จุลพงศ์ อยู่เกษ กล่าวถึงกรณีที่ดินธรณีสงฆ์ของวัดธรรมมิการามวรวิหารที่ถูกโอนไปยังบริษัทในเครือตระกูลนายกรัฐมนตรีอย่างผิดกฎหมาย และการแทรกแซงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว จนนำไปสู่คำพิพากษาศาลที่ยืนยันการทุจริตและเอื้อประโยชน์ให้ครอบครัวนายกรัฐมนตรี
หลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นทางกฎหมายตอบมานะครับ กรมการศาสนาจึงได้มีหนังสือแจ้งไปยังกรมที่ดิน เพื่อให้ดำเนินการเพิกถอนนิติกรรมการโอนขายที่ดินระหว่างมูลนิธิผู้ขายกับบริษัท อัลไพน์ ผู้ซื้อเพราะมันผิดกฎหมาย เพราะที่ดินที่นายกรัฐมนตรีและบุคคลในครอบครัวยึดถือเป็น ที่ธรณีสงฆ์ เมื่อกรมที่ดินได้รับแจ้งจากกรมการศาสนาก็ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามมาตรา ๖๑ ของประมวลกฎหมายที่ดินในทันที ผลการสอบสวนก็ได้มีมติให้เพิกถอน การโอน จากนั้นในเดือนธันวาคม ๒๕๔๔ อธิบดีกรมที่ดินจึงสั่งให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ ธรณีสงฆ์ที่โอนให้แก่บริษัท อัลไพน์ ของนายกรัฐมนตรี จริง ๆ แล้วที่ธรณีสงฆ์ที่นายกรัฐมนตรี ถืออยู่ควรจะกลับไปเป็นของวัดตั้งแต่วันที่มีคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินตามคำวินิจฉัย ของกฤษฎีกาในปี ๒๕๔๔ แล้ว แต่กลับมีการแทรกแซงดึงดันเอาที่ธรณีสงฆ์ไว้เป็น ของครอบครัวนายกรัฐมนตรีไว้ให้นานที่สุด ท่านประธานอดีตหลวงพ่อวัดท่าซุงเคยสอนไว้ว่า ใครขโมยของสงฆ์ขโมยของวัดจนทำให้สงฆ์แตกแยกนี่เป็นกรรมหนักที่เรียกว่าอนันตริยกรรม แตะนิดเดียวลงนรกอเวจีเลยครับ ผมพูดถึงแล้วก็ขนลุกเป็นห่วงท่านนายกรัฐมนตรีครับ หลังจากที่อธิบดีกรมที่ดินสั่งให้เพิกถอนการโอนที่ดินแล้วบริษัท อัลไพน์ ของนายกรัฐมนตรี ก็ยังยื่นอุทธรณ์ไม่ยอมคืนที่ดิน ไม่ยอมคืนของให้วัด พออุทธรณ์เสร็จกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็รับลูกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่นายกรัฐมนตรีและครอบครัว รับลูกอย่างไรครับ ในตอนนั้นคุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ เป็นผู้รักษาการแทนปลัดกระทรวง มหาดไทยได้ใช้อำนาจเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน เพื่อให้ที่ธรณีสงฆ์ยังเป็นของบริษัท ของนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม ไม่ยอมให้กลับไปเป็นที่ของวัด การกระทำของคุณยงยุทธ ในตอนนั้นเป็นการจงใจฝ่าฝืนความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับ ครอบครัวและท่านนายกรัฐมนตรี หลังจากที่คุณยงยุทธได้ช่วยเหลือนายกรัฐมนตรีและ ครอบครัวแล้ว คุณยงยุทธก็ได้ปูนบำเหน็จเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ทั้ง ๆ ที่จะ เกษียณอายุราชการในอีกไม่กี่เดือน ที่ผมพูดแบบนี้ผมไม่ได้กล่าวลอย ๆ นะครับ เพราะ หลังจากนั้น คุณยงยุทธก็โดน ป.ป.ช. ฟ้องคดีอาญาในข้อหาใช้อำนาจโดยทุจริต และพร้อมกับ โดนลงโทษผิดวินัยร้ายแรงถึงขั้นปลดออกจากราชการย้อนหลัง ก็เพราะไปช่วยเหลือ นายกรัฐมนตรีและครอบครัว ท่านประธานครับ คำพิพากษาของศาลอาญาทุจริตและ ศาลปกครองในคดีของคุณยงยุทธได้วินิจฉัยว่าชัดเจนยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ผมอภิปราย ในสไลด์ครับท่านประธาน ศาลอาญาทุจริตได้กล่าวถึงพฤติกรรมของจำเลยคือนายยงยุทธ ได้กล่าวถึงวัดธรรมาภิการามวรวิหาร ได้กล่าวถึงการจงใจตีความและใช้กฎหมายที่ผิดเพี้ยน ของนายยงยุทธ ศาลอาญาทุจริตได้วินิจฉัยสรุปว่าคุณยงยุทธช่วยให้บริษัท อัลไพน์ ของ นายกรัฐมนตรีได้รับประโยชน์ การกระทำของคุณยงยุทธเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและ โดยมิชอบ ด้วยเหตุนี้ศาลอาญาทุจริตจึงได้มีคำพิพากษาจำคุกคุณยงยุทธ ๒ ปี ท่านประธาน ที่เคารพครับ ศาลอาญาทุจริตท่านยังได้เขียนคำพิพากษาแสดงถึงเจตนาของคุณยายเนื่อม ที่ยกที่ดินให้กับวัดธรรมมิการามวรวิหารด้วยว่า คุณยายเนื่อมยกที่ดินให้วัดก็เพื่อให้วัดจัดหา ผลประโยชน์ บำรุงจตุปัจจัย ภิกษุ สามเณร และเพื่อจรรโลงการศึกษาของพระพุทธศาสนา คุณยายเนื่อมไม่ได้ต้องการให้เอาที่มรดกของท่านหลายร้อยไร่มาทำสนามกอล์ฟนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี มาดูอีกคดีครับท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีและ ครอบครัวมาเกี่ยวข้องอย่างไร กรณีที่ยงยุทธถูกปลดจากราชการ คุณยงยุทธได้ไปฟ้อง กระทรวงมหาดไทยต่อศาลปกครองกลางเพื่อเพิกถอนคำสั่งปลดจากราชการ คดีดำเนิน มาหลายปีจนในปี ๒๕๖๒ ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษายกฟ้องยงยุทธ โดยท่อนหนึ่งของ คำพิพากษาได้วินิจฉัยไว้ดังนี้ ตามปรากฏที่สไลด์ ผมขออ่านนะครับ การกระทำของผู้ฟ้องคดี ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๒ โดยเจตนา ช่วยเหลือบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตส และบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวและที่ได้ถือในเวลาต่อมา รวมทั้งตระกูลชินวัตรให้ได้รับประโยชน์โดยไม่ถูกเพิกถอนรายการจดทะเบียนสิทธิตามคำสั่ง ของอธิบดีกรมที่ดิน จนผู้ฟ้องคดีได้รับประโยชน์ตอบแทนให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง มหาดไทย และเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ คำวินิจฉัยของศาลสรุปว่าคุณยงยุทธ ไปเอื้อประโยชน์ให้ตระกูลของท่านนายกรัฐมนตรีจนเกิดความเสียหายให้แก่วัดและราชการ ท่านนายกรัฐมนตรียังย้อนถามผมเหมือนย้อนถามสื่อเมื่อ ๒ วันก่อนนะครับว่าตระกูลชินวัตร ได้ประโยชน์อะไร ท่านประธานครับ มองย้อนกลับไปมันชัดเจนว่าวันที่นายกรัฐมนตรี ถือครองที่ธรณีสงฆ์ในนามของบริษัท อัลไพน์ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ นั้น ได้มีการตรวจสอบ จนถึงที่สุดไปแล้วว่าต้องคืนที่ดินให้กับวัด แต่บิดาของนายกรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ในตอนนั้นยังยึดถือที่ดินวัดเอาไว้เพื่อประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีคนนี้ และนายกรัฐมนตรี คนนี้และครอบครัวก็ยังยึดถือที่ดินวัดเอาไว้ต่อมาจนถึงทุกวันนี้ จนทำให้เรื่องนี้คาราคาซัง มากว่า ๒๐ ปี