จุลพงศ์ ยันไม่ไว้วางใจนายกฯ ปมสนามกอล์ฟอัลไพน์ ชี้เอื้อประโยชน์ครอบครัว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๘

จุลพงศ์ อยู่เกษ แถลงอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีโดยอ้างกรณีทุจริตที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ที่ไม่ถูกคืนวัด พร้อมกล่าวหาว่ามีการเอื้อประโยชน์ร่วมกับครอบครัวและเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างต่อเนื่องแม้จะมีคำพิพากษาศาลแล้ว

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผมขออภิปรายไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๑ ที่ผู้นำฝ่ายค้านและเพื่อนสมาชิกได้ยื่นญัตติต่อท่านประธาน เนื่องจาก นายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมไร้ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์มาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงปัจจุบัน นายกรัฐมนตรียังมีพฤติกรรม ร่วมสมคบคิดกับคนในครอบครัวใช้ประโยชน์จากอิทธิพลทางการเมืองของบิดาเพื่อให้ที่ ธรณีสงฆ์ที่บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ที่ยึดถืออยู่ไม่ต้องคืนกลับไปเป็น ที่ดินของวัด หลังจากที่นางสาวแพทองธารได้ถือหุ้นแทนบิดาในบริษัทดังกล่าวมาสักระยะหนึ่ง นางสาวแพทองธารก็ได้เข้ามาเป็นกรรมการของบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ในช่วงปี ๒๕๕๙ จนถึงปี ๒๕๖๗ และนางสาวแพทองธารทราบดีว่าที่ดินสนามกอล์ฟ ของบริษัทเป็นที่ธรณีสงฆ์ที่ต้องควรคืนกลับให้วัดหลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลอาญา ทุจริต แต่นางสาวแพทองธารในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจไม่เคยแสดงเจตนาที่จะทำเรื่องนี้ให้ ถูกต้องตามกฎหมาย ฉวยโอกาสให้บริษัทของตัวเองประกอบธุรกิจสนามกอล์ฟเพื่อแสวงหา กำไรจากที่ดินของวัดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร มีอำนาจ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ใช้อำนาจหน้าที่กับข้าราชการเพื่อฮุบที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ต่อ ให้นานที่สุด ตอนนี้นายกรัฐมนตรียังนำเรื่องสนามกอล์ฟมาต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อที่จะได้ค่าชดเชยจากกรมที่ดิน ๗,๐๐๐ ล้านกว่าบาท จากการที่จะถูกเพิกถอน นิติกรรมการโอนที่ของวัดหากจะต้องโอนที่ดินคืนให้แก่วัด พฤติกรรมดังกล่าวของนางสาว แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แสดงให้ประจักษ์ชัดว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นบุคคลที่ไร้ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไร้ธรรมาภิบาล เห็นประโยชน์ส่วนตัวและ บุคคลในครอบครัวมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะในทางศาสนาของการเป็นที่ธรณีสงฆ์ จึงทำให้ผมไม่สามารถไว้วางใจให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องเอาเรื่องที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ที่เกิดมานานตั้งแต่ปีมะโว้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี เพราะเรื่องมันมีปัญหามาอย่างยาวนานไม่จบไม่สิ้นจนถึงทุกวันนี้ บางคน บอกว่าเป็นเรื่องเก่าแล้วครับ ผมบอกมันเป็นเรื่องเก่าและเป็นเรื่องที่เกิดมานาน แต่ปัญหายัง คาราคาซังมาจนทุกวันนี้ ก็เพราะมีการช่วยเหลือเอื้อประโยชน์กันเพื่อไม่ให้ที่ธรณีสงฆ์กลับไป เป็นของวัด และนายกรัฐมนตรีกับบุคคลในครอบครัวก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น จนถึงปัจจุบัน ผมขออนุญาตท่านประธานเท้าความถึงความเป็นมาเพื่อให้เห็นว่าที่ธรณีสงฆ์ ของวัดมันกลายมาเป็นที่ดินสนามกอล์ฟของครอบครัวนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร ท่านประธาน ที่เคารพครับ เมื่อปลายปี ๒๕๑๒ คุณยายเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดิน ของท่าน จำนวน ๒ แปลง ขนาดที่ดิน ๙๐๐ กว่าไร่ ตั้งอยู่ในอำเภอคลองหลวง จังหวัดธัญบุรี ในสมัยนั้น ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดธรรมิการามวรวิหาร ตั้งอยู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คุณยายเนื่อมท่านถึงแก่กรรมลงเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๕ ผลก็คือที่ดิน ๒ แปลงตาม พินัยกรรมของท่านจึงตกเป็นของวัดธรรมิการามวรวิหารทันที จริง ๆ แล้วเมื่อคุณยายเนื่อม ถึงแก่กรรมลง ได้มีการตั้งผู้จัดการมรดกที่เป็นคนธรรมดาขึ้น ๓ คนตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรม แต่ไม่รู้ว่ามีการเล่นแร่แปรธาตุอะไรโดยคน ๒ คนที่เป็นอดีตนักการเมืองครับ คนหนึ่งมีชื่อว่า เฮีย พ และอีกคนหนึ่งชื่อนาย ว ผมขอให้ท่านประธานจำชื่อเฮีย พ และนาย ว นี้ไว้นะครับ ๒ คนนี้ไป ๆ มา ๆ วิ่งเต้นกับพระที่วัดธรรมิการามวรวิหาร โดยอยากจะได้ที่ดินของคุณยายเนื่อม ทั้ง ๒ แปลงมาเป็นของพวกตนเพื่อทำธุรกิจ ผู้จัดการมรดกทั้ง ๓ คนถูกชักชวนให้ขายที่ดินมรดกคุณยายเนื่อมให้แก่ พ กับพวก แต่ทั้ง ๓ คนก็ไม่ยอมครับ ผลก็คือ ๒ คนถูกกดดันจนต้องลาออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก แล้วอีก คนหนึ่งถึงกับเสียชีวิตลง เนื่องจากที่ดินมรดกของคุณยายเนื่อมที่ยกให้วัดมีเนื้อที่มากกว่า ๙๐๐ ไร่ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน วัดจะรับโอนที่ดินเกิน ๕๐ ไร่ ต้องได้รับอนุญาตจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสียก่อน ซึ่งโดยปกติครับท่านประธาน วัดทุกวัดก็ได้รับ อนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาโดยตลอด แต่กรณีที่ดินมรดกของ คุณยายเนื่อมมันมีเตรียมการกันไว้ก่อนแล้ว พอวัดธรรมาภิรตารามขออนุญาตไปยังกระทรวง มหาดไทย เรื่องจึงมารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นที่ดูแลกรมที่ดินคือ นาย ส นาย ส เป็นพี่ชายของนาย ว คนที่วิ่งเต้นกับพระที่วัดธรรมาภิรตารามนั่นละครับ ท่านประธาน นาย ส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงทำตามแผนที่วางไว้ คือรีบลงนามทันทีครับ รีบลงนามไม่อนุญาตให้วัดธรรมาภิรตารามรับโอนที่ดินมรดกของ คุณยายเนื่อม ทีนี้พอวัดไม่ได้รับอนุญาตให้รับโอนที่ดิน วัดซึ่งอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็จะต้องหาทางจำหน่ายที่ดินมรดกของยายเนื่อมที่อยู่จังหวัดปทุมธานีเพื่อไม่ให้วัดมีภาระ ที่จะต้องดูแล ทันทีที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยคนนี้ไม่อนุญาตให้วัดรับโอนที่ดิน ภรรยาของรัฐมนตรีช่วยว่าการคนเดียวกันนี้และพรรคพวกกลุ่มหนึ่งก็กระโดดเข้ามารับซื้อ ที่ดินมรดกในนามบริษัท อัลไพน์ พอดิบพอดี ความพยายามของคนกลุ่มนี้ที่ต้องการเอาที่ ธรณีสงฆ์มาทำธุระก็สำเร็จลง เพราะใน พ.ศ. ๒๕๓๓ ได้มีการจดทะเบียนตั้งมูลนิธิมหามกุฏ ราชวิทยาลัยเป็นผู้จัดการมรดกของคุณยายเนื่อมแทนผู้จัดการมรดกคนเดิม ๓ คนก่อนหน้านี้ และในวันเดียวกันนั้นเองนะครับ ในวันเดียวกันนั้นเองมูลนิธิก็ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้กับ บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด เพื่อทำสนามกอล์ฟในราคารวม ๑๔๐ ล้านกว่าบาท ท่านประธานครับ แล้วในตอนนั้นบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด มีชื่อผู้ถือหุ้น เป็นใครบ้าง มีผู้ถือหุ้นใหญ่ ๔ คนครับ คนแรกคือเฮีย พ คนเดิมที่วิ่งเต้นกับพระเพื่อจะซื้อที่ มรดกของคุณยายเนื่อมให้ได้ ส่วนผู้ถือหุ้นอีก ๓ คน คือนาง อ ภรรยาอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ส คนที่ไม่อนุญาตให้วัดรับโอนที่ดิน นาย ว น้องชายของอดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ส ที่เคยวิ่งเต้นกับวัดจะซื้อที่ดินร่วมกับนายเฮีย พ มาตั้งแต่แรก และมีผู้ถือหุ้นใหญ่อีกคนชื่อนาย ช ตรงตามแผนการที่คนเหล่านี้วางไว้ กลับมาต่อเรื่องที่ดิน สนามกอล์ฟครับ หลังจากที่มีการจดทะเบียนโอนที่ธรณีสงฆ์มาเป็นของบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ก็มีการปรับที่ดินสร้างสนามกอล์ฟ สร้างคลับเฮาส์ใหญ่โต ที่ดิน บางส่วนก็มีการแบ่งแยกโฉนดเพื่อเอามาจัดสรรขายสมประโยชน์ของคนเหล่านี้ที่จะเอาที่ ธรณีสงฆ์มาเป็นของตนเพื่อทำธุรกิจ จนกระทั่งปี ๒๕๔๑ ที่ดินแปลงนี้ก็ถูกเปลี่ยนมือมาเป็น ของบิดาของนายกรัฐมนตรี โดยบิดาของนายกรัฐมนตรีเข้ามาซื้อหุ้นในบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด จากผู้ถือหุ้นเดิมที่เป็นกลุ่มคนของอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย นาย ส ท่านประธานกรุณารอเดี๋ยวนะครับ สักครู่ผมจะอภิปรายให้เห็น ว่ามันมาโยงกับนายกรัฐมนตรีอย่างไร เพราะอะไรผมถึงบอกว่าบิดาของนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าของสนามกอล์ฟ อัลไพน์ ครับ ก็บิดาของนายกรัฐมนตรีไปยอมรับกลางรายการทีวี รายการหนึ่ง เมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๔๒ ท่านประธานได้กรุณาอ่านข้อความบนสไลด์ที่ถอด มาจากรายการทีวีไปพร้อมกับผมครับ บิดานายกรัฐมนตรีได้ไปพูดว่าตนไปซื้อสนามกอล์ฟ อัลไพน์มาจ่ายเงินไปเกือบ ๕๐๐ ล้านบาท มีที่ดินอยู่เกือบ ๕๐๐ ไร่ โดยอ้างว่าเป็นการซื้อ ทางธุรกิจในฐานะคนรู้จักกัน และยังอ้างอีกว่า ไม่ได้มีบุญคุณกับคุณเสนาะ เพราะนายเสนาะ มาเสนอขายให้ เพราะบังเอิญเป็นคนรู้จักกันเท่านั้น ผมไม่รู้ว่านายเสนาะไหน แต่ท่านประธานครับ ท่านคงจำนาย ส ได้นะครับ นาย ส นี่ล่ะที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่เคย ออกคำสั่งไม่อนุญาตให้วัดธรรมาภิรตารามรับโอนที่ดินมรดกของคุณยายเนื่อม ท่านประธานครับหลังจากบิดาของนายกรัฐมนตรีได้ซื้อบริษัท อัลไพน์ จากนาย ส แล้ว บิดา ของนายกก็ได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ ในปี ๒๕๔๓ นาย ส ก็เข้าเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ของบิดาของนายกรัฐมนตรีพร้อมกับคนของมุ้งวังน้ำร้อน โดยนาย ส ได้ตำแหน่งประธาน ที่ปรึกษาพรรคไทยรักไทย และเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ปี ๒๕๔๔ นาง อ ภรรยาของนาย ส ที่เคยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท อัลไพน์ ก็ได้เป็นรัฐมนตรีใน ครม. ของบิดา ของนายกรัฐมนตรีอีกด้วย แต่ท่านประธานครับ ในช่วงแรกที่เขาไปซื้อหุ้นบริษัท อัลไพน์ บิดาของนายกรัฐมนตรีไม่ได้ถือหุ้นบริษัท อัลไพน์ ไว้เองนะครับ แต่ว่าบิดานายกรัฐมนตรี ซุกหุ้นไว้กับคนใช้ คนขับรถ และยามที่บ้าน ชื่อนางสาวบุญชู นายชัยวัฒน์ และนายวิชัย เป็น Nominee ถือหุ้นแทน แต่ละคนถือหุ้นจำนวนเท่ากันเป๊ะเลยครับ ๒๔ ล้านกว่าหุ้น แต่ละคน ถือหุ้นมูลค่า ๑๖๖ ล้านบาทรวมกันราว ๕๐๐ ล้านบาท เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏใน คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญในคดีซุกหุ้น หลังจากที่บิดาของนายกถูกเปิดโปงเรื่องซุกหุ้น จนโดน ป.ป.ช. ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ บิดาของนายกรัฐมนตรีก็เลยโอนหุ้นจาก Nominee ทั้ง ๓ คน ให้กับนายกรัฐมนตรี พี่สาวนายกรัฐมนตรี และคุณแม่นายกรัฐมนตรี คนละเท่า ๆ กัน ในปี ๒๕๔๔ ตอนนั้นนายกรัฐมนตรียังชื่อเด็กหญิงแพทองธาร ชินวัตร ได้จ่ายเงินซื้อหุ้น บริษัท อัลไพน์กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ครับ มูลค่า ๒๔๘ ล้านบาทแล้วหรือไม่ หรือ เอามาฟรี ๆ เพื่อเป็น Nominee ให้กับบิดาครับ พอนายกรัฐมตรีถือหุ้นบริษัท อัลไพน์ ก็เท่ากับว่าเป็นเจ้าของที่ธรณีสงฆ์ที่เป็นสนามกอล์ฟไปด้วย ในตอนนั้นมีอดีตนักการเมือง ฝ่ายค้านคนหนึ่งไปร้องเรียนต่อกรมศาสนาให้ตรวจสอบว่าที่ธรณีสงฆ์มันโอนไปเป็นที่ดินของ เอกชนได้อย่างไร กรมศาสนาจึงส่งหนังสือไปถามยังคณะกรรมการกฤษฎีกา ปรากฏว่า ที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นตอบมาในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ครับ โดยตอบว่าที่ดินตรงสนามกอล์ฟบริษัท อัลไพน์ เป็นที่ดินมรดกของคุณยายเนื่อมที่ได้ระบุ ในพินัยกรรมของตนว่าให้ที่ดินตกเป็นของวัดเมื่อต้นเสียชีวิตลง ผู้จัดการมรดกจึงจะโอนที่ดิน มรดกนั้นให้บุคคลอื่นไม่ได้ นอกจากจะต้องโอนให้วัดธรรมิการามที่เป็นผู้รับมรดกตาม พินัยกรรมของคุณยายเนื่อมเท่านั้น เรื่องนี้บิดาของนายกรัฐมนตรีรู้มาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วครับ ท่านประธานว่านายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิในที่ดินผืนนี้ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๔