๆ มาแสดง ต่อที่ประชุมมาใช้บังคับตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๘ วรรคสอง สำหรับข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ผมได้ให้กองการประชุมได้พิมพ์แจกให้กับท่านสมาชิก ทุกท่านบนโต๊ะที่ท่านนั่งอยู่แล้ว เพื่อประโยชน์แก่ท่านสมาชิกจะได้ใช้ประโยชน์ในการ ดำเนินการประชุมร่วมกันในวันนี้ได้นะครับ การอภิปรายผู้เสนอญัตติจะเป็นผู้มีสิทธิอภิปราย ก่อนตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๘ ประกอบ ข้อ ๖๖ เมื่อผู้เสนอญัตติได้แถลงเหตุผลจบแล้ว ผมจะให้ผู้เข้าชื่ออภิปรายได้อภิปรายตามลำดับต่อไป โดยที่วิปทั้ง ๒ ฝ่ายโดยเฉพาะวิปฝ่ายค้าน นั้นจะเป็นผู้เสนอรายชื่อผู้อภิปรายตามลำดับ รวมทั้งจำนวนเวลาที่ท่านได้ตกลงกันไว้ด้วย การอภิปรายชี้แจงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเท่านั้นมีสิทธิอภิปรายชี้แจงโดยจะชี้แจง คำอภิปรายของสมาชิกทีละคนเป็นลำดับไป หรือรอรวมชี้แจงครั้งละหลายคนก็ได้ตาม ข้อบังคับ ข้อ ๑๗๗ ส่วนการอภิปรายเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้มีการมอบหมายและมอบ อำนาจให้รัฐมนตรีโดยเฉพาะ ผมจะอนุญาตให้รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจ ในเรื่องดังกล่าวชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมประกอบการอภิปรายของนายกรัฐมนตรี ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๘ ประกอบ ข้อ ๗๖ นะครับ สำหรับรัฐมนตรีที่ไม่ได้ถูกอภิปราย แต่ถูก อภิปรายพาดพิงถึงเรื่องส่วนตัวหรืองานอื่นใดอันเป็นการเสียหายแก่รัฐมนตรีผู้นั้น ผมก็จะให้ โอกาสรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายพาดพิงนั้นได้แสดงเจตนารมณ์ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๘ ประกอบ ข้อ ๗๑ วรรคสอง
ข้อ ๔ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นหรือเกี่ยวกับประเด็นที่อภิปรายต้องไม่ ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก และซ้ำกับผู้อื่น และห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาวาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้ายเสียดสีบุคคลใด และห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิก หรือบุคคลใด โดยไม่จำเป็น ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๘ ประกอบ ข้อ ๖๙
ข้อ ๕ การนำเอกสารวัตถุใด ๆ เข้ามาแสดงในที่ประชุมการอภิปรายอาจจะ เป็นเหตุให้ผู้อื่นซึ่งไม่ใช่นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี หรือสมาชิก ได้รับการความเสียหาย เป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม สมาชิกผู้นั้นต้องรับผิดชอบผล แห่งการกระทำนั้นตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๘ วรรคสาม
ข้อ ๖ การพิจารณาญัตติขออภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคลมีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ซึ่งขณะนี้ทางโทรทัศน์ ทุกช่องได้ขอมาถ่ายทอดสดในขณะการประชุมด้วยแล้ว ผมอนุญาตให้สถานีต่าง ๆ ที่มาขอ ถ่ายทอดสดเพื่อประโยชน์ของสภาและประโยชน์ของประชาชนก็อนุญาตได้นะครับ
การกล่าวถ้อยคำในที่ประชุมซึ่งจะออกบริเวณนอกสภาการกล่าวถ้อยคำนั้น ถ้าเป็นการผิดกฎหมายต่อบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิก ท่านสมาชิกย่อมจะไม่ได้รับ สิทธิคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๔ นะครับ
ต่อไปผมอยากจะขอเชิญให้วิปได้แจ้งข้อตกลงที่เราได้ประชุมร่วมกันแล้ว มีข้อตกลงเรื่องใด เชิญคุณปกรณ์วุฒิครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณวุฒิ ผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านนะครับ สำหรับ เวลาที่วิป ๓ ฝ่ายตกลงกันมาเรามีการประชุมกัน ๒ วัน โควตาเวลาของฝ่ายค้านมี ๒๘ ชั่วโมง คณะรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาลมี ๗ ชั่วโมง แล้วก็ท่านประธาน ๒ ชั่วโมง ซึ่งกรอบเวลาของท่านประธานเป็นการวางไว้คร่าว ๆ เท่านั้น เราก็คงไม่ได้เข้มงวดอะไร แล้วท่านประธานสามารถใช้เวลาได้หากจำเป็นนะครับ อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าเราแบ่ง การอภิปรายออกเป็น ๒ วัน แล้วก็หากเราจะลงมติกันในเช้าวันพุธข้อจำกัดของการอภิปราย ในวันพรุ่งนี้ก็คือเราจะต้องปิดประชุมก่อนเที่ยงคืนตรงของวันอังคารนะครับ ดังนั้นเราจึงแบ่ง โควตาเป็น ๒ วัน คือวันนี้ฝ่ายค้านจะมี ๑๗ ชั่วโมง ครม. บวกพรรคร่วมรัฐบาล ๓ ชั่วโมงครึ่ง แล้วก็ในวันพรุ่งนี้คือวันอังคารฝ่ายค้านจะมี ๑๑ ชั่วโมง แล้วก็ ครม. กับพรรคร่วมรัฐบาลมี ๓ ชั่วโมงครึ่งเช่นกันนะครับ โดยเงื่อนไขคือหากในวันแรกใช้เวลาไม่หมดเราจะไม่มีการทบ เวลาโควตาในวันที่ ๒ ตัวอย่างเช่น ถ้าหากวันนี้ ครม. กับพรรคร่วมใช้เวลาไปแค่ ๓ ชั่วโมง ในวันพรุ่งนี้ ครม. ก็จะเหลือเวลาแค่ ๓ ชั่วโมงครึ่งเหมือนเดิม แต่หากว่าวันนี้ ครม. กับ พรรคร่วมรัฐบาลใช้เกิน อย่างเช่น วันนี้ใช้ไป ๔ ชั่วโมง ในวันพรุ่งนี้ ครม. ก็จะเหลือเพียงแค่ ๓ ชั่วโมง ก็คือบวกกันอย่างไรก็ไม่เกิน ๗ ชั่วโมง แต่หากวันนี้ใช้ไม่หมดจะไม่ทบไปวันพรุ่งนี้ และอีก ๑ เงื่อนไขในที่ประชุมวิป ๓ ฝ่ายเห็นตรงกันคือพรุ่งนี้เนื่องจากเราวางกรอบเวลาไว้ ว่าจะจบการประชุมประมาณ ๕ ทุ่มครึ่ง และทุกฝ่ายก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ว่าจะมีการ เผาเวลาจนฝ่ายค้านไม่ได้อภิปรายจนครบแล้วมีการอภิปรายนอกสภา ซึ่งเคยมีการเกิดขึ้น มาแล้วนะครับ ดังนั้นในวันพรุ่งนี้เงื่อนไขที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือ หากโควตาเวลา ๑๑ ชั่วโมง ของฝ่ายค้านพรุ่งนี้ยังไม่หมด และยังมีผู้อภิปรายของฝ่ายค้านเหลืออยู่ ท่านประธานจะปล่อย ให้ฝ่ายค้านอภิปรายตามโควตาเวลาของฝ่ายค้าน หากจะเลยเที่ยงคืนก็ต้องเลยเที่ยงคืน และเราค่อยไปลงมติกันในวันพฤหัสบดีแทนครับ อย่างไรก็ตามผมก็หวังว่าการประชุม จะเป็นไปด้วยความราบรื่นถ้าทุกฝ่ายรักษากติกา ไม่ประท้วงกันพร่ำเพรื่อ ใช้เวลากันอยู่ ในกรอบตัวเองเราก็จะสามารถลงมติกันในวันพุธตามที่ท่านประธานได้แจ้งนัดประชุมไว้ครับ
ประการสุดท้ายครับท่านประธาน จริง ๆ วันนี้ผมไม่ได้อยากให้เปิด ๐๘.๐๐ นาฬิกา เพราะอย่างไรผมก็ขอให้มีการอภิปราย ๓ วัน แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดที่มีการ ตกลงกันนี้เราก็เลยจำเป็นที่จะต้องเปิดประชุม ๐๘.๐๐ นาฬิกา แล้วทางพรรคร่วมรัฐบาล ก็บอกว่าจะกำชับทุกพรรคว่าให้มาก่อน ๐๘.๐๐ นาฬิกา แต่ในท้ายที่สุดเราก็ได้เปิดประชุม กันประมาณ ๐๘.๒๐ นาฬิกา ผมเสนอด้วยความยุติธรรมกับทุกฝ่ายฝั่งผมเองก็อาจจะมีคน Late ก็ได้ ฝั่งรัฐบาลก็อาจจะมีคน Late เยอะนะครับ ผมเสนอว่า ณ ตอนนี้ เราหักโควตากัน ไปฝ่ายละ ๑๐ นาทีเลยครับ เราเริ่มต้นนับกันที่วันนี้ฝ่าย ครม. แล้วก็พรรคร่วมรัฐบาล ๓ ชั่วโมง ๒๐ นาที แล้วก็ฝ่ายค้าน ๑๖ ชั่วโมง ๕๐ นาที แล้วก็จะสามารถนับรวมสิ่งที่ผม หารือไปตอนนี้หักโควตาฝ่ายค้านไปเลยก็ได้นะครับ เพราะว่าที่เราวางไว้มันก็ดึกมากอยู่แล้ว ผมไม่อยากให้มีการปิดดึกจนเกินไปยิ่งกว่านี้อีกครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณ คุณปกรณ์วุฒิครับ เชิญคุณศรัณย์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะเลขาวิปรัฐบาลครับ ในส่วนของ รายละเอียดการใช้เวลาก็เป็นดังที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านว่าครับ ส่วนในเรื่องของการที่เรา เปิดช้านั้นจริง ๆ ผมก็ไม่ได้อยากที่จะขึ้นมาโต้เถียงกันในเรื่องนี้นะครับ เพราะว่าจากที่เรา Check ก็คือเกิดทั้ง ๒ ฝ่ายว่าก็ไม่ได้มีฝ่ายใดที่มาเต็มจำนวนทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้ อยากให้ที่จะต้องมาคุยเรื่องว่าจำเป็นต้องไปตัดเวลาฝ่ายไหน เพราะว่าอย่างดีที่สุดเราก็เริ่ม ช้ามาประมาณ ๒๐ นาที ซึ่งผมคิดว่าเราสามารถใช้สิ่งที่เราคุยกันในที่ประชุมวิป ๓ ฝ่ายได้ เพราะว่าอย่างไรในวันนี้ทางฝ่ายค้านก็ได้ใช้เวลาตามโควตา ผมว่าเราไม่ได้เริ่มช้าชั่วโมงหนึ่ง เพราะฉะนั้นในส่วนของฝั่งละ ๑๐ นาทีอาจจะไม่จำเป็น เพราะผมเชื่อว่าเราสามารถทำให้ การประชุมเรียบร้อยแล้วก็ดำเนินไปข้างหน้าได้ เพราะฉะนั้นผมมองว่าการใช้เวลาหลังจากนี้ ก็ใช้ไปตามเดิมที่ตกลงกัน ผมว่าเป็นอย่างนั้นน่าจะดีกว่าครับท่านประธาน
อันนั้นเป็น รายละเอียดผมคิดว่าเดี๋ยวหน้างานนะครับ หน้างานเมื่อดำเนินการประชุมไปเรื่อย ๆ ด้วยความเรียบร้อย หน้างานผมอยากให้วิปทั้ง ๒ ฝ่ายได้คุยกันต่อไป เพราะเราไม่ได้เสียเวลา ตอนนี้ เชิญคุณปกรณ์วุฒิครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ ไม่ติดครับ อย่างมากเราก็เลิก ๖ โมงเช้าพรุ่งนี้ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวหน้างาน คุยกันได้ตลอดเพราะว่าเราก็ยังอยู่ตลอดอย่างนี้ครับ ไม่มีผู้หารือแล้วนะครับ เชิญครับ สั้น ๆ เพราะว่าเวลาก็ล่วงเลย เชิญครับ
ขอบคุณค่ะท่านประธาน สั้น ๆ ค่ะ วรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เครือข่ายแรงงาน พรรคประชาชน ดิฉันมีเรื่องจะปรึกษาหารือท่านประธานดังนี้ค่ะ ทุกครั้งที่เรามีการอภิปราย ไม่ไว้วางใจคนที่ดูแลเราไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง พนักงาน ดิฉันได้รับเสียงสะท้อนมาตลอดเลยว่า พนักงานอัตราจ้างสวัสดิการก็ไม่ค่อยมี OT ก็ได้เพียงแค่ ๒ ทุ่มครึ่ง หลังจากนั้นทำงานฟรี เพราะฉะนั้นดิฉันในฐานะคนที่รับเสียงสะท้อนเหล่านี้มาพวกเขาเป็นพนักงานอัตราจ้างค่ะ ท่านประธาน แล้วก็เป็นคนดูแลน้ำ ดูแลไฟ ดูแลอาหาร ดูแลทุกอย่างอำนวยความสะดวก ให้สภาเราไปจนเช้า เพราะฉะนั้นอยากให้ประธานช่วยดูแลแล้วก็ไม่อยากให้สภาแห่งนี้ เอาเปรียบลูกจ้าง เอาเปรียบคนตัวเล็กตัวน้อยกลุ่มนี้ค่ะ เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านประธาน ช่วยดูแลลูกจ้างเหล่านี้ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมาก เดี๋ยวท่านเลขาจะรับไปดำเนินการครับ เชิญท่านอดิศรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม อดิศร เพียงเกษ แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคเพื่อไทย วันนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นความงาม ของระบอบประชาธิปไตย ผมก็อยากให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองตามที่ได้รับมอบหมาย ขอให้เป็นโรงเรียนการเมือง โรงเรียนประชาธิปไตยที่ประชาชนเฝ้าติดตามและได้ประโยชน์ อภิปรายกันวันนี้ขอให้โชคดีมีสีสัน สร้างบรรยากาศ ยกเหตุผลมายืนยัน
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านประธานครับ
ท่านประท้วงเรื่อง อะไรครับ
ผมประท้วง ท่านประธานเรื่องการควบคุมการประชุมเราเสียเวลามามากแล้วครับ ผมว่าเอาเรื่องมีสาระ ดีกว่าครับท่านประธาน
คุณอดิศรครับ ครูมานิตย์สั้น ๆ เลยไม่เอาประเด็นที่พูดไปแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ผมสั้น ๆ จริง ๆ ครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดสุรินทร์ บังเอิญท่านประธานครับ ญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ผมก็เลยสงสัยมาเห็นญัตติ ตอนเช้าคำว่า รายบุคคล นี่ก็คือท่านนายกแพทองธาร ชินวัตร เพราะว่าไม่มีคำว่า และคณะ ถ้าเกิดฝ่ายอภิปรายที่ไม่ไว้วางใจสามารถอภิปรายรัฐมนตรีคนอื่นได้ไหม เพราะว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเองนั้นท่านได้แต่แค่ดูแลทั่วไป ท่านไม่ได้ไปดูแลในรายละเอียดทั้ง ๒๐ กระทรวง อันนี้มันก็เป็นปัญหานะครับ เพราะว่าเขาไม่ได้เขียนคำว่า และคณะ ผมก็อยากให้ท่านประธานนั้นชี้แจง ผมเป็นห่วงเพราะว่าพอไปจิ้มรัฐมนตรีขึ้นมานี่ก็จะ ประท้วงจะสอบถามกันอีก ผมก็เลยสงสัยว่าเวลาตั้ง ๒๐ กว่าชั่วโมง แค่นายกรัฐมนตรี คนเดียวผมว่ามันเพียงพอมันเกินเวลาไปอีกครับ ผมก็เลยอยากจะถามท่านประธานเพื่อความ เข้าใจที่ชัดเจนครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ก็ต้องดูในญัตตินี้ที่ตั้งมาครับ ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี รายบุคคล แต่ในเนื้อหาญัตติถ้าเราดู ๑ หน้ากว่าเล็กน้อยจะกล่าวถึงการไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรี แต่อย่างที่ผมได้ชี้แจงไปแล้วนะครับ ถ้าพาดพิงไปถึงงานของรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีท่านนั้นก็จะชี้แจงแทนได้นะครับ แล้วก็ถ้าพาดพิง ไปถึงรัฐมนตรีในทางเสียหายก็สามารถจะชี้แจงได้เช่นเดียวกัน ก็ต้องดูเนื้อหาสาระโดยจะ ถือเอาเรื่องของญัตติที่คุณณัฐพงษ์เสนอมาต่อสภาเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ซึ่งคิดว่า ญัตตินี้คงมีอยู่ที่ท่านแล้ว เพื่อเป็นการประหยัดเวลาผมก็จะเริ่มต่อไปเลยนะครับ ผมขอเชิญ ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้แถลงเหตุผลของการเสนอญัตตินี้นะครับ ขอเชิญครับ
เรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและคณะ เพื่อนสมาชิกอีก ๑๖๕ คน ประกอบไปด้วย พรรคประชาชน พรรคพลังประชารัฐ พรรคไทยสร้างไทย และพรรคเป็นธรรม ได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๑ เสนอ ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล คือนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พวกข้าพเจ้าซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ สภาผู้แทนราษฎร ผู้ที่มีรายนามตามท้ายญัตติที่ได้เสนอต่อท่านประธานครับ ขอเสนอญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร โดยที่พวกข้าพเจ้า เห็นว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นผู้มีพฤติกรรมไม่อาจไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายบริหาร ไม่มีคุณสมบัติ ขาดวุฒิภาวะ ขาดความรู้ความสามารถ และขาดเจตจำนง ในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชนได้ ส่งผล ให้เกิดการทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ จงใจลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่เพียงเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง ครอบครัวและ พวกพ้องเป็นตัวตั้ง อยู่เหนือผลประโยชน์ส่วนรวมครับ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ยังไม่มี ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์เอารัดเอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคม โกหกหลอกลวง ไม่ดำเนินการตามนโยบายที่ให้สัญญากับประชาชนไว้ เป็นนั่งร้านช่วยเหลือ ต่างตอบแทนบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบบประชาธิปไตย บริหารบ้านเมืองผิดพลาด ล้มเหลว อย่างร้ายแรงทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ทำลายนิติรัฐ ทำลายระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เจตนาตลอดจนปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันภายใต้การบริหารงานของตนเอง ทั้งยังทุจริตเชิงนโยบาย บริหารบ้านเมืองที่เอื้อแก่ผลประโยชน์ของพวกพ้องและกลุ่มทุน แต่งตั้งบุคคลที่ขาดความรู้ความสามารถเหมาะสม ไม่ซื่อสัตย์สุจริตไปเป็นรัฐมนตรีหรือ ตำแหน่งสำคัญอื่น ๆ นอกจากนี้ยังสมัครใจยินยอมให้บุคคลในครอบครัวชี้นำชักใยให้กระทำการ หรืองดเว้นการกระทำการอันเป็นเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมือง ประพฤติตนเสมือน เป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด โดยมีบุคคลในครอบครัวเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง ไม่ต้องรับผิดชอบ ต่อการใช้อำนาจใด ๆ จากพฤติการณ์ดังกล่าวที่พวกข้าพเจ้าได้กล่าวมาหากปล่อยให้บุคคล ดังกล่าวยังคงบริหารราชการแผ่นดินต่อไปย่อมสืบมาซึ่งความเสียหายของประเทศชาติ และประชาชนยากที่จะเยียวยาได้ จึงขอนำเรียนและขอขอบคุณท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่กรุณาบรรจุญัตตินี้ในการประชุมวันนี้ ท่านประธานครับ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมในปี ๒๕๖๖ ประชาชน ๔๐ ล้านคน เดินเข้าคูหาเลือกตั้งด้วยความหวัง ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาครับ ว่ารัฐสภาแห่งนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขาได้ เพื่อหยุดทศวรรษแห่งความสูญเปล่า เพื่อยืนยันสิทธิความเป็นคนไทยของพวกเราทุกคนครับ ยืนยันสิทธิว่าอะไรครับ ยืนยันสิทธิว่า พอกันได้แล้วกับ ๙ ปีที่สูญเสียไปที่พวกเราถูกลิดรอนสิทธิพลเมือง ถูกขโมยโอกาส ถูกกดขี่ คุณภาพชีวิตไม่ให้ลืมตาอ้าปาก แต่หากถ้าใครนอนหลับไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๖ แล้วตื่นขึ้นมาในวันนี้ครับท่านประธาน หลาย ๆ คนที่นอนหลับไปคงจะแปลกใจทำไม ทุกอย่างช่างเหมือนเดิมเสียเหลือเกิน ทำไมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในวันนั้นถึงได้แนบแน่น แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน กลมกลืนไม่ต่างอะไรจากรัฐบาลที่มาจากคณะปฏิวัติรัฐประหาร การบริหารราชการแผ่นดินถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ของกลุ่มพวกพ้องตนเอง การใช้จ่าย งบประมาณแผ่นดินสะเปะสะปะไม่เป็นท่า ปล่อยปละละเลยชีวิตประชาชนปล่อยให้คนไทย ต้องเผชิญปัญหาต่าง ๆ ด้วย ๒ มือ ๒ แขนและ ๒ ขาของตัวเอง เริ่มตั้งแต่ปัญหาไฟป่า ไปจนถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 ปัญหาทุนเทาไปจนถึงปัญหาชายแดนแก๊ง Call Center และการค้ามนุษย์ครับ ปัญหาการศึกษาไปจนถึงการขาดขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัญหาปากท้อง ค่าไฟแพง รวมไปถึงปัญหาด้านการเกษตร ปลาหมอคางดำ และการทุจริต คอร์รัปชัน ทุกวันนี้พวกเรายังต้องเจอปัญหาแบบเดิม ๆ อยู่เลยครับ ทำไมครับท่านประธาน ทำไมคนไทยจึงไม่มีโอกาสที่จะได้รัฐบาลที่มีเจตจำนงที่แน่วแน่ที่จะมาแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขา ทำไมคนไทยถึงยังไม่มีโอกาสที่จะมีผู้นำที่มีคุณสมบัติเพียงพอในการหาทางออกให้กับ ประเทศ ทั้ง ๆ ที่การเลือกตั้งในปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศลงมติ กันแล้วว่าอยากได้การเปลี่ยนแปลง คำตอบที่อธิบาย ๆ ทุกอย่างได้ชัดเพราะรัฐบาลชุดนี้ เริ่มต้นดำรงอยู่และเดินหน้าต่อเพื่อให้เกิด Deal แลกประเทศ ซึ่งผลประโยชน์ของคนตระกูล ชินวัตรและครอบครัวยึดเป็นแกนกลางและมีผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใกล้ชิดและเครือข่าย การเมืองเป็นแกนรอง ส่วนประเทศและประชาชนนั้นต้องรอออกไปก่อนเดี๋ยวใกล้วันเลือกตั้ง พวกเราค่อยมาปรับบทละครกันอีกทีใช่ไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ แบบนี้ท่านคิดว่า ประชาชนเขารู้ไม่ทันหรือครับ พฤติกรรมที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยคุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาจนถึงสมัยคุณแพทองธาร ชินวัตร
เดี๋ยวคุณณัฐพงษ์ ช่วยกรุณาระมัดระวังหน่อยเพราะว่าคุณเศรษฐาไม่ได้อยู่ในห้องประชุมนี้ เพราะเอ่ยชื่อ ถ้าบอกอดีตนายกรัฐมนตรีผมก็ไม่ว่าอะไรช่วยระมัดระวัง ยังไม่ต้องถอนครับ ระมัดระวังครับ เชิญต่อครับ
ผมคิดว่า เนื้อหาสักครู่เป็นข้อเท็จจริงนะครับท่านประธาน ขอบคุณท่านประธานที่ช่วยกำกับดูแลครับ ต่อมาจนถึงสมัยของคุณแพทองธาร ชินวัตร ที่หลาย ๆ คนวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลเพื่อไทย ยอมเป็นนั่งร้านให้กับกลุ่มอำนาจเดิมเพื่อใคร เพื่อคนตระกูลชินวัตรใช่หรือไม่ เพื่อให้บุคคล ในครอบครัวได้กุมอำนาจรัฐบาลให้บริวารได้เป็นรัฐมนตรี ถึงเวลานี้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วครับ ว่าสิ่งที่พวกเขาสงสัยไม่เป็นความจริง รัฐบาลเพื่อไทยไม่ได้เป็นนั่งร้านให้กับใครครับ เพราะอันที่จริงแล้วพวกเขาได้หลอมรวมกันกลายเป็นพวกเดียวกันทั้งหมดไปแล้วครับ ทำงานร่วมกันกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย หัวเราะรวมวงไปด้วยกันได้ไม่เกี่ยวกับ Generation หรือภูมิหลังใด ๆ ครับ เพราะพวกเขาใช้วิธีในการจัดการผลประโยชน์ที่เหมือนกันต่อรองกัน ผ่านสนามกอล์ฟเหมือน ๆ กัน ใช้อำนาจเปลี่ยนดำเป็นขาวเช่นเดียวกัน รู้ช่องทางในการทำมา หากินผ่านระบบราชการเหมือน ๆ กัน พูดอีกอย่างก็คือนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และ พรรคร่วมรัฐบาลพูดภาษาเดียวกันและเล่นเกมเดียวกันมาตั้งแต่แรกครับ พี่น้องประชาชน สังเกตได้ไม่ยากครับท่านประธาน เรื่องไหนที่สามารถเดินหน้ารวดเร็วได้ผิดปกติไม่สน คำทักท้วง รีบทำเรื่อง รีบผลักดันก็คือเรื่องที่ Deal ผลประโยชน์กันลงตัว อย่างเช่น เรื่อง Entertainment Complex ที่กลายมาเป็นวาระเร่งด่วนให้ความสำคัญเหนือการแก้ไข ปัญหาชาวนา หรือการพัฒนาการศึกษาเพื่อเยาวชน ท่านนายกรัฐมนตรีครับ จากวันที่ ๒๐ มีนาคมที่ผ่านมาที่สื่อมวลชนตั้งคำถามกับท่านว่าท่านรู้สึกอย่างไรกับคำว่า Deal แลกประเทศที่พวกผมตั้งชื่อให้จากการอภิปรายในครั้งนี้ ถ้าท่านจำได้ท่านตอบคำถามนั้น ว่าอะไรครับ ท่านถามสื่อมวลชนกลับไปว่าตระกูลชินวัตรได้อะไร สื่อมวลชนก็เลยอธิบายต่อครับ อธิบายต่อว่าก็ได้คุณทักษิณกลับบ้านอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีตอบคำถามต่อว่าอะไร ท่านจำได้ไหมครับ ท่านถามว่าได้คุณพ่อกลับมา อ๋อคงเป็นเรื่องนี้เรื่องเดียวตลอดไป ชัดเจนดี ครับท่านประธานอย่างน้อย ๆ นายกรัฐมนตรีก็รับตรง ๆ โดยนัยโดยการไม่ปฏิเสธว่า Deal ในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้เพื่อพาคุณพ่อกลับบ้านจริง ๆ เพราะถ้าหากไม่เกี่ยวสัญชาตญาณแรก ของคนตอบคำถามก็ต้องปฏิเสธทันที แต่นี่ไม่ได้ปฏิเสธใด ๆ ครับ แต่วันนี้ผมอยากจะชวน ท่านนายกรัฐมนตรีสนทนาต่อว่า Deal แลกประเทศที่พวกผมหมายถึงนั้นไม่ได้หมายถึงแค่ เรื่องพาคุณทักษิณกลับบ้าน แต่ยังหมายรวมถึงเรื่องอื่น ๆ ที่ประชาชนคนไทยต้องแลกด้วย ผลประโยชน์ของประเทศมากมายมหาศาลที่เกิดขึ้นภายใต้ Deal นี้ครับ ท่านประธานครับ ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ดูเผิน ๆ เหมือนว่าประเทศอาจจะได้อะไรที่ดีขึ้นกว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ แต่พอเวลาผ่านไป ๒ ปี เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าสิ่งที่เหมือนจะได้กลับเสียมากกว่าเดิม การเริ่มต้นและตั้งอยู่ของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ทำให้ประเทศไทยต้องจ่ายต้นทุน ราคาแพงทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ขอเริ่มต้นจากด้านการเมืองก่อนครับ ดูเผิน ๆ เหมือนว่าประเทศไทยได้หวนคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบเต็มใบเสียที ได้ออก จากยุคของรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจเผด็จการใช่ไหมครับ แต่พอดูดี ๆ ลงในเนื้อในรายละเอียด ครับท่านประธานกลับไม่เป็นอย่างนั้น รัฐบาลเพื่อไทยทำให้ความเป็นประชาธิปไตย ของประเทศถดถอยลง ดัชนีชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย อย่างเช่น Democracy Index คะแนนตกลงจากปี ๒๕๖๖ จากเดิมที่พวกเราได้ที่ ๖.๓๕ คะแนนเหลือเพียง ๖.๒๗ คะแนน ในปี ๒๕๖๗ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีประชาธิปไตยบกพร่องครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่คืบหน้ามิหนำซ้ำยังโดนนานาอารยประเทศในกลุ่มเสรีรุมประณามจากการส่งตัวชาวอุยกูร์ กลับประเทศจีนนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลเพื่อไทย ที่ไม่ว่าท่านจะรู้ตัวหรือไม่ครับท่าน นายกรัฐมนตรี ท่านกำลังทำให้ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศเสื่อมถอยลงภายใต้ เปลือกของคำว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในด้านเศรษฐกิจครับท่านประธานดูเผิน ๆ เหมือนเรากำลังจะได้รัฐบาลที่เก่งเรื่องเศรษฐกิจใช่ไหมครับ ที่ขนาดหลาย ๆ คนถึงแม้ เคยเป็นกองเชียร์ท่าน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับจุดยืนทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ในวันนี้ หลาย ๆ คนยอมปิดตาข้างหนึ่งเพื่อคาดหวังว่าจะให้รัฐบาลเพื่อไทยเข้ามาแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจปากท้อง อีกแล้วครับท่านประธานไม่เหมือนที่คุยกันไว้พายุหมุนทางเศรษฐกิจ ไม่เคยเกิดขึ้นเพราะไม่ได้ทำการบ้านอะไรมาล่วงหน้า จากที่เคยคุยไว้ว่าจะได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียงแค่ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ได้แค่ครึ่งเดียวของ คำโฆษณา แต่ทิ้งไว้ด้วยราคาที่สังคมไทยทุกคนต้องจ่ายอย่างสูงมากมายมหาศาล ปัญหาของ พรรคเพื่อไทยที่ผ่านมานะครับท่านประธาน คือการไม่ยอมรับว่าสมัยไทยรักไทยในอดีตนั้น ได้รับประโยชน์จากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ไม่ได้เก่งไปด้วยตัวเองเสียทั้งหมด ในทศวรรษ ๒๕๔๐ ในวิกฤติต้มยำกุ้งพรรคไทยรักไทยได้รับอานิสงส์ดี ๆ จากนโยบายที่กองไว้อยู่บนโต๊ะ แล้วครับ รอให้คนหยิบไปทำต่อได้ทันที มีนโยบายอะไรบ้างครับผมขอยกตัวอย่าง อาทิเช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เครือข่ายหมอชนบทในเวลานั้นเขาขับเคลื่อนมาอย่างยาวนาน มีคนเตรียมนโยบายดี ๆ ศึกษามาให้ท่านแล้ว ส่วนการกระจายเม็ดเงินสู่รากหญ้าก็มีบทเรียน จากประเทศญี่ปุ่นที่มาพร้อมกับโครงการมิยาซาวา อีกด้านหนึ่งครับเงินบาทที่อ่อนตัวลง ก็ช่วยให้การส่งออกของประเทศเติบโตแบบก้าวกระโดด จากเดิมที่มีสัดส่วนอยู่เพียง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี พุ่งทะยานไปเป็น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีเป็นหัวหอกเศรษฐกิจไทย ตัวใหม่ น่าเสียดายครับที่พอมาเป็นรัฐบาลเพื่อไทยนโยบายดี ๆ ที่เคยกองอยู่บนโต๊ะตอนนี้ ไม่มีอีกแล้ว พอต้องคิดเองทำเองทั้งหมดคิดไปทำไปทั้งหมดผลก็เลยออกมาเป็นแบบที่เป็นอยู่ ในแง่ของการบริหารประเทศการได้คุณทักษิณกลับมาอีกครั้งดูเผิน ๆ เหมือนประเทศไทย กำลังจะได้ผู้นำ Pack คู่ใช่ไหมครับ คนหนึ่งดูดีมีประสบการณ์เดินสายทำงานนอกทำเนียบ Show Vision ใหม่แทบทุกเวทีครับ ส่วนอีกคนอยู่ในตำแหน่งเป็นคนรุ่นใหม่ทำงานในทำเนียบ พร้อมประสานการทำงานกับคนรุ่นเก่า แล้วก็ไม่ต่างอะไรกับด้านการเมืองเศรษฐกิจที่ผม ได้บอกไปแล้วครับท่านประธาน ในความเป็นจริงสิ่งที่เกิดขึ้นเรากำลังมีผู้นำนอกระบบ ที่ทำงานนอกทำเนียบเป็นคนชี้นำวาระ เป็นคนให้ข้อมูลและนโยบายนำหน้ารัฐบาล โดยปราศจากความรับผิดรับชอบใด ๆ เพราะไม่ต้องถูกถ่วงดุลตรวจสอบ ในขณะเดียวกัน วันหนึ่งเคยบอกจะให้ค่าไฟ ๓.๗๐ บาท แต่ก็ไม่เคยเกิดอะไรขึ้น ผ่านมาอีกแค่ ๒ เดือนครับ อยู่ ๆ ก็บอกว่าจะลดค่าไฟให้เหลือ ๒.๕๐ บาท ราคาค่าไฟลดเร็วพอ ๆ กับความน่าเชื่อถือเลย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับท่านประธานกลายเป็นคนนอกระบบพูดไปเรื่อยไม่ต้องรับผิดชอบ อะไรเลย ส่วนคนที่อยู่ในระบบนั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ แทนที่จะเป็นพลังตัวแทนของคนรุ่นใหม่ กับขาดทั้งความรู้ ความสามารถ ขาดวุฒิภาวะ และขาดเจตจำนงทางการเมือง ลองดูครับ ขาดความรู้ความสามารถ ท่านนายกรัฐมนตรีครับการตอบคำถามสื่อมวลชนเรื่องค่าเงินบาทแข็ง ว่าจะช่วยการส่งออกผมคิดว่าเป็นข้อผิดพลาดอย่างน่าตกใจนะครับ ขาดทั้งวุฒิภาวะครับ ในขณะที่คนไทยทั่วทั้งประเทศรอฟังคำตอบเมื่อช่วงปลายปีว่านายกรัฐมนตรีจะเอาอย่างไร กับปัญหาค่าไฟแพงให้ท่านมาตอบกระทู้ในสภาครับ ท่านนายกรัฐมนตรีตอบคำถาม สื่อมวลชนว่า Merry Christmas ครับท่านประธาน ขาดเจตจำนงทางการเมืองครับ ๖ เดือน ที่ผ่านมาเราเคยเห็นการผลักดันอะไรที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำตัวจริง ผลักดันให้เกิดการ แก้ไขปัญหาได้บ้าง ตั้งแต่ฝุ่น PM2.5 ไปจนถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เกิดครับ เหลือแต่ การลอยตัวหนี้ปัญหาไม่สนใจ ไม่ Care ต่อความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชน เมื่อรวมผู้นำนอกระบบอย่างคุณทักษิณกับผู้นำในระบบอย่างคุณแพทองธารแล้ว ประเทศไทย เสีย ๒ ต่อ เพราะมีแต่คนที่กำหนดวาระที่ทำงานลอยตัวไม่ต้องรับผิดชอบกับคนที่ถืออำนาจรัฐ ที่ขาดคุณสมบัติครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมอยากให้ท่านตระหนักรู้ไว้อยู่เสมอว่า การกระทำของทุก ๆ ท่านล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นโดยตรงของประชาชน ท่านจะทำตัว แบบเดียวกับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร มองการเมืองในสภาเป็นเพียงแค่ เรื่องน่ารำคาญ มองวาระในสภาเปรียบเสมือนก้อนกรวดในรองเท้า มองนักการเมือง มอง สส. ในสภาเป็นเพียงแค่จำนวนนับให้ท่านจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ไม่ได้ ทุกท่านครับ เราลองมา ดูกันว่าตราบใดที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ยังดำรงอยู่ในตำแหน่งต่อไป ประเทศจะต้อง แลกมาด้วยอะไรอีกบาง
เรื่องที่ ๑ เรื่องค่าไฟครับ ในขณะที่ชาวสวนในจังหวัดลำพูนและพ่อแม่พี่น้อง ในจังหวัดพิจิตรที่ผมไปพบเจอมา มีทั้งชาวนา ชาวสวน ที่พวกเขาขาดแคลนแหล่งน้ำ เพื่อการเกษตร ต้องสูบน้ำเข้านา สูบน้ำเข้าสวนด้วยค่าไฟที่แพงแสนแพง ยังไม่นับรวมพ่อแม่ พี่น้องประชาชนตามครัวเรือนอีก ๒๑ ล้านครัวเรือนนะครับท่านประธาน นี่คือปัญหา ที่ประชาชนคนไทยกำลังรอฟังการแก้ไขปัญหาอยู่ แต่ภาพที่พวกเราเห็นครับ เห็นภาพอะไรครับ ภาพนายกรัฐมนตรีตัวจริงออกไปตีกอล์ฟกับกลุ่มทุนพลังงานที่สนามกอล์ฟครับ เพื่อ Deal สัมปทานไฟฟ้ามูลค่าหลายแสนล้านบาท เพื่อสูบเงินออกจากกระเป๋าชาวนาพ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรและคนไทยทุกคนไปเข้ากระเป๋าเจ้าสัว นี่คือต้นทุนอย่างแรกครับที่ประชาชน จะต้องจ่ายไปกับ Deal แลกประเทศนี้ เพราะรัฐบาลชุดนี้นอกจากไม่แตะต้องแล้วแต่พร้อม ที่จะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนที่เป็นคนใกล้ชิดของรัฐบาล
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธานยังมีเรื่องอะไรอีก ยกตัวอย่างในเรื่องที่ดินครับ ที่ผมไปพบเจอมาในจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดสุราษฎร์ธานีครับ รวมถึงพ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรอีกหลายล้านคนทั้งประเทศที่เขามีปัญหาป่าทับที่ มีปัญหาในเรื่องการให้สัมปทาน กับนายทุนที่ชาวนายังขาดที่ดินทำกินอีกเป็นจำนวนมากครับ ตื่นเช้ามาทุก ๆ วันก็ต้องรอลุ้น ว่าจะโดนเจ้าหน้าที่รัฐมาฟ้องร้องขับไล่เรียกคืนที่หรือเปล่า แต่สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่คืออะไรครับ คือการ Deal กันของ ๒ พรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนกรณีที่ดินมูลค่า หลายพันล้านบาท ย้อนแย้งต่อสายตาของประชาชนไหมครับ
เรื่องต่อไปครับท่านประธานไปต่อกันที่เรื่องการปฏิรูปกองทัพ ผมขอให้ ข้อสรุปเลยว่าประชาชนหมดหวังครับกับรัฐบาลชุดนี้ในการที่จะปฏิรูปกองทัพ เพราะผลงาน ผ่านมา ๖ เดือนของท่านเป็นที่ประจักษ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรณี พ.ร.บ. ระเบียบราชการ กระทรวงกลาโหมครับที่มุ่งหวังให้กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน รัฐบาลนำโดยพรรคเพื่อไทย เป็นหลักก็ถอยไม่เป็นท่า พ.ร.ป. ป.ป.ช. สด ๆ ร้อน ๆ ที่มุ่งหวังให้ทหารที่ทำทุจริตต้องมา ขึ้นศาลยุติธรรมไม่ต่างกับข้าราชการอื่น ๆ ไม่ใช่ไปขึ้นศาลทหารก็ถูกโหวตคว่ำโดยมี สส. พรรคเพื่อไทยที่นั่งอยู่ฝั่งโน่นลุกขึ้นมาอภิปรายในสภาว่าอะไรครับ อภิปรายว่าเพราะรัฐสภา แห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนทหารเราเลยต้องเกรงใจทหารนี่ละครับรัฐบาลชุดนี้ ชัดเจนครับท่านประธาน ว่าพรรคเพื่อไทยได้หลอมรวมเข้าไปเป็นพวกเดียวกันกับพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมขัดขวางการปฏิรูปกองทัพทุกรูปแบบ ประชาชนหมดหวังครับกับการยกเลิกการบังคับ การเกณฑ์ทหารที่ผลการศึกษาชี้ชัดแล้วครับท่านประธาน การเกณฑ์ทหาร ๑ ครั้งทำให้ ประเทศไทยต้องสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจไปหลายหมื่นล้านบาทครับจากคนที่ถูกจับใบแดง นี่คืออีกหนึ่งต้นทุนที่ประเทศนี้ต้องเสียไปจาก Deal แลกประเทศ มาดูที่ด้านต่อมาครับ ท่านประธานในเรื่องของความยุติธรรม ในขณะที่พ่อแม่พี่น้องใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ที่ผม ไปพบเจอมาด้วยตัวเองครับยังรอฟังคำตอบในเรื่องของการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพใน ๓ จังหวัดชายแดนใต้ หลาย ๆ ครอบครัวครับยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ยังไม่ได้รับการคืน ความยุติธรรมให้กับคดีตากใบ แต่นายกรัฐมนตรีครับ จงใจปล่อยปละละเลยไม่เร่งรัดติดตาม ในการนำตัวจำเลยที่หลบหนีไปต่างประเทศกลับมาดำเนินคดีเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับ พ่อแม่พี่น้องในจังหวัดชายแดนใต้ และในขณะที่นายกรัฐมนตรีตัวจริงนอกระบบครับ กลับได้รับสิทธิอยู่ในชั้น ๑๔ เหนือกฎเกณฑ์ใด ๆ เหนือระบบยุติธรรมในประเทศนี้ที่มี คุณแพทองธาร ชินวัตร ผู้เป็นบุตรสาวรับรู้รับทราบสถานะของคุณพ่อตัวเองมาโดยตลอด ยังมีกรณีผู้ต้องขังคดีทางการเมืองครับที่ผมไปเจอมาด้วยตัวเองที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่พวกเขากำลังรอฟังคำตอบในเรื่องของการนิรโทษกรรมครับ ที่แม้แต่วันนี้แค่ข้อสังเกต ในเล่มรายงานพรรคเพื่อไทยยังไม่กล้าโหวตรับเลยครับ หมดหวังกันได้แล้วครับกับการทวงคืน ความยุติธรรมให้กับประเทศนี้ นี่คืออีกหนึ่งอย่างที่เราต้องแลกไปจาก Deal แลกประเทศครับ ท่านประธานครับ ในขณะที่สังคมไทยมีฉันทามติร่วมกันแล้วว่าพวกเราต้องการผลักดัน ในเรื่องของการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ลอยตัวครับ ควบคุมเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ ตอกตะปูปิดฝาโลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าประชาชน คนไทยจะไม่มีวันมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทันต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าแน่นอน ที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะว่าท่านไม่สามารถที่จะกำกับดูแลเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลท่านได้ ที่เถียงกันในสภา เป็นเพียงแค่ละครปาหี่ว่าจะทำประชามติกี่ครั้งรู้กันอยู่แล้วครับว่าเป็นข้ออ้างทางกฎหมาย มาบังหน้าเหตุผลทางการเมือง เพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่อยากแก้ มีเสียง สว. อยู่ในมือจะ แก้ทำไม ประเทศก็เลยต้องสูญเสียไปอีก ๑ ครั้งที่ต้องอยู่ภายใต้กติกาที่ร่างมาโดย คสช. สืบทอดกลไกที่มาจากคณะปฏิวัติรัฐประหาร และไม่แก้ไขดำรงไว้โดยรัฐบาลของแพทองธาร ชินวัตร ท่านประธานครับ ในขณะที่พวกเราต้องทนอยู่กับปัญหารายล้อมรอบตัวเดินออกจาก บ้านก็เจอฝุ่นปัญหา PM2.5 ใครอยู่ติดชายฝั่งทะเลก็ต้องเจอปัญหาปลาหมอคางดำ ยังไม่นับรวม สถานการณ์การค้าโลกนะครับที่วันนี้ Supply Chain หรือห่วงโซ่อุปทานของโลกถูกฉีกออกเป็น ๒ ส่วน บีบให้ทุกประเทศครับจะต้องเลือกข้างหรือไม่อย่างนั้นผู้ประกอบธุรกิจก็ต้องมีต้นทุน ที่สูงขึ้นจากการแยกโรงงาน แยกธุรกิจออกไปตั้งอยู่ในทั้งสองห่วงโซ่อุปทานนั้น ภายใต้ ปัญหาประเทศที่รุมเร้า บริบทโลกที่บีบรัดครับ เศรษฐกิจไทยกลับโตรั้งท้ายในกลุ่มประเทศ อาเซียน ต้นทุนในการดำรงชีวิตของประชาชนสูงขึ้น คุณภาพชีวิตของทุก ๆ คนแย่ลงครับ โอกาสในการประกอบธุรกิจหมดไป ขีดความสามารถของประเทศถดถอย สิ่งที่พวกเรา เคยเก่งในวันนี้คือสิ่งเดียวกันกับที่พวกเราเคยเก่งเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วครับ ยกตัวอย่างอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปภายใน จากที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ ท่านประธานครับ ลำพังการแจกเงินการสร้าง Entertainment Complex คงไม่สามารถกู้วิกฤติให้กับประเทศนี้ได้ เพราะเงินหมื่นที่แจกไปได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้สร้างการเติบโตใด ๆ ให้กับเศรษฐกิจไทยเลย การสร้าง Entertainment Complex ก็มองเห็นได้อย่างชัด ๆ ล่วงหน้าว่าจะมีผู้ได้รับ ผลประโยชน์อยู่เพียงไม่กี่กลุ่มก็คือกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล นี่คืออีกหนึ่งโอกาสที่คนไทย จะต้องสูญเสียไปจากการที่มีรัฐบาลคิดไปทำไปหาทางซื้อคะแนนเสียงไปวัน ๆ ท่านประธานครับ จากทั้งหมดที่ผมได้อภิปรายมานี้ได้ชี้ให้ทุกคนเห็นแล้วครับว่า Deal แลกประเทศในครั้งนี้ มีเพียงคนไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับผลประโยชน์ แม้จะต้องทำลายล้างระบบนิติรัฐ ระบบนิติธรรม หรือกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศ ไปถึงการยอมที่จะทำให้ประเทศไทย ถูกแช่แข็ง เศรษฐกิจล้าหลัง ทิ้งซากปรักหักพังไว้ให้กับคนอีกกว่า ๙๙ เปอร์เซ็นต์ในประเทศนี้ ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทุกมิติปัญหาสำคัญ ๆ ของประเทศยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของประสิทธิภาพความโปร่งใสความเป็นประชาธิปไตยดัชนีตกลงทุกด้าน คอร์รัปชัน Perception Index หรือดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชันตกต่ำมากที่สุดในรอบ ๑๒ ปียิ่งกว่ายุครัฐบาล คสช. เสียอีก ประชาชนหมดหวังในการทำธุรกิจ การประกอบสัมมา อาชีพตั้งแต่ภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ ปากท้องของคนไทย ๙๙ เปอร์เซ็นต์ แย่ลงทุกระดับ และถ้ามองไปในอนาคตราคาที่ประเทศไทยจะต้องจ่ายในรัฐบาลแพทองธาร สูงมากกว่านี้เป็นทวีคูณนะครับ พวกเรายังต้องเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสงครามการค้าโลก เราจะต้องแลกหรือเสียอะไรไปอีกเท่าไรจากการที่มีแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ต่อไป สิ่งที่พวกเราได้รับครับไม่ใช่ว่าได้รับรัฐบาลนี้เข้ามาช่วยทำให้ ประเทศดีขึ้น แต่กลับทำให้พวกเราอ่อนแอลง ไม่กล้าฝัน ไม่กล้าหวังกับอนาคตที่ดีกว่า ภายใต้ รัฐบาลชุดนี้ที่เกิดขึ้นจากการจัดตั้งภายใต้ Deal แลกประเทศ ไม่มีแล้วครับ ๒ ก๊ก ๓ ก๊ก เหลือก๊กเดียวอย่างเดียวเท่านั้น ก็คือพรรคร่วมคณะรัฐประหารที่กลายเป็นพวกเดียวกัน หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมในฐานะผู้นำฝ่ายค้านจึงไม่อาจไว้วางใจ ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งอยู่ในนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ต่อไปขอเชิญ ท่านพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐครับ ซึ่งขอเวลามา ๑๐ นาที ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีเกียรติทุกท่านครับ
ท่านประธานครับ
ท่านพลเอก ประวิตร ขอความกรุณาสักครู่นะครับ ผมจะได้ฟังคุณก่อแก้วเขาประท้วงเรื่องข้อบังคับ ด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ ผม ก่อแก้ว พิกุลทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตสอบถามท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๙ เพื่อความชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานของการประชุมในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ผมเป็น สส. มาตั้งแต่วันที่ ๗ สิงหาคมปีที่แล้ว เข้าประชุมทุกครั้งแต่ไม่เคยเจอท่านผู้อภิปราย ท่านนี้มาเข้าประชุมสักครั้งหนึ่ง ผมเลยอยากถามท่านประธานว่า
ท่านประท้วง ข้อบังคับข้อไหนครับ
ข้อ ๙ ครับ เพราะท่านประธาน กำลังจะต้องตอบคำถามผมในการวินิจฉัยว่าท่านผู้นี้เป็นผู้เหมาะสมในการที่จะทำหน้าที่ อภิปรายวันนี้หรือไม่ เพราะว่าตั้งแต่ผมร่วมประชุมสภามาตั้งหลายเดือนผมไม่เคยเห็นท่าน ผู้นี้มาร่วมประชุมสักครั้งหนึ่ง
เดี๋ยวผม ขออนุญาตครับ อันนั้นเป็นคนละประเด็นเรามีข้อบังคับเรื่องการมาประชุมอะไรต่าง ๆ ซึ่งเลขาธิการก็จะพิจารณา แต่วันนี้ท่านก็มาตามข้อบังคับคือการขออภิปรายไม่ไว้วางใจ มาตรา ๑๕๑ ท่านในฐานะสมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้านก็มีสิทธิอภิปรายครับ ขอเชิญนั่งได้ครับ ผมไม่อนุญาตแล้วกรุณานั่งลงได้ครับ ผมดูแล้วไม่ได้ผิดข้อบังคับนะครับ แล้วประธานควบคุม การประชุมก็ยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขอความกรุณาครับ ท่านจะนั่งไหมครับ กรุณานั่งครับ ขอเชิญท่าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ท่านขอเวลา ๑๐ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะหัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้าน พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ได้เข้าชื่อเสนอญัตติอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้มีพฤติการณ์อันไม่อาจไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ต่อไปอีก
ประเด็นแรก การดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจผิดพลาดล้มเหลว วันนี้ พี่น้องประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส เกิดปัญหาทุกข์ยากทุกหัวระแหง ปัญหาปากท้องไม่ได้ รับการแก้ไขอย่างที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญา พนักงานถูกเลิกจ้าง บริษัท ห้างร้านปิดกิจการ จำนวนมาก การแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุดผิดที่ผิดทาง ประชาชนเกิดปัญหาหนี้สินทั้งในระบบ และนอกระบบ หนี้ครัวเรือนสูงถึง ๑๐๔ เปอร์เซ็นต์ ราคาข้าวโพด ข้าว มันสำปะหลัง ราคาอ้อย ปาล์มน้ำมัน พืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตลาดหุ้นดำดิ่ง เศรษฐกิจไทยมืดมน รัฐบาลกลับนิ่งเฉย ไม่มีมาตรการใด ๆ มาแก้ปัญหาปากท้องให้กับพี่น้องประชาชน จริง ๆ ผมพยายามเอาใจช่วย ท่านนายกรัฐมนตรีให้แก้ปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชนได้สำเร็จนะครับ เพราะเห็นว่า นายกรัฐมนตรีเคยบริหารด้านเศรษฐกิจมาก่อน ด้านธุรกิจมาก่อน คงมีประสบการณ์ที่จะมา ช่วยประเทศชาติได้บ้าง แต่ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ซ้ำยังถอยหลังไปอีกจนจีดีพีของไทยรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียน และที่สำคัญคือ การตัดสินใจที่ผิดพลาด ขาดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจด้วยการตัดงบประมาณ นับแสนล้านบาทที่ควรจะอัดฉีดเข้าสู่เศรษฐกิจ แต่นายกรัฐมนตรีกลับเอาเงินก้อนนี้ไปแจก เงินหมื่น ซึ่งธนาคารโลกและกองทุนไอเอ็มเอฟได้ออกมาเตือนแล้วว่าการแจกเงินหมื่น ไม่ได้ผลควรกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่าง ๆ แทน ถ้านายกรัฐมนตรีได้ศึกษาข้อมูล เศรษฐกิจอย่างรอบคอบในทุกด้านวันนี้คนไทยคงจะไม่ลำบากทุกข์ใจในเรื่องปากท้องอย่าง แสนสาหัสเช่นนี้ ท่านจะนำพาประเทศให้รอดพ้นปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร
ประเด็นต่อมา ผมห่วงประเทศชาติเป็นอย่างมากและไม่สบายใจต่อการ ดำเนินนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงคือเรื่อง MOU44 ที่วันนี้ท่านพาประเทศชาติไปสู่ ความเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดนและทรัพยากรทางทะเลมูลค่ามหาศาล ที่น่าเศร้าใจคือ ลูกเรือของประเทศไทยที่นายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะนำกลับมา แต่นี่ก็ผ่านมา ๔ เดือนแล้ว ก็ยังไม่ได้กลับ ในฐานะที่ผมทำงานด้านความมั่นคงมาตลอดทั้งชีวิตเป็นผู้บัญชาการทหารบก เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผมทราบดีว่า งานด้านความมั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ จำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ ในหลาย ๆ มิติอย่างมาก ผมเห็นใจท่านนายกรัฐมนตรีที่ต้องมาเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องที่ท่าน ไม่มีประสบการณ์ แต่เรื่องความมั่นคงของชาติสำคัญอย่างยิ่ง ประเทศชาติไม่ใช่เวทีที่จะให้ มือสมัครเล่นมาซ้อมมือได้นะครับ
ประเด็นที่ ๓ การบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ ร่างกฎหมายประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรที่เรียกว่า Entertainment Complex รัฐบาลพยายามที่จะผลักดันมันมีช่องทำให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้อง ขอย้ำว่ากาสิโนจะนำชาติไปสู่ความหายนะอันตรายอย่างที่สุด เพราะจะทำให้ สังคมอ่อนแอและเกิดธุรกิจสีเทาติดตามมาอีกมาก ซึ่งทุกวันนี้การปล่อยปละละเลยในเรื่อง ต่าง ๆ ก็ส่งผลให้ไทยได้กลายเป็นแหล่งฟอกเงินธุรกิจสีเทา ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม และพนันออนไลน์มากมายอยู่แล้ว
อีกประเด็นสำคัญคือนายกรัฐมนตรีขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ท่านได้ทำนิติกรรมอำพรางยื่นบัญชี ทรัพย์สินอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เรื่องการถือหุ้นบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นที่ดินธรณีสงฆ์ ท่านไม่ควรแสวงประโยชน์ในทางที่ผิด นอกจากนั้นท่านได้ปล่อยปละละเลยให้บุคคล ในครอบครัวมากระทำให้เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธานที่เคารพ การที่ บุคคลในครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีได้เรียกแกนนำของพรรคการเมืองไปพูดคุยในการ จัดตั้งรัฐบาลที่บ้านจันทร์ส่องหล้าและบุคคลในครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีทำตัวเป็น ผู้มีอิทธิพลเหนือพรรคส่อไปในทางครอบงำหรือไม่ เรื่องนี้ขอให้เป็นไปตามการตรวจสอบของ องค์กรที่เกี่ยวข้องต่อไป ผลจะเป็นอย่างไรนั้นผมเชื่อว่าประชาชนเป็นผู้ตัดสินท่านเอง ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นไม่ใช่กล่าวหาด้วยความอคติ แต่ตามหลักฐานข้อเท็จจริงทุกประการ สส. ของพรรคพลังประชารัฐอีก ๔ ท่าน จะนำเสนอในรายละเอียดต่อไป ผมขอขอบคุณ ทุกท่านในที่นี้ โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี ประชาชนทุกคนที่รับฟังในสิ่งที่ผมพูด ผมเป็น คนพูดไม่เก่งอาจไม่กระฉับกระเฉงเท่ากับตอนเป็นหนุ่ม ๆ ผมจึงใช้ใจบันดาลแรงบริหารประเทศ ให้สำเร็จมาได้หลายอย่าง ส่วนนายกรัฐมนตรีเป็นคนหนุ่มสาวที่ยังแข็งแรง ผมเชื่อว่า ท่านบริหารประเทศด้วยสติปัญญา มีความอ่อนน้อมแต่หนักแน่นในหลักการ ยึดถือประโยชน์ ของประเทศชาติมากกว่าครอบครัวและพวกพ้อง ประชาชนจะชื่นชมและยอมรับท่านเอง ผมขอจบเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ โชคดีครับ
ขอบคุณครับ ไม่ต้องปรบมือครับ ต่อไปท่านนายกรัฐมนตรีจะขอชี้แจง เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพและสมาชิกอันทรงเกียรติทุกท่านค่ะ เชื่อว่าหลังจากนี้ก็จะมีสมาชิกทางฝ่ายค้าน ขึ้นมาอภิปรายในประเด็นต่าง ๆ ต่อจากนี้อีกหลายท่านนะคะ ดิฉันก็พยายามจะตอบทุก ๆ หัวข้อจะได้มีความสบายใจขึ้นนะคะ สำหรับหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐผู้อาวุโส เมื่อสักครู่ ดิฉันได้ฟังท่านพูดแล้วได้จับเวลาด้วยนาฬิกาตัวเองท่านพูดประมาณสิบนาทีนะคะ แล้วก็ อยากจะบอกว่าที่ท่านสมาชิกอาวุโสพูดเมื่อสักครู่นี้ไม่เป็นความจริงค่ะ ขอบคุณค่ะ
ต่อไปนะครับ คุณพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ ขอพูด ๒๐ นาที เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด เพชรบูรณ์ เขต ๑ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะฝ่ายค้านขออนุญาตร่วมอภิปรายในญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วยเอกสารหลักฐานที่จะนำเรียนท่านประธาน โดยมีประเด็นที่มีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับญัตติ เรื่องความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ของตัวท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งดิฉันได้กล่าวในลำดับถัดไป โดยดิฉันจะทำหน้าที่อภิปรายตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้านอย่างมืออาชีพตรงไปตรงมา โดยมิได้มีอคติต่อตัวท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นหากท่าน นายกรัฐมนตรีจะได้ใช้เวทีแห่งนี้ในการตอบขออภิปราย ข้อซักถามในทุกประเด็นของท่าน นายกรัฐมนตรี ด้วยความกระจ่าง ชัดเจน และคลายข้อสงสัยให้แก่สาธารณะให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ดิฉันเชื่อว่าน่าจะเป็นผลดีต่อตัวท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลด้วยซ้ำไปที่จะสามารถขจัด ข้อกังวลและอุปสรรคต่าง ๆ และจะดำเนินการบริหารกิจการประเทศต่อไปได้อย่างราบรื่น และมั่นคงเช่นเดียวกัน วันนี้ดิฉันได้รับมอบหมายจากท่านหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ท่านพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้รับผิดชอบอภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธารชินวัตร ขออนุญาตเข้าประเด็นเลยนะคะ
ประเด็นที่ ๑ เป็นเรื่องนิติกรรมที่เป็นข้อสงสัยต่อสาธารณะค่ะ ขออนุญาต ท่านประธานขึ้นสไลด์หน้าที่ ๑ ด้วยค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิป Presentation)
ขอสไลด์หน้าที่ ๑ ด้วยนะคะ
เจ้าหน้าที่ห้องโสต ช่วยสไลด์แผ่นที่ ๑ ของคุณพิมพ์พรด้วยนะครับ
ในประเด็นนี้ก็คือมาจาก การยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของท่านนายกรัฐมนตรีนะคะ ระหว่างนี้ดิฉันก็ ขออนุญาต
เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ กำลังค้นหาอยู่เชิญครับ
บัญชีรายการแสดงหนี้สินอื่น ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ยื่นในหน้าที่ ๕ ระหว่างที่รอสไลด์ก็คือดิฉัน จะพูดถึงรายการหนี้สินอื่นจำนวนเงิน ๔,๔๓๔,๕๒๒,๓๓๘ บาท ๒ สตางค์ ซึ่งหนี้สินอื่นนี้ ประกอบไปด้วย เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อชำระค่าหุ้นให้กับพี่น้องเครือญาติและบุคคล ในครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น ซึ่งแยกเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินจำแนกได้เป็น ๕ บุคคลด้วยกัน จากการตรวจสอบตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวขอสไลด์ในหน้าถัดไปเลยค่ะ นี่คือหนี้สินอื่นจากบัญชีทรัพย์สินที่มีการลงนามโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สไลด์หน้าถัดไปเป็นรายละเอียดประกอบรายการหนี้สิน ๔,๔๓๔ ล้านบาทเศษ ซึ่งระบุว่า เป็นคนในครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น ท่านประธานคะ จากการตรวจสอบ ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวทั้ง ๙ ฉบับ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ไล่เรียงมาล้วนเป็นตั๋วสัญญา ใช้เงินที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้คืนและไม่มีการคิดดอกเบี้ย กรณีนี้ดิฉันก็ไม่อาจเข้าใจ ได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีเจตนาที่จะผ่องถ่ายทรัพย์สิน โอนหุ้นระหว่างเครือญาติหรือไม่ เพราะโดยปกติวิสัยแล้วในการกู้ยืมเงินกันหรือการซื้อขายกันหากมีการกู้ยืมเงินกันจริงก็ต้อง มีการกำหนดระยะเวลาใช้คืนและมีกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ ท่านประธานคะ ตั๋วเงินสัญญา ใช้เงินในลักษณะนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗ บัญญัติไว้ว่าหากเป็น การกู้ยืมกันระหว่างบุคคลและไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยกันไว้สามารถเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ย เงินกู้ตามกฎหมายได้ร้อยละ ๓ บาทต่อปี ในลักษณะตั๋วสัญญาใช้เงิน ๔,๔๓๔ ล้านบาทเศษนี้ หากคิดดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะคิดดอกเบี้ยได้เป็นจำนวนเงินถึง ๑๓๒ ล้านบาทต่อปี ซึ่งรัฐสามารถจัดเก็บภาษีต่อเนื่องได้อีกเป็นจำนวนเงินจำนวนหนึ่ง เงินจำนวนนี้อาจจะดูไม่มากนัก แต่หากเงินจำนวนนี้ตกไปอยู่ในพื้นที่ถิ่นทุรกันดารที่ พี่น้องประชาชนรอคอยความช่วยเหลือ รอคอยการพัฒนาเงินจำนวนนี้จะเป็นเงินที่สร้าง ประโยชน์มหาศาลให้กับพี่น้องในพื้นที่นั้นอย่างแน่นอนค่ะ จากการตรวจสอบเอกสารภาษี ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกับไม่พบการตั้งหนี้ภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเอาไว้ แล้วก็ ไม่พบรายจ่ายสำหรับภาษีเงินได้แจ้งเอาไว้เช่นกัน ดิฉันจึงตั้งข้อสังเกตว่าการกู้เงินตาม ตั๋วสัญญาดังกล่าวนี้เป็นการทำนิติกรรมที่อาจทำให้รัฐเสียหายจากรายได้ภาษีหรือไม่ อย่างไร เมื่อไม่ปรากฏการตั้งภาระภาษีหนี้บุคคลธรรมดาเอาไว้ ตามกฎหมายประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๙ บัญญัติไว้ว่าเงินได้พึงประเมินหมายความว่าเงินได้อันเข้าลักษณะพึงเรียกเสีย ภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่น ที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้ สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๔๐ และเครดิตภาษีตามมาตรา ๔๗ ทวิด้วย นั่นหมายความว่าอย่างไรคะ นั่นหมายความว่าเมื่อถอดความจากบทบัญญัติตามกฎหมาย ประมวลรัษฎากรแล้วเงินได้พึงประเมินย่อมหมายถึง ตัวเงินที่เป็นตัวเงิน รวมถึงทรัพย์สิน และประโยชน์อย่างอื่นที่อาจประเมินมูลค่าเป็นตัวเงินได้ เพราะฉะนั้นตั๋วสัญญาใช้เงิน ดังกล่าวที่เกิดจากการได้รับหุ้นก็ต้องถือเป็นเงินได้พึงประเมินเช่นเดียวกัน ท่านประธานคะ ประเด็นความผิดที่อาจจะเกิดขึ้นจากตั๋วสัญญาใช้เงิน ๔,๔๓๔ ล้านบาทเศษนี้คืออะไร หากมองในแง่ของการทำธุรกรรมแล้วกรณีดังกล่าวอาจจะไม่สามารถชี้ชัดว่าขัดต่อเรื่อง ข้อกฎหมายในข้อใดอย่างชัดเจน แต่หากมองในเรื่องของจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยค่ะ ท่านย่อมเป็นที่ จับจ้องเป็นที่สังคมให้ความสนใจพี่น้องประชาชนให้ความคาดหวังในตัวท่านนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะในฐานะที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเป็นคนรุ่นใหม่ค่ะ คน Gen ใหม่ คนรุ่นใหม่ จับตามองดูท่านและอาจจะนำท่านเป็นแบบอย่างต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนคาดหวังค่ะให้ท่านได้บริหารประเทศและกอบกู้สถานการณ์บ้านเมืองให้เดินไป ในทิศทางที่ดีด้วยปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ หากท่านนายกรัฐมนตรีจะสามารถชี้แจงและคลายความ สงสัยได้ก็คงจะเป็นประโยชน์กับสาธารณชน ดิฉันขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นที่ ๒ เลยนะคะ
ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินอีกอยู่เหมือนเดิม แต่เป็น ในเรื่องของการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ ขอสไลด์หน้าที่ ๓ ขึ้นด้วย ในสไลด์หน้าที่ ๓ นี้เป็นเอกสารประกอบรายการบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของท่านนายกรัฐมนตรีในหน้าที่ ๕ ซึ่งแสดงถึงข้อมูลรายได้และรายจ่ายต่อปี โดยประมาณ ซึ่งดิฉัน Highlights ในรายการที่ ๒ เอาไว้เป็นรายได้จากทรัพย์สิน ในส่วนที่ ๓ ข้อที่ ๓ เป็นรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สิน รายการดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม กฎหมายประมวลรัษฎากรมาตรา ๔๐ (๕) ซึ่งผู้มีเงินได้ตามรายการดังกล่าวนั้นจะต้องยื่น แบบแสดงรายการการเสียภาษีด้วยแบบ ภ.ง.ด. ๙๔ แบบ ภ.ง.ด. ๙๔ ตามความหมายของประมวลรัษฎากรคืออะไร คือแบบแสดงรายการภาษี ของบุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๕) ถึง (๘) นั่นหมายความว่าการที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้แสดงรายได้จากค่าเช่าทรัพย์สิน แต่กลับไม่พบแบบแสดงรายการภาษี ภ.ง.ด. ๙๔ ปรากฏอยู่ในสไลด์ถัดไป สไลด์ถัดไปจะแสดงถึงเอกสารประกอบรายการทรัพย์สิน ที่ท่านยื่นไว้จะพบเพียง ภ.ง.ด. ๙๐ และ ภ.ง.ด. ๙๑ แต่ไม่ปรากฏ ภ.ง.ด. ๙๔ อยู่ หากท่าน นายกรัฐมนตรีท่านไม่ได้ยื่นแบบ ภ.ง.ด. ๙๔ จะเกิดอะไรขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะ เข้าข่ายมีความผิดต่อหน้าที่ของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ (๙) นั่นคือหน้าที่ของ ปวงชนชาวไทยที่ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติค่ะ และตามกฎหมายประมวลรัษฎากร เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๕) ถึง (๘) เกินกว่า ๖๐,๐๐๐ บาท ในครึ่งปีแรก ท่านประธานคะ ในกรณีดังกล่าวอาจจะดูได้ว่าไม่ได้มีความผิดอะไรร้ายแรง หากท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการไปยื่นเพิ่มเติมหลังจากตรวจสอบเสียภาษี เสียเงินเพิ่ม เสียเบี้ยปรับไปแล้ว แต่อย่างไรก็ดีการที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีนั่นหมายความว่าท่านจะต้อง มีความละเอียดรอบคอบให้มากที่สุด เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินการตัดสินใจ ที่ผิดพลาด เนื่องจากขาดความละเอียดรอบคอบแล้วนั้นอาจจะนำพาให้ประเทศชาติ เกิดความเสียหายได้เช่นกัน
ขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นที่ ๓ ประเด็นที่ ๓ ก็มาจากในเรื่องบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินอีกเป็นในเรื่องของกรณีการถือครองและโอนหุ้นของท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้รับโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๗ และท่านได้เข้ามารับตำแหน่งในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๗ ตามหนังสือที่ท่านยื่นในเอกสารบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ขอสไลด์ถัดไป ด้วยค่ะ ก่อนที่ท่านจะเข้ามารับตำแหน่งในวันที่ ๖ กันยายน เป็นที่ทราบกันดีจากประวัติ ในเอกสารที่แสดง ท่านได้มีการลาออกจากบริษัทหลาย ๆ บริษัทหลายที่เป็น ๒๐ กว่าแห่ง และมีอีกเรื่องหนึ่งก็คือเราก็ทราบกันว่าท่านมีการโอนหุ้นอีกหลายบริษัทเช่นกัน หนึ่งใน ตัวอย่างที่ดิฉันจะยกขึ้นมาไม่ได้มีประเด็นอะไรเกี่ยวกับการโอนหุ้นให้บุคคลในครอบครัวของ ท่านเลย แต่จะชี้ให้เห็นเกี่ยวกับเรื่องหลักการทางบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการยื่นภาษีเงินได้ของ ท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ จากเอกสารในสไลด์ที่ดิฉันได้ขึ้นแสดงบนจอ รายการนี้เป็นเอกสาร สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น บอจ. ๕ ของบริษัทแห่งหนึ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทำการลาออก ณ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๗ ยังปรากฏว่ามีชื่อของท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และหมายเลขหุ้นตลอดจนการถือครองหุ้นปรากฏอยู่ในสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ขอดูสไลด์ถัดไปค่ะ หากเราติดตามมาในสไลด์ถัดไปก็เป็นเอกสารแสดงสำเนารายชื่อ ผู้ถือหุ้นอีกเช่นกันในบริษัทเดียวกัน ซึ่งคัดจากสมุดบัญชีผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๗ เอกสารฉบับนี้แสดงให้เห็นว่าหมายเลขหุ้นดังกล่าวที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ถือไว้ตาม จำนวนดังกล่าวนั้นถูกเปลี่ยนมาอยู่ในลำดับที่ ๑ ให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัว ในลำดับที่ ๑ ถือหุ้นด้วยหมายเลขหุ้นเดิม มีการเปลี่ยนแปลงการโอนหุ้นไปในวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๗ ก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะเข้ามารับตำแหน่งในวันที่ ๖ กันยายน เพียง ๓ วันเท่านั้นค่ะ การเปลี่ยนแปลงการโอนหุ้นนี้ดิฉันจึงตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อมีการโอนหุ้น เกิดขึ้นแล้วการโอนหุ้นนี้กลับไม่ปรากฏรายได้ค่าหุ้นค้างรับหรือรายได้จากการขายหุ้นใด ๆ ที่แสดงในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ยื่นแสดงต่อ ป.ป.ช. เลย ในสไลด์ ที่ดิฉันได้แสดงเกี่ยวกับข้อมูลรายได้และรายจ่ายต่อปีในหน้าที่ ๕ ที่ได้แสดงมาก่อนหน้านี้แล้ว ในรายได้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีแสดงก็ไม่ปรากฏพบถึงรายได้จากการโอนหุ้น ในทางบัญชี จะอธิบายได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีอาจยื่นแสดงรายการขายทรัพย์สินไม่ครบถ้วนหรือไม่ เพราะหากท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าเป็นการโอน หรือการให้โดยเสน่หาท่านก็ยังคงต้องเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกอยู่ดีค่ะ ดิฉันจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ให้ได้ช่วยกรุณาชี้แจงในประเด็นทางด้านบัญชีต่าง ๆ ๒ ๓ ประเด็นที่ดิฉันได้กล่าวไว้ สุดท้ายนี้ ดิฉันในฐานะฝ่ายค้านอยากนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ท่าน เป็นผู้หญิงเหมือนกันค่ะ ดิฉันก็ยังรู้สึกดีใจ รู้สึกยินดี และขอบคุณในระบอบประชาธิปไตย ของประเทศไทยเราที่ได้ให้โอกาสผู้หญิงได้มาเป็นผู้นำของประเทศนะคะ และที่สำคัญ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านเป็นคนรุ่นใหม่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายค่ะหากท่านนายกรัฐมนตรีจะถูก มองว่าบริหารประเทศอย่างไม่โปร่งใสยากต่อการตรวจสอบ เพราะฉะนั้นการตอบข้ออภิปราย ข้อซักถามในทุกประเด็นของท่านนายกรัฐมนตรีในวันนี้จะช่วยสร้างความกระจ่างชัดเจน และ คลายข้อสงสัยกับสาธารณะให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ดิฉันเชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อตัวท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลที่จะสามารถดำเนินการบริหารประเทศได้อย่างราบรื่นและมั่นคงดังที่ได้กล่าวไว้ ต่อไป ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปก็จะเป็น คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ซึ่งขอเวลามา ๗๐ นาที ขอเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสมาชิกทุกท่านรวมทั้งท่านประธานคงทราบดีนะครับว่า คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๖๐ ของรัฐธรรมนูญใน (๔) และ (๕) คือต้องมี ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง แล้วถ้ามาดูรัฐธรรมนูญในหมวด ๔ หน้าที่ของปวงชน ชาวไทยในมาตรา ๕๐ (๙) ก็ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่ กฎหมายบัญญัติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้รับการยกเว้นจากรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ และโดย สำนึกแล้วคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของการเสียภาษีด้วยซ้ำ มาดูต่อในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ มาตรา ๖๒ ก็ระบุเอาไว้อีกว่ารัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงยั่งยืน ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง และจัดระบบภาษีให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม ผมต้องย้ำตรงนี้ครับว่าการจัดเก็บภาษี ระบบภาษี ต้องมีความเป็นธรรมต่อสังคม ถ้าตัว นายกรัฐมนตรียังทำตัวหนีภาษีความเป็นธรรมในเรื่องภาษีจะเกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างไร ท่านประธานครับ ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วว่าภาษีเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศที่จะนำเอา มาใช้พัฒนารวมทั้งดูแลในเรื่องสวัสดิการของพี่น้องประชาชน และหนึ่งในปัญหาในการ จัดเก็บภาษีของประเทศไทยในปัจจุบันก็คือการที่คนรวยบางกลุ่มบางก้อนใช้ช่องว่าง ทางกฎหมายในการหลบเลี่ยงภาษี ซ้ำร้ายครับในหลายกรณีเป็นการกระทำที่เข้าข่าย การหลีกเลี่ยงหรือการหนีภาษีด้วยซ้ำ จึงทำให้ภาระการเสียภาษีส่วนใหญ่ของประเทศไทย ตกอยู่กับมนุษย์เงินเดือนชนชั้นกลาง ประชาชนชาวรากหญ้า ที่กลไกการจัดเก็บภาษีของรัฐ ทำให้พวกเขาต้องจ่ายภาษีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านประธานครับ มนุษย์เงินเดือนทุกวัน เงินเดือนออก ทุกวันสิ้นเดือนก็ต้องฝ่ายบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่ายส่งสรรพากร คนที่ประกอบอาชีพอิสระ Freelancer เวลาที่จะไปวาง Bill รับค่าจ้างก็ต้องถูกฝ่ายบัญชีของ ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย คนจนคนยาก ประชาชนทั่วไปเวลาไปซื้อข้าวซื้อของซื้อเครื่องใช้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสบู่ ยาสระผม ผงซักฟอก จาน ชาม ช้อน ขวด ถ้วย ถัง กะละมัง หม้อ รวมกระทั่ง กระดาษทิชชู ผ้าอนามัย ดินสอ ปากกา อุปกรณ์การเรียนของลูกก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่แฝง มากับราคาสินค้าทันทีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นครับท่านประธานพฤติกรรมการใช้ช่องว่าง ทางกฎหมายในการหลีกเลี่ยงหรือเรียกง่าย ๆ แบบภาษาชาวบ้านคือหนีภาษี จึงเป็น พฤติกรรมที่น่ารังเกียจ เป็นการเอารัดเอาเปรียบประชาชนและขัดขวางการพัฒนาประเทศ ผมนึกไม่ถึงครับท่านประธานว่าพฤติกรรมที่น่าอดสูแบบนี้จะเกิดขึ้นกับคนที่ชื่อว่าแพทองธาร ชินวัตร และคน ๆ นี้ไม่ใช่แค่คนร่ำคนรวยปกติครับเป็นถึงนายกรัฐมนตรี การอภิปราย ของผมในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร แต่เป็นการอภิปรายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินแผ่นดิน ให้ประชาชนได้รู้ครับว่าคนอย่างแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ทำนิติกรรมอำพรางในการหนีภาษี เป็นเยี่ยงเป็นอย่างให้การหลีกเลี่ยงภาษีของคนใหญ่คนโต เป็นเรื่องปกติ สร้างภาวะที่ทำให้สังคม ประชาชนชาวรากหญ้า มนุษย์เงินเดือนต้อง จำยอมรับสภาพ มนุษย์เงินเดือน คนจนคนยากที่อยู่ที่ฐานราก สุดท้ายแล้วพวกเขาต้องเป็น ผู้แบกรับภาษีของประเทศ ถูกขูดถูกรีดให้ต้องปรนเปรอให้คนมั่งคนมีที่เห็นแก่ตัวได้เสวยสุข อยู่ที่ด้านบนสุดของห่วงโซ่อาหาร และหนึ่งในนั้นที่อยู่ด้านบนสุดของห่วงโซ่อาหารก็คือคนที่ ชื่อแพทองธาร ชินวัตร ก่อนที่จะลงรายละเอียดครับ ผมจำเป็นต้องตั้งคำถามกับแพทองธาร ชินวัตร ก่อนเลยครับว่า หลังจากที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๗ แพทองธาร ชินวัตร มีการโอนหุ้น ๑๙ บริษัท มูลค่า ๙,๓๓๐.๕ ล้านบาท แต่ประเด็นที่ผมต้องการถามเป็นแค่การโอนหุ้น ๒ บริษัท มูลค่า ๓๙๓.๕ ล้านบาท ของตัวเองไปให้กับแม่และพี่สาว ผมถามแพทองธาร ชินวัตร แล้วอยากให้แพทองธาร ชินวัตร ตอบว่าเป็นการโอนไปด้วยวิธีการใด เป็นการให้ หรือเป็นการขายหุ้น ตัวแรกครับ บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ๒๒,๔๑๐,๐๐๐ หุ้น มูลค่าตามทุนจดทะเบียน ๒๒๔.๑ ล้านบาท แพทองธารโอนไปให้แม่ ซึ่งก็คือคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๗ หุ้นตัวที่ ๒ บริษัท ประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวน ๑๖,๙๔๙,๙๙๐ หุ้น มูลค่า ๑๖๙.๔ ล้านบาท แพทองธาร ชินวัตร โอนไปให้พี่สาวพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๗ ท่านประธานครับ มันอยู่ตรงนี้ครับถ้าการโอนหุ้นของแพทองธาร ชินวัตร ไปให้แม่และพี่สาวเป็นการให้ แม่และพี่สาวของแพทองธาร ในฐานะผู้รับก็ต้องมี ภาระในการจ่ายภาษีการรับให้ กรณีแม่ครับ ภาษีการรับให้ที่แม่ต้องจ่ายให้กับรัฐคิดเป็นเงิน ๑๐.๒ ล้านบาท ในขณะที่พี่สาวก็มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้เช่นเดียวกันคิดเป็นเงิน ๘ ล้านบาท รวมแล้วรัฐต้องได้ภาษีการรับให้จากการโอนหุ้นในครั้งนี้ของแพทองธารไปสู่แม่และพี่สาวเป็นเงิน ๑๘.๒ ล้านบาท ก็ต้องถามแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีว่ารัฐจะได้รับภาษีการรับให้ มูลค่า ๑๘.๒ ล้านบาทก้อนนี้หรือไม่ แต่ไม่เป็นอะไรครับภายในวันที่ ๓๑ มีนาคมนี้อีกไม่กี่วัน เดี๋ยวประเทศนี้ก็จะรู้ครับ ที่ผมต้องตั้งคำถามนี้กับแพทองธาร ชินวัตร ก็เพราะว่าแพทองธาร ชินวัตร คน ๆ นี้ที่ผ่านมามีพฤติกรรมในการใช้ช่องว่างทางกฎหมายทำนิติกรรมอำพราง ในการหนีภาษีการรับให้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ท่านประธานครับ แต่เดิมก่อนที่จะมีภาษีการรับให้ การโอนหุ้นไปให้คนนั้นการยักย้ายถ่ายเทซุกหุ้นไว้กับคนนี้ ยักย้ายถ่ายเทกันไปมาก็จะอ้างว่า ให้เสน่หา ภาษีสักสลึงก็ไม่ต้องเสีย แต่พอมีการแก้กฎหมายประมวลรัษฎากรในส่วนของภาษี การรับให้เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๘ และกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ หมายความว่าอย่างไรครับท่านประธาน หมายความว่าตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เป็นต้นไป ตามประมวลรัษฎากรมาตรา ๔๒ (๒๗) เงินได้ที่ได้รับการอุปการะหรือ การให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส จะได้รับการยกเว้นภาษีเฉพาะเงินได้ ในส่วนที่ไม่เกิน ๒๐ ล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่า ถ้าลูกให้แม่ แม่ให้ลูก ถ้าเกิน ๒๐ ล้านบาท ส่วนที่เกิน ๒๐ ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษีการรับให้ ในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ และในมาตรา ๔๒ (๒๘) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ ธรรมจรรยา หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียม ประเพณีจากบุคคลซึ่งไม่ใช่บุพการี ไม่ใช่ผู้สืบสันดาน ไม่ใช่คู่สมรส จะได้รับการยกเว้นภาษี เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท หมายความว่าถ้าพี่ให้น้อง น้องให้พี่ ลุงให้หลาน ป้าสะใภ้ให้หลาน หลานให้ลุง ถ้าเกิน ๑๐ ล้านบาท ส่วนที่เกิน ๑๐ ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษี การรับให้ในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์
ท่านประธานคะ ประท้วงค่ะ
ร้องกี้ก่อนได้ไหมครับ
เดี๋ยวคุณวิโรจน์ รอสักครู่ ประท้วงนะครับ
ท่านประธานคะ นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ศรีสะเกษ เขต ๙ ขอประท้วงท่านวิโรจน์ไม่รู้สี่รู้แปดค่ะ
อะไรนะ
ท่านวิโรจน์ไม่รู้สี่รู้แปดค่ะ
ท่านอย่ามาใช้ครับ เขายังไม่ได้พูดประเด็นนี้ เขายังพูดอยู่ในประเด็น
ดิฉันประท้วงท่านวิโรจน์ค่ะ
ประท้วงเรื่อง อะไรครับ ข้ออะไร
ข้อ ๖๙ ค่ะ
ว่าอย่างไร
พูดวกไปวนมาอยู่เหมือนเดิม นั่นละค่ะ
ผมนั่งฟังอยู่ก็ยัง ไม่ถึงกับวนไปวนมาครับ ก็ไปตามลำดับกรุณานั่งลงได้ขอบคุณครับ ขอให้นั่งลงได้ ท่านวิโรจน์เชิญต่อ
ท่านประธานครับ ผมว่า ท่านผู้ประท้วงประท้วงตามสัญญาว่าจ้างข้อไหนดีกว่ากระมังครับ
ท่านอย่าไปพูด เสียดสีเขานะครับ ขอความก็กรุณาถอนคำว่า รับจ้าง นะครับ
ท่านประธานคะ
ครับ
นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ค่ะ ให้วิโรจน์ถอนคำพูดค่ะ
ครับที่ว่ารับจ้าง ผมว่ามันเสียดสี
ถอนก็ได้ครับ
ได้ครับ เชิญคุณวิโรจน์ต่อเลยครับ
แต่ว่าอยากให้ท่านเวลาก่อน ประท้วงนี่ร้อง กี้ ๆ สัก ๒ ครั้งได้ไหมครับ
เชิญคุณวิโรจน์ ต่อเลยครับ
ท่านประธานคะ ให้ถอนคำพูดค่ะ กี้ ๆ ด้วยค่ะ ให้ถอนค่ะท่านประธาน
อันนี้ยังไม่ถือว่า
ให้ถอนค่ะท่านประธาน
ได้ครับ เดี๋ยวผมถอนกี้ ๆ ให้ครับ พอใจแล้วนะครับจะได้นั่งลงผมจะได้ต่อครับ
เชิญคุณวิโรจน์ ต่อเลยครับ
ท่าน สส. ไม่รู้สี่รู้แปดก็อย่างนี้ ละค่ะท่านประธาน
ผมว่าคิดว่าท่าน ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนะครับที่ประท้วง เชิญคุณวิโรจน์ต่อครับ
ครับผม มนุษย์มนาทั่วไป ที่พอที่จะร่ำจะรวยเสียหน่อย เวลาจะให้ใครนะครับ ถ้าเขาไม่อยากจะจ่ายภาษีการรับให้ พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็จะทยอยให้ปีละไม่เกิน ๒๐ ล้านบาท ถ้าอยากจะให้ทั้งก้อนตัดจบไปเลย ส่วนที่เกิน ๒๐ ล้านบาท เขาก็จ่ายภาษีการรับให้ในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ตรงไปตรงมา แทนที่ แพทองธารครับจะทำเหมือนกับที่มนุษย์มนาทั่วไปเขาทำกัน กลับมีพฤติกรรมใช้ช่องว่างทาง กฎหมายหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ เป็นต้นมา เรื่องนี้ท่านประธานและ ประชาชนทุกคนสามารถแกะรอยได้จากบัญชีทรัพย์สินของแพทองธาร ชินวัตร ที่ยื่นกรณี เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๐๒ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ ต่อ ป.ป.ช. ครับ เข้าไปดูครับ ในส่วนของรายการรายละเอียดประกอบรายการหนี้สินอื่นก็จะพบว่า แพทองธาร ชินวัตร เป็นลูกหนี้อยู่ ๙ รายการ มูลค่าหนี้สินรวมตามที่ท่านพิมพ์พรได้อภิปรายไปแล้วนะครับ ๔,๔๓๔.๕ ล้านบาท แต่เดี๋ยวผมจะแงะในจุดสำคัญมาให้ดู พอเราเข้าไปดูที่รายละเอียดครับ เอกสารประกอบหนี้สิน ๙ รายการที่ว่ามูลค่าสูงถึง ๔,๔๓๔.๕ ล้านบาท เป็นหนี้เขา ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมก็เลยมาดูเอกสารแนบครับ ปรากฏว่าเอกสารแนบนี้มีมาแค่ ๙ แผ่น หนี้รายการเดียวมีเอกสารแค่ ๑ แผ่น เปรียบเทียบกับกรณีที่แพทองธารและคู่สมรสเป็น เจ้าหนี้ที่ให้คนอื่นกู้ไป ๙ รายการ มูลค่าแค่ ๒๘ ล้านบาท ยังมีเอกสารแนบถึง ๕๕ แผ่น ดังนั้นฟันธงได้เลยว่าหนี้สินของแพทองธาร ชินวัตร ที่แพทองธารเป็นลูกหนี้เขาทั้ง ๙ รายการที่ระบุเอาไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่มีเอกสารแนบแค่ ๙ แผ่น รายการละแผ่นจึงไม่ใช่ หนี้ที่อยู่ในรูปแบบของสัญญาเงินกู้แน่ ๆ แต่เป็นตั๋วสัญญาใช้เงินหรือที่แวดวงธุรกิจเรียก กันว่าตั๋ว PN ซึ่งเป็นหนี้สินที่แพทองธารซื้อหุ้นจากพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ เป็นการซื้อหุ้นแบบซื้อเชื่อแล้วออกตั๋ว PN แทนการจ่ายเงิน รายงานข่าวจากสำนักข่าวอิศรา ระบุว่าตั๋ว PN ทั้ง ๙ ใบนี้เป็นตั๋ว PN ที่มีเงื่อนไขสุดว้าวมาก ๆ ครับท่านประธาน คือจะชำระ เงินค่าซื้อหุ้นเมื่อทวงถามโดยไม่มีดอกเบี้ย ซื้อหุ้นกันภาษาอะไรครับ ไม่มีกำหนดว่าจะ จ่ายเงินค่าซื้อหุ้นกันเมื่อไร หมายความว่าอย่างไรครับ หนี้สินทั้ง ๙ รายการนี้ที่มาจากการ ซื้อหุ้นจากพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่เป็นหนี้สินที่ไม่มีกำหนดว่าแพทองธารจะต้อง จ่ายให้เขาเมื่อไร ถ้าชาตินี้ไม่มีใครทวงแพทองธารก็ไม่ต้องจ่าย ลืมไปได้เลยว่าเคยเป็นหนี้ เพราะดอกเบี้ยก็ไม่มีใครคิด แพทองธารครับ ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะต้องมีภาระในการจ่าย ดอกเบี้ยอะไรให้กับพี่ชาย พี่สาว ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ และในกงสีนะครับ พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ก็เป็นเจ้าหนี้ที่แสนดีเมตตากรุณามาก ๆ ยอมนอนกอดกระดาษ ๙ ใบ โดยที่ ไม่รู้ว่า ๔,๔๓๔.๕ ล้านบาท จะได้รับการชำระได้การจ่ายค่าหุ้นเมื่อไร โอ้โฮ ถ้าตั๋ว PN ทั้ง ๙ ใบนี้มีรายละเอียดตามที่ผมว่า ไม่มีการกำหนดว่าจะชำระกันเมื่อไร ชำระเมื่อทวงถาม ดอกเบี้ยก็ไม่มี ก็แสดงว่าการซื้อหุ้นของแพทองธาร ชินวัตร จากพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ในครั้งนี้ต้องสงสัยอย่างฉกรรจ์ว่าจะเป็นการใช้ตั๋ว PN เป็นเครื่องมือในการทำ นิติกรรมอำพราง ทำธุรกรรมการซื้อปลอม ตบตาการได้หุ้นจากการให้มาเป็นการซื้อหุ้นเพื่อ หลีกเลี่ยงภาษีการรับให้ที่ต้องจ่ายให้กับแผ่นดิน เป็นพฤติกรรมที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคม เม้มผลประโยชน์ประเทศชาติ บ่อนทำลายการพัฒนาประเทศ มาดูตั๋ว PN ทั้ง ๙ ฉบับ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวกันนะครับท่านประธาน ทั้งหมดเป็นการออกตั๋ว PN หลังจากวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ซึ่งเป็นวันที่ภาษีการรับให้มีผลบังคับใช้ทั้งสิ้น ตั๋ว PN ทั้ง ๔ ฉบับ แพทองธารออกให้กับพี่สาว มีตั๋ว PN ๔ ฉบับ แพทองธารออกให้กับพี่สาว พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๙ เพื่อชำระค่าหุ้น ๔ บริษัท ที่ซื้อ มาจากพี่สาวครับ ได้แก่ พี.ที. คอร์ปอเรชั่น จำกัด เรนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เอสซี ออฟฟิซ พลาซ่า จำกัด และ เอสซีเค เอสเตท จำกัด รวมเป็นเงิน ๒,๓๘๘.๗ ล้านบาท ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท รายละเอียดของตั๋ว PN ที่แพทองธารใช้ในการชำระเงินก็ตามที่ระบุชำระ เมื่อทวงถามไม่มีดอกเบี้ย ถ้าพี่สาวคนนี้ใจดีมาก ๆ ไม่ทวงเงินจากแพทองธาร แพทองธารชาตินี้ก็ ไม่ต้องจ่ายแถมใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องมีดอกเบี้ยมาคอยกวนใจ ซื้ออะไรครับ ชาตินี้ ไม่มีกำหนดว่าจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อหุ้นกันเมื่อไร ดอกเบี้ยที่ค้างเอาไว้ก็ไม่คิด เจ้าหนี้แสนดี มาก ๆ ตั๋ว PN อีก ๑ ฉบับ แพทองธารออกให้กับพี่ชาย พานทองแท้ ชินวัตร ลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๙ หลังจากวันที่ภาษีการรับให้มีผลเช่นเดียวกัน เพื่อชำระค่าหุ้นของ บริษัท เรนด์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ที่ซื้อมาจากพี่ชาย เป็นเงิน ๓๓๕.๔ ล้านบาท เป็นตั๋ว PN แบบไม่มีกำหนดจ่าย ไม่มีดอกเบี้ยแม้แต่สตางค์แดงเดียว ทรงเดียวกับพี่สาว พี่ชายก็ใจดี ไม่แพ้พี่สาวเหมือนกัน น้องสาวคนเล็กคนนี้น่ารักมาก ๆ ตั๋ว PN อีก ๒ ฉบับ แพทองธาร ออกให้กับลุงบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ลงวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๖ อีกฉบับ ลงวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖ เพื่อชำระค่าหุ้นของ ๒ บริษัท ที่ซื้อมาจากลุงก็คือ โอเอไอ แมนเนจเม้นท์ จำกัด และบี.บี.ดี. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัดรวมเป็นเงิน ๑,๓๑๕.๕ ล้านบาท ไม่มีกำหนดจ่าย ไม่มีดอกเบี้ยเหมือนเดิม อีก ๑ ฉบับ แพทองธารให้กับป้าสะใภ้ บุษบา ดามาพงศ์ วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖ เพื่อชำระค่าหุ้นของบริษัท บี.บี.ดี. ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ที่ซื้อจาก ป้าสะใภ้เป็นเงิน ๒๕๘.๔ ล้านบาท ไม่มีกำหนดจ่ายว่าเงินที่ซื้อหุ้นนี่จะต้องจ่ายกันเมื่อไร ดอกเบี้ยก็ไม่มีเหมือนเดิม อีก ๑ ฉบับสุดท้ายครับ เป็นการออกตั๋ว PN ให้กับแม่
ท่านประธานค่ะ
ประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานค่ะ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอประท้วงท่านประธานนะคะ ในข้อ ๙ ท่านประธานต้องควบคุมแล้วก็ตักเตือน ผู้อภิปราย ในข้อ ๑๗๘ มันมีในเรื่องของมาตรฐานจริยธรรม ในข้อ ๖๙ ด้วย แล้วก็ที่สำคัญ คือท่านต้องรับผิดชอบในการเอาเอกสารต่าง ๆ มาบรรยาย ถ้ามันไม่ใช่ความจริงแล้วท่าน ผู้อภิปรายต้องรับผิดชอบค่ะ ขอให้ท่านประธานช่วยตักเตือนผู้อภิปรายด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ อันนี้ก็ยังอยู่ในประเด็นที่ท่านวิโรจน์กำลังอภิปรายอยู่นะครับ แล้วก็เดี๋ยวผู้เกี่ยวข้องคือ ท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นคนชี้แจงนะครับ เชิญท่านวิโรจน์ต่อเลยครับ
ประเด็นที่ผมอภิปรายก็เป็น ประเด็นเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินของท่านนายกรัฐมนตรี ดังนั้นก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริวารผมว่าอย่ายุ่งเลยครับ
ท่านประธานคะ ขอพาดพิงค่ะ ช่วยกรุณาถอนคำพูดนะคะท่านผู้อภิปราย ท่านประธานคะ ช่วยควบคุมด้วย เพราะว่าท่านสมาชิกนี่เราเองก็อยู่ในข้อบังคับที่ดีอยู่แล้วนะคะ แต่การส่อเสียดกันมันไม่ควร จะเกิดขึ้นค่ะ
คุณวิโรจน์ช่วย ระวังหน่อยครับ คำว่า บริวาร ไม่ควรจะใช้นะครับ
ถอนค่ะ
กรุณาถอนด้วยครับ
ถ้าเป็นหมอฟันท่านถอน บ่อยอยู่แล้วนะครับ
ใช่ค่ะ ขอบคุณค่ะ
เพื่อความเรียบร้อย เชิญอภิปรายต่อครับ
ผมถอนให้ท่านก็ได้ไม่เป็นไร หรอกครับ ถอนคำว่า บริวาร ก็แล้วกันนะครับ และอีกหนึ่งฉบับ ๆ สุดท้ายครับเป็นการออกตั๋ว PN ให้กับแม่ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ลงวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖ หลังจากวันที่ภาษี การรับให้มีผลบังคับใช้เหมือนกันเพื่อชำระค่าหุ้นของบริษัท โอเอไอ คอนซัลแต้นท์แอนด์ แมนเนจเม้นท์ จำกัด ที่ซื้อจากแม่เป็นเงิน ๑๓๖.๕ ล้านบาท ไม่มีกำหนดจ่ายว่าจะจ่ายกันวันไหน ไม่มีดอกเบี้ยแม้แต่สตางค์แดงเดียว ผมจึงอยากชวนท่านประธานครับ และประชาชน ทุกท่านมาดูพฤติการณ์การซื้อหุ้นของแพทองธาร ชินวัตร แบบช้า ๆ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป เพราะเข้าใจยากนิดหนึ่ง แล้วให้ประชาชนทั้งประเทศรวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันทรงเกียรติแห่งนี้มาพิจารณาร่วมกันครับว่า จริง ๆ แล้วแพทองธาร ชินวัตร ซื้อหุ้นหรือได้ หุ้นมาจากการให้ของพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่กันแน่ นักกฎหมาย ณ ที่นี้อยู่เยอะ มากนะครับ เอามาแจกแจงกันเลย แพทองธารได้หุ้นมูลค่า ๒,๓๘๘.๗ ล้านบาท มาจากพี่สาว โดยเป็นการซื้อเชื่อ ผมอธิบายช้าๆ แพทองธารไม่ต้องจ่ายเงินให้กับพี่สาวเลยแม้แต่บาทเดียว ซื้อหุ้นอะไรไม่ต้องจ่ายเงินเลย แต่ออกตั๋ว PN เป็นกระดาษ ๔ ใบ ให้พี่สาวไปนอนกอดเอา ไออุ่นหุ้นมูลค่า ๒,๓๘๘.๗ ล้านบาท ก็เปลี่ยนมือจากพี่สาวไปอยู่ในมือแพทองธาร ชินวัตร เป็นที่เรียบร้อย โดยพี่สาวเป็นเจ้าหนี้ที่แสนดีไม่กำหนดว่าจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อหุ้นที่เป็น หนี้กันเมื่อไร ดอกเบี้ยพี่สาวก็ไม่คิดตกลงนี่คือการซื้อหุ้นจากพี่สาวหรือเจตนาจริง ๆ คือการ ได้หุ้นมาจากการให้ของพี่สาวกันแน่ พี่ชายก็เหมือนกันแพทองธารได้หุ้นมูลค่า ๓๓๕.๔ ล้านบาท มาจากพี่ชายโดยการซื้อเชื่อ โดยที่แพทองธารไม่ได้จ่ายเงินสักบาทออกแค่กระดาษ ๑ ใบ ที่เรียกว่าตั๋ว PN ให้พี่สาวเอาไปเก็บไว้ในเก๊ะไม่มีกำหนดว่าจะจ่ายหนี้ที่ซื้อหุ้นกันเมื่อไรครับ ดอกเบี้ยพี่ชายก็ไม่คิดเหมือนกันตามที่ผมได้นำเรียนไปแล้ว ตกลงมันคือการซื้อหุ้นหรือได้หุ้น มาจากการให้ของพี่ชายกันแน่ อีก ๓ ท่าน ผมขมวดรวมเลยจะได้ไม่เสียเวลาเพราะลักษณะ อาการเหมือนกันกับลุง ป้าสะใภ้ และแม่ก็ทรงเดิมครับ แพทองธารได้หุ้นมาจากลุงมูลค่า ๑,๓๑๕.๕ ล้านบาท ได้หุ้นมาจากป้าสะใภ้มูลค่า ๒๕๘.๔ ล้านบาท ได้มาจากแม่มูลค่า ๑๓๖.๕ ล้านบาท โดยเป็นการซื้อเชื่อแพทองธารไม่ได้จ่ายเงินสักบาทให้กับลุง ไม่ได้จ่ายเงินสักบาทให้กับ ป้าสะใภ้ ไม่ได้ควักกระเป๋าสตางค์จ่ายสักบาทให้แม่แต่ออกตั๋ว PN ให้ลุงไปนอนกอด ๒ ใบ ให้ป้าสะใภ้อีก ๑ ใบ และให้แม่ไปวางไว้ใต้หมอนอีก ๑ ใบ ไม่มีกำหนดว่าจะจ่ายหนี้ก้อนนี้ ค่าซื้อหุ้นกันเมื่อไร ดอกเบี้ยก็ไม่คิด ตกลงนี่เป็นการซื้อหุ้นหรือได้หุ้นมาจากการให้ของลุง ป้าสะใภ้ และแม่กันแน่ ท่านประธานครับ ผมแจกแจงอย่างนี้จุดแตกต่างระหว่างการได้หุ้น มาจากการให้กับการซื้อหุ้นมันแตกต่างตรงนี้ครับท่านประธาน ถ้าแพทองธาร ชินวัตร ได้หุ้น มาจากการให้ของพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่แพทองธารต้องเสียภาษีการรับให้ให้กับ รัฐครับ ให้กับกรมสรรพากรเห็นไหมครับ แต่ถ้าแพทองธาร ชินวัตร ซื้อหุ้นจากพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ทำเป็นซื้อได้เมื่อไรแพทองธารก็ไม่ต้องจ่ายภาษีเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว หนักกว่านั้นครับ และเนื่องจากหลักเกณฑ์การรับรายได้ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะใช้เกณฑ์เงินสดครับ ซึ่งรายได้จะถูกนับเป็นเงินได้พึงประเมินก็ต่อเมื่อมีการรับเงินสด กันจริง คราวนี้ครับพอแพทองธารจ่ายค่าซื้อหุ้นด้วยตั๋ว PN ที่ไม่มีการจ่ายเงินกันจริง ๆ จะจ่าย กันเมื่อไรก็ไม่รู้ทำให้พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ไม่ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เลยแม้แต่บาทเดียว และต่อให้มีการจ่ายค่าซื้อหุ้นกันในภายหลังพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ก็อาจจะไม่ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาอยู่ดี เพราะตามมาตรา ๔๐ (๔) (ช) ของ ประมวลรัษฎากรกำหนดเอาไว้ว่า รายได้จากการขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์เฉพาะ ส่วนเกินมูลค่าหุ้นหรือกำไรจากการขายหุ้นเท่านั้นจึงจะถูกนับเป็นเงินได้พึงประเมิน ถ้าหาก กงสีขายหุ้นให้กับแพทองธารในราคา Par หรือราคาทุน อย่างไรพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ก็ไม่ต้องจ่ายภาษีรายได้บุคคลธรรมดาเลยสลึงเดี๋ยวก็ไม่กระเด็นออกจากกงสี จากพฤติกรรมทั้งหมดที่ผมอธิบายไปนี่เป็นการซื้อหุ้นที่ไหนครับท่านประธาน ซื้ออย่างไร กำหนดว่าจะต้องจ่ายเงินซื้อหุ้นกันวันไหนก็ไม่มี ดอกเบี้ยก็ไม่คิด ถ้าตลอดชีวิตพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ไม่ทวงก็เท่ากับว่าแพทองธารได้หุ้นมาจากให้ของกงสีโดยที่แพทองธาร ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินค่าซื้อหุ้นเลยแม้แต่บาทเดียว ทั้งแพทองธารพร้อมด้วยญาติโกโหติกา ก็ไม่ต้องจ่ายภาษีใด ๆ แม้แต่เศษเนื้อเศษกระดูกก็ไม่ปล่อยให้ตกถึงท้องกรมสรรพากร
คุณวิโรจน์ครับ ผมเข้าใจที่จะพูดแต่ว่ามันวนเวียนตั้งแต่ต้นมาแล้วนะครับ
เดี๋ยวผมกำลังจะเข้าสู่การ คำนวณให้ท่านประธานรู้แล้วครับ
ช่วยสรุปหน่อยครับ เพราะว่ามันวนเวียนซ้ำซากอยู่
เรื่องนี้เข้าใจยากครับ ผมเลยจำเป็นจะต้องซ้ำแล้วก็อธิบายในประเด็นที่สำคัญครับ แต่เดี๋ยวผมจะเขาสู่สูตร การคำนวณแล้วครับ
เชิญครับ
ชี้เจตนาครับว่าที่แท้จริงแล้ว แพทองธารได้หุ้นมาจากการให้ของกงสีครับ พี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่เป็นมูลค่า สูงถึง ๔,๔๓๔.๕๐ ล้านบาท แล้วสร้างธุรกรรมการซื้อปลอมติ๊งต่างทำเป็นซื้อเพื่อเปลี่ยนจาก การได้หุ้นที่ได้มาจากการให้มาเป็นการซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้ วันนี้ครับหมดเวลาที่ แพทองธารจะทำกงสีครับ เตรียมกระดาษเงินกระดาษทองคำทำกงเต๊กได้เลย ท่านประธานครับ โดยปกติแล้วตั๋ว PN เดี๋ยวทุกคนจะไม่เข้าใจคิดว่ามันเป็นเครื่องมือในการทำทุจริต ผมต้องเล่า อย่างนี้ก่อนเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิด ปกติตั๋ว PN ก็ใช้กันได้ในแวดวงการค้าเขามักจะใช้ กันเป็นสัญญาเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ใช้กันในหมู่เจ้าของธุรกิจที่ค้าขายกันมานานจนไว้เนื้อเชื่อใจ เพราะเป็นการให้กู้ยืมเงินกันโดยที่ไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน แต่ท่านประธานครับลองถาม กรมสรรพากรครับ ลองบริษัทไหนอยู่ดี ๆ ออกตั๋ว PN ส่งเดชไม่ต้องเป็นหลักพันล้านครับ เอาแค่หลักสิบล้านสรรพากรก็วิ่งเข้ามาตรวจสอบและตั้งข้อสงสัยแล้วว่าบริษัทมีพฤติกรรม การว่าจ้างปลอมหรือเปล่า แล้วใช้ตั๋ว PN จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายปลอมลดกำไรทางบัญชีเพื่อให้ เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลงหรือเปล่า ผมอธิบายอย่างนี้ครับประชาชนทุกท่านจะได้เข้าใจ สมมุติว่าบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นจากสินค้าใหม่ ๑๐๐ ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษีรายได้นิติบุคคล ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็ ๓๐ ล้านบาทใช่ไหม ทีนี้บริษัทนี้ครับสมมุติว่าไม่อยากจะเสียภาษีก้อนนี้ อยากจะหนี้ภาษีก้อนนี้จะทำอย่างไร ก็เลยไปทำสัญญาจ้างปลอมกับบริษัทลูกมูลค่าสัก ๔๐ ล้านบาทครับ แล้วจ่ายค่าจ้างปลอม ด้วยตั๋ว PN ทีนี้กำไรของบริษัทก็จะลดลงเหลือแค่ ๖๐ ล้านบาท แทนที่บริษัทจะเสียภาษี ๓๐ ล้านบาท พอเอา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คูณ ๖๐ ล้านบาท ก็จ่ายภาษีแค่ ๑๘ ล้านบาท หนีภาษี ไปได้ ๑๒ ล้านบาท ส่วนบริษัทลูกที่รับตั๋ว PN ไปก็เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อขาดทุนอยู่แล้ว อย่างไรรับตั๋ว PN ไป ๔๐ ล้านบาท ก็ยังขาดทุนไม่ต้องเสียภาษีอยู่ดี นี่คือกลโกงในการหนี ภาษี และเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมาแล้วด้วย การใช้ตั๋ว PN ในการหนีภาษีตามที่ผม ได้นำเรียนไปเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๔๙๙/๒๕๖๒ ออกมาเป็นแนวแล้ว ตั๋ว PN ที่มีวัตถุประสงค์ในการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชนตั๋ว PN นั้นเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๕๐ ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พฤติกรรมการได้หุ้นมาจากกงสีของแพทองธาร ชินวัตร แล้วออกตั๋ว PN เพื่อจำแลงว่าเป็น การซื้อหุ้นเป็นพฤติกรรมที่ประชาชนที่ฟังจนถึงตอนนี้เข้าใจได้โดยทันทีว่ามีเจตนาที่จะหนี ภาษีการรับให้เป็นการเอารัดเอาเปรียบสังคม ลิดรอนกัดกร่อนผลประโยชน์ของประเทศชาติ ผมยืนยันตรงนี้ว่าผมไม่ได้รังเกียจคนรวยครับ เพราะคนรวยคนอื่น ๆ เวลาที่เขาจะให้หุ้นลูก ให้เงินหลานเขาก็เสียภาษีการรับให้อย่างถูกต้อง แพทองธารเขาเป็นคนแบบไหนครับ ท่านประธาน เขาเสียภาษีแบบที่มนุษย์มนาเขาทำกันตรงไปตรงมาไม่ได้หรืออย่างไร คนหนี ภาษีแบบนี้เรายังสมควรให้ยืนลอยหน้าลอยตาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ต่อไปได้ อย่างไร มาตรา ๕๐ (๙) ของรัฐธรรมนูญ ผมต้องย้ำอีกครั้งระบุเอาไว้ว่าบุคคลมีหน้าที่ เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ หน้าที่ของบุคคลทั่วไปคนอย่างแพทองธาร ชินวัตร ยังทำไม่ได้แล้วยังจะมีหน้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำของคนไทยทั้งประเทศได้อย่างไร ครับท่านประธาน มาดูกันต่อครับท่านประธานว่าผมจะคำนวณให้ท่านประธานดูว่าเขาหนีภาษี เป็นมูลค่าอย่างน้อยเท่าไร หุ้นที่แพทองธาร ชินวัตร ได้รับมาจากพี่สาวมูลค่า ๒,๓๗๘.๗ ล้านบาท ส่วนที่เกิน ๑๐ ล้านบาท ต้องนำมาคิดภาษีการรับให้คิดเป็นเงิน ๑๑๘.๙ ล้านบาท ต่อมาครับ หุ้นที่แพทองธารได้รับมาจากการให้ของพี่ชายมูลค่า ๓๓๕.๔ ล้านบาท ส่วนที่เกิน ๑๐ ล้านบาท แพทองธารต้องเสียภาษีการรับให้ในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคำนวณมาได้ก็ ๑๖.๓ ล้านบาท ต่อมาครับหุ้นที่ได้รับมาจากลุงมูลค่า ๑,๓๑๕.๕ ล้านบาท ส่วนที่เกิน ๑๐ ล้านบาท ก็ต้องเสีย ภาษีการรับให้ในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคำนวณมาได้ซื่อ ๆ เลยครับคณิตศาสตร์ ๖๕.๓ ล้านบาท หุ้นที่ได้มาจากป้าสะใภ้มูลค่า ๒๕๘.๔ ล้านบาท ส่วนที่เกิน ๑๐ ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษี การรับให้ในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์คิดเป็นเงิน ๑๒.๔ ล้านบาท สุดท้ายแล้วครับจากแม่อันนี้ จะพิเศษหน่อย หุ้นที่ได้รับมาจากแม่ ๑๓๖.๕ ล้านบาท จะได้รับการยกเว้น ๒๐ ล้านบาท แรก พอเอามาคำนวณ ๑๑๖.๕ ล้านบาทคูณ ๕ เปอร์เซ็นต์ก็ได้เป็น ๕.๘ ล้านบาท เราเอามา รวมกันครับ แพทองธาร ชินวัตร ใช้ตั๋ว PN สร้างหนี้ปลอมเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้เป็น เงินสูงถึง ๒๑๘.๗ ล้านบาท ท่านประธานครับ เงินภาษีก้อนนี้มหาศาลมากหากเรานำเอามา ใช้เป็นเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเดือนละ ๖๐๐ บาท จะสามารถดูแลลูกหลาน ของพวกเราที่เกิดขึ้นมาบนแผ่นดินนี้ได้ถึง ๕,๐๐๐ คนตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๖ ขวบ และถ้า เอามาจ่ายอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนได้อิ่มท้อง ได้มี โภชนาการที่ดีก็จะทำให้เด็กนักเรียนของพวกเราได้กินอาหารกลางวันที่ดีถึง ๓๐,๐๐๐ คนต่อ ปีการศึกษา และถ้าเอาเงินก้อนนี้มาจ่ายเป็นเบี้ยผู้สูงอายุตลอดทั้งปีก็จะทำให้เราสามารถ ประคับประคองชีวิตของคนในวัยปู่ย่าตายายของพวกเราได้มากกว่าปีละมากกว่า ๓๕๐,๐๐๐ คน ผมอยากรู้จริง ๆ ครับท่านประธาน ผมอยากรู้จริง ๆ ชีวิตที่เป็นปลวกเป็นเพลี้ยคอยเอาเปรียบ ประชาชนฉ้อฉลประเทศแบบนี้ เวลาที่คนอย่างแพทองธาร ชินวัตร เดินเฉิดฉายอยู่กลางแจ้ง เขาไม่เคยรู้สึกสำนึกสำเหนียกอายฟ้าอายดินบ้างหรือครับ
คุณวิโรจน์ครับ อภิปรายก็ดีแล้วครับ แต่ว่าระวังคำที่ส่อเสียดตามข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ระวังหน่อยครับ
จะพยายามครับแต่ว่าเวลา ผมพูดถึงคนหนีภาษีโคตรแค้นจริง ๆ ครับ
ไม่ได้ครับ เดี๋ยวมี ผู้ประท้วงในสิ่งที่ท่านพูดไปจะเสียเวลาเปล่า ๆ ระวังหน่อยครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ น้อมรับครับ
เชิญครับ
ท่านประธานครับ ที่ผ่านมา ประเทศไทยแม้ว่าจะมีแนวโน้มในการจัดเก็บภาษีมรดกที่เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก จากปีงบประมาณ ๒๕๖๓ เป็นต้นมา ประเทศไทยเราจัดเก็บภาษีมรดกได้ที่ ๑๕๙ ล้านบาท ๔๐๙ ล้านบาท ๔๗๔ ล้านบาท ขยับมา ๗๔๑ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๗ จัดเก็บได้มากหน่อย อยู่ที่ ๑,๕๓๖ ล้านบาท ประมาณนี้กลม ๆ เงินภาษีมูลค่า ๒๑๘.๗ ล้านบาท ที่แพทองธาร ชินวัตร คนเดียวหนีไปนี่ไม่ใช่น้อย ๆ คิดเป็นร้อยละ ๑๔.๒๔ ของภาษีมรดกที่จัดเก็บได้ใน ปี ๒๕๖๗ เลยทีเดียว คนเดียวนะครับฟาดไปเกือบ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ และเหนือไปกว่านั้นผมเชื่อว่าเจตนาที่แท้จริงของแพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้แค่ต้องการ หลีกเลี่ยงภาษีการรับให้มูลค่า ๒๑๘.๗ ล้านบาทหรอก แต่ถ้าพิจารณาถึงกระบวนท่ากันจริง ๆ นี่เป็นกระบวนท่าที่แพทองธาร ชินวัตร ใช้ในการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของตัวเองภายใน จักรวาลชินวัตร และถ้าคนที่ติดตามนวนิยายจีนกำลังภายในจะรู้ดีครับว่านี่คือเคล็ดวิชา เคลื่อนย้ายจักรวาลครับที่เคยสร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นในยุทธภพมาแล้วเมื่อ ปี ๒๕๔๔ หรือเมื่อ ๒๔ ปีก่อน ในตอนนั้นเจ้าสำนักไม่ใช่แค่ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินหรือ ซุกหุ้นกันในเฉพาะเครือญาติ แต่ถึงกับเอาหุ้นไปซุกไว้กับคนรับใช้ถ่ายโอนทรัพย์สินไปให้ คนขับรถได้ล้ำลึกมาก ๆ ในยุคนั้นไม่ว่ากันยังไม่มีภาษีการรับให้
ผมก็พยายามที่จะ ให้คุณวิโรจน์อภิปราย แต่ว่าถ้าย้อนไปไกล ๆ มากมันจะเป็นการใส่ร้ายแล้วก็เสียดสี เอาให้ อยู่ในกรอบกติกาตามญัตติที่ท่านเสนอมานะครับ
ท่านประธานผมขอ ประท้วงท่านประธาน
คุณปกรณ์วุฒิ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ปกรณ์วุฒิ ในฐานะวิปฝ่ายค้านผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๙ ขอให้ท่านประธาน วางตัวเป็นกลางนะครับ
ท่านก็เห็นตลอด ผมไม่มีอะไรก็วางตัวเป็นกลางแต่ถ้ามันเลยไปจากญัตติและล้ำไปมาก ข้อ ๖๙ นะครับ
ขออนุญาตผม ประท้วงท่านประธานอยู่ครับ
ประท้วงได้เลยครับ
ท่านประธานครับ คือผมคิดว่าผมไม่ได้มีปัญหานะครับที่ท่านประธานจะทักท้วงเป็นบางจังหวะ เพราะว่า ท่านประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุม แต่ท่านประธานสังเกตดูนะครับว่าองครักษ์พิทักษ์ ข้อบังคับ ๒๐ กว่าคนไม่มีใครประท้วงเลยครับ ผมว่าภาพของท่านประธานที่ทักท้วง ผู้อภิปรายบ่อย ๆ มันเป็นภาพที่ไม่งามกับท่านประธานนะครับ ก่อนหน้านี้ท่านประธาน ก็ทราบดีว่ากระแสสังคมเขามองท่านประธานอย่างไรกับภาพที่ออกมา
ไม่เป็นไรครับ คุณปกรณ์วุฒิเขาจะมองผมอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ในฐานะประธานที่ประชุมผมไม่ต้องรอให้คน ประท้วง ถ้าหากมันเกินเลยข้อบังคับผมก็ต้องทำหน้าที่นั้น ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่เป็นไร คุณปกรณ์วุฒิครับ ต้องเข้าใจประเด็นนี้ผมก็ปล่อยให้ดำเนินการไปตามข้อบังคับแล้ว ถ้าหาก มันจะเกินเลยไปเดี๋ยวจะมีประท้วงมันก็จะเป็นปัญหา คุณวิโรจน์ก็พูดได้ดีแล้วครับ แต่ว่า บางครั้งบางคราวมันจะเข้าข่าย ข้อ ๖๙ ใส่ร้ายเสียดสี แต่ถ้าไม่เกินเลยไปมากมันจะเกิด ความวุ่นวาย ข้อ ๙ ประธานที่ประชุมต้องทำหน้าที่ มีประท้วงอีกท่านหนึ่ง เชิญคุณก่อแก้วครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ประท้วงผู้ประท้วงนะครับ ในกรณีที่กล่าวหาท่านประธานไม่เป็นกลาง ที่จริงผมต้องขอบคุณ ท่านประธานนะครับผมจะขึ้นหลายครั้งแล้วแต่ว่าท่านประธานก็ช่วยตัดบทให้ผู้อภิปราย อยู่ในกรอบซึ่งทำให้พวกผมก็พยายามอดกลั้นไม่ลุกขึ้นมาประท้วงผู้อภิปราย
ขอบคุณครับ คุณก่อแก้วครับ
ดังนั้นที่จริงมีหลายเรื่อง ที่อยากจะให้ถอนคำพูดด้วยซ้ำนะครับ
เดี๋ยวคุณวิโรจน์ จะจบแล้วนะครับ
แต่เมื่อท่านประธานได้ทำหน้าที่ ดีแล้วพวกผมจึงไม่ขึ้น เพราะฉะนั้นก็ขอเรียนท่านปกรณ์วุฒิว่าที่ท่านประธานทำหน้าที่นั้น ดีแล้วพวกผมอดทนอดกลั้นได้ก็กรุณาอย่าประท้วงท่านประธานครับ ไม่อย่างนั้นพวกผม จะขึ้นแทนท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณ คุณก่อแก้วครับ คุณปกรณ์วุฒิครับผมว่าเดี๋ยวให้คุณวิโรจน์อภิปรายให้จบเหลืออีกไม่นานแล้ว แล้วก็จะได้สรุปครับ คุณปกรณ์วุฒิครับผมขอความกรุณาครับ
ได้ครับ จะบอกแค่ว่า ท่านก่อแก้วยังไม่ได้บอกเลยประท้วงผมข้ออะไรครับ ขอบคุณครับ
โอเคครับ คุณวิโรจน์ต่อครับ
ในยุคนั้นยังไม่มีภาษีการ รับให้ครับ การโอนทรัพย์สินไปให้คนนั้น ไถ่ทรัพย์สินไปให้คนโน้น ใช้ช่องว่างของการให้ โดยเสน่หา ซุกซ่อนยักย้ายถ่ายเทสมบัติของกงสีก็ทำกันได้สะดวกโยธิน เรียกว่าโคจร ลมปราณกันแบบไม่ติดขัดครับ ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เป็นต้นมานี่พอมีภาษี การรับให้เกิดขึ้นขืนโอนหุ้นกันยุบยับกันไปกันมาแบบเดิมที่เคยคุ้นเคยในวงตระกูล แพทองธาร ชินวัตร คงต้องจ่ายภาษีการรับให้เป็นพัน ๆ ล้านบาทแน่ ซึ่งคนอย่างแพทองธาร ชินวัตร เขาไม่จ่ายอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดความสะดวกในการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินแพทองธาร ชินวัตร ก็เลยต้องใช้ตั๋ว PN เป็นเครื่องมือในการสร้างธุรกรรมการซื้อขายปลอมนี่จึงไม่ใช่แค่ พฤติกรรมการหลีกเลี่ยงภาษี แต่เป็นวิธีการในการใช้นิติกรรมอำพรางในการซุกซ่อน ทรัพย์สินเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของแพทองธาร ชินวัตร ด้วยอีกกระทงหนึ่ง ถ้าเจตนา ที่แท้จริงคือแพทองธาร ชินวัตร ได้รับหุ้นมาจากการให้ของพี่สาว พี่ชาย ลุง ป้าสะใภ้ และแม่ แต่จงใจใช้ตั๋ว PN เป็นเครื่องมือในการสร้างหนี้ปลอม สร้างธุรกรรมการซื้อหุ้นปลอม พฤติกรรมแบบนี้คือการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีการรับให้เข้าข่าย การกระทำความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากรตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา ๓๗ (๒) ที่บัญญัติเอาไว้ว่า ผู้ใดกระทำการโดยความเท็จ ฉ้อโกง หรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใด ในทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ ๓ เดือนถึง ๗ ปี แล้วปรับตั้งแต่ ๒,๐๐๐ บาทถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท จริง ๆ เรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องใหม่ท่านประธาน เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๘ หลังการประชุม ครม. ก็มีผู้สื่อข่าวครับ ถามแพทองธาร ชินวัตร ในเรื่องนี้นะครับ แต่แทนที่แพทองธารจะตอบชี้แจงอย่าง ตรงไปตรงมากลับเฉไฉแล้วบ่ายเบี่ยงนะครับ แล้วก็พูดออกมาว่าช่วย Safe ดิฉันด้วยนะคะ แล้วก็หัวเราะกลบเกลื่อน แล้วแพทองธาร ชินวัตร ก็ไม่เคยหวนกลับที่จะมาตอบคำถาม ในเรื่องนี้อีกเลย ผมอยากบอกแพทองธาร ชินวัตร ผ่านท่านประธานไว้ว่าวันนี้ใครก็ช่วย Safe แพทองธารไม่ได้อีกแล้ว เพราะตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๗ แพทองธาร ชินวัตร จะต้อง ตอบคำถามนี้ด้วยตัวเอง เพราะเป็นการจัดการทรัพย์สินของตัวเอง แต่ถ้าจะให้คุณพ่อมาช่วยตอบ ผมก็เคยแนะนำท่านประธานไปแล้วว่าสามารถอนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๗๖ ได้ ผมก็อยากรู้ เหมือนกันครับว่าเวลาเจ้าสำนักมาชี้แนะเคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายจักรวาลมันจะล้ำลึกพิสดาร ได้ขนาดไหน ท่านประธานครับ ถ้าเรายอมรับการใช้ตั๋ว PN ของแพทองธารที่ไม่มีกำหนด การจ่าย ไม่มีทั้งดอกเบี้ย ท่านประธานรู้ไหมครับว่าความเสียหายกับประเทศชาติมันจะไป ขนาดไหน อีกหน่อยตั๋ว PN ก็จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำคอร์รัปชันติดสินบนกับ เจ้าหน้าที่ครับ นายทุนคนไหนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายอยากจะติดสินบนข้าราชการ ระดับสูงคนใดก็เอาเงินเป็นร้อย ๆ ล้านบาทไปให้แล้วก็ให้ข้าราชการคนนั้นออกตั๋ว PN มาแลก แล้วก็อ้างว่านี่ไม่ใช่การรับสินบน ไม่ใช่การให้สินบนนะ แต่เป็นการที่ข้าราชการระดับสูง มาขอยืมเงิน แต่มีวาสนาเจอเจ้าหนี้ที่แสนประเสริฐครับท่านประธาน ให้ยืมแบบไม่มีกำหนด จ่ายคืน ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ต้องห่วงว่าจะถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ แต่จะมีแต่ข้าราชการ ระดับสูงยากจนผิดปกติหลังเกษียณชีวิตจมไปด้วยหนี้ตั๋ว PN ท่วมหัว แต่ไม่ต้องกลัวครับ เพราะชาตินี้ไม่ต้องคืน เรายอมรับวิธีกันแบบนี้ได้จริง ๆ หรือครับท่านประธาน ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ครับท่านประธาน ถ้าใช้ตั๋ว PN ในการฟอกเงินจากธุรกิจผิดกฎหมาย ผมยกตัวอย่าง ให้ประชาชนและท่านประธานได้ดูว่าความร้ายกาจถ้าเรายอมรับสภาพนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับ สังคมไทย สมมุติว่าผู้มีอิทธิพลได้เงินมาจากการค้ายาเสพติด ๕๐๐ ล้านบาท ผู้มีอิทธิพลก็เอา เงินสีดำนั้นไปให้ลิ่วล้อกู้ครับ แล้วลิ่วล้อกู้ออกตั๋ว PN มาให้ โดยไม่มีการกำหนดชำระเงิน
เดี๋ยวคุณวิโรจน์ครับ มีคุณก่อแก้วประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ก่อแก้ว พิกุลทอง พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงคุณวิโรจน์ ในข้อ ๖๙ นะครับ ผมฟังอภิปรายคุณวิโรจน์ ด้วยความตั้งใจและสนใจว่าจะมีข้อเท็จจริงอะไรที่จะทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้มันดู น่าเชื่อถือ แต่ดูไปทั้งหมดที่ไล่เรียงมา แล้วตอนนี้กำลังออกทะเลไปใหญ่โต จินตนาการเรื่อง ภายในครอบครัวที่เป็นเรื่องของการซื้อขายระหว่างญาติมิตรกลายเป็นเรื่องคอร์รัปชัน เรื่องฟอกเงิน เรื่องอะไร ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับการอภิปรายของท่านนายกรัฐมนตรีเลยครับ ขอกราบเรียนท่านประธานช่วยควบคุมผู้อภิปรายให้อยู่ในกรอบอย่าออกทะเลไปไกล เพราะว่าเดี๋ยวจะเสียหายต่อตัวท่านเอง ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ผมกำลัง พูดถึงผลพวงที่จะเกิดขึ้นครับ
เดี๋ยวผมขอ วินิจฉัยครับ คุณวิโรจน์ก็อภิปรายอยู่ในญัตติแต่ว่าผมฟังดูนะครับ ด้วยความเคารพฟังดูก็ ซ้ำซากอยู่เยอะ เรื่องตั๋ว PN เรื่องอะไรก็กรุณาสรุป ๆ ได้นะครับ เชิญต่อครับ
ผมกำลังพูดถึงผลพวง ของมันว่าพอคราวนี้ผู้มีอิทธิพลก็เอาเงินสีดำไปให้ลิ่วล้อกู้ แล้วลิ่วล้อก็ออกตั๋ว PN มาให้ครับ โดยไม่ต้องกำหนดว่าจะต้องจ่ายคืนกันเมื่อไร ดอกเบี้ยก็ไม่มี แล้วลิ่วล้อคนนี้ก็เอาเงินไปซื้อ อสังหาริมทรัพย์ คอนโดมิเนียม ที่ดิน โรงแรม Resort ซื้อรถยนต์หรู ซื้อของสะสมราคาแพง ลงทุนในกิจการที่ได้ยอดขายเป็นเงินสดไว เช่น ร้านอาหาร ผับ บาร์ ทุ่มตลาด Dump ราคา ตั้งราคาขายแบบตัดราคาแบบไม่ต้องสนใจต้นทุน เพื่อเอาเงินสดจากยอดขายหมุนกลับไปคืน ผู้มีอิทธิพลให้ได้มากที่สุด โดยอ้างว่าเป็นการจ่ายหนี้คืนจากเงินสกปรก ๕๐๐ ล้านบาท ก็ค่อย ๆ กลายร่างมาเป็นเงินกู้ จากเงินกู้ก็กลายร่างกลายเป็นเงินที่ได้มาจากการประกอบ กิจการที่ไปซื้อมา แล้วเอาเงินนั้นที่ฟอกเสร็จเรียบร้อยไปใช้หนี้ให้กับผู้มีอิทธิพล นอกจาก จะเป็นการฟอกเงินแล้วพฤติกรรมในลักษณะนี้ยังทำให้ผู้ประกอบการที่ทำมาค้าขาย โดยสุจริตต้องเดือดร้อน ถูกตัดราคาจนธุรกิจที่สุจริตอยู่ไม่ได้ต้องปิดตัวไปในที่สุด พฤติกรรม การหนีภาษีของแพทองธาร ชินวัตร ถ้าเรายอมรับนี่จึงไม่ใช่การหนีภาษี แต่เรากำลังยอมรับ พฤติกรรมที่จะถูกเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง ทั้งการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินและลามไปถึงการ คอร์รัปชันติดสินบนและการฟอกเงิน ท่านประธานที่เคารพครับ ทุกวันนี้ประชาชนคนจน คนยากเวลาที่เขาต้องซื้อข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน สบู่ ยาสระผม อุปกรณ์การเรียน ดินสอ ยางลบของลูก แม้แต่จะซื้อขนมถุงให้ลูกไปโรงเรียน ๑๐ บาท ๒๐ บาท เขายังต้อง จ่ายภาษีครับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ผมไม่รู้ว่าแพทองธาร ชินวัตร จะจ่ายภาษีตรงไปตรงมาแบบ ประชาชนทั่วไปเขาทำกันไม่ได้หรืออย่างไรครับ แล้วสภาแห่งนี้จะยอมให้คนหนีภาษี เอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคมแบบนี้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้อย่างไร หลังจากการ อภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนี้ผมจะทำหนังสือร้องเรียนไปที่นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการหนีภาษีของแพทองธาร ชินวัตร และถ้าหากอธิบดีกรมสรรพากร บอกว่าพฤติกรรมการโอนหุ้นกันแบบนี้ใช้ตั๋ว PN กันแบบนี้ไม่ผิดกฎหมาย ไม่เข้าข่ายการ หลบเลี่ยงหลีกเลี่ยงภาษีก็ต้องให้อธิบดีกรมสรรพากร
ท่านประธานคะ
คุณวิโรจน์ครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ
ขอประท้วงคุณวิโรจน์ค่ะ นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๙ ขอประท้วงคุณวิโรจน์ ข้อ ๖๙ ท่านจินตนาการ กว้างไกลมากเลยขณะนี้ ติดหนังจีนมากเกินไปหรือเปล่าคะ
ท่านประธานคะ ขอประท้วงท่านผู้ประท้วงค่ะ
ประท้วงข้อบังคับ
ข้อ ๙ ท่านประธาน ต้องควบคุมการประชุมนะคะ ตอนนี้ผู้อภิปรายกำลังนำเสนอข้อมูลประกอบกับ ข้อ ๑๗๗ ท่านนายกรัฐมนตรีสามารถมาตอบได้ว่าใช้ตั๋ว PN เพื่อเลี่ยงภาษีหรือเปล่า อันนี้คือข้อมูล ที่ประชาชนอยากรู้ เพราะฉะนั้นการประท้วงนี้กำลังขัดขวางการอภิปรายของเพื่อนสมาชิก ท่านประธานวินิจฉัยด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ทั้ง ๒ คนวินิจฉัยไปพร้อม ๆ กัน คุณวิโรจน์ก็ยังอภิปรายได้อยู่
ผมไปต่อแล้วนะครับ ท่านประธาน
แต่ผมก็ได้เตือน ไปครั้ง ๒ ครั้งแล้ว ถึงแม้จะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ข้อ ๖๙ ก็ยังใช้อยู่ ผมนั่งฟังอยู่ ก็เข้าประเด็นแต่ว่ามันจะซ้ำซาก ท่านกรุณาสรุปได้ก็เป็นการดีครับ เชิญครับ
ถ้าเกิดท่านอธิบดี กรมสรรพากรบอกว่าพฤติกรรมแบบนี้ การใช้ตั๋ว PN แบบนี้ไม่เข้าข่ายการหนีภาษีหรือไม่เข้าข่าย การหลีกเลี่ยงภาษีก็ขอให้อธิบดีกรมสรรพากรออกระเบียบมาให้ชัดเลยครับว่าต่อแต่นี้ เป็นต้นไปใครจะโอนหุ้นให้ลูก ให้หลาน ให้เพื่อน ในปีภาษีหนึ่ง ๆ ถ้าเกิน ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท ถ้าไม่ประสงค์จะชำระภาษีการรับให้ในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ให้ใช้ตั๋ว PN ที่ไม่มีระบุวันจ่าย ไม่มีดอกเบี้ย แสร้งทำเป็นการซื้อขายระหว่างกันได้ ประชาชนที่เขาจะโอน หุ้นกงสีใหลูก ให้หลานเขาจะได้เอาพฤติกรรมของแพทองธาร ชินวัตร มาเป็นเยี่ยงเป็นอย่าง การจัดเก็บภาษีของประเทศนี้จะได้เสมอภาคกัน ไม่ใช่กรมสรรพากรเก่งแต่รีดเลือดกับปู เฝ้าจับตาดูแต่กับประชาชน แต่ปล่อยผ่านคนมั่งคนมีในระดับนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ให้มีพฤติกรรมหนีภาษีแบบนี้ ท่านประธานครับ แต่เดิมผมเคยคิดว่าคนที่รวยแล้ว ไม่น่าจะโกง กฎหมายคิดภาษีเท่าไรก็จ่ายไปตามนั้นตรงไปตรงมา ไม่ต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ ยิ่งแพทองธาร ชินวัตร เป็นถึงนายกรัฐมนตรีไม่ควรจะต้องมีพฤติกรรมซิกแซกหลีกเลี่ยงภาษี แบบนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงครับประเทศเรามันโหดร้าย ประเทศของเรามันมี คนรวยบางคนผมย้ำว่าคนรวยบางคนที่วัน ๆ คิดเอาแต่ได้ คิดแต่เรื่องที่จะเอาเปรียบประชาชน ทำอะไรตรงไปตรงมาไม่เป็น ชีวิตต้องคอยตอดเล็กตอดน้อย หยุม ๆ หยิม ๆ ก็ฉวย นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ขอให้ได้จิกได้จก มีซอกตรงไหนก็ไป มีหลืบตรงไหนก็หมุดเป็นนิสัยส่วนลึกที่แก้ อย่างไรก็ไม่ได้ ขุดอย่างไรก็ไม่กะเทาะ และหนึ่งในคนเหล่านั้นดันมีคนที่ชื่อว่าแพทองธาร ชินวัตร รวมอยู่ด้วยควรเป็นนายกรัฐมนตรีหรือครับ
ประเด็นนี้ผมก็คิดว่า มันเข้าขั้นเสียดสีแล้วก็ใส่ร้าย ผมไม่อยากจะหยุดห้ามแต่ว่าไม่ควรจะกล่าวซ้ำนะ
ขออนุญาตประท้วง ท่านประธานครับ
เดี๋ยวให้ผมพูด ให้จบครับ เดี๋ยวคุณปกรณ์วุฒิพูดต่อได้ครับ ผมไม่อยากว่าคุณวิโรจน์ก็พูดในรายละเอียด ข้อมูลเดียว แต่ว่าหลัง ๆ นี่พยายามจะให้เกิดการประท้วง ซึ่งผมไม่อยากให้เกิดเพราะ การประชุมก็ดำเนินไปด้วยดีแล้ว ถึงจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจคุณวิโรจน์ครับกรุณดู ข้อ ๖๙ เมื่อเช้าผมบอกแล้วว่าเขาห้ามใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้ายหรือเสียดสียังมีข้ออื่นอีก ผมก็พยายามที่จะนั่งฟังถ้ามันพอไปได้ก็ไปได้ แต่ถ้ามันไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวประท้วงมาไม่มี ประโยชน์อะไรครับ คนเข้าใจละครับท่านคุณวิโรจน์พูดถึงการไม่จ่ายภาษีคนเข้าใจ แต่ถ้า คำต่อเติมไปมันก่อให้เกิดเสียดสี ใส่ร้าย คิดว่าที่ประชุมก็คงจะต้องมีการประท้วงอีกนะครับ ผมขอร้องเลยนะครับ เพราะว่าไม่ใช่ท่านพูดไม่ดี ท่านก็ให้ข้อมูลค้นคว้ามาเยอะ คนก็ฟัง เข้าใจแล้วว่าเรื่องอะไรเป็นอะไรครับ ผมก็ยินดีแต่ว่าท่านอย่าใช้คำเสียดสี แล้วก็ใส่ร้ายครับ คุณปกรณ์วุฒิมีอะไรครับ เดี๋ยวรอคุณปกรณ์วุฒิอีกท่านหนึ่ง เชิญท่านปกรณ์วุฒิครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ขอประท้วง ท่านประธาน ข้อ ๙ เหมือนเดิม ควบคุมการประชุมและการวางตัวเป็นกลาง ผมว่ามัน ไม่เหมาะสมจริง ๆ ที่ท่านประธานท้วงผู้อภิปรายเองอยู่บ่อยครั้ง ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มันคือกล่าวหานะครับประธาน ผมผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาหลายครั้งนะครับ ท่านประธานน่าจะผ่านมามากกว่าผมและท่านประธานน่าจะรู้ว่าคำพูดที่ใช้ในมันรุนแรง กว่านี้เยอะนะครับ ถ้าท่านอยากจะให้การประชุมราบรื่นนี่เดี๋ยวทางโน้นถ้าเขาประท้วง แล้วท่านประธานวินิจฉัยตามแล้วขอให้ท่านวิโรจน์ถอนหรือขอให้ท่านวิโรจน์อยู่ในประเด็น ก็ว่ากันไปนะครับท่านประธาน แต่ท่านท้วงทุก ๕ นาที ผมว่ามันไม่เหมาะสมจริง ๆ ครับ ท่านประธาน
ขอบคุณครับ ผมก็พยายาม แต่ว่าผมไม่อยากให้ประท้วงแล้วก็ให้มีการถอน เพราะประชาชนเขาไม่ต้องการฟัง การประท้วงหรือการให้ถอนนะครับ ก็อภิปรายด้วยดีแล้วเชิญคุณวิโรจน์ต่อเลยครับ ผมอนุญาตให้คุณวิโรจน์ต่อเลยครับ
ท่านประธานครับ แพทองธาร ชินวัตร คน ๆ นี้ใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการหนีภาษี ทำเรื่องน่าละอายให้กลายเป็นเรื่องที่ เหมือนจะถูกกฎหมาย แพทองธารต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าเจตนารมณ์ของภาษีการรับให้นั้น เกิดขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อเอามาให้คุณทำแบบนี้หรือ เจตนารมณ์สำคัญของภาษีการรับให้นั้น มีวัตถุประสงค์สำคัญที่จะป้องกันการใช้ช่องว่างของการให้โดยเสน่หาและการให้ โดยธรรมจรรยาในการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเพื่อหนีภาษีมรดก ภาษีการรับให้ จึงมีไว้เพื่อ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เพื่อให้ประชาชนมีภาระในการจ่ายภาษีให้กับรัฐอย่างได้สัดส่วน ตามมูลค่าทรัพย์สินที่ตัวเองถือครอง ใครมีทรัพย์สินมากก็จ่ายภาษีมาก ใครมีทรัพย์สินน้อย ก็จ่ายภาษีน้อยลดหลั่นกันไป เพื่อให้การจัดเก็บภาษีมีความเป็นธรรมในสังคมตามจุดมุ่งหมาย ในรัฐธรรมนูญ แพทองธาร ชินวัตร คุณกล้าบอกกับสังคมหรือว่าพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงภาษี การรับให้แบบนี้มันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่รู้ว่าแพทองธาร ชินวัตร จำคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาที่ตัวเองพูดเอาไว้เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๗ ณ สภาแห่งนี้ ได้หรือไม่ ผมชวนท่านประธานย้อนกลับไปอ่านคำแถลงนโยบายของรัฐบาลในหน้าที่ ๕ เขาเขียนเอาไว้ครับ ในนโยบายที่ ๔ วันนั้นแพทองธาร ชินวัตร พูดเอาไว้ในสภาว่ารัฐบาล จะสร้างรายได้ใหม่ของรัฐ นำเศรษฐกิจนอกระบบภาษีและเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี ผมคิดว่าก่อนที่แพทองธารจะเอาเศรษฐกิจนอกระบบ หรือเศรษฐกิจใต้ดินเข้าสู่ระบบภาษี แพทองธาร ชินวัตร ควรเอาพฤติกรรมกงสีของตัวเองเข้าสู่ระบบภาษีให้ได้ก่อน ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามกวดขันการจัดเก็บภาษีโดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มพ่อค้าแม่ขายและประชาชน แบบเอาทุกเม็ด ซึ่งผมก็ไม่ได้แย้งอะไร เพราะหน้าที่ของปวงชนชาวไทยคือการชำระภาษี ตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่มันมีคำถามที่ผุดขึ้นในใจประชาชนทุกคนครับท่านประธาน ทำไมรัฐบาลถึงเก่งแต่กับประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกง แต่กลับปล่อยปละละเลย การหลีกเลี่ยงภาษีการทำนิติกรรมอำพรางของนายทุนผู้มั่งมี โดยเฉพาะคนที่เป็น นายกรัฐมนตรีอย่าง แพทองธาร ชินวัตร แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวครับท่านประธาน ท่านประธาน ก็เป็น สส. ก็คงมีคนมาบ่น แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวหลายร้านบอกว่ามีเจ้าหน้าที่สรรพากร ไปนั่งนับชามก๋วยเตี๋ยวเพื่อขอเก็บภาษีเหมาจ่ายเพิ่ม ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ร้านไหนที่มีรายได้ถึง ๑.๘ ล้านบาทต่อปี สรรพากรก็เรียกไปจดทะเบียนและเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ว่ากันไปทำตามหน้าที่ของปวงชนชาวไทยไม่มีใครว่า พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ออนไลน์ก็โดน ที่มีจำนวนโอนผ่านระบบ e-Payment เข้าบัญชีตั้งแต่ ๓,๐๐๐ ครั้งต่อปี หรือตั้งแต่ ๔๐๐ ครั้งขึ้นไป โดยมียอดเงินโอนเข้ารวม ๒ ล้านบาท ธนาคารใจดีมากครับ จะส่งข้อมูล ให้กับกรมสรรพากรทันที พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เป็นคนโสดครับท่านประธาน ถ้ามีรายได้เกิน ๖๐,๐๐๐ บาทต่อปี หรือแค่ ๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน สำหรับใครที่สมรสแล้วหากมีรายได้เกิน ๑๒๐,๐๐๐ บาทต่อปี หรือแค่ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน จากการค้าการขายออนไลน์ก็ต้อง ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา ๔๐ (๘) ก็เป็นไปตามหน้าที่ของปวงชนชาวไทย YouTuber Influencer ที่ได้ส่วนแบ่งค่าโฆษณา มีรายได้จากยอด View การ Review สินค้า หากมีรายได้ทั้งปีเกินตั้งแต่ ๑๒๐,๐๐๐ บาทหรือเดือนละแค่ ๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นละครับ ก็ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา ๔๐ (๒) มาตรา ๔๐ (๘) ก็เป็นไปตามหน้าที่ ก็ว่ากันไปนะครับ เป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ประชาชนคนจนคนยากที่ผมบอกทุกครั้งที่ เขาซื้อข้าวของเครื่องใช้ทุกคนต้องจ่ายแวตต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาท่านพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ออกมาส่งสัญญาณโยนหินถามทางว่า อาจจะขึ้นแวตจาก ๗ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ผมย้ำตรงนี้ท่านประธาน ผมไม่เคยเอาเรื่องนี้มาโจมตี จริง ๆ การจะปรับขึ้นแวตถ้ามีเหตุมีผล เพื่อที่รัฐบาลจะนำเงินมาปรับปรุงสวัสดิการครั้งใหญ่ให้กับประชาชน หรือนำเงินมาลงทุน ในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศก็พอที่จะพิจารณาร่วมกันได้อย่าง มีเหตุมีผล แต่ไม่ใช่มารีดมาเอาแต่กับประชาชน แต่กลับไม่ทำอะไรกับคนร่ำคนรวยที่หนีภาษี อย่างแพทองธาร ชินวัตร มนุษย์เงินเดือน พนักงานออฟฟิศ พนักงานโรงงาน ครู ทหาร ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ข้าราชการ พนักงานเอกชน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. องค์กรอิสระ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน รวมถึงท่านประธานด้วย พวกเราหลบภาษีไม่ได้เลยครับ พอเงินเดือนออกก็ต้องถูกฝ่ายบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่าย ส่งสรรพากร ทุกคนถ้าอยากจะเสียภาษีย่อมลงก็ต้องหาแนวทางในการลดหย่อนภาษี ที่ถูกกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกันชีวิต ซื้อกองทุนรวมต่าง ๆ เช่น กองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ ซื้อกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว ซื้อกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน เรียกว่าซื้อบรรดาสารพัด F ครับ RMF บ้าง SSF บ้าง ซึ่งตอนนี้หลายกองทุนติด F ครับ ก็ไม่เป็นไรก็เป็นไปตามหน้าที่ ซึ่งผมต้องขอบพระคุณ ประชาชนทุกท่านที่กรุณากรอก หมายเลข ๑๒๙ บริจาค ๕๐๐ บาทเต็ม Max ให้กับ พรรคประชาชนมาไว้ ณ ที่นี้ด้วย พวกเราประชาชนก็ทำได้แค่นี้ครับ ทำได้เท่าที่ที่กฎหมาย กำหนด ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร การเสียภาษีเป็นหน้าที่ก็ต้องทำไป แต่แพทองธาร ชินวัตร ครับ แพทองธาร ชินวัตร จะลดหย่อนภาษีอย่างถูกกฎหมายในแบบที่ประชาชนทั่วไปเขาทำกัน ไม่ได้หรืออย่างไร มันจะต้องเอาทุกดอกตอกทุกเม็ดแบบที่ทำกันอยู่อย่างนั้นหรือครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมต้องพูดแทนหัวอกของข้าราชการกระทรวงการคลังทุกคนด้วย เพราะแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรียังต้องดำรงตำแหน่งประธาน คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง และเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีที่น่าละอาย แพทองธาร ชินวัตร ยังมีเดินหน้าไปสั่งการให้กระทรวงการคลังเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ แทนที่จะไปสั่งข้าราชการกระทรวงการคลัง แพทองธารควรไปมองกระจกของตัวเองให้ได้ก่อน ผมเชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจของผมในวันนี้ประชาชนทุกคนที่ฟังอยู่หลายท่านยื่นภาษี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลายท่านกำลังจะยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. ๙๐ ภ.ง.ด. ๙๑ ผมเชื่อว่าพอได้รู้ถึงพฤติกรรมการหนีภาษีและเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายของแพทองธาร ชินวัตร ผมเชื่อว่าประชาชนหลายคนต้องถึงกับหน้าแดงมือไม้สั่นกำใบ ๕๐ ทวิแน่น คนที่เอาเปรียบ ประชาชนแบบนี้ สภาแห่งนี้ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปไม่ได้ครับท่านประธาน ปัจจุบันรายได้จากภาษีของประเทศไทยจัดอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ และมีแนวโน้มถดถอยลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บได้ แต่เดิมเคยอยู่ราว ๆ สัก ๑๖-๑๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ปัจจุบันน่าจะอยู่ราว ๆ สัก ๑๓-๑๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ราว ๆ นั้น สัดส่วนของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อจีดีพีของประเทศไทยก็อยู่ในสัดส่วนราว ๆ ๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งเป็นประเทศที่พัฒนา แล้วที่มีสัดส่วนอยู่ที่ ๘.๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยของเรามีปัญหาฐานภาษีที่แคบทุกท่านรู้ดี เรามีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงแค่ ๔ ล้านคนจากผู้มีงานทำประมาณ ๔๐ ล้านคน ทำให้โครงสร้างรายได้ภาษีของคนไทยต้องพึ่งพาภาษีทางอ้อม ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง ๕๖-๖๒ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้รวม โดยภาษีมูลค่าเพิ่มหรือที่เราคุ้นเคยกันว่า แวตนีที่เป็นการผลักภาระภาษีไปให้กับผู้บริโภคก็มีสัดส่วนอยู่ราว ๆ สัก ๒๗-๓๒ เปอร์เซ็นต์ ก็ตีกลม ๆ สัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งของปัญหาของฐานภาษีที่แคบก็มาจากคนที่มี พฤติกรรมแบบแพทองธาร ชินวัตร ที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายหลบเลี่ยงภาษี ทำนิติกรรม อำพรางเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนี่ละครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเราประชาชน มีสวัสดิการที่ดีกว่านี้ได้ ประชาชนสามารถได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลเข้าถึงยาและ เวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ดีกว่านี้ได้ ปู่ย่าตายายของพวกเราสามารถได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่มากกว่าเดือนละ ๖๐๐ บาทได้ เด็กเล็ก ๆ ลูกหลานของพวกเราสามารถได้รับเงินอุดหนุน แรกเกิดที่ถ้วนหน้าโดยไม่ต้องพิสูจน์ความจนที่มากกว่าเดือนละ ๖๐๐ บาทได้ เด็กนักเรียน ลูกศิษย์ของคุณครูสามารถกินอาหารกลางวันที่โภชนาการครบถ้วนกว่าที่เป็นอยู่ได้ ถ้าประเทศ ของเราไม่มีคนที่มีพฤติกรรมหนีภาษีอย่างแพทองธาร ชินวัตร พอกันทีครับกับวาทกรรม หลอกคนที่บอกว่าต้องรอให้ประเทศมีเศรษฐกิจที่ดีกว่านี้ จัดเก็บภาษีได้มากกว่านี้ ประชาชน ถึงจะได้รับโอกาสในการที่จะได้รับสวัสดิการที่ดี ท่านประธานครับ ผมบอกได้เลยว่าตราบใด ที่ประเทศนี้มีคนอย่างแพทองธาร ชินวัตร ต่อให้เศรษฐกิจเติบโตขนาดไหนคนพวกนี้ก็จะหา ช่องหาหลืบหนีภาษีจนได้ ถ้าคนอย่างแพทองธาร ชินวัตร ยังคงลอยหน้าลอยตาเอาเปรียบ ประชาชน เอาเปรียบสังคม โดยที่พวกเราไม่คิดจะจัดการอะไรเลย ประชาชนคนไทยไม่มีวัน ที่จะมีสวัสดิการที่ดีกว่านี้ได้ ผมต้องย้ำให้ท่านประธานที่มาใหม่อีกครั้งหนึ่ง หน้าที่ของ ปวงชนชาวไทยในมาตรา ๕๐ (๙) ของรัฐธรรมนูญ ประชาชนทุกคนบุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากร ตามที่กฎหมายบัญญัติ ลำพังจะทำหน้าที่ในฐานะปวงชนชาวไทย แพทองธาร ชินวัตร ยังทำ ตรงไปตรงมาไม่ได้ แล้วจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีผู้นำของประเทศเป็นเยี่ยงเป็นอย่างให้กับคน ประเทศนี้ได้อย่างไร ตามมาตรา ๑๖๐ (๔) ของรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และในมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) นายกรัฐมนตรีจะต้องไม่มีพฤติกรรม อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยมาตรฐานทาง จริยธรรมตามมาตรา ๑๖๐ (๕) นั้น ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคสอง กำหนดให้นำเอา มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาบังคับใช้แก่รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีด้วย โดยในหมวด ๑ มาตรฐานทาง จริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ข้อ ๗ ต้องถือประโยชน์ประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน พฤติกรรมการหนีภาษี การรับให้มูลค่า ๒๑๘.๗ ล้านบาท ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคม เอาเปรียบประเทศชาติ ล้วนชี้ชัดได้ว่าบุคคลคนนี้มีจิตละโมบทีคอยคิดถึง แต่ประโยชน์ส่วนตน ไม่เคยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเลย ข้อ ๘ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น การหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีของแพทองธาร ชินวัตร นี่หรือครับการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต พฤติกรรมแบบนี้หรือครับที่เรียกว่า ซื่อสัตย์ พฤติกรรมแบบนี้คือการใช้ช่องว่าง ทางกฎหมาย ใช้เล่ห์เพทุบายในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบอย่างไม่รู้จักละอาย คิดถึง แต่ตัวเองอย่างเดียว เป็นเหลือบริ้นที่คอยกัดกินผลประโยชน์ของประชาชน ไม่สมควรอย่าง ยิ่งที่จะให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป
หมวด ๒ มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ข้อ ๑๒ ยึดมั่นในหลัก นิติธรรมและประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน การจ่ายภาษีเป็นหน้าที่ พื้นฐานของประชาชนทุกคนในประเทศนี้ แค่นี้แพทองธาร ชินวัตร ยังทำไม่ได้ ถ้าพฤติกรรม การหนีภาษีของคน ๆ นี้เรียกว่าอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี แล้วถ้าประชาชนโดยเฉพาะ เยาวชนเอาไปเป็นเยี่ยงเป็นอย่าง ประเทศชาติมีหวังล่มสลาย ข้อ ๑๗ ไม่กระทำการใดที่ ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง พฤติกรรมการหลีกเลี่ยงภาษี ของแพทองธาร ชินวัตร สะท้อนได้ว่าคน ๆ นี้ไม่มีความยึดมั่นในกฎหมายเลย วัน ๆ คิดแต่ จะหาช่องหาหลืบของกฎหมายกระทำการอย่างไร้ความละอาย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับ ตนเอง เอารัดเอาเปรียบประเทศชาติ นายกรัฐมนตรีหนีภาษีแบบนี้ หากปล่อยให้ดำรง ตำแหน่งต่อไปไม่ใช่แค่เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แต่ถึงขั้นเสื่อมเสีย เกียรติศักดิ์ของประเทศชาติ เราจะบอกกับประเทศอื่น ๆ เขาอย่างไรครับว่านายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยเรามีพฤติกรรมหนีภาษี รู้ถึงไหนอายถึงนั่น ทั้งนิติกรรมอำพรางที่ใช้ตั๋ว PN หนีภาษีการรับให้ มูลค่า ๒๑๘.๗ ล้านบาท ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าคนอย่างแพทองธาร ชินวัตร มีแต่ความทุจริตเป็นที่ประจักษ์ วัน ๆ เสาะหาช่องว่างทางกฎหมายเพื่อตักตวง ผลประโยชน์ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยืน ขึ้นยกมือพ้นศีรษะ
เชิญครับ
ทุจริต คำ ๆ นี้ผมว่าท่านประธาน ต้องเตือนแล้ว ท่านประธานวันนอร์เตือน ๔-๕ ครั้ง ท่านวิโรจน์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ไหนบอกว่า มีลุงไม่มีเรา วันนี้อยู่กับลุงแล้วไม่ใช่หรือ จึงได้คะนองปาก
ไม่เป็นไรครับ
เสียดสี ข้อ ๖๙ เต็ม ๆ เลยครับ ผมทนฟังตั้งนาน ตระบัดสัตย์หรือเปล่า ไหนประกาศบอกว่ามีลุงไม่มีเรา วันนี้อยู่กับลุงแล้ว ไม่ใช่หรือ
เอาละครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัยนะครับ พอแล้วครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัย เชิญนั่งลงเลยครับ
ท่านประธานครับ อยู่ดี ๆ ก็ด่าตัวเองครับ จะร้องกี้กี้ สัก ๒-๓ ครั้งได้ไหมครับ
เดี๋ยวนะครับ คือท่านประท้วง ข้อ ๖๙ คำว่า ทุจริต มันมีในญัตติ ทีนี้ท่านวิโรจน์อย่างไรก็ลด การเสียดสีนิดหน่อยนะครับ เพราะท่านก็พูดแบบว่าวนเยอะแล้ว ชาวบ้านก็จะงง เชิญต่อครับ
ท่านประธานครับ คำเดียวครับ ผมไม่ถือสาหาความหรอกครับ คำว่า กี้กี้ ผมคงจะไม่ไปต่อล้อต่อเถียงกับคนที่กำลังจะถูก
ไม่เป็นไรครับ กี้กี้ แปลว่าอะไรครับ ท่านวิโรจน์ลองแปลสิมันแปลว่าอะไร คือคำนี้บางที มันเป็นคำที่ไม่ควรใช้ในสภา แปลว่าอะไรครับ
มันเป็นเรื่องปกติครับ ไม่ได้ คำหยาบคายอะไรครับ
แปลว่าอะไรครับ
เดี๋ยวเล่าแล้วมันยาวครับ
ถ้าไม่มีความหมายก็ไม่ควรจะมาใช้นะครับ ต่อเลยครับ
เมื่อสักครู่ท่านประธาน น่าจะให้เขาพูดต่อสักหน่อยนะครับ ผมอยากรู้ว่าเขาพูดอะไร
ไม่เป็นไรครับ
อนุญาตไหมครับ
ไม่เป็นไรครับ ท่านต่อเลยครับ คือเดี๋ยวกินเวลาเพื่อนนะครับ เพราะว่าประท้วงกันไปมานี้ มันก็เวลาหมด เชิญต่อเลยครับ
คือผมอยากจะฟังครับว่า สส. ที่เคยได้ใบเหลืองแล้วเลือกตั้งใหม่แล้วแพ้เขาจะพูดอย่างไร
ท่านอภิปรายต่อเลยครับ เชิญครับ
ทั้งนิติกรรมอำพรางที่ใช้ ตั๋ว PN หนีภาษีการรับให้ มูลค่า ๒๑๘.๗ ล้านบาท ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าคนอย่างแพทองธาร ชินวัตร มีแต่ความทุจริตเป็นที่ประจักษ์ วัน ๆ เอาแต่เสาะหาช่องว่างทางกฎหมายตักตวง ผลประโยชน์เพื่อตัวเอง จุ๊บ ๆ จิ๊บก็เอา เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่เว้น การหนีภาษีไม่ใช่แค่เป็น นายกรัฐมนตรีไม่ได้นะครับ แค่เป็นประชาชนยังเป็นไม่ได้ แพทองธารไม่ใช่แค่จะไม่มีศักดิ์ศรี ที่จะลุกเดิน ยืน นั่ง ในทำเนียบรัฐบาล แม้แต่ตามถนนหนทาง ตามตรอก ตามซอก ตามซอย ในประเทศนี้คนหนีภาษีอย่างแพทองธารก็ไม่มีหน้าที่จะเดินหน้าตั้งคอตรงสู้หน้าประชาชนได้ อีกต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ นายกรัฐมนตรีโดยตำแหน่งแล้วยังต้องดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ผมอยากรู้จริง ๆ ว่า คนหนีภาษีอย่างแพทองธาร ชินวัตร ยังจะกล้าแบกหน้าไปนั่งประชุมหัวโต๊ะคณะกรรมการ ส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติอยู่อีกหรือครับ พฤติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีของแพทองธาร ชินวัตร หลังจากนี้ต้องมีการร้องไปที่ ป.ป.ช. แน่ ๆ ซึ่ง ป.ป.ช. ก็มีอำนาจตามมาตรา ๒๓๔ ของ รัฐธรรมนูญในการไต่สวน และมีความเห็นต่อกรณีที่แพทองธาร ชินวัตร ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติ ตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และพิจารณาส่งสำนวณและความเห็นไปที่ ศาลฎีกาต่อไป ผมเชื่อว่าพฤติกรรมเช่นนี้อย่างไรแพทองธารก็ไม่รอด ผมเป็นห่วงก็แต่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะยกมือไว้วางใจให้บุคคลคนนี้ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อไป มันจะเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับท่านประธาน มาดูกันครับ ในหมวด ๒ ว่าด้วยมาตรฐาน จริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ไปดูกันครับ แล้วเดี๋ยวจะหนาวครับ ข้อ ๑๙ การคบหาสมาคม กับผู้ประพฤติผิดกฎหมาย หรือผู้มีความประพฤติ หรือผู้ที่มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ก็อาจเข้าข่าย เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงได้เช่นเดียวกัน แต่ต้อง ดูถึงพฤติการณ์ด้วย ถ้ามีคนไปร้องครับ สส. ที่ยกมือให้กับแพทองธารก็อาจจะเข้าปิ้งตาย ตกไปตามแพทองธารไปด้วย ผมฝากท่านประธานผ่านไปถึงแพทองธาร ชินวัตร การเสียภาษี อย่างถูกต้องเป็นหน้าที่พื้นฐานที่สุด คนคนนี้ยังทำอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ ประชาชนเขาหวัง เขาฝากความหวังไว้กับผู้นำ แต่สุดท้ายกลับได้โจรใส่อาภรณ์ขุนนางสวมรองเท้าไข่มุก ปากที่ ตัวเองเคยพูดว่ามีกินมีใช้ไปพร้อม ๆ กัน
ท่านประธานคะ
เชิญครับ
ท่านประธาน ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๙ ท่านประธานพิจารณาแล้วก็ตักเตือน ในข้อ ๑๘๒ เรียบร้อยแล้วนะคะ ท่านสมาชิกผู้อภิปรายยังมีการเสียดสี และมิหนำซ้ำไม่มี Gender Lens คนที่ปัจจุบันนี้นะคะ สมาชิกสภาผู้แทนเรารณรงค์ให้ใช้ Gender Lens ในการที่จะพูด พูดถึงผู้หญิง พูดถึงเสื้อผ้า หน้า ผม ดิฉันขอให้ท่านประธานพิจารณาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ครับ ขอบคุณครับ ผมวินิจฉัยนะครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับครับ แต่ประท้วงท่านประธานด้วยความเคารพครับ
ข้อไหนครับ
ข้อ ๙ ครับ ให้ท่านประธานได้กรุณา พิจารณาว่าผู้อภิปรายนั้นได้เสียดสีมาโดยตลอด ซึ่งสภาแห่งนี้และพี่น้องประชาชนนั้นคอยรับ ข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมา แต่คำเสียดสีนั้นไม่เกิดประโยชน์ต่อการอภิปรายครับ ผม รังสิกร ทิมาตฤกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตให้ท่านประธาน ได้โปรดควบคุมการประชุมและวินิจฉัยด้วยครับ
ขอบคุณครับ ผมวินิจฉัยทั้ง ๒ ท่านเลยนะครับ คือการอภิปรายนี่สมาชิกทุกท่านครับ พี่น้อง ทางบ้านเขาจะพิจารณาตัวท่านเองนะครับว่าท่านอยู่ในลำดับไหน สถานะไหนนะครับ การใช้ ถ้อยคำที่เสียดสีใส่ร้ายหรือไม่สุภาพประชาชนเขาก็ดูอยู่ เขาประเมินนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านวิโรจน์อย่างไรก็เข้าสู่ความสุภาพนะครับ
ครับ ผมสุภาพมาโดยตลอดครับ ท่านประธาน
เชิญต่อเลยครับ
คำทุกคำนี้ที่ใช้ก็เป็น คำสุภาพ แล้วก็ปรากฏในหน้าข่าวได้ตลอดเวลาอยู่แล้วครับ แต่คำว่า ทุจริต ที่พูดไม่ได้นี่ผมคิดว่า อภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้แล้วครับ
เชิญต่อครับ
ดังนั้นผมยืนยันนะครับ ท่านประธาน ปากที่คนอย่างแพทองธารเคยพูดว่า มีกินมีใช้ไปพร้อม ๆ กัน แท้ที่จริงแล้วคือ การหาช่องว่างทางกฎหมายเพื่อให้มีกินกันเฉพาะกงสี ให้ได้อิ่มหมีเฉพาะตระกูลของตัวเอง แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหนีภาษี ไม่มีศักดิ์ศรีที่จะดำรงตำแหน่งนี้อีกต่อไปแล้ว ได้เวลา ออกไปจากตึกไทยคู่ฟ้า กลับกงสีที่บ้านจันทร์ส่องหล้าของคุณไปได้แล้ว ขอบพระคุณครับ จบแลครับ กี้
ท่านประธานคะ ประท้วงค่ะ
เชิญครับ
ถึงจะจบก็ประท้วงได้ใช่ไหมคะ
เชิญครับ ข้อไหนครับ
ประท้วงคุณวิโรจน์ ข้อ ๖๙ ค่ะ คุณวิโรจน์พูดเสียดสีเหมือนคนจะไม่ได้อยู่ในสภาอีกแล้วค่ะท่านประธาน ขอบคุณค่ะ
ท่านประธานคะ ขออนุญาตประท้วงท่านผู้ประท้วงค่ะ
ขอเชิญครับ
ข้อ ๖๙ ค่ะ มีการเสียดสี เหมือนกันค่ะ ระวังนะคะ เป็นหนึ่งใน Bingo ตำแหน่ง สทร. อาจจะไม่ได้มีคนเดียวนะคะ
ก็จบแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ผมใช้สิทธิ พาดพิงครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้ประท้วงพาดพิงผมในทางเสียหายครับ ถ้าอยู่ในสภาแล้วต้อง อยู่ในฐานะเป็นลิ่วล้อ เป็นบริวารที่ไม่มีศักดิ์ศรี
พอแล้วครับ เขาจบแล้ว จบแล้วครับท่านจบแล้ว ครูมานิตย์จบแล้ว เดี๋ยวยาวเดี๋ยวเสียเวลา เขาจบแล้ว ท่านประท้วงข้อไหนครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วงผู้ที่ ลุกขึ้นมาก็คือพี่วิโรจน์ แล้วก็ประท้วงท่านประธานด้วย แต่ไม่ยาวล่ะครับ เพราะว่าผมพยายาม ใช้สติของความเป็นผู้แทนตั้งแต่ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอภิปราย ท่านประธานฟังผม นิดเดียวครับ
ท่านประท้วงข้อไหนก่อน
ข้อ ๙ ครับ
ข้อ ๙ เชิญครับ
ท่านหัวหน้าเท้งลุกขึ้นมาอภิปรายผมก็ บอกพรรคพวกว่าอย่านะ ให้เกียรติหัวหน้าพรรคเขา ไม่ได้นะครับ โดยมารยาทคนเป็น หัวหน้าพรรคลุกขึ้นอภิปรายเราต้องเกียรติเขา ผมนั่งฟังคุณวิโรจน์ไม่มีคำว่า นายกรัฐมนตรี สักคำหนึ่งนายกรัฐมนตรี คุณแพทองธาร ผมก็นั่งฟัง คุณวิโรจน์ว่าเขาแต่ทุจริต ๆ ท่านประธานเห็นไหมครับ อภิปรายเองก็ยังทุจริตเลย เชิญชวนให้คนมาสนับสนุนเงิน สนับสนุนพรรคตามข้อ ๑๒๙ บริจาค ผมก็นั่งฟัง
โอเคครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัย
แล้วประการที่สำคัญขู่ผมครับเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานเปิดเทปดูก็ได้ครับ ขู่ว่าถ้าโหวตให้ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร จะผิด ข้อบังคับว่าคนที่ยกมือให้ก็จะผิดไปด้วย นี่กรรโชกผมอีกครับ ผมก็นั่งฟัง วันนี้บอกให้ พี่วิโรจน์ใจเย็นลงนิดหนึ่งน้อง หรือคุณพี่ที่เคารพครับ ใจเย็นลงนิดหนึ่งน่าจะดีกว่านี้ ก็เป็นห่วงเพราะเหมือนกับคนสติแตก
พอแล้วครับ เดี๋ยวพาดพิงไปทั่วเลย พอแล้วครับท่านพอแล้ว พอแล้วครับท่านสมาชิกครับ มันเสียเวลา เดี๋ยวให้ท่านต่อไปเลยนะครับ คือการอยู่ในสภานี้มันเป็นตัวตนของแต่ละบุคคล ท่านจะสุภาพ ไม่สุภาพ เป็นเรื่องของท่าน แต่ถ้ามันเกินไปก็ต้องประท้วงนะครับ ประชาชน เขาตัดสินนะครับ ท่านธีระชัยพอเถอะครับ ต่อเลยครับ พอแล้ว ๆ เดี๋ยวก็ประท้วงกันอีก เดี๋ยวนะครับ เอาท่านธีระชัยก่อน เชิญท่านธีระชัย ประท้วงข้อไหนครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอประท้วง ผู้กำลังอภิปรายเสร็จสิ้นเมื่อสักครู่นี้ ผมสดับตรับฟังมา ข้อ ๖๙ นี่เสียดสีมาโดยตลอด ต่อไปถ้าจะพูดจาอะไรพยายามใช้สมอง นี่เขาใช้สมองแค่ ๒ ซีกเท่านั้นเอง ซีกที่ ๑ ยกตนข่มท่าน ด้อยค่าคนอื่น เสียดสีคนอื่น ซีกที่ ๒ ยกย่องพวกตัวเอง และพวกตัวเองเท่านั้นครับ พอจะ เหมาะสมเป็นหัว Mob ครับคนแบบนี้
โอเคนะครับ ผมวินิจฉัยเลยนะครับ พอแล้ว ๆ เดี๋ยวผมวินิจฉัยเลย
ท่านประธานต้องวินิจฉัยให้เอาจริงเอาจังด้วย เดี๋ยวมันจะได้ใจ ไอ้เหลือก
ท่านประธานครับ
เดี๋ยวผมวินิจฉัยก่อนนะครับ ตั้งแต่ท่านประธานวันนอร์มาจนถึงผมนี่ผมก็พยายามที่จะ ตักเตือนท่านวิโรจน์ว่าควรจะสุภาพหน่อยนะครับ แล้วก็ให้เกียรติผู้ที่ท่านอภิปรายไม่ไว้วางใจ เขาด้วยนะครับ อย่างท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ควรจะให้เกียรติหน่อยนะครับ มันออกไป ข้างนอกแล้วประชาชนเขาจะมองท่านอย่างไรนะครับ เอาใครก่อน ท่านวิโรจน์สั้น ๆ นะครับ ท่านใช้สิทธิอะไรครับ
ผมขอใช้สิทธิพาดพิงตาม ข้อบังคับ ข้อ ๗๑ ครับ ผมก็นำเรียนไปถึงทางพี่ครูมานิตย์นะครับ คือโดยปกติก็ทำงาน ร่วมกันดี ผมคิดว่าการพูดถึงเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนเข้าใจถึงศักดิ์ศรีของความ เป็นผู้แทนราษฎรนี่ผมคิดว่าไม่ได้ผิดข้อบังคับอะไร และอีกท่านหนึ่งครับ ผมไม่อยากจะ เอ่ยชื่อครับ มาบอกว่าใช้สมองซีกซ้ายซีกขวา ๒ ซีกอะไร ผมก็ยังดีใจที่ผมใช้สมองครับ แต่เมื่อสักครู่คำพูดของท่านนี่มันชัดเจนว่าไม่มีสมองครับ
ครับ ก็พาดพิงไปพาดพิงมานะครับ ท่านธีระชัยครับ
ไม่เป็นไรครับ ถ้าจะต่อล้อต่อเถียงแบบนี้ ผมก็ฟังแล้วว่าเขาใช้สมอง ๒ ซีก ยกย่องตัวเอง ดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ยกย่องตนและพวกนี่ เขาประสบความสำเร็จในด้านอะไรบ้าง ผมอยากรู้ นอกจากใช้ปากเป็นอาวุธ ระวังปากด้วยครับ
พอแล้วครับ
เดี๋ยวนี้แก่แล้ว ไม่กลัวด้วยไอ้พวกปาก
พอแล้ว พอแล้วท่าน ขอบคุณมากครับ เชิญครับ ท่านประท้วงข้อไหน
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ พรรคประชาชน ผมประท้วงท่านประธาน ข้อบังคับ ข้อ ๙ ให้ควบคุม การประชุมครับ ผมเห็นเมื่อสักครู่ที่ผ่านมาท่านประธานหันมาเตือนฝั่งผม เตือนผู้อภิปราย อยู่หลายครั้ง ฝั่งนั้นลุกขึ้นประท้วงซ้ำซากพวกผมก็อดทนฟังว่าจะประท้วงเรื่องอะไร ท่านประธานวินิจฉัยแล้วก็ไม่เคารพ ผมต้องเรียนท่านประธานจริง ๆ นะครับ เรื่องเคารพ ศักดิ์ศรีผู้แทนที่ท่านวิโรจน์พูดก็เรื่องหนึ่ง เรื่องเคารพข้อบังคับก็เรื่องหนึ่ง แต่ท่านประธาน ต้องวางตัวเป็นกลางนะครับ การที่ท่านประธานควบคุมโดยการตักเตือนฝั่งผมให้พวกผม ถอนคำพูดโดยที่ไม่ตักเตือนฝั่งรัฐบาลเลยนี่ท่านประธานกำลังปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลาง ขอให้ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
ขอบคุณครับ ผมยังไม่เคยให้ถอนคำพูดสักคำเลยนะครับ เอาละครับ ท่านดูต่อไปแล้วกัน ต่อไปท่านชัชวาล แพทยาไทย เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต
ท่านทำอะไร
เรียนท่านประธาน ขออนุญาตหารือเกี่ยวกับ การอภิปรายครับ ไม่ได้จะมีประเด็นต่อเนื่องจากเพื่อนสมาชิกท่านอื่น เรียนท่านประธานครับ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะ วิปรัฐบาล เพียงแต่อยากหารือกับท่านประธานครับว่าในการอภิปรายเมื่อสักครู่นี้มีการ กล่าวถึงชื่อคนนอกจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในญัตติ จึงอยากจะฝากทางสภาว่าในรายงาน หรือในบันทึกอยากให้รบกวนช่วยดูในส่วนนี้ด้วยว่าให้นำชื่อคนนอกที่ไม่อยู่ในญัตตินี้ออก เพื่อความถูกต้องของทางการอภิปรายเท่านั้นครับท่านประธาน
เวลาเขาเอ่ยชื่อคนนอกเขาก็ต้องรับผิดชอบเองนะครับ ท่านประธานวันนอร์ก็อ่านข้อบังคับ ให้หมดแล้ว เอาละครับ เชิญท่านชัชวาล แพทยาไทย
ท่านประธานครับ
พอแล้วครับท่านประธาน พอแล้ว ๆ มันหมดเวลาไปเยอะแล้ว เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย วันนี้ผมขอลุกขึ้นทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านในการอภิปราย ไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๕๑ โดยผมเห็นว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นผู้มีพฤติการณ์อันไม่อาจไว้วางใจให้บริหาร ราชการแผ่นดินในฐานะนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับญัตติของผู้นำฝ่ายค้าน ที่สมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านได้ร่วมลงชื่อในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ท่านประธานครับ ผมขอเริ่มต้นด้วยถ้อยแถลงที่ว่าสิ่งที่ควรทำท่านไม่ทำ สิ่งที่ควรทำท่านกลับเร่งจะทำ ที่ผมต้องได้กล่าวคำนี้เพราะมันสอดคล้องกับข้อกล่าวหาของท่านนายกรัฐมนตรีที่ว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีคุณสมบัติและไม่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหาร ด้วยประการทั้งปวง ขาดภาวะความเป็นผู้นำ ขาดวุฒิภาวะ ขาดความรู้ความสามารถ และขาดเจตจำนงในการบริหารราชการแผ่นดิน ในการที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติ และประชาชน ส่งผลทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศชาติครับท่านประธาน ผมขออนุญาตย้อนกลับไปวันที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแห่งนี้ ท่านได้ กล่าวคำสวยหรู เป็นสัญญาประชาคมที่ฟังดูเหมือนจะเป็นอนาคตที่สดใสให้กับประเทศชาติ และประชาชน โดยประกาศว่าจะยกระดับเกษตรกรรมให้ทันสมัย ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ดูแลทรัพยากรน้ำให้เพียงพอ จัดการปัญหา ยาเสพติดให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ขอเปิดคลิปวิดีโอสักนิดหนึ่งครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Clip ภาพและเสียง)
ท่านประธานครับ ความเป็นจริงสิ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศกลายเป็นเพียงวาทกรรมขายฝันที่ไม่มีใครตื่นขึ้นมาเจอ ความจริงที่ดีขึ้น พี่น้องเกษตรกรไทยยังคงเผชิญวิกฤติ ไม่สามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นจากการ ทำเกษตรกรรม การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่บอกว่าเด็ดขาดครบวงจรกลายเป็นเพียงลมปาก ผู้เสพยังล้นคุก ผู้ค้ายังลอยนวล ท่านประธานครับ ผมขอรื้อฟื้นความทรงจำของรัฐบาล กับนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้ โดยเฉพาะการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเป็น ๓ เท่า ภายในปี ๒๕๗๐ ชาวนาจากเคยทำนาขายข้าวได้ ๑๐,๐๐๐ บาท ก็จะขายข้าวได้ ๓๐,๐๐๐ บาท เกษตรกรผู้เลี้ยงวัว จากเดิมขายวัวได้ตัวละ ๒๐,๐๐๐ บาท ก็จะขายได้ตัวละ ๖๐,๐๐๐ บาท นี่คือสิ่งที่พี่น้องประชาชนคิดและเข้าใจจากถ้อยแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีครับ จนป่านนี้ ผ่านมาครึ่งทางยังไม่เห็นสัญญาณว่าพี่น้องเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง ๓ เท่า ได้อย่างไร คุณภาพชีวิตเกษตรกรกลับแย่ลง สิ้นหวัง มองไม่เห็นความมั่นคงในอาชีพที่ บรรพบุรุษส่งต่อให้ ราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำ ต้นทุนสูง ขาดแคลนปัจจัยการผลิต น้ำไม่มี ดินไม่ดี ปุ๋ยแพง น้ำมันแพง พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ แข่งขันในตลาดไม่ได้ ท่านประธานครับ ในมือของผมนี่คือข้าวเปลือก ข้าวเปลือก ๒ กิโลกรัมถึงจะสีได้ข้าวสาร ๑ กิโลกรัม ท่านประธานครับ วันนี้ราคาข้าวเปลือกสดนาปี ราคากิโลกรัมละ ๑๐ บาท ข้าวเปลือกสดนะครับ ท่านอาจจะแก้ตัววันนี้ราคาข้าวเปลือกมันอยู่ที่ ๑๕ บาท นั่นมันราคาข้าวแห้งท่านประธานครับ ชาวนาไม่มีข้าวแห้งขายล่ะครับ เพราะเขาร้อนเงิน ยิ่งนาปรังยิ่งไปกันใหญ่ท่านประธานครับ ปัจจุบันข้าวเปลือกนาปรังอยู่ที่กิโลกรัมละ ๕ บาท วันที่ ๓๑ มีนาคมนี้ถึงครบกำหนดจ่ายหนี้ ธ.ก.ส. ชาวนาบางคนยังอับจนหนทาง ไม่รู้จะไปต่ออย่างไรท่านประธานครับ ตอนนี้ชาวนาเดือดร้อนทั้งแผ่นดิน วันนี้ก็มีตัวแทนพี่น้องเกษตรกรชาวนามาปักหลักอยู่ที่ หน้ารัฐสภาแห่งนี้ เขาอยู่ไม่ได้ครับ ที่อยู่ไม่ได้เพราะว่าไม่ใช่ราคาถูกอย่างเดียว ที่มันอยู่ไม่ได้ เพราะต้นทุนมันสูง ถ้าราคาขายข้าวเปลือกกิโลกรัมละ ๖ บาท แล้วต้นทุนทำนามันอยู่ กิโลกรัมละ ๓ บาทนี่เขาไม่มาประท้วงหรอกท่านประธานครับ ที่เขามาประท้วงทุกวันนี้ เพราะเขาขาดทุน เขาไม่มีกำไรจากการทำนา เพราะต้นทุนการทำนาอยู่ที่กิโลกรัมละ ๖ บาท ๗ บาท ๘ บาท ๙ บาทแล้วท่านประธานครับ ล่าสุดท่านประธานครับมาตรการห้ามเผา ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยว่าท้ายที่สุดเราต้องงดเผาตอซัง แต่ปัญหาคือชาวนาไม่ได้เตรียมการก่อน สิ่งที่ทำมาคือเป็นการเพิ่มขั้นตอนและเพิ่มต้นทุนในการทำงานให้กับพี่น้องชาวนา ซ้ำร้าย ท่านประธานครับ มาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลก็ไม่ชัดเจน มาตรการด้านการผลิตที่เรียกว่า เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ก็ต้องคอยลุ้นครับว่าแต่ละปีจะมีต่อหรือไม่ มาตรการด้านพยุงราคาที่รัฐบาลมีอยู่ ๆ มาตราเดียว คือมาตรการสินเชื่อชะลอการขายและ สินเชื่อรวบรวมที่ให้สถาบันมีสภาพคล่องช่วยซื้อข้าวนำตลาด ก็ล่าช้ากว่าจะอนุมัติชาวนา ขายข้าวไปอยู่ในมือโรงสีหมดส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกนาปรัง นาปี ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ท่านประธานครับ สถาบันเกษตรกรหลายแห่งวันนี้ขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถรับซื้อข้าว จากชาวนาได้ ทำให้ชาวนาจำนวนมากต้องจำใจขายข้าวเปลือกในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน คนที่ ได้ประโยชน์ไม่ใช่ชาวนาครับ ข้าวเปลือก ๒ กิโลกรัม กิโลกรัมละ ๖ บาทมีต้นทุนอยู่ที่ ๑๒ บาท สีแล้วได้ข้าวสาร ๑ กิโลกรัม ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ ๓๕ บาท ส่วนต่าง ๒๓ บาท ผมไม่ได้กล่าวหาครับว่าใครได้ประโยชน์ แต่ที่แน่ ๆ เงินส่วนต่างนี่ไม่ได้เข้ากระเป๋าชาวนา ท่านประธานครับ ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน พี่น้องชาวนาออกมาเรียกร้องให้ รัฐบาลแก้ไขปัญหา แต่ได้รับคำตอบว่าให้ไปปลูกกล้วยแทนการปลูกข้าว แล้วเช่นนี้จะให้ผม ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้อย่างไรครับ ไม่ต่างไปจากราคาวัวมีชีวิต ที่ตกต่ำต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ จนถึงปัจจุบัน เกษตรกรจำใจต้องเลี้ยงวัวด้วยน้ำตา เพราะถ้า ขายก็ขายขาดทุน วัวล้นตลาด ปัญหาวัวเถื่อน ปัญหาโรคระบาด ส่งออกวัวไปยังประเทศ เพื่อนบ้านไม่ได้ เพื่อนสมาชิกในสภาก็ร่วมกันอภิปรายปัญหาความเดือดร้อนต่อสภาหลายต่อ หลายครั้งแต่รัฐบาลก็นิ่งเฉย ล่าสุดพี่น้องชาวประมงจาก ๑๙ จังหวัดต้องออกมาประท้วง หน้าทำเนียบ เทปลาหมอคางดำถึง ๕ ตัน เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ท่าน นายกรัฐมนตรีทำคือรับดอกไม้ในทำเนียบไม่ยอมออกมาพบพี่น้องชาวประมง ปล่อยให้ ตำรวจผลักดันพี่น้องเกษตรกรกลับบ้าน พี่น้องเกษตรกรไร่มันเจอปัญหาวิกฤติตกต่ำที่สุด ในรอบหลายปีตั้งแต่มีรัฐบาลมา เกิดจากอะไรนั่นหรือครับ ไม่ทราบครับ อาจจะเกิดจาก ผู้มีอำนาจลักลอบนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ นี่คือการขาดภาวะ ความเป็นผู้นำ ที่ผู้นำต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ไม่ใช่บริหารแบบเดิม ๆ ตัวท่านเอง ก็เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลชุดก่อน ๆ เอาไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ แล้งปีนี้หลายพื้นที่ กำลังจะเข้าสู่วิกฤติขาดแคลนน้ำ ที่บ้านคูเมือง ตำบลคูเมือง อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด พี่น้องยังต้องทนใช้น้ำประปาขุ่น ๆ ดำ ๆ คุณภาพต่ำ ๆ เหมือนกับอีกหลายหมู่บ้านทั่วภาคอีสาน และทั่วประเทศ ที่ต้องใช้คำว่าอยู่ไปวัน ๆ กับน้ำที่ไม่ควรต้องทน ในขณะที่ปัญหากองอยู่ต่อ หน้าคนที่ควรรับผิดชอบกับลอยตัวเนื้อปัญหาทำเป็นไม่เห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน น้ำไม่มี น้ำไม่ไหล น้ำใช้ไม่ได้ แต่กลับมีบางคนบริหารไปวัน ๆ แบบนี้จะหวังให้คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีไป พร้อม ๆ กันได้อย่างไร หรือ Slogan พวกนี้เอาไว้พูดตอนน้ำไหลอย่างเดียวท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะที่อีกปัญหาที่พี่น้องประชาชนทุกหนทุกแห่งพูดเป็นเสียง เดียวกันว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะแก้ไขปัญหายาเสพติดตอนกี่โมง ผมลงพื้นที่พบปะพี่น้อง ประชาชนหลายต่อหลายคนเดินมาจับมือแล้วถามด้วยแววตาที่หมดหวังท่านประธานครับ ผู้แทนเฮ็ดจั่งได๋ยาบ้าสิหมดจักเทือ รัฐบาลเฮ็ดอีหยังอยู่ ทั้งที่รัฐบาลประกาศว่าจะจัดการกับ ยาเสพติดอย่างจริงจังตั้งแต่ ๒ ปีที่ผ่านมา ยาเสพติดยังไม่หมดไปตามที่เคยหาเสียงไว้ คำถาม คือรัฐบาลกล้าฟาดฟันขบวนการใหญ่หรือไม่ ทำไมยังคงไล่จับผู้เสพและพ่อค้ารายย่อย แต่ปล่อยให้เจ้าพ่อค้ายายังเดินหน้าลอยนวล แล้วเมื่อไรปัญหานี้จะหมดไป รัฐบาลเคย ประกาศยุทธศาสตร์ปลุก เปลี่ยน ปราบ โดยให้เห็นผลภายใน ๙๐ วัน แต่ความจริงคือ ท่านยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง มีเพียงการแถลงข่าวการจับกุมเป็นครั้งคราว ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในรัฐบาลนี้ คดียาเสพติดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ต้องขังคดี ยาเสพติดคิดเป็น ๗๔ ของนักโทษทั้งหมด สาเหตุเพราะท่านนายกรัฐมนตรีไม่จริงใจกับการ แก้ไขถึงต้นตอของการแพร่ระบาด ไม่ว่าจะเป็นระบบกฎหมายที่ยังมีช่องโหว่ กระบวนการ ยุติธรรมที่ล่าช้าส่งผลให้ผู้ค้ายาเสพติดใช้เงินเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด อีกทั้งนโยบายที่เปลี่ยนไป วนมา เช่น การเปิดเสรีกัญชาโดยไม่มีมาตรการควบคุม ยิ่งทำให้ปัญหายาเสพติดมีความ ซับซ้อนมากขึ้น ท่านประธานครับ จากที่ผมได้อรรถาธิบายมาในข้างต้นผมกำลังจะชี้ให้ ท่านประธานเห็นว่าผมไม่สามารถไว้วางใจให้ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร บริหาร ราชการแผ่นดินต่อไปได้ เพราะที่ผ่านมาสิ่งที่ควรทำท่านไม่ทำ ปัญหาของพี่น้องประชาชน ยังคงกัดกินคุณภาพชีวิตของพี่น้อง แต่ในทางกลับกันท่านกับเลือกที่จะทำในสิ่งที่ยังไม่ควรทำ โดยเฉพาะการมุ่งมั่นผลักดันนโยบายให้พี่น้องประชาชนตกเป็นทาสของอบายมุข อย่างโครงการนโยบาย Entertainment Complex โดยมีกาสิโนสอดไส้ และอีกหลาย นโยบายที่ชวนสงสัยว่ามันสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติได้จริงหรือ ท่านประธานที่เคารพ พี่น้องประชาชนทุกท่านตามผมมาครับ ผมจะชี้ให้เห็นถึงนโยบายที่ส่อไปในทางทุจริต เพราะโครงการนี้จะมอมเมาประชาชนให้ลุ่มหลงในอบายมุขให้เป็นหนี้เป็นสินมากขึ้นจน กลายเป็นปัญหาร้ายแรงทางสังคม และผลพวงจากนโยบายนี้ โดยนโยบาย Entertainment Complex เป็นแนวคิดที่รัฐบาลต้องการหารายได้จากการท่องเที่ยวโดยสร้างพื้นที่เพื่อความ บันเทิงอย่างครบวงจร ทั้งโรงแรม ห้างสรรพสินค้า สนามกีฬาและกาสิโน โดยหวังว่าโครงการ ดังกล่าวนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาท่องเที่ยวประเทศไทยให้มากขึ้น แต่ท่านประธานครับ นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศที่มาท่องเที่ยวประเทศไทยเขาตั้งใจ เดินทางมาชมศิลปวัฒนธรรม ชมธรรมชาติ ชิมอาหารที่เป็นของดีที่มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ในประเทศไทย โครงการนี้จึงไม่น่าจะตอบโจทย์นักท่องเที่ยว แต่เมื่อทราบความจริง ถึงบางอ้อท่านประธานครับ เพราะโครงการ Entertainment Complex นี้มีกาสิโนซ่อนอยู่ ลองคิดดูครับ จะมีประชาชนต่อต้านมากเพียงใด หากท่านนายกรัฐมนตรีประกาศนโยบาย รณรงค์หาเสียงนี้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่พรรคของท่านนายกรัฐมนตรีไม่รายงานต่อ กกต. ถึง นโยบายกาสิโนหรือไม่ สักครู่ผมจะบอกข้อมูลว่ารัฐบาลเตรียมประเคนทรัพย์สินภาครัฐ เพื่อเอื้อประโยชน์เอกชนผ่านโครงการ Entertainment Complex อย่างไร ซึ่งเป็นการ ทุจริตเชิงนโยบายอย่างชัดเจน
ประการแรก นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บริหารงานราวกับ เป็นหุ่นเชิด ในการจัดทำโครงการ Entertainment Complex โดยเจ้าของนโยบายที่แท้จริง เป็นผู้มีบารมีนอกรัฐบาลซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนิน โครงการดังกล่าวตาม Time Line ดังนี้
วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๗ บุคคลในครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีได้ไป ออกอากาศในรายการ Dinner Talk ในหัวข้อ Vision For Thailand ๒๐๒๔ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๑๔ Vision คือโครงการ Entertainment Complex กำหนดงบลงทุนการลงทุนแห่งละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในกรุงเทพมหานคร ส่วนต่างจังหวัดงบลงทุนแห่งละ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นในวันที่ ๒๙ เมษายน ถึง วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๗ สื่อมวลชนรายงานว่า บุคคลในครอบครัวท่านนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อดูพื้นที่โครงการ Entertainment Complex จากนั้นวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๗ ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในข้อ ๗ ระบุว่า รัฐบาลจะส่งเสริมโครงการ Entertainment Complex ซึ่งสอดรับกับ Vision ของบุคคลในครอบครัวท่าน ต่อมาวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๘ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ หลักการร่าง พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ซึ่งถือว่าท่านนายกรัฐมนตรี ได้เริ่มนโยบายที่ส่อไปในทางทุจริตเชิงนโยบายอย่างเป็นทางการแล้ว ท่านประธานครับ ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของท่านไม่มีนโยบายที่จะให้มีกาสิโนแต่ประการใด วิญญูชน คาดการณ์ได้ว่าอาจมีบุคคลใดได้ประโยชน์จากเงินใต้โต๊ะจากใบอนุญาตกาสิโนหรือไม่ หากมีการทำนโยบายการพนันออนไลน์ก็เป็นการเปิดช่องให้มีการหารายได้ที่มิชอบด้วย กฎหมายให้กับตนเองและพวกพ้อง ส่อว่าเป็นการทุจริตเชิงนโยบายได้เช่นเดียวกัน หากท่าน หรือพวกพ้องจะไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้ก็ขอให้ประกาศกลางสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ครับ ให้ประชาชนได้รู้ว่ากาสิโนและพนันออนไลน์จะไม่มีเงินใต้โต๊ะ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอฝากคำถามไปยังท่านนายกรัฐมนตรี
ประเด็นที่ ๑ เหตุใดในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งจึงไม่มีนโยบายกาสิโน ท่านเกรงว่าประชาชนจะต่อต้านโครงการดังกล่าวหรือไม่ ถ้าไม่เกรงประชาชนต่อต้านเหตุใด ไม่เปิดเผยในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
ประเด็นที่ ๒ เหตุใดโครงการสำคัญเช่นนี้จึงไม่รายงานต่อ กกต. รวมทั้ง ไม่ระบุถึงงบประมาณที่จะใช้จ่ายในโครงการทั้งโดยตรงและโดยอ้อมที่จะนำทรัพย์สินของ ทางราชการไปเอื้อการลงทุนของกลุ่มทุน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในการประชุมครั้งนั้นมีการพิจารณา พ.ร.บ. การท่าเรือแห่งประเทศไทย โดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ เป็นที่น่าสงสัยครับว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ส่อปูทางเอื้อต่อธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรหรือไม่ เพราะเมื่อดูในรายละเอียด ในร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวพบว่าร่างมาตรา ๘ (๓) และมาตรา ๙ (๑๒) ได้เพิ่มสาระสำคัญให้ การท่าเรือแห่งประเทศไทยสามารถดำเนินธุรกิจนอกเหนือจากกิจการของการท่าเรือ ซึ่งกำหนดวัตถุประสงค์ไว้เฉพาะธุรกิจการท่าเรือ สาระสำคัญที่เพิ่มขึ้นท่านประธานครับ คือการกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจการอื่น ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ที่กว้างมากและน่าจะ เป็นปัญหาขัดกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างท่าเรือ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๔๘๐ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างท่าเรือเท่านั้น ดังนั้นการนำพื้นที่ไป พัฒนาโครงการอื่น ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการท่าเรือจึงอาจขัดต่อกฎหมายอย่างชัดแจ้ง
ประการสำคัญอีกประการหนึ่งท่านประธานครับ การท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้เปิดแผนผัง Model การพัฒนาท่าเรือคลองเตยบนพื้นที่ ๒,๓๕๓ ไร่ จัด Zoning สร้าง Smart City Smart Port Smart Community พร้อมรับนโยบาย Entertainment Complex ท่านประธานที่เคารพครับ ในร่าง พ.ร.บ. การท่าเรือแห่งประเทศไทย มาตรา ๙ (๑๐) ได้เพิ่ม วัตถุประสงค์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยว่าลงทุนหรือเข้าร่วมกิจการกับบุคคลอื่น หรือ ถือหุ้นให้บริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนทั้งในและนอกราชอาณาจักรเพื่อประโยชน์แก่ กิจการของการท่าเรือแห่งประเทศไทย การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๙ (๑๐) ดังกล่าวสอดคล้อง กับผู้บริหารของการท่าเรือที่ให้สัมภาษณ์ว่า การแก้ไข พ.ร.บ. การท่าเรือ ทำให้การท่าเรือ สามารถทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องได้ ทั้งลงทุนเองและเป็นผู้ร่วมงาน อะไรที่การท่าเรือชำนาญก็จะ ทำเอง อะไรที่ไม่ชำนาญก็ให้บริษัทลูกรับร่วมกับผู้เชี่ยวชาญหรือจะเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้น นี่คือ เหตุผลชัด ๆ ว่าแก้ พ.ร.บ. การท่าเรือครั้งนี้รองรับโครงการ Entertainment Complex ท่านประธานที่เคารพครับ พอการเมืองเข้าไปแทรก ไปหาประโยชน์ก็แก้ไขวัตถุประสงค์ของ การจัดตั้งการท่าเรือให้ผิดเพี้ยนไปจากเดิม นี่คือการเตรียมการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนในการ ใช้อำนาจจากอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ และเตรียมการใช้งบประมาณในการพัฒนาอสังหาเพื่อ ประโยชน์ในโครงการ Entertainment Complex ส่อกระทำการทุจริตเชิงนโยบายอย่างชัดแจ้ง ท่านนายกรัฐมนตรีจึงเป็นเพียงหุ่นเชิดของนโยบายนี้ครับ จะปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ด้วยเหตุผล อย่างไร ทั้งการแก้ พ.ร.บ. การท่าเรือ ทั้งการเตรียมแผนพัฒนาโดยใช้งบประมาณของรัฐบาล ไปสนับสนุน ท่านประธานครับ หากโครงการนี้ดำเนินการไปจนแล้วเสร็จผมเกรงว่าจะสร้าง ความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชน ปัญหาด้านสังคมตามมาอีกมากมาย ปัญหา ด้านอาชญากรรม ปัญหาด้านการฟอกเงิน เมืองที่มีกาสิโนไปตั้งอยู่จะกลายเป็นเมืองบาปครับ เพื่อให้เห็นภาพ ผมจะขอยกตัวอย่างประเทศรอบ ๆ บ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นพม่า กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีกาสิโนถูกกฎหมายครับ ทุกประเทศล้วนมีปัญหาอาชญากรรม รายได้จาก กาสิโนไม่ได้นำมาซึ่งความเจริญครับ นำมาซึ่งความอยู่ดีของพี่น้องประชาชนแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับกลายเป็นแหล่งก่ออาชญากรรมค้ามนุษย์ Call Center ฟอกเงินของกลุ่มสีเทา เราเพิ่งเห็นภาพการค้ามนุษย์ที่เห็นภาพแก๊ง Call Center ไปทำงานยังบ่อนกาสิโน ในประเทศเพื่อนบ้านถูกจับกุมจำนวนมาก เราต้องการให้ประเทศของเรามีสภาพเป็น อย่างนั้นหรือท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผียาเสพติดมีอยู่มากมายทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ทุกวันนี้รัฐบาลยังแก้ไขไม่ได้เป็นปัญหาสังคมที่หนักหนาสาหัส รัฐบาลยังจะ ส่งเสริมให้มีผีพนันให้เต็มบ้านเต็มเมืองอีก แล้วประชาชนทั่วไปจะอยู่กันอย่างไร ที่ผ่านมา รัฐบาลมักจะยกตัวอย่างกาสิโนของสิงคโปร์ ท่านประธานครับ ในการสร้างรายได้ให้กับ ประเทศ ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าสิงคโปร์ใช้เวลาในการศึกษาโครงการนี้เป็นเวลา กว่า ๑๐ ปี ภายใต้กฎหมายที่เข้มงวดเพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด ในขณะที่ประเทศเรา ใช้เวลาไม่กี่เดือนในการทำให้การพนันถูกกฎหมายไร้การรองรับชนิดที่เรียกว่าคิดไปทำไป เพื่อใครสักคน ท่านคิดจะเลียนแบบแต่ไม่คิดจะเรียนรู้ สนใจแต่ตัวเลขรายได้ แต่ไม่สนใจว่า โครงสร้างการควบคุมดูแลของตนนั้นอ่อนแอเพียงใด
ประการสำคัญอีกหนึ่งประการท่านประธานครับ การบังคับใช้กฎหมายของ กาสิโนมันเข้มข้นเป็นประเทศที่มีการทุจริตคอร์รัปชันน้อยมาก อยู่อันดับ ๓ ของโลกแล้วครับ ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับที่ ๑๐๘ จากทั่วโลก มันเทียบไม่ติดกับสิงคโปร์ ท่านประธานครับ เมื่อไม่นานมานี้ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะเพิ่งไปเยือน ประเทศจีน การเยือนจีนของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาได้พบกับ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง (Xi Jinping) สื่อมวลชนรายงานว่าผู้นำจีนส่งคำเตือนพร้อมคำแนะนำว่า หากไทยเดินหน้ากาสิโนอาจนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ มากมาย แต่เมื่อกลับมาถึงประเทศไทยนายกรัฐมนตรีไม่สนใจคำเตือน กลับเดินหน้าต่ออย่างเร่งรีบจัด ทั้งการเร่งรัดให้กฤษฎีกาพิจารณากฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน ๕๐ วัน ขณะเดียวกันก็ เดินหน้า พ.ร.บ. การท่าเรือ นี่คือข้อสงสัยท่านประธานครับ ในอดีตองค์พระประมุขของชาติ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระปิยะมหาราช ทรงเสด็จประภาสยุโรป ในปี ๒๕๔๐ ทรงมี พระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพ มีความตอนหนึ่งที่สำคัญมาก ที่ท่านทรง กล่าวว่า ภัยของบ่อนกาสิโน หากชาวบางกอกได้รู้ได้ไปเล่นฉิบหายกันไม่เหลือ หลังจากนั้น เมื่อเสด็จกลับไทยทรงพระราชทานนโยบายให้เลิกบ่อน ทั้งที่ทำรายได้ให้รัฐบาลปีละกว่า ๖๐๐,๐๐๐ บาท กว่าจะเลิกได้ใช้เวลาหลายสิบปีครับ สิ่งสำคัญที่สุดท่านประธานครับ พวกเราในนามพรรคไทยสร้างไทย คงยอมไม่ได้ที่จะให้ราชอาณาจักรไทย คำที่มีความหมาย สูงยิ่งหมายถึงประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เปลี่ยนจากประเทศที่มี วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม มีความศิวิไลซ์ ใต้ร่มพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเราต้อง กลายเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยอบายมุข เป็นแหล่งพนันของยาเสพติดและแหล่งฟอกเงิน การไม่ฟังคำทักท้วงจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคณาจารย์ องค์กรทางศาสนา สภาพัฒน์ กฤษฎีกา ซึ่งมีความเห็นในเบื้องต้นว่ารายได้ที่เกิดจากการพนันนี่ไม่ได้ส่งผลดีต่อ จีดีพีเลย ตลอดจนคนที่อยู่ในครอบครัวท่านได้แสดงวิสัยทัศน์ในงาน Dinner Talk และลงพื้นที่ จังหวัดภูเก็ตเพื่อดูงานสะท้อนว่ามีการเตรียมการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ท่านประธานครับ หากกระบวนการที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นไปโดยสุจริต เหตุใดรัฐบาลไม่นำนโยบายนี้ ขอความเห็นจาก กกต. ซึ่งในท้ายที่สุดประชาชนตัวเล็ก ๆ จะได้ประโยชน์อะไรจากนโยบาย ส่งเสริมอบายมุขที่เร่งผลักดันอยู่ในขณะนี้ ก่อนจะสิ้นสุดการอภิปรายในครั้งนี้ท่านประธานครับ การเป็นผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะผู้แทนในระบบเขต ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานกับพี่น้องประชาชน อยู่เสมอ มี ๑ คลิป ภาพสะเทือนใจที่ผมอยากจะให้ฟังครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
นี่เป็นงานศพของน้องชายผมคนหนึ่ง เป็นเยาวชนอายุ ๑๘ ปีครับ มีครอบครัวอบอุ่น เป็นเด็กดี เป็นที่รักของเพื่อน แต่ด้วยความ เป็นเด็กหนุ่มชอบลอง เริ่มลองเล่นพนันจนติด ท้ายที่สุดถอนตัวไม่ได้ เงินที่ได้มาหมดไปกับ การพนัน จากตาละบาทกลายเป็นตาละร้อย จากเสียหลักร้อยกลายเป็นเสียหลักแสน ท้ายที่สุดหมดตัวหาทางออกไม่ได้ เลือกจบชีวิตตนเอง กระทำอัตวินิบาตกรรม เหตุการณ์ ในครั้งนั้นครับสร้างความเสียใจให้กับครอบครัวญาติมิตรเพื่อนฝูงเป็นอย่างยิ่ง นี่ไม่ใช่ความ สูญเสียครั้งสุดท้ายที่เกิดจากการพนันครับ ถ้ายังเดินหน้านโยบายนี้ต่อ อันความตายนี่แขวนคอ ทุกบาดยาง ตื่นขึ้นมื๊ออื่นเซ้าเห็นหน้าจั่งว่ายัง มนุษย์ทั้งหลายมีความตายเป็นที่สุด เราไม่ สามารถอยู่บนโลกนี้ได้โดยการท้าทายกฎเวลาครับ สักวันหนึ่งเราก็ต้องจากโลกนี้ไป แต่สิ่งที่ จะอยู่จีรังยั่งยืนนั่นคือผลงานที่ท่านสร้างไว้ครับ หากท่านยังดำเนินงานเป็นไปตามที่ผมได้ กล่าวมามันจะกลายเป็นมรดกบาปให้ลูกหลานในรุ่นต่อ ๆ ไปครับ ผมจึงขอเรียกร้องให้ท่าน นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลพินิจพิจารณาในเรื่องนี้ให้ละเอียดถี่ถ้วน ทำในสิ่งที่สำคัญจำเป็น ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมได้อธิบายมาทั้งหมดทั้งปวงจึงเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล ที่ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชน ตามที่ได้แถลงนโยบายกับสภาแห่งนี้ กลับดำเนินการล้มเหลว ความเป็นอยู่ ของพี่น้องประชาชนไม่ดีขึ้น ซ้ำร้ายยังจะฝืนนำนโยบายอันจะพาบ้านเมืองนี้ตกต่ำลงไป กระผมในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชนจึงไม่สามารถไว้วางใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป ด้วยความเคารพครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผมขออภิปรายไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๑ ที่ผู้นำฝ่ายค้านและเพื่อนสมาชิกได้ยื่นญัตติต่อท่านประธาน เนื่องจาก นายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมไร้ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์มาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงปัจจุบัน นายกรัฐมนตรียังมีพฤติกรรม ร่วมสมคบคิดกับคนในครอบครัวใช้ประโยชน์จากอิทธิพลทางการเมืองของบิดาเพื่อให้ที่ ธรณีสงฆ์ที่บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ที่ยึดถืออยู่ไม่ต้องคืนกลับไปเป็น ที่ดินของวัด หลังจากที่นางสาวแพทองธารได้ถือหุ้นแทนบิดาในบริษัทดังกล่าวมาสักระยะหนึ่ง นางสาวแพทองธารก็ได้เข้ามาเป็นกรรมการของบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ในช่วงปี ๒๕๕๙ จนถึงปี ๒๕๖๗ และนางสาวแพทองธารทราบดีว่าที่ดินสนามกอล์ฟ ของบริษัทเป็นที่ธรณีสงฆ์ที่ต้องควรคืนกลับให้วัดหลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลอาญา ทุจริต แต่นางสาวแพทองธารในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจไม่เคยแสดงเจตนาที่จะทำเรื่องนี้ให้ ถูกต้องตามกฎหมาย ฉวยโอกาสให้บริษัทของตัวเองประกอบธุรกิจสนามกอล์ฟเพื่อแสวงหา กำไรจากที่ดินของวัดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร มีอำนาจ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ใช้อำนาจหน้าที่กับข้าราชการเพื่อฮุบที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ต่อ ให้นานที่สุด ตอนนี้นายกรัฐมนตรียังนำเรื่องสนามกอล์ฟมาต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อที่จะได้ค่าชดเชยจากกรมที่ดิน ๗,๐๐๐ ล้านกว่าบาท จากการที่จะถูกเพิกถอน นิติกรรมการโอนที่ของวัดหากจะต้องโอนที่ดินคืนให้แก่วัด พฤติกรรมดังกล่าวของนางสาว แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงให้ประจักษ์ชัดว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นบุคคลที่ไร้ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไร้ธรรมาภิบาล เห็นประโยชน์ส่วนตัวและ บุคคลในครอบครัวมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะในทางศาสนาของการเป็นที่ธรณีสงฆ์ จึงทำให้ผมไม่สามารถไว้วางใจให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องเอาเรื่องที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ที่เกิดมานานตั้งแต่ปีมะโว้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี เพราะเรื่องมันมีปัญหามาอย่างยาวนานไม่จบไม่สิ้นจนถึงทุกวันนี้ บางคน บอกว่าเป็นเรื่องเก่าแล้วครับ ผมบอกมันเป็นเรื่องเก่าและเป็นเรื่องที่เกิดมานาน แต่ปัญหายัง คาราคาซังมาจนทุกวันนี้ ก็เพราะมีการช่วยเหลือเอื้อประโยชน์กันเพื่อไม่ให้ที่ธรณีสงฆ์กลับไป เป็นของวัด และนายกรัฐมนตรีกับบุคคลในครอบครัวก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น จนถึงปัจจุบัน ผมขออนุญาตท่านประธานเท้าความถึงความเป็นมาเพื่อให้เห็นว่าที่ธรณีสงฆ์ ของวัดมันกลายมาเป็นที่ดินสนามกอล์ฟของครอบครัวนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อปลายปี ๒๕๑๒ คุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดิน ของท่าน จำนวน ๒ แปลง ขนาดที่ดิน ๙๐๐ กว่าไร่ ตั้งอยู่ในอำเภอคลองหลวง จังหวัดธัญบุรี ในสมัยนั้น ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดธรรมิการามวรวิหาร ตั้งอยู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คุณยายเนื่อมท่านถึงแก่กรรมลงเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๕ ผลก็คือที่ดิน ๒ แปลงตาม พินัยกรรมของท่านจึงตกเป็นของวัดธรรมิการามวรวิหารทันที จริง ๆ แล้วเมื่อคุณยายเนื่อม ถึงแก่กรรมลง ได้มีการตั้งผู้จัดการมรดกที่เป็นคนธรรมดาขึ้น ๓ คนตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม แต่ไม่รู้ว่ามีการเล่นแร่แปรธาตุอะไรโดยคน ๒ คนที่เป็นอดีตนักการเมืองครับ คนหนึ่งมีชื่อว่า เฮีย พ และอีกคนหนึ่งชื่อนาย ว ผมขอให้ท่านประธานจำชื่อเฮีย พ และนาย ว นี้ไว้นะครับ ๒ คนนี้ไป ๆ มา ๆ วิ่งเต้นกับพระที่วัดธรรมิการามวรวิหาร โดยอยากจะได้ที่ดินของคุณยายเนื่อม ทั้ง ๒ แปลงมาเป็นของพวกตนเพื่อทำธุรกิจ ผู้จัดการมรดกทั้ง ๓ คนถูกชักชวนให้ขายที่ดินมรดกคุณยายเนื่อมให้แก่ พ กับพวก แต่ทั้ง ๓ คนก็ไม่ยอมครับ ผลก็คือ ๒ คนถูกกดดันจนต้องลาออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก แล้วอีก คนหนึ่งถึงกับเสียชีวิตลง เนื่องจากที่ดินมรดกของคุณยายเนื่อมที่ยกให้วัดมีเนื้อที่มากกว่า ๙๐๐ ไร่ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน วัดจะรับโอนที่ดินเกิน ๕๐ ไร่ ต้องได้รับอนุญาตจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสียก่อน ซึ่งโดยปกติครับท่านประธาน วัดทุกวัดก็ได้รับ อนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาโดยตลอด แต่กรณีที่ดินมรดกของ คุณยายเนื่อมมันมีเตรียมการกันไว้ก่อนแล้ว พอวัดธรรมาภิรตารามขออนุญาตไปยังกระทรวง มหาดไทย เรื่องจึงมารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นที่ดูแลกรมที่ดินคือ นาย ส นาย ส เป็นพี่ชายของนาย ว คนที่วิ่งเต้นกับพระที่วัดธรรมาภิรตารามนั่นละครับ ท่านประธาน นาย ส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงทำตามแผนที่วางไว้ คือรีบลงนามทันทีครับ รีบลงนามไม่อนุญาตให้วัดธรรมาภิรตารามรับโอนที่ดินมรดกของ คุณยายเนื่อม ทีนี้พอวัดไม่ได้รับอนุญาตให้รับโอนที่ดิน วัดซึ่งอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็จะต้องหาทางจำหน่ายที่ดินมรดกของยายเนื่อมที่อยู่จังหวัดปทุมธานีเพื่อไม่ให้วัดมีภาระ ที่จะต้องดูแล ทันทีที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยคนนี้ไม่อนุญาตให้วัดรับโอนที่ดิน ภรรยาของรัฐมนตรีช่วยว่าการคนเดียวกันนี้และพรรคพวกกลุ่มหนึ่งก็กระโดดเข้ามารับซื้อ ที่ดินมรดกในนามบริษัท อัลไพน์ พอดิบพอดี ความพยายามของคนกลุ่มนี้ที่ต้องการเอาที่ ธรณีสงฆ์มาทำธุระก็สำเร็จลง เพราะใน พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้มีการจดทะเบียนตั้งมูลนิธิมหามกุฏ ราชวิทยาลัยเป็นผู้จัดการมรดกของคุณยายเนื่อมแทนผู้จัดการมรดกคนเดิม ๓ คนก่อนหน้านี้ และในวันเดียวกันนั้นเองนะครับ ในวันเดียวกันนั้นเองมูลนิธิก็ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้กับ บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด เพื่อทำสนามกอล์ฟในราคารวม ๑๔๐ ล้านกว่าบาท ท่านประธานครับ แล้วในตอนนั้นบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด มีชื่อผู้ถือหุ้น เป็นใครบ้าง มีผู้ถือหุ้นใหญ่ ๔ คนครับ คนแรกคือเฮีย พ คนเดิมที่วิ่งเต้นกับพระเพื่อจะซื้อที่ มรดกของคุณยายเนื่อมให้ได้ ส่วนผู้ถือหุ้นอีก ๓ คน คือนาง อ ภรรยาอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ส คนที่ไม่อนุญาตให้วัดรับโอนที่ดิน นาย ว น้องชายของอดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ส ที่เคยวิ่งเต้นกับวัดจะซื้อที่ดินร่วมกับนายเฮีย พ มาตั้งแต่แรก และมีผู้ถือหุ้นใหญ่อีกคนชื่อนาย ช ตรงตามแผนการที่คนเหล่านี้วางไว้ กลับมาต่อเรื่องที่ดิน สนามกอล์ฟครับ หลังจากที่มีการจดทะเบียนโอนที่ธรณีสงฆ์มาเป็นของบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ก็มีการปรับที่ดินสร้างสนามกอล์ฟ สร้างคลับเฮาส์ใหญ่โต ที่ดิน บางส่วนก็มีการแบ่งแยกโฉนดเพื่อเอามาจัดสรรขายสมประโยชน์ของคนเหล่านี้ที่จะเอาที่ ธรณีสงฆ์มาเป็นของตนเพื่อทำธุรกิจ จนกระทั่งปี ๒๕๔๑ ที่ดินแปลงนี้ก็ถูกเปลี่ยนมือมาเป็น ของบิดาของนายกรัฐมนตรี โดยบิดาของนายกรัฐมนตรีเข้ามาซื้อหุ้นในบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด จากผู้ถือหุ้นเดิมที่เป็นกลุ่มคนของอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย นาย ส ท่านประธานกรุณารอเดี๋ยวนะครับ สักครู่ผมจะอภิปรายให้เห็น ว่ามันมาโยงกับนายกรัฐมนตรีอย่างไร เพราะอะไรผมถึงบอกว่าบิดาของนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าของสนามกอล์ฟ อัลไพน์ ครับ ก็บิดาของนายกรัฐมนตรีไปยอมรับกลางรายการทีวี รายการหนึ่ง เมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๔๒ ท่านประธานได้กรุณาอ่านข้อความบนสไลด์ที่ถอด มาจากรายการทีวีไปพร้อมกับผมครับ บิดานายกรัฐมนตรีได้ไปพูดว่าตนไปซื้อสนามกอล์ฟ อัลไพน์มาจ่ายเงินไปเกือบ ๕๐๐ ล้านบาท มีที่ดินอยู่เกือบ ๕๐๐ ไร่ โดยอ้างว่าเป็นการซื้อ ทางธุรกิจในฐานะคนรู้จักกัน และยังอ้างอีกว่า ไม่ได้มีบุญคุณกับคุณเสนาะ เพราะนายเสนาะ มาเสนอขายให้ เพราะบังเอิญเป็นคนรู้จักกันเท่านั้น ผมไม่รู้ว่านายเสนาะไหน แต่ท่านประธานครับ ท่านคงจำนาย ส ได้นะครับ นาย ส นี่ล่ะที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่เคย ออกคำสั่งไม่อนุญาตให้วัดธรรมาภิรตารามรับโอนที่ดินมรดกของคุณยายเนื่อม ท่านประธานครับหลังจากบิดาของนายกรัฐมนตรีได้ซื้อบริษัท อัลไพน์ จากนาย ส แล้ว บิดา ของนายกก็ได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ ในปี ๒๕๔๓ นาย ส ก็เข้าเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ของบิดาของนายกรัฐมนตรีพร้อมกับคนของมุ้งวังน้ำร้อน โดยนาย ส ได้ตำแหน่งประธาน ที่ปรึกษาพรรคไทยรักไทย และเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ปี ๒๕๔๔ นาง อ ภรรยาของนาย ส ที่เคยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท อัลไพน์ ก็ได้เป็นรัฐมนตรีใน ครม. ของบิดา ของนายกรัฐมนตรีอีกด้วย แต่ท่านประธานครับ ในช่วงแรกที่เขาไปซื้อหุ้นบริษัท อัลไพน์ บิดาของนายกรัฐมนตรีไม่ได้ถือหุ้นบริษัท อัลไพน์ ไว้เองนะครับ แต่ว่าบิดานายกรัฐมนตรี ซุกหุ้นไว้กับคนใช้ คนขับรถ และยามที่บ้าน ชื่อนางสาวบุญชู นายชัยวัฒน์ และนายวิชัย เป็น Nominee ถือหุ้นแทน แต่ละคนถือหุ้นจำนวนเท่ากันเป๊ะเลยครับ ๒๔ ล้านกว่าหุ้น แต่ละคน ถือหุ้นมูลค่า ๑๖๖ ล้านบาทรวมกันราว ๕๐๐ ล้านบาท เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏใน คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญในคดีซุกหุ้น หลังจากที่บิดาของนายกถูกเปิดโปงเรื่องซุกหุ้น จนโดน ป.ป.ช. ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ บิดาของนายกรัฐมนตรีก็เลยโอนหุ้นจาก Nominee ทั้ง ๓ คน ให้กับนายกรัฐมนตรี พี่สาวนายกรัฐมนตรี และคุณแม่นายกรัฐมนตรี คนละเท่า ๆ กัน ในปี ๒๕๔๔ ตอนนั้นนายกรัฐมนตรียังชื่อเด็กหญิงแพทองธาร ชินวัตร ได้จ่ายเงินซื้อหุ้น บริษัท อัลไพน์กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ครับ มูลค่า ๒๔๘ ล้านบาทแล้วหรือไม่ หรือ เอามาฟรี ๆ เพื่อเป็น Nominee ให้กับบิดาครับ พอนายกรัฐมตรีถือหุ้นบริษัท อัลไพน์ ก็เท่ากับว่าเป็นเจ้าของที่ธรณีสงฆ์ที่เป็นสนามกอล์ฟไปด้วย ในตอนนั้นมีอดีตนักการเมือง ฝ่ายค้านคนหนึ่งไปร้องเรียนต่อกรมศาสนาให้ตรวจสอบว่าที่ธรณีสงฆ์มันโอนไปเป็นที่ดินของ เอกชนได้อย่างไร กรมศาสนาจึงส่งหนังสือไปถามยังคณะกรรมการกฤษฎีกา ปรากฏว่า ที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นตอบมาในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ครับ โดยตอบว่าที่ดินตรงสนามกอล์ฟบริษัท อัลไพน์ เป็นที่ดินมรดกของคุณยายเนื่อมที่ได้ระบุ ในพินัยกรรมของตนว่าให้ที่ดินตกเป็นของวัดเมื่อต้นเสียชีวิตลง ผู้จัดการมรดกจึงจะโอนที่ดิน มรดกนั้นให้บุคคลอื่นไม่ได้ นอกจากจะต้องโอนให้วัดธรรมิการามที่เป็นผู้รับมรดกตาม พินัยกรรมของคุณยายเนื่อมเท่านั้น เรื่องนี้บิดาของนายกรัฐมนตรีรู้มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วครับ ท่านประธานว่านายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิในที่ดินผืนนี้ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๔
ท่านประธานคะ
เดี๋ยวมีผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานคะ ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอประท้วง ผู้กำลังอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๙ การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้เป็นการอภิปราย การบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบัน ตอนนี้ท่านกำลังย้อนอดีตกลับไปตั้งแต่เขาซื้อขายที่ดิน อัลไพน์ ดังนั้นถ้าเนื้อหาของท่านตอนนี้ยังเป็นอดีตอยู่ดิฉันอยากจะให้ท่านแล้วช่วย Forward ไปข้างหน้าค่ะ แล้วอภิปรายเรื่องที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ ที่มีนายกรัฐมนตรี ชื่อแพทองธารแล้วค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ครับ ผมวินิจฉัยนะครับ ผมก็ฟังท่านอยู่ว่าเมื่อไรท่านจะมาถึงการบริหารของท่านแพทองธาร ภายใน ๖ เดือนใช่ไหม นี่ไกลมากนะครับ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ ท่านเข้าเรื่องเลยนะครับ ตัดตอนแล้วก็เข้าเรื่องมาสู่การบริหารงาน ๖ เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไรท่านนายกรัฐมนตรี ทำผิดอะไร ไม่ต้องอรัมภบท ไกลมาก เชิญท่านนะครับ
ขออนุญาตท่านประธาน ขออนุญาตชี้แจงครับ คือในญัตติได้เขียนระบุไว้ด้วยเรื่องนายกรัฐมนตรียังไม่มีความซื่อสัตย์ เป็นที่ประจักษ์ และความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์นี้ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับการบริหารงาน เท่านั้นครับ มันตรงตามญัตติที่เขียนไว้ ท่านประธานให้เวลาผมสักครู่เดี๋ยวผมกำลังจะ เข้าเรื่องครับ
รีบ ๆ เข้ามันไกลไปนะครับ ชาวบ้านกำลังรอฟังอยู่ว่าตกลงนายกรัฐมนตรีบริหารอย่างไร เชิญครับ
หลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นทางกฎหมายตอบมานะครับ กรมการศาสนาจึงได้มีหนังสือแจ้งไปยังกรมที่ดิน เพื่อให้ดำเนินการเพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินระหว่างมูลนิธิผู้ขายกับบริษัท อัลไพน์ ผู้ซื้อเพราะมันผิดกฎหมาย เพราะที่ดินที่นายกรัฐมนตรีและบุคคลในครอบครัวยึดถือเป็น ที่ธรณีสงฆ์ เมื่อกรมที่ดินได้รับแจ้งจากกรมการศาสนาก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามมาตรา ๖๑ ของประมวลกฎหมายที่ดินในทันที ผลการสอบสวนก็ได้มีมติให้เพิกถอน การโอน จากนั้นในเดือนธันวาคม ๒๕๔๔ อธิบดีกรมที่ดินจึงสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ ธรณีสงฆ์ที่โอนให้แก่บริษัท อัลไพน์ ของนายกรัฐมนตรี จริง ๆ แล้วที่ธรณีสงฆ์ที่นายกรัฐมนตรี ถืออยู่ควรจะกลับไปเป็นของวัดตั้งแต่วันที่มีคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินตามคำวินิจฉัย ของกฤษฎีกาในปี ๒๕๔๔ แล้ว แต่กลับมีการแทรกแซงดึงดันเอาที่ธรณีสงฆ์ไว้เป็น ของครอบครัวนายกรัฐมนตรีไว้ให้นานที่สุด ท่านประธานอดีตหลวงพ่อวัดท่าซุงเคยสอนไว้ว่า ใครขโมยของสงฆ์ขโมยของวัดจนทำให้สงฆ์แตกแยกนี่เป็นกรรมหนักที่เรียกว่าอนันตริยกรรม แตะนิดเดียวลงนรกอเวจีเลยครับ ผมพูดถึงแล้วก็ขนลุกเป็นห่วงท่านนายกรัฐมนตรีครับ หลังจากที่อธิบดีกรมที่ดินสั่งให้เพิกถอนการโอนที่ดินแล้วบริษัท อัลไพน์ ของนายกรัฐมนตรี ก็ยังยื่นอุทธรณ์ไม่ยอมคืนที่ดิน ไม่ยอมคืนของให้วัด พออุทธรณ์เสร็จกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็รับลูกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่นายกรัฐมนตรีและครอบครัว รับลูกอย่างไรครับ ในตอนนั้นคุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ เป็นผู้รักษาการแทนปลัดกระทรวง มหาดไทยได้ใช้อำนาจเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน เพื่อให้ที่ธรณีสงฆ์ยังเป็นของบริษัท ของนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม ไม่ยอมให้กลับไปเป็นที่ของวัด การกระทำของคุณยงยุทธ ในตอนนั้นเป็นการจงใจฝ่าฝืนความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับ ครอบครัวและท่านนายกรัฐมนตรี หลังจากที่คุณยงยุทธได้ช่วยเหลือนายกรัฐมนตรีและ ครอบครัวแล้ว คุณยงยุทธก็ได้ปูนบำเหน็จเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ทั้ง ๆ ที่จะ เกษียณอายุราชการในอีกไม่กี่เดือน ที่ผมพูดแบบนี้ผมไม่ได้กล่าวลอย ๆ นะครับ เพราะ หลังจากนั้น คุณยงยุทธก็โดน ป.ป.ช. ฟ้องคดีอาญาในข้อหาใช้อำนาจโดยทุจริต และพร้อมกับ โดนลงโทษผิดวินัยร้ายแรงถึงขั้นปลดออกจากราชการย้อนหลัง ก็เพราะไปช่วยเหลือ นายกรัฐมนตรีและครอบครัว ท่านประธานครับ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและ ศาลปกครองในคดีของคุณยงยุทธได้วินิจฉัยว่าชัดเจนยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ผมอภิปราย ในสไลด์ครับท่านประธาน ศาลอาญาทุจริตได้กล่าวถึงพฤติกรรมของจำเลยคือนายยงยุทธ ได้กล่าวถึงวัดธรรมาภิการามวรวิหาร ได้กล่าวถึงการจงใจตีความและใช้กฎหมายที่ผิดเพี้ยน ของนายยงยุทธ ศาลอาญาทุจริตได้วินิจฉัยสรุปว่าคุณยงยุทธช่วยให้บริษัท อัลไพน์ ของ นายกรัฐมนตรีได้รับประโยชน์ การกระทำของคุณยงยุทธเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและ โดยมิชอบ ด้วยเหตุนี้ศาลอาญาทุจริตจึงได้มีคำพิพากษาจำคุกคุณยงยุทธ ๒ ปี ท่านประธาน ที่เคารพครับ ศาลอาญาทุจริตท่านยังได้เขียนคำพิพากษาแสดงถึงเจตนาของคุณยายเนื่อม ที่ยกที่ดินให้กับวัดธรรมมิการามวรวิหารด้วยว่า คุณยายเนื่อมยกที่ดินให้วัดก็เพื่อให้วัดจัดหา ผลประโยชน์ บำรุงจตุปัจจัย ภิกษุ สามเณร และเพื่อจรรโลงการศึกษาของพระพุทธศาสนา คุณยายเนื่อมไม่ได้ต้องการให้เอาที่มรดกของท่านหลายร้อยไร่มาทำสนามกอล์ฟนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี มาดูอีกคดีครับท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีและ ครอบครัวมาเกี่ยวข้องอย่างไร กรณีที่ยงยุทธถูกปลดจากราชการ คุณยงยุทธได้ไปฟ้อง กระทรวงมหาดไทยต่อศาลปกครองกลางเพื่อเพิกถอนคำสั่งปลดจากราชการ คดีดำเนิน มาหลายปีจนในปี ๒๕๖๒ ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษายกฟ้องยงยุทธ โดยท่อนหนึ่งของ คำพิพากษาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้ ตามปรากฏที่สไลด์ ผมขออ่านนะครับ การกระทำของผู้ฟ้องคดี ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๒ โดยเจตนา ช่วยเหลือบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตส และบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวและที่ได้ถือในเวลาต่อมา รวมทั้งตระกูลชินวัตรให้ได้รับประโยชน์โดยไม่ถูกเพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิตามคำสั่ง ของอธิบดีกรมที่ดิน จนผู้ฟ้องคดีได้รับประโยชน์ตอบแทนให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง มหาดไทย และเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ คำวินิจฉัยของศาลสรุปว่าคุณยงยุทธ ไปเอื้อประโยชน์ให้ตระกูลของท่านนายกรัฐมนตรีจนเกิดความเสียหายให้แก่วัดและราชการ ท่านนายกรัฐมนตรียังย้อนถามผมเหมือนย้อนถามสื่อเมื่อ ๒ วันก่อนนะครับว่าตระกูลชินวัตร ได้ประโยชน์อะไร ท่านประธานครับ มองย้อนกลับไปมันชัดเจนว่าวันที่นายกรัฐมนตรี ถือครองที่ธรณีสงฆ์ในนามของบริษัท อัลไพน์ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ นั้น ได้มีการตรวจสอบ จนถึงที่สุดไปแล้วว่าต้องคืนที่ดินให้กับวัด แต่บิดาของนายกรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ในตอนนั้นยังยึดถือที่ดินวัดเอาไว้เพื่อประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีคนนี้ และนายกรัฐมนตรี คนนี้และครอบครัวก็ยังยึดถือที่ดินวัดเอาไว้ต่อมาจนถึงทุกวันนี้ จนทำให้เรื่องนี้คาราคาซัง มากว่า ๒๐ ปี
ท่านประธานครับ
มีผู้ ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ พรรคเพื่อไทยครับ ผมขอประท้วงท่านประธานตาม ข้อ ๙ ผมพยายามฟังท่านผู้อภิปรายมา ๑๐ นาทีแล้ว วนเวียนเรื่องเดิมเป็นเรื่องในอดีต เป็นเรื่องที่ขณะที่ท่านนายกรัฐมนตรีอายุ ๑๕ ปีเองนะครับ ท่านไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย ท่านไม่รับรู้เรื่องปัญหาข้อกฎหมายที่ดินเลย แต่วันนี้เอาเรื่อง สมัยโน้นมาอภิปรายท่าน ทั้งที่ท่านไม่ได้เกี่ยวข้อง ผมไม่เข้าใจว่าทำไมท่านจุลพงศ์ซึ่งผมเอง ก็นับถือท่านนะครับ เป็นคนเก่งคนหนึ่ง แต่ว่าเนื้อหาอภิปรายนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ ต่อสภาแห่งนี้เลยนะครับ ขอกราบเรียนท่านประธานครับ ช่วยควบคุมให้ท่านผู้อภิปราย อยู่ในเนื้อหาที่มันเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้หน่อยครับ ขอบคุณครับ
ผมขอวินิจฉัยนะครับ ท่านจุลพงศ์ท่านรีบเข้าประเด็น คือเอาชัด ๆ ไม่ต้องอารัมภบทไปไกล ว่าตกลงแล้วสรุปว่าอย่างไร เพราะว่ามันนอกประเด็นจริง ๆ กระชับนะครับ
ท่านประธาน ขออนุญาตประท้วง ท่านประธาน ข้อ ๙ ครับ
ท่านไม่ต้องประท้วงล่ะครับ ท่านประท้วงอะไรครับ
ประท้วงท่านประธานให้ควบคุม การประชุมตาม ข้อ ๙ ครับ เรียนท่านประธาน ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ พรรคประชาชน ขอประท้วงเรื่องการขอให้ควบคุมการประชุม ก็ท่านประธานเมื่อสักครู่ประโยคสุดท้าย ท่านจุลพงศ์ก็ได้พูดว่าจนถึงปัจจุบันแล้ว และที่สำคัญท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ได้แถลงต่อ สื่อมวลชนบอกว่าตระกูลชินวัตรได้ประโยชน์อะไร ตอนนี้ผมว่าเดี๋ยวรอทางท่านายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตอบดีกว่า เพราะว่าตอนนี้หลังจากปูเรื่องมานานคนรุ่นผมนี่ได้ประโยชน์จากการฟัง อภิปราย อย่างไรตอนนี้เวลาของท่านจุลพงศ์ก็ยังเหลือ จากการตกลงกันช่วงที่ผ่านมา เราตกลงกันให้ใช้เวลาที่แต่ละฝ่ายได้รับมอบหมาย ดังนั้นก็อยากให้การดำเนินการประชุม เป็นไปโดยเรียบร้อยให้ท่านจุลพงศ์อภิปรายต่อนะครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ คือผมยังวินิจฉัยเหมือนเดิมว่าท่านอารัมภบทไปไกลมาก ให้ท่านสรุป แล้วก็เอาเข้าประเด็นนะครับ เดี๋ยวนายกรัฐมนตรีท่านจะมาตอบเอง เรื่องที่ พ.ศ. โน้น พ.ศ. นี้ เอาใกล้ ๆ เลยนะครับ เชิญท่านปกรณ์วุฒิครับ
ขอหารือท่านประธาน สั้น ๆ ผมไม่ได้ประท้วงท่านประธานครับ ขอหารือท่านประธานสั้น ๆ เพื่อให้การอภิปราย ๒ วันนี้มันเป็นไปด้วยดีครับท่านประธาน
ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ท่านประธานครับ การอภิปราย ไม่ไว้วางใจท่านประธานก็ทราบดีว่ามันเป็นการกล่าวหา แล้วก็ในเรื่องบางเรื่องนี้ ท่านประธานก็คงจะทราบดีว่ารายละเอียดมันเยอะ แล้วก็เป็นเรื่องที่คาราคาซังมาหลายสิบปี เราก็อภิปรายไม่ไว้วางใจมาด้วยกันหลายครั้ง หลาย ๆ เรื่องมันก็เป็นแบบนี้ละครับ ก็คือ รัฐบาลเข้ามาแล้วก็ไม่สะสางปัญหาที่คาราคาซังมาในอดีตมาอย่างยาวนาน ดังนั้นถ้าจะให้ เป็นประโยชน์ ท่านประธานก็บอกเองว่าประชาชนฟังอยู่ ถ้าอยากให้ประชาชนเข้าใจ เรื่องราวว่า ๖ เดือนที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีได้ปล่อยปละละเลยเรื่องอะไรในอดีตบ้าง ก็จำเป็นที่จะต้องให้ผู้อภิปรายได้ปูเรื่องในอดีตมาก่อนว่าพื้นฐานของเรื่องนี้มันเป็นมาอย่างไร ถ้าเราพูดกันเรื่องเฉพาะที่เกิดขึ้นใน ๖ เดือนที่ผ่านมาฝ่ายค้านไม่ขอ ๓๐ ชั่วโมงละครับ ท่านประธาน อย่างไรเราได้เวลาของเรา แล้วเราจะใช้เวลาของเราอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เดี๋ยวท่านจุลพงศ์ก็เข้าเรื่องแล้วครับ รบกวนท่านประธานครับ อาจจะมีอีกหลายคนที่ จำเป็นต้องปูเรื่องพื้นฐานให้ประชาชนเข้าใจ เพราะหลาย ๆ เรื่องมันก็ไม่เคยปรากฏ รายละเอียดต่อสาธารณะครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ
ท่านประธานครับ
เชิญ ท่านก่อแก้วครับ
ผมก็อยากถามความชัดเจนจาก ท่านประธานให้ชัด
ท่านประท้วงใช่ไหมครับ
ก็ประท้วงท่านประธานแล้วกันครับ ในฐานะผู้ควบคุมการประชุม ข้อ ๙ ท่านประธานครับ วันนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้ใจ ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ไม่ใช่เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจคุณทักษิณ ชินวัตร ขอให้เข้าใจตรงกันนะครับ ถ้าลากไปถึงเรื่องในอดีตที่ไม่เกี่ยวกับคุณแพทองธาร ผมจะ ลุกขึ้นมาประท้วงนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่และพยายามทำเรื่องที่ เกินเลยนี่ผมรับรองว่าคงมีการป่วนกันในสภาละครับ ฉะนั้นอยากให้ประธานได้เข้าใจ และฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่วันนี้ผมก็อยากให้ท่านทำหน้าที่ด้วยความราบรื่นเรียบร้อยนะครับ แต่ขอให้ท่านได้พยายามเข้าใจว่าเรื่องปัจจุบันก็คือเรื่องยุคปัจจุบัน เรื่องในอดีตไม่ใช่สิ่งที่ ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ต้องไปรับผิดชอบ ขอบคุณครับ
ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านจุลพงศ์ครับ ที่ท่านพูดมาตั้งแต่ ๒๓๓ นี่มันเป็นการดำเนินมาด้วย หลักกฎหมายทั้งนั้นนะครับ กฎหมายที่ท่านบอกว่าติดคุกหรืออะไรมันเป็นกระบวนการทาง กฎหมายทั้งหมดที่มันดำเนินมานะครับ ซึ่งมันต้องมีขั้นตอนของมันมาตลอดนะครับ ถ้าท่าน มาเล่าก็คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น ท่านเอาว่านายกรัฐมนตรีตอนนี้ไปเกี่ยวข้องอย่างไร เอาสั้น ๆ เลย ตอนนี้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีมีผลประโยชน์อะไร ที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปเกี่ยวข้อง เอาชัด ๆ ไม่ต้องไปนั่นแล้ว เอาเข้ามาเลยครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ขอบคุณเพื่อนสมาชิกด้วยนะครับ รวมทั้งท่านประธานด้วย ผมก็ได้พักดื่มน้ำด้วยนะครับ คือตอนนี้มันถึงปี ๒๕๖๓ แล้วท่านประธานครับ คือเหตุอะไรที่มันเกิดจากในอดีตมันก็เกิดขึ้น ในปัจจุบัน แล้วเรื่องนี้มันเกิดขึ้นถึงปัจจุบันนี้นะครับ ผมขอต่อเลยนะครับ ในคดีก่อนหน้านี้ ที่คุณยงยุทธถูกฟ้องในศาลอาญาทุจริตนั้นคดีถึงที่สุดเมื่อปี ๒๕๖๓ นะครับท่านประธาน ใกล้เข้ามาแล้วครับ เพราะศาลฎีกาไม่รับฎีกาของคุณยงยุทธ ดังนั้นสิ่งที่ตอกย้ำในสิ่งที่ควรจะเป็น ก็คือกรมที่ดินต้องเพิกถอนการโอนแล้ว แต่กรมที่ดินก็ยังไม่ดำเนินการอย่างใด ตอนเมื่อ ปี ๒๕๖๓ นายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นมีอายุ ๓๐ กว่าปีแล้ว นอกจากนั้นก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ คนหนึ่งของบริษัท อัลไพน์ นายกรัฐมนตรียังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท มีอำนาจเต็ม ในการตัดสินใจในบริษัทแล้วด้วย ก็ควรจะรู้ผิดชอบชั่วดีคืนที่ดินให้วัดไป มันไม่ใช่ของท่าน จะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้นะครับ เพราะในตอนนั้นนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ต้องเห็นชอบในฐานะกรรมการ และลงนาม รับรองความถูกต้องของงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนของบริษัท ท่านประธานครับ ในช่วง ปี ๒๕๖๓ ถึงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๗ เป็นวันที่นายกรัฐมนตรีได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่ง ผู้สอบบัญชีของบริษัท อัลไพน์ ได้ทำบันทึกในหมายเหตุประกอบการเงินมา ทุกปีว่า ที่ดินของบริษัทที่ได้รับโอนขายมรดกของคุณยายเนื่อมมีปัญหามาโดยตลอดครับ นี่บนสไลด์คือส่วนหนึ่งขอหมายเหตุงบการเงินในเรื่องนี้ ท่านประธานลองอ่านดูนะครับ ท่านประธานจะเห็นว่ามีการระบุอย่างชัดเจนในหมายเหตุท้ายงบการเงินว่าที่ดินบริษัท อัลไพน์ นั้นรับการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกจากมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย มีบันทึกผู้สอบบัญชี อีกว่าคำสั่งของรองปลัดกระทรวงมหาดไทย คือคุณยงยุทธเป็นการออกคำสั่งโดยทุจริต มีการ อ้างคำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตลงโทษอาญา รักษาราชการปลัดกระทรวงมหาดไทย คือคุณยงยุทธนั่นเอง แถมยังมีลายเซ็นนายกรัฐมนตรีกำกับหมายเหตุประกอบท้ายการเงิน และงบการเงินทุกหน้าในตอนล่างของสไลด์นะครับ ดังนั้นนายกรัฐมนตรีต้องรู้ดี รู้อยู่แก่ใจ กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง รู้ว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์ แต่ก็ยังอยากฮุบที่ดินไว้เป็นของตัวและ ครอบครัว ถ้านายกรัฐมนตรีเป็นชาวพุทธที่ดี และไม่ได้มีเจตนาฮุบที่ดินวัดต่อไป ท่านต้อง เตรียมถวายที่ดินคืนให้กับวัดตั้งแต่ตอนนั้นแล้วครับ แต่นี่มันผ่านมาหลายปี มันไม่ใช่อย่างนั้น สิครับ จนถึงทุกวันนี้ ณ เวลานี้มันมีขบวนการพยายามฮุบที่ดินของวัดเป็นของตัวเองต่อไป และยังมีความพยายามใช้อำนาจ พยายามเตะถ่วงการเพิกถอนการโอนที่ดินจนถึงทุกวันนี้ และในท้ายที่สุดก็ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการต่อรองแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างกลุ่ม การเมืองในรัฐบาลชุดนี้ หลังจากล่าสุดที่จะให้คำสั่งอธิบดีกรมที่ดินเดิมที่เพิกถอนการโอนที่ดินแก่บริษัท อัลไพน์ กลับมามีผล กรมที่ดินกระทรวงมหาดไทยก็ขยันขันแข็งคิดค่าเสียหายรอท่าไว้แล้วครับ สอดคล้องกับบิดาของนายกรัฐมนตรีที่ออกมาบอกว่ารำคาญ เพิกถอนการโอนเมื่อไรก็จ่าย ค่าเสียหายมา ท่านประธานครับ ตอนนี้คงรอเจรจาต่อรองกันว่าจะเอาอย่างไรกับที่ดินอีก แห่งหนึ่งของพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งที่คาราคาซังไม่ลงรอยกันมาเป็นปี ท่านประธานครับ เรื่องที่ดูเหมือนจะเกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างพรรคของนายกรัฐมนตรีกับพรรคใหญ่ ร่วมรัฐบาลคือพรรคภูมิใจไทย มันเป็นที่ประจักษ์ของสังคมมาหลายเดือนแล้ว เรื่องหนึ่งที่ ถูกเอามาเจรจาต่อรองกันคือเรื่องที่ดินอัลไพน์กับที่ดินเขากระโดงของตระกูลชิดชอบ
ท่านขออนุญาตอย่าเอ่ยถึงพรรคการเมือง คือเรื่องพรรคภูมิใจไทยอย่าเอ่ย ท่านว่ามาทางนี้
ครับ ผมขอใช้ว่าพรรคการเมืองใหญ่ ร่วมรัฐบาลครับ หรือมันจะเป็นละครฉากหนึ่งของการแบ่งผลประโยชน์ระหว่าง ๒ พรรค การเมือง ผมขออภิปรายความเป็นมาของกรณีเขากระโดงเพื่อชี้ให้ท่านประธานได้เห็นว่า มันเกี่ยวกับความพยายามกอดรัดรักษาผลประโยชน์ส่วนตัวและครอบครัวของนายกรัฐมนตรี เอาไว้อย่างสุดชีวิตอย่างไร ท่านประธานครับ เรื่องที่ดินเขากระโดงนี่มันชัดเจนแล้วว่าเป็น ที่ดินของการรถไฟ เพราะมีทั้งคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลปกครอง ได้วินิจฉัยไว้ แต่นายกรัฐมนตรียังปล่อยปละละเลยไม่สั่งการให้เอาที่ดินของวัดคืนมา เล่นปาหี่กันไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวการรถไฟก็ไปร้องกรมที่ดิน เดี๋ยวกรมที่ดินก็ตั้งคณะกรรมการ แล้วก็สรุปว่าไม่เพิกถอน ให้การรถไฟไปร้องศาลเอาเอง เดี๋ยวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยออกมาแถลงโต้ การรถไฟ เดี๋ยวรัฐมนตรีคมนาคมขู่ฟ้องมาตรา ๑๕๗ กับกรมที่ดิน การรถไฟก็ไม่ยอมฟ้อง สักทีครับ กลับไปฟ้องศาลปกครองให้กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ แล้วกรมที่ดิน ก็บอกว่าไม่เพิกถอน ผมว่านี่มันแค่มวยล้มต้มคนดูครับท่านประธาน นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ แพทองธารสั่งการอะไรไปบ้างให้มีการแก้ปัญหาครับ นายกรัฐมนตรีคนนี้ไม่ได้ทำอะไรเลย ผมกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรีว่าไม่สั่งการอะไรเลย ท่านนายกรัฐมนตรีต้องลุกขึ้นมาตอบ ชี้แจงเอง เพราะผมไม่ได้กล่าวหารัฐมนตรี ผมกล่าวหาท่านนายกรัฐมนตรี ขนาด ป.ป.ช. ชี้มูลออกมาว่าที่ดิน ๒ แปลงนี้ของตระกูลชิดชอบในเขตที่ดินการรถไฟที่บริเวณเขากระโดง คือที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๔๖๖ และโฉนดเลขที่ ๘๕๖๔ นั้นมีการออกโฉนดโดยมิชอบด้วย กฎหมาย ท่านประธานครับ เดี๋ยวสักครู่ผมมีสไลด์ถัดไปเพื่ออธิบายให้เห็นว่ามีอะไรในรูป ซ้ายมือของสไลด์บนจอนี้ครับ นอกจาก ป.ป.ช. แล้วอัยการสูงสุดก็เคยมีความเห็นแล้วว่า การรถไฟในฐานะผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนโฉนดที่ออกโดย มิชอบด้วยกฎหมายได้ทันที ไม่ต้องผ่านกระบวนการของกรมที่ดินอีกแล้ว แต่จนตอนนี้ นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่สั่งการให้การรถไฟไปฟ้องเอาที่ดิน ๒ แปลงนี้คืนมา ท่านประธานครับ เรื่องที่ดิน ๒ แปลงนี้ในเขตเขากระโดงนี้ผมไม่ได้พูดคนแรกนะครับ ท่านรัฐมนตรี ทวี สอดส่อง พูดมาก่อนผมอีก ท่านรัฐมนตรี ทวี เคยอภิปรายไว้เมื่อ ๓ ปีก่อนแล้วว่า กรมที่ดิน ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยทำผิดพลาดที่ดึงเรื่องไว้ไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง และท่านรัฐมนตรี ทวี ยังได้ย้ำด้วยว่าที่ดินเป็นของการรถไฟ และเร่งให้กระทรวงคมนาคมฟ้องเพิกถอนโฉนดที่ดิน ท่านประธานครับ ที่ดิน ๒ แปลงนี้ของตระกูลชิดชอบมีการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อ ขัดขวางไม่ให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดให้กับการรถไฟ เฉกเช่นเดียวกับที่ดินอัลไพน์ของ ท่านนายกรัฐมนตรี ผมต้องขออนุญาตท่านประธานอภิปรายต่อเรื่องเกี่ยวกับเขากระโดง เพื่อให้ท่านประธานเห็นว่านายกรัฐมนตรีไม่กล้าทำอะไรกับที่ดิน ๒ แปลงนี้ที่เขากระโดง เพราะจะไปกระทบกับที่ดินของครอบครัวนายกรัฐมนตรีอย่างไรจนถึงทุกวันนี้ ผมขอย้อน เวลาไป
ท่านประธานครับ
เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ จริง ๆ ก็ไม่อยากจะประท้วงพี่หลวง ทุกคนกำลังอภิปรายอยู่ แต่ว่าเรื่องนี้ ท่านประธานครับ ความเป็นมาเป็นไปมันยาวนานแล้วเรื่องนี้มันอยู่ในระบบราชการ อยู่ใน ความรับผิดชอบของข้าราชการ เป็นประการที่ ๑ ประการที่ ๒ อยู่ในเรื่องของข้อกฎหมาย เรื่องของคดีความ ซึ่งวันนี้ถ้าพูดถึงเรื่องนี้นายกรัฐมนตรียังนุ่งกระโปรงเรียนหนังสือ อยู่เลยครับ จะให้มาสั่งโน้น สั่งนี้ สั่งนั้น
ท่านประธานครับ ขอประท้วงผู้กำลัง ประท้วง ข้ออะไรไม่รู้อยู่สักครู่นี่ครับ
เดี๋ยว ๆ ประท้วงข้ออะไรนะครับ
ข้อ ๖๙ ครับ วนเวียน สับสน คุณพี่ ใจเย็น ๆ นิดหนึ่งครับ ใจเย็นนิดหนึ่ง เดี๋ยวค่อย ๆ หัดฝึกบ้าง ให้เขาอภิปรายจบแล้วพี่ค่อยลุกขึ้น
ไม่เป็นไร เดี๋ยวให้เขาประท้วงให้เสร็จก่อน
ก็อยากบอกพี่หลวงแกว่าเรื่องนี้มันพูด กันมา มันคุยกันมา แล้วเรื่องนี่มันอยู่ในระบบราชการ อยู่ในเรื่องของกระทรวงมหาดไทย อยู่ในเรื่องของการรถไฟ ซึ่งทุกคนก็ทราบ
ท่านประธานครับ อันนี้ชี้แจง แทนแล้วนะครับนี่
ท่านอย่าแทรกให้เขาประท้วงให้เสร็จก่อน แป๊บหนึ่ง ๆ เชิญครับ
ท่านประธาน ผมประท้วงท่านประธาน แล้วครับ ข้อ ๙ ครับ
เดี๋ยวให้เขาเสร็จก่อน เดี๋ยวประท้วงต่อ เชิญครับท่าน
ท่านประธานครับ ข้อ ๑๗๗ ห้ามชี้แจง แทนท่านนายกรัฐมนตรีครับ แล้วผมประท้วงท่านประธานตาม ข้อ ๙ ให้ควบคุมการประชุม ตามข้อบังคับ ตอนนี้ท่านครูมานิตย์กำลังชี้แจงแทนท่านรัฐมนตรี
ผมฟังเขาอยู่ เขาประท้วงท่านผู้อภิปราย เชิญครับ กระชับหน่อย
ยังไม่จบครับท่านประธาน คือเรื่องนี้ กระชับแล้วละครับ เรื่องนี้มันอยู่ในขั้นตอนของราชการที่เขาดำเนินการอยู่ ซึ่งผมอยากเห็น การอภิปรายที่แบบว่าเด็ดที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีโดยตรงว่านายกรัฐมนตรีผิดตรงไหน ผิดประเด็นทุจริตอย่างไรที่กล่าวหามา
ท่านประธานครับ ชี้แจงแทนแล้ว ท่านประธานครับ
เอาละ โอเคเข้าใจแล้วครับ
ท่านประธานด้วยความเคารพครับ
ท่านประธานครับ ขอประท้วง ท่านประธานครับ
เดี๋ยวครับ
ผมยกมือขอประท้วงครับ ท่านประธาน
เดี๋ยวผมวินิจฉัยทางนี้ก่อน เดี๋ยวให้ท่านประท้วงทั้ง ๒ ท่านเลยนะครับ ท่านผู้อภิปรายท่านได้ อภิปรายตั้งแต่อัลไพน์มาจนถึงเขากระโดงใช่ไหมครับ ทั้ง ๒ เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการ ทางกฎหมาย ถ้าเกิดว่าทางผู้เสียหายเขาจะฟ้องร้องท่านก็เป็นความรับผิดชอบของท่านเอง ก็เชิญท่านอภิปรายต่อครับ
ท่านประธานครับ ประท้วงครับ
เชิญครับประท้วง
ท่านประธานครับ ผม ศุภปกรณ์ สส. พิษณุโลก ท่านประธานขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๙ ท่านต้องวางตัวเป็นกลางครับ ทุกครั้งที่มีการประท้วงจากฝั่งรัฐบาลท่านให้โอกาสเขาประท้วงตลอด ถึงแม้ว่าไม่ใช่ การประท้วงเป็นการชี้แจง ข้อ ๑๗๗ เขาบอกอยู่แล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรีต้องมาเป็น ผู้ชี้แจงเองเท่านั้น แต่ท่านเปิดโอกาสให้เขาใช้สิทธิประท้วงแต่เป็นการชี้แจงแทน ท่านกำลังจะ สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสภาแห่งนี้ ขอให้ท่านประธานวางตัวเป็นกลางด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมก็ฟัง
ท่านประธานครับ ผม ครูมานิตย์ ผมขอ นิดเดียว จริง ๆ ไม่ได้มาโต้แย้ง
เดี๋ยวผมก็โดนด่าอีก ท่านพอก่อน พอแล้ว ๆ คือท่านจุลพงศ์ครับ ท่านรับผิดชอบเองนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ เอกสารหรือเนื้อความที่ผมมาเสนอนี่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมทำมาเองนะครับ มันอยู่ในรายงาน ป.ป.ช. และอยู่ในคำพิพากษาของศาลนะครับ ผมเองก็ได้อภิปรายแล้วว่าผมอภิปราย ท่านนายกรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีในอนาคตผมคิดว่าก็ไม่น่าจะมีสิทธิที่จะมาชี้แจงนะครับ
ไม่เป็นไรครับ ต่อเลยครับ
ผมต่อเลยใช่ไหมครับท่านประธาน เมื่อกี้ผมได้นั่งพักไปแป๊บหนึ่ง
เชิญครับ
ขอบคุณครับ ผมขอย้อนเวลาไป เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว เมื่อปี ๒๕๔๘ เดี๋ยวผมเร็วแล้วครับท่านประธาน มีชาวบ้านมาร้องเรียนว่า มีนักการเมืองครอบครองทับที่รถไฟ การรถไฟจึงได้ทำหนังสือถึงกรมที่ดินเพื่อให้เพิกถอน โฉนด ๓๔๖๖ และ ๘๕๖๔ ๒ แปลงนี้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอธิบายรูปซ้ายมือ เส้นกรอบสีแดงคือพื้นที่ดินของการรถไฟบริเวณเขากระโดง เส้นสีเหลืองจากบนซ้ายลงมา กลางกรอบสีแดงคือเส้นทางการรถไฟ ที่ดินโฉนด ๘๕๖๔ และ ๓๔๖๖ ๒ แปลงนี้อยู่ตรงไหนครับ ที่ดิน ๒ แปลงนี้อยู่ในตำบลอิสาณ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ตรงข้ามกัน มีถนนสาย ๒๔๔๕ คั่นกลาง ซึ่งเดิมเป็นสาย ๒๑๙ ที่กรมทางหลวงเคยขออนุญาตการรถไฟใช้ที่ดินทำถนน เมื่อปี ๒๕๓๒ ที่ดินแปลงข้างบนคือแปลงสีเหลือง โฉนดเลขที่ ๓๔๖๔ มีขนาด ๓๐ ไร่ ปัจจุบันเป็นบ้านของผู้มากบารมีของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง ส่วนแปลง ๓๔๖๖ สีเขียวอ่อนข้างล่างขนาด ๗ ไร่ เป็นบ้านของน้องชายของผู้มากบารมีของพรรคการเมือง ร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง ท่านประธานเห็นเลขโฉนด ๒ แปลงนี้บนสไลด์ไหมครับ สถานที่ที่น่าสนใจอยู่ถัดมาทางซ้ายมือ ของสไลด์ลงมาหน่อยครับ เราจะเห็นเส้นสีฟ้าเป็นสนามฟุตบอลและซ้ายมือสุดสีฟ้าเช่นกัน เป็นเส้นสีแดง ๆ เราจะเห็นสนามแข่งรถ ท่านประธานครับ ที่ดินในเขตเขากระโดง ๒ แปลงนี้ ก็ยังไม่มีการฟ้องเพิกถอนขับไล่เสียทีนะครับ มีการร้องไปยังกรมที่ดิน มีการฟ้องศาลปกครอง วนไปวนมาเหมือนเดิม แถมยังเอาที่ดิน ๒ แปลงที่ ป.ป.ช. ชี้แล้วไปออกโฉนดมาพ่วงให้มีการ ตั้งคณะกรรมการสอบสวน จงใจให้วนไปวนมาอย่างนี้ รัฐมนตรีของพรรคท่านนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลการรถไฟก็ปล่อยให้คาราคาซังแบบนี้ นายกรัฐมนตรีและครอบครัวก็ สมประโยชน์ด้วย เพราะอำนาจต่อรองเรื่องอัลไพน์อยู่ที่กระทรวงมหาดไทยของพรรค ร่วมรัฐบาลพรรคใหญ่ แทนที่การรถไฟจะฟ้องที่ดิน ๒ แปลงนี้แยกจากแปลงที่ดินอื่น ๆ เพราะมีรายงาน ป.ป.ช. ยืนยันว่าการออกโฉนดโดยมิชอบแต่กลับไม่ทำ นี่เขา Move on เป็นวงกลม ท่านนายกรัฐมนตรี Gen Y เข้าใจไหมครับ ทีกับชาวบ้านเก่งนะครับ ฟ้องขับไล่ ชนะทุกคดีนะครับ แต่ผมไม่เห็นว่าคนในรัฐบาลจะสนใจในคำพิพากษาของศาล ท่านประธานครับ ในสไลด์ถัดไปเป็นคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางได้ยืนหลังจากที่ ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาว่าที่ดินเขากระโดงทั้งหมด ๕,๐๐๐ กว่าไร่เป็นของ รถไฟ ในปี ๒๕๖๖ ได้มีคำพิพากษาศาลปกครองกลางออกมาตอกย้ำอีกทีครับ ตามคำวินิจฉัย ของศาลปกครองในสไลด์บนจอ โดยคำพิพากษาของศาลปกครองกลางยืนยันว่าคำพิพากษา ของศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ตัดสินให้การรถไฟชนะได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจน แต่คนในรัฐบาลก็ไม่มีใครเชื่อศาลสักคนครับ แม้มันจะชัดขนาดนี้ แต่ที่นายกรัฐมนตรียังไม่สั่งการ อะไรเด็ดขาดกับที่ดินเขากระโดง ๒ แปลงนี้เพราะกลัวจะไปกระทบกับที่ดินอัลไฟน์ เอาสไลด์ ลงได้แล้วนะครับ มันทำให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเห็นแก่ประโยชน์ของตนและครอบครัว มากกว่าความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาของศาล และมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม มันน่าอดสู สำหรับประเทศไทยจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมกล่าวหานายกรัฐมนตรีว่าละเว้น ไม่สั่งการแก้ปัญหาทั้งกรณีเขากระโดงและอัลไพน์ เพราะกลัวจะกระทบผลประโยชน์ส่วนตัว อีกครั้งครับ ผมเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีลุกขึ้นมาตอบเอง ลุกขึ้นมาอธิบายว่าผมพูดผิด อย่างไร เอาเอกสารที่ท่านสั่งการมากางให้สภาดู ไม่ใช่ให้รัฐมนตรีมาตอบว่ารัฐมนตรีทำอะไร ไปบ้าง ผมกล่าวหานายกรัฐมนตรีว่าไม่ทำอะไรเลย ผมไม่ได้กล่าวหารัฐมนตรีคนไหนนะครับ ท่านประธานครับ เรื่องมาถึงว่าทำไมถึงมีการเจรจาในเรื่องนี้ ในยุคของนายกรัฐมนตรีคนนี้ ทำไมเรื่องที่ดินจึงวนมา Loop เดิม เหมือนเดิม ได้รับคำตอบคือที่เป็นแบบนี้ เพราะฝ่ายหนึ่ง ต้องการฮุบที่ดินของวัด อีกฝ่ายหนึ่งฮุบที่หลวง ถ้าฮุบที่ดินวัดไม่ได้ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่ พ่อนายกรัฐมนตรีได้เรียกร้องเอาไว้ และตอนนี้มันกำลังเป็นไปตามพ่อนายกรัฐมนตรีพูดไว้ จริง ๆ ท่านประธานครับ ถ้าตกลงกันได้ ที่ดินเขากระโดงก็ไม่ต้องกลับมาเป็นของการรถไฟ แห่งประเทศไทย ส่วนที่ดินอัลไพน์ของท่านนายกรัฐมนตรีที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นที่ดินของวัด และหากจะต้องคืนที่ดินให้กับวัดก็เอาเงินภาษีมาจ่ายเป็นค่าเสียหายชดเชยให้แก่ครอบครัว ของนายกรัฐมนตรี ทำไมผมพูดเช่นนี้ครับ ก็บิดาของนายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ว่าจริง ๆ แล้วในฐานะที่เป็นเจ้าของสนามกอล์ฟอัลไพน์ ผมว่าจะได้จบ ๆ เสียที เอาอย่างไรเอากัน คาราคาซัง น่ารำคาญ นอกจากจะพูดเรื่องค่าชดเชยความเสียหายว่า กรมที่ดินต้องชดเชย ความเสียหายที่ไม่รับโอนไปไม่ถูกต้อง และถ้าเป็นของวัด วัดจะชดเชยความเสียหาย และวัด จะให้เช่าต่อก็มีแค่นั้น แล้วจู่ ๆ อยู่ดี ๆ บิดานายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เช่นนี้ เพราะสื่อไปลง เรื่องอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยคนหนึ่งได้มีหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนพ้นจากตำแหน่ง สั่งให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเพื่อดำเนินการยกเลิกคำสั่งของ อดีตรองปลัดยงยุทธ และให้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ใหม่ เพื่อให้คำสั่งอธิบดีกรมที่ดินเพิกถอน การโอนที่ธรณีสงฆ์กลับมามีผลตามกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแปลง่าย ๆ นะครับ ก็ให้ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์กลับมาเป็นของวัดตามเจตนาของ คุณยายเนื่อม รองปลัดกระทรวงมหาดไทยคนที่มีอำนาจในเรื่องนี้จึงรับลูกยกเลิกคำสั่งเก่า ของคุณยงยุทธ และมีคำสั่งด้วยว่าให้กรมที่ดินพิจารณาเพื่อดำเนินการเพิกถอนการโอนที่ดิน ระหว่างมูลนิธิมหามกุฏกับบริษัท อัลไพน์ และเพิกถอนโฉนดที่ดินอีกหลายแปลง ตอนนี้ ในเวลานี้นะครับท่านประธาน กรมที่ดินก็ทยอยเพิกถอนโฉนดที่เกี่ยวข้องแล้วแต่ยังไม่ครบ ทุกแปลง แต่ก็เริ่มคืนที่ดินที่เป็นที่ธรณีสงฆ์ แต่ถ้าทำเสร็จแล้วก็จะคืนที่ดินให้กับวัดธรรมิการาม ต่อไป ท่านประธานครับ เมื่อที่ดินกลับต้องเป็นของวัดย่อมมีผู้เสียหายแล้วต้องมีคนชดใช้ ค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายที่ได้รับโอนที่ดินมาโดยสุจริต บิดาของนายกรัฐมนตรีและตัว ท่านนายกรัฐมนตรีคิดไปว่าตัวเองเป็นผู้เสียหายที่เอาสนามกอล์ฟคืนให้แก่วัด ตอนนี้ กรมที่ดินเตรียมจะเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินเพื่อคืนให้แก่วัด กรมที่ดินได้ทำการประเมิน ค่าเสียหายที่เกิดจากการเพิกถอนการโอนที่ดิน ซึ่งมีมูลค่าความเสียหาย ๗,๐๐๐ ล้านกว่าบาท ตามสไลด์ครับ กรมที่ดินได้จัดทำความเสียหายกรณีที่ธรณีสงฆ์ ท่านจะเห็นวงเล็บนะครับ ที่ดินอัลไพน์ ท่านประธานดูรูปทางขวามือนะครับ กรมที่ดินประเมินมูลค่าความเสียหาย ๗,๗๐๐ ล้านกว่าบาท กรมที่ดินระบุว่าอาจจะต้องจ่ายค่าเสียหายคือหน่วยงานของรัฐและ บริษัท อัลไพน์ เพราะบริษัทอาจจะต้องจ่ายให้กับคนซื้อที่ดิน ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจะหมายถึง ใครไปไม่ได้นอกจากกรมที่ดินที่เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่มรดก ของคุณยายเนื่อมให้บริษัท อัลไพน์ ส่วนภาพซ้ายเป็นสิทธิของอุทธรณ์และผู้เสียหาย ผมขออนุญาตท่านประธานและเพื่อนสมาชิกดูเรื่องสิทธิการฟ้องแพ่งทางด้านซ้ายมือ สามารถใช้สิทธิฟ้องแพ่งกับกรมที่ดินได้ หรือจะยื่นขอรับค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทน โดยตรงกับกระทรวงมหาดไทย หรือกรมที่ดินตาม พ.ร.บ. รับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ช่องทางขอรับค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนนี่ละครับที่จะเป็น Fast Track ที่ทำให้กระทรวงมหาดไทยหรือกรมที่ดินสามารถนำมาอ้างเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้กับ นายกรัฐมนตรีและครอบครัวหากจะต้องคืนที่ดินธรณีสงฆ์ให้กับวัด มันชั่งตรงกับความ ต้องการของบิดานายกรัฐมนตรีที่ออกมาให้สัมภาษณ์จริง ๆ หากมีใครหน้าไหนมาเสนอ ในลักษณะยื่นหมูยื่นแมวประเคนเงินภาษีของประชาชนไปชดเชยให้กับครอบครัวนายกรัฐมนตรี ที่ต้องคืนที่ดินอัลไพน์ให้วัดแลกกับไม่ต้องเพิกถอนที่ดินเขากระโดงเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ครับ เราต้องยอมรับ เรายอมให้เอาเปรียบประชาชนแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะทั้งหมดทั้งมวล ที่ผมเล่ามานี้ที่ดินของคุณยายเนื่อมที่ได้ยกให้กับวัดนั้นเป็นที่ธรณีสงฆ์ไม่สามารถโอน ให้ใครได้นอกจากออกเป็นพระราชบัญญัติ ดังนั้นบริษัท อัลไพน์ จึงไม่สามารถรับโอน กรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์จากมูลนิธิได้ตามหลักกฎหมายผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ท่านประธานครับ การซื้อที่ดินของบริษัท อัลไพน์ จากมูลนิธิในครั้งแรกที่ผมอภิปรายไปแล้วจะเห็นว่าเป็นการ วางแผนเอาที่ดินของวัดมาทำธุรกิจ มีการวิ่งเต้นกับพระมีการสร้าง Plot เรื่องให้รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่อนุญาตให้วัดธรรมิการามรับโอนที่มรดกของคุณยายเนื่อมมา เป็นของวัด จนมูลนิธิมีความจำเป็นต้องขายที่ดินมรดกให้คุณยายเนื่อมให้บริษัท อัลไพน์ ที่คนของรัฐมนตรีช่วยว่าการคนเดียวกันเตรียมไว้ แต่ต่อมาทั้งกฤษฎีกาและศาลได้ชี้ว่า เป็นการโอนที่ผิดกฎหมาย นายกรัฐมนตรีก็รู้ว่าที่ดินอัลไพน์มีปัญหากฎหมายเพราะเป็นที่ ธรณีสงฆ์มาโดยตลอด ผมจึงขอเรียนท่านประธานอีกครั้งนะครับว่าท่านนายกรัฐมนตรี และครอบครัวไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิไปเรียกร้องค่าเสียหายจากกรมที่ดินจาก กระทรวงมหาดไทย จวนจะจบแล้วครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาที่ดิน เป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเรา แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือการใช้บังคับกฎหมายบนที่ดินที่ ไม่เท่าเทียมกัน ส่วนตัวอย่างที่เห็นชัด ๆ ไม่ต้องไปดูที่ไหนครับก็เรื่องที่ดินอัลไพน์และที่ดิน เขากระโดงที่ผมกำลังอภิปรายอยู่นี้ ตัดภาพมาดูภาพที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ก็คือเรื่องที่ดินของรัฐ ที่ชาวบ้านที่ยากจนอยู่อาศัยและทำมาหากินมาหลายปี ชาวบ้านถูกขับไล่ ถูกจับกุมโดน ดำเนินคดี ต้องติดคุกติดตาราง แต่กรณีที่เขากระโดงและสนามกอล์ฟอัลไพน์ นายกรัฐมนตรี คนนี้กลับลอยไปลอยมา เพราะเอาอำนาจมาต่อรองเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและครอบครัว จนถึงที่สุด ที่มีข่าวว่าบริษัท อัลไพน์ ของครอบครัวนายกรัฐมนตรีจะไปฟ้องศาลปกครอง ในตอนนี้ ให้เพิกถอนคำสั่ง เพิกถอนการโอนที่ดินจากมูลนิธิให้วัดอีกแล้ว หนังม้วนเดิมอีกแล้วครับท่านประธาน จะยื้อยุดสุดชีวิตไม่ยอมคืนที่ให้ธรณีสงฆ์ให้กับวัด ถ้านายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับครอบครัวก็ต้องห้ามปรามไม่ให้ไปฟ้อง คืนที่ดินให้วัดไปเสีย แต่นี่นายกรักฐมนตรีกับนิ่งเฉย แสดงว่านายกรัฐมนตรียังต้องการยึดที่วัดไว้ต่อไปให้นานที่สุด นี่หรือคือนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ท่านประธานครับ หากถึงที่สุดแล้วนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถยื้อยุดสนามกอล์ฟอัลไพน์ไว้เป็นของตนเองและบุคคลในครอบครัวได้อีกต่อไป นางสาวแพทองธาร ชินวัตร จะยังใช้อำนาจทางการเมืองกดดันข้าราชการให้ต้องยอมจำนน เอาเงินภาษีประชาชนมาจ่ายเป็นค่าเสียหายให้แก่นายกและครอบครัว หากในที่สุดแล้ว จะต้องโอนที่ธรณีสงฆ์คืนให้แก่วัดธรรมิการาม ผู้เสียหายที่แท้จริงคือประชาชนและ ประเทศชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ พฤติกรรมของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ผมได้ ไล่เลียงพฤติกรรมมานี้ทำให้ผมไม่สามารถวางไว้ให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ ได้อีกต่อไป ผมไม่สามารถไว้วางใจหัวหน้ารัฐบาลที่จงใจปล่อยให้คนเอาที่ดินของวัด ที่ดิน ของหลวงที่ได้มาอย่างมิชอบด้วยกฎหมายมาต่อรองผลประโยชน์ระหว่างคนในพรรค ร่วมรัฐบาลกับบุคคลในครอบครัวของนายกรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมาย เป็นกฎเกณฑ์ขั้นต่ำสุดที่พลเมืองทุกคนพึงต้องปฏิบัติ แต่สำหรับบุคคลที่มาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีแล้วประชาชนย่อมคาดหวังว่าคนที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะประพฤติ ปฏิบัติตนในมาตรฐานที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนด ประชาชนคาดหวังว่าคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี จะมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ประชาชนคาดหวังว่านายกรัฐมนตรีต้องรู้จัก การเสียสละเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่คอยคิดแต่คำว่าตระกูลของตนได้ประโยชน์อะไร แต่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร กลับทำในสิ่งตรงกันข้ามกับที่ประชาชน คาดหวังอย่างสิ้นเชิง กรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์และที่ดินเขากระโดงเป็นมหากาพย์ของ การทำลายหลักนิติธรรมนับหลายสิบปีมาแล้ว และการใช้อำนาจทางการเมืองเปลี่ยนผิดเป็นถูก จนถึงปัจจุบันนี้ แลกกับความย่อยยับของการใช้บังคับกฎหมายในบ้านเมืองนี้ แลกกับความ ย่อยยับของความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาศาลยุติธรรมทุกระดับ เพราะศาลตัดสิน ออกมาแล้วก็มีการใช้อำนาจทางการเมืองมาจนถึงวันนี้เพื่อต่อรองกันไม่ให้มีการบังคับ ตามคำพิพากษาของศาล ท่านประธานครับ เมื่อนางสาวแพทองธารมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว แทนที่จะสั่งการให้ถูกต้องกลับยังรู้เห็นเป็นใจเรื่อยมา และที่ร้ายกว่านั้นก็ยังจงใจเพิกถอนให้ หน่วยงานของรัฐละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและคำพิพากษาของศาลมาโดยตลอด นายกรัฐมนตรีคนนี้ยังต้องการเอาเงินภาษีของประชาชนมาจ่ายเป็นค่าเสียหายให้แก่ตนเอง และบุคคลในครอบครัว มันช่างเป็นเวรกรรมของคนไทยจริง ๆ ครับ เมื่อนายกรัฐมนตรี ยังแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและครอบครัวกับผลประโยชน์ส่วนรวมไม่ได้ จึงไม่มี ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ปล่อยปละละเลยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ไร้ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน และไร้ความสามารถในการเป็นผู้นำรัฐบาล ดังนั้นผมจึงไม่สามารถไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่ชื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ให้บริหาร ราชการแผ่นดินได้อีกต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านสุธรรม จริตงาม เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสุธรรม จริตงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากพรรคพลังประชารัฐให้อภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๑ โดยผมขอตั้งข้อกล่าวหาว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นบุคคลที่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีพฤติการณ์เอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและครอบครัว เป็นที่ตั้งโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติเป็นสำคัญ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร จึงเป็นบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติและไม่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีโดยประการทั้งปวง เหตุที่ผมต้องตั้งข้อกล่าวหาท่านรุนแรงเช่นนี้ไม่ได้เป็น เพราะว่าผมมีเหตุขุ่นเคืองหรือว่าโกรธเคืองอะไรท่านเป็นการส่วนตัว แต่ว่าเพราะว่าเป็น พฤติการณ์ของท่านที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เข้าไปถือครองและทำมาหากินในที่ดินอันเป็นที่ ธรณีสงฆ์ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของวัดธรรมิการาม โดยท่านได้เข้าถือหุ้นในบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ต คลับ จำกัด เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ดังที่ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ ได้อภิปรายลงรายละเอียด ไว้แล้วนะครับ ซึ่งบริษัทนี้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในเจ้าของที่ดินธรณีสงฆ์แปลงนี้และใช้ที่ดิน แปลงนี้ในการประกอบกิจการสนามกอล์ฟนะครับ ผมเองเพื่อความราบรื่นในการอภิปราย ป้องกันการประท้วงเนื้อหา เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน ข้อเท็จจริงเดียวกัน ดังนั้น เพื่อความกระชับในการอภิปรายเพื่อไม่ให้สภาแห่งนี้ต้องเสียเวลามากเกินไปอันเนื่องมาจาก การประท้วง ผมจึงขอข้ามไปสไลด์ที่ ๔ จะได้ง่ายแล้วก็ราบรื่นในการอภิปราย แต่ก่อนที่จะ ลงลึกในรายละเอียดผมเองก็ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ที่ได้อุตส่าห์ตอบ ข้ออภิปรายของท่านพลเอก ประวิตร โดยตอบสั้น ๆ แล้วยิ้มอย่างผู้ชนะว่าทุกอย่างที่ ท่านประวิตรพูดนั้นไม่เป็นความจริง จริง ไม่จริงทุกคนตัดสินเองครับ ประชาชนตัดสิน ข้อเท็จจริงที่ท่านจุลพงศ์กล่าวมานั้นล้วนปรากฏเอกสารตามกฎหมาย ตามหนังสือราชการ จริง ไม่จริงทุกท่านย่อมทราบดี ผมเองก็อยากฟังว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะชี้แจงอธิบายเรื่องนี้ อย่างไรด้วยตัวท่านเอง รอฟังครับท่านผู้ชมว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร รอฟังครับท่านประธาน ดังนั้นเพื่อให้รู้ว่าข้อเท็จจริงในเรื่องราวเหล่านี้ศาลได้พิพากษายุติว่าอย่างไร ผมเองจึงมี ความจำเป็นที่จะต้องอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ซึ่งได้ถึงที่สุดแล้ว เนื่องจากศาลฎีกา ไม่อนุญาตให้ฎีกา โดยศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยวินิจฉัยไว้ว่า เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ จำเลยคือนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ในขณะนั้น จำเลยดำรงตำแหน่งรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย แล้วจำเลยกลับไม่ปฏิบัติตามความเห็น ของคณะกรรมการกฤษฎีกา เช่นนี้เชื่อว่าย่อมมีเหตุจูงใจที่จะทำให้ความคิดในการปฏิบัติงาน ของจำเลยเปลี่ยนแปลงไป ดังจะเห็นได้ว่าในขณะที่จำเลยเป็นอธิบดีกรมที่ดินขณะนั้น พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ผู้ซื้อสนามกอล์ฟอัลไพน์จากนายเสนาะยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ขณะที่จำเลยดำรงตำแหน่งรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๕ พันตำรวจโท ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว การที่จำเลยพิจารณาอุทธรณ์โดยไม่ปฏิบัติตาม ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงน่าเชื่อว่าเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ ที่มิควรได้ให้แก่จำเลยเพื่อหวังให้พันตำรวจโท ทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้จำเลย ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในภายหลัง ซึ่งปรากฏต่อมาว่าจำเลยก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็น ปลัดกระทรวงมหาดไทยจนเกษียณอายุ จากนั้นจำเลยก็มีตำแหน่งทางการเมือง ในขณะที่ พันตำรวจโท ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี และยังเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้สำหรับ บริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด และบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ผู้ซื้อที่ดินจากวัดธรรมิการามวรวิหาร และผู้ซื้อที่ดินต่อมา รวมถึงพันตำรวจโท ทักษิณ ด้วย โดยไม่ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนโอน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริตที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดมานั้นศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริต และประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น นี่ละครับคำพิพากษาของ ศาลอุทธรณ์ที่บ่งชี้ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงในคดีนี้ ข้อกฎหมายในคดีนี้ได้ยุติลงแล้วเนื่องจากศาล ฎีกาได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้มีการฎีกาและแล้วในวันที่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา จำเลยในคดีคือท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ ต้องขออภัยที่จำเป็นต้องเอ่ยนามท่าน เพราะว่าท่านเป็น
ขออนุญาตท่านเอาเข้าสู่ประเด็นนายกรัฐมนตรีเลยนะครับ อันนี้ก็ซ้ำประเด็นเมื่อสักครู่ เป็นรายละเอียดนะครับ ท่านเอาเข้าประเด็นนายกรัฐมนตรีเลยนะครับ อันนี้เป็นเรื่องของคน ภายนอกนะครับ ก็เห็นอยู่ตามหลักฐานแล้ว ท่านเข้าประเด็นนายกรัฐมนตรีเลย
ครับ ซึ่งขณะที่ศาลพิพากษาคดีนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เป็นกรรมการบริหารและถือหุ้นในบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด นี่คือข้อเท็จจริงในอดีตที่เกี่ยวกับท่านนายกรัฐมนตรี ดังนั้นคนที่เป็น นักการเมือง เป็นรัฐมนตรี เป็น สส. อดีตเป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ ในช่วง ๒ ๓ ปีที่ผ่านมาได้ มี สส. หลายท่าน นักการเมืองหลายท่านได้โดนศาลฎีกาพิพากษาให้มีความผิดและยกเลิก สิทธิทางการเมือง เพราะว่าเรื่องราวในอดีตท่านประธานสมควรให้ผมได้พูดเรื่องราวในอดีต ของท่านนายกรัฐมนตรีได้บ้าง เพราะว่าบ่งชี้ถึงความชอบธรรมของท่านในการเป็น นายกรัฐมนตรีหรือไม่ ชอบด้วยจริยธรรมหรือไม่ มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ เราดูจากอดีตท่านประธาน เราไม่ได้ดูจากตำแหน่งตอนนี้ที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีในตอนนี้ อดีตเป็นเรื่องสำคัญ มันไม่ใช่เรื่องคู่รักที่ว่าอดีตไม่สำคัญปัจจุบันฉันรักเธอ มันไม่ใช่นะครับ ท่านประธาน ต้องขออนุญาตว่าตอนนั้นท่านนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการผู้อำนาจลงนาม แทนบริษัทในวันที่ศาลพิพากษาถึงที่สุด ก็ขออนุญาตอธิบายประมาณนี้ แล้วหลังจากศาล ตัดสินแล้วบริษัทนี้ดำเนินการอะไรบ้าง แสดงความรับผิดชอบอะไรบ้าง ก็ไม่มีเลย บริษัทนี้ก็ ยังคงดำเนินการประกอบกิจการต่อไป ทำมาหากินในที่ดินวัดต่อไป ผมข้ามรายละเอียด มาเยอะนะครับเพราะว่าเรื่องราวมันซ้ำกับท่านจุลพงศ์ นี่ข้ามมาก็ประหยัดเวลาให้สภา เยอะแล้ว ก็ขออนุญาตพูดในสิ่งที่เตรียมมาบ้าง เพราะว่าเนื้อหาของฝ่ายค้านเราก็โดนจำกัด เวลาตั้งแต่ตกลงเรื่องเวลากันแล้ว นี่คือความอัดอั้นตันใจ แต่ก็ต้องทำหน้าที่เพราะว่า ประชาชนเลือกมาให้ทำหน้าที่ ดังนั้นผมนาน ๆ จะพูดในสภาทีไม่ค่อยได้พูดหรอกครับ ถ้าเกิดไม่จำเป็น แต่เรื่องราวเรื่องนี้มันจำเป็นเพราะว่าเป็นเรื่องคุณสมบัติของคนที่จะเป็น นายกรัฐมนตรีนะครับ ก็ขออนุญาตเอ่ยว่าหลังจากที่ศาลตัดสินแล้วบริษัทนี้ภายใต้การบริหาร ของคนในครอบครัวนายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้กระทำอะไรเลย ขอสไลด์ต่อไปนะครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ
เดี๋ยวนะครับ มีใครประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผม วันนิวัติ สมบูรณ์ เพื่อไทยจากจังหวัดขอนแก่นครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานในข้อ ๙ ท่านประธานอาจจะไม่เห็นในจอครับ เมื่อสักครู่ขึ้นชื่อท่านสุธรรม แสงประทุม ซึ่งชื่อเดียวกับ ท่านผู้อภิปรายนะครับ แล้วค่อยเป็น Logo พรรคเพื่อไทย เกรงว่าพี่น้องประชาชนจะสับสน ขอประธานวินิจฉัยครับ ขอบคุณครับ
มีไหมเมื่อสักครู่ไม่ได้ดู มีท่านสุธรรม
ผมให้ดูครับท่าน เป็นชื่อท่านสุธรรม แสงประทุม มีพยานอยู่นี่ครับ
เมื่อสักครู่ขึ้นแบบนั้นจริงครับ ท่านประธาน ณัฐวุฒิ ครับ เมื่อสักครู่ขึ้นเป็นท่านสุธรรม แสงประทุม ผู้อภิปรายคือท่านสุธรรม จริตงาม จากพลังประชารัฐ นครศรีธรรมราช เหมือนกันครับ
ฉะนั้นก็ท่านทำอย่างไรดี
กระผมก็รายงานตัวไปแล้วครับ
ท่านก็ขอถอนชื่อท่านสุธรรม โสตขึ้นผิดนะครับ
ท่านประธานครับ ให้ฝ่ายโสตช่วยแก้ ในส่วนของชื่อแล้วก็นามสกุลเท่านั้นเองครับท่านประธาน
ครับ ฝ่ายโสตดู ๆ หน่อยนะครับ แล้วรายงานการประชุมก็เอาภาพที่ขึ้นของท่านสุธรรมเอาออก ด้วยนะครับ เชิญต่อครับ
ขอบคุณผู้ประท้วงนะครับ อย่างว่าครับ ผม สส. No Name ครับ ท่านสุธรรม แสงประทุม เขาโด่งดังนะครับ ขออนุญาต อ่านหมายเหตุประกอบการเงิน ซึ่งวรรคแรกท่านจุลพงศ์ได้อ่านไปแล้ว ผมจะขออ่านเฉพาะ วรรคสองนะครับ เนื่องจากซ้ำกัน นี่เป็นหมายเหตุประกอบการเงินของบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ในปี ๒๕๖๖ ซึ่งระบุไว้ว่าในปีระหว่าง ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ บริษัทยังไม่ได้รับข้อมูลหรือการประสานงานเกี่ยวกับประเด็นกรรมสิทธิ์ ที่ดินสนามกอล์ฟจากหน่วยงานของรัฐแต่ประการใด ฝ่ายบริหารของบริษัทได้พิจารณา ความเสี่ยงแล้วระบุผลกระทบอันเกิดขึ้นและเป็นแนวทางในการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับ ประเด็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินสนามกอล์ฟส่วนใหญ่ของบริษัทดังกล่าว และคาดว่าจะยังไม่มี ผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ในที่ดินสนามกอล์ฟและการดำเนินกิจการให้บริการแก่ ประชาชนของบริษัทในอนาคต ชัดเจนครับท่านประธานว่าบริษัทแห่งนี้ฝ่ายบริหารก็คือ ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร และจากหนังสือฉบับนี้ก็เป็นที่รับทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรี ได้รู้ดีว่าที่ดินของบริษัทคือสนามกอล์ฟเป็นที่ดินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก ศาลได้พิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ประเด็นก็คือว่าจากหนังสือฉบับนี้บริษัทมุ่งหาแต่ว่าจะทำ อย่างไรให้บริษัทมีกำไรต่อไป ประเมินความเสี่ยงในเรื่องธุรกิจ แต่เรื่องศีลธรรม เรื่องจริยธรรมบริษัทไม่ได้กล่าวถึงนะครับ นี่ชัดเจนว่าบริษัทเขาดำเนินธุรกิจเพื่อธุรกิจจริง ๆ ดังนั้นคนที่เห็นแก่ประโยชน์ทางธุรกิจ เห็นประโยชน์แก่ส่วนตนและครอบครัวเป็นที่ตั้ง ก็ไม่สมควรที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี และแล้วท่านก็เข้าสู่สนามการเมือง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๖๖ ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ได้เป็น หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ได้เป็น Candidate ของพรรคเพื่อไทย เพื่อจะเป็นนายกรัฐมนตรี และแล้วท่านก็สมหวังได้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี ๒๕๖๗ วันที่ ๑๖ สิงหาคม ท่านได้รับการ โปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีสมหวัง แต่ท่านลืมประเมินไหมครับว่าในอดีตที่ผ่านมาของท่าน พฤติกรรมของท่านที่ได้ถือหุ้นในบริษัทอันนี้ ซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ จริงอยู่ตอนที่ท่านได้รับ ทรัพย์สินเหล่านี้มาพ่อแม่หาให้มา ท่านได้รับขณะเป็นผู้เยาว์ ท่านไม่มีความผิดหรอกครับ แต่หลังจากที่ท่านโตขึ้นท่านบรรลุนิติภาวะแล้ว ท่านเรียนจบจุฬานะครับ ท่านเรียนเก่ง สอบเข้าจุฬาได้ ท่านเป็นคนที่มีวุฒิภาวะท่านต้องรู้ว่าอันไหนถูกอันไหนผิด ดังนั้นการที่ ท่านเข้าสู่สนามการเมืองแล้วท่านยังถือครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้อยู่ จนกระทั่งวันที่ ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี พวกเราประชาชน สส. ทุกท่านในที่นี้ก็ทราบดีอยู่ว่า บุคคลที่จะเป็นนักการเมืองต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ดี ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นตัวอย่าง ที่ดีของเยาวชนคนรุ่นหลัง และเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม ประเด็นที่ผมจะอภิปรายในเรื่องนี้ ผมก็อยากชี้ให้เห็นว่าพฤติการณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาท่านไม่ได้ปฏิบัติตัวให้เป็น ตัวอย่างที่ดีของผู้คนในสังคม ท่านและครอบครัวได้ครอบครองทำมาหาประโยชน์ในที่ดิน แปลงนี้ ซึ่งคนทั้งประเทศก็ทราบดีว่าเป็นที่ดินของวัดมาเป็นช่วงระยะเวลายาวนาน แล้วหลังจากศาลตัดสินแล้วองค์กรหน่วยงานต่าง ๆ ของราชการก็ไม่ได้ขยับอะไรเลย จนกระทั่งท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้มีบันทึกเหมือนที่ท่านจุลพงศ์ได้กล่าวไปแล้วว่าเป็นบันทึก ที่คืนความเป็นธรรมให้กับวัด คืนที่ดินให้กับวัด ดังนั้นผมก็อยากจะถามหาความรับผิดชอบ ของท่านนายกรัฐมนตรีว่า ณ วันนี้วันที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีสมดังความปรารถนาของ ครอบครัวท่านแล้ว มันถึงเวลาหรือยังครับที่ท่านจะคืนที่ดินแปลงนี้ให้กับวัดธรรมิการามตาม เจตนารมณ์ของนางเนื่อมผู้ยกที่ดินแปลงนี้ให้กับวัด วันนี้ผมก็ถือเป็นเกียรติที่ได้มาร่วมกับ ท่านจุลพงศ์มาร่วมกันทวงคืนที่ดินแปลงนี้ให้กับวัด เนื่องจากพวกเราชาวพุทธก็ไม่ได้มีความ สบายใจที่จะมีนักการเมืองเข้ามาหาประโยชน์จากช่องทางทรัพย์สินของวัด ท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ เองท่านก็ไม่ได้เป็นคนนับถือศาสนาพุทธ ท่านนับถืออิสลาม ท่านเป็นมุสลิม ท่านยังมีจิตใจที่ เป็นกุศล เซ็นคำสั่งให้แนวทางในการคืนที่ดินแปลงนี้ให้วัด ผมก็ขอยกย่องชื่นชมท่านไว้ในโอกาสนี้ ไม่อย่างนั้นประเด็นที่ดินแปลงนี้ข้าราชการไม่กล้าเกี่ยวข้อง หน่วยงานราชการไม่กล้าแตะ เนื่องจากมีบุคคลระดับผู้ใหญ่เป็นครอบครัวของคนชั้นนำระดับประเทศไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง มาตั้งแต่ต้น ที่ดินแปลงนี้มันก็เลยคาราคาชังมาเป็นระยะเวลายาวนาน ก็ขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณท่านชาดา แทนดวงวิญญาณของยายเนื่อม แทนวัดธรรมิการาม แล้วก็แทนพี่น้อง ชาวพุทธทุกท่านที่มีจิตใจห่วงกังวลเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ ด้วยการกระทำที่ผ่านมาของ ท่านนายกรัฐมนตรี ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วตามข้อเท็จจริงที่ท่านจุลพงศ์ได้อภิปรายมา ตั้งแต่แรก ผมเองก็ขออนุญาตถือว่าการกระทำดังกล่าวของท่านนายกรัฐมนตรีเป็นการขัดกัน ระหว่างผลประโยชน์ อย่าลืมนะครับ หลังจากที่ท่านรับตำแหน่งแล้ว ท่านมีหมวก ๒ ใบ ใบหนึ่งท่านเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เป็นผู้บริหารสูงสุด มีอำนาจสั่งการราชการ ทุกกระทรวง อีกใบหนึ่งท่านคือลูกที่เพิ่งโอนหุ้นให้กับมารดาของตัวเอง เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๗ มารดาของท่านเป็นบุคคลในครอบครัว สังเกตได้ว่าหุ้นบริษัทนี้โอนไปโอนมา ก่อนพ่อ เป็นนายกรักฐมนตรีโอนให้ลูก หลังลูกเป็นนายกรัฐมนตรีโอนให้แม่ วนไปวนมาอยู่แบบนี้ละครับ ผมก็ไม่ทราบว่าพฤติกรรมของครอบครัวนี้ทำไมถึงเป็นแบบนี้ จริง ๆ ด้วยฐานะจากความ ร่ำรวยของท่าน จากทรัพย์สินที่ท่านชี้แจง ท่านร่ำรวยมีทรัพย์สินเป็นหมื่นล้านบาท หมื่นกว่าล้าน รายได้ต่อปีของท่าน ๒๐๐ กว่าล้าน เทียบกับคนจน ๆ หลาย ๆ ท่าน ท่านมีฐานะที่ใช้กิน ใช้ทั้งชาติก็ไม่มีวันหมด แล้วเหตุอะไรท่านถึงได้หวงแหนที่ดินแปลงนี้อยู่ ท่านจะรอค่าชดเชย เหมือนที่ท่านจุลพงศ์บอกหรือครับ ค่าชดเชยที่ท่านรออยู่ หรือว่าท่านรอจะเช่าที่ดินแปลงนี้ เพื่อประกอบธุรกิจต่อยอดในภายภาคหน้า เพราะว่าธุรกิจตรงนั้น ที่ดินแปลงนั้น เป็นทำเลทองอยู่ ใกล้กรุงเทพมหานคร เป็นที่ดินแปลงใหญ่หายากแล้ว หาไม่ได้แล้ว ดังนั้นผมก็ไม่ทราบว่า เจตนาของท่านคืออะไรที่ยังห่วงแหนที่ดินแปลงนี้อยู่ ก็ขอฝากถามท่านว่าท่านคิดอะไรอยู่ ถ้าเกิดเป็นไปได้ก็อยากฟังท่านชี้แจง ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ท่านคงต้องชี้แจง ด้วยตัวท่านเองอยู่แล้วนะครับ ดังนั้น ณ วันนี้ด้วยการที่หลังจากที่ท่านนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้มีบันทึก กรมที่ดินได้มีคำสั่งแล้ว ท่านได้ทำอะไรบ้างท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีมีแต่สัมภาษณ์ทุกอย่างว่าตาม กฎหมาย แล้วกฎหมายท่านก็ทราบดีว่าบ้านเรามันช้า ยิ่งกับผู้มีอำนาจกฎหมายมักจะไปไม่ถึง ทุกอย่างขั้นตอนมันไม่ได้หรอกครับ ศีลธรรมของท่าน ความซื่อสัตย์ของท่านต้องเป็นที่ประจักษ์ ท่านต้องพูดคุยกับคนในครอบครัวว่าต้องคืนที่ดินนี้ไปให้กับวัดเขาเลย อย่างน้อยกระแส สังคมก็ลดลง อย่างน้อยผู้คนจะได้คิดว่าท่านสำนึกผิด สำนึกต่อบาปที่หากินกับที่ดินแปลงนี้ มาอย่างยาวนาน ทรัพย์สินที่ท่านชี้แจงส่วนหนึ่งก็เป็นรายได้ที่มาจากที่ดินของวัด สมควร ที่จะต้องเป็นของวัด โดยหลักการแล้วทรัพย์สินที่ท่านได้มาหลังจากคดีถึงที่สุดจะเป็นลาภ ที่ควรได้หรือเปล่าก็ให้ศาลตัดสิน เพราะว่าท่านได้มาโดยไม่สุจริตแล้ว ณ เวลานั้น ผมก็ ไม่อยากจะใช้ถ้อยคำไปต่อว่าอะไรท่านมาก เพราะว่าตอนได้มาท่านยังเด็ก แล้วตอนท่านเป็น นายกรัฐมนตรีท่านไปเป็นนักการเมือง ผมก็ไม่ทราบเหตุผลในครอบครัวของท่านว่ามันมี ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ก็ด้วยทุกอย่างที่กล่าวมานั้นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายก็ถือได้ว่า การกระทำของท่านนายกรัฐมนตรีเป็นการกระทำที่ขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับ ผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอดีตหรือ ปัจจุบันก็เป็นการมิบังควรที่คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยจะมีพฤติกรรมแบบนี้ การกระทำแบบนี้ย่อมเป็นที่เสื่อมศรัทธาของประชาชน เป็นที่เสื่อมเสียเกียรติของบุคคลที่จะ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) และ เป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา ๑๗๐ (๔) ด้วยเหตุที่ท่านเป็นคนที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เป็นที่ประจักษ์ และการปฏิบัติตัวของนายกรัฐมนตรีในอดีตที่ผ่านมาจนได้รับการ โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีก็มีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรม อย่างร้ายแรง ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้อนุโลม ให้ใช้แก่ สส. รัฐมนตรี และนักการเมืองด้วย จริง ๆ แล้วโดยความสัตย์จริงในวันนี้ที่ ผมอภิปราย พี่น้องทางบ้านของผมคือพื้นที่ที่ผมเป็น สส. คือจังหวัดนครศรีธรรมราช พี่น้อง เหล่านั้นล้วนให้ผมอภิปรายในเรื่องยาเสพติด เพราะว่าช่วงนี้ยาเสพติดระบาดหนักทั้งจังหวัด นครศรีธรรมราชและประเทศไทย แต่ผมก็บอกพี่น้องทุกท่านว่าเรื่องนี้มันสำคัญกว่า ไม่ใช่ ยาเสพติดไม่สำคัญ แต่เรื่องนี้ที่สำคัญกว่าเพราะว่าการที่เราจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นคนที่มี พฤติกรรมแบบนี้ ปัญหาทุกอย่างของชาติจะไม่ได้รับการแก้ไข เพราะว่านายกรัฐมนตรี เป็นคนที่ขาดไร้ซึ่งจริยธรรม ขาดไร้ซึ่งความซื่อสัตย์ ดังนั้นหากท่านมีช่องทางอื่นที่จะไป ทำมาหากินได้ท่านอาจจะทำอีก ดังนั้นขออนุญาตตัดตอนเรื่องนี้ให้จบที่นายกรัฐมนตรีก่อน ให้เมืองไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีก่อน เปลี่ยนรัฐบาลก่อน แล้วเรื่องยาเสพติดผมเชื่อว่า ทุกอย่างจะคืบหน้าไปมากกว่านี้ ก็ขอกราบเรียนพี่น้องทางบ้านว่าผมเองก็ด้วยเวลาอันจำกัด แล้วก็ด้วยประเด็นที่พรรคมอบหมายมาให้คุยประเด็นนี้ ศึกษามาในประเด็นนี้ แต่ในเมื่อซ้ำ กับพรรคประชาชนเราก็น้อมรับในการทำงานของแต่ละพรรคนะครับ ก็ขอถือโอกาสนี้สรุปว่า ด้วยพฤติกรรมต่าง ๆ ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ส่งผลให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นคนที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณสมบัติความ เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้โดยอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งนับแต่วันที่ อภิปรายนี้ไป ถ้าเกิดท่านนายกรัฐมนตรีจะตัดสินใจยุบสภาหรือว่าลาออก ก่อนท่านจะ ลาออกหรือยุบสภาก็ฝากความกรุณาท่านว่าช่วยคุยกับบุคคลในครอบครัวว่าช่วยคืนที่ดิน แปลงนี้ให้แก่วัดด้วย เพื่อเป็นการลบล้างผลบาปผลกรรมที่ท่านได้กระทำไว้มาเป็นระยะเวลา ยาวนานครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนจากพี่น้องชาวบางขุนเทียน บางบอนครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนญัตติของท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี Gen Y ที่ขึ้นมาบริหารงานกว่า ๑๙๔ วัน ท่านได้รับตำแหน่งต่อจากท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ซึ่ง Clear ทางสะดวกรับมือรับหน้าในช่วงวิกฤติสุด ๆ ในการจัดตั้งรัฐบาล ไว้ให้แล้วและส่งต่อให้ท่านได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในตระกูลชินวัตรอีก ๑ ท่าน แต่เป็น ๑๙๔ วันที่พี่น้องประชาชนต้องทนทุกข์ทรมาน ต้องลำบากยากเย็น ไม่มีกิน ไม่มีใช้ ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ไม่เหมือนคำโฆษณาชวนเชื่อเมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้ง ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธารเคยโปรยคำโฆษณาชวนเชื่อไว้กับพี่น้องประชาชนอย่างสวยหรู แต่สุดท้าย เมื่อได้ขึ้นบริหารงานก็กลับล้มไม่เป็นท่า ท่านประธานครับ ภายใต้การบริหารงานของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนี้ต้องกล่าวขานว่าข้อกล่าวหา คือการขาดวุฒิภาวะ ขาดความเป็นผู้นำ ขาดความรู้ความสามารถ ขาดเจตจำนง ในการบริหารราชการแผ่นดินที่ต้องแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน ส่งผลให้ ทำลายภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อมั่นของประเทศ จงใจลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่มีเจตนา ในการบริหารบ้านเมือง ทำบ้านเมืองผิดพลาดทั้งในด้านเศรษฐกิจ ด้านคุณภาพชีวิต และด้านสิ่งแวดล้อม มีการจงใจเอื้อผลประโยชน์ให้กับตนเอง พวกพ้องและกลุ่มทุน ท่านประธานครับ ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดไม่ได้มากไปเลยถ้าเปรียบเทียบกับในช่วงเวลา ที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยมีคำกล่าวที่ว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว ประเทศไทยเคยมี ความอุดมสมบูรณ์ แต่ในยุคสมัยนี้ที่ผ่านมาแต่ละครั้งแต่ละหนบริหารไปผิดทิศทาง ทำประเทศไทยกลายเป็นในนามีสารเคมี ส่วนในน้ำมีหายนะครั้งยิ่งใหญ่ ที่กำลังถูกทำลาย ถูกกลืนกินทุกสิ่งมีชีวิต ทุกแหล่งน้ำของประเทศไทยด้วยการระบาดของปลาหมอคางดำ ท่านประธานที่เคารพครับ นับเป็นอาชญากรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยมีประเทศไทยมา ว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกว่า ๕๒๐,๐๐๐ ราย กินพื้นที่กว่า ๗๖ อำเภอ อยู่ในพื้นที่ ๑๙ จังหวัดทั่วประเทศกำลังเผชิญวิกฤติอย่างหนัก ท่านประธานที่เคารพครับ มันเลวร้ายถึงขนาดว่าฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยที่มีกว่า ๑๗,๙๑๕ แห่ง ทั่วประเทศกำลังได้รับผลกระทบโดยตรง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือความเสียหาย มันคือ ความสูญเสียอาชีพ สูญเสียทรัพย์สิน สูญเสียความมั่นคงในชีวิต มองไม่เห็นอนาคตของ พี่น้องประชาชนและเกษตรกรคนไทยว่าจะประทังชีวิตต่ออย่างไร จะใช้อาชีพใดในการเลี้ยงดู ปากท้องของพี่น้องประชาชน คนที่มีบ่อส่วนตัว มีที่ดินส่วนตน ก็ต่างขายเป็นสมบัติ ชิ้นสุดท้ายเพื่อประทังชีวิต ส่วนใครที่เช่าเขารายปี รายเดือนก็หมดสิ้นซึ่งหนทางครับ ว่าจะเลี้ยงสัตว์น้ำอะไร เพราะฟังคำโปรยของฝ่ายภาครัฐไม่รู้จะเลี้ยงอะไรแล้วท่านประธาน เหลือแต่บ่อที่เต็มไปด้วยผักบุ้ง มันไปต่อไม่ได้ มันถึงทางตัน มันไม่รู้จะไปทางไหน เพราะรัฐนี้ บ้านนี้เมืองนี้ไม่ช่วยอะไรเขาเลย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ผมถามว่าแล้วจะให้ช่วยอย่างไร จะให้รัฐบาลช่วยอย่างไร ผมขอบอกครับท่านประธานว่าสิ่งเหล่านี้มันล้วนแล้วเกิดขึ้น จากน้ำมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ตัวเลขความเสียหายที่มันสูงขึ้น ณ ขณะนี้ประเมินมูลค่า ความเสียหายกว่า ๒๖,๔๓๒ ล้านบาทต่อปี ท่านยังจะบอกไม่เยอะอีกหรือครับ นี่ต่อปีนะ คูณกับจำนวนของพี่น้องเกษตรกรที่ต้องเผชิญอยู่ มันคือความเจ็บปวด มันคือตัวเลข ทางเศรษฐกิจ นี่ยังไม่นับว่าต้องขาดดุลทางการค้าในการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศ ทุก ๆ ปีและต่อไปคงไม่มีอีกต่อไปแล้วท่านประธาน ไม่แน่ใจท่านประธานชอบหรือเปล่า ปลาสลิดบางบ่อ ต่อไปไม่มีนะท่านประธาน ปลาทูแม่กลอง สส. แม่กลองนั่งอยู่แถวนี้ ต่อไปก็ไม่ได้ลองลิ้มชิมรส จะเป็นปลาจากต่างประเทศเสียทั้งหมด หรือไม่ก็ปลาในห้าง ที่เขาเจาะคางบอกยี่ห้อเอาไว้ว่าเลี้ยงในบ่อปูนฟาร์มใหญ่ จะกินกันเหลืออยู่แค่นั้น ท่านประธานถ้าปล่อยไว้แบบนี้ นี่คือสัญญาณหายนะที่มันกำลังจะเกิดขึ้น และพวกผม ยอมไม่ได้ ยอมไม่ได้ปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ ท่านประธานครับ ถามว่าหน่วยงาน ภาครัฐ ปล่อยให้แหล่งน้ำธรรมชาติทุกสายมีแต่ปลาหมอคางดำ แล้วบอกเขาให้เขาปกป้อง ป้องกันให้รัดกุม ถามว่าบ่อชาวบ้าน ๑๐๐ ไร่ ๒๐๐ ไร่ เปิดก๊อกน้ำใส่บ่อไหวหรือ ถ้าเปิดก๊อกน้ำ ใส่บ่อไหวท่านจ่ายค่าน้ำให้เขาหรือเปล่า แต่มันเปิดไม่ไหวก็ต้องเอาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ในแหล่งน้ำธรรมชาติทุกหยดมันมีพันธุ์ของปลาหมอคางดำทั้งนั้น เขาลงทุนหลักหมื่น หลักแสนปล่อยน้ำจากธรรมชาติเข้าไปแป๊บเดียวปลาหมอคางดำหลุดไป ๕-๖ ตัวไปหมดครับ ลงทุนไป ๕-๖ แสนบาท ไม่เหลือครับท่านประธาน และปัญหามันคาราคาซัง และซ้ำเติมด้วย ความเจ็บปวดรวดร้าว ความเงียบของรัฐบาลที่นิ่งนอนใจปล่อยให้พี่น้องประชาชนต้องสู้กับทุกวิกฤติแต่เพียงลำพัง ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมพูดมาในสังคมได้เริ่มรับรู้แล้ว เพราะสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อต่าง ๆ ก็ได้ถ่ายทอดให้พี่น้องประชาชนรับรู้แล้ว แต่ก็มีการตั้งคำถามว่า ที่หน่วยงานภาครัฐนั่งทำกันไปมันถูกทิศถูกทางหรือยัง ที่ออกมาตรการนั้นอนุมัติเงินนี้ มันถูกทิศถูกทางหรือยัง ผมบอกว่ามันจะไม่ถูกทิศถูกทางเลยถ้าไม่ติดกระดุมให้ถูกตั้งแต่เม็ดแรก ผมขอยกตัวอย่างในอดีตท่านประธาน เหตุการณ์ในอดีตเคยมี ยกตัวอย่างไม่ใกล้ไม่ไกล เมื่อปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา ในปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ เคยมีเหตุเกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเรือน้ำตาลล่ม ถามว่าเรือน้ำตาลล่มเกี่ยวอะไรกับ ปลาหมอคางดำ ผมจะยกตัวอย่างกรณีเทียบเคียงท่านประธาน คำพิพากษาอยู่ในมือของผม เรือน้ำตาลล่มมันทำน้ำตาลลงไปในแม่น้ำลำคลองในจังหวัดอ่างทองเป็นระยะทาง ๑๒ กิโลเมตรนับจากจุดเรือน้ำตาลล่ม ออกซิเจนขาดปลาในคลองเหล่านั้นตายหมด ปลาในแม่น้ำตายหมด ถามว่าเกิดอะไรขึ้น มันส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ หาปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติไปขาย เลี้ยงปลาในกระชังบริเวณนั้นเขาไม่สามารถดำเนินการได้ สุดท้ายทำอย่างไรครับต้องสิ้นเนื้อประดาตัวไม่มีรายได้ บางคนก็ไปเปลี่ยนอาชีพ แต่มันเกิดขึ้น โดยเอกชนรายเล็กรายน้อยเขาทำเรือน้ำตาลล่มในบริเวณนั้นทำให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มันล้มหายตายจากไป เลยมีการจับมือกันทั้งหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานระดับประเทศ หน่วยงานระดับท้องถิ่น Tag Team กันอย่างดี ๖ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นโจทย์ที่ ๑ กรมควบคุมมลพิษ โจทย์ที่ ๒ กรมประมง โจทย์ที่ ๓ สำคัญที่สุดเลย สำนักงานปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ณ ปัจจุบันไม่รู้หายไปไหน โจทย์ที่ ๔ จังหวัดอยุธยา โจทย์ที่ ๕ องค์การบริหารส่วนจังหวัดอยุธยา แล้วโจทย์ที่ ๖ องค์การบริหารส่วนจังหวัด อ่างทอง ท่านประธานเห็นไหมครับ ทั้งระดับประเทศทั้งระดับท้องถิ่นเขา Tag กัน เหนียวแน่นแล้วเขาออกไปต่อสู้แทนพี่น้องประชาชนว่าในแหล่งน้ำธรรมชาติตรงนี้ไม่มี ปลาธรรมชาติแล้ว ไปต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชนไปต่อสู้เพื่อธรรมชาติเพื่อความหลากหลายกัน ไปฟ้องร้องต่อหน่วยงานที่ทำเรือน้ำตาลล่ม ท่านประธานเชื่อไหมครับ เขาออกมาปกป้อง โดยใช้กลไกของกฎหมายประสิทธิภาพของกฎหมายในการเขียนขึ้นมาเพื่อปกป้องพิทักษ์ สิ่งแวดล้อมมันมีประสิทธิภาพขนาดไหนท่านรู้ไหม เขามีประสิทธิภาพถึงขนาดว่าเรียกร้อง ค่าเสียหายได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าทำปลาตาย ค่าตรวจคุณภาพน้ำ ค่าเอาซากปลาไปทิ้ง ค่าปล่อยปลาทดแทน ค่าน้ำมัน ตลอดจนค่าเบี้ยเลี้ยงของคณะทำงานที่มาตรวจสอบเรื่องนี้ รวมไปถึงในคำฟ้องท่านประธานผมเห็นแล้วยังตกใจ น่าประทับใจอย่างยิ่ง ในคำฟ้องหน้าที่ ๕ เขียนไว้ชัดเจน รวมไปถึงค่าเบี้ยเลี้ยงจำนวน ๒๖,๕๐๐ บาท และค่าน้ำแข็ง ค่าทางด่วน และค่าน้ำแข็งที่จะรักษาคุณภาพน้ำเพื่อไปถึงแล็บอีก ๑๒,๐๖๕ บาท เขาใส่รายละเอียด ขนาดนั้น นี่แก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ใช้งบประมาณแผ่นดินแม้แต่บาทเดียว เรียกแม้กระทั่ง ค่าน้ำแข็งจากเอกชนทุกบาททุกสตางค์ไปช่วยเหลือชาวบ้าน นี่คือสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐ ต้องทำและปกป้องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กับพี่น้องประชาชน ศาลฎีกามีคำพิพากษา บอกว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นเหตุที่เกิดจากอุบัติเหตุก็จริง แต่พวกเขาเหล่านี้ไม่สามารถควบคุม ความเสียหายได้ จึงต้องชดใช้ ค่าเสียหายทั้งหมดและ ณ ตอนนี้ท่านประธาน ผ่านมากี่ปี ท่านประธานนับดู ๒๐ ปี เชื่อไหมครับบริษัทที่อยู่ในคำฟ้องยังคงต้องปล่อยปลา ในหลากหลายชนิดเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับธรรมชาติ เพราะอะไร เพราะมีหน่วยงาน ไปตรวจ ไปตรวจว่าก่อนเรือน้ำตาลล่มมีความหลากหลายกว่า ๑๐๐ ชนิด วันนี้ไปจับ แล้วยังเหลือ ๕๐ กว่าชนิด แสดงว่าคุณยังคืนความอุดมสมบูรณ์ไม่ตามคำพิพากษา เพราะคำพิพากษาเขียนเอาไว้ว่าต้องคืนความอุดมสมบูรณ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติตรงนั้น ก็ต้องคืนให้สมบูรณ์เท่าเดิม ก็ไปตรวจว่าในระยะ ๑๒ กิโลเมตรตรงนั้นมันมีความหลากหลาย ครบหรือยัง นี่ความศักดิ์สิทธิ์ของข้อกฎหมาย สำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมนั่งอยู่หลังบัลลังก์ฟังไว้ให้ดี นี่คือสิ่งที่ท่านต้องทำ นี่คือสิ่งที่ท่านต้องช่วย ชาวบ้าน ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยมาถึงทุกวันนี้ นี่คือสิ่งที่พี่น้องประชาชนคนไทยต้องรับ ชะตากรรม ต้องแบกรับผ่านเงื่อนไขภาษีที่ท่านบอกว่าเดี๋ยวจะอนุมัติงบประมาณเท่านั้น เดี๋ยวจะอนุมัติงบประมาณเท่านี้ไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่ไม่มีแม้แต่ข้อเดียวที่จะบอกว่า ตามล่าหาความจริงเรื่องนี้ให้ได้ ท่านประธานเรื่องนี้ผ่านมาแล้วทั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ทั้ง ๒ นายกรัฐมนตรีรู้ดีว่าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรเพราะพวกท่านหยิบยกขึ้นมา เป็นวาระแห่งชาติ มีการคลอดงบประมาณออกมาสวยหรู ๔๕๐ ล้านบาท แต่ท่านประธานเชื่อไหมพี่น้องเกษตรกรภายนอกเฮกันยกใหญ่แทบจะจัดงานเลี้ยงนึกว่าจะมี การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ที่ไหนได้งบประมาณ ๔๑๐ ล้านบาทได้แต่ออกข่าวใหญ่โต สุดท้าย คือให้ประมงไปหากรอบวงเงินเอง อนุมัติเพียงกรอบวงเงินให้กรมประมงไปหาเงินเอง นั่นหมายความว่ากรมประมงที่เตรียมไว้จะใช้เรื่องอะไรก็แล้วแต่ก็ให้ไปเจียดเบียดเสียดขึ้นมา แล้วก็มาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ สรุปเป็นเพียงแค่ตัวเลขหลอกชาวบ้านไปวัน ๆ ซื้อใจซื้อเวลา ล่าสุดได้ยินข่าวแว่ว ๆ ว่าจะอนุมัติงบอีก ๙๘ ล้านบาท ค่าตกใจ นายกรัฐมนตรีตกใจ วันนั้นโอ้โฮชาวบ้านมากันเยอะอนุมัติ ๙๘ ล้านบาท เปรียบเสมือนซื้อยาพารารักษามะเร็ง ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้มันมีความเสียหายมันมีผลกระทบเยอะแยะมากมาย ท่านอนุมัติ ซื้อยาพาราแก้ไขโรคมะเร็งมันแก้ไม่ได้ วันนี้ ๙๘ ล้านบาทก็แก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านไม่เริ่ม ติดกระดุมให้ถูกแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดท่านก็จะไม่มีวันหาทางออกเรื่องนี้ได้เลย คนที่จะต้องมา รับผิดชอบต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของกฎหมาย พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม มาตรา ๙๗ ท่านประธานบอกในเวทีตรงนี้หลายรอบแล้วถ้ารับไปดำเนินการจะไม่มีวันนี้ และสิ่งที่เกิดขึ้น นอกจาก ๔๕๐ ล้านบาท คือมาตรการลม ๆ แล้ง ๆ มาตรการลม ๆ แล้ง ๆ คืออะไรครับ
มาตรการที่ ๑ จับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ ไปดูกันครับว่ามาตรการ ที่ ๑ ทำอย่างไรดูเหมือนเข้มแข็ง สุดท้ายเป็นเพียงซีเอสอาร์ให้บริษัทเอกชนและสุดท้าย ก็ได้แต่ภาพ PR ประชาสัมพันธ์ของบริษัทเอกชนว่าจะจับปลาตรงนั้นจับปลาตรงนี้ สุดท้าย ไม่มีแผนอะไรเลย นี่เปลี่ยนท่านประธานมาเป็นคนอ่างทองเมื่อสักครู่เรือน้ำตาลล่มที่อ่างทอง ท่านประธาน
มาตรการที่ ๒ ปล่อยปลานักล่าไปกินปลาหมอคางดำ ผมอยากจะรู้จริง ๆ คนคิดมาตรการเขารู้หรือเปล่า บ่อปลากะพงที่ท่านจะไปปล่อยปลาหมอคางดำมันกัดกิน หมดแล้ว มันรุกรานแม้กระทั่งบ่อพันธุ์ปลานักล่าที่ท่านจะไปปล่อย แล้วท่านคิดว่าปลานักล่า ที่ท่านจะไปปล่อยมันจะเหลือไหม
มาตราการที่ ๓ คือเอาปลาหมอคางดำออกไปใช้ประโยชน์ วันนี้มีทั้งเอาไปทำ น้ำหมัก เอาไปทำปุ๋ย ไปทำปลาป่น ไปทำแปรรูปไปทำอะไรก็แล้วแต่ แต่ทั้งหมดทั้งมวล ได้แต่คำโฆษณาชวนเชื่อ เพราะทั้งหมดทั้งมวลมันทำไม่ทันกับอัตราการเกิดของมัน ท่านรู้ไหมมันหิวทุกชั่วโมง และมันเกิดใหม่ทุก ๆ ๒๒ วัน และในอัตราการเกิดปริมาณเท่านี้ กับสิ่งที่ท่านทำปลาป่นกับสิ่งที่ท่านทำแปรรูปมันจะทันกันไหม
มาตรการที่ ๔ เฝ้าระวังการแพร่ระบาด มันเฝ้าไม่ไหวแล้วครับท่านประธาน วันนี้เฝ้าวันนี้เฝ้าแล้วเฝ้าอีก คนที่ลำบากที่สุดตอนนี้ก็คือพี่น้องประชาชนเกษตรกร ต้องรับกรรม ไม่เคยคิดมาตรการที่มันดีกว่านี้เลย
มาตรการที่ ๕ คือสร้างความตระหนักรู้ให้กับเกษตรกร ตอนนี้ชาวบ้าน เขารู้มากกว่าคนที่สร้างมาตรการอีก แต่ที่เขาหนักที่สุดคือเขาบอกว่าพวกคนที่คิดมาตรการ ไม่รู้อะไรเลย นี่คือสถานการณ์ที่หนักที่สุด
มาตรการที่ ๖ วิจัยหาแนวทางแก้ไข
มาตรการที่ ๗ บอกว่าจะฟื้นฟูระบบนิเวศ
๒ ข้อนี้สวยหรูแต่จับต้องไม่ได้จะเสร็จเมื่อไรก็ไม่รู้ ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธารรู้หรือเปล่าว่าคนใต้บังคับบัญชาของท่านตอนนี้ทำอะไรอยู่ นี่คือสิ่งที่ พี่น้องประชาชนต้องเผชิญ ความจริงแล้วถ้าท่านย้อนไปดูกับเหตุการณ์ที่คล้าย ๆ กันมันต้อง เริ่มจากความกล้าหาญของรัฐบาล มันต้องเริ่มจากการหาตัวผู้กระทำความผิดในลำดับแรก และนำเงินทั้งหมดมาชดเชยเยียวยาให้กับพี่น้องเกษตรกรนำมาใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา เรื่องนี้อันนี้สำคัญที่สุด แต่ถ้าเกิดท่านไม่มีเรียกว่าไม่ตั้งใจไม่อยากที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ท่านลองไปดู มีรายงานของคณะกรรมาธิการ อว. ซึ่งทำกันในสภาแห่งนี้ท่านประธาน แล้วก็นำเสนอในสภาแห่งนี้ นำเสนอไปแล้วก็ผ่านเสียงของเพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล บอกว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญและในรายงานฉบับนี้ยังผ่านเสียง การอภิปรายทั้ง สส. ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในวันนั้น มีคนสนับสนุนทั้งสิ้นเพราะมันเป็น เรื่องที่เกิดกับพี่น้องประชาชน มันเป็นความทุกข์ทรมานของพี่น้องประชาชน มันคือสิ่งที่ พี่น้องประชาชนต้องการ เพราะฉะนั้นลบชื่อพรรคการเมืองออก ลบฝ่ายค้าน ลบฝ่ายรัฐบาลออก สภาแห่งนี้จึงผ่านรายงานบอกว่าต้องแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่สุดท้ายฝ่ายนิติบัญญัติ ก็ทำได้เพียงเท่านี้ในการส่งรายงานไป แต่ท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร เขาไม่ได้เอารายงานฉบับนี้ไปบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ด้วย นี่คือสิ่งที่ผม เป็นเดือดร้อนเพราะรายงานฉบับนี้เขียนไว้ทั้งหมดครับว่ามีการพบหลักฐานชิ้นสำคัญ ในการขออนุญาตนำเข้าปลาหมอคางดำมาในราชอาณาจักรไทยเพียงรายเดียว นั่นคือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นี่คือหลักฐานที่ระบุการขออนุญาตนำเข้าที่ชัดเจน หน่วยงานภาครัฐ เป็นคนอนุญาต คนขออนุญาตเป็นบริษัทเอกชน แต่สุดท้ายรายงานฉบับนี้กลับเงียบหายเข้ากลีบเมฆ ผมไม่รู้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เห็นหรือยัง แต่ผมจะมาเล่าเรียงลำดับ Timeline ให้ดูว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นมาอย่างไร มันมีที่ไปที่มาอย่างไร ท่านประธานดู เมื่อปี ๒๕๔๙ ชื่อของปลาหมอคางดำ ถูกระบุในเอกสารเป็นกระดาษครั้งแรกของประเทศไทย ณ ขณะนั้นเป็นช่วงปลายสมัย ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แต่การขออนุญาตเป็นช่วงเวลาที่ท่านได้เปลี่ยนผ่าน ไปแล้ว มีการระบุหนังสือจากซีพีเอฟชัดเจนลงวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๙ กรมประมง ทำหนังสือตอบรับชัดเจนว่าอนุญาต วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ มีพยานหลักฐานชัดเจน ในชั้นกรรมาธิการขอไปหมดแล้ว ต่อมาปี ๒๕๕๑ บอกว่าการนำเข้าอนุญาตได้จะต้องมี เงื่อนไขนะ ต้องมีเงื่อนไข มีหนังสืออีกครั้งในบริษัท ซีพีเอฟ ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๑ กรมประมงอนุญาต วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ตอบกลับมาบอกว่าอนุญาต แต่ทั้ง ๒ ครั้ง ยังนำเข้าไม่ได้เพราะบริษัทผู้ขายพันธุ์สัตว์น้ำเขายังไม่พร้อม พอเขาไม่พร้อมเสร็จปุ๊บก็ยัง มีความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะต้องนำเข้าปลาหมอคางดำเข้ามาให้ได้ จึงเป็นที่ไปที่มาของ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๓ ขออนุญาตอีกครั้ง ซีพีเอฟทำหนังสืออีกหน ลงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๓ และกรมประมงก็ตอบกลับเหมือนเดิม ในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓ บอกว่านำเข้าได้ แต่ต้องมีเงื่อนไข
๑. เงื่อนไขคือต้องตัดตัวอย่างครีบปลาเพื่อเก็บดีเอ็นเอให้กับกรมประมง
๒. ต้องทำรายงานให้กับกรมกรมประมงถ้าเกิดยุติและทำลายสัตว์น้ำวิจัย ทิ้งเสีย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น
หลังจากนั้นปี ๒๕๕๓ ก็ได้มีการซื้อพันธุ์สัตว์น้ำวิจัยจากประเทศกานา โดย บริษัท ซีพีเอฟ สั่งซื้อจำนวน ๒,๐๐๐ ตัว ปลา ๒,๐๐๐ ตัวนี้ก็บินลงท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิในปี ๒๕๕๔ กรมประมงบอกว่าได้รับรายงานว่าเมื่อปลาหมอคางดำ Landing ที่สุวรรณภูมิตายทันที ๑,๔๐๐ ตัว และหลงเหลือ ๖๐๐ ตัวเข้าไปสู่ศูนย์วิจัย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เราก็สงสัยว่าในเมื่อเข้ามาแล้วในตอนปี ๒๕๕๔ นี้มันมีการทำตามเงื่อนไขคำขอที่ IBC ระบุหรือเปล่า สรุปก็คือเขาบอกว่าเขาซื้อปลามาตัวเล็กเกินไป ไม่สามารถตัดคลีบปลาได้ ก็เลยไม่สามารถเก็บดีเอ็นเอได้ ทำสังคม ทำพี่น้องประชาชนงงกันทั้งบ้านทั้งเมือง ผมขออนุญาตถามท่านประธานอย่างนี้ สมมุติว่าผมไปเที่ยวอ่างทองแล้วผมขออนุญาต เข้าบ้านท่านประธาน ท่านประธานบอกณัฐชาคุณเข้าบ้านผมได้แต่คุณต้องถอดรองเท้าก่อน ข้อที่ ๒ คุณถอดรองเท้าเสร็จแล้วคุณล้างเท้าก่อน ผมอนุญาตให้คุณเข้าบ้านผมได้ เสร็จปุ๊บ ผมเดินเข้าบ้านท่านประธาน ใส่รองเท้าพร้อมดินโคลนเลอะเปรอะเปื้อนเข้าไปเลย นั่นหมายความว่าผมได้รับอนุญาตจากท่านประธานไหม ถ้าท่านประธานเป็นเจ้าของบ้าน ท่านประธานก็คงไล่ผมออกไป ถ้าไม่ทำตามเงื่อนไขกายคุณกลับไปเลย คุณก็ต้องทำแบบนี้ สุดท้ายไม่ได้ทำตามเงื่อนไขแต่บอกว่าเงื่อนไขมันทำไม่ได้ แต่ฉันจะนำเข้ามา นำเข้ามา เสร็จปุ๊บบอกว่า ๖๐๐ ตัวที่เข้าศูนย์วิจัย เข้าสู่งานวิจัยเสร็จปั๊บเราถามว่าแล้วสัตว์น้ำวิจัย ไปไหนหมดทำไมถึงยุติโครงการ เขาบอกว่า นี่เขารายงานมานะครับว่าปลาเข้ามาเสร็จปุ๊บ ๖๐๐ ตัวในวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๓ เสร็จปุ๊บวันที่ ๒๔ ตายไปอีก ๔๐๐ ตัว แต่หลังจากนั้น อีก ๑ สัปดาห์ก็คือต้นเดือนมกราคม ปี ๒๕๕๔ ตายอีก ๒๐๐ ตัว กลางเดือนมกราคม ตายอีก ๑๕๐ ตัว พอเกือบสิ้นเดือนมกราคม ตายอีก ๕๐ ตัว ผมงงมากท่านประธาน คือสัตว์วิจัยแต่ละตัวมันมีความสำคัญ และแต่ละตัวมันมีอานุภาพการทำลายล้างสูง เขาถึงต้องตั้งคณะกรรมการ IBC มาเพื่อกลั่นกรองความเสี่ยงทั้งหมดว่าแต่ละตัวมันเสี่ยง อย่างไร ต้องระมัดระวังอย่าให้มันหลุดเล็ดลอดไป แล้วผมก็งงว่ารายงานที่มันกอดคอกันตาย หลักร้อย ๆ ทุกวัน วันนี้ตาย ๔๕ ตัว อีก ๕ ตัวมึงตายให้ครบกูจะได้ตาย ๕๐ ตัวครบเต็มจำนวน เต็มสิบ มันเอากันเอย่างนั้นเลยหรือ เขาจะไปกอดคอตายกันตามตัวเลขจำนวนได้อย่างไร สังคมก็ตั้งคำถาม เราก็บอกว่าแล้วสุดท้ายเงื่อนไขมันเป็นอย่างไรกันแน่ เราบอกว่าเงื่อนไขแรก ไม่เป็นอะไร มาเงื่อนไขที่ ๒ คุณยุติโครงการแล้ว คุณได้แจ้งกรมประมงหรือเปล่า เขาบอกว่า อย่างไรรู้ไหมครับท่านประธาน เขาบอกว่าเขาทำตามเงื่อนไขแล้วโดยเขาโทรแจ้ง ท่านประธานครับ ฟังไม่ผิดนะครับ เขาโทรแจ้ง นี่มาตรฐานชัดเจน เคยอยากนำเข้าครั้งที่ ๑ มีหนังสือส่งต่อ มีหนังสือตอบกลับ ครั้งที่ ๒ มีหนังสือส่งต่อ มีหนังสือตอบกลับ ครั้งที่ ๓ มีหนังสือส่งต่อ มีหนังสือตอบกลับ พอยุติโครงการบอกเรียบร้อยแล้วโทรแจ้ง มันผิดวิสัย บริษัทยักษ์ใหญ่คุณภาพสูง ทำได้อย่างไร คุณบอกว่าโทรแจ้งเรียบร้อยแล้ว แต่เชื่อไหมครับ ท่านอธิบดีกรมประมงยืนยันในชั้นกรรมาธิการบอกไม่เคยมีบันทึกไว้ในหนังสือตรวจรับ หลังจากท่านอธิบดีกล้าหาญในการตอบความจริงว่าไม่เคยได้รับมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่าง ที่จะต้องส่งคืน ๒ โหล หรือการยุติโครงการที่บอกว่าต้องส่งรายงานและต้องทำลายทิ้ง ไม่เคยได้รับที่โทรไปก็ยังหาตัวไม่เจอว่าโทรหาใคร วันนี้ยัง Miss Call อยู่หรือเปล่า แต่สุดท้ายเขาบอกว่าอย่างนั้นว่าโทรบอกแล้วเรื่องเลยจบ แต่สิ่งที่มันตามมาคืออะไรครับ ท่านประธาน สิ่งที่มันตามมาคือเขาโทรไปบอกเสร็จไม่ว่า เขาบอกเขาทำลายทิ้งหมดแล้ว นี่ทำลายทิ้งหมดแล้ว โดยการเอาไปฝังกลบโรยปูนขาว ฝังกลบด้วยดินโรยปูนขาวกลัวไม่ตาย สร้างตึกทับด้วย พอกรรมาธิการจะไปดูว่าคุณฝังตรงไหน ว่าคุณกลบตรงไหน คุณบอกว่า ไปดูไม่ได้ ฉันกลัวว่ามันจะแพร่ระบาดไปไกล ฝังเสร็จ โรยปูนขาวเสร็จสร้างตึกทับไปเลย มันน่าสงสัย นี่คือสิ่งที่พวกผมทำได้ รายงานต่อสภาไปแล้ว หน่วยงานภาครัฐรู้ แต่ไม่ทำ อะไรเลยแล้วให้ผมอยู่เฉยได้อย่างไร สุดท้ายท่านประธาน ปลาหมอคางดำเจอครั้งแรก ในราชอาณาจักรไทยในสมัยนายกรัฐมนตรีที่ชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น และเจอสายพันธุ์ปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติครั้งแรกของประเทศไทย นี่ท่านประธานไล่เรียงกันมาถึงตอนนี้แล้วเมื่อได้รับแจ้งว่าเจอปลาหมอคางดำครั้งแรกแต่ไม่มี การทำอะไร หลังจากนั้นก็มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง หน้าต่อไปพี่วุฒินันท์ นี่คือสิ่งที่เรา ติดตามความใกล้ชิดว่ามันมาจากไหนและที่ไปที่มามันเป็นอย่างไร มีการตรวจดีเอ็นเอ โดยกรมประมงก็ตรวจสอบว่าดีเอ็นเอของปลาที่มันหลุดอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย มันดันมีดีเอ็นเอเดียวกันชิดกันเป๊ะ มันตรงกันเป๊ะเลย ไม่ว่าจะอยู่ในพบใน ๗ จังหวัด สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ไม่ว่าจะอยู่ จังหวัดไหนดีเอ็นเอมันบอกว่าตรงกันเป๊ะเลย เหมือนมาจากพ่อแม่เดียวกัน ปู่ย่าตายาย เดียวกัน และเราก็ยังบอกไม่ได้ว่าแล้วปู่ย่าตายายมันมาจากไหน
ท่านประธานครับ
ท่านไชยวัฒนาประท้วงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ไชยวัฒนา ติณรัตน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดมหาสารคามครับ ผมขอประท้วงตาม ข้อ ๙ ข้อ ๖๙ แล้วก็ ข้อ ๗๑ ภาพที่ ๓ ครับ ท่านผู้อภิปรายได้กล่าวความเท็จว่าปลาหมอคางดำ เข้ามาในปีนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านดูครับในจอครับ มูลนิธิ BIOTHAI ออกสื่อทั่วประเทศ ผมแคปมาจากช่อง ๓ ขอบคุณท่านสรยุทธ ปี ๒๕๕๓ ครับ ความแรก ถ้าท่านณัฐชาไม่เชื่อ ถามท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ น้าใครเป็นนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๕๓ ครับ
ท่านประท้วงว่าอะไรครับท่านไชยวัฒนา
ผมประท้วงว่า เสียดสีใส่ร้าย ด้วยความเท็จ ข้อ ๖๙ ครับ เต็ม ๆ เลย ดูครับอยู่ใจจอ มูลนิธิ BIOTHAI ครับ
เดี๋ยวนะครับ ท่านประท้วงโดยเอา
ท่านเอ่ยชื่อนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์เต็ม ๆ ท่านต้องถอนครับ เป็นบุคคลภายนอกด้วย
ท่านไชยวัฒนาอย่างนี้ครับ ผมนั่งฟังอยู่นะครับ ท่านผู้อภิปรายได้ไล่ Timeline ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๙ ผมนั่งฟังอยู่ มีการขอเอกสารจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แล้วก็มีปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๓ อะไรแบบนี้ ท่านก็ไล่ Timeline ของท่านมา
ผมก็ฟังครับท่านประธาน
จนกระทั่งมาถึงปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ตอนนี้ถึงปี ๒๕๖๐ แล้วครับ ก็กำลังนั่งฟังอยู่ครับว่า จะดำเนินการไปถึงตรงไหน
ผมประท้วงว่าเอ่ยชื่อ บุคคลภายนอก
ก็ยังอยู่ในประเด็นครับท่านไชยวัฒนาครับ ขอความกรุณาให้ต่อครับ เสียเวลาครับ
ต้องถอนก่อนครับ ไม่เสียเวลา หรอกครับ มันเสียหายครับ ท่านไม่มีโอกาสมาชี้แจงตอบโต้ในสภา
ท่านไชยวัฒนาให้ถอนว่าอะไรครับ
นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี ๒๕๕๔ แต่เอกสารของมูลนิธิ BIOTHAI
ท่านไชยวัฒนาครับ ท่านไม่ได้เอ่ยชื่อเฉพาะนายกรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่ง ท่านเอ่ยตั้งแต่ ปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๓ เป็นการอธิบายความว่าไล่เลียง Timeline มา จริง ๆ แล้ว ก็ยังไม่ได้เสียหายอะไรนะครับ เดี๋ยวถ้าเสียหายแล้วผมจะพิจารณาอีกครั้ง เดี๋ยวผมจะวินิจฉัย อีกครั้งหนึ่ง ยังไม่เสียหายครับ เชิญผู้อภิปรายครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ คือถ้าเกิดผมต้องถอนชื่อท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็เท่ากับว่าท่านไม่เคยเป็น เพราะผม บอกว่านี่คืออดีตนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น กลับมาอีกครั้งมีการพบครั้งแรกปลายปี ๒๕๕๔ ต้นปี ๒๕๕๕ พบใน ๓ แหล่งน้ำรอบศูนย์วิจัย ผมก็เลยบอกว่าหากปลาหมอคางดำ มันไม่ได้มาผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่เขาขออนุญาตมา หมายถึงเอกชนที่ชื่อซีพีเอฟ เขาไม่ได้นำมาผ่านการขออนุญาตมันจะว่ายมาเอง ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากประเทศกานา มันก็จะฉลาดเกินไปว่ามันรู้ว่าพ่อแม่มันมาเป็นสัตว์วิจัยอยู่ที่ศูนย์วิจัยตรงนี้ แค่ว่ายลำพัง ว่ายมาถึงประเทศไทยก็เก่งมากแล้วท่านประธาน นี่มันว่ายไปโผล่ตำบลเดียวกัน อำเภอ เดียวกัน จังหวัดเดียวกัน มันฉลาดขนาดนั้นให้มันเป็นนายกรัฐมนตรีไปเลยไหม มันจะว่าย รู้ตำบลได้อย่างไรท่านประธาน แล้วไปเจออยู่ในละแวกเดียวกันมันว่ายมาหาพ่อมันที่เป็น สัตว์วิจัยอยู่ในศูนย์วิจัยอยู่ใกล้ ๆ กันเลย ๓ คลองนี้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ผมถึงบอกว่า ถ้าท่านบอกว่าไม่ได้มาจากตรงนั้นแสดงว่ามันว่ายมาเอง มันก็มีความเก่งมากต้องไปวิจัยต่อ ว่าความฉลาดหลักแหลม
ท่านณัฐชาท่านต่อเลยครับ เมื่อสักครู่ท่านไล่ถึงปี ๒๕๖๐ แล้วว่ามีการตรวจดีเอ็นเอ ผมวินิจฉัยแล้วครับประเด็นนั้น ท่านไล่ต่อเลยครับ เมื่อสักครู่ตรวจดีเอ็นเอปี ๒๕๖๐ ใช่ไหมครับว่าพบว่าเลือดชิด แล้วเสร็จแล้วอย่างไรครับ กำลังฟังอยู่ครับ
มาถึงปี ๒๕๖๐ เพราะผม ตกหล่นเมื่อสักครู่ แต่ดีพี่ไชยวัฒนาเหมือนรู้ว่าผมตกหล่นเลยกลับมาอีกรอบหนึ่ง แต่ตอนนี้ ครบถ้วนแล้วครับท่านประธาน ครบถ้วนตามกระบวนความ สไลด์ต่อไปข้ามปี ๒๕๖๐ ไปเลย แผ่นต่อไปครับ นี่คือสิ่งที่เราพยายามตามต่อ ท่านประธานครับ และเมื่อวันที่ ๖ วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา ก็ได้ถูกหยิบยกโดยท่านรัฐมนตรีว่าการให้มาเป็นวาระ แห่งชาติในครั้งแรก นั่นคือการยืนยันว่านี่คือปัญหาที่มันลุกลามบานปลายและมันสำคัญ ต่อประเทศชาติบ้านเมือง ต่อมาวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ มีการตั้งคณะกรรมการระดับกระทรวง ซึ่งมีรัฐมนตรีช่วยเป็นประธาน ก็ได้มีการเดินหน้าในการที่จะหาความจริงว่าสุดท้ายแล้ว เรื่องนี้จะเอาอย่างไรต่อ ท่านประธานครับ สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือว่าเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการ ระดับกระทรวงเราก็มีการศึกษาค้นคว้าต่อไปโดยการขอข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ และได้รับรายงานชิ้นหนึ่งครับ ของ กสม. เราได้พบรายงานของ กสม. และตรวจสอบพบว่า กสม. เคยไปตรวจศูนย์วิจัยแห่งนี้ และไปพบปลาหมอคางดำในพื้นที่ศูนย์วิจัยของบริษัท ซีพีเอฟ ครั้งแรกในบ่อพักน้ำ R2 โดยการสุ่มตรวจ หว่านแหไปเจอในแหล่งน้ำตรงนั้น ๑๐ กว่าตัว ก็เลยตั้งคำถามครับว่าหลังจากรายงานฉบับนี้บันทึกไว้ชัดเจนว่ามีการไปสุ่มตรวจและไป สุ่มเจอหลังจากเจอปลาหมอคางดำตัวเป้ง ๆ เลย เขาเอาไปทำอะไรต่อ ที่ผ่านมาท่านประธาน เห็นความยากไหม กว่าจะข้ามน้ำข้ามทะเลมาได้ตายหมด กว่าจะไปศึกษาวิจัยได้ตายหมด กว่าจะไปซื้อมาได้ ๒ ปี ๓ ปี แต่สุดท้ายบังเอิญเจออยู่ในบ่อพักน้ำ R2 ของศูนย์วิจัยเลย แต่ไม่มีการลงบันทึกต่อว่าสัตว์ที่เจอนั้นเอาไปไหนต่อ ถ้าเอาไปฝังกลบทำลายต้องสร้าง ตึกใหม่ทับไปอีกรอบ แต่ถ้าเกิดไม่เอาไปฝังทำลายท่านเอาไปทำวิจัยต่อหรือไม่ มันไม่มี หน่วยงานใดมาดำเนินการเรื่องนี้เลย และต่อมาแผ่นต่อไป คณะกรรมการของทางกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ได้มีการตั้ง บอกว่ามีการตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบ เริ่มมาถูกทางแล้วบอกว่าจะหาความจริงภายใน ๗ วัน แต่ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ คณะกรรมการชุดนี้ยังนับไม่ครบ ๗ วันท่านประธาน เลยหาคำตอบไม่ได้ พอหาคำตอบไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เล่นละครใหญ่ฉากใหญ่ตบตาพี่น้องเกษตรกรไปวัน ๆ และสุดท้ายจึงได้มาซึ่งความโกรธ ความโกรธของพี่น้องประชาชนรวมตัวกัน รวมตัวกันมายื่น เรื่องในสภาผู้แทนราษฎร ผมเองตั้งกระทู้ถาม ยื่นญัตติ ร่วมกับ สส. ฟลิ้น ในจังหวัด สมุทรสาคร ร่วมกันตั้งญัตติวันนั้นมีเพื่อนสมาชิกอภิปรายทุกคน และต่อมาพี่น้องประชาชน ก็ตามว่าเรื่องมันไปถึงไหน
ท่านณัฐชาครับ ท่านไล่เรื่องราวมาถึงปี ๒๕๖๗ แล้วครับ ทีนี้ท่านนายกรัฐมนตรีดำรง ตำแหน่งเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๗
นี่ครับท่านประธาน เหมือนรู้สไลด์ผมเลย รูปต่อไปมีรูปท่านนายกรัฐมนตรีด้วย
เวลาท่านเหลือ ๑๓ นาทีครับ ผมก็เกรงว่าท่านจะดำเนินการไม่ทันนะครับ ก็เร่งครับ เรื่องราวที่ก่อนหน้านี้ท่านใช้วิธีสรุป
ผมต้องไล่ Timeline ครับท่านประธาน
เพราะว่าท่านใช้เวลาไป ๓๕ นาทีแล้วนะครับ ก็เกรงว่าจะใช้เวลากันยืดเยื้อ ก็เร่งสรุปนะครับ
ครับท่านประธาน นี่ครับ ท่านประธานเหมือนรู้เลยว่าสไลด์ต่อไปเริ่มมีรูปท่านนายกยิ่งลักษณ์ ขออภัยครับ เริ่มมีรูป ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารแล้ว ขออภัยพอดีหน้าเหมือนท่านไชยวัฒนาอย่าเพิ่งประท้วง นี่ครับหลังจากตั้งกระทู้ถามสด ท่านนายกรัฐมนตรีรับตำแหน่ง แถลงนโยบายต่อสภา วันที่ ๑๒ กันยายน วันที่ ๒๕ กันยายน รายงานผลของคณะกรรมาธิการได้ประกาศ ส่วนวันที่ ๑๒ ธันวาคม ผมตั้งกระทู้ถามสดครั้งแรก ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มา หลังจากนั้น วันที่ ๑๓ มกราคม ประชาชน ๑๙ จังหวัดรวมตัวกันไปยื่นหนังสือให้ท่านนายกรัฐมนตรี นี่ละครับเข้าสู่การบริหารงานของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารแล้ว หน้าต่อไป หลังจากนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีส่งใครก็ไม่รู้ไปรับหนังสือ รับมาถึงหรือยังก็ไม่รู้ เพราะว่าตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ยังไม่ได้มีการพิจารณาแก้ไข และสุดท้ายวันที่ ๑๓ มีนาคม ชาวบ้านรวมตัวกันมา สภาอีกครั้งมาทวงถาม และวันที่ ๑๘ มีนาคมที่ผ่านมาก็ไปบุกทำเนียบรัฐบาล ไปทวงถาม ว่าหนังสือฉบับแรกถึงมือนายกรัฐมนตรีหรือยัง สุดท้ายวันที่ ๑๘ ก็ไม่เจอใคร เขาได้แต่มอบ ข้อเสนอทั้ง ๔ ข้อ บอกว่าข้อเสนอของพี่น้องประชาชนมันเดือดร้อนจริง ๆ มันลำบากจริง ๆ อยากจะให้ถึงกับนายกรัฐมนตรีโดยการฝากมา ๔ ข้อครับ กระดาษทั้ง ๔ แผ่นผมรับจาก มือชาวบ้านมา ชาวบ้านเขาฝากผมมาบอกว่าเอามาส่งท่านนายกรัฐมนตรีหน่อย ๔ ข้อ
ข้อที่ ๑ ตั้งกรรมการอิสระตรวจสอบการกระทำความผิด
ข้อที่ ๒ กำจัดปลาหมอคางดำภายใน ๑ ปี
ข้อที่ ๓ ประกาศเขตภัยพิบัติในทันที
ข้อที่ ๔ ให้หน่วยงานของรัฐฟ้องร้องดำเนินคดีผู้กระทำความผิด
ก็แค่นี้ ๔ ข้อมีแค่นี้ ไม่ออกไปรับ ลำบาก ลำบากมาก บอกว่ารับไม่ได้ ไม่ว่าง อย่างโน้นอย่างนี้ เอาเวลาไปไหน ไปรับช่อดอกไม้ ผมว่าน้ำหนักช่อดอกไม้กับน้ำหนัก Future Board ๔ แผ่นไม่ต่างกันหรอก เผลอ ๆ เบากว่าอีก และนี่ครับ ภาพที่มันบาดตาบาดใจ ของพี่น้องประชาชนเกษตรกรคนไทยทั้งประเทศ ในห้วงเวลาที่ด้านนอกมีความเดือดระอุ พี่น้องประชาชนถามหาสิ่งที่พี่น้องประชาชนเลือกมาบอกว่าอยากจะให้มาแก้ไขปัญหา เป็นฐานเสียงฐานคะแนนของท่านด้วย ในหลายจังหวัดใส่เสื้อสีแดงมาเลยบอกว่าจะมาหา นายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่เจอคือนายกรัฐมนตรีไปรับช่อดอกไม้จากประมงพาณิชย์ บอกว่า ไม่ว่าง และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นมันช้ำใจเกษตรกรคนทั้งชาติ ท่านประธานลองฟังคลิป ที่นายกรัฐมนตรีสัมภาษณ์ในวันนั้น
ท่านประธานคะ ขอประท้วงค่ะ
เชิญคุณหมอครับ
ดิฉัน ทันตแพทย์หญิง ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วง ท่านประธานค่ะ ท่านประธานต้องควบคุมผู้อภิปรายนะคะ ในข้อ ๑๗๘ แล้วก็ประกอบกับ ข้อ ๖๙ มันมีเรื่องของมาตรฐานจริยธรรมด้วย ซึ่งท่านเท็จนะคะที่เอามาชี้แจง มาบอกว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำอะไรเลย รับแต่ช่อดอกไม้ ครม. เพิ่งจะอนุมัติงบประมาณแล้วก็ได้ทำ อีกหลาย ๆ มาตรการ ท่านควรจะเรียบเรียง เรียบเรียงแต่เรื่องของท่าน แต่ท่านควรจะ เรียบเรียง
คุณหมอเข้าใจแล้วครับ เข้าใจแล้วครับ ผมวินิจฉัยก่อน ให้ผมวินิจฉัยก่อนครับ ญัตตินี้ เป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะฉะนั้นฝ่ายค้านมีหน้าที่กล่าวหาคนที่ถูกอภิปราย ไม่ไว้วางใจ ซึ่งขณะนี้เขากำลังกล่าวหาอยู่ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวสักครู่หนึ่งท่านนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ซึ่งถูกกล่าวหาในญัตติ แล้วก็โดยผู้ถูกอภิปรายท่านก็มีสิทธิที่จะลุกขึ้นชี้แจงเป็นหน้าที่ของ ทางท่านนายกรัฐมนตรีครับ คุณหมอไม่ต้องชี้แจงแทนท่านนายกรัฐมนตรีแล้วครับ ผมเข้าใจ ประเด็นที่คุณหมอประท้วงแล้วครับ
ขออนุญาตนิดหนึ่งค่ะ ก็คือท่านประธานช่วยควบคุมในเรื่องของการใส่ร้ายด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ จะดำเนินการตามที่คุณหมอว่าครับ เชิญท่านณัฐชา
ท่านประธานขออนุญาตนิดเดียวครับ เพื่อเป็นบรรทัดฐานครับ เรียนท่านประธาน ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ พรรคประชาชน
ประท้วงเรื่องอะไรครับท่านชุติพงศ์
ผมประท้วง ข้อ ๙ เรื่องการควบคุม การประชุมแล้วก็ประท้วง ข้อ ๖๙ ผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ ข้อ ๖๙ ประกอบ ข้อ ๑๗๗ ครับ เขียนระบุไว้ชัดเจนครับ ท่านเป็นองครักษ์พิทักษ์ข้อบังคับ อ่านหน่อยนะครับ ๑๗๗ เขียนว่า ให้รัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ชี้แจงด้วยตัวเอง ผมเห็นตั้งแต่ท่านไชยวัฒนา
ผมวินิจฉัยไปแล้วครับ พอครับ ท่านชุติพงศ์ครับ เชิญท่านณัฐชาครับ เชิญครับ
ครับท่านประธาน ก็มาถึง เรื่องที่ท่านผู้ประท้วงเมื่อสักครู่บอกว่าผมไม่ได้พูด ผมบอกผมพูดแล้ว งบประมาณที่ท่าน อนุมัติเหมือนซื้อยาพาราไปรักษาโรคมะเร็ง ท่านไม่ฟัง ถ้าท่านฟังท่านจะได้ยิน ๙๘ ล้านบาท
ท่านณัฐชาต่อเลยครับ
ผมพูดให้เครดิต ท่านนายกรัฐมนตรีเต็มที่
ท่านณัฐชาต่อเลยครับ
ก็มีการอนุมัติเมื่อไม่กี่วันนี้ ๖๘ ล้านบาท ผมพูดท่านประธาน ถ้าปล่อยเรื่องนี้ผ่านไม่ได้ แกฟังไม่จบ
ท่านประธานคะ ขออนุญาตค่ะพาดพิง ประเด็นคือท่านพูดบอกว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำอะไรเลย รับแต่ดอกไม้ ท่านต้องอย่าเสียดสีนะคะ ถ้าท่านไม่เสียดสี
เอานี่ฟังได้ทีละประโยคหรือ ท่านฟังทั้งก้อนสิเวลาพิจารณา
ดิฉันฟังอยู่ค่ะ
พอสมควรท่านณัฐชาครับ ผมขอความกรุณาท่านต่อเลยครับ คนประท้วง คนวินิจฉัย คือคนที่ทำหน้าที่ประธาน ซึ่งผมได้วินิจฉัยไปแล้ว ท่านไม่ต้องไปวินิจฉัยซ้ำครับ หน้าที่ท่าน คืออภิปรายต่อแล้วเวลาท่านเหลือแค่ ๑๐ นาที เชิญต่อให้จบครับ
ท่านประธานขอบคุณ มากครับ คือความจริงแล้วผมพยายามอธิบายอยู่กับประเด็นตลอดและสิ่งที่ผมบอกก็คือว่า วันนั้นมันเป็นความทุกข์ร้อนของชาวบ้านเขามาที่หน้าทำเนียบ เสร็จปุ๊บภาพที่มันบาดตาบาดใจ มันคือภาพนี้ ถามว่าผมไป Set ฉากให้ท่านนายกรัฐมนตรีหรือ ไม่ใช่ เขาทำของเขาเอง ผมไม่สามารถไปสั่งการอะไรเขาได้หรอก แต่มันออกมาแล้ว Scene นี้มันบาดใจเหลือเกิน หลังจาก Scene บาดใจไม่เท่าไรฟังคลิป Video สัมภาษณ์ยิ่งบาดลงร้าวลึกท่านประธาน เปิดคลิปหน่อยครับฝ่ายโสต
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
เป็นอย่างไรครับ เอาลง เลยก็ได้เพื่อไม่ให้เสียเวลา เขาถามถึงความเดือดร้อนความเดือดระอุของชาวบ้านที่มา ยื่นเรื่องปัญหาปลาหมอคางดำ ท่านนายกรัฐมนตรีตอบถึงความสวยหรู ความสวยงาม ของดอกไม้ที่ได้รับมันคนละโลกกันเลย มันอยู่กันสวนทางมากและยิ่งตอกย้ำไปกันใหญ่ครับ ท่านประธาน เมื่อเช้านี้สด ๆ ร้อน ๆ มีผู้อภิปรายท่านหนึ่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ท่านกล่าวตอนท้ายบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนหนุ่มสาวที่แข็งแรง ผมเชื่อว่า ท่านบริหารประเทศอย่างมีสติปัญญา มีความอ่อนน้อม แต่หนักแน่นด้วยหลักการ ยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติมาก่อนครอบครัวและพวกพ้อง ประชาชนชื่นชมและ ยอมรับ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีลุกขึ้นบอกว่าทั้งหมดไม่เป็นความจริง ผมงง ๆ ท่านประธาน มันยิ่งตอกย้ำไปกันใหญ่ว่าเขา Set ฉากเขียนบทไว้ให้เท่านี้ก็ลุกขึ้นพูดเท่านี้ เขาบอกว่าให้จับ นาฬิกาด้วยนาฬิกาตัวเอง ก็นาฬิกาตัวเอง เขาบอกว่าให้พูดว่าไม่เป็นความจริงขนาดเขาชม ยังพูดว่าไม่เป็นความจริง นี่มันยิ่งตอกย้ำท่านประธาน
ท่านณัฐชาเข้าเนื้อหาด้วยครับ
มันไปกันใหญ่ ไปกันใหญ่ แล้วแบบนี้
อย่าไปเสียดสีเลยครับเดี๋ยวก็จะมีผู้ประท้วงครับท่านณัฐชา
ผมประท้วงครับ
ท่านณัฐชาผมบอกแล้วนี่อย่างไรครับ อย่าไปเสียดสีครับท่านณัฐชาครับ
ความจริงทั้งนั้นครับ ท่านประธานที่ผมพูดเกิดขึ้นในสภานี้เมื่อเช้านี้เลย
ท่านณัฐชาครับ เอาเนื้อหาสาระของท่านนะครับ เดี๋ยวก็จะมีผู้ประท้วงแล้วก็ทำให้อภิปราย ไม่ราบรื่นพี่น้องประชาชนเขาก็นั่งฟังท่านอยู่ว่าต่อจากภาพเหตุการณ์นี้มันจะมีเรื่องราว อย่างไรที่ไปถึงตัวท่านนายกรัฐมนตรีว่าบริหารงานผิดพลาดบกพร่องอย่างไร เขาก็รอฟังอยู่ครับ ท่านต่อเลยครับ
ถึงตัวแล้วท่านประธาน ดอกไม้ก็ถึงมือด้วย
ท่านประธานครับ ผมยังยืน ประท้วงอยู่นะครับ
เชิญครับ
ผม ไชยวัฒนา ติณรัตน์ พรรคเพื่อไทย มหาสารคาม สั้น ๆ ครับท่านประธาน เราให้เกียรติกัน ผมให้เกียรติท่านณัฐชาตลอดครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านด้วย ไม่ใช่ว่าเหตุการณ์เมื่อเช้านี้ลุกขึ้นมานี่ผมไม่ว่าหรอกครับ เพราะว่าตอนนี้อยู่กับลุงแล้วไม่ใช่หรือพรรคก้าวไกลประชาชน
ท่านประท้วงข้ออะไรท่านไชยวัฒนาครับ
ผมแค่นี่ละครับ เราให้เกียรติกัน ถ้าไม่ให้เกียรติผมก็ต้องอย่างนี้ล่ะครับท่านประธาน
ไม่ได้ประท้วงนะครับ เชิญนั่งครับ พอแล้วกระมังครับเดี๋ยวเสียเวลาครับเก็บเวลาฝ่ายรัฐบาล ไว้ให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงเถอะครับ เชิญนั่งเถอะครับ เดี๋ยวให้ผู้อภิปรายเขาอภิปรายต่อ เชิญท่านณัฐชาครับ
ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ ต่อนะครับ สุดท้ายสิ่งที่ชาวบ้านเขาอยากจะถามว่าปัจจุบันนี้รัฐบาล พรรคเพื่อไทยนี่หัวใจเพื่อใครกันแน่ เพราะในขณะนี้เราปล่อยให้เสียงกระซิบของนายทุน มันดังสนั่นหวั่นไหวประเทศนี้ แต่เสียงตะโกนโห่ร้องผ่านความเจ็บปวดของพี่น้องประชาชน เกษตรกรคนไทยมันแทบไม่ได้ยินเลยในรัฐบาลนี้ จนวันนั้นพี่น้องประชาชนต่างตั้งคำถาม ว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยหัวใจคือนายทุนหรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาเราเห็นภาพชัดเจน รูปต่อไป เราเห็นภาพชัดเจนว่ามีความสนิทสนมกลมกลืนกันระหว่าง ๒ ตระกูลยักษ์ใหญ่ ของประเทศ ว่ามีความสนิทสนมชิดเชื้อกันอย่างไร ท่านประธานลองดูระดับผู้ถือหุ้นเขาก็คุยกัน ว่าอาจจะหุ้นกันแบบไหนอะไรอย่างไรเพราะเจอกันอยู่บ่อยครั้ง ระดับผู้บริหารเขาก็คงคุยกัน ว่าจะหารกันแบบไหน นี่นายกรัฐมนตรีเศรษฐาวันแรกก็ร่วมกับโต๊ะบริษัทของผู้ต้องหา เอ่ยผู้ต้องสงสัย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นก็ร่วมโต๊ะร่วมเจรจาเขาชวนทานข้าวกันอยู่ตลอด พอมา ระดับนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ล่าสุดภาพนี้ที่ทะเลสาบสงขลาผมเองก็ไปทะเลสาบสงขลา มาเหมือนการท่านประธานเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ลงไปพบปัญหาพี่น้องประชาชน เรื่องปลาหมอคางดำระบาดในแหล่งอนุบาลพันธุ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุด แต่สุดท้ายนายกรัฐมนตรี เดินทางไปทะเลสาบสงขลาผมก็นึกว่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ แต่เปล่า ท่านเดินทางไปดูควายน้ำ ท่านประธาน เดินทางไปดูควายน้ำพร้อมผู้บริหารของบริษัท ซีพีเอฟ ไปแนะนำไปบรรยาย ให้อย่างสนิทชิดเชื้อนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับผู้ถือหุ้นมาระดับผู้บริหารมาถึงระดับ อำนวยการ ระดับอำนวยการก็มีการอำนวยความสะดวกกันอย่างเต็มที่ มีกิจกรรม PR ประชาสัมพันธ์ร่วมกันไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐและบริษัทผู้ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยง ของกรมประมงก็ต้องร่วมกันกับบริษัทผู้ต้องสงสัยในระดับผู้อำนวยการ
ท่านประธานคะ
มีผู้ประท้วงครับ เชิญผู้ประท้วงครับ
นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร จังหวัด ศรีสะเกษ เขต ๙ ขอประท้วงท่านผู้กำลังอภิปรายค่ะ ข้อ ๖๙ ค่ะท่านประธาน นอกประเด็นค่ะ ท่านประธานคะคุณหมออยู่ที่นี่เยอะแยะฝากดูแลผู้กำลังอภิปรายด้วยค่ะ
ท่านประธานคะ ขออนุญาตประท้วงค่ะ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙ ท่านประธานต้องควบคุมการประชุมนะคะ เมื่อสักครู่ผู้ประท้วงกำลังเสียดสีผู้ที่กำลังอภิปรายอยู่ และผู้อภิปรายกำลังอภิปรายในเนื้อหา ที่บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำอะไร ซึ่งเรื่องนี้ตาม ข้อ ๑๗๗ ท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบ ไม่ต้องเสียดสีต่อค่ะ ใครที่จะไปพบแพทย์พิจารณาเอาเองนะคะ อ่านกลุ่ม LINE ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
เชิญท่านณัฐชาอภิปรายต่อครับ
ต่อนะครับท่านประธาน อธิบายถึงความสัมพันธ์ของบริษัทที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องอาจมีส่วนผูกพันโยงใยแต่มันเห็นภาพ ความสัมพันธ์กันแนบแน่นของตระกูลของท่านนายกรัฐมนตรี มันเลยมีความสงสัยว่า แล้วปัญหานี้มันจะถูกแก้ไขได้กี่โมง ชาวบ้านรอคอยอยู่จะแก้ไขได้ไหม เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้น มันล้วนแล้วแต่เป็นงาน PR ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของบริษัทเอกชนทั้งสิ้น และล่าสุดอธิบดี กรมประมงออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่าไม่สามารถหาตัวการผู้กระทำความผิดได้เนื่องจาก เรื่องมันเกิดขึ้นมา ๑๔ ปีแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ท่านประธาน เรื่องมันเกิดมา ๑๔ ปีแล้ว ก็เพราะกรมประมงปล่อยปละละเลยอย่างไรเล่า เรื่องมันมีอยู่แค่นี้ ยังสามารถมาบอกกับ พี่น้องประชาชนได้อีกว่าหาตัวการไม่เจอสรุปหลักฐานไม่ได้เพราะเรื่องมันเกิดมานาน พูดอย่างนี้ได้อย่างไร สุดท้ายเกิดอะไรขึ้นครับ ชาวบ้านทนไม่ไหวเขาไม่พอใจไม่รู้จะหาทางออก อย่างไรเขาไปฟ้องดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนในคดีแพ่งในจังหวัดแรกนะท่านประธาน รวมมูลค่าความเสียหาย ๒,๔๐๐ ล้านบาท และยังมีอีก ๑๘ จังหวัดกำลังทยอยตามมาว่าจะมี การฟ้องร้องดำเนินคดี นี่ในคดีแพ่งผมว่าน่าเกลียดมากแล้วท่านประธาน ไปดูอีกคดีมีในส่วน ของคดีปกครองที่มีการยื่นฟ้องร้องต่อ ๑๘ หน่วยงาน ท่านประธานลองดูครับเขามีคำขอ ตามฟ้อง ๔ ข้อด้วยกัน คือทั้งหมดทั้งมวลทั้ง ๔ ข้อ ขอให้ทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง ทบวง กรม ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและเร่งรัดการดำเนินงานบังคับใช้กฎหมาย คือทั้ง ๔ ข้อเขาบอกให้ทุกหน่วยงานทำงานมันน่าเจ็บใจไหมท่านประธานว่าประเทศนี้ สุดท้ายแล้วหน่วยงานต่าง ๆ ต้องรอคำสั่งศาล แต่ทั้งที่จริงคำขอตามฟ้องทั้งหมดทุกข้อ นายกรัฐมนตรีสั่งการได้คำเดียว แกร๊กเดียว ง่ายนิดเดียว จบเลย ท่านจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่รู้ ไม่ทราบไม่ได้ เพราะว่าข่าวเขาลงกันทั่ว ท่านไม่อายผมอาย ผมรับไม่ได้ว่านี่ข่าวระดับ นานาชาติไม่ว่าจะเป็น CNN Reuters Aljazeera France 24 Nikkei หรืออะไรต่าง ๆ เขารวมข่าวกันมาว่ามันเกิดความเดือดร้อนขนาดไหนและใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง แต่ท่านนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานภาครัฐไม่รู้เลย ชาวบ้านไปร้องต่อศาลปกครองบอกให้ ทุกหน่วยงานช่วยทำงานหน่อยก็ไม่รู้ว่ามันจะจบสิ้นเมื่อไร แต่ทุกวินาที ณ ขณะนี้มันมี ความเป็นความตายของพี่น้องประชาชนอยู่ทุกวินาทีท่านประธาน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ผมพยายามโยงให้เห็นถึงความแนบแน่นว่าปลาหมอคางดำมันอยู่ในกระดาษ ครั้งแรก ของประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๔๙ มันอยู่ในน้ำครั้งแรกในประเทศไทยก็เมื่อปี ๒๕๕๔ และ มันระบาดหนักสุด ๆ ในประเทศไทยก็เมื่อปี ๒๕๕๘ ท่านประธานลองดูทั้ง ๓ ช่วงเวลา ทั้ง ๓ ห้วงเวลา มันเป็นห้วงเวลาที่จังหวะเหมาะเจาะ เป็นตระกูลชินวัตรที่เข้ามาบริหารงาน และมีความสัมพันธ์แนบแน่น กับบริษัทที่มีส่วนรู้เห็นในการขออนุญาตนำเข้าและอาจเป็น บริษัทต้องสงสัยที่เกี่ยวกับการนำเข้าอาวุธร้ายที่มีอนุภาพทำลายล้างสูงในทุกแหล่งน้ำ ธรรมชาติที่กัดกินสังคมอยู่ทุกวันนี้ นั่นคือปลาหมอคางดำ หลังจากที่ผมไล่เรียงมาก็อยากจะ บอกว่าผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ใช้ทุกองคาพยพ ทุกกลไก และความสามารถสุดฝีมือในการดำเนินการแต่มันตันได้แค่นี้ท่านประธาน ฝ่ายนิติบัญญัติ ทำได้แค่นี้ที่เหลือให้ฝ่ายบริหารช่วยทำรับไปดำเนินการต่อเอาความจริงให้ปรากฏจะได้ ไม่ต้องไปใช้งบประมาณแผ่นดิน ไม่ต้องไปเดือดร้อนตัวท่านในการอนุมัติงบกลางด้วย เพราะความเดือดร้อน ความทุกข์ทรมานของพี่น้องประชาชนมันเกิดขึ้นทุกวินาที พวกท่าน ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหมือนผม การระบาดของปลาหมอคางดำมันระบาดไป ๗๖ อำเภอ ๑๙ จังหวัด ใน ๗๖ อำเภอ ๑๙ จังหวัด มีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมอยู่ ด้วยตั้ง ๕๕ คน ได้โปรดช่วยกันเถอะ ช่วยกันหันมามองปัญหานี้ ช่วยมาดูแลปัญหานี้ และ จงจำไว้เสมอว่าจงใช้อำนาจในวันนี้ที่ท่านได้มาจากพี่น้องประชาชน ท่านไม่ได้ได้มาจาก กลุ่มทุน ๆ ไหน เพราะฉะนั้นอย่ากลัวว่ากลุ่มทุนจะไม่ชวนกินข้าวด้วย แต่จงกลัวว่า พี่น้องประชาชนจะไม่ยกมือสนับสนุนท่านในวันที่ท่านหมดอำนาจ และวันนี้ได้โปรดช่วยกัน ลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เพื่อหันกลับไปมองพี่น้องประชาชน ในเขตพื้นที่ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แสดงเจตจำนงที่เราไม่ยอมให้กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่หน้าไหน มากัดกินกอบโกยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยที่เป็นทรัพย์สมบัติส่งมาแล้ว รุ่นต่อรุ่น และมันกำลังพังทลายพินาศย่อยยับไปด้วยมือของเราในการลงมติในวันนี้ ถึงแม้ว่า มันจะเป็นความลำบากในการตัดสินใจ แต่หากทุกท่านในที่นี้กล้าที่จะลงคะแนนไม่ไว้วางใจ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร อย่างเด็ดเดี่ยว ท่านกล้าที่จะใช้อำนาจอย่างเต็มที่ ที่ได้มาจากประชาชน ท่านกล้าที่จะต่อกรกับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่เขาสิงรัฐบาลอยู่ ท่านกล้า ที่จะต่อสู้กับผู้ควบคุมดูแลรัฐบาลนี้ที่คอยชักใย โยงใยในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือชื่อเรียก ที่ไม่เป็นทางการว่า สทร. แต่แท้จริงแล้วชื่อเรียกอย่างเป็นทางการคือผู้มีบารนอกรัฐธรรมนูญ ตัวจริง ที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ที่กำกับฉากละครดูแลในแต่ละช่วงในแต่ละทำนองให้ ออกมาเป็นรูปแบบ
ท่านประธานครับ
มีผู้ประท้วงครับ
จบพอดีครับ ท่านพูดต่อ ได้เลยครับ
จบพอดีนะครับ เชิญผู้ที่ประท้วง ท่านเทอดชาติครับ
ท่านประธานครับ ผม เทอดชาติ ชัยพงษ์ เชียงราย เขต ๕ พรรคเพื่อไทยครับ จริง ๆ ผมทนฟังมานานแล้วครับ ปวดหูมากเลย แต่ก็ให้โอกาสท่านได้พูดได้อภิปรายในสิ่งที่อาจจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ถ้าไม่มีเนื้อหามาก ก็วนเวียนซ้ำซากอยู่อย่างนี้ล่ะครับ เวลานาน ๆ เข้าก็จะวนไปวนมาแล้วยังพาดพิงไปถึง บุคคลข้างนอกสภาอีก แบบท่านต้องรับผิดชอบนะครับและผิดจริยธรรมด้วย ขอบคุณครับ
ท่านประท้วงข้อ ๖๙ นะครับ วนเวียน ซ้ำซาก ซึ่งผู้อภิปรายจบพอดี ต่อไปนะครับ
ท่านประธานครับ คือผมไม่เข้าใจว่าเมื่อสักครู่ผู้ประท้วงที่ท่านปวดหูนี่ก็เรื่องของท่านนะ เพราะว่ามันสามารถ เดินไปฟังตรงที่เบาได้
ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ เข้าใจครับท่านก็ทำหน้าที่แล้วก็จบแล้วครับ เวลาของท่าน ก็ใช้เรียบร้อยแล้วก็ได้อภิปรายจนครบถ้วนแล้วครับ
คือเขาบอกว่าผมกล่าวถึง บุคคลภายนอก ก็คือว่าบุคคลภายนอกที่ผมกล่าวนี่ผมรับผิดชอบทั้งหมด เพราะมันมี ส่วนเกี่ยวข้องกับรูปคดี มันมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
เข้าใจแล้วครับ ก็ตามข้อบังคับครับท่านณัฐชา ถ้าท่านกล่าวถึงบุคคลภายนอกแล้วเขาเกิด ความเสียหาย สภาก็จะไม่มีเอกสิทธิ์ให้กับท่าน ถ้าเกิดเขาไปฟ้องร้องท่านก็ต้องรับผิดชอบ ก็เท่านั้นนะครับ ก็ตามข้อบังคับครับ เชิญท่านประธานวิปครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านอยากจะขอหารือ ท่านประธานสั้น ๆ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่ประท้วงกันอยู่นะครับ เกี่ยวกับเรื่องการอภิปราย ตลอด ๒ วันนี้นะครับ
ประการแรก เรื่องเวลาของผู้อภิปราย ณ ตอนนี้ทางพรรคร่วมฝ่ายค้าน หลาย ๆ ท่านก็ใช้เวลาไม่หมด ดังนั้นหากท่านใดใช้เวลาเกินจากที่ขอไว้ก็ขอให้ท่านประธาน ปล่อยได้เลยเพราะว่าทางฝ่ายค้านก็จะรับผิดชอบโควตาเวลาของตนเอง อาจจะต้องตัดเวลา คนท้าย ๆ เดี๋ยวเราก็จะจัดการตามนั้นนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจมันมีการยกเว้น ข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ในส่วนของการต้องให้ท่านประธานอนุญาตในการนำวัตถุใด ๆ มาแสดง ก่อนนะครับ อย่างที่ท่านณัฐชาเมื่อสักครู่ที่มีแผ่นป้ายก็ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ใครดูก่อน ก็สามารถนำมาแสดงได้เลยนะครับ แต่ว่าตอนนี้มีปัญหาครับท่านประธานเพราะว่าผม ได้รับทราบมาจากห้องโสตว่ามีการสั่งการว่าให้ผู้อภิปรายส่ง File ประมาณสัก ๕ นาที ๑๐ นาทีก่อนที่จะอภิปรายนะครับ ประการแรกนี่ถ้าใช้คอมของห้องโสตผมก็เข้าใจข้อกังวล หลายท่านก็บอกว่าไม่อยากให้เอา Thumb Drive ไปเสียบเพราะกลัวว่าจะติดไวรัสนะครับ แต่ว่าผู้อภิปรายหลายท่านของพรรคร่วมฝ่ายค้านใช้วิธีเอาคอมพิวเตอร์ของตนเองหรือผู้ช่วย ขึ้นไปแล้วก็เสียบแค่ต่อสัญญาณภาพ แต่ฝ่ายโสตก็ยังยืนยันว่าถ้าทำแบบนั้นก็ยังต้องขอ ให้ส่ง File ที่ฝ่ายโสตชั้น ๒ ก่อนเวลาอภิปรายอยู่ดี แล้วผมกังวลว่านี่จะเป็นการขัด ต่อเจตนารมณ์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผู้อภิปรายไม่จำเป็นต้องเปิดเผยวัตถุหรือรูปภาพ ใด ๆ ก่อนที่จะนำมาแสดงต่อที่ประชุมสภา ขอรบกวนท่านประธานสั่งการให้ทางห้องโสต ได้รับทั่วกันว่าผู้อภิปรายไม่จำเป็นที่จะต้องส่ง File นำเสนอก่อนการอภิปรายครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ผมขออนุญาตตรวจสอบดูนะครับจะรับไว้ครับ ส่วนประเด็นแรกก็ตามที่ท่านประธานวิป ฝ่ายค้านได้ว่าไปนะครับ เวลาของฝ่ายใดถ้าหากว่าผู้อภิปรายใช้เกินก็ให้ไปหักเวลาของ ฝ่ายนั้นนะครับ ต่อไปครับท่านอิทธิพล ชลธราศิริ ๓๕ นาทีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อิทธิพล ชลธราศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคประชาชน ขออภิปราย ตามมาตรา ๑๕๑ แห่งรัฐธรรมนูญครับ เหตุที่ผมไม่อาจไว้วางใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ ด้วยเหตุที่ท่านมีพฤติการณ์โกหกหลอกลวง ไม่ดำเนิน ตามนโยบายที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน เป็นนั่งร้านช่วยเหลือต่างตอบแทนกลุ่มบุคคล ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย ก่อนที่ผมจะเริ่มอภิปรายขออนุญาตท่านประธาน เปิดคลิปสัก ๑ คลิปก่อนครับ ด่วนครับ นี่คือเรื่องที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
ขอเสียงด้วยนะครับ นี่คือเรื่องที่ผม จะอภิปรายต่อไปนี้ครับ คือเรื่องเหมืองทองอัคราครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ท่านมีเจตนาเป็นท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ท่านมีเจตนาเป็นนั่งร้านช่วยเหลือ พลเอก ประยุทธ์ ให้พ้นจากความผิดที่ทำให้ประเทศไทยอาจต้องเสียค่าโง่เป็นหมื่นล้านจากกรณี เหมืองทองอัครา นี่คือเรื่องใหญ่ นี่คือเรื่องสำคัญครับ ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ อย่างมหาศาล ที่สร้างปัญหาตั้งแต่สมัย พลเอก ประยุทธ์ จนมาถึงสมัยนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ท่านประธานครับ ในสมัยสภาชุดที่แล้วพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน ได้อภิปรายเรื่องเหมืองทองอัคราทั้งมาตรา ๑๕๑ มาตรา ๑๕๒ รวมกันถึง ๕ ครั้งครับ ท่านประธาน มันจะไม่เป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญได้อย่างไรล่ะครับ ไม่ว่าจะท่าน สส. สุทิน คลังแสง ท่าน สส. ชลน่าน ศรีแก้ว และที่สำคัญขาดไม่ได้เลย ท่าน สส. น้ำ จิราพร สินธุไพร ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนามครับ แต่อาจจะต้องขอเอ่ยนามบ่อยหน่อยหนึ่งครับ เพราะถือว่า ท่านเป็นเซียนเรื่องนี้จริง ๆ ครับ ในสมัยนั้นพรรคเพื่อไทยได้อภิปรายไว้อย่างน้ำไหลไฟดับ อภิปรายไว้หลายประเด็นครับ แต่ละประเด็นชี้ให้เห็นว่า พลเอก ประยุทธ์ สร้างความเสียหาย ต่อประเทศชาติไว้มากมาย แต่พอท่านมาเป็นรัฐบาลครับ ท่านกลับหลงลืมและล้มเหลว ที่จะทำตามคำพูดที่เคยพูดไว้ทุกเรื่อง ความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินของ ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร มีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาทางการเมือง ที่พวกท่านทำทุกวิถีทางครับให้ได้มาซึ่งอำนาจ ประเทศไทยเราเลยได้รัฐบาลไม่ตรงปก เพราะเนื้อในของท่านครับไม่มีความรับผิดชอบต่อประชาชนเลย ยอมละทิ้งสัจจะเพื่อให้ได้ เป็นรัฐบาล ยอมทุกอย่างเพื่อนำตัวบุคคลในครอบครัวกลับบ้าน แลกกับการเป็นนั่งร้านให้กับ พลเอก ประยุทธ์ คอยระวังหลังไม่ให้ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่มีการกระทำความผิดไว้ โดยไม่สนใจเลยครับว่าท้ายที่สุดแล้วความอยากได้ผลประโยชน์ทางการเมืองของท่าน จะทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติบ้านเมืองอย่างไร ผมต้องขอเท้าความสักเล็กน้อย เผื่อท่านประธานและเพื่อนสมาชิกอาจจะลืมไปแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับเหมืองทองอัคราครับ โดยสรุปในสมัยรัฐบาล คสช. พลเอก ประยุทธ์ ใช้มาตรา ๔๔ ออกคำสั่งปิดเหมืองทองอัครา ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) โดยไม่สนใจฟังคำทัดทานของใครครับ ทั้ง ๆ ที่ถูก ข้าราชการทักท้วงว่าการใช้มาตรา ๔๔ อาจขัดกับข้อตกลงทางการค้าเสรีระหว่างไทย กับออสเตรเลีย ควรใช้กฎหมายปกติ เช่น พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม พ.ร.บ. เหมืองแร่ ในการ แก้ไขปัญหาแทน แต่การลุแก่อำนาจของ พลเอก ประยุทธ์ ในครั้งนั้น ทำให้บริษัท คิงส์เกต ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท อัครา ก็ได้ฟ้องต่อรัฐบาลไทยต่ออนุญาโตตุลาการที่สิงคโปร์ จนเราต้องนำภาษีงบประมาณจากพี่น้องประชาชนมาสู้คดี ๗๐๐ กว่าล้านบาท การพิจารณาคดี แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ และอนุญาโตตุลาการก็พร้อมจะออกคำชี้ขาด แต่รัฐบาลในขณะนั้นครับคิดว่าไทยจะแพ้คดีจึงมีความพยายามที่จะเจรจา ไทยก็ขอเลื่อน คำชี้ขาดออกไป ถึงวันนี้ครับก็ยังไม่มีคำชี้ขาดใด ๆ แล้วท่านประธานจำได้ไหมครับว่าสมัย ที่แล้ว ตอนที่พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านอภิปรายบอก พลเอก ประยุทธ์ ทำผิดไว้หลายเรื่อง อย่างนั้น อย่างนี้ ผมก็เลยไปนั่งฟังที่ท่านอภิปรายทั้ง ๕ ครั้ง แล้วนำมาสรุปดูครับว่า ที่ท่านเคยพูดไว้ เคยอภิปรายไว้ มันมีวิธีการแก้ปัญหาเรื่องเหมืองทองอัคราปัญหากรณี เหมืองทองอัคราที่พรรคเพื่อไทยเคยเสนอไว้อยู่ ๔ ข้อด้วยกันครับ คือ
๑. ต้องดำเนินคดีกับ พลเอก ประยุทธ์ ครับ เอาคนผิดมาลงโทษให้ถึงที่สุด
๒. ต้องไม่เลื่อนขอออกคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอีกแล้ว
๓. ต้องหยุดพฤติกรรมขายชาติ หยุดประเคนผลประโยชน์ของประเทศชาติ บ้านเมืองให้กับคิงส์เกต
๔. ต้องยุติการล้มคดีทั้งหมดให้กับบริษัท คิงส์เกต
ฟังชัด ๆ อีกครั้งนะครับ ตอนที่ท่านเป็นฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยของ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ก็ได้บอกว่าจะดำเนินคดีกับ พลเอก ประยุทธ์ เอามาเข้าคุก เข้าเรือนจำ ใช้เงินของพลเอก ประยุทธ์ จ่ายค่าเสียหาย บอกว่าต้องไม่เลื่อนออกคำชี้ขาด นี่ก็ ๒ ปีแล้วที่ท่านเป็นรัฐบาล ก็ยังไม่มีคำชี้ขาดออกมา บอกว่าต้องหยุดประเคน ผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองใหกับคิงส์เกต บอกว่าต้องหยุดล้มคดี ท่านก็ไม่ได้ทำ อย่างที่พูดไว้เลย ตอนพูดพูดอย่างน้ำไหลไฟดับ พอได้เป็นรัฐบาลกลายเป็นเพียงน้ำท่วมทุ่ง ไปแล้วครับ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง ยกหลักฐานมาให้ดูทีละข้อทีละประเด็นครับท่านประธาน ๔ ข้อที่บอกว่าจะต้องทำผมเห็นด้วยอย่างมากเลยนะครับ ถ้าท่านทำจริง แต่พอพรรค เพื่อไทยเป็นรัฐบาลครับ คุณแพทองธารได้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วทุกคนที่ออกมาด่าพลเอก ประยุทธ์ เรื่องเหมืองทองอัคราได้ดิบได้ดีเป็นรัฐมนตรี กันทุกคน แทนที่ท่านจะเด็ดหัวสอยนั่งร้านเผด็จการ ท่านกลับทำตัวเป็นนั่งร้านเสียเองครับ ขนาดท่านสุริยะที่เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมในรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ ที่พวกท่านก็ด่าว่าเป็นนั่งร้านให้กับพลเอก ประยุทธ์ ยังได้มาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกรด A ในรัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธารเลย ไม่เห็นว่าพวกท่านจะทำอย่างที่พูดไว้สักอย่าง โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารที่เคยท่องตามเป็นนกแก้ว นกขุนทอง บอกจะปิดสวิตซ์ ๓ ป เอา ป แรกก่อนเลยครับ ป ประยุทธ์จะปิดเมื่อไร เข้าใจตรงกันก่อนนะครับ การที่บุคคลนี้ ไม่ได้อยู่ในรัฐบาลท่านไม่ได้เรียกว่าปิดนะครับ ถ้าจะปิดจริงท่านจะต้องดำเนินคดีกับ พลเอก ประยุทธ์ เอาคนผิดมาลงโทษ นี่ผมไม่ได้พูดเองนะครับ การเอาพลเอก ประยุทธ์ มาลงโทษเป็นสิ่งที่ท่านเคยพูดเอาไว้เองโดยเฉพาะท่านจิราพร สินธุไพร ท่านรัฐมนตรีน้ำครับ ผู้ได้ฉายานักฆ่าขนตางอน เจ้าของวลีแห่งความหวังที่จะกระชากคอเผด็จการ ท่านเคย อภิปรายแบบน้ำไหลไฟดับกลางสภาแห่งนี้ ท่านยืนด่าอยู่ตรงนี้ครับว่า พลเอก ประยุทธ์
ท่านประธานครับ
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม พลากร พิมพะนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทยครับ ทนฟัง ท่านผู้อภิปรายมานานแล้วครับ ผมขอประท้วง ข้อ ๖๙ ครับท่านประธาน เอ่ยถึงบุคคลอื่น โดยไม่จำเป็นหลายรอบมากแล้วครับ นอกประเด็นด้วยครับท่านประธาน
ก็วินิจฉัยนะครับ ตามข้อบังคับก็ได้บอกไว้ชัดเจนว่าการเอ่ยถึงบุคคลภายนอก ผู้อภิปราย ก็จะต้องรับผิดชอบตัวเอง ถ้าหากว่ามีการฟ้องร้องเขาก็จะต้องถูกดำเนินคดี ก็ต้องรับผิดชอบ ด้วยตัวเขาเอง ซึ่งผมมั่นใจว่าทางผู้อภิปรายทุกคนที่ลุกขึ้นอภิปรายก็เข้าใจในข้อบังคับดี ส่วนเรื่องเนื้อหาสาระเข้าใจว่ากำลังเชื่อมโยงอยู่กับเหมืองทองอัครว่ามีความเชื่อมโยงกับ ท่านนายกรัฐมนตรีอย่างไร แต่ว่าอย่างไรก็ดีก็ให้กระชับนะครับ เชิญต่อครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ อันนี้ ผมอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรี แต่ไม่เข้าใจว่าตอนนี้พรรคเพื่อไทยนี้ต้องปกป้องพลเอก ประยุทธ์ แล้วหรือครับ ผมขอต่อท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีน้ำผู้ได้ฉายานักฆ่าขนตางอน เคยขออภิปรายกลางสภาแห่งนี้เอง แถมยังบอกว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่มีวันลืมเรื่องนี้ จะแสวงหาข้อเท็จจริง จะติดตามจนถึงที่สุด บอกจะเอาพลเอก ประยุทธ์ ออกจากบ้านหลวง ไปใช้น้ำฟรี ไฟฟรี กินข้าวฟรีในเรือนจำ พูดกันถึงขนาดนี้เลยนะครับ แล้วท่านดูสิครับ พอพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ก็เอาคนของพรรครวมไทย สร้างชาติมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมดูแลเรื่องคดีเหมืองทองอัครา คอยสกัดหน้า ระวังหลังให้กับพลเอก ประยุทธ์ พอสมัยนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ท่านก็ยังเอาคน จากพรรครวมไทยสร้างชาติมาดูแลต่ออีก มันหมายความว่าอย่างไรครับท่านประธาน เอาคนของประยุทธ์คุมกระทรวงที่ประยุทธ์เคยกระทำผิดไว้ แบบนี้เมื่อไรพลเอก ประยุทธ์ จะได้เข้าคุก เมื่อไรจะทำอย่างที่พูดไว้ ผมว่ามันชัดเจนครับท่านประธาน ไม่มีการที่จะเอา พลเอก ประยุทธ์เข้าคุก มีแต่ช่วยกันหลับหูหลับตาตั้งเครือข่ายของพลเอก ประยุทธ์ มาช่วยเหลือกันให้พ้นผิด ให้รอดพ้นจากการกระทำผิดต่อประเทศนี้ ถ้ายอมกลืนน้ำลาย ตัวเองแบบนี้ มีเหตุผลเดียวครับท่านประธาน นี่เป็น Deal จัดตั้งรัฐบาล ถ้าพรรคเพื่อไทย ต้องการเป็นรัฐบาล ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารอยากให้คนในครอบครัวกลับบ้าน ก็ต้องยอมยกเก้าอี้กระทรวงอุตสาหกรรมให้กับพรรครวมไทยสร้างชาติ นี่เป็นการเอา ผลประโยชน์ของประเทศชาติไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตนของท่าน ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ท่านทรยศหักหลังประชาชนที่เขาเคยเชื่อท่าน ท่านก็รู้ใช่ไหมครับว่าท่าน รัฐมนตรีน้ำ จิราพรลูกพรรคของท่านก็เคยอภิปรายเคยพูดเอาไว้ ถ้าพลเอก ประยุทธ์ หลุดจากตำแหน่งเมื่อไร พรรคเพื่อไทยจะดำเนินคดีต่อพลเอก ประยุทธ์ทันที เมื่ออำนาจรัฐ อยู่ในมือของพรรคเพื่อไทยเมื่อไรจะตั้งกรรมการขึ้นมาสอบกรณีเหมืองทองอัคราทันที
ท่านประธานครับ ผมประท้วงครับท่านประธาน อนุญาตไหมครับ
ขออภัยผมหาไม่เจอครับ
ผมอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ตรงหน้าท่านเลยครับ
ท่านรัฐมนตรีเชิญครับ
ท่านประธานครับ ผม ธนกร วังบุญคงชนะ แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ผมประท้วง ข้อ ๖๙ จริง ๆ อยู่ในสภาแห่งนี้ผมไม่เคยคิดจะประท้วงใครเลยเพราะว่าก็ให้เกียรติ สส. ทุกท่าน โดยเฉพาะ ทางฝ่ายค้านเองผมก็ให้เกียรติตลอด เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าการเอ่ยชื่อบุคคลภายนอก มันไม่เหมาะสม ท่านอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าอภิปรายในอดีต ที่ผ่านมานะครับ เพราะฉะนั้นแล้ววันนี้ท่านพูดถึงบุคคลภายนอกซึ่งเป็นคนที่พี่น้องคนไทย ทั้งประเทศยังคิดถึงท่านอยู่นะครับ สร้างคุณงามความดีไว้เยอะแยะนะครับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าท่านควรจะใช้คำอื่นนะครับ ไม่เช่นนั้นผมคิดว่าสภาแห่งนี้ก็ไม่ราบรื่น เพราะถ้าท่าน เอ่ยตลอดผมคิดว่าเดี๋ยว สส. รวมไทยสร้างชาติ ๓๖ คน ก็ประท้วงท่านไม่หยุดหรอกครับ และการประชุมก็ไม่ราบรื่นนะครับ ผมเองให้เกียรติทุกท่านไม่ได้คิดจะยกมือประท้วงเลย แม้แต่ครั้งเดียวนะครับ แต่มันทนไม่ไหวจริง ๆ ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ท่านอิทธิพลก็ระมัดระวังหน่อยนะครับ
ท่านประธานครับผมต่อนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน นี่ก็ใกล้จะครบ ๒ ปีที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ผมยังไม่เห็น ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารจะทำอะไรอย่างที่พรรคท่านเคยพูดเอาไว้เลย บอกจะเอา พลเอก ประยุทธ์ออกจากบ้านหลวงเรือนจำก็ไม่ทำ บอกจะดำเนินคดีก็ยังไม่ได้เริ่ม แค่จะตั้ง กรรมการขึ้นมาสอบง่าย ๆ แค่นี้ยังไม่ยอมทำเลยครับ มันเพราะอะไรครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านก็รู้อยู่ว่าต้องเอาผิด ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายหรือว่าพวกท่านแค่พูดเอามันหรือเป็น การพูดเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียง ท่านก็รู้อยู่เต็มอกครับว่าต้องเอาผิดกับคนที่ทำให้ ประเทศชาติเสียหาย แต่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารไม่ทำก็เพราะนี่เป็นหนึ่ง Deal ที่จะเอาผลประโยชน์ของชาติไปช่วยคนผิด เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการเมืองของท่าน ไม่มีแล้วครับนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยที่จะเอาพลเอก ประยุทธ์ เข้าคุก ไม่มีแล้ว นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยที่จะเอาคดีความไปใส่มือพลเอก ประยุทธ์ มีแต่ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ที่เข้าสู่ตำแหน่งบริหารเพื่อคอยเป็นนั่งร้านสกัดหน้าระวังหลัง ให้กับพลเอก ประยุทธ์ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองและครอบครัว พูดดูดีครับแต่การกระทำกับไร้ประสิทธิภาพ พูดดีแต่ทีเหลวแบบนี้ถ้าเป็นเซียนบั้งไฟ แถวพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ดบ้านท่านรัฐมนตรีน้ำ เขาเรียกว่า มาดบ่พอขี้เกียจุดแล้ว มันซู่คาฮ้าน จุดอย่างไรก็ไม่ขึ้นไม่มีผลลัพธ์ครับท่านประธาน
ท่านประธานครับมาต่อข้อที่ ๒ ที่พรรคเพื่อไทยเคยบอกว่าจะต้องไม่เลื่อน ออกทำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการอีกแล้ว เพราะว่าทุกครั้งที่เลื่อนก็ต้องมีการยก ผลประโยชน์ของชาติคืนสิทธิเขาทุกครั้งเพื่อที่จะให้เขายอมเลื่อนให้ เรื่องนี้ครับเมื่อสมัยที่ พรรคเพื่อไทยของท่านนายกรัฐมนตรียังเป็นฝ่ายค้าน ท่านรัฐมนตรีจิราพรก็อภิปราย ในนามพรรคเพื่อไทยเองครับว่ารัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ มีการขอเลื่อนคำชี้ขาด อย่างน้อย ๓ ครั้งครับ ท่านรัฐมนตรีจิราพรพูดจาขึงขังยกหลักฐานขึ้นมากล่าวหาว่า พลเอก ประยุทธ์ ถามว่าเลื่อนทำไม ใครขอเลื่อน ทุกครั้งที่เลื่อนก็เอาผลประโยชน์ของชาติ ไปประเคนให้กับบริษัทต่างชาติ ท่านประธานครับ พอพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล คุณเศรษฐา คุณแพทองธารได้เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานทราบไหมครับสิ่งแรก ที่ท่านนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยทั้ง ๒ ท่านทำคืออะไร คือการขอเลื่อนวันออกคำ ชี้ขาดครับ เหมือนกับที่สมัยพลเอกประยุทธ์ทำนี่ล่ะ เหมือนกันเลยครับ นับตั้งแต่สมัยรัฐบาล นายกรัฐมนตรีเศรษฐามาจนถึงรัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ก็เลื่อนมาแล้วอย่างน้อย ๓ ครั้งครับท่านประธาน ท่านเลื่อน ๓ ครั้งเหมือนที่ท่านเคยด่าพลเอก ประยุทธ์ ไว้เลย ครั้งแรกเลื่อนจากช่วงสิ้นปี ๒๕๖๖ เป็น ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๗ ขอเลื่อนออกคำชี้ขาดหรือว่า คำตัดสินไปอีก ๖ เดือนครับ เนื่องจากว่าสมัยนายกรัฐมนตรีเศรษฐาบอกว่าจะสามารถเจรจา เพื่อให้ข้อพิพาทนี้ยุติลงได้ ต่อมาครับ
ท่านประธานผมขอประท้วงครับ
มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านประยุทธ์ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ฟัง ๆ แล้วหนังโฆษณากับที่มาฉาย มันไม่ตรงกัน ผมจะถามท่านประธานนิดหนึ่ง
ท่านประยุทธ์ประท้วงข้อไหนครับ
ผมประท้วงอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๖๙ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็น ประเด็นคือว่าเมื่อมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา ๑๕๑ เป็นการตรวจสอบถ่วงดุล ท่านประธานฟังไหมครับว่าพรรคเพื่อไทย สั่งเลื่อน พรรคเพื่อไทยสั่งได้หรือท่านประธาน ผมถามว่าเขียนอยู่ข้างบนบอกพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยสั่งเลื่อนไม่ได้ครับ ผมเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยผมเสียหาย ถ้าไม่ถอน ผมก็ประท้วงอีก
มีผู้ประท้วง เชิญผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ผม ศุภปกรณ์ สส. พิษณุโลกครับ ท่านประธานครับ ขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๙ นะครับ ผู้ที่ประท้วงขึ้นชี้แจงอีกแล้วครับ ท่านประธานครับ ซึ่งการอภิปรายครั้งนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะฉะนั้นมันเป็นการ กล่าวหาครับ แล้วข้อ ๑๗๗ นี้
ท่านศุภกรณ์ครับ คือท่านประยุทธ์ได้ประท้วงแล้วก็ไม่ได้ชี้แจงครับ เพียงแต่ว่ายกประเด็น ที่ประท้วงมาว่าท่านอิทธิพลได้อภิปรายพาดพิงไปถึงพรรคเพื่อไทยโดยการขึ้นรูป ซึ่งผม มองไม่เห็น ซึ่งพอดีเมื่อสักครู่ผมนั่งอ่านข้อบังคับอยู่แล้วก็มองไม่เห็น ขอดูรูปท่านอิทธิพล อีกสักทีครับ
คือท่านประธานครับ เขาก็ต้อง มีการไล่เรียงครับ ต้องมีการไล่เรียงความเสียหายข้อเท็จจริง
ท่านไม่สามารถกล่าวถึงพรรคการเมืองได้ เพราะว่าพรรคการเมืองไม่ได้เป็นคนสั่งการ คนสั่งการคือฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นท่านประยุทธ์ประท้วงมีประเด็นในการที่จะประท้วงอยู่ แต่ผมต้องขออภัย ผมมองไม่เห็นภาพที่ท่านได้ขึ้นจอเพราะผมไม่ได้มองอยู่ ขอดูภาพอีกสักทีครับ
ท่านประธานเห็นหรือยังครับ
รัฐบาลครับ
เขียนข้างบนเพื่อไทยก็เลื่อน ๓ ครั้ง
ถ้าอย่างนั้นท่านอิทธิพลขณะอภิปรายก็ต้องระมัดระวังนะครับ เพราะว่าพรรคการเมือง ไม่สามารถสั่งให้เลื่อนได้ ถ้าหากว่าท่านอภิปรายว่ารัฐบาลโดยพรรคใดพรรคหนึ่งสั่งเลื่อน อะไรแบบนี้ ผมว่าอย่าไปเอ่ยเจาะจงถึงพรรคการเมือง
ท่านประธานครับ ผมอภิปรายว่า รัฐบาลครับ แต่ว่าสไลด์เขียนแค่เป็นเพื่อไทย เป็นรัฐบาลเพื่อไทยนะครับ ผมไม่มีคำว่า พรรค ที่ผมอภิปรายครับ
ก็ต้องรับผิดชอบกับสไลด์ที่ขึ้นด้วย
ครับผม ต่อนะครับ
เชิญต่อครับ
ต่อมาครับเลื่อนครั้งที่ ๒ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๗ เป็น ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ ขอเลื่อนอีก ๓ เดือนครับ บอกว่าลุ้นเปิดทางเจรจา ให้ข้อยุติดีที่สุด แต่ส่วนเนื้อหาไม่สามารถเปิดเผยได้ครับ นี่ก็ยังเจรจาไม่พอหรือครับ เจรจา ตั้งแต่สมัยพลเอก ประยุทธ์แล้วนะครับ ถ้าอย่างนั้นเราสามารถติดตามกันดูต่อครับ ครั้งล่าสุดครั้งที่ ๓ อันนี้สมัยนายกรัฐมนตรีแพทองธารครับ เข้ารับตำแหน่งเดือนสิงหาคม คำชี้ขาดจะออก ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็เลยขอเลื่อนออกไปอีก ๑ ปี จาก ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ เป็น ๓๐ กันยายน ๒๕๖๘ บอกรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ทางการเมือง ยังไม่มีการตั้งประธานในการเจรจา นี่ไม่ตั้งแต่สมัยนายกรัฐมนตรีเศรษฐา แล้วนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารท่านจะขอเลื่อนจนทำลายสถิติพลเอก ประยุทธ์ แล้วนะครับ แบบนี้ผมสามารถพูดได้ไหมท่านประธานว่าการเลื่อนออกคำชี้ขาดเช่นนี้ เป็นการประวิงเวลาครับเพื่อเจรจาผลประโยชน์ของประเทศชาติไปแก้ไขความผิดพลาด ไปแลกกับผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง ยิ่งเห็นว่ารัฐมนตรีอุตสาหกรรมที่เป็น เจ้าภาพดูแลคดีเป็นคนของพรรครวมไทยสร้างชาติก็ยิ่งมั่นใจเลย เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยน คือทุกครั้งที่มีการเลื่อนก็ต้องมีการประเคนผลประโยชน์อะไรสักอย่างให้กับบริษัทต่างชาติ แน่นอน
ขออนุญาตท่านประธานครับ
มีผู้ประท้วงครับ
ท่านประธานครับผมประท้วง ข้อ ๖๙ ครับ ผม วิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ เขต ๑ จังหวัดชุมพร ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายครับ ไม่ทราบว่าท่านต้องเอ่ยชื่อท่านพลเอก ประยุทธ์ ซึ่งเป็น รัฐบาลที่แล้วใช้คำนี้ก็ได้ครับ ทำไมเอ่ยชื่อถึงพรรครวมไทยสร้างชาติ เอ่ยชื่อท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก แล้วตอนนี้โลกโซเชียลถ้าเราเปิดดูท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น Idol ของทุกคนอยู่ ท่านเองไม่น่าจะเอามาอภิปราย เพราะเขาอยู่ที่อื่นแล้ว เขายังทำหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองอยู่
เข้าใจประเด็นแล้วครับ
ไม่สมควรที่จะเอามาอภิปราย เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตครับท่านประธาน ขอให้ถอนคำพูดด้วย ขอถอนคำพูดท่าน พลเอก ประยุทธ์ ออกเลยครับ
เข้าใจประเด็นแล้วครับ
ท่านประธานครับ ผมประท้วงตาม ข้อ ๙ ประท้วงท่านประธานครับ แล้วก็ ข้อ ๗๑ ท่านประธานได้วินิจฉัยในเรื่องนี้ไว้แล้วว่า ผู้อภิปรายเป็นผู้รับผิดชอบเอง แล้วท่านประธานก็วินิจฉัยไว้แล้ว ขอบคุณครับ
ขอนำเรียนท่านประธานครับ ตอนนี้ญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีนะครับ
เข้าใจแล้วครับ เชิญนั่งครับ เข้าใจแล้วครับ ทางท่านอิทธิพลครับเมื่อสักครู่ผมก็ได้แนะนำ ท่านไปแล้วได้เตือนท่านไปแล้วว่าให้ระมัดระวังเวลาพูดถึงคนภายนอก จริงอยู่แม้ว่า ท่านจะต้องรับผิดชอบเอง แต่ว่าก็จะทำให้การประชุมไม่ราบรื่นอย่างที่เห็น ซึ่งคนทางบ้าน ที่เขาฟังอยู่เขาก็อยากจะฟังการอภิปรายของท่านอย่างไม่มีรอยต่อ ไม่มีสะดุด เพราะฉะนั้น การอภิปรายถ้าเป็นไปได้หลีกเลี่ยงชื่อบุคคลได้ก็ขอให้หลีกเลี่ยงเพื่อการอภิปรายจะได้ราบรื่น
ครับท่านประธาน เรื่องแลกเปลี่ยน ผลประโยชน์ครับ มันมีอยู่แล้วอย่างที่ท่านรัฐมนตรีจิราพรเคยอภิปรายนี่ล่ะครับ ตอนนั้น ท่านรัฐมนตรีจิราพรพูดชัดเลยว่าเราจะเอาอะไรมาประเคนให้เขาบาง ตอนที่ผมฟัง ท่านอภิปรายครับ ท่านบอกมีแต่เรายื่นหมูไม่เห็นเราได้แมวอะไรกลับมาเลย ตอนนี้ ท่านเป็นรัฐบาลแล้วครับ ท่านทำการขอเลื่อน ผมอยากรู้จริง ๆ เราได้แมวอะไรบ้างไหมครับ ท่านรัฐมนตรีหรือว่ายื่นหมูอย่างเดียวเหมือนเดิมเลยครับ เอาล่ะครับท่านประธานมาต่อกัน ข้อเสนอข้อที่ ๓ ที่พรรคเพื่อไทยเคยอภิปรายไว้ครับ คือต้องหยุดประเคนผลประโยชน์ ของชาติบ้านเมืองให้กับคิงส์เกต ตอนนั้นท่านรัฐมนตรีจิราพรได้อภิปรายไว้กลางสภาแห่งนี้ ว่าเรากำลังประเคนทรัพยากรธรรมชาติให้กับคิงส์เกตตามที่เขาเรียกร้องบอกว่ารัฐบาล ที่แล้วจะอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษในการสำรวจแร่ทองคำให้กับบริษัท อัครา ซึ่งเขาก็เข้าไป สำรวจและทำเหมืองในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติและป่าอนุรักษ์ครับ ซึ่งการอนุญาตเช่นนี้ ขัดกับ พ.ร.บ. แร่ อย่างชัดเจน โดยมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ. แร่ นั้น ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจน ว่าต้องมีการทำแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ขึ้นก่อน ในแผนแม่บทนั้นต้องมีการกำหนด พื้นที่ว่าบริเวณไหนทำเหมืองแร่ได้บ้าง แต่ตอนนั้นยังไม่มีการทำแผนแม่บทตามกฎหมายเลย แล้วอยู่ ๆ จะไปประเคนให้เขาได้อย่างไรครับ ผิดกฎหมายครับ ยิ่งไปกว่านั้นในวรรคท้าย ของมาตรา ๑๗ ยังมีการระบุเงื่อนไขเพิ่มเติมไว้อีกครับว่า พื้นที่ที่จะทำเหมืองได้ต้องไม่เป็น พื้นที่อุทยานแห่งชาติ ต้องไม่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ต้องไม่เป็นเขตพื้นที่แหล่งต้นน้ำ
ท่านอิทธิพลครับมีผู้ประท้วงครับ ขออนุญาตครับ เชิญท่านขัตติยาครับ
ขัตติยา สวัสดิผล บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอประท้วงผู้ที่กำลังอภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๙ เนื่องจากเนื้อหา ที่ท่านอภิปรายนั้นไม่ได้อยู่ในญัตติที่ท่านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านยังใช้เวลาไม่ครบค่ะ จริง ๆ แล้วท่านอาจจะไม่จำเป็นต้องขอเวลาถึง ๒๘ ชั่วโมงก็ได้ถ้าท่านจะอภิปรายวนเวียน ซ้ำซากอยู่แบบนี้ ถ้าอย่างนั้นลองพิจารณาลดเวลาลงนะคะ เพื่อที่ว่าเราจะได้กลับบ้าน ได้เร็วขึ้นค่ะ ขอบคุณค่ะ ท่านประธานคะวินิจฉัยด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านอิทธิพลครับ เรื่องที่กำลังอภิปรายเข้าใจนะครับว่าท่านกำลังเชื่อมโยงว่าทาง ท่านนายกรัฐมนตรีกับทางรัฐบาลที่แล้วมีความเกี่ยวโยงกันอย่างไร กำลังเอื้อประโยชน์กัน อย่างไร แต่ว่าในเนื้อหาสาระที่ท่านอ้างการอภิปรายของท่านจิราพรเมื่อเคยอภิปรายในสภา ชุดที่แล้ว เรื่องรายละเอียดพวกนี้ผมคิดว่าท่านไม่ต้องลงรายละเอียดก็ได้เพราะว่า เรื่องคิงส์เกตจริง ๆ เรื่องอัคราไม่ได้อยู่ในญัตติที่ได้ยื่นเอาไว้ แต่การเชื่อมโยงท่านสามารถ ที่จะเชื่อมโยงได้นะครับ เชิญอภิปรายต่อครับ
ต้องยอมรับครับว่าพรรคเพื่อไทย ของท่านนายกรัฐมนตรีพูดดักคอเอาไว้ตอนนั้นได้แม่นจริง ๆ เพราะในที่สุดของรัฐบาลที่แล้ว ก็ได้อนุญาตให้ไปสำรวจและทำเหมืองที่แหล่งสุวรรณและแหล่งโชคดีที่อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งทั้ง ๒ พื้นที่นั้นอยู่ในเขตป่าสงวนและเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ อันนี้ผมไม่ได้กล่าวหาเองลอย ๆ นะครับ ท่านจิราพรเคยอภิปรายไว้เองกลางสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับแล้วก็ยังมีการลักไก่ หลังจากยุบสภาเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๖ เพียง ๖ วันต่อมา วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๖ รัฐบาลที่แล้วก็มีคำสั่งอนุญาตให้เหมืองทองอัครา กลับมาเปิดทำการได้เหมือนเดิม ถ้าเป็นแบบนี้ข้อกล่าวหาของผมตรงไปตรงมาครับ ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารก็รู้ว่าการอนุญาตให้เข้าไปสำรวจและไปทำ เหมืองที่แหล่งสุวรรณและแหล่งโชคดีมันทับซ้อนกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติ พื้นที่ป่าสงวน ซึ่งทำไม่ได้ผิด พ.ร.บ. แร่ ในเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารก็รู้ว่าการทำเช่นนี้มันผิด กฎหมาย แล้วทำไมพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเกือบ ๒ ปีแล้วถึงยังไม่ได้เอาผิดกับใครเลย และเมื่อพรรคเพื่อไทยของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารก็รู้ว่ามันผิดกฎหมายมาตั้งแต่ ตอนท่านยังเป็นฝ่ายค้าน ตอนนี้ท่านเป็นรัฐบาลแล้ว ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ท่านได้มี การแก้ไขเพิกถอนใบอนุญาตทำเหมืองในแหล่งสุวรรณและแหล่งโชคดีแล้วหรือยัง ที่พรรคท่านก็พูดเองกับปากว่าอันนี้มันผิดกฎหมาย แต่ก็แน่นอนครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารก็คงไม่เอาผิดกับใคร เหมือนเดิมครับ เพราะมันเป็น Deal จัดตั้งรัฐบาลที่จะไม่ไปสืบสาวราวเรื่อง ถ้าไปเพิกถอน ใบอนุญาตทำเหมืองก็เท่ากับว่ามีคนทำผิดกฎหมาย เดี๋ยว Deal จัดตั้งรัฐบาลจะล่ม ดังนั้น รัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธารก็คงปล่อยให้มีการเข้ามาหาผลประโยชน์จากทรัพยากรแร่ ของเราแบบผิดกฎหมายต่อไป ท่านประธานครับ ข้อเสนอข้อสุดท้าย ข้อ ๔ ที่พรรคเพื่อไทย ของท่านนายกรัฐมนตรีเคยเสนอเอาไว้ตอนเป็นฝ่ายค้าน คือเราต้องยุติการช่วยเหลือ การล้มคดีความต่าง ๆ ที่บริษัท คิงส์เกต เคยทำผิดไว้ในประเทศไทย ผมต้องขอขยายความ แบบนี้ครับว่า นอกจากที่เหมืองทองอัคราจะถูกกล่าวหาเรื่องสารเคมีที่รั่วไหลออกสู่แหล่งน้ำ ธรรมชาติแล้ว บริษัท อัครา ยังมีคดีความกับหน่วยงานของรัฐอยู่อีกนับสิบคดีครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรุกป่า ยึดถือครอบครองที่ป่าไม้ถาวร บุกรุกทำลายทางสาธารณประโยชน์ ขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และอื่น ๆ อีกหลายข้อกล่าวหา ซึ่งเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยโดยท่านรัฐมนตรีน้ำก็เคยอภิปรายเอาไว้แล้ว ไม่ได้เป็นการอภิปรายเพียงลอย ๆ ด้วยนะครับ มีหลักฐานคือเอกสารแถลงต่อสื่อมวลชน ของบริษัท คิงส์เกต ที่เขียนไว้ชัดเจนว่าบริษัท คิงส์เกต ได้มีการขอให้ไทยช่วยล้มคดีให้ คือ ๑. ให้ ป.ป.ช. ยุติการสืบสวน ๒. ให้ยุติคดีของ DSI ๓. ให้ยุติคดีแบบกลุ่มที่ศาลแพ่ง ๔. ให้ยุติคดีใน ปปง. และ ๕. ให้ยุติคดีของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิด เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้อต่อรองให้ล้มกระบวนการยุติธรรมแบบนี้ ไม่มีใครเขาทำกันครับท่านประธาน ซึ่งแน่นอนว่าการทำเช่นนี้ทำลายหลักนิติรัฐครับ แต่ถ้าจะไปพูดว่าล้มคดีให้เลยก็คงไม่ได้ครับมันผิดกฎหมาย ก็เลยต้องใช้วิธีการดองคดี เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมมันดำเนินต่อไปได้ เรื่องดองคดีก็มีหลักฐานชัดเจนครับ ท่านจิราพรก็เคยพูดเองว่าท่านได้สอบถามเจ้าหน้าที่ DSI ในห้องกรรมาธิการงบประมาณ ปี ๒๕๖๖ ว่าคดีไปถึงไหนแล้ว เจ้าหน้าที่ DSI ก็ตอบกลับมาว่าเขาทำหนังสือขอข้อมูล ไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว แต่หน่วยงานไม่ส่งข้อมูลกลับมาให้ DSI เลย ตอนนั้น พรรคเพื่อไทยก็ด่ารัฐบาลที่แล้วครับว่าดองคดี แต่พอท่านปรองดองกันร่วมรัฐบาลกันแล้ว ตอนนี้คดีไม่คืบหน้าเหมือนเดิมครับ ท่านประธานครับ ในมือผมคือเอกสารจาก DSI ที่ส่งให้ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเกือบ ๒ ปีแล้วครับ กลับพากันน้ำท่วมปากไปหมด ไม่มีแม้แต่เสียงกระแอมไอเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ คดีความต่าง ๆ ก็ยังไปไม่ถึงไหน บางเรื่องยังค้างอยู่ในชั้น ป.ป.ช. บางเรื่อง DSI ยังสอบสวนไม่เสร็จเลยครับ ส่วนคดีที่ DSI ทำเสร็จแล้วคือคดีรุกที่หลวงที่ท่านก็ทำให้สำนวนมันอ่อนครับ มีการทักท้วง ไปตั้งแต่ชั้นสอบสวนแล้วว่าต้องตั้งข้อกล่าวหาว่าบริษัท อัครา ทำเหมืองทองโดยไม่ขอ ประทานบัตร แต่ DSI ก็ไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหานี้ส่งให้อัยการครับ ทำให้บริษัทอาจพ้นผิดไปได้ แบบนี้เรียกมวยล้มต้มคนดูหรือเปล่าครับท่านประธาน พออัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้อง บริษัท อัครา ด้วยสำนวนที่ผมบอกว่ามันอ่อนการดำเนินคดีเป็นอย่างไร ตอนนี้ผ่านมา ปีหนึ่งแล้วยังจับตัวอดีตผู้บริหารของบริษัท อัครา มาส่งฟ้องต่อศาลไม่ได้ สรุปแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีมีความตั้งใจจริงแค่ไหนที่จะดำเนินคดีตามกฎหมาย สรุปแล้วเรื่องนี้ เป็นการประวิงเวลาเป็นการต่อรองเพื่อช่วยล้มคดี ซึ่งผิดหลักนิติรัฐและรัฐบาลนายกรัฐมนตรี แพทองธารก็ได้ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ สืบต่อจากรัฐบาลที่แล้วที่ท่านด่านักด่าหนาไม่ต่างกันเลย ครับท่านประธาน แล้วเหตุผลอะไรล่ะครับที่แต่ก่อนด่าเขา พอมาเป็นรัฐบาลก็ทำเหมือนเขา ตอนอยู่ข้างล่างชี้ด่าเขาว่าเปื้อนโคลน พอปีนขึ้นไปได้กลับกลิ้งเล่นในเลนเสียอย่างนั้น ถ้าแบบนี้คำตอบก็คงเป็นคำตอบเดิมครับท่านประธาน มันเป็น Deal ในการจัดตั้งรัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรีที่จะไม่เอาผิดใคร อะไรที่รัฐบาลก่อนเคยทำผิดไว้ก็ปล่อยไว้แบบนั้น เพราะถ้าไปขุด ไปคุ้ย ไปเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวจะต้องมีคนกลับมารับผิดทางกฎหมาย มันน่าเศร้าไหมท่านประธาน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารพยายามรักษา Deal ที่มี กับพรรคร่วมรัฐบาลไว้ทุกข้อ แต่กับคำพูดที่เคยให้ไว้กับพี่น้องประชาชนท่านกลับไม่ทำ อย่างที่พูดเลย ไม่ตรงปกอย่างแรงครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็น หัวหน้าฝ่ายบริหาร ทั้งในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยท่านจะอ้างว่าไม่รู้ ไม่ทราบเรื่องนี้ ไม่ได้ เรื่องนี้ผมยืนยันว่าต้องเป็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี ท่านยังคงจำได้ไหมครับ ว่าพรรคเพื่อไทยของท่าน ท่านรัฐมนตรีน้ำที่ตอนนี้น้ำท่วมปากไปหมดแล้วครับ ท่านเคย พูดเองครับว่ารัฐมนตรีทุกคนใน ครม. ต้องรับผิดรับชอบร่วมกัน เมื่อรู้ปัญหาแล้วแต่ไม่แก้ไขก็ถือว่าเป็นนั่งร้านให้กับรัฐบาลที่แล้ว เป็นผู้สนับสนุนให้กระทำ ความผิด นี่คือคำพูดของท่านรัฐมนตรีน้ำนะครับ ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าท่านบอกใครกันแน่ ท่านบอกรัฐบาลในสมัยที่แล้ว หรือท่านบอกรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ในเมื่อท่านทราบแล้วแต่ยังคงทำแบบเดิมอยู่ก็ต้องถือว่า ท่านกำลังเป็นนั่งร้านให้กับรัฐบาลที่แล้ว ท่านยังเอาสมบัติของชาติไปแลกกับผลประโยชน์ ทางการเมืองของท่านและครอบครัวตนเอง สร้างความเสียหายให้กับประเทศนี้ต่อไป ท่านยังคงดึงเวลาเจรจากับคิงส์เกตเพื่อรักษาหน้าให้กับรัฐบาลที่แล้วทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่า กำลังทำผิด แต่ก็ยังยอมปล่อยให้มีการหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของเรา อย่างผิดกฎหมาย ยอมให้มีการดองคดี ล้มคดี ซึ่งเป็นการทำลายหลักนิติรัฐอย่างย่อยยับครับ ดังนั้นผมจึงไม่อาจไว้วางใจคุณแพทองธารที่เห็นผลประโยชน์ส่วนตนสำคัญกว่าผลประโยชน์ ของชาติให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ เพราะท่านไม่มีความมุ่งมั่นที่จะปิดสวิตช์ ๓ ป ไม่ปิดสวิตช์ สว. คนไทยยังไม่มีกินมีใช้ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธารยังไม่มี เกียรติศักดิ์ศรีพอที่จะให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ สุดท้ายนี้ครับผมต้องขอฝากผ่านท่านประธาน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิกทุกท่านในสภาแห่งนี้ ท่านลองฟังสิ่งที่ท่านรัฐมนตรี จิราพรเคยพูดเอาไว้เมื่อตอนลงมติไม่ไว้วางใจพลเอก ประยุทธ์ แล้วลองตรองดูเถอะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
รอไม่นานจริง ๆ ครับ ที่ความจริง จะไล่ล่าท่าน ท่านประธานฟังชัด ๆ อีกครั้งนะครับ ผมไม่สามารถไว้วางใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ ต่อให้ท่านรอดพ้นจากการลงมติไม่ไว้วางใจ ในครั้งนี้ แต่ท่านจะไม่มีวันรอดพ้นจากการกระทำที่ทรยศชาติและทรยศคะแนนเสียง จากพี่น้องประชาชนที่เลือกท่านมา ผู้รักษาสัจจะทำตามคำพูดผู้นั้นย่อมชื่อว่าเป็นน้ำดีครับ ผู้ตระบัดสัตย์หลงลืมคำพูดผู้นั้นก็เป็นได้แค่เพียงน้ำลาย ขอบคุณท่านประธาน
ต่อไปท่านภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ขอเวลาไว้ ๔๕ นาที เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขตอำเภอหางดง และอำเภอสันป่าตอง พรรคประชาชน ปี ๒๕๖๗ ครับเป็นปีที่ประเทศของเราต้องเจอกับ ภัยพิบัติที่รุนแรง น้ำท่วมครั้งใหญ่ ภัยแล้ง ฝุ่นพิษที่รุนแรง แต่ภัยพิบัติที่หนักที่สุดที่ประเทศเรา ต้องเจอคือการที่ต้องมีนายกรัฐมนตรีชื่อ แพทองธาร ชินวัตร ภัยพิบัติคือภัยที่ส่งผลกระทบ กับทรัพย์สิน ชีวิต และร่างกายของประชาชน เกิดขึ้นจากธรรมชาติหรือเกิดขึ้นจากมือมนุษย์ และมนุษย์ที่ทำให้ประเทศไทยต้องเจอกับฝุ่นพิษ PM2.5 กันรุนแรงขนาดนี้ คือมนุษย์ ที่บังอาจมาบริหารประเทศ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีความเป็นผู้นำ ไม่มีความตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหา มนุษย์ที่เข้ามาบริหารประเทศเพียงเพราะผลประโยชน์ ของบิดาและคนในครอบครัว ปัญหา PM2.5 ปัญหาที่คุณแพทองธารพูดเอาไว้เองว่า ฝุ่นไม่ใช่ เรื่อง Surprise เรารู้อยู่แล้วว่าฝุ่นจะมา ทำการบ้านตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่ง ผมและองค์กร อิสระด้านสิ่งแวดล้อมหลายคนได้ฟังแล้วขำมาก ทำอะไรหรือครับ Claim ผลงานด้วยการ โกหกประชาชน สั่งการขายผ้าเอาหน้ารอด ทำการบ้านแบบนี้ผมให้สอบตกในการบริหาร ประเทศ และการสอบตกครั้งนี้มีเดิมพันเป็นปอดและชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกับเด็ก ที่คุณแพทองธารในฐานะที่เป็นแม่ของลูกก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าเด็กสูดอากาศหายใจได้มากกว่า ผู้ใหญ่ เขารับ PM2.5 เข้าปอดไปเต็ม ๆ และไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะเกิดมาในครอบครัว ที่มีเครื่องฟอกอากาศ ที่จะมีกำลังทำห้องแอร์เย็น ๆ ให้อยู่ มีอากาศดี ๆ ให้สูดเหมือนที่ บ้านจันทร์ส่องหล้า ๒ ปีแล้วครับที่รัฐบาลจัดการกับปัญหา PM2.5 แบบไม่ได้เรื่อง ผมถามตรง ๆ ตอนที่คุณแพทองธารมารับตำแหน่งไม่ได้ถอดบทเรียนสรุปข้อผิดพลาดอะไร จากคุณเศรษฐาเลยหรือครับ ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นคุณแพทองธารอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรค ตำแหน่งที่เห็นความผิดพลาดการทำงานของรัฐบาลมากที่สุด ทำไมถึงไม่รู้ ทำไมถึงยังทำงาน กันแบบนี้ ไหนบอกว่าทำการบ้านมาแล้วอย่างไร ถ้าแบบนี้เรียกว่าทำการบ้านมาแล้ว ผมก็บอกว่านี่คือการบ้านที่มันชุ่ยและสร้างแต่ความวิบัติให้กับประเทศไทย
วิบัติที่ ๑ คือวิบัติที่ประเทศไทยต้องมีนายกรัฐมนตรีที่โกหกจนเคยชิน แล้วก็ ติดตัวจนเป็นนิสัย เริ่มตั้งแต่ก่อนแถลงนโยบายเลย Claim ผลงานว่าแก้ปัญหา PM2.5 ที่ต้นตอลดพื้นที่การเผาไหม้ได้อย่างชัดเจน ลดบ้าอะไรล่ะ มันเพิ่มขึ้น ๘ ล้านไร่จนปี ๒๕๖๖
ท่านครับ คำว่า บ้า ถอนเสียหน่อยไม่เหมาะสมครับ
ได้ครับ ลดอะไรล่ะ มันเพิ่มขึ้นจาก ปี ๒๕๖๖ ถึง ๘ ล้านไร่ ทำไมถึงกล้าโกหกประชาชน แล้วยังกล้า Claim ผลงานในการแถลง นโยบาย ๙๐ วันรัฐบาลแพทองธารอีกว่าลดพื้นที่เผาไหม้ในจังหวัดเชียงใหม่ปี ๒๕๖๗ ได้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้ลดลงเลย ควบคุมพื้นที่เผาไหม้ภาคการเกษตรทั้งที่มัน เพิ่มขึ้นจาก ๔ ล้านไร่ เป็น ๘ ล้านไร่ Claim ว่าผลงาน PM 2.5 ทั้งประเทศลดลงทั้งประเทศ ทั้ง ๆ ที่สอบตกจากตัวชี้วัดที่รัฐบาลตั้งไว้เองแทบทั้งหมด นี่คือการ Claim ผลงานด้วยการ โกหกประชาชนในปี ๒๕๖๗ แล้วก็นำมาซึ่งหายนะในปีนี้ มาดูธันวาคม ปี ๒๕๖๗ กันก่อนครับ ประเทศไทยมีพื้นที่เผาไหม้ไปแล้ว ๗๐๐,๐๐๐ ไร่ ตามมาด้วยเดือนมกราคม ๒๕๖๘ ครับ ค่าฝุ่น PM2.5 ภาคกลางพุ่งกระหน่ำ ประเทศไทยมีพื้นที่เผาไหม้ไปแล้ว ๓.๕ ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากมกราคม ๒๕๖๗ ที่มี ๑ ล้านไร่ ๓.๕ เท่า แล้วมาเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ฟ้าฝนเป็นใจฝนตกหลายพื้นที่เลย มันต้องลดลงถูกไหม แต่มันไม่ลดลงเลยครับ พื้นที่เผาไหม้ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ พุ่งไปกว่า ๔ ล้านไร่ นี่ขนาดฟ้าฝนมาช่วยแล้วนะครับ แล้วทั้งที่มันแย่ขึ้น ทั้งประเทศขนาดนี้ ยังกล้ามา Claim ผลงานว่าเพราะการอนุมัติงบกลางทำให้จำนวน จุด Hotspot ในจังหวัดเชียงใหม่ลดลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยหรือเป็นนายกรัฐมนตรีจังหวัดเชียงใหม่ทำไมกล้ามานำเสนอข้อมูลแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ทุกอย่างมันแย่ลง ขนาดอธิบดีกรมควบคุมมลพิษพูดในที่ประชุม ครม. วันที่ ๒๙ พฤศจิกายนเลยนะครับว่าปี ๒๕๖๘ นี้มันจะดีขึ้น ฟ้าฝนจะมาช่วย มันจะไม่แย่เหมือน ปี ๒๕๖๗ ขนาดฟ้าฝนมาช่วยเราแล้วมันยังแย่ลงเลย ผมดีใจนะครับที่ฟ้าฝนมาช่วยประชาชน เพราะรัฐบาลไม่มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหานี้ให้ประชาชนเลย ยังคงคิดแต่วิธีที่จะนำเสนอ ข้อมูลเพียงแค่ให้ตัวเองดูดีเท่านั้น ล่าสุดครับ Claim ผลงานว่าค่า PM2.5 ลดลงทั้งประเทศ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ ผมถามท่านประธานครับ ไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีเขาอยู่โลกไหน โลกเดียวกับเราหรือเปล่า ผมอยู่เชียงใหม่ บินมาประชุมกรุงเทพฯ สูดฝุ่นที่เชียงใหม่แล้วก็ สูดฝุ่นที่ภาคกลาง มันไม่ได้ลดลงเลย มันเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ อ้างอิงตัวเลขจากกรมควบคุมมลพิษ เองเลยนะครับ ๑ มกราคม ถึง ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ นี้ ค่า PM2.5 ทั้งประเทศเพิ่มขึ้น ๖ เปอร์เซ็นต์ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลพื้นที่ที่โดนมาหนักที่สุดในช่วงต้นปีเพิ่มขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรีไปอยู่โลกไหนมาครับที่บอกว่าลดลง แล้วถ้าจะบอกว่าตรงที่ มันลดลงคือจำนวนจุดความร้อน อันนี้ก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดอีก เพราะตัวชี้วัดมันเป็นจุดไม่ได้มันต้อง เป็นพื้นที่เผาไหม้ ซึ่งพื้นที่เผาไหม้ปีนี้เรามีมากกว่าปีที่แล้วไปกว่า ๔ ล้านไร่แล้ว แล้วก็ Claim ต่ออีกว่าลดอ้อยเผาได้ปริมาณมาก ก่อนจะ Claim เคยตรวจสอบย้อนกลับอะไรบ้างไหมครับ ถ้าไม่เคย เดี๋ยวผมยกข้อมูลให้ดู อ้างอิงพื้นที่เพาะปลูกอ้อยทั้งประเทศครับ จากสำนักงาน อ้อยและน้ำตาลทรายแห่งประเทศไทยและพื้นที่เผาไหม้ในช่วงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ จาก GISTDA เราเห็นชัดเจนครับ พื้นที่เผาอ้อยปีนี้ ๒.๘ ล้านไร่ เทียบง่าย ๆ เป็นผลผลิตอ้อยไฟไหม้ประมาณ ๒๘ ล้านตัน แต่รัฐบาลเลือกที่จะ Claim ตัวเลขอ้อยไฟไหม้ ที่ ๑๑ ล้านตัน เลือกที่จะ Claim ตัวเลขที่มันดูดีว่าฉันสามารถลดอ้อยไฟไหม้ได้ แต่ผม ขอถามหน่อยเถอะก่อนที่จะ Claim ผลงาน เคยทำความเข้าใจปัญหาลงลึกรายละเอียด สักนิดหนึ่งไหม เคยรู้ไหมว่ามันมีอ้อยที่เผาแล้วไปเข้าโรงงานเอทานอลที่มันไม่ต้องรายงาน ค่าเท่าไร เคยรู้ไหมว่ามีคนที่ส่งอ้อยสดแล้วไปเผาใบอ้อยทีหลังเท่าไร แล้วรู้ไหมว่าตอนนี้ มีอ้อยเผาที่จ่อคิวรอเข้าโรงงานอีกเท่าไร ปัญหา PM2.5 มันแก้กันลวก ๆ ไม่ได้ มันต้องเข้า ไปดูที่ต้นตอ ถ้าทำไม่เป็นลาออกเถอะ โกหกประชาชน เอาแต่ตัวเลขที่ดูดีให้ประชาชน คนที่โกหกหลอกลวงประชาชนจนไม่สนใจสุขภาพของประชาชนแบบนี้ ขอโทษเถอะครับ เป็นเพื่อนยังไม่คบจะให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร
วิบัติที่ ๒ ขายผ้าเอาหน้ารอด สั่งการไปวัน ๆ ไม่ต่างอะไรเลยกับสั่งขี้มูก ผมขอไล่เป็น Timeline เลย เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนที่นายกรัฐมนตรีมารับตำแหน่ง มาเริ่มทำงาน แถลงนโยบาย ผมอภิปรายชัดเจน ลงรายละเอียดลึกถึง Action Plan แต่ละเดือนด้วยความหวังดีเลยว่าต้องทำอะไรบ้าง เพราะปัญหา PM2.5 เราต้องทำงานหนัก ที่สุดในช่วงก่อนที่มันจะเกิดปัญหา บอกไว้ชัดเจนครับ เราต้องเตรียมมาตรการ มาตรฐาน บังคับสินค้าเกษตรที่เผา ควบคุมสินค้าเกษตรในประเทศ รวมถึงสินค้าเกษตรที่นำเข้า จากต่างประเทศ การเตรียมการรับมือไฟป่า การเตรียมการรับมือมลพิษในเมืองที่มีประชากร หนาแน่น รวมถึงมลพิษที่ลอยมาจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วก็ยังพูดถึงเรื่องการออก กฎกระทรวงที่สามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องรอ พ.ร.บ. อากาศสะอาด และเรื่องของ งบประมาณที่ต้องเร่งออกงบกลางงบ เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปีมันไม่พอ ให้ข้อมูล ผ่านสภาไปขนาดนี้แล้ว แต่แพทองธาร ชินวัตร ก็ยังไม่ทำอะไรเลย ไม่ทำในสิ่งที่รู้อยู่แล้ว ว่าต้องทำด้วย ทำไมผมถึงกล้าพูดว่าไม่ทำอะไรเลย มาไล่ดูแล้วตัดสินไปพร้อม ๆ กันว่า คนที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร เห็นความสำคัญของลมหายใจประชาชนเหมือนที่ปล่อยออกมา จากลมปากของตัวเองหรือเปล่า ปัญหาที่คุณแพทองธารพูดไว้ว่าทำการบ้านมาตั้งแต่ก่อนรับ ตำแหน่ง แต่กว่าจะเริ่มทำงานก็ต้องรอจนถึงวันที่ ๒๙ ตุลาคม สั่งการมา ๓ ข้อ ผมงงเลย ทำการบ้านมาตั้งนาน มีแค่มาตรการห้ามรับซื้อสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผา การตรวจจับระงับการปล่อยควันดำจากรถยนต์ แล้วก็การควบคุมการปล่อยมลพิษ จากโรงงานอุตสาหกรรมให้เข้มงวด ลวก ๆ ๓ ข้อแค่นี้เลย เราพลาดโอกาสทอง ในเดือนตุลาคมที่จะออกมาตรฐานบังคับข้าวโพดที่เผา เราพลาดโอกาสทองในการที่จะออก หลักเกณฑ์ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานทั้ง Supply Chain ของผู้ประกอบการนายทุนขนาดใหญ่ ที่เขานำเข้าเข้ามา แล้วก็พลาดโอกาสที่จะออกมาตรการสนับสนุนให้กับเกษตรกรรายย่อย ให้ทำการเกษตรแบบไม่เผา ให้เขาได้วางแผนต้นทุนไว้ล่วงหน้าให้มันไม่กระทบกับปากท้อง ของเกษตรกร ตรงนี้เราพลาดออกทั้งหมดเลย ทั้ง ๆ ที่เราเห็นความผิดพลาดนี้แล้ว จากรัฐบาลของคุณเศรษฐาทำไมถึงไม่เรียนรู้ นี่ละครับคือผลของการที่เรามีนายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีความพร้อมและมันก็นำมาซึ่งหายนะต่อชีวิตของประชาชน มาเดือนพฤศจิกายนครับมาตรการทุกอย่างยังนิ่ง ไม่มีอะไรขยับ กว่าจะเห็นการขยับก็ต้องรอ จนถึงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายนที่รัฐบาลไปประชุม ครม. สัญจรที่จังหวัดเชียงใหม่ เรามาไล่ดูกัน ทีละข้อครับ สรุปที่ประชุม ครม. วันนั้นกับผลการปฏิบัติจริงวันนี้มันมีอะไรแตกต่างกันบ้าง อันแรกเลยครับ เอาเรื่องง่าย ๆ ก่อนเลย อบรมท้องถิ่นดับไฟป่าพร้อมกับภาคประชาชน มาถึงวันนี้ครับท้องถิ่นมีประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าแห่งที่อยู่ในพื้นที่ป่า อบรมไปแค่ ๖๐ ที่ ภาคประชาชนไม่ต้องพูดถึง ไม่มี ต่อไปครับให้แต่ละจังหวัดออกมาตรการการบริหารจัดการ เชื้อเพลิง การใช้ไฟในพื้นที่จำเป็น โดยคำนึงถึงเรื่องของอัตราการระบายอากาศ เรื่องของ การเผาข้ามคืนแล้วก็ทำแนวกันไฟป้องกันไว้ล่วงหน้า ตรงนี้ผมต้องขอบอกก่อนนะครับ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงหรือว่าการชิงเผา คือเทคนิคที่จะลดความรุนแรงของไฟทำเฉพาะ ในพื้นที่ที่มันจำเป็น พื้นที่ถ้าเกิดเกิดไฟขึ้นแล้วมันจะรุนแรงมาก ๆ หรือว่าพื้นที่ที่ยาก ต่อการเข้าถึงถ้ามันเกิดไฟมันจะส่งผลอันตราย เพิ่มความเสี่ยงให้กับคนที่ไปดับไฟ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่จำเป็นที่จะต้องจัดทำอย่างละเอียดล่วงหน้า การจัดทำเรื่องของ Shapefile พื้นที่พิกัดแปลงที่เราจะทำการชิงเผาอย่างละเอียดเพื่อให้เราสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ว่ามันลุกลามหรือเปล่า หน่วยงานก็ทำงานตามมติ ครม. ดูเหมือนจะดี แต่ ๑ เดือนผ่านไป คุณอนุทิน ชาญวีรกูล กลับใช้อำนาจกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ประกาศห้ามเผาทุกกรณี แทนที่หน่วยงานวางแผนกับภาคประชาชนไว้เป็นหมันหมด ทั้ง ๆ ที่ในมติ ครม. เขียนไว้ชัดเจนว่าการบริหารจัดการเรื่องของมลพิษทางอากาศให้เป็น หน้าที่กลไกของคณะกรรมการจัดการมลพิษทางอากาศที่มีท่านประเสริฐเป็นประธาน กรรมการ ไม่ได้บอกให้ใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยเลย ออกคำสั่งขัดต่อมติ ครม. แต่คุณแพทองธารก็ไม่ทำอะไรเลย ไม่ต้องไปพูดถึงข้าราชการหรอกครับ แค่รัฐมนตรีที่ตัวเอง แต่งตั้งขึ้นมา ประชุมกันอยู่ทุกสัปดาห์เขายังไม่ให้ค่าเลย ความเป็นผู้นำอยู่ตรงไหน พรรคร่วมรัฐบาล แค่เรื่อง PM2.5 ยังไม่เห็นหัวตระกูลชินวัตรเลย เรื่องการเกษตร ก็เหมือนกัน ออกมาตรการ ออกมติ ครม. มาแบบดิบดีครับ เรื่องของการเพิ่มแรงสนับสนุน ให้คนไม่เผา การตัดสิทธิคนที่เผาแล้วก็การแก้ไขกฎหมายอ้อยและน้ำตาลทรายเพื่อลด การเผาอ้อย แต่ผ่านประชุม ครม. มาไม่กี่วันครับ วันที่ ๓ ธันวาคม นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานในที่ประชุม ครม. ครับอนุมัติโครงการสนับสนุนชาวนาปลูกข้าว ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท โดยที่ไม่มีเงื่อนไขเรื่องการเผาเลย ลืมข้อสั่งการตัวเองหรือเปล่าครับ ลืมมติ ครม. เมื่อ ๕ วันที่แล้วไปแล้วหรือเปล่า เอะใจบ้างไหมว่าที่ นบข. หรือว่า คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติเขาชงเข้ามามันขัดกับสิ่งที่ ครม. ออกมติ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แล้วประธาน นบข. อยู่พรรคอะไร พรรคเดียวกันกับนายกรัฐมนตรีเลย ยังไม่สนใจนายกรัฐมนตรีเลย แล้วทุกวันนี้ก็ยังไม่มีเงินสนับสนุนเกษตรกรที่เขาไปลงทุนเพิ่ม เอาเครื่องจักรมาไถกลบแทนการเผาเลย มาถึงเรื่องอ้อยกันต่ออันนี้หนัก ทุกวันนี้มาตรการ ในการที่จะไปบังคับโทษกับโรงงานที่รับอ้อยไฟไหม้ยังไม่ออกมาเลย รัฐบาลทำตัวเด็ดขาด สร้างภาพให้ดูดีด้วยการสั่งปิดโรงงานโดยใช้กฎหมายอื่น พอใช้กฎหมายอื่น ๓-๔ วันผ่านไป โรงงานก็กลับมาเปิดใหม่รับอ้อยไฟไหม้เหมือนเดิมเพราะมันไม่ได้มีกฎหมายใช้จริง แล้วก็เรื่องมาตรการสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนไร่อ้อยที่เขาไม่เผาตันละ ๑๒๐ บาท กระทรวงอุตสาหกรรมทำเรื่องนี้เสร็จตั้งแต่สิ้นเดือนตุลาคมแล้ว แต่ทุกวันนี้สิ้นเดือนมีนาคม อ้อยปิดหีบไปหลายโรงแล้วมาตรการตรงนี้ยังไม่ผ่านมติ ครม. ออกมาเลย เกษตรกรที่เขาเชื่อ เขาก็ลงทุนเพิ่มไปแล้วให้ความหวังเขาไป พูดปากเปล่าแต่ไม่ทำ สั่งการอะไรไปช่วยย้อนกลับ ไปดูข้อสั่งการของตัวเองบ้างนะครับ
และอีกประเด็นที่ต้องเตรียมรับมือสถานการณ์ที่เร่งด่วนให้แต่ละจังหวัด มีความพร้อมในการจัดการภัยพิบัตินั่นก็คือการประกาศเขตภัยพิบัติ มติ ครม. ยังอิงเกณฑ์ เท่าเดิมครับ ๑๕๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อเนื่องเกิน ๕ วัน ท่านประธานครับ อันนี้ คือไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรนะครับ ไม่ใช่ AQI ที่เราพูดกันถึงทุกวัน ถ้าเราแปลงจากตรงนี้ เป็น AQI ๒๓๐ เลยนะครับ ไม่ใช่สีแดงแล้วนะครับนี่สีม่วงเลย เกณฑ์มันสูงมากมันประกาศ แทบไม่ได้เลย แล้วผมก็บอกตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วว่าเกณฑ์นี้มันทำให้ประกาศแทบไม่ได้ มีจังหวัดที่เข้าเกณฑ์ประกาศเพียงแค่แม่ฮ่องสอนและเชียงรายเท่านั้น คนสูดฝุ่น แทบทั้งประเทศแต่ก็ยังไม่แก้ ผมให้ ๒ เหตุผลเลยที่ไม่แก้ตรงนี้ ๑. คืออาย อายว่าจะเป็น การประจานตัวเอง ๒. คืองก งกเงินงบกลางภัยพิบัติ แล้วเงินทดรองราชการหรือว่า งบกลางภัยพิบัติตรงนี้มาถึงวันนี้ยังไม่ได้แก้ให้มันสอดคล้องกับภัยพิบัติ PM2.5 เลย ผมบอกไว้ ตั้งแต่ปีที่แล้วกระทรวงการคลังถึงตอนนี้ก็ยังแก้ไม่เสร็จ ล้มเหลวทุกอย่างแล้วบอกว่า ทำทุกอย่างเต็มกำลังสุดความสามารถ ถ้าความสามารถมีแค่นี้พิจารณาตัวเองไหมครับ ถ้ามัน ที่สุดแล้วจริง ๆ อย่าฝืน พอเถอะครับ ลาออกเถอะ กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายนผ่านไป เราเสียโอกาสสำคัญในการออกมาตรการไปหลายเรื่องเลย มาเดือนธันวาคมที่ปัญหาเริ่มนัก ในพื้นที่ภาคกลางและภาคอีสาน ๓ ธันวาคมครับ สั่งการอีกแล้ว ๒๙ ตุลาคมสั่งการอะไรไป ๓ ธันวาคมสั่งเหมือนเดิม ลืมข้อสั่งการตัวเองไปแล้วหรือเปล่า หรือว่ามีหน้าที่แค่อ่าน Script อย่างเดียวจนไม่ได้ดูว่าข้อสั่งการตัวเองสั่งไปแล้วยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลย ทำไมถึงไม่ตามงาน สั่งการซ้ำ ๆ ซ้อน ๆ แบบนี้ ประชาชนได้ประโยชน์อะไร ๑๑ ธันวาคมสั่งการอีกแล้ว สั่งผู้ว่า กทม. ให้ป้องกันปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ไปสั่งเขา แต่แค่ใช้อำนาจใช้กฎหมายให้อำนาจ กทม. จับรถควันดำให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แค่นี้ยังไม่ทำให้เขาเลย เพราะมันไม่มีทางเลย ที่ส่วนกลางจะไปจับควันดำแทนได้หมด แล้วเรื่องนี้เราจะพูดแค่กรุงเทพมหานครก็ไม่ได้ มาตรการที่รัฐบาลต้องเตรียมการล่วงหน้าสำหรับภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไม่มีเลย โยนให้กรุงเทพมหานครทำหมดเราจะเห็นก็แค่ทำ Low Emission Zone หรือการโยนงบกลางให้ใช้รถไฟฟ้าฟรีเท่านั้น แต่สุดท้ายครับปัญหานี้มันเป็นเหตุ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจังหวัดอื่น ๆ เขาก็ก่อฝุ่นเหมือนกัน พอรัฐบาลไม่มีมาตรการ อะไรเลยฝุ่นจากจังหวัดอื่นมันก็ลอยเข้ากรุงเทพมหานครอยู่ดีเพราะมันจะทำแค่จังหวัดเดียว ไม่ได้ ต่อมาครับมาถึงกลางเดือนธันวาคมเราได้เห็นคำสั่งการของคุณแพทองธารไปหลายครั้งเลย เรื่องห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผา รอมา ๒ เดือนมาเสียที ประกาศนำเข้าข้าวโพด เลี้ยงสัตว์แบบปลอดภาษี ปี ๒๕๖๘ ปรากฏว่าออกมาเหมือนเดิมเป๊ะ ลอกของเดิมมาเลย ไม่ได้มีเงื่อนไขเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มีเงื่อนไขเรื่องการเผา ไม่ได้มีเงื่อนไขให้ระบุพิกัดพื้นที่ แปลงเพาะปลูกอะไรเลย กระทรวงอะไรนะครับที่ออกประกาศนี้ กระทรวงพาณิชย์ใช่ไหมครับ รัฐมนตรีอยู่พรรคอะไรนะครับ ก็พรรคเดียวกับนายกรัฐมนตรีอีก เขายังไม่สนใจคำสั่งการ ของนายกรัฐมนตรีเลย ตอนที่นายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะในที่ประชุมได้อ่านอะไรบ้างไหมครับ ตอนที่กระดาษเป็นร่างประกาศนี้มันเข้ามาเอะใจบ้างไหมว่ามันขัดต่อข้อสั่งการของตัวเอง ทำไมยังปล่อยให้เกิดแบบนี้ขึ้นอีก ผมว่าคนทั้งประเทศไทยรู้อยู่แล้วว่าคุณแพทองธาร ไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีความเป็นผู้นำพอที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ช่วยเสแสร้ง แกล้งทำเป็นจริงใจในการแก้ปัญหาหน่อย เพราะว่าสั่งการลอย ๆ ไม่มีเนื้อหาแบบนี้มันทำให้ รัฐมนตรีไม่เห็นค่า หน่วยงานไม่เห็นหัว สุดท้ายคนที่รับผลกระทบกลับเป็นประชาชน เดี๋ยวผมจะลงลึกเรื่องนำเข้าข้าวโพดเผากันอีกทีหนึ่งไล่เป็น Time Line ก่อน มาต่อกันวันที่ ๒๓ ธันวาคม สั่งกองทัพป้องกันไฟป่า PM2.5 ในส่วนนี้ผมขอแยกเป็นวิบัติที่ ๔
วิบัติที่ ๓ เรื่องนี้วิบัติมากต้องแยกเฉพาะ ปีใหม่หลังจากที่สิ้นปี ๒๕๖๗ ไม่มีมาตรการอะไรที่จับต้องได้จากรัฐบาลแพทองธารสักอย่างเดียว เราพลาดโอกาส ในการเตรียมการรับมือการเผาภาคการเกษตรและไฟป่าในเดือนมกราคมไปทั้งหมด และเราพลาดโอกาสเพราะเราไม่ได้มีมาตรการแรงจูงใจสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยเลย เริ่มปีใหม่มาครับ วันที่ ๗ มกราคมสั่งการอีกแล้ว สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรม ออกมาตรการงดรับซื้ออ้อยเผาโดยเด็ดขาด เรื่องนี้สะท้อนถึงความบกพร่องความเป็นผู้นำ อย่างชัดเจนครับ เพราะมาถึงทุกวันนี้ยังไม่มีการออกมาตรการนี้ออกมาเลย แม้แต่มาตรการ เพิ่มค่าปรับทุกวันนี้ก็ยังทำไม่เสร็จ สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปประกาศเขตควบคุมมลพิษ ทุกวันนี้ประชาชนสูดฝุ่นไปกี่พื้นที่ ไม่มีการประกาศเขตนี้สักที่ แล้วก็ออกคำสั่งอีกแล้วในการห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผา สั่งการไปกี่ครั้ง ไม่เคยตามงาน สั่งการแบบเดิมทุกครั้งนี่มันสักแต่สั่งจริง ๆ วันที่ ๑๗ มกราคมหลังจากที่ รัฐบาลไม่มีมาตรการอะไรเลย มีการเผาภาคการเกษตรอยากหนัก กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงที่ทำตัวลอยตัวเหนือปัญหามาตลอด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ก็เพิ่งมารู้ตัวว่าตัวเองยังไม่ได้เซ็นอนุมัติงบกลาง PM2.5 ด้านการเกษตร นายกรัฐมนตรีสั่งการไปตั้งกี่ครั้ง เพิ่งจะรู้ตัวเพิ่งจะตื่นมาเซ็นงบกลางตรงนี้ แล้วกว่าจะเซ็นได้ มันก็ช้าไปแล้วปัญหามันเกิดไปแล้วสุดท้ายไม่ได้รับอนุมัติ มีแค่ฝนเทียมเท่านั้นละครับ ที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลยใช้วิธีเดิม แก้เขินหน่อย ออกมาตรการมาเลยตัดสิทธิสนับสนุนคนที่เผาไปเลย ลดกระแสสังคมได้หน่อย ทำงานตาม Step รัฐบาลแพทองธารเลย ประชาชนไม่ด่ารัฐบาลไม่ขยับ ซึ่งมันก็ซ้ำกับ ปีที่แล้วทำนั่นละ ปีที่แล้วออกประกาศ ตัดสิทธิในที่ดินทำกินคนที่เผาในเขตพื้นที่ ส.ป.ก. ประกาศนี้บังคับใช้มาปีกว่าแล้ว ทุกวันนี้ยังไม่มีใครโดนเลยแม้แต่เคสเดียว แล้วปี ๒๕๖๗ พื้นที่เผาไหม้ในเขต ส.ป.ก. เท่าไรรู้ไหมครับ ๓ ล้านไร่ พวกคุณขายผ้าเอาหน้ารอดไปวัน ๆ คนที่เขาเผาเขาก็ไม่สนใจหรอกเพราะเขารู้ว่ากระทรวงนี้ไม่มีน้ำยา และในวันที่ค่า PM2.5 ใน กทม. รุนแรงที่สุดคุณแพทองธารก็เดินทางไปที่ดาวอส การเดินทางไปต่างประเทศผมเข้าใจนะ แต่ว่าช่วยเข้าใจในความทุกข์ร้อนของประชาชนหน่อย ไม่ใช่สื่อสารโดยไม่ได้ Care ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเลย แล้วพอประชาชนตำหนิ ประชาชนจี้หนักเข้า เรียกประชุมสักหน่อยประชุมผ่าน Zoom เลย ออกข้อสั่งการมาเลย ข้อสั่งการแคบเหมือนเดิมแคบทั้งหมด เอาง่าย ๆ เลยคือเอาข้อสั่งการที่ตัวเองเคยสั่งในอดีต เอามารวมใหม่แล้วออกข้อสั่งการมาใหม่ สุดท้ายมีเพิ่มมา ๑ ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของ สุขภาพ ก็คือการจัดทำห้องปลอดฝุ่นแล้วก็มุ้งสู้ฝุ่น เรื่องที่น่าตลกมากครับ นายกรัฐมนตรี สั่งการไปกระทรวงสาธารณสุขก็ตั้งงบกลางขึ้นมาเลย แต่ไม่ได้รับอนุมัติ ถามกระทรวง สาธารณสุขไปกระทรวงตอบกลับมาว่าอย่างไรรู้ไหมครับ ถ้าไม่ได้รับอนุมัติงบกลางตรงนี้ เราไม่มีงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็ต้องเอางบที่พอจะใช้ได้ก็มีแค่ ๒ ล้านบาท ใช้ทำมุ้ง สู้ฝุ่นได้ประมาณ ๑,๐๐๐ ชุดให้กับผู้เปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศ ๑,๐๐๐ ชุด สูดฝุ่นกัน เป็นล้านมีแค่พันเดียว สั่งการอะไรไปตามงานบ้างเถอะขอร้องเลยจริง ๆ เพราะปัญหา PM2.5 มันส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ มีคนที่เขาเสียชีวิตเพราะ PM2.5 ไปตั้งเท่าไรแล้ว สุดท้ายชีวิตของประชาชนไม่มีค่าในสายตาของมนุษย์ที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร เลยจริง ๆ วันที่ ๒๘ มกราคมเคาะงบกลางให้กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปจัดการไฟป่า เขาของบกลางเพื่อที่จะใช้ตอนเดือนมกราคม เพื่อที่จะสามารถอบรมท้องถิ่นในการดับไฟป่า เพื่อจะสามารถซื้ออุปกรณ์เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่พอเพราะถูกตัดไป ให้เขา ช้าไป ๑ เดือน เดือนมกราคมหน่วยงานก็ต้องสู้ไฟโดยที่ไม่มีงบประมาณ และเรื่องการ Claim งบกลาง ๖๒๐ ล้านบาท อันนี้ผมขอเถอะ หยุดได้แล้วถ้ายังมียางอายอยู่นะ เพราะรัฐบาลเอง ที่ตัดงบไฟป่าไปทั้งหมด ๒,๔๐๐ ล้านบาท แล้วงบไฟป่าเป็นงบที่แปลกประหลาดที่สุด ที่ผมเคยเห็น นอกจากจะตัดงบ ๒,๔๐๐ ล้านบาท แล้วอนุมัติงบกลางไป ๖๐๐ ล้านบาท ยังกล้าโฆษณาอีกว่าแก้ปัญหา PM2.5 ด้วยการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ทั้ง ๆ ที่ตัวเองตัดงบ ท้องถิ่นดับไฟป่าปีละเป็นพันล้านบาททุก ๆ ปี ตัดงบแหลกอย่างเดียวไม่พอยัง Lock Spec เขาอีก ท้องถิ่นสามารถซื้อได้แค่อุปกรณ์ที่ส่วนกลางกำหนดไว้แล้ว ซื้อได้แค่ ๔ อย่างเลย คราด ไม้ตบไฟ เครื่องเป่าลม แล้วก็ถังฉีดน้ำซื้อได้แค่นั้น Drone ตรวจจับความร้อนซื้อไม่ได้ เทคโนโลยีที่จะมาทำระบบฐานข้อมูลทำ War Room ไม่ได้ รัฐบาลทำตัวอวดดีบงการคนที่อยู่หน้างานคนที่รู้ปัญหามากที่สุด แล้วงบ Drone ตรวจจับ ความร้อนของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชก็ตัดงบเขาแทบไม่เหลือ ทุกวันนี้ เจ้าหน้าที่ดับไฟต้องสื่อสารพิกัดกันอย่างไรรู้ไหมครับ ดูพิกัดจากดาวเทียม Hotspot แล้วก็ เดินเข้าไปในพื้นที่ตรงนั้นเพื่อจะส่งข้อมูลที่เป็นพิกัดแท้จริงกัน แล้วถามว่าป่าที่มันลึก ๆ ป่าที่มันชัน ๆ เขาทำได้ไหม เขาทำไม่ได้ แล้วพิกัดที่เขาส่งด้วยการคาดคะเนถามว่า มันแม่นยำไหม แล้วส่งให้เฮลิคอปเตอร์ไปโปรยน้ำ ถามว่ามันแม่นไหม มันดับได้ไหม รัฐบาล ไม่มีมาตรการเตรียมการเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนไปจุดไฟป่าเลย แล้วสำหรับมาตรการ ที่จะสู้ไฟในการดับไฟป่าก็ทำแบบไม่มีความรู้ เพราะเป็นกันแบบนี้ทุกวันนี้ไฟป่าเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ เจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอที่จะไปดับไฟ เทคโนโลยีไปช่วยเหลือก็ไม่มี แบบนี้มันเป็น การเพิ่มความเสี่ยงและความอันตรายให้กับเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าจากความละเลยปัญหา ของรัฐบาลเอง ไล่มาอีกวันที่ ๓๐ มกราคม สั่งการเรื่องห้ามนำเข้าข้าวโพด ห้ามรับซื้อสินค้า เกษตรที่มีที่มาจากการเผา สั่งไปหลายต่อหลายครั้งโดยเราไม่เห็นความคืบหน้าอะไรเลย เริ่มขยับกันสักที ฝั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการประชุมในเรื่องของการจัดทำมาตรฐาน ข้าวโพดเผา ประชุมที่ว่าช้าแล้วสรุปเป็นอย่างไรรู้ไหมครับ สรุปให้ไปเปิดรับฟังความคิดเห็น ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน มาถึงทุกวันนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ไม่มีการประชุมครั้งที่ ๒ ด้วย เราต้องรอจนปัญหามันจบ รอนายทุนนำเข้าให้หมดก่อนถึงจะเริ่มแก้ปัญหากันได้ใช่ไหมครับ ฝั่งกระทรวงพาณิชย์ประกาศกร้าวเลย งดรับซื้อ ห้ามรับซื้อสินค้าที่มีที่มาจากการเผา มั่นใจไม่ขัดดับเบิลยูทีโอ โอ้โฮเพิ่งรู้ตัวกันหรือครับ ผมบอกตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๗ ไปแล้วว่ามันไม่ ขัดกับดับเบิลยูทีโอ กระทรวงพาณิชย์ก็เถียงผมอยู่นั่นละ รัฐมนตรีเองเลยที่เถียงบอกว่า มันขัดดับเบิลยูทีโอ ตอนนี้รู้ตัวแล้วหรือยัง ยังไม่ต้องถามถึงการรับผิดชอบปีที่แล้วนะครับ ปีนี้ตอนนี้ยังไม่มีการประกาศเลย สรุปแล้วตอนนี้รัฐบาลกำลังทำเพื่อใครกันแน่ เพื่อประชาชน หรือเพื่อนายทุน แล้วนายกรัฐมนตรีก็ออกข้อสั่งการอีกครั้งหนึ่งวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ห้ามรับซื้อ สินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผา ห้ามนำเข้า สั่งอีกแล้วสั่งการเหมือนเดิมทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ มีเพิ่มนิดหนึ่งครับ เพิ่มคำว่า ขอร้อง ขอร้องผู้ประกอบการให้งดรับซื้อวัตถุดิบและ สินค้าเกษตรที่มาจากการเผา จากที่ทำเป็นเก่ง ทำเหมือนกล้า ทำเหมือนเด็ดขาด ตอนนี้ เปลี่ยนมาขอร้องแล้วนะครับ
แล้วเรามาดูผลปฏิบัติงานจริงกันบ้างว่าตอนนี้เป็นอย่างไร ปัจจุบันครับ มีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเมียนมาหลายแสนตัน โดยที่ไม่ได้มีการตรวจ ในเรื่องของการเผา ไม่มีการตรวจเรื่องของพิกัดพื้นที่แปลงเพาะปลูก ไม่ต้องระบุอะไรเลย ตรวจแค่อันนี้อันเดียวเลย เอกสารรับรองสุขอนามัยพืชว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้า เข้ามา มันไม่ได้มีโรคและศัตรูพืชเข้ามาด้วยแค่นี้นำเข้าได้แล้ว ไม่มีมาตรการบังคับกับข้าวโพดที่เผา ไม่มีการออกหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบทั้งห่วงโซ่อุปทานหรือว่า Supply Chain ของนายทุนผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ถ้าให้ความสำคัญจริง ๆ มันต้องทำเสร็จ ตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว และต่อให้เชื่องช้าอืดอาดทำงานไม่เป็นจริง ๆ มันก็ทำได้อยู่ดี เพราะในกฎหมายมาตรฐานสินค้าเกษตรมันระบุไว้ชัดเจนครับว่าถ้ามันเร่งด่วนจำเป็น เพื่อสวัสดิภาพของประชาชนเราสามารถออกประกาศบังคับได้เลย ลัดขั้นตอนได้เลย ไม่ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นแต่รัฐบาลก็ไม่ทำ และกลไกของกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องของ การประกาศห้ามนำเข้าตอนนี้ก็ยังไม่ออก ทั้ง ๆ ที่มันไม่ได้ขัดดับเบิลยูทีโอผมก็บอกไปแล้วว่า มันมีข้อยกเว้นข้อ B แล้วก็ข้อ G อภิปรายตั้งแต่ปีที่แล้วตั้งแต่สมัยรัฐบาลคุณเศรษฐา ไปแล้ว แต่ตอนนี้คุณแพทองธาร ก็ยังปล่อยให้มีการนำเข้าโดยที่ไม่ได้ดูเรื่องขายเรื่องการเผาเลย เพราะจากความกลัว ความช้า ต้องทำงานตามคำสั่งคนอื่น ครั้งนี้มันไม่ได้ส่งผลกระทบกับแค่ ประชาชนแล้วนะครับ ประเทศจะตามนายทุนเขาไม่ทันแล้ว เพราะตอนนี้เขาไปเปิดโรงงาน รับซื้อข้าวโพดเผาที่ประเทศเพื่อนบ้านเองแล้ว โลกมันหมุนไปเรื่อย ๆ ถ้าเรายังมี นายกรัฐมนตรีที่ไม่มีความรู้ความสามารถ ที่ยังทำงานเชื่องช้าแบบนี้ ต้องรอให้นายทุน จูงจมูกไปเรื่อย ๆ ปัญหานี้จะไม่มีทางแก้ได้เลย ลมหายใจของประชาชนไม่ใช่สิ่งที่ต้องมา ขอร้องจากนายทุน อำนาจอยู่ในมือทำไมถึงไม่กล้าใช้ นายกรัฐมนตรีที่มัวแต่สั่งการขายผ้า เอาหน้ารอด สั่งซ้ำสั่งซ้อน ทำงานแบบนี้อย่างไรถึงไม่มีใครให้ค่าเลย รัฐมนตรีก็ไม่เห็นหัว ข้าราชการก็ไม่สนใจ ครั้งนี้เป็นแค่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่ไม่ทำตามนี้อันนี้เข้าใจได้ ความผิดหน่วยงาน แต่นี่แทบจะทุกหน่วยงานที่ไม่ทำตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีเลย ต้องย้อนมองกลับตัวเองแล้วไหมครับ ไม่มีภาวะความเป็นผู้นำแบบนี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่า นายกรัฐมนตรีอีกหรือเปล่ามา
ต่อครับ วิบัติที่ ๔ ครับ นายกหุ่นเชิด ไม่มีความน่าเชื่อถือเจรจากับ ต่างประเทศไม่มีใครสนใจ แน่นอนครับพูดถึงเรื่องฝุ่นพิษ PM2.5 ทุกคนก็ต้องพูดกันถึงเรื่อง ฝุ่นพิษที่มันมาจากประเทศเพื่อนบ้านถูกไหมครับ เดือนมกราคมประเทศกัมพูชา เผาแทบจะทั้งประเทศ แล้วฝุ่นก็ลอยเข้ามาในพื้นที่ภาคอีสานและภาคกลาง มีนาคมครับ เมียนมาแล้วก็ลาว ลอยเข้ามากระทบกับประเทศไทย ทำให้ค่าฝุ่นที่มันสูงอยู่แล้วจากใน ประเทศสูงเพิ่มขึ้นอีก กระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชน แน่นอนครับนอกจากเรื่องที่ ออกคำสั่ง ออกข้อสั่งการห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผา ที่พูดอย่างเดียว แต่ไม่ทำหลายคนสงสัยว่านายกรัฐมนตรีทำอะไรกับเรื่องนี้ เพราะตัวเองก็ยกให้นี่ไม่ใช่แค่ วาระแห่งชาติแล้วนี่คือวาระแห่งอาเซียน นายกรัฐมนตรีบอกว่าเราไปเจรจากับต่างประเทศ ไว้หลายประเทศแล้วใช่ไหมครับ เรามายกตัวอย่างให้ดูกันดีกว่าว่าไปเจรจาอะไรไว้บ้าง ประชุมครั้งแรกครับ ASEAN Summit เดือนตุลาคม ช่วงเวลาที่เหมาะสมมาก ๆ ในการ ที่จะออกมาตรการ ออกข้อตกลงหรือว่าวางเป้าหมายร่วมกันว่าแต่ละประเทศจะดำเนินการ อย่างไรบ้าง แต่ในการประชุมวันนั้นครับรับร่างปฏิญญากันไป ๑๘ ฉบับ ไม่มีเรื่องฝุ่นเลย แม้แต่ฉบับเดียว คุณพลาดโอกาสของคนไทยทั้งประเทศ แล้วก็ไปประชุมต่อครับ ประชุมผู้นำ ๕ ประเทศลุ่มน้ำโขงครับ ฟังดูแล้วมันต้องเรื่องฝุ่นแน่ ๆ พื้นที่มันใช่ และนายกรัฐมนตรีก็พูดเองในที่ประชุมด้วยนะครับว่าฝุ่นพิษมันลดอายุขัยของคนไทยลง ๑.๕ ปี ประเทศไทยจะมุ่งมั่น เพื่อบรรลุเป้าหมายอาเซียนปลอดหมอกควัน ปี ๒๐๓๐ พูดมา ขนาดนี้มันต้องมีอะไรชัดเจนบ้างละ แต่ร่างปฏิญญาเวียงจันทน์ที่รับร่างกันในวันนั้นก็ไม่มี การแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องฝุ่นอีก ปัญหานี้มันเป็นปัญหาที่ประเทศเราก็สร้างฝุ่นให้ประเทศ เพื่อนบ้าน ประเทศเพื่อนบ้านก็สร้างฝุ่นให้กับประเทศเรา แต่ประเทศเราอยู่ตรงกลาง เรารับฝุ่นทุกทาง ทำไมถึงไม่เป็นเจ้าภาพเจรจาเชิงรุกเรื่องพวกนี้เลย แน่นอนครับมาถึงตอนนี้ นายกรัฐมนตรีก็จะบอกว่าเราได้ทำยุทธศาสตร์ฟ้าใสหรือว่า Clear Sky Strategy ไปแล้ว ในเรื่องนี้ต้องบอกก่อนว่ามันเป็นยุทธศาสตร์ที่ทำมาตั้งแต่สมัยคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมขออธิบายสักเล็กน้อย คำว่า Clear จะแบ่งตามภารกิจ ตามตัวอักษร ตัว C คือคำว่า Commitment หรือว่าข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน ตัวอักษรแรก มาก็ทำงานกันแบบลวก ๆ เลย ข้อผูกมัดกับประเทศเพื่อนบ้านปีนี้ที่เราวางไว้ยังใช้ตัวชี้วัด ที่เป็น Hotsport ไม่ใช่พื้นที่เผาไหม้ ทั้ง ๆ ที่เรารู้อยู่แล้วมันเป็นตัวชี้วัดที่ผิด แล้วแค่นั้นไม่พอ ยังเลือกเอาข้อมูลจากดาวเทียมที่ให้ค่า Hotsport ได้น้อยที่สุดอีก อยากให้ตัวเลขมันน้อย ให้มันดูดีมากที่สุด แต่ทั้ง ๆ ที่ทำขนาดนี้แล้วปัจจุบันเมียนมาและลาวยังไม่เซ็นรับข้อผูกมัดนี้ ร่วมกับประเทศเราเลย ตัว L คำว่า Leverage หรือว่าข้อต่อรอง ตรงนี้สะท้อนถึงความ บกพร่องของคุณแพทองธารที่ชัดเจนมาก เพราะทุกวันนี้ยังไม่มีการใช้ Leverage ตรงนี้ ไปต่อรองกับประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศในสมาชิกอาเซียนเลย ตัวอักษรอื่น ๆ ตามยุทธศาสตร์นี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ไม่ว่าจะเป็นการทำแผนที่เผา แผนที่เสี่ยงเผา ไฟป่าของประเทศเพื่อนบ้าน ไฟเกษตรของประเทศเพื่อนบ้าน หรือแผนที่เพาะปลูก ที่ไม่เหมาะสมของประเทศเพื่อนบ้านตรงนี้ยังไม่ได้เริ่ม อบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีไฟป่า ให้กับประเทศเพื่อนบ้านอันนี้ก็ไม่ต้องพูดถึงละครับเพราะประเทศยังแทบจะไม่ได้ทำเลย แล้วที่หนักที่สุดครับ คือกัมพูชาไม่ยอมเซ็นร่วมยุทธศาสตร์นี้กับประเทศเราด้วยซ้ำ ประเทศ ที่ออกประกาศแจ้งเตือนให้แรงงานของเขาในประเทศเราเฝ้าระวังค่า PM2.5 ที่มันรุนแรง สูงขึ้นแล้วมันกระทบกับสุขภาพของแรงงานเขา ประเทศที่พ่อนายกรัฐมนตรีกัมพูชายกให้ พ่อนายกรัฐมนตรีของไทยที่ปรึกษาประธานอาเซียนเป็นถึงขั้นเพื่อนกันตลอดไป ทั้ง ๆ ที่ พ่อนายกรัฐมนตรีก็พูดเองด้วย พ่อกับพ่อก็เพื่อนกัน ลูกกับลูกก็เพื่อนกัน ความสัมพันธ์ แน่นแฟ้นไม่ต้องกลัวเรื่องสนธิสัญญา ถ่ายรูปพร้อมหน้าพร้อมตาพร้อมนายกรัฐมนตรี ของเราด้วย แล้วไม่ต้องอ้างนะครับว่าได้เซ็น MOU ไว้แล้วตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะ MOU ฉบับนั้นไม่มีข้อผูกพันทางสัญญาอะไรเลย ใครจะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ไม่มีผลผูกมัดอะไรเลย แล้วก็ตามมาด้วยออกดอกออกผล ผลลัพธ์ของ MOU ฉบับนี้ชัดเจนกัมพูชาเผาแทบจะ ทั้งประเทศ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย และก็ยังเป็นประเทศที่เราเอาเงินภาษีของประชาชน ไปสร้างถนนให้กับพวกเขา ๔๙๑.๕ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่พื้นที่ตรงนั้นเผาแทบจะทั้งพื้นที่ เราก็เอาเงินไปสร้างถนนให้เขาขนสินค้าเกษตรที่เผาเอาเข้าประเทศเรา แม้ว่านี่จะเป็นการ ให้กู้แต่เป็นการให้กู้ที่แทบจะให้เปล่า ๗ ปีแรกปลอดหนี้ กัมพูชาไม่ต้องจ่ายอะไรเลย หลังจากนั้นค่อย ๆ ทยอยผ่อนด้วยดอกเบี้ยแค่ร้อยละ ๑.๕ ปัญหานี้ครับมันชัดเจนมาก ๆ เราให้เขาขนาดนี้ยังไม่เอาไปต่อรองอะไรเลย นี่มันวาระแห่งอาเซียนภาษาอะไร แล้วเจรจา กับประเทศเพื่อนบ้านทำตอนไหน เมื่อไรจะเอาจริง ต้องรอให้มีคนล้มป่วย ล้มตายจากฝุ่นพิษ PM2.5 ไปอีกเท่าไรถึงจะทำจริงได้สักที
วิบัติที่ ๕ ไร้ความเป็นผู้นำ สั่งการไปไม่มีใครสนใจอะไรเลย เราเห็นวิบัติตรงนี้ จากเรื่องของการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผา แต่สุดท้ายพูดอย่างเดียว แต่ทำไม่ได้ มีอีกตัวอย่างชัด ๆ กับเรื่องนี้ คุณแพทองธาร สั่งการกองทัพไปป้องกันไฟป่า PM2.5 ใช่ไหมครับ ออกสื่อสั่งการให้ตัวเองดูดีดูเหมือนเป็นผู้นำแต่การกระทำสวนทางเลย ปล่อยให้เกิดไฟป่า PM2.5 จากกองทัพโดยที่ไม่ทำอะไรเลย ทุกคนคงเคยคิดคงเคยได้ยิน ว่าที่กองทัพซ้อมยิงปืนใหญ่ ซ้อมยิงลูกระเบิดในพื้นที่และช่วงเวลาที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า แล้วมันก็เกิดไฟป่าขึ้นจริง ๆ ใช่ไหมครับ หลายคนคงคิดว่ากองทัพคงไม่ทำอะไรที่มันสิ้นคิด แบบนี้ แต่วันนี้ผมขอมายืนยันกับทุกคนว่ากองทัพสิ้นคิดแบบนั้นจริง ๆ ไปที่อำเภอเมือง จังหวัดพะเยาก่อนครับ วันที่ ๑๓-๑๔ กุมภาพันธ์ กองทัพซ้อมยิงปืนใหญ่ด้วยกระสุนจริง รองนายกรัฐมนตรีคุณภูมิธรรมพูดเองเลยว่าเกิดการไหม้ขึ้นจริง ๆ แต่ไม่ได้ไหม้เยอะขนาดนั้น ได้มีการป้องกันทำแนวกันไฟไว้แล้ว และสถานที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ของกองทัพ เหมาะสมที่จะ ซ้อมยิงปืนใหญ่ เป็นพื้นที่รกร้างไม่ได้เป็นป่าอะไรขนาดนั้น แล้วยังทิ้งท้ายด้วยว่ามันใช่เวลา มาวิจารณ์ไหม โอ้โฮ ค่า PM2.5 พุ่งทะลุ ๒๐๐ ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ยังมีหน้า มาพูดว่าใช่เวลาวิจารณ์ไหม แล้วผมถามกลับ มันใช่เวลาที่จะขัดคำสั่งข้อสั่งการของ นายกรัฐมนตรีที่อยู่พรรคเดียวกันที่คุณเป็นพี่เลี้ยงอยู่ไหม เรามาไล่ดูกันทีละอย่างครับ ๑. พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ของกองทัพหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่ครับ พื้นที่ตรงนั้นเป็นป่าสงวน ดูแลโดยกรมป่าไม้ครับ คำถามต่อมาครับ มีการขออนุญาตจากกรมป่าไม้ในการขออนุญาต ใช้พื้นที่หรือเปล่า ก็คือไม่อีกเหมือนกัน ไม่มีการขออนุญาตตามกฎหมายป่าไม้เลย จะยิง ก็ส่งหนังสือไปว่าจะยิงแค่นี้เลย ต่อมาครับเรามาไล่ดูกันครับเรื่องพื้นที่ตรงนั้นเหมาะสม จะซ้อมยิงหรือเปล่าเป็นพื้นที่รกร้างไม่ใช่ป่าอะไรขนาดนั้น ถ้าเราฟังคุณภูมิธรรมอย่างเดียว เราคงคิดว่าตรงนั้นมันเป็นป่าที่เสื่อมโทรมแล้วเหมาะสมที่จะซ้อมยิ่งมาก ๆ เรามาดูภาพถ่าย ดาวเทียมครับ ก่อนซ้อมยิงไม่กี่สัปดาห์ เราซูมเข้าไปครับป่าแน่น ๆ มันใช่พื้นที่ที่เหมาะสม กับการซ้อมยิงปืนใหญ่ไหมครับ ต่อครับ เรามาดูกันว่าช่วงวันที่ ๑๓-๑๔ ปัจจัยความเสี่ยง ไฟป่ามันเป็นอย่างไร เราเริ่มที่ค่าดัชนีการติดไฟครับ พื้นที่นี้อยู่ในเกณฑ์ที่ว่าดัชนีการติดไฟ ติดง่ายมากครับ เสี่ยงสูงมากแดงแปร๊ดเลย แล้วก็มาดูดัชนีความรุนแรงของไฟถ้ามันติดไฟ แล้วมันจะรุนแรงขนาดไหน เกณฑ์ก็อยู่ในเกณฑ์ที่เสี่ยงสูงมากอีกเช่นกัน ถ้ามันติดไฟแล้วไฟจะรุนแรงแล้วก็ขยายตัว ได้เร็วมาก ปัจจัยทุกอย่างชี้ไปในทางเดียวกันว่าความเสี่ยงสูงมาก แต่กองทัพก็ยังเลือกที่จะ ดำเนินการโดยที่ไม่สนใจถึงปัจจัยความเสี่ยงด้านนี้เลย และที่สำคัญคือรัฐบาลก็รับรู้อยู่แล้ว แต่ยังปล่อยให้เกิดการกระทำแบบนี้แล้วยังแก้ตัวให้กองทัพอีกต่างหาก โดยที่คุณภูมิธรรม ก็ยอมรับเองว่าเกิดไฟป่าจริง ๆ แต่บอกว่ามันไม่ได้ไหม้อะไรเยอะขนาดนั้นเราป้องกันโดยทำ แนวกันไฟไว้แล้ว ทีนี้เรามาลองดูกันครับว่าผลจากไฟป่าครั้งนี้มันเป็นอย่างไร ๑๔ กุมภาพันธ์ ยิงคืนนั้นก็ไหม้คืนนั้นเลย Hotspot เจอ ๒ จุดแรกแล้วจากภาพแผนที่เราก็จะเห็น จุด Hotspot ในวันที่ ๑๕ วันที่ ๑๖ วันที่ ๑๗ เพิ่มขึ้น แผนที่ตรงนี้เราสันนิษฐานในเบื้องต้น ว่าไฟป่ามันเกิดขึ้นที่จุดพื้นที่กระสุนตกแล้วขยายออกไปทางเหนือและทางใต้ใช่ไหมครับ แต่กองทัพก็อ้างว่าพื้นที่ตรงนี้มันไฟป่าคนละกองกัน มันห่างกัน ๒ กิโลเมตรเลย ผมขอเปิด ข้อมูล Hotspot จาก NASA เราจะเห็น Hotspot วันที่ ๑๔ ไล่จนไปถึงวันที่ ๒๑ วันที่มัน ดับสนิท เราจะเห็นจุดวันที่ ๑๔ มันขยายวงออกไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ ชัดเจนพอหรือยังครับ ถ้ายังไม่พอยังจะแถยังไม่ยอมรับอีก ผมขอเปิดภาพถ่ายพื้นที่เผาไหม้จากดาวเทียม Sentinel ของ EU ภาพซ้ายคือภาพก่อนยิง วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ สีเขียว ๆ คือไม่ได้มีการเผาไหม้อะไรเลย คือทุกอย่างปกติ ด้านขวาครับ หลังยิงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ เราจะเห็นความแตกต่างพื้นที่ สีน้ำตาลเข้ม สีดำ อันนั้นคือร่องรอยการเผาไหม้ แล้วก็แนวไฟที่เป็นสีส้ม ๆ อันนั้นคือจุดที่ไฟ กำลังไหม้ในขณะนั้นเลย มันชัดเจนพอหรือยังว่าไฟป่าผืนนี้มันคือไฟป่ากองเดียวกันจากพื้นที่ กระสุนตกแล้วขยายตัวออกมา แล้วไฟป่าครั้งนี้มันส่งผลกระทบกับสุขภาพของประชาชน หนักมาก ค่า PM2.5 พุ่งขึ้นทะลุ ๒๐๐ หลักฐานชัดเจนพอไหมครับ ไม่ได้มีการจุดกลั่นแกล้ง กองทัพแน่นอนเพราะไม่มีประชาชนคนไหนกล้าเสี่ยงชีวิตตัวเองขึ้นไปบนสันเขาในพื้นที่ที่มี การซ้อมยิงปืนใหญ่และจุดไฟแกล้งกองทัพแน่ ๆ เพราะแม้แต่กองทัพเองยังไม่กล้าไปดับตรง ๆ เลยด้วย และจากภาพถ่ายพื้นที่เผาไหม้เราก็เห็นชัดเจนว่ามันเป็นไฟป่ากองเดียวกัน ที่นี้เรา มาดูกันครับว่าสุดท้ายแล้วมันเป็นอย่างไร ๒๒ กุมภาพันธ์ ดาวเทียม Sentinel กลับมาอีกครั้ง หนึ่งไฟดับสนิทไปแล้ว เรามาดูพื้นที่เผาไหม้ทั้งหมดกันครับไม่ถึง ๕๐๐ ไร่ เราประเมินพื้นที่เผา ไหม้ตรงนี้ได้ ๙ ตารางกิโลเมตร ๕,๖๐๐ ไร่ ไหนครับที่บอกว่าแนวกันไฟป้องกันไว้แล้ว ควบคุมได้ ไหนครับที่บอกว่าทำไหม้ไม่เยอะ ไหนครับที่บอกว่าเป็นพื้นที่โล่งรกร้าง เป็นพื้นที่ของกองทัพเหมาะที่จะซ้อมยิง โกหกทั้งหมด แล้วเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่จังหวัดเดียวอีก ขอไปที่ตัวอย่างที่ ๒ ครับ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ลักษณะเดียวกันนี้เลยแต่แตกต่างตรงที่พื้นที่กระสุนตกเป็นพื้นที่ป่าอุทยาน ของกรมอุทยาน แล้วก็ส่งผลกระทบกับบ้านเรือนของประชาชนด้วย ขอไล่ Timeline เลยครับ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ครับ มีการซ้อมยิงเครื่องยิงลูกระเบิดผลเป็นอย่างไรครับ ไฟไหม้ป่า ย้อนไปอีกครับ ๓๐ มกราคมมีการซ้อมรบโดยไม่ระบุชนิดของอาวุธปืน แต่จากกล้องวงจรปิดในบ้านเรือนของประชาชนเสียงระเบิดดังสนั่นเลย เราลองไปฟัง เสียงระเบิดครั้งนี้กันครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
เสียงสภาไม่ดีนะครับท่านประธาน เสียงเบาไปเลย แต่เสียงครั้งนี้ดังมาก แล้วนี่คือเสียงจากภายในกล้องวงจรปิดภายใน บ้านเรือน ผมถามตรง ๆ คุณแพทองธาร ในฐานะที่เป็นแม่ของลูกด้วย ถ้าลูก ๆ ของเรา วิ่งเล่นอยู่ แล้วมีเสียงระเบิดดังสนั่นขนาดนี้คุณแพทองธาร จะคิดอย่างไร แล้วไม่ใช่แค่ เสียงดังระเบิดอย่างเดียวที่น่ากลัว เปิดประตูบ้านไปไฟป่าไหม้อยู่ข้าง ๆ บ้าน ย้อนไปอีก สักปีหนึ่งครับ ปี ๒๕๖๗ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ครับ มีการซ้อมยิงปืนใหญ่โดยใช้ กระสุนจริง และในพื้นที่ก็เกิดไฟป่าขึ้นอีก ไปอีกครับ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ มีการซ้อมยิง เครื่องยิงลูกระเบิดขนาด ๑๒๐ มิลลิเมตร ก็เป็นอีกครั้งที่พื้นที่นี้เกิดไฟป่าขึ้นอีก ครั้งนี้ หนักกว่าเดิม หน่วยงานในพื้นที่รายงานเลยว่าสาเหตุจากไฟป่าครั้งนี้มาจากการซ้อมยิง ปืนใหญ่ของกองทัพ ถ้ามาถึงตรงนี้ยังจะยืนยันว่าไฟไม่ได้เกิดจากการซ้อมยิงปืนใหญ่ และการซ้อมยิงปืนใหญ่ไม่ได้ทำให้บ้านเรือนเสียหาย มาดูหนังสือฉบับนี้กันครับ หนังสือ จากนายอำเภอจอมทองส่งไปยังผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๓๓ ชัดเจนเลยนะครับ ว่าขอให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ซ้อมยิง เพราะว่าพื้นที่ตรงนี้มันส่งผลกระทบทำให้บ้านเรือน ประชาชนเสียหายและทำให้เกิดไฟป่า ชัดเจนพอหรือยังครับ ผมไม่ได้มีปัญหากับการซ้อมรบ ของกองทัพ แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแพทองธารถึงปล่อยให้เกิดไฟป่าฝุ่นพิษจากการ ซ้อมรบของกองทัพ ลืมไปแล้วหรือครับว่าตัวเองเป็นคนสั่งการให้กองทัพไปป้องกันไฟป่า PM2.5 ดูสิกองทัพเขาฟังคุณไหม และนี่แค่ตัวอย่างจาก ๒ จังหวัด ยังไม่ได้รวมโคราช ที่ซ้อมยิงในเขตอุทยาน แล้วก็จังหวัดอื่น ๆ ที่ก็เจอปัญหาลักษณะเดียวกันนี้อีกเรื่องง่าย ๆ
ต่อไป คณะรัฐมนตรีจะขอชี้แจงโดยท่านนายกรัฐมนตรีเชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ผ่านไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตอนเช้านี้ที่ผ่านมาก็มีท่านสมาชิกได้อภิปรายที่บอกว่าเข้าใจว่าตัวเองเป็นจอมยุทธ์ก็กำลัง สำคัญผิดในเรื่องของข้อเท็จจริงค่ะ การใช้สำนวนโวหารต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดความ เข้าใจคลาดเคลื่อน แล้วก็เอาเรื่องภาษีที่มันเป็นคนละหมวดกันเอามาอธิบายให้คนเกิด ความสับสนค่ะ ดิฉันก็ยังขอยืนยันทั้งการปฏิบัติแล้วก็เจตนาที่ได้ดำเนินการทุกอย่าง อย่างตรงไปตรงมาถูกต้องตามกระบวนการตามข้อกฎหมายทุกอย่าง การที่จะกล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีคนนี้หนีภาษีไม่ได้เป็นความจริงเลย แล้วก็จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามค่ะ เพราะว่าถึงแม้ดิฉันจะอายุน้อยกว่าท่าน แต่ดิฉันมั่นใจว่าดิฉันก็เสียภาษีให้รัฐมากกว่า ท่านแน่นอนค่ะ ในเรื่องของบัญชีทรัพย์สินแล้วก็หนี้สินก็ขอชี้แจงให้เข้าใจตรงกันแบบนี้ค่ะ การแสดงบัญชีทรัพย์สินแล้วก็หนี้สินต่อ ป.ป.ช. นับตั้งแต่วันที่ดิฉันดำรงตำแหน่ง ซึ่งก็ได้ยื่น ต่อ ป.ป.ช. ครบถ้วนตามขั้นตอนทุกอย่าง ซึ่ง ณ ขณะนี้ก็มีการยื่นคำร้องเรื่องของการ ตรวจสอบความถูกต้อง แล้วก็เรื่องทุกอย่างที่ถูกฟ้องไปหรืออะไรไปที่มีการยื่นกันก็ยังอยู่ใน กระบวนการของ ป.ป.ช. ที่จะตรวจสอบตามขั้นตอน ซึ่งดิฉันมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ เต็มใจที่จะแสดงข้อมูลหลักฐานทุกอย่างที่ทั้งทาง ป.ป.ช. ขอมาก็ให้ความร่วมมือทุกประการ จนกว่าจะได้ข้อสรุปจาก ป.ป.ช. ส่วนเรื่องของธุรกรรมก่อนการดำรงตำแหน่ง ซึ่งท่านสมาชิก ได้อภิปรายว่าต้องพูดกันชัด ๆ ก่อนเลยว่าทรัพย์สิน กิจการของครอบครัว แล้วก็ทรัพย์สิน หนี้สิน กิจการทั้งหมดที่ของดิฉันเองแล้วก็ของครอบครัวด้วยมีการที่ถูกตรวจสอบ อย่างเข้มข้นมาตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เข้มข้นมาตลอด แล้วก็ ไม่เคยมีตอนไหนไม่เข้มข้นเลย ทุกบัญชี ทุกธุรกรรมอยู่ในสายตาอยู่ในที่เปิดเผยแล้วก็โปร่งใส มานานมากแล้ว นอกจากนี้ดิฉันก็ขอยืนยันว่าที่โดนตรวจสอบทั้งหมด แล้วก็ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ทรัพย์สินทุกอย่างก็คือถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ที่ดินทุกแปลง ทุกตารางวาที่ดิฉันและ ครอบครัวมีก็คือออกโฉนดโดยรัฐทั้งหมด ไม่มีการซื้อที่ดินที่ไม่มีโฉนดนะคะ การทำธุรกรรมในเรื่องของหุ้นที่ท่านสมาชิกพูดถึง เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ก่อนที่จะเข้าสู่ การเมืองหลายปี คือก็จะมีความตั้งใจในการปรับโครงสร้างของการถือหุ้นบริษัท โดยการ ซื้อขายผ่านตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือที่เรียกสั้น ๆ กันว่า PN หรือว่า Promissory Note อันนี้ ก็คือเป็นชื่อย่อเรียกว่า PN ก็เป็นหนังสือที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้กับอีก บุคคลหนึ่งตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งหนังสือดังกล่าวนี้ดิฉันได้ติดอากรแสตมป์ตาม กฎหมายเรียบร้อย ซึ่งการซื้อขายแบบนี้บางรายการก็ไม่มีการเสียภาษีเนื่องจากว่า ยังไม่มีการชำระเงินก็เลยยังไม่ทราบจำนวนแล้วก็ยังเสียภาษีไม่ได้ ซึ่งการซื้อขายแบบนี้ มันจึงเป็นภาระหนี้สินระหว่างดิฉันซึ่งเป็นผู้ซื้อ แล้วก็ครอบครัวผู้เป็นผู้ขาย จริง ๆ ก็ชัดเจน อยู่แล้วไม่ได้มีพฤติกรรมอำพรางใด ๆ นะคะ เพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าจะเกิดการซื้อขายหรือ การอะไรต่าง ๆ ยอดหนี้ต่าง ๆ ที่เห็นก็ยังต้องแสดงชัดเจนอยู่ในบัญชีอยู่แล้ว ซึ่งก็ได้ยื่น ป.ป.ช. ไปหมดแล้วก็ตรวจสอบได้ทุกอย่างอีกเช่นกันนะคะ วิธีการเหล่านี้ที่เล่าให้ฟังในเรื่อง ของ PN นี้หรือการปรับโครงสร้างต่าง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ทำกันมาเป็นเรื่อง ปกติอยู่แล้ว ท่านลองถามสมาชิกฝ่ายค้านในพรรคท่านเองก็ได้ว่ามีใครทำธุรกิจอะไร ประมาณนี้ไหม ก็มีการได้ทำในเรื่องของตั๋วสัญญาใช้หนี้แบบนี้บ้างไหมลองถามดู แต่ว่าถ้ามี ก็ไม่ได้ว่าอะไรนะคะเพราะบอกแล้วว่าเป็นเรื่องปกติ แล้วก็ที่ท่านสมาชิกอ้างว่าเรื่องนี้ จะกลายเป็น ใช้คำว่า เป็นแหล่งทุจริต ข้าราชการผู้ใหญ่จะออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ขบวนการ ค้ายาเสพติดจะออกตั๋วให้กัน ดิฉันว่าอันนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องที่จินตนาการมากไปสักเล็กน้อย แต่ว่าจริง ๆ ก็ไม่เล็กน้อยแต่ก็จินตนาการเยอะเหมือนกันนะคะ การออกตั๋วสัญญาใช้เงิน จะทำกับธุรกรรมที่ถูกกฎหมาย ดำเนินการได้โดยเปิดเผย ฝ่ายผู้ซื้อเองแล้วก็ฝ่ายผู้ขาย รับภาระหนี้สินระหว่างกัน ไม่มีการกระทำนอกกฎหมายใด ๆ เพราะว่ากระทำนอกกฎหมาย ที่ไหนออกหลักฐานเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินที่ระบุที่มาของเงินไม่ได้มันก็ไม่สามารถทำได้ การเลือกใช้วิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินแทนการรับให้ เพราะนี่เป็นการดำเนินการธุรกิจอย่าง เปิดเผย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำอันนี้คือมันไม่สามารถแอบทำได้ค่ะ มันต้องเป็นการที่ ถูกกฎหมาย แล้วก็ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่ต้องบรรลุนิติภาวะแล้ว แล้วก็ในเรื่อง ของการปรับโครงสร้างหุ้นจำเป็นต้องใช้การซื้อขาย แต่ ณ เวลานั้นดิฉันไม่ได้มีความพร้อม ที่จะชำระค่าหุ้นด้วยเงินสด ณ เวลาตอนที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นก็คือไม่พร้อมที่จะชำระด้วยเงินสด จึงทำตั๋วสัญญาใช้หนี้แทน ซึ่งได้แสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้วนะคะ แล้วก็ได้พูดคุยกันในครอบครัวอยู่แล้วว่าเรื่องนี้จะมีการวางแผนที่จะชำระแล้วด้วย ซึ่งรอบแรกก็จะเกิดขึ้นภายในปีหน้านี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดิฉันแล้วก็ครอบครัวตกลงกันก็ไม่ได้ มีปัญหาอะไร แน่นอนว่าเมื่อเกิดการซื้อขายเกิดขึ้นแน่นอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างหลักฐานก็จะ ปรากฏในบัญชีทรัพย์สินของดิฉันแน่นอน ซึ่งเหมือนเดิมค่ะ ป.ป.ช. ก็ตรวจสอบได้อีกเช่นกัน ก็โปร่งใสนะคะ แล้วก็พอมีการซื้อขาย มีการต้องจ่ายภาษีเกิดขึ้น อย่างไรเราก็หลบการจ่าย ภาษีไม่ได้อยู่แล้วนะคะ เรื่องหุ้นก็ประมาณนี้ แล้วก็ในเรื่องของที่ดินอัลไพน์ เกิดขึ้นมาเป็น ระยะเวลานานมาก ๆ แล้ว ตอนบริษัทครอบครัวของดิฉันซื้อที่ดินแปลงนี้ ดิฉันเมื่อสักครู่ลอง ไปดูปีมาแล้วอายุประมาณ ๑๑ ขวบ แล้วก็ไม่ได้เป็นกรรมการบริษัท ก็ไม่แน่ใจว่าท่านจะต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่ตอนนั้นหรือเปล่านะคะ แล้วก็การซื้อที่ดิน ทุกแปลงของครอบครัวไม่เคยซื้อที่ดินที่ไม่มีการออกโฉนดโดยหน่วยงานรัฐนะคะ เพราะว่า จริง ๆ เราก็ต้องทราบอยู่แล้วว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายแล้วมันก็ต้องทำนะคะ หลังจากนั้น เมื่อมีคดีความและขั้นตอนที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามกระบวนการทุกอย่างค่ะ จนดิฉันมาเป็น นายกรัฐมนตรีก็ไม่มีการไปแทรกแซงใด ๆ แล้วก็ไม่เคยไปสั่งหน่วยงานไหนว่าให้แทรกแซง หรือว่าให้ทำเรื่องนี้ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะคะ เพราะว่ามันทำไม่ได้หรอกค่ะ คิดว่าท่าน อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจในกระบวนการทำงานที่แท้จริง ก็อาจจะไม่เข้าใจในเรื่องนี้แต่มัน แทรกแซงแบบนั้นไม่ได้ค่ะ ดิฉันอาจจะต้องอธิบายในอนาคตเพิ่มเติมค่ะ ดิฉันขอรับเรื่องนี้ไว้ อธิบายให้ทุกคนเข้าใจเพิ่มขึ้นในอนาคตค่ะ แต่ว่าในเรื่องนี้มันจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมอีก ก็เดี๋ยวเสร็จจากนี้ก็จะขออนุญาตมอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยชี้แจงในเรื่องนี้ เพิ่มเติมในรายละเอียดนะคะ ก็จะเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าทุกอย่างมันเป็นไปตามกระบวนการ หมดเลยค่ะ แล้วในส่วนของเขากระโดงเป็นกรณีพิพาทระหว่างกรมที่ดิน การรถไฟ แล้วก็ พี่น้องประชาชน ดิฉันเองในฐานะนายกรัฐมนตรีจะกำชับเรื่องนี้อย่างดี ให้ความเป็นธรรมกับ พี่น้องประชาชน แล้วที่แน่ ๆ ก็คือว่าทุกขั้นตอนจะต้องถูกดำเนินการอย่างถูกต้อง ตามกฎหมาย แล้วก็ตามกระบวนการ ขอให้มั่นใจว่าดิฉันทำเรื่องนี้อย่างจริงจังนะคะ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องใด ๆ ที่ต้องผ่านเข้ากระบวนการก็เข้ากระบวนการตามระบบตามระเบียบจริง ๆ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะเกิดความวุ่นวายต่าง ๆ ตามมา แล้วก็ไม่อยากให้ใช้เรื่อง Sensitive เหล่านี้พูดจาให้เกิดความสับสนหรือเกิดความแตกแยกในสังคมนะคะ เพราะว่าจริง ๆ แล้ว เราก็เป็นคนรุ่นใหม่แล้วก็น่าจะพร้อมที่จะรับฟัง แล้วก็เมื่อใคร ผลงานใด ๆ ที่เป็นประโยชน์ แล้วก็เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนก็ควรจะชื่นชมบ้างก็จะได้เป็นกำลังใจในการทำด้วย เพราะอย่างน้อย ๆ เราก็เป็นคนไทยเหมือนกันนะคะ มั่นใจว่าทุกคนก็หวังดีกับประเทศไทย เช่นกัน เพราะฉะนั้นการพูดเพื่อให้คนเกิดความเกลียดชังหรือความแตกแยกดิฉันคิดว่า เราผู้มีวุฒิภาวะไม่ควรทำค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านวิโรจน์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงตามข้อบังคับ ข้อ ๗๑ สักนิดหนึ่งครับ ท่านนายกรัฐมนตรี จะเสียภาษีมากกว่าใครนั่นเป็นหน้าที่ของท่านนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ผมมั่นใจครับว่าคนไทย ๖๐ ล้านคนหรือมากกว่านั้นเสียภาษีน้อยกว่าท่านนายกรัฐมนตรีทั้งนั้นละครับ แต่ท่าน กลับไปดูมาตรา ๕๐ (๙) ของรัฐธรรมนูญครับ บุคคลมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมาย บัญญัติ ประชาชนจะเสียมากเสียน้อยทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากัน การตอบแบบนี้สะท้อนว่า ไม่คำนึงถึง
ท่านประธานครับ ประท้วงครับ
ท่านวิโรจน์ครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านจุลพันธ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ประท้วงท่านประธาน ข้อ ๙ ครับ ไม่อยากให้ท่านประธานเปลี่ยนญัตติ ในเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกระทู้ถามนะครับ แล้วการพาดพิงเข้าใจครับสามารถ ใช้สิทธิได้ แต่สิ่งที่ท่านพูดออกมาเมื่อสักครู่ทั้งหมดไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่พาดพิง ของท่านเลยนะครับ เพราะฉะนั้นโดยข้อ ๙ ครับท่านประธาน โปรดควบคุมการประชุมครับ
ผมวินิจฉัยครับ ผมกำลังฟังอยู่ครับ ก็พยายามฟังท่านวิโรจน์อยู่ว่าท่านจะเข้าเรื่องที่ ท่านนายกรัฐมนตรีพาดพิงอย่างไรนะครับ ก็กระชับครับ
สรุปก็คือว่าเสียภาษี มากน้อยไม่ได้สำคัญครับ ตราบใดที่ประชาชนทุกคน ๆ ตัวเล็กตัวน้อยเสียภาษีตามที่ กฎหมายบัญญัติเขาถือว่าทำได้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแล้วครับ เสียภาษีมากแต่หาเทคนิค ในการหลบเลี่ยงหนีภาษีต่างหากที่น่ารังเกียจครับท่านประธาน
จริง ๆ ท่านวิโรจน์ประเด็นนี้ไม่ได้ ๆ เป็นการพาดพิงนะครับ ท่านก็ตอบมา การพาดพิง ๆ ก็คือพาดพิงไปถึงบุคคลใดแล้วทำให้บุคคลนั้นเสียหาย ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้พาดพิง ไปถึงท่านแล้วท่านเสียหาย เพราะฉะนั้นการชี้แจงเมื่อสักครู่นี้ก็ไม่ใช่เป็นลักษณะพาดพิง แต่ว่าท่านอภิปรายจบไปแล้วครับ ต่อไปเชิญท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอนุทิน ชาญวีรกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับมอบหมายจาก ท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ให้มาชี้แจงในเรื่องที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านจุลพงศ์ อยู่เกษ ได้อภิปรายที่เกี่ยวพาดพิงไปถึงกรณีที่ดินเขากระโดงและที่ดินอัลไพน์ ซึ่งในขณะที่ท่านอภิปรายท่านก็พยายามจะผูกทั้ง ๒ เรื่องนี้ว่ามีการเอื้อประโยชน์ระหว่าง ครอบครัวท่านนายกรัฐมนตรีและระหว่างตัวผมเองในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยซึ่งผม คงต้องขออนุญาตชี้แจงเพื่อให้เกิดความสับสนแก่พี่น้องประชาชนนะครับว่ารัฐบาล และกระทรวงมหาดไทยไม่ใช่กิจการของใครคนใดคนหนึ่ง หรือครอบครัวของใครนะครับ เพราะฉะนั้นจะมาแบ่งปันผลประโยชน์ใด ๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น และขอยืนยันว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไม่เคยเข้ามาแทรกแซงหรือสั่งการใด ๆ ทั้งทางตรงทางอ้อมให้กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย หรือตัวกระผมเองให้ทำการเอื้อประโยชน์แก่บริษัท อัลไพน์ และบุคคลในครอบครัวของท่านเลย แม้แต่ครั้งเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ กรณีการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินที่เป็นที่ตั้งของ สนามกอล์ฟอัลไพน์นั้นนะครับ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมากว่า ๒๐ ปีแล้ว ผ่านมาหลาย รัฐบาลแล้ว แล้วก็มีคำสั่ง มีคำพิพากษาของศาล ซึ่งมีบุคคลหลายท่านก็ได้ต้องโทษในคำ พิพากษาของศาลนั้นไปแล้ว แต่ประเด็นทั้งหมดก็คือเรื่องของการเพิกถอนเอกสารสิทธิได้มา ยุติในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ก็คือรัฐบาลชุดนี้ ด้วยนโยบาย ของท่านที่ว่าให้ดำเนินการตามกฎหมาย ยึดความถูกต้องเป็นหลักในการดำเนินงานอย่าง เคร่งครัด ในขณะที่ทำนั้นผมก็ได้ถามท่านอธิบดีกรมที่ดินว่าท่านมีความรู้สึกกดดันใด ๆ หรือไม่ในการที่มีเรื่องนี้ขึ้นมา ทั้งเขากระโดง ทั้งอัลไพน์ ท่านอธิบดีกรมที่ดินได้ยืนยันกับผม และคณะทำงานของผมอย่างชัดเจนว่าไม่ได้มีความกดดันใด ๆ ทั้งสิ้น และยินดีที่จะปฏิบัติ ตามกฎหมาย ตามหน้าที่ของท่านทุกประการนะครับ ดังนั้นแทนที่จะกล่าวหาว่าท่าน นายกรัฐมนตรีแพทองธารท่านทำเพื่อประโยชน์ของท่านและบุคคลในครอบครัวของท่าน จริง ๆ แล้วเราควรจะต้องชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านได้ให้นโยบายต่อกระทรวงมหาดไทย และกรมที่ดินผ่านทางผมนะครับว่าให้ยึดถือกฎหมายเป็นหลักและไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบ ใด ๆ ที่จะไปถึงตัวท่านเองและครอบครัว และขณะนี้ก็ได้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดิน สนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งลงนามโดยท่านรองปลัดกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจ โดยตรงในการดำเนินการนี้ ดังนั้นต้องถือว่าขณะนี้ตัวท่านนายกรัฐมนตรีและครอบครัว ของท่านคือ ๑ ในผู้เสียหายเช่นเดียวกับผู้ที่เป็นลูกบ้านอัลไพน์รายอื่น ๆ ซึ่งท่านจะต้อง ไปใช้สิทธิในทางศาลเพื่อขอความเป็นธรรมให้กับตนเอง เพื่อขอรับค่าทดแทนจากการกระทำ นิติกรรมที่เป็นการบกพร่องของกรมที่ดินในอดีต กรณีปัญหาที่ดินเขากระโดงก็เช่นกันครับ เป็นกรณีที่กรมที่ดินปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครอง ให้กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการขึ้นมา สอบสวน ซึ่งคณะกรรมการได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเพิกถอนเอกสารสิทธิ ที่ดินตามที่การรถไฟได้ฟ้องต่อศาลปกครอง ซึ่งขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยก็ยังคง สิทธิไว้ที่จะไปดำเนินการฟ้องศาลต่อเพื่อจะให้ศาลมีคำสั่งในการที่จะเพิกถอนหรือ ไม่เพิกถอนใด ๆ แต่ ณ ขณะนี้ตามคำสั่งคำพิพากษาของศาลปกครองที่ระบุไว้ว่า การดำเนินการของคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา ๖๑ นั้น เมื่อดำเนินการตามขั้นตอน ที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วได้ผลอย่างไรศาลไม่อาจก้าวล่วงได้ ท่านประธานครับ แม้กระทั่งใน คำพิพากษาของศาลยังเขียนไว้ว่าศาลยังก้าวล่วงไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรที่ท่าน นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะไปสั่งการก้าวล่วงให้เป็นการดำเนินการอย่างอื่นแก่ข้าราชการของหน่วยงานต่าง ๆ เพราะฉะนั้นโดยสรุปนะครับ กรณีปัญหาที่ดินเขากระโดงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของ ศาลปกครองแล้วครับ โดยสรุปนะครับ กรณีการเพิกถอนที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์กับกรณี ปัญหาที่ดินเขากระโดงไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด ไม่มีการตกลงแลกประโยชน์ใด ๆ แม้แต่เล็กน้อย และทั้ง ๒ กรณีนี้เป็นกรณีที่กรมที่ดินต้องดำเนินการทำตามคำสั่งของศาล ทั้ง ๒ กรณีเกิดขึ้นมาก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และตัวผมเอง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะเข้ามาดำรงตำแหน่งครับ ดังนั้นก็อยากจะ เรียนนะครับว่าข้อกล่าวหาจากการอภิปรายของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้อภิปรายไป เมื่อช่วงเช้าวันนี้ก็ไม่มีข้อเท็จจริงหรือไม่มีมูลแต่ประการใด ดังนั้นในฐานะที่เป็นหัวหน้า พรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่งจึงขออนุญาตชี้แจง แล้วก็ขอจบด้วยคำว่า สู้ ๆ แพทองธาร ครับ
ผู้ที่จะอภิปราย ต่อไปนะครับ คุณวรภพ วิริยะโรจน์ ซึ่งขอแจ้งมาว่า ๖๐ นาทีครับ เชิญครับ
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ผมขอ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ครับ ที่โกงค่าไฟประชาชน ทุจริต นโยบาย สานต่อขบวนการค่าไฟแพงครับ ปล้นเอาเงินจากกระเป๋าประชาชนคนทั้งประเทศ ไปแลกกับ Deal จัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงานที่สนิทสนมกับ นายกรัฐมนตรีและครอบครัว ผมจะขอปอกเปลือกความผิดครับ ที่มีทั้งเจตนาจะกระทำ ทุจริตและที่ได้กระทำทุจริตสำเร็จไปแล้ว โดยจะลงรายละเอียดให้ท่านประธานได้เข้าใจ และเห็นภาพตามว่าทำไมผมถึงเน้นย้ำว่ามันคือการสานต่อโดยทุจริตนโยบาย และมันทำกัน เป็นขบวนการที่ทำให้ค่าไฟของประชาชนนั้นแพงครับ แต่เพื่อให้ท่านประธานและพี่น้อง ประชาชนได้ตามขบวนการค่าไฟแพงนี้ได้ทันครับ ก็ต้องขอใช้เวลาสักเล็กน้อยในการ ปูพื้นฐานให้ท่านประธานเข้าใจว่าสาเหตุของค่าไฟแพงมันมาจาก ๒ ส่วนใหญ่ ๆ คือส่วนแรก คือต้นทุนเชื้อเพลิงครับ อันนี้นี่รัฐบาลควบคุมไม่ได้ และส่วนที่ ๒ คือนโยบายของรัฐที่รัฐบาล ตั้งใจทำให้แพงก็ได้ครับ อธิบายส่วนแรกให้ท่านประธานเข้าใจง่าย ๆ อย่างนี้ ประเทศไทยเรา ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติแอลเอ็นจีจาก ต่างประเทศเข้ามาผลิตไฟฟ้าด้วย ดังนั้นถ้ายังจำกันได้ครับ เมื่อ ๓ ปีที่แล้วมีคราวสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ค่าไฟ ค่าก๊าซธรรมชาตินี้มันแพงขึ้นมา ๓ เท่าครับ ค่าไฟบ้านเรามันก็แพงจาก ๓ บาทกว่า ไป ๕ บาทกว่าต่อหน่วย แล้วพอราคาก๊าซธรรมชาติมันลดลงมา ค่าไฟบ้านเรา มันก็เลยลดลงมาที่ ๔ บาทกว่าต่อหน่วย อันนี้มันลดลงตามราคาต้นทุนตลาดโลก ลดตาม ราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลง มันไม่ใช่ผลงานรัฐบาลอะไรเลยครับ และที่จริงค่าไฟนี่มันจะลดลง ได้มากกว่านี้ถ้ามันไม่มีส่วนที่ ๒ ที่ทำให้ค่าไฟแพง คือส่วนนโยบายของรัฐที่รัฐบาลควบคุมได้ หรืออธิบายอีกแบบครับ คือเป็นส่วนที่รัฐบาลตั้งใจทำให้แพงก็ได้ ซึ่งวันนี้ก็เลยเป็นที่รู้กัน มากขึ้นครับ ผลลัพธ์ของนโยบายของรัฐที่ไปอนุมัติให้เอกชนสร้างโรงไฟฟ้าได้เยอะ ๆ เยอะจนล้นเกินกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ใช้จริง และทุกโรงไฟฟ้าที่รัฐอนุมัติให้ไปสร้าง มันมาพร้อมกับค่าความพร้อมจ่าย คือขอให้เอกชนสร้างโรงไฟฟ้าเสร็จ แม้ไม่ต้องเดิน เครื่องเลยแต่ยังได้เงินจากเราครับ เพราะรัฐจะไปจ่ายตรงนี้ให้แล้วก็มาคิดเงินกับประชาชน ผ่าน Bill ค่าไฟ นี่คือผลลัพธ์ของนโยบายของรัฐครับ จนทุกวันนี้ประเทศไทยเรามีโรงไฟฟ้า ล้นและเยอะเกินแค่ไหน ท่านประธานทราบไหมครับ ประเทศไทยเรานี้มีโรงไฟฟ้าเอกชน ขนาดใหญ่ IPP ๑๓ โรงครับ ผมเอาตัวอย่างของเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๗ นี่ครับ มีถึง ๗ โรงนะครับ ไม่ได้เดินเครื่องเลยแม้แต่วันเดียวครับ แต่ยังได้เงินจากเรา ๒,๕๐๐ ล้านบาทต่อเดือน คือเกินครึ่งนะครับ โรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่องเลยครับ และมันก็มีการ คำนวณมาครับ ถ้าเอาค่าความเสียหายของโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่องเลยครับ ทั้งโรงเล็ก โรงใหญ่ ทั้งปีมันอยู่ที่ ๕๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ ถ้าเอาค่าความเสียหาย ๕๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มาหารกับ ๒๒.๖ ล้านครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศที่ใช้ไฟฟ้าเป็นสัดส่วน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ค่าความเสียหายมันอยู่ที่ ๗๓๐ บาทต่อปีต่อครัวเรือน ถ้ามาหารเป็นตาม Bill ค่าไฟเป็น รายเดือนครับ มันคือ ๖๑ บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนครับ ที่คนไทยเราทุกคน ผมย้ำนะครับว่า ทุกคน เหมือนถูกปล้นครับ ปล้นจากกระเป๋าเงินของเราไปยังให้เจ้าของโรงไฟฟ้าเอกชน โดยนโยบายของรัฐครับ นี่คือผลลัพธ์ของส่วนที่ ๒ ครับส่วนของนโยบายของรัฐ และใน ขณะเดียวกันค่าไฟประชาชนที่แพงขึ้น มันมีกลุ่มทุนพลังงานที่มั่งคั่งขึ้นทุกวันในขณะเดียวกัน มันจึงเรียกว่านี่คือการทุจริตเชิงนโยบาย คือไส้ในเหมือนมีนโยบายของรัฐเป็นเหตุผล แต่จริง ๆ แล้วมันคือข้ออ้างครับ มันคือการโกง ยักยอกเงินจากกระเป๋าของเราไปยังกลุ่มทุน พลังงานผ่าน Bill ค่าไฟโดยนโยบายของรัฐบาลเองครับ และวันนี้ครับประชาชนเขาเริ่มรู้ทัน เขาเริ่มจับตาการอนุมัติให้เอกชนสร้างโรงไฟฟ้าเยอะ ๆ มันก็เลยมีวิวัฒนาการของการโกง วิวัฒนาการของขบวนการค่าไฟแพงที่เริ่มมาอ้างถึงพลังงานหมุนเวียนครับท่านประธาน ซึ่งผมจะเริ่มลงรายละเอียดของขบวนการค่าไฟแพงต่อจากนี้ไปครับ และจะขอเริ่มจาก ความผิดทุจริตนโยบายที่ ๑ ครับ ของการสานต่อขบวนการค่าไฟแพง เมื่อนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้เดินหน้าสานต่อการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน เฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ ไปแล้วครับ แม้ว่าสถานะวันนี้จะเป็นการชะลอโครงการมา ๓ เดือนแล้วก็ตามครับ แต่ก็ต้อง ย้ำครับว่ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้ตั้งใจที่จะโกงค่าไฟประชาชน ขนาด ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปเรียบร้อยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ ครับ ผมขอประท้วงครับ ท่านประธานครับ
ครับ เชิญครับ
ผมประท้วงผู้กำลังอภิปราย ข้อ ๖๙ ครับ ผมคิดว่าคำว่า โกง ๒ คำก็โกง ๓ คำก็โกง มันเป็นการใช้วาจาไม่สุภาพในที่ประชุมแห่งนี้ นะครับ ถ้าเป็นคำอย่างอื่นมันพอที่จะฟังกันได้ เราไม่ได้คุยกันเฉพาะในผู้แทนนะครับ เราถ่ายทอดไปทั่วประเทศ ไปทั่วโลก ผมคิดว่าประธานต้องวินิจฉัยแล้วครับ คำว่า โกง นะครับ เพราะคำก็โกง ๒ คำก็โกง นายกรัฐมนตรีโกง ๆ นายกรัฐมนตรีมาทำงานได้ ๖ เดือนเอง ครับท่านประธาน
พอแล้วครับ
ท่านประธานก็ชอบให้ผมพออยู่เรื่อย ผมยังไม่ได้สะเด็ดน้ำสักทีเลยท่านประธาน ขอบคุณครับ
ผมอยากให้ ผู้อภิปราย คุณวรภพได้อภิปรายประเด็นที่อยู่ในญัตติ คำว่า โกง มันเกินกว่าญัตตินะครับ มันเป็นการเสียดสี ท่านจะใช้คำอย่างอื่นก็ได้นะครับ แต่ว่าโกง คนฟังก็มองเห็นว่าไม่ค่อย สุภาพนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอเว้นอย่างที่อาจารย์ครูมานิตย์ว่า แต่ว่าที่พูดแล้วไม่ต้องถอน แต่ต่อไปก็กรุณาอย่าใช้คำว่า โกง ก็แล้วกันครับ เชิญครับ
เรียนประธานครับ ต้องยืนยัน ครับนี่คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจครับ และในญัตติก็มีการทุจริตนโยบายครับ มันก็คือการโกง นั่นละครับ
ท่านพูดคำว่า ทุจริตเชิงนโยบายได้ครับผมไม่ว่า แต่ว่าคำว่า โกง มันค่อนข้างจะเสียดสีรุนแรงครับ
โอเคครับ
ทุจริตเชิงนโยบาย ท่านว่าไปได้ อยู่ในญัตติครับ เชิญครับ
โอเค ผมจะขอไล่เลียงช่วงเวลา Timeline ให้ท่านประธานได้เข้าใจครับ ของการเจตนาสานต่อทุจริตนโยบายครับ และการ กระทำที่เป็นขบวนการครับ ให้เห็นกันชัด ๆ ครับ ทำไมถึงต้องมาไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และผมต้องเกริ่นแบบนี้ก่อนครับ ที่ต้องอธิบายครับว่ามันคือการสานต่อขบวนการค่าไฟ แพงครับ เพราะว่าโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน เฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ครับ มันเป็นโครงการที่ริเริ่มโดยรัฐบาลก่อนหน้าครับ ก็คือโดยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นมติเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๖ ครับ เป็นมติของคณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติ ตัวย่อคือ กพช. นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หลังจากนี้ตัวย่อจะเยอะ นิดหนึ่งครับท่านประธาน เพราะมันทำกันเป็นขบวนการครับ แต่ผมจะอธิบายท่านประธาน เข้าใจง่าย ๆ อย่างนี้ครับ กพช. คือ Board ระดับนโยบายพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย อนุมัติมาเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๖ เรียกได้ว่าเป็นมติที่ทิ้งทวนครับเพราะอนุมัติไว้ ๒ เดือน ก่อนเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งหลังเลือกตั้งเปลี่ยนรัฐบาลมาแล้ว ตอนแรกก็คิดว่าโครงการนี้จะถูกพับ ไป แต่มันไม่ใช่ครับ รัฐบาลใหม่กลับมาสานต่อและเดินหน้าเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๗ เมื่อ มีมติของ กบง. คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน กบง. นี้รัฐมนตรีพลังงานเป็นประธาน ครับ อันนี้มีมติที่เป็นทางการสั่งให้เดินหน้าโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ และหน่วยงานรัฐที่กำกับธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ตัวย่อก็คือ กกพ. เขาก็เลย ออกประกาศระเบียบรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ ออกมาเมื่อเดือน กันยายน ๒๕๖๗ ครับ ดังนั้นก็ต้องย้ำนะครับเป็นมติ กบง. ที่สั่งเดินหน้าอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นครับมันก็จะเป็น Timeline ที่จะอธิบายให้ท่านประธานได้เห็นถึงเจตนาของ รัฐบาลครับ หลังจากเดือนกันยายนที่ประกาศระเบียบมาแล้ว เดือนตุลาคม ๒๕๖๗ ผู้นำฝ่าย ค้านหัวหน้าพรรคประชาชน สส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็ได้ถามกระทู้ถามสด ต่อนายกรัฐมนตรีครับ เพราะมันเป็นเรื่องนโยบายที่นายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจ แต่นายกรัฐมนตรีก็หนีตอบกระทู้ถามครับ จนทุกวันนี้ก็ยังตอบกระทู้ถามฝ่ายค้านที่สภา มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมาตอบแทนครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงานก็ตอบกระทู้ถามที่สภาว่ายอมรับว่าโครงการนี้มีปัญหาจริง และวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็เลยส่งหนังสือให้ กกพ. ขอให้ระงับโครงการไฟฟ้า หมุนเวียน ๓,๖๐๐ ก็จริงอยู่ครับ แต่ต้องอธิบายท่านประธานอย่างนี้ครับว่าการรับส่งเอกสาร ให้ กกพ. มันไม่มีผลทางกฎหมายครับ มันไม่ใช่มติ กบง. ที่รัฐมนตรีพลังงานเป็นประธานครับ และมันก็ไม่ใช่มติ กพช. ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานที่จะมาเปลี่ยนแปลงอะไรได้ครับ และที่สำคัญที่สุด วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ มีการประชุม กพช. ที่นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร มานั่งเป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็เข้าประชุม ด้วยครับ ไม่ได้มีมติเปลี่ยนแปลงอะไรครับแต่บนเว็บไซต์ของรัฐบาลก็มีการเผยแพร่ข่าว ระบุมาชัด ๆ ว่านายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร สั่งให้ทุกหน่วยงานที่มีโครงการไฟฟ้า สะอาดเร่งเดินหน้าทุกโครงการ ถ้าแบบนี้มันก็ไม่แปลกหรอกครับที่เดือนถัดมาวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๗ กกพ. เขาก็เลยประกาศรายชื่อเอกชนที่ได้รับคัดเลือกที่จะให้มาทำสัญญา ซื้อขายไฟฟ้ากับรัฐ ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ส่วนแรก และกำหนดให้เอกชนเร่งรีบมาลงนาม ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าครับ ภายใน ๑๕-๖๐ วัน ซึ่งต้องอธิบายท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ถ้าเราปล่อยให้เอกชนมาลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับรัฐไปแล้วมันจะถือว่าผูกพัน เป็นสัญญาระหว่างรัฐและเอกชนสมบูรณ์แบบไปแล้ว รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลหน้าจะมา เปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือยกเลิกสัญญาอะไรมันก็จะยากขึ้นไปอีกครับ หัวหน้าพรรคประชาชน เลยต้องถามกระทู้ถามสดอีกครั้ง และนายกรัฐมนตรีก็หนีตอบกระทู้ถามสดอีกครับ จนสำนัก ข่าวทุกสำนัก พี่น้องประชาชนต้องร่วมกันรวมพลังกันกดดันคัดค้าน ออกข่าวกันแทบ ทุกสำนัก ทั้ง Social Media คัดค้านโครงการนี้อย่างหนัก เพราะมันจะทำให้ค่าไฟประชาชน แพงขึ้น จนในที่สุดวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๗ มีการเรียกประชุม กพช. ครับ แต่รอบนี้ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร แทนที่จะทำหน้าที่ประธาน กพช. โดยตำแหน่งด้วยตนเอง ก็หนีประชุม กพช. ครับ นอกจากจะหนีตอบกระทู้ถามสดแล้ว การทำหน้าที่ประธาน กพช. โดยตำแหน่งก็ยังหนีครับ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมาเป็นประธานแทน นี่คือการลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไร้ภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และแม้ว่าวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๗ จะมีมติ กพช. ให้ชะลอโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ออกไปก่อน แต่ก็ต้องยืนยันครับว่าไม่เป็นมติที่ให้ชะลอเท่านั้นครับ มันยัง ไม่ใช่ระงับหรือยกเลิกโครงการอะไรเลยครับ และผ่านมาจนถึงวันนี้ ๓ เดือนก็แล้วก็ยังไม่มี คำชี้แจงใด ๆ จากนายกรัฐมนตรีที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร ว่าจะตัดสินใจอย่างไรกับการรับซื้อ ไฟฟ้าหมุนเวียน ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์นี้ หรือว่ามันเป็นเพียงแค่เทคนิคครับ เทคนิคในการรอ ให้ข่าวมันเงียบ เมื่อข่าวมันเงียบแล้วค่อยไปลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนต่อได้ ที่ต้องย้ำท่านประธานแบบนี้เพราะว่าการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนรอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ มันคือการทุจริตนโยบายขนาด ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน มีข้อทุจริตนโยบาย ใหญ่ ๆ ๔ ประเด็นครับที่ผมจะไล่ให้ท่านประธานได้เข้าใจถึงความผิดของนายกรัฐมนตรี ที่ร้ายแรงกว่านี้ครับ ขอเริ่มจากประเด็นทุจริตนโยบาย
๑. คือการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนรอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ มันเป็นการรับซื้อ ไฟฟ้าที่ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันราคาอะไรเลยครับ ประเทศไทยปีที่แล้วใช้ไฟฟ้าทั้งหมด สูงสุด ๓๖,๐๐๐ เมกะวัตต์ ดังนั้นการรับซื้อไฟฟ้าระดับ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์คือการรับซื้อไฟฟ้า ระดับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ แต่การรับซื้อโครงการใหญ่ ขนาดนี้กลับเป็นการรับซื้อที่ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันราคาอะไรเลย เพราะมติ กพช. เขากำหนดราคารับซื้อมาแล้วครับ คือเคาะราคามาระดับนโยบายเลยครับว่าจะรับซื้อที่ราคา เท่าไรครับ ไม่ต้องให้เอกชนมาประมูลแข่งขันครับว่าใครจะเสนอขายไฟให้รัฐได้ถูกที่สุด ทั้ง ๆ ที่ทุกราคาที่รัฐไปรับซื้อมาจากเอกชนมันจะเป็นต้นทุนของประชาชนทั้งหมด แล้วใน เมื่อไม่มีการประมูลแข่งขันมันก็ต้องไปดูต่อว่าแล้วราคาค่าไฟที่รัฐจะรับซื้อโดยไม่เปิดประมูล มันแพงกว่าที่ควรจะเป็นแค่ไหนครับ ท่านประธานก็จะเข้าใจครับว่าทำไมผมถึงบอกว่า มันเป็นการทุจริตนโยบาย ค่าไฟประชาชนระดับ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
เหตุผลแรก ราคาที่รัฐจะรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชน ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์หรือ โซลาร์ฟาร์ม รัฐจะรับซื้อที่ ๒.๒ บาทต่อหน่วย พลังงานลมรัฐจะรับซื้อที่ ๓.๑ บาทต่อหน่วย ๒ ราคานี้เป็นราคาที่กำหนดไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ คือเป็นราคาเดียวกันการรับซื้อไฟฟ้า หมุนเวียนเฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว และในการรับซื้อเฟสแรก รัฐประกาศรับซื้อมา ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ แต่มีเอกชนมายื่นเสนอโครงการต้องการจะขายไฟฟ้า ให้รัฐถึง ๑๗,๔๐๐ เมกะวัตต์ คือ ๓.๓ เท่าของที่รัฐจะประกาศรับซื้อ มันก็ช่วยยืนยันครับว่า ราคาที่รัฐจะรับซื้อขนาด ๒ ปีที่แล้วกำไรมันดีแค่ไหนครับเอกชนเขาถึงแย่งจะสนใจ มาขายไฟฟ้าให้รัฐ แล้วเมื่อเวลาผ่านมา ๒ ปีก็แล้ว เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็แล้ว รัฐบาลของ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ก็ยังคงที่จะเลือกที่จะสานต่อการรับซื้อไฟฟ้าโดย ไม่เปิดประมูล และยังคงราคารับซื้อไว้เหมือน ๒ ปีที่แล้วเป๊ะ ๆ ครับ ทั้ง ๆ ที่คนในวงการ พลังงานเขารู้กันดีครับว่าต้นทุนพลังงานหมุนเวียนมันลดลงทุกปีตามการพัฒนาของ เทคโนโลยี แต่ราคาที่รัฐจะรับซื้อมันเป็นเส้นตรงคงที่ตลอดครับ เอาส่วนต่างตรงนี้มา เทียบกันมันก็จะได้คำตอบครับว่าจะทำให้ค่าไฟประชาชนแพงขึ้นปีละ ๔,๐๐๐ ล้านบาท และในการรับซื้อก็อนุมัติราคารับซื้อคงที่ตลอดอายุสัญญา ๒๕ ปีเต็มครับ คือเบ็ดเสร็จแล้ว ค่าไฟประชาชนจะแพงขึ้นถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แสนล้านบาทครับที่ประชาชนไม่ควร จะต้องจ่าย ถ้าไม่มีการตั้งใจทุจริตนโยบายของรัฐบาลให้กับกลุ่มทุนพลังงาน มันมีตัวอย่าง อีกมากครับว่าทำไมราคาที่รัฐจะรับซื้อเอาแค่พลังงานแสงอาทิตย์มันแพงกว่าที่ควรจะเป็นครับ ผมยกตัวอย่างของเพื่อนบ้านเรา ใกล้ ๆ บ้านเรา เวียดนามเขารับซื้อกันที่ ๑.๗ บาทต่อหน่วย มาเลเซีย ๑.๘ บาทต่อหน่วยครับ แต่เอาที่ตัวอย่างชัด ๆ มันก็จะเป็นกรณีที่บริษัทคนไทย เรานี่ครับ บริษัท จีพีเอสซี เป็นบริษัทลูกของ ปตท. รัฐวิสาหกิจบ้านเรา เขาประกาศมาครับ ว่าบริษัทย่อยที่อินเดียเขาไปประมูลมาครับ ย้ำนะครับ คือเปิดประมูลที่อินเดีย เขาชนะไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ไปเท่าไร ท่านประธานฟังแล้วจะตกใจครับ บริษัทของคนไทยชนะ ประมูลไปที่ ๑.๐๖ บาทต่อหน่วย ชัด ๆ นะครับ พอเปิดประมูลบริษัทเครือคนไทยเสนอขาย ไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่ ๑.๐๖ บาทต่อหน่วย ทีนี้บริษัทคนไทยนี้จะขายไฟฟ้าราคาเดียวกันนี้ ให้กับรัฐบาลไทยไม่ได้นะครับ เพราะรัฐบาลไทย นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ไม่ซื้อ กลัวกลุ่มทุนแรงงานบ้านเราเขารวยกันไม่พอครับถึงยินดีที่จะซื้อแพงถึง ๒ เท่า แน่นอนครับ การเอาต้นทุนต่างประเทศมาเทียบกันตรง ๆ มันเทียบกันไม่ได้ครับ แดดเขาอาจจะแรงกว่า ที่ดิน ค่าแรงเขาอาจจะถูกกว่าครับ แต่ทุกคนเขารู้ครับว่าต้นทุนมันไม่ต่างกันถึง ๒ เท่า แบบที่รัฐบาลไทยกำลังจะรับซื้อโดยไม่เปิดประมูลครับ และคนที่ยืนยันที่ดีที่สุดครับว่าต้นทุน ไฟฟ้าแสงอาทิตย์บ้านเรามันน้อยกว่า ๒.๒ บาทที่รัฐบาลกำลังจะรับซื้อโดยไม่เปิดประมูล คือใครรู้ไหมครับท่านประธาน คือนายกรัฐมนตรีครับ เพราะพ่อของนายกรัฐมนตรีเขาช่วย ยืนยันสด ๆ ร้อน ๆ ๒ เดือนที่แล้ว บอกว่าต้นทุนไฟฟ้าแสงอาทิตย์บ้านเราอยู่ที่ ๑.๘ บาท ๒ เดือนที่แล้วบอก ๑.๘ บาท ๒ สัปดาห์ก่อนบอกอยู่ที่ ๑ บาทกว่า ๆ เองครับท่านประธาน แต่นายกรัฐมนตรีคนลูกยินดีที่จะซื้อถึง ๒.๒ บาทต่อหน่วยครับ นี่ละครับที่ผมยืนยันครับ ว่าค่าไฟประชาชนมันจะแพงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ปีละ ๔,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่ออายุสัญญา ๒๕ ปีครับ ที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ตั้งใจจะสาน ต่อและเดินหน้าการรับซื้อโดยไม่เปิดประมูลครับ ให้กลุ่มทุนพลังงานกำไรกันจุก ๆ ครับ ให้ประชาชนต้องมาจ่ายค่าไฟแพงไปอีก ๒๕ ปี และนอกจากประเด็นแรกครับที่เป็นการ รับซื้อโดยไม่เปิดประมูล การรับซื้อรอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์นี่ครับมันเป็นการรับซื้อไฟฟ้า ที่ซ้ำซ้อนกับการเปิดเสรีไฟฟ้าสะอาด ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ของรัฐบาลเองครับที่จะทำให้ค่าไฟ ประชาชนแพงขึ้น ก่อนอื่นผมต้องยืนยันกับท่านประธานอย่างนี้ครับว่าผมและพวกเรา สนับสนุนการมีไฟฟ้าสะอาดในประเทศไทยครับ พวกเราก็สนับสนุนนโยบายการเปิดเสรี ไฟฟ้าสะอาดของรัฐบาล หรือที่เรียกเป็นทางการว่า Direct PPA อธิบายให้ท่านประธาน ง่าย ๆ อย่างนี้ครับ มันคือนโยบายที่อนุญาตให้ผู้ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดและผู้ผลิตไฟฟ้า สะอาดเขาสามารถตกลงซื้อขายไฟฟ้าสะอาดกันเองได้โดยตรง แล้วก็มาเช่าสายส่งให้ การไฟฟ้าในการซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายที่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชนครับ ภาคเอกชนที่เขาต้องการไฟฟ้าสะอาด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๔ ชั่วโมง ๗ วันนี้ครับ มันคืออันนี้ ครับ RE100 หรือ Renewable ร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ ที่รัฐบาลมักจะอ้างครับว่าเอกชน เขาต้องการไฟฟ้าสะอาดมันคืออันนี้ ส่วนนี้จะไม่ทำให้ค่าไฟประชาชนแพงขึ้น เพราะผู้ผลิต และผู้ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดเขาแข่งขันราคาและตกลงกันเองครับ ค่าไฟประชาชนเลย ไม่ได้แพงขึ้นตอบโจทย์ทั้งเอกชนและไม่กระทบค่าไฟประชาชน และรัฐบาลนี้เองครับก็อนุมัติ มาไว้ในเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๖๗ มีมติ กพช. อนุมัติ Direct PPA ไปแล้วมันถึง ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ครับ แต่ผ่านมา ๑ เดือนครับก็กลับมีมติให้เดินหน้าการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ที่ซ้ำซ้อนครับ ผมทวนความจำท่านประธานอีกทีครับ ตอนนี้เรามีโรงไฟฟ้า ที่ล้นเกินอยู่แล้ว และเมื่อเอกชนที่เขาต้องการไฟฟ้าสะอาดเขามีช่องทางในการซื้อไฟฟ้า สะอาดจากแต่ Direct PPA ได้อยู่แล้ว ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ แล้วใครจะมารับซื้อไฟฟ้าสะอาด ที่รัฐเพิ่งไปรับซื้อจากเอกชนมาเพิ่มอีก ๓,๖๐๐ ครับ แต่เอกชนที่เขาขายไฟฟ้าให้รัฐนี่ครับ เขาได้กำไรแน่ ๆ ครับ ในสัญญามันไม่มีค่าความพร้อมจ่ายก็จริงอยู่ แต่มันมีค่าความพร้อมซื้อครับ คือรัฐต้องซื้อไฟฟ้าที่เอกชนผลิตได้ทุกหน่วยครับ แล้วถ้ารัฐซื้อมาแล้วแต่มันเกินความ ต้องการใช้ไฟฟ้าที่ใช้ สุดท้ายแล้วมันก็มาหารใน Bill ค่าไฟของประชาชนทุกคนนะครับ ที่จะยิ่งซ้ำเติมให้ค่าไฟ มันแพงขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าที่ซ้ำซ้อนของรัฐบาลเองครับ นี่จึงเป็นประเด็นทุจริตนโยบาย ที่ ๒ ของการรับซื้อไฟฟ้าที่ซ้ำซ้อนในรอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์นี้ ถัดจากไม่เปิดประมูลและ รับซื้อไฟฟ้าซ้ำซ้อนครับ ก็มาสู่ข้อทุจริตนโยบายที่ ๓ ครับ คือโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน เฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ มันมีการล็อกโควตาครับท่านประธาน ฟังไม่ผิดครับ โครงการ นี้แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรก ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ เฉพาะเอกชนที่ยื่นในโครงการในเฟสแรก รอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ แต่ยังไม่ได้คัดเลือกนะครับจะได้รับสิทธิพิจารณาก่อนเพื่อน เอกชน รายใหม่หรือเอกชนที่ได้รับคัดเลือกไปแล้วถึงจะมีสิทธิเฉพาะส่วนหลังอีก ๑,๕๐๐ เมกะวัตต์ ที่เหลือครับ นี่ละครับการล็อกโควตาที่รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร กำลังจะสานต่อครับ คำถามก็คือทำไมมันถึงกลายเป็นนโยบายของรัฐที่กีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ในการยื่น โครงการรับซื้อไฟฟ้าเฟส ๒ นี้ ทำไมรัฐบาลถึงกำหนดเงื่อนไขที่สุดแสนพิสดารครับ ที่กีดกัน รายใหม่และเหมือนเป็นรางวัลปลอบใจรายเก่า แต่ค่าไฟประชาชนจะแพงขึ้นไหมกลับ ไม่สนใจเลย จากข้อทุจริตนโยบายที่ ๓ การล็อกโควตาจะทำให้ท่านประธานเข้าใจชัดเจนขึ้น ไปอีกครับถึงสิ่งที่ผมเน้นย้ำว่ามันคือการสานต่อทุจริตนโยบาย และมันทำกันเป็นขบวนการ เพราะมันจะพัวพันไปถึงโครงการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ ที่แม้ว่าจะเป็นโครงการที่ริเริ่มในรัฐบาลที่แล้วเหมือนกันครับ แต่ผมจะขออธิบายให้ ท่านประธานได้เห็นถึงความผิดที่ ๒ ครับ เมื่อรัฐบาลได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเฟสแรก รอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะทำให้ค่าไฟแพงขึ้น แต่ก็ยังไปลงนามสัญญาซื้อขาย ไฟฟ้าให้กับกลุ่มทุนพลังงานที่สนิทสนมกับนายกรัฐมนตรีและครอบครัวไปแล้วครับ และนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ก็ยังได้แต่งตั้งบุคคลที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน พลังงานที่สนิทสนมกับนายกรัฐมนตรีมาเป็นรัฐมนตรีพลังงานไปเรียบร้อยแล้วครับ นี่จึงเป็น ความผิดที่สองของการสานต่อทุจริตนโยบายขบวนการค่าไฟแพงที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้กระทำสำเร็จไปแล้ว ผมก็จะขอเริ่มไล่เลียงช่วงเวลา Timeline ให้ท่านประธานตามขบวนการนี้กันอีกครั้งหนึ่งครับ ผมต้องย้ำนะครับว่าเป็นมติของรัฐบาล ชุดที่แล้วครับ อนุมัติโดยมติ กพช. ให้มีการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ เป็นมติที่กำหนดเงื่อนไขมาเหมือนเฟส ๒ ครับ คือไม่เปิดประมูลเหมือนกันเลยครับ กำหนดระดับนโยบายโดยมติ กพช. กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าที่แพงเหมือนกันด้วยครับ เอกชนเขากำไรกันพุงปลิ้นครับ เขาเลยแย่งกันมาเสนอโครงการมามากกว่าที่รัฐจะรับซื้อ ๓ เท่า ซึ่งต่อมามันก็จะเป็นอำนาจของหน่วยงานกำกับพลังงานหรือ กกพ. ออกประกาศ ระเบียบรับซื้อก็คือเหมือนกับรอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ กำหนดนโยบายโดย กพช. นายกรัฐมนตรีเป็นประธานและประกาศระเบียบรับซื้อโดย กกพ. หน่วยงานกำกับธุรกิจ พลังงาน และเวลามีเอกชนมายื่นมากกว่าที่จะรับซื้อ ๓ เท่าของที่รัฐจะประกาศรับซื้อ เพราะเป็นค่าไฟที่กำไรดีถูกไหมครับ กำไรอู้ฟู่ ไม่มีประมูลแข่งขันราคาด้วย เขาจะคัดเลือก เอกชนผู้โชคดีอย่างไรทราบไหมครับท่านประธาน ตามประกาศ กกพ. นี่ครับ กำหนดไว้ว่า ในกรณีที่มีเอกชนผ่านคุณสมบัติจำนวนมาก เอกชนที่ได้รับคะแนนเทคนิคสูงที่สุดจะได้รับ คัดเลือกก่อนครับ แต่ประเด็นที่มันเป็นประเด็นทุจริตนโยบายคือการรับซื้อไฟฟ้าเฟสแรก นี่ครับ นอกจากจะไม่เปิดประมูลแล้วก็ไม่มีการประกาศว่าหลักเกณฑ์ในการให้คะแนน เทคนิคคืออะไรครับ คือไม่มีบอกให้เอกชนรู้ล่วงหน้านะครับว่าการคำนวณคะแนนเทคนิค คำนวณจากน้ำหนักปัจจัยอะไรบ้าง พูดง่าย ๆ ครับ มันคือการเปิดช่องครับ เปิดช่องให้ใช้ดุลยพินิจได้มหาศาลครับ ใช้ดุลยพินิจ ไว้จิ้มเลือก จิ้มเลือกกลุ่มทุนพลังงานรายใดก็ได้ที่จะได้รับคัดเลือกในการขายไฟฟ้าให้รัฐ ที่ไม่ต้องเปิดประมูลแข่งขันราคาอะไรเลยครับ จิ้มเลือกว่ากลุ่มทุนพลังงานรายไหนจะได้เป็น เสือนอนกินบนหลังคนไทยจากการขายไฟฟ้าให้รัฐผ่าน Bill ค่าไฟของเราไปอีก ๒๕ ปี แบบสบาย ๆ และเนื่องจากครับ ราคาค่าไฟที่รับซื้อมันเป็นราคาแพงครับ กำไรมันดี เอกชน ก็ยื่นมาเยอะครับ มีโครงการที่ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นทั้งหมด ๓๘๖ โครงการครับ และมี โครงการที่ได้รับคัดเลือกที่รัฐจะไปทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าด้วย ๑๗๕ โครงการ โดยเฉลี่ยคือ ๔๕ เปอร์เซ็นต์ครับ พูดง่าย ๆ ครับ เอกชนยื่นมา ๑๐ โครงการแล้วผ่านคุณสมบัตินี่ครับ จะได้รับคัดเลือกโดยเฉลี่ย ๔-๕ โครงการเท่านั้น เพราะเอกชนเขาสนใจมันเยอะครับ กำไรมันดี
ท่านประธานค่ะ
เชิญครับ
ดิฉันขอประท้วง ท่านประธานค่ะ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ท่านประธาน ตั้งแต่ที่ผู้อภิปรายผู้นี้อภิปรายมาเกิน ๒๐ กว่านาทีแล้วพูดถึงเรื่องรัฐบาลเก่า ขณะนี้ญัตติที่ท่านยื่นเป็นการอภิปรายรัฐบาลนี้ ขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยนะคะ ให้อยู่ในประเด็นค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านประธานครับ ผมขอ อนุญาตชี้แจงก่อนได้ไหมครับ
เดี๋ยว ๆ ผม วินิจฉัยก่อนครับ เรียนผู้ประท้วงว่าตอนนี้ก็ยังอยู่ในประเด็น แต่เขาไม่ได้เอ่ยชื่อ เพียงแต่ พูดว่ารัฐบาลเก่ามันเกี่ยวเนื่องกันครับ ผมอนุญาตให้ได้ครับ แต่ท่านอย่าไปเอ่ยชื่อใคร เป็นนายกรัฐมนตรีอะไรต่ออะไรนะครับ เตือนไว้ก่อนก็แล้วกัน แค่ว่ารัฐบาลเก่าก็โอเคครับ
ก็ต้องอธิบายท่านประธาน อย่างนี้ครับ ข้อกล่าวหาของผมคือการสานต่อทุจริตนโยบายก็เลยต้องเกริ่นก่อนครับ แล้วจะ ไปสู่ความผิดว่าความผิดที่นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ได้กระทำทุจริตนโยบายสำเร็จไปแล้ว ต่อนะครับ แต่ถ้าเอาผลลัพธ์ครับ ผลลัพธ์รายชื่อเอกชนผู้โชคดีที่ได้รับคัดเลือกครับ ที่รัฐ จะไปทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหมุนเวียนเฟสแรก รอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์มากางดูท่านประธาน จะเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังครับ ว่าทำไมถึงไม่มีการเปิดประมูลครับ แล้วทำไมถึงไม่มีการ ประกาศหลักเกณฑ์คะแนนเทคนิคออกมาล่วงหน้าครับ และการประกาศรายชื่อเอกชน ผู้โชคดีที่ได้รับคัดเลือกมันก็ประกาศในเดือนเมษายน ปี ๒๕๖๖ ครับ ทวนความจำ ท่านประธานอีกทีนะครับ เมษายน ปี ๒๕๖๖ คือ ๑ เดือนก่อนเลือกตั้งใหญ่ครับ และการ ประกาศเอกชนผู้โชคดีที่รับคัดเลือก ๑ เดือนก่อนเลือกตั้งใหญ่ก็จะยิ่งทำให้ท่านประธาน เข้าใจขึ้นไปอีกครับว่าทำไมนโยบายของรัฐถึงไม่เปิดประมูลและไม่มีประกาศหลักเกณฑ์ คำนวณคะแนนเทคนิคง่ายขึ้นไปอีกครับ เพราะว่าพอผลลัพธ์มากางดูนี่ครับ กลุ่มทุนพลังงาน อะไรได้บ้าง ได้รับคัดเลือกเท่าไร กลุ่มทุนพลังงานลำดับแรกที่ได้รับคัดเลือกมากที่สุด เขายื่นโครงการและผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นมาทั้งหมด ๓๕ โครงการ และได้รับคัดเลือก ทั้ง ๓๕ โครงการครับ คือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม เต็มที่จุก ๆ ครับ ทำให้กลุ่มทุนลำดับแรก ได้รับโครงการไปทั้งหมด ๑,๙๘๐ เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนทั้งหมด ๔๑ เปอร์เซ็นต์ของที่รัฐ จะรับซื้อ กลุ่มทุนพลังงานลำดับที่ ๒ ดีขึ้นมาหน่อยครับ ยื่นโครงการมาผ่านคุณสมบัติ เบื้องต้น ๒๕ โครงการ ได้รับคัดเลือก ๑๗ โครงการครับ หรือเป็นสัดส่วนที่ ๖๘ เปอร์เซ็นต์ ของที่ผ่านคุณสมบัติและได้รับคัดเลือก ทำให้ได้รับโครงการทั้งหมด ๘๓๒ เมกะวัตต์ หรือ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ของที่รัฐจะรับซื้อ ซึ่งผมไม่ได้กล่าวหานะครับว่าเอกชนที่ได้รับคัดเลือก เขาทำผิดอะไร เพราะมันเป็นนโยบายของรัฐครับ ผลลัพธ์ที่ก่อนเลือกตั้ง ๑ เดือนนี่ครับที่มัน เป็นอย่างนี้มาจากนโยบายของรัฐ เป็นนโยบายของรัฐที่ไม่เปิดประมูลแข่งขันราคาและไม่มี หลักประกาศหลักเกณฑ์ในการคำนวณคะแนนเทคนิคออกมาล่วงหน้าครับ เปิดช่องให้ สามารถใช้ดุลยพินิจจิ้มเลือกเอกชนได้ เพียงแต่ว่ามันก็มีภาพว่ากลุ่มทุนพลังงานผู้โชคดี ที่ได้รับคัดเลือกบังเอิ๊นบังเอิญสนิทสนมกับนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ออกงาน ร่วมกันหลายครั้ง ร่วมโซน ร่วม Booth VIP ร่วมกัน แล้วก็ยังเป็นก๊วนกอล์ฟของพ่อนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณ ชินวัตร อีกด้วย ออกรอบกันก็หลายรอบครับ แต่ท่านประธานครับ การมีเพื่อนเป็นเจ้าสัว เป็นก๊วนกอล์ฟมันไม่ใช่เรื่องผิดอะไรครับ แล้วรัฐบาลก็ไม่ได้ผิดอะไรครับ ถ้ารัฐบาล และนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้สานต่อหรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงาน
ท่านประธานที่เคารพ พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ ค่ะ
มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติค่ะ ดิฉันขอประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๙ และข้อ ๖๙ ท่านต้องพิจารณาในการที่ปล่อยให้ผู้อภิปราย นั้นนำภาพของผู้ที่อยู่ภายนอกเข้ามาใช้ในการอภิปรายในครั้งนี้ ดิฉันว่าท่านประธานควร จะต้องวินิจฉัย ขอบคุณค่ะ
ภาพเมื่อสักครู่ เป็นบุคคลภายนอกครับ ไม่คุ้มครองถ้าเกิดการฟ้องร้องไปในทางเสียหาย คุณวรภพต้องระวัง หน่อยครับ และภาพคนภายนอกก็ไม่ควรจะเอามาใช้นะครับ เชิญเลยครับ เพราะว่าไม่มี เอกสิทธิ์คุ้มครองเพราะว่ามีการถ่ายทอด ซึ่งได้แจ้งไปตั้งแต่เช้าแล้วครับ เชิญคุณวรภพครับ
รับทราบครับท่านประธาน ต้องอธิบายอย่างนี้ครับว่าการมีเพื่อนเจ้าสัวไม่ได้ผิดอะไร ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ได้สานต่อหรือ เอื้อประโยชน์ใด ๆ แต่มันไม่ใช่แบบนั้นครับ เพราะการรับซื้อไฟฟ้าเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ก็ยังคงซ้ำรอยเดิมกับเฟสแรกครับ คือยังคงไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์คำนวณ คะแนนเทคนิคออกมาล่วงหน้า คือนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ยังคงเลือกที่จะสานต่อ การจิ้มเลือกอีกรอบครับ สงสัยจิ้มเลือกให้กลุ่มทุนพลังงานรอบเดียวเขายังไม่จุใจครับ นี่จึงเป็นประเด็นทุจริตนโยบายที่ ๔ ของการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ ที่นายกรัฐมนตรีตั้งใจและเจตนาที่จะสานต่อทุจริตนโยบายครับ ต้องถือว่า นายกรัฐมนตรีเรียนรู้เร็ว ลอกเลียนเก่งครับ ตั้งใจที่จะสานต่อการจิ้มเลือกกลุ่มทุนพลังงาน อีกรอบ และเรื่องราวมันก็จะพามาสู่ความผิดที่ ๒ ของการสานต่อทุจริตนโยบายที่ถือว่าเป็น ความผิดทุจริตนโยบายที่สำเร็จไปแล้วครับ เมื่อรัฐบาลได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ ให้กับเอกชนกลุ่มทุนพลังงานที่สนิทสนมกับนายกรัฐมนตรี และครอบครัวไปเรียบร้อยแล้วครับ Highlight ของความผิดทุจริตนโยบายเพราะการสานต่อ ขบวนการค่าไฟแพงจะเริ่มจากตรงนี้ครับ จากสาเหตุที่มันมีข้อพิรุธที่ไม่มีการประกาศ หลักเกณฑ์คำนวณคะแนนเทคนิคล่วงหน้าออกมา มันจึงมีเอกชนที่เขายื่นในโครงการ พลังงานลมในเฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ เขารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมครับ เขาจึง ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอคำสั่งให้มีการทุเลาชั่วคราว พูดง่าย ๆ คือมาขอศาลปกครอง ให้เบรกโครงการชะลอโครงการนี้ออกไปก่อน และศาลปกครองเพชรบุรี คดีดำที่ ๕๓/๒๕๖๖ วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๖๖ และศาลปกครองกลาง คดีดำที่ ๑๘๐๓/๒๕๖๖ วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๖ ก็ได้มีคำสั่งทุเลาชั่วคราวการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานลม ซึ่งในคำสั่งทุเลาชั่วคราว นี่ครับทั้ง ๒ ศาลระบุมาชัดเจนมากว่ากระบวนการคัดเลือกไม่มีความโปร่งใส ไม่มีความ ยุติธรรมและเป็นเหตุให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ได้ ๒ ศาลปกครองเขาระบุแบบที่ผมพูดมา เป๊ะ ๆ จึงมีคำสั่งทุเลาชั่วคราวโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนพลังงานลมที่เป็น สัดส่วน ๑,๕๐๐ เมกะวัตต์ จากทั้งหมด ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ไว้ก่อน คือเบรกโครงการเฉพาะ พลังงานลมครับ อย่าเพิ่งให้รัฐบาลไปลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เพราะประเทศชาติ จะเสียหายได้ ซึ่งในกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองก็พบข้อมูลหนึ่งที่ตอกย้ำครับ ว่าที่จริงแล้ว กกพ. เขามีหลักเกณฑ์การคำนวณคะแนนเทคนิคอยู่ในกระเป๋า เพียงแต่ว่า หลักเกณฑ์ในการคำนวณคะแนนเทคนิคกำหนดหลังวันปิดรับยื่นโครงการไปแล้ว ๔ วัน ครับท่านประธาน และไม่ประกาศต่อสาธารณะด้วย คือรอให้เอกชนมายื่นโครงการกัน ให้ครบ แล้วถึงมากำหนดวิธีการคำนวณคะแนนเทคนิค มันเหมือนสอบแข่งเข้ามหาวิทยาลัยเลยครับ ให้ผู้สมัครเขียนคำตอบส่งให้ครบก่อน ส่งคำตอบกันครบแล้วค่อยมากำหนดวิธีการให้คะแนนคำตอบครับ แบบนี้คนที่อยากจะล็อก อยากจะจิ้มเลือกเขาก็สอบได้แน่นอนครับ นี่ละครับศาลปกครองเขาถึงมีคำสั่งทุเลาชั่วคราว ออกไปแบบนี้ ถึงตรงนี้ครับ ผมถามท่านประธานง่าย ๆ ในเมื่อโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงาน หมุนเวียนเฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ นอกจากพลังงานลม ๑,๕๐๐ เมกะวัตต์แล้ว มันก็มีพลังงานแสงอาทิตย์อีก ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ เป็นกระบวนการคัดเลือกเหมือนกับ พลังงานลมเลย คือไม่เปิดประมูลและไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์คำนวณคะแนนเทคนิค ล่วงหน้าออกมาเหมือนกัน แล้วในเมื่อเป็นรัฐบาลชุดใหม่แล้วเข้ามาทำหน้าที่จะตัดสินใจ อย่างไรกับการรับซื้อพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนที่เหลืออีก ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ ที่เป็นการริเริ่ม โดยรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่มีคำสั่งทุเลาชั่วคราวจากพลังงานลมที่ยืนยันมาแล้วว่าจะเป็นเหตุ ให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ได้ ผมก็ถามวิญญูชนร้อยทั้งร้อย ถามคนไทยที่ต้องจ่ายค่าไฟ แพงทุกคน ผมว่าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ารัฐบาลชุดใหม่ก็คงต้องให้ชะลอเพื่อไปศึกษา ข้อเท็จจริงกันก่อน เพราะมันเริ่มโดยรัฐบาลชุดที่แล้วด้วย ถูกไหมครับท่านประธาน แต่น่าเสียดายครับท่านประธาน มันไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพราะตั้งแต่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๖ ๓ สัปดาห์หลังมีคำสั่งทุเลาชั่วคราว ศาลปกครองเพชรบุรี ๑ สัปดาห์หลังมีคำสั่งทุเลาชั่วคราว จากศาลปกครองกลาง รัฐบาลก็ได้เร่งรีบลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนที่ได้รับ คัดเลือกพลังงานแสงอาทิตย์ไปเรียบร้อยแล้วครับท่านประธาน เร่งรีบลงนามสัญญาซื้อขาย ไฟฟ้าให้กับเพื่อนนายกรัฐมนตรีและก๊วนกอล์ฟพ่อนายกรัฐมนตรีโดยไม่สนใจใยดีต่อคำสั่ง ทุเลาชั่วคราวของศาลปกครอง ๒ ศาล ที่ระบุไว้ชัดเจนว่ากระบวนการคัดเลือกนั้นไม่โปร่งใส ไม่ยุติธรรม คือพอเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชนรัฐบาลก็อ้างว่าศึกษาให้รอบคอบ แต่พอไปเรื่องประโยชน์กลุ่มทุนพลังงานรัฐบาลไม่มีรีรออะไรทั้งนั้น เอาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ไปเลย นี่กลัวว่าพี่น้องประชาชนหรือสื่อมวลชนเขาจะรวมพลังกันคัดค้านครับเขาเลยต้อง เร่งรีบลงนามสัญญาไปแล้ว ราวกับรับคำสั่งมา ราวกับว่าการลงนามในสัญญามันเป็น ส่วนหนึ่งของ Deal จัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วมันถึงรวดเร็วแบบนี้ และถ้าย้อนกลับไปดูช่วง ก่อนเลือกตั้งครับ มันจะยิ่งตอกย้ำถึงความผิดของการสานต่อทุจริตนโยบายขบวนการค่าไฟ แพงได้เป็นอย่างดีครับ เพราะเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๖ ก่อนเลือกตั้ง ๑ เดือน เฟซบุ๊ก Page พรรคเพื่อไทยที่นายกรัฐมนตรีแพทองธารชินวัตรเป็น Candidate นายกรัฐมนตรี เขาก็คัดค้านโครงการไฟฟ้าหมุนเวียนเฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์
ท่านประธานครับ
เดี๋ยวก่อนครับ คุณวรภพครับ คุณก่อแก้วประท้วง เชิญครับ
ท่านประธานครับ ก่อแก้ว พิกุลทอง พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตประท้วงน้องผู้ที่กำลังอภิปรายนิดหนึ่งนะครับ ผมพยายามติดตามข้อมูลการที่ค่าไฟราคาแพงอยู่ก็สนใจ เพราะมีความเห็นสอดคล้องกับ น้องเขา แต่ว่าสิ่งที่น้องขึ้น Chart ขึ้นจอใช้คำว่า พรรคเพื่อไทย ตลอด ซึ่งตรงนี้มันไม่ถูกต้อง จริง ๆ แล้วรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลพรรคร่วมนะครับ ประกอบหลายพรรค และพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ดูแลกระทรวงพลังงานด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นกรุณาอย่าใส่ร้ายพรรคเพื่อไทยนะครับ ขอหลีกเลี่ยงตรงนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน
เดี๋ยวผม ขอวินิจฉัยได้ครับ ประเด็นนะครับ คุณวรภพครับ ประเด็นการอภิปรายคืออภิปรายรัฐบาล นายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นพรรคไม่ว่าอาจจะพรรคไหนเขาไม่เกี่ยวและเขามีสมาชิก ทั่วประเทศจะเกิดความเสียหายได้ เพราะฉะนั้นขอเว้นเรื่องชื่อพรรค ชื่ออะไร ตัวนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีว่าได้ตามที่อยู่ในญัตติครับ
ท่านประธานก็ต้องอธิบาย อย่างนี้ครับ ข้อกล่าวหาของผมคือนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร รู้อยู่แล้วว่าการลงนาม ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจะทำให้ค่าไฟประชาชนแพงขึ้น และยังได้แต่งตั้งบุคคลที่เอื้อ ประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงานที่สนิทสนมกับนายกรัฐมนตรีมาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานไปแล้ว นี่คือข้อกล่าวหาของผมครับ แล้วผมกำลังจะอธิบายครับ เพราะว่าในเฟซบุ๊กที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เป็น Candidate นายกรัฐมนตรีครับ เขาประกาศมาชัด ๆ ว่าคัดค้าน ผมก็ขออ่านตาม โพสต์นะครับ ว่าทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีปริมาณผลิตไฟฟ้าล้นเกินครับ พลเอก ประยุทธ์ ยังออกใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าเพิ่มอีกเป็นจำนวนมากครับ
ต้องขอ ความกรุณาครับ อย่าเอ่ยชื่อบุคคลภายนอก ท่านพลเอก ประยุทธ์ ตอนนี้ท่านเป็นบุคคล ภายนอกแล้ว ตอนที่อยู่ข้างในเราก็อภิปรายท่านอยู่แล้ว ขอความกรุณาครับ อดีตนายกรัฐมนตรี อะไรก็ว่าไป แต่ว่าอย่าเอ่ยชื่อเลยครับ ขอความกรุณาครับเดี๋ยวจะมีประท้วง ไม่อยากให้มี ประท้วงบ่อย ๆ คุณวรภพ เชิญครับ
ผมขออนุญาตทวนใหม่นะครับ Page เฟซบุ๊ก เขาอธิบายแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีปริมาณผลิตไฟฟ้าล้นเกินครับ รัฐบาล ก่อนหน้ายังออกใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก ล่าสุดก่อนยุบสภา รัฐบาล ก่อนหน้าก็อนุมัติใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกเกือบ ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ ซึ่งยิ่งจะทำให้ กำลังไฟฟ้าที่ล้นอยู่แล้วล้นขึ้นไปอีก แล้วจะทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นไปอีกครับ นี่ผมอ่านเป๊ะ ๆ ตามโพสต์นะครับท่านประธาน ไม่มีบิดเบือน แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นพรรคเพื่อไทย ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลกลับเดินหน้าสานต่อลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า สานต่อ กระบวนการค่าไฟแพงดื้อ ๆ เลย และที่ย้อนแย้งที่สุดคืออะไรรู้ไหมครับท่านประธาน คือโพสต์เดียวกันนี่ครับ Page พรรคเพื่อไทยก็วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่แล้วไว้อย่างเจ็บแสบ บอกแม้ว่ารัฐบาลก่อนหน้ารัฐบาลที่แล้วอีกทีหนึ่งเป็นรัฐบาลเพื่อไทยนะครับ คือรัฐบาลคุณ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นรัฐบาลที่อนุมัติสัญญา
คือไม่ได้ว่า อยากจะขัดขวางอภิปราย ผมยินดีที่จะให้อภิปรายได้ แต่ว่าผมได้กล่าวเมื่อสักครู่ครับ
ผมขอประท้วง ท่านประธานครับ
เดี๋ยวให้ผมพูด ให้จบก่อนสิครับ ผมยินดีจะให้คุณประท้วงได้ ผมเห็นว่าการพูดถึงพรรคการเมือง มันไม่เป็นธรรมกับสมาชิกเขา พรรคการเมืองในญัตติก็ไม่ได้พูดถึงพรรคการเมืองนะครับ แพทองธาร นายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นขอให้อยู่ในประเด็นในญัตตินะครับ เดี๋ยวต่อไป พวกเราเป็นรัฐบาลคนไปพูดถึงมันก็ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นก็ขอความกรุณาขอให้เรื่องพรรค เราไม่ได้อภิปรายพรรคนะครับ เราอภิปรายตัวนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรี พรรคอื่น ก็ไม่ได้เหมือนกันครับมันจะไม่เป็นธรรมครับ เชิญครับ คุณปกรณ์วุฒิ ครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ พรรคประชาชนครับ ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๙ ในการควบคุมการประชุมนะครับ ท่านประธานครับ ผมถามคำถามท่านประธานคำเดียว เลยครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย มาตรฐาน ของท่านประธานคือท่านนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามนโยบายหาเสียงที่พรรค เพื่อไทยทำเอาไว้เลยใช่หรือไม่ครับ นี่มันเกี่ยวเนื่องกันอย่างชัดเจน ผมถามคำถามนี้คำถาม เดียวว่ามันยึดโยงกันหรือไม่ อย่างไร ระหว่างท่านนายกรัฐมนตรีกับคำหาเสียงของพรรค เพื่อไทย ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็น Candidate นายกรัฐมนตรี ขอให้ท่านประธานวินิจฉัย ด้วยครับ
ผมขอวินิจฉัยครับ ผมก็ไม่ใช่ที่จะไปโต้วาทีนะครับ แต่ข้อบังคับก็พูดเฉพาะในญัตติ แล้วก็เรื่องพรรคนี้ผมก็เคย อภิปรายเหมือนกันนะครับ ประธานเขาก็ไม่ให้พูดครับ เพราะว่าไม่เป็นธรรมกับสมาชิก เขาอาจจะมีสมาชิกเป็นแสนคน แล้วสมาชิกเขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยนะครับ มันเป็นเรื่องของ บุคคลในพรรคนั้นมาเป็นรัฐบาล คุณก็พูดเฉพาะบุคคลนั้น พรรคไม่เป็นธรรมนะครับ เดี๋ยวจะ ไปกล่าวหาพรรคของท่านผมก็ไม่ยอมเหมือนกันนะครับ เพราะมันไม่เกี่ยวกับพรรค ก็ขอ ความกรุณาครับ คุณปกรณ์วุฒิอีกครั้งก็ได้ครับ
ในญัตตินี้ระบุไว้ว่า ไม่ได้ปฏิบัติตามนโยบายที่ได้แถลงไว้นะครับ แล้วนโยบายมันต้องเป็นนโยบายของอะไรครับ ต้องเป็นนโยบายของพรรคการเมืองหรือเปล่าครับ เราลงเลือกตั้งกันในฐานะพรรคการเมือง หรือเปล่าครับ แล้วถ้าเราพูดชื่อพรรคการเมืองกันในสภานี้ไม่ได้ผมไม่รู้ว่าเรามีสภาไว้ทำไม แล้วครับท่านประธาน
ไม่ใช่ว่าไม่ได้ครับ แต่ถ้าไม่ทำให้เกิดความเสียหายก็ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าเกิดความเสียหายเขาก็ประท้วง มันก็ ไปไม่ได้ อย่าเถียงเลยครับ ผมวินิจฉัยแล้วนะครับว่าขอให้อย่าเอ่ยชื่อพรรค ในการกล่าวจะมี ผู้ประท้วง เขามีสมาชิก เชิญครับ ประเด็นเดียวกันหรือเปล่าครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม เอกราช ครับ ท่านประธานครับ ผมขอให้ท่านประธานเป็นกลางด้วยนะครับ
เดี๋ยวคุณกำลัง จะกล่าว ฝ่ายโน้นก็ว่าผมไม่เป็นกลาง ฝ่ายนี้ก็ว่าผมไม่เป็นกลาง
ท่านประธานไม่เป็นกลางครับ ผมนั่งฟังอยู่ ท่านประธานครับตั้งแต่เช้านี่
เดี๋ยว ๆ ผมขอพูด อย่างนี้ครับ ตอนที่ผมเป็นฝ่ายค้านผมก็กล่าวหาประธานในที่ประชุมอย่างที่คุณว่าครับ ประธานต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่อยากให้สมาชิกตำหนิได้ แต่เมื่อดูแลข้อบังคับก็ต้องดูแล ข้อบังคับ ความเห็นของแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ ทางนี้เดี๋ยวก็ว่าประธานไม่เป็นกลาง เดี๋ยวทางนี้ก็ว่าครับ เป็นความเห็นนะครับ ผมก็ยินดีที่ตำหนิผมได้เป็นความเห็น แต่คุณ อย่าเอาประเด็นนี้มาพูดจนกระทั่งเสียหายนะครับ ผมไม่เคยมีความตั้งใจอย่างที่คุณว่า เลยครับ กรุณานั่งลงได้ครับ
ท่านประธานครับ
คุณนึกว่าดี หรือครับ
ท่านประธานครับ ฟังผม สักนิดครับท่านประธานครับ ตามข้อ ๙ (๑) ท่านประธานต้องวางตัวเป็นกลาง
ข้อ ๙ ว่าอย่างไร แล้วอย่างนี้คุณว่าไม่เป็นกลาง แล้วคนอื่นเขาว่าไหม มันเป็นความเห็นนะครับ
ผมประท้วง ท่านประธานครับ
เดี๋ยวเอาเป็น คน ๆ ไปครับ เชิญท่านนี้ก่อนครับ
ถ้าเป็นคน ๆ ไป ท่านประธานรบกวนฟังท่านเอกราชให้จบก่อนได้ไหมครับ
กำลังฟังอยู่ นะครับ คุณนั่งลงก่อน เชิญครับ
ท่านประธานครับ ตอนที่ ท่านพิเชษฐ์มาทำหน้าที่ท่านพิเชษฐ์ก็วางมาตรฐานเอาไว้ บอกกับเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายว่า จะพูดก็รับผิดชอบ ซึ่งเพื่อนสมาชิกที่พูดก็รับผิดชอบกับคำพูดของท่านเอง แล้วก็ไม่ใช่ เรื่องเสียหายจนเกินสมควร เพราะเหมือนที่ท่าน
ผมเข้าใจแล้วครับ ประเด็น แต่มาตรฐาน ๆ อยู่ที่ข้อบังคับ เมื่อประธานเขาวินิจฉัยอย่างนั้นก็เป็นเรื่องประธาน ในตอนนั้น มาตรฐานอยู่ที่ข้อบังคับ ขอความกรุณาเดี๋ยวให้คุณวรภพพูดต่อ เชิญครับ คุณวรภพ พูดต่อ
โอเคได้ครับท่านประธาน ขอทวนอีกทีครับ ที่ผมรู้สึกว่ามันย้อนแย้งที่สุดครับเมื่อ Page พรรคการเมืองที่นายกรัฐมนตรี เป็น Candidate นายกรัฐมนตรี เขาโพสต์ย้อนแย้งไว้อย่างเจ็บแสบครับ เขาบอกว่ารัฐบาล ก่อนหน้าของรัฐบาลที่แล้วก็คือรัฐบาลของพรรคการเมืองที่นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรค นี่ครับ เขาอนุมัติสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ IPP ๕,๐๐๐ เมกะวัตต์ ให้ก๊วนกอล์ฟ เพื่อนพ่อนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน แต่รัฐบาลที่แล้วเป็นคนลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้านะ เจรจาได้แต่กลับไม่ทำครับ พูดง่าย ๆ คือพรรคการเมืองที่นายกรัฐมนตรีเป็น Candidate นายกรัฐมนตรีก็ด่ารัฐบาลที่แล้วไว้ครับ ว่าต่อให้เป็นรัฐบาลที่อนุมัติไฟฟ้า ๒ โรงเบิ้ม ๆ ไว้ แต่รัฐบาลที่ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่างหากเป็นคนผิด ที่ทำให้ทุกวันนี้ประเทศไทย เรามีโรงไฟฟ้าล้นเกินและค่าไฟแพงวันนี้ คือช่วงที่หาเสียงก็โบ้ยความผิดให้รัฐบาลที่แล้วครับ แต่พอตัวเองได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็กลับสานต่ออนุมัติสัญญา ซื้อขายไฟฟ้าที่อนุมัติในรัฐบาลก่อนหน้านี้ครับ สานต่อกระบวนการค่าไฟแพงกันแบบ ไร้รอยต่อ แต่ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของ ๒ กรณีนี้คืออะไรรู้ไหมครับ ว่าทำไมความผิด ของรัฐบาลนี้มันถึงร้ายแรงกว่ามากครับ เพราะโครงการไฟฟ้าหมุนเวียนรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ ตามระเบียบ กกพ. มันระบุไว้ชัดเจนมากครับว่า กกพ. สงวนสิทธิ์ยกเลิกโครงการได้ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงมติ กพช. ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานครับ แต่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง มติ กพช. ก่อนลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเท่านั้นถึงจะยกเลิกโครงการได้ครับ พูดง่าย ๆ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มที่จะยกเลิก ระงับ หรือชะลอโครงการการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน เฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ได้แน่นอนครับ เหมือนที่รัฐบาลชุดนี้ก็ยืนยันเพราะทำมาแล้ว เมื่อเดือนธันวาคมปี ๒๕๖๗ ที่ให้ชะลอโครงการ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ ก่อนลงนามสัญญา ซื้อขายไฟฟ้าไปก่อน แต่แน่นอนการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้กับเพื่อนสนิท นายกรัฐมนตรีและก๊วนกอล์ฟเพื่อนพ่อนี่ครับ รัฐบาลเขาไม่มีรีรอลังเลอะไรเลยครับ เลยไม่ยอมใช้อำนาจ ไม่ยอมใช้มติ กพช. ในการสั่งชะลออะไร และจึงลงนามในสัญญา ซื้อขายไฟฟ้าไปแล้วครับ ซึ่งผมไม่คิดว่าพรรคการเมืองของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่อวดอ้างว่าเชี่ยวชาญเศรษฐกิจเป็นอย่างดี ขี้โม้ว่าเชี่ยวชาญเรื่องปากท้องมายาวนานนะครับเขาจะเข้าใจอะไรผิด เขาถึงโพสต์ไว้แบบนี้ ครับว่าการรับซื้อไฟฟ้ารอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์จะทำให้ค่าไฟประชาชนแพงขึ้น และถ้าพรรค การเมืองของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เข้าใจไม่ผิดนะครับ มันจึงเหลือแค่ เหตุผลเดียวครับ คือนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลรู้ทั้งรู้ว่าจะทำให้ค่าไฟประชาชนแพงขึ้น แต่ก็ตัดสินใจที่จะสานต่อกระบวนการค่าไฟแพงจึงได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้กับ กลุ่มทุนพลังงานที่สนิทสนมกับนายกรัฐมนตรีและพ่อนายกรัฐมนตรีไปแล้ว แล้วที่รัฐบาล สานต่อลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแสงอาทิตย์นี้ครับ โครงการที่ริเริ่มโดยรัฐบาลก่อนหน้า ลงนามได้อย่างรวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าค่าไฟประชาชนจะแพงขึ้น ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามีคำสั่งทุเลา จากศาลปกครองของพลังงานลมที่ระบุให้เห็นถึงกระบวนการคัดเลือกที่ไม่โปร่งใส ไม่เป็นธรรม และทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ได้แต่ก็ยังลงนามในสัญญา ทั้ง ๆ ที่รัฐบาล และนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มในการชะลอแต่ก็ไม่ชะลอ กลับเร่งรีบลงนามในสัญญาให้กับ กลุ่มทุนที่สนิทสนมกับนายกรัฐมนตรี แบบนี้มันล้วนยืนยันครับว่าการเร่งรีบลงนามสัญญา ซื้อขายไฟฟ้าเฟสแรกนี้มันเป็นส่วนหนึ่งของ Deal จัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว เป็นส่วนหนึ่งของ Deal พาพ่อกลับบ้านครับ มันถึงรวดเร็วราบรื่นแบบนี้ ที่นายกรัฐมนตรีเคยหาเสียงไว้ว่า มีกิน มีใช้ นายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้หมายถึงประชาชนครับ อาจจะหมายถึงกลุ่มทุน พลังงานเพื่อนพ่อหรือเปล่ามันเลยดูราบรื่นไปหมดแบบนี้ และ Highlight ยังไม่หมดครับ ท่านประธาน ถึงตรงนี้ครับท่านประธานอาจจะเริ่มสงสัย ถึงไม่สงสัยผมก็จะชวนให้ ท่านประธานสงสัยครับ ว่าแล้วทำไมถึงไม่มีเอกชนที่เขายื่นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ เขาฟ้องศาลปกครองเลย เพราะถ้ามีเอกชนมายื่นฟ้องศาลปกครองในโครงการพลังงาน แสงอาทิตย์ด้วยศาลปกครองก็น่าจะมีคำสั่งทุเลาชั่วคราวไว้เหมือนกันกับพลังงานลม ใช่ไหมครับ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลต้องชะลอการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้านี้ออกไปก่อน คำตอบของคำถามนี้ครับ มันจะเริ่มทำให้เห็นครับว่าทำไมถึงมีเงื่อนไขพิสดารการล็อกโควตา ในการรับซื้อไฟฟ้าเฟส ๒ ครับ เพราะว่าก่อนประกาศว่าเอกชนรายใดจะได้รับคัดเลือกในการ รับซื้อไฟฟ้าเฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ ที่ประกาศในเดือนเมษายน ๒๕๖๖ ๑ เดือน ก่อนหน้านั้นก็คือมีนาคม ๒๕๖๖ มีมติ กพช. อนุมัติให้มีการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์นี้ครับ แต่มันมาพร้อมกับเงื่อนไขพิสดาร ๒ อย่าง เงื่อนไขพิสดาร แรกครับ คือจะเป็นโควตาให้เอกชนที่ยื่นโครงการในเฟสแรก จะได้สิทธิพิจารณาก่อนเพื่อน คือล็อกโควตาไว้ให้ เงื่อนไขพิสดารที่ ๒ คือกำหนดไว้ว่าเอกชนที่ยื่นในเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์จะต้องไม่เป็นเอกชนที่ฟ้องร้องหน่วยงานรัฐอยู่ ง่าย ๆ ครับ เอกชนที่ฟ้องร้อง หน่วยงานรัฐอยู่ จะไม่ได้รับสิทธิในโควตาที่ล็อกไว้ให้ในการรับซื้อไฟฟ้าเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ ใช่ครับท่านประธาน มันแปลกไหมครับ มองเจตนาของการกำหนดเงื่อนไขพิสดาร แบบนี้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ครับ มันเป็นเงื่อนไขที่ต้องการจะขู่ ขู่และปิดปากเอกชนครับ ที่บอกว่าต่อให้เดือนถัดมาเมื่อประกาศรายชื่อเอกชนที่ได้รับคัดเลือกในเฟสแรกมาแล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้รับคัดเลือกอย่าเพิ่งมาฟ้องรัฐ เพราะถ้าเอกชนรายไหนมาฟ้องรัฐจะไม่ได้ รับสิทธิในโควตาที่ล็อกไว้ให้ครับ แบบนี้ก็ได้หรือครับ แต่แบบนี้ละครับที่เกิดขึ้นแล้ว ในประเทศไทยครับ ถึงแม้ว่ามติ กบง. กรกฎาคม ๒๕๖๗ จะยกเลิกเงื่อนไขพิสดารที่ ๒ ที่ห้ามเอกชนที่ฟ้องหน่วยงานรัฐยื่นโครงการไปแล้วก็ตาม จนถึงวันนี้คือเงื่อนไขพิสดารที่ ๒ ถือว่ายกเลิกไปแล้วครับ แต่ก็ต้องอธิบายให้ท่านประธานนึกภาพตามอย่างนี้ครับ ว่าการกำหนดเงื่อนไขที่ขู่และปิดปากเอกชนแบบนี้ มันได้บรรลุวัตถุประสงค์ของมันไปเรียบร้อยแล้วครับ ในเมื่อไม่มีเอกชนที่เขายื่นโครงการ พลังงานแสงอาทิตย์เขาฟ้องต่อศาลปกครอง จนรัฐบาลสามารถสานต่อและลงนามสัญญา ซื้อขายไฟฟ้าแสงอาทิตย์ให้กับกลุ่มทุนพลังงานเพื่อนนายกรัฐมนตรีและพ่อนายกรัฐมนตรี สำเร็จไปแล้ว และนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ก็ได้สานต่อการล็อกโควตาในการรับซื้อ ไฟฟ้าหมุนเวียนเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ไปแล้วครับ สุดท้ายครับผมทวนย้อนสรุปทวน ให้ท่านประธานกันอีกทีครับว่าความผิดของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่สานต่อ ทุจริตนโยบายขบวนการค่าไฟแพงที่ปล้นคนไทยทุกคนผ่าน Bill ค่าไฟ เอื้อประโยชน์ให้กับ กลุ่มทุนพลังงานที่สนิทสนมกับนายกรัฐมนตรีและครอบครัว มีอะไรกันบ้างอีกครั้งคือ
ประเด็นที่ ๑ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้สานต่อเดินหน้าโครงการ รับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียนเฟส ๒ รอบ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ ที่ทุจริตนโยบายตั้งแต่ประเด็นแรก คือไม่มีเปิดประมูลแข่งขันราคารับซื้อราคาไฟฟ้าที่ราคาแพงให้กลุ่มทุนพลังงานกำไรกัน พุงปลิ้น แต่ค่าไฟประชาชนจะแพงขึ้น ๑ แสนล้านบาทตลอดอายุสัญญา ๒๕ ปี
ประเด็นที่ ๒ รับซื้อไฟฟ้า ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ที่ซ้ำซ้อนกับการเปิดเสรีไฟฟ้า สะอาด ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ของรัฐบาลเอง กลุ่มทุนพลังงานเขาได้กำไรแน่ ๆ ครับ เพราะรัฐ ต้องรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด แต่ค่าไฟประชาชนจะแพงขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าที่ซ้ำซ้อน และล้นเกิน
ประเด็นที่ ๓ มีการล็อกโควตาให้เอกชนที่ยื่นโครงการ ๒ ปีที่แล้วก่อนเพื่อน กีดกันรายใหม่เพื่อปิดปากรายเก่า
ประเด็นที่ ๔ ไม่มีการประกาศหลักเกณฑ์คำนวณคะแนนเทคนิค เปิดช่อง ให้ใช้ดุลพินิจไว้จิ้มเลือกกลุ่มทุนพลังงานใด ๆ ที่สนิทสนมกับนายกรัฐมนตรีให้ได้กำไรดี ๆ อีกครั้งก็ได้ และความผิดข้อ ๒ ที่รัฐบาลได้สานต่อ เร่งรีบลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงาน แสงอาทิตย์ ในโครงการรับซื้อไฟฟ้าเฟสแรกรอบ ๕,๒๐๐ เมกะวัตต์ ทั้ง ๆ ที่พรรคการเมือง ที่นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรคก็รู้อยู่แล้วว่าจะทำให้ค่าไฟแพงขึ้น ๒. ทั้ง ๆ ที่มีคำสั่งทุเลา ชั่วคราวจากศาลปกครองที่ชี้ว่ากระบวนการคัดเลือกไม่โปร่งใส ไม่ยุติธรรม และเป็นเหตุให้ ประเทศชาติเสียประโยชน์ได้ก่อนลงนามในสัญญาซื้อขายแล้วด้วย และ ๓. นายกรัฐมนตรีมี อำนาจเต็มที่จะชะลอหรือยกเลิกโครงการได้แต่ก็ไม่ทำ กลับเร่งรีบลงนามในสัญญาซื้อขาย ไฟฟ้าให้กับกลุ่มทุนพลังงานที่สนิทกับนายกรัฐมนตรีและก๊วนกอล์ฟพ่อนายกรัฐมนตรีไปเลย
ท่านประธานที่เคารพ พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ดิฉันต้องขอประท้วง ท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง ตามข้อบังคับ ข้อ ๙ ค่ะ ดิฉันฟังผู้ที่อภิปรายมาจนจะจบระยะเวลา ที่ผู้อภิปรายได้ขอเอาไว้แล้วนะคะ ระหว่างที่ผู้อภิปรายได้กำลังอภิปราย ดิฉันก็มาดูว่ามติ คพช. ที่ท่านพูดถึงมันก็ดูไม่เป็นความจริงค่ะ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งชะลอ ไว้แล้ว
ครับ ประท้วง ผู้อภิปรายนะครับ
ใช่ค่ะ เพราะมันซ้ำซาก ค่ะท่านประธาน ตั้งแต่พูดมา ทั้งคุณพ่อทั้งอะไรต่าง ๆ มันซ้ำซากวนเวียนอยู่อย่างนี้ยังไม่มี ข้อสรุป
เดี๋ยวเขาจะสรุป แล้วนะครับ ใจเย็น ๆ คุณวรภพกำลังจะสรุปแล้วนะครับ เชิญสรุปได้ครับ
ท่านประธานครับ แต่สำหรับ ผมนะครับความเสียหายที่สุดสำหรับประเทศไทย จากการที่นายกรัฐมนตรีได้สานต่อ กระบวนการค่าไฟแพงไปแล้วมันคือการสานต่อกลุ่มทุนผูกขาดให้เติบโตครับ แข่งขันกัน หาผลประโยชน์จากอำนาจรัฐ แข่งขันหารายได้จากผูกขาด หาประโยชน์จากคนในชาติ ด้วยกันเองครับ แทนที่จะให้แข่งขันกันสร้างนวัตกรรมหารายได้จากคนทั้งโลก ประเทศไทย มันมีเรื่องเหลือเชื่อแบบนี้ครับท่านประธาน ความมั่งคั่งของเจ้าสัวไทย ๓ ลำดับแรกที่ล้วน มั่งคั่งจากธุรกิจผูกขาด ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า สุรา โทรคมนาคม วันนี้รวยและมั่งคั่งกว่าเจ้าสัว เกาหลีใต้ ๓ ลำดับแรกถึง ๒ เท่าไปแล้วนะครับท่านประธาน ท่านประธานต้องนึกตามผม เจ้าสัว Samsung เขาพัฒนาเทคโนโลยีผลิตชิปส่งออกมือถือขายไปทั่วโลก วันนี้เขารวยน้อยกว่าเจ้าสัวไทยที่ขายไฟฟ้าให้คนไทยครับ ท่านประธานว่านี่เรื่องเหลือเชื่อ ไหมครับ นี่เรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่ความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยมันไม่ได้ เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ความมั่งคั่งของเจ้าสัวไทยก็ไม่ได้เกิดจากนวัตกรรม หนี้สินประชาชน ย่อมไม่ได้เกิดจากบุญกรรมมันเกิดจากนโยบายของรัฐ และนายกรัฐมนตรีที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร ก็ได้สานต่อกระบวนการค่าไฟแพง สานต่อทุจริตนโยบาย เอาค่าไฟของคน ทั้งประเทศไปแลกกับ Deal ของพ่อ ผมขอเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน
เดี๋ยวน่าจะสรุปได้ คือพูดถึง Deal ของพ่อ ในญัตตินี้ก็ขีดฆ่าคำว่า พ่อ ออกไปแล้ว เพราะว่ามันเหมือนผู้บังเกิด ไม่ควรจะพูดครับ เพราะฉะนั้นจะว่า Deal ของรัฐบาลก็ Deal ของรัฐบาลครับ อย่าไปว่า Deal ของพ่อ เพราะว่าอันนี้ในญัตติก็ตัดออกไปแล้ว เชิญต่อครับ
คือนายกรัฐมนตรีเอาค่าไฟ คนทั้งประเทศไปแลกกับ Deal ของคนในครอบครัว ผมจึงขอเป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน หยุดยั้งการทุจริตนโยบายของรัฐบาล ยุติการปล้นคนไทยจาก Bill ค่าไฟครับ ขอไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ไม่ให้บริหารประเทศไทยได้อีกต่อไป ขอบคุณครับ
ต่อไปก็คุณศุภโชติ
ท่านประธานคะ
เชิญครับ ประท้วง เรื่องอะไรครับ
ดิฉัน รักชนก ศรีนอก ผู้แทน จากชาวบางบอน จอมทอง หนองแขม ขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๙ อยากให้ ท่านประธานวางตัวเป็นกลางและควบคุมการประชุมค่ะ คือดิฉันขอใช้เวลาสักนิดหนึ่ง สัก ๓๐ วินาทีค่ะท่านประธาน ตั้งแต่ที่เราประชุมกันมาตั้งแต่เช้าท่านประธานได้สร้าง มาตรฐานที่มันต่ำลง ๆ ให้สภาแห่งนี้นะคะ
ผมไม่อาจจะให้ พูดได้นะครับว่าประธานวางมาตรฐานให้ต่ำ ผมดูข้อบังคับครับ ข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ความจริง มีหลายอย่าง แต่ถือว่าเป็นการอภิปรายผมก็ปล่อยไปบ้าง แต่อันนี้เขาไม่ได้ยกเว้นนะครับ ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นไม่ต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๙ เขายกเว้นเรื่องเอาภาพ เอารูปมานี่ ไม่ต้องให้ประธานดูก่อน ผมไม่อาจจะทำให้สภานี้ตกต่ำได้นะครับ เพราะผมอยู่ในสภานี้มานาน ผมต้องรักษาเกียรติ ศักดิ์ศรี ของสภานะครับ ผมไม่อาจจะยอมให้ใครมาทำลายศักดิ์ศรีสภา ได้เพราะฉะนั้นคุณนั่งลงครับ เพราะไม่ใช่ประเด็นแล้ว คุณนั่งลงได้ครับ ผมวินิจฉัยแล้วว่าผม ทำตามข้อบังคับ คุณบอกว่าผมไม่เป็นกลาง ข้อ ๙ ผมเป็นกลางครับ แต่คุณบอกว่าผมสร้าง มาตรฐานต่ำอันนี้ผมยอมไม่ได้ ในฐานะประธานผมไม่อาจจะสร้างให้สภานี้ตกต่ำได้ เราต้องรักษาสภา นั่งลงได้ คุณจะไม่นั่งหรืออย่างไรครับ ต่อไปเชิญคุณศุภโชติ ไชยสัจ คุณขอเวลามา ๕๐ นาที เชิญครับ
ท่านประธานยกมือค้างไว้นาน แต่ไม่ได้ประท้วงครับ ต้องการที่จะหารือในฐานะวิปครับ ผม ณัฐวุฒิ ครับ
เดี๋ยวคุณจะทำ อย่างไรนะคุณณัฐวุฒิ
ผมนั่งยกมือจะขออนุญาต ใช้สิทธิในฐานะวิปฝ่ายค้านหารือท่านประธาน
เชิญครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนพรรคร่วม ฝ่ายค้าน ท่านประธานครับ ผมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขอใช้เวลาของฝ่ายค้านในการหารือ การทำหน้าที่ของท่านประธาน แล้วก็การดำเนินการของเพื่อนสมาชิกที่จะมีการอภิปรายต่อครับ ผมอยากจะย้ำแบบนี้ครับท่านประธาน ใช้เวลาไม่นานครับ แต่อยากจะย้ำว่าจริง ๆ แล้วเรา ตระหนักถึงข้อบังคับ ข้อ ๖๙ และเราจะเอ่ยถึงบุคคลภายนอกต่อเมื่อมีกรณีที่เราเห็นว่า มีความจำเป็น แน่นอนท่านประธานเองหรือเพื่อนสมาชิกอาจจะมองความจำเป็นแตกต่างไป อันนี้เราเคารพครับ แต่ท้ายที่สุดแล้วเมื่อเราเอ่ยชื่อบุคคลนั้นตามที่เราเห็นว่ามีความจำเป็น เราก็จะขอเป็นผู้รับผิดชอบในสิ่งที่เราเอ่ยนั้นตามข้อบังคับ ข้อ ๑๗๘ ผมไม่อยากให้มีการ ประท้วง ไม่อยากให้ท่านประธานย้ำบ่อยครั้งจนเกินไปเวลาที่เพื่อนสมาชิกกำลังอภิปราย อย่างน้อยที่สุดพวกเรายินดีที่จะรับฟัง ปฏิบัติตามที่ท่านประธานวินิจฉัย แต่จะขอยืนยัน หลักการที่เราเห็น และจะขอให้เราได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เราพร้อมรับผิดชอบในส่วนของ พวกเรา ต้องขอประทานโทษท่านประธานแต่อยากหารือให้ไม่อยากให้มีการแทรกในการ อภิปรายหลายครั้งจนเกินไป ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ สมาชิกก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ในส่วนของประธานก็ต้องรับผิดชอบด้วยในฐานะเป็น ประธานในที่ประชุม ไม่ใช่บอกให้สมาชิกรับผิดชอบแล้วประธานก็นั่งเป็นหัวหลักหัวตอ บนที่ประชุม ผมก็เพียงแต่เตือนอยากให้การประชุมดำเนินด้วยเรียบร้อย ก็ขอความกรุณา ครับผม ต้องรักษาสภานะครับ ไม่อยากให้มีการประท้วงอะไรเยอะแยะนะครับ ต่อไปนี้ก็เชิญ ได้แล้วครับ คุณศุภโชติ ไชยสัจ ครับ ๕๐ นาที เชิญได้ครับ
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ศุภโชติ ไชยสัจ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน อดีตพรรค ก้าวไกลครับ วันนี้ผมจะอภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๕๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จากการที่ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ผู้ซึ่งมี อำนาจเต็มในการกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศ มีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหาเรื่อง ค่าไฟของพี่น้องประชาชน แต่กลับจงใจสานต่อการทุจริตเชิงนโยบายเอื้อประโยชน์ให้กับ กลุ่มทุนพลังงาน จงใจประเคนสัมปทานโรงไฟฟ้าให้เครือข่ายพวกพ้องของพ่อตัวเองครับ ใช่ครับ เครือข่ายพวกพ้องเดียวกันที่ไป Deal ให้พ่อตัวเองได้กลับบ้าน จงใจทำทั้งหมดครับ โดยไม่เห็นหัวประชาชนแม้แต่นิดเดียว ท่านประธานครับ เรื่องค่าไฟมันเป็นเรื่องใหญ่ครับ มันคือหัวใจของค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ทุกคนต้องจ่ายค่าไฟกันหมด เงินเดือน ออกมาที่ ๑๕,๐๐๐ บาทนี่ไปแล้วครับ ๒,๐๐๐ ๓,๐๐๐ บาท โอนไปจ่ายค่าไฟกันก่อนเลย เพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องค่าไฟแพงเรียกได้ว่าเป็นปัญหาระดับชาติที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ท่านไปถามใครก็ได้ไล่ไปเลยครับ ตั้งแต่ชาวบ้านตาสีตาสา ผู้ประกอบการตัวเล็ก ๆ หรือ แม้แต่โรงงานใหญ่ ๆ ลองไปถามเขาดูครับว่า Bill ค่าไฟในแต่ละเดือนของเขาเป็นอย่างไร ผมเชื่อครับว่าเขานี่แทบร้องกันออกมาทีเดียว บางคนครับจ่ายกันเป็นพัน บางคนจ่ายกัน เป็นหมื่น บางคนจ่ายกันเป็นแสนเป็นล้านก็มีครับ อ้ายพวกเขาก็หวังว่ารัฐบาลจะเข้ามาช่วย เพราะถ้าค่าไฟลดลงเงินในกระเป๋าสตางค์ของพวกเขาก็จะเยอะขึ้น ธุรกิจมันก็จะอยู่รอดได้ แต่ท่านประธานครับผมก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พี่น้องประชาชนเขาส่งเสียงออกมา เขาตะโกน ออกมานี่มันไปถึงนายกรัฐมนตรีหรือเปล่า เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่นายกรัฐมนตรี แพทองธารอยู่ในตำแหน่งนี้ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีทำได้ดีที่สุดคือการใช้ปากครับ ปากดี ปากดี มากว่าจะทำอย่างไรให้ค่าไฟเหลือ ๓.๗๐ บาทได้ บอกว่าเป็นเป้าหมายของรัฐบาลอย่างนั้น อย่างนี้ครับ ซึ่งตัวเลข ๓.๗๐ บาทนี่ ท่านก็ไม่ได้จำมาจากใคร ไปจำมาจากพ่อตัวเอง อีกทีหนึ่ง แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ไป Update ตัวเลขใหม่แล้วหรือยังครับ เพราะล่าสุดคุณพ่อเพิ่งบอกว่าจะทุบค่าไฟให้เหลือ ๒.๕๐ บาท ๓.๗๐ บาท ที่เคยพูดไว้ยังทำ ไม่ได้ครับ
ท่านประธานคะ ขออนุญาตประท้วงค่ะ
ประท้วงข้อบังคับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคเพื่อไทยนะคะ ที่เมื่อสักครู่นี้มีท่านหารือกับท่านประธานแล้วนะคะ ดิฉัน ขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๙ ว่าขอให้ควบคุมผู้ที่อภิปรายในข้อ ๑๗๘ เพราะมันไม่ใช่ มีแค่ ข้อ ๖๙ นะคะ มีเรื่องของมาตรฐานจริยธรรมด้วยซึ่งมันอยู่ในหนังสือคู่มือจริยธรรม ซึ่งท่านควรจะต้องเปิดดูด้วยว่า
พอครับ ประธาน ก็กำลังฟังแล้วก็คุมตามข้อ ๙ อยู่นะครับ แต่ว่าถ้าเป็นประเด็นที่ฝ่ายรัฐบาลต้องตอบก็ต้อง รอให้รัฐบาลตอบนะครับ
เข้าใจค่ะท่านประธาน แต่ประโยคที่ใช้เสียดสี หมิ่นประมาท แล้วก็ชอบพูดถึงผู้อื่นอยู่บ่อยครั้ง แล้วท่านประธาน เตือนแล้วก็ไม่ค่อยเชื่อฟังค่ะ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ผมขอประท้วงท่าน ผู้ประท้วงครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ แต่คุณศุภโชติพูดนี่ผมยังไม่ได้เตือนครับ ก็อภิปรายได้ต่อไป ผมพิจารณาดูแล้วก็วินิจฉัยแล้ว ถือว่ายังไม่ผิดข้อบังคับ เชิญต่อครับ คุณศุภโชติครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน อย่างนั้นผมขอต่อนะครับ ๓.๗๐ บาท ที่เคยพูดไว้ยังทำไม่ได้ครับ นี่เอาอีกแล้วอาจจะต้อง ฝากท่านนายกรัฐมนตรีไปสะกิดบุพการีในครอบครัวนิดหนึ่งว่าใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งพูด เยอะครับ ขี้โม้อย่างเดียวแต่ทำไม่ได้เดี๋ยวคนเขาจะนึกว่า Skill ปากดีครับมันส่งต่อกันได้ผ่าน ทางสายเลือด ครั้งที่แล้วครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไปลอกคำพูดของบุพการีท่านนี้มาเสียดิบดีครับ บอกว่า จะทำอย่างไรให้ลดค่าไฟเหลือ ๓.๗๐ บาท แล้วเป็นอย่างไรครับ สิ่งที่พูดออกมาแต่ละอย่างครับ บอกว่าจะไปแก้ไขสัญญาทาส พอเอาเข้าจริงครับ ไม่กล้า หรือที่บอกว่าจะไปแก้ไขเรื่องค่า ผ่านท่อก๊าซธรรมชาติครับ หน่วยงานเขาก็ทำกันไปแล้ว หรือจะไปแก้เรื่องท้องถิ่นใช้ไฟฟรีครับ ก็ยังนิ่งครับ สรุปแล้วจะเอาอย่างไรครับ ที่พูดมาทั้งหมดครับ วิธีการที่น่าทำมากที่สุดและ ควรทำมากที่สุดนะครับ อย่างการเข้าไปแก้ไขสัญญาทาสแอดเดอร์ ที่เราเคยไปซื้อไฟฟ้าจาก พลังงานสะอาดหน่วยละเกือบ ๑๐ บาท แถมเป็นสัญญาทาสที่ไม่มีวันหมดอายุ ซื้อกันไปได้ เรื่อย ๆ ครับ ประชาชนแบกรับต้นทุนตรงนี้ปีละเกือบ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งหน่วยงานครับ อย่างคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานหรือ กกพ. เขาก็ออกมาบอกครับ ยืนยันชัดเจนครับว่า ถ้าไปยกเลิกสัญญาตรงนี้ได้จะลดค่าไฟได้ทันที ๑๗ สตางค์ต่อหน่วย แต่แล้วเป็นอย่างไรครับ ล่าสุดครับ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานครับ ท้วงคำเดียวครับว่าถ้าไปยกเลิกเดี๋ยวนายทุนเขา ไม่พอใจครับ แล้วจะมาฟ้องร้องเอาได้ นายกรัฐมนตรีได้ยินแบบนี้ครับ ถอยแบบสุดซอยครับ พอต้องไปแตะนายทุน นายกรัฐมนตรีเรานิ่งไปเลยครับ ไปไม่เป็นครับ ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้อีก เลย ทั้ง ๆ ที่กฎหมายครับท่านประธาน หน่วยงานเขาก็ทำถูกแล้วครับ พอหน่วยงานเขาเห็น ว่าสัญญาทาสอันนี้มันเป็นการเอื้อให้นายทุนค้ากำไรเกินควรครับ ทำให้ค่าไฟแพง เขาก็ไป เสนอให้ยกเลิก ก็ถูกต้องแล้วครับ แทนที่ตัวเองในฐานะประธาน กพช. เรียกได้ว่าใหญ่สุด แล้วครับในเรื่องพลังงาน ควรจะมีมติออกมาให้ยกเลิกสัญญาทาสอันนี้ เป็นอำนาจของตัวเอง แท้ ๆ ครับ แต่กลับไม่ทำครับ เกรงใจไปหมดครับ เกรงใจรัฐมนตรี เกรงใจพรรคร่วม เกรงใจ นายทุน เจ้าสัว เกรงใจทุกคนครับ แต่คนเดียวที่ท่านไม่กล้าเกรงใจ ไม่กล้ารักษาผลประโยชน์ ให้ก็คือประชาชน หรือถัดมาครับ ตอนที่ท่านแถลงผลงานของตัวเอง ๙๐ วันครับ ผมจำได้ดีครับ ท่านบอกว่าจะแก้ไขเรื่องค่าผ่านท่อก๊าซธรรมชาติที่มันมีความซ้ำซ้อน อยู่มากครับ บอกว่าการลงทุนในตอนสร้างท่อมันคืนทุนไปหมดแล้วครับ มันมีการจ่ายค่าเสื่อม ไปหมดแล้วครับ แต่มันก็ยังถูกนำมาคิดในราคาก๊าซธรรมชาติในค่าไฟอยู่ครับ พูดเสียดิบดีครับ เยอะแยะอย่างนั้นเยอะแยะอย่างนี้ครับ ผมก็ไปดูเรียกหน่วยงานเข้ามาชี้แจงให้ข้อมูล ในชั้นกรรมาธิการครับ ปรากฏว่าเรื่องที่นายกรัฐมนตรีพูดเรื่องค่าเสื่อมของท่อก๊าซธรรมชาติ หน่วยงานเขาแก้กันไปตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ แล้วครับ นี่นะครับท่านประธาน ประกาศเขาก็เขียนไว้ ชัดเจนครับว่าเรื่องของราคาท่อก๊าซ มีการคิดค่าเสื่อมเข้ามาเรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้มันแสดงถึง อะไรครับ มันแสดงถึงการที่นายกรัฐมนตรีของเราไม่มีความรู้พื้นฐานอะไรเลยครับ ไม่รู้ไปจำ ขี้ปากใครเขามาครับ ผมขออย่างเดียวครับ บริหารประเทศอย่าไปจำคำพูดเขามา มันอายครับ หรือท่านไม่อายครับ หรือที่ท่านบอกว่าจะเข้าไปแก้เรื่องท้องถิ่นใช้ไฟฟรี ถ้าท่านจะไปยกเลิก โควตาค่าไฟฟรีของท้องถิ่นท่านก็ต้องมีวิธีการที่ดี เพราะไม่อย่างนั้นหน่วยงานเขาก็มาขอตั้ง งบประมาณแผ่นดินมาจ่ายค่าไฟตรงนี้อยู่ดีครับ สุดท้ายครับสิ่งที่ท่านพูดมันก็แค่การเอา กระเป๋าซ้ายมาจ่ายแทนกระเป๋าขวาครับ อย่างไรก็เอาเงินภาษีของพี่น้องประชาชนมาใช้ เหมือนกันครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานจะเห็นได้เลยนะครับว่านายกรัฐมนตรี ที่ชื่อแพทองธาร ไม่มีความตั้งใจที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาเรื่องค่าไฟแพงครับ ไปจำเขามาทั้งนั้น ครับ ไม่มีแม้แต่ภาวะผู้นำในการบริหารประเทศ โดนพรรคร่วมขี่คอครับ เขาว่าซ้ายก็ซ้าย เขาว่าขวาก็ขวาครับ เชื่องเหลือเกินครับ แต่มีสิ่งหนึ่งครับท่านประธาน มีสิ่งหนึ่งครับที่ผม ยืนยันได้ว่านายกรัฐมนตรีของเราเก่งที่สุดครับ เก่งจริง ๆ ครับเรื่องนี้ คือการพิทักษ์ ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงาน ดูได้จากอะไรครับ ดูได้จากสิ่งที่สะท้อนออกมาในร่างแผน พลังงานชาติหรือพีดีพีอันล่าสุดครับ ซึ่งเป็นแผนพลังงานที่สำคัญที่สุดของประเทศครับ เหมือนรัฐธรรมนูญทางด้านค่าไฟครับ เป็นแผนที่บอกว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าอะไร จะสร้าง เมื่อไร สร้างมาก สร้างน้อยแค่ไหน เรียกได้ว่าถ้าค่าไฟคนเรามันจะถูกจะแพงมันก็ขึ้นอยู่กับ แผน PDP อันนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กพช. อำนาจอยู่ในมือ มีสิทธิที่จะชี้นิ้วสั่งว่าจะเอาอย่างไร กำหนดนโยบายพลังงานผ่านแผน PDP ได้เลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตัวร่างที่ออกมาล่าสุดมันก็มี ปัญหาครับ ปัญหาอย่างแรกเรื่องของระยะเวลา ร่างแผนมันก็ออกมาตั้งนานครับ ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์มาแล้วเรียบร้อยครับ แทนที่จะรีบเอา Comment เอา Feedback ให้หน่วยงานกลับไปแก้ไขแล้วปล่อยแผนตัวจริงออกมาแต่นายกรัฐมนตรี ก็ยังเตะถ่วงให้แผน PDP ฉบับนี้ออกมาล่าช้า เอาให้ช้าที่สุดครับ ลากกันมาตั้งแต่รัฐบาลที่ แล้ว ผมก็นึกว่าจะเสร็จกันตั้งแต่นายกรัฐมนตรีเศรษฐา แต่ก็ไม่เสร็จครับ ลากกันมาเรื่อย ๆ จนถึงนายกรัฐมนตรีแพทองธาร มันเป็นไปได้อย่างไร แผน PDP ฉบับนี้ครับท่านประธาน กำหนดการเดิมของมันนี่มันควรจะเสร็จตั้งแต่ปี ๒๐๒๒ เปลี่ยนชื่อมาแล้วตั้งกี่ครั้งปี ๒๐๒๓ ปี ๒๐๒๔ ปัจจุบันปี ๒๐๒๕ ผมว่าเหลืออีก ๙ เดือนหมดปีแต่ก็ไม่เสร็จ ผมว่าเราได้ใช้แผน PDP ฉบับใหม่กันปีหน้าแน่นอน ทำไมครับ ทุก ๆ ครั้งที่มันมีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี มันจะต้องไปเจรจาขอค่า Clear กันใหม่หรืออย่างไร มันถึงได้ช้าขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว มันไม่ได้ติดอะไรเลยครับ ร่างแผนไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยมาเป็นปีแล้ว ไม่ต้องมาทำ เป็นพูดคำว่ากำลังแก้อยู่ กำลังปรับอยู่ ถ้าจะแก้จริง ๆ มันเสร็จไปตั้งนานแล้ว ท่านประธานครับ ที่แผน PDP มันออกมาช้าขนาดนี้มันมาจาก ๒ สาเหตุครับ
สาเหตุแรก เพราะนายกรัฐมนตรีอยากจะ Clear ปัญหาโครงการค้างท่อ ให้แล้วเสร็จก่อนครับ อ้ายพวกโครงการทุจริตการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ที่มันมาจากแผนเก่าครับ ทั้งล็อกสเปก ล็อกโควตาแล้วยังไปซื้อไฟมาแพงรวมกัน เราเสียหายเป็นแสนล้านบาทครับ บอกมาตรง ๆ เลยครับว่าขอ Clear ปัญหาตรงนี้ให้กับ นายทุนก่อน ให้นายทุนเจ้าของโรงไฟฟ้าเขาเข้ามาเซ็นสัญญาก่อนจะได้ไม่มีใครไปยกเลิก สัญญา ไปยกเลิกสัมปทานของเขาได้ แล้วก็สาเหตุที่ ๒ ครับท่านประธาน ที่ประกาศช้า เพราะนายกรัฐมนตรีต้องการยัดโครงการของนายทุนให้เข้ามาอยู่ในแผน ก็เพราะว่าถ้าได้ ใส่เข้ามาในแผนเมื่อไรมันหมายความว่าโรงไฟฟ้าสัมปทานมันได้สร้างแน่ถูกต้องไหมครับ ในร่างครับท่านประธาน ผมจำได้หมดครับว่าจะมีโรงไฟฟ้าอะไร สร้างขึ้นมาเมื่อไร สร้างขึ้นมาปีไหน ที่ไหนบ้าง แต่ไม่ใช่อยู่ดี ๆ พอมีการประกาศแผนออกมาแล้วมีโครงการ โซลาร์เซลล์ ๕๐๐ เมกะวัตต์แถวอีอีซี หรือโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่สนามบินอู่ตะเภาโผล่ เข้ามาในแผนแบบนี้ไม่เอานะครับ เรียกได้ว่าที่แผนออกมาช้าเพราะแพทองธารกำลังช่วย นายทุนทุกคนได้หมดครับ ไม่ยอมให้มีใครต้องตกขบวนแม้แต่คนเดียวครับ ท่านประธานครับ ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่การที่นายกรัฐมนตรีจงใจเตะถ่วงให้แผนออกมาช้าแค่อย่างเดียวครับ แต่ตัวเนื้อหาของร่างแผน PDP ฉบับใหม่ก็เป็นปัญหา ตั้งแต่ที่ร่างแผน PDP ฉบับนี้ออกมา ครับมันก็มีการเรียกร้องจากภาคนักวิชาการ ภาคประชาสังคมตั้งเท่าไรครับ ประชาชนเขา รวมตัวกันยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ขอให้มีการทบทวน ขอให้มีการแก้ไขแผนพลังงานชาติฉบับนี้ เรียกร้องกันมาเป็นปีครับ แต่นายกรัฐมนตรีแพทองธารเราไม่สนใจคำทักท้วงอะไรเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ท่านสามารถแก้ได้ง่าย ๆ ครับ ตำแหน่งที่ท่านเป็นอยู่สามารถเคาะโต๊ะทีเดียวครับ ขอให้มีการแก้ไขเอาให้เสร็จกันภายใน ๑ ปีท่านก็ทำได้ครับ ผมไม่เข้าใจทีจะไปแจกจ่าย สัมปทานให้กับกลุ่มทุนพลังงานท่านดูตั้งใจเร่งเอาให้เสร็จ เอาให้เร็ว แต่พอเป็นของ ประชาชนท่านกลับเตะถ่วงครับ เห็นได้อย่างชัดเจนครับว่าการที่นายกรัฐมนตรีไม่ยอมออก ร่างแผนเพราะเขากำลังที่จะวางแผนการทุจริตเชิงนโยบายครั้งใหม่ครับ เพื่อเอื้อประโยชน์ ให้กับกลุ่มทุนพลังงานกันแบบจุก ๆ ครับ อย่างแรก ผมเรียกได้ว่ามันเป็นสิ่งที่น่าอัปยศที่สุด ในแผนอันใหม่คือนายกรัฐมนตรีเรากำลังจะสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม รู้ทั้งรู้ครับว่าค่าไฟของพี่น้อง ประชาชนแพงเพราะอะไร รู้ทั้งรู้ครับว่าโรงไฟฟ้าในประเทศของเรามันมีเยอะเกิน ต้องจ่าย ค่าความพร้อมจ่ายให้กับเจ้าของโรงไฟฟ้าฟรี ๆ ปีละหลายหมื่นล้านบาท ตอนนี้ครับ ท่านประธานไปถามใครก็ได้ครับเขายังรู้เลยครับว่าค่าความพร้อมจ่ายคืออะไร เจ้าสัว พลังงานของเมืองไทยรวยขึ้นมาได้อย่างไร ต่อให้เจ้าสัวไปสร้างโรงไฟฟ้าแล้วโรงไฟฟ้านั้นไม่ได้เดินเครื่องเลยเขาก็ยังได้เงินไปครับ แต่นายกรัฐมนตรีแพทองธารของเราก็ยังจะโกงเพิ่ม ยังปั๊มโรงไฟฟ้าให้เจ้าสัวพวกนี้ไม่หยุด ในแผน PDP ฉบับใหม่ครับท่านประธาน นายกรัฐมนตรีปล่อยให้หน่วยงานปั้นตัวเลขเพื่อ สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ปั้นตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตสูงเกินจริงครับ ปั้นตัวเลข ปลอม ๆ ว่าเราจะต้องใช้ไฟฟ้าเยอะมากเพื่อที่จะให้กลุ่มทุนพลังงานได้สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มได้ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับท่านประธาน ในอดีตมันก็เคยมีการทำผิดพลาดอย่างนี้มาตลอดครับ ท่านประธานดูได้จากกราฟที่ผมนำมาโชว์ครับ กราฟเส้น ๆ ที่มันพุ่ง ๆ มันคือการพยากรณ์ ความต้องการใช้ไฟฟ้า ส่วนกราฟแท่ง ๆ สีฟ้าด้านล่างมันคือการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงครับ เรามีการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าหลายครั้งตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งหมดก็เพื่อ จะได้วางแผนถูกครับว่าจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเท่าไร แต่ท่านประธานจะเห็นได้เลยครับว่า ไม่มีปีไหนเลยที่กราฟแท่งมันจะสูงเลยกราฟเส้นครับ มันหมายความว่าอย่างไรครับ ท่านประธานมันหมายความว่าเราประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าไม่ค่อยตรงกับค่า ที่เราใช้จริงครับ เผื่อเหลือเผื่อขาดมาตลอดครับ แต่เราไปสร้างโรงไฟฟ้าเผื่อรอไว้แล้วครับ ซึ่งพื้นที่ที่อยู่ระหว่างกราฟเส้นกับกราฟแท่งมันคืออะไรครับ มันคือโรงไฟฟ้าที่ถูกสร้างมาแล้ว ไม่ได้เดินเครื่อง ปัญหาเรื่องนี้มันเกิดซ้ำมาเรื่อย ๆ ครับท่านไม่ต้องมาอ้างเพราะว่าโควิดที่ทำ ให้เรามีโรงไฟฟ้าล้นครับ แต่เป็นเพราะเราเองนั่นละครับที่ไปสร้างโรงไฟฟ้าเผื่อมาตลอด เผื่อกันจนเป็นดินพอกหางหมูครับ จนปัจจุบันเรามีโรงไฟฟ้าล้นอย่างที่เป็นอยู่ จ่ายค่าความ พร้อมจ่ายฟรี ๆ ปีละ ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ทำกันมาอย่างนี้ครับ ยอมให้นายทุนพลังงาน มาปล้นประชาชนผ่านค่าไฟไปได้เรื่อย ๆ ตัวนายกรัฐมนตรีแล้วก็พรรคเพื่อไทยรับรู้ถึง ปัญหาดี หลายคนในพรรคครับคุณจุลพันธ์ครับ ขอโทษที่ต้องเอ่ยนามครับ
เมื่อสักครู่ผมได้ ขอแล้วว่าอย่าพูดถึงพรรคนะครับ พูดถึงตัวนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีได้ ผมขอความกรุณา เดี๋ยวจะมีประท้วง ท่านกำลังอภิปรายโดยที่ไม่มีผู้ประท้วงก็ดีแล้วนะครับ กำลังนั่งฟังนะครับ ขอเชิญต่อครับ
ครับผม คุณจุลพันธ์ครับ ขอโทษ ที่ต้องเอ่ยนามครับ รัฐมนตรีประจำสภาของเราก็เคยอภิปรายด่ารัฐบาลก่อนว่าหยุดคิดโง่ ๆ รัฐบาลจะไปเซ็นโรงไฟฟ้าเพิ่มทำไม ทั้ง ๆ ที่เราก็มีเยอะอยู่แล้ว ชัดเจนครับ ชัดเจนเลยว่า ท่านรู้ปัญหา แต่พอได้เป็นรัฐบาลแทนที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานายกรัฐมนตรีแพทองธาร เรากลับเลือกที่จะปิดตาข้างหนึ่งครับ ปล่อยให้ปัญหาเดิม ๆ เกิดซ้ำอีกครับ ในแผน PDP ฉบับนี้ยังคงปล่อยให้หน่วยงานทำตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริง อย่างที่ผมพูดครับ แผนพีดีพีทำกันมาตั้งแต่ปี ๒๐๒๒ มีการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้ายาวไปจนถึง โน่นครับ ปี ๒๐๓๗ แต่เชื่อไหมครับท่านประธาน ผ่านมาแค่ ๓ ปีครับ ปี ๒๐๒๒ ปี ๒๐๒๓ ปี ๒๐๒๔ เรามีการประมาณการใช้ไฟฟ้าผิดไปแล้วครับ ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ อย่างปีที่แล้วครับ รัฐบาลบอกว่าเราจะใช้ไฟอยู่ที่ประมาณ ๔๐,๐๐๐ หน่วย แต่ความจริงเราใช้ไฟกันแค่ ๓๗,๐๐๐ หน่วยเท่านั้น ท่านประธานลองคิดดูครับ ถ้า ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ที่เราพยากรณ์ ผิดไปถ้ามันแปลงเป็นโรงไฟฟ้ามันได้กี่โรงครับ ขั้นต่ำก็ ๕-๖ โรงครับ เรียกได้ว่ารัฐบาล นายกรัฐมนตรีคนนี้เตรียมการที่จะประเคนโรงไฟฟ้าให้กับกลุ่มทุนพลังงานผ่านแผน PDP ฉบับใหม่เรียบร้อยแล้ว จากที่เคยออกมาบอกว่าจะต่อต้าน ตอนนี้กลายเป็นเข้าร่วม กระบวนการไปเรียบร้อยครับ ท่านประธานครับ ท่านอาจจะถามผมต่อว่าทำไมถึงปล่อยให้มี การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าได้สูงขนาดนี้ครับ ผมตอบท่านประธานได้เลยครับ นั่นก็ เพราะว่ารัฐบาลจงใจปล่อยให้มีการตั้งสมมุติฐานที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงครับ บอกว่า ประเทศไทยเราจะต้องใช้ไฟฟ้าเยอะขึ้นเพราะเศรษฐกิจจะดีขึ้นครับ จีดีพีเราจะโตก็เลยต้อง สร้างโรงไฟฟ้าเยอะขึ้น แต่ความจริงครับถ้าเรามาดูตัวเลขมันไม่ใช่ ผมไม่ได้บอกว่าประเทศ เราไม่มีศักยภาพ แต่ท่านก็ต้องดูด้วยว่าตัวท่านเองมีความสามารถเพียงพอที่จะทำให้ เศรษฐกิจโตอย่างที่พูดไว้หรือเปล่า ซึ่งตัวเลขที่ท่านมโนออกมาขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิงครับ อย่างแรกครับชุดข้อมูล ที่ใช้ก็เป็นชุดข้อมูลเก่าครับ การประมาณการจีดีพีคิดกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ครับ ไม่มีการ แก้ไขเลยครับ ไม่ได้มีการ Update ตัวเลขอะไรเลยครับ ไม่ได้คำนึงถึงเลยครับว่าสภาวะ เศรษฐกิจของประเทศไทยมันจะมีการเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหนครับ ยังยืนยันจะใช้ตัวเลข เดิมครับ ไม่ยอมแก้ครับ อย่างในปี ๒๐๒๒ ครับ ท่านบอกว่าจีดีพีเราจะโต ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่เอาเข้าจริงสภาพัฒน์ประกาศออกมาว่าปีนั้นจีดีพีเราโตแค่ ๒.๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หายไป ๑.๔ ครับ หรือปีถัดมาครับ ๒๐๒๓ ท่านบอกว่าจีดีพีจะโตต่อครับ ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ แต่ปีนั้น โตเพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ครับ พลาดไปเกือบครึ่ง หรือล่าสุดครับที่ท่านบอกว่าจะโต ๓.๔ แต่เอาเข้าจริงโตแค่ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คือผมเข้าใจได้นะครับว่าการพยากรณ์มันอาจจะ มีการผิดพลาดกันได้ แต่ผ่านมา ๓ ปีเรียกได้ว่าพยากรณ์ไม่ถูกสักปีครับ ช่วยกลับไปแก้หน่อย ไม่ใช่ดึงดันจะใช้ตัวเลขนี้ต่อครับ บางคนอาจจะคิดว่าคลาดเคลื่อนแค่ปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ครับ ๑-๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ลองคิดดูครับ ถ้ามันผิดพลาดสะสมกันไปเรื่อย ๆ เป็นสิบ ๆ ปี ลองคิดดู ว่ามันหมายความว่าเราจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกกี่สิบโรงเพื่อออกมารองรับการเติบโต เศรษฐกิจที่ไม่มีอยู่จริง เท่านั้นไม่พอครับ ที่ความต้องการไฟฟ้าสูงเกินจริงมันไม่ได้มาจากการ ที่นายกรัฐมนตรีปล่อยให้ตัวเลขจีดีพีสูงเว่อร์อย่างเดียวครับ นายกรัฐมนตรียังปล่อยให้มีการ คิดความต้องการใช้ไฟฟ้าจากโครงการยิบ ๆ ย่อย ๆ เพิ่มขึ้นไปอีก อย่างที่บอกว่าเราจะต้อง สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเผื่อโครงการรถไฟใน ๖ จังหวัด ไล่ไปเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟในเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต โคราช สงขลา ขอนแก่น หรือแม้แต่พิษณุโลก แต่สมมุติฐานที่ท่านตั้งครับ ดูตารางได้เลยครับผมว่ามันแปลก ๆ ไม่สะท้อนความเป็นจริงครับ อย่างขอนแก่นครับ ท่านบอกว่ารถไฟในเมืองจะต้องเสร็จตั้งแต่ปีที่แล้วครับ ถ้าจริงพี่น้องชาวขอนแก่นต้องได้ใช้ รถไฟฟ้าในเมืองแล้ว แต่ความเป็นจริงไม่มีครับ ยังไม่ได้เริ่มอะไรเลยครับ หรือของหาดใหญ่ บอกว่าจะเสร็จปีนี้ คนหาดใหญ่เขาก็มาบอกผมว่ายังไม่เห็นแม้แต่ตอม่อ ไล่มาเลยครับ บอกของภูเก็ตจะเสร็จปีหน้า เชียงใหม่ โคราช พิษณุโลกจะเสร็จ ปี ๒๕๗๑ ผมก็ไล่ไปถาม ครับว่าจริงหรือเปล่า เพราะว่าถ้าจริง ถ้าเราไปสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มก็อาจจะจำเป็นเพราะว่า อะไรครับ เพราะว่าโครงการรถไฟมันก็ใช้ไฟเยอะ ไหนจะเอามาเดินเครื่อง ไหนจะเอามาซ่อม บำรุงครับ ผมเห็นด้วยนะครับ อยากให้เมืองรองพวกนี้มีรถไฟฟ้าใช้ มีระบบขนส่งสาธารณะ ที่ดีใช้ครับ แต่ไม่ใช่ต้องไปมโนว่ารถไฟมันจะเสร็จเร็วขนาดนี้ ยิ่งถ้าไปดูตัวเลขของการรถไฟ ขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยครับ รฟม. ครับ เขาปรับแผนกันไปเรียบร้อยครับ เขาเลื่อน ออกไปหมด อย่างน้อย ๓-๔ ปีครับ แต่ PDP ของเราไม่ยอมเลื่อนครับ ยังใช้ตัวเลขที่มโนกัน แบบนี้อยู่เลย เรื่องนี้ครับท่านประธานผมคิดได้อย่างเดียวครับ คือการที่นายกรัฐมนตรี จะต้องการที่จะสร้าง Demand ปลอม ๆ ครับ สร้างความต้องการไฟฟ้าปลอม ๆ เพื่อที่จะได้ ยกสัมปทานโรงไฟฟ้าจำนวนกว่า ๔,๔๐๐ เมกะวัตต์ที่อยู่ในแผน PDP ในช่วงเวลาเดียวกัน ให้กับนายทุน ปัญหามันชัดขนาดนี้ครับปล่อยให้มีการปั้นตัวเลข ใช้สมมุติฐานเท็จ ถ้าแผน ออกมาตามนี้หมายความว่าเรากำลังปล่อยให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย นะครับอีก ๑๖ โรง เรียกได้ว่านายกรัฐมนตรีเราครับ Guarantee ให้นายทุนมีกินมีใช้ กันไปเรื่อย ๆ ชัดขนาดนี้ครับ ทุกอย่างชัดขนาดนี้ นายกรัฐมนตรีเรายังไม่ยอมทำอะไรครับ ยังคงตีเนียนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ปล่อยให้หน่วยงานใช้วิธีเดิม ๆ ปั๊มโรงไฟฟ้าแจกจ่ายเพื่อน ๆ นายทุนเหมือนเดิมครับ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีเราไม่ได้แจกแค่โรงไฟฟ้าให้นายทุน ร่างแผนพีดีพีฉบับใหม่ยังแจกต่อครับ แจกแบบจุก ๆ ครับ โรงไฟฟ้าให้ไปแล้วไม่พอครับ ให้โรงเก็บก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก ๑ โรง ในร่างแผนฉบับนี้ครับท่านประธาน รัฐบาลก็ยังปั้น ตัวเลขต่อครับ ผมไม่แน่ใจว่าที่บ้านขายเครื่องปั้นดินเผาหรืออย่างไรครับ ปั้นเก่งจังเลย ปั้นบอกว่าเราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น ต้องสร้างโรงเก็บก๊าซหรือ LNG Terminal เพิ่ม เพราะที่มีอยู่ท่านให้เหตุผลว่ามันไม่พอ ซึ่งปัจจุบัน LNG Terminal เรามีอยู่แล้ว ๒ โรงครับ โรงแรกเป็นของ ปตท. โรงที่ ๒ เป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตร่วมทุนกับ ปตท. แต่ท่านบอกว่า ๒ โรงที่เรามีอยู่มันไม่เพียงพอก็เลยไปให้สัมปทานเพิ่มครับ ให้ไปแล้วนะครับ ซึ่งคนที่ชนะ ได้สัมปทานไป ได้สิทธิไปก็คือบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท กัลฟ์ กับ ปตท. ท่านประธานครับ แต่ผมอยากให้ท่านประธานดูตัวเลขตรงนี้นิดหนึ่งครับ ผมไปเอามาจากกรมเชื้อเพลิง ธรรมชาติ ซึ่งหน่วยงานเขาก็ได้มีการคิดไว้ว่าในอนาคตประเทศเราจะต้องใช้โรงเก็บก๊าซ เท่าไร โรงเก็บก๊าซที่เรามีอยู่เพียงพอหรือเปล่า ท่านประธานดูได้เลยครับ ปีนี้ ปี ๒๕๖๘ ก๊าซธรรมชาติที่เรานำเข้ามาใช้อยู่แค่ประมาณ ๑๐ ล้านหน่วยเท่านั้น แต่โรงเก็บก๊าซที่เรา มีอยู่แล้ว ๒ โรงความจุแบบเต็ม Max เต็มเหนี่ยว ๑๙ ล้านหน่วย ลองดูได้ที่เส้นสีส้ม ๆ เป็นเส้นที่บอกความจุรวมของโรงเก็บก๊าซทุกอัน เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าปัจจุบันเราใช้กัน อยู่แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น แต่อยู่ดี ๆ ปี ๒๕๗๐ รัฐบาลก็บอกว่าให้สร้างโรงเก็บก๊าซอันใหม่เพิ่ม ขยายความจุเดิมจาก ๑๙ ล้านหน่วยขยายเพิ่มไปเป็น ๓๐ ล้านหน่วย แต่ท่านประธาน เห็นอะไรไหมครับ ท่านประธานเห็นไหมว่าหน่วยงานเขาบอกว่าในอนาคตประเทศไทยเราใช้ ก๊าซธรรมชาติที่นำเข้ามาอย่างน้อย อย่างมากก็แค่ ๑๕-๑๖ ล้านหน่วยเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า อะไรครับ หมายความว่า ๒ อันที่เรามีอยู่ ๑๙ ล้านหน่วยมันก็เพียงพอครับ ประเทศเรา ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการสร้างโรงเก็บก๊าซ หรือ LNG Terminal อันใหม่เลย สร้างไปเพื่ออะไรครับ รัฐบาลมัวแต่สนใจที่จะเอาอกเอาใจนายทุนจนลืมประชาชนขนาดนี้ไปได้อย่างไร ทำไมผมถึง พูดแบบนี้ครับ เพราะว่าโรงเก็บก๊าซอันใหม่ครับท่านประธาน ใช้เงินลงทุนกว่า ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท สร้างมาจะได้ใช้หรือเปล่ายังไม่รู้ครับ แต่ที่รู้แน่ ๆ คนที่แบกรับต้นทุนตรงนี้ไม่ใช่ ใครครับ ก็คือพวกเราชาวบ้านธรรมดา ๆ ได้จ่ายค่าไฟแพงขึ้นแน่นอน อย่างน้อยก็ ๕ สตางค์ ต่อหน่วย เพราะอะไรครับ เพราะสัญญาที่รัฐไปทำไว้กับเจ้าของโรงเก็บก๊าซมันก็เหมือน สัญญากับโรงไฟฟ้าที่มันมีค่าความพร้อมจ่าย เป็นสัญญา Guarantee เงิน Guarantee รายได้ให้กับเจ้าของ คุ้น ๆ ไหมครับ Concept เดียวกันครับ ว่าต่อให้เจ้าของลงเงินสร้าง โรงเก็บก๊าซนี้แล้วไม่ได้เดินเครื่องเลยเขาก็ยังจะได้เงินของเขาคืนไปครับ ไม่ต้องแบกรับ ความเสี่ยงอะไรเลย แต่คนที่ซวยคือใครครับ ประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านเคย ไปถามชาวบ้านหรือเปล่าว่าเขาพร้อมกับท่านไหม พร้อมไหมที่จะต้องมาจ่ายค่าความ พร้อมจ่ายตรงนี้ครับ ถ้าถามผมผมว่าประชาชนเขาไม่พร้อม แล้วท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะ ประธาน กพช. สามารถยกเลิกเรื่องนี้ได้โดยตรงครับ ไม่ยอมทำครับ ท่านจะรับผิดชอบ อย่างไรครับกับการที่พี่น้องประชาชนต้องมาแบกรับต้นทุนค่าไฟตรงนี้ที่เพิ่มขึ้นครับ นายกรัฐมนตรีเราประเคนสัมปทานให้พวกพ้องได้สร้างทั้งโรงไฟฟ้า โรงเก็บก๊าซเพิ่ม อย่างเดียวไม่พอ ข้อถัดมา ข้อที่ ๔ นายกรัฐมนตรี Gen Y ของเราติดแกลมครับ ติดหรูครับ ของถูกใช้ไม่เป็นอยู่แล้ว ชอบซื้อแต่ของแพง
ท่านประธานครับ
เชิญครับ มีผู้ประท้วงนะครับ
ผม ก่อแก้ว พิกุลทอง พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๙ นะครับ ผมฟังท่านศุภโชตินำเสนออยู่ ก็ฟังด้วยความสนใจนะครับ ท่านเองก็เป็นวิศวกรเหมือนผม แต่ว่าข้อมูลที่ท่านนำเสนอ เป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและเป็นการใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งตรงนี้ผมเองไม่สามารถที่จะให้ ท่านอภิปรายเชิงนี้ได้ เพราะว่าก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐบาลนะครับ อย่างข้อมูล เมื่อสักครู่เรื่อง LNG ที่ท่านนำเสนอมาก็ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ตอนนี้ไทยกำลังวางแผน จะเป็น Hub ด้าน LNG เพื่อจะส่งออกให้ทางจีน ญี่ปุ่นนะครับ
เดี๋ยวให้ประธาน วินิจฉัยได้แล้วครับ ท่านอย่าอภิปรายต่อครับ ท่านดูหัวข้อบังคับ
เพราะฉะนั้นผู้อภิปราย ให้อภิปรายในความเป็นจริงนะครับไม่ใช่ใส่ร้ายป้ายสี โดยปราศจากมูลฐานข้อเท็จจริง นะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ส่วนว่าข้อเท็จจริงอย่างไรเดี๋ยวทางฝ่ายรัฐบาล นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีจะเป็นคนชี้แจง ต่อนะครับ แต่ว่าขอให้คุณศุภโชติก็ระวังหน่อยนะครับ ถ้อยคำต่าง ๆ เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน แต่ผม ก็อยากฟังนายกรัฐมนตรีลุกขึ้นมาชี้แจงเองมากกว่าครับ ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้ครับ นายกรัฐมนตรี Gen Y ของเราครับ เมื่อสักครู่ที่พูดไปครับ ติด Glam ติดหรูครับ ของถูกนี่ซื้อ ไม่จำเป็นครับ ชอบซื้อแต่ของแพงครับ แต่ผมไม่ได้หมายถึงอะไร Life Style การแต่งตัว นะครับ สิ่งที่ผมหมายถึงก็คือการที่นายก Shopping ค่าไฟครับ เลือกซื้อค่าไฟจากเขื่อน ในประเทศลาว มีหลายเขื่อนครับท่านประธานที่พร้อมจะขายไฟให้ประเทศเราในราคาที่ถูก สามารถช่วยลดค่าไฟให้กับพี่น้องประชาชนได้ ท่านนายกรัฐมนตรีเราไม่เลือกครับ อย่างพวก เขื่อนเก่าทั้งหลายที่เราซื้อขายไฟกันอยู่แล้วครับกำลังจะหมดอายุสัญญา ถ้าท่านสั่ง ให้หน่วยงานเข้าไปเจรจาขอขยายสัญญา ปรับค่าไฟที่ซื้อขายกันอยู่ในปัจจุบันให้มันถูกลงครับ ทำไมมันถึงถูกลงได้ครับ เพราะว่าต้นทุนต่าง ๆ มันก็คืนทุนไปหมดแล้ว แล้วตัวเขื่อนเองครับ ก็ยังเหลืออายุการใช้งานอีกหลายสิบปีครับ อาจจะต้องเปลี่ยนอะไหล่บ้างครับ เข้าใจได้ แต่คงไม่ได้เยอะอะไรครับ เจ้าของเขื่อนเขาก็ยินดีที่จะปรับค่าไฟแล้วขายไฟให้เราถูกลง กว่าเดิมได้ เคยทำกันมาแล้วทั้งนั้นครับ อย่างเขื่อนเทินหินบูน ขนาด ๒๒๐ เมกะวัตต์ ขายไฟ ให้เรามาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ เราเคยซื้อไฟเขาอยู่ที่ประมาณ ๑.๖ บาทต่อหน่วยครับ พอกำลังจะ หมดอายุสัญญาเราก็ไปเจรจาขอซื้อไฟจากเขื่อนนี้ต่อขอขยายสัญญาใหม่ เท่านั้นยังไม่พอไป ขอเขาขยายสัญญาไม่พอไปขอให้เขาขยายให้เขื่อนใหญ่ขึ้นด้วย จนกำลังการผลิตขยาย มาเป็น ๔๔๐ เมกะวัตต์ ต่อรองกันไปมาราคาค่าไฟนี่เพิ่งจะอยู่แค่ ๑.๘ บาทต่อหน่วยเท่านั้น นี่ขนาดให้สร้างเพิ่มใหญ่ขึ้นกว่าเท่าตัวครับ ถ้าไม่สร้างเพิ่มผมคิดว่าอย่างไรราคาค่าไฟ อย่างแย่ก็เท่าเดิมครับ หรืออาจจะถูกลงกว่าเดิมด้วยซ้ำครับ ท่านประธานครับ ท่านประธาน ลองดูเลยครับมีเขื่อนอีกหลายคัน กล่องสีน้ำเงินครับเป็นเขื่อนในลักษณะเดียวกันกับเขื่อน เทินหินบูนที่กำลังจะหมดอายุสัญญาแล้วก็ขายไฟให้เราในราคาถูกครับ แต่รัฐบาลเราไม่ยอม เข้าไปเจรจาขอขยายสัญญาซื้อขายไฟฟ้าครับ ไล่ไปเลยครับ เขื่อนน้ำงึม ๒ ครับ ที่เป็นของ บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี ถือหุ้นร่วมกับการไฟฟ้าประเทศลาวครับ ปัจจุบันเราซื้อ ไฟเขาอยู่แค่ ๒ บาทครับท่านก็ไม่เข้าไปคุยกับ เขื่อนน้ำเทิน ๒ ครับของบริษัท เอ็กโก จากประเทศไทยถือหุ้นร่วมกับรัฐบาลประเทศลาวครับ แล้วก็บริษัท อีดีเอฟ จากฝรั่งเศส ขายไฟให้เราแค่ ๑.๖๓ บาทท่านก็ไม่เอาครับ หรือถัดมาครับ เขื่อนห้วยเหาะ ของบริษัท โกลว์พลังงาน จำกัด ร่วมกับการไฟฟ้าประเทศลาว แล้วก็บริษัท ดับบลิวเอชเอ เอ็นเนอร์ยี่ 2 อันนี้ซื้อไฟอยู่ที่ ๒.๑๔ บาท ๒ บาทต้น ๆ ครับท่านก็ไม่เอาอีกครับ ของถูก ๆ ดี ๆ แบบนี้ รัฐบาลไทย นายกรัฐมนตรีเราเขาไม่เอาครับ แต่ท่านลองดูครับ ลองไปดูเขื่อนแต่ละเขื่อน ที่รัฐบาลเรา นายกรัฐมนตรีเราไปเซ็นสัญญาขอซื้อไฟมาแถมซื้อแพงด้วยครับ มีอะไรบ้างครับ ท่านประธานลองดูได้เลยครับ กล่องสีแดงครับ อันแรกครับเขื่อนปากแบง ของบริษัท ไซน่า ต้าถัง โอเวอร์ซี สัญชาติจีน ร่วมทุนกับบริษัท กัลฟ์ เสนอขายไฟให้เราที่ ๒.๗๑ บาท อันนี้เราซื้อครับ ผมไม่เข้าใจครับ หรือถัดมาครับเขื่อนปากลายครับ ของบริษัท กัลฟ์ ร่วมทุน กับบริษัท ซิโนไฮโดร จากฮ่องกงก็ไปขอซื้อไฟเขาที่ ๒.๖๙ บาท หรือเขื่อนหลวงพระบางครับ อันนี้ร่วมทุนกันหลายเจ้าครับ ไล่ไปตั้งแต่ซีเค พาวเวอร์ ช. การช่าง บริษัท กัลฟ์ไฮโดร เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด แล้วก็บริษัท พีที อันนี้ยิ่งแล้วใหญ่ครับ ไปขอซื้อไฟเขาที่ ๒.๘๔ บาท พร้อมกับให้สัญญาสัมปทานไปอีก ๓๕ ปีครับ เขื่อนเก่า ๆ ที่ผมพูดมาสัญญา ๓๐ ปีก็หรูครับ แต่อันนี้ให้กันจุก ๆ ไปเลย ๓๕ ปีครับ หรือสุดท้ายเขื่อนเซกอง 4A 4B ซึ่งเป็นของบริษัท ราช ร่วมกับบริษัท บี.กริม แล้วก็ Lao World ครับ ก็ไปตกลงการซื้อไฟ เขาที่ ๒.๗๔ บาทครับ เกือบ ๓ บาททั้งนั้นครับ นี่ยังไม่รวมเขื่อนสานะคามที่กำลังมีข้อพิพาท อยู่กับประชาชนในพื้นที่ เราก็ต้องมานั่งลุ้นกันต่อครับว่าเราจะไปเซ็นสัญญาซื้อไฟที่เท่าไร ไปเซ็นสัญญามากี่ปี แต่ถ้าให้ผมเดาเฉียด ๓ บาทแน่ ๆ ท่านประธานลองคิดดูครับ ถ้าเราไปไล่ต่อสัญญาเขื่อน อันเก่าที่มันมีราคาถูก เราจะสามารถลดปริมาณการสร้างเขื่อนใหม่ได้เท่าไร จะช่วยให้ ประเทศชาติสามารถประหยัดเงิน ช่วยให้พี่น้องประชาชนสามารถประหยัดเงินค่าไฟไปได้อีก เท่าไร แต่การที่นายกปล่อยให้เป็นอย่างนี้ ถ้าไม่ให้เรียกว่านายกรัฐมนตรีติด Glam ติดหรู จะให้ผมเรียกว่าอะไรครับ นายกรัฐมนตรีต้องอย่าเอานิสัยส่วนตัวมาใช้กับการบริหาร ประเทศ ถ้านั่นเป็นเงินของท่านใช้ไปเลยไม่มีใครว่าครับ แต่ท่านต้องอย่าลืมครับว่าเงินที่ท่าน กำลังจะควักไปจ่ายให้กับเจ้าของเขื่อนพวกนี้ที่มันมีราคาแพงท่านควักมาจากกระเป๋าสตางค์ ของพี่น้องประชาชน ทำไมครับไฟฟ้าจากเขื่อนที่มันแพงมันดีกว่าไฟจากเขื่อนที่ถูกอย่างไร มันมีโลโก Brand Name ติดหรู หรือว่าใช้แล้วไฟมันจะสว่างจ้ากว่าปกติ หรือท่านตอบเขา ไปเลยครับว่าที่ท่านเลือกท่านไม่ได้เลือกซื้อไฟจากราคา แต่ท่านเลือกซื้อไฟฟ้าจากรายชื่อ เจ้าของเขื่อนที่ท่านสนิท หรือพ่อของท่านสนิท เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคนเขาจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีของเรายังไม่จบครับ ติด Glam ติดหรูยังไม่พอ แพทองธาร ยังไม่เห็นหัวประชาชน จงใจล็อกโควตาให้กับกลุ่มทุนพลังงาน ในแผน PDP ฉบับก่อน ๆ รัฐบาลจะมีการล็อกโควตาให้ประชาชนชัดเจนครับ ว่าจะให้พวกเขาสามารถติดตั้งโซลาร์ เซลล์บนหลังคาบ้านแล้วขายคืนรัฐบาลได้เท่าไร อย่างของ PDP ฉบับก่อนบอกว่าจะมีการ ติดตั้งโซลาร์เซลล์ทั้งหมด ๘,๐๐๐ เมกะวัตต์ เขาก็กำหนดไว้ชัดเจนว่าเป็นของพี่น้อง ประชาชน ๙๐ เมกะวัตต์ หรือประมาณ ๙,๐๐๐ หลังคาเรือน ใช่ครับ ถึงแม้จะน้อย แต่อย่าง น้อยก็กันไว้ให้ประชาชนชัดเจน ซึ่งโครงการนี้คนก็สนใจเป็นจำนวนมาก เพราะมันช่วยให้เขา ประหยัดค่าไฟได้จริง ๆ นอกจากจะได้ไฟใช้ ยังขายคือรัฐได้ด้วย เงินที่ไปซื้อแผงลงทุนติดตั้ง บนหลังคาบ้านมันก็คืนทุนเร็วขึ้น ได้มีโอกาสเปลี่ยนหลังคาบ้านตัวเองเป็นโรงไฟฟ้าน้อย ๆ โครงการดี ๆ อย่างนี้ โควตา ๙,๐๐๐ เมกะวัตต์ เต็มไปตั้งแต่กลางปี ๒๕๖๖ ท่านประธาน ผมก็หวังว่านายกรัฐมนตรีจะขยายโควตาอันใหม่ให้กับประชาชน แต่เปล่าครับ แต่เปล่าเลยครับ ในร่างแผน PDP ฉบับใหม่ไม่มีการขยายโควตาให้ประชาชนแม้แต่นิดเดียว ไม่เข้าใจครับ ทีโครงการ ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ให้เจ้าสัวนายกรัฐมนตรีรเราให้ได้ แต่ขยายโควตาให้ประชาชน จาก ๙,๐๐๐ หลังคาเรือนเพิ่มให้เขาไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ในร่างแผนก็บอกว่าจะมีการติดตั้ง โซลาร์เซลล์ทั้งหมด ๒๔,๐๐๐ เมกะวัตต์ มากกว่าเดิม ๓ เท่าครับ ถ้าเราเอาทั้งหมดไปให้กับ พี่น้องประชาชน เราสามารถช่วยเขาได้หลายล้านหลังคาเรือน แต่รัฐบาลเราไม่ได้ล็อกโควตา ไว้ให้แม้แต่ครอบครัวเดียว ประชาชนเราไม่ได้รับการประกันอะไรเลยทั้ง ๆ ที่มันเป็นอีกหนึ่ง วิธีที่มันช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับเขาได้ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นครับท่านประธาน โครงการ โซลาร์เซลล์ทั้งหมดหลายหมื่นเมกะวัตต์นี้ มันอาจจะถูกประเคนไปให้กับกลุ่มทุนพลังงาน เพียงไม่กี่รายก็ได้ แทนที่นายกรัฐมนตรีเราจะเลือกประชาชนหลายล้านคนครับ ท่านกลับ เลือกเอื้อประโยชน์ให้กับคนไม่กี่คน นายกรัฐมนตรีทำเหมือนประชาชนต้องขอแบ่งเศษข้าว จากนายทุนกลุ่มทุนพลังงาน ทั้ง ๆ ที่โควตาพวกนี้มันควรจะเป็นของพวกเขาตั้งแต่แรก หรือแม้แต่ระยะเวลาการรับซื้อไฟฟ้า พอเป็นโครงการของกลุ่มทุนนายทุนพลังงาน ท่านบอก ว่าท่านจะไปซื้อไฟเขา ๒๕ ปี แต่พอเป็นโครงการของประชาชนท่านกลับบอกว่าจะรับซื้อ ไฟจากเขาเพียงแค่ ๑๐ ปีเท่านั้น ความยุติธรรมอยู่ตรงไหนครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ที่ผมพูดมาทั้งหมดมันแสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีแพทองธาร คนนี้กำลังเจตนาบริหาร บ้านเมืองผิดพลาด วันนี้ความจริงปรากฏต่อสายตาประชาชนอย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่แค่ความ ผิดพลาดครับ แต่มันคือการสมคบคิดระดับชาติ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงาน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นคนควบคุมเกม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มในการ หยุดยั้งกระบวนการทุจริตที่เกิดขึ้นครับ แต่สิ่งที่เราเห็นมาตลอดกลับเป็นเพียงการบ่ายเบี่ยง ตีรวน เปิดทางให้การทุจริตล็อตใหญ่ดำเนินมาได้ถึงขนาดนี้ ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่ประเด็น นี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในที่ประชุมที่ตัวเองนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานอยู่เลยครับ มันเหมือนกับว่านายกรัฐมนตรีกำลังกดไฟเขียวให้ขบวนการปล้นชาติกำลังทำงานได้อย่าง ไหลลื่นครับท่านประธาน คำพูดสวยหรูว่าจะลดค่าไฟไม่ใช่อะไรอื่นครับ นอกจากเป็นเพียง คำโกหกหลอกลวงประชาชน แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่เข้าไปแก้ไขสัญญาทาส Adder หรือร่างแผน PDP ฉบับล่าสุดที่เต็มไปด้วยลูกเล่นสกปรกครับ เตะถ่วงไม่ให้แผนออกมา แต่เนื้อหาภายในกับเลวร้ายยิ่งกว่า ทุกอย่างในแผนถูกจัดวางกระจัดกระจายเพื่อเอื้อ ประโยชน์ให้ทุกกลุ่มทุนอย่างทั่วถึงแล้วก็เท่าเทียมแต่ไม่มีประชาชนอยู่ในนั้น ใครทักท้วง ก็ไม่ฟังครับ ใครร้องก็ถูกเมินครับ ทั้งหมดที่แพทองธารแสดงออกมาเป็นเพียงแค่แผน หลอกลวงจกตาประชาชนเพื่อปูทางเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนพลังงานเพื่อนพ่อตัวเองครับ นี่แค่แผนครับ ยังไม่รวมสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าที่จะออกตามมาทีหลังครับ ตัวผมก็กลัวใจ เหลือเกินครับท่านประธาน กลัวหัวใจเหลือเกินว่ามันจะเกิดกรณีเดียวกับที่เกิดกับการรับซื้อ ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ที่ไปกำหนดราคารับซื้อกันเอาเองครับ ล็อกโควตา ล็อกสเปกไปเอื้อกำไรให้กับนายทุน หลายคนเขาอาจจะมองว่านี่คือความ ล้มเหลวในการบริหารของรัฐบาลชุดนี้ครับ แต่คำว่า ล้มเหลว ครับท่านประธานควรใช้กับ ผู้ที่มีเจตนารมณ์แน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาแต่ทำไม่สำเร็จ เราถึงจะเรียกได้ว่าคือความ ล้มเหลว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นครับมันเกินไปไกลกว่านั้นเยอะ มันคือความอัปยศอันแยบยลครับ จงใจปล้นเงินประชาชนเพื่อส่งต่อผลประโยชน์ให้กับนายทุนพลังงานอย่างไร้ยางอาย ท่านประธานครับ ถ้าเราจะแก้ไขปัญหาเรื่องค่าไฟเราจะยอมให้บุคคลที่ชื่อแพทองธาร คนนี้นั่งอยู่ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติต่อไปไม่ได้ครับ แต่บังเอิญครับท่านประธาน ตำแหน่งประธาน กพช. มันผูกติดกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้นผมไม่สามารถไว้วางใจแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไปครับ เพราะแพทองธารคนนี้เห็นประโยชน์ของนายทุนมากกว่าประชาชน สวนทางกับสิ่งที่ตัวเอง ที่พ่อตัวเองเคยพูดไว้ สุดท้ายครับท่านประธาน สุดท้ายจริง ๆ ถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องค่าไฟ มีเพียงแค่ทางเดียวครับ แพทองธารจะต้องออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้เร็วที่สุด ไม่มีหรอกครับประชาชนมีกินมีใช้ในยุคแพทองธาร ถ้าเป็นนายทุนพลังงานยังว่าไปอย่าง ขอบคุณครับ
ท่านรอง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอชี้แจงเชิญครับ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมขออนุญาตใช้เวลาไม่มากครับ เพราะว่าท่านไม่ได้อภิปรายผมแต่เผอิญเมื่อสักครู่ท่านก็พูด พาดพิงมาถึงผมด้วย แต่ว่าทั้งหมดที่ท่านพูดเป็นเรื่องเดียวกันหมดเลย ความจริงผมก็ติดตาม การทำงานของทั้งสองท่านมาตลอดนะครับ ทั้งท่านศุภโชติ ขออภัยที่เอ่ยนามและท่านวรภพ เพราะว่าท่านเป็นคนหายาก ทุกวันนี้นักการเมืองที่จะเอาจริงเอาจังกับการทำงาน แล้วทั้ง ๒ ท่านก็ทำเรื่องไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องผมก็ชื่นชม แต่ความจริงหลายเรื่องที่ท่านพูดไปนี้ ความจริงได้พูดกันแล้วในสภาแห่งนี้ แล้วผมก็ตอบไปแล้ว และก็กำลังทำอยู่แต่ผมก็ไม่เข้าใจ ว่าท่านมาพูดซ้ำ ผมก็ต้องทำความเข้าใจในส่วนที่เกี่ยวกับผม เพราะที่ท่านพูดมันโยงมาที่ผม หมดเลย
อันดับแรกเลย ผมขอเรียนว่าท่านจะเข้าใจอย่างไรก็แล้วแต่ท่าน เพราะว่าผม ไม่มีสิทธิจะไปบอกท่านว่าให้เชื่อผม แต่ผมเรียนว่าผมอยู่ในรัฐบาล ๒ รัฐบาลที่นำโดย พรรคเพื่อไทย ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อท่านเศรษฐา ทวีสิน และวันนี้ชื่อท่านแพทองธาร ชินวัตร แล้วทั้ง ๒ ท่านนี้ก็เป็นประธาน กพช. ที่ท่านพูดถึง ขออนุญาตกราบเรียนครับว่าทั้ง ๒ ท่านได้ทำหน้าที่อย่างดีและเป็นคนที่สนับสนุนให้ผม แก้ปัญหาเรื่องไฟฟ้ามาตั้งแต่ต้น เรื่องน้ำมันด้วย ถ้าหากผมไม่ได้ ๒ ท่านนี้หลายเรื่องที่ผม พยายามทำวันนี้คงเดินหน้ามาถึงวันนี้ไม่ได้อันนี้เรื่องจริง ท่านจะเชื่อไม่เชื่อก็สุดแท้แต่ท่าน ในประเด็นที่ผมอยากจะเรียนเรื่องไฟฟ้าที่ท่านพูดถึงนะครับ อันดับแรกเลย เรื่องที่ท่านวรภพ ขออภัยเอ่ยนาม ท่านพูดมาก่อนเรื่อง ๕,๐๐๐ ๒,๑๐๐ ๓,๖๐๐ ผมชี้แจงไปแล้ว แล้วความ เป็นจริง เมื่อสักครู่ที่ผมไม่ได้อยู่เพราะว่าผมไปประชุมเรื่องนี้นะครับ หลังจากที่ท่านตั้ง กระทู้ถามผมเรื่องนี้ในสภา ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารได้เรียกผมไปถามว่าเรื่องนี้ มันคืออะไร ผมก็กราบเรียนให้ท่านฟัง ท่านก็ถามผมว่าแล้วจะแก้อย่างไร ผมคิดว่าอันดับแรก ต้องหาทางหยุด อย่าเพิ่งเซ็นสัญญาก่อน ท่านก็บอกโอเค ถ้าอย่างนั้นก็ให้ผมไปเดินหน้า ผมก็ทำหนังสือถึง กกพ. แต่พอผมทำหนังสือไปปั๊บเขาประกาศเลย เขาบอกผมไม่มีอำนาจ เพราะตอนนั้นเรายังไม่รู้เรื่องราวว่ารายละเอียดมันคืออะไร ผมก็เคยพูดในสภานี้ว่าเดี๋ยวผม จะไปตรวจสอบ
ท่านประธาน ผมขอใช้สิทธิประท้วงครับ
ประท้วงข้อบังคับ ข้อไหนครับ
ท่านประธานครับ ผม ฐิติกันต์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดภูเก็ต เขต ๓ พรรคประชาชนครับ ขอใช้สิทธิข้อ ๙ ครับไม่ทราบว่า ท่านรัฐมนตรีตอบในฐานะอะไรครับ ใช้สิทธิพาดพิงหรือจะชี้แจงครับ นายกรัฐมนตรียังไม่อยู่ มาให้ชี้แจงเลยนะครับ ขอให้ประธานวินิจฉัยด้วยนะครับ
ผมวินิจฉัยว่า ท่านรองนายกและรัฐมนตรีพลังงานสามารถจะชี้แจงได้เพราะเป็นงานในหน้าที่ของท่าน แล้วก็นายกรัฐมนตรีมอบหมาย บางสิ่งท่านชี้แจงได้ครับ
ท่านประธานครับ คือท่านประธาน วินิจฉัยไม่ตรงกับข้อเท็จจริงครับ คือเมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีบอกว่าใช้สิทธิพาดพิง แต่ที่พูด มาสักพักหนึ่งจะเป็นการใช้สิทธิชี้แจงแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรียังไม่ได้มอบหมายให้ชี้แจง
ประเด็นว่าคือ ในข้อบังคับบอกว่าถ้ารัฐมนตรี ข้อ ๗๗ หรือเท่าไรนะ ถ้ารัฐมนตรีขอชี้แจงนะครับ เกี่ยวข้อง ไม่พาดพิงก็ต้องให้ตามข้อบังคับครับ ท่านไปดูข้อบังคับได้ครับ ถ้ารัฐมนตรี ถ้านายกรัฐมนตรี ขอชี้แจงประธานต้องอนุญาตเลยนะครับ เชิญครับ ท่านรัฐมนตรีต่อครับ
ทีนี้เมื่อทาง กกพ. เขาก็เดินหน้าเขาประกาศ ก็ไม่มีทางเลือกครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็เรียกประชุม ผมต้องขอความเป็นธรรมให้ท่านนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะเมื่อสักครู่ท่านพูดบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีหนีไม่มาประชุม กพช. ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นคนเรียกประชุม แล้ววันนั้นท่านตั้งใจจะมาเป็นประธานแต่เผอิญมีแขกสำคัญมา ท่านก็ บอกให้ผมดำเนินการไปเลยได้ไหม เพราะว่าไม่อย่างนั้นจะต้องช้าอีก แล้วท่านก็มอบหมาย ให้ผมเอาดำริของท่านมาตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ที่ท่านถามแล้วเมื่อ สักครู่นี้เรายังสอบเราประชุมมา ๔-๕ ครั้งแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นในปัญหาที่ท่านพูดท่าน นายกรัฐมนตรีไม่ได้นิ่งนอนใจ ไม่ได้เพิกเฉย นี่คือประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ เรื่อง Adder ที่ท่านพูด ความเป็นจริงเรื่องสัญญาณชั่วนิรันดร์มันเกิดตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ นะครับไม่ใช่เพิ่งเกิด ผมก็แปลกใจว่าทำไม กกพ. เพิ่งจะมาพูด มันเปิดตั้งแต่ ๒๕๕๐ แล้วลด ๑๗ สตางค์จริงหรือเปล่าก็ต้องตรวจสอบ ยังไม่เคยรู้ว่ามาอย่างไร แต่สิ่งที่หนักตรงนี้ ที่ท่านพูดผมเห็นด้วยเรื่อง AP ค่าพร้อมจ่าย ตรงนี้ก็เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นปัญหา ในบ้านเราเรื่องพลังงานคือเวลานี้มันอยู่กับใครกันแน่ ใครเป็นคนคิด ใครเป็นคนกำหนด ผมหารือเรื่องเหล่านี้กับท่านนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ท่านเศรษฐา มาจนท่านแพทองธาร ตอนนี้ ท่านกำลังทำ กำลังวางรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น แล้วหลายอย่างที่ท่าน พูดเรื่องแผน PDP ที่มันยังไม่จบเพราะรัฐบาลไม่ยอมนะครับ ผมไม่เห็นด้วยครับประเมินได้ อย่างไรครับ ปี ๒๕๘๐ จะใช้ไฟแสนกว่าเมกะวัตต์ แต่ทุกวันนี้มันทำไม่ใช่โดยรัฐบาลทำ ท่านต้องเข้าใจตรงนี้ เขาทำโดยฝ่ายประจำ แต่ในฐานะที่เราต้องรับผิดชอบแล้วก็ต้องดูแล เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็ต้องมานั่งโต้แย้งกัน ที่มันยังไม่จบเพราะว่ารัฐบาลนี้ไม่เห็นด้วย ต่างหาก ไม่ใช่ว่ารัฐบาลนี้พยายามจะเปิดช่องให้นายทุน แล้วสัญญาอะไรต่าง ๆ ที่บอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไปเซ็นก็ไม่มี สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นการเซ็นระหว่างหน่วยงานก็คือ กฟผ. กับคนที่ประมูลได้ ไม่ใช่ท่านนายกรัฐมนตรีหรือใคร ----------------------------- -๑๑๒/๑ และในรัฐบาลชุดนี้ยังไม่เคยมีประมูลได้เลย ทั้งหมดแม้กระทั่งเรื่อง ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ก็เสร็จ สิ้นมาตั้งแต่ก่อนรัฐบาลชุดนี้แล้ว เพียงแต่ว่าเขายังไม่ได้สรุปแล้วยังไม่ประกาศ แต่พอมี ปัญหาก็ประกาศเลยตอนนี้ก็กำลังตรวจสอบทบทวนอยู่ว่าจะทำอย่างไรกันต่อไปในส่วนนี้ และก็เป็นส่วนที่ไปเพิ่มปริมาณการสำรองไฟฟ้าด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้ผมก็จะไม่ใช้เวลามาก แต่ให้เข้าใจว่าที่ท่านบอกว่าผมไม่ได้บอกว่าท่านพูดจริงพูดไม่จริง แต่เอาเป็นว่าข้อเท็จจริง มันไม่ใช่แบบนั้น ประการที่ ๑ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปเกี่ยวข้องแบบที่ท่านว่า ประการที่ ๒ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีเถยจิตประเภทที่จะไปเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน ถ้าหากว่าผม และรัฐบาลชุดนี้เอื้อประโยชน์นายทุนท่านไปดูสิครับ ผมไม่โดนสื่อมวลชนพยายามแซะผมอยู่ ทุกวันนี้หรอกก็เพราะผมอยู่ตรงนี้ และถ้าผมอยู่ตรงนี้เราได้ประโยชน์กันหมดนี่มันจะเป็น แบบนี้ไหม เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็แล้วแต่ท่าน แต่ผมพูดความจริงสิ่งที่ท่านพูดทั้งหมด ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แล้วที่ท่านพาดพิงมาถึงผมไม่ได้เป็น อย่างนั้น แล้วตอนนี้กำลังหาทางแก้ปัญหามากกว่า Adder อีก เรากำลังหาทางแก้ปัญหา เรื่องที่ท่านพูดเรื่อง AP แล้วก็ EP ด้วยแล้วตัวเลขต่าง ๆ เหล่านี้ ผมไม่ทราบท่านรู้หรือเปล่า ผมเห็นแล้วผมก็ตกใจมันไม่ใช่แค่ ๕ หมื่นล้านที่ท่านพูดนะครับ ทั้งหมดล้านล้านครับ ไม่ใช่ ๕ หมื่นล้าน ๒๕ ปี ท่านเห็นไหมครับว่าสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ต้องแก้ปัญหามันหนักแค่ไหน แล้วเซ็นสัญญากันหมด เราพยายามทำครับ ผมเองก็พยายามทำเต็มที่ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับพลังงานในความรับผิดชอบของผม ก็ต้องขอบคุณอีกครั้งครับ เพราะว่าที่ผมทำได้วันนี้ เพราะการสนับสนุนของท่านนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ท่านเศรษฐามาจนท่านแพทองธาร เพราะฉะนั้นก็พูดเท่านี้ว่าที่ท่านพาดพิงถึงผมก็ไม่จริง ที่ท่านพาดพิงท่านนายกรัฐมนตรี ก็ไม่เป็นความจริงครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครับ ท่านอิทธิ ศิริลัทธยากร จะขอชี้แจง
ท่านประธานครับ
ประท้วงเชิญครับ
ผมขอใช้สิทธิพาดพิงไม่ได้ประท้วง ท่านประธาน เมื่อสักครู่ผมขอบคุณที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีขึ้นมาตอบคำถาม แต่ว่า อย่างแรกเลยคือผมไม่ได้ถามท่านครับ ผมถามนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติครับ ท่านไม่ต้องมาบอกเลยครับว่านายกรัฐมนตรี ไม่มีอำนาจอะไรครับ
คือประเด็นว่า เราไม่ใช่ว่าโต้ไปโต้มา ถ้าเผื่อพาดพิงในทางที่ท่านเสียหายก็จะให้พูด แต่ว่าท่านไม่ได้พูด ถึงท่านเสียหาย ถ้าท่านเสียหายอย่างไรท่านก็บอกได้นะครับ เชิญครับ
ครับผม อีก ๑ อย่างครับ ท่านมา บอกว่าข้อมูลของผมไม่เป็นความจริง แต่ผมก็เอาข้อมูลมาจากหน่วยงานที่กำกับดูแล สนพ. กระทรวงพลังงานผมไปเอามาจากตรงนั้นครับ ท่านกำลังบอกว่าหน่วยงานตัวเองกำลังทำ ข้อมูลเท็จหรือครับ
อันนี้ผมคิดว่า ท่านได้ใช้สิทธิอภิปรายไป ๕๕ นาที ท่านก็พูดไปได้ รัฐมนตรีก็ชี้แจงไป แล้วเวทีนี้ก็คือตัดสิน ด้วยประชาชนครับ ความเห็นแตกต่างกันได้ อันไหนจริงไม่จริงก็ไม่มีใครทราบเดี๋ยวประชาชน ตัดสิน ท่านพูด ๕๕ นาที ท่านรัฐมนตรีก็พูดประมาณ ๑๐ นาที ผมคิดว่าเราไม่ให้โต้ไปโต้มา อันนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจนะครับ ก็อนุญาตพูดได้คนละครั้งนะครับ นอกจากว่า ท่านรัฐมนตรีท่านสามารถจะชี้แจงตลอดเวลา อันนี้เป็นไปตามข้อบังคับเมื่อเช้าก็บอกแล้ว ท่านไปอ่านข้อบังคับ ผมไม่สามารถจะให้มีการผิดข้อบังคับได้ครับ ขออภัยด้วยนะครับ ขอเชิญท่านอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ท่านประธานครับ
คุณปกรณ์วุฒิ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ ประธานวิปฝ่ายค้าน ไม่ได้ประท้วงท่านประธานครับ แต่ก็อยากจะหารือ ท่านประธาน เนื่องจากว่าท่านศุภโชติใช้สิทธิพาดพิงตามข้อบังคับ และท่านรัฐมนตรี ก็กล่าวหาท่านศุภโชติพูดข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ท่านศุภโชติก็มีสิทธิ ไม่ใช่ว่าท่านศุภโชติ พูดรอบเดียวเราจะพูดอีกรอบไม่ได้ ในเมื่อท่านรัฐมนตรีกล่าวหาในทางเสียหายต่อท่าน ศุภโชติ ท่านศุภโชติก็มีสิทธิตามข้อบังคับที่ท่านประธานบอกว่าเราต้องยึดข้อบังคับ ดังนั้นผมขอความกรุณาถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้อีกผู้อภิปรายมีสิทธิหากโดนท่านรัฐมนตรี พาดพิงในทางที่เสียหาย ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีพาดพิงเสียหายจริงนะครับท่านประธาน
ท่านประธานครับ
ท่านปกรณ์วุฒิครับ ผมก็ให้ศุภโชติพูดแล้ว แล้วผมถามว่าท่านเสียหายตรงไหน ท่านก็ไม่ได้พูดถึงท่าน แต่ท่านจะชี้แจงว่าท่านพูดอะไรต่าง ๆ พูดจริงและทำจริง ซึ่งเราตัดสินใจ ณ ที่นี้ไม่ได้ว่า ใครพูดจริงและใครพูดไม่จริง อันนั้นเอาไว้ตอนที่ประชาชนเขาฟังก็แล้วกัน ถ้าเถียงกันว่า ใครพูดจริงไม่จริงมันก็เถียงได้ตลอดครับ แล้วไม่จบครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ ครับ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อให้จบประเด็นนี้นะครับ ผมว่าท่านเข้าใจผิด ผมไม่ได้ บอกว่าท่านพูดข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องไฟฟ้าอะไรนี้ผิดหรือไม่จริง ผมบอกว่าที่ท่านบอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเพิกเฉย นิ่งเฉย ไม่ทำอะไรเอื้อประโยชน์นายทุนไม่จริงครับ ผมพูดตรงนี้ ไม่พูดเรื่องข้อมูลอะไรของ สนพ. ครับ
เข้าใจครับ ผมคิด ว่าพอแล้วครับประเด็นนี้ เชิญท่านอิทธิครับ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมฝนหลวงและ การบินเกษตร ต้องขอตอบชี้แจงกรณีที่ท่านสมาชิกได้ให้ความเห็นต่อการปฏิบัติการ แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยกระผมจะขออธิบายมาตรการสนับสนุนของกรมฝนหลวงและการ บินเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระผมขอยืนยันว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ละเลยการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ โดยตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การกำกับของท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้เริ่มทำงานก็มีการมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ทันที โดยมอบหมายหลักก็คือการปฏิบัติเพื่อลดปัญหา ฝุ่นในชั้นบรรยากาศให้มากที่สุดด้วยวิธีการใหม่ ๆ โดยมีการกำหนดเป้าหมายว่าปริมาณฝุ่น และผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนต้องดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยจะเน้นในพื้นที่เป้าหมาย ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนพื้นที่ในภาคเหนือที่เคยได้รับผลกระทบ อย่างหนัก กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้สรุปปัญหาและอุปสรรคของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็น เรื่องของความคล่องตัวในการขึ้นปฏิบัติการ ดังนั้นเองจึงได้ทำข้อตกลงกับกรมวิทยุการบิน กระทรวงคมนาคมและกรุงเทพมหานครในการวางตารางการขึ้นบินปฏิบัติการให้สามารถ ปฏิบัติการได้ทันที เมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวยโดยไม่ส่งผลกระทบต่อการจราจรทางอากาศ นอกจากนี้ยังเพิ่มการปฏิบัติการในช่วงเวลากลางคืน ในสถานการณ์ที่มีปัญหาฝุ่นเป็น จำนวนมาก ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่กรมฝนหลวงปฏิบัติการลดฝุ่นในเวลากลางคืน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันวางแผนให้สามารถปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้ด้วย ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ท่านประธานครับ ผมยังได้มอบหมายและเน้นย้ำให้ผู้บริหารกรมฝนหลวงและนักบินฝนหลวงเริ่มปฏิบัติการ ลดฝุ่น ตั้งแต่วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๖๗ จนกว่าสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 จะเบาบางลง ตั้งแต่ วันนั้นจนถึงวันนี้ นักบินฝนหลวงได้ทำการขึ้นปฏิบัติการไปแล้ว ๒,๒๕๗ เที่ยวบิน หรือ ๓,๙๕๑ ชั่วโมงบิน ภายในระยะเวลา ๑๑๑ วันแบบไม่มีวันหยุด ทั้งนี้กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ต้องขอขอบคุณ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่เข้าใจและให้ความสำคัญกับการ ปฏิบัติการของกรมฝนหลวง ซึ่งเป็นหนึ่งในหลาย ๆ มาตรการที่รัฐบาลได้เริ่มทำงานเพื่อลด ฝุ่น PM2.5 กระผมต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ได้สนับสนุน งบประมาณ งบกลาง วงเงิน ๗๖ ล้านบาทเศษ ในวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๘ เพื่อเป็นค่าดำเนินการบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 และต้อง ขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๓ มีนาคมที่ผ่านมานั้นท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ได้สนับสนุนงบกลางในการจัดหาชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร ๓ หรือพวกเราเรียกกันว่า น้ำแข็งแห้ง วงเงิน ๒๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการลงทุนระยะยาวให้การปฏิบัติการของ กรมฝนหลวงในการทำฝนเทียม และปฏิบัติการลดฝุ่นในชั้นบรรยากาศสามารถทำได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของกรมฝนหลวงมั่นใจว่าการใช้สารฝนหลวงสูตร ๓ จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้มากถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และท่านยังได้บัญชาการผมอีกว่า วันเสาร์ที่จะถึงนี้ให้ผมลงไปดูปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่จังหวัดเชียงใหม่กับกรมฝนหลวง ซึ่งที่ผมแถลงไปนั้นแสดงให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้นให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่อง ฝุ่น PM2.5 มาตลอดตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหาของท่านที่บอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้วางแผน ไม่ได้เตรียมการ ผมก็ขอชี้แจงให้ท่านประธานและ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทราบว่าได้วางแผนและปฏิบัติการมาจนถึงทุกวันนี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีน่าจะตอบของผมเองนะครับ เรียนท่านประธานครับ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ได้ตอบในสิ่งที่ผมไม่ได้อภิปรายไปเลยนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเห็นแก่ปอดเห็นแก่ลมหายใจจริง ๆ อย่างไรขอนายกรัฐมนตรีลองมา ตอบเองก็ได้ครับ ผมว่าน่าจะตรงประเด็นกับที่ผมอภิปราย ทางหน่วยงานน่าจะเตรียม Scrip ให้กับท่านรัฐมนตรีมาตอบได้แล้ว อย่างไรก็ขอเชิญท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบคำถามนี้ ด้วยตัวเองครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ
เชิญท่านอิทธิครับ
ต้องขอบคุณนะครับท่านสมาชิก เพราะว่าตอนที่ท่านอภิปรายผมนั่งฟังอยู่ด้วย จริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่ Scrip หรอกครับ แต่ว่ามันเป็นความจริง เพราะได้ทำอย่างนั้นจริง ๆ ตลอด ระยะเวลาทำมาท่านไม่ได้ถามปัญหาตรงนี้ แต่ผมเรียนชี้แจงว่าท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ได้ทำจริง และกรมฝนหลวงได้ทำจริงนะครับ จนถึงทุกวันนี้เราบินไปแล้ว ๓,๐๐๐ กว่าชั่วโมง และได้เข้ามาบินในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ชี้แจงเพื่อให้ท่านเข้าใจว่าผมมาจากการเลือกตั้ง เหมือนกันนะครับ รู้ครับ รู้จิตใจของการเป็นผู้แทน เพราะฉะนั้นที่ผมชี้แจงชี้แจงเพื่อ ท่านสมาชิกทราบ และชี้แจงให้คนไทยทั่วประเทศทราบว่ารัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินการจริง ๆ ไม่ใช่นั่งอยู่ในห้องแอร์อย่างเดียว หรือว่าสั่งการอย่างเดียว มีการลงไปติดตามโดยเฉพาะ วันเสาร์นี้ผมจะลงไปติดตามอีกครั้งหนึ่ง เพราะไม่ใช่ว่าท่านอภิปรายแต่ว่าเราได้เตรียมการ มาแล้วเพราะท่านนายกรัฐมนตรีสั่งการมาก่อน มีแผนลงไปดำเนินการ ก็ชี้แจงให้ท่านทราบ อีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณครับ
ผู้อภิปราย ท่านต่อไปท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ซึ่งท่านขอใช้เวลา ๖๕ นาที เชิญครับ เดี๋ยวท่าน สุรเชษฐ์รอนิดหนึ่งนะครับ พอดีท่านรัฐมนตรีขอชี้แจงครับ ท่านรัฐมนตรีเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขออนุญาตชี้แจง เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ผมได้ขออนุญาตที่จะใช้เวลาชี้แจงกรณีเรื่องการพูดเอ่ยถึงการปฏิบัติหน้าที่ การทำงานนะครับ ในฐานะที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ๒ กรณีครับ ๑. ก็คือเรื่องของเหมืองทองอัครา และเรื่องที่ ๒ ก็คือกรณีการเผาอ้อย สำหรับเหมืองทอง อัคราผมเรียนกับเพื่อนสมาชิกตรงไปตรงมาครับ ตั้งแต่ผมเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ไม่มีการไปดำเนินการ Deal ลับต่อรองเพื่อรักษาผลประโยชน์ ของใครคนใดคนหนึ่งแน่นอนครับ ที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยสั่ง แล้วผมก็ไม่เคยไปขอ ในเรื่องของเหมืองทองนี้ดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย แล้วเพื่อที่จะปกป้อง ผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ผมต้องเรียนกับท่านให้ได้ทราบนะครับว่าวันนี้ข้อพิพาทไม่ได้ เกิดขึ้นระหว่างบุคคลกับเหมืองทองอัครา แต่คนที่เขาฟ้องคือประเทศไทย เพราะฉะนั้น เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องแพ้ ถึงแม้ว่าผมเองอาจจะคิดอีกมุมหนึ่งว่า ตั้งแต่แรกเจตนาของการดำเนินการตั้งแต่ต้นเป็นการปกป้องผลประโยชน์ เป็นการ Safe สุขภาพของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ได้รับความเดือดร้อนจากการประกอบการ ตั้งแต่แรก แล้วผมเรียนกับทุกท่านครับว่าเรื่องการเลื่อน ตั้งแต่ผมปฏิบัติหน้าที่มา ท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยสั่งให้เลื่อน ผมไม่เคยไปสั่งให้เลื่อน รัฐบาลไม่เคยไปสั่งให้เลื่อน การอ่านข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ ไม่เคยครับ ทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอน กระบวนการโดยหน่วยงานที่ดำเนินการตามความรับผิดชอบภายใต้กรอบ ภายใต้กฎหมาย ที่ได้รับมอบหมายทั้งหมดครับ ไม่เคยไปเจรจานอกรอบหรือไปต่อรองแลกเปลี่ยน ผลประโยชน์ มี Deal ลับแต่อย่างใด เราก็ต้องเรียนต่อไปด้วยว่าข้อพิพาทนี้ยังไม่ได้อ่านนะครับ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งไปปรักปรำว่าใครทำผิด ใครทำถูก ตอนนี้ผลชี้ขาดยังไม่ได้มีการอ่าน ผมเรียนต่อว่าที่ท่านได้กล่าวหาว่ามีการออกอาชญาบัตรพิเศษ ผิดกฎหมายไปทับพื้นที่ อุทยานหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ผมก็เรียนตรงไปตรงมาถึงแม้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่ผม จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ เพราะเท่าที่ได้ฟังท่านบางทีก็สร้างความสับสนกับผมเหมือนกันครับ ว่าตกลงจะให้ผมตอบในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในยุคนี้ หรือให้ผมตอบ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในยุคไหน แต่ว่าเท่าที่ผมทราบขั้นตอน กระบวนการทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายพระราชบัญญัติเหมืองแร่ พ.ศ. ๒๕๖๐ ไม่มีการไปออก อาชญาบัตรพิเศษ หรือใบอนุญาตอาชญาบัตร ประทานบัตรใบไหนที่ผิดกฎหมายหรือไป ทับซ้อนในพื้นที่เขตอุทยานหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ในส่วนของเหมืองอัครานะครับ สุดท้ายท่านก็บอกว่ามีการไปเจรจาต่อรองแลกเปลี่ยนขอล้มคดีบ้าง อันนี้ผมเรียนกับท่าน ตรงไปตรงมาว่าไม่ใช่แค่ผมเองครับ แม้กระทั่งรัฐบาลชุดนี้ จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นใคร ใหญ่มาจากไหน ไม่มีใครสามารถไปต่อรองแลกเปลี่ยนด้วยการเข้าไปแทรกแซงกระบวนการ ยุติธรรมของประเทศไทยได้ ถ้าสามารถทำได้แบบที่ท่านพูดนี้ผมว่าคงไปต่อรองทำเรื่องอื่น ก่อนที่จะไปรักษาผลประโยชน์ให้กับเหมืองทองอัคราไปแล้ว สิ่งที่พูดมาทั้งหมดผมไม่เคย เอาผลประโยชน์ของประเทศไปต่อรองหรือแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะการเข้าไปแทรกแซง กระบวนการยุติธรรม รวมไปถึงองค์กรอิสระที่ท่านพูด ท่านมีพูดถึง ป.ป.ช. ด้วย ซึ่งผมยืนยัน นะครับว่าเราไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอน รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งนะครับ
ในเรื่องของการเผาอ้อย ผมก็ต้องเรียนเพื่อนสมาชิกอย่างตรงไปตรงมาว่า เรื่องการแก้ปัญหาฝุ่นหรือแก้ปัญหา PM2.5 เป็นประเด็นปัญหาที่ท่านนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญมาก ท่านเรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษที่ทำเนียบรัฐบาลหลายครั้ง ตัวผมเอง ถึงแม้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งหลายคนมองว่าไม่ได้ดูแล ไม่ได้กำกับดูแล เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่ผมให้ความสำคัญมากครับ ผมบินไปถึงประเทศญี่ปุ่น ผมบินไปถึงประเทศสิงคโปร์ไปพูดคุยกับรัฐบาลเขา พยายามศึกษาแล้วก็หามาตรการที่จะ สามารถแก้ปัญหาฝุ่นทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวได้อย่างยั่งยืน ผมเรียนว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่ไม่ใช่ประเทศบริโภคอย่างเดียวแต่เป็นประเทศผู้ผลิตด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะ รักษาสิ่งแวดล้อมนี้ส่วนหนึ่งต้องมาจากความรับผิดชอบของผู้ผลิต บังเอิญว่าตัวอ้อยนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นคนดูแล เนื่องจากมี พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งให้ อุตสาหกรรมมาดูแลเรื่องของการเก็บเกี่ยวอ้อย การผลิตน้ำตาลควบคู่กันระหว่างทั้งเกษตรกร ทั้งโรงงานน้ำตาล แล้วก็รวมไปถึงทางฝั่ง ราชการด้วย ต้องเรียนตรงไปตรงมาว่าอ้อยเผาปีนี้ลดลงมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ ของประเทศไทย ผมไม่แน่ใจว่าตัวเลขของท่านเอามาจากไหน แต่ผมยืนยันครับว่าการ เผาอ้อยปีนี้ตามตัวเลขที่เราสามารถตรวจวัดได้ต่ำลงสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศ ๑. ที่ท่านบอกว่าอาจจะมีการออกไปเผาสำหรับการผลิตอ้อย ส่งอ้อยนอกระบบไปผลิต เอทานอล ผมก็ต้องเรียนท่านว่าตัวปริมาณอ้อยที่นำไปผลิตเอทานอลมีเพียง ๑ ล้านตัน จากปริมาณทั้งหมดประมาณ ๙๐ ล้านตันเศษต่อปีโดยเฉพาะในปีนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้น นับเป็นประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วใน ๑ เปอร์เซ็นต์นี้ใน ๑ ล้านตันนี่ ๙๐๐,๐๐๐ ตันเป็น อ้อยสดนะครับ ส่วนใหญ่เป็นอ้อยสดหมด ทีนี้ถ้าเรามาพูดถึงตัวปริมาณอ้อยส่วนใหญ่ คือประมาณ ๙๐ ล้านตันเศษ ในเคสของการเผามี ๒ ส่วนครับ ส่วนแรกก็คือการเผาก่อน เข้าไปเก็บ คือเกษตรกรชาวไร่อ้อยก่อนที่จะเข้าไปเก็บอ้อยถ้าใช้แรงงานเก็บ เนื่องจากตัว ใบอ้อยทุกท่านทราบดีว่ามันก็เป็นอุปสรรค ทิ่มแทงผิวเนื้อทำให้คันทำให้เจ็บก็จะเผาก่อน ในส่วนนี้ปริมาณสำหรับปีนี้ลดลง อันนี้ผมเรียนตัวเลขที่สามารถตรวจวัดได้รับรอง โดยสำนักงานอ้อยน้ำตาลทรายซึ่งมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ที่โรงงานทั้ง ๕๘ โรงทั่วประเทศ เรานับทุกตันอ้อย อ้อยทุกตันทุกคันที่เข้ามาสู่โรงงานน้ำตาลตรวจหมดครับ ถ้าคันไหน มีอ้อยเผาแม้แต่นิดเดียวเรานับเลยว่าทั้งคันนี้เป็นอ้อยเผา สำหรับปีนี้ขนาดปริมาณอ้อย ที่รับเข้าสู่ระบบ ปีที่แล้ว ๘๒ ล้านตัน ปีนี้จนถึงวันนี้ยังไม่ปิดหีบร้อยเปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ ประมาณ ๙๑ ล้านตันเศษ คือจริง ๆ แล้วเรารับอ้อยทั้งหมดเพิ่มขึ้นนะครับ แต่ปริมาณอ้อย เผาที่รับเข้าสู่ระบบลดลงจาก ๒๔.๖ ล้านตัน เหลือเพียง ๑๓.๖ ล้านตัน ๒๔.๖ เหลือ ๑๓.๖ หายไป ๑๑ ล้านตัน หรือถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์นี่ในปีก่อนคือจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ มาเหลือปีนี้ยังไม่ถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนถึงปัจจุบัน ซึ่งผมเรียนกับท่าน ตรง ๆ ว่าถ้าบอกมาตรการของรัฐบาลในช่วงนี้ไม่ชัด ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรชัดมากไปกว่า การสั่งให้ปิดโรงงานน้ำตาล ๒ โรง ไม่เคยมีมาก่อนครับในประวัติศาสตร์ นี่คือความจริงจัง ความเข้มงวด ความสำคัญที่ท่านนายกรัฐมนตรีและผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่รบกวนทำร้ายสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศ การปิด โรงงานน้ำตาลท่านนายกรัฐมนตรีก็สนับสนุนในการปฏิบัติทุกขั้นตอน ส่วนเรื่องปริมาณ กี่ล้านไร่ อันนี้อยู่ที่ตัวเลขที่ท่านจะใช้ไปประมาณการ แน่นอนแต่ละปีนี่จำนวนตันที่ออกมา ก็ต้องถูกนำไปหารค่าเฉลี่ยของผลผลิตต่อไร่ถึงจะออกมาเป็นล้านไร่ แต่ตัวเลขที่ทาง สำนักงานอ้อยและน้ำตาลทรายได้ส่งให้กับผม จากการที่มีการเผาอ้อย ๒๔.๖ ล้านตัน เหลือ ๑๓.๖ ล้านตัน หายไป ๑๑ ล้านตัน พอเทียบค่าเฉลี่ยผลผลิตของอ้อยปีก่อนกับปีนี้ เท่ากับลดจากปริมาณการเผา ถ้าเปรียบเทียบเป็นการเผาในพื้นที่โล่งประมาณ ๓ ล้านไร่ เหลือประมาณ ๑.๓ ล้านไร่กว่า ก็ Save ไปประมาณ ๑.๖ ล้านไร่ Save การเผาในพื้นที่โล่ง ไป ๑.๖ ล้านไร่ นี่คือตัวเลขฝั่งผมนะครับ แต่ผมก็ไม่หยุดแค่นี้เพราะป้องกันเผามี ๒ ประเภท คือเผาก่อนเข้าไปเก็บ และยังมีอีกประเภทหนึ่งคือเก็บเสร็จแล้วนี่ใบที่อยู่บนแปลงอ้อยก็เอา ไปเผาต่ออีก เพราะกลัวว่าเดี๋ยวถ้าพอยอดอ้อยตอนเป็นต้นอ่อน ๆ มันโผล่ขึ้นมา มันไปเผา ตอนนั้นก็จะกระทบกับผลผลิตการเกษตร ซึ่งผมต้องเรียนกับทุกท่านว่าปีนี้เราให้ความสำคัญ พยายามที่จะลดการเผาอ้อย ผมได้สื่อสารผ่านทั้งกระทรวงไปถึงพี่น้องชาวเกษตรกร แล้วก็ รวมไปถึงโรงงานด้วยนะครับว่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเราจะมีความเข้มงวด เราจะชดเชย เราจะสนับสนุนให้ตัดอ้อยสด รวมไปถึงเรื่อง ของใบอ้อยด้วยนะครับ ซึ่งตอนนี้กำลังเตรียมมาตรการสนับสนุนเกษตรกรให้ไปตัดใบ เพื่อที่จะส่งโรงงานไปผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ผมก็เรียนตรงไปตรงมาว่าการรับใบอ้อยเข้าโรงงาน เพื่อไปผลิตไฟฟ้า จากปีก่อนมาถึงปีนี้เพิ่มขึ้น ๑ เท่าตัวครับ ปีที่แล้ว ๑ ล้านตัน มาปีนี้ ๒ ล้านตันเท่ากับมีสัญญาณที่ดีครับว่าในขณะนี้กำลังนำใบที่โดยปกติแล้วอยู่บนแปลง รวบรวมส่งโรงงานไปผลิตไฟฟ้า แล้วอีกส่วนหนึ่งแน่นอนครับก็ต้องมีการไถกลบ แต่สำหรับ ปีนี้และปีต่อ ๆ ไปผมเรียนกับทุกท่าน ท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม คือการลดปัญหา PM2.5 แต่สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมคือเศรษฐกิจครับ ไม่ใช่ว่าไปใช้แต่มาตรการเข้มงวด ปิดโรงงานน้ำตาล ในที่สุดพี่น้องเกษตรกรอาจจะได้รับ ความเดือดร้อน แต่ผมเรียนกับทุกท่านว่าตอนที่กระทรวงเข้าไปดำเนินการปิดโรงงานน้ำตาล เราก็ Safe เกษตรกรชาวไร่อ้อยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดครับ แล้วก็ใช้วิธีการสื่อสารส่ง สัญญาณไปจนกระทั่งความสำเร็จในปีนี้ต้องบอกว่าส่วนหนึ่งมาจากความร่วมมือของพี่น้อง ชาวเกษตรกรที่ร่วมกันตัดอ้อยสดในปริมาณที่มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ ลดอ้อยเผามาก ที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ แต่เราจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ครับ จะอาศัยจังหวะนี้แก้ปัญหาเรื่องของ อ้อยเผาอย่างยั่งยืนที่สุด ไม่ใช่ออกมาตรการเข้มงวดอย่างเดียว แต่ที่กำลังเตรียมไว้ตั้งแต่เรื่อง ของการเพิ่มมูลค่าในการเอาใบไปผลิตไฟฟ้านะครับ ในเรื่องของการสนับสนุนอุปกรณ์ในการ จัดใบทั้งหมด อุปกรณ์ในการตัดอ้อยสด ทั้งอุปกรณ์ใหญ่ อุปกรณ์เล็ก ทั้งอุปกรณ์ในการ เข้าไปสางใบ แทนที่จะเผาก่อนที่เกษตรกรจะเข้าไปเก็บเกี่ยวอ้อยนะครับ และรวมไปถึงการ จัดการใบหลังจากเก็บเกี่ยวด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรวบรวม Pack ส่งไปขาย โรงงานเพื่อไปผลิตไฟฟ้าหรือจะเป็นการไถกลบเพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน เราเตรียม มาตรการไว้ทั้งหมดครับ รวมไปถึงการเพิ่มมูลค่าในระบบเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ เชื้อเพลิงชีวภาพ เรื่องของพลาสติกชีวภาพ ในที่สุดแล้วอาจจะต้องมีการกำหนดราคาน้ำตาล ที่มีคุณภาพพิเศษ คุณภาพพิเศษนี้ก็คือน้ำตาลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครับ ที่ผลิต ที่เก็บ เกี่ยวด้วยกระบวนการที่ไม่ทำร้ายชีวิตของพี่น้องประชาชน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นี่คือสิ่ง ที่เราคิดที่ทำครบวงจรครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนกับเพื่อนสมาชิกนะครับว่าในส่วนของการ ลดฝุ่น PM2.5 ซึ่งต้องยอมรับว่าการเผาอ้อยเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ปีนี้อ้อยเผาลดลงต่ำสุด เป็นประวัติศาสตร์จาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เมื่อปีก่อนเหลือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ลดลงไปประมาณ ๑๑ ล้านตัน ซึ่งถ้าคำนวณเป็นพื้นที่การเผาในที่โล่งก็นับได้อยู่ที่ประมาณ ๑.๖ ล้านไร่ในที่โล่ง แต่ไม่หยุดอยู่แค่นี้ นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องของระบบเศรษฐกิจเราก็กำลังออกแบบ ออกมาตรการทำงานร่วมกับทั้งโรงงานและเกษตรกรเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมไปถึงสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับการจัดการใบ จัดการซากเกษตร กากเกษตรเพื่อไม่ให้ เป็นภาระเพื่อไม่ให้ถูกนำไปเผา ผลิต PM2.5 แล้วทำร้ายชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะขอชี้แจงสั้น ๆ ครับ เชิญครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานนะครับ ผม มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศ เรียนท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนเรื่อง การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนในกรอบของความร่วมมือระหว่างประเทศนะครับ ในเรื่องนี้ที่ผ่านมารัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทยได้ ผลักดันการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควัน ข้ามแดนภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใสและในอีกหลาย ๆ กรอบนะครับ ยุทธศาสตร์ของฟ้าใส หรือที่เรียกว่า Clear Sky Strategy มี ๓ ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย เมียนมาและลาว ทั้งนี้ขออนุญาตเรียนว่า เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคมเมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้จัดงานเปิดตัว แผนปฏิบัติการร่วมภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใสที่กรุงเทพฯ โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องของทั้งไทย ลาว และเมียนมาเข้าร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ ผ่านการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อให้เป็นแนวทาง ในการดำเนินความร่วมมือระหว่างทั้ง ๓ ประเทศ ในการแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควัน ข้ามแดนอย่างยั่งยืนผ่านการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม อาทิเช่น การจัดทำแผนพื้นที่เสี่ยง การเกิดไฟป่านะครับ การจัดตั้งสายด่วนและการจัดตั้งกลไกเฝ้าระวังติดตามหมอกควัน ข้ามแดนระหว่างทั้ง ๓ ประเทศ นอกจากนี้วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ปีนี้นะครับ รัฐบาลได้เข้าร่วม การประชุมติดตามผลการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการร่วม ซึ่งจัดโดยกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของลาว เมียนมา เข้าร่วมด้วย โดยที่ประชุมได้สนับสนุนให้มีการจัดทำ Plan of Action เพื่อลดปัญหาหมอก ควันของแต่ละประเทศ และรับทราบจุดมุ่งหมายของประเทศไทยที่มีบทบาทสำคัญและ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Joint Task Force ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนเมษายนปีนี้ ในส่วนของ การดำเนินการในกรอบของความร่วมมือของอาเซียน รัฐบาลได้ผลักดันความร่วมมือในการ แก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควันข้ามแดนผ่านกรอบการประชุม ไม่ว่าจะเป็นการประชุม สุดยอดอาเซียนที่เวียงจันทน์ การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน อย่างไม่เป็นทางการที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย เมื่อต้นปีที่ผ่านมานะครับ และการ ประชุมกับประเทศคู่เจรจาของอาเซียนที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศแคนนาดา รัฐบาลได้จัดงานสัมมนาแนวทางการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ในภูมิภาคอาเซียน โดยได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศ อินโดนีเซีย ประเทศไทย องค์การอนามัยโลก ธนาคารโลก แล้วองค์กรความร่วมมือระหว่าง ประเทศของเยอรมนี และศูนย์เตรียมความพร้อมภัยพิบัติแห่งเอเชีย เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งหลายได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาหมอกควันในประเทศต่าง ๆ พร้อมทั้งขอให้เสนอแนะ ที่หลากหลายเพื่อให้แผนปฏิบัติการร่วมสามารถอนุวัติได้ อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รัฐบาลยังได้ผลักดันความร่วมมือผ่านกรอบการประชุม ประเทศภาคีข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ซึ่งมีกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลัก เพื่อให้มีความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยที่ผ่านมาประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการระดับรัฐมนตรี สิ่งแวดล้อม เรื่อง มลพิษหมอกควันข้ามแดน ครั้งที่ ๒๕ เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ที่กรุงเทพฯ และการประชุมประเทศภาคีข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควัน ข้ามแดน ครั้งที่ ๑๙ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วที่กรุงเทพฯ และได้ย้ำอย่างหนักแน่นในเรื่อง ของการให้ความสำคัญของการเชื่อมโยงความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือของอาเซียน ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีกด้วย ไหนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควันสิ่งแวดล้อม และการกำจัดภัยพิบัติ สำหรับอีกด้านหนึ่งคือการดำเนินการในกรอบของทวิภาคีหรือ ๒ ฝ่าย ตามโครงการความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้มีผลเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย รัฐบาลโดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศหรือ TICA ได้ร่วมมือกับประเทศพัฒนาแล้ว หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ให้ความช่วยเหลือโครงการความ ร่วมมือไตรภาคีเพื่อเพิ่มศักยภาพเจ้าหน้าที่ของลาวเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหมอกควัน ข้ามแดนระยะเวลา ๓ ปี โดยได้เริ่มโครงการ Trilateral Transboundary Air Quality Management Project เมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่การกำหนด นโยบายและวางมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน และการใช้ประโยชน์จาก ข้อมูลดาวเทียมนานาชาติ ซึ่งประเทศไทยเองก็มีบทบาทสำคัญในการใช้ข้อมูลจากดาวเทียม ทั้งหลายให้กับประเทศเพื่อนบ้านที่ผมกล่าวมาแล้ว ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาได้จัดการ ประชุมความร่วมมือด้านการลดหมอกควันข้ามแดนและจุดความร้อนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ ๑ เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว โดยฝ่ายไทยได้เสนอจัดตั้งช่องทางการสื่อสาร Hotline เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ จำนวนจุดความร้อนพื้นที่ที่มีการเผาไหม้และความร่วมมือในการดับไฟ นอกจากนี้ไทยยังได้ เชิญกัมพูชาเข้าร่วมยุทธศาสตร์ฟ้าใสด้วย โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการรอคำตอบจากฝ่าย กัมพูชา รัฐบาลโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้งร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดฝึกอบรมเชิงเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหา มลพิษทางอากาศข้ามแดนจากการเผาไหม้ระหว่างไทยและเมียนมา เมื่อเดือนมกราคม ปีที่แล้วที่ประเทศไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายเมียนมาทั้งจากส่วนกลาง ทั้งจากพื้นที่ชายแดน เข้าร่วมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการวางแผนและมาตรการในการแก้ไขปัญหาไฟป่า และหมอกควันข้ามแดน รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา หมอกควันข้ามแดนครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ครับ
กราบเรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในญัตติเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งไม่มีความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ ไม่ปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ จงใจสานต่อ การทุจริตเชิงนโยบาย ประพฤติตนเสมือนหุ่นเชิดในการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องและ กลุ่มทุน รายละเอียดแสดงในเอกสารประกอบการยื่นญัตตินะครับ แล้วก็จะอภิปรายให้ฟัง กันในวันนี้ โดยท่านประธานครับ ผมจะยกตัวอย่าง ๒ เรื่อง ๒ เรื่องที่เป็นการทุจริต เชิงนโยบาย ๒ เรื่องที่เป็น Super Deal ระดับแสนล้าน Super Deal ๒ เรื่องนี้ สืบทอด กันมาจากขั้วอำนาจเก่า แต่มีการตัดสินใจดำเนินการอย่างมีนัยสำคัญโดยรัฐบาลปัจจุบัน ภายใต้การนำของนายใหญ่และนายน้อยในการเอื้อประโยชน์เพิ่มเติม ย้ำนะครับ ว่านี่เป็น การเอื้อประโยชน์เพิ่มเติมโดยรัฐบาลแพทองธารจะได้ไม่มาประท้วงกันให้เสียเวลาคนดู และในการอภิปรายในวันนี้สาระแน่นอนครับ แน่นด้วย ทั้ง ๒ Super Deal นะครับมีการ เอื้อประโยชน์ให้นายทุนใหญ่ในด้านการคมนาคม โดยผมจะขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งใจฟัง เพราะทั้ง ๒ เรื่องไม่ใช่เรื่องของกระทรวงคมนาคมเพียงลำพัง แต่มีความพัวพันกับ กระทรวงการคลังอยู่ไม่น้อย และแน่นอนว่า Deal ใหญ่ระดับนี้ต้องเข้าคณะรัฐมนตรีที่มี ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน ผมจึงขอให้นายน้อยตั้งใจฟังแล้วออกมาชี้แจงแสดงความ รับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่บนเวทีที่สำคัญยิ่งอย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนี้ ท่านจะ หลบซ้าย หลบขวา หาทางโบ้ยให้ท่านสุริยะหรือท่านพิชัยมาตอบแทนไม่ได้นะครับ ใคร ๆ ก็รู้ว่า Super Deal ระดับแสนล้านในประเทศนี้มีเพียงท่านนายกรัฐมนตรีกับพ่อของท่าน นายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่ตัดสินใจได้ Super Deal แรกเป็นเรื่องของการแก้สัญญาโครงการ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน ซึ่งกำลังมีการแก้สัญญาเพื่อหากินกับการปรับงวดเงินที่ รัฐร่วมลงทุน ๑๔๙,๖๕๐ ล้านบาท และการยอมให้นายทุนผ่อนชำระค่าสิทธิ Airport Link ๑๐,๖๗๑ ล้านบาท ลักษณะสำคัญของทุนใหญ่ที่เข้ามาหากินกับโครงการรัฐในสัมปทานนี้คือ คว้าสัมปทานให้ได้ก่อน แล้วค่อยหาประโยชน์เพิ่มด้วยการแก้สัญญา แล้วผมจะขยายความ ให้ฟังกันในวันนี้ ขอย้อนกลับไปให้เห็นภาพว่าโครงการนี้เซ็นกันไปแล้ว นายทุนใหญ่ เพื่อนของนายใหญ่คว้าสัมปทานไว้ในมือแล้วโดยเซ็นกันไปตั้งแต่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒ แต่ผ่านมา ๕ ปีครึ่งแทบยังไม่ได้ทำอะไรนะครับ ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างจริง ยังไม่ได้ลงหลัก ปักเสาเลยสักต้น โครงการนี้มีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนงานจ้างเหมาก่อสร้างทั่วไป ที่เปิดประมูลให้ผู้รับเหมามาแข่งขันราคากัน โครงการนี้เป็นการให้สิทธิเฉพาะทุนใหญ่ระดับ แสนล้านถึงขึ้นมาทานบนโต๊ะได้ โครงการนี้เป็นการมัดรวมงานหลายประเภทที่แตกต่างกัน มีทั้งสิทธิในการเดินรถ การก่อสร้างทางรถไฟและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งงานแต่ละประเภทก็มีผู้ประกอบการ เก่ง ๆ มากมายแต่มาเข้าแข่งขันไม่ได้นะครับ เพราะทุนหนาไม่พอ โครงการนี้เป็นการให้สิทธิ สัมปทานแบบมัดรวม แล้วให้ทุนใหญ่ผูกขาดหาทางบริหารจัดการ จัดจ้างผู้ประกอบการ ที่เก่งในงานแต่ละประเภทเอาเอง แต่หากทุนใหญ่ผู้คว้าสัมปทานไปไม่ยอมขยับละครับ ทุกอย่างก็จะนิ่ง แต่มันใช่เรื่องของรัฐบาลไหมที่จะต้องเอาผลประโยชน์ไปล่อใจเพิ่มเพื่อให้ ทุนใหญ่ขยับ ทุนใหญ่ประมูลไปแล้ว เซ็นสัญญาไปแล้วก็ควรดำเนินการตามสัญญา หากไม่ทำ ตามสัญญาก็ควรโดนลงโทษตามสัญญา จะยกเลิกสัญญาจะฟ้องร้องกันไปก็ไปว่ากัน แต่ไม่ใช่ มาร่วมมือกันระหว่างทุนใหญ่กับนายใหญ่มาหากินผลประโยชน์ส่วนเพิ่มจากการแก้สัญญา แก้สัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนเขาเรียกทุจริตเชิงนโยบาย สัญญาที่เซ็นกันไปเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒ เป็นรูปแบบที่เรียกว่า PPP Net Cost แปลว่าให้เอกชนรับความเสี่ยง ย้ำนะครับว่ารูปแบบของสัญญาที่เซ็นกันไปคือ Net Cost คือเอกชนต้องรับความเสี่ยง ไม่ใช่ Gross Cost ที่รัฐต้องรับความเสี่ยง ความเสี่ยงหลักมาจากเรื่องของจำนวนผู้โดยสาร ซึ่งต้องคาดการณ์ว่าจะมีคนมาใช้มากน้อยแค่ไหน หากผู้โดยสารจริงมีมากก็กำไรมาก หากผู้โดยสารจริงมีน้อยก็กำไรน้อยหรือขาดทุน โดยเอกชนต้องแบกความเสี่ยงเพราะสัญญา ที่เซ็นกันไปเป็นแบบ High Risk High Return ชอบ ไม่ชอบสัญญารูปแบบนี้เป็นอีกประเด็น แต่ที่เซ็นกันไปแล้วมันคือ PPP Net Cost เอกชนต้องรับความเสี่ยง คำว่า PPP มาจากคำว่า Public Private Partnership คือความร่วมมือกันระหว่างรัฐและเอกชนก็จริงครับ แต่ไม่ใช่ ว่ารัฐจะต้องช่วยอย่างไร้ขอบเขต ทั้ง Public และ Private ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญา ไม่ใช่มาร่วมมือกันแก้สัญญา เพราะหากแก้สัญญาเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ เปลี่ยนงวดเงินใหม่ ก็ต้องถามว่าทำไมไม่ประมูลใหม่ เพราะตอนที่ประมูลกันมาบริษัทที่ชนะมาเขาก็ชนะด้วย เงื่อนไขที่เซ็นกันไปแบบนี้ หากเปลี่ยนเงื่อนไขผู้ชนะการประมูลก็อาจเปลี่ยนไปด้วย จริงไม่จริงครับท่านประธาน นี่สัญญารัฐนะครับไม่ใช่สัญญาปากเปล่าของนายใหญ่ที่จะให้ ใครเงื่อนไขใดก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอด ส่วนเรื่องความเดือดร้อนจากโควิด สงคราม ยูเครน โน่น นี่ นั่น ตามที่อ้างกันมาก็ต้องแยกเจรจา รัฐมีอำนาจช่วยเหลือเยียวยาได้แต่ก็อย่า ให้น่าเกลียด แยกก้อนคิดคำนวณออกมาให้ชัด ๆ รัฐสามารถเยียวยาได้โดยไม่ต้อง แก้สัญญา ส่วนรัฐจะเยียวยาเท่าไรก็ต้องไปว่ากันโดยต้องไม่ลืมว่าทุนเล็กทุนน้อยและ ประชาชนจำนวนมากก็เดือดร้อนเช่นกัน อย่าช่วยแต่ทุนใหญ่อย่างน่าเกลียด และในสัญญา เนื่องจากความเสี่ยงมีมากรัฐจึงต้องอุดหนุนมากเช่นกัน โดยปิด Deal กันไปแล้วตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ ตามเงื่อนไขในสัญญาคือรัฐต้องอุดหนุนเพียบ ทั้งอุดหนุนเงินให้เอกชน ๑๕๙,๘๓๐ ล้านบาท เพราะโครงการนี้ขาดทุนทางการเงินแน่นอน รัฐจึงต้องเทเงินภาษีจากคนทุกคน ไปอุด ทั้งยกที่ดินการรถไฟให้เป็นสิทธิของเอกชนในการพัฒนาพื้นที่เพิ่ม ๕๐ ปี ซึ่งคือที่ดิน แปลงงามบริเวณมักกะสัน ๑๔๑ ไร่ และศรีราชาอีก ๒๕ ไร่ อีกทั้งรัฐต้องออกค่าเวนคืน ค่าปรับเปลี่ยนถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ อีกมากเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง จากโครงการนี้ นี่ยังไม่นับรวมการอุดหนุนเชิงนโยบายที่ไม่ใช่ตัวเงินอีกนะครับ ประเด็นก็คือ สัญญาก็คือสัญญา เซ็นกันไปแล้ว รับเงื่อนไขกันไปแล้ว แต่แล้วทำไมในวันนี้หลังจาก เซ็นสัญญากันไป ๕ ปีครึ่งถึงยังไม่ได้เริ่ม ความประหลาดมันอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ขอภาพด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ในสัญญาร่วมลงทุน วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๒ มีการเขียนเงื่อนไขการเริ่มงานหรือศัพท์เทคนิคเขาเรียกกันติดปาก ว่า NTP คำนี้สำคัญนะครับ คำว่า NTP มาจากคำว่า Notice To Proceed คือหนังสือสั่ง การให้เริ่มปฏิบัติงานจริงให้เริ่มก่อสร้างจริง โดยในกรณีนี้นะครับการรถไฟแห่งประเทศไทยคือผู้ที่ต้องออก NTP เพื่อสั่งการให้เอกชน เริ่มงาน แต่จนวันนี้ผ่านมา ๕ ปีครึ่งการรถไฟก็ยังไม่ยอมออก NTP เลื่อนไปเรื่อยนะครับ โดยอ้างว่าอย่างนี้ครับ คือการจะออก NTP ได้มีเงื่อนไขอยู่ ๓ ข้อ ๒ ข้อแรกเกี่ยวกับการ ส่งมอบพื้นที่ ซึ่ง ณ ตอนนี้จบไปแล้ว อ้างไม่ได้อีกแล้วนะครับ คือผมเรียก สกพอ. และ รฟท. มายืนยันในกรรมาธิการติดตามงบเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ก็ได้รับคำยืนยันอย่าง ชัดเจนว่าจบแล้ว ๒ ข้อแรก ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป แต่ที่ช้าทำให้การรถไฟไม่กล้าออก NTP เพื่อสั่งการให้เริ่มงานคือเงื่อนไขข้อที่ ๖.๑ (๓) ที่เขียนเอาไว้ว่าเอกชนคู่สัญญาได้รับบัตร ส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการเกี่ยวกับรถไฟ คือพูดง่าย ๆ ว่าการรถไฟรอให้เอกชนได้รับ บัตรส่งเสริมจาก BOI ในกำกับของท่านนายกรัฐมนตรีก่อน และนี่คือข้ออ้างใหญ่ ข้ออ้างที่ใช้ กันมาตลอดถึงปัจจุบันว่ายังสั่งการให้เอกชนเริ่มงานไม่ได้เพราะติดเงื่อนไขข้อนี้ ข้อที่มีการ แอบฝังเอาไว้เพราะในสัญญาอื่นเขาก็ไม่เขียนกัน เพราะเขียนแล้วทำให้เอกชนยื้อเวลาได้ เลือกเวลาเริ่มงานเองได้ ด้วยข้ออ้างเรื่อง BOI จึงทำให้โครงการใหญ่ระดับแสนล้านบาท ต้องเลื่อนแล้ว เลื่อนอยู่ เลื่อนต่อ คราวนี้มาดูกันนะครับว่ากลเกม BOI ที่มีคนเจ้าเล่ห์ ฝังเอาไว้นี่คืออะไร ประเด็นนี้นะครับผมเคยเตือน BOI ไปแล้วนะครับในการอภิปราย เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๗ รายละเอียดไปย้อนชมกันได้ นี่ให้ QR Code เอาไว้ด้วย ประเด็นคือ BOI อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕ แต่ก็มีการเล่นเกมยื้อเวลานะครับ เอกชนไม่ยอมส่งเอกสารตามกำหนด คือบริษัทผู้รับ สัมปทานทำหนังสือมาขอขยายเวลาการส่งเอกสารเพื่อประกอบการออกบัตรส่งเสริม และ BOI ในกำกับของท่านนายกรัฐมนตรีก็ใจดียอมกันมาเรื่อยนะครับ ครั้งแรกยื่นไปถึงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๖ แล้วบริษัทไม่ส่ง ครั้งที่ ๒ ยื่นออกไปอีกถึงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๗ แล้วบริษัทก็ไม่ส่ง ครั้งที่ ๓ ยืดต่อไปอีกถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๗ แล้วบริษัทก็ไม่ส่งอีก คือ BOI แกล้งไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเอกชนไม่ได้อยู่ที่เงื่อนไขไม่กี่สตางค์จาก BOI หรอก เพราะมูลค่ามันเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของโครงการหลักแสนล้าน และเอกชนก็สามารถใช้กลไกอื่น ก็คือ พ.ร.บ. EEC มาชดเชยสิทธิตรงนี้ได้ คือ BOI แกล้งไม่รู้ หรือรู้แต่เห็นแก่เพื่อนของพ่อนายใหญ่เลยต้องใจดี เป้าหมายที่แท้จริงของเพื่อนนายใหญ่ อยู่ที่การหลบเลี่ยงเงื่อนไขตามสัญญา ข้อ ๖.๑ (๓) เพื่อให้มีข้ออ้างว่ายังไม่ได้บัตรส่งเสริมการ ลงทุนจาก BOI และด้วยข้ออ้างนี้จึงทำให้การรถไฟมีเหตุในการเลื่อน เลื่อนการออก NTP ในการสั่งให้ทุนใหญ่ต้องเริ่มงาน เรื่องนี้ต้องดูเจตนาให้ดีนะครับว่ากลเกม BOI ที่ทำให้เอกชน คู่สัญญายังไม่ได้บัตรส่งเสริมเป็นเพราะใคร ไม่ใช่ว่ารัฐไม่ให้นะครับ BOI อนุมัติไปแล้ว ตั้งแต่ วันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕ อนุมัติไปแล้ว แต่เอกชนไม่ส่ง ไม่ส่งเอกสารเองตามกำหนด ขอเลื่อนมาเรื่อย ๆ จนเลื่อนไม่ได้แล้ว เอกชนคู่สัญญายังไม่ได้รับบัตรส่งเสริมเพราะเอกชน ไม่ส่งเอง ถามว่าทำไมเอกชนไม่ส่ง เรื่องนี้มีข่าวในวงธุรกิจมากมายว่านายทุนใหญ่เขายัง ไม่อยากเริ่มงาน ที่ยังไม่อยากเริ่มงานเพราะหนี้เขาเต็มเพดานแล้ว ขาดสภาพคล่อง ทางการเงินหนักมาก จึงอยากแก้สัญญาเพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องก่อนแล้วค่อยเริ่ม แต่มันใช่ หรือครับ ทำไมนักการเมืองไม่รักษาผลประโยชน์สาธารณะแต่กลับฟังทุนใหญ่ ทำไมจะต้อง ฟังนายใหญ่ให้ช่วยทุนใหญ่ เมื่อข้อเท็จจริงในเรื่องการดึงเวลาด้วยกลเกม BOI เพื่อแก้ไขสัญญาเริ่มชัดในช่วงเดือน เมษายน ๒๕๖๗ ผมจึงได้ลุกขึ้นเตือนรัฐบาลในการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ ในวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๗ เตือนด้วยความหวังดีเอาไว้แล้วนะครับในวันนั้นก่อนจะมา อภิปรายไม่ไว้วางใจกันในวันนี้ นี่สไลด์เดิมเลยนะครับ เคยเตือนแล้วประเด็นสำคัญในวันนั้น วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๗ คือ ๒ คำถามแรก ส่วนคำถามที่ ๓ เป็นอีก ๑ ประเด็นใหญ่ไว้วันหลัง จะมาขยายความให้ฟังกันนะครับ
คำถามที่ ๑ ถามเอาไว้ว่าจะมีการเลื่อน NTP จากกำหนดการในปัจจุบันคือ จะต้องออก NTP ภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ อีกหรือไม่ ท่านสุริยะ ในฐานะตัวแทนของ รัฐบาลที่ออกมาตอบคำถามในวันนั้นบอกไม่เลื่อน แต่ทุกวันนี้ก็ยังเลื่อนอยู่นะครับ
คำถามที่ ๒ ถามเอาไว้ว่าจะมีการแก้ไขสัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุน เพิ่มเติมจากสัญญาเดิมเมื่อปี ๒๕๖๒ หรือไม่ ประเด็นนี้น่าสนใจมาก ท่านสุริยะในวันนั้น ออกมาตอบอย่างหล่อเลยว่าไม่แก้ไขสัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนอย่างแน่นอน แต่ในวันนี้เปลี่ยนไปแล้วนะครับ นายใหญ่หรือทุนใหญ่สั่งมาครับ ท่านรัฐมนตรีกลับลำเพราะใคร เพื่ออะไร เท่าไรอันนี้ผมไม่ทราบ แต่ที่ทราบและพิสูจน์ได้แสดงในสไลด์นี้ครับ ท่านสุริยะเคย ตอบไว้ในสภาแห่งนี้เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ตอบไว้ว่าไม่เลื่อน ไม่แก้ ตอบมาอย่างหล่อเลย นะครับตอนนั้นไปย้อนฟังกันได้นะครับ QR Code อยู่ในภาพ นาทีที่ ๔.๓๑ บอกไม่เลื่อน นาทีที่ ๖.๐๐ บอกไม่แก้ แต่แล้วเป็นอย่างไรในวันนี้ จากไม่เลื่อน ไม่แก้ เป็นทั้งเลื่อน ทั้งแก้ ท่านนายน้อยรู้เรื่องกับเขาบ้างไหมว่าใครสั่งให้กลับลำ กลับลำจากไม่เลื่อนไม่แก้เป็นทั้งเลื่อน ทั้งแก้ ทุนใหญ่หรือนายใหญ่สั่งให้กลับลำ หรือนายน้อยสั่งการเอง สั่งให้กลับลำจนท่านสุริยะ กลายเป็นโมฆะบุรุษไปแล้ว ท่านประธานครับ อันที่จริงหากเราตีความกันตามตัวอักษร ต้องถือว่าเอกชนผิดสัญญาไปแล้ว สัญญาข้อ ๑๕.๒ เขียนไว้ว่าในส่วนของ Airport Rail Link เอกชนคู่สัญญาจะต้องชำระค่าสิทธิ ๑๐,๖๗๑ ล้านบาทภายใน ๒ ปี นับจากสัญญาร่วมลงทุน มีผลบังคับใช้ ก็คือภายในวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๔ แต่รัฐบาลก็ใจดีกับทุนใหญ่เสมอครับ คือเซ็นกันไปเมื่อปี ๒๕๖๒ ต้องจ่ายค่าสิทธิ Airport Rail Link หมื่นกว่าล้านปี ๒๕๖๔ แต่ทุกวันนี้ปี ๒๕๖๘ ก็ยังไม่ได้จ่าย คือเอกชนผิดสัญญาไปแล้วหากรัฐไม่ช่วย ช่วยโดยการ รถไฟไปทำ MOU กับเอกชนว่ายังไม่จ่ายเงินหมื่นกว่าล้านไม่เป็นไร แต่ให้สิทธิเดินรถ Airport Rail Link ไปพลางก่อน คือสรุปเอกชนเบี้ยวหนี้แต่เดินรถได้ เพราะการรถไฟไปทำ MOU กับเอกชนช่วยเหลือกันไป ท่านประธานครับ นี่ละครับคือการเกาหลังกันระหว่างทุนใหญ่กับ รัฐบาล ใช้ข้ออ้างเรื่อง BOI มันทำให้ออก NTP ไม่ได้ พอออก NTP ไม่ได้โครงการก็เลื่อน ไปเรื่อย พอโครงการเลื่อนไปเรื่อยก็ไม่มีแผนรองรับไว้แต่ใช้ MOU อนุญาตให้เอกชนเดินรถ ไปพลางก่อนแม้จะไม่ยอมจ่ายเงินหมื่นกว่าล้านตามสัญญา คือเอาจริง ๆ นะครับหากว่ากัน ตามสัญญาข้อ ๑๕.๒ (๑) ต้องถือว่าเอกชนผิดสัญญาไปแล้ว แต่ก็เกาหลังกัน ทุนใหญ่ ไม่อยากลงเงินแสนกว่าล้านมาสร้าง รัฐบาลก็ใจดีนะครับใช้กลไก BOI และ MOU ของการ รถไฟนี่มาช่วยกันเลื่อน เลื่อนการออก NTP ไปเรื่อย เลื่อนการสั่งการให้เริ่ม อย่างไรครับ ท่านประธาน ณ วันนี้หลักฐานกระจ่างแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเลิกใจดีได้แล้ว ณ ตอนนี้ หมดข้ออ้างเรื่อง BOI แล้ว การรถไฟต้องออก NTP แล้วที่แสดงก็คือเอกสาร นร ๑๓๐๗/๖๔ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ BOI ได้ให้ข้อเท็จจริงล่าสุดต่อกรรมาธิการว่า จึงมีผลทำให้สิ้นสุดมติการให้การส่งเสริมไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา และปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้ยื่นคำขอรับการส่งเสริมมาใหม่ นั่นแปลว่าอะไรครับ แปลว่า หมดข้ออ้าง BOI แล้ว และในวันนี้ก็ขอเตือน BOI ด้วยความหวังดีอีกครั้งหากมี Trick จาก เอกชนเข้ามาใหม่ คือมายื่นคำขอรับการส่งเสริมใหม่อีกรอบก็อย่าไปเล่นด้วย เพราะหาก BOI ใจดีอีกรอบก็คือยอมถูกใช้เป็นเครื่องมือในการยื้อเวลา โดนเอกชนพาเดินวนไปอีกรอบ เลื่อนแล้ว เลื่อนอยู่ เลื่อนต่อ ต้องไม่ลืมว่าเงื่อนไขในการเริ่มสัญญาตามข้อ ๖.๑ (๓) ไม่ใช่ว่า BOI ไม่ให้ แต่เป็นเพราะเอกชนไม่ส่งก็เหมือนสละสิทธิ์ไปแล้ว ต้องดูเจตนาให้ดี ไม่ใช่ ปล่อยให้เอกชนใช้เป็นเครื่องมือในการเลื่อนไปเรื่อย ตอนนี้นาทีนี้รัฐบาลไม่เหลือข้ออ้าง ให้เลื่อนอีกแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีต้องสั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทยในฐานะคู่สัญญา ออก NTP โดยทันที แล้วถามว่าทำไมรัฐบาลไม่ทำเช่นนั้นครับ ก็รัฐบาลเอาใจทุนใหญ่อย่างไร ทุนใหญ่เขาอยากเลื่อน ทุนใหญ่เขายังไม่อยากได้ NTP แล้วถามว่าทำไมทุนใหญ่เขาอยาก เลื่อน ก็ทุนใหญ่เขาอยากแก้สัญญาก่อน เลื่อนเพื่อแก้ แก้สัญญาให้ได้ดังใจก่อนแล้วค่อย เดินต่อ นี่ละครับ ทุนใหญ่ประเภทคว้าสัมปทานไปให้ได้ก่อนแล้วค่อยหาประโยชน์เพิ่ม ด้วยการแก้สัญญา แล้วถามว่าที่จะแก้กันนี่ แก้อะไร เพื่อใคร เรื่องนี้เป็นการอนุมัติโดยมติ กพอ. ครั้งที่ ๔/๒๕๖๗ เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ หลังนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วนะครับ เห็นชอบในหลักการให้แก้ไขสัญญาใน ๕ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ เป็นเรื่องของวิธีการชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน ๑๔๙,๖๕๐ ล้านบาท เป็นเรื่องของการปรับงวดเงินจากสร้างเสร็จค่อยจ่าย สร้างเสร็จจนเปิดใช้รถไฟความเร็วสูงได้ ค่อยจ่าย เป็นสร้างไปจ่ายไป อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากและเกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล จากการที่เลื่อนงวดเงิน จากเริ่มจากปีที่ ๖ ไปถึงปีที่ ๑๕ เลื่อนมาจ่ายใน ๕ ปีแรก
ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องของการกำหนดชำระค่าสิทธิ Airport Rail Link ๑๐,๖๗๑ ล้านบาท อันนี้เป็นการยอมให้นายทุนผ่อนชำระค่าสิทธิที่ค้างชำระมาตั้งแต่วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๔
ประเด็นที่ ๓ เป็นเรื่องของการชำระส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนนะครับ โดยหากเอกชนได้รับผลตอบแทนเกิน ๕.๕๒ เปอร์เซ็นต์ จะแบ่งกันอย่างไร
ประเด็นที่ ๔ เป็นเรื่องของเงื่อนไขในการเริ่มดำเนินการโครงการหรือที่ เรียกว่า NTP เป็นเรื่องของการยกเลิกเงื่อนไขในสัญญาข้อ ๖.๑ (๓) ทำให้เอกชนต้องเริ่มงาน แต่จริง ๆ อย่างที่บอกวันนี้ก็ควรจะต้องเริ่มงาน ประเด็นสุดท้าย
ประเด็นที่ ๕ เป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ส่งผล กระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการในอนาคต เป็นเรื่องของการปรับปรุง ข้อสัญญาในส่วนของเหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผัน ข้อ ๕ นี้ก็ตลกร้ายนะครับ มันเหมือน เป็นการตีเช็คเปล่า คือไปลอกตามสัญญาอู่ตะเภาที่เขียนไว้แบบทำให้เอื้อประโยชน์กันต่อเอง ได้ง่าย คือมีอย่างที่ไหนในสัญญาปล่อยให้เจรจาปรับขนาดสนามบินกันได้ เพิ่มพื้นที่หา ประโยชน์เชิงพาณิชย์กันได้ อีกหน่อยไม่รู้จะเติมกาสิโนให้ด้วยไหม วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องมาปฏิเสธ ผมรู้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะแก้แน่ ๆ แก้สัญญาเพื่อเอื้อเอกชน เพื่อนพ่อท่าน นี่คือหลักฐานการเตรียมเงิน ๑๒๕,๒๓๒ ล้านบาท นี่คือมติ ครม.เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๘ ที่ท่านนายน้อยนั่งบัญชาการเป็นประธานด้วยตัวเอง อนุมัติให้ตั้งงบ ปี ๒๕๖๙ ๒๑,๐๑๕ ล้านบาท เพื่อรองรับการแก้ไขสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน จากเดิมปี ๒๕๖๙ ยังไม่ต้องจ่าย ไปเริ่มจ่ายโน่นเลยประมาณปี ๒๕๗๔ คือเมื่อเอกชนเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงได้ นี่คือมติ ครม. ที่มาสอดรับกับเงื่อนไข การแก้ไขสัญญาในข้อที่ ๑ จาก ๕ ข้อที่ผมได้อธิบายไป แก้โดยเปลี่ยนในหลักการใหญ่จากสร้างเสร็จค่อยจ่าย กลายเป็นสร้างไปจ่ายไป คือแทนที่ เอกชนจะต้องกู้เงินแสนกว่าล้านบาทมาลงเองก่อนในช่วง ๕ ปีแรก แล้วรัฐค่อยทยอยจ่ายคืน ในปีที่ ๖ ถึงปีที่ ๑๕ กลายเป็นสร้างไปจ่ายไปในช่วง ๕ ปีแรก คือทำแบบนี้รัฐเสียหายครับ รัฐต้องเร่งหาเงินมาจ่ายเอกชนให้ไวขึ้นเพื่อช่วยเอกชน ช่วยเอกชนในการลดต้นทุน ช่วยเอกชนในการลดภาระจากดอกเบี้ยเงินกู้ นี่คือการทุจริตเชิงนโยบายที่รัฐหาเงิน มาประเคนให้นายทุนไวขึ้น แต่รัฐมีภาระต้องหาเงินแสนกว่าล้านบาทมาช่วยสภาพคล่อง ให้เอกชน ไม่ต้องอ้างโน่นอ้างนี่นะครับ อ้างว่ามีหลักประกันอะไรนั่นที่จะทำให้รัฐไม่เสียหาย มันไม่เสียหายอย่างไรครับ รัฐต้องหาเงินแสนกว่าล้านบาทมาจ่ายไวขึ้นไป ๕ ปี ไม่ต้องอ้างว่า ไม่เอื้อ เพราะหากไม่เอื้อแล้วจะแก้สัญญากันทำไม รัฐสามารถเดินหน้าออก NTP ตามสัญญา เดิมได้ทันที และเป็นการเดินหน้าอย่างไร้ข้อครหาเพราะไม่ต้องแก้สัญญา หากรัฐเห็นว่า โครงการนี้ดีจริงก็ออก NTP ไปเลยจะได้เริ่มงานจริงเสียที แต่หากรัฐคิดได้ คิดว่าโครงการนี้ ไม่ได้ดีจริงก็ควรยกเลิกไปเพราะเอกชนผิดสัญญาไปแล้ว เบี้ยวเงินค่าสิทธิ Airport Rail Link หมื่นกว่าล้านบาทไปแล้ว ตามสัญญาร่วมทุนข้อ ๑๕.๒ (๑) ข้อ ก แต่ไม่ใช่เลื่อนแล้ว เลื่อนอยู่ เลื่อนต่อ ปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังแบบนี้มันเสียประโยชน์กับทุกฝ่าย สิ่งที่น่ากังวลที่สุด ในตอนนี้คือรัฐบาลเปลี่ยนท่าทีจากไม่เลื่อน ไม่แก้ เป็นเลื่อนเพื่อแก้ ถามว่าแก้แล้วใคร ได้ประโยชน์ ก็เอกชนนั่นละได้ประโยชน์เห็น ๆ นี่คือการเร่งจ่ายคืนนายทุนให้ไวขึ้น นี่คือ การทุจริตเชิงนโยบาย ส่วนประชาชนทั่วไปรวมถึงข้าราชการในหน่วยงานอื่นก็ซวยขึ้น เพราะผลก็คือการเบียดบังพื้นที่งบประมาณใน ปี ๒๕๖๙ ๒๑,๐๑๕ ล้านบาท ปี ๒๕๗๐ เบียดบังไปอีก ๓๗,๕๕๘ ล้านบาท ปี ๒๕๗๑ อีก ๓๕,๐๖๖ ล้านบาท และปี ๒๕๗๒ ปี ๒๕๗๓ อีก ๓๑,๕๙๔ ล้านบาท รัฐบาลหน้าก็ซวยด้วยจากการอนุมัติโดยรัฐบาลนี้ กล่าวโดยสรุปในเรื่องที่ ๑ มีการทุจริตเชิงนโยบายในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบินที่ทุนใหญ่พยายามทุกวิถีทางเพื่อคว้าสัมปทานมาให้ได้ก่อน หากไปได้ก็กำไรไป หากไปไม่ไหวก็มาต่อรองขอแก้สัญญา แล้วใครมีอำนาจเพื่อทำให้ทุนใหญ่ในการแก้ไขสัญญา ก็นักการเมืองบางจำพวกนี่ละ แล้วใครหัวโจกใหญ่ของ Deal ระดับแสนล้านบาทแบบนี้ ก็ท่านนายกรัฐมนตรีกับพ่อนี่ละ ท่านนายกรัฐมนตรีรู้เรื่องไหม ร่วมหากินกับเขาด้วยไหมนี่ เรื่องแรกผ่านไปนะครับ หลายคนอาจคิดว่าใหญ่แล้วก็ใช่ครับ แต่มีใหญ่กว่านี้อีก
มาดูเรื่องที่ ๒ กันคือหากเปรียบเทียบเรื่องแรกเหมือนหากินจากการเลื่อน จ่ายเงิน แต่เรื่องที่ ๒ นี่คือการหลอกกินต่อไม่ยอมลุกจากโต๊ะเสียที Supper Deal ที่ ๒ นะครับเป็นเรื่องของการหาเรื่องขยายสัมปทานทางด่วน ซึ่งกำลังมีการแก้สัญญาเพื่อหากิน ต่อจากสัมปทานเดิมที่มีกำไรงาม ทุนใหญ่ไม่อยากคืนรัฐ ลักษณะสำคัญของทุนใหญ่ที่เข้ามา ทำมาหากินกับโครงการรัฐในสัมปทานนี้คือได้สิทธิกินเต็มที่แล้วตามอายุสัมปทาน แต่อยาก กินต่อเลยขอขยายสัมปทานไปเรื่อย ยิ่งสบโอกาสเจอนักการเมืองแบบตระกูลชินด้วยแล้ว นี่คือโอกาสทอง ภาพนี้แสดงระบบทางด่วนในเขตเมืองนะครับ เส้นสีน้ำเงินคือกำไรงาม อยู่ภายใต้สัมปทานหลักที่ปัจจุบันจะสิ้นสุดใน ปี ๒๕๗๘ ภายใต้ชื่อสัญญาโครงการระบบ ทางด่วนขั้นที่ ๒ ซึ่งเนื้อหาสาระในสัญญาก็ได้กลืนกินระบบทางด่วนขั้นที่ ๑ ดินแดง-ท่าเรือ ท่าเรือ-บางนา แล้วก็ท่าเรือ-ดาวคะนอง เข้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เส้นสีน้ำเงินนี้คือถุงเงิน หลักของนายทุนที่มีบทบาทครอบงำหน่วยงานของรัฐเป็น Passive Income ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ต้องทำอะไรมากนั่งเก็บสตางค์จากค่าผ่านทางจากประชาชน คือสร้างเสร็จไปนานแล้ว กินอิ่มตามกำหนด ๓๐ ปีไปแล้ว แต่กำลังหาทางกินเพิ่ม เส้นสีแดง จากบริเวณถนนแจ้งวัฒนะนะครับลากไปถึงบางปะอินคือสัมปทานรองที่กำลังจะสิ้นสุด สัมปทานใน ปี ๒๕๗๘ เช่นกัน ภายใต้ชื่อสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ส่วนเส้นสีเทา บางซื่อ-ตลิ่งชัน เป็นสัญญาสัมปทานแยก แล้วก็เส้นสีเทาอีกเส้นหนึ่งก็คือ รามอินทรา-อาจณรงค์ ไม่มีการให้สัมปทาน รัฐเป็นเจ้าของ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่อนสัมปทาน หลักสีน้ำเงินนี่ครับ กำไรงามมากนะครับ มันควรกลับคืนมาเป็นของรัฐนานแล้ว แต่รัฐไทย ทำไม่ได้เสียทีเพราะมีการหาเหตุขยายสัมปทานไปเรื่อยโดยทุนใหญ่และนักการเมืองร่วมกัน คำว่า นักการเมืองนี่รวมถึงทหารการเมืองด้วยนะครับ เมื่อทุนใหญ่ร่วมมือกับนักการเมือง ประชาชนมักซวยครับ เรื่องทางด่วนนี่ชัดเจน การขยายสัมปทานจะทำให้นายทุนรวยขึ้นมาก นักการเมืองอาจได้ส่วนแบ่งมาบ้างแต่ประชาชนนั่นละเป็นผู้จ่าย จ่ายค่าผ่านทางเข้ากระเป๋า นายทุนนานขึ้น ท่านประธานครับ ประเด็นหลักของทางด่วน ณ วันนี้ วันที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี คือมีความพยายามจะหาเหตุในการขยายสัมปทานอีกครั้ง ด้วยการหาทำ Double Deck หรือทางด่วนซ้อนทางด่วน ก็คือเส้นสีเขียวในภาพจากบริเวณ ถนนงามวงศ์วานไปถนนพระรามเก้า คือหาสร้างเพิ่มก้อนเล็ก ๆ สีเขียวเพื่อหากินต่อจาก ทางด่วนเดิมเกือบทั้งระบบสีน้ำเงินไปอีกยาว แล้วก็มีเส้นสีแดง แจ้งวัฒนะไปบางปะอิน เป็นของแถมให้ด้วยทั้ง ๆ ไม่ได้ไปเกี่ยวอะไรเลยกับ Double Deck ต่อไปนะครับ มาดูกัน Double คืออะไร Double Deck มีชื่อภาษาไทยว่าทางพิเศษชั้นที่ ๒ ไม่ใช่ทางด่วนขั้นที่ ๒ นะครับ แต่เป็นชั้นที่ ๒ คร่อมขั้นที่ ๒ คือคำไทยมันก็จะมึน ๆ หน่อยนะครับก็เลยขออนุญาต เรียกเป็นทับศัพท์ว่า Double Deck Double Deck เส้นสีเขียวมีระยะทางยาวประมาณ ๑๗ กิโลเมตรนะครับ เส้นสีเขียวตามภาพซ้ายแล้วก็คือเส้นสีน้ำเงินในภาพขวา มันคร่อมอยู่ บนทางด่วนเดิมจากบริเวณถนนงามวงศ์วานไปพระรามเก้า มีทางขึ้น ๓ แห่ง ทางลง ๒ แห่ง ด่านเก็บค่าผ่านทาง ๒ แห่งตามภาพขวา ที่สำคัญก็คือทางขึ้นทางลงทั้งหมด ขึ้นลงจากทาง ด่วนเดิมไม่ใช่ขึ้นลงจากพื้นราบ นี่คือการเพิ่มลานจอดรถบนอากาศ คือแทบไม่ได้ช่วยอะไรให้ การไหลในภาพรวมดีขึ้น เพราะสาเหตุหลักของรถติดบนทางด่วนก็คือมันลงมาที่พื้นราบไม่ได้ ตามภาพซ้ายนะครับ ใน ๒ กล่องด้านบนจะเห็นได้ว่าโครงสร้าง Double Deck อยู่สูง เสียดฟ้าข้ามแยกนี้แล้วก็ไปติดแยกหน้า ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เพราะปัญหาที่ แท้จริงของระบบทางด่วนคือรถลงไม่ได้ ลงมาบนพื้นราบไม่ได้ คือเรื่องแบบนี้มันต้องดู System Flow ไม่ใช่หาเพิ่มพื้นที่ผิวจราจร หน่วยงานใช้เพียง Static โมเดลนะครับไม่ได้ใช้ Dynamic Model ในการประเมินซึ่งจะทำให้เกิดการผลาญงบประมาณแบบมากเกินจำเป็น เพราะสร้างไปแล้วแทบช่วยแก้ปัญหา การคิดเพียงหาทางเพิ่มพื้นที่ผิวจราจรก็ไม่ได้ต่างอะไร จากการขยายพื้นที่จอดรถบนอากาศ คือสร้างได้แต่มันแพงมาก โอกาสที่จะคุ้มค่ามีน้อยมาก โอกาสที่จะคุ้มทุนไม่มีเลย การหาทางเพิ่มพื้นที่จอดรถบนอากาศต้องใช้เสาต้นใหญ่คานขนาด มหึมา ไม่นับว่าอาจพังได้ง่ายนะครับ แต่มันแพงกว่าทางระดับปกติมาก จากตัวเลขก็เห็นได้ ชัดนะครับว่า ๑๗ กิโลเมตร ๓๔,๘๐๐ ล้านบาท ตกกิโลเมตรละ ๒,๐๔๗ ล้านบาท คือ Double Deck มันแพงมากแต่ไม่ค่อยมีประโยชน์ มันเป็นเพียงข้ออ้างในการหาเหตุให้ขยาย สัมปทาน คือสร้างถนน ๑ กิโลเมตรตรงนี้ใช้เงิน ๒,๐๔๗ ล้านบาท มากกว่างบลงทุน อบจ. เฉลี่ยนะครับ เฉลี่ยทั่วประเทศซึ่งมีเพียง ๒๕๓ ล้านบาทต่อจังหวัด สร้างถนน ๑ กิโลเมตร ตรงนี้ใช้เงิน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท อบจ. ทั้งจังหวัดกับทุกเรื่องมีงบลงทุนอยู่ ๒๕๓ ล้านบาท ท่านเห็นหรือยังครับว่า Double Deck มันแพงมาก คือหากการทางพิเศษมีเงินเหลือเฟือก็ เอาไปทำท่อนอื่นที่มันมีประโยชน์มากยังดีเสียกว่า มันมีเยอะแยะครับ หลาย ๆ เส้นที่มันมี ประโยชน์มากกว่าเส้นนี้ แล้วก็ไม่ต้องขยายสัมปทานด้วย ผมแน่ใจนะครับว่ารัฐบาล และนายทุนก็ประเมินตรงกันครับว่า Double Deck อย่างเดียวหากมาเดี่ยว ๆ ขาดทุนยับ แน่แต่ก็อยากหาสร้างกัน ถามว่าทำไมหรือครับท่านประธาน เพราะทุนใหญ่หาเหตุลงทุนเพิ่ม เพื่อบังหน้า แต่เนื้อแท้แล้วอยากกอดก้อนเดิมที่กำไรงามเป็น Passive Income ให้นานขึ้น นี่เป็นการ หาเหตุมาขยายสัมปทานทางด่วนเดิมเกือบทั้งระบบออกไปให้นานขึ้นอีก หาเหตุมาเก็บ สตางค์จากประชาชนเพื่อเข้ากระเป๋านายทุนในสัดส่วนที่มากขึ้นอีก นี่ไม่ใช่การเก็บสตางค์ เพิ่มในท่อนที่สร้างใหม่ แต่เป็นการหาเหตุมาเจาะถุงเงินหลักของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หน่วยงานที่เป็นเจ้าของทางด่วนขั้นที่ ๑ และขั้นที่ ๒ เอาเงินก้อนใหญ่ไปประเคนให้นายทุน เพื่อแลกกับการหาสร้าง Double Deck ที่ขาดทุนด้วยตัวเองอย่างแน่นอน ยังครับยังไม่หมด เท่านี้ ไหน ๆ นายทุนใหญ่จะขอ Deal ทั้งที่จึงมีการขอพ่วงสัมปทานเพิ่มอีก ๑ สัญญา ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลยกับ Double Deck นะครับ ท่อนบางปะอิน-ปากเกร็ด เอามาแถม แถมสัมปทานรอง ขยายสัญญาโครงการทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ไปด้วยกันเลย ดังนั้น Deal ขยายสัมปทานทางด่วนคืออะไร คือจะมีกินมีใช้ไปพร้อม ๆ กัน ระหว่างนายทุนกับนายใหญ่ แล้วใครต้องจ่าย ก็ประชาชนอย่างเรา ๆ นี่ละต้องจ่าย จ่ายค่า ทางด่วนไปอีกนาน จ่ายให้นายทุนเพื่อไปแบ่งกับนายใหญ่ได้มากขึ้น นานขึ้น จะว่าไปนะครับ เรื่องนี้ถือเป็นศึกแรกในสภาของผม คือเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ผมได้อภิปราย เพื่อคัดค้านการหาเรื่องขยายสัมปทานทางด่วน หรือเป็นที่รู้จักกันในนามค่าแกล้งโง่ ประเด็น คือในวันนั้น วันที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีความพยายามจาก นายทุนชงเรื่องขึ้นมาเพื่อหาทางขยายสัมปทานที่กำลังจะหมดไป โดยแบ่งเป็น ๒ ก้อน ใหญ่ ๆ ก้อนแรกคือค่ายอมความ คือการทางพิเศษแห่งประเทศไทยถูกนายทุนผู้รับสัมปทาน ฟ้องร้อง ๑๗ คดี ๑๓๗,๕๑๗ ล้านบาท โดยศาลตัดสินไปแล้วเพียง ๑ คดี ๔,๓๑๘ ล้านบาท ที่เหลือแสนกว่าล้านบาทเป็นเพียงคำขู่ คือเป็นข้อพิพาทที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่ารัฐผิด แต่นักการเมืองกับนายทุนดันสบโอกาสหาเรื่องเจรจายอมความกันเพื่อขยายสัมปทานออกไป ๑๕ ปี ๘ เดือนตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่อนุมัติให้ขยายสัญญา สัมปทานจากวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๓ ไปถึง ๓๑ ตุลาคม ๒๕๗๘ นี่คือการทุจริตเชิงนโยบาย ที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะหากศาลตัดสินว่ารัฐผิดก็ควรลากคอนักการเมืองและข้าราชการ ที่กระทำให้เกิดความเสียหายมาลงโทษ แต่คนบางจำพวกแทนที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง กลับมองเห็นเป็นโอกาสเจรจายอมความกันเสียเลย ค่าเสียหายไม่เป็นอะไรให้นายทุนไปเก็บ เอาจากประชาชน เฉลี่ยหลาย ๆ หัวไปจากการเก็บค่าผ่านทาง เก็บไปนาน ๆ ประชาชน ก็ไม่รู้สึกอะไรนักหรอก คือมันคิดอย่างนี้ มันน่าเศร้านะครับ แต่ผลของการกระทำในวันนั้น มันทำให้วันนี้เป็นเช่นนี้จริง ๆ ประชาชนต้องจ่ายค่าทางด่วนทั้ง ๆ ที่ไม่ควรต้องจ่าย และในวันนั้นผมและพรรคอนาคตใหม่ในฐานะเสียงข้างน้อยเบรกค่ายอมความไม่สำเร็จ แต่ที่เบรกสำเร็จรัฐบาลประยุทธ์ยังมียางอยู่บ้างก็คือเรื่องของการหาสร้าง Double Deck พรรคอนาคตใหม่เบรกสำเร็จไปแล้วในรัฐบาลก่อน แต่รัฐบาลนี้กำลังดึงกลับมาดันเพื่อ สานฝันนายทุนใหญ่ นี่คือเรื่องของผลประโยชน์มหาศาลที่พลเอก ประยุทธ์ ยังไม่กล้าทำ แต่คนตระกูลชินวัตรกล้าทำ กล้าทำเพื่อนายทุน กล้าทำทุจริตเชิงนโยบายในการหาเหตุ มาขยายสัมปทาน แน่นอนคนระดับตระกูลชินวัตรแล้วมีหรือที่จะทำอย่างซื่อ ๆ ขอขยาย สัมปทานแบบดื้อ ๆ เพราะเขารู้ว่าโดนด่าแน่ ประชาชนไม่เอาด้วยแน่ การหาสร้าง Double Deck จึงกลับมาใหม่ กลับมาแบบซ่อนไพ่ นี่ละครับ คือจู่ ๆ ก็โพล่งขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ นโยบายของพรรคที่หาเสียงไว้ก่อนเลือกตั้ง สุริยะลั่นลดค่าทางด่วน ๕๐ บาทตลอดสาย ภายในสิงหาคม ๒๕๖๗ แล้วนี่ก็เลยกำหนดมาครึ่งปีแล้วนะครับ แต่รัฐบาลก็กำลังดันกันต่อ แต่ไม่ใช่เพื่อประชาชนหรอกมันเพื่อนายทุน คนส่วนมากเห็นตรงกันว่ามันไร้น้ำยา รัฐบาล ไม่สามารถทำตามที่ประกาศเอาไว้ได้ แต่หลายคนประเมินแบบใจดีว่าช้าไปหน่อย แต่ไม่เป็นไรรอได้ อยากได้ ๕๐ บาทตลอดสายอะไรอย่างนี้ คือคิดว่าทางด่วนถูกลงแล้วมันไม่ดีตรงไหน ประเด็นนี้สำคัญซับซ้อนหน่อยแต่อยากให้ พิจารณากันให้ดี คือหากฟังเผิน ๆ มันก็ใช่ อาจเหมือนเป็นข่าวดีเพราะถูกลง แต่ต้องดูด้วยว่า มันแลกกับอะไร Deal นี้มาด้วยอะไร มันต้องแลกกับอะไรบ้าง ก่อนอื่นต้องเข้าใจนะครับว่า การลดค่าทางด่วนให้เหลือ ๕๐ บาทตลอดสายนี้ไม่ใช่ว่าเอกชนเขาใจดียอมลดราคาให้นะ เอกชนยังได้เงินเท่าเดิมในรูปแบบที่เปลี่ยนไปพร้อมกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการเซ็น Deal ใหม่ คือให้ IRR กับเอกชนมากถึง ๙.๗๕ เปอร์เซ็นต์ หรือถ้าท่านคิดง่าย ๆ นะครับว่าหาก Deal ไม่ดีขึ้นมีหรือที่นายทุนใหญ่เขาจะยอมเซ็น การทำค่าทางด่วนให้ถูกลงเหลือ ๕๐ บาท ตลอดสายในตอนนี้มันไม่ดีกับประเทศในภาพรวมเพราะ ๑. เมื่อค่าทางด่วนถูกลง โอกาส ที่คนจะใช้รถยนต์ส่วนตัวก็มากขึ้น มันย้อนแย้งกับนโยบายของรัฐบาลซึ่งก็เห็นตรงกันกับ พรรคประชาชนนะครับว่าควรลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวโดยทำให้คนส่วนหนึ่งหันมาใช้ระบบ ขนส่งสาธารณะ ๒. ค่าทางด่วนมีลักษณะที่เรียกว่า Pay-Per-Use หรือผู้ใช้เป็นผู้จ่าย คือมันมีความเหมาะสมใช้มากก็จ่ายมากยุติธรรมดี รัฐสามารถเก็บค่าทางด่วนได้แต่อยู่ที่ว่า เก็บแล้วเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไร เหมาะสมไหม และ ๓. หากเซ็นใหม่กันนายทุนก็จะ เอาเปรียบรัฐมากขึ้นเพราะว่าสัญญาเดิมมันมีอยู่แล้ว หาก Deal ใหม่ไม่ดีขึ้นมีหรือครับ ที่นายทุนใหญ่จะยอมเซ็น ยิ่งดูประวัติของรัฐบาลนี้แล้วนะครับบอกได้เลยว่าไม่น่าไว้วางใจ แก้ไขสัญญาที่ไม่เอื้อประโยชน์เพิ่มให้นายทุนทุกที ในมุมกลับกันหากไม่ทำให้ค่าทางด่วน ถูกลงในตอนนี้อีกหน่อยวิ่งฟรีได้ด้วยซ้ำ เพราะหากหมดสัมปทานไปแล้วกลับมาเป็น ของรัฐแล้ว รัฐสามารถเลือกวิธีบริหารจัดการใหม่ได้โดยไม่ต้องเกรงใจนายทุน แล้วที่ โฆษณาว่า ๕๐ บาทตลอดสายก็ใช่ว่า ๕๐ บาทแล้วจบจริงนะครับ หลายท่อนก็เก็บแยก แจ้งวัฒนะ-บางปะอิน ไม่รวม บางซื่อ-ตลิ่งชัน ไม่รวม รามอินทรา-อาจณรงค์ ไม่รวม บางนา-บางพลี ไม่รวม ดินแดง-ดอนเมือง ไม่รวม ดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน ก็ไม่รวม แล้วก็ ไม่ใช่ว่า ๕๐ บาทตลอดสายจะเป็นตลอดไป เพราะจะมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นทุก ๑๐ ปี ดังนั้นหากรัฐบาลอยากจะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนจริงต้องไม่ขยายสัมปทานแต่รอให้ หมดสัญญาแล้วเอากลับมาคืนเป็นของรัฐ คือเมื่อทางด่วนแต่ละท่อนหมดสัญญากลับคืนมา เป็นของรัฐ รัฐอาจคิดใหม่ คิดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เช่น รัฐอาจเปลี่ยนจาก ค่าผ่านทางคงที่ ที่คิดเป็นท่อน ๆ แบบทุกวันนี้ บางคนต้องจ่าย ๒ ต่อ ๓ ต่อ เปลี่ยนเป็น ค่าผ่านทางตามระยะทาง วิ่งใกล้จ่ายน้อย วิ่งไกลจ่ายมาก อีกตัวอย่างในการแก้ปัญหา เชิงโครงสร้างตอนนี้บางเส้นลงทุนโดยการทางพิเศษเรียกว่า ทางพิเศษหรือทางด่วน บางเส้น ลงทุนโดยกรมทางหลวง เรียก Motorway บางเส้นลงทุนโดยเอกชนให้สิทธิโดย กรมทางหลวงนี่เรียกว่า Tollway คือมีทั้งทางพิเศษ Motorway Tollway มั่วไปหมด ทั้ง ๆ ที่ ๓ สิ่งก็คือสิ่งเดียวกัน มันคือทางเก็บเงิน ควรมีเจ้าของเดียวเก็บเงินได้เอาเงินจากเส้นที่มีกำไร ไปขยายโครงข่ายเพิ่มโดยไม่ต้องมาเบียดบังเงินภาษี ควรเปลี่ยนจากทุกคนมาช่วยกันจ่าย ผ่านเงินภาษีมาเป็นผู้ใช้เป็นผู้จ่ายหรือว่า Pay-Per-Used มันจะยุติธรรมกว่ามาก อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ยังทำไม่ได้หากติดสัมปทาน ก็คือตอนกลางคืนรถบนทางด่วนมันโล่งอยู่แล้วก็ควรเปิดให้ใช้ ฟรีไปเลยเพราะมันปลอดภัยกว่าวิ่งข้างล่าง ยังจะมีอีกหลาย Idea ที่ Traffic Engineer สามารถนำความรู้มาทำให้เกิดประโยชน์ได้หากไม่ติดโซ่ตรวนของสัญญาสัมปทาน ดังนั้น พอหมดสัมปทานแล้วต้องเอากลับคืนมาเป็นของรัฐ ทวงคืนทางด่วนถึงจะแก้ปัญหา เชิงโครงสร้างได้ คือต้องใจแข็งรอให้หมดสัมปทาน ไม่อย่างนั้นก็ปล่อยให้นายทุนรับประทาน กันต่อไปลากยาวไปเรื่อย ๆ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างกันไม่ได้ ท่านประธานครับ จากที่เล่ามา เห็นได้ชัดนะครับว่าข้ออ้างในการลดค่าทางด่วนมันไม่ใช่เกิดจากรัฐบาลอยากลดภาระ ให้ประชาชนจริง ๆ หรอกครับ มันเป็นเพียงข้ออ้างในการหาเสียงสนับสนุนจากประชาชน บางส่วน เพราะหากอยากลดราคาค่าทางด่วนจริงก็สามารถทำได้เลย เพียงแค่ลดส่วนแบ่งของรัฐ ดีไม่ดีอีกเรื่องนะครับ อย่างที่กล่าวไปการลดค่าทางด่วนมีข้อดีข้อเสีย อันนี้ถกเถียงกันได้ พูดคุยกันได้ว่าในเชิงนโยบายสาธารณะเท่าไรจึงเหมาะสม แต่ต้องดูด้วยว่าควรทำเมื่อไร รอหมดสัมปทานก่อนดีกว่าไหม เรื่องราคาถกเถียงกันได้แต่ประเด็นสำคัญที่ควรทราบกันคือ ๒ เรื่องนะครับ เรื่องที่ ๑ การลดราคาให้เป็น ๕๐ บาทตลอดสาย กับการหาสร้าง Double Deck นี่มันคนละประเด็นกัน แต่กำลังมีการซ่อนไพ่โฆษณาบังหน้าว่าจะ ๕๐ บาทตลอดสาย แต่ขายพ่วงมากับ Double Deck เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของนายทุนคือ Double Deck เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของนักการเมืองบางจำพวกคือส่วนแบ่งของนายทุน นี่คือการ ซ่อนไพ่ครั้งสำคัญ อ้างว่าทำเพื่อประชาชนแต่เนื้อแท้แล้วคือทำเพื่อนายทุนชัด ๆ เพราะหาก อยากลดราคาให้ถูกลงไม่จำเป็นต้องผูกกับ Double Deck ไม่จำเป็นต้องขยายสัมปทาน เป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลอุ๊งอิ๊งคือทำเพื่อนายทุน หาเรื่องขยายสัมปทานด้วยการหาสร้าง Double Deck เพื่อยืดเวลาให้นายทุนเก็บสตางค์จากประชาชนเข้ากระเป๋านานขึ้น เบื้องหน้าโฆษณาว่าประชาชนจ่ายถูกลง ๕๐ บาทตลอดสาย แต่ก็ถูกลงเพียงเล็กน้อย หลายคนก็จ่ายเท่าเดิม ๕๐ อยู่แล้ว แต่เบื้องหลังของ Deal มันอยู่ตรงนี้ครับ ตรงที่ประชาชน ต้องจ่ายเข้ากระเป๋านายทุนนานขึ้นอีก ๒๒ ปี ๕ เดือน คือสัญญาปัจจุบันยังเหลืออีก ๑๐ ปี แต่จะหาเรื่องขยายเพิ่มอีก ๒๒ ปี ไปสิ้นสุดโน้นเลย ปี ๒๖๐๑ ข้ามศตวรรษกันไปเลย ปีนี้ ปี ๒๕๖๘ แต่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร จะขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนออกไปโน่นเลย ปี ๒๖๐๑ อีก ๓๓ ปีนับจากวันนี้ นอกจากนานขึ้นแล้วยังทำให้ส่วนแบ่งของนายทุน มากขึ้นด้วย จากเดิมระบบทางด่วนขั้นที่ ๑ และขั้นที่ ๒ รัฐได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เอกชนได้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้จะปรับไปเป็น ๕๐ ๕๐ ยังนะครับ Deal ยังไม่หมดแค่นี้ แล้วก็ทำสัญญา อีกท่อนหนึ่งจากบางปะอิน-ปากเกร็ด ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ Double Deck นี่มาแถมไปด้วย ให้จบไปพร้อม ๆ กันโน่นเลย ปี ๒๖๐๑ คุณนายกรัฐมนตรี Gen Y คุณจะขยายสัมปทาน จนคุณอายุครบ ๖ รอบกันเลยหรือครับ ท่านประธานครับ เรื่องนี้เลวร้ายมาก เกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์มหาศาล แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเห็นชอบให้ขยายสัมปทาน ไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๗ ๑ เดือน ๑ สัปดาห์ หลังเปลี่ยนผ่านมาเป็น นายกรัฐมนตรีตระกูลชิน เรื่องนี้ใครสั่งครับ นายใหญ่หรือน้อย ท่านประธานครับ เรื่องนี้ ฉาวมากนะครับ กรรมาธิการจึงมีการเรียกมาตรวจสอบ แต่พอยิ่งตรวจสอบยิ่งเจอ ความเลวร้ายของเหล่าบริวารท่านนายกรัฐมนตรี คือท่านนายกรัฐมนตรีสั่งให้ปกปิดเรื่องนี้ ต่อสภาหรือครับ เดี๋ยวมาดูตัวอย่างกันนะครับ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๗ กรรมาธิการ ติดตามงบประชุมเรื่องนี้และมีหนังสือขอเอกสารร่างแก้ไขสัญญาสัมปทานฉบับล่าสุดที่กำลัง จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ การทางพิเศษทำหนังสือลับกลับมายัง กรรมาธิการ แสดงในภาพ นี่เขียนแบบนี้เลยนะครับ การทางพิเศษจะไม่เปิดเผยร่างสัญญา จนกว่าจะเซ็นให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยเปิดโอกาสให้สภาได้ตรวจสอบ เพื่อนสมาชิกดู ดูข้อความจากหนังสือนี้ คือจะแก้สัญญาชั่วช้าอย่างไรก็ได้แล้วเซ็นแล้วค่อยมาให้สภาเป็น ตราแสตมป์รับอย่างนั้นหรือครับ เรื่องใหญ่ ๆ แบบนี้เป็นภาระผูกพันแบบนี้หรือครับ หาก ยอมไปแล้วเราจะมีสภาไว้ทำไม เอาไว้เลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้นหรือครับ นี่คือการจงใจ ปกปิดข้อมูลต่อตัวแทนของพี่น้องประชาชน ปิดบังข้อมูลต่อสภาแห่งนี้ แล้วไม่ใช่แค่กับสภา นะครับ เรื่องฉาวโฉ่นี้ ป.ป.ช. ก็ตามอยู่เช่นกัน สำนักเฝ้าระวังและประเมินสภาวการณ์ทุจริต ก็ได้กลิ่น และแจ้งต่อคณะกรรมาธิการว่าการแก้สัญญาตามข่าวนี้มีความเสี่ยงที่อาจทำให้รัฐ เสียผลประโยชน์และอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนคู่สัญญา แต่แล้วอย่างไรครับ สิ่งที่ ป.ป.ช. โดนก็เหมือนที่ กมท. โดน คือโดนเล่นเกมดึงเรื่องเช่นกัน ป.ป.ช. แจ้งว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ขอเลื่อนการประชุมทั้ง ๒ ครั้ง แม้ภายหลังจะได้มีการ ประชุมแต่ก็โดนดึงเรื่อง เดี๋ยวปิดบังข้อมูลบ้าง เดี๋ยวเลื่อนประชุมบ้าง Tactic เยอะมาก ล่าสุด ๒๐ กุมภาพันธ์นี้เองนะครับ เมื่อไม่กี่วันนี้เองมีการเล่นเกมยื้อเวลาส่งเอกสารให้กรรมาธิการอีก คือประชุมไปเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๘ ตกลงกันดิบดีในที่ประชุมว่าจะส่งเอกสารโน่น นี่ นั่น ให้กรรมาธิการ ได้ภายใน ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ แต่พอถึงกำหนดส่งกลับทำหนังสือลับ มาบอกว่าขอเลื่อน ออกไปอีก ๓๐ วัน คือกะเตรียมให้ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ทันกันเลยใช่ไหมครับ ใครสั่ง มาครับ นายใหญ่หรือนายทุนที่ทั้งปิด ทั้งดึง ทั้งยื้อไม่ให้เรื่องแดงขึ้นมาก่อนจะเซ็นสัญญากัน หรือว่านายน้อยสั่งการเอง จัด Deal เอง แต่เสียใจด้วยนะครับ เรื่องแบบนี้ปิดไม่มิดหรอก วันนี้โลกได้รู้จัก Super Deal นี้แล้ว Super Deal ระดับแสนล้านบาทที่กำลังจ่อเข้า ครม. ท่านประธานครับ เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะครับ นายใหญ่หรือนายน้อยสั่งปิดก็ไม่มิดหรอก เพราะประเทศยังมีข้าราชการดี ๆ ที่ยอมส่งข้อมูลมาให้แม้จะโดนสั่งให้ปิดบัง อ้ายที่ไปมุบมิบ ทำสัญญาอะไรกันไว้ตอนนี้อยู่ในมือผมแล้ว นี่คือร่างสัญญาที่ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังจะเซ็น เซ็น Super Deal ขยายสัมปทานคือให้ประชาชนต้องจ่ายค่าผ่านทางเข้ากระเป๋านายทุน นานขึ้น นานจนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๖๐๑ ผมเห็นกับตาตัวเองเลยว่ามันเป็นไปตาม ข่าวฉาวที่เขาร่ำลือกันจริง ๆ คือเซ็นแน่หากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ไม่สามารถทำให้ ประชาชนฉุกคิด คิดถึงความชั่วร้ายระหว่างนายทุนกับนายใหญ่ที่สมคบคิดกันทำให้ ประชาชนทุกคน รวมถึงตัวผม ลูกหลานผมจะต้องมาจ่ายค่าผ่านทางเข้ากระเป๋านายทุน ขึ้นอีก ๓๓ ปี ทวงคืนทางด่วนครับ หยุดหาเรื่องขยายสัมปทานไปเรื่อย อย่าลืมนะครับว่า รัฐบาลสามารถลดค่าทางด่วนได้โดยไม่ต้องขยายสัมปทาน ไม่ต้องเอาประชาชนมาบังหน้า อ้างอยากลดราคาเพื่อประชาชน แต่เนื้อแท้แล้วคืออยากหาเรื่องขยายสัมปทาน การลดราคา ใช้เงินปีละประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท แต่ส่วนแบ่งสัมปทานเอกชนอยู่ที่ปีละ ๖,๗๐๐ ล้านบาท นี่มันเสือนอนกินชัด ๆ รัฐบาลสามารถลดราคาโดยใช้เงินส่วนแบ่งของการทาง พิเศษได้โดยไม่ต้องขยายสัมปทาน แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ใจดีจะเพิ่มระยะเวลาหากินให้ ทุนใหญ่ไปอีก ๒๒ ปีโดยแลกกับการสร้างเพิ่มเพียงเล็กน้อย และไม่ค่อยช่วยแก้ปัญหา รถติดด้วย เอาทางด่วนกลับคืนมาเป็นของรัฐดีกว่า ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ต้องเร่งขยาย สัมปทานในวันนี้ วันที่ยังเหลือสัญญาอยู่อีก ๑๐ ปี ผมและพรรคประชาชนไม่อาจทนให้เกิด ความเสียหายแล้วค่อยมาโวย เพราะหาก ครม. อนุมัติให้เซ็นแล้วนายทุนผูกขาดจะอิ่มไปถึง ปี ๒๖๐๑ โน่น คือเรื่องนี้ใหญ่มากนะครับ ยอมให้เซ็นกันไปไม่ได้ สัมปทานเดิมควรหมด ไปแล้วเมื่อปี ๒๕๖๓ แต่รัฐบาลประยุทธ์ยอมให้ขยายไปถึงปี ๒๕๗๘ มาตอนนี้รัฐบาลอุ๊งอิ๊ง คน Gen Y จะหาเหตุมาขยายไปโน่น ๓๑ มีนาคม ๒๖๐๑ คือไม่อายอายดินกันเลยหรือครับ สัญญาปัจจุบันยังเหลือ ๑๐ ปี แต่จะหาทางขยายเพิ่มไปอีก ๒๒ ปี สานต่อสิ่งที่ประยุทธ์ยังทำ ไม่สำเร็จ พอกันทีกับตระกูลชิน หากินกับสัมปทานรัฐ คือ Deal แบบนี้คุณอาจมีกินมีใช้ แต่ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรีหรอกครับ
ท่านประธานขออนุญาต นิดหนึ่งครับ
เชิญครับ
ขออนุญาตประท้วงท่านอาจารย์ สุรเชษฐ์เล็กน้อยนะครับ ตามข้อ ๖๙
ท่านประท้วงข้อไหน
ข้อ ๖๙ นะครับ วันนี้ท่าน อาจารย์สุรเชษฐ์อภิปรายดี เนื้อหาค่อนข้างไล่เลียงได้เข้าใจง่าย ผมฟังแล้วเพลินเหมือนกัน ส่วนข้อเท็จจริงไม่ทราบ แต่วันนี้อาจารย์สุรเชษฐ์พูดจาบางคำที่ผมมองว่ามันไม่เหมาะสม อยากให้หลีกเลี่ยงนะครับท่านประธาน โดยเฉพาะคำว่า ตระกูลชินวัตร อะไรพวกนี้ เพราะว่า ตระกูลเขาใหญ่มีสมาชิกหลายร้อยคน แล้วมีพ่อแม่ลูกหลานกันเต็มไปหมด เพราะฉะนั้น เวลาพูดถึงตระกูลนี้ ซึ่งหลาย ๆ คนเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่ได้มาเป็นนักการเมือง เขาพลอยเสียหายด้วย ถ้าจะยิงใครก็ยิงไปเลยอย่ายิงกราด ระบุชื่อไปเลยนะครับ
๒. อย่าอภิปรายคำว่า นายใหญ่ เพราะว่าคำว่า นายใหญ่ หมายถึงนายผมละครับ คุณทักษิณ ชินวัตร ท่านไม่อยู่ในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นการอภิปรายพาดพิงบุคคลที่สาม ที่ไม่สามารถใช้สิทธิตอบโต้คุณได้มันไม่ยุติธรรมนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะพูดก็เฉียด ๆ ไปแล้วกัน ก็เรียนอาจารย์สุรเชษฐ์ไว้อย่างนี้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผมต้องลุกขึ้นมาอีก แล้ววันนี้ กำลังฟังเพลินอยู่ด้วยนะครับ อยากให้บรรยากาศมันดีแล้วก็อภิปรายไป ส่วนเนื้อหา เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็มาชี้แจงเองนะครับ ขอฝากท่านประธาน ช่วยดูแลด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัยนะครับว่าตระกูลชินนี้มีทั้งเป็นนักการเมือง แล้วก็ไม่ใช่ นักการเมือง ถ้าท่านจะอภิปรายก็เจาะจงไปเลยนะครับ อย่างไรก็หลีกเลี่ยงหน่อยนะครับ ใกล้จบแล้วนะครับ เชิญต่อนะครับ
ท่านประธานผมสับสน แล้วตกลงจะให้ผมระบุ ทักษิณ ชินวัตร หรือครับ ในญัตติก็ให้เอาชื่อออกไม่ใช่หรือครับ
เอาชื่อออกแล้วอย่างไรครับ ถ้าท่านจะพูด ทักษิณ ชินวัตร ท่านก็พูดไปเลย
ตกลงเมื่อสักครู่ท่าน ก่อแก้วบอกว่าให้ระบุตรง ๆ ไปเลยว่า ทักษิณ ชินวัตร
ก็เชิญท่านระบุไปเลย ถ้าท่านอยากจะระบุท่านระบุไปเลย
ท่านประธาน ขออนุญาตครับ
ให้เขารับผิดชอบเอง
ผมบอกท่านอาจารย์สุรเชษฐ์ว่า ต้องไม่พาดพิงบุคคลที่ ๓ ที่เป็นบุคคลภายนอกนะครับ อย่างในการยื่นญัตติท่านประธานสภา ก็บอกแล้วห้ามระบุชื่อท่านนายกทักษิณ ชินวัตร แต่ว่าก็มีข้อห้ามว่าห้ามพูดชื่อนัยที่สังคม เข้าใจกันว่าคือบุคคลใดนะครับ นายใหญ่ทุกคนทั่วประเทศรู้อยู่แล้วครับว่าคือนายผม ท่านอาจารย์สุรเชษฐ์อย่าแกล้งโง่นะครับ
ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัยครับ โอเคครับ คือที่เราตัดออกคำว่า ชื่อ แล้วก็บิดา ที่เรา ตัดออก ถ้าเกิดเป็นนายใหญ่ก็ยังไม่เข้าใจได้นะครับ ดังนั้นเรื่องของตระกูลชินมีทั้ง นักการเมืองและไม่ใช่นักการเมืองเขาเสียหายนะครับ ขอให้หลีกเลี่ยงด้วยครับ เชิญต่อ เลยครับจะจบแล้ว
ท่านประธานผมสับสน ตกลงให้ผมระบุชื่อหรือไม่ระบุชื่อครับ
ถ้าท่านจะระบุชื่อท่านระบุไปเลย ท่านรับผิดชอบเองนะครับ
โอเคครับ ถ้าอย่างนั้น แปลว่าบรรทัดฐานคือระบุชื่อบุคคลภายนอกได้ แต่คนอภิปรายรับผิดชอบตัวเองนะครับ
คือเขาไม่ให้พูดบุคคลภายนอกในญัตติเราก็เอาออกแล้ว แต่ท่านยังฝืนจะพูดอยู่นี่มันก็แล้ว แต่ท่านนะครับ ท่านพูดไปเลยนะครับ
โอเคครับ ก็ขอให้บันทึก ไว้ว่าเป็นบรรทัดฐานว่าสามารถพูดชื่อ
ท่านพูดมาดีแล้ว ท่านอภิปรายมาดีแล้วก็อย่าไปนั่นเลย ประชาชนเข้าใจหมดนะครับ ที่ท่าน พูดนี่ดีมาก แต่ถ้าท่านยังจะก้าวร้าวต่อจากนี้มันจะเป็นปัญหาสำหรับท่านนะครับ ผมเตือน ท่านนะครับ พูดไปก็ดีแล้วอย่างไรครับไม่ต้องระบุชื่อ แล้วไม่ต้องระบุตระกูลเขานะครับ เชิญครับ
อย่างนั้นเดี๋ยวต่อที่ เนื้อหาสาระเลยนะครับ ไม่ต้องคั่นเวลา คือที่ผมอภิปรายไปนี่ ๒ เรื่องที่ผมได้อภิปรายไปวันนี้ เป็น ๒ เรื่องระดับ Super Deal ในตำนานที่มีการทุจริตเชิงนโยบายใน ๒ ลักษณะ ลักษณะ ของทุนใหญ่แบบที่ ๑ คือคว้าสัมปทานรัฐให้ได้ก่อนแล้วค่อยหาประโยชน์เพิ่มด้วยการ แก้สัญญา โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบินนี่ชัดเจน คือเซ็น ๆ ไปก่อน คว้าสัมปทานมาให้ได้ก่อน หากไม่พร้อมหรือยังกำไรไม่ Sure ก็ดึงเรื่องไว้ไม่ยอมทำ ในขณะเดียวกันก็หาทางเจรจากับนักการเมืองบางจำพวกเพื่อขอแก้สัญญาหาประโยชน์เพิ่ม จนเป็นที่พอใจแล้วค่อยทำ ลักษณะของทุนใหญ่แบบที่ ๒ คือได้สิทธิกินเต็มที่แล้วตามอายุ สัญญาสัมปทาน แต่อยากกินต่อเลยขอขยายสัมปทานไปเรื่อย สัมปทานทางด่วนนี่ชัดเจน ทุนใหญ่ได้สิทธิกินเต็มที่แล้วตามอายุสัมปทาน ๓๐ ปี แต่กำไรงามเลยอยากกินต่อ เลยขอขยาย ขยายครั้งก่อนหาเหตุข้อพิพาทมาเจรจากับรัฐ รัฐเสียค่ายอมความไป ๑๕ ปี ๘ เดือน ขยายครั้งนี้ภายใต้รัฐบาลนี้หาเหตุอยากสร้าง Double Deck แล้วมาเจรจากับรัฐ แล้วรัฐบาลก็หาทางขาย ขายด้วยการโฆษณาว่าลดราคาให้เหลือ ๕๐ บาทตลอดสาย แต่เนื้อแท้แล้วคือหาเรื่องขยายสัมปทานไปอีก ๒๒ ปี ๕ เดือน ทั้ง ๒ เรื่องเป็นเรื่องใหญ่ และรัฐบาลนี้กำลังเอื้อประโยชน์ให้นายทุนเพิ่ม หากประชาชนยังไม่เห็น ยังไม่รู้สึกว่านายทุนกับนักการเมืองบางจำพวกกำลังหากินกับรัฐ รัฐที่ประชาชนทุกคนต้องมาช่วยกันแบก แบกความเสียหายจากการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน เสร็จมันแน่ นายทุนกับนายใหญ่สั่งแก้สัญญาแน่ สั่งผ่านนายน้อยนี่ละ ผมและพรรค ประชาชนจึงไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและขอให้ท่านลุกมาชี้แจงด้วยตัวเอง เรื่องที่ ๑ รถไฟ ความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบินที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ว่าไม่เลื่อน ไม่แก้ ตอนนี้จะเอาอย่างไร จะปล่อยให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายด้วยการเลื่อนเพื่อแก้จริง ๆ หรือครับ เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องของการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วน รัฐบาลประยุทธ์ขยายไปถึงปี ๒๕๗๘ แล้ว รัฐบาลนี้จะขยายเพิ่มให้ถึงปี ๒๖๐๑ เป็น Deal ให้ประชาชนต้องจ่ายข้ามศตวรรษกันเลย หรือครับ Super Deal ทั้ง ๒ เรื่องต้องใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีที่ท่าน นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นหัวโต๊ะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ท่านจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ นอกจากนี้ลิ่วล้อของท่านรัฐมนตรีสุริยะเป็นโมฆะบุรุษไปแล้วตามที่ผมได้อภิปรายไป ไม่มีราคาที่จะมาเสนอหน้าชี้แจงแทน หยุดการทุจริตเชิงนโยบาย ผมไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านกัณวีร์ สืบแสง ครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ
เชิญครับ ท่านมีอะไรครับท่านประธานวิป
ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ ประธานวิปฝ่ายค้านครับ ขอหารือท่านประธานสั้น ๆ นิดเดียวครับ ก่อนอื่น ผมชื่นชมท่านประธานนะครับ แล้วผมก็คิดว่าท่านประธานวินิจฉัยได้เป็นกลางแล้วก็ทำให้ การประชุมไปได้ราบรื่นนะครับ แต่ด้วยความเคารพนะครับ เมื่อสักครู่ผมคิดว่าการ ที่ท่านประธานกล่าวหาว่าท่านสุรเชษฐ์ก้าวร้าวอาจจะรุนแรงไปสักนิดหนึ่งนะครับ ผมคิดว่า ท่านสุรเชษฐ์ก็อภิปรายไปตามบุคลิกท่วงท่านะครับ แล้วก็การกล่าวหาการอภิปราย ไม่ไว้วางใจก็อาจจะมีการใช้น้ำเสียงที่อาจจะดูหนักหน่วงบ้างนะครับ แต่ผมคิดว่าก็ไม่ได้ถึงกับ ก้าวร้าวอะไรนะครับท่านประธานก็ฝากไว้ แต่อย่างไรผมก็ชื่นชมที่ท่านประธานวินิจฉัย ได้เป็นกลางแล้วก็ทำได้ดีมากนะครับ ขอบคุณมากเลยครับท่านประธาน
ครับ ขอบคุณครับ ท่านกัณวีร์ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอลุกขึ้นมาอภิปรายสนับสนุนท่านผู้นำฝ่ายค้าน ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และคณะ ในการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีรายบุคคลซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ท่านประธานครับ เหตุผลของผมก็คงไม่แตกต่างกับท่านผู้นำฝ่ายค้านและเพื่อนร่วมพรรคร่วมฝ่ายค้านที่บอกว่า นายกรัฐมนตรีคนนี้ไม่มีคุณสมบัติ ไม่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง ขาดภาวะผู้นำ วุฒิภาวะ ความรู้ความสามารถ และที่เลวร้ายที่สุดขาดเจตจำนงในการบริหารราชการ แผ่นดิน จึงทำตัวลอยอยู่เหนือปัญหา กฎหมายทั้งภายในภายนอกและจารีตประเพณีปฏิบัติ ระหว่างประเทศ ทั้งหมดนี้จึงเป็นสาเหตุหลักในการที่ทำให้เกิดการบิดเบือน ทุจริตนโยบาย ที่ให้คำมั่นแถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้ ต่อสภาและรัฐสภาตอนที่แถลงนโยบาย โดยเฉพาะนโยบาย เกี่ยวกับการต่างประเทศ และได้ทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทยใน เวทีโลก ผลกระทบใหญ่ครับท่านประธาน ผลกระทบต่อประโยชน์ของชาติ ทั้งความเชื่อมั่น ในการลงทุน การถูกกดดันเรื่องกำแพงภาษีกับต่างชาติต่าง ๆ ท่านประธานครับ วันนี้ผมคง ต้องพูดในเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้ที่นำโดยนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ผลักดันผู้ลี้ภัย ชาวอุยกูร์ ๔๐ ชีวิตกลับไปประเทศจีน เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ขอสไลด์แรกครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
วันนี้ครับท่านประธาน ต้องขอ เรียนตรง ๆ ถ้าจะพูดเรื่องนี้ก็คงจะต้องฉายหนัง ฉายภาพยนตร์ที่รัฐบาลชุดนี้ได้พยายาม ในการที่จะฉายหนัง ฉายภาพยนตร์ และทำให้สิ่งที่เป็นภาพยนตร์กลายเป็นความจริง สิ่งนี้ขอเป็นเรื่องที่ผมจะเสนอว่าเรื่องโลกหลายใบแต่ให้นายคนเดียว นายคนไหนเดี๋ยวผมจะนำท่านประธานไป แต่ตอนนี้จะเป็น Series Series ที่ผมจะเล่า ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ให้ทราบก็คือตอน ๗๓ วันแห่งการโกหก การเล่นละคร ทำลาย ภาพลักษณ์และผลประโยชน์ชาติในเวทีโลก ท่านประธานครับ มีตัวละครครับ ตัวละคร ที่ผมจะพูดถึงวันนี้มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่าแพทองธาร ชินวัตร มีรองนายกรัฐมนตรีฝ่าย ความมั่นคง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และมีอีกหลาย ๆ ท่านที่ผมจะพูดถึง ขอสไลด์ถัดไปครับ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นที่จะฉายภาพยนตร์ให้ทุกท่านทราบ ผมขอย้ำในเรื่องเกี่ยวกับ นโยบายการต่างประเทศที่รัฐบาลชุดนี้ได้นำแถลงต่อรัฐสภาที่ผ่านมา นโยบายการต่างประเทศ มี ๒ เรื่องเท่านั้นเองครับ จริง ๆ แล้วมันน้อยเกินไป แต่นโยบายการต่างประเทศที่รัฐบาล ชุดนี้ได้แถลงไว้ให้กับสภาและรวมถึงพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วประเทศและทั่วโลก ก็คือการ รักษาจุดยืนของการไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างประเทศ ท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้บอกว่าจะคำนึงถึงกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ จะคำนึงถึงมาตรฐานสากล จะคำนึงถึงเรื่องความมั่นคงในเวทีโลกสันติภาพต่าง ๆ อันนี้สิ่งที่ยึดมั่นที่แถลงไว้ในรัฐสภา นโยบายต่างประเทศข้อที่ ๒ การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก การสร้าง Soft Power อยากจะเน้น ทูตเชิงเศรษฐกิจที่ท่านพูดถึงก็คือเรื่องเอฟทีเอ Free Trade Area แต่ถามจริง ๆ ท่านได้ทำ หรือไม่ สิ่งต่าง ๆ ที่ผมเห็นที่ท่านทำคือ Free Visa นำเข้าจีนเทา ส่งออกผู้ลี้ภัย แล้วเมื่อไร เราจะเป็นกลาง จะเป็นกลางสักกี่โมง รูป ๓ รูปนี้ครับท่านประธาน รูปขวาสุด ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะบอกว่าท่านทำเองคงเป็นไปไม่ได้ ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ได้มอบหมายให้ท่านไปทำหรือว่าท่านทำเอง หากท่านทำเองแสดงว่า ท่านไม่มีความละเอียดอ่อนในเวทีระหว่างประเทศ นั่นคือ Western War นั่นคือสิ่งที่ทุกคน บอกว่า ณ ปัจจุบันนี้เราต้องไม่เลือกข้าง แต่ท่านรู้หรือไม่ ท่านทราบหรือไม่ถึงความ ละเอียดอ่อน ณ ปัจจุบันนี้ปาเลสไตน์ อิสราเอล หรืออิสราเอล เราเลือกข้างไปอยู่อิสราเอล ตั้งแต่เมื่อไร เป็นเรื่องที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตัดสินใจเองใช่หรือไม่ หรือว่าเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีชื่อแพทองธารบอกให้ท่านทำ ที่ท่านไปเคารพอยู่ตรงนั้น จริง ๆ การเคารพเป็นสิ่งที่ดี แต่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านไปทำ อย่างนั้นได้อย่างไร รูปซ้ายสุดวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๗ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง ท่านไป Endorse หรือไม่กับการที่สภาทหารพม่าบอกว่าจะมีการ เลือกตั้งใหญ่ในประเทศพม่าในปี ๒๕๖๘ ถ้าเป็นจริงท่านเลือกข้างอีกแล้วหรือ นายกรัฐมนตรี ได้มีกำชับมีบัญชาอะไรหรือไม่ที่ท่านจะไป Endorse ตรงนั้น รูปตรงกลางนั่นไม่พอยังมี รูปผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะและความมั่นคงของประเทศจีนเข้ามาปราบปราม เรื่องเกี่ยวกับ Call Center ประเทศไทยอยู่ตรงไหน ทำไมเราถึงขาดอะไรไปขนาดนั้น เรื่องการต่างประเทศนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนแต่ท่านทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านเหมือน เขียนด้วยมือแล้วลบด้วยเท้าสกปรกของท่านเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศของประเทศ ไทย ท่านทำทุจริตในเรื่องเกี่ยวกับตัวนโยบายใช่หรือไม่ อันนี้เป็นเรื่องอื่นนะครับผมคงไม่มี เวลาที่จะพูดในเรื่องนี้ แต่ผมจะไปพูดเรื่องการผลักดันพี่น้องชาวอุยกูร์ ๔๐ ชีวิตกลับไป ประเทศจีน ขอสไลด์ถัดไปครับ ผู้ลี้ภัยจริง ๆ แล้วผมต้องขอเรียนอย่างนี้ครับ ท่านประธาน หากท่านเข้าใจจริง ๆ มาตรฐานสากลที่ท่านพยายามจะยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ท่านได้พยายามจะยึดมั่น กฎหมายภายในประเทศที่ท่านจะยึดมั่นท่านจะทราบดีว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัยมีทั้งหมดด้วยกัน ๓ เรื่อง การเดินทางกลับประเทศโดยสมัครใจ Voluntary Repatriation การอยู่ที่ประเทศที่ขอลี้ภัย Local integration สุดท้ายการตั้ง ถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม หรือที่เรียกว่า Resettlement แต่ท่านตัดสินใจทำอะไรหรือไม่ ท่านตัดสินใจในการให้ผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์เดินทางกลับประเทศ แต่สมัครใจหรือไม่ อย่างไร ขอสไลด์ถัดไปครับ วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ มันมีเส้นบาง ๆ ระหว่างสิ่งที่ท่านทำอยู่ครับ ท่านประธาน ผมหมายถึงรัฐบาลชุดนี้ การเดินทางกลับประเทศโดยสมัครใจหรือการบังคับ ผลักดันกลับประเทศต้นทางที่ Force Deportation ท่านทำอะไรอยู่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นหนังที่ผมจะฉายให้ท่านดูในสไลด์ประมาณ ๓๐ กว่า สไลด์ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการพูดออกสื่อในเรื่องเกี่ยวกับการผลักดันชาวอุยกูร์กลับ บอกว่าสมัครใจสิคะ ไม่อย่างนั้นต้องลากสิ นี่ไม่มีการลากเดินขึ้นกันปกติ เราได้ทำการ Work หลังบ้านกันแล้วถ้าไม่ Sure เราไม่ทำแน่อยู่แล้วค่ะ ท่านประธานครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ นายกรัฐมนตรีคุณแพทองธาร ชินวัตร ได้พูดไว้กับสื่อหลังจากสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น นี่คือคำมั่นที่เขาบอกว่าเป็นสิ่งที่ประเทศไทยทำ ที่รัฐบาลไทยตัดสินใจผลักดันชาวอุยกูร์กลับ บอกว่าเขาสมัครใจกลับ มาลองดูว่าเขาจะสมัครใจหรือเขาโดนผลักดันกลับ ขอตัวละคร ถัดไป ตัวละครนี้จะเป็นตัวละครพี่น้องชาวอุยกูร์ทั้งหมดในนั้นประมาณ ๓๐ คน แต่จริง ๆ ผมมี ๔๐ นะครับ แต่ผมใส่ไม่หมดมันเต็ม นี่คือ ๓๐ ชีวิตจาก ๔๐ ชีวิตทั้งหมด ข้อมูลทั้งหมด จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขอสไลด์ถัดไปครับ เอาให้ชัด ๆ ครับ ท่านประธานดูให้ดี สัญชาติคือสัญชาติตุรกี แต่ทำไมมีสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเกี่ยวข้อง คำถามคงต้องมีแล้วครับท่านประธานว่าได้มีการพูดคุยกับสถานเอกอัครราชทูตตุรกีหรือไม่ ในการที่จะตัดสินใจการผลักดันคน ๔๐ ชีวิตที่เรามีหลักฐานที่เป็นทางการบอกว่าเป็นคน สัญชาติตุรกีกลับไป ทำไมท่านตัดสินใจที่จะคุยแต่รัฐบาลจีน เกิดอะไรขึ้น สไลด์ถัดไปเริ่มต้น นะครับท่านประธาน ๗๓ วันแห่งการโกหก การบิดเบือนที่ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ ไทยในเวทีระหว่างประเทศ มันเริ่มต้นเมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๖๘ วันนั้นครับ เราเพิ่งทราบตอนหลังเท่านั้นเองว่าสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้มี Diplomatic Note ได้มีหนังสือทางด้านการทูตส่งมาให้รัฐบาลไทยผ่านกระทรวงการ ต่างประเทศพร้อมที่จะรับคนสัญชาติจีน ๔๕ ชีวิตกลับประเทศจีน ทั้ง ๆ ที่ของเรามีหลักฐาน ว่าเขาเป็นคนตุรกี เราบอกว่ามันมีความปลอดภัยทั้งหมดจะไม่มีปัญหาถ้ากลับไปประเทศจีน อันนั้นคืออันแรกครับท่านประธาน ที่เริ่มต้นของการโกหกเกิดขึ้น ท่านประธานดูที่หลักฐาน ด้านซ้ายมือนั่นคือหนังสือของรัฐบาลจีน ของสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ถ้ามาดูด้านขวามือเป็นแชตใน WhatsApp ซึ่งผมจะรับผิดชอบนะครับ ถ้าทุกคนบอกว่า ผมไปเอาที่ไหนมา ผมมีตัวตนคนที่ได้รับแชตตรงนี้จริง ๆ เราคุยกันได้อย่างไรกับผู้ต้องกัก ชาวอุยกูร์ที่อยู่ในห้องกักของ สตม. แต่นี่คือความเป็นจริงท่านประธาน แชตนี้ชัดเจนครับ ท่านประธาน วันที่ ๗ พอสถานทูตจีนส่งมาถึงกระทรวงการต่างประเทศทำไมสำนักงานตรวจ คนเข้าเมืองที่ขึ้นตรงต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติและขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า แพทองธาร ชินวัตร ถึงไปถ่ายรูปพี่น้องชาวอุยกูร์ที่อยู่ในห้องกักเป็นเวลา ๑๐ กว่าปี ถ่ายรูป ทำอะไร คำยืนยันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบอกว่าถ่ายรูปเพราะว่ามีการปรับระบบ ฐานข้อมูลของ สตม. วันที่ ๗ พี่น้องชาวอุยกูร์ก็ถามผ่านแชตมาบอกว่าทำไมเกิดอะไรขึ้น ขอสไลด์ถัดไปครับ วันนั้นยังมีความตกใจอยู่ วันที่ ๑๐ เริ่มต้นอีกวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นในห้อง กักของ สตม. เป็นสิ่งที่เราพยายามจะมองว่ามันคงเป็นไม่ได้หรอก ถ่ายรูปอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้หนักกว่าครั้งเดิม มีการเอาเอกสารอะไรก็ไม่รู้ อ่านก็ไม่ออกมาให้ผู้ต้องกักผู้ลี้ภัย ชาวอุยกูร์เซ็น เขาก็ไม่เซ็น เขาส่งกลับมาในแชตของเราแล้วบอกว่าเกิดอะไรขึ้นหนักกว่าเดิม หลังจากที่มีการให้ถ่ายรูปและให้เซ็นหนังสือด้วย หนังสือมันคืออะไร แล้วเขาก็บอกว่าเขาจะ เริ่มต้นในการอดข้าวประท้วงอยู่ในห้องกักเมื่อวันที่ ๑๐ แถมหนังสือ SOS ที่เขาเขียนเข้ามา โดยลายมือของเขาอยู่ในห้องกักของ สตม. ส่งออกไปต่างประเทศ สำนักข่าวต่างประเทศ ก็ได้รับ มีการกระจายว่าหนังสือ SOS จากพี่น้องผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์อยู่ในห้องกัก สตม. ของไทย ส่งมาขอความช่วยเหลือ เอาตายล่ะ คราวนี้เขาก็อดข้าวประท้วงครับท่านประธาน ถัดมาครับ วันนี้วันที่ ๑๒ ครับท่านประธาน วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๘ เกิดอะไรขึ้น สำนักงานตรวจคน เข้าเมืองที่สวนพลูมีการเข้าไปหา เข้าไปคุยกับชาวอุยกูร์ พยายามจะไปบอกว่าหยุดอดข้าว ประท้วงเถอะ ตอนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วไม่เชื่อไปฟังคลิปแรก ขอเปิดคลิปแรกครับ คลิปเสียงนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)
อันนั้นเป็นคลิปแรกนะครับ คลิปที่ ๒ ครับเดี๋ยวผมจะสรุปให้ฟัง ที่ผมพยายามบิดเสียงเพราะว่าเกรงกลัวครับ คนที่บอก คนที่พูด มานี้เขากลับไปแล้วที่ประเทศจีน คือ ๑ ใน ๔๐ คนที่พูดภาษาอังกฤษได้ ถ้าจะสรุปก็บอกว่า ถ้าคุณทำได้ช่วยบอกชาวไทยมุสลิมว่าช่วยบอกรัฐบาลไม่ให้ส่งเรากลับไปยังจีน แล้วปล่อยเรา ไปประเทศอื่น ช่วยบอกหน่อยให้ชาวไทยมุสลิมไปบอกรัฐบาลไทย อันที่ ๒ บอกว่าเจ้าหน้าที่ ห้องกักบอกว่าตอนนี้คุณกลับจีนไม่ได้แล้ว การบอกว่าจะส่งกลับจีนเป็นเรื่องโกหกคุณจะ ไม่ถูกส่งกลับจีน อันนี้เป็นสิ่งที่ สตม. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่เข้าไปบอก พวกเขาแล้วเขาก็ออกมาให้พวกเราฟัง ขอสไลด์ถัดไปครับ วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๘ ก่อนที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา รูบิโอ (Rubio) จะขึ้นรับตำแหน่ง ก็ได้ไปยืนต่อหน้าคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา เพื่อตอบคำถามและหนึ่งในคำถามนั้นก็ถามว่า คุณคิดอย่างไรกับการที่มีข่าวว่าจะมีการ ผลักดันพี่น้องชาวอุยกูร์ ๔๐ กว่าชีวิตในห้องกักในประเทศไทยกลับประเทศจีน รูบิโอ (Rubio) ก็บอกชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่มันขัด เป็นสิ่งที่เขาชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาก็จะ ไม่เห็นด้วยกับการที่จะทำขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ นานา นอกโลกรู้ครับ ทำไม ประเทศไทยไม่รู้ ถัดไปครับ วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๘ นายกัณวีร์ สืบแสง ได้ข่าวว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติหรือสภา มช. ที่จริง ๆ แล้วประธานสภา มช. คือนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ว่าแพทองธาร ชินวัตร ต้องนั่งกำกับดูแลเป็นประธาน แต่มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี ท่านภูมิธรรมนั่งเป็นประธานแทน และมีรัฐมนตรีหลายท่านรวมกันแล้วทั้งมีข้าราชการ ๒ ท่าน ๑๑ คนนั่งอยู่เป็นการประชุม ผมก็ได้ทักเข้าไปในแชตในเฟสของผม แล้วบอกว่า ได้ข่าวว่าจะมีการพูดคุยในเรื่องมติการผลักดันพี่น้องชาวอุยกูร์กลับจริงหรือไม่ครับท่านรอง นายกรัฐมนตรี ตอนเวลา ๐๙.๔๐ นาฬิกา ก่อนที่จะมีการประชุมสภา มช. ๒๐ นาที ๑๐ โมงเช้า วันที่ ๑๗ มกราคมมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีคำสั่งให้ส่งชาวอุยกูร์กลับจีน ซึ่งเราได้รับทราบภายหลังจากการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน จากผู้แทนของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติในวันที่ ๒๙ มกราคม ขอโทษทีในวันที่ ๑๒ มีนาคมที่ผ่านมาว่าในวันที่ ๑๗ มกราคมนั้นมีมติเรียบร้อยแล้ว เห็นชอบมีการยกมือกัน ๑๒.๔๕ นาฬิกา รองนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่าภูมิธรรมออกมาปฏิเสธว่า ไม่มีการส่งกลับในเร็ว ๆ นี้ และบอกสวนกัณวีร์ว่ารู้ได้อย่างไร นั่นคือวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๘ หนังยังไม่จบครับท่านประธาน วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๘ ขณะที่ไทยเราไม่รู้อะไรทั้งนั้น เราปิดหู ปิดตา ปิดทุกอย่าง ปิดประตู ปิดหน้าต่างไม่ยอม ให้ใครต่าง ๆ ในประเทศไทยรู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทาง UN ก็มาบอกว่าได้มีข่าวมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลไทยจะผลักดันชาวอุยกูร์ ๔๐ กว่าชีวิต กลับประเทศจีน ทางหน่วยงานสิทธิมนุษยชนก็มีข้อความออกมาบอกว่าจะไม่เห็นสมควร ที่จะทำอย่างนั้นเพราะมันขัดกับหลักการขั้นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ เขารู้กันหมดครับ ท่านประธาน เขารู้กันหมดทั่วโลกแล้ว แต่ของเรายังปฏิเสธอยู่ วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๘ โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยืนยันยังไม่ได้รับคำสั่งใด ๆ ให้ส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน สตม. ที่ดูแลอุยกูร์ ๔๘ ชีวิต ๔๐ กว่าชีวิตในห้องกักบอกว่าไม่มีคำสั่งจากฝ่ายบริหาร จากรัฐบาลไทย ถัดไปครับวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๘ ชาวอุยกูร์นี่เขาประท้วงอดอาหารตั้งแต่ วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๘ จนถึงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๘ เขาอดข้าวประท้วง ๑๙ วัน หลังจากที่ถูกถ่ายรูปที่ทำเอกสารต่าง ๆ หลักฐานใหม่ภายใน สตม. ท่านรู้หรือเปล่าว่า เกิดอะไรขึ้น เขาประท้วงอดอาหารครับเขาไม่กลับบ้าน เขาไม่กลับจีน บ้านที่ทุกคนบอกว่า เป็นบ้านของเขานี่เขาไม่กลับ แต่ท่านรู้หรือไม่มีข้อมูลที่แตกต่างกัน บอกว่าที่เขาหยุดการอด อาหารเพราะอะไร หยุดการอดอาหาร สตม. สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองคนที่ดูแลชาวอุยกูร์ ๔๐ กว่าชีวิตบอกว่าเพราะได้รับความกรุณาจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและ สำนักงานจุฬาราชมนตรี หรือท่านจุฬาราชมนตรีเพื่อสร้างความเข้าใจและให้กลับมาทาน อาหารอีกครั้ง แต่ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบอกว่าในเรื่องการอด อาหารนั้น ตอนหลังมีการเปลี่ยนใจ คือชาวอุยกูร์เปลี่ยนใจเมื่อได้รับทราบคำมั่นของทาง ราชการจีนที่ ตม. ให้อ่านคือ Diplomatic Note วันที่ ๗ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศไม่มีนายกรัฐมนตรีนะครับ ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศนะครับ มาบอกว่าที่เขาหยุดการอดข้าวประท้วงเพราะว่าหนังสือจีน หนังสือของรัฐบาลของสถาน เอกอัครราชทูตจีนยืนยันว่าเขาจะกลับไป และเขาดีใจในการกลับไป หนังไม่จบครับ ท่านประธาน วันที่ ๒๙ มกราคม คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและ สิทธิมนุษยชนเรียกเชิญหน่วยงานมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการส่งกลับชาวอุยกูร์ ผู้แทน สมช. ที่อยู่ห้องประชุมของท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ท่านเป็นประธาน บอกว่าไม่มีมาตรการในการส่งกลับชาวอุยกูร์ ยังยืนยันให้เราทราบในวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๘ ไม่มีเด็ดขาด ผมยังเอาชวเลขของคณะกรรมาธิการการกฎหมายมาให้ ท่านอ่าน ยังไม่มีการส่งกลับครับ ยังไม่มีส่งไปประเทศที่สามครับ ยังให้การดูแลอยู่ครับ Status quo อยู่ที่เดิม นี่คือคำยืนยันของ สมช. ในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ท่านประธานทราบหรือไม่ว่ากฎหมายในการที่กล่าวเท็จ ในคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรคืออะไร แต่ท่านบอกไม่มีอะไรทั้งนั้น วันถัดไปครับ วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๘ ผมไม่เห็นท่านนายกรัฐมนตรีนะ มีแต่ท่านภูมิธรรม ท่านภูมิธรรม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเกี่ยวกับการผลักดันกลับ สิ่งที่สำคัญต้องทำตามกฎหมาย ระหว่างประเทศอย่างเข้มงวด และต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและข้อตกลงที่ว่าเราจะ ไม่ส่งใครไปในพื้นที่อันตรายตรงนี้ยังเป็นหลักของรัฐบาลไทยอยู่ขออย่ากังวล ท่านภูมิธรรมลั่น วันที่ ๓๐ มกราคม แต่ผมทราบนะว่าท่านจะตอบผมว่าอย่างไร ท่านบอกว่าท่านคงจะต้อง ตอบว่า เอกอัครราชทูตจีนบอกว่าจะมีความปลอดภัยในชีวิต เพราะฉะนั้นไม่อันตรายแล้ว กลับไปได้ ประเทศไทยเราก็รู้แค่นี้แต่ต่างประเทศเขารู้หมด ต้นเดือนกุมภาพันธ์สำนักงาน ตรวจคนเข้าเมืองอนุญาตให้สถานทูตจีนเข้าพบเพื่อทำหนังสือสมัครใจกลับประเทศและ C.I. Certificate of Identity หรือ Country of Information คือประเทศต้นกำเนิด ท่านประธาน รู้สึกขัด ๆ ไหม ทุกท่านคงขัดตามผมละผมว่า อุยกูร์อดข้าวประท้วง ๑๘ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ๑๙ วัน จนถึงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๘ บอกว่าจะเป็นจะตายอย่างไรขอตายอยู่ในห้องกักจะไม่กลับประเทศจีน จะไม่ขอถูก ผลักดันกลับประเทศจีน แต่อยู่ดี ๆ สตม. อนุญาตให้สถานทูตจีนเข้าพบ และการอนุญาต ให้ใครก็ตามเข้าพบผู้ต้องกักในห้องกักของ สตม. นี้ท่านทราบหรือไม่ว่าจะต้องได้รับความ ยินยอมจากผู้ต้องกักก่อน ผมก็ตกใจ สตม. ก็เอามาให้ข้อมูลบอกว่าอย่างไรก็ตามก็ต้อง สมัครใจ ถ้าไม่สมัครใจเราก็ไม่สามารถให้เขาเข้าไปพบได้ แล้วเข้าไปพบได้อย่างไร เป็นท่าน ท่านประธานลองคิดดู ท่านอดข้าวประท้วงไม่ยอมทำอะไรทั้งนั้น ท่านไม่อยากจะเดินซ้าย ท่านอดข้าวประท้วง แล้วอยู่ดี ๆ อีกวันหนึ่งยอมให้คนที่ผลักดันให้ท่านไปด้านซ้ายท่านจะ ทำไหม ผมว่าท่านไม่ทำ นี่ก็ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ถัดไปครับ วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ วันนั้นกลับมาแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีไปพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศแจ้งที่ ประชุม กมธ. ว่าท่านสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นพูดกับนายกรัฐมนตรี ด้วยในวันนั้น ตายแล้วข้อมูลทั้งหมดผมไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีบอกท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้วบอกให้ผู้ช่วยรัฐมนตรีมาพูดหรือเปล่า แต่นี่เป็น สิ่งที่ผมยังเชื่อมั่นว่าต้องมาจากนายกรัฐมนตรี ถัดไปครับ ยาวนะ ๑๔ วันให้หลัง มีการตรวจ สุขภาพชาวอุยกูร์ในห้องกัก ท่านประธาน เขาอยู่มานาน การตรวจสุขภาพมันคือการเตรียม ความพร้อม คนที่อยู่ในห้องกักเป็นเวลา ๑๐ ปี เขารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขา นั่นคือ แชตที่เขาออกมาให้เราเห็นตลอดเวลาว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเกิดสิ่งที่ว่ามันเกิดสิ่งผิดปกติ ในห้องกักของ สตม. เขาบอกว่าโดนแล้วต้องโดนกลับแน่นอน อันนั้นคือสิ่งที่เราได้รับข้อมูลมา ทุกคนได้รับข้อมูลหมด ทั่วโลกได้รับข้อมูลหมด แต่รัฐบาลชุดนี้ที่นำโดยนายกรัฐมนตรีชื่อว่า แพทองธาร ชินวัตร ไม่รู้ ถัดไปครับ อีก ๖ วันให้หลัง เกิดเหตุการณ์เกิดขึ้นท่านประธาน เที่ยวบินลึกลับ CSN5245มาถึงดอนเมืองตอน ๕ ทุ่ม ๔๐ กว่านาที มีคนเตือนมากมาย หนังยาวที่บอกว่ามันน่าจะเป็นเครื่องบินอาจจะมารับชาวอุยกูร์ เพราะช่วงนั้นรัฐบาลจีนก็รับ พวกแก๊ง Call Center พวก Boss จีนต่าง ๆ ออกมาจากแม่สอดบินกลับประเทศจีน เราก็บอกแล้วมันจะมีแน่นอน ไม่เชื่อสวนตลอด ว่าเราเอาข้อมูลอะไรมาผิด ๆ ชอบทำข่าว เท็จ ชอบโน่นชอบนี่ วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ เครื่องบินมันลงตอน ๕ ทุ่ม ถัดไปครับ วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ท่านประธาน ภาพนี้มันน่ากลัวจริง ๆ ตีสองสิบสี่นาที ท่านประธานดูภาพ แรกด้านซ้ายมือได้เห็นรถใช่ไหมครับ เขาอยู่ในห้องกัก สตม. ครับ ท่านเห็นไหมว่ารถคือรถตู้ อะไร รถที่ขนคนตอนตีสอง ๑๔ นาทีเป็นรถของใคร ผมว่าไม่ใช่รถของ ตม. เป็นรถของกรม ราชทัณฑ์ ปิดป้ายดำมืด ปิดทั้งโลโกของกรมราชทัณฑ์ เป็นไปได้หรือการขนย้ายผู้ต้องกักเป็น ความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และรวมถึง กระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ใช่หรือไม่ การขนย้ายถ้าท่านจะขนย้ายท่านก็ต้องใช้ของ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสิ ท่านไปใช้ของกรมราชทัณฑ์ได้อย่างไร ท่านมีระเบียบปฏิบัตินะ ครับ รปจ. ของท่าน SOP ของท่าน ท่านก็ต้องใช้รถของ สตม. ท่านไปใช้กรมราชทัณฑ์เป็น ความร่วมมืออะไรกัน มันปิดลับซับซ้อนขนาดนั้น ตีสอง ๑๔ นาที ขบวนรถออกจาก สตม. ขึ้นทางด่วนมีการปิดหน้าปิดหลังไม่ให้ใครตาม นักข่าวตามก็ปิดหมดเลย Flight Schedule ตีสี่ ๔๘ นาที เครื่องบินลึกลับนั้นท่านประธาน CSN5246 ออกจากดอนเมืองไปถึงคัชการ์ ซิ นเจียง ประเทศจีน ๑๐ โมง ๔๕ นาที ตอนเช้าวันที่ ๒๗ ก่อนวันนั้นที่นายกรัฐมนตรีจะขึ้น บัลลังก์ตรงนั้นผมจำได้ นักข่าวถาม เอ๊ะ มีการผลักดันชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนจริงหรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกชัดเจนครับ ยังไม่รู้รายละเอียดส่งชาวอุยกูร์กลับประเทศหรือไม่ ย้ำต้องยึดกฎหมายสิทธิมนุษยชน ต้องยึดหลักการทั้งหมด นี่คือวันที่เขาผลักดันกลับ เรียบร้อยแล้ว แต่นายกรัฐมนตรีที่นำโดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร บอกว่าไม่รู้ ถ้าจะผลักดัน ต้องกลับโดยใช้กฎหมายไทยและรวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศคือสิทธิมนุษยชน วันที่ ๒๗ ถัดไปครับ หลังจากนั้นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังไม่ขอให้รายละเอียดปมส่ง ชาวอุยกูร์ชี้เป็นเรื่องของความมั่นคง ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธาน เรามีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เกี่ยวกับการผลักดันชาวอุยกูร์กลับ เรามีการ พูดคุยกันอย่างใหญ่หลวง กว้างขวาง นายกรัฐมนตรีไม่ทราบตอน ๑๐ โมง ๔๕ นาที สำนัก ข่าวจีนซัดเต็มที่บอกว่า มีชาวจีน ๔๐ ชีวิตเดินทางกลับไปประเทศจีน เพราะว่าพวกเขา ถูกลักลอบเข้ามาโดยขบวนการบางอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันหมด
ถัดมาแผนปฏิบัติการนี้ก็อยู่ที่ สมช. เป็นผู้ลงมติโดยใช้เวลาพิจารณามาระยะ หนึ่งแล้ว คือจริง ๆ แล้วมันเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ ๑๗ มกราคม ถัดไปครับ ท่านประธานครับ ผมจะนำเรียนท่านประธานจริง ๆ ว่ามันมีการโกหก บิดเบือน ที่ผมบอกว่า ๗๓ วันของการ บิดเบือนการโกหกมันมีอะไรบ้าง การปฏิเสธทั้งหมด ๖ ครั้ง วันที่ ๑๗ มกราคม ปฏิเสธ ครั้งที่ ๑ โดยรองนายกรัฐมนตรีชื่อว่า ภูมิธรรม วันที่ ๒๒ มกราคม ปฏิเสธครั้งที่ ๒ โดยโฆษก ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง วันที่ ๒๙ มกราคม ปฏิเสธครั้งที่ ๓ โดย สมช. ในกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน วันที่ ๓๐ มกราคม โกหกครั้งที่ ๔ ปฏิเสธ ครั้งที่ ๔ โดยรองนายกรัฐมนตรีชื่อว่า ภูมิธรรม วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ปฏิเสธครั้งแรก โดย ผบ.ตร. และรวมถึงนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๖ ก็คือนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายตอนเย็น ปิดไม่ไหวแล้วครับ ออกมาแถลง ๓ ท่าน รองนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า ภูมิธรรม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ชื่อว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ชื่อว่าท่านมาริษ ท่านออกมาแถลงตอนเย็น ความแตกโกหกไม่ได้อีกต่อไป ต้องบอกว่าการ เดินทางกลับนั้น ขอหน้าถัดไปครับ การอธิบายเหตุผลต่าง ๆ ท่านประธาน นายกรัฐมนตรี บอกอีกครั้งหนึ่งยืนยันว่าไม่มีประเทศที่สามเสนอตัวขอรับชาวอุยกูร์กลับ ทางการจีน ยังยืนยันครับว่าการกลับไปครั้งนี้คือหลักการที่ปฏิบัติปกติ นายภูมิธรรม แม้จะมีการเสนอให้ ประเทศตะวันตกรับตัวไปแล้วแต่กลับถูกปฏิเสธเนื่องจากคำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเอง ของชาติของเรา ไม่เหมือนกันสักครั้ง วันที่ ๒ มีนาคม อีกครั้งหนึ่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศยืนยันไม่มีประเทศที่สาม แจ้งขอรับตัวอุยกูร์ บอกตลอดไม่มี ไม่มี เป็นทางเดียวที่จะทำได้ก็คือการส่งกลับ หน้าถัดไปเลยครับ คนที่หายไป หลังจากวันที่ ๒ มีนาคม ผมไม่เห็นนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่าแพทองธาร ชินวัตร ออกมาพูดเรื่องนี้อีกต่อไปนี้ เงียบ คนที่หายถัดไป คุณมาริษ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านก็หายไป คนที่ออกมาตอบโต้คือคนถัดไป คือคุณกัณวีร์ มีการเสนอเรื่องจดหมายต่าง ๆ ผมก็เสนอ ออกมาบอกว่าเขาไม่อยากกลับ ท่านก็มาบอกจดหมายผมปลอม ปลอมตลอดเวลา จนเป็น เรื่องเป็นราวใหญ่โต ต้องมาดูว่าจดหมายมันจริงหรือไม่จริง ทั้ง ๆ ที่เขาถามท่านว่าเขา สมัครใจหรือไม่ ท่านก็ไม่ตอบเรื่องความสมัครใจ ก็จะไปข้าง ๆ คู ๆ จะเอาให้ได้ว่าจดหมาย ของผมมันปลอมหรือไม่ปลอม ผมว่าท่านผิดประเด็นไปเยอะแยะมากมาย ถัดไปครับ วันที่ ๖ มีนาคม ผู้ช่วยรัฐมนตรีอีกแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ หายไปอีกแล้ว ขอบคุณประเทศที่มีคำขอมาแต่ไทยต้องชั่งน้ำหนักว่าจะทำให้คำมั่นของจีน ในแง่ของความสัมพันธ์และผลกระทบรวมถึงอนาคตชาวอุยกูร์จะเป็นเช่นไร ยอมรับว่ามี ประเทศที่แสดงความจำนง แต่หากจะช่วยประเทศไทยต้องเป็นหน้าที่ของประเทศเหล่านั้น ไปเจรจากับจีนว่าจะไม่มีผลกระทบกับไทย และรับรองว่าหากมีผลกระทบกับไทยประเทศ เหล่านั้นต้องยืนยันที่จะช่วยเหลือไทย ท่านประธาน ท่านทำงานกันเป็นหรือไม่ ท่านจะให้ ประเทศอื่นมาแก้ไขปัญหาในประเทศไทยหรือ นี่คืออธิปไตยของประเทศไทย ชาวอุยกูร์ อยู่ในประเทศไทยไม่ได้อยู่ในประเทศอื่น ท่านบอกให้ประเทศอื่นอยากจะแก้ไขปัญหาไปคุย กันเอง ได้ที่ไหน ความรับผิดชอบของท่านอยู่ที่ไหน ท่านเอาตัวอยู่เหนือปัญหาได้อย่างไร ถัดไปครับ วันนี้เป็นวันที่โป๊ะแตก วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๘ ประชุม กมธ. กฎหมายอีก ครั้งหนึ่ง เราก็ขอว่าไหน ๆ ผลักดันแล้วเราอยากจะช่วยเหลือรัฐบาลนะ เอาเอกสาร เอาหลักฐานมาว่าการสมัครใจ ความสมัครใจพวกเขาคืออะไร ซีซีทีวีในช่วงการขนย้าย ท่านเอามาได้หรือไม่ ผู้แทนสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองบอกว่าอะไรไหมครับ ซีซีทีวีที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ของ สตม. นั้นเป็นแค่ Real Time ไม่สามารถ Record ได้ ไม่สามารถบันทึกได้ ผมนี้แทบตกเก้าอี้เลยท่านประธาน ห้องกัก สตม. ภายใต้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองขึ้นตรง ต่อนายกรัฐมนตรี บอกว่าไม่สามารถบันทึกภาพได้ ไม่มีหลักฐาน อ้าวพูดตรง ๆ นะ ทำอย่างไรทั้งโลกจับตามอง ผมก็พยายามจะช่วยรัฐบาลชุดนี้ จะให้รอดพ้นจากข้อครหาว่า ท่านผลักดันกลับท่านก็ไม่มีหลักฐาน แล้วท่านก็มาบอกพูดเองว่าเขาสมัครใจกลับ จีนก็มา บอกว่าเขาสมัครใจกลับ เขาอยากจะกลับไปรวมครอบครัว ผมก็จะหาหลักฐานให้ท่าน แล้วท่านก็ไม่มีข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ มาให้ผม ถัดไปครับ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๘ อันนี้เป็นสิ่งที่ ผมว่ามันร้ายนะ มันรุนแรงนะ ผมไม่แน่ใจว่าได้รับคำสั่งจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ หรือท่านนายกรัฐมนตรีหรือไม่โพสต์ข้อความออกมาส่วนตัวเลยนะครับ ประเทศที่สามครับ ตอนชาวอุยกูร์ ๔๐ คนอยู่ที่จีนแล้ว ถ้าจริงใจอยากได้จริงรีบไปติดต่อจีน เลยครับ อย่าเก่งแต่ขอกับประเทศไทย ท่านประธาน ท่านคิดดูวุฒิภาวะ ท่านคิดดูว่า ความสามารถของคนที่เป็นคนทำงานในระดับบริหารในกระทรวงการต่างประเทศคิดได้ แค่นี้เองหรือ เสียดสี โชคดีนะ ถ้าอยู่ในสภาก็โดนประท้วงกันละ ถัดไปครับ อันนี้จริง ๆ แล้ว ท่านประธานเคยดูละครคุณธรรมไหมครับ ๑๘-๒๐ มีนาคม การเดินทางไปเยี่ยมพี่น้อง ชาวอุยกูร์ที่กลับไปแล้ว ๔๐ ชีวิต จับไม้จับมือเดินทางไปเยี่ยม ๕ คน ที่ไปเจอตัวเป็น ๆ ๕ คน คัชการ์ แล้วก็ทำออกมาว่าทุกคนมีดี อยู่ดีมีสุข มีคำพูดเดียวกันบอกว่าพวกเขาถูก พวกกลุ่มหัวรุนแรงชักชวนให้เดินทางเมื่อปี ๒๕๕๗ เลยต้องมา จริง ๆ แล้วเขาก็รู้สึกว่า เขาอยากจะกลับบ้านเพื่อไปเจอครอบครัวของเขาต่าง ๆ นานา เป็นละครคุณธรรม ท่านประธาน ละครคุณธรรมถ้าผมพูดตรง ๆ มันเป็นละครปลายปิด เป็นละครที่ท่านรู้อยู่แล้ว ว่าคำตอบมันจะเป็นอย่างไร นั่นละ เขาเรียกว่าละครคุณธรรม เป็นสิ่งที่จะไป Whitewashing ที่ฟอกขาวให้กับการกระทำของท่านที่มองว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านทำนี้ทุกคน สมัครใจ ถ้าจะเอาจริง ๆ ท่านประธาน เรียนตรง ๆ ๕ คน ผมสามารถพูดได้เลย ๒ คน คนหนึ่งแต่ผมไม่บอกชื่อนะ ท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรมไปพบ ท่านไปพบที่คัชการ์ อายุ ๓๗ ปี ท่านรู้หรือเปล่า ท่านมีข้อมูลหรือไม่ แล้วลูกเมียเขาอยู่ไหน ลูกเมียเขาถูก ตั้งถิ่นฐานใหม่ประเทศที่สามไปแล้วเมื่อปี ๒๕๕๘ แล้วท่านคิดว่าเขาจะกลับไปรวมครอบครัว กับใคร ถ้าท่านบอกเขาจะกลับเข้ารวมครอบครัวนะเขาจะไปรวมประเทศที่สาม อีกคนหนึ่งที่ ท่านทวีไปพบ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ท่านทราบหรือไม่ว่าเขาเป็นผู้ป่วยจิตเวช มีเวช ระเบียนหรือเปล่าตอนที่ท่านไปพบ ท่านได้คุยถามเขาหรือไม่ มียาไปให้เขาหรือเปล่า นี่แค่ ๒ คนจาก ๕ คน ท่านมีข้อมูลเหล่านี้หรือเปล่าก่อนที่ท่านจะไปทำละครคุณธรรม ที่เอามาทำ ให้ทั่วโลกเห็น ทำให้คนไทยเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านทำนั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เอาสไลด์ลง ได้เลยครับ ท่านประธานครับ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ๗๓ วันแห่งการโกหก หลอกลวง ปู้ยี่ปู้ยำนโยบายการ ต่างประเทศของประเทศไทย สิ่งที่ท่านมาแถลงให้กับพี่น้องคนไทยทราบ สิ่งที่ท่านมาแถลง ให้เวทีระหว่างประเทศทราบว่าท่านจะไม่เลือกข้าง ท่านรู้ไหมว่าท่านเลือกข้างไปหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้เป็นสิ่งที่ท่านเลือกข้างผิด ท่านไม่เลือกข้างสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากผลกระทบ ต่าง ๆ ในเวทีระหว่างประเทศ ท่านโดนอะไรบ้าง ตั้งแต่มีการผลักดันชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน ในวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ การประณามในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโดยรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโดยองค์การสหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสหภาพยุโรป การพยายามตอนนี้ เราพยายามที่จะมีความสัมพันธ์ในเรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงเอฟทีเอ วันนั้นผมจำได้วันที่ มารัฐสภาแห่งนี้ วันที่เราพยายามจะผลักดันข้อตกลงของไทยกับอียู ผมได้ยืนตรงข้างหลัง ท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านก็นั่งอยู่ ผมอภิปรายชัดเจนนะ การตระบัดสัตย์ในประเทศนี้มันเลวร้ายแล้ว หากท่านไปตระบัดสัตย์ในเวทีระหว่างประเทศ มันเลวร้ายยิ่งกว่า ข้อตกลงระหว่างไทยกับอียูนั้นมันมี Backbone คือมีกระดูกสันหลังที่บอก ว่าห้ามขัดหลักการสิทธิมนุษยชน สิ่งนี้ละเป็นสิ่งที่มันเป็นการประณามเรา เราถูกประณาม เป็นการตอบโต้ในเวทีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยทั้งภาพลักษณ์ทั้งผลประโยชน์ ของประเทศไทยเราวางอยู่ตรงกลางระหว่างเขาควาย ทำไมเราต้องเอาตัวเราไปอยู่กลาง ระหว่างการเมืองระหว่างประเทศ ผมไม่สนใจหรอกจะเป็นจีน จะเป็นสหรัฐ หรือจะเป็นอียู จะเป็นใครก็ตาม เราต้องมีจุดยืนที่มั่นคง ผมไม่เห็นประเทศไทย รัฐบาลไทยชุดนี้มีจุดยืน ที่มั่นคงในเวทีระหว่างประเทศ ไม่มีนโยบายการต่างประเทศใด ๆ ที่จะทำให้ประเทศไทย หลุดพ้นจากการเมืองระหว่างประเทศในศตวรรษที่ ๒๑ ชีวิตพี่น้องชาวอุยกูร์ ๔๐ ชีวิตนี้ อาจจะดูเล็กน้อยสำหรับพวกท่าน แต่ครอบครัวพวกเขาที่โดนแยกออกไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ ยังรอคอยอยู่ ดีนะวันนี้ผมไม่มีคลิปออกมา คลิปเสียงของครอบครัวที่เขาบอกขอโทษรัฐบาลไทย ขอโทษคนไทยด้วยใจบริสุทธิ์ ที่เขาต้องหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย ที่เขาต้องลี้ภัยเข้ามา ผ่านประเทศไทยเขาไม่ได้อยากมาหรอกแต่เขาอยู่ไม่ได้ เขาหนีการประหัตประหาร ทำไม ไม่ฟังเขา หลักฐานสำคัญที่ท่านจะต้องมาแสดงให้ได้คือหลักฐานของความสมัครใจของคน ๔๐ ชีวิต ต้องเอาเสียงของเขามาพูด อย่าทำละครคุณธรรมที่เอาเขากลับไปแล้ว ๆ ไม่ให้ เขาพูด ท่านต้องให้เขาพูดก่อน ผมพูดครั้งที่แล้วถ้าท่านไม่รู้ท่านถามผู้รู้ และท่านรู้หรือไม่ หลักฐานของผมมีอีกอันหนึ่งที่อยากจะโชว์จริง ๆ แต่ขอโชว์ท่านประธาน หลักฐานที่เขา ไม่มีความสมัครใจกับประเทศต้นกำเนิดของเขา ผมมี ๒ แผน ที่เรียกอย่างเดียวกันว่า ใบมรณบัตรของชาวอุยกูร์ ๒ ชีวิต ผมไม่บอกชื่อ เป็นชายอายุ ๓๘ ปี สัญชาติตุรกี สถานภาพ สมรส เสียชีวิต ตาย เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา อีกคนหนึ่ง ชาย ๔๐ ปี ชาติตุรกี สถานภาพไม่ระบุ ตายเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๖ สันนิษฐานว่า ระบบหายใจไหลเวียนโลหิตล้มเหลวและปอดอักเสบ ติดเชื้อ พี่น้อง สส. ที่เป็นมุสลิม ผมไม่ใช่มุสลิมครับท่านประธาน อีกครั้งหนึ่งแต่ผมมีหัวใจมนุษยธรรม ผมทราบดีความรู้สึก ของพวกเขาเป็นอย่างไร ท่านประธานทราบหรือไม่ว่า ๒ ชีวิตนี้ที่สูญหายไปในห้องกัก ของ สตม. ท่านรู้ไหมว่าร่างเขาต้องถูกฝังอยู่ในกุโบร์ที่มัสยิดในประเทศไทย ในจังหวัด กรุงเทพมหานคร ท่านรู้ไหมความยากเย็นของพี่น้องมุสลิมที่สูญเสียชีวิตที่ต้องฝังในกุโบร์ หากเขาไม่มีที่แสดงว่าเขาอยู่ที่ไหน ต้องขอเป็นกรณีพิเศษในการฝังศพของเขาอยู่ในกุโบร์ มันยากเย็นแค่ไหน พี่น้อง สส. มุสลิมท่านต้องทราบดี อันนี้เป็นหลักฐานไม่เพียงพอหรือครับ ท่านประธาน ที่เขาไม่อยากกลับประเทศต้นกำเนิดของเขา การที่ท่านไปทำละครคุณธรรมต่าง ๆ นานาออกมา ที่เขามีความประสงค์อยากจะกลับบ้าน ของเขามันไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ ทั้งสิ้นในเวทีระหว่างประเทศ วันนี้เป็นสิ่งที่ท่านจะต้องโชว์ หลักฐานว่าเขาสมัครใจกลับประเทศของเขา นั่นคือสิ่งที่ผมกลับไปอันแรก การแก้ไขปัญหา แบบยั่งยืนในเรื่องผู้ลี้ภัย ๑ ใน ๓ คือการเดินทางกลับประเทศมาตุภูมิโดยสมัครใจ Voluntary Repatriation ที่จะต้องให้เขาเป็นคนพูดเอง เขาต้องสมัครใจต้องเป็นมี Inform Decision การตัดสินใจที่มีหลักฐานเพียงพอ เขาต้องมี Individual Choice การตัดสินใจ ด้วยตัวเขาเองรายกรณี ไม่ใช่เอากลุ่มเดินทางผลักดันเขากลับไป ท่านจะตอบโจทย์ในเวที ระหว่างประเทศได้อย่างไร ผมเชื่อมั่นว่าเอฟทีเอกับอียูของเราอย่างไรก็โดน สหรัฐเราก็โดน อีกหลาย ๆ ประเทศเราก็ต้องโดน ท่านจะทำอย่างไรในการที่จะตอบโจทย์ตรงนี้ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีและคณะในเรื่องนี้เกี่ยวกับการผลักดัน ๔๐ ชีวิตชาวอุยกูร์กลับไปประเทศ ต้นกำเนิดของเขาทำผิดมหันต์ พาประเทศชาติไปอยู่หน้าผาของเวทีระหว่างประเทศที่พร้อม จะถูกลมพัดตกเหวได้ตลอดเวลา ท่านเย้ยหยันกฎหมายหลักนิติธรรมจนทั่วโลกได้ร่วม ประณาม ขนาดประเทศที่ท่าน Deal ไว้ ที่โลกหลายใบแต่ให้นายคนเดียวเขายังลดความ น่าเชื่อถือของท่านกับ Credit Bureau ของเขาในการลงทุนในประเทศไทย ๔๐ คนเป็นเรื่อง เล็กจริง ๆ ท่านประธาน ขอย้ำนะครับ นโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้เขียนด้วยมือ แต่ลบโดยเท้าสกปรกของพวกท่าน ท่านไม่ดำเนินการตามคำมั่นที่ท่านแถลงไว้เกี่ยวกับ นโยบายการต่างประเทศ ท่านไม่รักษาแม้แต่คำพูดของท่าน จุดยืนในการที่จะไม่เป็นส่วน หนึ่งในความขัดแย้งต่าง ๆ นานา และความพยายามที่ล้มเหลวทำให้ถูกประณาม ผลกระทบ ต่าง ๆ เอฟทีเอต่าง ๆ ผมไม่อยากจะพูด แต่นี่ผมขอพูดท่านประธาน การกระทำที่ท่านทำมี การเตรียมการไว้อย่างเลือดเย็น เปรียบเสมือนที่เราเรียกว่าอาชญากรรมข้ามชาติ Transnational crime เป็นสิ่งที่เรียกว่า Organized Crime อาชญากรรมที่มีการเตรียม ความพร้อมมาอย่างยาวนานเสมือนกระบวนการนำพาที่อยู่ดี ๆ ก็เอารถของกรมราชทัณฑ์ นำตัวพี่น้องชาวอุยกูร์กลับ ผลักดันกลับไปประเทศจีน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราเรียกว่า อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ Crime Against Humanity โลกเห็นแต่ไทยไม่เห็น ท่านทำผิด ทั้งกฎหมายต่าง ๆ ผมไม่มีเวลาที่จะพูดเรื่องกฎหมายต่าง ๆ ที่ผมเตรียมไว้นะครับท่าน ประธาน ทางกฎหมายต้องขอประทานโทษท่านใช้เวลาสักนิดหนึ่งจะไม่เยอะ ขออนุญาต ที่จะใช้โควตาของพรรคฝ่ายค้านสั้น ๆ ท่านประธานครับ เรามีกฎหมายภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ อันนี้เป็น พ.ร.บ. การป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย ๒๕๖๕ มาตรา ๕ การทรมาน ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการให้บุคคลเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรง เพื่อบังคับ ข่มขู่ หรือเลือกปฏิบัติ มาตรา ๖ โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมห้ามเจ้าหน้าที่รัฐกระทำ การที่ย่ำยีศักดิ์ศรี แม้ไม่ถึงขั้นทรมาน มาตรา ๗ การกระทำให้บุคคลสูญหาย ห้ามควบคุมตัว แล้วไม่เปิดเผยชะตากรรมหรือสถานที่อยู่ มาตรา ๘ ความผิดนอกราชอาณาจักร ความผิดตาม มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ และมาตรา ๑๓ ต้องได้รับโทษในราชอาณาจักรที่กำหนดไว้ใน พระราชบัญญัติแห่งนี้ แม้กระทำนอกราชอาณาจักรก็ตาม มาตรา ๑๓ ห้ามส่งกลับ ห้ามส่ง บุคคลไปยังประเทศที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะถูกทรมาน โหดร้าย หรือสูญหายและรวมถึง เกี่ยวกับการกดขี่ในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานการเป็นมนุษย์ แล้วยังมีพระราชบัญญัติ อีกอันหนึ่งก็คือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละ เว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ๒๕๕๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติมที่ยังมี NRM คือ National Referral Mechanism กลไกในการส่งต่อ ระดับชาติที่จำเป็น กลุ่มคนพวกนี้ถูกขบวนการนำพาและการค้ามนุษย์เข้ามาในประเทศไทย ๒๕๕๑ ยังไม่ผ่านกลไกตรงนี้ แล้วยังมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคน ต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ ๒๕๖๒ สุดท้ายมีอีกอันหนึ่งคือหลักการไม่ส่งกลับ ท่านครับอันสุดท้ายน่าสนใจ อันนี้จะเป็นที่เป็นอาเซียน Human Rights Declaration การประกาศของอาเซียนที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ ณ ปัจจุบันนี้มีครอบครัวของท่าน นายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษาของประธานอาเซียน ณ ปัจจุบัน ไม่ยึดติดอะไรเลย มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๖ ของอาเซียน Human Rights Declaration ท่านประธาน จริง ๆ แล้วมันมีหลาย ๆ เรื่อง ที่ผมอยากจะนำเรียนว่ายังมีอีก ๕ ชีวิต ยังอยู่ ในกรมราชทัณฑ์ ที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมท่านก็ได้บอกชัดเจนบอกว่า ถ้าหาก มีการอภัยโทษออกมาแล้วก็ต้องเดินทางกลับประเทศจีนทันทีทันใดตามคำขอ หลักฐาน เหล่านี้จริง ๆ มันมีหลักฐานของพวกเขาอีก ๕ ชีวิต อย่างไรมาว่ากันอีกทีหนึ่ง แต่ครั้งนี้ครับ ท่านประธาน จากภาพยนตร์เรื่องนี้โลกหลายใบแต่ให้นายใหญ่ ๆ อยู่แค่ประเทศเดียว ตอนหลอกลวง ๗๓ วันแห่งการหลอกลวงมันทำให้เห็นชัดเจนครับท่านประธาน ถึงความ ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความสามารถ ไร้วุฒิภาวะ ไร้ความเป็นผู้นำ ทำตัวอยู่เหนือผลประโยชน์ ของประเทศชาติ ไม่ยึดมั่นอยู่ในนโยบายที่ตัวเองมี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เรียกว่าการทุจริต เชิงนโยบายการต่างประเทศ ซึ่งท่านอาจจะไม่เคยได้ยินแต่ท่านได้กระทำไปแล้ว พี่น้อง ๔๐ ชีวิตที่ท่านบอกว่ากลับไปดี อยู่ดีมีสุข มีข้อครหาและข้อกังขาของคนทั่วโลก หากท่านยัง ไม่สามารถที่จะเอาหลักฐานมายืนยันว่า ๔๐ ชีวิตนี้สมัครใจกลับไปหรือไม่ ท่านไม่ต้องไป ทำหรอกละครคุณธรรมของพวกท่านใช้ไม่ได้ ละครคุณธรรมพวกท่านใช้ได้แต่พวกท่านเอง เท่านั้น ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ ผมจึงขอสนับสนุนญัตติ การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล สำหรับนายกรัฐมนตรีชื่อว่า แพทองธาร ชินวัตร ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านวรโชติ สุคนธ์ขจร เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายวรโชติ สุคนธ์ขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ เขต ๔ พรรคพลังประชารัฐ วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากท่านพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้า พรรคพลังประชารัฐ ให้ลุกขึ้นมาอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี ท่านแพทองธาร ชินวัตร ในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราจะเห็นได้จากภาพ แล้วก็สื่อต่าง ๆ ถึงปัญหามากมายภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่พี่น้องประชาชนของประเทศไทยได้คาดหวังว่าพวกเขา จะมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ดังคำที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวในทุก ๆ เวทีที่ท่านได้มี โอกาสขึ้นปราศรัย ตัวผมเองก็เช่นกันมีความหวังเช่นเดียวกับพี่น้องประชาชนในประเทศไทย ว่าต่อไปนี้เราจะมีชีวิตที่ดี มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ แต่ในความเป็นจริงในชีวิต ท่านประธานครับ มันไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาตั้งใจไว้หรือ ตัวผมเองได้คาดหวังไว้เลย พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องประชาชนภาคเกษตรกรรม วันนี้เกษตรกรทุกภาคส่วน ท่านประธานที่เคารพครับ มีปัญหา ชีวิตต้องต่อสู้ดิ้นรนด้วยตัว ของพวกเขาเองทั้งสิ้น ท่านประธานจะเห็นจากสื่อต่าง ๆ หรือว่าการออกมาเรียกร้องของ พี่น้องประชาชนในภาคเกษตรกรหรือภาคเกษตรกรรม วันนี้ก็เช่นเดียวกัน วันนี้มีพี่น้องมาอยู่ ที่สภาเรื่องปัญหาข้าวในประเทศเรา พี่น้องภาคเกษตรกรรมทุก ๆ ประเภท ท่านประธานครับ ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์ม ยาง ไม่ว่าจะเป็น พืชผักสวนครัว วันนี้เดือดร้อนกันหมด ไม่มีมาตรการใด ๆ รองรับจากท่านนายกรัฐมนตรี ผมไม่ทราบว่าท่านเห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไหม ในข้อเรียกร้องที่พี่น้อง เกษตรกรได้เรียกร้องมายังรัฐบาล วันนี้ผมจะขออนุญาตท่านประธานสภานำเอาความ ต้องการและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนภาคเกษตรกรมาบอกให้ท่านนายกรัฐมนตรี ได้รับทราบว่าพวกเขาเดือดร้อนแสนสาหัสอย่างไร ท่านประธานครับ เรื่องแรกที่ผมอยากจะ บอกกับท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ปัญหาเรื่องข้าว ท่านประธานครับ วันนี้ ข้าวของประเทศไทยซึ่งเป็นพืชชนิดเดียวที่ทำให้ประเทศไทยได้เป็นที่ ๑ ในอาเซียนเรื่องการ ส่งออก วันนี้ข้าวที่เรากินกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ราคาที่พี่น้องเกษตรกรได้ ท่านประธาน เชื่อไหมครับ ล่าสุดที่ผมสอบถามวันนี้ราคาข้าวเกวียนละ ๕,๐๐๐ กว่าบาท เหลือเชื่อครับ ราคานี้ต้องเป็นราคาเมื่อสัก ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ทำไมราคามันตกต่ำขนาดนี้ ในเมื่อ ๒๐ ปี ที่แล้วราคาปุ๋ย ค่าไถ ค่าหว่าน ค่าพันธุ์ก็ถูกกว่านี้หลายเท่านัก ปัจจัยในการทำให้ราคาข้าว ราคาผลผลิตของประเทศไทยมันต่ำ ผมอยากจะบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านทราบไหมว่า ต่างประเทศโดยเฉพาะอินเดียได้ประกาศว่าจะมีการผ่อนปรนในการส่งออกข้าวออกนอก ประเทศ ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีทราบแล้วก็ทราบก่อนล่วงหน้าหลายเดือน แต่ท่าน นายกรัฐมนตรีไม่คิดจะหามาตรการรองรับให้พี่น้องเกษตรกรชาวนาเลย ปล่อยให้พวกเขา เผชิญชะตากรรมด้วยตัวของพวกเขาเอง ออกมาเรียกร้อง ออกมาขอความช่วยเหลือ จากรัฐบาล วันนี้ไม่มีเสียงตอบรับจากรัฐบาล จากท่านนายกรัฐมนตรีของพวกเรา วันนี้ต้นทุน การผลิตข้าวประเทศไทยอยู่ที่ประมาณไร่ละ ๖,๐๐๐ บาท ราคาขายจากเมื่อ ๒ วันที่แล้ว ที่ผมได้เช็ก ๖,๐๐๐ กว่าบาทนิด ๆ วันนี้เหลือ ๕,๘๐๐ บาท ท่านประธานครับ จะอยู่อย่างไรครับ พี่น้องเกษตรกร พี่น้องเกษตรกรบ้านเราจะอยู่อย่างไร ปัญหาที่นายกรัฐมนตรีได้รับทราบ แล้วก็รับรู้มาล่วงหน้าว่ามีต่างประเทศจะผ่อนปรนการส่งออกข้าวท่านก็ไม่แก้ไข วันนี้พี่น้อง เกษตรกรเดือดร้อนแสนสาหัส ท่านประธานครับ วันนี้พี่น้องเกษตรกรชาวนาไทยผลิตข้าว ได้อันดับที่น้อยมากในการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวของบ้านเรา เป็นรองทุกประเทศ ชนะอยู่ ประเทศเดียวครับท่านครับ ประเทศเมียนมาซึ่งผลิตข้าวได้ ๔๓๕ กิโลกรัมต่อไร่ ประเทศไทย เราผลิตได้ ๔๕๖ กิโลต่อไร่ เวียดนามไปไกลแล้วครับ ๙๐๐ กว่ากิโลกรัมต่อไร่ เพราะอะไร ครับท่านประธาน วันนี้ผมไม่ทราบว่างานวิจัยที่บอกว่าจะพัฒนาสายพันธุ์ข้าว จะพัฒนา พืชนิดนี้ซึ่งเป็นพืชที่บรรพบุรุษของเราได้ปลูก ได้ร่วมกันสร้าง ได้ร่วมกันส่งออกให้มีคุณภาพ ได้อย่างไร ผมเห็นมีงานวิจัยได้ตั้งงบประมาณไปวิจัยพันธุ์พืชต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย แต่ก็ไม่มีการพัฒนาเรื่องข้าวเลย ทำอย่างไรครับท่านประธาน ข้าวเราจะผลิต ๖๐๐ ๗๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ต้นทุนการผลิตจะต่ำ ใช้ปุ๋ยน้อย ใช้น้ำน้อย เป็นข้าวที่มีคุณภาพ วันนี้มีแนวคิดนี้ หรือยังครับ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าชาวนาไทยวันนี้จนที่สุดในอาเซียน ผมอิจฉาพี่น้อง เกษตรกรชาวนาของเกาหลี ญี่ปุ่น พอเขาขายพืชไร่แล้วเขาสามารถบินมาตีกอล์ฟที่เมืองไทยได้ วันนี้พี่น้องเกษตรกรชาวนาไทยไม่มีครับ ขายข้าวแล้วยังก่ายหน้าผากอยู่เลยว่าจะเอาสตางค์ ไหนไปใช้หนี้ ธ.ก.ส. ปัญหาเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่นะครับท่านประธานสภาที่เคารพ อยากฝากเรียนท่านประธานสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรีนะครับว่าท่านจะปล่อยให้เขาเผชิญ ชะตากรรมอย่างนี้หรือ ราคาข้าวสาร ท่านเชื่อไหมครับว่าข้าวสารกับข้าวเปลือกบ้านเรา มันต่างกันมาก ราคาข้าวเปลือก ๑๕ กิโลกรัมไม่เกิน ๑๒๐ บาท ข้าวสารถุงหนึ่ง ๑๕ กิโลกรัม ๔๐๐ บาท ต้นทุนข้าวเปลือกในการผลิต ๘ บาทต่อกิโลกรัม แต่ข้าวสารไม่เกิน ๑๕ บาท ราคามันต่างกันมากนะครับ วันนี้ไม่มีความเป็นธรรมในกลุ่มพี่น้องเกษตรกรเลยนะครับ ราคาข้าวสารไม่เคยตกจากราคาตลาด แต่ข้าวเปลือกวันนี้ยังไม่รู้ว่าจะถึงจุดสิ้นสุดหรือยัง ที่ราคาข้าวเปลือกตกต่ำขนาดนี้ ทำอย่างไรครับท่านประธานว่าพี่น้องเกษตรกรบ้านเรา ชาวนาผู้ปลูกข้าวจะได้ข้าว ข้าวขาวสัก ๑๐,๐๐๐ บาท ข้าวเหนียวสัก ๑๓,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลิสัก ๑๕,๐๐๐ บาท โดยไม่ต้องออกมาเรียกร้องสักปีนี่มันจะเป็นไปได้ไหมครับ วันนี้ยังไม่มีมาตรการใด ๆ ออกมาเลย วันนี้บอกว่าข้าวคุณภาพต่ำ รู้ครับว่าข้าวคุณภาพต่ำ แต่ทุกท่านก็ยังนิ่งเฉย ไม่คิดจะเอาพันธุ์ข้าวดี ๆ มาให้พี่น้องเกษตรกรได้พัฒนาตัวเอง เพื่อแข่งขันกับตลาดโลกได้ อย่างไรฝากท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องนี้แล้วก็ช่วยเหลือ เกษตรกรด้วย พี่น้องเกษตรกรเรียกร้องกันทุกวันเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ ข้าวโพดก็เป็นปัญหาหนักหมือนกัน วันนี้ราคาข้าวโพดตกต่ำมาตลอด ผมไม่ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีทราบไหมว่าข้าวโพดบ้านเรา ราคามันต่ำ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในประเทศไทยมีประมาณ ๔๕๐,๐๐๐ เกือบ ๖๐,๐๐๐ ครอบครัว พื้นที่ในการเพาะปลูกอยู่ประมาณ ๗ ล้านไร่ ปี ๆ หนึ่งผลิตข้าวโพดได้ประมาณ ๕ ล้านตันโดยประมาณ แต่ความต้องการใช้ในประเทศมีถึง ๘ ล้านตัน ผมไม่เข้าใจครับว่า ผลิตได้น้อย ความต้องการใช้เยอะทำไมราคาข้าวโพดมันถูก แล้วก็ตรวจสอบไปว่ามันมีการ นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน มีการนำเข้าวัตถุดิบทดแทนจากประเทศเพื่อนบ้านเอามาผลิต อาหารสัตว์แทนข้าวโพดบ้านเรา ท่านประธานครับ ปี ๒๕๖๖ ๒๕๖๗ มีการนำเข้าวัตถุดิบ ทดแทนมา ๒ ล้านกว่าตัน ปี ๒๕๖๘ ปีเดียวเพิ่งผ่านมาไม่กี่เดือนนี้ ๑,๙๐๐,๐๐๐ ตัน ข้าวโพดที่นำเข้ามาปี ๒๕๖๗ นะครับ ผมเองเคยเรียกร้องในสภาแห่งนี้ในการหารือว่า เป็นไปได้ไหมครับที่รัฐบาลจะบอกว่าไม่ให้นำเข้าข้าวโพดจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม แต่ไม่มี ไม่มีมาตรการใด ๆ ออกมารองรับเลยเพราะอะไรครับท่านประธาน เดือนสิงหาคมเป็นเดือน ที่ข้าวโพดพี่น้องเกษตรกรของเราออกมาสู่ท้องตลาด ถ้ามีการนำเข้าข้าวโพดอย่างไรราคามันก็ตก ผลิตได้ ๕ ล้านตัน ความต้องการ ๘ ล้านตัน แต่ขายไม่ได้ราคา ต้นทุนการผลิตก็สูง แล้วก็ ไม่มีมาตรการใด ๆ รองรับเลย มีพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้เรียกร้อง เรื่องนี้มาก ข้าวโพดก็ดี ข้าวก็ดี วันนี้ยังไม่มีมาตรการใด ๆ ออกมารองรับเรื่องข้าวโพด เช่นเดียวกัน ทำอย่างไรครับ ท่านประธานครับ หนักกว่าข้าวโพด มันสำปะหลัง วันนี้ มันสำปะหลังเป็นที่ Hot มากในบ้านเรา ท่านประธานครับ วันนี้ราคามันตกต่ำที่สุดในรอบ ๒๐ ปี ราคา ๑.๒๐ บาท จนถึง ๑.๕๐ บาท แล้วแว่ว ๆ ว่าวันนี้เหลือ ๑ บาทนิด ๆ สาเหตุ หลักเลยที่ราคามันตกต่ำเกิดจากการปล่อยให้มีการนำมันจากประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว เขมร เข้ามาในประเทศ วันนี้ท่านไปดูนะครับ ท่านประธานครับ เรียนถึงท่านนายกรัฐมนตรี ที่ชายแดน พรมแดนต่าง ๆ วันนี้มีการนำเข้า โดยเฉพาะที่ท่าลี่มีการนำเข้ามันสำปะหลังวันหนึ่งประมาณ ๓๐๐ พ่วง นี่เฉพาะด่านเดียว พ่วงละประมาณ ๕๐ ตัน ท่านคิดไหมครับว่ามันในประเทศจะอยู่อย่างไร แล้วยังจะมีสระแก้ว กาญจนบุรี ตากอีกละที่ลักลอบขนมันกันเข้า ไม่มีมาตรการใด ๆ รองรับ ไม่มีการเข้มงวด ไม่มีการควบคุมเลยหรือครับ ทำอย่างไรให้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกมัน ผู้ปลูกข้าว ผู้ปลูก ข้าวโพดเขาจะลืมตาอ้าปากได้โดยที่รัฐบาลดูแลอย่างเต็มที่ การนำเข้ามันเท่าที่ผมรู้ หลายวันที่ผ่านมามีการนำเข้ามันสำปะหลังจากต่างประเทศมา ๖๐๐,๐๐๐ กว่าตัน แต่มีการ ส่งออก ๕๐๐,๐๐๐ ตัน แล้วที่เหลือละครับ ส่วนต่างอีกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ตัน มันคืออะไร ปล่อยให้มันล้นตลาด เราบอกว่าราคามันมันตกอย่างนั้นหรือครับ ท่านนายกรัฐมนตรีทราบ ไหมครับเรื่องนี้ ปัญหามันสำปะหลังชายแดน แล้ววันนี้การลักลอบนำเข้ามันสำปะหลังตาม แนวชายแดนท่านลองไปดูนะครับ ที่จังหวัดเลยก็เหมือนกันมีลานตาก ขนมันกันทั้งวันทั้งคืน มีฝุ่น PM2.5 อย่างที่ในรูปท่านดู ท่านบอกว่าให้เกษตรกรหยุดเผาไร่อ้อย ไร่มัน ไร่ข้าวโพด แต่ผู้ประกอบการสร้าง PM2.5 แล้วเป็นภาระของพี่น้องเกษตรกร ทำให้ระบบความเป็นอยู่ ของพี่น้องเกษตรกรไม่มีความสุขอย่างนี้หรือครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านต้องลงไปดู อย่างเร่งด่วนนะครับ ราคาพืชผลเกษตรกรโดยเฉพาะมันสำปะหลังไม่เคยตกต่ำขนาดนี้ ในทุกยุค ในทุกรัฐบาล วันนี้แป้งมันที่ส่งออกราคาไม่ตกครับอย่างในกราฟ ท่านประธานดู แต่ราคามันสำปะหลังของพี่น้องเกษตรกรที่ขายวันนี้ดิ่งลงทุกวัน ยังไม่รู้ว่าจะมีกราฟวันไหน ที่เกษตรกรจะเริ่มยิ้มได้ เป็นเกษตรกรที่น่าสงสารนะครับถ้ารัฐบาลไม่ดูแลเอาใจใส่แล้วก็ เหลียวแล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีท่านแพทองธาร ชินวัตร ผมยังไม่เห็นท่านมีมาตรการ ใด ๆ ออกมาให้กับพี่น้องเกษตรกรเลย
ต่อไปท่านประธานครับ อ้อย อ้อยก็เหมือนกันออกมาเรียกร้องกันทุกวัน ท่านให้เขาช่วยในการลดฝุ่น PM2.5 แต่วันนี้ยังไม่ได้รับค่าชดเชยตามที่ประกาศไว้เลย ต้นทุน การผลิตของพวกเขาก็สูง สูงอยู่แล้วก็สูงหนักไปอีก รับผิดชอบมากขึ้นไปอีก วันนี้ยังไม่มีการ ทำอะไรให้พี่น้องเกษตรกรได้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจแล้วก็ดูแลพวกเขาอย่างจริงจัง เรียกร้องกัน มาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วครับ มาจนถึงปีนี้ก็ยังไม่มีสัญญาณแล้วก็ไม่มีเสียงตอบรับจากรัฐบาลเลย ไม่มีเสียงตอบรับจากท่านนายกรัฐมนตรีเลยว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ปาล์มน้ำมันก็เช่นกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ปาล์มน้ำมันท่านดูนะครับ เส้นสีน้ำเงินเป็นปาล์มน้ำมันจาก ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเขาก็มีขึ้น ๆ ลง ๆ แนวโน้มก็ดี แต่ปาล์มน้ำมันของพี่น้องเกษตรกรไทย ลงแล้วไม่มีขึ้นเลย สมัยที่ท่านพลเอก ประวิตร อยู่พรรคพลังประชารัฐได้ไปดูแลปาล์ม ราคาไม่อย่างนี้ครับ พี่น้องเกษตรกรยิ้มแย้มแจ่มใสแต่ทำไมวันนี้ราคาปาล์มน้ำมันถูกลง ขนาดนี้ ส่วนต่างระหว่างน้ำมันพืชกับปาล์มน้ำมันของพี่น้องมันต่างกันเยอะเหลือเกิน ตรงนี้ ท่านต้องรีบเร่งช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ยางพาราครับ ท่านประธานครับ ยางพารา ก็เช่นเดียวกัน มีขึ้นมีลงแต่ว่าวันนี้แนวโน้มจะลง เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเร่งด่วน พี่น้องเกษตรกร ที่ปลูกยางพาราก็เยอะ มีการลักลอบนำเข้ายางพาราจากต่างประเทศมาก็เยอะ ถ้าเกิดขาด การเอาใจใส่ดูแลจากรัฐบาล จากท่านนายกรัฐมนตรีผมคิดว่าพี่น้องเกษตรกรเดือดร้อนไม่มี ที่สิ้นสุด ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องเกษตรกร เรื่องเกษตรกรรม ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ มันก็ลามไปสู่ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่บ้านเราเคยเจออยู่ปัจจุบันนี้ พืชผักไม่ว่าจะเป็น หอม กระเทียม ทุกอย่างท่านดูที่กราฟนะครับ ดิ่งลงพร้อมกันหมดพืชผักทุกชนิด มันเกิด อะไรขึ้นครับ มีใครทำอะไรหรือเปล่า ท่านนายกรัฐมนตรีทราบไหมครับว่าวันนี้พี่น้อง ประชาชนเดือดร้อน เกษตรกรผู้ปลูกพืชผลทางการเกษตรวันนี้ท่านดูครับกราฟ ไม่ว่าจะเป็น ขึ้นฉ่าย ผักชี ต้นหอม หอมหัวใหญ่ ทุกอย่าง กระหล่ำดอกราคาตกพร้อมกันหมด มันมี ข้อสังเกตนะครับท่านประธานว่าวันนี้มีใครทำอะไรกับพี่น้องเกษตรกรไหม ทำอย่างไรเราจะ แก้ไขเรื่องนี้ได้ จากราคาพืชผลเกษตรกรที่ตกต่ำในขณะนี้นะครับท่านมันก็พันถึงเศรษฐกิจ ที่อยู่ภายในประเทศ วันนี้ท่านประธานครับ นโยบายที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ได้ประกาศไว้หลายนโยบาย เช่น นโยบายคุณสู้เราช่วย วันนี้พี่น้องประชาชนสู้อย่างสุดฤทธิ์ แล้วครับ แต่ยังไม่เห็นรัฐบาลจะช่วยหรือจะซ้ำ นโยบาย SME ยอดขายดิ่ง ต้นทุนพุ่ง หนี้ท่วม โรงงานปิด วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีทราบไหมครับว่า SME ปิดไป ๑,๒๐๐ กว่าแห่งแล้ว แล้วก็ทยอยปิดอีกเดือนละเป็นร้อยแห่ง โรงงานที่ปิด คนตกงานนับหมื่น ๆ คน มีมาตรการ แก้ไขให้เขาหรือยัง จะทำอย่างไรครับกับ SME บ้านเรา ซึ่งมีการส่งเสริม สนับสนุน มาโดยตลอด แต่วันนี้ทำอะไรไม่ได้เลย ค่าครองชีพ ข้าวของแพง ก็เป็นเรื่องที่ตามกัน มาตลอด ซ้ำเติมกับประชาชนโดยที่ตั้งตัวแทบไม่ติดเลย นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทาง รัฐบาลเร่งทำ แจกเงินหมื่นดีนะครับ ผมไม่ใช่ว่าไม่ดีการแจกเงินหมื่น ๑๘๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่แจกไป ดีอยู่ ๒ วันครับท่านประธาน บ้านผม พ่อค้า แม่ค้าดีใจ ๒ วัน วันนี้เงียบกริบ วันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ ท่านลองไปดูตลาดร้านรวงว่ามีร้านค้าปิดตัวไป กี่แห่งแล้ว ไม่มีเงินหมุนเวียนในบ้านเราแล้วครับ เงินสดไปไหนหมด ไม่มีครับ ท่านต้องไปดู นี่มันคือเรื่องจริง มันคือชีวิตจริง อนาคตเศรษฐกิจบ้านเราจะเป็นอย่างไร ดิ่งต่ำแล้วก็น่ากลัว ท่านนายกรัฐมนตรีครับ วันนี้ท่านจะปล่อยให้เกษตรกรเขา พี่น้องประชาชนเขาต่อสู้ดิ้นรน ด้วยตัวเองหรือ โดยที่ท่านไม่คิดจะเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ท่านจะปล่อยให้เกษตรกรซึ่งเป็น ผู้มีพระคุณของประเทศนี้อยู่ไม่ได้จริง ๆ หรือ ผมกำลังจะบอกว่าเกษตรกรชาวนาชาวไร่ ผู้ปลูกข้าว ผู้ปลูกข้าวโพด ปลูกปาล์ม ปลูกอ้อย ปลูกถั่ว พืชผักทุกชนิดมีบุญคุณต่อประเทศนี้อย่างใหญ่หลวง ถ้าไม่มีพวกเขาเหล่านั้นเราก็ ไม่สามารถมายืนอยู่ตรงนี้ได้ นี่คือเรื่องจริงที่พวกเราต้องยอมรับ แต่ว่าขาดการเหลียวแล เอาใจใส่จากผู้นำรัฐบาลที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร ผมอยากให้ท่านกลับมาดูแลพี่น้องเกษตรกร อย่างเร่งด่วนและจริงจัง วันนี้ท่านประธานครับการท่องเที่ยวที่ท่านบอกว่า Boom ท่องเที่ยว เป็น Package จากต่างประเทศวันนี้เงินก็ไม่เข้าประเทศไทยอยู่แล้ว ซื้อ Package จาก ต่างประเทศเงินก็กลับไปสู่ต่างประเทศ การซื้อของออนไลน์จากต่างประเทศก็ไม่ได้เงิน เข้ามาในประเทศ จีดีพีที่ท่านบอกว่าวันนี้โตเท่าโน้นเท่านี้ วันนี้สภาพัฒน์บอกมาแล้วว่า ๒.๘ เป็นอันดับ ๘ ของอาเซียน ชนะพม่าที่เดียว จะเร่งกู้อย่างไร แล้วที่ท่านบอกประกาศ มาว่า ๓.๘ ท่านเอามาจากไหนอีก ๑ จุด ๖๙ จะเป็น ๔ มันจะเป็นไปได้ไหมครับ วันนี้ World Bank IMF ออกมาบอกประเทศไทยว่าวิกฤติเศรษฐกิจในเมืองไทยเกิดขึ้นแน่ ท่านนายกรัฐมนตรีเตรียมตัวหรือยัง Entertainment Complex ที่ท่านรีบนักรีบหนา ประชุมกันแล้วประชุมกันอีก เพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่ก็ได้ออกมาบอกแล้วว่ามันไม่มีผลดี ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ก็ได้ออกมาพูด ได้ให้ข้อคิดไว้ว่าถ้าทำมันจะมีผลร้ายอย่างไรกับประเทศเรา ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพี่น้องประชาชน อยากจะบอกท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยว่าวันนี้ประเทศไทยจะไปไม่รอดถ้าท่าน มีนโยบายแบบนี้ ไม่ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างจริงจังแล้วก็จริงใจอย่างที่ท่านเคยประกาศไว้ ผมในฐานะฝ่ายค้านพรรคพลังประชารัฐ จึงไม่อาจไว้วางใจให้ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร บริหารราชการแผ่นดินต่อ วันนี้ต้องขอบพระคุณท่านประธานสภาแล้วก็สมาชิก ทุกท่านที่ได้ร่วมกันอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี วันนี้ต้องขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม เวชยชัย จะขอชี้แจงเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จริง ๆ ผมถูกพาดพิงหลายเรื่อง แต่เพื่อไม่ให้มีการเสียเวลาท่านอื่นก็เดี๋ยวขอตอบเรื่องอุยกูร์เรื่องเดียวในวันนี้ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่พาดพิงผมจะถือโอกาสตอบในวันพรุ่งนี้ ผมได้ฟังท่านกัณวีร์พูดถึงการจัดส่งอุยกูร์ไปยัง ประเทศจีน แล้วก็กล่าวหารัฐบาลสารพัดว่ารัฐบาลเล่นละครอย่างโน้นอย่างนี้ ผมขอยืมใช้ คำพูดของท่านอดีตรองนายกรัฐมนตรีเหมือนกันว่าท่านเป็นนักโกหกตัวยง ผมจะมีเรื่องมา หักล้างท่าน ท่านอย่าคิดว่าผมมากล่าวเลื่อนลอย ผมจะเล่าเรื่องให้ฟังก่อน แล้วว่าสิ่งที่ท่าน พูดก็เข้าใจได้ว่าท่านไร้ประสบการณ์ไม่เคยบริหารประเทศ เพราะฉะนั้นจึงพยายามจะพูด อะไรหลาย ๆ เรื่องเพื่อให้ต้องมาแสดงออกโดยไม่คำนึงถึงว่าผลประโยชน์ของประเทศ และความมั่นคงของชาติจะต้องใช้ความระมัดระวังอะไร ใช้แต่จินตนาการพูดแล้วเหมือน ไม่รักประเทศ แล้วก็จินตนาการต่อไปเรื่อยโดยนำสิ่งเหล่านี้มาวิจารณ์คนอื่นว่าเป็นนักต้มตุ๋น ว่าเป็นนักแสดง จริง ๆ ทั้งหมดถ้าท่านชี้นิ้วมาที่ผมทั้งหมดนี่มันกลับไปที่ท่าน เดี๋ยวผม จะยกตัวอย่างให้รู้ว่าแต่ละเรื่องที่ท่านโกหกมีอะไรบ้าง ผมอยากจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับชาวอุยกูร์ ปัญหาเรื่องชาวอุยกูร์เป็นปัญหาที่ตกค้างมานานมาก จริง ๆ ชาวอุยกูร์ที่เขาเข้ามา เขาผิดเรื่องการเข้าประเทศผิดกฎหมาย โทษเขาอย่างสูงก็ ๒ ปี แต่รัฐบาลไทยที่ผ่าน ๆ มา ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงได้ขังเขามาถึง ๑๑ ปี ซึ่งการขังเขาถึง ๑๑ ปีนี้ก็เป็นเรื่องที่ ผิดหลักมนุษยธรรม แต่ปัญหาของประเทศไทยคือเราอยู่บนทาง ๒ แพร่ง ซึ่งล้วนแต่มีคน วิพากษ์วิจารณ์ทั้งสิ้น รัฐบาลที่ผ่านมาจึงไม่กล้าตัดสินใจโดยแท้ แต่รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาล ที่อาสาเข้ามาแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นหลายเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ผมไป ดำเนินการท่านบอกเลยว่าแก้ได้ให้รีบแก้ หาทางออกให้ได้ อย่าปล่อยให้รัฐบาลนี้ต้องเผชิญ กับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาแล้วไม่ได้ทำอะไร อุยกูร์เป็นอีก ๑ เรื่อง อีกหลาย ๆ เรื่องที่ผมจะมา คุยทีหลัง อุยกูร์เป็นเรื่องที่เราต้องจัดการให้เพราะเรามีกฎหมายทรมาน อุ้มหาย เพราะฉะนั้น การที่เราขังเขาเกินจากโทษที่เขาควรจะได้รับ โทษจริง ๆ ๒ ปีเท่านั้น สารภาพแล้วอาจจะ เหลือปีหนึ่งหรือเหลือครึ่งปี แต่เราเอาเขามา ๑๑ ปี ผมเศร้าใจนะ ผมได้ยินบางคนพูดบอกว่า ทำไมไม่เก็บเขาไว้ในคุกแล้วเอาไปต่อรองกับอเมริกา เป็นคำพูดที่ไม่เห็นความเป็นมนุษย์ ของคนเลย เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่อยู่ในพรรคของพวกท่านนั่นละ แต่ว่าอาจจะไม่มีสิทธิ ต่อไปแล้ว ท่านอย่ามองคนอื่นเป็นสินค้า ท่านต้องมองให้เห็นความเป็นมนุษย์ของเขาอย่าง จริง ๆ ไม่ใช่ปากพูดมนุษย์ แต่วิธีการปฏิบัติไปได้เรื่อย ๆ ไม่เคยคำนึงถึงอะไร เรื่องชาวอุยกูร์ เรามีทางเลือกอยู่ ๓ ทาง ทางแรกคือขังเขาต่อไปซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ควรจะต้องหาทาง ออกให้เขา การขังเขาแม้ว่าเราจะปฏิบัติดีอย่างไรก็ตาม เราเองเราไปหาที่ทางให้ดี เจ้าหน้าที่ เราดูแลเขาอย่างดี ให้โอกาสเขาได้ปฏิบัติหน้าที่อะไรหลาย ๆ อย่าง อย่างที่เขาควรจะกระทำ แต่มันก็ทรมานครับ คนเราอยู่ในคุก อยู่ในกรงขัง ห่างจากบ้านเมืองมา ท่านไม่เคยอยู่ใน สภาพนี้เพราะฉะนั้นท่านไม่รู้หรอกครับว่าความทุกข์ของคนที่เขาเผชิญกับความจริง เป็นอย่างไร ท่านได้แต่นั่งจินตนาการคิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อย หนทางที่ ๒ คือส่งไปประเทศ ที่สาม ผมถามท่านถ้าชาวอุยกูร์เป็นเรื่องความสำคัญด้านสิทธิมนุษชนจริง ๆ ทำไมไม่มีใครขอ เขากลับไปครับ ทำไมไม่มีใครให้สิทธิผู้ลี้ภัยกับเขา แม้กระทั่งองค์การระหว่างประเทศก็ยัง ไม่เห็นใยดีเลย ถ้าให้สถานะเป็นผู้ลี้ภัยรัฐบาลไทยก็จะจัดการได้ง่ายขึ้น มีแต่คนพูดนะครับ เหมือนพวกเรานี่ละมีแต่คนพูดไม่เคยดูว่าความเป็นจริงจะทำได้อย่างไร บอกว่ายินดีจะพูด จะรับ แต่จดหมายที่เป็นทางการอย่างที่พึงกระทำไม่เคยมี เพราะฉะนั้นเรื่องการไปประเทศ ที่สามเป็นเรื่องความเพ้อฝันของพวกท่าน เป็นเรื่องความเพ้อฝันของคนอีกหลาย ๆ คน ส่วนที่ ๓ เป็นเรื่องที่ต้องส่งเขาไปให้กับประเทศเจ้าของ ท่านบอกว่าเขาไม่ใช่ชาวจีน มีบางคนที่ท่านมีหลักฐานว่าเขาเป็นชาวตุรกี ท่านโกหก ผมมีหลักฐานทั้งหมดว่า ๔๐ คน เป็นคนจีน ท่านบอกว่า ๔๐ คนนี้เป็นคนที่ถือสัญชาติตุรกีอันนี้ก็โกหก ท่านบอกว่าท่าน ไม่สบายใจ ถูกเขาบังคับเล่นละครชุดใหม่ว่าพวกนี้เขาต้องการบังคับลาออกโดยกระทั่ง หยิบเอาจดหมายที่ปลอมมาขึ้นพูด ผมมีหลักฐานแน่นอนว่า ๔๐ คนนี้สมัครใจ ท่านอยากเจอ อยากทราบไม่มีปัญหาพบกันได้ เอาหลักฐานมาเปิดให้ดูต่อหน้าสื่อมวลชน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ พวกเราไม่เคยสบายใจ ผมจะเรียนให้ท่านทราบ เอกอัครราชทูตของประเทศต่าง ๆ มาเจอผม เขาห่วงใย แต่พอหลังจากที่ผมชี้แจงเรื่องราวทั้งหมดให้เขา เขาก็เข้าใจถึงแม้ว่าเขาจะอยาก หรือไม่อยากอย่างไรก็ตาม เขามีวุฒิภาวะครับ เขาเป็นตัวแทนรัฐบาล เขารู้ว่าแม้ว่า เขาจะชอบใจหรือไม่ชอบใจอะไร อย่างไรก็ตาม แต่เขายืนอยู่กับความเป็นจริง ยืนอยู่กับ ความข้อเท็จจริง ไม่ใช่ยืนอยู่กับจินตนาการฝันไปเรื่อย พูดไปเรื่อย คิดไปเรื่อย แล้วก็ชี้นิ้วใส่คนอื่นว่ามีปัญหา จริง ๆ ต้องหันกลับไปดูตัวเองให้มาก ๆ นะครับว่าคนมีปัญหาคือใคร ผมจะเรียนให้ท่าน ทราบว่า ผมอยู่ที่เมืองจีนเราตกลงกัน ท่านรู้อยู่แล้วผมไม่อยากพูดเยอะว่าเรารู้ว่าการส่งกลับ เมืองจีนในแง่สิทธิมนุษยชนมีคนเป็นห่วง เพราะข้อกฎหมายเราบอกไว้ว่า ถ้าส่งเข้าไปแล้วรู้ ว่าเขาจะทุกข์ทรมานเราไม่สมควรส่ง นั่นจึงเป็นที่มาของการที่เราดำเนินการหลาย ๆ เรื่อง การที่เราขอให้จีนออกจดหมายรับรองอย่างเป็นทางการของรัฐบาล ก็คือ Diplomatic Note ท่านคงไม่ได้จบการต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ท่านไม่รู้หรอกว่าในวงการทูต Diplomatic Note มันคือสาระสำคัญที่เป็นจดหมายสำคัญของประเทศ และถ้าประเทศ อย่างประเทศจีนซึ่งเป็นหนึ่งในสหประชาชาติ เป็นรัฐมนตรีความมั่นคงประจำ เขายืนยันพูด เขาส่งหลักฐานอย่างนี้มาให้ ถ้าท่านไม่รับท่านก็อย่ามีความสัมพันธ์กับเขาเลย ถ้าท่านคิดว่า ประเทศที่ท่านมีความสัมพันธ์ด้วยเป็นมหาอำนาจ พูดโดยเอาหนังสือยืนยันว่าตัวเองยืนยันว่า จะไม่ทำร้ายเขาแล้วไม่ยอมรับท่านจะมีความสัมพันธ์กับเขาไปทำไม ผมอยากเรียนท่าน นะครับว่านอกจากที่เราพยายามขอให้เขาดำเนินการเขายังดำเนินการอีกหลาย ๆ อย่าง แล้วแม้กระทั่งท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศเรา ท่านจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม แต่คนไทยทั้งประเทศเขายอมรับ เขาไปในนามของประเทศ ไปคุยกับผู้นำจีน ไปเยี่ยมจีน ผู้นำระดับสูงของเขาหลายคนได้พูดกับท่านนายกรัฐมนตรีว่าเรื่องนี้เขาอยากแก้ไขปัญหา และเขารับประกันไม่ต้องกังวลว่าเขาจะทำอย่างดีที่สุด ไม่ให้เกิดภยันอันตราย ไม่ไปจับเขา เข้าคุกเข้าตาราง ท่านฟังอย่างนี้ท่านคิดว่าในฐานะท่านเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วไปคุยกับผู้นำ ระดับสูงของประเทศที่เป็นมหาอำนาจหนึ่ง และยืนยันกับท่านแบบนี้ท่านจะเชื่อฟังได้ไหม แต่ผมว่าท่านไม่รู้หรอกเพราะท่านไม่เคยเป็นรัฐบาล เคยเป็นแต่ฝ่ายค้านแล้วก็พูดแต่เรื่อง วิจารณ์เอาจินตนาการมาด่าคนอื่น อยากเรียนท่านอย่างนี้ครับ เราวางระบบกลไกไว้ ๕ ประการ ประกอบด้วย ข้อ ๑ การตกลงใจของเราอยู่บนพื้นฐานของการมีอำนาจอธิปไตย ของไทย ข้อ ๒ เป็นไปตามกรอบกฎหมายภายในประเทศ ข้อ ๓ คำนึงถึงผลประโยชน์ ของไทยในกรอบของมิติความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ และความมั่นคงแห่งชาติ ข้อ ๔ เป็นไปตามหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะหลักการที่จะไม่ส่งคนไปอย่างที่อันตราย หรือ Non-Refoulement รวมทั้งพันธกรณีของไทยตามหลักการที่จะไม่ส่งคนไปเผชิญ กับการทรมานหรือที่จะถูกทำให้สูญหาย ข้อ ๕ เป็นการพิจารณาโดยหน่วยราชการที่ เกี่ยวข้องด้วยความรอบคอบ ท่านไม่เคยคิดจะเข้าใจสิ่งที่เป็นความตั้งใจของรัฐบาล ท่านไม่เคยคิดจะเข้าใจความคิดความต้องการของคนอื่น ท่านคิดแต่ตัวเอง หมกมุ่นอยู่กับ ตัวเอง สนใจแต่เรื่องตัวเอง
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ประท้วงครับท่านประธาน ข้อ ๖๙ ครับ ผม นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร จังหวัดนนทบุรีครับ
ท่านนนท์ ประท้วงอะไรครับ
พอดีผมฟังท่านรัฐมนตรีชี้แจง ท่านกัณวีร์นะครับ ท่านได้ใช้กริยาพูดจาเสียดสี บอกว่าท่านไม่ได้จบต่างประเทศบ้าง ท่านเป็นฝ่ายค้านบ้าง ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีชี้แจงให้อยู่ในเนื้อหานะครับ แล้วก็เป็น ประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ไม่ใช่เสียดสีแล้วก็ต่อว่าอย่างนี้ครับ ขอบคุณครับ
ผมพูดข้อเท็จจริง
ให้ผมวินิจฉัยสักนิดหนึ่งครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีอย่างนี้นะครับ เมื่อสักครู่นี้ด้านล่าง ก็อภิปรายด้วยความหนักหน่วงด้วยการเสียดสีบางครั้งเช่นเดียวกัน ข้างบนก็อาจจะมีการ เสียดสีบ้าง แต่ว่าอย่างไรก็ดีครับ ก็ขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีนะครับว่าเราเป็นผู้ใหญ่ ก็ชี้แจงด้วยความสุขุมรอบคอบนะครับ เชิญต่อครับ ท่านรัฐมนตรีครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมว่าผมใช้ความสุขุมรอบคอบมาก ที่สุดแล้ว ผมไม่เคยใช้คำว่า กีกี้ ไปว่าสตรีเหมือนกับที่ผู้นำฝ่ายค้านพูด ตัวแทนฝ่ายค้านพูด ซึ่งเป็นคำที่ หยาบคาย หยาบโลนสกปรกที่สุดเรายังไม่พูดเลย แต่ว่าไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมจะพยายามคุย เพื่อไม่ให้กระบวนการคัดค้านต่าง ๆ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ ผมเชื่อว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีน่าจะเข้าใจผิดนะครับ
ท่านณัฐพงษ์ครับ อย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้เอ่ยถึงท่านจริงนะครับ แต่ว่าท่านก็เอ่ยผิดท่านก็ได้ขอโทษแล้ว แล้วก็ได้เปลี่ยนเป็นท่านอื่นแล้ว ก็ไม่ได้หมายถึงท่าน นะครับ
พูดได้ ไหมครับ ในเมื่อท่านพูดผิดผมก็เชื่อว่าท่านควรจะต้องถอน ไม่อย่างนั้นมันจะอยู่ในบันทึกของ สภานะครับ
ผมไม่ได้หมายถึงผู้นำฝ่ายค้านครับ ผมหมายถึงฝ่ายค้านบางคน
เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดว่าผู้นำฝ่ายค้านครับ อยากจะให้ท่านถอนครับ
ก็ถอนครับ ถอนว่าไม่ใช่ผู้นำฝ่ายค้าน หมายถึงฝ่ายค้านบางคนที่พูด ท่านโอเคแล้วนะครับ อย่าให้เสียเวลาเลยเราจะได้คุยกันเรื่องที่เป็นสาระจริง ๆ
ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ
ท่านปกรณ์วุฒิ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธาน ผม ปกรณ์วุฒิ ประธานวิปฝ่ายค้านครับ ผมขอประท้วงท่านรัฐมนตรี ข้อ ๖๙ เสียดสีแล้วก็ใส่ ร้ายป้ายสีนะครับ เข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีคงพูดถึงท่านวิโรจน์นะครับ รบกวนท่านรัฐมนตรี จบจากนี้ไปเปิด
ท่านครับ เดี๋ยวไม่จบครับ ท่านครับ ผมไม่อนุญาตครับ เชิญนั่งครับ ขอความกรุณาเถอะครับ กำลังไปได้ดีครับ เมื่อสักครู่นี้ผมได้เตือนท่านรัฐมนตรีแล้ว ขอความกรุณาเถอะครับจะได้ เดินหน้าต่อ เชิญนั่งเถอะครับ มีอะไรครับ ท่านชุติพงศ์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ชุติพงศ์ พรรคประชาชน ขอประท้วงข้อ ๙ ท่านประธานครับ ผมต้องเรียนกับท่านประธาน จริง ๆ ด้วยความเคารพ ผมก็เห็นท่านประธานวินิจฉัยและทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ท่านประธานวิปกำลังประท้วงและกำลังอธิบาย ผมต้องขออนุญาตจริง ๆ ว่าให้ท่านวางตัว เป็นกลาง และให้ท่านประธานวิปได้อธิบายเรื่องความหมายที่ผิดเพี้ยนจนจบ แล้วท่าน ประธานก็วินิจฉัยได้หรือไม่ครับ เพราะว่าที่ผ่านมาท่านทำหน้าที่ได้ดีผมเองก็ชื่นชม แต่ว่า อยากให้ท่านเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ชี้แจงและพูดอย่างเต็มที่บ้างครับ
ผมได้ใช้เวลาในการที่จะขอความกรุณาทางท่านรัฐมนตรีแล้ว ก็ถือว่าพอสมควรนะครับ คุณปกรณ์วุฒิ ครับ
ขออนุญาต ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่หลังจากที่ท่านประธานได้พูดกับท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรี ได้กล่าวหาและกล่าวหาด้วยความหมายที่ผิดเพี้ยนจากที่ท่านวิโรจน์พูดนะครับ ผมจะอธิบาย ความเพราะข้อหาที่ท่านรัฐมนตรีพูดมันรุนแรงมากจริง ๆ ท่านรัฐมนตรีกล่าวหาว่าท่าน วิโรจน์ใช้คำหยาบโลนในการเหยียดเพศ ซึ่งมันไม่ใช่เลยนะครับ ถ้าท่านไปเปิด Social ดู ท่านจะเข้าใจความหมายคำว่า กีกี้ ที่ท่านวิโรจน์พูดนะครับ
แล้วท่านต้องการอย่างไรครับ
ให้ถอนครับ
ถอนคำว่าอะไร
ท่านกล่าวหาเขาว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านใช้คำหยาบโลนในการว่าท่านนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานขา ประท้วง
เดี๋ยวทีละคนครับ
ประท้วงผู้ประท้วงค่ะ
ท่านนุชนาถสักครู่ครับ ท่านจะให้ถอนคำว่า กีกี้ หรือครับ ผมก็แปลกใจว่าท่านจะให้ถอนกีกี้ ก็จะต้องถอนกันตั้งแต่เช้า
ท่านกล่าวหาว่า ใช้คำหยาบโลนในการด้อยค่าท่านนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานขา ประท้วง ผู้ประท้วงค่ะ
ท่านนุชนาถนั่งก่อนครับ สักครู่ครับ ท่านรัฐมนตรีกำลังจะตอบ ท่านนั่งก่อนครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ขอความกรุณาเถอะครับ เพื่อให้การประชุมเดินหน้าต่อไปได้
ผมจะยุติ ผมไม่อยากมานั่งเถียงเรื่องพวกนี้เพราะว่าสาระเรื่องอุยกูร์ เป็นเรื่องที่สำคัญที่ผมอยากจะพิสูจน์ให้เห็นว่าฝ่ายค้านใช้แต่จินตนาการแล้วก็กล่าวหาผู้อื่น เรื่องกีกี้คุณวิโรจน์พูดจริง แล้วก็คิดว่าหยาบหรือไม่หยาบให้พี่น้องประชาชนไปเปิด Google ดู ว่าคำศัพท์คำนี้มันหมายถึงอะไร แล้วมันสมควรจะบอกว่าหยาบโลนหรือเปล่า พอได้ยินปั๊บ ผมไม่เข้าใจผมก็ไปเปิด Google ดู คำมันก็อธิบายชัดเจน ผมว่าทุกคนไปเปิดดูได้ ให้พี่น้อง ประชาชนที่บ้านเปิดดูเลยครับ เอาอย่างนี้ครับผมถอนคำนี้ให้ แต่ว่าผมอยากให้พี่น้อง ประชาชนไปดูว่าสิ่งที่ผมพูดจริง หรือสิ่งที่พรรคฝ่ายค้านตื่นตระหนกกันไปหมดแล้วขอให้ ผมถอน ผมถอนเพื่อให้ที่ประชุมสงบแล้วคุยกันต่อ แต่อยากให้พี่น้องประชาชนไปเปิด Google ดูครับ คำว่า กีกี้ แปลว่าอะไรครับ ผมตกใจเลยที่ผมรู้สึกว่าคุณใช้คำพูดพวกนี้ พูดกับนายกรัฐมนตรีได้หรือ ไปเปิดดูครับ
ท่านประธานครับ
กรุณาอยู่ในความสงบนะครับ ท่านรัฐมนตรีได้ถอนคำว่า หยาบโลน ไปแล้วนะครับ ก็ถือว่า จบนะครับ เดี๋ยวผมจะอนุญาตให้ท่านรัฐมนตรีได้อภิปรายต่อ ส่วนคำว่า กีกี้ นี้จะหมายความ ว่าอย่างไรก็สุดแท้แต่นะครับ ฝ่ายหนึ่งอาจจะหมายความอย่างหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะ หมายความอย่างหนึ่งก็ไปตีความกันเอา เอาเป็นว่าจบประเด็นนี้นะครับให้ท่านรัฐมนตรีชี้แจง เพราะว่าเดี๋ยวจะตีห้าครึ่งแน่ ๆ ครับแบบนี้ ขอความกรุณาเถอะครับ พอแล้วครับ เชิญท่าน รัฐมนตรีครับ
ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ นี้ผมขอใช้สิทธิประท้วงครับท่านประธาน
เชิญท่านเอกราชครับ
ท่านประธานครับ ผม เอกราช ครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีถอนก็จริง แต่ท่านรัฐมนตรีก็เหลี่ยมนะครับ โดยการ เสริมขยายความหมายตีความผิดให้ประชาชนเข้าใจผิด
ท่านเอกราชครับ อย่างที่ผมบอกละครับว่าต่างคนก็ต่างตีความไปคนละแบบ ก็สุดแท้แต่ พี่น้องประชาชนเขาฟังครับ ไม่เป็นไรครับท่านถอนไปแล้ว ถอนก็คือถอนครับ จะถอน แบบไหนก็แล้วแต่ ท่านบอกท่านรัฐมนตรีถอนแบบเหลี่ยม ท่านไม่เห็นเหลี่ยมเลยครับ ท่านกลมครับ พอเถอะครับ เดินหน้าต่อครับ ท่านนุชนารถพอก่อนครับ ท่านรัฐมนตรี เชิญครับ
ขอบพระคุณครับ ผมถอนนะครับคำว่า กีกี้ พอผมฟังตั้งแต่ ๔ กับ ๘ แล้วผมไม่เข้าใจผมก็ไปเปิดดูแล้วผมว่ามันหยาบจริง ๆ แต่ว่าไม่เป็นไรครับ ให้ประชาชน ตัดสิน
ท่านประธานครับ
ผมจะได้เดินหน้าครับ อย่าเสียเวลาเลยครับ จะได้พิสูจน์กันว่าเรื่อง อุยกูร์เป็นอย่างไร อย่าตื่นตระหนกครับ ผมมีข้อเท็จจริงที่พร้อมจะพิสูจน์ ฝ่ายค้านนิ่ง ๆ หน่อย
ท่านประธานครับ ขอใช้สิทธิประท้วงครับ ข้อ ๙ ครับ ท่านประธานต้องควบคุมการประชุมนะครับ ท่านรัฐมนตรีไม่จบ
ผมกำลังควบคุมอยู่ครับ พอเถอะครับประเด็นนี้ แล้วผมก็บอกท่านรัฐมนตรีแล้วว่าพอ ในประเด็นนี้ ไปเรื่องอุยกูร์กันต่อครับ
พอครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ พอครับ จะได้เดินต่อ
ท่านวิโรจน์ครับ เดี๋ยวก่อนครับ
ถ้าอย่างนั้นอย่างนี้ดีไหมครับท่านประธานครับ เอา Google มาเปิด เลยก็ได้ว่า ในเมื่อจะจบแล้วท่านไม่ยอมจบ
ท่านรัฐมนตรีครับผมวินิจฉัยแล้ว ท่านสมาชิกครับผมวินิจฉัยแล้ว ท่านพาดพิงเอาไว้ใช้สิทธิ พาดพิงทีหลังครับ ผมขอให้จบประเด็นอุยกูร์ก่อนครับ ท่านสมาชิกครับ ทุกท่านนั่งลงครับ ทุกท่านนั่งลงครับ ทุกท่านนั่งลงครับ ทุกท่านนั่งลงครับ ผมขอความกรุณาครับ ท่านรัฐมนตรี สักครู่นะครับ ท่านสมาชิกครับ วันนี้เราใช้เวลากันไปทั้งสิ้นทางฝ่ายรัฐบาลรวมกับ คณะรัฐมนตรีได้จัดสรรเวลามา ๓ ชั่วโมงครึ่ง ในขณะที่ฝ่ายค้านได้ ๑๗ ชั่วโมง แล้วฝ่าย ประธานได้ ๑ ชั่วโมง วันนี้คณะรัฐมนตรีรวมทั้งรัฐบาลใช้เวลาไป ๑ ชั่วโมง ๒๑ นาทีก่อนที่ ท่านภูมิธรรมจะขึ้น เช่นเดียวกันกับฝ่ายค้านใช้เวลาไป ๙ ชั่วโมง ๑๑ นาที ท่านทราบไหม ครับเราเสียเวลาท่านทราบไหมครับ เราเสียเวลาประท้วงไปเท่าไร ฝ่ายรัฐบาลใช้เวลา ประท้วงไป ๓๐ กว่านาทีครับ ในขณะที่ฝ่ายค้านใช้เวลาประท้วงไป ๓๐ กว่านาที เกือบ ๔๐ นาทีเช่นเดียวกัน ท่านประท้วงมาก คนที่ทำหน้าที่เป็นประธานก็ใช้เวลาในการวินิจฉัยมาก พวกผมได้รับเวลาในการจัดสรร ๑ ชั่วโมง ท่านทราบไหมครับผมเหลือเวลากี่นาที ผมเหลือ ๓ นาทีครับ และท่านทราบไหม ครับว่าการประท้วงของพวกท่านพี่น้องประชาชนเขาไม่ต้องการครับ เขาอยากจะเห็น การถาม การอภิปรายในญัตติ แล้วอยากจะเห็นรัฐมนตรีและท่านนายกรัฐมนตรีตอบ เวลา ฝ่ายละ ๓๐ ๔๐ นาที ท่านได้เวลาเพิ่มอีก ๑ คน อภิปรายด้วยเนื้อหาสาระ เช่นเดียวกัน ทางฝ่ายรัฐบาล คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีก็ได้อภิปรายในเนื้อหาสาระ ซึ่งทั้งหมด ทั้งสิ้นพี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตละครับ เรื่องที่ไม่เป็น สาระ เรื่องที่ไร้สาระ อย่าให้รกสภาเลยครับ อย่าสร้างความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชน มากไปกว่านี้เอาเนื้อหาสาระ ผมขอความกรุณาทุกท่านจริง ๆ ครับ เชิญท่านรัฐมนตรีต่อครับ
ขอบพระคุณท่านประธานสภาที่เคารพ ผมจะดำเนินการต่อนะครับ เอาเนื้อ ๆเพื่อจะได้ไม่เสียเวลาสภา ผมได้กราบเรียนว่าเราที่เป็นรัฐบาล เราคำนึงถึง ๕ ข้อ ซึ่งเป็นหลักใหญ่แล้วก็เป็นกฎหมายที่ทั่วโลกเขายอมรับ แล้วเราดำเนินการทุกอย่างเป็นไป ตามหลักนี้ทุกอย่างเช่นกัน เราใช้เวลาในการที่จะ Clear กับทุก ๆ ส่วนที่เป็นตัวแทนของแต่ ละประเทศเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ผมคุยกับประเทศต่าง ๆ ที่มาพบ ทุกคนสนใจเรื่อง อุยกูร์หมด ไม่ว่าจะเป็นประเทศทางยุโรป ประเทศทางเอเชีย สิ่งที่ผมบอกให้เขาฟังว่า เราไม่เคยเลือกข้างอย่างที่ท่านเข้าใจนะครับ ที่เมื่อสักครู่ท่านบอกว่าเราเลือกข้าง เรารู้ดีครับ เราเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่มีศักดิ์ศรีในตัวเอง คนที่เป็นประเทศใหญ่มหาอำนาจเขามีความ ขัดแย้งกันตามภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน เราไม่อาจจะไปเลือกข้างใครได้ครับ เรามีแต่พยายาม จะให้มหาอำนาจทั้งหลายอดทนอดกลั้นแล้วก็แก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และการเจรจาไม่ว่า จะเป็นเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นในโลกก็ตาม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เลือกข้าง เรากำลังเลือก ประเทศไทย ไม่ได้เลือกข้างเลือกประเทศไทย เลือกให้ประเทศไทยอยู่รอด เลือกให้ประเทศไทย สามารถเดินต่อไปได้ ไม่ต้องคอยคำนึงถึงเรื่องที่ตกค้างไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ผมไม่ได้ ตัดสินใจคนเดียวครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ไปช่วยกันพิจารณาดู ผมประชุม สภาความมั่นคง วันที่ประชุมประกอบไปด้วยรัฐมนตรี ๙ กระทรวง มีหมดทั้งท่านอนุทิน ทั้งผม ทั้งท่านสุริยะ รัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรียุติธรรม มีหมด เลขา สมช. ด้วย ผู้แทน กองทัพบกด้วย ผู้แทนกรมตำรวจด้วย ท่านผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาด้วย ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย เราไม่ได้ใช้เวลาแป๊บเดียวครับ เราใช้เวลาคิด คุย ไปหารือ ไปหาข้อกฎหมายทั้งหมด แต่เพื่อแก้ไขปัญหาให้ประเทศชาติหลุดพ้นจากความขัดแย้งเหล่านี้ แล้วก็เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการแก้ไขปัญหานี้ ท่านทราบไหมครับ Social Media ทั้งหมดท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญ Social Media ท่านไปดูสิครับ ประชาชนส่วนใหญ่เขาเห็นด้วย กับการตัดสินใจอันนี้ เพราะเขารู้ว่ามันไม่ใช่ภารกิจที่ประเทศไทยควรต้องแบก แล้วก็คิดว่า การตัดสินใจอันนี้เป็นการตัดสินใจที่กล้าที่จะเอาประเทศไทยให้ออกจากวิกฤติ ข้างนอก ไม่มีวิกฤติมากหรอกครับ ในทางเป็นจริงท่านอาจจะไม่รู้เพราะท่านสนใจฟังแต่ข่าวที่ ท่านชอบ ท่านเข้าใจ ไม่มีปัญหาอย่างนั้นครับทั้งหมดที่เราเดิน แล้วสิ่งที่ผมจะเรียนว่า ท่านกัณวีร์ ท่านโกหกหลายเรื่อง ผมตัดสินใจเดินทางไปมณฑลซินเจียง อุยกูร์ ที่ผ่านมา ผมอายุ ๗๒ ปีแล้วครับ ไปยากลำบากมาก นั่งรถไปตามทาง ๒ ข้างเหมือนกับทะเลทราย บ้านแต่ละบ้านอยู่ห่างกัน ๒๕๐-๓๐๐ กิโลเมตร ผมก็ไปเพื่อต้องการพิสูจน์ให้เห็นด้วยตา ผมไม่อยากจินตนาการครับ ผมอยากไปดู จริง ๆ ว่ามันเป็นอย่างไร แล้วความจริงที่ผมได้พบ ได้ประสบ ผมไม่ได้ไปคนเดียวนะครับ ผมมีตัวแทนของผู้บังคับบัญชาระดับสูงในประเทศไปหลายคน และที่สำคัญผมเอาสื่อไปด้วย ใครจะมาบอกว่าสื่อเหล่านี้ถูกครอบงำโดยรัฐบาลผมว่าท่านกล่าวหาเขาจนเกินไป ไม่ว่าใครก็ตามที่กล่าวหา ผมมีตัวแทนของเนชั่นทีวี ซึ่งในนักผู้สนใจการเมืองรู้ดีว่าเนชั่น เป็นแบบไหน ผมมีตัวแทนของช่อง ๓ ไป ซึ่งอาจจะไม่ใช่ผู้สื่อข่าวบางส่วน แต่ว่าตัวแทนของ ช่อง ๓ ผมเห็นคุณสรยุทธเขาบอกว่าเขาเชื่อมั่นในจรรยาบรรณของวิชาชีพคนของเขาจะทำ หน้าที่ได้ดี ไม่เหมือนกับใครหลาย ๆ คนถ้าที่ไม่เหมือนตัวเองแล้วก็ไม่รับ ผมมีตัวแทน ช่อง ๗ ไป มีตัวแทน Thai PBS ไป มีตัวแทนหนังสือพิมพ์เครือไทยรัฐไป มีตัวแทนหนังสือพิมพ์ เครือมติชนไป ท่านว่าพอไหมครับ พอที่จะไปพิสูจน์ความจริงไหมครับ แล้วท่านมาโวยวาย เรื่องที่เขาเบลอหน้า ผู้สื่อข่าวเขาไม่ได้เห็นตอนเบลอหน้านะครับ เขาเห็นตัวจริงนะครับ เบลอหน้าเขามาทำ ท่านรู้ไหมครับเขาตอบว่าอย่างไร เขาบอกว่าเขาผ่านพ้นชีวิตที่ลำบาก มามากแล้ว เขาพ้นกลับมาเจอพี่น้องเขา เขาอยากเลือกอนาคตเขา และอยากอยู่กับ ความสงบ การที่เขามาคุยกับเราก็มากแล้ว ท่านจะให้เขาเปิดหน้ามาแล้วให้พวกท่านวิจารณ์ ว่าเป็นตัวละคร เป็นตัวเอกอย่างนั้นหรือครับ เขาบอกเขาไม่ต้องการแล้วจริง ๆ เขาอยากอยู่ กับชีวิตง่าย ๆ สงบ แล้วเขาบอกเขาอยากเลือกอนาคตเขาเอง ไม่ใช่ให้คนอย่างหลาย ๆ คน ไปเที่ยวกำหนดอนาคต คิดแทนเขาว่าเขาลำบาก คุณไปเจอหน้าจริง ๆ สิ ไม่ต้องถามผม คุณถามผู้สื่อข่าวทั้งหมดไป ถ้าคุณยังไม่เชื่ออีกผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้วครับ ผมถึงบอกว่า อยู่กับความจริง อยู่กับคนที่เขาไปดูเป็นคนกลาง ผมไปคราวนี้มีผู้สื่อข่าวไป ๙ คนหรือ ๑๐ คน เพราะที่นั่งที่ผมเอาไปมี ๒๕ ที่นั่ง มีตัวแทนหน่วยราชการที่ต้องไปมีอยู่แล้ว แต่มีตัวแทนสื่อได้ประมาณ ๘ หรือ ๙ ที่นั่ง ทำไมครับ เพราะผมไม่ต้องการไปเครื่องพาณิชย์ แล้วก็ไปพัก Transit เครื่องอีกครั้งละ ๔-๕ ชั่วโมง ไปกลับอีก ๑๐ ชั่วโมง เสียเวลาเดินทาง นี่แค่ไปผู้สื่อข่าวแบ่งเป็น ๒ ทีม ก็ไปอย่างนี้ยังได้ก็ถือว่าได้มา ๑๒ คน ไม่น้อยนะครับ ที่มา บอกว่าเราเล่นละคร คน ๔๐ คน ไปหา ๑๒ คนในช่วงเวลา ๒ วัน ๓๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ หรือท่านจะเอาอย่างไรถึงจะต้องไปหา ๔๐ คนเลยไหมครับ ท่านไปได้ ท่านไม่เชื่อผมท่าน ไปได้ ท่านไปเจอเลยมันถึงจะรู้ว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร ผมไปเจอเขาสะเทือนใจที่เขา ไม่ได้เจอลูกเขา เขามาจับมือผมแน่นมาก แล้วก็มากอดขอร้อง ร้องห่มร้องไห้ เขาไม่ใช่ดารา ฮอลลีวูด ที่สั่งบอกว่าคุณร้องไห้แล้วร้องไห้ได้เลย เขาเจอความเป็นจริง เขาเจอสิ่งสะเทือน ซึ่งพวกคุณอาจจะไม่เคยเจอ อยู่กับความเป็นจริงเถอะครับ ช่วยเหลือกันแก้ไขปัญหาของ ประเทศ สิ่งที่ท่านทำจะโดยรู้เท่าถึงการณ์หรือไปถึงการณ์ก็ตาม ท่านรู้ไหมว่ามันทำร้าย ประเทศ สิ่งที่ท่านพูดมาทุกอย่างมันล้วนแต่ทำให้ประเทศไม่เกิดความเชื่อมั่น สิ่งที่พวกท่าน พูดมาทุกอย่างไม่ได้ทำให้ประเทศไทยดีขึ้น สิ่งที่ผมทำผมว่าผมพยายาม ดี ไม่ดีก็ไปประเมินกัน อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ผมอยากจะพูดและอยากจะแจ้งให้พี่น้องทราบ ผมอยากเรียนอย่างนี้ว่า ครั้งที่ผมไปคราวนี้มีรัฐมนตรีคือผม มีท่านรัฐมนตรีทวี แล้วก็มีผู้ใหญ่อีกหลายคน ยังไม่จบ ความห่วงใยของรัฐบาลที่มีต่อชีวิตพวกเขายังไม่จบ ผมไปครั้งนี้เพราะผมหวังว่าผมจะได้เห็น ของจริงผมจะได้กล้าพูด ไม่ต้องมาจินตนาการเถียงกับท่านโดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ ยังมี อีกครับ อีก ๑ เดือนหรือ ๒ เดือน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจะไปดู ถ้าเขา จัดฉากได้ตลอดก็ดีก็ลองไปดูว่ามันจะเป็นอย่างนั้นได้หรือเปล่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศไปดูแล้วยังมีเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่งจะส่งเจ้าหน้าที่ไปดูตลอดเวลา ตลอดระยะ พอใจหรือยังครับ หรือจะต้องตั้งคำถามเพื่อให้ประเทศเสียหายมากไปกว่านี้ อยากให้ท่านคิด อยากให้ท่านดูนะครับ ผมว่ารัฐบาลได้พยายามพิจารณามาอย่างเต็มที่แล้ว พยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่นะครับ คุณรู้ไหมว่าชาวอุยกูร์เขานับถือมุสลิม แบบไหน ผมไปผมยังไม่เคยเห็นใส่ฮิญาบเหมือนอย่างที่คุณกัณวีร์พูดเลย ไม่เจอเลยครับ อยู่ ๒ วัน ทำงานตั้งแต่ ๗ โมงเช้าถึง ๓-๔ ทุ่ม ไม่ใช่อะไรหรอกเส้นทางมันไกล ผมอยาก จะเรียนท่าน มีคนที่เขารู้เรื่องของชาวอุยกูร์มากพอ เขาบอกว่าขอบอกให้เอาบุญว่าสตรี ชาวอุยกูร์สามารถเดินคล้องแขนโอบกอดกับผู้ชายได้ เพราะเขาเป็นมุสลิมสายปฏิรูป ที่ไม่เคร่งครัดในหลักศาสนา ชาวอุยกูร์นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี สำนักคิดฮัมบาลีย์ แบบเดียวกับตุรกี จึงไม่เหมือนกับมุสลิมอีกหลายส่วนซึ่งก็เป็นสิทธิของแต่ละฝ่าย นิกาย ที่เคร่งครัดคือวะฮาบีย์และชีอะห์ แม้กระทั่งซาฟีอีในซุนนีด้วย เมื่อรัฐบาลกำลังจะทำความ จริงให้ปรากฏต่อชาวโลกไปพบ ทำไมไม่ตั้งใจแล้วใช้สติฟังแล้วพิจารณาละครับ เพราะสิ่งที่ ท่านตั้งคำถามมันขัดแย้งกับชาวโลก ผมว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ได้ทำผมภูมิใจนะครับกับสิ่งที่ผมเป็น รองนายกรัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ดูแลเรื่องความมั่นคง แล้วผมก็กล้า ตัดสินใจแก้ปัญหาทั้งภายในประเทศและปัญหามนุษยธรรมจริง ๆ ไม่ใช่มนุษยธรรม จอมปลอม ให้เขาไปมีอิสระ ผมอยากให้ท่านไปกับผม แล้วก็ไปเห็นจริง ๆ ว่าเวลาที่เขาอยู่กับ พ่อแม่อายุ ๗๐-๘๐ คุณรู้ไหมเขาออกจากบ้านพ่อแม่ไม่รู้เลยว่าเขาไปไหน เขาหายไปอย่าง เงียบ ๆ จนชาวบ้านนึกว่าลูกเขาตายไปแล้ว อยู่ ๆ รัฐบาลจีนส่งไป เขาเจอผมในฐานะที่ เขาคิดว่าพวกผมเป็นคณะที่ปล่อยให้เขาได้กลับมาพบกับครอบครัวเขาถึงได้เห็น คุณถึงได้ เห็นความรู้สึกที่เขาแสดงออก คุณไปถามนักข่าวทุกคนว่าเห็นภาพอะไร หรือว่านักข่าว ก็ตาบอดอีก ดูภาพการแสดงออกการเล่นละครไม่ออก อยากให้ท่านมีสติครับ วันนี้เราอยู่ใน เวทีรัฐสภา ในเวทีสภาผู้แทนราษฎร พี่น้องประชาชนดูอยู่ ผมกล้าพูดอย่างนี้ทั้งหมดคือผม ไม่กลัวความจริงครับ เพราะว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นความจริงทั้งหมด ผมไม่อยากให้ท่าน เอาจินตนาการมาแทนความจริง แล้วก็เที่ยวตีโพยโวยวายมันไม่สง่างาม ท่านประกาศตัวเป็น กลุ่มคนรุ่นใหม่ ผมอยากเห็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผมมานี่ผิดหวังนะครับ ที่ผมบอกไปแล้ว ผมผิดหวังจริง ๆ ผมก็เคยเคารพพวกท่านในฐานะผู้ที่หวังดีต่อประเทศชาติ แต่ผมเห็นว่า อาการที่ท่านคิดแต่เรื่องเกมที่จะเอาชนะ ท่านไม่รับฟังเหตุผลของคนอื่น ท่านคิดว่าท่านเป็น ผู้ที่มีความรู้ความถูกต้องแต่เพียงผู้เดียว เรื่องอุยกูร์นี่ท่านพลาดครับ พลาดจริง ๆ พลาด เพราะท่านไม่ยอมรับความเป็นจริง พลาดเพราะท่านไม่ใฝ่หาความเป็นจริง พลาดเพราะ ท่านเอาแต่จินตนาการไปเที่ยวชี้นิ้วด่าคนอื่น ผมอยากให้ท่านเก็บเป็นบทเรียน เราไม่ว่ากัน ผิดพลาดไปแล้ว เก็บเป็นบทเรียนเถอะครับแล้วก็มาทำการเมืองที่สร้างสรรค์อย่างที่ท่านพูด ประชาสัมพันธ์ โฆษณาให้ทุกคนรับรู้ ผมอยากเห็นอย่างนั้นครับ ผมมาเป็นรัฐบาล พวกเรา เป็นรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เราไม่กลัวการตรวจสอบครับ ถ้ายืนอยู่บน ความเป็นจริงแล้วพูดกันด้วยเหตุด้วยผลจะขอบคุณ ถือว่าพวกท่านมีวิจารญาณ มีความเป็น ผู้ใหญ่ มีสติที่จะเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ วันนี้เอาแค่นี้ก่อนนะครับเดี๋ยวท่าน นายกรัฐมนตรีจะพูด พรุ่งนี้ผมยังตอบท่านได้อีกหลายอย่างไม่ต้องห่วงครับ ยังจะเจอกันอยู่ ตลอดไป เชิญครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ใช้สิทธิพาดพิงครับ ๆ
ท่านรัฐมนตรีได้พาดพิงไปที่ท่านกัณวีร์นะครับ อนุญาตครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับโดนพาดพิงหลายเรื่อง นักโกหกตัวยง โกหกหลายเรื่อง ไม่เคยบริหาร ประเทศ ท่านประธานครับ ฝากเรียนท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม ผมไม่เคยบริหารประเทศครับ แต่ผมเคยบริหารองค์การระหว่างประเทศ ผมเป็นหัวหน้าสำนักงานภาคสนามภูมิภาค ชายแดนตะวันออกเฉียงใต้ของพม่าทั้งหมด เป็นโพสต์สุดท้ายของผม ท่านบอกผมไม่รู้เรื่อง เกี่ยวกับทางด้านการศึกษาของผม ผมจบปริญญาโทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กฎหมาย ระหว่างประเทศ ท่านจบอะไร ท่านเคยเป็นผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศหรือไม่ องค์การ ระหว่างประเทศที่ผมทำงานเรียกว่า United Nations High Commissioner for Refugees หรือที่เรียกว่าสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ท่านไม่เคยแก้ไขปัญหา แบบยั่งยืนในเรื่องเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ท่านไม่รู้อะไรทั้งนั้นว่าการแก้ไขที่แท้จริงมันคืออะไร ท่านบอกผมโกหก อันนี้ต้องถูกพาดพิงจริง ๆ ท่านบอกผมโกหกว่าผมไปอ้างว่าผู้ลี้ภัยชาว อุยกูร์ทั้งหมด ๔๐ คน ๔๕ คนหรือกี่คนละเป็นชาวตุรกี ไม่ใช่ผมนะ เป็นข้อมูลของสำนักงาน ตรวจคนเข้าเมือง ผมก็โชว์อยู่ใน Presentation เรียบร้อยแล้วว่าของ สตม. เขาเขียนว่า สัญชาติตุรกีไม่ใช่ผมนะเป็นลูกน้องของท่าน ท่านไปว่าลูกน้องท่านสิ ผมอ้างอิงจากสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ นั่นคืออันแรกท่านประธาน โดนหลายเรื่องจริง ๆ ไม่มีใครขอให้ไป ก็ชี้แจง ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๗ มาบอก ในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนเองว่ามีรัฐบาล ๓ ประเทศ เขาสนใจจะรับชาวอุยกูร์ไป ผมก็เอามาจากข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ผมไม่ได้ จินตนาการ อีกอย่างหนึ่งผมอยู่กับผู้ลี้ภัยนะครับท่านประธาน ฝากเรียนท่านไปด้วยท่านรอง นายกรัฐมนตรี ผมอยู่ตั้งแต่ประเทศซูดานใต้ ประเทศซูดานเหนือ ประเทศชาด ประเทศ ยูกันดา ประเทศบังคลาเทศ ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศเมียนมาสุดท้าย ท่านบอก ผมไม่รู้หรือว่าผู้ลี้ภัยคือใคร ท่านรู้หรือไม่ในประเทศไทยมีผู้ลี้ภัยหรือเปล่าถามจริง ๆ ท่านประธาน กฎหมายไทยมีหรือไม่ท่านอย่ามาอ้างแค่กฎหมายที่เรามีอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ในเรื่องพระราชบัญญัติตรวจคนเข้าเมือง ๒๕๒๒ เรายังมีพระราชบัญญัติอื่น ๆ การป้องกัน การอุ้มซ้อมทรมาน Non-Refoulement มาตรา ๑๓ ผมก็แชร์ไปหมดแล้วว่าท่านทำผิด มาตราอะไรบ้าง ถ้าท่านบอกท่านตัดสินใจที่ดีที่สุด ผมก็แชร์ไปอีกครั้งหนึ่ง การแก้ไขปัญหา แบบยั่งยืน ๓ อย่าง การเดินทางกลับประเทศมาตุภูมิโดยสมัครใจ Local Integration ก็คือ การผสมกลมกลืนในประเทศนี้ขอลี้ภัย การตั้งถิ่นฐานใหม่ประเทศที่สาม Resettlement นี่คือ International Protection 101 หรือการให้ความคุ้มครองระหว่างประเทศ 101 ในเรื่องเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย หากท่านแค่บริหารประเทศแต่ท่านไม่เคยบริหารในเรื่ององค์การ ระหว่างประเทศถามผู้รู้ การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ท่านมีหรือไม่เรื่องความสมัครใจ
(นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ได้ยืนและยกมือขึ้นป
ท่านประธานครับ ประท้วงครับ
ท่านกัณวีร์มีผู้ประท้วงครับ
ประท้วงตามข้อ ๙ และข้อ ๖๙ ครับ ตามที่คุณอุยกูร์พูด ขออภัยครับ คุณกัณวีร์ ไม่ใช่การโต้วาที ท่านถามไปแล้ว ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็ตอบไปเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าท่านจะบอกว่ายินยอมให้ตัดเวลา แต่ถ้าเกิดเราเอาวัฒนธรรมแบบนี้โต้ไปโต้มาที่สุดแล้วท่านก็จะเสียเวลา เสียโอกาสเองนะครับ ขออนุญาตท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านอนุสรณ์ ครับ พอดีได้ใช้สิทธิพาดพิงอันนี้ไม่ได้เป็นการโต้ไปโต้มา ไม่ใช่เป็นไปในลักษณะ กระทู้ถาม ผมให้ท่านกัณวีร์ได้ใช้สิทธิพาดพิง ซึ่งถูกพาดพิงและท่านเสียหายในหลายคำพูด ก็ให้สิทธิท่านได้ใช้สิทธิในการถูกพาดพิง แต่ว่าอย่างไรก็ดีให้ช่วยกระชับนะครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ขอบคุณจริง ๆ ที่ได้วินิจฉัยออกมา ท่านประธานครับ การตกลงใจของท่านรัฐบาลชุดนี้ ตกลงใจบนอธิปไตยของประเทศไทย กฎหมายภายในประเทศ มติ ครม. ต่าง ๆ นานา คำถามของผมที่ถามไปตั้งแต่อันแรกคือคำถามเดียวแต่ไม่เคยได้รับคำตอบ ความสมัครใจของ ผู้ลี้ภัย ความสมัครใจของผู้ต้องกักอยู่ที่ไหน ท่านบอกเพียงแค่ว่ากลับไปแล้วอยู่ดีมีสุข เราไม่ได้ถามตรงนั้น ผมไม่เคยสนใจในด้านนั้น เวทีระหว่างประเทศก็ไม่สนใจ คนในประเทศไทย ที่สนใจเขาก็ไม่สนใจว่าท่านจะทำอะไรที่โน่น เขาสนใจความสมัครใจเท่านั้น ผลประโยชน์ มันกระทบต่อประเทศชาตินะครับ เราก็เห็นอยู่ใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะ เป็นสหรัฐอเมริกาหรือที่ต่าง ๆ กระทบประเทศไทยเยอะ ท่านจะบอกว่าท่านตัดสินใจที่ดีแล้ว ท่านต้องตอบคำถามให้ได้ ผมช่วยท่านในการจะหาคำตอบที่ว่าต้องตอบให้ได้ในประเทศนี้
ท่านประธานคะ
มีผู้ประท้วงครับ ท่านกัณวีร์ครับ
ขัตติยา สวัสดิผล แบบบัญชี รายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๙ นะคะ เข้าใจว่า ตอนนี้ท่านประธานกำลังให้การใช้สิทธิพาดพิงกับท่านกัณวีร์อยู่ แต่ว่าการใช้สิทธิพาดพิง จะต้องเป็นประเด็นที่ผู้อภิปรายนั้นเสียหาย แต่ตอนนี้ท่านกำลังเพิ่มประเด็นใหม่ค่ะ ดังนั้น ดิฉันคิดว่าควรจะจบได้แล้วท่านนายกรัฐมนตรีจะได้ชี้แจงในสิ่งที่ทางฝ่ายค้านได้อภิปรายมา ขอบพระคุณค่ะ โปรดวินิจฉัยด้วยค่ะ
ขอบคุณครับ ผมได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ ก็ได้บอกให้ท่านกัณวีร์กระชับแล้ว แล้วก็ท่าน กัณวีร์ ครับ เอาเฉพาะประเด็นที่เสียหาย แล้วก็อย่าไปเปิดประเด็นใหม่ครับ เดี๋ยวไม่จบครับ สรุปเลยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ เพราะโดนคำว่า โกหกตัวยง โกหกทุกเรื่อง หลาย ๆ เรื่อง ถ้าผมไม่อธิบายของผมออกมา แล้วผมก็จะทำอย่างไรชื่อเสียงของผมหลาย ๆ อย่าง ผมไม่ใช่นักโกหกครับ ผมพูด ตรงไปตรงมาท่านพูดเรื่องมนุษยธรรม ท่านไม่รู้จักแม้กระทั่งหลักการมนุษยธรรมเลย แล้วผมจะโกหกตรงไหนละในเรื่องหลักการมนุษยธรรมก็ผมเป็นนักมนุษยธรรม ท่านต้อง ตอบให้ได้นะครับ ท่านประธานฝากเรียนถามไปยังรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีก็นั่งอยู่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีก็นั่งอยู่ ความสมัครใจของผู้ลี้ภัยต้องการจะเห็น ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ขอบคุณครับ ต่อไปครับ
นิดเดียวครับ
เชิญท่านภูมิธรรมครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผมว่าท่านกัณวีร์ไม่สนใจสิ่งที่ผมพูด ผมบอกแล้วว่าเขาสมัครใจ มีหลักฐานชัดทั้ง ๔๐ คน อยากทราบนัดผู้สื่อข่าวแล้วไปดูกันได้ ท่านก็ยังมากล่าวหาผมอีกโดยหาว่าผมไม่ตอบโจทย์ของท่าน ถ้าท่านตั้งใจฟังท่านจะรู้ว่าผม บอกไปแล้วว่าท่านโกหก เขาไม่ได้ถูกบังคับ เขาสมัครใจไปมีหลักฐานทั้งหมดที่ยืนยันว่าเขา สมัครใจไปก็แค่นี้ ถ้าท่านสงสัยท่านก็นัดผมแล้วก็ไปดูเท่านั้นเอง อย่ามาตีโพยตีพายวาด ฝีปากเลย ผมว่าเอาความเป็นจริงดีกว่าแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานสั้น ๆ ครับ ไหนละครับ สิทธิพาดพิง ไหนละครับหลักฐาน ผมไม่ได้โกหก ผมมีหลักฐานผมมาโชว์อยู่แล้ว แล้วท่านละ
เมื่อสักครู่นี้ท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกว่าถ้าต้องการพิสูจน์ก็นัดกันมานะครับแล้วก็ไป ผมว่า หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านก็นัดท่านรองนายกรัฐมนตรีแล้วก็ไปดูครับ เชิญท่าน นายกรัฐมนตรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพค่ะ ดิฉัน แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ขอมาชี้แจงในเรื่องของการแก้ไข ปัญหาฝุ่น PM2.5 ก็อย่างที่ได้มีการอภิปรายไปนะคะว่าดิฉันไม่ได้ทำให้เป็นเรื่องจริงจัง จริง ๆ มันก็เป็นเรื่องวาระแห่งชาติอยู่แล้ว ดิฉันเองที่เป็นคนพูดคนแรกเลยว่าให้เป็นวาระ แห่งอาเซียน เพราะแน่นอนว่าอย่างเช่นตอนนี้ ณ ตอนนี้เองที่ทางภาคเหนือตอนบน ของเรามีฝุ่นควันเข้ามาอย่างค่อนข้างหนาแน่น ตอนนี้อาจจะหยุดไปแป๊บหนึ่ง แต่ว่า พฤษภาคมก็จะกลับมาเยอะใหม่ อันนี้เป็นฝุ่นควันที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเราจะต้อง ประสานงานกันในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับอธิบดีกับอธิบดี ปลัดกับปลัด รัฐมนตรีกับ รัฐมนตรีเพื่อขอความร่วมมือความช่วยเหลือ แล้วก็เพื่อที่จะให้ประเทศเพื่อนบ้านของเราร่วม การที่จะไม่เผาพื้นที่เกษตรของเขาเช่นกัน เราได้ติดต่อไปแล้ว แล้วเขาก็ตอบกลับมานะคะ ว่าเขากำลังทำเรื่องนี้อยู่เช่นกัน แล้วเขาก็ทราบดีว่าควันมาจากทางของเขาอันนี้ก็ชัดเจน แต่ก็เชื่อว่าก็มีอีกหลาย ๆ ประเด็นที่สามารถชี้แจงเพิ่มได้ แล้วก็สิ่งที่สมาชิกได้พูดว่าดิฉันสั่ง การก็ได้แต่สั่ง ไม่มีคนทำ จริง ๆ ท่านพูดอย่างนั้นเลยค่ะ เพราะว่าจริง ๆ วันนี้การอภิปราย ครั้งนี้ท่านมาอภิปรายดิฉันท่านอย่าอภิปรายข้าราชการทั้งประเทศเลยค่ะ เพราะว่าเรื่องนี้ อย่างที่บอกเป็นเรื่องระดับประเทศ ดิฉันแทบไม่ต้องสั่งการเลย พอพูดคำเดียวปุ๊บข้าราชการ ทุก ๆ ท่านอยากทำเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะทุก ๆ คนก็อยากทำเพื่อประเทศเช่นกัน ไม่ใช่มีแค่กลุ่มเฉพาะแค่กลุ่มท่านเท่านั้นที่อยากจะทำเพื่อประเทศ ข้าราชการเอง เขาก็อยาก ทำ เราทุกคนก็อยากทำเพื่อประเทศทั้งนั้น อย่าขีดเส้นตัดสินกันแบบนี้เลย ข้าราชการ ทุกท่านที่ดิฉันขอความร่วมมือทำอย่างเต็มที่ เขาก็อยากได้ประเทศที่มีอากาศบริสุทธิ์เช่นกัน อันนี้ก็อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ ที่ผ่านมาฝุ่นลดลงอย่างมากด้วยมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐบาลทำ กระทรวงต่าง ๆ ให้ความร่วมมือ ข้าราชการให้ความร่วมมือ ประชาชนให้ความร่วมมือ การที่ค่าฝุ่นลดลงอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้วนะคะ เป็นเพราะเกิดการ บูรณาการจากทุกฝ่ายร่วมกันค่ะ อย่างแรกเลยที่กระทรวงมหาดไทย ท่านรองนายกรัฐมนตรี อนุทิน แล้วก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีการสั่งการไป ๗๖ จังหวัด ในการ ยกระดับปฏิบัติการและการบังคับใช้ข้อกฎหมายอย่างเด็ดขาดนะคะ มีการให้ประกาศ ห้ามเผาแล้วก็ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนค่ะ ส่งผลให้การเผาในพื้นที่เกษตรลดลง และมีการดำเนินคดีกับผู้ที่จงใจที่จะฝ่าฝืนภายใน ๓ เดือนเกิดขึ้นถึง ๑๓๓ คดี นี่คือสิ่งที่ กระทรวงมหาดไทยทำนะคะ ในเรื่องของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดิฉัน ก็ได้มีการอนุมัติงบกลางเพื่อให้เฝ้าระวังในเรื่องของไฟป่า อันนี้ล่าสุดที่ไปที่กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาได้คุยกับข้าราชการ ได้คุยกับอธิบดี ทุกคนพูดเลยว่า งบอันนี้สามารถช่วยได้อย่างมาก เพราะว่าก็กระจายไปทั้งของกรมป่าไม้ด้วยแล้วก็อุทยาน ด้วยนะคะ ก็สามารถทำให้มีคนเฝ้าระวัง ณ จุดต่าง ๆ รวมทั้งหมดตอนที่ให้เขามาเฝ้าระวัง ๓,๘๙๕ จุดนะคะ ซึ่งการเฝ้าระวังแต่ละจุดมีจำนวนมากกว่าปีที่แล้วถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ เพราะฉะนั้นเลยสามารถควบคุมไฟป่าได้อย่างดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมี ชุดลาดตระเวน ชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟป่า และมีการระดมสรรพกำลังจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง รวมทั้งอาสาสมัครมากกว่า ๑๘,๐๐๐ คน ที่มีชุดปฏิบัติการมากกว่า ปีที่แล้วถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ ทั้งนี้ก็ส่งผลทำให้จุดความร้อนลดลงไปถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นนะคะ นอกจากนี้ก็ยังมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีมาตรการ เพื่อป้องกันการเผาในพื้นที่ของพื้นที่เกษตรด้วยค่ะ ในช่วงวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๘ ปีนี้ ถึง ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ว่าถ้าหากมีการเผาจะไม่ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมโครงการ สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรค่ะ นอกจากนี้รัฐบาล ครม. ก็ยังอนุมัติงบอีก ๒๐๐ ล้านบาทเพื่อให้กับทางกรมฝนหลวง เพื่อจะเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการฝนหลวงค่ะ ในการป้องกันการแก้ปัญหาของเรื่องน้ำแล้งด้วยค่ะ อันนี้มีการดัดแปลงสภาพอากาศให้ บรรเทาปัญหาในเรื่องของฝุ่นละอองขนาดเล็กค่ะ กระทรวงอุตสาหกรรมเอง รัฐบาลก็มี นโยบายในการงดรับเงินรับซื้ออ้อยจากการเผา อันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรมก็ได้ชี้แจงไปบ้างแล้วนะคะ ในปีที่แล้วมีจำนวนอ้อยที่เข้าโรงงานน้ำตาลที่มาจาก การเผาจำนวน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นปีนี้รัฐบาลก็เลยตั้งเป้าไว้ที่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ผล ปรากฏว่ามีการร่วมมือแบบบูรณาการปีนี้ปัจจุบันเลยเหลือเพียงแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ซึ่งคิดว่ารัฐบาลก็จะพยายามสนับสนุนในเรื่องนี้ต่อไป นอกจากนั้นก็ยังมีของกระทรวง สาธารณสุขที่ได้มีการแจ้งเตือนทุกครั้งที่ฝุ่นกำลังจะมากในพื้นที่ Area ไหนก็มีการให้ความรู้ ว่าจะป้องกันอย่างไร ควรปฏิบัติตัวอย่างไร อันนี้สาธารณสุขก็ทำอยู่ให้ความรู้ประชาชนด้วย แล้วก็มีการจัดชุดดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ แล้วก็ยังมีการจัดทำห้องปลอดฝุ่น หรือ Clean Room กว่า ๑๗,๐๐๐ ห้อง ซึ่งรองรับประชาชนได้กว่า ๒ ล้านคนค่ะ นอกจากนี้ ก็มีกระทรวงคมนาคมเข้มงวดกับการจับรถควันดำทั่วประเทศที่มากขึ้นในปีที่ผ่านมานะคะ แล้วก็สามารถตรวจจับได้เกือบ ๑๕๐,๐๐๐ คัน ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วถึง ๗ เท่าค่ะ รวมถึงมีการ ออกคำสั่งห้ามใช้รถกว่า ๒,๕๐๐ คัน รถที่ปล่อยควันดำมากกว่าปีที่แล้วถึง ๒ เท่าเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ดิฉันได้กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมาตรการที่รัฐบาลแล้วก็หน่วยงาน ต่าง ๆ กำลังดำเนินการทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้นะคะ รวมถึงมีอาสาสมัครต่าง ๆ ด้วยค่ะ ภาคประชาชนด้วยอะไรด้วยที่จะเข้ามาช่วยกันนะคะ จริง ๆ ก็ต้องขอขอบคุณ ณ ที่นี้ด้วย นะคะ เพราะว่าถ้าไม่ได้ความร่วมมือจากทุกท่าน ผลการที่ฝุ่นควันจะลดลงขนาดนี้ก็คง ไม่เกิดขึ้นนะคะ แล้วก็มีผลงานที่เราเห็นทุกวันนี้ที่เป็นรูปธรรมนะคะ คือเราคงไม่สามารถ ที่จะทำให้ฝุ่นหายไปภายในพริบตา แต่เราก็เห็นแล้วว่ามีจุดความร้อนมีฝุ่นที่ลดลง ไม่ว่าจำนวนวันของฝุ่นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ก็ลดลงเช่นกันนะคะ มันอาจจะมีบางวันที่มากขึ้นไป แต่พอค่าเฉลี่ยจำนวนวันทั้งหมด ก็น้อยลงกว่าปีที่แล้ว อันนี้ก็อย่างน้อย ๆ เราก็คิดเลยว่ารัฐบาลมาถูกทางแล้วค่ะ แล้วเราก็คง ดำเนินการแบบนี้ต่อไป แล้วก็ต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนต่อไปนะคะ เราก็อยาก จะบอกว่าจริง ๆ ปัญหาเรื่องฝุ่นไม่ใช่ปัญหาของรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง แล้วก็ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของคนไทยทุก ๆ คนที่ต้องร่วมมือกันเพื่อจะให้เกิดผลในภาพรวมภาพใหญ่ อันนี้คือสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ค่ะ แน่นอนว่ารัฐบาลก็จะใช้ทุกสรรพกำลังเพื่อที่จะทำให้ประเทศ ของเรามีอากาศที่ดีขึ้น คืนอากาศบริสุทธิ์ให้คนไทยเร็ว ๆ นะคะ เราก็ทำเต็มที่ทุกทาง ที่เราทำได้ จริง ๆ ถ้าทางฝ่ายค้านเองมีข้อใด ๆ ที่อยากจะแนะนำเพิ่มเติมจากสิ่งที่รัฐบาล ทำไปแล้วยินดีรับฟังนะคะ
ในส่วนเรื่องของพลังงานที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายไป ท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีพีระพันธุ์เมื่อสักครู่ก็ได้ชี้แจงรายละเอียดไปหมดแล้ว รัฐบาลชุดนี้ ไม่เคยมีการดำเนินการใด ๆ อย่างที่ท่านกล่าวหาเลย ไม่แน่ใจว่าท่านกำลังอภิปรายรัฐบาล ชุดไหนนะคะ ซึ่งวันนี้นอกจากที่ท่านจะพูดถึงการซื้อที่ดินอัลไพน์ตอนดิฉันอายุ ๑๑ ขวบแล้ว ท่านก็ยังอภิปรายในเรื่องของไม่ทราบว่ารัฐบาลชุดไหนทำด้วยนะคะ เพราะท่านกำลัง อภิปรายไม่ไว้วางใจดิฉันไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลชุดอื่น ๆ นะคะ ดิฉันรับฟังดิฉันก็คิดขึ้นมาว่า อะไร ๆ ก็ดิฉัน ซึ่งมันอาจจะเข้าใจผิดกันนะคะ
เรื่องค่าไฟฟ้าที่กล่าวหาว่ารัฐบาลทำให้ค่าไฟแพงเพราะเอื้อประโยชน์ให้กับ นายทุนและพวกพ้อง ดิฉันขอยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ยังไม่เคยอนุมัติซื้อไฟฟ้าเพิ่มเลยกับบริษัท ใด ๆ เลยนะคะ แม้แต่การซื้อขายไฟฟ้าจากเขื่อนของประเทศเพื่อนบ้านที่สมาชิกรัฐสภา กล่าวหาว่าเอื้อกลุ่มทุนนั้น ดิฉันมีข้อมูลว่าสัญญาซื้อขายไฟฟ้าทำกันมานานหลายปีแล้ว ก่อนที่ดิฉันจะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนแล้วก็ ไม่ถูกต้อง เพราะว่าอันนี้ก็เป็นการอภิปรายผลงานของรัฐบาลชุดอื่นนะคะ
สุดท้ายค่ะ ในเรื่องที่ท่านสมาชิกอภิปรายในเรื่องของปลาหมอคางดำ โดยมีการเปรียบเทียบภาพที่ดิฉันได้รับดอกไม้จากพี่น้องประชาชน จากกลุ่มสมาคม ประมงแห่งประเทศไทย แล้วก็เทียบกับว่ามีความเดือดร้อนเรื่องปลาหมอคางดำ ซึ่งข้อเท็จจริงก็คือจะชี้แจงว่าก็มีตัวแทนจากกลุ่มสมาคมประมงนี่ละค่ะมาให้ดอกไม้มาจาก หลายจังหวัดเลย แล้วก็มาบอกว่าขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีมากเลยที่อนุมัติงบ ก็มีการอนุมัติงบกลาง ๑,๖๒๒ ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการชดเชยเรือประมง จำนวน ๙๒๓ ลำ จากกรณี IUU ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วก็ค้างคาตั้งแต่รัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง อันนี้ก็มา อนุมัติงบประมาณที่รัฐบาลดิฉัน แล้วก็เขาก็เลยมาขอบคุณ อันนี้ดิฉันไม่ได้แบ่งแยกว่า เป็นประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้านหรืออะไรแบบนี้มันไม่ใช่นะคะ
ส่วนการแก้ไขเรื่องปัญหาของปลาหมอคางดำเองในวันที่พี่น้องมาที่ทำเนียบ รัฐบาล อันนี้จริง ๆ เป็นทุก ๆ กลุ่มเราไม่แบ่งแยกอยู่แล้วว่าใครจะมาที่ทำเนียบรัฐบาล วันอังคารเรามีการประชุม ครม. กัน เพราะฉะนั้นรัฐมนตรีมาหมด รองนายกรัฐมนตรีมาหมด แล้วก็เมื่อมีม็อบหรือว่ามีคนมาเรียกร้องอยู่ข้างหน้าทำเนียบ เราก็ได้ส่งเลขานายก รองเลขา นายก ท่านสมคิด เชื้อคง ไปคุย แล้ววันนั้นก็มีอธิบดีด้วยก็ไปคุยกัน จริง ๆ เราให้เกียรติ พี่น้องประชาชนทุก ๆ คนนะคะ บางทีบางอาทิตย์เป็นเรื่องของกระทรวงอื่น ๆ ก็ให้รัฐมนตรี ลงไปบ้าง ปลัดลงไปบ้าง อธิบดีลงไปบ้าง ซึ่งก็ส่งตัวแทนไปรับไปคุยทุกครั้ง ไม่มีการละเลย พี่น้องประชาชนนะคะ ดิฉันเองวันนี้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีดิฉันไม่คิดว่าจังหวัดไหนต้องอะไร อย่างไร ทุกที่เป็นประเทศไทย ดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรี ดิฉันต้องดูแลพี่น้องทุก ๆ จังหวัด มันไม่จำเป็นว่าต้องเลือกว่าใครเป็นใคร มันเลือกได้หรือคะ มันไม่ใช่ค่ะ แล้วก็ในเรื่อง ของปลาหมอคางดำต่อจากที่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา มีการอนุมัติงบกลาง ปี ๒๕๖๗ นะคะ เพื่อดำเนิน ๗ มาตรการที่จะควบคุมแล้วก็กำจัดปลาหมอคางดำค่ะ ส่วนปีนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบงบกลาง จำนวน ๙๘ ล้านบาท เพื่อดำเนินการต่อนะคะ แล้วขณะเดียวกันเราก็รับข้อเสนอ ๔ ข้อของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งมีการดำเนินไปแล้วใน บางเรื่อง นอกจากเรื่องงบประมาณก็มีการตั้งคณะทำงานอีกด้วยเพื่อที่จะคุยกันเรื่องนี้ ในเชิงลึกมากขึ้น แล้วก็พยายามจะทำตามที่พี่น้องประชาชนเรียกร้อง อันนี้เราก็เพื่อคุยกัน พิจารณากรอบความช่วยเหลือ การเยียวยา แล้วก็ผู้คนที่ได้รับผลกระทบ อันนี้เราก็ทำกัน อย่างจริงจังค่ะ รัฐบาลก็ได้ดำเนินทุก ๆ ข้อเรียกร้องของประชาชนโดยเป้าหมายที่แท้จริง ก็เพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน ก็อย่างที่ได้กล่าวไปค่ะ จะได้มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ไปพร้อม ๆ กันนะคะ แล้วก็จริง ๆ เรื่องสัญญารถไฟฟ้า ๓ สนามบิน แล้วก็ Double Deck ก็ยังอยู่ในขั้นตอนของฝ่ายปฏิบัติยังไม่ได้อยู่ในระดับนโยบายเลย ท่านก็ไม่ไว้วางใจดิฉันแล้ว จริง ๆ ก็รออีกสักหน่อยแล้วกันนะคะแล้วเดี๋ยวจะให้ท่านรองสุริยะ ท่านรัฐมนตรีคมนาคม เป็นคนชี้แจงเรื่องนี้ในรายละเอียดต่อไปค่ะ อันนี้ก็อยากจะเรียนไว้ว่าเราตั้งใจทำงานเพื่อ พี่น้องประชาชนจริง ๆ นะคะ จริง ๆ ติ ชม อะไรได้เสมอเป็นเรื่องที่เราน้อมรับอยู่แล้ว ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนสำคัญกับรัฐบาลของเราอย่างมาก แล้วเราก็จะทำหน้าที่ ให้ดีที่สุดค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีครับ ต่อไปจะเป็นท่านรัฐมนตรีอีก ๓ ท่านนะครับ แต่ว่าผมขอ เวลาท่านรัฐมนตรีนิดหนึ่งนะครับ ผมขอหารือเรื่องเวลากับทางวิปฝ่ายค้านสักนิดนะครับ เชิญครับ ท่านชุติพงศ์เชิญครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ พรรคประชาชน ในฐานะวิปฝ่ายค้าน เรื่องเวลาที่ท่านประธานได้อธิบายในช่วง ที่มีการประท้วงกันไปมา ผมเองก็เห็นใจท่านประธานแล้วก็เข้าใจเรื่องบทบาทการทำหน้าที่ ต้องวินิจฉัย ทางเราเองฝ่ายค้านได้พยายามบริหารจัดการเวลา บางท่านก็ได้มีการใช้เวลา ที่ไม่หมดในการที่ขอไว้พอสมควร ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการลำบากทางท่านประธานมากเกินไป ในส่วนเวลาที่เราบริหารจัดการได้เบื้องต้นมีเหลืออยู่ประมาณ ๓๐ นาที เพื่อให้การทำหน้าที่ ประธานซึ่งก็คงต้องวินิจฉัยอีกหลายครั้งได้ทำหน้าที่อย่างเป็นประโยชน์สูงสุดต่อสภาแห่งนี้ ทางฝ่ายค้านก็ได้คุยกันแล้วว่าจะขออนุญาตเพิ่มเวลาที่มาจากของฝ่ายค้านเรา ๓๐ นาที ให้ท่านประธานทำหน้าที่ต่อได้โดยไม่สะดุดครับ ก็เป็นการหารือเวลากันเรื่องนี้ เพราะว่า ที่ผ่านมาก็บริหารจัดการเวลากันได้ค่อนข้างดีครับ แล้วก็เห็นใจท่านประธานที่ต้องวินิจฉัย เยอะครับ ก็เรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ
ก็ได้ขอความกรุณาทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วนะครับว่ากรุณาลดเวลาเรื่องการประท้วงลงบ้าง ทางฝ่าย ค้านเองในเรื่องของการพาดพิงถึงบุคคลภายนอก ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปพาดพิงนะครับ ส่วนฝ่ายรัฐบาลก็ลองรับฟังเพื่อนสมาชิกดูนะครับ แล้วทางรัฐมนตรีท่านก็พร้อมที่จะชี้แจง แล้วก็ตอบคำอภิปรายของทางฝ่ายค้านอยู่แล้วนะครับ เพื่อให้การประชุมเดินหน้าไปได้ครับ เชิญท่านรัฐมนตรีจิราพร สินธุไพร เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีค่ะ ดิฉันต้องขอใช้สิทธิพาดพิง ในการตอบชี้แจงนะคะ ที่ต้องขออนุญาตแบบนี้เพราะว่าเนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงว่า ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี นอกจากจะไม่มีชื่อดิฉันอยู่ในญัตติแต่ว่าในบท อภิปรายของท่านสมาชิกพรรคฝ่ายค้านก็แทบจะไม่มีชื่อของท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ใน บทอภิปรายเลยค่ะ ท่านเริ่มต้นด้วยการขึงขังบอกว่าจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจท่าน นายกรัฐมนตรีคนเดียว แต่ว่าตลอดการอภิปรายของท่านสมาชิกก็ได้กล่าวถึงดิฉันตลอด รายการนะคะ แล้วก็ม้วนตัวจบด้วยกระบวนท่าที่บอกว่าไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีค่ะ ซึ่งถ้าเป็นกรรมการก็จะอึ้งนิดหนึ่ง แต่ว่าตัวดิฉันเองเมื่อถูกพาดพิงก็พร้อมที่จะชี้แจงค่ะ ต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าประเด็นเหมืองทองอัครานี้ ทางท่านสมาชิก ฝ่ายค้านที่อภิปรายมาทั้งหมดทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วนะคะ แล้วก็เกิดก่อน ที่ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในขณะนี้ค่ะ คดีที่อยู่ ในชั้นอนุญาโตตุลาการก็ยังไม่ถึงที่สิ้นสุด ยังไม่เป็นที่ยุตินะคะ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วการ จะดำเนินการอะไรก็ย่อมต้องให้สิ้นกระแสความทั้งในเรื่องของข้อเท็จจริง ทั้งในเรื่องของ ข้อกฎหมายก่อนนะคะ รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลพลเรือนค่ะ ไม่ได้มีอำนาจพิเศษใด ๆ ในการ ที่จะมาใช้ดำเนินการ ทุกอย่างย่อมมีขั้นตอน มีกระบวนการของมันค่ะ
สำหรับประเด็นการ Deal ตั้งรัฐบาล ดิฉันไม่รู้ว่าต้องใช้จินตนาการมากขนาดไหน ถึงได้ไปคิดว่ารัฐบาลนี้ผ่านการ Deal แลกประเทศค่ะ ข้อเท็จจริงก็คือรัฐบาลชุดนี้ตั้งขึ้น โดยใช้ระบบรัฐสภา ใช้ระบบเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ท่านฝ่ายค้านก็ทราบดีค่ะว่า โดยในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาแทบจะไม่มีนะคะ ที่พรรคการเมืองที่เป็นพรรค อันดับ ๒ ยกมือสนับสนุนให้พรรคอันดับ ๑ เป็นรัฐบาล แต่ว่าพรรคเพื่อไทยเรารักษามารยาท ทางการเมืองค่ะ เรารักษาแนวปฏิบัติ ก็จึงให้พรรคอันดับ ๑ ตั้งรัฐบาล โดยที่ทุกคะแนนเสียง ของพรรคเพื่อไทยที่มีทั้งหมด ๑๔๑ เสียงยกมือสนับสนุนให้พรรคอันดับ ๑ ทั้งหมด ไม่มีขาด แม้แต่เสียงเดียวค่ะ แต่เมื่อพรรคอันดับ ๑ จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ในวงเล็บนะคะ (โดยการ สนับสนุนอย่างเต็มที่ของพรรคเพื่อไทย) ก็เป็นวาระของพรรคเพื่อไทยในการที่จะดำเนินการ จัดตั้งรัฐบาลตามกลไกของรัฐสภา ตามระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการตั้งรัฐบาลโดยที่ไปแลก Deal เหมืองทองอัคราเป็นไปไม่ได้ค่ะ เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ของ รัฐบาลที่เป็นการส่งสัญญาณว่าจะมีการใช้อำนาจแทรกแซงหรือใช้เอื้อประโยชน์ให้กับ ประเด็นนี้ หลักฐานสนับสนุนที่ปรากฏชัดที่สุดที่เป็นสิ่งสนับสนุนว่ารัฐบาลได้มีการ Deal ในประเด็นนี้ก็อยู่ในคำอภิปรายของท่านสมาชิกพรรคฝ่ายค้านที่ท่านหยิบยกขึ้นมาเองค่ะ ท่านบอกว่าตั้งแต่มีการตั้งรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลก่อนหน้านี้หรือ รัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมารับผิดชอบการเจรจาเรื่องเหมืองทองอัครา เมื่อยังไม่มีการตั้งกรรมการ ยังไม่ได้มีการ เริ่มเจรจาภายใต้รัฐบาลนี้แล้วจะมีการไป Deal แลกประเทศ แลกประโยชน์ได้อย่างไรคะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ว่าเวลาที่จะตั้งรัฐบาลไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทยค่ะ พรรคท่านก็ต้อง Deal พรรคท่านก็ต้อง เจรจาเพื่อให้มีการตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องปกติในทางการเมือง เพียงแต่ว่าท่านไป Deal ท่านไปเจรจาแล้วท่านตั้งรัฐบาลไม่ได้ ท่านถึงได้เป็นฝ่ายค้านตอนนี้ ดังนั้นดิฉันเรียนว่า ไม่มี Deal แลกประเทศค่ะ มีแต่ Deal เพื่อแก้ปัญหาประเทศ ขอบคุณค่ะ
ต่อไปนะครับ ท่านรัฐมนตรีมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ เรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ขออนุญาตชี้แจง ในเรื่องของการส่งคืนชาวจีนเชื้อสายอุยกูร์นะครับ ผมขอเรียนอธิบายในภาพรวมนะครับ ของบริบทที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความผันผวนไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงมาก ซึ่งทุกท่านก็ทราบดีแล้วก็ได้พูดอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นผมขอยืนยันนะครับว่ารัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเป็นไป และการตัดสินใจในเรื่องนี้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ต้องการที่จะ แก้ไขปัญหาที่หมักหมม ประเทศไทยต้องรับภาระของการดูแลชนกลุ่มนี้มาเป็นเวลากว่า ๑๑ ปี อย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดไปแล้วนะครับ ผมทราบครับว่าในบริบทโลกที่มีการแข่งขัน ทางภูมิรัฐศาสตร์สูงนะครับ การตัดสินใจแก้ปัญหาบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประเทศไทย อาจจะไม่เป็นที่พอใจของประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะมหาอำนาจที่กำลังแข่งขันกันอยู่ในบริบท ของภูมิรัฐศาสตร์ แต่ก็ขอยืนยันอีกครั้งว่าท่านนายกรัฐมนตรี ท่านคณะรัฐมนตรีทุกท่านตั้งใจ อย่างยิ่งที่จะแก้ไขปัญหาที่ประเทศไทยแบกรับภาระมาอยู่ตลอดเวลานะครับ ผมขอยืนยัน อีกครั้งหนึ่งในเรื่องของพื้นฐานในการพิจารณาแก้ปัญหาชาวอุยกูร์ในครั้งนี้นะครับ อย่างที่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดไปแล้วก็คือเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยและสิทธิของประเทศไทย เราไม่ได้เลือกข้างนะครับ และเราก็ไม่ได้ถูกใครบีบ แต่เรารัฐบาลได้ตัดสินใจอยู่บนพื้นฐาน ของผลประโยชน์และการแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนชาวไทยแล้วก็ปัญหาของประเทศ ที่มีมาอย่างยาวนาน ผมเองก็ฟังเสียงของประชาชนเช่นกันนะครับ ได้ทราบว่าพี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยว่ารัฐบาลได้พยายามเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศที่มีภาระมานาน และไม่ใช่แบกรับภาระของประเทศแต่เพียงอย่างเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกชาวโลก กล่าวหาและประณามการกักขังบุคคลดังกล่าวอย่างไม่รู้ชะตากรรม ข้อที่ ๒ ขอยืนยันว่า เป็นไปตามกฎหมายภายในของประเทศไทย และข้อ ๓ ก็คือไม่ขัดกับหลักการกฎหมายระหว่าง ประเทศทางด้านสิทธิมนุษยชน ถึงแม้ว่าท่านอาจจะไม่อยากได้ยินแต่ว่าตรงนี้เราตัดสินใจ บนพื้นฐานที่ประเทศเพื่อนเราเป็นสมาชิกใน UN เช่นกัน ได้ให้การยืนยันในเรื่องของ ความปลอดภัยในทางการทูตถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเอกสารและ พื้นฐานที่สำคัญซึ่งไทยสามารถใช้ในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยแสดงต่อประชาคมโลก อย่างชัดเจนว่าการดำเนินงานของไทยเป็นไปด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบ เป็นไปตาม หลักการทางด้านสิทธิมนุษยชนทุกประการ รวมทั้งอย่างยิ่งในหลักการเรื่อง Non-Refoulement ที่จะไม่ส่งบุคคลเหล่านี้กลับไปสู่อันตราย ขออนุญาตเรียนว่าหลังจากที่เราตัดสินใจส่งไป แน่นอนครับอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของประเทศเรา อาจจะไปขัดหรืออาจจะไม่เป็นที่พอใจเนื่องจากไปกระทบกับการแข่งขันของประเทศ มหาอำนาจในบริบทของภูมิรัฐศาสตร์ ผมเองรัฐบาลก็มีหน้าที่ชี้แจงบนพื้นฐานด้วยเหตุและผล ด้วยการอธิบายให้ฟังถึงความสำคัญในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และในหลาย ๆ ประเทศ เองก็ได้แจ้งรัฐบาลไทยขอให้ดำเนินการแล้วก็ติดตามมาตรการในการตรวจสอบ และติดตาม ความเป็นอยู่ของชาวอุยกูร์อย่างที่ประเทศจีนได้ให้คำมั่นสัญญามาโดยตลอดนะครับ ผมขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมว่าในเรื่องของการที่รัฐบาลประเทศหลายประเทศได้มีปฏิกิริยา ที่ไม่เห็นด้วยต่อการดำเนินงานของประเทศไทยในเรื่องนี้ขอเรียนว่าเราตัดสินใจยืนยันอีกครั้ง ว่าเราตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของการแก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งเป็นผลประโยชน์และ อย่างที่ผมได้กราบเรียนว่าผมเองก็ฟังเสียงประชาชนได้รับคำตอบรับว่าเขาเห็นด้วยที่รัฐบาล พยายามที่จะแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและมีคำนึงไว้ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสำคัญ และได้เคารพต่อหลักการด้านสิทธิมนุษยชนตรงนี้ท่านไม่ต้องกังวลเป็นหน้าที่ของผม เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทำความเข้าใจ ต้องชี้แจงกับประเทศต่าง ๆ ที่เป็นเพื่อนเรา ในองค์การสหประชาชาติครับ แต่ผมเชื่อมั่นว่าประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ที่เป็นเพื่อนเรา ในองค์การสหประชาชาติก็สามารถเจรจาพูดคุยกันได้บนพื้นฐานของเหตุและผล และ ผลประโยชน์ของทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกันในทุก ๆ เรื่องกราบขอบพระคุณครับ
ท่านรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่งนะครับ เชิญท่านทวี สอดส่อง เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมจะมาพูดในฐานะผมเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย ผมเข้าใจดีว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีคุณค่า มีความสำคัญ แล้วก็อยากจะกราบเรียนว่าในชีวิตของผมตลอดมาผมก็ได้ยึดถึงในสิ่งนี้ต้องยอมรับว่าพอผม เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทรมาน สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาของประเทศยาวนานมา ๑๑ ปีก็คือชาวอุยกูร์ ที่อยู่ใน ตม. ผมจำได้ว่าเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๗ ก็หยิบเรื่องจากกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ว่าห้องกักที่ ตม. มีสภาพทำผิดกฎหมาย มาตรา ๖ เรื่องการทรมานหรือทำลายศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ไหม ในครั้งนั้นก็ได้ตั้งกรรมการซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ผมยกตัวอย่างเช่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์รณกรณ์ บุญมี คุณสมชาย หอมลออ มีหลายท่านก็เข้าไปดู ในห้องกักของ ตม. จนกระทั่งมีการนำเรื่องเข้ามาสู่คณะกรรมการโดยสรุปว่าสภาพเขาไม่ต่าง กับสัตว์ที่อยู่ในห้องกัก ซึ่งมีคนประมาณพันกว่าคนแล้วอยู่ในสภาพที่ตายมาแล้ว ๔ คน เป็นสภาพที่จะต้องหาทางออกโดยคณะกรรมการก็มีข้อเสนอ ๑. ขอให้ส่งกลับประเทศจีน โดยความสมัครใจ ๒. ให้ส่งไปยังประเทศตะวันตก เช่นประเทศใหญ่ ๆ ไม่เอ่ยชื่อแล้วกันครับ ๓. ส่งไปประเทศคนกลาง แล้วก็ ๔. มีการขยายพื้นที่แห่งใหม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นดังกล่าวก็ไปสรุปกันว่าการอยู่ในสภาพปัจจุบันเราเข้าข่ายว่ากระทำผิดตามมาตรา ๖ ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานแล้วเราอยู่ในสภาพกระทำผิดมาโดยตลอด ซึ่งคนกลุ่มนี้ผมตระหนักดีว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายคนเหมือนด้อยค่าของประเทศปลายทาง ที่จะรับไป ซึ่งท่านภูมิธรรมได้พูดทั้งที่เขาเป็น ๑ ใน ๕ ประเทศ ที่เป็น Permanent Members ของ UN คือเป็นประเทศที่มีอำนาจยับยั้ง ได้แก่ ประเทศจีน ประเทศฝรั่งเศส ประเทศรัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้วก็นำเข้าสู่ ที่ประชุมสภาความมั่นคง ซึ่งในที่ประชุมผมยกตัวอย่างท่านอัยการสูงสุดก็เข้าประชุมด้วย แล้วก็ได้มีมติว่าควรจะส่งกลับ ประเด็นสำคัญในการส่งกลับก็คือจะต้องสมัครใจหรือได้รับ การยินยอม ก็อยากจะกราบเรียนครับว่าทางผมแล้วก็ สมช. ก็มีกระบวนการที่นำจำนวน ประมาณถ้าจำไม่ผิดสัก ๑๐ กว่าคนที่ส่งกลับไปแล้ว ให้เขาส่งวิดีโอมาคุยกับคนที่อยู่ในห้องกัก แล้วก็ทราบภายหลังว่าทุกคนได้มีบันทึกสมัครใจแล้วก็ยินยอมกลับตามที่ท่านกัณวีร์อยากจะทราบ ผมเองก็ถามกับเลขาธิการสภาความมั่นคงว่าทำไมเอกสารฉบับนี้ซึ่งผมก็เห็นส่วนหนึ่งนะครับ ผมยืนยันว่าผมเห็น ว่าถ้าจะขอดูจะดูได้ไหม เนื่องจากว่ามันเป็นเอกสารชั้นความลับของ สภาความมั่นคงแล้วก็เป็นเอกสารที่ตัวผู้สมัครใจกลับก็มีความหวาดกลัวพอสมควรเพื่อจะไป เปิดเผย ถ้าจะขอสภาความมั่นคงอยากให้คุณกัณวีร์ทำเรื่องเข้าสภาความมั่นคงตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร แล้วทีนี้ท่านจะได้เห็นนะครับ ผมเองขอยืนยันว่าตามกฎหมายเขาอยู่ในสภาพ ที่ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มา ๑๐ ปี เสียชีวิตแล้วในขณะที่กำลังสอบสวนก็เจ็บป่วย สภาพที่ไม่รู้ว่าจะส่งทอดมรดกของการกักขังไปอีกนานเท่าไร เพราะ ๑๑ ปีที่ผ่านมาอาจจะ เป็นการไม่กล้าหรือไม่กล้าตัดสินใจ อันนี้จึงนำมาแล้วก็ขอกราบเรียนว่าการส่งกลับเราคำนึงถึง มาตรา ๑๓ ซึ่งท่านอัยการสูงสุดได้ใช้คำพูดว่าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ มาตรา ๑๓ บัญญัติห้ามมิให้ หน่วยงานของรัฐส่งตัวบุคคลไปยังรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ใน อันตรายที่จะถูกทรมาน ถูกกระทำโหดร้ายหรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำ ให้สูญหาย กรณีเช่นนี้สำนักงานอัยการสูงสุดเห็นว่าเป็นการดำเนินการตามคำยืนยันของบันทึกทางการทูต และเป็นความผิดลหุโทษและจะไม่มีการแจ้งข้อหาความผิดอื่นเมื่อกลับไปที่จีน จึงสามารถ ส่งกลับสู่ครอบครัวในประเทศจีนได้ทันทีและไทยในฐานะผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการผู้ลี้ภัย เข้าเมืองชาวอุยกูร์ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีสามารถเดินทางไปจีนเพื่อตรวจสอบการดำเนินการ ติดตามบุคคลดังกล่าวจึงถือว่าคำมั่นสัญญาเป็นทางการที่ไม่ปรากฏบ่อยนักของประเทศ มหาอำนาจ จึงมีหนังสือคำมั่นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรลักษณะนี้ นี่คือบันทึกส่วนหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่ท่านกัณวีร์บอกว่าอยู่ในหน่วยงานองค์การยูเอ็นเอชซีอาร์ ผู้ลี้ภัย ก็อยากจะกราบเรียนครับว่าชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ไม่มีหนังสือจากข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัย สหประชาชาติที่เป็นหนังสือยืนยันสถานะว่าเป็นผู้ลี้ภัย เป็นเพียงผู้หลบหนีเข้าเมือง แล้ว ตม. ก็ยังส่งหนังสือว่าถ้าจะเป็นผู้ลี้ภัยยูเอ็นเอชซีอาร์จะต้องส่งหนังสือมา อันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยาก กราบเรียนแล้วก็อยากจะเรียนว่าผมอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าไม่ว่าเราจะถูกกดดันด้วยประเทศ มหาอำนาจที่เขามีผลทางการค้า แต่ถ้าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคน ๔๐ คนให้เขากลับเป็น มนุษย์ที่ดีขึ้น สามารถยืนอยู่ได้ ผมคิดนะครับว่าความยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ย่อมมีความสำคัญ ประเทศไทยจึงเข้าไป อยากจะเรียนว่าประเทศจีนมีพี่น้องที่นับถือเป็นมุสลิม มีจำนวนมากกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำ มัสยิดที่ท่านอิหม่ามให้เราไปพบนั้นมีอายุถึง ๕๐๐ ปี แล้วก็เป็นมัสยิดที่ผู้นำศาสนาก็ออกมายืนยันแล้วผมเองก็ได้ไปพบกับครอบครัว ที่ผมไปพบ ๓ คนนี่เหมือนเขาประทานชีวิตกลับมา ทุกคนมีภาษากาย มีการร้องไห้ซึ่งก็อยากจะเรียนว่า ในเรื่องสิทธิมนุษยชน ในเรื่องถูกกฎหมาย แล้วก็ในเรื่องการทำให้เขากลับไปแล้วมีชีวิตที่ดีขึ้น หลายคน เนื่องจากรัฐบาลจีนเขามีรัฐบาลท้องถิ่นเป็นเขตปกครองพิเศษ สวัสดิการของเขา เหนือกว่าประเทศไทยเยอะนะครับ เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็อยากจะกราบเรียนให้ทุกท่าน ทราบแล้วผมเองก็รู้สึกเสียใจกับท่านผู้ขึ้นมาอภิปรายแล้วใช้คำพูดเหมือนด้อยค่า ด้อยค่า ผมไม่เป็นไร ด้อยค่าคนที่มีชีวิตที่เขาไปดี คุณด้อยค่าแม้กระทั่งประเทศจีนที่เป็นประเทศ มหาอำนาจของสหประชาชาติ คุณมองว่าเขาโหดร้าย ผมคิดเองว่าเป็นเรื่องที่รู้สึกเสียใจ แล้วไม่นึกว่าจะมีคำพูดลักษณะนี้ออกมาจากคนที่ผมมีความรักกับเขา ขอบคุณมากครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ใช้สิทธิพาดพิงครับ สั้น ๆ ครับ ไม่เกิน ๑ นาที
เชิญท่านกัณวีร์ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิง คือต้องเรียนอย่างนี้ครับท่านทวีผ่านท่านประธานไปนะครับ คือตอนเรื่องเกี่ยวกับยูเอ็นเอชซีอาร์ ผมนี่เป็นคนแรกของยูเอ็นเอชซีอาร์ในปี ๒๕๕๗ ที่ไปพบ กับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ทั้งหมด ๒๕๐ กว่าชีวิตอยู่ที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ทุกครั้งก่อนหน้านั้น ผมอยู่ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ผมทราบดีครับชาวอุยกูร์เหล่านี้ใครก็ตาม ที่จะเข้าไปหาเขาจะต้องได้รับการอนุญาตจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสียก่อน ไม่เช่นนั้นเข้าไม่ได้ ไม่ใช่ว่ายูเอ็นเอชซีอาร์ไม่เคยอยากจะพยายามนะครับ พยายามครับแต่ว่า จะต้องเข้าไปให้ได้ กี่ครั้งที่มีทั้งหน่วยงานภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ทั้ง UN ทั้งองค์กรต่าง ๆ อยากเข้าไปแต่ต้องได้รับการอนุญาตจาก สมช. อันนั้นอันแรกนะครับ อันที่ ๒ เรื่องการด้อยค่า ไม่เคยด้อยค่าใครครับท่านประธาน คือต้องการหาแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนมากที่สุด และดีที่สุดสำหรับบุคคลในความห่วงใย นี่คือหลักการทางด้านมนุษยธรรม เพราะฉะนั้น เราต้องมองบุคคลเป็นใจกลางสำคัญจริง ๆ ในการแก้ไข เขาต้องการอะไรเขามีความประสงค์อะไร นั่นคือความสมัครใจของเขา ถ้าเขาอยากจะเดินทางกลับหลักฐานต้องมีให้ได้ แต่ถ้าเขา อยากจะไปที่ไหนก็ต้องมีหลักฐานว่าเขาสามารถไปทำอะไรได้บ้าง ครอบครัวของเขาไปตั้ง ถิ่นฐานใหม่ประเทศที่ ๓ แล้ว ก็คือหลักการรวมครอบครัวครับ อันนี้ขออนุญาตเรียน ท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปผู้อภิปรายท่านถัดไปครับ ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พรรคประชาชน ผมขออภิปรายไม่ไว้วางใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ไม่ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกต่อไป เพราะนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ไม่มีคุณสมบัติและไม่มีความเหมาะสมในการ ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหาร ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์เอาเปรียบ ประชาชน เอาเปรียบสังคม เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัว อยู่เหนือผลประโยชน์ ของส่วนรวม ไม่เคารพกฎหมาย ซ้ำร้ายยังเลือกใช้กฎหมายไปเล่นงานคู่ขัดแย้งทางการเมือง แต่กลับจงใจหลีกเลี่ยงไม่ตรวจสอบความผิดของตนเองและครอบครัว ผมต้องขออนุญาต ท่านประธานเล่าที่มาว่าทำไมผมถึงได้มาอภิปรายนายกรัฐมนตรีแพทองธารในวันนี้ครับ เมื่อเดือน ๒ เดือนที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ท่านประธานจำได้ไหมครับ มันมีเรื่องมีราว มีความร้าวฉาน เกิดขึ้นในพรรคร่วมรัฐบาล แล้วจู่ ๆ ก็มีลูกน้องของนักการเมืองท่านหนึ่งออกมาตรวจสอบว่า ที่ดินของสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ ของครอบครัวท่านอนุทิน ชาญวีรกูล อาจรุกล้ำที่ ส.ป.ก. โดยผิดกฎหมาย พอเป็นเรื่องเป็นราวเป็นข่าวใหญ่โตท่านอนุทินก็โกรธจัด จำได้ไหมครับ ท่านอนุทินโกรธถึงขั้นพูดจารุนแรงออกสื่อ และบอกว่าเรื่องนี้มีใบสั่งทางการเมืองแน่นอน ๕๐๐ ล้านเปอร์เซ็นต์ หนักมากนะครับ หลังจากมีข่าวนี้ออกมาครับ ผมจำได้เลยครับท่านประธาน ผมได้ไปค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่ง Search Internet บ้าง เพื่อหามติคณะรัฐมนตรีเก่า ๆ ไปดูภาพถ่ายดาวเทียม Google Earth Google Map Land Map ก็ผมอยากรู้นี่ครับว่าที่ดินที่ถูกกล่าวหานั้นมันทับที่ป่า ทับที่ ส.ป.ก. จริงหรือเปล่า ผมก็เลย Search Google ไปเยอะครับท่านประธาน ก็ Search อยู่นั่นละครับ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า เขาใหญ่ ป่าเขาใหญ่ หรือคำว่า สนามกอล์ฟ Search ไป Search มา เฟซบุ๊กที่เราทราบดีว่าเอไอที่ฉลาดประเภทหนึ่งเขาใช้เหมือนกันนะครับ แต่มันดันแอบฟังเรา แอบเก็บข้อมูลเรานะครับ ใช่ไหมครับเราก็ทราบดี มันขึ้นมาทันทีนะครับ มันคงคิดว่าผมจะ ไปตีกอล์ฟที่เขาใหญ่แน่เลย เฟซบุ๊กก็เลยแนะนำโรงแรมแถวนั้นมาให้ผมครับ เฟซบุ๊กแนะนำว่า พักโรงแรมนี้สิ บรรยากาศดีเหมือนอยู่กลางป่าเลย ห่างจากสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ แค่นิดเดียว ขับรถไปไม่กี่นาทีก็ถึง ผมเห็นแล้วก็นึกว่าเออใกล้แค่นี้ ถ้ามีที่ดินของครอบครัวท่านอนุทิน อาจมีปัญหาทางกฎหมายก็ได้ แล้วโรงแรมอยู่ใกล้ ๆ นี้ก็น่าจะมีปัญหาเหมือนกัน มันเป็น ความคิดของผมในขณะนั้นครับ ผมก็เลยกดไปดูต่อ โอ้โฮท่านดูในจอนะครับ เป็นโรงแรม ที่บรรยากาศดีมากครับ ท่านประธานดูรูปเลยครับ รอบ ๆ เป็นป่า ด้านหลังเป็นภูเขา ตกแต่ง ด้วย Style อังกฤษ โรงแรมนี้ชื่อว่า เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ครับ พอผมเห็นชื่อโรงแรมนี้ ครั้งแรกนะครับท่านประธาน มันแว๊บขึ้นมาในหัวทันทีเลยครับ คุ้น ๆ ว่ามันต้องเป็นของ ท่านรัฐมนตรีสักคนแน่ ๆ เพราะตัวผมเป็นกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่ ปี ๒๕๖๒ บัญชีทรัพย์สินของรัฐมนตรีแทบทุกคนนะครับ มันผ่านตาผมหมด ผมสงสัยก็เลย ค้นต่อครับว่าโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่มันเป็นของใครกันแน่ พอค้นปุ๊บก็พบเลยว่า โรงแรมนี้เป็นโรงแรมของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร และครอบครัวครับ มันปรากฏชัดอยู่ในบัญชีทรัพย์สินของท่านตามที่ขึ้นจอนี้เลยนะครับ ท่านดูนะครับ ในบัญชี ทรัพย์สินระบุเลยว่าท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารถือหุ้นใหญ่เกือบ ๒๐ ล้านหุ้น การถือหุ้นใหญ่ ในบริษัทเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่โฮเต็ล จำกัด พูดให้ชาวบ้านเข้าใจง่าย ๆ ก็คือท่านนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าของโรงแรมอันนี้นั่นเองครับ ไม่ใช่แค่เจ้าของเฉย ๆ ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี ยังเป็นกรรมการบริษัทด้วย พูดง่าย ๆ ก็คือท่านนายกรัฐมนตรีบริหารด้วย บริหารโรงแรมนี้ มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ บริหารมา ๑๐ กว่าปีก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่ง เพื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีครับ ผมดูแผนที่ท่านประธาน เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่กับสนามกอล์ฟ แรนโช ชาญวีร์ มันห่างกันแค่ ๑๐ กว่ากิโลเมตรเท่านั้นครับ ด้วยความที่ผมตรวจสอบทุจริต ประพฤติมิชอบมาเยอะ จึงได้กลิ่นทันทีว่าที่ดินโรงแรมท่านนายกรัฐมนตรีไม่น่าจะปกติครับ หากที่ดินสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ผิดกฎหมายรุกที่ส.ป.ก. จริง ตามที่ถูกคนของ นักการเมืองเปิดโปงกล่าวหา ที่ดินที่อยู่ใกล้กันแบบนี้ ทำเลแบบเดียวกันมันอาจเป็นที่ดิน ที่ผิดกฎหมายหรือใช้ที่ดินผิดกฎหมายก็เป็นได้ ผมก็เลยต้องเข้าไปขุดค้นต่อเพื่อเอาความจริง มาตรวจสอบและเปิดเผยในสภาแห่งนี้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคนในครอบครัวประกอบ ทุจริตไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำลายพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ได้โฉนดที่ดินมาโดยไม่ชอบด้วย กฎหมายด้วยหรือไม่ เมื่อผมได้ตรวจสอบแล้วผมพบอะไรบ้าง เรามาตามกันดูทีละเรื่องครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
เรื่องแรก คือเรื่องโฉนดที่ดินครับ ท่านประธานรู้ไหมครับว่าที่ดินโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ที่ตั้งอยู่นี้มันแบ่งออกเป็น ๔ แปลง ทุกแปลงมีโฉนด คือโฉนดเลขที่ ๒๒๐๕๔ ๗๖๐๔๖ ๗๖๐๔๗ และ ๗๖๐๔๘ อยู่ในตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ปรากฏตามภาพโฉนดในสไลด์นะครับ พอถึงตอนนี้หลายคน อาจจะคิดว่า อ้าวก็ที่ดินมันมีโฉนดแล้ว มันจะผิดกฎหมายได้อย่างไร ผมต้องตอบแบบนี้ว่า แค่ที่ดินมีโฉนดมันก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกกฎหมายเสมอครับท่านประธาน ดูที่ดิน เขากระโดงสิครับท่านประธาน มีโฉนดก็จริง แต่ทำไมถึงยังมีการตรวจสอบความไม่ชอบ ด้วยกฎหมายอยู่จนถึงทุกวันนี้ และวันนี้สภาแห่งนี้ก็ยังมีการพูดถึง โฉนดที่ดินจะถูกกฎหมาย ก็ต่อเมื่อมันออกโดยชอบด้วยกฎหมายครับ ถ้าออกโฉนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น ไปออกโฉนดในพื้นที่ที่มันห้ามออกโฉนด สุดท้ายอาจโดนเพิกถอนการออกโฉนดในภายหลังได้ เพราะการออกโฉนดนั้นทำผิดกฎหมายมาตั้งแต่ต้น แบบนี้มีตัวอย่างให้เห็นมากมายครับ ดังนั้นสิ่งที่ผมต้องตรวจสอบต่อไปก็คือตรงโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ มันสามารถออกโฉนด ได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า หรือมีกฎหมายห้ามออกเอกสารสิทธิหรือไม่ เรามาดูกันต่อ สิ่งที่ต้องย้อนไปดูอันดับแรกก็คือที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงแรมหรูของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เดิมมันเป็นที่ดินอะไร เดิมมันเป็นที่ดินอะไร พอตรวจสอบย้อนหลังแล้วจึงพบว่าที่ดินตรงนี้ เป็นของนิคมสร้างตนเองลำตะคองครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอธิบายเพิ่มเติม เผื่อเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านอาจไม่ทราบว่านิคมสร้างตนเองนั้นคืออะไร นิคมสร้างตนเองคือโครงการที่รัฐบาลสมัยก่อนเขาจัดสรรพื้นที่ให้ประชาชนเข้าไปอยู่อาศัยกัน และทำกินครับ สำหรับกรณีนิคมสร้างตนเองลำตะคองนั้นมันมีที่มาจากการที่รัฐบาล จะก่อสร้างเขื่อนลำตะคองก็เลยอพยพชาวบ้านแถวนั้นมายังนิคมแห่งนี้เมื่อปี ๒๕๑๓ โดยให้ที่ดิน ชาวบ้านทำกินคนละไม่เกิน ๕๐ ไร่ และพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ ก็บอกว่า ถ้าสมาชิกนิคมก็คือชาวบ้านที่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินนิคมนั่นละครับ ถือครอง ทำกินที่ดินอยู่ครบ ๕ ปีก็จะสามารถออกเอกสารสิทธิที่เรียกว่าหนังสืออนุญาตให้เข้าทำ ประโยชน์ในเขตนิคมสร้างตนเอง หรือเรียกย่อ ๆ ว่า น.ค.๓ ครับ แล้วถ้าปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่กฎหมายกำหนดครบถ้วนก็สามารถเอา น.ค.๓ ไปเปลี่ยนเป็น น.ส.๓ หรือโฉนดที่ดินได้ต่อครับ ฟังถึงตอนนี้หลาย ๆ ท่านอาจจะยังงงว่า อ้าวตกลงที่ดินของนิคมสร้างตนเองก็นำไปออก โฉนดที่ดินได้นี่ครับ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารและคนในครอบครัวจะไปทำผิดอะไร ได้อย่างไร เรามาตามดูต่อกันดีไหมครับ โดยปกติแล้วที่ดินในนิคมสร้างตนเองก็นำไปออก โฉนดที่ดินได้ครับ แล้วพอออกโฉนดได้ ๕ ปีก็ยังสามารถเอามาซื้อขายเปลี่ยนมือกันได้เหมือน โฉนดปกติทั่วไป แต่หลักการนี้มันมีข้อยกเว้นตามกฎหมายครับ ท่านประธานลองดูแผนที่ ของกรมพัฒนาที่ดินที่จัดทำโดย GISTDA หรือสำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ องค์การมหาชน ที่โชว์อยู่บนจอนะครับ แผนที่ที่จัดทำขึ้นนี้มาเพื่อตรวจสอบการบุกรุกป่า บริเวณเขาใหญ่ในปี ๒๕๕๘ ท่านประธานเห็นกรอบสีแดง ๆ ไหมครับ ที่กรอบสีแดง ๆ ตรงนั้น คือเขตพื้นที่สร้างตนเองลำตะคองครับที่ใหญ่ ๆ ภาพพื้นที่ที่เป็นสีน้ำตาลและมีสีขาวอยู่ ๓ ก้อน อยู่ตรงนั้นนะครับ ในกรอบสีแดงนี้ มันยังมีพื้นที่ขาว ๆ อยู่ข้างในด้วย ๓ ก้อน ทั้ง ๓ ก้อนนี้มันคือที่ดินที่อยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองลำตะคองเช่นกันครับ แต่พื้นที่สีขาวนั้น ถูกกันไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารหรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Watershed Area ครับ ซึ่งเคยมีมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๑๔ ให้สงวนหวงห้ามไว้ไม่ให้เขาทำประโยชน์ อธิบายอีกรอบหนึ่งครับ พื้นที่กรอบสีแดงเป็นขอบเขตของพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคอง ทั้งหมด แต่ข้างในพื้นที่นั้นที่มีพื้นที่สีขาว ๆ อยู่ ๓ ก้อนด้วยเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่สงวนห้ามไว้ ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปครอบครองทำประโยชน์และไม่ให้ออกเอกสารสิทธิใด ๆ สิ่งที่ต้องมาดู ต่อไปครับ ก็คือโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารอยู่ตรงไหนครับ เรามาดูกันนะครับ ผมขอซูมดูให้เห็นชัด ๆ ซูมเข้าไปเลย ที่ดินแปลงหมายเลข ๔ ตรงที่จุดวง ตรงนั้นในก้อนขาว ๆ ในแผนที่นั้นคือที่ดินของโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ของท่าน นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ส่วนด้านล่างของที่ดินแปลงหมายเลข ๔ สีเขียว ๆ ถัดลงมาหน่อย อยู่นอกและใต้ก้อนสีขาวนั้นเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก. ดังนั้นที่ตั้งของโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ไม่ว่าจะขยับไปทางซ้ายหรือขยับไปทางขวาหรือขยับไปข้างบนล้วนเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ทั้งสิ้นครับ และยังอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองลำตะคอง แต่ถ้าขยับลงข้างล่างสีเขียว ๆ ก็เป็น พื้นที่ของ ส.ป.ก. อีก ซึ่งปัจจุบันนั้นก็มีถนนธนะรัชต์ซึ่งเป็นถนนสายหลักขึ้นเขาใหญ่ คั่นระหว่างที่ดินของโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่กับที่ดิน ส.ป.ก. ที่ดินตรงนี้มันจึงเป็นที่ดิน ที่ออกโฉนดไม่ได้ครับ แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ผมขอพิสูจน์ให้เห็นชัด ๆ กลางสภาแห่งนี้ อีกครั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผมนำเลขโฉนดแปลงนี้คือหมายเลข ๒๒๐๕๔ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นแปลงหลักก่อนมีการแบ่งโฉนดเป็น ๔ แปลง ไปลงในระบบ Land Map ของกรมที่ดินซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ประชาชนคนไหน ๆ ก็สามารถ เข้าถึงได้ เพื่อหาค่าพิกัดทางแผนที่ที่โฉนดที่ดินที่เราใส่ไปครับ เราก็จะได้ค่าพิกัดทางแผนที่ ที่เป็นสีน้ำเงินในจอทางขวามือนะครับ เมื่อได้พิกัดแล้วเราก็เอาพิกัดนั้นไปเทียบกับแผนที่ อิเล็กทรอนิกส์ของกรมพัฒนาที่ดินซึ่งเป็นเอกสารทางราชการอิเล็กทรอนิกส์ที่น่าเชื่อถือ โดยใช้ระบบจีไอเอส ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ ซึ่งประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ มีความแม่นยำสูงที่เห็นอยู่ในจอด้านซ้ายมือครับ เราก็จะได้ตำแหน่งที่ตั้งที่ดินที่เราใส่ เลขโฉนดไปว่าตั้งอยู่ตรงไหนครับ เมื่อคอมพิวเตอร์ประมวลผลแล้วปรากฏว่าที่ดินแปลงนี้ เป็นที่ดินที่ตั้งของโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ตั้งอยู่ใน พื้นที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งตามกฎหมายแล้วเข้าใช้ประโยชน์ไม่ได้และออกโฉนดไม่ได้ครับ ชัดไหมครับ ในจอนะครับ เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสทั้งหมดเลย แล้วรอยที่แบ่งนั้นคือเป็นแบ่ง ๔ แปลง ย้ำชัด ๆ อีกครั้งท่านประธาน จะได้เข้าใจตรงกัน ที่ดินในนิคมสร้างตนเองลำตะคองออกโฉนดได้ครับ เว้นแต่จะเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ก้อนขาว ๆ ทั้ง ๓ ก้อนนี้เขาห้ามเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ เมื่อห้ามใครครอบครองทำประโยชน์แล้วมันก็ออก น.ค.๓ ไม่ได้ เมื่ออก น.ค.๓ ไม่ได้ใครก็ออก น.ส.๓ หรือโฉนดที่ดินไม่ได้เช่นกันครับ แล้วท่านประธานเห็นไหมครับว่าที่ดินโรงแรมของ นายกรัฐมนตรีแพทองธารนั้นมันอยู่ในก้อนขาว ๆ ที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารไม่ควรจะมีใคร เข้าไปทำประโยชน์ได้ และไม่ควรมีใครที่สามารถนำที่ดินตรงนั้นไปออก น.ส.๓ หรือโฉนด ได้ครับท่านประธาน แล้วโฉนดที่ดินทั้ง ๔ แปลง หมายเลข ๒๒๐๕๔ ๗๖๐๔๖ ๗๖๐๔๗ และ ๗๖๐๔๘ มันออกมาได้อย่างไรครับ ท่านประธานสงสัยไหมครับ ท่านสมาชิกสงสัยไหมครับ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน สงสัยไหมครับ ถ้ายังสงสัยอยู่เรามาตามกันต่อครับ ก่อนอื่นผมขออธิบายเพิ่มเติมครับ คือเมื่อก่อนประเทศไทยเรานี่เทคโนโลยีระบบแผนที่ต่าง ๆ มันยังไม่ค่อยดีเท่าไรครับ เวลาออก น.ค.๓ ให้ชาวบ้านในนิคมสร้างตนเองก็ออกโดยกรมประชาสงเคราะห์หรือปัจจุบัน ก็เปลี่ยนมาเป็นกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ มันไม่ได้มีเทคโนโลยีดี ๆ ไม่ได้มีการรังวัดอะไรเป็นกิจจะลักษณะเหมือนปัจจุบัน เจ้าหน้าที่เขาแยกไม่ออกหรอกครับว่าชาวบ้านอยู่ที่ไหนอย่างไรกันแน่ ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ หวงห้ามหรือเปล่า ก็ตรวจสอบกันยากมาก ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่แค่รู้ว่าชาวบ้านมีตัวตนอยู่จริง มีพื้นที่ครอบครองอยู่จริง ๆ ก็ออกเอกสารให้ได้แล้ว จนกระทั่งหลังสงครามเวียดนามผ่านไปครับ เราได้อานิสงส์จากการที่สหรัฐอเมริกาเอาเครื่องบินมาถ่ายภาพถ่ายทางอากาศแถวนี้บ่อย ๆ เราก็เลยมีภาพถ่ายทางอากาศที่ทันสมัยเอามาใช้กับงานแผนที่ได้ ก็เลยเริ่มรู้ชัดเจนขึ้นว่า ที่ดินตรงไหนมันออกเอกสารสิทธิถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนบ้าง แต่การจะไปตรวจสอบ เอกสารสิทธิที่เคยออกมาทั้งประเทศจำนวนมหาศาลมันก็ทำไม่ได้ง่าย ๆ ครับ ก็เลยต้องใช้วิธี ว่าต่อจากนี้ถ้าใครขอออกโฉนดที่ดิน พนักงานที่ดินที่ออกไปรังวัดพื้นที่ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่า มันไปทับที่ป่า ทับพื้นที่หวงห้าม ทับพื้นที่ต้นน้ำลำธารบ้างหรือไม่ ท่านประธานครับ สิ่งที่เห็น อยู่ในจออันนี้ เป็นหนังสือเมื่อปี ๒๕๒๓ ที่กรมที่ดินออกเวียนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ กำชับให้เจ้าหน้าที่เขียนรายงานการรังวัดให้ครบถ้วน ไม่ว่ามันไปทับที่ป่า ทับที่หวงห้าม ทับที่ ต้นน้ำลำธารบ้างหรือไม่จะต้องมีระบุอยู่ในหนังสือเล่มนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือนับแต่บัดนั้น ถ้ากระบวนการออกโฉนดที่ดินเป็นไปตามกระบวนการตามปกติ และถ้าเจ้าหน้าที่ดำเนินการ โดยสุจริต ยากที่จะออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนผิดกฎหมายได้ แต่ถ้ายังมีการออกโฉนดไปทับ พื้นที่ป่า ทับพื้นที่หวงห้าม ทับพื้นที่ต้นน้ำลำธาร เป็นต้น ก็สามารถสันนิษฐานได้เบื้องต้นว่า กระบวนการออกโฉนดที่ดินนั้นน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายครับ ยิ่งเดี๋ยวนี้ความคลาดเคลื่อน เกิดขึ้นได้ยากมากครับท่านประธาน เพราะเรามีระบบคอมพิวเตอร์ พอขอรังวัดปุ๊บเอาแปลงที่ดิน เข้าระบบก็เจอเลยว่าที่ดินแปลงนี้ขอออกโฉนดได้ไหม มันเป็นทับที่ป่า ทับที่ ส.ป.ก. ทับที่ หวงห้าม เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารหรือเปล่าที่ผมได้ทำให้ดูเมื่อตอนต้น ง่ายมากครับ คิดดู ครับท่านประธานครับ ว่าขนาดท่านอนุทินเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจ เหนือกรมที่ดินแต่ที่ดินบางแปลงของสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ ยังเป็น น.ส.๓ ก. อยู่เลยครับ ท่านประธานครอบครัวท่านอนุทินยังไม่ได้นำไปรังวัดปักหมุดออกโฉนดเลย เพราะมันอาจจะเสี่ยง ครับท่านประธาน คือเวลาเอา น.ส.๓ ก. ถึงมันจะมีภาพถ่ายทางอากาศ แต่มันก็ไม่มีการปักหมุด หรือหลักเขต ไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดเหมือนกับโฉนด ไม่ต้องมีเจ้าพนักงานที่ดินกับ เจ้าพนักงานกรมพัฒนาที่ดินมาตรวจจำแนกแยกแยะก่อนที่จะว่าไปทับที่ดินหวงห้ามต่าง ๆ หรือไม่ ท่านประธานลองดูแผนที่แรนโช ชาญวีร์ครับ ไม่ไกลจากโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ จะเห็นได้ว่าที่ดินสนามกอล์ฟดังกล่าวอาจจะเข้าไปทับพื้นที่ ส.ป.ก. ตามที่ถูกลูกน้องนักการเมือง ท่านหนึ่งเปิดประเด็นจริงก็ได้ ผมขอใช้คำว่า อาจจะ นะครับ ดังนั้นหากวันดีคืนดีมีการนำ น.ส.๓. ก. ของสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ไปขอออกโฉนด แล้วคอมพิวเตอร์มันไปตรวจ พบว่ามีส่วนหนึ่งส่วนใดของสนามกอล์ฟทับกับพื้นที่ ส.ป.ก. เดี๋ยวมันจะยุ่งครับท่านประธาน เอาล่ะกลับมาเรื่องที่ดินที่เป็นที่ตั้งโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ของท่านนายกรัฐมนตรีดีกว่าครับ ก็คล้าย ๆ กับสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ คือตอนแรกยังไม่ได้เป็นโฉนดนะครับ แต่มีการเอา ที่ดินตรงนั้นไปออก น.ส.๓ ก. ก่อน เพราะมันแค่รังวัดด้วยการเดินชี้ไม่ต้องรังวัดโดยละเอียด แล้วคงไม่มีใครไปตรวจสอบว่ามันไปทับพื้นที่หวงห้ามอะไรบ้างหรือเปล่าครับ จากหลักฐาน พบว่าปี ๒๕๓๗ บุคคลในครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ได้ไปซื้อที่ดินแปลงนี้มา ขณะนั้นเป็น น.ส.๓ ก. เลขที่ ๒๕๘๓ เนื้อที่ ๓๓ ไร่ ๒ งาน ๒๐ ตารางวาปรากฏตามภาพถ่าย ซึ่งเป็นข่าวของสำนักข่าวอิศราครับ แต่ที่เทมส์ วัลลีย์ ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารสุดยอดกว่าแรนโช ชาญวีร์ ก็คือหลังจาก ที่คนในครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีไปซื้อ น.ส.๓ ก. มาได้เพียง ๒ ปี ในปี ๒๕๓๙ ก็เอาที่ดิน ในนิคมสร้างตนเองแปลงนี้ไปออกเป็นโฉนดได้เป็นโฉนดเลขที่ ๒๒๐๕๔ ตามที่ผมได้ทดลอง ให้ดูตอนต้นนะครับ แล้วต่อมาปี ๒๕๕๕ ก็เอาโฉนดที่ดินแปลงนี้ไปแบ่งเป็น ๔ แปลงตามที่ ผมได้อภิปรายไว้แต่แรกครับ อย่างที่พูดครับท่านประธาน ว่าที่ดินแปลงนี้มันไม่ควรออกโฉนด ได้แน่นอน เพราะพอรังวัดปุ๊บก็เจอปั๊บว่าไปอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารของนิคมสร้างตนเอง ลำตะคอง เป็นเขตหวงห้ามครอบครองเข้าทำประโยชน์ไม่ได้ และออกโฉนดไม่ได้ ยิ่งปี ๒๕๕๕ ที่ไปแบ่งเป็น ๔ แปลงยิ่งไม่ควรจะออกโฉนดได้ เพราะตอนนั้นเรามีระบบเทคโนโลยีเยอะแล้วครับ มีคอมพิวเตอร์กรอกเลขปุ๊บโชว์แผนที่ขึ้นมาเจอปั๊บว่าออกโฉนดได้หรือไม่ เป็นที่ดินในพื้นที่ ต้นน้ำลำธารหรือไม่ คำถามก็คือแล้วทำไมมันออกโฉนดได้ถึง ๒ ครั้ง คำถามก็คือแล้วทำไม มันออกโฉนดได้ถึง ๒ ครั้ง คือถ้าเป็นตาสี ตาสา ยายมี ยายมา ไปขอออกโฉนดแบบซื่อ ๆ ในพื้นที่ แบบนี้นะครับท่านประธาน ผมมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่กรมที่ดินเขาไม่ออกโฉนดให้แน่นอน มิหนำซ้ำพอเจ้าหน้าที่ทราบว่า อ้าวที่ดินมันเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารนี่นา เขาอาจจะส่งเรื่องไป เพิกถอน น.ส.๓ หรือโฉนดที่ได้มาอีกด้วยครับ การจะทำอย่างเทมส์ วัลลีย์เขาใหญ่ได้นั้น มันไม่ง่ายหรอกครับ ถ้าไม่มีอำนาจรัฐ ถ้าไม่มีอำนาจทางการเมือง หรือถ้าไม่มีอำนาจอื่นใด มาเกี่ยวข้อง แล้วมันช่างบังเอิญจริง ๆ ครับ ในช่วงที่มีการออกโฉนดตรงโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ครั้งแรกนั้นเรามีรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งนามสกุลชินวัตรเหมือนท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธารพอดี ชายคนนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องกันตั้งแต่รัฐบาลนายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา จนถึงรัฐบาลนายกรัฐมนตรี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
ขออนุญาตท่านประธานครับ
ท่านครับมีผู้ประท้วง ท่านธีรัจชัยครับ เชิญท่านก่อแก้วครับ
ท่านประธานครับ ก่อแก้ว พิกุลทอง พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ข้อ ๖๙ ที่จริงท่านธีรัจชัยกับผมก็เคยอยู่ พรรคไทยรักไทยด้วยกันมาก่อน วันนี้ก็แปลกใจที่ท่านมาอภิปรายโรงแรมของครอบครัวชินวัตร เจ้าของพรรคไทยรักไทย ก็ขอให้ท่านเข้าใจเจริญในหน้าที่การงานนะครับ ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านธีรัจชัยว่าท่านอภิปรายโดยพยายามไม่พูดข้อเท็จจริงทั้งหมด ปิดบังบางส่วน ทำให้สังคมเข้าใจผิด เพราะว่าสิ่งที่ท่านอภิปรายท่านอภิปรายเฉพาะตัวโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ ผมเองเข้าออกเขาใหญ่มา ๒๐ ปีเห็นหมดว่าเรามีโรงแรมต้น ๆ จุลดิศ โรแมนติกรีสอร์ท โบทานี่อยู่แถวนั้นเต็มไปหมดนะครับ โรงแรมที่เพิ่งมาสร้างทีหลัง
ท่านก่อแก้วครับ ผมเข้าใจแล้วท่านประท้วง ข้อ ๖๙ ท่านธีรัจชัยอภิปรายด้วยข้อความที่เป็นจริง ไม่ครบทุกส่วน ผมเข้าใจข้อประท้วงของท่าน ผมวินิจฉัยแบบนี้ท่านก่อแก้วครับ ขออนุญาต วินิจฉัยแบบนี้นะครับ ญัตตินี้นี่ผมพูดอีกครั้งหนึ่งว่าเป็นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นหน้าที่ ของฝ่ายค้านครับที่เขาจะต้องกล่าวหารัฐบาลผู้ซึ่งถูกกล่าวหาอยู่ในญัตติ เพราะฉะนั้นนี่คือ หน้าที่ของเขา เขาก็กล่าวหาไปครับ ส่วนคนที่มีหน้าที่ชี้แจงคือรัฐบาล คือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง คือท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ในส่วนนี้ท่านนายกรัฐมนตรีสามารถที่จะชี้แจงได้ นำข้อเท็จจริง อีกด้านหนึ่งมาชี้แจงให้สภาแห่งนี้ได้รับรู้รับทราบ ให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบ ได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเชิญท่านธีรัจชัยอภิปรายต่อครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผมคิดว่าก็ขอบคุณท่านผู้ประท้วงที่กรุณาอวยพรให้ผมเจริญในหน้าที่การงาน เพราะการที่ผมนั้น ทำหน้าที่แบบตรงไปตรงมาโดยไม่สนใจว่าใครเป็นอย่างไร เอาความจริงมาเปิดเผย อันนี้ จะทำให้เจริญครับ ขอต่อนะครับ แล้วมันก็ช่างบังเอิญอีกครับ ที่ตอนเอาโฉนดเลขที่ ๒๒๐๕๔ ไปแบ่งเป็น ๔ โฉนดในปี ๒๕๕๕ ก็เป็นเวลาที่ประเทศของเรามีนายกรัฐมนตรีหญิงที่นามสกุล ชินวัตรเหมือนกับท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารพอดีเช่นกัน ท่านประธานครับ หากเรายึดมั่น ในกฎหมายของบ้านเมือง หากไม่มีการใช้อำนาจโดยมิชอบ พื้นที่ต้นน้ำลำธารเช่นนี้ย่อมไม่สามารถ ครอบครองทำประโยชน์ได้ และไม่สามารถนำมาออกโฉนดให้ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ใช้ทำธุรกิจโรงแรมได้จนถึงทุกวันนี้ ท่านประธานครับ โฉนดที่ดินทั้ง ๔ แปลงนี้ครับ ต่อมา ได้กลายเป็นของบริษัท พีดี เขาใหญ่ จำกัด ที่มีตัวท่านนายกรัฐมนตรีและคนในครอบครัว เป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัท ตอนตั้งบริษัท พีดี เขาใหญ่ นั้น คนในครอบครัวของท่าน นายกรัฐมนตรีได้เอาที่ดินที่ควรเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารทั้ง ๔ แปลงไปจ่ายเงินเป็นค่าหุ้นของ บริษัทปรากฏตามเอกสารที่ให้ดูนี้นะครับ มีท่านนายกรัฐมนตรีลงลายมือชื่อด้วยครับ ทางซ้ายมือที่วงสีแดงนั้นเป็นลายมือชื่อของท่านนายกรัฐมนตรีครับ บริษัท พีดี เขาใหญ่ จำกัด ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารและคนในครอบครัวก็เอาที่ดินทั้ง ๔ แปลงนี้มาให้ บริษัท เทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ โฮเต็ล จำกัด ของนายกรัฐมนตรีแพทองธารและคนในครอบครัว เช่าเพื่อประกอบกิจการโรงแรมอีกต่อหนึ่ง ถึงตอนนี้ผมขอสรุปชัด ๆ ว่านายกรัฐมนตรีแพทองธาร และคนในครอบครัวเป็นเจ้าของโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ต้นน้ำลำธาร โดยนายกรัฐมนตรีแพทองธารและคนในครอบครัวเป็นเจ้าของที่ดินทั้ง ๔ แปลงนี้ ที่ตั้งอยู่บน พื้นที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งตามกฎหมายแล้วเข้าไปทำประโยชน์ไม่ได้ ยิ่งนำไปออกโฉนดก็ยิ่ง ทำไม่ได้ใหญ่ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเป็นทั้งเจ้าของและเป็น ผู้บริหารบริษัทที่ครอบครองโฉนดที่ไม่ควรจะออกเอกสารสิทธิได้ตามกฎหมาย ๑๐ กว่าปี ที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเป็นทั้งเจ้าของและเป็นผู้บริหารบริษัทที่ทำธุรกิจ โรงแรมอยู่บนพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งตามกฎหมายแล้วออกโฉนดไม่ได้ ผมต้องขอย้ำชัด ๆ นะครับท่านประธาน คือพอผมอภิปรายมาถึงจุดนี้ประชาชนหลายคนที่ไปซื้อบ้านพักหรือ ซื้อโฉนดที่ดินแถวนั้นมาทำประโยชน์อาจตกใจได้ว่า แย่แล้ว นี่ตนเองอาจกลายเป็นคนทำผิด กฎหมายได้ไปแล้วหรืออย่างไร ผมต้องบอกว่าสำหรับประชาชนทั่วไปถ้าท่านไปซื้อโฉนดที่ดิน แถวนั้นต่อจากคนอื่น แล้วหากในภายหลังพบว่าโฉนดของท่านออกมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และอาจถูกเพิกถอนโฉนดถือว่าท่านเป็นผู้เสียหาย สามารถเรียกค่าเสียหายจากผู้ขายได้ครับ แต่ท่านประธานครับ ในส่วนของนายกรัฐมนตรีแพทองธารและครอบครัว คนในครอบครัวนะครับ ผมยืนยันว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่เป็นผู้ที่ร่วมกันกระทำผิด เอาที่ดิน ส.ป.ก. ไปออกโฉนด ทั้ง ๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย เพราะที่ดินตรงนั้นมันเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร เป็นพื้นที่ที่ต้องสงวนรักษาไว้ มันออกโฉนดไม่ได้ครับ การกระทำแบบนี้เป็นการทำธุรกิจที่ไม่เคารพกฎหมาย เอาเปรียบสังคม เอาเปรียบประชาชน
ท่านประธานคะ
คุณหมอครับ เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เข้าใจค่ะว่าเป็นการกล่าวหา เข้าใจว่าญัตติอภิปราย ท่านประธานคะ ดิฉันขอประท้วง ท่านประธานในข้อ ๙ และประท้วงผู้อภิปรายในข้อ ๑๗๘ ค่ะ ท่านคะ มันมีเรื่องของจริยธรรม สส. ที่ท่านจะต้องรับผิดชอบในส่วนการนำเอกสารหรือวัตถุใด ๆ เข้ามาแสดงในที่ประชุม แล้วอภิปรายไปกระทบกับบุคคลอื่นภายนอก ซึ่งสิ่งที่ท่านพูดจริง ๆ แล้วในบัญชีทรัพย์สิน ของท่านนายกรัฐมนตรีก็มีอยู่แล้วนะคะ ซึ่งอันนี้ถ้าเสียหายกับบุคคลภายนอกท่านจะต้อง รับผิดชอบด้วย ท่านประธานคะ ความเสียหายที่มันเกิดขึ้นจากการที่กล่าวร้ายหรือว่าใส่ร้าย ถ้ามันมากเกินไปท่านประธานต้องควบคุมด้วยค่ะ ขอขอบพระคุณค่ะ ท่านประธานช่วย พิจารณาด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
ผมวินิจฉัยก่อนครับ ผมวินิจฉัยอย่างนี้ครับ ก็ยังอยู่ในประเด็นที่เขายังกล่าวหาอยู่นะครับ แล้วก็ย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ หรืออย่างไรก็ดีทางท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหา ก็จะมาชี้แจงโดยตรง ด้วยข้อมูลอีก ๑ ชุด ทั้งหมดทั้งสิ้นก็สภาเป็นผู้ตัดสิน แล้วก็ยกมือในวันที่ ๒๖ ส่วนพี่น้องประชาชนเมื่อรับฟังทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วพี่น้องประชาชนก็จะตัดสินใจแล้วก็วินิจฉัย ของเขาเองนะครับ ท่านธีรัจชัยครับ อย่างไรก็ดีก็กระชับนะครับ ใช้เวลามา ๓๐ นาทีได้ ก็เหลือเวลาอีกแค่ ๒๕ นาที ฝากท่านธีรัจชัยกระชับนะครับ แล้วก็เริ่มที่จะเข้าสู่ข้อ ๖๙ แล้ว ฟัง ๆ ไปก็เริ่มเข้าข้อ ๖๙ เหมือนกันนะครับ เริ่มจะวกวนซ้ำซากแล้วนะครับ กระชับด้วยครับ
ครับท่านประธาน การกระทำ แบบนี้เป็นการกระทำธุรกิจที่ไม่เคารพกฎหมาย เอาเปรียบสังคม เอาเปรียบประชาชน เพราะพื้นที่ต้นน้ำลำธารถือเป็นของประชาชนคนไทยทุกคน นายกรัฐมนตรีจะฮุบเอาพื้นที่ อนุรักษ์ติดภูเขาแปลงสวยแปลงนี้ไปทำธุรกิจเพื่อประโยชน์ของตนเองและคนในครอบครัว ไม่ได้ แล้วพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมืองของท่านนายกรัฐมนตรี ยังไม่จบเพียงแค่นี้ครับท่านประธาน นิคมสร้างตนเองลำตะคองที่โรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ตั้งอยู่นี่ยังไม่มีประกาศยกเลิกเขตนิคมสร้างตนเองนะครับ นั่นหมายความว่าที่ดิน บริเวณโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ ที่กำหนดให้ใช้ประโยชน์ที่ดินได้เฉพาะการอยู่อาศัยและการทำเกษตรกรรมเท่านั้น ที่กำหนดให้ใช้ประโยชน์ที่ดินได้เฉพาะการอยู่อาศัยและการทำเกษตรกรรมเท่านั้นครับ ต่อให้มันออก น.ส.๓ หรือออกโฉนดไปแล้วถ้าจะต้องการเอาที่ดินไปทำอย่างอื่นนอกจาก การเกษตรหรืออยู่อาศัย เช่น ไปทำสนามกอล์ฟ หรือโรงแรม เจ้าของที่ดินต้องได้รับอนุญาต จากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเสียก่อน ก็เหมือนกับผังเมืองนะครับ ต่อให้มีโฉนด ถูกต้อง แต่ถ้าดันไปอยู่ในพื้นที่สีเขียว สีเขียวลายเหมือนแถวหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง พื้นที่ผมก็ทำโรงแรมไม่ได้ครับ เรื่องนี้มีทั้งระเบียบและความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ชัดเจนว่าต้องได้รับอนุญาตเป็นกรณี ๆ ไปถึงจะทำโรงแรมสนามกอล์ฟ หรืออย่างอื่นนอกจาก เกษตรหรือที่อยู่อาศัยได้ ท่านประธานลองดูนะครับ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ฉบับนี้คือเรื่องเสร็จที่ ๓๘๖/๒๕๓๕ ระบุไว้อย่างชัดเจนจริง ๆ ว่าที่ดินของนิคมสร้างตนเอง ต่อให้ออกโฉนดแล้ว หรือโอนเปลี่ยนมือไปแล้ว ถ้าจะนำไปสร้างโรงแรมก็ต้องได้รับอนุญาต จากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมเสียก่อน ซึ่งที่ดินแปลงที่คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นไว้นั้น ก็เป็นที่ดินแปลงใกล้ ๆ กับโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร และคนในครอบครัวนี่เองครับ ท่านประธานครับ ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องนี้ ออกมาในปี ๒๕๓๕ เป็นเวลา ๒ ปีก่อนที่คนในครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารจะไปซื้อที่ดิน เป็นเวลา ๔ ปีก่อนที่จะมีการออกโฉนดที่ดิน เป็นเวลา ๒๐ ปีก่อนที่จะมีการแบ่งโฉนด และก่อสร้างโรงแรม ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารจะบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้เลย คนเราจะรวย จะจน จะเคยมีพ่อหรืออาเป็นคนใหญ่คนโตแค่ไหน อย่างไรก็ต้องทำตามกฎหมาย เสมอภาค เท่าเทียมกัน ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๘ เมื่อครั้งรัฐบาล คสช. ไปตรวจโครงการโรงแรม Resort สนามกอล์ฟต่าง ๆ ในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคองตามนโยบายทวงคืนผืนป่า เจ้าหน้าที่ เขาพบว่านอกจากจะไปออกโฉนดทับพื้นที่ต้นน้ำลำธารแล้ว โรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ของท่านนายกรัฐมนตรียังไม่เคยได้รับอนุญาตให้ทำกิจการโรงแรมจากอธิบดีกรมพัฒนาสังคม และสวัสดิการอีกด้วย ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านนายกรัฐมนตรีไปขออนุญาตหรือยัง แต่ท่านทำ ธุรกิจโรงแรมมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ และปี ๒๕๕๘ ยังไม่มีการขออนุญาต แบบนี้ เรียกว่าความผิดมันสำเร็จไปแล้วครับ ต่อให้ท่านไปขออนุญาตในภายหลังมันไม่สามารถ ลบล้างความผิดเก่าได้ครับ สรุปก็คือท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารทำธุรกิจไม่ชอบด้วย กฎหมาย ไปเอาพื้นที่ต้นน้ำลำธารในป่าเขาใหญ่ในนิคมสร้างตนเอง มีการออกโฉนดเป็นของคน ในครอบครัวตนเองแล้วเอาไปทำธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก ผมขอเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องในลักษณะคล้าย ๆ กันนี้คือกรณีการออกโฉนดในพื้นที่ ต้นน้ำลำธาร คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยมีมติชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่กรมที่ดินไปเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เมื่อกลางปีที่แล้วนี้เอง ปรากฏตามข่าวที่ขึ้นให้อยู่นี้นะครับ ที่ดินที่ออก โฉนดผิดกฎหมายตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพิ่งชี้มูลมานี้เป็นลักษณะเดียวกันกับที่ดิน โรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันนี้เองครับ ท่านประธานดูครับ ที่ดินที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพิ่งชี้มูลอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารก้อนขาว ๆ ทางขวามือก้อนที่ ๒ ในขณะที่โรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร อยู่ในก้อนขาว ๆ ที่อยู่ทางด้านซ้ายมือก้อนที่ ๓ ข้าง ๆ กันเลยครับ แล้วที่ดินแปลงนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารจะรอดไปได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านครับ วันนี้ผมนำเอาข้อมูลความผิดของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร มาอภิปรายในสภาแห่งนี้ว่าเธอนั้นไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมเอาเปรียบประชาชน เอาเปรียบสังคม เห็นแก่ประโยชน์ของ ตนเองและครอบครัวอยู่เหนือผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างไร แต่ยังมีสิ่งที่น่ารังเกียจ นี่ไม่ใช่ เรื่องของการไม่เคารพกฎหมาย แต่ยังเป็นการจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ใช้อำนาจบริหาร ราชการแผ่นดินโดยมิชอบ หากท่านประธานคิดว่าการที่สนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์ ของครอบครัวท่านอนุทินถูกตรวจสอบมันเป็นเรื่องที่บังเอิญหรือครับ ขนาดท่านอนุทิน ยังไม่เชื่อเลย บอกว่ามันมีใบสั่งทางการเมือง ๕๐๐ ล้านเปอร์เซ็นต์ แล้วใครครับที่ออกใบสั่ง เพื่อเล่นงานคนระดับท่านอนุทินได้ที่เป็นทั้งรองนายกรัฐมนตรี เป็นทั้งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยก็มีแต่ท่านนายกรัฐมนตรี หรือไม่ก็คนในครอบครัวท่านที่เป็นสุดที่รักของท่าน นั่นละครับที่มีอำนาจบารมีพอที่จะทำได้ ในเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีเห็นว่าที่ดินสนามกอล์ฟแรนโช ชาญวีร์อาจมีปัญหา ท่านนายกรัฐมนตรีลืมแล้วหรือครับว่าที่ดินของตนเองและคนในครอบครัว ที่เขาใหญ่มันน่าจะมีปัญหาหนักกว่าของครอบครัวท่านอนุทินเสียอีก แรนโช ชาญวีร์เป็นแค่ น.ส.๓ ก. อาจจะทับพื้นที่ ส.ป.ก. แต่กรณีโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่นั้นเป็นการได้โฉนดทับพื้นที่ต้นน้ำลำธาร และยังทำธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกด้วย ท่านประธานคิดว่าคนอย่างนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ไม่รู้เรื่องรู้ราวจริง ๆ หรือครับ ท่านนายกรัฐมนตรีรู้แน่ ๆ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีจงใจที่จะละเลยไม่ตรวจสอบ การกระทำผิดของตนเองและคนในครอบครัว คนอย่างแพทองธาร ชินวัตร ไม่ใช่แค่ไม่เคารพ กฎหมายบ้านเมือง แต่ยังทำให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเองและ คนในครอบครัว เจตนาใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉลนำไปเล่นงานคู่ขัดแย้งทางการเมืองของตนเอง เท่านั้น แต่ปกปิดอำพรางไม่เคยคิดที่จะตรวจสอบการกระทำความผิดของตนเองและคนใน ครอบครัว คนที่มีพฤติกรรม พฤติการณ์เช่นนี้จะปล่อยให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกไม่ได้ แม้แต่วันเดียว เมื่อสภาแห่งนี้ทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้วผมขอให้พวกเราร่วมกันใช้อำนาจ ที่ได้รับจากประชาชนลงมติไม่ไว้วางใจไม่ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีอีกต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านรัฐมนตรีวราวุธ ศิลปอาชา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ครับ ขออนุญาต ตอบข้อสังเกตแล้วก็สิ่งที่ท่านสมาชิกได้กล่าวเมื่อสักครู่อยู่ ๒ ประเด็นนะครับ ประเด็นแรก เกี่ยวกับเรื่องการขออนุญาตใช้พื้นที่นะครับ ต้องเรียนว่าในส่วนของที่นิคมสร้างตนเอง ลำตะคองที่จังหวัดนครราชสีมาในรายบริษัท พีดี เขาใหญ่ ที่ประกอบกิจการเทมส์ วัลลีย์ นั้น ได้มีการขออนุญาตเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้โฉนดที่ดินเพื่อประกอบกิจการอื่นไปนะครับ ได้ดำเนินการไปเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ปี ๒๕๖๒ ได้มีการขอเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ เรียบร้อยแล้วเมื่อปี ๒๕๖๒ ประเด็นต่อมาครับ เกี่ยวกับเรื่องการใช้พื้นที่ใน Watershed ที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงเมื่อสักครู่ต้องขอบคุณมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตามคำสั่งของคณะปฏิวัติ ปี ๒๕๑๕ เมื่อมีการประกาศเขตนิคมสร้างตนเองขึ้นมาแล้ว ทั้งหมด ๒๘๐,๐๐๐ ไร่ครับ ขอเรียนว่าทั้ง ๒๘๐,๐๐๐ ไร่นั้นสามารถใช้เป็นพื้นที่ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ของพี่น้อง ประชาชนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีการแบ่งเป็น Watershed หรือว่าพื้นที่ต้นน้ำอย่างไร เพราะว่าพื้นที่ ๒๘๐,๐๐๐ ไร่ที่ตามคำสั่งคณะปฏิวัติได้ตั้งไว้เมื่อปี ๒๕๑๕ นั้น ในขณะนั้นเอง ก็มีพี่น้องประชาชนอยู่ในพื้นที่ ๒๘๐,๐๐๐ ไร่นี้ด้วย จึงเป็นเหตุให้ตั้งนิคมสร้างตนเอง ลำตะคองขึ้นมา ดังนั้นก็ขอบคุณท่านสมาชิกที่เป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่อง Watershed แต่ว่าไม่ได้ มีการเข้าไปในพื้นที่หวงห้ามอย่างไร เพราะว่าพื้นที่ในนิคมสร้างตนเองลำตะคองนั้นสามารถ ให้พี่น้องประชาชนใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ส่วนเรื่องการขออนุญาตนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลง วัตถุประสงค์ไปเมื่อปี ๒๕๖๒ ครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานครับ
ท่านธีรัจชัยครับ ไม่ได้พาดพิงถึงนะครับ
ไม่ได้พาดพิง ผมขออนุญาต เพิ่มเติมนิดหนึ่งนะครับ เพราะท่านชี้แจงอาจจะไม่ครบถ้วนนะครับ อันแรกก็คือผมถามว่า ในปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ มันได้มีการขอจากอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการหรือไม่ ท่านไม่ได้ตอบ ท่านบอกว่าปี ๒๕๖๒ ได้เปลี่ยนวัตถุประสงค์ มันคนละประเด็นกันนะครับ เดี๋ยวประชาชนจะเข้าใจผิด ผมถามถึงเรื่องว่าปี ๒๕๑๔ ได้มีการออกไว้ใน ๓ ก้อนนะครับ คือ Watershed Area ท่านบอกว่าปี ๒๕๑๕ ไม่มีนะครับ ท่านลองแสดงมาด้วยว่ามันมีมติ ครม. อะไรนะครับ ซึ่งถ้าแบบนี้คนจะเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ ถ้าท่านตอบ ๒ อย่างนี้ไม่ได้ นั่นก็คือ เป็นที่ผมได้อภิปรายทั้งหมดนะครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
คือคำสั่งของคณะปฏิวัติ ปี ๒๕๑๕ นะครับ ที่ตั้งนิคมสร้างตนเอง ลำตะคองขึ้นมาในขณะนั้นมีพื้นที่ทั้งหมด ๒๘๐,๐๐๐ ไร่นะครับ ครอบคลุมพื้นที่นี้ทั้งหมด ดังนั้นไม่ว่าจะมี Watershed หรือไม่ เมื่อนิคมสร้างตนเองได้ประกาศมาแล้วใน ๒๘๐,๐๐๐ ไร่นี้ พี่น้องประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด ไม่ได้มีกัน Watershed เอาไว้ใน ๒๘๐,๐๐๐ ไร่ แล้วก็นิคมสร้างตนเองทั้ง ๔๔ แห่งในประเทศไทยที่มีอยู่ในขณะนี้นั้นไม่มีพื้นที่ Watershed ที่กันเอาไว้นะครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชนใช้ได้หมด แล้วก็ตามที่ผมได้เรียนว่ามีหนังสือ ขออนุญาตเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้โฉนดที่ดินนะครับ ก็อย่างที่เรียนครับ ได้ขออนุญาต เปลี่ยนแปลงเมื่อปี ๒๕๖๒ ครับ ดังนั้นก่อนหน้านั้นเองก็คงอาจจะยังไม่มี อันนี้ผมตอบไม่ได้ แต่ว่าหนังสือที่ผมมีอยู่ในมือที่มีการขอกับทาง เรียนผู้ปกครองนะครับ นิคมสร้างตนเอง นครราชสีมานะครับ แล้วก็ในขณะนั้นเองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในขณะนั้น เมื่อปี ๒๕๖๒ นะครับ ก็ได้มีการอนุญาตให้ใช้ที่ดินในการทำกิจการอื่นครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายอนุทิน ชาญวีรกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ตอนนี้ไม่เอาตำแหน่งมาอภิปรายนะครับ แต่ว่าขอใช้สิทธิที่ถูกพาดพิงโดยเอ่ยชื่อนะครับ ทั้งตัวผม ทั้งนามสกุลแล้วก็ครอบครัว ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมท่านผู้อภิปรายนะครับ ที่ช่วงนี้ เป็น Low Season พอดี ท่านก็ได้ช่วยโฆษณาโครงการที่เขาใหญ่ อันนี้ต้องกราบเรียนว่า คือท่านอภิปราย ท่านอภิปรายตรงกลาง แต่ท่านไม่อภิปรายตรงจุดเริ่มต้นนะครับ ครอบครัว ของผมก็ดี ครอบครัวท่านนายกรัฐมนตรีก็ดีนะครับ หรือว่าผู้ที่มีที่ดินอยู่ที่แถวเขาใหญ่ ผมพูด ภาพรวม ๆ ก็แล้วกันว่าแถวเขาใหญ่นะครับ ถ้าเราเป็นคนกรุงเทพฯ เราก็ได้มาด้วยการไปซื้อ จากเจ้าของเดิม ๆ สมัยที่ครอบครัวผมไปซื้อที่ดินแปลงเหล่านี้ ผมก็ได้มีโอกาสไปเดินดูกับเขาด้วย คนที่พาเดิน คนที่แนะนำส่วนใหญ่ก็เป็นกำนัน เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นนายก อบต. แล้วก็การที่ เราได้ตัดสินใจในการซื้อที่ดินเพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน สิ่งที่เรายึดถือก็มีอยู่อย่างเดียว เราเป็นคนนอก แล้ว ณ ตอนนั้นก็ไม่ได้มีตำแหน่งแห่งหนอะไร เป็นนักลงทุนธรรมดานะครับ ไปกันครอบครัว มีทุนบ้าง ก็อยากจะไปดูว่าจะไปลงทุนอย่างไร ก็เห็นว่าที่ดินนี้มันก็น่าลงทุนดี เจ้าของเขามีโฉนด เวลาเขาขายเขาก็ยกโฉนดขายนะครับ ตอนนั้นราคาเท่าไรก็แล้วแต่เถอะ แต่ว่าสิ่งที่สำคัญก็คือเวลาเราเปลี่ยนมือของการครอบครองที่ดินมันไม่ได้เป็นสัญญาระหว่าง เรา ๒ คนนะครับ มันต้องมีตัวกลางก็คือกรมที่ดินหรือสำนักงานที่ดิน เมื่อมีการตกลงซื้อ ตกลงขายเราก็ไปที่กรมที่ดิน แล้วก็ให้เขา Stamp โฉนด โอน เก็บค่าธรรมเนียม จ่ายค่าที่ดิน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดก็ต้องถือว่าเป็นกระบวนการที่กระทำโดยเจตนาสุจริตทั้งสิ้น ผมก็ได้ กราบเรียนถามผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านที่รู้เรื่องโครงการของที่ท่านเอ่ยเมื่อสักครู่ โครงการ เทมส์ วัลลีย์ การได้มาของที่ดินก็คล้ายคลึงกัน แล้วก็ที่ดินที่มีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็น โครงการใหญ่ ๆ ขึ้นมา การได้มาของที่ดินก็เป็นเช่นนี้เช่นกัน ดังนั้นผมคิดว่าการที่ท่าน มาบอกว่าเจ้าของปัจจุบันถือครอบครองโฉนดแล้วเป็นผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย อันนี้ผมต้องขอกราบเรียนว่า ไม่เป็นความจริงครับ เราก็ได้มาด้วยการซื้อมาโดยสุจริตทั้งสิ้น ซื้อมาโดยโฉนดมีตราครุฑ มีสำนักงานที่ดินเป็นผู้ประทับรับโอน เมื่อมีการไปตรวจสอบ โดยนักการเมืองท่านหนึ่ง ท่านก็ไปตรวจสอบ ท่านก็ยังไม่กล้าเข้าไปในสถานที่ที่ดินแปลงนั้น เพราะท่านรู้ว่ามันยังเป็นโฉนดอยู่นะครับ แต่ท่านก็บอกว่าเดี๋ยวจะไปตรวจว่ามันเป็น ส.ป.ก. หรือเปล่า มันเป็น น.ส.๓ ก. หรือเปล่า เป็นที่นิคมหรือเปล่า ตรงนี้คนตรวจสอบเท่านั้นล่ะ แล้วก็เจ้าพนักงานที่ดินเท่านั้นที่จะทราบ พวกผมไม่มีทางทราบได้นะครับ แล้วอย่างที่ท่าน บอกว่า ถ้ามันผิด ตรวจสอบแล้วมันผิด ออกผิด ไม่มีที่มาที่มันถูกต้อง ถ้าเขาจำเป็นต้องเพิกถอน ก็ต้องเพิกถอนเราทำตามกฎหมายอยู่แล้ว ยินดีที่จะปฏิบัติตามกฎหมายอยู่แล้ว เพิกถอนไป เราก็ใช้สิทธิของเราเหมือนที่อัลไพน์เมื่อสักครู่นี้ที่บอกไปนะครับ ถ้าตรวจสอบมาแล้วว่า เป็นการเพิกถอนแล้วเจ้าของได้มาโดยสุจริตนะครับ เขาก็มีสิทธิที่จะไปเรียกร้องค่าเสียหาย ตรงกรณีที่เขาใหญ่นี้ก็เช่นกันนะครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่าเป็นเพราะเป็น มท. ๑ คนที่ ต้องใหญ่กว่าเท่านั้นถึงจะมาตรวจสอบได้ ผมคิดว่าเป็นใครก็แล้วแต่ตอนนี้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ใหญ่ที่สุดก็ถูกตรวจสอบแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบ ถ้าตรวจสอบแล้ว มันถูกต้องก็ต้องให้ความเป็นธรรมเขา ถ้าตรวจสอบแล้วมันไม่ถูกก็ต้องมีการเพิกถอน เป็นเรื่องปกติเลย แต่อย่าไปย้ำเรื่องนี้มากเลยครับท่านครับเพราะว่าท่านได้ทำลายบรรยากาศ การลงทุนของธุรกิจนะครับโดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่เขาใหญ่โดยสิ้นเชิงแล้ว ตอนนี้ทุกอย่าง Stand Still หมดแล้วนะครับ ที่มัดจำไว้ก็ทิ้งมัดจำแล้ว ที่คิดว่าจะไปซื้อก็ไม่ซื้อแล้ว แล้วคนที่ เดือดร้อนที่สุดในที่สุดก็คือพี่น้องประชาชนนะครับ ก็อยากจะกราบเรียนว่าที่ท่านพูดมาเรายินดี ให้ตรวจสอบ แล้วยินดีที่จะน้อมรับการตรวจสอบที่ถูกต้องตามกฎหมายนะครับ แล้วถ้าเป็น เช่นนั้นนะครับก็ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ ก็อยากจะกราบเรียนให้ท่านได้ทราบว่าอย่าเพิ่ง ไปกล่าวหาว่าตรงนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเพราะการที่ได้มาได้มาด้วยวิธีการสุจริต เสียค่าธรรมเนียม เสียค่าใช้จ่ายทุกอย่างตามกฎหมายทุกประการครับ ก็ต้องขอชี้แจงให้แก่ ท่านผู้อภิปรายผ่านไปยังพี่น้องประชาชนได้รับทราบครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปเชิญท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ เชิญครับ
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล ท่านประธานวันนี้ผมขอทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะที่ท่านเป็นต้นตอของความล้มเหลวในการ ปฏิรูปการเมืองและการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ย้อนไป เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ปี ๒๕๖๗ ท่านนายกรัฐมนตรีครับเดินทางมาที่รัฐสภาแห่งนี้ เพื่อมาอ่าน คำแถลงนโยบายและสัญญากับพี่น้องประชาชนครับว่าท่านจะทำให้คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ก็เข้าใจดีครับว่าคงเป็นความพยายามของท่านนายกรัฐมนตรีที่จะชวนพวกเรานึกย้อน ไปถึงภาพจำของรัฐบาลพรรคท่านในอดีตที่เคยบริหารประเทศในห้วงเวลาที่คนจำนวนไม่น้อย รู้สึกว่าเขากำลังอาศัยอยู่ในประชาธิปไตยที่กินได้ ที่ผสมผสานเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองกับการเมือง ที่ยึดโยงกับประชาชน แต่ท่านประธานครับ ภายในระยะเวลาเพียงแค่ ๖ เดือนเท่านั้นครับ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ภาพจำดังกล่าวเรื่องประชาธิปไตยที่กินได้ มันพังทลายไปเรียบร้อยแล้วครับ ประชาชนไม่มีกินอย่างไรผมคงไม่ต้องพูดเยอะครับ จีดีพีเรา โตรั้งท้ายอาเซียน ค่าแรงขั้นต่ำเราแตะ ๔๐๐ บาทในแค่ ๔ จังหวัด ๑ อำเภอ ราคาข้าวของเราก็ตกต่ำลดลงมา ๓๐ ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ถึงแม้ท่านนายกรัฐมนตรีจะสอบตกเรื่องการ แก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่าครับ คือท่านนายกรัฐมนตรีจะสอบตก เช่นกันเกี่ยวกับการยกระดับประชาธิปไตยที่บอกว่าไม่น่าเชื่อครับประธานก็เพราะหากย้อน ไปเมื่อ ๒ ปีที่แล้วครับ ในวันเลือกตั้งวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ประเทศเราดูมีความหวังมาก เกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย ประเทศเรา ณ เวลานั้นดูเหมือนจะมี ฉันทามติร่วมกันครับว่าเศรษฐกิจที่ดี สังคมที่เป็นธรรม ระบบราชการที่โปร่งใส ไม่สามารถ งอกออกมาได้จากการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย และการตกผลึกของสังคมในวันนั้น มันก็แปลออกมาเป็นพลังของพี่น้องประชาชนอย่างน้อย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ที่เข้าคูหาเลือกตั้ง และลงโทษผู้นำที่สืบทอดมาจากรัฐบาลเผด็จการ และเพื่อมอบอำนาจและความไว้วางใจ ให้กับพรรคในซีกฝ่ายค้าน ณ เวลานั้น ด้วยความคาดหวังครับว่ารัฐบาลหลังจากการเลือกตั้ง จะนำเอาอำนาจดังกล่าวไปสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย พวกท่านก็รู้ดีครับ อดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน เคยไปโอ้อวดไว้กลางเวทีสหประชาชาติเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๖ ว่าประเทศไทยกำลังจะได้เริ่มต้นบทใหม่ของประชาธิปไตย วันนี้พี่น้อง ประชาชนเขาฝากผมมาถามครับว่าบทใหม่ของประชาธิปไตยเริ่มหรือยังครับ ที่ต้องถามแบบนี้ ครับท่านประธานเพราะไม่น่าเชื่อครับว่าประชาชนจำนวนไม่น้อย ณ เวลานี้เขามีความรู้สึก ว่าประชาธิปไตยในบ้านเราทุกวันนี้ไม่ได้ดีไปกว่าประชาธิปไตยภายใต้รัฐบาลก่อนหน้านี้ ที่มี นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้ก่อรัฐประหาร ความรู้สึกแบบนี้พวกเขาก็ไม่ได้คิดไปเอง เพราะหากจะวัด ด้วยดัชนีประชาธิปไตยที่ถูกจัดทำโดยหน่วยงานที่ชื่อว่า Economist Intelligent Unit ก็จะเห็น ว่าประชาธิปไตยเราบกพร่องกว่าเดิมจริง ๆ ครับ ได้คะแนน ๖.๖๗ เมื่อปี ๒๕๖๕ ลดลงมา เหลือ ๖.๓๕ เมื่อปี ๒๕๖๖ แล้วก็ล่าสุดลดลงมาอีกเหลือ ๖.๒๗ ในปี ๒๕๖๗ หรือหากจะวัด จากแบบสำรวจที่เขาเรียกว่าเสรีภาพทั่วโลกที่ถูกจัดทำโดยหน่วยงานที่ชื่อว่า Freedom House ประเทศเราก็ถูกลดสถานะลงมาจากเดิมที่เป็นประเทศที่เขาว่ากันว่ามีเสรีภาพบางส่วน ตอนนี้อยู่ในหมวดหมู่ของประเทศที่เขาจัดว่าไม่เสรีหรือหากท่านนายกรัฐมนตรีไม่อยากจะใช้ ตัวชี้วัดสากลไม่เป็นไรครับ เราใช้ไม้บรรทัดของพรรคเพื่อไทยเองก็ได้แล้วเราก็จะเห็นชัดครับ ว่าในบรรดาบันได ๖ ขั้นสู่ประเทศประชาธิปไตยฉบับพรรคเพื่อไทย ณ เวลานี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ยังก้าวไม่ขึ้นแม้แต่ขั้นเดียวครับ วันนี้ครับผมเลยจำเป็นจริง ๆ ครับที่ต้องมาชี้แล้วเรียนให้ ท่านประธานเห็นครับ ว่าบุคคลที่จะต้องรับผิดชอบมากที่สุดต่อความล้มเหลวดังกล่าวก็หนีไม่พ้น ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่จงใจทิ้งขว้างโอกาสที่ดีที่สุดในรอบ ๒๐ ปีของเรา ในการสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย โดยการเอาอำนาจที่ประชาชนเขามอบให้ เพื่อไปผลักดันวาระที่ก้าวหน้าเพื่อส่วนรวมไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตนของตนเอง ครอบครัวท่าน และเครือข่ายที่พึ่งพาการมีอยู่ของท่าน การบริหารประเทศและการปฏิรูปการเมืองภายใต้ การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร จึงเป็นเสมือนละครเรื่องหนึ่งครับที่มีชื่อว่า รัฐบาลเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน ที่มีทั้งหมด ๕ ตอน และมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นตัวละครหลัก และกำลังจะมุ่งสู่ความพังพินาศของระบบการเมืองไทย ท่านประธานครับ ละครเรื่องนี้ อาจจะมีภาพ เสียงและเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้นำประเทศเรา โปรดใช้ วิจารณญาณในการรับฟังครับ ไปสู่ตอนที่ ๑ ครับของละครเรื่องนี้ผมตั้งชื่อว่ารวมกันอ้างชาติครับ หมายถึงพฤติกรรมของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ตั้งรัฐบาลโดยอ้างว่าทำเพื่อประเทศชาติ แต่กลับไม่เคยเอาเรื่องนโยบาย ส่วนรวมมาเป็นตัวตั้ง ความจริงแล้วท่านประธานจุดจบของการปฏิรูประบบการเมืองเรา มันถูกลิขิตไว้ตั้งแต่จุดกำเนิดของรัฐบาลชุดนี้ ที่ต้องพูดแบบนี้ครับก็เพราะว่าหากพรรคการเมือง ที่มารวมตัวกันตั้งรัฐบาล มีเรื่องของประเทศชาติอยู่ในหัวจริง ๆ มีเรื่องประโยชน์ของประชาชน อยู่ในหัวจริง ๆ พวกเขาต้องเอานโยบายมาเป็นตัวตั้งครับ มันต้องเอาวาระการปฏิรูปประเทศ ในด้านต่าง ๆ มาเป็นเงื่อนไขในการตั้งรัฐบาล มันต้องคุยกัน มันต้องถกเถียงกัน มันต้องตกลง กันได้ในระดับหนึ่งว่านโยบายที่เห็นต่างกันจะหาจุดกึ่งกลางอย่างไรหรือจะจัดลำดับความสำคัญ อย่างไร แต่กระบวนการพวกนี้ ความพยายามพวกนี้ไม่เคยเกิดขึ้นครับ ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ รอบแรกครับตอนจับมือกันตั้งรัฐบาลคุณเศรษฐาครับ พวกท่านครับก็ออกแถลงการณ์จัดตั้ง รัฐบาลออกมาครับ แต่แทบไม่ได้พูดถึงเลยว่าจะผลักดันนโยบายอะไรร่วมกัน สาระสำคัญจริง ๆ ครับท่านประธานอยู่ที่ย่อหน้าแรกครับ ที่บ่งบอกชัดเจนว่าพรรคการเมืองเหล่านี้มารวมตัว กันได้ด้วยฉันทามติเดียวจริง ๆ ครับคือไม่แก้มาตรา ๑๑๒ และไม่เอาพรรคก้าวไกลแค่นั้นเลย แล้วพอมาถึงคิวของท่านแพทองธารครับ แม้รอบนี้ไม่ได้มีข้ออ้างว่าจะต้องไปรวบรวมเสียง ของ สว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านแพทองธารก็ยังไม่ได้ตั้งรัฐบาลโดยเอานโยบาย มาเป็นตัวตั้งอยู่ดี พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ออกมาสนับสนุนคุณแพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่เคยออกแถลงการณ์ล่วงหน้าครับว่าจะผลักดันนโยบายอะไรร่วมกันก่อนที่จะเข้ามาที่ สภาแห่งนี้และลงมติให้กับคุณแพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนเดิมครับมีแต่เรียงคิวกัน ออกมาย้ำคาถาเดิมครับ ท่องคาถาเดิมว่าจะไม่แก้มาตรา ๑๑๒ ตัวท่านนายกรัฐมนตรีเอง พอสื่อมวลชนไปสัมภาษณ์ว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของท่านจะเดินหน้านโยบายแจกเงินหมื่น ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลคุณเศรษฐาที่ใช้เวลาออกแบบมาเป็นปีครับ หรือไม่ ท่านนายกรัฐมนตรีตอบว่าอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีตอบว่าวันนี้ เราเอาเรื่องการเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ก่อนดีไหม แล้วพอมาถึงวันที่ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธารต้องมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คำแถลงนโยบายมันก็เลยเลื่อนลอยครับ เคว้งคว้าง ไร้สัญญาที่เป็นรูปธรรม ทั้ง ๆ ที่พวกท่านทำงานมาร่วมกันก่อนหน้านั้น ๑ ปี แต่ทำเสมือนกับ เพิ่งมาทำงานกันได้แค่ ๑ วันครับ ค่าแรงขั้นต่ำที่ควรจะตกลงกันได้แล้วว่าจะเพิ่มเป็นกี่บาท ภายในกี่ปีท่านก็เขียนไว้กว้าง ๆ ครับว่าจะกำหนดค่าจ้างที่เหมาะสม เรื่องกัญชาครับ ที่พรรคท่าน และรัฐบาลเศรษฐาย้ำแล้วย้ำอีก ว่าต้องเอากลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดท่านก็เขียนแค่ว่าให้มี การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ ๒ ปีที่ผ่านมามันเลยได้พิสูจน์ให้เราเห็นครับ ว่าภาพจำตอนช่วง ของการเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ ที่ทำให้เราเคยเข้าใจว่ารัฐบาลชุดนี้คือรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว แท้จริงแล้วเป็นเพียงภาพลวงตาครับท่านประธาน เพราะ ๒ ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วครับ ว่าแม้พวกเขาจะหาเสียงด้วยนโยบายที่แตกต่างกันแค่ไหน แม้พวกเขาจะเคยไล่หนูตีงูเห่า กันมาไม่รู้กี่รอบ แต่ความจริงแล้วพวกเขาเป็นขั้วเดียวกันครับ เป็นขั้วเดียวกันที่มีคุณสมบัติ ร่วมกัน นั่นก็คือความคงเส้นคงวาในการกลับคำพูดไปกลับคำพูดมาโดยไม่เขินอายต่อคำพูด ตนเองในอดีตเพียงเพื่อให้อยู่ในอำนาจโดยไม่สนใจว่าจะนำอำนาจนั้นไปสร้างประโยชน์ให้กับ ประชาชนอย่างไร ดังนั้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ท่านแพทองธารตัดสินใจตั้งรัฐบาล โดยเอาประโยชน์ ส่วนตนที่ต่างตอบแทนกันเป็นตัวตั้งแทนที่จะเอานโยบายส่วนรวมที่จะผลักดันร่วมกันเป็นตัวตั้ง เราก็พอจะรู้แล้วครับว่าวาระการปฏิรูปการเมืองต่าง ๆ ก็คงจะไม่สำเร็จภายใต้รัฐบาลนี้ แต่เข้าใจดีครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะมายอมรับกันตรง ๆ แบบนั้นตั้งแต่วันแรกก็คงจะไม่ได้ มันก็เลยต้องเล่นละครต่อไปเรื่อย ๆ ครับท่านประธาน เลยนำมาสู่ตอนที่ ๒ ของละครเรื่องนี้ ผมตั้งชื่อว่า ปากอย่างใจอย่างครับ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรีครับ ที่เสแสร้งว่าต้องการผลักดันการปฏิรูปการเมืองแต่ไม่เคยออกแรงให้ได้เห็น ความจริงอาการ เสแสร้งนี้มีหลายตัวอย่างมากครับที่สามารถหยิบยกมาได้ แต่คงไม่มีเรื่องไหนที่สะท้อน ให้เห็นชัดถึงความไม่จริงใจของท่านนายกรัฐมนตรีเทียบเท่ากับเรื่องของการจัดทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ผมเข้าใจดีครับเรื่องรัฐธรรมนูญผมพูดบ่อยมาก ผมรู้ว่าพูดทีมันก็ฟังดูไกลตัว แต่ผม จำเป็นจริง ๆ ครับที่ต้องย้ำว่าหลายปัญหาและหลายความเลวร้ายทางการเมืองที่เราเห็น กันอยู่หน้าข่าวทุกวันนี้ ที่ประชาชนวิจารณ์กันอย่างหนาหูทุกวันนี้ มันก็มีต้นกำเนิดมาจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี่ละครับท่านประธาน ก็เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี่ละครับ ที่ทำให้กลไกปราบโกงมันล่าช้าอ่อนแอถูกแทรกแซงได้ เปิดช่องให้รัฐบาลกับ ป.ป.ช. สามารถ ฮั้วกันได้โดยใช้ตำแหน่งประธานรัฐสภาเป็นเครื่องมือครับ แล้วก็เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี่ละครับที่ทำให้อำนาจที่มาของวุฒิสภาไม่สมดุลกัน มีกระบวนการการเลือก สว. ที่พิสดาร ไม่ยึดโยงกับประชาชนและเอื้อต่อมหกรรมการโกงที่ทุกท่านรู้ครับ ทั้งโลกรู้ มีแค่ กกต. ที่ไม่รู้ แล้วก็เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี่ละครับที่ทำให้มันเกิดการยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิ นักการเมืองเป็นว่าเล่น กระทบต่อทั้งเสถียรภาพและความชอบธรรมของระบบการเมืองเรา รวมถึงทำให้พี่น้องประชาชนต้องรับกรรมครับจากการมีคุณแพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ตัวเลือกแรกของพี่น้องประชาชน และไม่ใช่แม้กระทั่งตัวเลือกแรกของพรรค ต้นสังกัดท่าน แต่ปัญหาเหล่านี้ครับผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีน่าจะรู้ดีครับ เพราะท่าน นายกรัฐมนตรีครับก็เขียนลงไปเองในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลว่าท่านจะเร่งจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด แต่ผมถามท่าน นายกรัฐมนตรีครับว่าท่านทำอะไรไปบ้างที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการเร่งรัดนโยบายเรือธงนี้ พอท่านเข้ามารับตำแหน่งครับก็ตรงเป๊ะพอดีกับห้วงเวลาที่ สว. สีน้ำเงินพยายามจะรื้อ พ.ร.บ. ประชามติของ ครม. แต่ท่านก็ลอยตัวเหนือปัญหาครับ บอกว่าเป็นเรื่องของสภา บอกว่านายกรัฐมนตรีจะไปทำอะไรกับ สว. ได้ ทั้ง ๆ ที่ทุกคนเขาก็รู้ครับว่ารอยร้าวระหว่าง สส. กับ สว. มันคือรอยร้าวเดียวกันกับรอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วพอพวกผมครับ สส. ฝ่ายค้านพยายามจะเสนอทางออกว่าเราลองมาดูไหม เราลองมาพยายาม ลดจำนวนประชามติจาก ๓ ครั้ง เหลือ ๒ ครั้ง เพื่อทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล สามารถผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จทันก่อนการเลือกตั้งเพื่อรักษาคำพูดของท่านเอง ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ออกแรงแม้แต่นิดเดียวครับ มีแต่พวกผมนี่ละครับ สส. ฝ่ายค้าน ที่เดินสายพยายามจะหาทางออกไปหารือกับท่านประธานเอง ไปหารือกับทางประธาน ศาลรัฐธรรมนูญจะขอเข้าพบท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่สละเวลาแม้แต่ ชั่วโมงเดียวครับ ให้เรามาคุยกันให้รู้เรื่อง และพอพวกผมทำสำเร็จครับ โน้มน้าวท่านประธาน นี่ละครับให้บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่อง สสร. เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา ท่านนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่เดียวครับพยายามรวบรวมเสียงของสมาชิกรัฐสภาในซีกรัฐบาล ให้เพียงพอให้สามารถผ่านการพิจารณาความเห็นชอบในวาระที่หนึ่งไปได้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ปล่อย Join ครับ ไม่ทำอะไรเลยครับ ร่างของ ครม. ที่ควรจะถูกเสนอเข้ามาก็ไม่มีครับ ทั้ง ๆ ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล และพอ สส. ในซีกรัฐบาลมาหักกันเองในสภาแห่งนี้ครับ จนทำให้สภาต้องล่มไป ท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้สัมภาษณ์แก้เก้อครับว่าได้มีความพยายาม ในการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้วครับ แต่ภายในไม่กี่ชั่วโมง เสียดายครับท่านรอง นายกรัฐมนตรีต้องลุกไปนะครับ เพราะท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านอนุทินนี่ละครับ ที่เมื่อสักครู่ก่อนหน้านี้ยังบอกให้ท่าน นายกรัฐมนตรีนั้นสู้ ๆ อยู่เลย แหกท่านอีกรอบครับ แหกท่านนายกรัฐมนตรีอีกรอบครับ โดยการบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่เคยมาคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย โกหกกันง่ายแบบนี้มิน่าครับรัฐบาลนี้ถึงต้องส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญถามว่าซื่อสัตย์สุจริต แปลว่าอะไร ทั้งหมดนี้ครับ มันเลยสะท้อนให้เห็นชัดถึงความไม่จริงใจของท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่พอสังคมเริ่มตั้งคำถามด้วยความไม่จริงใจของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ก็ส่งคนของท่านออกมาแข่งกันประดิษฐ์วาทกรรมครับ บอกว่าอันนี้ คือยุทธศาสตร์อันชาญฉลาดที่เน้นทำได้จริงมากกว่าแค่ได้ทำ ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เคยเห็นท่าน นายกรัฐมนตรีทำอะไรเลยครับเรื่องรัฐธรรมนูญ แน่จริงท่านนายกรัฐมนตรียอมรับตรง ๆ เลยครับ ว่าพอท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว พอท่านมีอำนาจแล้วท่านไม่ได้สนใจเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญอีกต่อไป แน่จริงท่านนายกรัฐมนตรียอมรับตรง ๆ เลยครับ ว่าพอท่านไปทำ Deal ให้คุณพ่อท่านได้กลับบ้านมาแล้ว ส่วนหนึ่งของ Deal นั้นคือท่านจะต้องปกป้อง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไว้ให้ได้ ความจริงท่านประธานไม่ต้องพยายามจะเปรียบเทียบ ความพยายามของท่านนายกรัฐมนตรีเรื่องรัฐธรรมนูญกับความพยายามของพวกผมในซีก ฝ่ายค้านก็ได้ ท่านประธานแค่ลองเปรียบเทียบความพยายามของท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องรัฐธรรมนูญกับความพยายามของท่านนายกรัฐมนตรีเรื่องกาสิโน ท่านประธานก็จะเห็น ระดับความพยายามที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ที่ต้องพูดแบบนี้ครับก็เพราะในขณะที่ท่าน นายกรัฐมนตรีนั้นปล่อยเกียร์ว่างเรื่องรัฐธรรมนูญ นโยบายกาสิโนครับเป็นกรณีศึกษาที่ดีมาก ว่าหากท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องการจะดันเรื่องอะไรจริง ๆ แม้ไม่เคยหาเสียงไว้กับ พี่น้องประชาชน ท่านก็พร้อมครับจะทำทุกวิถีทาง เล่นทุกท่ายาก ลุยทุกกองไฟเพื่อให้ได้มันมา เราเห็นท่านนายกรัฐมนตรีครับ พร้อมจะลุยไฟเรื่องกาสิโน แม้จะต้องหลอกลวงประชาชน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เริ่มต้นเรื่องนี้มาท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่สื่อสารตรงไปตรงมากับประชาชนครับ ปากบอกว่าจะเน้นเรื่องสถานบันเทิงครบวงจร ไม่ได้เน้นเรื่องกาสิโน ปากก็บอกว่ากาสิโน จะคิดเป็นแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นของพื้นที่ในสถานบันเทิงครบวงจร แต่ร่างกฎหมาย ที่ ครม. อนุมัติรับหลักการมาเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ปี ๒๕๖๘ มันระบุไว้ชัดเจนนะครับ เพราะสถานบันเทิงครบวงจรในนิยามของรัฐบาลนี้จะมีห้าง จะมีโรงแรม จะมีสวนสนุก จะมี สวนน้ำอะไรก็ว่าไป แต่ไม่มีกาสิโนไม่ได้ หลักการของท่านครับเรื่องกาสิโนก็กลับไปกลับมา โดยไม่มีผลการศึกษาที่ละเอียดหรือน่าเชื่อถือมารองรับ วันหนึ่งครับก็บอกว่าจะเดินหน้า เรื่องกาสิโนเพื่อเน้นกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเน้นไปที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่มาอีกวันหนึ่งครับ กลับไปอ้างอิงรายงานต่าง ๆ รวมถึงรายงานของกรรมาธิการวิสามัญของสภาแห่งนี้ที่ท่าน รัฐมนตรีเป็นประธานเอง ที่เขียนไว้ชัดเจนครับ คาดการณ์ไว้ว่ารายได้ส่วนใหญ่ของกาสิโน จะมาจากผู้เล่นคนไทย วันหนึ่งครับก็บอกว่าจะเอากาสิโนมาแก้ปัญหาเรื่องพนันผิดกฎหมาย โดยการพยายามจะดึงคนไทยที่เล่นพนันผิดกฎหมายมาเล่นที่กาสิโนแทน แต่พอขยับมา อีกวันหนึ่งครับ กลับยอมเติมเงื่อนไขของกฤษฎีกาที่ทำให้คนไทยเข้าไปเล่นกาสิโนไม่ได้ ยกเว้นเศรษฐีไม่กี่คนละครับที่มีเงินฝากในบัญชีเกิน ๕๐ ล้านบาทต่อเนื่องกัน ๖ เดือน หลอกลวง พี่น้องประชาชนก็ว่าแย่แล้ว แต่สิ่งที่พวกผมให้อภัยไม่ได้มากกว่าครับ คือท่านนายกรัฐมนตรี พร้อมจะเดินหน้าลุยไฟเรื่องกาสิโน แม้จะต้องไปทำ Deal กับพรรคร่วมรัฐบาลที่ทำให้วิกฤติ พนันออนไลน์สามารถทำร้ายพี่น้องประชาชนได้อย่างสาหัสกว่าเดิม ท่านประธานครับ Deal ที่ผมพูดนี้มันปรากฏให้เห็นชัดขึ้นครับ พอเราส่องเข้าไปดูอาการการกลับลำของพรรคภูมิใจไทย ถ้าย้อนไปเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๗ พรรคภูมิใจไทยนำทีมโดยท่านเลขาธิการครับ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่าไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายกาสิโนใน ๔ ประเด็น มี Infographic จากพรรค มาประกอบด้วยเลยนะครับ แต่พอเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน พอขยับมาวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๘ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยซึ่งก็ปรากฏอยู่ในรูปนั้นด้วย ก็กลับลำครับ ไปร่วมกับ ครม. ในการอนุมัติ รับหลักการร่างกฎหมายกาสิโนออกมา ทั้ง ๆ ที่ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้แก้ไขใน ๔ ประเด็น ที่พรรคภูมิใจไทยเคยคัดค้านแม้แต่ประเด็นเดียวนะครับท่านประธาน สิ่งเดียวที่แตกต่าง ไปจากเดิม คือการโผล่ขึ้นมาของร่างแก้ไข พ.ร.บ. การพนันที่ไปเพิ่มดุลยพินิจอย่างมหาศาล ให้กับกระทรวงมหาดไทย ที่นำโดยหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการไปออกใบอนุญาตเรื่องการพนัน ออนไลน์ครับ ปากก็บอกว่าเป็นร่างกฎหมายที่พยายามจะแก้ไขปัญหาการพนันออนไลน์ แต่พอไปดูไส้ในครับท่านประธาน กลับไม่มีมาตรการสำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการป้องกัน การเข้าถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการติดตามข้อมูลการเล่นของผู้เล่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทบทวน องค์ประกอบของคณะกรรมการที่นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันครับว่าไม่มี ไม่ได้ หากต้องการจะแก้ไขปัญหาการพนันออนไลน์จริง ๆ ท่านประธานอยู่ในการเมืองไทย มานาน ท่านประธานก็ทราบดีครับ ว่าเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกครับ แต่มันเป็น ผลลัพธ์ของการกระทำของท่านนายกรัฐมนตรีหรือคนรอบตัวท่าน ที่ไปเปิดโต๊ะเจรจาต่อรอง กับพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อทำ Deal แลกกันครับ ระหว่างกาสิโนในพื้นที่กับกาสิโนออนไลน์ เป็น Deal อำมหิตครับ ที่แจกไพ่ใบพิเศษใบหนึ่งให้กับนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองหนึ่ง ไปออกใบอนุญาตกาสิโนในพื้นที่ แล้วก็แจกไพ่พิเศษอีกใบหนึ่งครับ ไปให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยจากอีกพรรคการเมืองหนึ่งไปออกใบอนุญาตกาสิโนออนไลน์โดยไม่มี หลักการหรือประโยชน์ของประชาชนอยู่ในสมการ โดยไม่มีการพูดคุยกันหรือให้ความสำคัญ กับการหาทางออกครับว่าเราจะทำกันอย่างไรเพื่อปกป้องคนไทยหลายล้านคน ไม่ให้หลุด เข้าไปเป็นเหยื่อการพนันเพิ่มขึ้นกว่าเดิม แต่ความพร้อมลุยไฟของท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องกาสิโนไม่ได้จบแค่นี้ครับท่านประธาน เพราะนอกจากท่านนายกรัฐมนตรีนั้นยังจะทำให้ ปัญหาการพนันออนไลน์ที่มันแย่อยู่แล้วเสี่ยงจะแย่ลงไปกว่าเดิม ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ยังจะเอาภาคการท่องเที่ยวของเราที่เรามีกันอยู่ดี ๆ เสี่ยงจะเสียหายตามไปด้วย รัฐบาลชุดนี้ ที่ผ่านมาสอนเรามาตลอดครับว่าตลาดนักท่องเที่ยวจีนสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวไทยแค่ไหน แต่รัฐบาลเดียวกันนี่ละครับกลับเดินหน้านโยบายกาสิโน โดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อความพยายาม ของรัฐบาลจีนที่ผ่านมาในการลดจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปที่ประเทศอื่นเพื่อไปเล่น การพนัน เราเห็นตัวอย่างชัดเจนครับ ผมไปดูข้อมูลมานักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปฟิลิปปินส์ ก็ลดลงมา ๘๕ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด คนจีนที่สิงคโปร์เองก็ถูกรัฐบาลจีน เตือนว่าแม้กระทั่งการเล่นกาสิโนที่สิงคโปร์ก็เสี่ยงจะผิดกฎหมายจีน หรือแม้กระทั่งคนจีน ที่เดินทางข้ามมาเล่นการพนันที่มาเก๊า ตอนนี้ก็ถูกรัฐบาลจีนคุมเข้มขึ้นครับ ถึงขั้นที่ว่าตอนนี้ รายได้กาสิโนที่มาเก๊าลดลงเหลือแค่ประมาณ ๖๐-๖๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ก่อนโควิด ท่านนายกรัฐมนตรีจะบอกว่าไม่รู้ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้นะครับ เพราะตอนท่านนายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่ประเทศจีนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมก็ได้รับแจ้งข้อมูลมาแล้วผมเชื่อว่า ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่กล้าปฏิเสธว่าประธานาธิบดีจีนถามย้ำกับท่านนายกรัฐมนตรีถึง ๓ รอบ เรื่องนโยบายกาสิโน ถามย้ำแบบนี้มันต้องฉุกคิดกันแล้วครับ ว่าหากประเทศไทยจะเดินหน้าเรื่องนโยบายกาสิโน มันมีความเสี่ยงหรือไม่ที่รัฐบาลจีนจะมี การปรับนโยบายเรื่องการท่องเที่ยวและทำให้คนจีนเดินทางมาที่ประเทศไทยยากขึ้นกว่าเดิม แน่นอนนะครับ ผมต้องย้ำขีดเส้นใต้ ๑๐๐ ครั้งครับว่าผมไม่ได้บอกว่าเราควรจะดำเนิน นโยบายการต่างประเทศหรือนโยบายการท่องเที่ยวโดยไหลตามความต้องการของประเทศอื่น รวมถึงประเทศจีน แต่หากเราทำการต่างประเทศหรือดำเนินนโยบายเรื่องการท่องเที่ยว โดยเอาประโยชน์ของคนไทย ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ผมจำเป็นต้องตั้งคำถาม จริง ๆ ครับท่านประธานถึงวิจารณญาณของท่านนายกรัฐมนตรีที่วันหนึ่งก็ดูพร้อมจะยืนหยัด ต่อจีนเดินหน้าลุยไฟเรื่องกาสิโนแม้มีความเสี่ยงจะต้องสูญเสียรายได้การท่องเที่ยวไป ซึ่งปัจจุบันคิดเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้การท่องเที่ยวเรา แต่พอมาอีกวันหนึ่งครับ กับพร้อมจะเป็นเด็กดีที่เชื่อฟังจีนครับ อย่างเช่น กรณีอุยกูร์ ที่มาถึงวันนี้แล้วก็ยังตอบไม่ได้ว่า คนไทยและประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้มีแต่ความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบ เรื่องการค้าขายกับสหภาพยุโรปและสหรัฐเอมริกา ดังนั้นครับท่านประธานแม้เรื่องกาสิโน ผมยอมรับว่าเป็นเรื่องไม่กี่เรื่องครับที่เราได้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของท่านนายกรัฐมนตรี แต่มันก็ตอกย้ำชัดเจนว่าความมุ่งมั่นตั้งใจนี้ไม่ได้มีพี่น้องประชาชนอยู่ในสมการ เพราะพอเรา มาทบทวนเรื่องทั้งหมดที่ผมเรียนกับท่านประธานเมื่อสักครู่เราจะเห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรี อยากได้กาสิโนในประเทศไทยมากถึงขั้นเอาชีวิตพี่น้องประชาชนหลายล้านคนไปเสี่ยงด้วย ตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรีหรือคนรอบข้างท่านไป Deal เพื่อแลกกันระหว่างกาสิโนในพื้นที่ กับกาสิโนออนไลน์ ท่านเคยคิดถึงชีวิตพี่น้องประชาชนบ้างไหมที่เสี่ยงจะหลุดเข้าไปเป็นเหยื่อ การพนันมากขึ้นกว่าเดิม ตอนที่ท่านท่องอยู่เสมอว่านโยบายกาสิโนจะกระตุ้นการท่องเที่ยว ได้อย่างแน่นอน ท่านนายกรัฐมนตรีเคยชั่งน้ำหนักจริง ๆ ไหมว่ารายได้ที่ได้เพิ่มขึ้นจากกาสิโน มันมากกว่าหรือน้อยกว่ารายได้ที่เราเสี่ยงจะสูญเสียไปจากนักท่องเที่ยวจีน ยังไม่นับปัญหาอื่น ๆ ที่เพื่อนสมาชิกผมเคยได้อภิปรายก่อนหน้านี้นะครับ ทั้งเรื่องความเสี่ยง เรื่องอาชญากรรม เรื่องการฟอกเงิน เป็นต้น ผมเชื่อว่าคำถามหนัก ๆ พวกนี้ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้สละเวลา ในการมาคิดถึงมันหรอกครับ เพราะความมุ่งมั่นตั้งใจและเจตจำนงของท่านนายกรัฐมนตรี เรื่องกาสิโน มันไม่ได้มีฐานมาจากประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชนครับ แต่มันมีฐานมาจากผลประโยชน์ส่วนตนของตัวท่านหรือคนรอบข้างท่านที่เขาว่ากันว่ามีเพียง เป้าหมายเดียวครับ คือทำอย่างไรก็ได้ให้ท่านแพทองธารยังคงอยู่ในเก้าอี้นายกรัฐมนตรี นานพอจนถึงวันที่ท่านไปเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร และมีอำนาจ ในการออกใบอนุญาตกาสิโน Lot แรก เพื่อที่ว่าคนรอบตัวท่านจะได้ไปวางบิลและขึ้นเงินได้ครับ ท่านประธานสังเกตไหมครับพอเรามาเปรียบเทียบกัน พอเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญครับที่หลาย พรรคการเมืองก็เห็นตรงกันว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นประโยชน์กับประชาชน ที่แก้แล้ว จะเป็นประโยชน์หรือไม่ ท้ายสุดประชาชนก็ต้องตัดสินใจเองผ่านการลงประชามติและ ที่เป็นนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยหาเสียงและเคยสัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีกลับปล่อย Join ครับ แต่พอเป็นเรื่องกาสิโนประโยชน์สำหรับประชาชน ก็ยังไม่ชัดเจน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ไม่ยอมให้พี่น้องประชาชนเขาตัดสินใจกันเอง ว่าจะเอาหรือไม่เอาผ่านการทำประชามติ แต่พอมันเป็นเครื่องมือสำคัญของท่านนายกรัฐมนตรี แล้วรัฐบาลในการหาสตางค์ ท่านพร้อมดันสุดซอยครับ ท่านประธานครับ ความจริงแล้ว หากท่านนายกรัฐมนตรีพยายามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้สักครึ่งหนึ่งของความพยายามท่าน เรื่องกาสิโน ผมคิดว่าวันนี้สังคมไม่วิจารณ์ท่านหรอกครับ เพราะท่านไม่จริงใจเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ผมเห็นท่านนายกรัฐมนตรีชอบพูดเรื่อง Soft Power นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีรู้ใช่ไหมครับ ว่าท่านสามารถส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้โดยไม่ต้องไปเล่นละครเอง ไปสู่ตอนที่ ๓ ของละครเรื่องนี้ ผมตั้งชื่อว่าสามก๊กลวงโลก สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรี ในการโยนบาปทั้งหมดให้กับพรรคร่วมรัฐบาล แต่กลับไม่ผลักดันวาระหลายวาระที่ความจริงแล้ว ตนทำให้สำเร็จเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพรรคร่วมรัฐบาลครับ พอท่านนายกรัฐมนตรีเล่นละคร ไปสักแป๊บหนึ่งแล้วสังคมก็เริ่มดูออกครับ มุกประจำที่ท่านนายกรัฐมนตรีใช้ครับ คือการให้ ที่ปรึกษาของท่านนี่ละครับออกมาแต่งนิยายสามก๊ก แต่นิยายสามก๊กครับที่พยายามจะหลอกลวง พี่น้องประชาชนว่าการเมืองไทยมันมีสามก๊ก แน่นอนก๊กหนึ่งคือพวกผมพรรคประชาชนฝ่ายค้าน แต่ท่านพยายามจะวาดภาพว่าภายในรัฐบาลท่านมันมีสองก๊กที่ต้องทนอยู่ด้วยกัน อ้ายก๊กหนึ่ง คือก๊กของพรรคท่านนายกรัฐมนตรีครับ เป็นก๊กของผู้ประเสริฐที่อยากจะเห็นบ้านเมือง เป็นประชาธิปไตย แต่อีกก๊กหนึ่งครับเป็นก๊กของผู้ร้ายครับ ที่พยายามจะขัดขวางความพยายาม อันแรงกล้าของก๊กท่าน ในมุมหนึ่งครับ พอเป็นวาระอะไรดี ๆ ก้าวหน้าที่รัฐบาลถูกสังคมกดดัน จนต้องผลักดัน ท่านนายกรัฐมนตรีและพรรคของท่านก็ต้องรีบออกมาเคลมครับ บอกว่ามันเป็น ผลลัพธ์จากความเก่งกาจของท่านในการโน้มน้าวอีกก๊กหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่หลายครั้งความสำเร็จ ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวท่านหรือพรรคท่านเลย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพครับ เรื่องของการยกเลิก คำสั่งประกาศ คสช. ครับ เป็นเรื่องที่ท่านโฆษณาไว้เยอะมากนะครับ ผมไปนับดูใน Page เฟซบุ๊กของพรรคเพื่อไทย โพสต์ถึง ๔ ครั้งครับภายใน ๒ เดือนแรกที่ท่านแพทองธารขึ้นมาเป็น นายกรัฐมนตรี แต่ข้อเท็จจริงครับท่านประธาน คือพรรคท่านนายกรัฐมนตรีทำช้าและ น้อยกว่าพรรคอื่นด้วยซ้ำ คำสั่ง คสช. ฉบับเดียวที่ยกเลิกไปแล้วสำเร็จ คือคำสั่ง ๑๔/๒๕๕๙ เรื่องชายแดนใต้ ซึ่ง สส. ที่เสนอร่างนี้ก็ไม่ใช่ สส. พรรคท่านนายกรัฐมนตรีครับ ร่าง พ.ร.บ. ที่ ครม. เสนอเข้ามาเสนอให้มีการยกเลิกคำสั่ง คสช. ทั้งหมด ๒๓ ฉบับ ท่านก็เสนอ ๑ ปีช้ากว่า พรรคก้าวไกล ๖ เดือนช้ากว่าแม้กระทั่งพรรคภูมิใจไทยครับ และเนื้อหาก็เบาหวิวกว่าร่างอื่น ๆ กว่า ๑ ใน ๓ ของฉบับที่ท่านเสนอให้ยกเลิกก็เป็นคำสั่งที่มันหมดอายุไปโดยสภาพอยู่แล้ว ในขณะที่คำสั่งสำคัญ ๆ บางฉบับเกี่ยวกับเรื่องการใช้อำนาจของกองทัพ บางฉบับเกี่ยวเรื่อง ปัญหาที่ดินผังเมืองในอีอีซี ร่างของท่านกลับไม่แตะครับ แต่ในมุมกลับกันพอมันมีวาระอะไร ที่ก้าวหน้าครับ ที่ท่านเคยหาเสียงไว้ด้วย แต่มาถึงวันนี้ท่านไม่อยากทำมันแล้วท่านก็ใช้วิธีการ ลอยตัวเหนือปัญหาครับ อ้างว่าติดที่พรรคร่วมรัฐบาล ส่งคนของท่านไปด่าคนโน้นคนนี้ ว่าเป็นอีแอบครับ เพื่อหวังจะใช้พรรคร่วมรัฐบาลเป็นข้ออ้างในการไม่ผลักดันต่อ เพื่อหวังจะ ไปอ้อนกับพี่น้องประชาชนให้เลือกพรรคท่านเป็นรัฐบาลพรรคเดียวในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ตัวอย่างที่เห็นชัดครับคือเรื่องราวเกี่ยวกับ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ย้อนไป เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วครับ สส. พรรคท่านบางคนครับเผลอไปเล่นบทหล่อ เสนอร่างกฎหมาย เข้ามาประกบร่างของพรรคก้าวไกล แต่มีเนื้อหาสาระค่อนข้างสอดคล้องกัน นั่นคือความพยายาม ในการให้กองทัพนั้นอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลพลเรือน พยายามจะทำให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมนั้นมีอำนาจในการกำหนดนโยบาย ไม่ได้เป็นเพียงโฆษกกองทัพที่คอยมา แก้ต่างให้กับมติของสภากลาโหม ตอนแรกผมเชื่อว่าผิดคิวกันแบบนี้ท่านก็คงวุ่นวายกันพอสมควร ว่าจะเดินหน้ากันอย่างไรต่อดี แต่ทันทีครับที่พรรคร่วมรัฐบาลออกมาประกาศว่าไม่เห็นด้วย กับร่างกฎหมายกลาโหมของพรรคเพื่อไทย ที่ปรึกษาท่านนายกรัฐมนตรีฉวยโอกาสทันทีครับ งัดนิยายสามก๊กออกมาครับ ชักแม่น้ำทั้งห้าออกมาบอกว่าก๊กของท่านอยากจะผลักดันเรื่องนี้ ใจจะขาดครับ แต่ในเมื่ออีกก๊กหนึ่งในรัฐบาลไม่เห็นด้วย หากฝืนจะเดินต่ออันนี้คำพูดท่านนะครับ โอกาสสำเร็จก็จะมีน้อย น่าเสียดายครับท่านประธาน พวกผมมันดันไปรู้ทันพวกท่านครับ รู้ทันว่าเดี๋ยวท่านจะต้องโบ้ยไปที่พรรคร่วมรัฐบาลบอกว่าพอพรรคร่วมไม่เอาด้วยเสียงในสภา ไม่พอ ประธาน สส. พรรคผมครับประธานวิปฝ่ายค้านขออนุญาตที่เอ่ยนามคุณปกรณ์วุฒิ ก็เลยออกมาให้สัมภาษณ์ทันทีทันใดครับ ยืนยันครับว่า สส. พรรคประชาชน ๑๔๐ กว่าคน พร้อมลงมติรับหลักการให้กับร่างกฎหมายกลาโหมของพรรคเพื่อไทยครับ พอประกาศกันแบบนี้ คณิตศาสตร์ทางการเมืองครับก็ทำให้ท่านหลอกลวงประชาชนไม่ได้อีกต่อไปครับ เพราะพี่น้อง ประชาชนเขาบวกเลขเป็นครับ ๑๔๐ สส. จากพวกผมพรรคประชาชนไปบวกกับ ๑๔๐ สส. ของพรรคเพื่อไทยรวมกันเป็น ๒๘๐ สส. จาก สส. ทั้งหมด ๕๐๐ คน แล้วมันจะไม่ผ่าน ได้อย่างไรครับ ท่านไม่ต้องมาอ้างว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกันต้องให้เกียรติกันจะมาเสนอ กฎหมายที่ขัดแย้งกันไม่ได้ อย่ามาอ้างแบบนี้ครับ เพราะตอนที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ ร่าง พ.ร.บ. กัญชาเมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๖๖ เป็นรัฐบาลร่วมกันแล้วนะครับ พรรคท่าน ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ผมไปเปิดดูแล้วร่างกฎหมายดังกล่าวนะครับ เป็นร่างเดียวกันเป๊ะเลยครับกับร่างที่พรรคเพื่อไทยเคยค้านหัวชนฝาในการพิจารณา วาระที่สองเมื่อ ๒ ปีที่แล้วจนทำให้สภาแห่งนี้ต้องล่มกันไปเป็นเดือน ๆ ท่านไม่ต้องมาอ้างด้วย ว่าพอเป็นพรรคร่วมรัฐบาลต้องให้เกียรติกัน ต้องเป็นเอกภาพ ต้องโหวตกฎหมายไปใน ทิศทางเดียวกัน เพราะตอนพรรคภูมิใจไทยโหวตต่างจากท่านเรื่อง พ.ร.บ. ประชามติที่ สว. ส่งกลับมาที่กรรมาธิการร่วมของ ๒ สภาส่งกลับมา พรรคท่านก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลยครับ ทั้ง ๆ ที่เป็นร่างกฎหมายของ ครม. ด้วยซ้ำ วันนั้นมันจึงเป็นโอกาสทองครับที่สภาแห่งนี้ จะสามารถผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้าเรื่องการปฏิรูปกองทัพให้สำเร็จได้ขอเพียงแค่ สส. พรรคเพื่อไทยเข้าห้องประชุมนี้และกดปุ่มเห็นชอบกับร่างกฎหมายของพรรคตัวเองเท่านั้นเลยครับ แต่แทนที่ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะออกมายืนยันว่าจุดยืนของ พรรคเพื่อไทย คือเราเห็นว่ากองทัพไม่ควรจะมีอำนาจในการมาแทรกแซงรัฐบาลพลเรือน ท่านนายกรัฐมนตรีทิ้งขว้างโอกาสทองดังกล่าวครับ แต่กลับไปให้สัมภาษณ์ว่าพุทธศักราชนี้ รัฐบาลไม่มีเจตนาแทรกแซงกองทัพ พอพูดแบบนี้มันก็จบเลยครับ สส. ท่านก็ถอนร่าง ดังกล่าวออกไปอย่างน่าเสียดาย ท่านประธานลองคิดตามผมดูนะครับ ถ้าท่านประธานสังเกตดี ๆ มันแปลกมากนะครับ พอมีวาระอะไรก็ตาม อย่างเช่นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ท่าน นายกรัฐมนตรีไม่สามารถรวบรวมเสียงของรัฐบาลในสภาได้จนทำให้คะแนนเสียงมันไม่พอ ท่านก็ใช้วิธีลอยตัวเหนือปัญหาบอกว่ามันเป็นเรื่องของสภา แต่กลับกันครับพอเป็นเรื่องอะไร อย่างเช่นการแก้กฎหมายกลาโหม ที่ความจริงรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนพอครับ ขอแค่ สส. ของพรรคเพื่อไทยลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายของตัวเอง ท่านกลับถอนกฎหมายดังกล่าว ออกไปโดยไม่จำเป็นครับ อ้างว่าติดที่พรรคร่วมแทนที่จะบอกว่าให้เป็นเรื่องของสภา ดังนั้น ท่านประธานนิยายเรื่องสามก๊กนี้มันจึงเป็นเพียงนิทานหลอกลวงประชาชน ที่ท่านนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทยใช้ในการโยนความล้มเหลวของตัวเองเรื่องบการปฏิรูปการเมืองไปที่ พรรคร่วมรัฐบาลครับ ถ้าการเมืองไทยมันมีสามก๊กจริงวันนั้น สส. พรรคเพื่อไทยไม่ถอนร่าง กฎหมายกลาโหมหรอกครับ ถ้าการเมืองมันมีสามก๊กจริงวันนั้น สส. พรรคเพื่อไทยไม่โหวตคว่ำ ข้อสังเกตของรายงานกรรมาธิการนิรโทษกรรมที่รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยเองเป็นประธาน และ สส. ของพรรคเพื่อไทยเองเป็นผู้เสนอ แล้วตอนนี้จะเข้าสู่เดือนเมษายนแล้วครับ ฤดูกาลของการจับใบดำใบแดง ถ้าท่านยังยืนยันว่าการเมืองไทยมีสามก๊กจริง ๆ ผมจะรอดู ว่า สส. พรรคเพื่อไทยจะลงมติอย่างไรเกี่ยวกับกฎหมายการยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหารที่พวกผม เสนอเข้าไปและที่พรรคท่านเคยหาเสียงไว้ ไปสู่ละครตอนที่ ๔ ครับ ชื่อว่าประชาชนแค่คำขวัญ หมายถึงพฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรีครับ ที่มักจะยกตนเองว่ามาจากประชาชนแต่กลับ บั่นทอนทุกสถาบันทางการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชน รัฐบาลนี้พูดตลอดครับว่าเป็นรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมไม่ปฏิเสธ ๑ สิทธิ ๑ เสียงของพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเลือกพรรคไหน มีค่าเท่ากันครับ แต่ในขณะที่ท่านอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง มาจากประชาชน แต่นอกจาก จะไม่พยายามปฏิรูปการเมืองเพื่อยกระดับประชาธิปไตยแล้ว รัฐบาลนี้ครับกลับกำลังบั่นทอน กลไกทางประชาธิปไตยและทุกสถาบันทางการเมืองภายในระบบรัฐสภาให้อ่อนแอลงครับ ยกตัวอย่างเช่น คณะรัฐมนตรี ฝ่ายบริหารก็ได้กลายมาเป็นรัฐบาลเป็ดง่อยครับ ตัดสินใจอะไร ด้วยตัวเองไม่ได้ต้องรอคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีตัวจริงครับ พอพี่น้องประชาชนเขาอยากจะรู้ ว่าเขาจะได้เงินหมื่นในเฟสไหนต้องทำอย่างไร เขาก็มักจะไปได้ยินที่แรกจากคำแถลงหรือ คำให้สัมภาษณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีคนลูกหรอกครับ แต่มักจะได้ยินที่แรกจากคำพูดบน เวทีปราศรัยของนายกรัฐมนตรีคนพ่อครับ หรือพอหน่วยงานต่าง ๆ โยนกันไปโยนกันมาครับ เรื่องการตัดไฟฟ้าที่ไปหล่อเลี้ยงแก๊ง Call Center ในประเทศเพื่อนบ้านก็ต้องรอครับ รอจน นายกรัฐมนตรีคนพ่อออกมาบอกว่าตัดได้ นายกรัฐมนตรีคนลูกถึงรับลูกและสั่งการในการประชุม ครม. ครั้งถัดไปทันทีครับ สภาผู้แทนราษฎรฝ่ายนิติบัญญัติเป็นสถาบันทางการเมืองระดับประเทศ สถาบันเดียวที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ก็ลด ความสำคัญของมันลงมาปฏิบัติกับงานสภาเสมือนกับเป็นงานอดิเรกหรืองานการกุศลครับ ว่างเมื่อไรก็มา เบื่อเมื่อไรก็มา มาแต่ละครั้งก็คาดหวังให้พวกผมนี่ต้องรู้สึกซาบซึ้ง รู้สึก เป็นหนี้บุญคุณกับท่านมากเลย กระทู้ถามสดครับ พวกผมพรรคฝ่ายค้าน ถามท่านไปทั้งหมด ๑๙ ครั้งครับ ท่านตอบ ๐ ครั้งนะครับ มี ๔ ครั้งครับ ผมยกให้ ท่านติดภารกิจต่างประเทศ หรือกำลังต้อนรับผู้นำต่างประเทศอยู่ แต่มี ๓ ครั้งท่านตัดสินใจไปเปิดงานหรือไปทำกิจกรรมอื่น ภายในประเทศแทนที่จะมาทำงานที่สภา มีอีก ๔ ครั้งครับ ท่านจงใจเลือกวันแถลงผลงาน และจงใจนัดประชุมคณะที่ปรึกษาในวันเวลาเดียวกันกับกระทู้ถามสดครับ มีอีก ๑ ครั้งครับ น่าจะรถติด น่าจะกำลังเดินทางมาตอบกระทู้ถามสดของ สส. รัฐบาล แต่กลัวมาถึงเร็วไป เดี๋ยวต้องมาตอบของฝ่ายค้านด้วยครับ แต่มีอีก ๗ ครั้งครับ อันนี้ให้อภัยไม่ได้เลย ผม Check แล้ว Check อีก ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีตารางงานหรือกำหนดการอื่นนะครับ แค่ไม่อยากมา ตอบกระทู้ถามเท่านั้น ความจริงท่านนายกรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ถามสดแค่ครั้งเดียวครับ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นกระทู้ถามที่ สส. เขาถามกันสด ๆ แต่เป็นกระทู้ถามที่เตี๊ยมการถ่ายทำมา เรียบร้อยแล้วครับ เลือก สส. จากพรรคร่วมรัฐบาลให้ชงมาหวาน ๆ แต่ไม่เลี่ยนจนเกินไป เลือกหัวข้ออย่าง Call Center ที่ท่านรู้ว่าพี่น้องประชาชนให้ความสนใจ ให้ความสำคัญ พี่น้องประชาชนเดือดร้อน แล้วพอท่านมาตอบคำตอบที่ท่านเตรียมมาก่อนล่วงหน้าก็ยังมี สส. มาปรบมือให้กำลังใจครับ มันเสียบรรยากาศนิดเดียวเท่านั้นเองครับท่านประธาน ตอนท้ายที่ผู้นำฝ่ายค้านดันไปถามนอก Script ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเลยลุกหนีครับ หรือแม้กระทั่งงานสภาด้านอื่น เรื่องการแก้กฎหมาย ที่ความจริงท่าน Work from home ได้ ไม่จำเป็นต้องมาสภาเองด้วยซ้ำ ท่านก็ไม่ใช้มันครับเพื่อผลักดันนโยบายของท่าน ครม. แพทองธารเสนอร่างกฎหมายเข้ามาทั้งหมดผมนับดูแล้ว ๑๖ ฉบับ ฟังดูเยอะนะครับ แต่ ๘ ฉบับ ครึ่งหนึ่งเป็นร่างกฎหมายที่ค้างมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง ปี ๒๕๖๖ มี ๓ ฉบับที่ ครม. เสนอเข้ามาประกบร่างที่พวกเราพรรคฝ่ายค้านยื่นเข้าไป เหลือจริง ๆ ครับ นับดูแล้วมีแค่ ๓ ฉบับเท่านั้นที่เป็นร่างกฎหมายที่สอดคล้องกับนโยบาย ที่ริเริ่มโดยรัฐบาลจริง ๆ ตัวอย่างถัดไป องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นเสมือนกับตัวแทนของประชาชน ในการพัฒนาพื้นที่ก็ถูกรัฐบาลท่านพยายามกดให้อ่อนแอลงครับ ในมุมหนึ่งครับเราเห็นว่า ท่านนายกรัฐมนตรีดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับท้องถิ่น ถึงขั้นใช้งานคุณพ่อท่านเองเดินสาย หาเสียงในเวที อบจ. ทั่วประเทศเพื่อหวังจะมีคนของตัวเองเข้าไปบริหารในพื้นที่ แต่ในมุม กลับกันท่านนายกรัฐมนตรีกลับไม่ลงทุนลงแรงอะไรเลยในการพยายามจะกระจายอำนาจ ไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งทั่วประเทศ สงสัยคงกลัวว่าหากท้องถิ่นเขามีอำนาจ เขามีความเป็นอิสระในการพัฒนาพื้นที่ท่านจะปฏิบัติกับเขาเหมือนกับพนักงานในบริษัทไม่ได้ นโยบายเลือกตั้งผู้ว่าในจังหวัดที่พร้อม ผมจำได้ดีครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม มายืนยัน กับผมที่สภาแห่งนี้ ๒ ปีที่แล้วว่าจะเดินหน้าต่อ มาวันนี้ชัดเจนแล้วครับว่าคนที่ไม่พร้อมไม่ใช่ พี่น้องประชาชนในพื้นที่นะครับ แต่คือรัฐบาลเอง เรื่องของงบประมาณท้องถิ่นท่านเคย หาเสียงไว้ใน Page ของพรรคเพื่อไทยก่อนเลือกตั้งว่าจะเพิ่มสัดส่วนงบท้องถิ่นเป็น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ภายใน ๒ ปีงบประมาณ ผมนับดูนะครับงบ ปี ๒๕๖๗ ก็ผ่านมาแล้ว งบ ปี ๒๕๖๘ ก็ผ่านมาแล้ว ตอนนี้สัดส่วนงบประมาณท้องถิ่นยังค้างอยู่ที่ ๒๙ เปอร์เซ็นต์เลยครับ กฎหมายกระจาย อำนาจที่สามารถจะช่วยปลดล็อกท้องถิ่นได้ก็ไร้ความคืบหน้าครับ พวกผมเสนออะไรเข้าไป ท่านก็ปัดตก ไม่ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการปัดตกร่างการเงินก็มาปัดตกในสภาแห่งนี้ แต่พอ ให้ท่านเสนออะไรเองก็ไม่มีครับ แม้แต่จะเรียกประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจ หรือ ก.ก.ถ. ท่านยังนัดประชุมน้อยกว่านายกรัฐมนตรีคนก่อน ๆ เลย หรือแม้กระทั่งเรื่องง่าย ๆ แต่สำคัญ ที่ไม่จำเป็นต้องมาแก้กฎหมายในสภาแห่งนี้ อย่างเช่น การโอนถ่ายอำนาจไปให้ กทม. เขาแก้ปัญหา PM2.5 ก็ไม่ทำ กทม. เขาอยากมีอำนาจในการไปจับรถควันดำด้วยตัวเอง ท่านก็ไม่ให้ สภา กทม. เขาอยากมีอำนาจในการออกข้อบัญญัติเองว่ารถเมล์ใน กทม. จะต้องเปลี่ยนเป็น รถเมล์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในกี่ปี ท่านก็ไม่ยอมครับ ขยับมาสู่ตัวอย่างสุดท้ายครับ พี่น้อง สื่อมวลชนถือว่าเป็นสถาบันทางการเมืองประเภทหนึ่งที่ช่วยค้ำจุนระบอบประชาธิปไตย เราอยู่ ณ เวลานี้ ท่านเองก็บั่นทอนให้อ่อนแอลงไปครับ พอนักข่าวไปถามคำถามที่ไม่ตรงกับ คำตอบของท่าน ท่านก็ไปว่าเขาครับว่าไม่ควรจะถามคำถามแบบนี้ อันนี้เป็นคำถามที่ยุแยง พอนักข่าวเขาพยายามทำหน้าที่ของเขาครับในการตรวจสอบเรื่องบัญชีทรัพย์สินของท่าน นายกรัฐมนตรีท่านก็ปิดกั้นไม่ให้เขาถามครับ ไปบอกเขาด้วยว่าให้ช่วย Safe ดิฉันด้วย อันนี้ คำพูดท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมไม่รู้นะครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีเคยชินกับการเคยมี บริษัทสื่อของตัวเองที่สามารถสั่งได้หรือเปล่าถึงได้หลงคิดไปว่านักข่าวไปลูกน้องท่าน แต่ผม ต้องเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ นักข่าวพี่น้องสื่อมวลชนไม่ได้มี หน้าที่ปกป้องท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ เขามีหน้าที่ปกป้องความจริงครับ และหากท่าน นายกรัฐมนตรีอยากจะให้พี่น้องสื่อมวลชนทำหน้าที่ในการปกป้องและเปิดเผยความจริงได้ จริง ๆ สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีควรจะทำคือการคุ้มครองเสรีภาพสื่อและอำนวยความสะดวก ให้กับสื่อทุกสำนักโดยไม่เลือกปฏิบัติ สิ่งที่ท่านควรทำคือการมาคิดว่าเราจะปฏิรูปสื่อมวลชน อย่างไรเพื่อให้ธุรกิจสื่อสามารถอยู่รอดได้โดยไม่สูญเสียความเป็นอิสระ ไม่ใช่ไปให้กลุ่มทุน รอบตัวท่านเอางบโฆษณางบ Event ไปบีบสื่อครับ ว่าถ้าอยากได้งบก้อนนี้จะต้องยั้งหมัด ตัวเองในการตรวจสอบรัฐบาล ดังนั้นครับท่านประธานทั้งหมดนี้คือการบริหารราชการแผ่นดิน ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ครับ ที่ปากก็อ้างว่ามาจากประชาชน แต่กลับบั่นทอน ทุกสถาบันทางการเมืองที่มาจากประชาชน คณะรัฐมนตรีที่ควรจะเป็นฝ่ายบริหารก็แปลงร่างมาเป็นฝ่ายบริวาร งานสภาที่ควรจะเป็นงานหลัก ก็กลายมาเป็นงานการกุศล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ควรจะมีอำนาจเต็มในการพัฒนาพื้นที่ ก็ถูกท่านพยายามจะบีบเพื่อหวังจะให้เป็นลูกน้องนายใหญ่ สื่อมวลชนที่ควรจะสามารถตรวจสอบ รัฐบาลได้เต็มที่ก็ถูกท่านพยายามบีบเพื่อหวังจะให้เป็นแผนก PR ส่วนตัว มาสู่ละครตอนสุดท้าย ในค่ำคืนนี้ครับ ตอนที่ ๕ ตั้งชื่อว่าปราบโกงพอเป็นพิธี หมายถึงพฤติกรรมของท่านนายกรัฐมนตรี ในการอ้างความถูกต้องเมื่อตรวจสอบฝ่ายตรงข้าม แต่กลับปล่อยปละละเลยปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน ท่านประธานครับ การที่คะแนนความโปร่งใสของประเทศไทยหากจะวัดด้วยดัชนี ภาพลักษณ์การทุจริต หรือว่า Corruption Perception Index ตกลงมาแย่สุดในรอบ ๑๒ ปี มันก็ยืนยันชัดเจนแล้วครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีล้มเหลวในเรื่องของการแก้ไขปัญหา การทุจริตคอร์รัปชัน การเอาจริงเอาจังของตัวผู้นำครับซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมากสำหรับ ประเทศอื่นที่สามารถปราบโกงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราก็ไม่เคยได้เห็นจากนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อว่าแพทองธาร ชินวัตร เรื่องยาก ๆ อย่างเช่นการยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัยแล้วเปิดช่อง ให้เกิดการทุจริต ท่านก็ใช้วิธีการไปตั้งคณะกรรมการมาทำงานแทนโดยที่ตัวเองไม่เคยสนใจ จะลงไปคลุกกับปัญหา หรือไปนำทัพด้วยตนเองเหมือนกับที่ผู้นำในประเทศอื่นอย่างเช่น เกาหลีใต้ในอดีตเคยทำสำเร็จ แม้กระทั่งเรื่องง่าย ๆ เช่นการไปอ่าน Script ที่ทีมงานท่าน เขียนไว้ให้เพื่อไปเปิดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๗ ท่านยังส่ง ท่านรัฐมนตรีไปแทนเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ผมไป Check ดูแล้ว Check แล้ว Check อีกก็ไม่มี กำหนดการหรือว่าตารางงานอื่น ๆ ในเช้าวันนั้น แม้จะพูดถึงเรื่องความสำคัญของการแก้ปัญหา การทุจริตแค่ครั้งเดียว ผมว่าผมก็ไม่เคยได้ยินท่านนายกรัฐมนตรีพูดนะครับ มีแต่คุณพ่อท่าน นายกรัฐมนตรีละครับที่วันหนึ่งก็ยอมรับสารภาพผิดในคดีทุจริตแล้วยื่นขอรับพระราชทาน อภัยโทษ แต่พอผ่านไปไม่ถึง ๑๘ เดือนไปขึ้นเวทีปราศรัยแล้วพูดว่า ผมขออภัยนะครับอันนี้ คำพูดท่านอดีตนายกรัฐมนตรี มันบอกว่าผมโกง โกงพ่อมึงสิ แม้แต่ความพยายามของท่าน นายกรัฐมนตรีในการผลักดันการแก้กฎหมายในรัฐสภาแห่งนี้เพื่อสร้างระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ท่านก็ไม่ทำ ร่างแก้ไข พ.ร.ป. ป.ป.ช. ที่รัฐสภาเพิ่งเห็นชอบไปตอนต้นปีที่มี เนื้อหาสาระในการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตก็ไม่ได้ถูกริเริ่ม โดยรัฐบาลท่านนะครับ แต่เป็นร่างกฎหมายที่มีการเปิดรับฟังความเห็นโดยหน่วยงานตั้งแต่ก่อน การเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ การแก้ไข พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารที่จะทำให้เรามายืนยันกันว่าข้อมูลรัฐนั้น จะต้องเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น พวกผมนี่ละครับยื่นกฎหมายเข้าไปตั้งแต่ กลางปี ๒๕๖๖ มาถึงวันนี้ ครม. ยังไม่เอาไปลอกการบ้านเลยครับ จนทำให้ข้อมูลพื้นฐาน เช่น จำนวนนายพลในกองทัพ เช่น รายละเอียดจัดซื้อจัดจ้างของ Web App ของประกันสังคม ประชาชน หรือ สส. ก็เข้าไม่ถึง หรือแม้กระทั่งเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องมาแก้กฎหมายในสภาแห่งนี้ แต่เป็นระเบียบที่ฝ่ายบริหารสามารถออกเองได้ก็ไม่มีความคืบหน้า ยกตัวอย่าง พระราชกฤษฎีกา ที่ ครม. สามารถออกได้ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา ๑๓๐ เพื่อกำหนดแนวทางให้ข้าราชการ บางส่วนนั้นมีการส่งบัญชีทรัพย์สินไปที่หน่วยงานของตนเอง มาถึงวันนี้เข้าใจว่าก็ยังไม่มี ความคืบหน้า ล่าสุด Check เมื่อเช้าร่างค้างอยู่ที่ ครม. มาเป็นปีแล้วครับ แต่ความเลวร้าย ของรัฐบาลแพทองธาร คือนอกจากท่านจะปล่อยปละละเลยเรื่องการแก้ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชันแล้ว ท่านยังไปเอาเรื่องของการปราบโกงมาเป็นเครื่องมือในการต่อรองกันทางการเมือง เป็นรัฐบาลที่สนใจเรื่องความถูกต้องต่อเมื่อตัวเองได้ประโยชน์จากมัน เป็นรัฐบาลที่ขยัน ในการตรวจสอบการทำผิดกฎหมายต่อเมื่อต้องการใช้ในการเจรจาในจังหวะที่พวกท่าน แบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัว ยกตัวอย่างครับ เพื่อนสมาชิกพูดไปเมื่อสักครู่ Resort ที่เขาใหญ่ ที่เชื่อมโยงกับหัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน เปิดมาหลายปีก็ไม่เคยถูกตรวจสอบ แต่ทันทีที่ สส. สว. สีน้ำเงินไปหักกับ สส. สีแดงในสภาแห่งนี้เรื่องรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบทันทีครับ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งเมื่อเช้าครับ เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้วครับ ที่ดินของครอบครัว ท่านนายกรัฐมนตรีเองที่ปทุมธานี พอดูแล้วเหมือนจะมีปัญหา กระทรวงของพรรคท่านก็ต้อง ตั้งท่าตรวจสอบที่ดินที่บุรีรัมย์เผื่อไว้ด้วย ถ้าตายมันจะได้ตายกันทั้งคู่ อันนี้คือสภาวะของรัฐบาล ที่พร้อมจะปักมีดไปที่แผลของคู่แข่งทางการเมือง และจงใจคามันไว้เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและ รีดไถผลประโยชน์ แต่ทันทีที่มีการแบ่งสัมปทาน เซ็นสัญญากันใหม่เรียบร้อยแล้วก็ค่อย ดึงออกแบบเงียบ ๆ ครับ เป็นรัฐบาลการละครที่อ้างความถูกต้องเอาหล่อครับ ต่อเมื่อตรวจสอบ ฝ่ายตรงข้าม แต่กลับปิดตาข้างเดียวครับ เมื่อไรก็ตามที่โคจรมาอยู่ฝ่ายเดียวกัน นอกจากนั้น ปัญหาเรื่องระบบอุปถัมภ์และการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องก็มีแนวโน้มจะแย่ลงกว่าเดิมครับ สังคมเรา เศรษฐกิจเรา กำลังจะกลายเป็นสังคมที่ใครจะรวย รู้ลึกรู้จริงไม่สำคัญเท่ากับรู้จัก คนทุกคนครับ บริษัทจะพัฒนานวัตกรรมอย่างเก่งกาจแค่ไหนก็ไม่อาจสู้ได้กับบริษัทที่ขยัน และเก่งกาจในการเอาตัวเองไปล้อมรอบท่านนายกรัฐมนตรีและครอบครัวนายกรัฐมนตรีครับ ไปดูตัวอย่างภาคพลังงานครับ บริษัทพลังงานแห่งหนึ่ง เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปก่อนหน้านี้ โดยละเอียดแล้ว เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใต้รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ แต่พอ วันนี้เปลี่ยนสิทธิ
ท่านครับ ผมอยากให้ระมัดระวังบุคคลภายนอก ตอนนี้พลเอก ประยุทธ์ เขาเป็นบุคคลภายนอกแล้ว กรุณาอย่าไปเอ่ยครับ เป็นรัฐบาลที่แล้วก็แล้วกันครับ
บริษัทพลังงานแห่งหนึ่งที่เคย เติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใต้รัฐบาลก่อนหน้านี้ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้ก่อรัฐประหาร พอมาวันนี้เปลี่ยนสีครับ ไปนั่งอยู่ใจกลางครอบครัวท่านนายกรัฐมนตรี ตอนนี้ก็ยังยิ้มได้อยู่ ทุกวันครับ จากธุรกิจที่หากินบนหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาของพี่น้องประชาชนที่จ่ายค่าไฟ แพงกว่าที่ควรจะเป็น ผู้บริหารบริษัทนี้ครับ ไปตีกอล์ฟกับคุณพ่อท่านนายกรัฐมนตรีทีหนึ่ง ผ่านไป ๓ เดือน
อันนี้คราวที่แล้ว เราตกลงว่ามีภาพคนนอกด้วยกรุณาอย่ามาใช้กันเลยครับ ท่านพูดได้ คราวที่แล้วเราตกลง กันแล้วก็เอาออกแล้วครับ เชิญท่านต่อครับ
ผม Blur หน้าแล้วครับ ผมเดาว่า ท่านประธานต้องพูดแบบนี้ครับ ขออนุญาตขึ้นได้ไหมครับ ผม Blur หน้าแล้วครับ ไม่เห็นเลย ว่าเป็นใครครับ
โอเคครับ
ท่านประธานอย่าเพิ่งใจร้อน ประท้วงครับ ดูข้อเท็จจริงก่อนครับ นี่ละครับผู้บริหารบริษัทพลังงานแห่งหนึ่งที่ Blur หน้า เอาไว้ครับ พอไปตีกอล์ฟกับคุณพ่อท่านนายกรัฐมนตรีครั้งหนึ่งครับ ขยับมา ๓ เดือนครับ นายกรัฐมนตรีคนลูกก็มีมติ ครม. ตั้งศิษย์เก่าบริษัทดังกล่าวไปเป็นคณะกรรมการสรรหา บอร์ดกำกับกิจการพลังงานทันที หรือพอไปตีกอล์ฟกับคุณพ่อท่านนายกรัฐมนตรีอีกรอบหนึ่ง คราวนี้ไม่ต้อง ๓ เดือน แค่ ๓ วันเท่านั้น นายกรัฐมนตรีคนลูกก็ไม่กล้าแม้กระทั่งเข้าประชุม กพช. เพื่อชะลอสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่เอื้อกลุ่มทุนพลังงานดังกล่าว หรือหากจะฟังคำชี้แจง จากท่านรองนายกรัฐมนตรีเมื่อตอนเย็นก็คือเป็นคนนัดเอง แต่กลับไม่สามารถบริหารจัดการ เวลาให้ตัวเองเข้าร่วมประชุมได้ แต่ถ้าไม่อยากคุยเรื่องพลังงานแล้ว ผมไปที่ภาคการขนส่งครับ พอผู้บริหารบริษัทขนส่งแห่งหนึ่งครับ มีภาพไปทานข้าวร่วมกัน อันนี้ต้องขออภัยจริง ๆ ครับ ทานข้าวร่วมกับคุณพ่อ ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านประธานเองนี่ละครับ พอมีภาพปรากฏออกมาสังคมก็เริ่มดูออกครับ ไม่ว่าจะมองลงมาจากดาวอังคารหรือมองลงมาจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ครับ ว่าบริษัทดังกล่าว ที่ผมไม่เอ่ยชื่อได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลในหลาย ๆ เรื่องครับ ยกตัวอย่างเช่นครับ ทานข้าวร่วมโต๊ะกันครับ ตอนต้นเดือนกันยายน พอมากลางเดือนกันยายน อยู่ดี ๆ ครับ สส. พรรคเดียวกันกับรัฐบาลก็เข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ. ขนส่งทางรางเข้ามาครับ มาประกบร่าง ที่ ครม. มีอยู่แล้ว แล้วพอไปดูไส้ในครับ ก็เป็นร่างที่มีการยัดไส้หลายเงื่อนไขที่เอื้อกลุ่มทุน เหนือผู้บริโภคครับ หรืออีกตัวอย่างหนึ่งครับ ทานข้าวร่วมกันต้นเดือนกันยายนครับ ขยับมา ๑ เดือน เดือนตุลาคม อยู่ดี ๆ รัฐบาลก็สั่งให้มีการศึกษาการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติดครับ โดยมีการตั้งธงไว้เลยนะครับว่าอาจจะมีการล็อกรายได้ทั้งหมดไว้เพื่อไปซื้อคืนสัมปทาน รถไฟฟ้า อ้างครับว่าจำเป็นเพื่อช่วยลดภาระค่ารถไฟฟ้าให้กับชาว กทม. ทั้ง ๆ ที่แนวทาง ที่ทั่วโลกเขาทำกันเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมรถติดคือการเปิดกว้างครับว่ารายได้จากค่าธรรมเนียมนั้น จะไปใช้กับราง เรือหรือรถเมล์ก็ได้ตราบใดที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเรื่องของขนส่ง สาธารณะ แต่ท่านประธานครับ ทิ้งท้ายกันวันนี้ครับ การเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องของ รัฐบาลชุดนี้ก็ดูมีความเสี่ยงว่าจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในประเทศอีกต่อไป แต่อาจจะกำลัง ถูกส่งออกเป็น Soft Power ไปสู่เวทีนานาชาติ เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเท่านั้น ในกระทู้ถามสด ของผมต่อท่านนายกรัฐมนตรี ที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบท่านรองนายกรัฐมนตรีประเสริฐมาแทน ท่านรองนายกรัฐมนตรีประเสริฐก็ยืนยันกลางสภานะครับว่ารัฐบาลนี้ได้หลวมตัวไปรับเงิน และประโยชน์อื่นใดจากบริษัทกาสิโนต่างชาติเพื่อเอามาใช้ในการจัดงาน Global Soft Power Talks ที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปเปิดงานและเอามาแจกทุนให้กับนักศึกษาไทยในการ ไปฝึกอบรมที่ต่างประเทศในนามของสำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์หรือว่า THACCA ซึ่งถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ Soft Power แห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ผมเข้าใจดี เพื่อความเป็นธรรมกับรองนายกรัฐมนตรีประเสริฐ ท่านก็พยายาม จะบอกว่ายังไม่ต้องกังวล ประเทศไทยไม่ได้เสียอะไรเลย เพราะว่าบริษัทนี้ออกค่าจ่าย ให้ทั้งหมดแล้วก็ไม่มีเงื่อนไขอะไรเข้ามาผูกมัด แต่ท่านประธานอยู่การเมืองมานาน ท่านประธาน ก็ทราบดีครับว่าของฟรีไม่มีในโลกหรอกครับ ดังนั้นครับ ในเมื่อสิ่งที่เราเห็น คิดตามผมนะครับ ในเมื่อสิ่งที่เราเห็นคือการที่บริษัทกาสิโนต่างชาติแห่งหนึ่งยื่นมือเข้ามาช่วยท่านนายกรัฐมนตรี ในการผลักดันนโยบาย Soft Power ซึ่งเป็นนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีปั้นมากับมือตั้งแต่ ก่อนมาเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นนโยบายที่เรารู้ดีว่าพี่น้องประชาชนจะใช้ในการประเมิน ฝีมือและความสามารถของท่านนายกรัฐมนตรี แบบนี้เราจะมั่นใจได้อย่างไรครับว่านายกรัฐมนตรี คนนี้จะไม่ไปตอบแทนบุญคุณบริษัทดังกล่าวในวันที่นายกรัฐมนตรีไปนั่งเป็นประธาน คณะกรรมการนโยบายสถานบันเทิงครบวงจรที่มีอำนาจชี้ขาดว่าใครจะได้ใบอนุญาตกาสิโน และเช่นกันครับ ในเมื่อเราก็เห็นกันอยู่ว่าร่างกฎหมาย Entertainment Complex หรือกาสิโน อยู่ดี ๆ ก็ถูกยิงเข้าไปในที่ประชุม ครม. ในวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๖๘ นับเป็นระยะเวลาเพียง แค่ ๕ วันเท่านั้นครับ หลังจากที่รัฐบาลหรือว่า THACCA มีการประกาศความร่วมมือกับ บริษัทกาสิโนดังกล่าว แบบนี้จะไม่ให้เราสงสัยได้อย่างไรว่าความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับ บริษัทนี้เป็นการเซ็นสัญญาล่วงหน้าว่าในบรรดาใบอนุญาตกาสิโน Lot แรกที่รัฐบาลนี้ ต้องการจะให้ออกทันก่อนที่จะมีการยุบสภา จะมีบริษัทดังกล่าวเป็นหนึ่งในผู้ถือใบอนุญาต อย่างแน่นอนครับ กล่าวโดยสรุปครับท่านประธาน ทั้งหมดนี้ครับเลยเป็นละคร ๕ ตอนครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้นำการแสดงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนก่อให้เกิดความล้มเหลว ในการปฏิรูปการเมืองไทย ความจริงแล้วครับละคร ๕ ตอนนี้ไม่ได้แยกขาดจากกันนะครับ แต่เส้นเรื่องที่ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าประเทศเรากำลังมีนายกรัฐมนตรี ที่จงใจบริหารราชการแผ่นดินแบบ ๒ มาตรฐานครับ มาตรฐานหนึ่งก็ทำแบบหนึ่งเมื่อเกี่ยวข้อง กับผลประโยชน์ส่วนรวม แต่เป็นอีกมาตรฐานหนึ่งหรือกระทำแบบตรงกันข้ามเมื่อเกี่ยวกับ ผลประโยชน์ส่วนตน เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลครับที่สามัคคีกันตอนเข้าสู่อำนาจ แต่กลับขาดเอกภาพในการผลักดันนโยบาย เป็นนายกรัฐมนตรีครับที่ปล่อย Join กับ นโยบายที่หาเสียงไว้แต่ทุ่มสุดตัวกับนโยบายที่มีไว้หากินครับ เป็นนายกรัฐมนตรีที่เคลม ความดีทั้งหมดไว้ที่ตัวเองเมื่อมีเรื่องดี ๆ ที่ถูกกดดันให้ต้องทำ แต่กลับโยนบาปให้กับคนอื่น เมื่อไรก็ตามที่มีเรื่องดี ๆ ที่ตัวเองไม่ยอมทำ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำให้สุขภาพของคน ๑ คน แข็งแรงขึ้นได้ในพริบตา แต่กลับทำให้สถาบันทางการเมืองของประชาชน ๖๐ ล้านคน ต้องอ่อนแอลง เป็นนายกรัฐมนตรีที่อ้างความถูกต้องเมื่อตรวจสอบฝ่ายตรงข้าม แต่กลับเอื้อ ประโยชน์ให้กับพวกพ้องที่อยู่รอบตัวท่านและรอบตัวครอบครัวของท่าน ดังนั้นกล่าวโดยสรุป การเล่นละครของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหาย ที่เลวร้ายต่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชนมามากเกินกว่าที่พวกผมจะสามารถไว้วางใจ ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ หากจะพูดถึงความเสียหายเฉพาะหน้าท่านนายกรัฐมนตรีก็จงใจ ทิ้งขว้างโอกาสที่ดีที่สุดของประเทศในรอบ ๒๐ ปี เพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย ในฐานะผู้นำของรัฐบาลพลเรือนชุดแรกหลังรัฐประหาร แต่หากจะมองถึงความเสียหาย ระยะยาวท่านนายกรัฐมนตรีก็กำลังทำลายความหวังและความเชื่อมั่นที่สังคมเราเริ่มกลับ มามีร่วมกันว่านักการเมืองที่ระลึกอยู่เสมอว่าอำนาจของตนมีฐานมาจากประชาชนแล้วต้องถูกใช้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนยังมีอยู่จริงในประเทศนี้ ดังนั้นครับท่านประธาน ผมอยากจะ วิงวอนกับท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกครับว่าถึงแม้ในวันพุธนี้ที่เราต้องลงมติกัน ถึงแม้ท่านจะยังไม่พร้อมใช้ ๑ เสียงของท่านเพื่อลงโทษผู้นำที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการ ปฏิรูปการเมืองไทย แต่ยังน้อยครับผมหวังว่าท่านจะใช้ ๑ เสียงของท่านเพื่อปกป้อง เกียรติยศของวิชาชีพตนเอง ปกป้องวิชาชีพตนเองโดยการลงมติเพื่อสื่อสารกับพี่น้อง ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ ว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นเสมือนตัวแทน ของนักการเมืองไทยในสายตาพี่น้องประชาชนและในสายตาของประชาคมโลกไม่ควรจะไป ตกอยู่กับบุคคลที่ไร้หลักการ ไร้ความสามารถ ไร้ความจริงใจ และไร้ความรับผิดรับชอบ ต่อส่วนรวมที่ชื่อว่าแพทองธาร ชินวัตร ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ผู้จะอภิปราย ต่อไปขอเชิญคุณสหัสวัต คุ้มคง ครับ ขอใช้เวลา ๕๐ นาทีนะครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๗ จังหวัดชลบุรี พรรคประชาชนครับ วันนี้ผมขออภิปราย ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่ใช้อำนาจแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ไร้ความสามารถ ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ทั้ง ๆ ที่นายกรัฐมนตรีก็รู้ชัดเจนครับว่ารัฐมนตรีพัวพันกับคดีร้ายแรง ก็ยังจะตั้งเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองและครอบครัวจนก่อความเสียหาย แก่ประชาชนและประเทศชาติครับ ท่านประธานครับ ตำแหน่งรัฐมนตรีนี่ถือเป็นตำแหน่ง ที่สำคัญมากของประเทศครับ เป็นผู้ที่จะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เราจำเป็นต้องเลือกคน ที่มีความรู้ความสามารถที่ตรงกับกระทรวงเข้ามาทำงานครับ แต่สิ่งที่พื้นฐานยิ่งกว่านั้นครับ คือคนที่เป็นรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่เคยต้องคดีร้ายแรงไม่มี พฤติกรรมประพฤติชั่วอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนี่เป็นเรื่องสำคัญครับ ดังนั้นการแต่งตั้งรัฐมนตรีต้องมีการคัดกรองคุณสมบัติของคนที่จะเข้ามารับตำแหน่งว่ามีคดี หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ส่อไปในทางที่ดูแล้วมีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน เรียกรับผลประโยชน์ ทำตัวเป็นเจ้าพ่อมาเฟีย เอื้อพวกพ้องหรือไม่ครับ ผมขอใช้เวลาตรงนี้อธิบายขั้นตอนในการ แต่งตั้งรัฐมนตรีสักเล็กน้อยครับ ขั้นแรกครับเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีขึ้นมาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีครับ ก็ต้องพิจารณาสรรหาบุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีของท่าน ต่อจากนั้น พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลก็จะส่งรายชื่อและประวัติของ Candidate เข้ามาให้ท่านนายกรัฐมนตรี อ่านและพิจารณาเพิ่มเติม ขั้นตอนต่อมาคือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือ สลค. ก็จะมี หน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติ โดยการส่งหนังสือเวียนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสืบประวัติ ว่าเคยมีคดีหรือข้อร้องเรียนใด ๆ หรือไม่ แล้วสุดท้ายนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้ใช้ดุลยพินิจ รับรองคุณสมบัติและรับผิดชอบต่อรัฐมนตรีที่ตัวเองแต่งตั้งขึ้นมา เพราะ สลค. จะนำประวัติพวกนี้ ให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาเป็นคนสุดท้ายก่อนจะทำหนังสือให้มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งสำหรับเรื่องนี้คนที่ควรจะเข้าใจและเจ็บปวดฝังลึกที่สุดก็ควรจะเป็นพรรคเพื่อไทยเองครับ เพราะตอนที่ท่านเศรษฐา ทวีสิน ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็เพราะมาจากการตั้ง รัฐมนตรีที่ขาดคุณสมบัติจนโดนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้แต่งตั้งเข้ามา ต้องหลุดจากตำแหน่ง ท่านประธานครับ ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ได้เป็นเพราะผมเห็นด้วยกับ ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ แต่หลังจากเรื่องนี้ครับผมก็ทราบมาว่าทางรัฐบาลมีการปรับปรุง กระบวนการคัดกรองคุณสมบัติข้าราชการการเมืองรวมถึงรัฐมนตรีให้เข้มงวดมากขึ้น โดยถ้าดู ตามแบบฟอร์มนี้นะครับจะเห็นว่ามีการส่งหนังสือเวียนว่าการตั้งข้าราชการการเมืองขึ้นมา ต้องสืบประวัติจาก ๗ หน่วยงานครับ ทั้งศาลยุติธรรม กรมบังคับคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลต. ปปง. ป.ป.ส. และ ป.ป.ช. เพื่อจะพิจารณาว่าคนที่ตั้งมาดำรงตำแหน่งที่คณะรัฐมนตรีนั้น มีความเสี่ยงที่จะผิดคุณสมบัติหรือไม่ รวมถึงมีการให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเข้ามาช่วยดู คุณสมบัติของรัฐมนตรีด้วย ดังนั้นช่วงที่มีการตั้ง ครม. แพทองธารขึ้นมาเราจึงได้ยินว่ามีการ คัดกรองคุณสมบัติรัฐมนตรีที่เข้มงวดมาก ๆ จนทำให้มี Candidate หลายคนต้องหลุดโผ ทั้งคุณธรรมนัส พรหมเผ่า นะครับ เนื่องจากเคยรับโทษจำคุกในคดีลักลอบนำเข้ายาเสพติด ที่ต่างประเทศ ซึ่งแม้ศาลรัฐธรรมนูญไทยจะเคยวินิจฉัยว่าไม่ขาดคุณสมบัติแต่ก็หลุดไปครับ เพราะกังวลเรื่องคุณสมบัติอย่างความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หรือคุณชาดา ไทยเศรษฐ์ ที่เคยตกเป็นจำเลยในคดีจ้างวานฆ่าซึ่งแม้สุดท้ายศาลฎีกายกฟ้องก็ยังมีความกังวลเรื่องคุณสมบัติ จนหลุดโผไปอยู่ดี แล้วเมื่อไม่นานมานี้เองทาง ครม. ก็มีการส่งหนังสือส่งคำร้องไปให้ศาลธรรมนูญ ช่วยตีความครับถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและมาตรฐานจริยธรรม ว่ามีขอบเขตอย่างไรให้ทางศาลรัฐธรรมนูญให้คำจำกัดความหน่อย สุดท้ายก็โดนศาลรัฐธรรมนูญ ปัดตกครับ โดยมองว่าคำร้องนั้นเป็นแค่การหารือไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยและการแต่งตั้งบุคคล มาดำรงตำแหน่งนั้นเป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีที่จะต้องรับผิดชอบต่อคุณสมบัติรัฐมนตรี ที่เสนอขึ้นมา อธิบายง่าย ๆ ครับศาลรัฐธรรมนูญให้ท่านนายกรัฐมนตรีไปคิดเองครับ เรื่องแค่นี้ ต้องคิดได้ครับ ท่านประธานครับ ที่ผมเล่าขึ้นมานี้ผมไม่เห็นด้วยเลยที่ ครม. จะยื่นถาม ศาลรัฐธรรมนูญ นี่มันเปิดโอกาสให้ศาลรัฐธรรมนูญมาใช้อำนาจแทรกแซงฝ่ายบริหารครับ แต่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับว่าการตั้งรัฐมนตรีที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์นั้น สำคัญมากแล้วต้องเป็นดุลยพินิจโดยตรงครับของนายกรัฐมนตรีที่จะคัดกรองคนให้เหมาะสม เพราะนายกรัฐมนตรีจะมาเป็นผู้บริหารประเทศ แค่เรื่องพื้นฐานว่ารัฐมนตรีมีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นอย่างไรยังต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าแบบนี้ดุลยพินิจของท่านคงจะมีปัญหา เพราะถ้าแค่เลือกคนซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์แยกแยะผิดชอบชั่วดียังไม่ได้คงไม่ต้องถาม ถึงดุลยพินิจในเรื่องอื่น ๆ อย่างการบริหารประเทศ แล้วผมขอพูดตรงนี้เลยเพราะความไม่มี วิจารณญาณในการตัดสินใจเองได้ว่าคนแบบไหนควรตั้งหรือไม่ควรตั้งเป็นรัฐมนตรีของท่าน มันเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการลดทอนอำนาจของฝ่ายบริหารครับ ท่านกำลังลดทอนอำนาจ ตัวเองแล้วเปิดช่องให้องค์กรอิสระที่ไม่ได้มีที่มาจากประชาชนเข้ามาแทรกแซง ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่พ่อนะครับที่ต้องไปถามทุกเรื่อง ขออนุญาตทุกสิ่ง แล้วท้ายที่สุดแม้ปากจะบอกว่าคัดเลือก กันอย่างเข้มงวด แต่สุดท้ายนายกรัฐมนตรีแพทองธารคนนี้ก็ยังตั้งรัฐมนตรีขึ้นมาคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันมีคดีร้ายแรงอยู่ใน ป.ป.ช. ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งอยู่ในรัฐบาล ท่านประธานครับ ลำพังแค่การมีคดีถ้าเป็นข้อพิพาททั่วไปมันก็พอเข้าใจได้ แต่ท่านประธานครับ คดีที่รัฐมนตรี คนนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งเข้าไป ๆ พัวพันนี่คือคดีร้ายแรงอย่างการค้ามนุษย์นี่ครับ แล้วไม่ใช่ แค่พัวพันครับ แต่มีชื่อว่าเป็นตัวการหลักเรียกรับผลประโยชน์จากขบวนการที่ส่งแรงงานไทยไปเป็นเหยื่อ ค้ามนุษย์ในต่างประเทศครับ ยิ่งไปกว่านั้นคดีนี้ไม่ได้เป็นข้อกล่าวหาธรรมดาครับแต่มีหลักฐาน และสืบสวนกันมาอย่างยาวนาน เพราะคดีนี้ตั้งต้นจากคดีค้ามนุษย์แรงงานเบอรี่ซึ่งเป็นคดี ระหว่างประเทศที่ประสานความร่วมมือกันทั้งทางการไทยและฟินแลนด์ มีสำนวนการสืบสวน ที่ส่งจากฟินแลนด์มาที่ประเทศไทยด้วย โดยพบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้น เข้าไปเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย ท่านประธานครับ แน่นอนว่าในทางกฎหมายเรายังต้องถือว่าคดี ยังไม่สิ้นสุดครับและรัฐมนตรีคนนี้ก็ยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แต่รัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่มีบทบาท สำคัญในการบริหารประเทศ เรายิ่งต้องคำนึงถึงคุณสมบัติที่เข้มงวดกว่าคนทั่วไปครับ ยิ่งเห็นว่า ไปพัวพันคดีร้ายแรงแบบอาชญากรรมข้ามชาติต้องพิจารณากันให้ละเอียด ซึ่งนายกรัฐมนตรี แพทองธารต้องทราบแน่นอน เพราะ DSI มีมติส่งสำนวนไปยัง ป.ป.ช. ให้สอบสวนตั้งแต่ ต้นปี ๒๕๖๗ ท่านย่อมเห็นว่ามีคดีนี้อยู่ในประวัติที่ทาง สลค. ส่งมาให้เป็นตะกร้า ๆ แล้ว แล้วท่านประธานเห็นคดีนี้อย่างน้อยท่านก็ควรจะเอะใจบ้าง เพราะเรื่องนี้ก็ออกข่าวเต็มไปหมด แค่ Search ใน Google ก็เจอ ไม่ต้องใช้ความพยายามในการขุดหา ไม่ต้องใช้ท่าอภินิหารใด ๆ เลย หากท่านพอจะมีจิตสำนึกอยู่บ้างนะครับมันก็ไม่ได้ยากอะไรเลย ใช้อำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรี เพียงนิดเดียวให้ สลค. ช่วยหาคดีใน ป.ป.ช. เข้ามาพิจารณาร่วมก็ได้ หรือประสานความร่วมมือ ระหว่างประเทศไปถามเรื่องนี้กับฟินแลนด์ก็ได้ ท่านประธานคิดดูนะครับ หากคนที่กำลังจะตั้ง เป็นรัฐมนตรีนี่มีคดีอยู่ใน ป.ป.ช. แถมเป็นคดีร้ายแรงอย่างการค้ามนุษย์ เป็นคดีระหว่างประเทศ และพัวพันกับการเรียกรับสินบนจากขบวนการค้ามนุษย์ คนสติดี ๆ ที่ไหนจะตั้งคนที่มีเรื่องร้ายแรง ขนาดนี้มาเป็นรัฐมนตรีครับ เรื่องนี้จึงน่าแปลกใจเป็นอย่างมากเพราะกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น คุณธรรมนัส คุณชาดานี่ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดูเข้มงวดกับคุณสมบัติเป็นอย่างดี แค่มีข้อสงสัย ก็หลุดโผกันไปแล้วครับ แต่กับนายคนนี้ใหญ่มาจากไหนครับ ทำไมต้องแต่งตั้งให้บุคคลเช่นนี้ เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีครับ ในขณะที่คนอื่นที่มีข้อไม่แน่ใจนะหลุดโผกันไปหมดแล้วครับ เว้นเสียแต่ว่าพอท่านนายกรัฐมนตรีตั้งใจตั้งคนแบบนี้ขึ้นมา เพราะเรื่องนี้เป็น Deal ทางการเมือง ที่ต้องตั้งคนของประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าไปเป็นรัฐมนตรี จึงต้องยอมหลับตาข้างหนึ่งตั้งคน แบบนี้เป็นรัฐมนตรีโดยไม่สนใจว่าในอดีตเขาทำอะไรเอาไว้ ทำร้ายประชาชนมามากแค่ไหน ขอให้ได้ตั้งคนของประยุทธ์เข้ามาเพื่อทำตาม Deal ก็พอ แล้วถ้าข้อสันนิษฐานของผมเป็นจริง
เมื่อสักครู่ผม ได้เตือนแล้ว เพราะท่านประยุทธ์ก็เป็นคนข้างนอกแล้ว ท่านบอกว่าคนของรัฐบาลเก่าก็ได้ ของอดีตนายกรัฐมนตรีก็ได้
คนของนายกรัฐมนตรีที่รัฐประหารเข้ามาครับ การที่ท่านบอกว่าปิดสวิตซ์ ๓ ป ได้แล้วนะครับ ก็คือเรื่องโกหกหลอกลวงครับ กลายเป็นว่า ป เดียวนี่ครับที่ปิดสวิตซ์ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ท่านประธานครับ เพื่อจะให้เข้าใจชัด ว่าการที่นายกรัฐมนตรีตั้งคนแบบนี้เข้าไปนี่มันมีความร้ายแรงขนาดไหนแล้วสำนวนคดี จากทางฟินแลนด์มีหลักฐานชัดเจนว่านายคนนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการค้ามนุษย์ ได้อย่างไร ผมต้องขอเล่าย้อนกลับไปสมัยที่นายคนนี้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในช่วงปี ๒๕๖๕ ได้มีปัญหาร้องเรียนมายังกรรมาธิการการแรงงานของสภาผู้แทนราษฎร ว่าแรงงานที่ไปเก็บผลไม้ที่ยุโรปนี่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ ผมขอใช้เวลาอธิบาย ที่มาที่ไปเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นถึงพฤติการณ์ของนายคนนี้สักเล็กน้อยครับ ท่านประธานครับ อาชีพเก็บผลไม้ป่าในทวีปยุโรปเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมในหมู่แรงงานไทยในช่วง ๑๐ ปี ที่ผ่านมา มีการโฆษณากันครับว่าทำงานแค่ระยะเวลาสั้น ๆ แต่รายได้ดีหลายคนสามารถ หาเงินได้หลักแสนในระยะเวลา ๓ เดือน จึงทำให้มีแรงงานไทยนี่เดินทางไปทำอาชีพดังกล่าว เพิ่มขึ้นทุกปีครับ โดยปลายทางที่นิยมไปก็คือสวีเดนและฟินแลนด์ครับ แล้วการไปแต่ละครั้ง ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายครับที่ต้องจ่ายให้กับบริษัทนายหน้า เป็นแสนครับแต่ก็มีคนยอมจ่ายและกู้หนี้ ยืมสินเขาไปครับไปเสี่ยงโชคเอาข้างหน้าครับ และวิธีการที่นายหน้าเหล่านี้มักจะใช้คือการทำตัว เป็นคนใจดีให้ยืมเงินก่อนแล้วบอกว่าค่อยทำงานใช้หนี้ทีหลัง แต่ไม่บอกรายละเอียดเลยครับว่า จะต้องใช้หนี้อย่างไร หักเดือนเท่าไร แล้วอาชีพนี้จริง ๆ ครับเป็นอาชีพที่ลำบากมากนะครับ เราอย่าเข้าใจผิดนะครับว่านี่คือการเก็บเบอรี่ในฟาร์มที่มีที่หลับที่นอนที่อบอุ่น มีอาหารการกิน ที่เหมาะสม การเก็บเบอรี่ในที่นี้คือการเก็บเบอรี่ป่าครับ ท่านประธานครับ ขอสไลด์ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ท่านประธานดูภาพนี้ วิธีการของกระบวนการ ค้ามนุษย์ที่รัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นมาคนนี้เข้าไปมีส่วนร่วม ก็คือเอาแรงงานมาส่ง กับ Camp ใกล้กับป่าที่มีเบอรี่ครับ แล้วปล่อยให้พี่น้องคนไทยออกเดินเผชิญโชคตามหา เบอรี่กันเอาเอง ไม่มีค่าจ้างขั้นต่ำ เงินจะได้เท่าไรขึ้นอยู่กับจำนวนเบอรี่ที่เก็บได้ พอเก็บได้เสร็จ พี่น้องเหล่านี้ก็จะต้องเอามาชั่งกิโลขาย เก็บได้มาก ๆ ครับ เก็บไม่ได้เลยโชคไม่ดีก็ไม่ได้เงินเลยครับ ท่านประธานครับ แล้วนี่มันในป่าแถวสแกนดิเนเวียนะครับ เข้าป่าไปเผชิญโชคในที่ที่ไม่คุ้นชิน ตัวเปล่า ๆ ท่ามกลางอากาศหนาว ไม่มีหลักประกัน ไม่มีอะไรเลย ถ้าจะพูดให้มันเหมือนกับ การขุดทองไปเสี่ยงดวงเสี่ยงโชคขุดทองเมื่อร้อยปีที่แล้วเลยครับ แล้วไปอยู่ในที่ไกลผู้ไกลคน เสี่ยงอันตราย เสี่ยงทุกอย่าง การทำงานแบบนี้ควรต้องถูกจัดเป็นอาชีพเสี่ยงด้วยซ้ำครับ แล้วกระบวนการนี้มันก็มักง่ายครับ เอาคนไปปล่อยป่าแบบนี้อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ครับ ไม่มี เงินเดือนขั้นต่ำ ไม่มีหลักประกันอะไรเลย นี่มันอะไรครับท่าน นี่เราไม่นับว่าในปี ๒๕๕๓ มีแรงงานไทยเคยเสียชีวิต ๒ รายจากการไปเก็บเบอรี่ในสภาพเสียชีวิตแบบนี้นะครับ แล้วซ้ำร้าย ในสภาพการทำงานที่ต้องไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงตายไกลผู้ไกลคนแบบนี้ มันก็เป็นช่องทางให้คนที่ ไม่มีมนุษยธรรมเอาเปรียบพี่น้องแรงงานของเราครับ การไปใช้ชีวิตในป่าครับ ก็ต้องมีทั้ง อุปกรณ์เพื่อการเอาตัวรอดครับ ยังชีพ แล้วไม่พอครับ ต้องมีอุปกรณ์ในการเก็บเบอรี่ด้วย ท่านประธานครับ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เห็นในภาพ ถัง กระป๋อง แล้วเครื่องมือกันหนาวทั้งหมด แรงงานจ่ายเองครับ บริษัทที่พาไปไม่มีให้เลยครับ ไม่มีเงินจ่ายก็ต้องเป็นหนี้ไปก่อนด้วยซ้ำ ซึ่งเรื่องนี้มันเลวร้ายมาก ๆ ท่านประธานครับ ใครที่เคยทำงานในโรงงานนี่สมมุติว่าทำงาน โรงงานเย็บผ้าแล้วกันครับ ถ้าไปทำงานโรงงานเย็บผ้าโรงงานก็ต้องเตรียมผ้า เตรียมเข็ม เตรียมเครื่องจักรให้ เราออกแรงอย่างเดียว แล้วพี่น้องคนไทยเหล่านี้ที่ไปเก็บเบอรี่ป่านี่ นอกจากต้องเสียค่าใช้จ่ายก่อนเดินทางแล้ว พอมาถึงต้องมีสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย ดูครับท่านประธาน นอนอัดกันในที่แคบ ๆ แบบนี้ ท่านดูครับนอนใต้โต๊ะ บางคนไม่มี ผ้าห่มด้วยซ้ำ เอาแผนที่มากันลม ห้องน้ำนี่เป็นไม้อัดแผ่นเดียว แล้วท่ามกลางอากาศ แปรปรวนที่ฟินแลนด์นะครับ สภาพไม่ต่างจากนรกเลยตรงนี้ ท่านประธานครับ รัฐมนตรีดี ๆ ที่ไหนจะปล่อยให้คนไทยต้องไปเจออะไรแบบนี้ครับ ปล่อยไปเจอว่าหนักแล้วนี่ดันเป็นคนรับ ผลประโยชน์จากเรื่องนี้ แล้วแทนที่คนแบบนี้จะติดคุกติดตารางไปตั้งแต่สมัยที่แล้ว สมัยนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีกลับตั้งมาเป็นรัฐมนตรีอีก แล้วท่านดูครับ อาหารที่พี่น้องของเราได้กิน อดมื้อกินมื้อนะครับ ภาพแรกครับ คือข้าวคลุกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กินแค่ให้มีแรงพอออกไปทำงาน อีกภาพคู่กันครับ คือเห็ดรวมลดราคาที่ใกล้หมดอายุ ง่าย ๆ เหมือนอาหารป้ายเหลืองบ้านเราครับ เขาต้องเอาวัตถุดิบเหล่านี้มานึ่งกินเพื่อประทังชีวิต นาน ๆ ทีจะได้เข้าเมืองไป Super ครับ ไปก็ซื้อได้แค่ผักแค่ไข่ลดราคา ท่านประธานครับ พวกเราที่อยู่ในสภาแห่งนี้หรือแม้แต่นอกสภา พี่น้องที่ดูอยู่มีใครต้องทนลำบากขนาดนี้บ้างไหมครับ คุณภาพชีวิตติดลบจนไม่รู้จะลบ อย่างไรครับ นอกจากคุณภาพชีวิตจะลบแล้วนี่ ยังต้องมาเสียค่าใช้จ่ายยิบย่อยทุกสิ่งทุกอย่าง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง อะไรก็ขนไปจากที่นี่นะครับ หรือไม่ก็ต้องไปซื้อจากบริษัท ที่พาไปหักเงินอีก ชีวิตติดลบทุกอย่าง นี่สภาพอาหารการกินเหมือนคนจะได้เงินแสน กลับบ้านไหมครับ แล้วภาพนี้เราเอามาจากสารคดีที่ได้รางวัลจาก กสม. กสม. เองรู้เรื่องนี้ คนที่สนใจสิทธิมนุษยชนทุกคนรู้เรื่องนี้ แต่รัฐบาลเองโดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีนอกจาก จะไม่ใส่ใจแก้ไขปัญหาเหล่านี้แล้วนี่ ยังปล่อยให้หนึ่งในตัวการมาเป็นรัฐมนตรีอีก เหยียบหัว เหยียบหน้าเหยื่อค้ามนุษย์ถึงไหนครับ ต่อครับ แล้วยิ่งช่วงเบอรี่เริ่มจะหมดนะครับก็ยิ่งต้อง ขึ้นเขาลงห้วยเดินเข้าไปลึกขึ้น ๆ เวลาทำงานก็นานขึ้นครับ จากต้องเดิน ๓ ๔ กิโลเมตรต่อวัน อาจจะเพิ่มเป็น ๗ ๘ กิโลเมตร แล้วถ้าอยากไปให้ลึกขึ้นนี่บางกลุ่มครับ ก็ต้องตั้ง Camp กันในป่า ในอุณหภูมิหนาวจัดแล้วท่านดูครับ พี่น้องของเราที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์เหล่านี้ต้องมานอน แออัดกันในรถแบบนี้ อุณหภูมิเลขตัวเดียว เรื่องโหดร้ายแบบนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรครับ ท่านประธานท่านดูความเป็นอยู่พี่น้องคนไทยกลุ่มนี้ครับ ถูกหลอกให้ไปเป็นแรงงานทาส ต้องลำบากเสียชีวิตในต่างประเทศ แล้วหนึ่งในคนที่สมรู้ร่วมคิดเรื่องนี้คือรัฐมนตรีที่ท่าน นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นมากับมือ หนักไปกว่านั้นอีกครับ ยังมีการบีบบังคับให้คนไทยของเรา ต้องทำงาน ไม่ว่าจะเป็นข่มขู่ให้ทำงาน โดยอ้างหนี้สินซึ่งก็ไม่ได้ตกลงกันไว้แต่แรกมาผูกมัดไปหมด เอาค่ากิน ค่าอยู่ ค่าน้ำมัน ค่ารถ ทุกอย่างมาเป็นหนี้ที่ต้องทำงานใช้เพิ่ม สุดท้ายพี่น้องของเรา ต้องอดหลับอดนอนเก็บเบอรี่หลังขดหลังแข็ง บนสภาพอากาศที่หนาวเย็น แล้วก็ไม่ได้รับเงินตามที่เขาบอกไว้ ทำไปก็ถูกหักเงิน ไม่ต่างกับ ทำอะไรฟรี ทำงานฟรีครับ บางคนไปมีหนี้กลับมามีหนี้เพิ่มถูกหลอกทั้งขึ้นทั้งล่อง แล้วหลายคน ยังถูกยึด Passport เอกสารสำคัญเอาไว้ครับ อ้างว่าดูแลไม่ให้เอกสารเสียหายจะกลับบ้าน ก็ไม่ได้ เลิกทำก็ไม่ได้ เหมือนถูกจับด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นเป็นทาสสมัยใหม่ทนอากาศ แปรปรวน ทนหิวเสี่ยงตายอยู่กลางป่า ยิ่งไปกว่านั้นท่านประธานครับ สภาพความเป็นอยู่ แบบนี้สำหรับคนไทยเรา ๆ ถ้าไปอยู่คงไม่พ้นต้องเจ็บป่วยกันบ้าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นครับคือใครเจ็บ ใครป่วยไม่ยอมให้ไปหาหมอ ขอร้องแล้วก็ไม่ให้ไปหาหมอ ขอร้องไม่เป็นผลกักขังให้ทำงาน ที่นี่ทำงานต่อ ป่วยก็กินแค่พาราเซตามอลไป ท่านประธานดูภาพนี้ครับ ปรสิตพวกนี้ไม่มี แม้แต่ยารักษาโรคพื้นฐานให้ครับ ยาเหล่านี้ดูครับนี่ยี่ห้อไทยทั้งนั้น ยาสามัญประจำบ้าน แก้ปวด แก้หวัด ยาธาตุน้ำแดง น้ำขาวเอาไปจากบ้านเราทั้งนั้น เหยื่อคนไทยต้องไปซื้อเองขนไปเอง ที่นั่นไม่มีอะไรให้เลยครับ จะเจ็บป่วยก็ไม่ให้ไปหาหมอ แล้วในป่าที่ฟินแลนด์ครับก็มีสัตว์ รังควาน เช่น แมลงต่าง ๆ ที่คนไทยอย่างเราไม่คุ้นชิน โดนกัด โดนต่อยมาก็แทบจะขยับไม่ได้ แล้วบางรายทนอากาศหนาวไม่ได้ก็มือบวม เท้าบวมทำงานต่อไม่ได้ก็มี คนไทยที่ป่วย ๆ ไป รอดมาก็จากยาที่ตัวเองเอาไปทั้งนั้นเลยครับ พวกปรสิตพวกนี้ไม่มีอะไรให้เลย นี่มันค่ายนรกชัด ๆ งานบ้าอะไรครับ คนป่วยไม่ให้ไปหาหมอ ไม่มีวันหยุด พอจะไปก็ไม่ให้ไป นี่มันค้ามนุษย์ชัด ๆ ท่านประธานครับ ที่ผมต้องพูดมาทั้งหมดนี้เพื่อที่จะเห็นภาพครับว่าสุดท้ายเรื่องนี้คนที่ นายกรัฐมนตรีแพทองธารตั้งขึ้นมาคนนี้ แต่ก่อนตัวเองก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กลับไปเกี่ยวพันกับขบวนการค้าทาสสมัยใหม่ คนที่มีหน้าที่ปกป้องแรงงานกลับไปมีส่วนสำคัญ ในการทำให้เกิดเรื่องราวที่ทำร้ายแรงงานไทยอย่างถึงที่สุด คราวนี้นะครับ ผมจะชี้ให้เห็นชัด ๆ ว่ามันเกี่ยวกับคนที่นายกรัฐมนตรีตั้งมาเป็นรัฐมนตรีอีกรอบได้อย่างไร เพราะเรื่องนี้เป็นคดีความ ขึ้นมาในช่วงปี ๒๕๖๕ ที่แรงงานไทยกว่า ๓๓ คน ร้องเรียนเรื่องการค้ามนุษย์ไปที่ประเทศ ฟินแลนด์จนมีการดำเนินคดีข้อหาค้ามนุษย์กับบริษัทที่ขนแรงงานไทยไปทำงานครับ เพื่อน สส. พรรคประชาชนของผมครับ ท่านจรัส คุ้มไข่น้ำ เคยอภิปรายเรื่องนี้ในญัตติ ๑๕๒ เมื่อปี ๒๕๖๖ เพื่อเตือนคนที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นมาคนนี้ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในตอนนั้น ให้เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ พฤติการณ์ของนายคนนี้ครับคือถึงขนาดออกทัวร์ Promote ทหาร ออกทัวร์ Promote การเก็บเบอรี่ไปถึงฟินแลนด์ โฆษณาว่าเป็นอาชีพที่ดี รายได้เป็นแสน ใช้อำนาจหน้าที่ความเป็นรัฐมนตรี Promote ตัวเองดิบดี ออกข่าวเต็มไปหมด ท่านดูภาพนี้ครับ ท่านจะเห็นเลยครับว่านายคนนี้ไปเยี่ยม Camp คนงานถึงที่นั่น แล้วดูสภาพ Camp ครับ สวยงาม ดูดี มีที่หลับที่นอนมาตรฐาน ช่างต่างเหลือเกินกับหลักฐานที่ตำรวจฟินแลนด์ให้มา ในภาพที่ผมแสดงให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกดูเมื่อสักครู่นี้ นายคนนี้ทำตัวเหมือนกับ PR ทำตัวเหมือนกับบริษัทนายหน้าพาแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างไรอย่างนั้นเลย ท่านนายกรัฐมนตรีดูภาพถัดไปเลยครับ ภาพที่นายคนนี้ไปทัวร์บริษัทที่เป็นปัญหาค้ามนุษย์ ที่ฟินแลนด์ในตอนนั้นคือบริษัท โพลาริก้า และภาพนี้คือนายจุกกา คริสโต ซีอีโอของบริษัท ที่เป็นตัวการในการค้ามนุษย์ และถูกตำรวจฟินแลนด์ดำเนินจับกุมคุมขังไปแล้ว อีกภาพ คือภาพนายหน้าคนไทยชื่อทุเรียน ผมอยากให้จำชื่อและหน้าของคน ๆ นี้ไว้ให้ดี นางทุเรียน คนนี้มาให้การต้อนรับรัฐมนตรีคนนี้ ซึ่งหลังจากไปเยี่ยมไม่ถึง ๒ สัปดาห์ บริษัทดังกล่าวนี้ ก็โดนฟ้องคดีค้ามนุษย์ในฟินแลนด์ขึ้นครับ อย่างที่บอกครับ ท่านจรัสเคยเตือนให้จัดการ ปัญหาเรื่องนี้ แต่นายคนนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งมากลับบิดเบือนว่าพรรคก้าวไกลในขณะนั้น กำลังจะขัดขวางไม่ให้แรงงานไทยไปเก็บเบอรี่ โกหกหน้าตายกลางสภาแห่งนี้ว่าเอกชนที่ไป เป็นบริษัทใหญ่โต ติดถนนใหญ่ไม่เป็นผู้ต้องหาทั้งที่ตอนนั้น ซีอีโอโดนบุกจับกุมและเป็น ผู้ต้องหาไปแล้ว ตอนนั้นผมก็ไม่เข้าใจครับท่านประธาน ว่าทำไมแทนที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงานในตอนนั้นไม่ยอมเอ่ยปากปกป้องสิทธิของพี่น้องแรงงานแต่กลับปกป้องเอกชน ถึงขนาดยอมบิดเบือนข้อเท็จจริงกลางสภาแห่งนี้ จนสุดท้ายก็ได้รู้ครับมันเป็นอย่างนี้นี่เอง เมื่อ DSI เจอเส้นทางการเงินของการค้ามนุษย์ในฟินแลนด์ครับ จนปัจจุบันส่งคดีอยู่ใน ป.ป.ช. โดยพบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในตอนนั้นเรียกรับผลประโยชน์จากการค้ามนุษย์ ผมจึงเข้าใจเลยครับที่นายคนนี้ต้องออกมาโกหกหน้าตาย ก็แค่เพื่อปกป้องชามข้าวตัวเอง นี่ละครับ ว่าทำไมพี่น้องแรงงานต้องไปทำงานในสภาพที่เลวร้าย ต้องเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ก็เพราะรัฐมนตรี ที่ท่านตั้งนี่ ไปหักหัวคิวเขามา เขาจากบ้านมาแสวงโชคก็หนักอยู่แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานมาทำตัวเป็นมาเฟียเก็บค่าหัวคิวบริษัทก็ยิ่งบีบพวกเขาให้สภาพการทำงานเลวร้ายขึ้น แล้วมาวันนี้ผมไม่อยากจะนึกเลยครับว่าพี่น้องพ่อค้า แม่ค้า นักธุรกิจจะซวยขนาดไหน เมื่อได้คนแบบนี้มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อีก ทั้งหมดนี้ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีแพทองธารต้องทราบนะครับ เพราะเมื่อท่านเห็น แล้วว่านายคนนี้มีคดีใหญ่โตขนาดนี้อยู่ใน ป.ป.ช. ท่านต้องหาทางสืบสวนต่อหรือสอบถามต่อบ้าง ท่านหนีความรับผิดชอบนี้ไม่ได้ แล้วทั้ง ๆ ที่ท่านรู้แบบนี้ก็ยังกล้าตั้งคนแบบนี้มาเป็นรัฐมนตรี จากนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารให้พี่น้องแรงงานรับกรรมมาแล้ว คราวนี้นายกรัฐมนตรี แพทองธารก็ให้ผู้ประกอบการมารับกรรมต่อ มันมี Deal สำคัญอะไรหนักหนาครับ ทำให้ท่าน ต้องตัดสินใจตั้งคนแบบนี้กลับมาครับ อย่างที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นว่ามันไม่ใช่แค่ข้อกล่าวหาลอย ๆ แต่เป็นการสืบสวนที่ทำกันมานานผ่านทางกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ระหว่างทางการไทย และทางการฟินแลนด์ คดีระดับนี้เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีต้องรู้ ต้องทราบ แต่ท่านก็กลับตั้ง คนแบบนี้มาเป็นรัฐมนตรีอีกนะครับ ท่านจะตอบรัฐบาลฟินแลนด์ว่าอะไรครับ ให้คนที่มีคดี เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ในบ้านเขามาเป็นรัฐมนตรี และมนุษย์ที่ถูกเอาไปค้าเป็นแรงงานทาส คือประชาชนคนไทยของเรา ค้ามนุษย์คือคดีที่เลวร้ายมาก เป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ ไม่มีที่ไหนในโลกเขารับได้มันคือพฤติกรรมฆ่าคนทางอ้อม แบบที่ผมเพิ่งให้ดูไปว่าได้มีแรงงาน ทาสคนไทยเสียชีวิตแล้วจริง ๆ นะครับ แล้วคนที่มีพฤติกรรมชั่วช้าเป็นที่ประจักษ์แบบนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีจะตั้งมาเป็นรัฐมนตรีอีกหรือครับ ท่านประธานครับ ผมขอเล่าให้ฟัง ในสำนวนคดีที่ทางการไทยทำร่วมกับทางการฟินแลนด์ มันเขียนชัดแค่ไหนว่าคนที่ท่าน นายกรัฐมนตรีตั้งมาเป็นรัฐมนตรีเรียกรับประโยชน์จากการค้ามนุษย์ ดูได้จากบันทึกคำให้การ กรมสอบสวนคดีพิเศษนี้ครับ ที่นำมาจากคำให้การในศาลที่ฟินแลนด์ จากเอกสารคำให้การ ในศาลฟินแลนด์ของทุเรียนผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ที่ฟินแลนด์ครับ เล่าชัดเจนว่าในปี ๒๐๒๒ หรือปี ๒๕๖๕ นางทุเรียนได้เข้าไปที่กระทรวงแรงงานเพื่อสวัสดีปีใหม่รัฐมนตรี แล้วรัฐมนตรี คนนี้ก็ควักมือเรียกบอกว่าน้องทุเรียนมาคุยตรงนี้หน่อย แล้วถามว่ามีแรงงานเก็บเบอรี่ ที่ฟินแลนด์กี่คนให้จ่ายมาคนละ ๓,๐๐๐ บาทนะ เพราะว่าเป็นการเพิ่มงานให้กับพวกเรา ดูครับท่านประธานครับ คนนี้มันชั่วขนาดไหน จากนั้นครับ ทุเรียนก็พยายามบ่ายเบี่ยงไป เพราะไม่อยากจ่ายครับ แต่รัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารในตอนนั้น และเป็นรัฐมนตรีของท่านนายกรัฐมนตรีในตอนนี้ กลับย้ำว่าอย่างไรก็ต้องจ่าย ท่านประธาน คิดดูครับถ้าคนระดับรัฐมนตรีขู่ขนาดนี้ ทุเรียนจะกล้าหือหรือครับ แล้วพอเป็นแบบนี้ยิ่งทำให้ ผมเข้าใจเลยครับว่าจริง ๆ แล้วที่นายคนนี้ต้องบินไปฟินแลนด์ทำหน้ายิ้มแย้มเหมือนตัวเอง เป็นบริษัทนายหน้าชวนคนงานไทยไปทำงานเก็บเบอรี่ จริง ๆ ก็เพื่ออยากให้ตัวเองได้ค่าหัวคิวเพิ่ม โดยไม่สนใจด้วยซ้ำว่าแรงงานไทยต้องเจออะไรบ้าง มาดูอีกแผ่นหนึ่งครับท่านประธานครับ จากคำให้การนี้ข้าราชการระดับสูงของกรมการจัดหางานบอกว่าให้คน ๆ หนึ่งไปรับเงิน โดยกำชับว่าห้ามให้ใครเอาเงินไปให้ที่ห้องเขาโดยตรง แล้วสุดท้ายก็มีการต่อรองกัน นางทุเรียน ก็ต่อรองราคาไปเหลือ ๑,๕๐๐ บาท ข้าราชการคนนี้ที่มาเก็บเงินให้รัฐมนตรีของท่านนายกรัฐมนตรี ก็บอกอีกว่าลดราคาค่าหัวคิวเหลือ ๒,๐๐๐ บาทจากที่ตอนแรกจะเอา ๓,๐๐๐ บาท ลดได้แค่นี้ แล้วออกใบเสร็จให้ไม่ได้ ต่อราคากันไปมาจนคิดจากคนงานที่จำนวน ๑,๖๗๐ คน จบที่เลข กลม ๆ ๓ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมไม่โมโหได้อย่างไรครับ พี่น้องในสภาแห่งนี้ พี่น้อง ที่ชมอยู่ทางบ้านจะไม่โมโหได้อย่างไร นี่ชีวิตคนนะครับ ต่อรองราคาเป็นกางเกงยีนส์มือสอง แล้วคนหนึ่งก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานนะครับ อีกคนเป็นข้าราชการระดับสูง ในกระทรวงแรงงาน ไม่มีจิตสำนึกด้านแรงงานสักนิดเดียว เห็นพี่น้องแรงงานเป็นวัตถุ เป็นสินค้า ที่จะต่อรองเอาตามใจอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือครับ เลวจริง ๆ ท่านประธานครับ แล้วเลวขนาดนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีกลับตั้งมาเป็นรัฐมนตรีอีก ไปกันใหญ่แล้วครับประเทศนี้ หลังจากนัดแนะกัน ท่านประธานครับ เวลาผ่านไปจนถึงช่วงกลางปีเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๕ ก็มีการนัดแนะส่งเงินกัน ซึ่งใช้วิธีส่งเงินผ่านทางกรมการจัดหางาน โดยนางทุเรียนได้ฝากเงินให้เลขาคือนางบีนำเงิน ไปให้ข้าราชการระดับสูงของกรมการจัดหางานในขณะนั้น โดยนางทุเรียนย้ำให้นางบีฟัง อันนี้เขียนในสำนวนนะครับว่า หากไม่จ่ายเงินก็จะไม่ได้ขึ้นเครื่องบิน เป็นแบบนี้ปีที่แล้ว จากคำนี้เราเห็นชัดว่าพฤติกรรมข่มขู่แบบกุ๊ยเพื่อเรียกเงินรีดไถแบบนี้ไม่ได้ทำเช่นนี้เป็นครั้งแรก แปลว่านายคนนี้เคยทำพฤติกรรมแบบนี้มาแล้ว ผมเล่ามาถึงแค่ตรงนี้ผมก็คับแค้นใจสุด ๆ แล้ว มันชัดขนาดนี้ในคำให้การ ท่านนายกรัฐมนตรีต้องผ่านตาแน่ ๆ แต่ท่านก็ยังตั้งขึ้นมาอีก หัวใจของท่านนายกรัฐมนตรีทำด้วยอะไร ไหนใครบอกว่าหัวใจคือประชาชน ผมหมดคำ จะพูดจริง ๆ ต่อครับ ผมมีหลักฐานในสำนวนเป็นแชตให้ทุกคนได้อ่านกันครับ วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ นางทุเรียนได้จัดการให้นางบีเลขาไปที่กระทรวงแรงงานเพื่อมอบของขวัญ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยนางบีได้พิมพ์มาหานางทุเรียนว่า บีอยู่หน้าลิฟต์ ชั้น ๙ แล้วค่ะ ตึกกรุงไทยใช่ไหมคะ ซึ่งถ้าใครคุ้นเคยกับกระทรวงแรงงานก็คงจะพอจะทราบ ว่าตึกกรุงไทยที่ว่านี้ก็คือตึกหลักของกระทรวงแรงงาน จากนั้นอีกแชตหนึ่งข้างกันครับ ทุเรียนก็ตอบกลับมาว่ารอแป๊บ นางบีก็ตอบว่าค่ะ นางทุเรียนตอบไปอีกว่าทางนั้นยังไม่ได้รับสาย
ท่านประธานครับ ขออนุญาต ท่านประธานครับ
เดี๋ยวคุณสหัสวัต มีผู้ประท้วง เชิญครับ
จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ขอประท้วงผู้อภิปรายใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ อ้ายชั่วบ้าง อ้ายเลวบ้างครับท่านประธาน อยากจะให้ถอนคำพูดดังกล่าวครับ
ผมขอชี้แจงท่านประธานแบบนี้ครับ ผมขอเล่า เรื่องนี้ให้จบแล้วถ้าทุกคิดว่ายังจะให้ผมถอน ผมพร้อมถอนครับ
ท่านประธานครับ เพราะว่า ในมาตราบอกไว้แล้วการอภิปรายต้องใช้คำพูดที่สุภาพครับท่านประธาน
ได้ครับ
ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ
เดี๋ยวผมขอ วินิจฉัยเลยครับ ผมอยากให้คุณสหัสวัต คุ้มคง ระมัดระวังหน่อยครับข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ผมก็เตือน แค่นี้ก่อนครับ ระวังข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ท่านทราบแล้วนะครับ ประเด็นที่เขาประท้วง เชิญต่อ ระวังหน่อยครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ขอสไลด์ขึ้น ต่อไปว่าทางนั้นยังไม่ได้รับสายซึ่งทางนั้นนี่ใครกันละครับ แล้วหลังจากนั้นยังก็บอกนางบีว่า หน้าห้องอธิบดีมีที่นั่ง จากนั้นเมื่อมีการนัดหมายเรียบร้อยที่ชั้น ๙ ของตึกกระทรวงแรงงาน ตรงนี้ก็มีตัวละครใหม่เข้ามาคือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมการจัดหางานคนหนึ่งมารอ ชื่อ นาย สมช. โดยในสำนวนมีหลักฐานการสนทนาแชตระหว่างทุเรียนกับข้าราชการ ระดับสูงของกรมการจัดหางานในขณะนั้น เรามาอ่าน แชต กันดีกว่าครับ นางทุเรียนส่งไปยัง ชายลึกลับคนหนึ่งที่เป็นข้าราชการระดับสูงของกระทรวงแรงงานว่าติดต่อพี่ สมช. ไม่ได้เลยค่ะ มีน้องนำน้ำผลไม้ไปให้ถึงตึกแล้วค่ะ โดยข้อความดังกล่าวส่งไปเวลา ๑๑.๔๐ นาฬิกา เวลา UTC บวกศูนย์ ซึ่งถ้าเทียบเป็นเวลาประเทศไทยจะอยู่ที่ประมาณ ๑๘.๔๐ นาฬิกา ของวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๕ เขานัดไปทำอะไรกันตอนเย็น ๆ ในสถานที่ราชการแบบนี้ แล้วมีการพิมพ์ ต่อไปอีกว่าเมื่อ ๒ ชั่วโมงนัดพี่ สมช. แล้วแต่ตอนนี้ไม่รับสายเลยค่ะ ท่านประธานดูสิครับ นาย สมช. คนนี้เป็นใครใจดำปล่อยให้คนเขารอตั้ง ๒ ชั่วโมง โทรไปก็ไม่รับ
ท่านประธานคะ ขออนุญาต ธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดเพชรบุรี รู้สึกว่าผู้อภิปรายนี้จะวนเวียน ซ้ำซากนะคะ ขอให้สรุปได้แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ
ก็ยังไม่ถึงกับ ซ้ำซากก็เดินต่อครับ เชิญครับ
ให้รอต้อง ๒ ชั่วโมง โทรไปก็ไม่รับ ปกติถ้าใคร นัดผมแล้วช้าไป ๒ ชั่วโมงผมไม่รอแล้วครับ เพราะมีเรื่องอะไรสำคัญถึงต้องรอกันขนาดนี้ จากนั้นเขยิบมาที่แชตอีกฝั่งหนึ่ง ขอสไลด์นะครับ เวลา ๑๘.๔๑ นาฬิกา นาย สมช. ก็โทรเข้ามา หานางทุเรียนคุยกันอยู่ประมาณ ๑๖ วินาทีครับ ไม่ทราบว่าคุยอะไรกัน แล้วนางทุเรียน ก็พิมพ์ไปว่าน้องเขาใส่เสื้อสีชมพูค่ะ มีการนัดแนะบอกกันว่าใส่ชุดอะไรเรียบร้อย ไม่รู้เขานัด ทำอะไรกัน ผ่านไป ๔ นาที เวลา ๑๘.๔๔ นาฬิกา นางทุเรียนก็ส่งรูปถุงรูปหนึ่งที่บรรจุ กล่องน้ำผลไม้ที่ว่าไว้ครับ แล้วภาพนี้คือภาพกล่องน้ำผลไม้เบอรี่สีเลือดที่ขูดเอาจากเลือดเนื้อ ของพี่น้องแรงงานชาวไทย ข้างกล่องมีคำว่า ไบโอเคลียร์ ซึ่งบริษัท ไบโอเคลียร์ เป็นบริษัท จำหน่ายผลไม้เบอรี่นำเข้าจากประเทศฟินแลนด์ โดยบริษัทเคียนตามา ที่นางทุเรียนเป็น ตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวจากประเทศไทย อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ครับ อาจแค่เอาน้ำผลไม้ มาให้ก็ได้หรือแค่ทางรัฐมนตรีสั่งไว้ก็เลยเอามาส่งครับ แต่เรามาดูกันว่าน้ำเบอรี่ในกล่องนี้ หน้าตาเป็นอย่างไร เป็นน้ำเบอรี่เพื่อสุขภาพเพื่อดูแลร่างกายจริง ๆ หรือเปล่า นี่ครับท่านประธาน ภายใต้กล่องนี้คือเงินปึก ๆ เงินเป็นฟ่อน ๆ น้ำผลไม้ที่กลั่นจากเลือดเนื้อพี่น้องของเรา กลั่นกลายเป็นเงินไปหมดแล้ว มานับกันดูดีไหมครับว่าทั้งหมดนี้เท่าไรครับ ก็ทราบกัน ๑ ปึก ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าผมนับไม่ผิดทั้งกล่องมีอยู่ ๓๐ ปึก รวมแล้วก็น่าจะเป็นเงิน ๓ ล้านบาท พอดีครับ และนี่คือเงินที่ทางนางทุเรียนนำไปจ่ายเป็นค่าส่วยตามที่รัฐมนตรีคนนี้ร้องขอครับ เงินเหล่านี้มันคือเงินบาปครับ เงินที่ขูดเลือดมาจากหยาดเหงื่อพี่น้องแรงงานคนไทยที่ต้อง เสี่ยงชีวิต เป็นหนี้เป็นสินไปทำงานแล้วก็มีคนแบบนี้มาทำเป็นกระบวนการเอาเงินเหล่านี้ มาใช้กันอย่างสบายใจ ท่านประธานครับ นี่คือการนัดส่งเงินค่าหัวค้ามนุษย์กัน ทำในสถานที่ ราชการ ตึกกระทรวงแรงงานในยามวิกาล ตั้งใจอยู่ตึกที่กระทรวงกันยันเย็นเพื่อแอบเอาเงิน มามอบให้กัน จะนัดส่งในที่ ๆ อุกอาจน้อยกว่านี้ไม่ได้หรือครับ ไม่มีความละอายใจ ไม่เกรงใจ ฟ้าดิน นี่มันเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทไหนกันครับถึงไม่เกรงกลัวอะไรเลย แล้วภาพที่ผมเอามา ทั้งหมดนะครับ ทั้งแชตและรูบกล่องสินบนนี้สำนวนผมเอามานี่เป็นสำนวนคำให้การที่การ ฟินแลนด์ส่งมาให้กับทางการไทย และถูกนำส่งให้ ป.ป.ช. ไปแล้ว เป็นไปไม่ได้ครับที่ท่าน นายกรัฐมนตรีจะไม่รู้เรื่องนี้ แต่ท่านกลับตัดสินใจให้คนแบบนี้มาทำหน้าที่รัฐมนตรี ไม่รู้ว่าติดใจ อะไรกันนักกันหนากับเรื่องของกล่องขนม กล่องน้ำผลไม้ต้องหาคนที่มีเรื่องแบบนี้เข้ามาตลอด นี่หลักฐานใบเสร็จชัดขนาดนี้ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่เอ๊ะอะไรก่อนตั้งคนแบบนี้หรือครับ ผมถามจริง ๆ เถอะครับ ท่านตั้งคนแบบนี้แลกกับ Deal ให้ท่านแล้วพรรคพวกมีอำนาจต่อไป ได้ใช่ไหมครับ ย้อนกลับไปที่ท่านจรัสเคยอภิปรายนะครับที่น่าเศร้าคือเรื่องนี้เกิดก่อนที่ท่านจรัส จะอภิปรายเรื่องนี้ในสภาเกือบปีครับ แปลว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในตอนนั้น ไม่ใช่แค่รู้อยู่แล้วว่ามีปัญหาค้ามนุษย์ แต่ยังมาโกหก โกหกหน้าตายกลางสภาแห่งนี้ ตอนแรก ผมก็นึกว่าแค่แก้ตัวให้กับบริษัทนี้เพราะไม่อยากให้ตัวเองเสียหน้า แต่ที่ไหนได้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่ง ของขบวนการค้ามนุษย์ครับ ท่านประธานครับ คนที่นายกรัฐมนตรีตั้งมาเป็นรัฐมนตรีคนนี้ ยังมีความเป็นคนเหลืออยู่ไหมครับ ตัวเองมานั่งฟังความเจ็บปวดของพี่น้องแรงงานในสภา แต่ไม่มีแม้แต่ความละอายที่จะตอบว่าจะดูแลพี่น้องแรงงานโกหกหน้าตาเฉย ปกป้องพวกพ้อง ใส่ร้ายว่าพวกผมไม่อยากให้คนไปทำงาน จริง ๆ แล้วนายคนนี้ก็แค่กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้ ค่าหัวคิวครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ นี่มันนิสัยพวกผู้มีอิทธิพล พวกรีดไถที่พอเห็นว่าใครมี ปัญหาเรื่องอะไรก็เข้าไปเรียกเก็บสตางค์แล้วบอกว่าพี่ Clear ได้ พฤติกรรมแบบนี้ไม่รู้จะสรรหา คำไหนมาด่าครับ ถ้าด่าในสภาแห่งนี้ก็โดนประท้วงเปลืองเวลาอีก ถ้าด่าข้างนอกก็โดนฟ้องอีก แต่ผมคิดว่าวันนี้พี่น้องประชาชนทางบ้านตอนนี้คงด่ากันเละเทะเต็มไปหมดแล้ว ท่านประธานครับ นี่เป็นแค่การเรียกรับสินบนในปี ๒๕๖๕ เพียงปีเดียวเท่านั้นครับ หากนับทุกบริษัทตลอด ปี ๒๕๖๓-๒๕๖๖ ซึ่งเป็นช่วงดำเนินคดีครับ มีผู้อยู่ในข่ายต้องเสียค่าใช้จ่ายหัวคิวดังกล่าว รวมประมาณ ๑๒,๐๐๐ คน คิดเป็นเงินประมาณ ๓๖ ล้านบาทที่ต้องส่งให้รัฐมนตรีที่ท่าน นายกรัฐมนตรีตั้งมาคนนี้ครับ แล้วนี่ก็ทำให้ขบวนการค้ามนุษย์ดำรงอยู่ต่อไปได้ แล้วผม ก็ทราบมานะครับว่ากระบวนการเหล่านี้ดำรงอยู่ถึงปัจจุบัน ท่านประธานครับ ๑๒,๐๐๐ คนนี้ นับแค่แรงงานไทยในฟินแลนด์นะครับ แล้วนับแค่แรงงานไทยในฟินแลนด์ที่อยู่ในสำนวนของ ป.ป.ช. แต่ปลายปีที่แล้วครับหลังจากที่ท่านแพทองธารเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็มีการฟ้องร้องที่สวีเดนด้วย แล้วตำรวจสวีเดนก็ได้เข้ามาสอบปากคำพยานในประเทศไทย ร่วมกันกับทางการไทยในเรื่องค้ามนุษย์ด้วยเช่นกันครับ หากรวมแรงงานเบอร์รี่ที่เป็นเหยื่อ ค้ามนุษย์ในทั้ง ๒ ประเทศนี้รัฐมนตรีคนนี้ทำให้คนนับหลายหมื่นคนเป็นทาสครับ แล้วกำลัง ทำให้ครอบครัวลูกหลานแรงงานเหล่านี้ซึ่งอาจรวมกันหลักแสนคนต้องเป็นหนี้เป็นสิน ต้องแร้นแค้นกว่าเดิม อดอยากกว่าเดิม ทุกข์ทรมานกว่าเดิม จนมีพี่น้องแรงงานไทยคนหนึ่ง ตัดสินใจประท้วงด้วยการผูกคอตายจากการไปทำงานเก็บเบอร์รี่ครับ เพราะไม่เห็นทางที่จะมี ชีวิตต่อ มีคนตายนะครับ เขาต้องอดสูขนาดไหนถึงตัดสินใจแบบนี้ แล้วจนถึงทุกวันนี้ครับ ยังมีคนไทยที่ต้องเทียวขึ้นศาลที่สวีเดนและฟินแลนด์เพื่อเป็นพยานให้กับคดีนี้ มีแรงงานไทย และครอบครัวที่ยังไม่ได้รับความยุติธรรมด้วยซ้ำ แล้วหนึ่งในคนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ก็คือนายคนนี้ครับ แล้วมันน่าอับอายขนาดไหนครับท่านประธานครับ ที่ในคดีเดียวกันนี้ ในประเทศฟินแลนด์ทางตำรวจสามารถเอาผิดข้าราชการระดับสูงในกระทรวงแรงงานที่นั่น จนต้องติดคุกเพราะรับสินบนจากขบวนการค้ามนุษย์ มันแบบเดียวกันกับกรณีนี้เลยครับ แต่ในประเทศไทยกลับได้เป็นรัฐมนตรีต่อ แถมได้ไปอยู่ในกระทรวงการค้าอีก Form Labor to Business แท้ ๆ เลยครับ นอกจากนี้ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ไม่ได้กำกับดูแลหรือ รับผิดชอบต่อรัฐมนตรีที่ท่านตั้งเลย อย่างเรื่องประกันสังคมคนในประเทศเขาสนใจกัน ทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ท่านนายกรัฐมนตรีกลับไม่มีความกล้าหาญที่จะออกมาพูดอะไรสักคำ เงียบ ไม่มีความชัดเจน ไม่มี Comment หรือเพราะท่านต้องปกป้องคนแบบนี้ เพราะ Deal ที่ท่านทำไว้ ท่านกำลังแลกประเทศนี้กับการตั้งคน ๆ นี้มาเป็นรัฐมนตรี เงินภาษี เงินผู้ประกันตนไม่รู้ กี่หมื่นล้านบาทต้องหายไปท่านก็ไม่สนใจ เพียงเพราะว่าท่านต้องการปกป้องคนสำคัญคนนี้ไว้ ใช่หรือไม่ครับ นี่สินะครับ พวกกันสำคัญเสมอ แต่ถ้าทางฝั่งรัฐบาลจะชี้แจงเรื่องนี้นะครับ ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยเป็นคนมาชี้แจงเองครับ ผมไม่อยากฟังอะไรจากปากคำ นายคนนี้อีกแล้ว ผมถือว่าบุคคลนี้เป็นโมฆะบุรุษไปแล้ว ที่ที่นายคนนี้ควรไปชี้แจงมีแค่ในศาล เท่านั้น ผมจึงอยากฟังจากปากท่านนายกรัฐมนตรีให้ท่านช่วยตอบผมมาตรง ๆ ที ว่าท่าน มีเหตุผลอะไรในการตั้งคนแบบนี้เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ขอถามท่านประธานครับผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีให้ช่วยตอบผมทีครับ
คุณสหสวัตครับ ท่านรัฐมนตรียกมือนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่าละครน่าจะจบได้แล้วนะ
ท่านประธาน ท่านรัฐมนตรีครับผมขออนุญาตนิดเดียว ๒ นาทีครับ ขอโทษครับ เรียนท่านประธานครับ วันนี้เป็นการอภิปรายท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร แต่ผมถูกพาดพิงหลายเรื่องครับ แล้วเมื่อท่านผู้ทรงเกียรติได้พูดเมื่อสักครู่นี้ คือที่บอกว่าส่อแวววืด ไม่ได้วืดนะครับ ปฏิเสธ ไม่ได้เป็น เพราะไม่อยากพูดตอนที่ท่านกำลังอภิปรายอยู่รอให้จบ แล้วอีกประการหนึ่งครับท่าน ผมได้รับโทรศัพท์ด่าจากมุสลิมหลายคนเรื่องที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเรื่องมุสลิม นิกายซุนนี ท่านประธานก็เป็นมุสลิมแต่คงไม่มีใครกล้าโทรไปด่าท่านนะครับ ผมอยากให้ท่าน อธิบายกับท่านรองนายกรัฐมนตรีด้วยว่ามุสลิมคืออะไร นิกายซุนนีคืออะไร วาฮาบีคืออะไร ถ้าไม่อย่างนั้นซุนนีทั่วประเทศเขาก็จะเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี เรียนท่านประธานช่วยอธิบายกับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีด้วยครับ ผมก็มีเพียงเท่านี้ แล้วผมก็คงจะชี้แจงว่าพี่ธรรมนัสว่าทั้งผม พี่ธรรมนัสไม่ได้วืดครับ แต่เราปฏิเสธที่จะไม่เป็นเพื่อความสบายใจของท่านนายกรัฐมนตรี กราบเรียนด้วยความเคารพครับ
ท่านรัฐมนตรี สุชาติจะชี้แจงหลังจากที่เขาพูดได้ไหมครับ เดี๋ยวเขายังไม่จบครับ ท่านสหัสวัตว่ายังไม่จบใช่ไหม ก็ยังมีเวลา ๑๕ นาที แต่ว่าท่านรัฐมนตรีก็จะชี้แจงทีเดียวเลยดีไหมครับ ท่านสหัสวัตท่านยัง เหลือเวลาอีก ๑๕ นาทีใช่หรือเปล่าครับ
แล้วขอถามท่านประธานผ่านไปยังท่าน นายกรัฐมนตรีให้ช่วยตอบผมที
เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีครับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีชี้แจงทีเดียวยาวนะครับ แต่ว่าผมอยากให้คุณสหัสวัตว่าไม่ควรจะซ้ำนะครับ แล้วก็กรุณาระมัดระวังอย่าให้ผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๙ เชิญครับ
กำลังจะจบแล้วครับ ผมขอถามท่านประธาน ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีให้ช่วยตอบผมทีครับว่าการที่ท่านต้องตั้งคนแบบนี้คนที่ เป็นตัวการเรียกรับเงินสินบนจากกระบวนการค้ามนุษย์ทำตัวเป็นนายหน้าให้กระบวนการนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้เรื่องร้ายแรงที่คนทั้งโลกเขาไม่ยอมรับครับ เรื่องที่ถ้าเป็น เป็นแบบนี้ประเทศอื่นเขาเรียกอาชญากรครับ ทำไมท่านจึงต้องยอมเอาตัวเองไปเกลือกกลั้ว กับคนแบบนี้ เอาตัวเองไปเป็นประกันคนนี้ไม่มีผลดีอะไรกับท่านเลยครับ แต่ที่ท่านต้องตั้งขึ้นมา เพราะมันคือข้อตกลงเพื่อให้ท่านได้เข้าสู่อำนาจ
คุณสหัสวัต ผมอยากให้ถอนคำว่า อาชญากร เพราะว่ามันเป็นคำกล่าวที่รุนแรงอย่าใช้คำว่า อาชญากร ถอนดีกว่าครับ อาชญากรครับ คำว่า อาชญากร ท่านก็ทราบเป็นคำที่รุนแรง
ถ้าอย่างนั้นใช้คำว่าผู้กระทำความผิดกฎหมาย อาญาก็ได้ครับ
อยากให้ถอน คำว่า อาชญากร เพราะว่ามันเป็นคำที่รุนแรง ท่านถอนคำว่า อาชญากร ครับ เพราะว่า ท่านกล่าวถึงว่านายคนนี้เป็นอาชญากรผมคิดว่าไม่ควรจะใช้ถ้อยคำอย่างนั้น เป็นคำที่รุนแรง เสียดสีครับ ถอนก็แล้วกันครับ ท่านจะพูดต่อครับ
ผมถอนครับท่านประธาน แล้วขอใช้คำว่า ผู้กระทำความผิดกฎหมายอาญาแทนครับ
ได้ครับ
ด้วยเหตุที่ท่านนายกรัฐมนตรีบกพร่อง ด้านดุลยพินิจใช้อำนาจแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ไร้ความสามารถ ขาดความซื่อสัตย์สุจริต ทั้ง ๆ ที่นายกรัฐมนตรีรู้ชัดเจนว่าพัวพันกับคดีร้ายแรงอย่างการค้ามนุษย์ คนที่มีพฤติกรรม เป็นผู้กระทำความผิดกฎหมายอาญาก็ยังจะตั้งเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ของตนเอง การตั้งรัฐมนตรีเช่นนี้มีแต่จะก่อความเสียหายแก่ประชาชนและประเทศชาติครับ ผมจึงไม่สามารถไว้วางใจแพทองธาร ชินวัตร ให้ดำรงตำแหน่งในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้อีกต่อไป ขอบคุณครับ
ท่านรัฐมนตรี สุชาติยกมือจะขอชี้แจง เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ ทีแรกว่าจะกลับบ้านแล้วนั่งดู ละครน้ำเน่าอยู่นิดหนึ่ง อยู่ไหน คนที่พูดเมื่อสักครู่นี้อยู่ไหนให้นั่งด้วย ยังอยู่ไหม นั่งฟังหันหน้ามา
ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วง ตามข้อบังคับ ข้อ ๙ ครับท่านประธาน
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
อะไร คุณพูด ตั้งเยอะแล้วผมยังไม่ประท้วงคุณเลย
ท่านประท้วงใช่ไหมครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ประท้วง ขอให้ผมได้ใช้สิทธิประท้วงนะครับ
เรียนท่านประธาน ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ พรรคประชาชน ขอประท้วง ข้อ ๙ ให้ท่านประธานควบคุมความสงบเรียบร้อยในที่ประชุม แล้วก็ขอชี้แจงบอกผ่านท่านประธานไปยังบุคคลเมื่อสักครู่ว่าเวลาพูดในสภาให้พูดผ่าน ท่านประธาน
เข้าใจแล้วนะครับ
ท่านประธานให้ผมพูดจบก่อนได้ไหมครับ ผมยังไม่ได้พูดอะไรไม่สุภาพเลยครับ
ไม่ได้หมายความว่า ผมจะวินิจฉัยเพราะว่าท่านพูดผมเข้าใจแล้ว ความจริงกำลังจะพูดกับรัฐมนตรีพอดี ท่านเอา ให้จบก็ได้
ก็จะเรียนอย่างนี้ครับ สภาเป็นที่ อันทรงเกียรติเป็นที่ของตัวแทนประชาชน แล้วท่านประธานก็ควบคุมให้มีความสุภาพ เรียบร้อย แต่พฤติการณ์เมื่อสักครู่นี้ไม่เหมาะสมในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ อย่างไรรบกวน ท่านประธานควบคุมบุคคลเมื่อสักครู่ด้วยครับ ขอบคุณครับ
ได้ครับ
ขอโทษ ครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ
ผมขอเรียน ท่านรัฐมนตรีอย่างนี้ พอดีเขาประท้วงมา ผมขอวินิจฉัยว่าไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม พูดในสภา ต้องพูดกับประธานครับ แล้วก็ไม่ต้องชี้หน้านะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับท่านประธานครับ จริง ๆ แล้ว ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกที่ได้กล่าวหรือได้อภิปรายประมาณ สักเกือบครึ่งชั่วโมงเมื่อสักครู่นะครับว่า คือท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ท่านไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อคราวที่แล้ว แล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผมมีคดีความอะไร อยู่ในชั้น ป.ป.ช. หรือ DSI อะไรต่าง ๆ ผมต้องกราบเรียนท่านต้องให้เกียรติท่านนายกรัฐมนตรี ก็ต้องฝากท่านประธานนะครับ เรื่องนี้คือท่านต้องมีมารยาทในการที่จะอภิปรายในสภานะครับ ท่านต้องรู้ญัตติในการอภิปรายว่าท่านต้องอภิปรายเรื่องอะไร คุณด่าผมชั่ว ด่าผมเลวไม่เป็นไร แล้วผมจะบอกผมเกิดมาชลบุรีนี่ ผมก็เพิ่งเห็นคนชลบุรีชั่วเลวคือคุณนี่ละ ผมจะกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่า ถ้าผมพูดคำนี้ใครประท้วงผมจะพูดว่าที่คุณพูดมากับผม ฝากท่านประธาน ที่คุณด่าผมเมื่อสักครู่ ชั่ว เลว อาชญากร ผมไม่เคยประท้วงเลย ผมนั่งฟังจนจบ คนเราลูกผู้ชาย ต้องรับฟังด้วยกัน ข้อที่ ๑ เรื่องฟินแลนด์ที่คุณกล่าวถึง กราบเรียนท่านประธานที่เห็นภาพผม เมื่อสักครู่ ผมขอบคุณนะครับเพราะผมหาภาพไม่เจอ ผมอยากจะให้ดูเหลือเกินว่าผมไป เพราะอะไร ผมไปสื่อมวลชน ช่อง ๓ คุณฐาปนีย์ไปกับผม ถามว่าถ้าเกิดผมอยู่ในกระบวนการ ที่คุณกล่าวหาท่านประธาน ผมจะไปเพื่ออะไร Make Sense หน่อย สมองคิดให้เป็น ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ผมจะเล่าให้ท่านประธานฟังครับว่า ผมมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผมออก มาตรการประมาณ ๑๓ ข้อ โดยการป้องกันการค้ามนุษย์ เมื่อปี ๒๕๕๗ หรือปี ๒๕๕๙ ถ้าผมจำ ไม่ผิดเมื่ออดีตมันมีการค้ามนุษย์ที่ประเทศฟินแลนด์ มันมีการฟ้องร้องนายจ้างติดคุกแล้วมีการ ชดเชยให้กับลูกจ้าง ถ้าจำไม่ผิดประมาณ ๖ คนหรือกี่คนนี่นะครับ คนหนึ่งประมาณ ๑๐ กว่า ล้านบาท ผมถึงบอกว่าสิ่งที่ผมทำ ฝากกราบเรียนท่านประธานผ่านเพื่อนสมาชิก ที่กล่าวเมื่อสักครู่บอกว่าคนที่ไปต้องทำสัญญา สัญญาทาส ผมฝากถามท่านประธานผ่านไป เพื่อนสมาชิกที่พูดเมื่อสักครู่นะครับว่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัทส่งออก คุณออกค่าตั๋ว เครื่องบิน ออกค่าที่พัก คุณให้เขาเซ็นไหม ผมถามท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก คิดให้เป็น อย่าโง่นะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่ายังไม่ต้องประท้วง เพราะอะไรท่านประธาน เมื่อสักครู่ว่าผมว่าอะไรบ้าง อาชญากร อาชญากรรม กี่เรื่อง ปัดโธ่ เรื่องแค่นี้รับไม่ได้
ขออนุญาตประท้วงค่ะ พนิดา ขออนุญาตประท้วงผู้ชี้แจง ข้อ ๖๙ ค่ะ มีพฤติกรรมส่อเสียดใส่ร้าย มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมค่ะ นี่เป็นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจนะคะ ขอให้ท่านประธานห้ามปรามกิริยาดังกล่าวด้วยค่ะ
ผมจะพยายาม สุภาพก่อนขึ้นมาท่านประธาน
ท่านรัฐมนตรีครับ เมื่อสักครู่เราก็นั่งฟังคุณสหัสวัตพูด ก็ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงพอสมควรก็มีการประท้วงนะครับ ก็อยากให้รัฐมนตรีทราบว่าการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบขอโทษ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ สิ่งหนึ่งนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกนะครับว่า มาตรการ ๑๓ ข้อที่ผมทำและที่สำคัญที่สุดคือป้องกันการค้ามนุษย์ คืออะไรรู้ไหมท่านประธาน สัญญาที่ลูกจ้างทั้งหมดที่ไปทำงานที่ฟินแลนด์ กลับมาจะต้องมีเงิน อย่างน้อย ๓๐,๐๐๐ บาท ผู้ที่ส่งออกจะต้องนำแบงก์ Guarantee ไปไว้ที่ ธ.ก.ส. หักค่าตั๋ว เครื่องบิน หักค่าที่พัก เขาจะต้องมีเงินเหลือ ๓๐,๐๐๐ บาทภายใน ๓ เดือน แล้วมันจะ ค้ามนุษย์ได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่เราแก้ปัญหานะครับ แล้วผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกนะครับว่าที่คุณถ่ายภาพความเป็นอยู่ คุณไม่ได้ไปแต่ผมไป แล้วผมไปบริษัทที่คุณกล่าวถึง แล้วผมถามว่าสิ่งที่ผมไปผมเอาสื่อมวลชนไป แล้วก่อนที่ไปพบ ผมพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงงานของฟินแลนด์ซึ่งเป็นสุภาพสตรี ผมหารือกันว่า ทำไมถึงออก Visa เป็น Schengen Visa ไปเก็บผลไม้ป่า เพราะมันเป็นกฎหมายที่เราควบคุมไม่ได้ เราอยากให้ออกเป็น Visa เหมือนกับสวีเดน เขาบอกประเทศเขาออกกฎหมายแบบนี้ ประเทศเรา ใช้กฎหมายแบบของเขา อันนี้ข้อที่ ๑ ครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า คนที่ไปทั้งหมด ๓,๙๐๐ กว่าคน แต่ที่คุณกล่าวมามี ๓๐ กว่าคนที่มีปัญหา มันเกิดจากอะไร รู้ไหมครับท่านประธาน จากการสืบสวน จากการที่เขากลับมาแล้วเราทำการสืบสวน มันเกิดจาก คนที่เข้าไปเขาเป็นคนใหม่ทั้งหมด เขาไม่รู้ว่าแหล่งที่ผลไม้ป่าอยู่ตรงไหน ผลไม้ป่าผมฝาก กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับถ้าอยากจะสอนเรื่องความรู้นิดหนึ่ง เขาชั่งเป็นน้ำหนัก เก็บมากได้มาก เก็บน้อยได้น้อย เขาไม่ได้ให้แรงงานเป็นชั่วโมง ข้อที่ ๑ สิ่งหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวถึงว่าได้ออกไปเก็บแล้วก็อาหารการกินไม่ดีนี่ผมไปพบเขา ผมถามว่าทำไมถึงกลับมาดึก ทำไมถึงเอาอาหารไปกินทีหนึ่ง ๒ มื้อ ๓ มื้อไม่ยอมกลับมากินที่ Camp หรือที่พัก เพราะเขาเก็บมากได้มาก เก็บน้อยได้น้อย เขาชั่งกิโลเป็นเหรียญ คนหนึ่ง ที่ผมสัมภาษณ์ถ้าในที่นี้ผมกราบเรียนในภาพเมื่อสักครู่ถ้าย้อนหลังกลับไปถามดูในช่อง ๓ มิติได้ เขาสัมภาษณ์ผู้ที่ไป ครอบครัวหนึ่งเขามา ๗ คนเขามีเงินกลับไป ๑ ล้าน แล้วเขาก็ถามว่า ทำไมถึงมาทุกปี เขาบอกก็มันเป็นช่วงที่เขาลงนาข้าว รอข้าวตั้งท้องเขาก็มาทำงานของเขา แล้วผมถามว่าสิ่งที่เราทำทั้งหมดนี่เราทำเพื่อพี่น้องประชาชน ผมกราบเรียนท่านประธานว่า เราไม่ได้คิดที่จะให้เขาไปแล้วลำบาก ถ้าคิดให้เขาไปแล้วลำบากคนอย่างผมจะส่งเขาไปได้ อย่างไร ผมก็อายตัวเองเหมือนกัน แล้วข้อกล่าวหาที่ว่าผมรับเงินเขานี่คุณตามหาทุเรียน ให้ผมหน่อยสิผมอยากให้มา ผมตามหาเขาผมจะฟ้องอยู่นี่ ผมอยากจะหาเหลือเกินอยู่ไหน หาตัวไม่เจอ นี่คือสิ่งที่ผมกล่าวนะครับ แล้วผมถามว่าเขามาพบผม ผมอยู่ห้องทำงานชั้น ๖ เขามาหาผมเขาบอกว่าปีนี้ทางยูเครนกับรัสเซียเกิดสงครามกัน ทำให้คนยูเครนไม่สามารถ ที่จะเข้ามาเก็บผลไม้ป่าได้ ก็เลยจำเป็นต้องเอาคนไทยไปเยอะ ผมบอกทั้งนี้ทั้งนั้นโควตา การส่งออกมันอยู่ที่สถานทูตฟินแลนด์ ไม่ใช่อยู่ที่กระทรวงแรงงานเป็นคนกำหนดนะครับ ทุกสิ่งทุกอย่าง Visa ออกสถานทูตฟินแลนด์ กระทรวงแรงงานจริง ๆ แล้ว พูดง่าย ๆ ว่าไม่มี ส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วยครับ แต่ว่าที่เราเข้ามาตรงกลางนี่เหตุผลคือกลัวเขาโกงเงินกันครับ กลัวกลับมาแล้วเป็นหนี้ เราถึงยอมมาเป็นตรงกลางว่าก่อนเดินทางไปให้เอาแบงก์ Guarantee มาดูว่าไว้ที่แบงก์หรือยัง นี่คือวิธีการทำของเรา แต่ในส่วนที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวถึงเรื่องตัวเงิน เห็นในกล่องเห็นอะไร ผมถามว่าผมทำงานอยู่ชั้น ๖ แล้วเขาเคยมาให้ผมไหมคุณถามเขา ตามหาเขาหน่อยผมอยากรู้เหมือนกันอยู่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้แล้วผมก็ฟ้อง DSI ไปว่าคุณมา กล่าวหาผมอย่างนี้ ท่านประธานผมกราบเรียนว่ามันมีเส้นเงินผมสักบาทไหม ผมถามนิดหนึ่ง ผมถามสักนิดหนึ่งว่าเขาเอาเงินมาให้ผมหรือครับ แล้วมากล่าวหาผม ท่านประธานผมมาสืบทราบ ตอนที่เขามีคดีผมรู้ว่าเขาโดนคนไทยประมาณ ๑๐ กว่าคน หรือ ๒๐ คนฟ้องร้องกล่าวหา ว่าค้ามนุษย์ทำงานเกิน ๘ ชั่วโมง อยู่กินไม่ดี ท่านประธานเชื่อไหมกฎหมายที่ฟินแลนด์ เขาแรงนิดหนึ่งในเรื่องของการอยู่ ห้องหนึ่งเกิน ๑๐ คนก็ไม่ได้ ทำงานเกิน ๘ ชั่วโมงก็ผิด แต่เขาเก็บเป็นกิโล เขาชั่งเป็นกิโลมันเป็นความพอใจของเขา อันนี้ของคนงานที่ไป แต่คนที่ ไม่ได้เงินตามที่ต้องการนี่เพราะเขาเป็นคนใหม่ เขาไม่เคยไป เขาไม่รู้มันออกตรงไหนผลไม้ พวกนี้ ผมไปผมยังไม่รู้ว่าเขาเก็บอย่างไร ต้องไปดูเขาเก็บเหมือนกัน แล้วผมกราบเรียนว่า การกล่าวหาการทุจริตรับเงินนี่มันเป็นเรื่องร้ายแรงนะครับ ถ้าคุณอ่านตามคำให้การของ นางทุเรียนนี่ ผมถามคำหนึ่งว่านางทุเรียนโดนจับ ที่ผมถามจากกระทรวงแรงงานนะครับ โดนจับที่ฟินแลนด์ เขามีกฎหมายอยู่ข้อหนึ่งให้การซัดทอดคนโน้นคนนี้ ตัวเองเพื่อกลับบ้าน คุณรู้ไหมเขาซัดทอดเพื่ออะไร เพราะเขากลับบ้าน กฎหมายไทยยอมรับไหมครับท่านประธาน กฎหมายไทยยอมรับผู้ต้องหาซัดทอดคนอื่นเพื่อให้ตัวเองหลุดไหม อันนี้ต้องให้ความเป็นธรรม ทุกคน แล้วข้าราชการทุกคนกระทรวงแรงงานตั้งแต่ที่คุณพูดเรื่อง สบส. ที่เพื่อนสมาชิก ได้พูดนี้อันนี้อยู่เหมือนกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณบอกก็อยู่ในกระบวนการยุติธรรม อันนี้ถูกต้อง เพราะว่าไม่มีใครตัดสินได้หรอกครับว่าคุณถูกหรือผมถูกหรือผิด ทุกอย่างพิจารณากันที่ กระบวนการยุติธรรม ทีแรกผมจะไม่ลงมาพูดเรื่องนี้นะครับ แต่พอคุณพูดมาเป็นหนังฉาก ผมชั่ว ผมเลว ผมก็บอกผมไม่เคยเจอ สส. เลวเท่าคุณเหมือนกัน ขอโทษทีท่านประธานผม อาจจะพูดจาไม่เพราะขอโทษที
ขอประท้วงครับท่านประธานครับ ผม อนุสรณ์ แก้ววิเชียร พรรคประชาชน ขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๙ และขอประท้วง ท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๖๙ ครับ ผมเข้าใจนะครับว่าท่านใจร้อน เพราะว่าท่านจากรัฐมนตรีว่าการ กลายเป็นรัฐมนตรีช่วยนะครับ ขอบคุณครับ
คุณก็อย่าไปเสียดสี ท่านรัฐมนตรีขอโทษแล้ว
ไม่เป็นไร ท่านประธานเรื่องเล็กเรื่องนี้ ท่านประธานที่เคารพ คนที่รู้จักผมดีพอเขาจะรู้ว่าผมไม่ยุ่งกับใคร
ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานข้อ ๙ ครับ
คุณปกรณ์วุฒิ เชิญครับ
ท่านประธานให้ท่าน รัฐมนตรีแค่ขอโทษไม่ได้นะครับ ท่านรัฐมนตรีต้องถอนนะครับ
ขอโทษที ผมขออนุญาตถอนครับท่านประธาน
ผมประท้วง ท่านประธานนะครับ
ท่านประธาน ผมขออนุญาตถอนครับ ขอโทษครับ
ถอนแล้วครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
คือผม กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกทุกท่านอยู่ที่นี้แล้วกันว่า ผมเป็นคนให้เกียรติ สมาชิกทุกคนนะครับ ผมไม่เคยกล่าวหาสมาชิกท่านใดทุจริตหรือโกง แต่คนที่กล่าวหากระผม อย่างนี้ผมคิดว่ามันก็ต้องพิสูจน์กันถึงที่สุดนะครับท่านประธาน ผมกราบเรียนนะครับว่า การที่โชว์กล่องเงิน ผมถามว่าเขาเอาไปให้ใคร เขาให้ผมหรือครับ ให้ผมไหมท่านประธาน แล้วเขาถามทุเรียนว่าอยู่ไหนมาเจอกันหน่อยดีกว่า ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าอยู่ไหน ผมอยากจะถามเขาเหลือเกินว่าคุณให้การอะไรอย่างนี้ผมอยากจะรู้เหมือนกัน แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านประธานครับ มันอยู่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ผมกล้าที่จะยืนยอมรับการตรวจสอบ ทั้งหมด ผมลูกผู้ชายพอ ถ้าสิ่งใดที่คิดว่าเราผิดพลาดหรือเราทำทุกอย่างอยู่ในกระบวนการ ยุติธรรม แต่ไม่ใช่มากล่าวหากันรายวัน ทุจริต คดโกง ทำให้กองทุนมีปัญหาเรื่องโน้นเรื่องนี้ มันไร้สาระท่านประธาน เรื่องนี้มันไร้สาระจริง ๆ แล้วจริง ๆ วันนี้ไม่ควรที่จะกล่าวถึงผม ผมไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ท่านนายกรัฐมนตรีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ท่านไม่ได้เกี่ยวข้องในการที่ท่านจะไม่ได้บริหารประเทศในรัฐบาลนั้นนะครับ สิ่งที่ผม พูดทั้งหมดทุกอย่างมันอยู่ในกระบวนการขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมการตรวจสอบทั้งหมด แต่ถ้าคุณมาพิพากษาผมในสถานที่แห่งนี้ผมก็ต้องสู้นะครับ มาพิพากษาผมโดยกล่าวหาผ่านสื่อ กล่าวหาอะไรต่าง ๆ ผมว่ามันไม่ใช่ลูกผู้ชายครับท่านประธาน อันนี้ผมจำไม่ได้หมดนะครับ ที่ผมจำได้ง่าย ๆ หลัก ๆ คือว่า ๑. หาว่าผมอยู่ขบวนการค้ามนุษย์ ผมอยู่ตรงไหนผมยังงงอยู่ ผมเป็นคนออก ๑๓ ข้อในการป้องกันการค้ามนุษย์ ถ้าถามว่าการไป ถ้าอย่างนั้น ๓,๙๐๐ กว่าคน ท่านประธานครับ เขาก็ต้องมีปัญหาคนเป็นพันคนสิครับท่าน ทำไมมีแค่ ๓๓ คน อันนี้ เป็นข้อสังเกตอีกข้อหนึ่งนะครับท่านประธาน แล้วผมก็ถามว่าถ้าเกิดผมอยู่ในขบวนการ ที่เพื่อนสมาชิกกล่าวหาผม แล้วผมจะไปตรวจ Camp คนงาน Camp นี้ทำไม แล้วผมจะไปเชิญ เจ้าของโรงงานเขาทำไม ผมก็อยากรู้ว่าเขาเก็บไปทำอย่างไร ผลิตภัณฑ์ออกมาแบบไหน แล้วคนไทย จะสามารถมาทำงานได้ทุกปีไหม ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าหลังจากที่ผมพ้นจากตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานก็มีการไม่ได้ส่งคนงานไปฟินแลนด์ จนมีการร้องขอจาก สถานทูตฟินแลนด์ว่าไม่มีคนเก็บผลไม้ป่า ผลไม้ป่ามันจะเน่าจะเสียคาต้นก็มาขอให้กระทรวง แรงงานส่งไปอีก ผมเลยถามท่านประธานว่า ถ้าพูดตรง ๆ นะท่านประธานว่า แล้วถ้าเกิดมองว่า ประเทศไทยส่งคนงานไปค้ามนุษย์ ถ้ากล่าวหาข้าราชการอย่างนี้นะท่าน ข้าราชการไม่ได้ มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการหาคนก็ไม่ได้หา อันนี้ผมกราบเรียนท่านประธานคือผมก็ไม่รู้จะพูด อย่างไรเพราะเรื่องนี้มันอยู่ในระบบการตรวจสอบ อยู่ในข้อกฎหมายของตั้งแต่ที่เขาพูดว่าอยู่ใน ระบบ ผมก็ฟ้องทาง DSI ไปนะครับเรื่องนี้ ผมก็พิสูจน์ตัวตนของผมแต่ผมกราบเรียนว่า การที่จะอภิปรายก็อภิปรายด้วยเหตุและผล คำด่าผมทั้งหมดผมมานั่งฟังผมก็อดทนนะครับ ท่านประธาน คุณก็มีพ่อมีแม่ ผมก็มีพ่อมีแม่ท่านประธาน การที่จะพูดจา ชั่ว เลว อาชญากร คนมีการศึกษา คนเป็นผู้แทนราษฎรต้องมีวุฒิภาวะ มีการศึกษานะครับ สิ่งต่าง ๆ ผมอาจจะ ไม่ถูกใจคุณ แต่ผมก็ไม่รู้จักคุณ ก็เพิ่งรู้จักเมื่อคุณเมื่อ ๒ ๓ วันนี่ละ ถึงอยู่จังหวัดเดียวกัน ยังไม่รู้จักเลย ผมก็ไม่รู้ว่าอยู่รูไหนเหมือนกันที่ผ่านมา ก็ขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง พิสูจน์กันในกระบวนการยุติธรรมครับ ท่านประธานครับ
ท่านประธานครับ ขอใช้สิทธิพาดพิงครับ
พาดพิงในทาง ที่ท่านเสียหายหรือครับ
ครับผม ง่าย ๆ ครับ ผมคิดว่าเรื่องหนึ่งที่ต้อง อธิบายคือความรู้พื้นฐานเรื่องการค้ามนุษย์นะครับ การค้ามนุษย์หลักเกณฑ์ที่สำคัญเรื่องหนึ่ง คือ Debt Bond Date นะครับ ซึ่ง Debt Bond Date ก็คือการเอาหนี้สินมาบังคับทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ถ้ามีความรู้สักนิดหนึ่งจะเข้าใจว่าเรื่องนี้เข้าข่ายการค้ามนุษย์อย่างชัดเจน แล้วก็ เรื่องหนึ่งที่กล่าวหาว่าผมอภิปรายไม่เข้าใจญัตตินะครับ ญัตติของผมคือท่านนายกรัฐมนตรี รู้ทั้งรู้ว่ามีคนที่มีคดีอยู่ใน ป.ป.ช. แต่ก็ยังแต่งตั้ง ซึ่งขอบคุณท่านผู้ชี้แจงที่ได้มา Confirm เรื่องนี้ว่าตอนนี้มีคดีอยู่ในชั้นกฎหมายนะครับ อยู่ในระบบกระบวนการพิจารณา ซึ่งขอบคุณ มาก ๆ ที่ Confirm ครับ ซึ่งที่ท่านชี้แจงทั้งหมดนี้ก็เอาไว้ไปชี้แจงกับชั้น ป.ป.ช. เอาเองนะครับ ซึ่งก็ยืนยันว่าท่านนายกรัฐมนตรีตั้งรัฐมนตรีที่รู้ทั้งรู้ว่า
ท่านไม่ต้อง อธิบายแล้ว เข้าใจแล้วครับ ในทางเสียหายท่านก็ได้ชี้แจงแล้วเป็นประเด็นใดบ้างครับ
ท่านประธาน นิดเดียว เขายังไม่เข้าใจข้อกฎหมาย
เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกที่ใช้สิทธิพาดพิงสักครู่นะครับว่า ที่บอกว่าการค้ามนุษย์ คือการผูกหนี้ผูกสินที่ประมาณคร่าว ๆ นะครับ สิ่งหนึ่งที่กระทรวงแรงงานลงไปทำก็คือ ไม่ให้เขาเป็นหนี้เป็นสิน เอาเงินค้ำประกัน ธ.ก.ส. แบงก์ Guarantee หัวละ ๓๐,๐๐๐ บาท หักค่าใช้จ่ายทั้งหมด คนที่ไปทั้งหมดจะต้องไม่เป็นหนี้ นี่คือไม่รู้ว่าฟังภาษาไทยออกหรือเปล่า ไม่ทราบนะครับท่านประธาน อันนี้ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ
ขอบคุณครับ ผมคิดว่าต่อไปนะครับ
ท่านประธานคะ ขออนุญาตหารือค่ะ
ท่านจะหารือหรือ ประท้วง หารือใช่ไหม
หารือค่ะท่านประธาน
สั้น ๆ เลยครับ เชิญครับ
ท่านประธาน สิริลภัส กองตระการ พรรคประชาชนค่ะ ขอให้เจ้าหน้าที่สภาเร่งแอร์นิดหนึ่ง รู้สึกว่ามีเพื่อนสมาชิก บางคนรู้สึกร้อนค่ะ ขอบคุณค่ะ
ฝากเจ้าหน้าที่ด้วย มันร้อนแอร์หรือร้อนบรรยากาศครับ ต่อไปครับ
ท่านประธานครับ ผม ครูมานิตย์ครับ นิดเดียวผมพูดเรื่องจริงครับ หารือกับท่านประธานนิดหนึ่งเนื่องจากว่าคืนนี้เลิกประชุม ประมาณสักตีสามถึงตีสี่ พอตีสี่แล้วสภานี่จะปิดแอร์ พอปิดแอร์แล้วมาเปิด ๖ โมงเช้า ๒ ชั่วโมงเองกว่าจะเปิดแอร์แล้วมันกระชากไฟ ผมว่าคืนนี้นี่ท่านประธานเปิดเลยครับ ด้านหลัง เพราะว่าหลายคนนะครับ
เดี๋ยวผมให้เลขา ไปแก้ไข
ไม่ ๆ เดี๋ยวให้มันสะเด็ดน้ำเลยประธาน จะได้สบายใจกัน อย่างน้อยผมคนหนึ่งละครับ นอนอยู่ที่สภาคืนนี้ เพราะพรุ่งนี้เราประชุมต่อ เราไม่ต้องเสียเวลานะครับ ผมสอบถามหลายคนแล้วเขาให้มาหารือ เพราะเดี๋ยวพอปิดไฟ ด้านหลังปั๊บ พอแอร์ปิดมันก็ร้อนครับท่านประธาน แต่ว่าแอร์คนละเรื่องกับของน้องเขา อันนั้นเข้าใจได้ แต่อันนี้พูดจริงนะครับท่านประธานครับ
พอแล้วครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ช่วยแก้ไขด้วยนะครับ
ไม่ได้แก้ไขประธาน ไม่ต้องปิดแอร์ ห้องพักผู้แทนนี่ นี่ประธานฟังไม่เคยให้มันสะเด็ดน้ำ
คำว่า แก้ไข คือ ไม่ต้องปิดแอร์ เดี๋ยวให้เจ้าหน้าที่เขาจัดการให้
อ๋อ แก้ไขแปลว่าไม่ต้องปิดหรือครับ ประธาน
เข้าใจแล้ว ๆ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ไปแก้ไขด้วยนะครับ เพราะว่าเราจะประชุมอีกหลายชั่วโมง คำว่า แก้ไข ก็คือว่า ไม่ต้องปิดแอร์ ถ้าทำได้ก็ดำเนินการเลย มีปัญหาอะไรก็บอกหน้างานจะได้แก้ไขครับ ต่อไป ขอเชิญคุณศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ซึ่งขอมา ๓๕ นาที เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน ทนายแจม ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๑ เขตสายไหม อดีตพรรคก้าวไกล ปัจจุบันพรรคประชาชนค่ะ ดิฉันขอใช้สิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ลอยตัวเหนือปัญหา และไม่มี ความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่เพียงเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวเองและครอบครัวค่ะ ประพฤติตนเป็นเสมือนนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดโดยมีบุคคลในครอบครัวเป็นนายกรัฐมนตรี ตัวจริงที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ ท่านประธานคะ ๑ ปีครึ่งที่ผ่านมานี้ภายใต้รัฐบาล ที่ Deal กันบนผลประโยชน์ทับซ้อนของชนชั้นนำ เหยียบย่ำเสียงของประชาชน คนไทย ต้องสูญเสียกันไปเท่าไรเพื่อให้คนบางคนกลับบ้าน ประเทศไทยต้องเสียหายไปแค่ไหนเพื่อให้ คุณแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และการ Deal แลกประเทศของนายกรัฐมนตรี แพทองธารและรัฐบาลเพื่อไทยในครั้งนี้ต้องแลกกับความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนอย่างไรบ้าง ขออนุญาตไล่เลียงเป็นประเด็นสำคัญดังนี้ค่ะ
ประเด็นแรกค่ะท่านประธาน เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลค่ะ เป็นรัฐบาลพลเรือน อย่างที่ท่านจิราพรได้พูดเอาไว้นะคะ ที่มาจากการเลือกตั้ง ดิฉันเชื่อว่าคนไทยทุกคน รวมถึง ดิฉันด้วยนะคะ ต่างก็มีความหวังว่าจะเห็นสถานการณ์ทางการเมืองที่ดีขึ้นค่ะ โดยเฉพาะ ในเรื่องของนักโทษการเมืองที่หลายคดีเกิดจากการใช้สิทธิเสรีภาพ สิ่งเหล่านี้คือความผิดปกติ ที่รัฐบาลเผด็จการทิ้งเอาไว้ทำให้ประชาชนถูกดำเนินคดีจำนวนมากค่ะ ท่านประธานคะ คดีเหล่านี้ ไม่ใช่คดีที่ชี้มูลความผิดในเหตุการณ์ปกติทั่วไปค่ะ แต่คดีเหล่านี้เป็นคดีนโยบายที่เดินหน้า ตามความต้องการของรัฐบาลเผด็จการค่ะ ไม่ใช่คดีที่ควรเกิดขึ้นปกติในสังคมประชาธิปไตย เพียงแค่หลายคนออกมาต่อต้านการรัฐประหาร ออกมากิน Sandwich ออกมาชู ๓ นิ้ว ออกมาไล่เผด็จการ ออกมาเรียกร้องการเลือกตั้งของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ออกมาต่อต้าน การทำประชามติที่ไม่เป็นธรรม ออกมาวิ่งไล่ลุงค่ะ ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูป สถาบันของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ประชาชนที่หวังดีต่อประเทศเหล่านี้ถูกจับ ถูกดำเนินคดี ถูกช็อตไฟฟ้า ถูกซ้อมทรมาน บาดเจ็บ เสียชีวิตไปตั้งเท่าไร บางคนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศค่ะ บางคนนะคะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ถูกอุ้มไปไว้ที่ไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร เมื่อมีการเลือกตั้ง ครั้งที่ผ่านมานี้จึงเป็นการเลือกตั้งแห่งความหวัง หวังว่าจะเห็นรัฐบาลพลเรือนที่เห็นหัวประชาชน หวังว่าจะเห็นรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ และบ้านเมืองจะกลับมาเป็นปกติได้ และ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้มันจะไม่สูญเปล่าค่ะ แต่สิ่งที่ประชาชนได้รับกลับกลายเป็นถูกทิ้งเอาไว้ นอกกระดานค่ะ เพราะเกิด Deal ล้มกระดานค่ะ รัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว การจับมือกันตั้ง รัฐบาลราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการต่อสู้ของประชาชนมาก่อนเลย ดังคำสุภาษิตที่ว่า ช้างสารชนกันหญ้าแพรกก็แหลกราญ เมื่อผู้มีอำนาจ Deal กัน ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ ในสมการเสมอไปค่ะ ท่านนายกรัฐมนตรีเคยกล่าวเอาไว้นะคะว่าทันทีที่ได้เป็นรัฐบาลจะขอ ความเมตตาจากศาลที่มีน้อง ๆ ไปติดคุก ขอให้ศาลปล่อยตัวค่ะ และพรรคเพื่อไทยเห็นด้วย กับการแก้กฎหมายมาตรา ๑๑๒ เพราะว่าถูกนำมาใช้เป็นเกมการเมือง เรื่องนี้หมายความว่า อย่างไรคะ หมายความว่าท่านนายกรัฐมนตรีรู้เองอยู่แล้วว่ามีการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และประชาชนโดนเอากฎหมายพวกนี้มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง และสิ่งที่น้อง ๆ นักกิจกรรม แต่ละคนได้รับเป็นความอยุติธรรมค่ะ และปัจจุบันนะคะท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเป็น นายกรัฐมนตรีแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ปรากฏว่า รัฐบาลนี้นะคะยังมีการฟ้องร้องคดีทางการเมืองอย่างต่อเนื่องค่ะ ดิฉันไม่ย้อนไปไกลก็ได้ มกราคมที่ผ่านมานี้มีคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงออกทางการเมืองเพิ่มขึ้นหลายคดี หนึ่งในนั้น เป็นคดีมาตรา ๑๑๒ ของคุณบัสบาส หนึ่งในนั้นเป็นคดีของทนายอานนท์ นำภา ทนายพี่เลี้ยง ของดิฉันเอง ถูกตั้งข้อหาละเมิดอำนาจศาลเพียงเพราะถอดเสื้อในห้องพิจารณาคดีเพื่อประท้วง กระบวนการที่มันไม่เป็นธรรมค่ะ ยังมีนักกิจกรรมในจังหวัดนครราชสีมาถูกแจ้งข้อกล่าวหา มาตรา ๑๑๒ จากคดีการชุมนุมก่อนหน้านี้ และรัฐบาลนี้ยังคงมีคำพิพากษาในคดีการเมือง ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน คดีการเมืองจำนวนมากทยอยมีคำพิพากษาถอยหลังทีละวัน ๆ ทั้งคดี มาตรา ๑๑๒ จำนวน ๖ คดีที่ศาลลงโทษจำคุก และวันนี้ค่ะ วันที่ ๒๔ มีนาคม ข้ามวันแล้วนะคะ วันที่ ๒๔ มีนาคมนี่นะคะ ก็มีคดีของคุณเบนจา อะปัญ และคุณตี้ วรรณวลี อดีตลูกความ ของดิฉันทั้ง ๒ คน ก็ถูกศาลตัดสินจำคุกคนละ ๓ ปีจากกรณีม็อบยืนยันดันเพดาน วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ วันที่ ๑๘ มีนาคมที่ผ่านมาศาลอาญาพิพากษาคดีของคุณวิจิตรที่ถูกฟ้องในข้อหา พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา ๑๔ ในเหตุการณ์ที่โพสต์เฟซบุ๊กในช่วงปี ๒๕๕๗ และปี ๒๕๕๘ และ รัฐบาลชุดนี้ยังคงมีการฟ้องคดีทางการเมืองที่มาจากเหตุการณ์ในอดีต วันที่ ๑๙ มีนาคม ที่ผ่านมานี้เองศาลแขวงปทุมวันพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีของ ๘ นักกิจกรรมในข้อหา พ.ร.ก. ฉุกเฉินจากการชุมนุมเมื่อ ๔ ปีที่แล้วค่ะ และยังมีคดีการเมืองที่เกิดใหม่ไม่นานมานี้ เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคมที่ผ่านมา กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้าบอกว่าจะฟ้องมาตรา ๑๑๖ กรณี จัดการเสวนาที่ ม.อ. ปัตตานี แล้วเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดที่ดิฉันไม่คิดว่าจะเกิดในรัฐบาลนี้ นั่นคือ การที่มีนักกิจกรรมเยาวชนที่มีความรู้ความสามารถลี้ภัยทางการเมืองไปเป็นจำนวนมาก ต่างกันเหลือเกินกับที่ท่านเคยบอกเอาไว้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเคยแถลงนโยบายในสภาแห่งนี้ เอาไว้ว่าจะทำให้ประเทศไทยทุกตารางนิ้วเป็นพื้นที่ของโอกาส เป็นพื้นที่คนไทยทุกคนจะมี ความฝัน มีความคิดสร้างสรรค์ และกำหนดอนาคตของตัวเองได้ แต่มีคนอีกหลายคนมาก ๆ ที่ไม่สามารถที่จะอยู่ในประเทศตัวเองได้ จากที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดค่ะอยากให้ทราบ เหลือเกินว่าขณะนี้มีผู้ต้องหาทางการเมืองจำนวนไม่น้อยที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ในเรือนจำ ตอนนี้ มีผู้ต้องหาทางการเมืองอย่างน้อย ๓๙ คน และใน ๓๙ คนนี้มี ๒๓ คนที่ไม่ได้รับสิทธิ ขั้นพื้นฐานนั่นคือสิทธิในการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดีค่ะ และยังมีประชาชนอีกจำนวนมาก ที่ออกมาต่อสู้ทางการเมืองในช่วงระยะเวลาแห่งความขัดแย้ง ๒๐ กว่าปีนี้มีคดีความติดตัว ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ พวกเขาเหล่านี้รอการนิรโทษกรรมประชาชน การนิรโทษกรรม ประชาชนจะเป็นประตูบานแรกที่ช่วยลดความขัดแย้งทางการเมืองคืนความปกติให้กับสังคม ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทยเองก็มีนโยบายนี้เช่นกัน แต่สุดท้ายก็หายไปกับสายลม ทุกวันนี้ดิฉันจะไปศาลยังไม่กล้าไปเลย จะไปเจอลูกความยังไม่กล้าไปเจอหน้าเลย เพราะเจอ ทุกครั้งเขาก็ถามว่ารัฐบาลประชาธิปไตยแล้ว รัฐบาลจับมือกันแล้วไม่มีความขัดแย้งของ รัฐบาลของเสื้อเหลืองเสื้อแดงแล้วหรืออะไรก็ตามแล้ว เมื่อไรจะนิรโทษกรรมให้กับพวกเขาเสียที หรือแม้แต่เรื่องที่ง่ายที่สุด นั่นก็คือการรับเอาข้อเสนอแนะของรายงานคณะกรรมาธิการ เพื่อศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรมที่พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่กล้ารับ เพราะกลัวว่า จะเป็นข้อผูกมัดให้ ครม. ต้องปฏิบัติตามหรือเปล่า ในข้อสังเกตและข้อเสนอแนะในนั้นจริง ๆ แล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องยากเลยนะคะ หนึ่งในข้อเสนอแนะนั่นก็คืออยากให้ ครม. ช่วยพิจารณา รายงานเพื่อไปเป็นแนวทางในการตรา พ.ร.บ. นิรโทษกรรมค่ะ ไม่รับข้อเสนอ ไม่รับข้อสังเกต เพราะไม่ได้ตั้งใจที่จะร่างนี้หรือเปล่า ข้อเสนอแนะอีกอันหนึ่งที่สำคัญและคิดว่านายกรัฐมนตรี จะทำได้ทันทีค่ะ นั่นคือการที่นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการยุติธรรมค่ะ ให้กำหนดนโยบายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมให้มีการดำเนินการ ตามกลไกกฎหมายที่มีอยู่ เช่น อาจจะบอกให้ตำรวจนั้นมีการพิจารณาสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง ในคดีทางการเมืองเร่งรัดในการทำสำนวน หรือว่าเสนอแนะทางอัยการว่าให้มีคำสั่งส่งไม่ฟ้อง ตาม พ.ร.บ. อัยการ ปี ๒๕๕๓ หรือในกรณีที่คดีไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือว่ามีผลกระทบ ต่อความมั่นคงสามารถใช้ช่องทางนี้ได้ หรือกรณีศาลสามารถกำหนดนโยบายได้ว่าใช้ดุลยพินิจ ในการเลื่อนคดีหรือจำหน่ายคดีชั่วคราว หรือใช้ดุลยพินิจในการปล่อยตัวชั่วคราวค่ะ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ในสภาแห่งนี้ในวันนั้นมีการถกเถียงกันว่าเป็นการก้าวก่ายอำนาจหรือเปล่า ท่านอย่าลืมว่า ในคณะกรรมาธิการเรามีทั้งศาล ทั้งอัยการ ทั้งกฤษฎีกา เราคุยกันจนจบแล้วมันทำได้ มันไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ค่ะ นายกรัฐมนตรีมีนโยบายไม่ได้เป็นเรื่องใหม่นะคะ ท่านอัยการท่านหนึ่ง ในคณะกรรมการบอกว่านายกรัฐมนตรีสั่งมีนโยบายในการชะลอฟ้องนี่เขาเคยทำกันมาแล้ว เพราะเขามีความคิดที่จะนิรโทษกรรมจริง ๆ ในเมื่อตั้งใจจะมี พ.ร.บ. นิรโทษกรรมอยู่แล้ว การทำให้บรรยากาศทางเมืองมันดีขึ้นโดยการที่ใช้กลไกต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้วนายกรัฐมนตรี สามารถทำได้ แต่อย่างไรก็ตามรายงานฉบับนี้ประธาน กมธ. ท่านชูศักดิ์เองก็มาจากพรรคเพื่อไทย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นคนแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีค่ะ ผู้เสนอญัตตินี้ก็มาจากพรรคเพื่อไทย หากท่านนายกรัฐมนตรีนึกถึงหน้าประชาชนสักนิด กล้าหาญสักหน่อย ในหมวกของหัวหน้า พรรคเพื่อไทย ในวันนั้นถ้าพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชนเรารวมเสียงกันข้อเสนอแนะข้อนี้ ข้อสังเกตข้อนี้เราผ่านแน่นอน แต่ท้ายที่สุดพรรคเพื่อไทยก็มีมติโหวตคว่ำข้อสังเกตที่จะช่วย ลดอุณหภูมิทางการเมืองในระหว่างการรอการนิรโทษกรรมไปอย่างน่าเสียดาย นี่คือสิ่งที่ประชาชน สูญเสียโอกาสค่ะ นั่นก็เพราะมาจากการ Deal ของท่านที่ท่านไป Deal เอาไว้ จึงเป็นการติด กระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรกค่ะท่านประธาน
ประเด็นที่ ๒ เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลแล้วโดยเฉพาะเป็นรัฐบาลพลเรือนที่มาจาก การเลือกตั้งในครั้งนี้ประชาชนก็คาดหวังอีกเหมือนกันค่ะว่าสถานการณ์สิทธิเสรีภาพของ ประชาชนจะดีขึ้น จากการที่เราต้องทนอยู่ในรัฐบาลเผด็จการมาเกือบ ๑๐ ปี แต่เลือกตั้งเสร็จแล้ว ตั้งรัฐบาลเสร็จแล้วสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร ในช่วงเวลา ๗ เดือนที่ผ่านมาหลังการดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคุณแพทองธาร ชินวัตร มีสถานการณ์การติดตาม คุกคามของ เจ้าหน้าที่รัฐอย่างน้อย ๕๖ คดี มีเจ้าหน้าที่ติดตามคุกคามถึงบ้าน ๒๖ กรณี เจ้าหน้าที่รัฐ ปิดกั้นแทรกแซงการจัดกิจกรรมสาธารณะ ๑๖ กรณี การติดตามสอดแนมนักกิจกรรม ๖ กรณี การเรียกเข้ามาพูดคุยติดต่อถ้าสมัยรัฐเผด็จการเราจะเรียกมาคุย มาชวนกินกาแฟ ๔ กรณีค่ะ การกักตัวคุมขังไม่ชอบอีก ๒ กรณี และในกรณีการติดปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศ อีก ๒ กรณี หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีรับตำแหน่งไม่นานก็มีการ Ban หนังสืองานวิจัย ดีเด่นของอาจารย์พวงทองที่ชื่อหนังสือว่า ในนามของความมั่นคง มีการติดกล้องวงจรปิดในพื้นที่ การทำกิจกรรมล้อการเมืองของนักศึกษาธรรมศาสตร์ มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบติดตาม สถานการณ์ของการล้อการเมือง มีการพยายามขอตรวจป้ายผ้าว่าป้ายผ้ามีข้อความอะไรหรือเปล่า มีการกำหนด Watch List มีการทำกลุ่มบุคคลเฝ้าระวังพิเศษพร้อมรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล และครอบครัว หรือเมื่อวันที่ ๒ มีนาคมที่ผ่านมานี้ม็อบของชาวบ้านที่มาต่อต้านกาสิโน ก็ปรากฏภาพทั้งตู้ Container รั้วลวดหนามปิดกั้นประชาชน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาล เศรษฐาก็สามารถชุมนุมได้ปกติ ดิฉันก็ไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะเห็นภาพเหล่านี้ในรัฐบาลของ นายกรัฐมนตรีแพทองธารค่ะ ดิฉันก็รู้สึกผิดหวังมากเพราะว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นมรดกของ คณะรัฐประหารที่กระทำต่อประชาชนมาโดยตลอด และพรรคเพื่อไทยเองก็น่าจะทราบเรื่องนี้ เป็นอย่างดีและน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีที่สุดค่ะ แล้วเรื่องนี้จะบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทราบ ไม่เกี่ยวกับท่าน ท่านไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็ไม่ได้ เพราะทั้ง กอ.รมน. เองก็ตาม เป็นหน่วยงานสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมีตำแหน่งเป็น ผอ.กอ.รมน. สำนักงานตำรวจตำรวจแห่งชาติที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก.ตร. ประธาน ก.ต.ช. ท่านเองก็มีหน้าที่กำกับดูแลโดยตรง ทั้ง ๒ หน่วยงานที่คุกคามประชาชนอย่างต่อเนื่อง ท่านสามารถมีอำนาจในการสั่งการได้ ท่านสามารถมอบนโยบายได้ค่ะ ท่านสามารถมีคำสั่งการได้ ท่านสามารถมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกนโยบายที่ละเมิดสิทธิการใช้สิทธิเสรีภาพของ ประชาชนได้ แต่ท่านก็ไม่ได้คิดจะทำอะไรเลย การเข้าสู่ตำแหน่งของท่าน ท่านไม่ได้สนใจเลยว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนสำคัญขนาดไหน ท่านไม่ได้สนใจเลยว่าประชาชนจะถูกติดตาม ถูกคุกคามอะไรอย่างไร ท่านจงใจที่จะลอยตัวเหนือปัญหาทุกอย่าง ไม่มีความรับผิดชอบต่อ ตำแหน่งหน้าที่ ไม่ได้สนใจพี่น้องประชาชนเห็นแต่ผลประโยชน์ของตนเองกับครอบครัว เป็นสำคัญค่ะ หรือเพราะ Deal ที่ทุกท่านทำเอาไว้เลยทำให้ท่านไม่สามารถทำงานได้อย่างมี อุดมการณ์ มีความเชื่อเรื่องประชาธิปไตยแบบที่พรรคเพื่อไทยเคยมี นอกจากบรรยากาศ ทางการเมืองในประเทศที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรแล้วหรือว่าไม่ไปไหนมาไหนหรือว่าแย่ลงแล้ว บรรยากาศอีกบรรยากาศหนึ่งที่เป็นเหตุการณ์ตอกย้ำความไร้ภาวะผู้นำ ความไร้ประสิทธิภาพ ของนายกรัฐมนตรีที่จงใจบริหารประเทศแบบทำลายหลักสิทธิมนุษยชนสากลค่ะ นั่นก็คือ การส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ ซึ่งรายละเอียดเชิงลึกเพื่อนสมาชิกของดิฉันท่านกัณวีร์ก็ได้กล่าว ไปบางส่วนแล้ว เราต่างรู้ดีว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นบทบาทสำคัญในฐานะของผู้นำประเทศค่ะ นอกจากนั้น ยังมีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่อรองทางการค้านะคะหรือรักษาผลประโยชน์ของชาติ และรักษาเสถียรภาพของประเทศ แต่เมื่อไม่นานมานี้ก็มีการตัดสินใจส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กลับ ทำให้ไทยตกอยู่ในสภาวะกลืนง่าย เคี้ยวง่าย ไร้อำนาจต่อรองค่ะ ปฏิบัติการย่องเงียบในคืนนั้น มีการขนคนนะคะใส่รถตู้ทึบปิดด้วยผ้าสีดำ ขอสไลด์ลงค่ะ แล้วบอกว่าสมัครใจนะคะ ก็ไม่รู้ว่า ทำไปแล้วทำไปทำไม ทำไปแล้วได้อะไร ซึ่งเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้วว่าการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้จะทำให้เราถูกมองว่าไม่ได้ทำตามหลักกติกาสากลในเรื่องการไม่ผลักดันกลับ ไม่ได้ ทำตามหลักสิทธิมนุษยชนนะคะ และไม่ได้ระมัดระวังในการส่งคนกลับไปยังภูมิลำเนาที่เขา อาจจะเกิดอันตรายก็ได้ และผลกระทบอีกด้านที่เกิดขึ้นนะคะซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีก็อาจจะ ไม่ได้คิดถึงก็ได้แต่อาจจะไปเพิ่มความยากในการเจรจาการค้าเสรีที่เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ ของท่านนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะปิด Deal ให้สำเร็จในสิ้นปีนี้ ตอนนี้ก็จะกลายเป็น Project ที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงล้มเหลวอีกแล้ว ท่านประธานคะ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะคะอายุรัฐบาล พรรคเพื่อไทยที่ตัดสินใจผลักดันผู้ลี้ภัย ก่อนหน้านี้นะคะรัฐบาลมีการส่งตัวนักเคลื่อนไหว ชาวกัมพูชา ๖ คนและเด็กเล็ก ๑ คนที่มีสถานะผู้ลี้ภัยจากสหประชาชาติกลับไปยังกัมพูชา ซึ่งพวกเขาก็ถูกรวบและดำเนินคดีทันที ท่านอาจจะเห็นว่าครั้งที่แล้วทำลงไปไม่มีผลกระทบ อะไรนะคะ แต่รอบนี้ไม่เหมือนกันนะคะเพราะว่ามีประเทศหลายประเทศที่เขามองว่าทำไม ไทยต้องออกแบบนี้นะคะ จนสุดท้ายก็มีมาตรการพิเศษในการเพิกถอน Visa เจ้าหน้าที่ไทยค่ะ ความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนานระหว่าง ๒ ประเทศนะคะ การตัดสินใจแบบไร้วุฒิภาวะของ นายกรัฐมนตรีแพทองธารครั้งนี้เพียงแค่แว๊บเดียวทำให้ประเทศไทยเข้าไปสู่ตรงกลางมรสุม อย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ทั้งที่ไทยเองนะคะเราก็เพิ่งได้เก้าอี้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ในสหประชาชาติ ซึ่งแน่นอนค่ะว่าเรื่องนี้ประเทศไทยจะเสียจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก และแทนที่ท่านจะใช้โอกาสนี้ในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อประกาศว่าประเทศไทยเรานี่ พร้อมแล้วที่จะยกระดับด้านสิทธิมนุษยชน แต่การกระทำครั้งนี้ได้ฉีกภาพลักษณ์นั้นจนหมดสิ้น การส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ครั้งนี้คุณแพทองธารกำลังเอาประเทศไทย รัฐบาลไทยไปแลกกับ สิ่งที่ไม่อาจประเมินความเสียหายได้เลย มิหนำซ้ำนะคะท่านยังส่งรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมบินไปเป็นตราประทับความชอบธรรมให้กับประเทศจีน ที่ซินเจียงเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคมที่ผ่านมาอีก ซึ่งท่านภูมิธรรมก็ได้มาตอบแล้วแต่ก็ตอบแบบงง ๆ และข้อยืนยันสุดท้ายนะคะก็บอกได้ว่าประเทศเราตอนนี้รัฐบาลบริหารประเทศแบบเผด็จการ นั่นก็คือการที่เราถูก Freedom House ปรับลดสถานะเสรีภาพของประเทศกลายมาอยู่ ในกลุ่มประเทศที่ไม่เสรี หลังจากได้ปรับสถานะประเทศเป็นเสรีภาพบางส่วนได้แค่ปีเดียวเท่านั้น ท่านนายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบกับสิ่งที่เสียหายเหล่านี้ได้อย่างไร การพยายาม Deal จัดตั้ง รัฐบาลเพื่อพาคุณพ่อกลับบ้านในครั้งนี้ประชาชนต้องสูญเสียมากมายขนาดนี้ เพื่ออะไร
ประเด็นที่ ๓ ค่ะท่านประธาน หนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของคุณแพทองธารในการเลือกตั้งที่ผ่านมา นั่นคือการคืนความยุติธรรมให้กับ ประชาชนผ่านการแก้กฎหมาย ๒ ฉบับ ฉบับแรกค่ะ เป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตค่ะ ฉบับที่ ๒ ค่ะ เป็นพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งการแก้ไข กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้นะคะ เป็นการสร้างมาตรฐานความยุติธรรมครั้งสำคัญให้กับพี่น้อง ประชาชนค่ะ ซึ่งดิฉันและพรรคประชาชนเราเห็นด้วยอย่างยิ่งและพร้อมจะสนับสนุน กฎหมาย ๒ ฉบับนี้อย่างเต็มที่ค่ะ แต่สุดท้ายค่ะการแก้ไขกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ก็กลายเป็น มวยล้มต้มคนดูอีกครั้งค่ะ เพราะว่าหลังมีการยื่นเข้าสู่ระเบียบวาระวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ โดยที่ทางพรรคเพื่อไทยเองนะคะก็ได้มีการแถลงข่าวเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์นะคะ ซึ่งในวันนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารก็นั่งแถลงข่าวอยู่ด้วยกันในวันนั้นด้วย แต่ใครจะเชื่อคะว่า ก่อนกฎหมายจะเข้าสภาเพียงแค่ ๑ วันท่านชูศักดิ์ ศิรินิล ก็ได้ถอนร่างทั้ง ๒ ฉบับนั้นออกมา โดยให้เหตุผลว่าเมื่อพิจารณาดูอย่างรอบคอบแล้วกฎหมายมีปัญหา เรื่องใหญ่ก็คือเรื่องที่องค์กรอิสระทั้งหลายไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรค่ะ เหตุผลที่พวกท่านอ้าง ก็กลายเป็นเหตุผลที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าค่ะ ต้องรอบคอบบ้าง ต้องฟังความเห็นองค์กรอิสระบ้าง ขณะที่เสียงของพี่น้องประชาชนผู้สูญเสีย เสียงของพี่น้องประชาชนวีรชนต่าง ๆ ท่านกลับ ไม่ได้ฟังเลยสักนิด และตอนนี้ผ่านมาปีกว่าแล้วหลังจากที่มีการถอนร่างออกไปตอนนี้ก็ยังไม่มี วี่แววเลยว่าจะเสนอกลับเข้ามาใหม่ และในช่วงเปิดสมัยประชุมที่ผ่านมานี้เมื่อเดือนธันวาคม มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการของกระทรวงกลาโหม ซึ่งเสนอโดย สส. พรรคของท่านนะคะ ท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ก็เพื่อให้รัฐบาลพลเรือนสามารถบริหาร กระทรวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งนั่นก็คือการป้องกันการปฏิวัติ รัฐประหารจากกองทัพค่ะ การหยุดวงจรการรัฐประหารซึ่งเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยเองก็เป็น จุดยืนที่ท่านก็ยึดถือมาตลอด แต่ก็กลับถูกถอนร่างออกไปโดยอ้างเหมือนเดิมว่ามีจุดบกพร่อง หลายอย่างและไม่ใช่มติของพรรคเพื่อไทย วันจันทร์ที่ ๑๗ มีนาคมที่ผ่านมานี้เองพรรคเพื่อไทย ก็ได้ลงมติคว่ำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว กฎหมายนี้เกี่ยวข้องกับการโอนคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบของทหารไปยังศาลคดีทุจริต ซึ่งตัวแทนของพรรคเพื่อไทยก็เป็นประธาน กรรมาธิการอีกแล้ว เป็นประธานเอง ยื่นเองแล้วก็คว่ำเอง สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำมากเหลือเกินว่า ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังลอยตัวเหนือปัญหาและพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความจริงใจเลยที่จะ เปลี่ยนผ่านบ้านเมืองให้เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ หรืออย่างน้อยค่ะไม่ได้ มีความพยายามเลยที่จะคืนความยุติธรรมให้กับพี่น้องเสื้อแดงหรือพี่น้องอีกหลาย ๆ คน ที่ต้องเสียชีวิตหรือนักกิจกรรมทางการเมืองอีกหลาย ๆ คน ท่านยังคงกลัวอำนาจมืดที่อยู่ เบื้องหลังจนทำให้ประชาชนก็เชื่อกันไปแล้วว่ามันต้องมี Deal อะไรบางอย่างที่ทำให้พวกคุณ ต้องสยบยอมแบบนี้ กลืนน้ำลายตัวเองเพื่อให้อดีตผู้นำประเทศจากตระกูลชินวัตรกลับมามี อำนาจอีกครั้ง สรุปแล้วการคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนเป็นสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญจริง ๆ หรือเปล่า หรือว่าท่านสำเร็จประโยชน์ในการต่อรอง กับเจ้าของใบอนุญาตใบที่ ๒ แล้วท่านก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเจ้าของใบอนุญาตใบที่ ๑ ซึ่งเป็น ประชาชนเลย ทั้งหมดที่ท่าน Deal กันมาตั้งแต่ต้นคว่ำไปทุกอย่างกฎหมายที่มันสำคัญ ๆ ก็เพื่อจะแลกกับการอยู่ในอำนาจของท่านให้นานที่สุดเพื่อพ่อเพื่อครอบครัวของท่าน คนอื่น ไม่ได้มีพ่อเหมือนท่านหรือคะ นอกจากนี้ท่านยังตีหมุดตอกฝาโลงย้ำความ ๒ มาตรฐาน ซึ่งคำ ๆ นี้ คุ้น ๆ ไหมคะ ๒ มาตรฐาน คำ ๆ นี้เกิดสมัยในยุคของคนเสื้อแดงด้วยซ้ำ นายกรัฐมนตรี แพทองธารและพรรคเพื่อไทยทำให้ความ ๒ มาตรฐานกลับมาชัดเจนอีกครั้ง ในกรณีที่คุณทักษิณ หรือพ่อของท่านไม่ต้องติดคุกเลยแม้แต่วันเดียว
อันนี้ผมอยากจะ ขอให้ระวังเรื่องพรรค คือไม่ได้ว่ากล่าวไม่ได้เลยแต่ในทางที่มันจำเป็น แต่บางครั้งท่านก็กล่าว ในทางที่ไม่จำเป็น แล้วก็ชื่อท่านทักษิณซึ่งเราได้ให้เอาออกจากญัตติไปแล้ว เอาเท่าที่มันเกี่ยวข้อง และจำเป็นนะครับ เชิญต่อครับ
ดิฉันขออนุญาตเปลี่ยน ชื่อของคุณทักษิณเป็นชายคนนั้นนะคะ
ก็แล้วแต่ครับ เชิญต่อครับ
ชายคนนั้นไม่ต้อง ติดคุกเลยแม้แต่วันเดียวค่ะ รวมถึงการได้รับการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดี ซึ่งนักโทษคดี ทางการเมืองทั่วไปที่ไม่ใช่พ่อนายกรัฐมนตรีหรือชายคนนั้นกว่าจะยอมให้ส่งตัวไปรักษาก็ช้ามาก ๆ ทั้งที่เป็นเคสที่เข้าใกล้เส้นวิกฤติได้ตลอดเวลา แม้ว่าญาติจะทำเรื่องหลายครั้ง ทนายความ ทำเรื่องส่งตัวหลายครั้ง ราชทัณฑ์ก็ตอบเป็นเทปม้วนเดิมว่าราชทัณฑ์มีกำลัง รักษาได้ แต่ทำไมเคสของชายคนนั้นราชทัณฑ์ไม่ได้มีกำลังที่จะรักษาได้หรือคะ สุดท้ายคุณบุ้ง เนติพร เสน่ห์สังคม ก็เสียชีวิต เรื่องกล้องวงจรปิดก็เช่นเดียวกันกรณีของคุณบุ้งกว่าจะขอกล้องวงจรปิดได้ ขอยากขอเย็นค่ะ เอาเข้ากรรมาธิการก็แล้ว ญาติยื่นคำร้องก็แล้ว ใช้คำสั่งศาลออกหมายเรียก ก็แล้วจนคุณบุ้งเสียชีวิตไปจะครบปีแล้วนะคะ หลาย ๆ คนอาจจะลืมคุณบุ้ง เนติพร เสน่ห์สังคม เสียชีวิตในเรือนจำนี่เดือนพฤษภาคมนี้ก็จะครบ ๑ ปีแล้วยังไม่ได้มีการไต่สวนการตายเลย ๒ มาตรฐานหรือไม่ ดิฉันคิดว่าท่านน่าจะรู้ถึงคำนี้ได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของการย้าย ผู้ต้องขังโดยไม่แจ้งญาติ การกระจัดกระจายตัวของผู้ต้องขังทางการเมืองนะคะ ที่ต้องกระจาย ไปนั่นไปนี่ ท่านอย่าลืมว่านักโทษการเมือง นักโทษทางความคิดเหล่านี้เขาไม่ใช่อาชญากรค่ะ เขาก็เป็นลูกที่มีพ่อ มีแม่ เป็นพ่อแม่ที่มีลูกเหมือนกัน ถ้าท่านเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดีท่านจะไม่อยู่นิ่งเฉยเดียวดาย ดูดายหรือว่าลอยตัวเหนือปัญหา ไม่สนใจนักกิจกรรม หรือนักโทษทางการเมืองแบบนี้ค่ะ หรือวัฒนธรรมคนผิดลอยนวล อย่างกรณีตากใบ เดี๋ยวท่านสมาชิกอีกท่านก็จะได้เจาะลึกในเรื่องนี้ ท่านเองก็ปล่อยให้มีเรื่องนี้ ในรัฐบาลของท่านค่ะ กระบวนการยุติธรรม ๒ มาตรฐานนะคะ ยังคงเกิดขึ้นในรัฐบาลของ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร และเกิดขึ้นกับคนที่เคยใช้คำนี้เอง เจ้าของวลีกลับเป็นคนที่ได้รับ อภิสิทธิ์นั่นเอง ชายคนนั้นที่เคยบอกเอาไว้ว่าตัวเองถูกกระบวนการยุติธรรม ๒ มาตรฐานเล่นงาน ในวันนี้ท่านกลับได้รับอภิสิทธิ์นั้นเอง ยังต้องถามอีกหรือเปล่าคะว่า Deal ครั้งนี้ชินวัตรได้อะไร ๘ นาทีสุดท้ายค่ะท่านประธาน ดิฉันอยากจะใช้พื้นที่ในสภาแห่งนี้เพื่อบอกว่าดิฉันเติบโตมา สนใจการเมือง เพราะอดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่าทักษิณ ชินวัตร ค่ะ ท่านจุดประกาย ทางความคิดให้กับเด็กคนหนึ่งเมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว เมื่อท่านถูกรัฐประหารค่ะ ดิฉัน ก็ร่วมต่อสู้กับคนเสื้อแดงนะคะ ด้วยความเชื่อเหลือเกินว่าประเทศของเราจะมีประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์จริง ๆ เชื่อเหลือเกินว่าเราจะสามารถหยุดวงจรปฏิวัติรัฐประหารได้จริง ๆ เราจะ สามารถหยุดความยุติธรรม ๒ มาตรฐานได้นะคะ และผ้าคาดสีแดงผืนนี้ดิฉันก็เก็บเอาไว้ตลอด หลายปีที่ผ่านมาไม่คิดเลยว่าเด็กคนหนึ่งที่อยู่ในม็อบเสื้อแดงจะมายืนในสภาแห่งนี้ได้ ดิฉันเก็บ เอาไว้ด้วยความที่ เห็นไหมคะ เก็บเอาไว้ด้วยความภาคภูมิใจที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมต่อสู้กับคุณพ่อ ของท่านค่ะ เจ็บแค้นเจ็บใจกับสิ่งที่ท่านและครอบครัวของท่านถูกกระทำ เจ็บปวดกับความสูญเสีย ของวีรชนประชาธิปไตย ศพแล้วศพเล่าค่ะ แต่สุดท้ายพวกท่านก็ Deal กันบนความสูญเสีย ของประชาชน Deal กันบนความเจ็บปวดของวีรชนค่ะ ท่าน Deal กันเพื่อแลกทุกอย่างกับ ความยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพของประชาชนจำนวนมากเพียงแค่ประโยชน์ของตัวเองและ ครอบครัว ทุกอย่างที่เราต่อสู้มาด้วยกันจนวันนี้เกือบ ๒๐ ปี ท่านนายกรัฐมนตรี คุณพ่อของท่าน และพรรคเพื่อไทยทำให้ดิฉันรู้สึกว่าการต่อสู้ที่ผ่านมาเป็นความสูญเปล่าทางการเมืองมาก ๆ และความสูญเปล่าทางการเมืองนี้เกิดจาก Deal ปีศาจที่พวกท่าน Deal กันเพื่อเข้าสู่อำนาจ ทางการเมือง ความสูญเสีย ความยุติธรรม และสิทธิเสรีภาพที่ถูกลิดรอนไปกลับไม่ได้อะไร กลับมาเลย และด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ดิฉันจึงไม่อาจไว้วางใจให้คุณแพทองธาร ชินวัตร อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้สนใจความยุติธรรมและเพิกเฉยต่อสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนแบบนี้ต่อไปได้ คิดได้สักทีนะคะ ขอบคุณท่านประธานค่ะ จบ
ท่านที่จะอภิปราย ต่อไปคือคุณรอมฎอน ปันจอร์ นะครับ ขอใช้เวลา ๔๕ นาที เชิญคุณรอมฎอนครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยากหน่อยครับ อภิปรายตอนดึก แล้วก็หลังทนายแจม มันมีหลายเรื่องครับท่านประธานที่คล้ายกัน เชื่อมโยงกัน ถ้า Deal ปีศาจแลกประชาธิปไตยของประเทศเรา อย่างที่ทนายศศินันท์ได้เกริ่นเอาไว้นะครับ เรื่องที่ ผมจะพูดหลังจากนี้ขอใช้เวลาเพื่อน ๆ ในสภา พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ติดตามการประชุมในครั้งนี้ เพื่อยืนยันอีกครั้งว่าผมเองไม่อาจไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ให้ดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป เพราะนอกจากประชาธิปไตยสิทธิเสรีภาพที่เธอ คนของเธอ บิดาของเธอ หรือใครก็แล้วแต่ตัดสินใจแลกมันไป เหมือนกันครับที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ปัตตานี เราก็เห็นภาพของการแลกมัน แทนที่เราจะบรรลุถึงสันติภาพ ยุติความรุนแรง ให้ความปลอดภัยกับผู้คน ให้เสรีภาพกับผู้คน มีพื้นที่ทางการเมืองที่ขยายเพิ่มมากขึ้น ที่ดำเนินต่อเนื่องกันมาหลายปี แต่เราไม่เห็นความคืบหน้านั้น และนั่นคือการตัดสินใจ แลกสันติภาพกับสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มา ท่านประธานครับ ขออนุญาต ต่อเลยนะครับ ผมขอกล่าวหาว่าท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารไม่มีคุณสมบัติ ไม่มีความเหมาะสม ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ขาดภาวะผู้นำอย่างร้ายแรง ขาดวุฒิภาวะอย่างร้ายกาจ ที่สำคัญครับขาดความรู้ความสามารถที่จะดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ตำแหน่งนี้ได้อีกต่อไป หนักกว่านั้นท่านยังขาดเจตจำนงที่แน่วแน่มั่นคงในการบริหารราชการ คลี่คลายปัญหาของบ้านเมืองและประชาชน การทำบางอย่าง การไม่ทำบางอย่างของท่านได้ทำ ให้สังคมไทยสูญเสียโอกาสและส่งผลร้ายต่อประเทศครับ โอกาสที่ว่านั้นคือโอกาสของสันติภาพ คล้าย ๆ กับที่ทนายแจมพูดเมื่อสักครู่โอกาสที่เราจะเข้าถึงประชาธิปไตยที่ตั้งมั่นชัดเจน ในประเทศนี้ เราสูญเสียมันไป ๖ เดือนที่ผ่านมาเราเห็นได้อย่างชัดเจนแล้วครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลพลเรือนภายใต้การนำของท่านบริหารงานได้ผิดพลาด มันเป็นผลมาจากการที่ไม่แยแส ไม่ใส่ใจ หรือภาษามลายูเราเรียกว่า เตาะจาฆอ ไม่แคร์ ไม่แยแสต่อปัญหาที่ประชาชนเผชิญ ไม่แน่วแน่เด็ดเดี่ยวที่จะทำให้รัฐบาลพลเรือนมีบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ ต้องเกรงอกเกรงใจบรรดาอำนาจมืดต่าง ๆ กองทัพและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำให้กระบวนการ สันติภาพและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องหยุดชะงัก ความรุนแรง ที่กระทบต่อพี่น้องประชาชนก็หวนคืนกลับมาอีกครั้งครับ มันเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากครับ ในวินาทีนี้ ในเวลานี้ ท่านได้ทำลายโอกาสที่ประเทศนี้จะบรรลุถึงสันติภาพ ท่านไม่ได้ใช้ โอกาสที่มีอยู่และพิสูจน์ให้เห็นด้วยนะครับว่าประเทศนี้ยังสามารถปกครองด้วยหลักนิติธรรม ยังสามารถให้ความยุติธรรมกับประชาชนได้ ท่านได้ทำลายโอกาสนี้ไป ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความขัดแย้งในชายแดนใต้นั้น บางคนเรียกมันว่าไฟใต้ครับ เป็นปัญหาสำคัญของชาติ และเป็นภาระความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีหรือหัวหน้าฝ่ายบริหารที่ได้รับความเห็นชอบ จากสภาแห่งนี้อย่างไร ขออนุญาตไปที่สไลด์เลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ปัญหาไฟใต้ที่เกิดขึ้นมาหลาย ทศวรรษ แต่ถ้าเรานับย้อนหลังกลับไประลอกนี้ เอาระลอกล่าสุดนะครับ เริ่มต้นในปี ๒๕๔๗ ในปี ๒๕๔๗ นี้ผ่านมาแล้ว ๒๑ ปี ปัญหานี้เริ่มต้นในรัฐบาลพ่อของท่าน ท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ยืดเยื้อเรื้อรังต่อเนื่องมา ๒๑ ปี จนกระทั่งถึงรัฐบาล รุ่นลูกปัจจุบัน เราผ่านมาแล้ว ๑๑ รัฐบาล ๙ นายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๙ ที่รับภาระความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหานี้และต้องขีดเส้นใต้เลยว่าไม่ว่าจะเป็น ใครหน้าไหนเข้ามาอยู่ในตำแหน่งนี้ นี่คือภาระความรับผิดชอบที่สำคัญ เป็นวาระแห่งชาติ ที่สำคัญมาก ก่อนหน้านี้ดูใน Timeline ก็มีทั้งบิดาของท่าน มีทั้งคุณอาเขย มีทั้งคุณอาของท่าน และถึงท่านในเวลานี้ อาจจะเรียกได้ว่านี่เป็นมรดกตกทอดถ้ามองจากมุมของครอบครัวชินวัตร แต่มองจากมุมของสังคมไทยเราเคยมอบความไว้วางใจให้ท่านรับผิดชอบในการแก้ปัญหานี้ มาหลายรุ่นแล้ว และตอนนี้ความท้าทายนั้นตกอยู่ที่ท่านครับ แต่ผมก็เสียดายโอกาสที่ปม ปัญหาที่เคยถูกผูกเอาไว้ในรุ่นพ่อ ในรุ่นลูกไม่แยแสไม่ใส่ใจมากพอครับ โอกาสนี้ท่านได้ละทิ้งไป ภายในระยะเวลา ๖ เดือนนี้เห็นได้ชัดมาก ท่านประธานครับ ปัญหาชายแดนใต้คืออะไร และสำคัญ อย่างไร ผมอยากจะตั้งหลักให้ชัดเจนก่อนนะครับ ทำไมเราต้องใส่ใจถึงปัญหานี้ ตลอด ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมาเราผ่านอะไรกันมาบ้างในฐานะสังคมไทย เรามีทางเลือกอะไรบ้างที่จะคลี่คลาย ปัญหาที่ดูเหมือนจะเป็นวังวน เป็นวงจรที่จมอยู่กับความรุนแรง จมอยู่กับการฆ่าแกงห้ำหั่นกัน และปัจจุบันนี้สถานการณ์ความรุนแรงนั้นกลับมาอีกแล้วนะครับ ผมต้องบอกว่าในความรับรู้ ของคนทั่วไป คนอาจจะเข้าใจว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือว่าไฟใต้นั้นเป็นเรื่องของ ความรุนแรงครับ แต่ผมขอเรียนในที่นี้ว่าแค่นี้อาจจะไม่พอ ก่อนหน้าที่ผมจะเป็น สส. ผมเคย ทำงานอยู่ในทีมของภาคประชาสังคม Deep South Watch เรามอนิเตอร์ความรุนแรง ในพื้นที่ตลอด ๒๐ กว่าปี ปัจจุบันนี้ทีมน้อง ๆ ผมก็ยังทำงานกันอยู่อย่างแข็งขัน ตอนนี้ นับรวมกันแล้วมีผู้ที่สูญเสียไปแล้ว ๗,๖๙๑ นี่คือยอดที่นับเอาไว้วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถ้านับถึงเดือนนี้ยอดอาจจะขึ้นมากกว่านี้แล้วนะครับ เหตุการณ์ ๒๐,๐๐๐ กว่า แต่ท่านประธาน ทราบไหมครับดูจากกราฟข้อเท็จจริงที่เราเห็นก็คือเราเริ่มเห็นแล้วว่าในช่วง ๒ ๓ ปีหลังนี้ กระดกขึ้นและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่แล้ว ปี ๒๕๖๗ ในช่วงของรัฐบาลชุดนี้ละครับ มีสัญญาณที่ผมขอเตือนแรง ๆ ส่งสัญญาณแรง ๆ ว่ามีบางอย่างผิดพลาดแน่ ๆ มีบางอย่าง ผิดพลาดแน่ ๆ จึงทำให้สถานการณ์กระดกขึ้นอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่ในกราฟที่เส้นสีเขียวตั้งแต่ ปี ๒๕๕๖ เป็นต้นมา นักวิชาการหลายท่านก็ยืนยันว่าจุดเปลี่ยนในทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือการพูดคุยสันติภาพที่เกิดขึ้นและเปิดเผยต่อสาธารณะ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งให้ตัวแสดงต่าง ๆ ของความขัดแย้งปรับตัวครับ รวมทั้งประชาชนภาคประชาสังคมด้วย รวมทั้งรัฐบาลด้วย รวมทั้ง ฝ่ายผู้ก่อการ ขบวนการ BRN ด้วย ทุกฝ่ายปรับตัวและลดความรุนแรงเปิดพื้นที่ใช้พื้นที่ ทางการเมืองมากขึ้น แต่ระยะหลังและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐบาลชุดนี้วงจรที่เคยพุ่งสูง กลับไปนั้น กลับมาอีกรอบหนึ่งแล้ว ผมต้องเรียนว่าเราสูญเสียชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก เราสูญเสีย ทรัพยากรไปมาก ๒๑ ปีนี้ ๒๒ ปีงบประมาณนี้เราใช้ไปแล้ว ๕.๖ แสนล้านบาทครับท่านประธาน นี่ยังมีกำลังพลที่อยู่ภายใต้การควบคุมทางยุทธการของ กอ.รมน. อยู่ที่นั่นอีก ๕๐,๐๐๐ กว่า มีกฎหมายพิเศษซ้อนทับใช้กันอยู่ ๓ ฉบับ เราทุ่มเททรัพยากรไปเยอะครับ ท่านประธาน ทราบไหมว่าปี ๒๕๗๐ ยุทธศาสตร์ชาติระบุเอาไว้ว่าในปี ๒๕๗๐ หรืออีก ๒ ๓ ปีข้างหน้า ความรุนแรงจะลดเหลือศูนย์ แต่ผมสอบถามทางเจ้าหน้าที่ของแทบจะทุกหน่วยงานในชั้น กรรมาธิการเท่าที่เจอกัน ที่นั่งคุยกันไม่มีใครมั่นใจเลยว่าเราจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ในปี ๒๕๗๐ สิ่งที่รัฐบาลแพทองธารทำเพียงไม่กี่เดือนนี้ย้ำอีกทีนะครับ ความรุนแรงกำลังหวนกลับมา ท่านประธานครับ ความรุนแรงในแบบแผนเดิม ๆ ที่หายไปพักใหญ่อันนี้เป็นตัวเลขนะครับ ขออนุญาตเอาลงครับ แต่หลายแบบแผนกลับมา เมื่อ ๒ ๓ สัปดาห์ก่อนการบุกโจมตีที่ว่าการ อำเภอสุไหงโก-ลก ก็สร้างข่าวที่ตื่นตระหนกให้เกิดขึ้น เกือบ ๑๐ กว่าปีก่อนก็มีเหตุการณ์ โจมตีที่ว่าการอำเภอบันนังสตาแล้วมันหายไปพักใหญ่แล้ว นี่ยังไม่รวมว่าเราพบว่ามีการใช้ ระเบิดแสวงเครื่องเพิ่มมากขึ้น มีเทคนิคเพิ่มมากขึ้น การสูญเสียก็เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่เท่านั้นนะครับ การมีระเบิด หมายความว่าพลเรือนมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบสูงมากขึ้นด้วย แบบแผนในลักษณะนี้ มันเคยเกิดถี่ขึ้นก่อนหน้านี้นานมาแล้วจนหลายคนคงประเมินว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น แต่เปล่าเลยครับ นี่ยังไม่รวมว่าเจ้าหน้าที่ อส. ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่ถูกเสริมสร้างขึ้นมาในรอบ ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เพื่อมาทดแทนกำลังทหารนัยว่าจะสามารถลดกำลังทหารได้ แต่เพิ่มกำลัง อส. ที่ติดอาวุธหนัก แต่ก็กลายเป็นเป้าโจมตีในเวลานี้ครับ ความรุนแรงไม่ได้หายไปไหนครับ ท่านประธาน แต่เป็นปรากฏการณ์ผิวหน้าภายใต้การบริหารของรัฐบาลแพทองธารนี้ ผู้คน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้น ท่านประธานครับ ผมอยากเรียนต่อไปว่า ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลประเมินสถานการณ์ที่มีอยู่ตอนนี้อย่างไร ผมมีข้อสังเกตว่า หากการประเมินของรัฐบาลเห็นว่าความรุนแรงเหล่านี้นะครับเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปกติ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจแล้วละครับ ผมยังยืนยันนะครับว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกฝ่าย ที่เกิดขึ้นจากทุกฝ่ายที่ทำให้คนเจ็บจริง ตายจริงอาจจะต้องมองเห็นมิติของความรุนแรง ในเชิงโครงสร้างอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น การบังคับใช้กฎหมาย การลิดรอนสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ เมื่อสักครู่ตอนที่ทนายแจมพูดถึงคดีหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับนักกิจกรรม ผมก็นึกถึงเหมือนกันครับ บรรยากาศของเสรีภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งจำกัดอยู่แล้วก็ยิ่งจำกัด ดูเหมือน ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลก็ไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร บรรยากาศเหล่านี้ทำให้โอกาสในการที่จะ ใช้วิธีการต่อรองต่อสู้ด้วยสันติวิธีน้อยลง ๆ และเพิ่มโอกาสของการใช้กำลังของทุกฝ่ายมากขึ้น ๆ ความรุนแรงที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นอาการที่แสดงออกของสิ่งที่ลึกลงไปกว่านั้นที่ผมอยากจะ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีและผู้มีอำนาจตัดสินใจ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ท่านก็ได้ ในอนาคตนะครับ มองเห็นก็คือความขัดแย้งครับ หากเรามองทะลุความขัดแย้ง หากเรามองทะลุความรุนแรง เพื่อเข้าใจความขัดแย้งได้นะครับจะเป็นจุดตั้งต้นกระดุมเม็ดแรกเลยครับ เป็นจุดชี้ขาดที่เรา จะเข้าใกล้แนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาวหรือการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้นะครับ ความรุนแรงนั้นผมยืนยันอีกครั้งว่าเป็นปรากฏการณ์ผิวหน้า แต่ความขัดแย้งที่เราเผชิญ คืออะไร ความขัดแย้งทางการเมืองที่เราเผชิญคือปัญหาความชอบธรรมในการปกครอง ดินแดนและผู้คนในพื้นที่ที่เรารู้จักกันว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรืออีกบางฝ่ายบางคน อาจจะมองว่าจะเรียกขานมันด้วยชื่อเดิมเก่าแก่ว่าปาตานี ไฟใต้นั้นโดยแท้และเป็นปัญหา การเมืองครับ เป็นปัญหาการปกครองที่ยังไม่ลงตัว และแม้ว่าจะมีมิติเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องวัฒนธรรม เรื่องความมั่นคงปลอดภัย แต่ต้องหลักให้ชัดครับว่าเรากำลังเผชิญกับปัญหา การเมืองที่ต้องใช้แนวทางการเมืองในการคลี่คลาย การใช้กำลังเขากดปราบ การบังคับใช้ กฎหมาย การปิดปาก การใช้กำลัง การจำกัดเสรีภาพเหล่านั้นไม่น่าจะใช่แนวทางที่ถูกต้อง อันที่จริงแล้วอันนี้เป็นบทเรียนที่เราเรียนรู้มาแล้วนะครับตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งปราบยิ่งโต ครับท่านประธาน ยิ่งใช้กำลัง ความรุนแรงยิ่งแพร่กระจายขึ้นในทุกฝ่าย ขยายตัวบานปลาย และผลกระทบก็ตกกับประชาชนคนธรรมดาคนสามัญ ท่านประธานครับ ผมยังยืนยันอีกด้วยว่า ต้องใช้แนวทางการเมืองนำการทหาร แต่ไม่ได้ใช้คำนี้แบบพร่ำเพรื่อ ที่จำ ๆ กันมานะครับ การเมืองนำการทหาร การเมืองนำการทหาร คำถามก็คือการเมืองแบบไหน ผมอยากจะเสนอครับ แนวทางการเมืองที่เราจะเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกับประชาชนไปพร้อม ๆ กัน คือแนวทาง การเมืองที่เป็นประชาธิปไตยนำนี่ละครับ ไม่ใช่การเมืองนำการทหารในแบบที่เราเคยใช้ ในอดีต ที่ในระบอบประชาธิปไตยแบบครึ่งใบหรือว่าอำนาจนิยม ระบอบประชาธิปไตย แนวทางการเมืองที่ประชาธิปไตยนำต้องมีรัฐบาลพลเรือนที่มีความรับผิดรับชอบในทาง การเมืองนำครับ นี่คือองค์ประกอบที่ขาดเสียไม่ได้และเพราะฉะนั้นจึงต้องการความมุ่งมั่น ความกล้าหาญของรัฐบาลพลเรือนที่จะริเริ่มปูทางไปสู่การหาทางออกจริง ๆ แนวทางแบบนี้ อาจจะต้องวิพากษ์วิจารณ์แนวทางที่ผ่านมาตลอด ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน ที่เราถูก ครอบงำโดยแนวทางการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ ซึ่งเรานี่หมกมุ่นนะครับ อยู่กับมาตรการแยกเขาแยกเราให้ชัด แยกมิตร แยกศัตรู แยกปลาออกจากน้ำ ช่วงชิงมวลชน แบ่งงานการใช้กำลังและการพัฒนาประสานกันไป ประสานสอดคล้องตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันได้ข้อสรุปแล้วละครับว่ามันไม่ Work แนวทางใหม่นี้จะเดินอย่างไร คงต้องมาเปรียบเทียบ กับสถานการณ์ของรัฐบาลปัจจุบันครับท่านประธาน ในแนวทางการเมืองแบบประชาธิปไตยนำการทหารนั้นเราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ การขยายพื้นที่ต่อรองทางการเมือง หาทางออกร่วมกันดึงประชาชนมามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง และมีความหมาย แทนที่จะใช้แนวทางกดปราบใช้กำลังและสิ่งนี้ต้องเดินไปพร้อม ๆ กับการฟื้นฟูความยุติธรรม การคืนความยุติธรรม การจัดความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐ กับประชาชนตลอดจนกล้าที่จะมีการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างต่าง ๆ การปฏิรูปกองทัพ กระบวนการยุติธรรมหรือแม้กระทั่งการปฏิรูปการปกครองที่ให้กระจายอำนาจมากขึ้น ผมอยากชี้ให้เห็นว่าพื้นที่การต่อรองที่เมื่อกี้พูดไว้ก่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการสันติภาพ และองค์ประกอบที่หลายปีมานี้รัฐบาลไทยให้การยอมรับมาโดยตลอดคือการพูดคุยสันติภาพ เป็นการพูดคุยระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มผู้เห็นต่าง กลุ่มผู้เห็นต่างในที่นี้ก็คือกลุ่มที่ติดอาวุธ นั่นละครับ กลุ่มขบวนการปลดปล่อยปาตานี ต้องดึงเขามามีส่วนในการคุยกัน แต่ต้องมองเขา ไม่ใช่มองเขาเป็นอื่นนะครับ แต่มองเขาในฐานะที่เป็นพลเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกับ พวกเรา ด้วยใจที่กว้างและใหญ่เท่านั้นนะครับเราถึงจะสามารถสร้างแนวทางการเมืองได้ครับ แต่การพูดคุยขั้นต้นนี้อาจจะเป็นสิ่งใหม่สิ่งที่ท้าทายองคาพยพต่าง ๆ กลไกรัฐต่าง ๆ ครับ อันที่จริงแล้วก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับภาคประชาสังคม หรือแม้กระทั่งตัวพวกเขากระบวนการ ติดอาวุธพวกนั้นเองก็ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่เขาคุ้นเคยมันก็ต้องมีการถกเถียงแลกเปลี่ยน แล้วก็ อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และแน่นอนครับตลอดทาง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมามีคนทั้งเห็นด้วย และเห็นต่างเยอะแยะมากมายครับท่านประธาน และเพราะฉะนั้นการนำของนายกรัฐมนตรี ของผู้นำจึงสำคัญมาก ๆ เพราะว่าถ้าเราจะสร้างแนวทางที่สร้างสันติภาพจริง ๆ ต้องอาศัย การนำที่แน่วแน่มั่นคงจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตพูดถึงการนำที่ผมขอเรียน เลยนะครับว่าเป็นคุณูปการสำคัญอย่างยิ่งของนายกรัฐมนตรีในอดีต ๒ คนเป็นอย่างน้อย และสัมพันธ์กับท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารด้วย อดีตนายกรัฐมนตรี ๒ ท่านที่มีคุณูปการ อย่างที่ว่านี้คนแรกที่ผมต้องเอ่ยถึง คือท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขออนุญาตอ้างถึงท่าน และไม่เสียหายแน่นอนครับ เพราะเราต้องบอกเลยว่าหากไม่มีการตัดสินใจที่แน่นอนแน่วแน่ ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เมื่อปี ๒๕๕๖ ให้มีการลงนามในเอกสารที่สำคัญมากครับ เอกสารฉันทามติทั่วไปว่าด้วยการพูดคุยสันติภาพ ในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ระหว่างเลขาธิการ สมช. กับตัวแทนของ BRN ในวันนั้นและตกลงกันว่าจะมีการพูดคุยต่อเนื่องด้วยกันภายใต้ กรอบของรัฐธรรมนูญ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญครับ และจากจุดนั้นก็สร้าง Impact ให้ความรุนแรง ลดลงและสร้างกระบวนการหลังจากนั้นต่อมาอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ อันนี้เป็นจุดเริ่มต้น ที่น่าสนใจมาก และแม้กระทั่งรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารที่นำโดยพลเอก ประยุทธ์ ก็ไม่อาจ ละทิ้งแนวทางนั้นได้ ผลกระทบผลสะเทือนมันกว้างขวางมากครับ แม้ว่าในช่วงรัฐบาล ประยุทธ์อาจจะมีความคืบหน้าน้อยมากนะครับ แต่ละทิ้งไม่ได้ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒ ที่ต้องเอ่ยถึงก็คือท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเพิ่งมาเปิดเผย เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วในพื้นที่ว่าท่านเองมีส่วนอย่างยิ่งในการเดินทางประสานงานในช่วง ปี ๒๕๕๕ ก่อนหน้านั้น เพื่อปูทางมาสู่การพูดคุยสันติภาพในปี ๒๕๕๖ ในฐานะพี่ชายของ นายกรัฐมนตรี แล้วเดี๋ยวเราอาจจะมานั่งพูดว่าในฐานะพ่อนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันนี้ท่านมี บทบาทอย่างไร แต่ผมต้องขอเรียนว่าต้องให้เครดิต ต้องให้คุณูปการ นี่คือคุณูปการสำคัญ ที่ทิ้งเป็นมรดกตกทอดมาถึงปัจจุบัน แต่น่าเสียดายครับท่านประธาน รัฐบาล ๆ ของคนรุ่นลูก กับลังเลและไม่ได้สานต่อดึงเอามรดกเหล่านี้มาทำงานต่อครับ นี่คือสิ่งที่ผมจะวิจารณ์ครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตไปที่ภาพประกอบต่อไป นี่คือการพูดคุยสันติภาพที่กัวลาลัมเปอร์ครับ สังคมไทยอาจจะคุ้นเคยกับสิ่งนี้น้อยมาก แต่ว่าสำหรับคนที่เฝ้าติดตามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราก็ติดตามอย่างใกล้ชิด แถวซ้ายคือคนของฝ่ายรัฐบาลไทย แถวขวาที่แต่งตัวเป็นชุดมลายู ใส่หมวกซอเกาะห์คล้ายกับผมนี่นั่นคือตัวแทนของ BRN นี่คือวงที่คุยครั้งล่าสุดก่อนหน้าที่ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ยุติไปตั้งแต่ปีที่แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ ตอนนั้นรัฐบาลเศรษฐาก็ลังเลครับ แต่ว่าก็ด้วยการทวงถามทักท้วง ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ก็ตั้งคณะพูดคุยนะครับ ในภาพนี้มีเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานทั้ง สมช. ศอ.บต. กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า กระทรวงยุติธรรมหลายท่านเลยทีเดียว แต่หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่งในวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๖ เดือนมาแล้วนี่นะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารยังไม่มีการลงนามแต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชุดใหม่เลย ทั้ง ๆ ที่ ผมเองก็ใช้เวทีในสภาแห่งนี้ทวงถามมาโดยตลอด มีองค์กรภาคประชาสังคมหลายองค์กร ออกแถลงการณ์ย้ำเตือนเรียกร้องให้มีการสานต่อ นี่ยังไม่นับว่าคู่สนทนาของรัฐบาลไทยเอง อย่าง BRN ก็เคยออกแถลงการณ์ทวงถาม ตอนผมเดินทางไปมาเลเซียพร้อมกับท่านประธาน รังสิมันต์ โรม ในกรรมาธิการความมั่นคง ผมก็มีโอกาสได้พบปะกับผู้อำนวยความสะดวกของ ทางการมาเลเซียที่แต่งตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทางการเพื่อช่วยเหลือให้กระบวนการของพวกเรา เดินหน้าต่อไปได้ ท่านก็ทวงถามเหมือนกันว่าตกลงรัฐบาลไทยจะตั้งเมื่อไร ผมเองก็ตอบไม่ได้ครับ หน้าชาเหมือนกันท่านบอกว่าปัญหานี้เป็นปัญหาของท่าน หมายถึงปัญหาของเรา พวกเขา อยู่ตรงนั้นอยู่ได้เป็นร้อยปีถ้าท่านไม่อยากจะแก้ปัญหาเราก็รออยู่ตรงนั้นได้ รอที่จะช่วยเหลือ ผมเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ท่านประธานครับ เรื่องชายแดนใต้เป็นเรื่องของเรา เป็นเรื่องที่ เราต้องคลี่คลายด้วยตัวเราเองครับ รัฐบาลในอดีต รัฐบาลอย่างของคุณอานี่นะครับ ของคุณอา ของท่านนะครับ เชิญรัฐบาลมาเลเซียมาเป็นคนกลางและช่วยเหลือเราในการแก้ไขปัญหา ความสัมพันธ์แบบนี้ที่มาเลเซียแล้วรัฐบาลไทยช่วยกันแก้ปัญหาภายในของแต่ละประเทศนี่ ก็มีมาตั้งนานแล้วนะครับ ตั้งแต่เราช่วยกันแก้ปัญหาของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาเมื่อ ๓๐ ปีก่อน การมาเยือนมาเลเซียครั้งแรกครับขออนุญาตขึ้นสไลด์เลยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
การไปเยือนมาเลเซียครั้งแรก ในกลางเดือนธันวาคมนี่ ผมเองก็แอบลุ้นว่าท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารจะส่งสัญญาณ ที่ชัดเจนอะไรหรือไม่ เพราะว่าปกติแล้วการเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการในครั้งแรก หลังรับตำแหน่งนี้อย่างน้อยที่สุดต้องมีการแนะนำตัว Keyman คนสำคัญของกระบวนการ สันติภาพของแต่ละฝ่ายคือรัฐบาลไทยคงเป็นหัวหน้าคณะพูดคุย ส่วนรัฐบาลมาเลเซีย เป็นผู้อำนวยความสะดวกและอาจจะมีการสื่อสารส่งสัญญาณบางอย่าง แต่ในการแถลงข่าว ซ้ายมือนี้นะครับ ไม่เห็นเลยครับการแสดงท่าทีของท่านนายกรัฐมนตรีฝั่งซ้ายของพวกเรา แม้ว่าใน Joint Statement จะมีการระบุถึงการพยายามทำความร่วมมือเดินหน้าสานต่อ ให้มีการพูดคุย แต่ในการแถลงข่าวเราไม่พบถ้อยแถลงนั้น กลายเป็นว่าท่านนายกรัฐมนตรี อันวาร์ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอันวาร์ บิน อิบราฮิม เป็นคนที่พูดถึงกระบวนการสันติภาพ ที่แก้ปัญหาของเราเอง อันนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าตกใจ แล้วก็น่าเสียดายมากครับแทนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีของเราจะให้คำมั่นต่อหุ้นส่วนสำคัญ จะให้คำยืนยันต่อสาธารณะว่า กระบวนการสันติภาพของเราจะยังเดินหน้าต่อกลายเป็นนายกรัฐมนตรีอีกประเทศหนึ่ง มายืนกรานปัญหาเรื่องนี้ของเราครับ นี่คือบทบาทที่มีปัญหามาก ๆ ของท่านนายกรัฐมนตรี ของเราครับ แต่หลังจากนั้นไม่นานเราจึงได้เห็นบทบาทของบิดาของท่านนายกรัฐมนตรีครับ เดินทางไปพบเจอกับนายกรัฐมนตรีอันวาร์ บิน อิบราฮิม กลางทะเล ท่านได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นที่ปรึกษาประธานอาเซียน ท่านใช้โอกาสนี้เดินทางไปพบผู้คนเยอะแยะมากมาย รวมทั้งท่านมาสื่อสารเมื่อสักเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้วนะครับ ท่านได้เจอกับสมาชิกของ BRN ด้วย ที่มาเลเซียนะครับ แล้วก็ประกาศด้วยว่าเป้าหมายจะเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวปัญหา ของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ เดี๋ยวจะอภิปรายหลังจากนี้นะครับ แต่เราเห็นได้เลยครับว่า บทบาทของนายกรัฐมนตรีตัวจริงนี่มันทำได้แค่นี้ ดูเหมือนว่าคุณพ่อนี่ก็ต้องมาช่วยทำงาน สำคัญนี้อีกแล้วครับท่านประธาน นี่คือปัญหาของการนำที่เราเห็นอย่างชัดเจนของนายกรัฐมนตรี แพทองธารครับ ในระหว่างที่ยังไม่มีความชัดเจนใด ๆ นี้ การพูดคุยก็ยังไม่รู้จะไปทางไหน ผมเองก็เพิ่งทราบนะครับ นี่เราอยู่ในช่วงเดือนรอมฎอนครับ ผมเองก็ถือศีลอดในตอนกลางวัน ผมเพิ่งมาทราบนะครับว่ารัฐบาลได้มีการสื่อสารผ่านทางมาเลเซียใช้กลไกที่ยังไม่มีคณะพูดคุย ใช้กลไกของ สมช. ขอให้ทาง BRN ยุติความรุนแรงในเดือนรอมฎอนเพื่อที่จะให้หลักประกันว่า หลังจากนี้รัฐบาลไทยจะมีการแต่งตั้งคณะพูดคุยและจะมีการยกเลิกการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อันนี้คือข้อมูลเท่าที่เราทราบมานะครับ แต่กลายเป็นว่านัยของมันก็คือเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่ง ยุติความรุนแรง แต่สิ่งที่ได้รับคำตอบมาเป็นการยืนยันแบบไม่ยืนยันและไม่ปฏิเสธ เพียงแต่ มีการเรียกร้องให้ทางฝ่ายรัฐบาลไทยเหมือนเดิมครับ ให้ตั้งคณะพูดคุยและเข้าสู่กระบวนการ และมาคุยกันต่อ การหยุดยิงในเดือนรอมฎอนเป็นอย่างไร ตอนนี้สถานการณ์ความรุนแรงพุ่งทยานขึ้น เราเจอ เหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์ที่วันนี้เองทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ความมั่นคงก็พยายามตรึงกำลัง อย่างเต็มที่ นี่ครับเราต้องรับมือกับสถานการณ์ของความไม่ปลอดภัยจากการลังเลไม่แน่ใจ ไม่แน่นอนของรัฐบาลในวินาทีนี้ครับ รัฐบาลยังไม่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรต่อ การหยุดยิง ในเดือนรอมฎอนแบบนี้ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องใหม่นะครับท่านประธาน เราเคยมีการหยุดยิง การริเริ่มหยุดยิงในเดือนรอมฎอน หรือว่าการริเริ่มเพื่อสันติภาพในเดือนรอมฎอนนี้อย่างน้อยที่สุด ๒ ครั้งในรอบ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ครั้งแรกคือในปี ๒๕๕๖ ในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ครั้งนั้น ล้มเหลวไม่เป็นท่าครับ ความรุนแรงพุ่งสูงขึ้น ความไว้เนื้อเชื่อใจของแต่ละฝ่ายทะลายลงนะครับ และการพูดคุยก็ล้มลงอย่างเบ็ดเสร็จแน่นอนในช่วงของการรัฐประหารใน ๑ ปีหลังจากนั้น เพราะว่าอะไรครับ เพราะการทำงานร่วมกันเพื่อที่จะตกลงกันแล้วหยุดยิงกันมันน้อยไปหน่อย แต่ความสำเร็จค่อนข้างสำเร็จเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๕ เมื่อ ๓ ปีที่แล้วมีการริเริ่มโครงการหยุดยิง ๔๐ วันครับ คร่อมเดือนรอมฎอนและ ๑๐ วันหลังจากนั้น แล้วก็มีการทำงานร่วมกันระดับหนึ่ง มีภาวะการนำนายกรัฐมนตรีในเวลานั้นนั้นคือท่านประยุทธ์ แล้วก็หน่วยงานที่ปฏิบัติในพื้นที่ ก็ช่วยกันทำงานอย่างแข็งขันนะครับ มีการทำงานบางระดับระหว่างฝ่ายรัฐบาลไทยกับ BRN และการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ตอนนั้นผมยังไม่เป็น สส. ครับ ผมก็ทำหน้าที่มอนิเตอร์ เหตุรุนแรงนี้ร่วมกับองค์กรเพื่อน ๆ ภาคประชาสังคมในพื้นที่ครับ ก็ติดตามอย่างใกล้ชิดครับ และที่สำคัญที่สุดเวลาเกิดมีเหตุใดขึ้นมาต้องมีการสื่อสารกันว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบอย่างไร ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องเพื่อเป้าหมายจะให้ยุติความรุนแรงเลยนะครับ แต่เป้าหมายคือ เพื่อให้คู่สนทนาและประชาชนเห็นความสำคัญของกระบวนการสันติภาพ มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน มั่นใจในกันและกัน และจะมีโอกาสในการลงลึกไปคุยต่อในรายละเอียด กระบวนการแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นที่บ้านเราที่แรกนะครับ ที่อื่น ๆ Pattern แบบนี้ก็เป็นมาตรการที่ทำกันนะครับ แต่มันต้องใช้เจตจำนงที่แน่วแน่ในทางการเมืองของทุกฝ่าย รวมทั้งรัฐบาลด้วยครับ ทั้งหมดนี้ เป็นก้าวเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ประคับประคองกันมาตลอด ๑๒ ปี ที่ผ่านมาการละทิ้งความเป็นไปได้ ในการสร้างสันติภาพเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของรัฐบาลครับ ผมขออนุญาตเอาเอกสาร ๓ ชิ้นนี้มาเพื่อยืนยันให้ที่ประชุม ให้ท่านประธาน และตัวท่านนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งว่า เราผ่านอะไรกันมาบ้างครับ เราในที่นี้เราคงไม่ได้พูดว่ามีแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนะครับ สังคมไทยด้วย ในปี ๒๕๕๖ มีเอกสารที่เรียกว่าฉันทามติทั่วไปอย่างที่ผมเกริ่นไปแล้วมีการลงนามกัน ปี ๒๕๖๒ มีการพยายามออกแบบกระบวนการสันติภาพ มีการคุยกันที่ประเทศเยอรมัน เป็นการคุย ในทางปิด มีคนของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติและคนของ BRN คุยกัน และมีผู้อำนวย ความสะดวกที่เป็นองค์กร NGO ระหว่างประเทศ เป็นงานลับครับ แต่มาเปิดเผยอีกครั้ง ในช่วงปี ๒๕๖๕ หลักการหลายอย่างเกิดขึ้นในเอกสาร หลักการทั่วไปว่าด้วยกระบวนการ พูดคุยสันติภาพ เอกสารพวกนี้ดูเหมือนเป็นแค่กระดาษนะครับท่านประธาน แต่มีความหมาย สำคัญมาก เพราะมันกำลังพูดถึงความคืบหน้า และเปลี่ยนความขัดแย้งจากเดิม ขัดแย้งกัน ในสนามรบ การใช้กำลัง การใช้ระเบิด การใช้อาวุธ การใช้กฎหมายกฎบังคับกันมาสู่พื้นที่ ทางการเมือง และใช้เวลาตั้ง ๑๐ กว่าปีครับท่านประธาน ขออนุญาตขยับไปอีกสไลด์หนึ่ง เพื่อชี้ให้เห็นว่าความคืบหน้าล่าสุดเป็นอย่างไร ขออีกสไลด์หนึ่งครับ เอกสารหลักการทั่วไป พูดถึง ๒ ๓ ประเด็นที่จะต้องมีการหารือกัน คือ ๑. การแสวงหาทางออกทางการเมืองร่วมกัน ๒. การออกแบบกลไกในการปรึกษาหารือกับประชาชน หรือว่าปรึกษาหารือสาธารณะ แล้วก็ ๓. คือมาตรการในการลดความรุนแรงร่วมกัน ต้องทำร่วมกันครับ ถ้าทำกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่มีประโยชน์ครับ อย่างที่เราเคยประสบอยู่ และวินาทีนี้เราเป็นพยานกับความรุนแรง ที่เกิดขึ้นจากการไม่ทำงานด้วยกัน ตอนนี้กระบวนการสันติภาพเดินอยู่ตรงจุดที่ว่ายังไม่มี ความคืบหน้าครับ แล้วก็หลังจากมีการตกลงนี้ก็จะต้องมีการออกแบบรายละเอียดหลังจากนี้ เป็นต้นไปนะครับ ท่านประธานครับ การลังเลใจไม่สานต่อการพูดคุยสันติภาพนั้นส่งผลต่อ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผมอดคิดไม่ได้ว่าความคลุมเครือไม่ชัดเจนของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารและรัฐบาล เพื่อไทยนั้นเป็นการจงใจทำลายกระบวนการสันติภาพหรือเปล่า ถ้าเป็นจริงนี้น่าเสียดายมากครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเป็นคุณูปการสำคัญของรัฐบาลเพื่อไทยในอดีตที่เคยกล้าหาญและกรุยทาง และเปิดโอกาสให้เรา ให้สังคมไทยได้แสวงหาทางออกในทางการเมืองโดยสันติวิธี น่าเสียดาย หากว่าเรามุ่งมั่นจริงจังมากกว่านี้นะครับเราอาจรักษาชีวิตของผู้คนที่สูญเสียไปแล้วในอดีต และอาจจะกำลังสูญเสียในอนาคตได้ ผมให้ความสำคัญกับกระบวนการในทางการเมือง ขนาดนั้นเลยครับท่านประธาน แนวทางการเมืองประชาธิปไตยยังต้องการการฟื้นฟูความเชื่อมั่น และฟื้นคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนด้วยเช่นกันครับ ต้องปลดล็อกความรู้สึกไม่เป็นธรรม และเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์บาดแผลอย่างมีวุฒิภาวะ ซึ่งต้องการความกล้าหาญและ การทำงานร่วมกันของผู้คนและสถาบันต่าง ๆ ในสังคมไทยด้วย แต่ในการบริหารงานของรัฐบาล เพื่อไทยกลับเห็นว่าเรื่องนี้ท้าทายมากครับ และท้าทายจนกระทั่งรัฐบาลบกพร่องอย่างร้ายแรง ในการฟื้นคืนความยุติธรรม
เรื่องต่อไปที่ผมอยากจะอธิบายให้เหตุผลก็คือสถานการณ์ของเหตุการณ์ ในคดีตากใบครับ ขออนุญาตไปที่สไลด์ต่อไปครับ ท่านประธานครับ โศกนาฏกรรมตากใบ เป็นผลมาจากการสลายการชุมนุมในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ แน่นอนทุกท่านคงทราบนะครับ อยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลไทยรักไทย นำโดยท่านทักษิณ ชินวัตร ในเวลานั้น มีผู้เสียชีวิต ๘๕ คน ผมคงไม่ลงในรายละเอียดตรงนั้นมากนะครับ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลรุ่นพ่อ หลายปีมานี้รัฐบาลต่างยุคต่างสมัยทั้งรัฐบาลของคุณอา หรือว่ารัฐบาลที่ไม่ใช่คนในเครือข่าย ของพรรคเพื่อไทยก็แล้วแต่นะครับ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคอื่น ๆ รวมทั้งรัฐบาลที่มาจาก การรัฐประหารก็พยายามจะคลี่คลายปมความรู้สึกและสร้างสมานฉันท์หลายต่อหลายกรณี รวมทั้งการเยียวยาด้วย แต่การทวงถามความยุติธรรมในกรณีนี้ไม่มีครั้งไหนที่จะสร้างผลกระทบ บีบหัวใจ และมีความหมายเท่ากับปีสุดท้ายของอายุความของคดีตากใบ ก็คือปีที่แล้วครับ นี่คือภาพของกลุ่มผู้เสียหายที่เป็นญาติของผู้เสียชีวิต เป็นผู้ได้รับบาดเจ็บและมีบางคนเป็น ผู้พิการ ทุกท่านลองดูนะครับ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นั้นเขารวมตัวกัน ๔๘ คนเพื่อฟ้องต่อ เจ้าหน้าที่รัฐจำนวน ๙ คนเพื่อเอาผิดในคดีอาญา พวกเขาเพิ่งมารู้ว่าเขามีสิทธิในการฟ้องร้องเอง และแน่นอนครับ ทุกท่านคงทราบดีผมย้ำอีกทีหนึ่ง จำเลยที่ ๑ คือต้องขออนุญาตเอ่ยถึงท่าน ผมคิดว่าถึงจุดนี้ก็คงไม่เสียหายใด ๆ แล้ว พลเอก พิศาล วัฒนวงษ์คีรี อดีตที่เคยเป็น สส. ของพรรคเพื่อไทยด้วย ไม่มีเสี้ยวเวลาไหนในรอบ ๒๐ ปีนี้ที่ประชาชนในพื้นที่จะมีความหวัง ได้เท่ากับช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาที่ศาลประทับรับฟ้องในวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๗ ๑ สัปดาห์ หลังจากที่สภาแห่งนี้ให้การรับรองท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรีครับ และหลังจากนั้นในช่วงต้นเดือนตุลาคมก็มีการออกหมายจับ มันเกินจินตนาการมากสำหรับ ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ ว่าครั้งหนึ่งระบบกฎหมายของเราจะให้ ความยุติธรรมถึงขั้นนั้น นั่นคือช่วงเวลาที่กระบวนการยุติธรรมจะพิสูจน์ให้เห็นว่ายังสามารถ ทำงานได้ ยังเป็นความหวังให้กับประชาชนได้ เป็นระบบกฎหมายที่ยังคงทำงานและปกครองกัน ในหลักนิติธรรมได้ ผู้คนเสมอหน้าเท่าเทียมกันต่อหน้ากฎหมาย ใครหน้าไหนก็ตามไม่ว่า จะใหญ่มาจากไหนก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองในอดีต ไม่ว่าจะยศไหน ฝ่ายใด รู้จักใคร หรือว่าจะเป็น สส. หรือไม่ก็ตาม ขอสไลด์ถัดไปครับ ๒๔ ตุลาคม ๑ วันก่อนวัน หมดอายุความ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารก็แถลงข่าวเป็นครั้งแรกในคดีตากใบ นอกจาก จะบอกว่าการขยายอายุความนั้นคงเป็นไปไม่ได้ นั่นคือหนึ่งใน Message ที่ท่านแถลง ในวันนั้น ท่านยังได้เอ่ยคำขออภัยอย่างเสียไม่ได้ด้วย แต่การกระทำพวกนี้จะมีความหมาย หรือไม่เราก็เปรียบเทียบครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีของท่านด้วยใบหน้ายิ้มระรื่นก่อนหน้านั้น ไม่นาน พร้อมกับโชว์หลักฐานเป็นเอกสารใบลาออกของท่านพลเอก พิศาล จากพรรคเพื่อไทย ลาออกจากการเป็น สส. นะครับ ภาพเหล่านี้กระทบใจผู้คนที่ต้องการความยุติธรรมในจังหวัด ชายแดนภาคใต้มากครับ เพราะมันเท่ากับว่าไม่ว่าคำพูดจะเป็นอย่างไร การกระทำต่างหาก ที่สำคัญมากกว่า กลายเป็นว่าท่านอยู่ในสถานะผู้นำ เป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทั้งตำรวจ DSI หรือว่าหน่วยงานต่าง ๆ ประชาชนเป็นประจักษ์พยานว่ารัฐบาลของท่านทำงานน้อยไปหน่อยในการติดตามตัวจำเลย และผู้ต้องหาให้มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ภาพรอยยิ้มของท่านภูมิธรรมที่แสดงหนังสือนี้ ก็ตอกย้ำความรู้สึกนี้ที่ผู้คนผิดหวังอย่างมากครับ เป็นอีกครั้งที่ท่านได้ประเมินความรู้สึกของ ประชาชนต่ำเกินไป คำถามเกี่ยวกับความรับผิดรับชอบเกิดขึ้นมากมายต่อตัวท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดนี้ ภาพต่อไปครับ ท่านประธานครับ ภาพนี้ผมอยากจะนำเสนอครับ มันเป็น ภาพง่าย ๆ เลย เป็นภาพหน้าศาลจังหวัดนราธิวาส แต่ความหมายของมันมีความหมายมากครับ ภาพนี้ถูกถ่ายเอาไว้และเผยแพร่ในเฟซบุ๊กบัญชีส่วนตัวของท่านผู้พิพากษาทรงพล พันธุ์วิชาติกุล ผมขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ไม่เสียหายครับ เผยแพร่ใน ๒ ทุ่ม ๙ นาทีครับ ของคืนวันที่ ๒๕ ตุลาคม เหลืออีกประมาณไม่ถึง ๔ ชั่วโมง อายุความของคดีตากใบจะหมดลง ภาพนี้ทดแทน ความพยายามขององคาพยพทุกองคาพยพในรัฐไทยที่จะพยายามโอบอุ้มประคับประคอง ความยุติธรรมในโศกนาฏกรรมตากใบนี้ได้ ภาพนี้ภาพเดียวเลยครับ ท่านเหมือนกับจะบอกว่า ท่านไม่ได้โพสต์ข้อความอะไรนะครับ แต่ท่านเหมือนกับจะบอกว่าถ้าจำเลยเดินทางมาทันก่อน เที่ยงคืนวันที่ ๒๕ ตุลาคมนั้น ก็ถือว่าอายุความของคดีตากใบจะสะดุดหยุดลง ท่านประธานครับ เราใช้ทุกกลไกครับ เราใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรแบบนี้ ใช้กรรมาธิการการกฎหมายในการ เปิดเผยความจริง ความคืบหน้าของคดีตากใบ แล้วเราพบว่าสำนวนคดีหายไป พนักงานสอบสวน ตอบไม่ได้ แล้วก็ใช้การทวงถาม ใช้สถาบันทางการเมืองทุกอย่างครับตลอดในรอบปีที่ผ่านมา และรวมทั้งตุลาการด้วย ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยครั้งในชายแดนใต้ แล้วผมกล้ายืนยัน ว่าคงหาได้ยากในสังคมไทย ต้องบอกว่าการอำนวยความยุติธรรมในคดีตากใบนั้นเป็นเรื่อง ยากเย็นมาก เราได้เห็นว่าเราใช้ทุกกลไกจริง ๆ เพื่อที่จะให้โศกนาฏกรรมเหล่านั้นได้รับการยอมรับ ความสูญเสียเหล่านั้นได้รับการเห็นหัว เพื่อที่จะพิสูจน์ครับว่าประชาชนยังพอไว้วางใจอำนาจรัฐ ได้อยู่ และอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ไขปัญหาในทิศทางใหม่ ๆ แต่ก็น่าเสียดายครับ ที่ศาลท่านเปิด ประชาชนเริ่มมีความหวัง แต่รัฐบาลชุดนี้ใช้โอกาสช่วงชิงโอกาสจังหวะแบบนี้ น้อยไปหน่อยครับ คงไม่ต้องย้ำนะครับว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลโดยใคร โดยท่านนายกรัฐมนตรีนั่นละนะครับ และวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดก็ยังดำเนินต่อไป ความรุนแรง ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเกิดขึ้นอีก ยังตอกย้ำอยู่ เหตุการณ์ตากใบยังคงเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ขออนุญาต ไปภาพต่อไปครับ ภาพต่อไปเป็นภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งครับ เป็นภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ขออนุญาตขึ้นสไลด์หน่อยนะครับ มันจะมีภาพบัญชีตารางพยานของคดีตากใบที่เราพบรายชื่อ ของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อ มะรอโซ จันทรวดี ครับ มะรอโซ จันทรวดี ถูกพบว่าเป็นศพ พร้อม ๆ กับกองกำลังติดอาวุธ ๑๖ คน รวมกับเขาด้วยนะครับ หน้าฐานที่ตั้งของนาวิกโยธิน ในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๖ เขาเสียชีวิตหลังจากเหตุการณ์ตากใบผ่านมาแล้ว ๙ ปี เรื่องราวหลังจากนั้นเราค้นพบว่า จากปากคำญาติของเขา ของภรรยาเขา ของแม่เขา เขาเป็น หนึ่งในคนที่อยู่ในรถ GMC คันนั้นที่เดินทางจาก สภ. ตากใบไปค่ายอิงคยุทธ แล้วหลังจากนั้น สำหรับเขาคงเห็นว่าวิถีทางในการทวงคืนความยุติธรรมมีจำกัดมากในสังคมนี้ และคงจะเข้าร่วม กับกระบวนการติดอาวุธครับ ผมยืนกรานตรงนี้อีกทีนะครับว่าสำหรับผมเอง พรรคประชาชน เราไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลัง กับการใช้ความรุนแรงทุกกรณีจากทุกฝ่าย แต่ข้อคิดจากกรณี ของมะรอโซเตือนสังคมไทย เตือนเราว่าถ้าเรามีระบบนิติธรรมที่ดีกว่านี้ ถ้าเรามีความยุติธรรม ที่ดีกว่านี้ มีพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดกว้างกว่านี้ การต่อสู้ต่อรองเพื่อบรรลุถึงความยุติธรรม อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้กำลังครับ กรณีมะรอโซเตือนให้เราเป็นบทเรียนของเราว่าเหตุการณ์ ตากใบหากไม่มีการปลดล็อกยังมีคนที่จะรู้สึกว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกมากนัก และนี่คือภารกิจที่หนักหน่วงของเรา ของท่านนายกรัฐมนตรีครับ ที่จะต้องมีแนวทางการเมือง ที่แน่วแน่มั่นคง ฉีกออกไปจากวงจรของความรุนแรงเหล่านี้ และเจตจำนงเหล่านั้นมีแต่ ท่านนายกรัฐมนตรีที่จะต้องยืนกรานให้กับเรา ท่านประธานครับ นอกจากความลังเลใจ ต่อการพูดคุยสันติภาพ ความไม่จริงจังต่อการฟื้นฟูความยุติธรรมแล้วผมยังเห็นว่าเจตจำนง ทางการเมืองของรัฐบาลพลเรือนที่นำโดยนายกรัฐมนตรีแพทองธารยังอ่อนแอปวกเปียกอีกด้วย ไม่ต้องนับถึงกรณีการพยายามจะปฏิรูปกองทัพซึ่งท้ายสุดก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะครับ การมุ่งไปสู่ การปฏิรูปกองทัพ การมุ่งไปสู่การปฏิรูประบบยุติธรรมต่าง ๆ เราไม่ได้เห็นจากรัฐบาลชุดนี้เลย อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้นะครับ หากเปรียบเทียบกับรัฐบาลไทยรักไทย พลังประชาชนหรือเพื่อไทยในอดีต เราอาจจะต้องตกใจว่าเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาล รุ่นลูกในปัจจุบันนั้นลดน้อยถอยลงอย่างน่าเหลือเชื่อครับ จนทำให้ผมเชื่อว่าการเข้าสู่อำนาจ ที่ต้องตระบัดสัตย์ ที่ต้องทำ Deal กับผู้มีอำนาจเหล่านั้น ต้องแลกกับการพยายามลดธงต่าง ๆ ที่จะนำมาสู่การตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนไปหรือไม่ รวมทั้งเรื่องการยกเลิก กฎอัยการศึกด้วยนะครับ หลังเหตุการณ์ตากใบ คณะกรรมการที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ตั้งขึ้นเพื่อไต่สวนความจริงทำข้อเสนอต่อรัฐบาลทักษิณในเวลานั้นครับว่าให้มีการยกเลิก กฎอัยการศึกและใช้กฎหมายระดับรองลงมาแทน ในช่วงหนึ่งตลอด ๒๑ ปีที่ผ่านมามีอยู่ ๔๒๕ วันนะครับ ที่เราไม่มีกฎอัยการศึกในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากมติ ครม. ในช่วง ครม. ของนายกรัฐมนตรีทักษิณในเวลานั้น แต่ถึงปัจจุบันนี้ยังมีการประกาศใช้อยู่อย่าง ต่อเนื่องครับ ท่านประธานครับ แนวทางการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้นเราต้องการรัฐบาล พลเรือนที่เข้มแข็งมุ่งมั่นและต้องถือธงนำในการแก้ปัญหา ความมั่นใจที่รัฐจะเปิดกว้างกับ ประชาชนมากพอนี่นะครับ จะสร้างความชอบธรรมในทางการเมือง แต่สถานการณ์ของ รัฐบาลแพทองธารสวนทางกันเลยครับ เรื่องนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นหลายต่อหลายครั้งในการแก้ไข ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นะครับ อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้ว แล้วก็รวมทั้งการสั่งให้มีการ ทบทวนยุทธศาสตร์ด้วยนะครับ เมื่อตอนต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์การดับไฟใต้ ที่ต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ ก็สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีความพร้อมใด ๆ เลยครับ ในการที่จะแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีเรื่องเลวร้ายอีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อน ถึงความล้มเหลวของการบริหารราชการของท่านนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือขออนุญาตพูดถึง บทบาทบิดาของท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ ซึ่งเป็นท่าทีที่ผิดฝาผิดตัวอย่างยิ่งเลยครับ คือภาพนี้ครับ เมื่อนายกรัฐมนตรีไม่เข้าใจปัญหาและทำงานไม่เป็นก็ปล่อยให้พ่อมาทำงานแทน นั่งหัวโต๊ะ สั่งรัฐมนตรีและข้าราชการ อันนี้คือภาพในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง ท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณเดินทางลงพื้นที่แบบไปเช้าเย็นกลับ เดินทางไป ๓ จังหวัดครบจบทีเดียว มีการพูด คำขออภัยอีกครั้งหนึ่งนะครับ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยพูดแล้ว พูดถึง ๓ ครั้งในวันเดียวครับ นั่งหัวโต๊ะพูดคุย มีท่านรองนายกรัฐมนตรีอยู่ฝั่งหนึ่ง มีท่านรัฐมนตรียุติธรรมอีกฝั่งหนึ่ง แล้วก็ แน่นอนครับ มีภาพเป็นที่โด่งดังนะครับ คือท่านประธานของเราก็ไปรับท่านที่สนามบินนราธิวาส เราเห็นได้เลยครับว่าตกลงแล้วท่านนายกรัฐมนตรีเป็นใครกันแน่ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ มีบทบาทอย่างไรต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นะครับ ปัญหาไฟใต้เลยดูซับซ้อน มากขึ้นครับ เมื่อผู้นำที่ไม่เป็นทางการและไม่ต้องรับผิดชอบในทางการเมืองใด ๆ กลับมี บทบาทนำสูงกว่าผู้นำที่เป็นทางการ ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่รับไม่รู้ว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น สำคัญต่อประเทศชาติอย่างไร ความรุนแรงที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะหลังนี้ แน่นอนนะครับ มีคน ตั้งข้อสังเกตด้วยครับ หลังวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ก็ปะทุแรงขึ้นมา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเดือนรอมฎอนนี่นะครับ มันชัดเจนครับว่าผู้รับผิดชอบต้องเป็นคนที่ก่อการ คนที่ละเมิด กฎหมายเหล่านั้นครับ แต่ในทางการเมืองครับท่านประธาน ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าเรามี คำถามที่ใหญ่กว่าก็คือใครควรจะมีความรับผิดชอบในทางการเมือง ภาพเมื่อสักครู่มันเตือนเรา ตั้งคำถามให้กับเราครับว่าตกลงต้องเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นใครกันแน่ เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีบทบาทนำ บทบาทนำขนาดไหนครับ บทบาทนำขนาดที่ก็ไปสื่อสารกับพี่น้องประชาชน และสื่อมวลชนในพื้นที่ครับว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เรื่องไฟใต้เดี๋ยวปีนี้จะมีสัญญาณที่ดีขึ้น ปีหน้าจะจบ ขออนุญาตเพิ่มอีกนิดเดียวครับท่านประธาน จะจบแล้วครับ ตกลงแล้วนี่คือปม ที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณคิดว่าเป็นสิ่งที่คาใจท่านและอยากจะแก้ให้จบ แล้วท่านต้องออกตัวลงมาเอง แต่ท่านจะไม่ได้มีฐานะที่จะต้องมีความรับผิดรับชอบใด ๆ เลยนะครับ มันค่อนข้างผิดฝาผิดตัวพอสมควร ส่วนลูกสาวของท่านแทนที่จะใช้โอกาสที่นั่งเป็นหัวโต๊ะ ของ ครม. นำรัฐบาลชุดนี้จะไถ่บาปให้พ่อก็ไม่ได้ทำอย่างที่ควรจะเป็น สภาวะลูกผีลูกคนแบบนี้ ไม่มีผู้นำคนใดที่จะต้องรับผิดรับชอบจริงจังเลย เราจะอยู่ในระบบการเมืองแบบนี้แล้วเราจะ แก้ปัญหาด้วยแนวทางการเมืองแบบประชาธิปไตยนำต่อไปได้อย่างไร หรือเราต้องปล่อย ให้ความรุนแรงกลับมาครอบงำ แล้วผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ว่าเป็นคนพุทธ คนมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือว่าประชาชนคนธรรมดาจะต้องอยู่ในภาวะหวาดผวาต่อไปว่าจะมี เหตุใหญ่เกิดขึ้นข้างบ้านตัวเองอีกเมื่อไร มันจะอยู่กันอย่างนี้หรือครับท่านประธาน ผมอยาก ให้ดูอีกครั้ง สุดท้ายแล้วครับ
สรุป ได้เลยครับ
ท่านประธานนิดเดียวครับ ก็คือ คำขออภัยครับท่านประธาน ขอสไลด์ถัดไปเลยครับ จริง ๆ มาหลายครั้งประมวลผมปัด ไปเลยนะครับ สรุปเลยไปที่คำขออภัยของท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณนะครับ
อันนี้ มันนอกประเด็นนะ เอาละพอแล้ว
ด้วยความเคารพครับ ขออนุญาต ปิดจบนิดเดียวครับ ปิดจบนิดเดียวเองครับ เหลืออีกไม่กี่นาทีครับท่านประธาน ขออนุญาต นิดเดียวครับ เพื่อที่จะยืนยันให้เห็นครับว่ามีเหตุผลที่ผมไม่อาจไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธารได้เลยนะครับ ขอไปที่สไลด์สุดท้ายเลยครับ ท่านบอกว่าถ้ามีอะไรผิดขออภัย ไม่อยากให้มีเรื่องค้างคาใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าเป็นมุสลิมถูกสอนให้รู้จักให้อภัยท่านครับ ขอโทษนะครับ ท่านเป็นใครครับ ท่านมาบอกให้มุสลิมต้องให้อภัย เรื่องนี้เรื่องใหญ่แล้วมัน ลึกมากครับท่านประธาน และขอสไลด์สุดท้ายครับ ในนามของคนที่รักความเป็นธรรมนะครับ ภาพนี้ผมเอง
เอาสไลด์ ลงได้แล้วครับ ท่านเปิดซ้ำ ๆ นะครับ เอาล่ะครับท่านสรุปได้แล้ว
ท่านประธานครับ ขอสุดท้าย จริง ๆ ขออีกนิดเดียวครึ่งนาทีครับท่านประธาน ก็ต้องเรียนท่านประธานครับว่าภาวะที่ การนำแบบนี้ การที่มีเจตจำนงทางการเมืองที่ไม่ชัดเจนแบบนี้ แล้วยังทำให้เราสับสนครับ ว่าตกลงแล้วทิศทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เราควรจะต้องฟังใคร เราควรจะต้อง ตรวจสอบใครนะครับ ทั้งหมดนี้ก็ทำให้ผมไม่อาจจะไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารได้ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป และผมก็อยากเรียกร้องให้เพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สส. ที่มาจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ครับ ให้ยกมือไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ก็หมดผู้อภิปรายนะครับ
ท่านประธานครับนิดเดียว นี่เป็นคน สุดท้ายแล้วใช่ไหมครับได้ข่าว ผมว่าเอาต่อเลยท่านประธาน นี่พวกผม ก่อแก้ว รังสรรค์ เชิงชาย ชูศักดิ์ จเด็ศ สมเจตน์ รชตะ นรากร คุณหมอเชิดชัยเรายังไม่ง่วงเอาให้ถึงตีห้าครึ่ง ท่านประธานตามเวลา พรุ่งนี้จะได้ Late ลงมา แล้วพรุ่งนี้จะเริ่มกี่โมงครับท่านประธาน
ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยววิปชี้แจงครับ
ถามท่านประธานว่าพรุ่งนี้เริ่มกี่โมงครับ
เดี๋ยววิปทั้ง ๒ ฝ่ายชี้แจงครับ
พรุ่งนี้จะได้ปิดเร็วขึ้นกำลังคึกกันอยู่เลย กับการนั่งฟังการอภิปราย
เชิญครับ
นี่ขนาดว่าพายเรืออ้อยอิ่งติ่งต้อยก็ยังทนฟัง
เอาละครับท่าน วิปฝ่ายค้านเชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน จริง ๆ ผมก็ แจ้งท่านประธานว่าทางเราจะขออนุญาตชี้แจงเรื่องผู้อภิปรายในลำดับถัดไปแล้วก็เรื่องการ บริหารเวลาก็ขอขอบคุณท่านประธาน เรียนท่านประธานครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ครับ ในฐานะวิปฝ่ายค้าน พรรคประชาชน ตามข้อตกลงผู้ที่เข้าตกลงในห้องได้มีการตกลงกันไว้ ว่าเวลาจัดสรรได้มีการแบ่งสันปันส่วนกันอย่างไรบ้าง ในข้อตกลงในกรอบเวลาวันที่ ๒๕ มีนาคม ท่านประธานจะมีเวลา ๑ ชั่วโมง คณะรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาล ๓ ชั่วโมง ๓๐ นาที พรรคร่วมฝ่ายค้านจำนวน ๑๑ ชั่วโมง รวมเวลาทั้งหมด ๑๕ ชั่วโมง ๓๐ นาที โดยมีหมายเหตุไว้ว่า เวลาที่ได้รับการจัดสรรในวันจันทร์ที่ ๒๔ มีนาคมหากใช้ได้ไม่ครบตามจำนวนจะไม่นำมารวม กับเวลาที่ได้รับการจัดสรรในวันอังคารที่ ๒๕ มีนาคม และมีการบันทึกไว้ว่าถ้าหากพรรคฝ่ายค้าน อภิปรายได้จนครบเวลาที่จัดสรรแม้จะเกินเวลา ๒๓.๕๙ นาฬิกา ของวันอังคารที่ ๒๕ จะไม่มี การปิดประชุมก่อนที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะใช้เวลาที่ได้รับการจัดสรรจนครบจำนวน ก็เรียน ท่านประธานว่าข้อตกลงของเราเป็นอย่างนี้ แล้วก็พรุ่งนี้เพื่อให้การอภิปรายมีประสิทธิภาพ เพราะว่าพี่น้องประชาชนก็ตั้งคำถามกันเยอะครับว่าเราจะอภิปรายกันในขณะนี้อย่างไร ทางพรรคฝ่ายค้านของเราก็พยายามคุมเวลาผู้อภิปรายให้ได้ประโยชน์มากที่สุดจะได้ไม่ต้อง ดึกกันจนเกินไป และพรุ่งนี้จะได้มีการทำหน้าที่กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นพรุ่งนี้ ๘ โมงเช้า เราก็จะเริ่มการอภิปรายโดยพรรคฝ่ายค้านท่านแรกจะเป็นท่านภคมน หนุนอนันต์ แล้วทางฝ่ายค้านจะคุมเวลาให้ดีอย่างเต็มที่ และหากเวลาของท่านประธานต้องวินิจฉัย จากฝั่งผู้ประท้วงเยอะจนเกินไปวันนี้ใช้หมด ทางพรรคฝ่ายค้านบริหารดีครับ เรายินดีจัดสรร เวลาเพิ่มให้ท่านประธานได้อย่างเช่นวันนี้ ก็เรียนท่านประธานเพื่อทราบผ่านไปยังเพื่อนวิป พรรคร่วมรัฐบาลด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ผมว่าท่านประธานอย่างนี้ครับ เหลือ ๓ ชั่วโมงต่อเลยครับ จะได้ Late เวลาลงมาครับท่านประธาน
เดี๋ยวให้วิปรัฐบาลได้
วันนี้วันที่ ๒๕ แล้ว วันใหม่แล้วต่อเลย
เชิญวิปรัฐบาลครับ
ขอเวลากันเยอะแล้ว ไหน ๆ ก็ขอกันแล้ว
ให้ทางวิปชี้แจงครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะวิปรัฐบาลครับ ในสัดส่วนของ ข้อตกลงเป็นดังที่ทางฝ่ายค้านได้แจ้งครับ ก็คือเวลาที่เหลือในวันนี้เราจะไม่ยกไปรวมในวันพรุ่งนี้ และในวันพรุ่งนี้ฝ่ายค้านจะใช้เวลา ๑๑ ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลใช้เวลา ๓ ชั่วโมง ๓๐ นาที และท่านประธานมีเวลาในการบริหาร ๑ ชั่วโมง และอยากจะขอความร่วมมือว่าจริง ๆ แล้ว ถ้าเราสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ในวันนี้ ซึ่งหลาย ๆ ส่วนก็ราบรื่นไปด้วยดี ผมเชื่อว่า ในวันพรุ่งนี้เราก็สามารถทำและจบได้ตามที่เราตกลงกันไว้ แล้วก็เพื่อประโยชน์สูงสุดให้กับ พ่อแม่พี่น้องประชาชนก็คงต้องขอความร่วมมือท่านสมาชิกทุกท่านให้ทำงานอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับในวันนี้แล้วก็คำนึงถึงประโยชน์ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนให้ดีที่สุดครับ
ขอบคุณครับ วันนี้พักการประชุมครับ
พักประชุมเวลา ๐๒.๒๑ นาฬิกา