วิโรจน์ ชี้นายกฯต้องเป็นแบบอย่าง หนีภาษีทำระบบไร้ความเป็นธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๘

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการโอนหุ้นของนายกรัฐมนตรี พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการใช้ช่องว่างกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งขัดกับหลักความซื่อสัตย์สุจริตและมาตรฐานทางจริยธรรมที่ควรมีในผู้นำประเทศ และเรียกร้องความเป็นธรรมในระบบภาษีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนผู้เสียภาษีฐานราก

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสมาชิกทุกท่านรวมทั้งท่านประธานคงทราบดีนะครับว่า คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๖๐ ของรัฐธรรมนูญใน (๔) และ (๕) คือต้องมี ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง แล้วถ้ามาดูรัฐธรรมนูญในหมวด ๔ หน้าที่ของปวงชน ชาวไทยในมาตรา ๕๐ (๙) ก็ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่ กฎหมายบัญญัติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้รับการยกเว้นจากรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ และโดย สำนึกแล้วคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของการเสียภาษีด้วยซ้ำ มาดูต่อในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ มาตรา ๖๒ ก็ระบุเอาไว้อีกว่ารัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงยั่งยืน ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง และจัดระบบภาษีให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม ผมต้องย้ำตรงนี้ครับว่าการจัดเก็บภาษี ระบบภาษี ต้องมีความเป็นธรรมต่อสังคม ถ้าตัว นายกรัฐมนตรียังทำตัวหนีภาษีความเป็นธรรมในเรื่องภาษีจะเกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างไร ท่านประธานครับ ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วว่าภาษีเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศที่จะนำเอา มาใช้พัฒนารวมทั้งดูแลในเรื่องสวัสดิการของพี่น้องประชาชน และหนึ่งในปัญหาในการ จัดเก็บภาษีของประเทศไทยในปัจจุบันก็คือการที่คนรวยบางกลุ่มบางก้อนใช้ช่องว่าง ทางกฎหมายในการหลบเลี่ยงภาษี ซ้ำร้ายครับในหลายกรณีเป็นการกระทำที่เข้าข่าย การหลีกเลี่ยงหรือการหนีภาษีด้วยซ้ำ จึงทำให้ภาระการเสียภาษีส่วนใหญ่ของประเทศไทย ตกอยู่กับมนุษย์เงินเดือนชนชั้นกลาง ประชาชนชาวรากหญ้า ที่กลไกการจัดเก็บภาษีของรัฐ ทำให้พวกเขาต้องจ่ายภาษีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่านประธานครับ มนุษย์เงินเดือนทุกวัน เงินเดือนออก ทุกวันสิ้นเดือนก็ต้องฝ่ายบุคคลหักภาษี ณ ที่จ่ายส่งสรรพากร คนที่ประกอบอาชีพอิสระ Freelancer เวลาที่จะไปวาง Bill รับค่าจ้างก็ต้องถูกฝ่ายบัญชีของ ลูกค้าหักภาษี ณ ที่จ่าย คนจนคนยาก ประชาชนทั่วไปเวลาไปซื้อข้าวซื้อของซื้อเครื่องใช้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสบู่ ยาสระผม ผงซักฟอก จาน ชาม ช้อน ขวด ถ้วย ถัง กะละมัง หม้อ รวมกระทั่ง กระดาษทิชชู ผ้าอนามัย ดินสอ ปากกา อุปกรณ์การเรียนของลูกก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่แฝง มากับราคาสินค้าทันทีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นครับท่านประธานพฤติกรรมการใช้ช่องว่าง ทางกฎหมายในการหลีกเลี่ยงหรือเรียกง่าย ๆ แบบภาษาชาวบ้านคือหนีภาษี จึงเป็น พฤติกรรมที่น่ารังเกียจ เป็นการเอารัดเอาเปรียบประชาชนและขัดขวางการพัฒนาประเทศ ผมนึกไม่ถึงครับท่านประธานว่าพฤติกรรมที่น่าอดสูแบบนี้จะเกิดขึ้นกับคนที่ชื่อว่าแพทองธาร ชินวัตร และคน ๆ นี้ไม่ใช่แค่คนร่ำคนรวยปกติครับเป็นถึงนายกรัฐมนตรี การอภิปราย ของผมในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร แต่เป็นการอภิปรายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินแผ่นดิน ให้ประชาชนได้รู้ครับว่าคนอย่างแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ทำนิติกรรมอำพรางในการหนีภาษี เป็นเยี่ยงเป็นอย่างให้การหลีกเลี่ยงภาษีของคนใหญ่คนโต เป็นเรื่องปกติ สร้างภาวะที่ทำให้สังคม ประชาชนชาวรากหญ้า มนุษย์เงินเดือนต้อง จำยอมรับสภาพ มนุษย์เงินเดือน คนจนคนยากที่อยู่ที่ฐานราก สุดท้ายแล้วพวกเขาต้องเป็น ผู้แบกรับภาษีของประเทศ ถูกขูดถูกรีดให้ต้องปรนเปรอให้คนมั่งคนมีที่เห็นแก่ตัวได้เสวยสุข อยู่ที่ด้านบนสุดของห่วงโซ่อาหาร และหนึ่งในนั้นที่อยู่ด้านบนสุดของห่วงโซ่อาหารก็คือคนที่ ชื่อแพทองธาร ชินวัตร ก่อนที่จะลงรายละเอียดครับ ผมจำเป็นต้องตั้งคำถามกับแพทองธาร ชินวัตร ก่อนเลยครับว่า หลังจากที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๗ แพทองธาร ชินวัตร มีการโอนหุ้น ๑๙ บริษัท มูลค่า ๙,๓๓๐.๕ ล้านบาท แต่ประเด็นที่ผมต้องการถามเป็นแค่การโอนหุ้น ๒ บริษัท มูลค่า ๓๙๓.๕ ล้านบาท ของตัวเองไปให้กับแม่และพี่สาว ผมถามแพทองธาร ชินวัตร แล้วอยากให้แพทองธาร ชินวัตร ตอบว่าเป็นการโอนไปด้วยวิธีการใด เป็นการให้ หรือเป็นการขายหุ้น ตัวแรกครับ บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ๒๒,๔๑๐,๐๐๐ หุ้น มูลค่าตามทุนจดทะเบียน ๒๒๔.๑ ล้านบาท แพทองธารโอนไปให้แม่ ซึ่งก็คือคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๗ หุ้นตัวที่ ๒ บริษัท ประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด จำนวน ๑๖,๙๔๙,๙๙๐ หุ้น มูลค่า ๑๖๙.๔ ล้านบาท แพทองธาร ชินวัตร โอนไปให้พี่สาวพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๗ ท่านประธานครับ มันอยู่ตรงนี้ครับถ้าการโอนหุ้นของแพทองธาร ชินวัตร ไปให้แม่และพี่สาวเป็นการให้ แม่และพี่สาวของแพทองธาร ในฐานะผู้รับก็ต้องมี ภาระในการจ่ายภาษีการรับให้ กรณีแม่ครับ ภาษีการรับให้ที่แม่ต้องจ่ายให้กับรัฐคิดเป็นเงิน ๑๐.๒ ล้านบาท ในขณะที่พี่สาวก็มีหน้าที่เสียภาษีการรับให้เช่นเดียวกันคิดเป็นเงิน ๘ ล้านบาท รวมแล้วรัฐต้องได้ภาษีการรับให้จากการโอนหุ้นในครั้งนี้ของแพทองธารไปสู่แม่และพี่สาวเป็นเงิน ๑๘.๒ ล้านบาท ก็ต้องถามแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีว่ารัฐจะได้รับภาษีการรับให้ มูลค่า ๑๘.๒ ล้านบาทก้อนนี้หรือไม่ แต่ไม่เป็นอะไรครับภายในวันที่ ๓๑ มีนาคมนี้อีกไม่กี่วัน เดี๋ยวประเทศนี้ก็จะรู้ครับ ที่ผมต้องตั้งคำถามนี้กับแพทองธาร ชินวัตร ก็เพราะว่าแพทองธาร ชินวัตร คน ๆ นี้ที่ผ่านมามีพฤติกรรมในการใช้ช่องว่างทางกฎหมายทำนิติกรรมอำพราง ในการหนีภาษีการรับให้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ท่านประธานครับ แต่เดิมก่อนที่จะมีภาษีการรับให้ การโอนหุ้นไปให้คนนั้นการยักย้ายถ่ายเทซุกหุ้นไว้กับคนนี้ ยักย้ายถ่ายเทกันไปมาก็จะอ้างว่า ให้เสน่หา ภาษีสักสลึงก็ไม่ต้องเสีย แต่พอมีการแก้กฎหมายประมวลรัษฎากรในส่วนของภาษี การรับให้เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๘ และกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ หมายความว่าอย่างไรครับท่านประธาน หมายความว่าตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เป็นต้นไป ตามประมวลรัษฎากรมาตรา ๔๒ (๒๗) เงินได้ที่ได้รับการอุปการะหรือ การให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส จะได้รับการยกเว้นภาษีเฉพาะเงินได้ ในส่วนที่ไม่เกิน ๒๐ ล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่า ถ้าลูกให้แม่ แม่ให้ลูก ถ้าเกิน ๒๐ ล้านบาท ส่วนที่เกิน ๒๐ ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษีการรับให้ ในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์ และในมาตรา ๔๒ (๒๘) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ ธรรมจรรยา หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียม ประเพณีจากบุคคลซึ่งไม่ใช่บุพการี ไม่ใช่ผู้สืบสันดาน ไม่ใช่คู่สมรส จะได้รับการยกเว้นภาษี เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท หมายความว่าถ้าพี่ให้น้อง น้องให้พี่ ลุงให้หลาน ป้าสะใภ้ให้หลาน หลานให้ลุง ถ้าเกิน ๑๐ ล้านบาท ส่วนที่เกิน ๑๐ ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษี การรับให้ในอัตรา ๕ เปอร์เซ็นต์