จุลพงศ์ อยู่เกษ กล่าวหารัฐบาลละเว้นการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงและกรณีอัลไพน์ โดยอ้างว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนของนายกรัฐมนตรีและครอบครัว พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงต่อสภาด้วยตนเอง
ขอบคุณครับ ผมขอย้อนเวลาไป เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว เมื่อปี ๒๕๔๘ เดี๋ยวผมเร็วแล้วครับท่านประธาน มีชาวบ้านมาร้องเรียนว่า มีนักการเมืองครอบครองทับที่รถไฟ การรถไฟจึงได้ทำหนังสือถึงกรมที่ดินเพื่อให้เพิกถอน โฉนด ๓๔๖๖ และ ๘๕๖๔ ๒ แปลงนี้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอธิบายรูปซ้ายมือ เส้นกรอบสีแดงคือพื้นที่ดินของการรถไฟบริเวณเขากระโดง เส้นสีเหลืองจากบนซ้ายลงมา กลางกรอบสีแดงคือเส้นทางการรถไฟ ที่ดินโฉนด ๘๕๖๔ และ ๓๔๖๖ ๒ แปลงนี้อยู่ตรงไหนครับ ที่ดิน ๒ แปลงนี้อยู่ในตำบลอิสาณ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ตรงข้ามกัน มีถนนสาย ๒๔๔๕ คั่นกลาง ซึ่งเดิมเป็นสาย ๒๑๙ ที่กรมทางหลวงเคยขออนุญาตการรถไฟใช้ที่ดินทำถนน เมื่อปี ๒๕๓๒ ที่ดินแปลงข้างบนคือแปลงสีเหลือง โฉนดเลขที่ ๓๔๖๔ มีขนาด ๓๐ ไร่ ปัจจุบันเป็นบ้านของผู้มากบารมีของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง ส่วนแปลง ๓๔๖๖ สีเขียวอ่อนข้างล่างขนาด ๗ ไร่ เป็นบ้านของน้องชายของผู้มากบารมีของพรรคการเมือง ร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง ท่านประธานเห็นเลขโฉนด ๒ แปลงนี้บนสไลด์ไหมครับ สถานที่ที่น่าสนใจอยู่ถัดมาทางซ้ายมือ ของสไลด์ลงมาหน่อยครับ เราจะเห็นเส้นสีฟ้าเป็นสนามฟุตบอลและซ้ายมือสุดสีฟ้าเช่นกัน เป็นเส้นสีแดง ๆ เราจะเห็นสนามแข่งรถ ท่านประธานครับ ที่ดินในเขตเขากระโดง ๒ แปลงนี้ ก็ยังไม่มีการฟ้องเพิกถอนขับไล่เสียทีนะครับ มีการร้องไปยังกรมที่ดิน มีการฟ้องศาลปกครอง วนไปวนมาเหมือนเดิม แถมยังเอาที่ดิน ๒ แปลงที่ ป.ป.ช. ชี้แล้วไปออกโฉนดมาพ่วงให้มีการ ตั้งคณะกรรมการสอบสวน จงใจให้วนไปวนมาอย่างนี้ รัฐมนตรีของพรรคท่านนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลการรถไฟก็ปล่อยให้คาราคาซังแบบนี้ นายกรัฐมนตรีและครอบครัวก็ สมประโยชน์ด้วย เพราะอำนาจต่อรองเรื่องอัลไพน์อยู่ที่กระทรวงมหาดไทยของพรรค ร่วมรัฐบาลพรรคใหญ่ แทนที่การรถไฟจะฟ้องที่ดิน ๒ แปลงนี้แยกจากแปลงที่ดินอื่น ๆ เพราะมีรายงาน ป.ป.ช. ยืนยันว่าการออกโฉนดโดยมิชอบแต่กลับไม่ทำ นี่เขา Move on เป็นวงกลม ท่านนายกรัฐมนตรี Gen Y เข้าใจไหมครับ ทีกับชาวบ้านเก่งนะครับ ฟ้องขับไล่ ชนะทุกคดีนะครับ แต่ผมไม่เห็นว่าคนในรัฐบาลจะสนใจในคำพิพากษาของศาล ท่านประธานครับ ในสไลด์ถัดไปเป็นคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ศาลปกครองกลางได้ยืนหลังจากที่ ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาว่าที่ดินเขากระโดงทั้งหมด ๕,๐๐๐ กว่าไร่เป็นของ รถไฟ ในปี ๒๕๖๖ ได้มีคำพิพากษาศาลปกครองกลางออกมาตอกย้ำอีกทีครับ ตามคำวินิจฉัย ของศาลปกครองในสไลด์บนจอ โดยคำพิพากษาของศาลปกครองกลางยืนยันว่าคำพิพากษา ของศาลฎีกาและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ตัดสินให้การรถไฟชนะได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจน แต่คนในรัฐบาลก็ไม่มีใครเชื่อศาลสักคนครับ แม้มันจะชัดขนาดนี้ แต่ที่นายกรัฐมนตรียังไม่สั่งการ อะไรเด็ดขาดกับที่ดินเขากระโดง ๒ แปลงนี้เพราะกลัวจะไปกระทบกับที่ดินอัลไฟน์ เอาสไลด์ ลงได้แล้วนะครับ มันทำให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีเห็นแก่ประโยชน์ของตนและครอบครัว มากกว่าความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาของศาล และมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม มันน่าอดสู สำหรับประเทศไทยจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมกล่าวหานายกรัฐมนตรีว่าละเว้น ไม่สั่งการแก้ปัญหาทั้งกรณีเขากระโดงและอัลไพน์ เพราะกลัวจะกระทบผลประโยชน์ส่วนตัว อีกครั้งครับ ผมเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีลุกขึ้นมาตอบเอง ลุกขึ้นมาอธิบายว่าผมพูดผิด อย่างไร เอาเอกสารที่ท่านสั่งการมากางให้สภาดู ไม่ใช่ให้รัฐมนตรีมาตอบว่ารัฐมนตรีทำอะไร ไปบ้าง ผมกล่าวหานายกรัฐมนตรีว่าไม่ทำอะไรเลย ผมไม่ได้กล่าวหารัฐมนตรีคนไหนนะครับ ท่านประธานครับ เรื่องมาถึงว่าทำไมถึงมีการเจรจาในเรื่องนี้ ในยุคของนายกรัฐมนตรีคนนี้ ทำไมเรื่องที่ดินจึงวนมา Loop เดิม เหมือนเดิม ได้รับคำตอบคือที่เป็นแบบนี้ เพราะฝ่ายหนึ่ง ต้องการฮุบที่ดินของวัด อีกฝ่ายหนึ่งฮุบที่หลวง ถ้าฮุบที่ดินวัดไม่ได้ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่ พ่อนายกรัฐมนตรีได้เรียกร้องเอาไว้ และตอนนี้มันกำลังเป็นไปตามพ่อนายกรัฐมนตรีพูดไว้ จริง ๆ ท่านประธานครับ ถ้าตกลงกันได้ ที่ดินเขากระโดงก็ไม่ต้องกลับมาเป็นของการรถไฟ แห่งประเทศไทย ส่วนที่ดินอัลไพน์ของท่านนายกรัฐมนตรีที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นที่ดินของวัด และหากจะต้องคืนที่ดินให้กับวัดก็เอาเงินภาษีมาจ่ายเป็นค่าเสียหายชดเชยให้แก่ครอบครัว ของนายกรัฐมนตรี ทำไมผมพูดเช่นนี้ครับ ก็บิดาของนายกรัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ว่าจริง ๆ แล้วในฐานะที่เป็นเจ้าของสนามกอล์ฟอัลไพน์ ผมว่าจะได้จบ ๆ เสียที เอาอย่างไรเอากัน คาราคาซัง น่ารำคาญ นอกจากจะพูดเรื่องค่าชดเชยความเสียหายว่า กรมที่ดินต้องชดเชย ความเสียหายที่ไม่รับโอนไปไม่ถูกต้อง และถ้าเป็นของวัด วัดจะชดเชยความเสียหาย และวัด จะให้เช่าต่อก็มีแค่นั้น แล้วจู่ ๆ อยู่ดี ๆ บิดานายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เช่นนี้ เพราะสื่อไปลง เรื่องอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยคนหนึ่งได้มีหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนพ้นจากตำแหน่ง สั่งให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเพื่อดำเนินการยกเลิกคำสั่งของ อดีตรองปลัดยงยุทธ และให้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ใหม่ เพื่อให้คำสั่งอธิบดีกรมที่ดินเพิกถอน การโอนที่ธรณีสงฆ์กลับมามีผลตามกฎหมายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแปลง่าย ๆ นะครับ ก็ให้ที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์กลับมาเป็นของวัดตามเจตนาของ คุณยายเนื่อม รองปลัดกระทรวงมหาดไทยคนที่มีอำนาจในเรื่องนี้จึงรับลูกยกเลิกคำสั่งเก่า ของคุณยงยุทธ และมีคำสั่งด้วยว่าให้กรมที่ดินพิจารณาเพื่อดำเนินการเพิกถอนการโอนที่ดิน ระหว่างมูลนิธิมหามกุฏกับบริษัท อัลไพน์ และเพิกถอนโฉนดที่ดินอีกหลายแปลง ตอนนี้ ในเวลานี้นะครับท่านประธาน กรมที่ดินก็ทยอยเพิกถอนโฉนดที่เกี่ยวข้องแล้วแต่ยังไม่ครบ ทุกแปลง แต่ก็เริ่มคืนที่ดินที่เป็นที่ธรณีสงฆ์ แต่ถ้าทำเสร็จแล้วก็จะคืนที่ดินให้กับวัดธรรมิการาม ต่อไป ท่านประธานครับ เมื่อที่ดินกลับต้องเป็นของวัดย่อมมีผู้เสียหายแล้วต้องมีคนชดใช้ ค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายที่ได้รับโอนที่ดินมาโดยสุจริต บิดาของนายกรัฐมนตรีและตัว ท่านนายกรัฐมนตรีคิดไปว่าตัวเองเป็นผู้เสียหายที่เอาสนามกอล์ฟคืนให้แก่วัด ตอนนี้ กรมที่ดินเตรียมจะเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินเพื่อคืนให้แก่วัด กรมที่ดินได้ทำการประเมิน ค่าเสียหายที่เกิดจากการเพิกถอนการโอนที่ดิน ซึ่งมีมูลค่าความเสียหาย ๗,๐๐๐ ล้านกว่าบาท ตามสไลด์ครับ กรมที่ดินได้จัดทำความเสียหายกรณีที่ธรณีสงฆ์ ท่านจะเห็นวงเล็บนะครับ ที่ดินอัลไพน์ ท่านประธานดูรูปทางขวามือนะครับ กรมที่ดินประเมินมูลค่าความเสียหาย ๗,๗๐๐ ล้านกว่าบาท กรมที่ดินระบุว่าอาจจะต้องจ่ายค่าเสียหายคือหน่วยงานของรัฐและ บริษัท อัลไพน์ เพราะบริษัทอาจจะต้องจ่ายให้กับคนซื้อที่ดิน ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจะหมายถึง ใครไปไม่ได้นอกจากกรมที่ดินที่เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่มรดก ของคุณยายเนื่อมให้บริษัท อัลไพน์ ส่วนภาพซ้ายเป็นสิทธิของอุทธรณ์และผู้เสียหาย ผมขออนุญาตท่านประธานและเพื่อนสมาชิกดูเรื่องสิทธิการฟ้องแพ่งทางด้านซ้ายมือ สามารถใช้สิทธิฟ้องแพ่งกับกรมที่ดินได้ หรือจะยื่นขอรับค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทน โดยตรงกับกระทรวงมหาดไทย หรือกรมที่ดินตาม พ.ร.บ. รับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ช่องทางขอรับค่าเสียหายและค่าสินไหมทดแทนนี่ละครับที่จะเป็น Fast Track ที่ทำให้กระทรวงมหาดไทยหรือกรมที่ดินสามารถนำมาอ้างเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้กับ นายกรัฐมนตรีและครอบครัวหากจะต้องคืนที่ดินธรณีสงฆ์ให้กับวัด มันชั่งตรงกับความ ต้องการของบิดานายกรัฐมนตรีที่ออกมาให้สัมภาษณ์จริง ๆ หากมีใครหน้าไหนมาเสนอ ในลักษณะยื่นหมูยื่นแมวประเคนเงินภาษีของประชาชนไปชดเชยให้กับครอบครัวนายกรัฐมนตรี ที่ต้องคืนที่ดินอัลไพน์ให้วัดแลกกับไม่ต้องเพิกถอนที่ดินเขากระโดงเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ครับ เราต้องยอมรับ เรายอมให้เอาเปรียบประชาชนแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะทั้งหมดทั้งมวล ที่ผมเล่ามานี้ที่ดินของคุณยายเนื่อมที่ได้ยกให้กับวัดนั้นเป็นที่ธรณีสงฆ์ไม่สามารถโอน ให้ใครได้นอกจากออกเป็นพระราชบัญญัติ ดังนั้นบริษัท อัลไพน์ จึงไม่สามารถรับโอน กรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์จากมูลนิธิได้ตามหลักกฎหมายผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ท่านประธานครับ การซื้อที่ดินของบริษัท อัลไพน์ จากมูลนิธิในครั้งแรกที่ผมอภิปรายไปแล้วจะเห็นว่าเป็นการ วางแผนเอาที่ดินของวัดมาทำธุรกิจ มีการวิ่งเต้นกับพระมีการสร้าง Plot เรื่องให้รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่อนุญาตให้วัดธรรมิการามรับโอนที่มรดกของคุณยายเนื่อมมา เป็นของวัด จนมูลนิธิมีความจำเป็นต้องขายที่ดินมรดกให้คุณยายเนื่อมให้บริษัท อัลไพน์ ที่คนของรัฐมนตรีช่วยว่าการคนเดียวกันเตรียมไว้ แต่ต่อมาทั้งกฤษฎีกาและศาลได้ชี้ว่า เป็นการโอนที่ผิดกฎหมาย นายกรัฐมนตรีก็รู้ว่าที่ดินอัลไพน์มีปัญหากฎหมายเพราะเป็นที่ ธรณีสงฆ์มาโดยตลอด ผมจึงขอเรียนท่านประธานอีกครั้งนะครับว่าท่านนายกรัฐมนตรี และครอบครัวไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิไปเรียกร้องค่าเสียหายจากกรมที่ดินจาก กระทรวงมหาดไทย จวนจะจบแล้วครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาที่ดิน เป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเรา แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือการใช้บังคับกฎหมายบนที่ดินที่ ไม่เท่าเทียมกัน ส่วนตัวอย่างที่เห็นชัด ๆ ไม่ต้องไปดูที่ไหนครับก็เรื่องที่ดินอัลไพน์และที่ดิน เขากระโดงที่ผมกำลังอภิปรายอยู่นี้ ตัดภาพมาดูภาพที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ก็คือเรื่องที่ดินของรัฐ ที่ชาวบ้านที่ยากจนอยู่อาศัยและทำมาหากินมาหลายปี ชาวบ้านถูกขับไล่ ถูกจับกุมโดน ดำเนินคดี ต้องติดคุกติดตาราง แต่กรณีที่เขากระโดงและสนามกอล์ฟอัลไพน์ นายกรัฐมนตรี คนนี้กลับลอยไปลอยมา เพราะเอาอำนาจมาต่อรองเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและครอบครัว จนถึงที่สุด ที่มีข่าวว่าบริษัท อัลไพน์ ของครอบครัวนายกรัฐมนตรีจะไปฟ้องศาลปกครอง ในตอนนี้ ให้เพิกถอนคำสั่ง เพิกถอนการโอนที่ดินจากมูลนิธิให้วัดอีกแล้ว หนังม้วนเดิมอีกแล้วครับท่านประธาน จะยื้อยุดสุดชีวิตไม่ยอมคืนที่ให้ธรณีสงฆ์ให้กับวัด ถ้านายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับครอบครัวก็ต้องห้ามปรามไม่ให้ไปฟ้อง คืนที่ดินให้วัดไปเสีย แต่นี่นายกรักฐมนตรีกับนิ่งเฉย แสดงว่านายกรัฐมนตรียังต้องการยึดที่วัดไว้ต่อไปให้นานที่สุด นี่หรือคือนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ท่านประธานครับ หากถึงที่สุดแล้วนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถยื้อยุดสนามกอล์ฟอัลไพน์ไว้เป็นของตนเองและบุคคลในครอบครัวได้อีกต่อไป นางสาวแพทองธาร ชินวัตร จะยังใช้อำนาจทางการเมืองกดดันข้าราชการให้ต้องยอมจำนน เอาเงินภาษีประชาชนมาจ่ายเป็นค่าเสียหายให้แก่นายกและครอบครัว หากในที่สุดแล้ว จะต้องโอนที่ธรณีสงฆ์คืนให้แก่วัดธรรมิการาม ผู้เสียหายที่แท้จริงคือประชาชนและ ประเทศชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ พฤติกรรมของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ผมได้ ไล่เลียงพฤติกรรมมานี้ทำให้ผมไม่สามารถวางไว้ให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ ได้อีกต่อไป ผมไม่สามารถไว้วางใจหัวหน้ารัฐบาลที่จงใจปล่อยให้คนเอาที่ดินของวัด ที่ดิน ของหลวงที่ได้มาอย่างมิชอบด้วยกฎหมายมาต่อรองผลประโยชน์ระหว่างคนในพรรค ร่วมรัฐบาลกับบุคคลในครอบครัวของนายกรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมาย เป็นกฎเกณฑ์ขั้นต่ำสุดที่พลเมืองทุกคนพึงต้องปฏิบัติ แต่สำหรับบุคคลที่มาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีแล้วประชาชนย่อมคาดหวังว่าคนที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะประพฤติ ปฏิบัติตนในมาตรฐานที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนด ประชาชนคาดหวังว่าคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี จะมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ประชาชนคาดหวังว่านายกรัฐมนตรีต้องรู้จัก การเสียสละเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่คอยคิดแต่คำว่าตระกูลของตนได้ประโยชน์อะไร แต่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร กลับทำในสิ่งตรงกันข้ามกับที่ประชาชน คาดหวังอย่างสิ้นเชิง กรณีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์และที่ดินเขากระโดงเป็นมหากาพย์ของ การทำลายหลักนิติธรรมนับหลายสิบปีมาแล้ว และการใช้อำนาจทางการเมืองเปลี่ยนผิดเป็นถูก จนถึงปัจจุบันนี้ แลกกับความย่อยยับของการใช้บังคับกฎหมายในบ้านเมืองนี้ แลกกับความ ย่อยยับของความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาศาลยุติธรรมทุกระดับ เพราะศาลตัดสิน ออกมาแล้วก็มีการใช้อำนาจทางการเมืองมาจนถึงวันนี้เพื่อต่อรองกันไม่ให้มีการบังคับ ตามคำพิพากษาของศาล ท่านประธานครับ เมื่อนางสาวแพทองธารมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว แทนที่จะสั่งการให้ถูกต้องกลับยังรู้เห็นเป็นใจเรื่อยมา และที่ร้ายกว่านั้นก็ยังจงใจเพิกถอนให้ หน่วยงานของรัฐละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและคำพิพากษาของศาลมาโดยตลอด นายกรัฐมนตรีคนนี้ยังต้องการเอาเงินภาษีของประชาชนมาจ่ายเป็นค่าเสียหายให้แก่ตนเอง และบุคคลในครอบครัว มันช่างเป็นเวรกรรมของคนไทยจริง ๆ ครับ เมื่อนายกรัฐมนตรี ยังแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและครอบครัวกับผลประโยชน์ส่วนรวมไม่ได้ จึงไม่มี ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ปล่อยปละละเลยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ไร้ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน และไร้ความสามารถในการเป็นผู้นำรัฐบาล ดังนั้นผมจึงไม่สามารถไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่ชื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ให้บริหาร ราชการแผ่นดินได้อีกต่อไป ขอบคุณครับท่านประธาน